Category Archives: The Inspire

Burger King ออกเมนูปริศนา จ่ายมา 2€ แล้วไปลุ้นเอาเองว่าข้างในคืออะไร

เป็นอีกแบรนด์ Fast Food ที่ทำโฆษณาและแคมเปญต่าง ๆ ออกมาได้อย่างเอร็ดอร่อยไม่ต่างจากรสชาติของอาหาร

สำหรับ Burger King ที่ครั้งนี้ได้ออกเมนูใหม่อย่าง MYSTERY BURGER มาพร้อมกับแพกเกจจิ้งคลีน ๆ ขาว ๆ ที่มีสัญลักษณ์ ? อยู่บนกล่อง แต่ไม่บอกว่าข้างในคือเบอร์เกอร์เมนูอะไร แล้วทิ้งปริศนาไว้ให้ลูกค้าไปหาคำตอบกันเอง

ไม่ใช่แค่กับตัวสินค้า แต่โฆษณาของ MYSTERY BURGER ก็ยังสามารถทำออกมาได้อย่างสนุกสนาน โดยจำลองเหตุการณ์ให้เหมือนกับว่า MYSTERY BURGER เป็นทารกน้อยในครรภ์ ที่เอามาอัลตร้าซาวด์หาคำตอบว่าข้างในกล่องเป็นยังไง

ถ้ามีตำแหน่งแบรนด์สุดกวนแห่งปี ก็คงจะต้องยกให้กับ Burger King  นี่แหละที่สร้างสีสันในการทำโฆษณาและแคมเปญต่าง ได้อยู่ตลอดเวลา

Advertising Agency:Buzzman, Paris, France

โปรใหม่ ถูกไล่ออกบอก Burger King รับ Whopper ฟรี 1 ชิ้น

ถูก ไล่ออก หรือ You are Fired  เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากเจอ (ยกเว้นได้เงินชดเชยก้อนโต) ฉะนั้น Burger King จึงอยากเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของ คนที่ถูกไล่ออก กับ Burger King เข้าด้วยกัน โดยมีคำคมของแคมเปญนี้ว่า

“โดนไล่ออก นี่มันแย่จริงๆ แต่ได้เบอร์เกอร์ฟรี ก็ไม่แย่นะ”

แคมเปญนี้ต้องการจะเล่นกับคำว่า FIRE ที่ Burger King อ้างว่าใช้ย่างเบอร์เกอร์มาตั้งแต่ปี 1954 กับ FIRE ที่หมายถึง ไล่ออก โดยสิ่งที่คุณต้องทำก็คือ พิมพ์ข้อความทำนองว่า “I got fired. I want a free whopper. #WhopperSeverance” ใน LinkedIn ของคุณ จากนั้นก็จะได้อีเมล์ลงทะเบียน กับหลักฐานการยืนยันการถูกไล่ออก และคุณจะได้รับ Whopper 1 ชิ้นฟรีๆ พร้อม Burger King Gift Card อีกด้วย

 

Fernando Machado, Global brand chief ของ Burger King กล่าวว่า เจตนาของเราคือต้องการสื่อว่า Burger King ปรุงอาหารด้วย FIRE และเราต้องการบอกให้คนรู้ด้วยวิธีการที่สนุก และสร้างสรรค์

ซึ่งไม่ใช่แค่การแจกเบอร์เกอร์ฟรีเท่านั้น แต่ยังมีบริการให้คำปรึกษาเรื่องอาชีพและช่วยหางานให้อีกด้วย ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมา Burger King ได้สร้างงานใหม่ทั่วโลก กว่า 50,000 งานอีกต่างหาก ส่วนสาเหตุที่ใช้ LinkedIn เป็น Platform นั้นก็เพราะ LinkedIn สำหรับการทำงาน และอาชีพโดยเฉพาะ

*แคมเปญนี้เริ่มที่สหรัฐฯ ยังไม่มีในไทย

ที่มา : Adweek

 

 

THE FACE SHOP กับการถ่าย Packshot ที่สื่อไปถึงตัวโปรดักท์ได้เป็นอย่างดี

Real Nature คือคอนเซปต์หลักของที่มาสก์หน้าจากแบรนด์เครื่องสำอางค์เกาหลีอย่าง The Face Shop และเพื่อสื่อถึงความ Nature ที่มาจากธรรมชาติอย่างแท้จริง

ทางแบรนด์ก็เลยจัดการถ่าย Packshot ที่นำส่วนผสมในแผ่นมาสก์มาเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของภาพถ่าย พร้อมกับ Mood & Tone คลีน ๆ ขาว ๆ ที่สามารถสื่อถึงความธรรมชาติออกมาได้เป็นอย่างดี

พูดไปก็เท่านั้น ให้ภาพเล่าเรื่องด้วยตัวมันเองเลยดีกว่า

จากการขายไฟติดหน้าจักรยานเล็ก ๆ สู่อาณาจักรเครื่องใช้ไฟฟ้า Panasonic 

เชื่อว่าสักมุมใดมุมหนึ่งในบ้านของคุณ จะต้องมีแบรนด์ Panasonic อยู่ในนั้น เพราะไม่ว่าจะเป็นทีวี ตู้เย็น แอร์ เครื่องซักผ้า และอื่น ๆ อีกมากมาย Panasonic ก็ครอบคลุมไปแทบจะทุกประเภทของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราใช้กันในชีวิตประจำวัน

แต่จะมีสักกี่คนกันที่รู้ว่า กว่าแบรนด์เอเชียที่มีต้นกำเนิดมาจากเมืองโอซาก้าแบรนด์นี้จะ Go Global จนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก อีกทั้งยังได้รับความนิยมในไทยอย่างทุกวันนี้ได้

มันกลับมาจากจุดเริ่มต้นที่เล็ก ๆ อย่างการขายไฟติดหน้าจักรยานของเด็กหนุ่มชาวญี่ปุ่นคนนึงก็เท่านั้น

เด็กหนุ่มคนที่ว่าก็คือ Konosuke Matsushita หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันดีในนามของ ‘ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Panasonic’

Konosuke Matsushita เกิดขึ้นมาท่ามกลางครอบครัวที่ยากจน เรียนได้ถึงแค่ชั้นประถามศึกษาปีที่ 4 ก็ต้องออกมาทำงานในร้านขายของ จนในเวลาต่อมาก็ได้ย้ายมาทำงานในร้านขายจักรยาน ซึ่งเชื่อว่านี่คือจุดเริ่มต้นในการเรียนรู้ระบบไฟฟ้าของ Konosuke

