Category Archives: The Inspire

YASHICA digiFilm สัมผัสความอนาล็อกของกล้องฟิล์ม ในรูปแบบดิจิตอล

แบรนด์กล้องฟิล์มระดับตำนาน อย่าง YASHICA ค่อยๆ เลื่อนหายไปพร้อมกับการเปลี่ยนถ่ายของโลกแห่งกล้องฟิล์ม เข้าสู่โลกของกล้องดิจิทัลเต็มตัว

ในตลาดกล้องฟิล์มมือสองเรายังได้เห็นกล้องฟิล์มรุ่นเก่าจาก YASHICA วางขายอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่มีวี่แววว่าจะทรานฟอร์มสู่กล้องดิจิทัลเหมือนกับแบรนด์อื่น

แต่ล่าสุดพวกเขากลับมา! แต่ไม่ได้กลับมาแบบทุ่มเงินก้อนโต เปิดตัวกล้องรุ่นใหม่ อวดเทคโนโลยีล้ำยุค แข่งกับเจ้าตลาดทั้งหลาย (ถ้ากลับมาแบบนี้เหนื่อยแน่ถ้าไม่เจ๋งจริง)

แต่กับเลือกทำ Crowdfunding  ระดมทุนผ่าน KickStarter.com โดยใช้ชื่อว่าแคมเปญว่า “digiFilm™ Camera by YASHICA” กล้องดิจิทัลลูกครึ่งฟิล์ม ที่ยังคงเอกลักษณ์ของกล้องแบบ RangFinder หน้าตาคล้ายกล้องในตระกูล Yashica Electro 35 ซึ่งโด่งดังมากในยุคของกล้องฟิล์ม

 

Nostalgia project ไม่ได้ขายฝัน แต่ขายดีกับคนที่มีอดีตหอมหวาน

ทำความเข้าใจก่อน ว่า Yashica Y35  ที่กำลังพูดถึงคือกล้องดิจิทัล… แต่ผสานความสนุกและลูกเล่นของกล้องฟิล์มมาไว้ในกล้องตัวเดียว ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นฟิล์มด้วยมือ ปรับ ISO ไม่ได้เพราะค่า ISO จะเป็นไปตามฟิล์มที่ใส่ (Digital Film)

 

สเปคของตัวกล้องคร่าวๆ จะมาพร้อมกับเซนเซอร์แบ CMOS 1/3.2 – inch ความละเอียดอยู่ที่ 14 megapixel และ Lens ติดกล้องขนาด 35mm f2.8 ใส่แบตเตอร์รี่ขนาด AA x 2 ก้อน ชัตเตอร์ไฟฟ้า

กล้องตัวนี้ไม่มีจอ LCD ไว้มองภาพ ต้องมองผ่าน Viewfinder เท่านั้น และการเก็บข้อมูล ภาพทุกภาพที่ถ่ายจะถูกบันทึกลง “SD Card” ย้ำอีกครั้งว่ากล้องตัวนี้ ใส่ SD Card ได้ …. อ้าวแล้วไหนหล่ะที่บอกว่าฟิล์ม?

Y35 ออกแบบมาให้สามารถใส่ฟิล์มได้… แต่ digiFilm ไม่ได้ถูกใช้ในการเก็บภาพ แต่จะทำหน้าที่กำหนดสไตล์ของภาพ โทนสี ISO และสัดส่วนของภาพ ซึ่งจะแตกต่างไปตามชนิดของฟิล์มที่เราใส่

 

โดย digiFilm ชุดแรกของ Yashica Y35 จะมีให้เลือก 4 แบบด้วยกัน

digiFilm™ – ISO1600 High Speed

  • High contrast. Grainiest photography
  • Capture true color even in low light condition
  • For shooting fast-moving objects

 

digiFilm™ – Black & White

  • Film speed ISO400
  • Film grain effect.
  • High contrast in Black and White
  • Retro photography style

 

digiFilm™ – ISO200 Ultra Fine

  • Sharp image
  • Standard color balance

digiFilm™ – 120 Format (6×6)

  • Film speed ISO200
  • Square format photographs
  • Fits for instagram

“ก่อนหน้านี้มีแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนที่ชื่อว่า “GUDAK CAM” แอพถ่ายรูปฉบับดิจิทัล จำลองความรู้สึกของการใช้ “กล้องฟิล์ม” โด่งดังติด Top Paid App. บน AppStore อย่างยาวนาน… ซึ่งก็เล่นกับการลำลึกถึงความรู้สึกที่ได้ใช้กล้องฟิล์มเช่นเดียวกับ Y35”

 

เป้าที่ YASHICA digiFilm ตั้งไว้บน KickStarter  อยู่ที่ HK$ 800,000 ซึ่งปัจจุบันพวกเขาระดมทุนทะลุเป้า ได้ยอดเงินในการทำโครงการนี้สำเร็จไปกว่า HK$ 4,103,088 เป็นที่เรียบร้อย (คูณ 4.26 เข้าไป = 17,460,620.33 บาท!)

ใครที่สนใจ YASHICA digiFilm สามารถเข้าไปร่วมทุนกับพวกได้ที่ digiFilm™ Camera by YASHICA

ราคาสนับสนุนและจะได้รับกล้องเริ่มต้นอยู่ที่ 4,000 กว่าบาท
ได้รับกล้องประมาณเดือน เมษายน 2018

 

ไม่มีใครสามารถปฏิเสธ “โลกของดิจิทัล” ได้
ทางออกของคนที่ยังหลงใหลในความอนาล็อก
คือ การปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงให้ได้นั้นเอง…

โฆษณาที่ขายของเต็ม ๆ 2.41 นาที แต่กลับทำให้เราดูจนจบได้

2.41 นาที ถืือเป็นระยะเวลาในการทำโฆษณาที่ไม่สั้นเลย ยิ่งกับโฆษณาที่พูดขายของกว่า 90% ของชิ้นงานยิ่งยากเข้าไปใหญ่

แต่น่าแปลกว่าเรากลับดูโฆษณาดังกล่าวจนจบ

โฆษณาที่ว่าก็คืองานจากสายการบิน Air New Zeland

ถ้าพูดเยอะไปเดี๋ยวจะหาว่าสปอยล์แล้วจะดูกันไม่สนุกซะเปล่า ๆ เอาเป็นว่าเราไปดูโฆษณาตัวที่พูดถึงกันนี้ดีกว่า แล้วค่อยมาหาคำตอบว่าทำไมมันถึงเป็นโฆษณา Hard Sale ที่ดึงให้เราดูจนจบได้

ปกติโฆษณาที่ทำมาเพื่อขายของโดยเฉพาะหรือเรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า Hard Sale มักจะทำมาในระยะเวลาสั้น ๆ ด้วยเหตุผลที่ต้องการจะสร้าง Awareness ให้กับผู้คน และรู้ดีว่าถ้าทำมายาวเกินไป ขายของนานเกินไป คนดูปิดทิ้งแน่

ส่วนโฆษณาที่เราเคยเห็นกันแบบนาน ๆ 5 นาที 10 นาทีขึ้นไปก็มักจะเป็นโฆษณาที่เน้นไปยังแนวคิดของแบรนด์ หลีกเลี่ยงการขายของแบบตรง ๆ และจะให้ผู้คนย้อนคิดกลับมาที่แบรนด์กับสินค้าด้วยเรื่องราวในตัวโฆษณาเอง

แต่โฆษณาของ Air New Zeland ชิ้นนี้กลับเป็น Hard Sale ที่มีความยาวกว่า 2.41 นาที และดึงให้เราดูจนจบได้

นั่นไม่ใช่แค่เหตุผลของการที่นกกีวีมีต้นกำเนิดมาจากนิวซีแลนด์ หรือ Mood & Tone ของตัวโฆษณาที่ทำให้เหมือนกับภาพยนตร์เท่านั้น

แต่เป็นเพราะการใช้สัตว์อย่างนกกีวีมาเป็นตัวเล่าเรื่อง ทำให้การพูดถึงบริการต่าง ๆ ของ Air New Zeland นั้นดูน่ารัก น่าติดตาม และน่าฟังกว่าการที่เอาคนมาพูดเป็นไหน ๆ

ไม่น่าเชื่อว่าแค่เปลี่ยนให้สัตว์มาพูดแทนคน กลับทำให้คนดูอย่างเรา ๆ ฟังนกกีวีขายของจนจบได้

Agency: True, Auckland, New Zealand

ที่มา : Adsoftheworld

 

Collection ใหม่ของ Greyhound ที่ ‘เด็กออทิสติก’ มาออกแบบลายเสื้อให้

ถ้า Louis Vuitton x Supreme คือ Collaboration ที่เป็นกระแสมากที่สุดในปี 2017

Greyhound x Vejdusit Foundation น่าจะเป็น Collaboration ที่เราชอบที่สุดในปี 2017 เหมือนกัน

หลายคนรู้จักว่า Greyhound คือแบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทย แต่หลายคนอาจจะไม่รู้จักว่า Vejdusit Foundation คืออะไร

ถ้าให้พูดอย่างเป็นทางการเลย Vejdusit Foundation หรือมูลนิธิเวชดุสิต ก็คือมูลนิธิฯ ที่อยู่ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ก่อตั้งมาเพื่อช่วยเหลือด้านการแพทย์และสาธารณสุขกับผู้ป่วยยากไร้ ผู้ด้อยโอกาส รวมถึงน้อง ๆ ผู้พิการ

ที่ครั้งนี้ได้ออกมาทำโปรเจ็คกับ Greyhound ผ่าน Collection : Unlimited Dreams โดยการให้เด็กออทิสติก มาออกแบบลายบนเสื้อของ Greyhound ให้

ลวดลายน่ารัก ๆ บนเสื้อไม่ได้แค่ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกดีเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่สะท้อนความคิดภายใต้จิตสำนึกของผู้ออกแบบด้วยว่าโลกในความคิดของพวกเขา ที่ึคนธรรมดาอย่างเราเข้าไม่ถึงนั้นสดใสเพียงใด

และด้วยลวดลายบวกกับดีไซน์ที่น่ารักของมัน ทำให้เราเชื่อว่านี่จะเป็นผลิตภัณฑ์ทางความคิดของเด็กออทิสติกที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจซื้อด้วยเหตุผลของความสวยงาม ไม่ใช่เพราะความสงสารแต่อย่างใด

ซึ่งการที่ผู้คนตัดสินใจซื้อเพราะด้วยเหตุผลของความสวยงามนั้นเป็นตัวอย่างที่ดีในการทำ Social Enterprise

ยังไงนะหรอ ?

เพราะการซื้อด้วยเหตุผลของความสงสาร นอกจากจะทำให้เจ้าของผลงานไม่แฮปปี้ที่ถูกลดสถานะบางอย่างทางสังคมไป มันก็อาจจะทำให้ Social Enterprise อยู่ได้แค่ในระยะสั้น ๆ

ไม่เชื่อก็ลองคิดถึงตัวคุณเองก็ได้ว่าจะสงสารและช่วยเหลือคนอื่นแบบสุดกำลังกับปัญหาเดิม ๆ ได้สักกี่ครั้ง

เราคาดว่าไม่เกิน 2-3 ครั้ง

แต่ถ้าผู้คนซื้อสินค้านั้น ๆ ด้วยเหตุผลของความสวยงาม ที่จะนำไปใช้จริง ๆ มันก็คงจะเป็นการบริโภคที่ไม่จบสิ้น

และนั่นก็คงจะส่งผลให้ความช่วยเหลือไม่จบสิ้นด้วยเช่นกัน

ขอบคุณภาพ : Greyhound Original

Burger King เปลี่ยนภาพยนตร์ ‘IT’ ให้แซว McDonald’s

หลายคนคงเห็นภาพตัวตลกผี จากภาพยนตร์ IT ผ่านโลกออนไลน์กันมาบ้าง โดยจุดเด่นของเรื่องนี้ก็คือ ตัวตลก Pennywise ที่เป็นผีหรือปีศาจ ซึ่งต่างจากเรื่องอื่นๆ

แต่สำหรับทีมการตลาดของ Burger King พวกเขาไม่ได้เห็นแค่หนังเพียงอย่างเดียว พวกเขาเห็น ตัวตลกเป็นสัญลักษณ์ของ McDonald’s อีกด้วย.. โอกาสมาถึงแล้ว

ในตอนที่ภาพยนตร์จบปุ๊ป จะมีข้อความขึ้นมาทันที “เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าไว้ใจตัวตลก” จากนั้นโลโก้ของ Burger King ก็ขึ้นมาข้างๆ สร้างเสียงหัวเราะให้ผู้ชมในรอบปฐมทัศน์อย่างดี

 

https://youtu.be/xx_kf-mCKYo

 

ความเจ๋งของแคมเปญนี้ คือ

1.ตัวตลกในเรื่อง IT กับตัวตลก McDonald’s คล้ายกันอย่างน่าประหลาดใจ

2.นอกจากตัวตลกที่เชื่อมโยงกันแล้ว ชื่อภาพยนตร์ IT ดันไปคล้องกับคำว่า Lovin IT ของ McDonald’s … Burger King จึงเอามาเล่นต่อได้เลยว่า Burger King ก็ Love IT เหมือนกันน้าา

นี่ถือเป็น Ad ชิ้นประวัติศาสตร์ของวงการโฆษณาก็ว่าได้ เพราะ ไม่เคยมีแบรนด์ไหนเอาโฆษณามาไว้ตอนจบ แล้วทุกอย่างเหมาะเจาะลงตัวขนาดนี้

และ สำหรับ Burger King นี่คือโฆษณาที่มีความยาว 2 ชั่วโมง 15 นาที เลยทีเดียว !!!

 

Design for : LOVE / LIFE / ANIMAL คัด 3 งานดีไซน์ที่เราชอบจากงาน Spike Asia มาให้ดู

งานดีไซน์ “สไตล์เอเชีย” นี่แหล่ะที่เราชอบ! และเชื่อว่าหลายๆ คนในที่นี่ก็น่าจะชอบด้วยเช่นกัน

วันนี้ Marketeer Online เลยขอหยิบเอาผลงานโฆษณาจากหมวดดีไซน์ บนเวทีประกวดโฆษณา Spike Asia ที่สิงค์โปร มาให้ได้รับชมกัน…
แม้ว่าทั้ง 3 ผลงานจะไม่ใช่งานเด่นบนเวทีประกวด แต่เป็นผลงานที่น่าจะจุดความคิดสร้างสรรค์ของเราได้ดีเหลือเกิน เลยอยากหยิบมาแชร์ให้ทุกคนได้ดูไปพร้อมๆ กัน

 

“Love”
VOICE CHOCOLATE – DOCOMO
Agency : HAKUHODO INC. TOKYO, JAPAN

VOICE CHOCOLATE คือ “ช็อกโกแลตวาเลนไทน์ เวอร์ชั่นอัพเกรด” จาก DOCOMO ที่เปิดโอกาสให้สาวๆ สามารถสร้างลวดลายบนหน้าช็อคโกแลตได้ด้วยเสียงของตัวเอง!?

การเปลี่ยน เสียง/คำพูด ให้เป็นลวดลายบนช็อคโกแลต พวกเขาใช้เทคนิคการถอดรหัสเสียงให้กลายเป็นรูปร่างๆ (Cymatics) เหมือนกับที่เราเคยเห็นน้ำสั่นเป็นคลื่นเมื่อเสียงมากระทบ มาใช้ (โอ้วล้ำสุดๆ)

หลักการทำงานก็คือ ผู้ส่งสามารถพูดคำที่ต้องการส่งผ่านแอพพลิคชั่น แรงสั่นสะเทือนที่พูดออกมาก็จะถูกถอดรหัสเป็นลวดลายและปรากฎอยู่บนชิ้นช็อกโกแลตสุดพิเศษ พร้อมกับส่งไปยังผู้รับในวันวาเลนไทน์…

ลูกเล่นของแคมเปญนี้ยังไม่จบ เพราะเมื่อช็อกโกแลตถึงมือ ผู้รับยังสามารถถอดโค้ดเสียงที่ว่าด้วยการสแกนผ่าน AR ผ่านแอพพลิคเคชั่นที่ถูกจัดทำขึ้น เพียงเท่านี้เสียงหวานๆ จากผู้ส่งก็จะถูกเล่น เหมือนเธอมากระซิบที่ข้างหู (โอ้วรอบสอง ทั้งล้ำทั้งอิจฉา)

อยากรู้จริงๆ ว่าเสียงหวานๆ จากแฟนสาว กับ ช็อคโกแลตที่ได้รับ… อะไรจะหวานกว่ากัน! 

 

 

“Life”
EMERGENCY COLLECTIBLES – KOBE SHIMBUN (หนังสือพิมพ์รายวันของญี่ปุ่น)
Agency : DENTSU INC. TOKYO, JAPAN

ญี่ปุ่น คือหนึ่งในประเทศลำดับต้นๆ ของโลก ที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวอยู่เป็นประจำ ดั้งนั้นการเตรียมพร้อมก่อนภัยมา คือเรื่องสำคัญที่ต้องปลูกฝังให้ประชาชนในประเทศมีความพร้อมตลอดเวลา

“EMERGENCY COLLECTIBLES” จากหนังสือพิมพ์รายวัน KOBE SHIMBUN เป็นอีกหนึ่งแคมเปญที่ต้องการช่วยเตือนให้คนญี่ปุ่นตระเตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝันกันให้มากขึ้น

พวกเลยจัดการเปลี่ยนหน้าหนังสือพิมพ์ของตัวเอง 1 หน้า ให้เป็นเหมือนแผนที่เกมล่าสมบัติ ออกแบบเค้าโครงสิ่งของที่จำเป็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไฟฉาย น้ำดื่ม ถุงมือ ฯลฯ ซึ่งมีขนาดเท่ากับไซส์ขนาดจริง จัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ

เมื่อผู้อ่านได้รับหนังสือพิมพ์เล่มนี้ไป ก็มีเพียงภารกิจเดียวที่ต้องจัดการ ก็คือการหาสิ่งของชิ้นจริงมาเรียงให้ครบตามที่กำหนด

“เกมที่ว่านี้ไม่มีแจกของรางวัล ไม่ต้องส่งไปชิงโชคกับทางหนังสือพิมพ์… แต่มีความปลอดภัยที่คนทั้งครอบครัวจะได้รับ  และอุ่นใจได้ว่ามีสิ่งของที่จำเป็น พร้อมแล้วหากภัยมา”

 

 

“Animal”
WWF DISAPPEARING TIGER – TIGER BEER / WWF
Agency : JONES KNOWLES RITCHIE SINGAPORE, SINGAPORE

ภาพเสือโคร่งตัวใหญ่บนขวดเบียร์ลาเกอร์ กลายเป็นภาพจำของ Tiger Beer เบียร์แบรนด์ดังจากสิงค์โปร ที่ฮิตสุดๆ ในประเทศตัวเอง มาเลเซีย รวมถึงอีกหลายๆ ประเทศในภูมิภาคเอเชีย

“เสือโคร่งตัวนี้อาจทำให้เราคิดถึงเบียร์ได้… แต่หลายคนอาจคิดไม่ถึงว่า เสือโคร่งจริงๆ ในโลกเรานั้น เหลืออยู่ไม่เกิน 3,890 ตัว”

แคมเปญ DISAPPEARING TIGER จากทาง WWF และพาร์ทเนอร์ TIGER BEER จึงเกิดขึ้น เพื่อหวังสร้างความตระหนักถึงถึงการลดจำนวนลงอย่างลวดเร็วของเสือโคร่งในปัจจุบัน โดยทางไทเกอร์เบียร์ได้ทำออกแบบฉลากบนขวด/กระป๋องแบบพิเศษ โดยการใช้หมึกล่องหนเมื่อเจอความเย็น (Thermochromic ink) พิมพ์ลงบนฉลาก เมื่อนักดื่มสั่งเบียร์เย็นๆ ออกมาจากตู้ แช่ เสือโคร่งที่คุ้นตาบนขวดก็ไม่อยู่เสียแล้ว

การสร้าง Awareness ไม่ได้จบแค่หน้าบาร์เครื่องดื่ม แต่สื่อใหญ่ๆ ระดับโลกอย่าง Forbes, BBC เล่นข่าวนี้… นี่แหล่ะคือความสำเร็จของแคมเปญ

รู้จักบุรินทร์ กับมุมของการเป็นเจ้าของคอมมูนิตี้มอลล์ ที่ใช้ทุนสร้างกว่า 300 ล้านบาท

คนส่วนใหญ่รู้จักบุรินทร์ในแง่ของการเป็นนักร้อง

คนส่วนหนึ่งรู้จักบุรินทร์ในแง่ของการเป็นนักธุรกิจกับการเป็นดีลเลอร์ของรถยนต์ค่ายดังไม่ว่าจะเป็น Mercedes-Benz, Honda และ Toyota (ในอดีต)

แต่จะมีสักกี่คนกันที่รู้ว่าในตอนนี้บุรินทร์ได้เริ่มทำธุรกิจใหม่ด้วยการทำคอมมูนิตี้มอลล์ที่ใช้เงินทุน (เฉพาะแค่ค่าก่อสร้าง) กว่า 300 ล้านบาท ในนามของ The Grove (เดอะโกรฟ) ที่อยากให้เป็นสวนหลังบ้าน ของคนในย่านสายไหม-หทัยราษฎร์

ที่บุรินทร์บอกกับ Marketeer ว่าตั้งแต่เกิดมา 40 กว่าปี ถึงจะเคยทำงานเยอะแค่ไหน แต่ไม่มีงานไหนหนักเท่ากับการทำ The Grove มาก่อน

จุดเริ่มต้นของการหันมาทำคอมมูนิตี้มอลล์

จากการที่โชว์รูมรถยนต์ตั้งอยู่บริเวณสายไหม-หทัยราษฎร์ บุรินทร์จึงมีความคุ้นเคยกับพื้นที่บริเวณนี้ และเล็งเห็นว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพื้นที่บริเวณนี้มีการเติบโตเป็นอย่างมาก สะท้อนได้จากการที่มีหมู่บ้านตั้งอยู่ทุก 1-2 กิโลเมตรที่ขับรถผ่าน

ด้วยโอกาสตรงนี้ บุรินทร์จึงเกิดไอเดียที่อยากจะพัฒนาที่ดิน 15 ไร่ซึ่งในอดีตเคยเป็น vehicle control หรือพื้นที่ ๆ เคยเอาไว้สต็อกรถยนต์ให้มีมูลค่ามากขึ้น