เมื่ออายุ 15 Konosuke ก็ได้ย้ายออกมาจากร้านขายจักรยาน สู่การทำงานในบริษัท Osaka Electric Light Company ด้วยเหตุผลที่ตอนนั้นถนนหลักในเมืองโอซาก้าเริ่มจะมีรถยนต์เข้ามาวิ่ง Konosuke จึงมองว่า อีกไม่นานนี้เรื่องของไฟฟ้าจะต้องเป็นอะไรที่ผู้คนพูดถึงกันแน่ ๆ เขาจึงตัดสินใจที่จะออกมาเรียนรู้มัน

และด้วยความเป็นคนใฝ่รู้เมื่ออายุ 22 เขาจึงได้รับตำแหน่งเป็น inspector หรือช่างตรวจสอบ ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดที่ช่างเทคนิคหลายคนหวังที่จะก้าวขึ้นไปอยู่ตรงนั้น

โดยระหว่างที่ทำงานอยู่ใน Osaka Electric Light Company เขาก็ได้ใช้เวลาว่างประดิษฐ์อุปกรณ์ที่เรียกว่า Socket หรือเต้าหลอดไฟขึ้นมา

จนเมื่อทำสำเร็จ Konosuke จึงตัดสินใจลาออกมาจากงานประจำเพื่อมาทำโรงงานผลิต Socket เล็ก ๆ เป็นของตัวเองในบ้านพัก กับเพื่อนร่วมงานในบริษัทอีกคนหนึ่ง

แต่เส้นทางการขาย Socket กลับไม่ได้สว่างไสวเหมือนกับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เขาประดิษฐ์ได้ ในปี 1917 เพื่อนร่วมงานคนที่ว่าก็ตัดสินใจเดินออกมา และ Matsushita Electric Houseware Manufacturing ธุรกิจที่เขาใช้ชื่อของตัวเองมาตั้งเป็นชื่อบริษัทก็เกือบเจ๊ง !

แต่สุดท้ายก็สามารถรอดมาได้ ด้วยออร์เดอร์ไม่คาดฝัน ที่มีคนสั่งแผ่นฉนวนไฟฟ้าเข้ามากว่าพันชิ้น

และออร์เดอร์ที่ไม่คาดฝันนี้ก็ทำให้ Konosuke มีเงินไปลงทุนไปขยายโรงงาน ต่อยอดไปสู่การทำปลั๊กซึ่งถือเป็นโปรดักท์ที่สองของ Matsushita Electric ซึ่งไม่ว่าจะเป็นปลั๊กหรือ Socket ก็ล้วนได้รับความนิยมจากผู้คน และทำให้บริษัทมีชื่อเสียง จนต่อยอดสู่โปรดักท์ตัวที่ 3 ของ Matsushita Electric อย่างไฟติดหน้าจักรยาน

เพราะคนญี่ปุ่นนิยมขี่จักรยาน แต่แบตเตอรี่ของไฟติดหน้าจักรยานที่มีวางขายอยู่ในท้องตลาดกลับอยู่ได้นานแค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น

Konosuke จึงอยากจะเอาชนะข้อจำกัดนี้ ด้วยการผลิตไฟติดหน้าจักรยานที่อยู่ได้นานต่อเนื่องถึง 40 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ และแม้จะสามารถแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ในตลาดได้ แต่ไฟติดหน้าจักรยานของเขากลับถูกปฏิเสธจากร้านขายส่ง

Konosuke จึงเปลี่ยนกลยุทธ์การขายด้วยการไปทำตลาดกับร้านขายจักรยานโดยตรง เพื่อให้ร้านขายจักรยานและคนที่จะมาซื้อจักรยานได้ลองใช้

ซึ่งผลจากการปรับเปลี่ยนที่รวดเร็ว ก็ทำให้ไฟติดหน้าจักรยานของเขาได้รับความนิยมจากผู้คนเป็นอย่างมาก จนต่อยอดมาสู่การทำไฟติดหน้าจักรยานรุ่นที่สอง ที่เขาตั้งชื่อให้กับมันว่า ‘National’ หมายถึงดวงไฟที่มีความสัมพันธ์กับคนในประเทศชาติ

 

และชื่อเดียวกันนี้ ก็เป็นชื่อเดียวกับแบรนด์ National ที่เราเคยใช้กันในอดีตนั่นเอง (ดักแก่ไหมล่ะ ฮ่า ๆ) จากนั้นแบรนด์ National ก็ได้เพิ่มไลน์โปรดักท์ด้วยการผลิตเตารีดและวิทยุในเวลาต่อมา

เมื่อถึงปี 1955 หลังจากที่ญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัวจากภาวะสงครามและเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน Konosuke จึงได้ตัดสินใจเปิดตัวแบรนด์ Panasonic อย่างเป็นทางการ และสามารถขายธุรกิจให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 3 พันล้านเยน ถึง 10 ล้านเยนได้ภายใน 4 ปี ถือเป็นสิ่งที่ตอกย้ำความสำเร็จในวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ Konosuke ในวัย 60 ได้เป็นอย่างดี

ทำให้ชื่อของ Panasonic ก็ค่อย ๆ ขยายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดย Konosuke ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายที่ใกล้ชิดกับร้านค้าปลีก ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่แข็งแรง และทำให้สินค้าของ Panasonic เข้าใกล้ผู้บริโภคได้มากขึ้น

ด้วยความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นี้ ชื่อของ Konosuke จึงได้กลายเป็นตำนาน จนถึงขนาดที่สื่อชื่อดังระดับโลกอย่าง Time นำชีวิตรวมถึงแนวคิดการทำงานของ Konosuke ไปทำเป็น Cover Story ของนิตยสาร

และจากโลกนี้ไปเมื่อปี 1989 Konosuke ด้วยวัย 94

ที่ยังคงทิ้งมรดกไว้ให้กับมวลมนุษยชาติ ทั้งการสร้างอาชีพให้กับพนักงาน Panasonic ในญี่ปุ่น และพนักงาน Panasonic ทั่วโลก

และแม้ผู้บริหารที่ดำรงตำแหน่งสูงสุดของ Panasonic ในตอนนี้จะไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับ Konosuke แต่อย่างใด

แต่เขาก็ยังคงยึดถือสโลแกนที่ว่า ‘A Better Life, A Better World : เพื่อชีวิตที่ดีกว่า เพื่อโลกที่ดียิ่งขึ้น’ ของ Konosuke มาใช้เป็นปรัชญาหลักในการดำเนินงานของ Panasonic จนถึงปัจจุบัน

 