ประกอบกับพื้นที่บริเวณสายไหม-หทัยราษฎร์เป็นพื้นที่ ๆ มี Demand แต่ยังมี Supply น้อย บวกกับไม่มีพื้นที่ไหนเอาไว้รองรับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองทั้ง ๆ ที่มีหมู่บ้านเกิดขึ้นมากมาย

แถมถนนเส้นดังกล่าวยังมีรถสัญจรต่อวันไม่ต่ำกว่า 10,000 คันต่อวัน ยิ่งเป็นช่วง Rush Hour นี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลนี้ บุรินทร์จึงตัดสินใจเพิ่มมูลค่าที่ดิน ด้วยการเปลี่ยน vehicle control ให้มาเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ในที่สุด

จากคอนเซปต์ของความเรียบง่าย สู่ไอเดียสวนหลังบ้าน

บุรินทร์เล่าให้เราฟังว่า ในตอนแรกมันคือคอมมูนิตี้มอลล์ที่มาในคอนเซปต์เรียบ ๆ ง่าย ๆ หรือเอาจริง ๆ เหมือนเป็นเพียงแค่พื้นที่ ๆ เปิดให้ร้านค้าต่าง ๆ มาเช่าก็เท่านั้นเอง

ถ้าทำทั้งที่แล้วไม่ดีก็อย่าทำเลย เพราะไม่อยากจะเสียเงินและแรงที่ลงไปแบบฟรี ๆ

สุดท้ายแล้วเขาก็ตัดสินใจรื้อไอเดียเรียบ ๆ ง่าย ๆ นี้ออกไป แม้จะต้องลงมือสร้างให้ทันตามระยะเวลาที่กำหนดไว้แล้วก็ตาม แล้วหันมาทำคอมมูนิตี้มอลล์ภายใต้คอนเซปต์ของสวนหลังบ้านที่หวังให้ผู้คนเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจกับต้นไม้ ด้วยเหตุผลที่ว่า

“ผมว่าตอนนี้ผู้คนเริ่มมองหาเรื่องของธรรมชาติกัน ไอเดียสวนหลังบ้านจึงกลายเป็นคอนเซปต์หลักของคอมมูนิตี้มอลล์นี้ แล้วอีกอย่างคือผมคิดว่า ถ้าทำแบบเรียบ ๆ ง่าย ๆ อย่างที่คิดไว้ในตอนแรก The Grove ก็คงจะเป็นคอมมูนิตี้มอลล์ที่ไม่แตกต่างจากที่อื่น ๆ

คอมมูนิตี้ Outdoor ที่เปิดให้คนเข้าในช่วงหน้าฝน

สร้างเสร็จแล้วไม่ใช่ว่าอุปสรรคจะหมดไป เพราะส่วนใหญ่แล้วคอมมูนิตี้มอลล์ที่เปิดใหม่มักจะดึงให้ผู้คนเข้ามาใช้บริการด้วยการทำอีเวนท์ แต่ The Grove กลับเป็นคอมมูนิตี้มอลล์แบบ Outdoor ที่เปิดในช่วงหน้าฝนพอดี

คราวนี้ทำไงให้คนเข้ามาเดินดีล่ะ ?

บุรินทร์จึงแก้โจทย์นี้โดยการใช้ ‘ความเป็นบุรินทร์ Groove Rider’ ด้วยการจัดมินิคอนเสิร์ตในร้านอาหารของตัวเองที่อยู่ใน The Grove เพื่อดึงให้คนเข้ามาในร้านอาหารและเข้ามาในคอมมูนิตี้โดยปริยาย

และผลที่ได้ก็ไม่ต่างจากร้านอาหารเวลาจ้างศิลปินมาเล่นในร้าน จนทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามา

เพียงแต่ในเคสนี้เขาไม่ต้องเสียค่าศิลปินเท่านั้นเอง

 

สร้างร้านอาหารเป็นของตัวเองไว้ข้างหน้า เพื่อสร้างคาแร็กเตอร์ของคอมมูนิตี้มอลล์

ดูแลคอมมูนิตี้มอลล์แล้ว ยังจะต้องมาดูแล Shab Shab Shabu และ Lambic  สองร้านอาหารที่ตัวเขาเองเป็นเจ้าของ

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ต้อง Operate ทุกอย่างให้ออกมาดีได้ เพราะก็อย่างที่รู้ว่าธุรกิจร้านอาหารเป็นอะไรที่มีรายละเอียดมาก และเหตุผลที่ทำให้บุรินทร์ทำร้านอาหารก็ไม่ได้มีเพียงแค่ความชอบ แต่ยังรวมไปถึงการทำที่นี่ให้เป็นแหล่งรองรับไลฟ์สไตล์ของผู้คน

“ผมอยากดึงความเป็นตัวเมืองเข้ามาอยู่ในย่านสายไหม-หทัยราษฎร์ อยากสร้างคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจนให้กับคอมมูนิตี้มอลล์ และคงไม่มีใครทำได้ถูกใจมากไปกว่าที่ผมจะทำเอง

ซึ่งมันก็เป็นอะไรที่ท้าทายมากเลยนะ กับการดึงความเป็นตัวเมืองมาอยู่ในพื้นที่ชานเมืองแบบนี้ ตอนแรกก็แอบลังเลเหมือนกันว่ามันจะถูกจริตกับคนย่านนี้ไหม แต่พอมาเซอร์เวย์จึงได้รู้อินไซต์บางอย่างว่าจริง ๆ แล้วคนแถวนี้เวลาต้องการอะไรที่เป็นไลฟ์สไตล์ก็มักจะขับรถไปไกลถึงเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา

ผมเลยคิดว่าจริง ๆ แล้วมันมี Demand ของคนอยู่นะ แต่ขาด Supply ที่เข้ามาตอบสนองความต้องการ ก็เลยมั่นใจจะทำคอนเซปต์นี้ขึ้นมา และคิดว่าก็คงจะมีหลาย ๆ คนเหมือนกันที่ชอบแบบเดียวกับเรา”

ทำหลายอย่างให้สำเร็จทุกอย่างได้ยังไง

นอกจากการเป็นนักร้อง ดีลเลอร์รถยนต์ หรือเจ้าของคอมมูนิตี้มอลล์แล้ว บุรินทร์ยังมีธุรกิจทำอีเวนท์คอนเสิร์ต ตึกออฟฟิศให้เช่า และอื่น ๆ อีกมากมายที่พูดไปก็คงจะไม่หมด

แต่ทั้งหมดนี้กลับประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าไว้ ขัดกับสิ่งที่กูรูหลาย ๆ คนออกมาบอกว่าถ้าอยากทำอะไรต้องทำแค่อย่างเดียวแล้วโฟกัสไปกับมันให้มากที่สุดถึงจะสำเร็จ

เมื่อถามว่าเขาบริหารเวลายังไง แล้วทำไมถึงทำทุก ๆ อย่างให้ดีไปพร้อม ๆ กันได้ สิ่งที่บุรินทร์ตอบเรากลับมาก็คือ

“ทุกอย่างที่ผมทำต้องเป็นสิ่งที่ผมชอบ ผมชอบร้องเพลงก็ทำงานร้องเพลง ผมชอบรถก็ขายรถ ผมชอบร้านอาหารก็เปิดร้านอาหาร ผมชอบเรื่องไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ก็เปิดคอมมูนิตี้ที่รองรับไลฟ์สไตล์ของคนขึ้นมา

แต่ไม่ใช่ว่าชอบแล้วจะทำทันที เพราะมันยังต้องมีปัจจัยอีกหลาย ๆ อย่างกว่าจะทำให้สิ่งที่ชอบประสบความสำเร็จได้

แล้วปัจจัยที่ว่ามีอะไรบ้าง ?

อย่างแรกเลยคือมันต้องเริ่มจากความชอบก่อน เพราะความชอบมันจะกลายเป็น Passion ที่ทำให้เราอยู่กับสิ่ง ๆ นั้นได้

แต่พอชอบแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะลงมือทำได้ทันที เพราะก็ต้องมาดูอีกว่ามันจะสามารถพัฒนาไปเป็นธุรกิจได้ไหม ซึ่งการทำ Business Plan นี่แหละถือเป็น Checklist ที่ดีเลยว่าสิ่งที่เราจะทำมันจะไปรอดรึเปล่า

และด้วยความที่ทำหลาย ๆ อย่าง ผมเลยต้องตั้งเป้าของเวลาเอาไว้ ว่างานนี้ต้องคืนทุนภายในกี่ปี งานนี้ต้องเสร็จเมื่อไหร่ เพราะถ้าไม่ตั้งเป้า มันก็จะเป็นการผลัดสิ่งที่ต้องทำออกไปเรื่อย ๆ จนอาจจะทำให้งานไม่เสร็จ

และขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ลงมือทำและไม่หยุดพัฒนา

ทำคอมมูนิตี้มอลล์มันเหมือนกับการร้องเพลงยังไง

บุรินทร์เปรียบเทียบให้เราฟังว่า ความเหมือนของการร้องเพลงกับการทำคอมมูนิตี้มอลล์คือการที่ทั้งสองสิ่ง ‘เป็นงานบริการเหมือนกัน’ ซึ่งหมายถึงการใช้กำลังของเขาทำให้คนมีความสุข

“เวลาร้องเพลงผมก็อยากทำโชว์ให้ออกมาดีที่สุดเพื่อให้คนดูชอบแล้วกลับไปบอกกับเพื่อน ๆ ของเขาว่าคอนเสิร์ตพี่บุรินทร์สนุกมาก มันส์มาก แล้วเขาก็อยากจะกลับมาดูคอนเสิร์ตของผมอีก

เช่นเดียวกันกับ The Grove ผมอยากให้คนเข้ามาแล้วมีความสุข มาแล้วเข้ามาถ่ายรูปกับสวนของเรา เมื่อเขาแฮปปี้ มันก็ทำให้เขาอยากจะกลับมาที่คอมมูนิตี้มอลล์ของเราอีกครั้ง

และแน่นอนว่าทั้งการร้องเพลงและการทำคอมมูนิตี้มอลล์แบบไลฟ์สไตล์มันคือสิ่งที่ผมชอบทั้งคู่”

ลงทุน 300 ล้าน คาดจะคืนทุนภายใน 6 ปี

แม้จะเพิ่งเปิดให้ผู้คนเข้ามาใช้บริการได้เพียงเดือนกว่า ๆ แต่บุรินทร์ได้บอกกับ Marketeer ว่าในปัจจุบันมีรถยนต์ที่เข้ามาจำนวน 1,000 กว่าคัน มอเตอร์ไซค์ประมาณ 400 คัน และคนที่ walk-in เข้ามารวมแล้วน่าจะประมาณเกือบ 3,000 คนต่อวันแม้จะยังไม่ Grand Opening เลยก็ตาม

นั่นอาจเป็นเพราะมี Magnet ที่แข็งแรงอย่าง Max Value ขนาด 2,000 ตรม. มาเป็นตัวดึงดูดผู้คน

โดยในเดือน 11 ที่จะถึงนี้บุรินทร์มีแพลนที่จะเปิดตัวเฟสที่ 2 เพิ่มอีก 7.5 ไร่ ซึ่งถ้ารวมกับเฟสแรก The Grove จะมีพื้นที่รวมทั้งหมด 15 ไร่

ภายใต้งบในการก่อสร้าง 300 ล้านบาท ไม่รวมค่า Marketing และ Operation ต่าง ๆ

และคาดว่าจะคืนทุนภายในระยะเวลา 6 ปี

สุดท้ายแล้วเป้าหมายที่อยากจะทำให้ The Grove กลายเป็นแหล่งรวมสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรของคนย่านสายไหม-หทัยราษฎร์

และสามารถ Break Even Point ภายในเวลา 6 ปี จะเป็นอย่างที่บุรินทร์ตั้งเป้าไว้หรือไม่ คงเป็นสิ่งที่ต้องมาดูกันต่อไป

แต่ประโยคหนึ่งที่บุรินทร์พูดกับเราในระหว่างที่สัมภาษณ์ นั่นคือ

“ถ้าทำอะไรต้องใส่ใจค้นคว้าพัฒนา เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด”

 

รู้จักอาชีพ ‘นักร้องไกด์’ ก่อนนักร้องจริงจะลงเสียงได้ ต้องมีคนไกด์ให้ก่อน

เรารู้จัก เพลง ต้องตา จิตดี ในฐานะนักร้องนำวง Plastic Plastic ที่เพิ่งจะมามีโอกาสได้พูดคุยกันจากการเป็นเพื่อนร่วมห้องเรียนปริญญาโท

และบทสนทนาของเรากับเพลงระหว่างที่แอบอาจารย์คุยตอนสอน ก็นำพาให้เรารู้จักอีกอาชีพหนึ่งของเพลงที่ไม่ได้เป็นแค่นักร้องนำ แต่ยังรวมถึงการเป็น ‘นักร้องไกด์’ ซึ่งถืออาชีพที่น่าสนใจสำหรับคนที่ไม่ได้คลุกคลีอยู่ในวงการดนตรีอย่างเรา

สุดท้ายความน่าสนใจนี้ ก็พัฒนาจากการพูดคุยทั่วไปจนกลายมาเป็นบทสัมภาษณ์

และทำให้เราได้รู้ว่ากว่าเพลงประกอบโฆษณาเพลงนึงจะสามารถ Launch ออกมาสู่สื่อต่าง ๆ ที่ผู้บริโภคอย่างเราฟังบ้าง-ไม่ฟังบ้างได้ ล้วนแต่ต้องผ่าน ‘ความตั้งใจ’ ของคนเบื้องหลังหลายขั้นตอนมากเลยทีเดียว

ทำไมต้องมีคนร้องไกด์ ร้องเลยไม่ได้หรอ? 

เพลงเริ่มต้นเล่าให้เราฟังว่า นักร้องที่มาร้องไกด์ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่อยู่ในวงการมาก่อนหน้า โปรดิวเซอร์จะดึงคนที่ตัวเองรู้จักมาช่วยร้องให้ ด้วยเหตุผลของความง่ายและรู้เอกลักษณ์ของคน ๆ นั้นอยู่แล้วว่ามีเนื้อเสียงเป็นยังไง

ส่วนคำถามที่ว่านักร้องไกด์มีความสำคัญยังไง ในเมื่อสุดท้ายแล้วโปรดิวเซอร์ก็ต้องมาบรีฟนักร้องที่จริงทีหลังอยู่ดี แบบนี้แล้วให้คนที่จะลงเสียงจริงมาร้องไปเลยจะไม่ง่ายกว่าหรอ?

เพลงยกตัวอย่างการร้องไกด์ให้กับงานโฆษณา มาพูดให้เราเห็นภาพมากขึ้น แล้วอธิบายต่อไปว่า

“ความสำคัญหลัก ๆ ของการร้องไกด์ คือการทำให้ลูกค้าได้เห็นภาพว่าเพลงประกอบโฆษณาที่ออกมามันจะมี Mood & Tone เป็นยังไง แล้วการร้องไกด์ก็ยังแบ่งออกเป็นอีก 2 แบบนะ คือร้องไกด์ที่อาจจะได้ลงเสียงในงานจริง ๆ เลย กับแบบที่สองคือการร้องไกด์ที่เรารู้ว่ายังไงก็ไม่ได้ลงเสียงในงานจริง ๆ แน่ ๆ

แบบแรกคือเมื่อได้โจทย์มาโปรดิวเซอร์ก็จะเรียกนักร้องไกด์ไปแคสงานประมาณ 3 คน แล้วส่งต่อให้เอเยนซี่ จากนั้นเอเยนซี่ก็จะส่งให้ลูกค้าไปเลือกอีกต่อนึงว่าชอบเสียงใครมากที่สุด แล้วคนนั้นก็จะได้ร้องจริง

ส่วนแบบที่สองคือการร้องไกด์ที่รู้ว่ายังไงก็ไม่ได้ลงเสียงจริงแแน่ ๆ แต่จะเอาไปให้นักร้องระดับแมสที่มีคนรู้จักเยอะ ๆ มาร้องต่อ เพราะเป็นสิ่งที่ลูกค้ากำหนดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าอยากจะได้ใครมาร้อง”

(ผลงานการร้องไกด์ของเพลง ที่สุดท้ายได้ร้องลงเสียงจริง)

การร้องไกด์ คือต้องทิ้งความเป็นตัวเองทุกอย่าง แล้วทำตาม Brief ที่ได้รับมา

หากเคยฟังเพลงของ Plastic Plastic จะรู้ดีว่านี่คือผลลัพธ์ทางความคิดที่เพลงใส่ความเป็นตัวเองลงไปแบบเต็มที่

แต่พอมาเป็นงานร้องไกด์เพลงกลับต้องทิ้งความเป็นตัวเองไปทุกอย่างแล้วทำตาม Brief ให้ได้มากที่สุด

“บางทีการไม่ได้เป็นตัวเองมันก็สนุกดีนะ เหมือนได้ท้าทายความสามารถตัวเองไปเรื่อย ๆ มีอยู่งานนึงที่ต้องไปร้องเพลงฝรั่งเศส แต่เราพูดฝรั่งเศสไม่ได้เลย คิดไว้แล้วว่ายังไงก็คงไม่ได้งานนี้แน่ ๆ แต่ก็ลองไปดู แล้วสุดท้ายก็ได้งานนี้มา

พูดไม่ได้แล้วแบบนี้ร้องได้ไงล่ะ? ตอนนั้นเขาให้คนที่เป็นลูกครึ่งฝรั่งเศสมาร้องให้เราฟังก่อนทีนึง ว่าสำเนียงมันต้องเป็นยังไง ออกเสียงแบบไหน แล้วเราค่อยเอาเสียงของเราไปลงเสียงจริง

อย่างมีอีกงานที่ต้องร้องเพลงญี่ปุ่น แม้จะพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ แต่ก็ยังโชคดีว่าที่ผ่านมาเคยฟังเพลงญี่ปุ่นมาบ้าง ก็เลยผ่านพ้นไปด้วยดี”

(วินาทีที่ 8.26 คือเสียงร้องของเพลงในภาษาฝรั่งเศส)

ยิ่งร้องให้คนจำเสียงไม่ได้เท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสได้งานมากเท่านั้น

การมีเอกลักษณ์ในเสียงตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่เพลงกลับบอกว่าคนที่จะได้งานร้องไกด์เยอะ ๆ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนที่ ‘ร้องแล้วไม่มีใครจำได้ว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร’ ซึ่งนั่นก็หมายถึงการร้องได้หลากหลายแนว รับงานได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเสียงเด็ก เสียงผู้ใหญ่ หรือเสียงแบบทรงพลังก็ตาม

ส่วนสำหรับตัวเพลงเอง มักจะถนัดแนวเสียงใส ๆ และนั่นก็ทำให้งานที่ได้รับมักจะเป็นในแนวนั้นซะส่วนใหญ่ด้วย

การแข่งขันในวงการร้องไกด์ มันเหมือนการ Casting งานของดาราไหม

เมื่อเราลองเปรียบเทียบแล้วถามเพลงว่า การเข้าไปแคสงานร้องไกด์แต่ละที มันมีการแข่งขันกันเพื่อที่จะได้งานนั้น ๆ มาเหมือนกับการแคสดาราไหม ?

สิ่งที่เพลงตอบเรากลับมาก็คือ “สำหรับคนอื่นเราไม่รู้ว่าเขาคิดว่านั่นคือการแข่งขันไหม แต่สำหรับเรา เวลาร้องไกด์เราไม่ได้แคร์คนอื่นมากไปกว่า Brief ที่ได้รับมาจากลูกค้า

คิดว่ามันอยู่ที่ความเหมาะสมของแต่ละคนมากกว่า ว่าจะเหมาะกับงานนั้นไหม และด้วยความที่เนื้อเสียงของแต่ละคนมันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ก็เลยไม่รู้ว่าจะแข่งกันยังไงด้วยแหละมั้ง”

นักร้องไกด์ทุกคนจะมี Rate Card เป็นของตัวเอง

เป็นปกติที่ลูกค้าจะต้องถามเรทราคาก่อนจะเรียกมาร้อง ว่านักร้องคนนั้นคิดราคาเท่าไหร่ และสำหรับตัวเพลงเองก็มี Rate Cardเป็นของตัวเองอยู่เหมือนกัน

โดยเพลง ‘ใช้ราคาตลาดเป็นตัวกำหนด’ ว่านักร้องไกด์ส่วนใหญ่คิดกันเท่าไหร่ แล้วนำเกณฑ์นั้นมาปรับให้เป็นราคาของตัวเอง

ซึ่งจะใช้หน่วยวัดของ ‘ความยาวในการร้อง’ เช่นร้องครึ่งนาทีก็จะอยู่ที่ประมาณ 8,000 บาท แต่ถ้าเป็นนักร้องระดับ Mass ที่มีคนรู้จักก็จะมีราคาแพงกว่านั้นเป็นหลายเท่าตัว

แต่ถึงอย่างนั้นหากนักร้องไกด์คนไหนเข้ามาแคสงานแล้วไม่ได้ร้องจริง ก็จะมีค่าเสียเวลาเพิ่มให้ด้วย, ในทางเดียวกันหากนักร้องคนไหนได้ร้องไกด์ ก็จะได้ทั้งค่าเสียเวลาที่มาแคสและค่าที่มาลงเสียงจริงเป็นสองต่อ

เพลงโฆษณาความยาวไม่กี่นาที แต่ใช้เงินทีเกือบแสนบาท

เพลงประกอบโฆษณาที่เราฟังกันสั้น ๆ ไม่กี่นาที แต่เชื่อไหมว่าต้นทุนในการทำแต่ละครั้งนั้นมีราคาแพงถึงเกือบแสนบาท เพราะมันไม่ใช่แค่ค่านักร้องไกด์ แต่ยังรวมไปถึงค่านักร้องที่ลงเสียงจริง ค่าโปรดิวเซอร์ที่ต้องใช้ทั้งต้นทุนทางความคิดสร้างสรรค์รวมไปถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการทำเพลงที่เครื่องนึงก็มีราคาหลายหมื่นบาท

ยิ่งถ้าหากเพลงประกอบโฆษณานั้น ๆ ถูกนำไปปล่อยในสื่อหลักอย่างโทรทัศน์ ก็จะมีค่า Process ต่าง ๆ ที่แพงกว่าสื่อออนไลน์

และแม้จะต้องเสียเงินและเวลาจำนวนมากในการทำ แต่ถึงอย่างนั้นการแต่งเพลงขึ้นมาใหม่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายกว่าที่ถูกกว่าการซื้อเพลงที่มีลิขสิทธิ์อยู่แล้วมาใช้ในงานโฆษณาอยู่ดี