จากคนที่ไม่มีต้นทุนในชีวิต สู่เจ้าของธุรกิจรายได้ปีละ 700 ล้าน ในนามของฟิล์ม Lamina

หลายคนรู้จักแบรนด์ Lamina แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า กว่ามันจะกลายมาเป็นแบรนด์ฟิล์มกรองแสงที่มียอดขายอันดับ 1 ในประเทศไทย ที่มาที่ไปของมันกลับมาจากเด็กคนนึงที่ไม่ได้มีต้นทุนในชีวิตแต่อย่างใด เติบโตมากับครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนมีอาชีพหาเช้ากินค่ำและอาศัยอยู่ในบ้านที่เป็นห้องแถวเล็ก ๆ หลังเขียงหมูในตลาดท่าพระ

ต้องเดินทางไปกลับระหว่างบ้านที่อยู่ท่าพระกับมหาวิทยาลัยที่อยู่ศาลายา เดินทางด้วยรถยนต์ 3-4 ต่อ อยู่หอไม่ได้เพราะในตอนนั้นที่บ้านไม่มีเงินจะซื้อเครื่องนอนให้

แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้คนที่ไม่มีต้นทุนในชีวิตอย่าง จันทร์นภา สายสมร ผู้ก่อตั้งหลักและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ตัวแทนจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์แบรนด์ ลามิน่า สามารถพลิกตัวเองจนสร้างธุรกิจที่ทำรายได้กว่า 700 ล้านบาทต่อปีอย่างทุกวันนี้ได้ ?

คำตอบอยู่ในบทสัมภาษณ์ด้านล่าง

ที่จะทำให้รู้ว่าแม้จะไม่มีต้นทุนมาตั้งแต่เกิด แต่ความพยายามก็สามารถพาคุณไปเจอกับความสำเร็จได้เหมือนกัน

ต้องพยายามสอบเข้าโรงเรียนรัฐเพื่อช่วยที่บ้านประหยัดค่าใช้จ่าย

พี่จันทร์เล่าให้ Marketeer ฟังว่า ตั้งแต่จำความได้ เธอก็รับรู้ได้ทันทีว่าที่บ้านไม่ได้มีฐานะร่ำรวยยิ่งพอเติบโตขึ้นมองย้อนกลับไปถือได้ว่าค่อนไปทางลำบากด้วยซ้ำ

“เตี่ยจบแค่ป.2 แต่พูดอ่านเขียนภาษาจีนได้ดีส่วนแม่พี่ไม่ได้เรียนหนังสือ เขียนหนังสือพอได้ก็แค่ชื่อตัวเองกับลูก ๆ เท่านั้น เตี่ยกับแม่มีลูกทั้งหมด 8 คน ซึ่งพี่เป็นลูกคนที่ 8

พี่โตมาในห้องแถวเล็ก ๆ ที่อยู่หลังเขียงหมูในตลาดท่าพระ ลูกคนโตสองคนต้องออกจากโรงเรียนไปเรียนด้านวิชาชีพ เพราะต้องช่วยเตี่ยกับแม่ทำงานและดูแลน้องๆ

ที่บ้านทำอาชีพหาเช้ากินค่ำมาตั้งแต่พี่ยังเป็นเด็ก จนขึ้นมหาวิทยาลัยก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น

มีช่วงนึงที่ทางบ้านได้ไปขายผักในปากคลองตลาดจนทำให้พอลืมตาอ้าปาก เริ่มมีเงินขึ้นมา ช่วงนั้นพี่เรียนชั้นประถมต้นที่โรงเรียนเอกชนใกล้บ้าน แต่สุดท้ายพอคนอื่นเห็นว่าบ้านเราขายดี เขาก็มาแย่งที่ค้าขาย เตี่ยพี่ถูกทำร้าย จนต้องไปหาที่ทำกินใหม่”

บ้านอยู่ไกลมหา’ลัย แต่อยู่หอไม่ได้ เพราะแม่ไม่มีเงินซื้อเครื่องนอน

หลังย้ายออกมาจากปากคลองตลาด เตี่ยและคุณแม่ของพี่จันทร์เลยเปลี่ยนมาขายอาหารในโรงอาหารของวิทยาลัยหอการค้าไทย (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยหอการค้า) ซึ่งเธอรวมทั้งพี่ๆน้องๆคนอี่นๆ ก็ยังต้องช่วยที่บ้านทำงานช่วงปิดเทอม ด้วยการนั่งรถเมล์จากบ้านย่านท่าพระไปปากคลองตลาดเพื่อซื้อวัตถุดิบมาทำอาหาร แล้วนั่งรถเมล์จากปากคลองตลาดเพื่อเอาของมาส่งที่ร้านในหอการค้าไทยอีกที

แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่เธอยังสามารถจดจำชีวิตช่วงนั้นได้อย่างแม่นยำ จำได้แม้กระทั่งสายรถเมล์ว่าต้องนั่งอะไรแล้วไปต่ออะไร ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนสามารถสอบเข้าคณะเทคนิคการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้ และถึงศาลายากับท่าพระจะอยู่ไกลกันขนาดไหน แต่เธอก็ต้องไปกลับ ไม่สามารถอยู่หอพักได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า

“ตอนนั้นแม่พี่บอกว่าไม่มีเงินจะซื้อเครื่องนอนให้ แล้วก็ไม่มีค่าขนมรายอาทิตย์ให้ด้วย เพื่อนก็ถามนะ ว่าทำไมไม่อยู่หอ สุดท้ายก็ต้องยอมลำบาก เดินทางต่อรถเมล์ 2-3 ต่อจากบ้านไปมหา’ลัย ซึ่งตอนนั้นการเดินทางมันเป็นอะไรที่ลำบากมากนะ เพราะตอนพี่เอนทรานซ์ติด มหิดลวิทยาเขตศาลายาเพิ่งจะสร้างเสร็จได้แค่ 2 ปีเอง”

เติบโตมากับการค้าขาย เลยเลือกที่จะเป็นเซลล์เครื่องมือแพทย์

คนที่จบเทคนิคการแพทย์ จะมีทางให้เลือกเดิน 3 ทางเป็นหลัก ๆ นั่นคือการเป็นอาจารย์, นักเทคนิคการแพทย์ในโรงพยาบาล และเซลล์ขายเครื่องมือแพทย์ และด้วยความที่เติบโตมากับครอบครัวคนจีนค้าขาย คงไม่ต้องบอกว่าเธอจะเลือกเดินไปทางไหน