ถ้าจะให้ Wrap-Up ในบทสัมภาษณ์ให้เข้าใจง่าย ๆ สรุปแล้วการร้องไกด์ก็คือการร้อง ‘เพื่อเป็นแนวทาง’ ก่อนที่จะลงเสียงจริงเพื่อให้เห็นภาพว่างานที่ออกมามันจะเป็นยังไง

และตัวนักร้องไกด์เองก็มีสิทธิที่จะได้ลงเสียงจริงในงานนั้น ๆ เมื่อลูกค้าชอบ Mood & Tone ที่ออกมา เว้นแต่ในกรณีที่ว่าตัวลูกค้าวางนักร้องหลักไว้แล้วว่าอยากให้เป็นใคร

นอกจากนั้นแล้วการร้องไกด์ก็ไม่ได้มีแค่กับในงานโฆษณา เพราะกับงานเพลงทั่วไปก็มีการร้องไกด์ด้วยเหมือนกัน

และสุดท้ายแม้อาชีพ ‘นักร้องไกด์’ จะถือเป็นอาชีพเล็ก ๆ ของคนเบื้องหลัง ที่แทบจะไม่มีใครรู้เลยว่าเจ้าของเสียงร้องในงานนั้นเป็นใคร

แต่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญ ที่ทำให้ภาพรวมของเพลงประกอบโฆษณาหรือที่ในภาษาทางการตลาดเรียกว่า ‘Music Marketing’ ออกมาสมบูรณ์แบบ

และนั่นก็อาจจะนำไปสู่การจดจำแบรนด์ของผู้บริโภคในที่สุด

 

-iSM ลัทธิใหม่ที่กล้าสร้างความแตกต่างให้กับโฆษณาไทย

จากการดูโฆษณาความยาวกว่า 10 นาทีของสเปรย์ไล่จิ้งจกแบรนด์หนึ่ง นำพาให้เราเกิดความรู้สึกสงสัยว่าใครกันคือคนทำโฆษณาที่กล้านำเอาความกลัวมาบวกรวมกับแบรนด์ได้อย่างสนุกสนาน แถมดึงให้เราดูได้จนจบได้แบบนี้

และนั่นก็ทำให้เราได้พบคำตอบว่าเจ้าของไอเดียโฆษณาที่ได้รับ Feedback จากผู้คนอย่างถล่มทลาย ไม่ว่าจะเป็นยอดวิวกว่า 1 ล้านวิว ภายใน 1 วัน ยอดไลค์ 20,000 กว่าไลค์ และยอดแชร์ 7,000 กว่าแชร์ กลับเป็นเอเยนซี่น้องใหม่ที่เพิ่งตั้งมาแค่ 1 เดือนเท่านั้น

และเอเยนซี่ที่ว่าก็คือ -iSM ที่เมื่อพอได้ติดต่อไปพูดคุย จึงทำให้เราได้รู้ว่า แม้ชื่อของ -iSM จะเป็นอะไรที่ใหม่ในวงการโฆษณาไทย แต่ในความเป็นจริงแล้วมันกลับเป็นการรวมตัวของ 3 Founder มือฉมังที่คลุกคลีกับงานโฆษณาและฝากผลงานชื่อดังเอาไว้มากมาย

ไม่ว่าจะเป็น อู๊ด-นพรัตน์ วัฒนวราภรณ์ อดีต Creative Director จาก Ogilvy Branded Entertainment ผู้อยู่เบื้องหลังโฆษณา Focus เบลอว่ารักแถบ, บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ผู้กำกับหนังเรื่องฉลาดเกมส์โกงและ Countdown จากค่าย GDH 559
และคนสุดท้ายคือ พงศ์-ฐิติพงศ์ เกิดทองทวี ผู้กำกับจาก Hello Filmmaker เจ้าของผลงาน MV เพลงขอ ของวง Lomosonic

#ตัวท็อปทั้งนั้น

จากความเชื่อที่คล้ายกัน นำพามาสู่การสร้างลัทธิ

-iSM เกิดจากความชอบและความเชื่อที่เหมือนกันของ อู๊ด บาส และพงศ์ สะท้อนได้จากผลงานของทั้ง 3 คน ที่จะมีกลิ่นอายบางอย่างคล้ายคลึงกันอยู่ พวกเขาจึงตัดสินใจลงขันร่วมกัน เพื่อมาสร้างลัทธิการทำโฆษณาที่แตกต่างออกไปจากสิ่งเดิม ๆ ที่มีอยู่ในตลาด

โดยพวกเขานิยามว่า -iSM คือ Branded Entertainment Agency ที่มีจุดเด่นของการส่งเสริมแบรนด์ในรูปแบบ Entertainment

พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือมันจะไม่ใช่แค่โฆษณาที่แค่เอาไว้ขายของ แต่ต้องเป็นโฆษณาที่ให้อะไรบางอย่างกลับไปเพื่อตอบแทนคนดูที่อุตส่าห์เสียเวลามาดูโฆษณา

และค่าตอบแทนนั้นก็คือความสุข-ความสนุกที่ได้ดูเนื้อเรื่อง ไม่ต่างจากการดู Short Film หรือ MV ยังไงอย่างงั้น

เพียงแต่ความเป็น Branded Entertainment มันจะมีเรื่องของแบรนด์เข้าแทรกในการรับรู้เท่านั้นเอง

เปลี่ยนสิ่งที่แบรนด์ต้องการบอกกับคน ให้กลายมาเป็นเรื่องราวที่สนุกสนาน

ถ้าจะให้อธิบายว่าทำไมงานของ -iSM ถึงสามารถทำออกมาได้อย่างสนุก, ผู้คนเข้าใจ Message ที่แบรนด์ต้องการจะบอกได้ แม้ไม่ได้พูดแบบ Hard Sale เลยก็ตาม

ก็คงจะต้องขอยกตัวอย่างโฆษณาของแบรนด์สเปรย์ไล่จิ้งจก NoGecko ซึ่งถือเป็นงานชิ้นแรกของ -iSM มาอธิบายให้ทุกคนได้เห็นภาพกันมากขึ้น

“จากโจทย์ของลูกค้าที่ต้องการเล่นกับความกลัวของผู้คน ซึ่งหมายถึงการกลัวจิ้งจกแล้วให้สเปรย์มาช่วยจัดการความกลัวออกไปได้

พวกเราเลยตีความเรื่องออกมาใหม่ โดยใช้ความกลัวเป็น Base ในการเล่าเรื่อง พร้อมกับใส่เรื่องของความรักเข้าไปเพื่อดึงคนเข้ามาดู แต่ไม่ใช่รักใส ๆ เพราะสุดท้ายมันมาหักมุมด้วยเรื่องของการคุกคามทางเพศ

แล้วถ้าได้ดูกัน จะเห็นว่าภายในหนังมีช็อตที่เห็นตัวโปรดักท์แค่ตอนท้ายเท่านั้น ที่ทำแบบนี้ก็เพราะเราไม่ได้อยากให้คนดูรู้สึกอึดอัดจนเกินไป

แต่สุดท้ายคนก็ยังสามารถรีเลทกลับไปที่แบรนด์ได้ เพราะเราใส่รายละเอียดต่าง ๆ ของแบรนด์ ลงไปเนื้อเรื่อง อย่างช็อตที่พูดถึงจิ้งจกในลิฟท์ ก็เหมือนกับสถานการณ์จริงที่เราคุยกับเพื่อนเรื่องกลัวจิ้งจก

หรือยังตอนสุดท้ายที่ตัวละครผู้หญิงเอาตัวรอดจากความกลัวมาได้ด้วยตัวโปรดักท์ ก็เพราะต้องการบอกว่าสเปรย์นี้คือสิ่งที่ทำให้หลุดพ้นจากความกลัวได้” – พงศ์ / อู๊ด

ทำงาน Mass ในรูปแบบใหม่ ๆ

แม้ผลงานของทั้ง 3 จะออกมาเป็นงานใหม่ ๆ ที่เรายังไม่ค่อยเห็นโฆษณาสไตล์นี้ในประเทศไทย แต่พวกเขากลับบอกว่า สิ่งที่ -iSM กำลังทำอยู่ หรือผลงานต่าง ๆ ที่ผ่านมาคืองาน Mass ทั้งนั้น

“ผมว่าเรากำลังเข้าใจความหมายของคำว่า Mass ผิดไป จริง ๆ แล้ว Mass มันหมายถึงหมู่มาก และงานของ -iSM ก็เป็นอะไรที่เข้าถึงคนหมู่มากได้เช่นกัน ยกตัวอย่างงานสเปรย์ไล่จิ้งจก ก็เป็นงานที่เอาเรื่องความรัก เรื่องการคุกคามทางเพศ เรื่องความกลัวมาเล่า ซึ่งมันเป็นประเด็นที่ไม่ว่าใคร ๆ ก็สามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้

สังเกตดูดี ๆ ว่าสิ่งที่เราทำไม่ใช่อะไรที่เข้าใจยากเลยนะ

เพียงแต่ความ Mass ของเราคือความ Mass ของการเล่าเรื่องแบบใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีใครทำมาก่อนเท่านั้นเอง เราชอบทำอะไรใหม่ ๆ เพราะรู้สึกว่า ถ้ายังคงทำตามในสิ่งที่เคยสำเร็จมาก่อน สุดท้ายคนก็จะเบื่อ และความสนุกมันก็จะถูกลดทอนไปเรื่อย ๆ ความน่าสนใจก็จะมีน้อยลง” -พงศ์

เปรียบทุกโปรเจ็คที่ทำ เหมือนการเลี้ยงลูกคนนึง

เรามีเพื่อนคนหนึ่งที่ทำงานอยู่ในเอเยนซี่โฆษณา แล้วตัดสินใจลาออกมาด้วยเหตุผลที่ว่า “ไม่รู้จะเหนื่อยหามรุ่งหามค่ำเพื่อทำงานที่สุดท้ายแล้วก็เป็นงานของคนอื่นไปเพื่ออะไร”

ในฐานะที่ทั้ง 3 คลุกคลีอยู่กับวงการโฆษณา แถมยังมีไฟแรงที่ออกมาเปิด -iSM ใหม่ เราจึงถามไปว่าพวกเขาคิดยังไงกับคำพูดที่ว่านี้ และบาสก็รับหน้าที่ในการตอบคำถามนี้ว่า

“ถามว่าเหนื่อยไหม มันก็เหนื่อยนะ เพราะหนึ่งในเครื่องมือของการทำงานโฆษณาก็คือสมองที่เราต้องพกไปทุกที่ แต่มันเหนื่อยแบบมีความสุขไง

พวกเราเปรียบเทียบการทำแต่ละโปรเจ็คให้ลูกค้าเหมือนกับการเลี้ยงเด็ก เพราะผมเคยเลี้ยงเด็กมาก่อนเลยรู้ว่ามันใช้พลังเยอะมาก แต่ไม่ใช่ลูกตัวเองนะ ยังโสดอยู่ (หัวเราะ)

ซึ่งลูกค้าก็เปรียบเหมือนแม่เด็ก ที่การที่เขาจะมอบหมายให้เราดูแลลูกได้ นั่นหมายถึงความไว้ใจที่เขามีต่อตัวเรา พอเราเห็นลูกเราเติบโต เห็นงานเติบโต เราก็ภูมิใจที่เราส่งลูกกลับไปให้แม่เด็กได้อย่างมีความสุข”

ดึกแค่ไหนก็ไม่เบื่อ ในเมื่อสิ่งที่ทำอยู่มันสนุก !

อย่างที่หลายคนรู้กัน ว่าการทำงานในเอเยนซี่โฆษณาเป็นสิ่งที่ต้องใช้การทุ่มเทแรงกายและแรงใจเป็นอย่างมาก เมื่อถามว่าแล้วแบบนี้ทั้ง 3 คนทำงานกันวันละกี่ชั่วโมง คำตอบที่ได้กลับมาคือ “ทำงานอยู่แทบจะตลอดเวลา”

ฟังแวบแรกอาจจะดูโหดร้ายไปสักหน่อย แต่น้ำเสียงของคำว่า “ทำงานอยู่แทบจะตลอดเวลา” ของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความสุข ที่ยังขยายข้อความข้างต้นต่ออีกว่า

“ต่อให้พวกผม 3 คนไม่เจอหน้ากัน กลับบ้านไปก็ยังต้องคิดงานกันอยู่ดี มันเป็นความเหนื่อยที่อยู่บนพื้นฐานแห่งความสุข เป็นเหมือน Work & Travel

ที่สำคัญคงต้องยกเครดิตให้ลูกค้า ที่เปิดโอกาสให้พวกเราได้พูดในสิ่งที่อยากพูดอาจจะเป็นเพราะ Position พวกเราชัดเจนด้วยแหละมั้ง เขาเลยเข้าใจว่างานของ -iSM มันจะออกมาเป็นยังไง

ย้อนกลับไปในคำถามเมื่อกี๊ว่าสุดท้ายแล้วเราเหนื่อยไปเพื่องานคนอื่นเพื่ออะไร ผมคิดว่ามันเป็น win-win situation มากกว่า ลูกค้าได้ฟีดแบคในด้านของแบรนด์

ส่วนพวกผมก็มีความสุข ที่ได้ทำคอนเทนต์ใหม่ ๆ ได้ท้าทายตัวเองอยู่ตลอดเวลา”

และแม้จะเป็นเอเยนซี่ที่เปิดตัวมาได้เพียงแค่เดือนกว่า ๆ แต่ทั้ง 3 ก็ยังแอบแย้มให้เราฟังว่า ยังมีอีก 4 โปรเจ็คของลูกค้าที่รอให้พวกเขาสร้างสรรค์งานโฆษณาให้อยู่

แถมยังมีคิวจองไปถึงต้นปีหน้า

ที่ล้วนแต่เป็นลูกค้า ที่มีความเชื่อในแบบเดียวกับลัทธิ -iSM ซึ่งนั่นก็คือความเชื่อของการเห็นคุณค่าในตัวแบรนด์ ที่ไม่ได้ยัดเยียดการขายของให้ผู้บริโภครู้สึกอึดอัดกันจนเกินไปแต่เพียงอย่างเดียว

ขอบคุณสถานที่ : ONE DAY

Dwayne Johnson ทำ Ad Agency ของตัวเอง ‘Seven Bucks’

Dwayne Johnson เป็นหนึ่งในบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ คนหนึ่งของโลก

จุดเริ่มต้นของเขา คือ การเล่นฟุตบอลในมหาวิทยาลัย ก่อนที่จะมาเล่นลีกอาชีพของแคนาดา แต่เล่นไปได้เพียง 2 เดือน เขาก็ถูกตัดออกจากทีม ตอนนั้นเขาเปิดกระเป๋าสตางค์ และพบว่ามีเงินเหลือเพียง 7 เหรียญ และนั่นคือที่มาของ Seven Bucks แบรนด์ที่ Dwayne Johnson และ Dany Garcia เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง

 

ไม่มีอะไรที่ Dwayne ‘The Rock’ Johnson ทำไม่ได้

จากเส้นทางที่ไม่ราบรื่นในตอนแรก สู่วงการมวยปล้ำที่คุณปู่ และคุณพ่อเคยเล่นมาก่อน สิ่งที่ทำให้ The Rock โดดเด่นกว่าทุกคนในยุคเดียวกันก็คือ Character ของ The Rock ที่ฉลาดแกมโกง เจ้าเล่ห์ กวนประสาท และลีลาการแสดงที่ทำให้คนสนุกทุกครั้งที่เขาออกมา และเขายังเป็นนักมวยปล้ำคนเดียวที่ผันตัวเป็นนักแสดงได้เต็มตัว

Dwayne เริ่มมีผลงานการแสดงจริงจังในเรื่อง The Mommy Returns และ The Scorpion King ในปี 2001-2002 จากนั้นเขาผ่านการแสดงมาทุกบทบาท ตั้งแต่ Action Comedy Drama หรือ Family เหลือแต่หนังผีเท่านั้นที่ยังไม่เคยลอง ซึ่งถ้ามีบทเข้ามาจริงๆ ไม่มีทางที่ชายคนนี้จะปฏิเสธ

 

อาณาจักร ‘Seven Bucks’

ในปี 2012 Dwayne Johnson และ อดีตภรรยา Dany Garcia ได้ร่วมกันก่อตั้ง ‘Seven Bucks Productions’ บริษัทโปรดักชั่นที่ทำคอนเทนต์ลงในโทรทัศน์ และโรงภาพยนตร์ โดยหนังฟอร์มยักษ์กำลังจะเข้าปลายปีนี้ก็คือ Jumanji

ในปี 2016 เขาได้ขยายบริษัทเป็น Seven Bucks Digital Studios ที่เน้นทำคอนเทนต์ลงในออนไลน์ โดยใน YouTube เป็น ช่องทางหลักเพราะเขาได้ร่วมกับกับ Youtuber หลายคนในการทำคอนเทนต์ ฉะนั้นว่าจะไปก็เหมือน The Rock กลายเป็น YouTuber ไปแล้วก็ได้

และในปี 2017 (เข้าเรื่องสักที) ก็เปิดตัว เอเยนซีโฆษณา โดยใช้ชื่อว่า ‘Seven Bucks Creative’ ซึ่งจะนำทีมโดย Chet Gulland อดีต Head of Strategy ของ Droga 5

แรงบันดาลใจในการสร้าง Seven Bucks Creative นั้นมาจากการที่ Seven Bucks ต้องทำคอนเทนต์ พบปะกับนักการตลาด เอเยนซี และแบรนด์ต่างๆ อยู่บ่อยครั้งทำให้เริ่มซึมซับเอาการทำงานมาใช้ และ เขาก็เคยเป็น Brand Ambassador ชื่อดังให้กับ Under Armour และ ตอนนี้ก็เป็นให้ Apple เรียบร้อย

 

Dwayne Johnson รับบท Acting ส่วน Dany Garcia รับบท Management

ถึงแม้จะหย่ากันแล้ว แต่ทั้งคู่ยังทำธุรกิจด้วยกันได้ โดย Dwayne รับบทหน้าจอทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น ‘พระเอก พิธีกร คนพูด แขกรับเชิญ’ ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นรอบๆ ตัวเขา ในขณะที่ Danny Garcia ทำหน้าที่ผู้จัดการ และคนบริหารบริษัท

ตอนนี้ Seven Bucks Creative ยังไม่มีแคมเปญโฆษณาออกมาให้ชมกัน แต่ถ้าแบรนด์ไหนต้องการใช้ The Rock เป็นพรีเซนเตอร์ คงรู้นะว่าติดต่อเอเยนซีเจ้าไหน…

 

ที่มา : Ad Age

‘ให้ไปเกิด’ ร้านของเล่นแบกะดิน ที่กำลังจะกลายเป็นอาณาจักรโมเดลบนพื้นที่กว่า 1,200 ตรม.

ร้านของเล่นแบกะดิน ที่พัฒนาไปสู่อาณาจักรโมเดลบนพื้นที่กว่า 1,200 ตรม.

จากบทสนทนาระหว่างเราและน้าบิ๊กคิกคาปู้ รุ่นพี่ในออฟฟิศที่ไม่ได้มีความเก่งแค่เรื่องของงานเขียน แต่ยังรวมไปถึงความรู้ในการขายโมเดลญี่ปุ่นและเซนเซย่า นำพาให้เรารู้จักกับเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่น้าบิ๊กเล่าให้เราฟังว่าเขาคือเจ้าของร้านขายโมเดลหลายพันตัว ที่เริ่มทำธุรกิจด้วยการปูเสื่อขายแบกะดินมาก่อน

จนถึงปัจจุบันร้านขายโมเดลที่ว่าก็กำลังมีดีลธุรกิจกับบริษัทผู้พัฒนาทางด้านอสังหารายใหญ่ของไทยอย่าง ทีซีซี แลนด์ อีกหนึ่งธุรกิจของเจ้าสัวเจริญ หรือ ‘เจ้าของไทยเบฟฯ’

ด้วยการที่ทีซีซี แลนด์ จะมอบพื้นที่กว่า 1,200 ตรม. หรือเกือบ 1 ชั้นของพันธุ์ทิพย์บางกะปิ ให้ร้านโมเดลแห่งนี้ไปบริหารจัดการ โดยการสร้างเป็นอาณาจักรโมเดลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 

และด้วย Story ที่น่าสนใจขนาดนี้ Marketeer ไม่รอช้ารีบติดต่อไปพูดคุยกับเจ้าของร้านโมเดลที่ว่า จนทำให้เราได้รู้จักกับคุณ ปู เศรษฐกร เกษสม ที่กล้าตั้งชื่อร้าน แบบที่ใครฟังในแวบแรกก็ต้องสงสัยอย่าง ให้ไปเกิด

แล้วชื่อร้านนี้มันเกี่ยวข้องกับการขายโมเดลได้ยังไง ?

อะไรคือจุดพลิกผันที่ทำให้ร้านขายของเล่นแบกะดินกลายเป็นธุรกิจ ที่มีดีลกับบริษัทยักษ์ใหญ่ได้ ?

วันนี้เราได้ไปหาคำตอบมาให้กับทุกคน ส่งตรงจากร้านให้ไปเกิดสาขาศรีนครินทร์ ที่อยู่บทสัมภาษณ์ด้านล่างนี้แล้ว

จากข้าราชการลูกจ้าง ที่หาโอกาสออกมาทำธุรกิจเป็นของตัวเอง

ก่อนที่จะมาทำธุรกิจขายของเล่น เดิมทีคุณปูเคยเป็นลูกจ้างชั่วคราวในหน่วยงานราชการอย่างกรมส่งเสริมการส่งออก ที่พอมีความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจจากผู้ประกอบการที่เข้ามาติดต่อหลายราย

จนกระทั่งวันหนึ่งมีเจ้าของธุรกิจชักชวนคุณปูให้ออกมาช่วยงานในตำแหน่งของผู้จัดการฝ่ายการตลาด ซึ่งการลาออกมาครั้งนี้ทำให้เขาได้รู้จักกับเจ้าของโรงงานขายของเล่นจากจีนและนำเงิน 3,000-4,000 พันบาทไปซื้อของเล่นแล้วรับมาขายแบบแบกะดินต่อที่สวนหลวงร.9

เอาตระกร้าที่แบกของมาตั้งเป็นโต๊ะแล้ววางขาย ตั้งแต่ของเล่นใส่ถ่านก๊อกแก๊กทั่วไป หรือแม้กระทั่งไก่ไขลานราคาถูก ๆ ก็มี

เก็บเงินจากการขายแบกะดิน จนไปเปิดหน้าร้านบนห้างฯ ได้

ด้วยความที่ของเล่นจากจีนเป็นสินค้าที่เข้าถึงง่าย คู่แข่งที่อยู่บริเวณเดียวกันจึงมีมากถึง 3-4 ร้าน คุณปูมองว่าหากยังอยู่ตรงนี้ต่อไปคงจะต้องเจอกับปัญหาอะไรอีกหลาย ๆ อย่างเป็นแน่ จึงตัดสินใจนำเงินที่เก็บได้จากการขายของ ไปเปิดเป็นหน้าร้านบนห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านศรีนครินทร์

“ด้วยการโฆษณาต่าง ๆ ที่น่าสนใจของทางห้างฯ ทำให้ผมคิดว่ายังไงคงต้องมีคนมาเดินเยอะแล้วทำให้เราขายดีแน่ ๆ ผมเลยตัดสินใจทำสัญญาเช่า แม้จะรู้ว่าการทำร้านบนห้างฯ จะมีค่าใช้จ่ายและเงื่อนไขที่มากขนาดไหนก็ตาม

แต่พอเอาเขาจริงเขาไม่สามารถดึงคนให้มาเดินได้ ห้างฯเงียบ…..ร้านเราก็เลยพลอยขายไม่ได้ตามไปด้วย แต่สัญญามันเซ็นไปแล้ว ต้องจ่ายค่าเช่า 20,000 ทุกเดือน ค่าใช้จ่ายมันก็มี รายได้ไม่พอกับเงินที่ต้องจ่าย ทำไงละทีนี้ ?