เมื่อเรียนจบพี่จันทร์จึงเลือกที่จะไปสมัครเป็นเซลล์ขายเครื่องมือแพทย์ในบริษัทแห่งหนึ่ง ช่วงนั้นไม่มีรถส่วนตัวต้องนั่งรถเมล์ไปหาลูกค้า จึงพยายามเก็บเงินเพื่อจะซื้อรถ และหารายได้เพิ่มโดยการไปรับงานนอกเวลาในคลีนิคและโรงพยาบาลเอกชนอาทิตย์ละ 3 วัน

พอทำบริษัทแรกได้หนึ่งปี ก็ย้ายไปบริษัทที่ 2 ทำไปได้ 7 ปี ตำแหน่งสุดท้ายคือ Supervisor แต่สิ่งที่ทำอยู่มันยังไม่ ‘สุด’ เท่าที่ความสามารถของเธอจะทำได้

และความฝันที่มีมาตลอดตั้งแต่ยังเป็นเด็กแต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำจริง อย่างการทำธุรกิจก็กลับมาในความคิดอีกครั้ง พี่จันทร์จึงตัดสินใจเอาเงินที่สะสมมาตลอดการทำงานไปต่อยอดด้วยการเรียนปริญญาโทด้านการบริหารจัดการการตลาดภาคภาษาอังกฤษ (โปรแกรม MIM) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทำงานไปด้วย จ่ายค่าเทอมไปด้วย ซึ่งหลักสูตรนี้ไม่ได้ให้แค่ปริญญามาไว้ประดับ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเข้าแบรนด์ Lamina

จากแผนธุรกิจส่งอาจารย์ สู่การทำธุรกิจในชีวิตจริง

ด้วยความที่เป็นหลักสูตรบริหาร นักศึกษาทุกคนต้องรวมกลุ่มกันนำความรู้ที่เรียนมาทำ Business Plan เป็น Project work เพื่อจบ โดย Business Plan ที่กลุ่มพี่จันทร์เลือกทำในตอนนั้นก็คือ ‘ฟิล์มติดกระจกรถ’ นี่เอง

ทำไมถึงเลือกฟิล์มติดกระจกรถมาทำเป็น Business Plan เพราะมันดูเป็นอะไรที่แปลกและไม่ค่อยมีใครพูดถึง?Marketeer ถามพี่จันทร์อย่างสงสัย

และคำตอบที่ได้ก็คือ

“ตอนนั้นพี่คิดแค่ว่าส่งหัวข้อผ่าน เรียนจบก็พอใจแล้ว และเผอิญยังไม่มีใครทำเรื่องฟิล์มกรองแสง เมื่อนำเสนอจึงผ่าน”

แต่พอลงมือทำจริง ๆ ก็ได้ใช้ความรู้อย่างมากมาย เพราะอาจารย์และเพื่อนก็เก่งมาก เขาจะมีคำถามมาอุดช่องโหว่ของ Business Plan ของเราตลอดเวลา ก็เลยต้องทำอย่างจริงจัง และพอได้ลงลึกก็ทำให้พี่ได้ข้อมูลมากมาย

นั่นคือถ้าย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี 2538 ตลาดฟิล์มในบ้านเราตอนนั้นมีเจ้าใหญ่แค่เพียงรายเดียว ดูเหมือนจะไม่มีพื้นที่ให้ผู้เล่นหน้าใหม่เลยใช่ไหม?

แต่พอคิดว่าเป็นเจ้าใหญ่ในประเทศไทย เขาเลยไม่ได้สนใจจะทำตลาด ร้านค้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายก็ไม่ได้มีความเข้าใจเรื่องของฟิล์มนัก เพราะผู้นำเข้าไม่มีการถ่ายดทอดความรู้ให้ แบรนด์ของเขาแข็งแรงจริง แต่เราก็มีจุดแตกต่างที่จะเล่นเยอะมาก มีช่องว่างที่พี่จะเข้าไปเติมเต็มได้เยอะเหมือนกัน

จากที่แบรนด์ใหญ่เขามีฟิล์มให้เลือกโทนสีเดียว พี่ก็ทำแบรนด์ของพี่ให้มีสีเลือกมากขึ้น, จากที่คนเคยคิดแค่ว่าฟิล์มติดกระจกมีไว้แค่ป้องกันแดด พี่ก็เข้าไปให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภค ให้ความรู้กับร้านค้าว่าฟิล์มของพี่มันสามารถกันแสงได้อย่างไร มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง คือถ้าเขามีช่องว่างอะไร พี่ก็จะเข้าไปเติมเต็มช่องว่างนั้นให้หมด แล้วเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่แค่กล่าวอ้างว่าฟิล์มเรานำเข้าจากอเมริกานะ เพราะพี่มีข้อมูลตรงนี้

จากไหนนะหรอ? ก็จากตอนที่ทำ Business Plan แล้วโดนอาจารย์ซักคำตอบไง

จากออฟฟิศที่เช่าในตึกแถว 1 ชั้น สู่อาณาจักร Lamina ที่มีพนักงานกว่า 130 ชีวิต

ในตอนที่เริ่มต้นทำธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้าฟิล์มอย่างเป็นจริงเป็นจัง พี่จันทร์เคยเช่าออฟฟิศอยู่ในตึกแถวที่มีพื้นที่เพียง 1 ชั้น ส่วนชั้นที่เหลือเป็นที่อยู่อาศัยของเจ้าของตึก พร้อมกับพนักงานในบริษัทอีก 8 คน

แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้ Lamina ย้ายจากพื้นที่ 1 ชั้นในตึกแถว มาเป็น Head Quarter ที่เป็นทั้งออฟฟิศ สต็อกเก็บสินค้า ศูนย์ฝึกอบรมให้กับผู้ติดตั้ง และเป็นที่ ๆ ทำให้พนักงาน กว่า 130 ชีวิตอยู่รวมกันได้อย่างไม่แออัดเหมือนทุกวันนี้ได้ เป็นเพราะช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งฟิล์มลามิน่าเติบโตสวนทางกับตลาดโดยตลอดประกอบกับได้มีโอกาสรับงานใหญ่ นั่นคือการติดฟิล์มกรองแสงให้กับตึก Empire ย่านสาทรนั่นเอง

นี่จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า Lamina ไม่ได้เป็นฟิล์มที่ติดแค่รถยนต์เท่านั้น

และทำให้เรานึกถึงเศรษฐกิจช่วงนึงของประเทศที่รัฐบาลมีนโยบายรถคันแรกออกมา ยังไงนะหรอ ?

พี่จันทร์เล่าให้ Marketeer ฟังว่า ในช่วงนั้นพอคนออกรถเยอะ ยอดขายของ Lamina ก็เยอะขึ้นตามไปโดยปริยาย พอนโยบายหมดไป ยอดขายรถยนต์ตกลงเนื่องจากมีการดูดกำลังซื้อล่วงหน้าไปแล้ว

“พี่คุยกับทีมว่า การที่ตลาดตกลงเราไม่จำเป็นต้องตกตามตลาดเสมอไป ต้องแสวงหาแนวทางใหม่ วิธีใหม่ ในทุกวิกฤติย่อมมีโอกาสใหม่ๆ เสมอ”

อยากได้สามล้อถีบเหมือนเพื่อน ทำไมฉันไม่ได้

Sub-Headline ในข้างต้นเป็นอีกหนึ่งประโยคที่พี่จันทร์บอกว่า “พี่ก็เคยมีความคิดแบบนี้เหมือนกัน มีความรู้สึกว่าทำไมอยากได้อะไรต้องทำงานแลก ไม่สบายเหมือนเพื่อน ๆ

แต่พอโตมาก็คิดได้ว่า ถ้าวันนั้นไม่ลำบาก มันก็อาจจะไม่มีแรงผลักดันให้มีเหมือนทุกวันนี้ก็ได้ พี่เห็นเพื่อนวัยเด็กของตัวเองหลาย ๆ คนที่เขาเคยสบาย มันก็เป็นธรรมดานะ ที่ตอนเด็กพี่อยากมีเหมือนกับคนอื่น ๆ มีน้อยใจบ้าง แต่สุดท้ายความรักของเตี่ย แม่ แล้วก็พี่ ๆ ในครอบครัวก็สามารถทดแทนได้ ไม่มีสามล้อถีบ พี่ก็เล่นกระโดดกระต่ายขาเดียวได้เหมือนกัน”

 

คุยกับ Vin Buddy เจ้าพ่อภาพถ่าย Wedding ที่เคยได้เกรด C ในวิชาถ่ายภาพ

เมื่อพูดถึงคำว่า ‘ช่างภาพเวดดิ้งในประเทศไทย’ ชื่อของ Vin Buddy น่าจะเป็นคนแรกและคนเดียวที่หลายคนนึกออก

แต่กว่าจะกลายมาเป็นช่างภาพแถวหน้าที่สามารถทำเงินได้กว่า 4 แสนบาทต่อวัน หรือมากกว่านั้นอย่างทุกวันนี้ได้ เชื่อไหมว่าในอดีตเขาเคยเป็นนักศึกษาที่เคยได้เกรด C ในวิชาถ่ายภาพมาก่อน จบจากมหาวิทยาลัยด้วยเกรดเพียง 2.00 เท่านั้น แถมผลงานที่ทำให้ผู้คนเริ่มรู้จักกลับมาจากการถ่ายสัตว์เลี้ยง

แล้วอะไรคือจุดพลิกผันที่ทำให้ชื่อของ ภูริต เนติมงคลชัย หรือ Vin Buddy โด่งดังจนทำใครหลายคนอยากจะให้เขามาเป็นคนที่เก็บบันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่ายในอีกหนึ่งวันสำคัญของชีวิตได้

คำตอบอยู่ในบทสนทนา ระหว่าง Marketeer กับคุณวิน ที่ด้านล่างนี้แล้ว

เริ่มต้นถ่ายภาพด้วยความไม่ได้ตั้งใจ

คุณวินบอกกับ Marketeer ว่าแม้เขาจะเป็นนักศึกษาในคณะนิเทศศาสตร์ที่มีวิชาถ่ายภาพเป็นวิชาบังคับ แต่สิ่งที่ทำให้เขาหันมาสนใจเรื่องการถ่ายภาพจริง ๆ ดันไม่ใช่หลักสูตรที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้

แต่กลับเป็นคำชวนของคุณแม่ที่ให้ไปทริปไหว้เจ้าด้วยกัน และความที่กลัวเบื่อคุณวินจึงหยิบกล้องถ่ายรูปที่ซื้อเพื่อเอาไว้เรียนติดมือไป กะว่าจะไปถ่ายวิวทิวทัศน์ที่เจอระหว่างทางแบบขำ ๆ

แต่ด้วยความที่มันเป็นกล้องฟิล์มเขาจึงรู้สึกตื่นเต้นอยากเห็นว่ารูปที่ถ่ายออกมานั้นเป็นยังไง แล้วความตื่นเต้นในการรอรูปนี้ก็เริ่มพัฒนาไปเป็นความสนุก จนทำให้คุณวินรับจ็อบถ่ายรูปตามงานรับปริญญา และจากวิชาบังคับ การถ่ายภาพก็กลายมาเป็นสิ่งที่ทำให้เขาหาเงินได้ในขณะที่ยังเรียนอยู่

“ผมเป็นคนไม่ค่อยเอาเรียน รู้สึกว่าหลักสูตรมันยังไม่ได้ตอบโจทย์เท่าไหร่ เกรดตอนจบเลยได้ออกมาแค่ 2.00 เพราะในขณะที่คนอื่นเรียน แต่ผมเลือกที่จะออกไปรับจ็อบข้างนอกมากกว่า”

จากช่างภาพตามงานรับปริญญาก็พัฒนาไปสู่การเป็นช่างภาพที่ทำงานอยู่ในแกรมมี่ พอทำไปได้ประมาณ 1 ปี คุณวินเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่มันยังไม่ใช่ เมื่อเรียนจบจากมหาวิทยาลัยที่ไทยเขาจึงตัดสินใจไปเรียนด้านการถ่ายภาพโดยตรงต่อที่ประเทศออสเตเลีย

กลับมาถึงไทย เลือกที่จะไม่ถ่ายแฟชั่น แล้วหันมาถ่ายสัตว์เลี้ยงแทน

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน คุณวินบอกว่าการเป็นช่างภาพสายแฟชั่นถือเป็นอะไรที่สุดมากแล้วตอนนั้น ซึ่งด้วยดีกรีที่ไปเรียนถ่ายภาพมาจากเมืองนอกเมืองนา ฝีมือของเขาจึงสามารถถ่ายภาพแนวนี้ได้แบบไม่ยากเย็น

แต่สุดท้ายคุณวินก็ไม่เลือกที่จะเป็นช่างภาพสายแฟชั่น แล้วหันมาเปิดสตูดิโอถ่ายสัตว์เลี้ยงแทน ที่เขาให้เหตุผลมาว่า

“แม้จะถ่ายแฟชั่นได้ แต่การจะเดินในเส้นทางของช่างภาพสายแฟชั่นมันไม่ได้ง่ายเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศ เรื่องของคอนเน็คชั่น และก็ปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย

หลังจากกลับมาไทย ผมเลยเลือกที่จะเปิดสตูดิโอถ่ายสัตว์เลี้ยงแทน เพราะตอนนั้นกระแสของคุณทองแดงมาแรงมาก อีกอย่างจากการทำรีเสิร์ชมา ในบ้านเรายังไม่เห็นมีใครทำสตูดิโอถ่ายสัตว์เลี้ยงมาก่อน แล้วผมก็เป็นคนที่ไม่ชอบทำอะไรเหมือนชาวบ้านอยู่แล้วด้วย

แล้วผลที่ได้จากการเปิดสตูดิโอถ่ายสัตว์เลี้ยงเป็นยังไงคะ ?