ผมก็เลยตัดสินใจกลับไปขายที่สวนหลวงร.9 เหมือนเดิมในทุกวันเสาร์-อาทิตย์ พอตอนเช้าตีสี่ก็ขับรถมาที่ห้างฯแล้วมาจัดของใหม่

จากที่เคยลงทุนค่าเช่า ค่าตกแต่งไปร่วมแสนเพื่อหวังทำให้เป็นหน้าร้านดึงคนเข้ามา คราวนี้มันก็เป็นได้แค่ที่สต็อกของที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในทุกเดือน

สำเพ็ง…..แค่เปลี่ยนเวลาราคาก็ถูกลงกว่าเกือบครึ่ง

“นอกจากโรงงาน สำเพ็งก็ยังเป็นอีกแหล่งที่ผมใช้รับของมาขาย ตอนนั้นต้องไปแทบทุกวัน ไปทีก็ทั้งวันเลย เพราะมันมีร้านขายเยอะมาก แล้วแต่ละร้านก็ราคาไม่เท่ากัน ผมต้องเดินเทียบราคาแล้วจดบันทึกเอาไว้ ดูว่าร้านไหนราคาเท่าไหร่ ต้องซื้อยังไงถึงจะได้ต้นทุนที่ถูกที่สุด”

ทำอย่างนี้ได้เพียงสองเดือน คุณปูก็เริ่มรู้สึกว่าต้นทุนที่รับมามันน่าจะสามารถทำราคาได้ถูกกว่านี้อีก จึงได้เริ่มลอง Search ใน Google เพื่อหาแหล่งใหม่

และก็ทำให้เขาพบกับตลาดสำเพ็งตอนกลางคืน ,โลเคชั่นเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเวลาที่เปลี่ยนไป

จากนั้นคุณปูก็ใช้วิธีซื่อ ๆ ด้วยการโทรหาร้านที่รับของมาในตอนกลางวันแล้วถามถึงรายละเอียดในตลาดตอนกลางคืนว่าเป็นยังไง

แน่นอนว่าไม่มีใครยอมบอก

แต่ถึงอย่างนั้นคุณปูก็ยังไม่ย่อท้อ พยามค้นหาข้อมูลต่อไป จนได้ข้อมูลจากลูกจ้างของร้านค้าตอนกลางวัน ว่าถ้าจะมารับของตอนกลางต้องทำแบบนี้ ๆ และในที่สุดเขาก็ตัดสินใจขับรถมา จนได้พบกับความจริงว่า ตัวเองโง่มาตั้งนาน

เพราะราคาของตลาดสำเพ็งตอนกลางคืน ถูกกว่าตอนกลางวัน 10-30% และร้านค้าตอนกลางคืนก็ขายส่งให้กับร้านตอนกลางวันเนี่ยแหละ !

และแม้จะได้ของถูกกว่าเดิมแล้ว แต่ด้วยนิสัยของพ่อค้าทำให้เขาคิดว่าจริง ๆ มันน่าจะมีถูกกว่านี้ได้อีกสิ ! คุณปูเลยอาศัยทักษะส่วนตัวอย่างการ ‘กล้าพูดกล้าถาม’ เข้าไปถามพ่อค้าขายส่งในตลาดสำเพ็งตอนกลางคืนว่า

“พี่ถ้าผมซื้อเยอะกว่านี้ จะลดราคาได้อีกไหม” และนั่นก็ทำให้เขาได้พบกับแหล่งรับของแห่งใหม่ นั่นก็คือสินค้าที่ขึ้นมาจากท่าเรือ

ซึ่งของที่ขึ้นจากท่าเรือที่ว่าก็ไม่ได้มีแค่ของเล่นจีน แต่ยังรวมไปถึงของหลุด QC และของเล่นจากญี่ปุ่นอีกด้วย

เริ่มมองหาตลาดใหม่ เพราะตลาดเดิมที่มีอยู่ สู้กันด้วยราคาที่มีแต่ตายกับตาย

ด้วยความกว้างขวางของพ่อค้าขายส่งที่รับของมาจากท่าเรือ จึงทำให้มีพ่อค้าหน้าใหม่เข้ามาในวงการมากขึ้น และนั่นก็ทำให้คู่แข่งของคุณปูมีมากขึ้นตามไปด้วย

ในเมื่อรับมาจากแหล่งเดียวกัน ราคาต้นทุนที่เท่ากัน การแข่งขันจึงอยู่ที่การ ‘ตัดราคา’ ใครขายถูกกว่าก็มีลูกค้ารายปลีกเข้ามาซื้อ ใครขายแพงกว่าลูกค้าก็จะถามว่า “ทำไมร้านข้าง ๆ ถูกกว่าร้อยนึงล่ะ”

คุณปูรู้ดีว่า ถ้าหากยังเล่นอยู่ในตลาดที่ใช้กลยุทธ์ของสงครามราคา ก็คงมีแต่ตายกับตายเป็นแน่ แต่ในเมื่อพอมีฐานลูกค้าและคอนเน็คชั่นของการขายของเล่นอยู่ เขาจึงไม่อยากจะเลิกทำธุรกิจนี้ไป

และเลือกที่จะมองหาทางออกใหม่ นั่นคือการขายของเล่นแบบ ‘ลิขสิทธิ์’ นั่นเอง

แม้จะเป็นสินค้าราคาแพง แต่อย่าลืมของเล่นนั้นเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย นั่นเท่ากับว่าคนที่จะซื้อได้นั้นต้องมีกำลังซื้อ และถึงจะแพง แต่หากเทียบในเรื่องคุณภาพของงาน คนกลุ่มนี้ก็ยังยอมที่จะจ่ายอยู่ดี

เจอแหล่งรับของแห่งใหม่ ที่ทำให้ความเป็นพ่อค้าลงลึกไปกว่าเดิม

เมื่อเปลี่ยนกลยุทธ์ที่เน้นขายงานญี่ปุ่น แหล่งในการรับสินค้าจึงต้องเปลี่ยนตามไปด้วย เรียกว่านับศูนย์ใหม่ก็คงจะไม่ผิด เพราะคุณปูเริ่มใหม่ด้วยวิธีการไป Search ใน Google เหมือนเดิม จนทำให้เขาได้พบกับแหล่งขายมดแดงอย่างคาเมนไรเดอร์ที่เป็นคนญี่ปุ่นมาขายเอง

และกับแหล่งที่สองก็จากการที่คนญี่ปุ่นมาขายส่งด้วยตัวเองเช่นกัน ซึ่งคุณปูก็ไม่รอช้ารีบขับรถไปรับของจากแหล่งที่สองที่ว่านี้ทันที

แต่พอเมื่อไปถึงกลับไม่พบว่ามีคนอยู่ที่ร้าน แถมโทรไปเบอร์เลขหมายปลายทางก็ยังปิดเครื่องไม่มีใครรับสาย

ด้วยความที่อยากได้งานญี่ปุ่นราคาถูกคุณปูก็ยังไม่ย่อท้อ เดินทางไปยังแหล่งที่ว่าต่ออีก 7 วัน และผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมคือยังไม่พบใครที่ร้านเลยสักคน จนทำให้คุณปูแอบคิดขึ้นมาในหัวว่า “หรือร้านมันเจ๊งไปแล้ววะ”

แต่ความจริงแล้วเขากลับมาพบข้อมูลทีหลังว่า ด้วยความที่เจ้าของร้านเป็นคนญี่ปุ่นเขาจึงลงมาไทยแค่ 5 วันต่อเดือนเท่านั้น ดังนั้นถึงจะไป 7 วันติดกัน แต่ถ้า 7 วันนั้นอยู่ใน 25 วัน ที่เขาไม่ได้ลงมา ยังไงก็ไม่เจออยู่ดี

เมื่อรู้แบบนี้ ครั้งที่ 8 คุณปูจึงไม่พลาด ไปปุ๊ปก็เจอกับแม่ค้าชาวไทยที่มีครอบครัวอยู่ญี่ปุ่นอย่างที่ตั้งใจไว้ ที่ไม่ได้พบแค่ของเล่นงานลิขสิทธิ์ญี่ปุ่น ซึ่งมีราคาถูกกว่าของที่ขายบนห้างฯมากกว่าครึ่ง

อย่างเข็มขัดแปลงร่างที่บนห้างฯขายกัน 3,500 แต่คุณปูรับมาแค่ 1,200 บาท และสามารถทำไปขายต่อได้ในราคาที่มากถึง 2,500 บาทเลยทีเดียว

ใช้ความสนิท เข้าไปตัดสินค้าจากแหล่งก่อนพ่อค้าคนอื่น 

ด้วยความเป็นลูกค้าชั้นดี ที่มาซื้อของจากแหล่งแม่ค้าญี่ปุ่นบ่อยในปริมาณที่เยอะ คุณปูจึงกลายเป็นลูกค้าคนสนิท ที่ใช้ความสนิทหาต้นทุนในการรับสินค้าที่ถูกและดีกว่าเดิม

“ป้าพอจะขายได้ถูกกว่านี้ หรือพอจะลดให้ผมบ้างได้ไหม” เป็นประโยคคำถามที่ทำให้แม่ค้าญี่ปุ่นที่ว่ายอมพาคุณปูไปรับสินค้า

จากที่เคยต้องมาตัดของรวมกับพ่อค้าคนอื่นที่ตลาด ก็กลายเป็นคอนโดของแม่ค้าญี่ปุ่นซึ่งเป็นที่พักของหลังจากที่เรือส่งสินค้ามาถึงไทยแล้วนำของเล่นมากองไว้ที่นี่ คราวนี้เขาจึงกลายเป็นพ่อค้าที่ได้ของเล่นดีกว่าพ่อค้าคนอื่น ๆ