แม่ด่าครับ คนรอบข้างก็ด่าครับ เขามองว่าไปเรียนมาถึงเมืองนอกเมืองนาแต่กลับมาถ่ายสัตว์เลี้ยงเนี่ยนะ​ แต่ผมว่ามันก็ไม่ได้เป็นการตัดสินใจที่แย่นะ เพราะด้วยความที่มันใหม่ หลังจากเดือนแรกที่เปิดก็มีสื่อเข้ามาสัมภาษณ์กันมากมาย หรือละครเรื่องอุ้มรักที่เคน ธีรเดช เล่นเป็นช่างภาพก็มีสตูดิโอถ่ายสัตว์เลี้ยงของผมเป็นฉากหลังอยู่หลายครั้ง

จุดเปลี่ยนที่ทำให้เป็นที่รู้จักในฐานะของช่างภาพ Wedding อย่างเป็นจริงเป็นจัง

ในเมื่อถ่ายสัตว์เลี้ยงซึ่งเป็นสิ่งที่คอนโทรลยากได้ แล้วทำไมจะถ่ายคนที่สามารถบอกให้โพสต์ท่าได้ ไม่ได้ล่ะ ?

ตรงนี้เองเป็นสิ่งที่ทำให้มีคนมาชวนคุณวินไปถ่ายภาพแนว Wedding ให้และก็ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเจอกับลายเซ็นในการถ่ายภาพของตัวเอง

พอถ่ายไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มมีพอร์ทเยอะขึ้น พอมีพอร์ทมากขึ้น ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น จนสุดท้ายผลงานการถ่ายภาพ Wedding ของเขาก็ดันไปเข้าตาดาราชื่อดังอย่างหนิง ปณิตา ที่คุณวินบอกว่า “จะถือว่าภาพถ่ายงานแต่งของหนิง ปณิตา กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้คนรู้จัก Vin Buddy ในวงกว้างมากขึ้นก็คงจะไม่ผิด”

จากงานแต่งของหนิง ปณิตา ก็ต่อยอดไปสู่งานแต่งของ แอ๊ฟ ทักษอร และงานแต่งดาราแถวหน้าของประเทศอีกมากมาย จนทำให้ชื่อของ Vin Buddy มี Branding ในการเป็นช่างภาพแนว Wedding แถวหน้า ที่ต่อยอดให้เขาได้มีโอกาสไปทำงานแนว Commercial ต่าง ๆ อีกมากมาย

และจากช่างภาพก็พัฒนามาเป็นออการ์ไนเซอร์และ Wedding Planner จนถึงปัจจุบัน ที่คุณวินบอกกับ Marketeer ว่า

“การเป็น Wedding Planner นั้นไม่ได้ดีกว่าแค่ในแง่ของการขาย แต่มันยังทำให้ผมทำงานง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และเป็นไปตามที่ต้องการมากขึ้น เพราะจะมีออร์กาไนซ์เซอร์สักกี่เจ้าที่รู้ว่าต้องใช้ Moving Head ยังไง หรือต้องใช้ไฟกี่วัตต์ภาพถึงจะออกมาสวยที่สุด”

ไม่เคยชมว่ารูปของตัวเองสวย

เมื่อถามว่าเขามีเทคนิคอะไร ที่ทำให้ทุกภาพจากการลั่นชัตเตอร์ของ Vin Buddy ออกมาได้สวยงามมากขนาดนี้ สิ่งที่คุณวินตอบกลับมาก็คือ

“ผมไม่เคยชมว่าตัวเองถ่ายรูปสวยนะ ถ้าลองสังเกตใน Fanpage หรือ Social Media ของผม คุณจะไม่เจอรูปที่ผมบอกว่ามันสวยเลย มีก็แต่รูปที่ผมชอบเท่านั้น

เพราะถ้าผมคิดว่าตัวเองถ่ายรูปสวยหรือเก่งเมื่อไหร่ นั่นเท่ากับว่าเราได้เริ่มโง่แล้ว และมันจะทำให้เราเป็นน้ำเต็มแก้วที่ไม่พัฒนางานของตัวเองให้ดีขึ้นไปอีก

ถ้าจะตอบว่าทำไมรูปของผมถึงสวย งั้นผมขอตอบด้วยคำพูดที่คนอื่นมาบอกผมดีกว่าว่าเขาชอบงานผมเพราะอะไร ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเขาก็จะบอกว่าผมสามารถสแน็ปโมเมนต์ต่าง ๆ ได้ค่อนข้างโอเค มี Emotional สัมผัสกับความรู้สึกในภาพ ได้แม้จะไม่มีแคปชั่นบรรยายอยู่ข้างใต้ก็ตาม”

อยากให้ช่างภาพไทย ได้มีเวทีในต่างประเทศบ้าง

แม้จะมีความเชี่ยวชาญการถ่ายภาพในสไตล์แบบ Wedding แต่คุณวินกลับบอกว่างานแต่งในไทยยังเป็นอะไรที่ค่อนข้าง “แห้ง” ถ้าหากเทียบกับของต่างประเทศที่จะมี Emotional มากกว่า ฉะนั้นฝีมือของช่างภาพ Wedding ไทยเลยถูกจำกัดอยู่แค่ในประเทศ ไม่ใช่เพราะฝีมือไม่ดี แต่เป็นเพราะงานแต่งของคนไทยส่วนใหญ่ล้วนมีแต่แพทเทิร์นแบบเดิม ๆ

ในอนาคตคุณวินจึงอยากจะเพิ่มพื้นที่ให้กับช่างภาพ Wedding ของไทย ด้วยการไปถ่าย Wedding ที่ต่างประเทศมากขึ้น พอมีงานสนุก ๆ ให้ถ่าย ภาพที่ออกมามันก็จะดูสนุกขึ้น มีเรื่องราวมากขึ้น และมันก็เป็นเหมือนเวทีที่ทำให้ชาวต่างชาติได้เห็นว่า จริง ๆ แล้วช่างภาพไทยก็มีฝีมือเหมือนกัน

ทำงานสายนี้มา 10 กว่าปี แต่รู้จักช่างภาพด้วยกันเอง น้อยมาก 

ด้วยชื่อเสียงที่สั่งสมมากว่า 10 ปี จึงเป็นธรรมดาที่จะมีช่างภาพมารู้จักคุณวิน มากกว่าที่คุณวินจะรู้จักช่างภาพคนอื่น

ไม่ใช่เพราะดังแล้วหยิ่ง หรือคิดว่ามีงานมีคอนเน็คชั่นอยู่แล้วจึงไม่แคร์ใคร

แต่เป็นเพราะคุณวินเลือกที่จะ ‘โฟกัส’ แต่กับงาน หรือที่เขาเรียกว่ามันเป็นการ ตั้งหน้าตั้งตาทำซะมากกว่า

“ผมแทบไม่รู้จักใครเลย ไม่ได้มีสังคมช่างภาพเยอะมาก เวลาเขามีดราม่าช่างภาพอะไรกัน ผมก็กลายเป็นคนตกข่าวในนั้น เพราะผมโฟกัสกับแค่ตัวเอง กับงานที่ทำอยู่ตรงหน้า และตั้งหน้าตั้งตาทำ โดยไม่ได้สนใจเรื่องอื่นเลย”

ทำในสิ่งที่รัก คำโหล ๆ ที่ยังคงใช้ได้เสมอมา

ทำในสิ่งที่รัก แล้วรักในสิ่งที่ทำ แม้จะเป็นประโยคที่ได้ยินกันอย่างชินหู แต่คุณวินบอกว่าถ้าได้ลองเข้าใจและรู้สึกกับความหมายของมันจริง ๆ คำโหล ๆ นี้ก็ยังคงใช้ได้อยู่ตลอดเวลา

“10 กว่าปีของการเป็นช่างภาพ แม้จะนานแต่ผมกลับไม่เคยเบื่อมันเลย เพราะผมจะพยาม keep ตัวเองให้ทำงานได้สนุกอยู่ตลอดเวลา พอมันสนุก งานก็จะออกมาดีโดยธรรมชาติ พองานดีมันก็จะถูกส่งต่อไปเรื่อย ๆ เอง

อย่างมีทริปนึงที่ขึ้นเขาที่เนปาล แค่เดินขึ้นธรรมดาก็เป็นอะไรที่ลำบากมากแล้ว แต่ผมก็เลือกที่จะเอาคอมติดไปด้วย เพื่อเวลาถ่ายรูปเสร็จ ก็จะได้เอารูปมาแต่งต่อได้เลย

ไม่ใช่เพื่ออยากโพสต์ลงโซเชี่ยลไว ๆ นะ แต่เพราะผมอยากเห็นงานที่ตัวเองถ่ายออกมาเร็ว ๆ เท่านั้น

และมันคือความสุขของผมจริง ๆ ”

ขอบคุณภาพ : Facebook @ Vin Buddy

สร้างสรรค์! กับการออกแบบแพ็กเกจจิ้ง ที่แกะแล้วจิ้มได้เลย

เป็นโปรเจ็ค Scam ของ Mickenzie Robbins และ Hyweon Im สองนักศึกษาจาก Pratt Institute ที่ได้นำ Moutain House แบรนด์อาหารแช่แข็งที่เน้นกินง่าย สะดวก รวดเร็ว มาครีเอทแพ็กเกจจิ้งใหม่

โดยในเมื่อโจทย์ของพวกเขาคือเมนูอย่าง Maccaroni & Cheese (Fondue Style) หรืออธิบายง่าย ๆ เลยมันก็คือเส้นมักกะโรนีที่ทานแบบเอาไปดิปกับชีส

ผลลัพธ์ที่ได้จากการดีไซน์ในครั้งนี้จึงเป็นแพ็กเกจจิ้งที่นำกระดาษมาทำให้มีรูปร่างเหมือนภูเขา สอดคล้องกับชื่อแบรนด์อย่าง Moutain House แล้วแบ่งเป็นสองด้านที่ด้านหนึ่งใส่ชีส ส่วนอีกด้านหนึ่งใส่แป้ง Maccaroni ที่แอดมินว่าถ้าไอเดียนี้เอาไปทำในทาง Commercial จริง ๆ คงจะเป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

ที่มา : packagingoftheworld

ดูกันยาว ๆ กับ 5 คลิปโฆษณาวันแม่ ที่จะทำให้คุณรักแม่มากยิ่งขึ้น

ก่อนจะต่อ Wi-Fi เพื่อเปิดดูคลิปกันยาว ๆ Marketeer ขอแนะนำให้ทุกคนเตรียมทิชชู่เอาไว้ข้างตัวก่อน เพราะคลิปโฆษณาที่ได้รวบรวมไว้ให้ดูกันข้างล่างนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณรักแม่มากขึ้นเท่านั้น แต่มันยังจะทำให้คุณรู้สึกซาบซึ้งจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เลยทีเดียว

ไม่อยากสปอยล์เยอะ เอาเป็นว่าไปดูกันเองเลยดีกว่า

 

 

รักแม่เนอะ <3

 

 

IKEA เอาอีกแล้ว ฉีกกระแส สร้างโฆษณาแบบใหม่ ASMR !!

ASMR คือ อะไร ? ASMR ย่อมาจาก Autonomous Sensory Meridian Response ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นเวลามีเสียงเร้า เช่น เสียงกระซิบ เสียงลูบไล้สิ่งของ เสียงของผิวสัมผัสชนิดต่างๆ ผู้ที่มีอาการ ASMR จะรู้สบายใจ ผ่อนคลาย และ รู้สึกดีแบบบอกไม่ถูก

Jennifer Allen เป็นคนคิดคำนี้ ในปี 2010 และจากนั้นก็มี กลุ่มที่เกี่ยวกับ ASMR เกิดขึ้นในวงแคบๆ ซึ่งก็ไม่ได้แพร่หลายมากนัก จนกระทั่งปี 2017

IKEA เลือกที่จะหยิบเอา ASMR มาใช้ในโฆษณาอย่างจริงจัง เมื่อพวกเขาทำวิดีโอถึง 25 นาที ชื่อว่า IKEA ASMR ที่จะสาธิตให้ดูว่า คุณสามารถตกแต่งห้องด้วย IKEA ได้อย่างไร โดยคลิปนี้มีเสียงกระซิบของผู้หญิง พูดตลอดทาง และมีเสียงลูบไล้สิ่งของทุกอย่าง ตั้งแต่ ผ้าปูที่นอน หมอน ตู้ และเสียงลูบไล้สิ่งของต่างๆ

คำแนะนำ ใส่หูฟัง และฟังคลิปนี้ในที่เงียบๆ เพื่อเข้าถึง ASMR

และยังมีคลิปสั้นๆ ของสิ่งของต่างๆ อีกด้วย

 

ทำไมถึงเลือก ASMR ?

Creative Director ของ Ogilvy, Della Mathew เล่าว่า เรารู้มาว่า ASMR นั้นได้รับความนิยมในหมู่เด็กวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา และ พนักงาน IKEA หลายคน เพราะมันช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย สงบ ซึ่งโฆษณาแบบอื่น ๆ อย่าง TVC หรือ Print Ad ไม่สามารถทำแบบนั้นได้ แต่เราทำได้บน YouTube และ Facebook

นอกจากนั้นการใช้ ASMR ก็ยังเป็นแนวทางในการนำเสนอสินค้าแบบ IKEA นั่นก็คือ สร้างสรรค์ และ เป้าหมายอีกอย่างก็คือ ทำให้คุณฟังโฆษณาได้อย่างมีความสุข และผ่อนคลายนั่นเอง

 

ASMR เอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง ?

อย่างที่บอก เมื่อเกิดอาการ ASMR เราจะรู้สึกดีและผ่อนคลาย ฉะนั้นจึงมีการนำคลิปเสียง ASMR ไปใช้หลายรูปแบบ เช่น

1.ตอนนอน : หลายคนคงเคยเปิดเพลงตอนนอน แต่บางคนก็ชอบฟังเสียงฝนตก เสียงน้ำไหล เสียงทำนองช้าๆ เพื่อให้รู้สึกดีขึ้น คลิปของ ASMR ก็ให้ประโยชน์แบบเดียวกัน

2.ตอนอ่านหนังสือ : บางครั้งการอ่านหนังสือในภาวะที่เงียบเกินไป ก็ทำได้ยากเช่นกัน แต่หากมีเสียงอะไรคลอไปเบาๆ ก็จะช่วยให้อ่านหนังสือได้ดีขึ้น และสำหรับเด็กมหาลัยในต่างประเทศ นี่คือสิ่งที่กำลังเป็นเทรนด์

 

ที่มา : Adweek

Marshall จากนักดนตรีในวงที่ไม่มีใครรู้จัก สู่แบรนด์เครื่องเสียงที่ดังไปทั่วโลก

เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ในตำนานสำหรับ Marshall ที่ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรีหรือคนทั่วไปก็ต้องรู้จักกันทั้งนั้น และแม้ผู้ก่อตั้งแบรนด์อย่าง Jim Marshall จะได้เสียชีวิตลงไป แต่นามสกุลของเขาก็ไม่ได้หายไปตามกาลเวลาแต่อย่างใด

แต่จะมีสักกี่คนกันที่รู้ว่ากว่าจะกลายมาเป็นแบรนด์ระดับตำนานอย่างทุกวันนี้ได้ ในอดีต Jim คือเด็กที่ไม่ได้รับการศึกษา เพราะต้องใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลเนื่องจากอาการป่วยของวัณโรคที่กระดูก แต่กระนั้นกำแพงของโรงพยาบาลก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ เพราะถึงจะไม่ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนอย่างเป็นทางการ แต่เขาก็ยังเลือกที่จะเรียนรู้ผ่านการช่วยพ่อของตัวเองทำงาน

จนกระทั่งในปี 1940 ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นในเส้นทางสายดนตรีอย่างจริงจัง Jim เริ่มมีความสนใจในการเล่นกลอง เขาจนสามารถมีวงดนตรีของตัวเองได้ในที่สุด และเมื่อฝึกวิชาดนตรีได้จนชำนาญ 13 ปีหลังจากนั้น Jim ก็ได้เปิดโรงเรียนสอนดนตรีและพัฒนามาเป็นร้านขายเครื่องดนตรีในปี 1962 ที่เปิดอยู่บนถนน Uxbridge ในกรุงลอนดอน

โดยเริ่มจากการขายเครื่องดนตรีที่เขาถนัดอย่างกลอง จนพัฒนามาเป็นกีตาร์ ซึ่งเครื่องดนตรีอย่างหลังเป็นสิ่งที่ทำให้เขาได้เจอกับลูกค้าที่เป็นนักกีตาร์ชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็น Pete Townshend หรือ Ritchie Blackmore

และไม่ได้เป็นแค่ลูกค้า แต่ทั้งสองคือผู้ที่แนะนำให้ Jim ทำ Amplification หรือเครื่องขยายเสียงกีตาร์ขึ้นมาขาย เพราะในตอนนั้นยังไม่มีแบรนด์ไหนที่มีความโดดเด่นในเรื่องของ Amplification อย่างเป็นจริงเป็นจัง

ซึ่งคำแนะนำของ Pete Townshend และ Ritchie Blackmore ก็ทำให้ Marshall กลายเป็นที่รู้จักของผู้คนในฐานะของแบรนด์ Amplification ระดับคุณภาพ จนทำให้ได้รับความนิยมเป็นวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ

โดย JTM45. คือ Amplification รุ่นกำเนิดที่แจ้งเกิดให้กับแบรนด์ และด้วยคุณภาพของมันก็ทำให้นักดนตรีหลาย ๆ คนพา JTM45. ขึ้นเวทีคอนเสิร์ต ซึ่งมันก็เปรียบเสมือนกับพื้นที่โฆษณาของ Marshall ดี ๆ นี่เอง

และไม่ใช่แค่คอนเสิร์ตเท่านั้น แต่สื่ออะไรก็ตามที่เกี่ยวกับด้านดนตรี ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ ละครต่าง ๆ ก็มักจะมี Amplification ของ Marshall ปรากฏอยู่ในนั้น เพื่อเสริมคอนเทนต์เหล่านั้นให้เท่ห์มากขึ้นไปอีก

จากนั้น Marshall ก็พัฒนา Amplification อีกหลาย ๆ รุ่นออกมา แม้จะปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีข้างในให้ดีขึ้น ทันสมัยขึ้นอยู่ตลอดเวลา

แต่สิ่งที่ Marshall ไม่เคยทิ้งไปก็คือดีไซน์ภายนอกของมัน ที่ยังคงเอกลักษณ์ความคลาสสิคของแบรนด์เอาไว้ ไม่ต่างจากตอนที่ Jim ยังมีชีวิตอยู่ยังไงอย่างงั้น