ดูของมาเยอะแค่ไหน แต่ก็ยังโดนย้อมแมวยกลังจนเกือบเจ๊ง

สี่เท้ายังรู้พลาด คุณปูยังรู้พลั้ง แม้จะมีประสบการณ์ในวงการของเล่นมาเกือบ 4 ปี แต่เขาก็ยังถูกย้อมแมวขายแบบยกลัง คนขายบอกว่าทั้งลังเป็นของหายาก เป็นงานละเอียด และตัดใจขายให้คุณปูแบบเท่าทุนสุด ๆ ที่ 50,000 บาท

แต่ความจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น เพราะตอนแกะลังมานั่งตีราคาปลีกแต่ละชิ้นราคากลับไม่คุ้มทุน พ่อค้าคนนั้นบอกว่าอยู่ที่ 50,000 บาท แต่เอาเข้าจริงมันแทบจะไม่ถึงหมื่นด้วยซ้ำ

“วิกฤต” คือคำที่คุณปูพูดกับเราหลังเล่าเรื่องนี้จบ แม้จะ 50,000 จะดูไม่ใช่เงินจำนวนมากเท่าไหร่ แต่มันเกือบจะทำให้ธุรกิจของคุณปูพังครืดไม่เป็นท่า

เพราะธุรกิจของคุณปู คือการขายของเล่นที่ใช้เงินสดหมุนทั้งนั้น ไม่มีการจ่ายแบบเครดิต ไม่เคยมีการกู้หนี้ยืมสิน แต่พอเจอปัญหาถ้าจะไปยื่นกู้แบงค์ก็ไม่ได้แล้ว เพราะตอนนั้นเขาไม่มีสลิปเงินเดือน ไม่มีหลักฐานมายืนยันการกู้ยืมหรือขอสินเชื่อต่าง ๆ ได้

แต่ตอนนั้นยังต้องจ่ายค่าเช่าที่ให้กับทางห้างฯ ซึ่งติดสัญญากับที่ห้างฯไว้ ไหนจะค่าเช่าในตลาดนัดเศรษฐีย่านตึกเนชั่นที่เป็นหน้าร้านอีกแห่ง รวมไปถึงโลเคชั่นแรกในการขายของอย่างสวนหลวงร.9 อีก

ทางออกของคุณปูในตอนนั้นจึงเป็นการตัดสินใจขายทุกอย่างที่มีอยู่ทิ้งไปทั้งหมด ไม่ใช่แค่ของเล่นสะสมที่เขาเคยเก็บมา แต่ยังรวมไปถึงรถยนต์ที่ใช้ทำมาหากิน แม้แต่เฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่อะไรขายได้ ก็จะเอาไปเปลี่ยนเป็นเงินทั้งหมด

ถามว่าทำไมต้องขายขนาดนั้น? “ตอนนั้นมันไม่มีเงินแล้วจริง ๆ รายจ่ายก็เยอะ ไม่ใช่แค่รายจ่ายในธุรกิจ แต่ยังรวมถึงรายจ่ายในครอบครัวที่ผมต้องเลี้ยงดูแม่และน้องหลังจากที่พ่อเสียไป

ตอนนั้นอารมณ์สะสมมันไม่มีเหลือแล้ว มีแต่ความคิดที่ว่าทำยังไงถึงจะอยู่รอดก็เท่านั้นเอง”

ตัดสินใจขายทุกอย่างทิ้ง แล้วเอาเงินที่มีทั้งหมดขึ้นไปญี่ปุ่น!

หลังจากมีเงินก้อนที่ได้จากการขายของที่มีอยู่ คุณปูบอกว่าทุกอย่างก็เริ่มโอเคขึ้น ระบบในธุรกิจเริ่ม Flow ไปได้เหมือนเดิม ประจวบเหมาะกับลูกชายของแม่ค้าญี่ปุ่นที่กล่าวไปในตอนแรกจะขึ้นไปญี่ปุ่นอีกรอบ

ด้วยความที่สนิทกันและเป็นลูกค้ากันมานานพอสมควร คุณปูเลยเอ่ยปากถามอยากจะขอตามขึ้นไปด้วย

นี่จึงถือเป็น win-win situation ที่นอกจากคุณปูแล้ว แม่ค้าญี่ปุ่นก็ยังได้ประโยชน์ด้วยเช่นกัน เพราะถ้าส่งของเยอะ ตู้ส่งสินค้าก็จะปิดไวขึ้น ของก็จะมาถึงไทยเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน

 

ยอดไลค์เพจจาก 500 เป็น 4,000 ใน 5 วันตอนอยู่ญี่ปุ่น

ในขณะที่พ่อค้าคนอื่น ๆ รวมถึงแม่ค้าคนญี่ปุ่นที่พาขึ้นไปเลือกของเล่นแล้วรีบแพ็กใส่ลังเพื่อส่งกลับไทยแล้วเดินไปหาของในร้านต่อไป

แต่คุณปูกลับยอมเสียเวลาไม่ถึง 5 นาทีเพื่อถ่ายรูปและอัพลงเพจให้ไปเกิด (ชื่อนี้มีความหมายว่าคุณปูจะขายส่งแล้วให้พ่อค้าคนอื่นได้แจ้งเกิดกันต่อไป) พร้อมกับแคปชั่นในทำนองว่า “ของส่งตรงจากญี่ปุ่น”

แค่ง่าย ๆ เท่านี้ ไม่ต้องอาศัยการถ่ายรูปที่สวยอะไรมากมาย ยอดไลค์เพจให้ไปเกิดก็เพิ่มขึ้นจาก 500 เป็น 4,000 ในเวลาแค่ 5 วัน

และไม่ใช่แค่กระแสในเพจเท่านั้น เพราะเมื่อกลับมาถึงไทยก็มีผู้คนกว่า 50 มารอต่อคิวเพื่อซื้อของเล่นญี่ปุ่น ที่คุณปูไปหิ้วกลับมา จนสามารถสร้างยอดขายต่อครั้งได้มากถึง 50,000 บาท

โลเคชั่นปัจจุบันที่แต่ก่อนเป็นที่ร้าง ๆ ไม่มีร้านมาเปิดแม้แต่ร้านเดียว

เมื่อได้รับฟีดแบคที่ดีจากการที่หิ้วของมาขาย และสามารถดึงคนให้เข้ามาที่ร้านได้ทุกครั้งที่ของเล่นถึงไทยจนบางครั้งห้างฯ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ ที่ไม่ค่อยมีคนเข้ามาเดินยังตกใจว่าทำไมถึงมีคนมารอต่อคิวได้ขนาดนี้

แต่ถึงอย่างนั้นคุณปูก็ยังถูกทางห้างฯ ยกเลิกสัญญาเช่า ด้วยเหตุผลที่ว่าปิดร้านบ่อยเพราะต้องบินไปดูของที่ญี่ปุ่น

นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้คุณปูต้องมองหาทำเลในการทำหน้าร้านใหม่ ซึ่งบริเวณเดียวกับห้างฯที่ว่าคือตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์ แหล่งรวมของเล่นมือสองมากมาย แต่คุณปูกลับไม่เลือกตรงนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่า

“คนขายเยอะนั่นก็หมายถึงคู่แข่งที่เยอะขึ้นไปด้วย แล้วถ้าหากผมจะขยายร้าน มันก็คงจะไม่พื้นที่มากพอให้ขยับขยายไปไหน ก็เลยขับรถเซอร์เวย์แถวนั้นต่อไป จนมาเจอกับที่ปัจจุบัน ที่แต่ก่อนไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นนะ ข้างหน้าเป็นโพรงหญ้าเลย ข้าง ๆ ก็ไม่มีร้านอะไรมาเช่าเลยสักร้าน การเดินทางก็ไม่ได้สะดวกมากมาย

แต่ที่ตัดสินใจเลือกตรงนี้ เพราะมันมีที่ให้เราได้ขยับขยาย และที่สำคัญคือถึงจะไกลยังไง แต่ผมเชื่อว่าฐานลูกค้าในแฟนเพจก็ยังตามมาอยู่ดี”

กำลังจะขยาย แต่ต้องหยุดไว้ก่อนเพราะทีซีซีแลนด์มาขอเจรจา

หลังจากเปิดร้านสาขาไปได้สักพัก ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี ธุรกิจมีรายได้จากการขายของเล่นที่คุณปูหิ้วมาเอง 5% ส่วนอีก 95% คือการให้ผู้ขายคนอื่นมาเช่าตู้วางโมเดล

ที่ต้องเปิดให้คนอื่นมาเช่าตู้ เพราะโมเดลแต่ละชิ้นล้วนมีราคาที่ค่อนข้างสูง ลำพังหากจะให้คุณปูลงทุนซื้อโมเดลเองทั้งหมดก็คงจะไม่ไหว เอาแค่ตู้เล็ก ๆ ในรูปด้านล่างนี้ก็ปาไป 50,000 บาทแล้ว

และด้วยความเป็นพ่อค้าที่อยู่ในวงการมานาน รวมถึงแบรนด์ให้ไปเกิดที่ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าก็อยากจะมาเช่าตู้ขายโมเดล หรือกับลูกค้าทั่วไปที่อยากจะมาเดินซื้อ คุณปูเลยมีแพลนที่จะขยายพื้นที่เปิดให้เช่าตู้ไปอีกล็อค แต่แพลนนี้ก็กลับต้องมาหยุดไป

เพราะมีโปรเจ็คใหญ่ที่ไม่คาดฝันมาติดต่อ

ซึ่งโปรเจ็คที่ว่าก็คือการที่ทาง ทีซีซี แลนด์ บริษัทผู้พัฒนาอสังหาของเจ้าสัวเจริญ อยากจะให้คุณปูมาช่วยพัฒนาอสังหาฯ ในเครือของบริษัท ซึ่งนั่นก็คือพันธุ์ทิพย์บางกะปิ

เพราะพันธุ์ทิพย์สาขาบางกะปิในปัจจุบันนั้นไม่ค่อยจะมีคนเข้ามาเดินสักเท่าไหร่ ทางผู้บริหารจึงอยากจะให้คุณปูมาเป็น Magnet ดึงคนเข้าห้าง ด้วยการตั้งเป้าหมายว่าจะให้สถานที่แห่งนี้ เป็นแหล่งรวมโมเดลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และอนุญาติให้คุณปูตั้งชื่อให้กับมันว่า “ให้ไปเกิดแลนด์”

ด้วยวิธีที่ให้คุณปูเป็นคนจัดสรรพื้นที่ทั้ง 1,200 ตรม. หรือเกือบหนึ่งชั้นด้วยตัวเอง และจะเก็บค่าเช่าในราคาที่ถูกกว่าคนทั่วไป พร้อมกับเงื่อนไขที่คุณปูบอกว่ามัน Flexible กับเขามาก ๆ ไม่วุ่นวายเหมือนกับนโยบายของห้างฯ ทั่วไป

และคุณปูจะแบ่งพื้นที่ทั้ง 1,200 ตรม. เป็น 2 ส่วน

60% แรกคือเอามาเปิดให้ไปเกิดแลนด์ที่เป็นสินค้าของคุณปูเอง โดยมีการติดต่อกับดีลเลอร์จากประเทศญี่ปุ่นโดยตรง

และส่วนที่สองอีก 40% จะเป็นร้านพันธมิตรต่างๆ เข้ามาเช่าพื้นที่ โดยจะมีสินค้าที่หลากหลาย ในวงการโมเดล-ฟิกเกอร์ มากยิ่งขึ้น

ซึ่งคุณปูได้คำนวณแล้วว่า แม้ร้านให้ไปเกิดแลนด์จะให้พื้นที่มากถึง 60% แต่ตัวเขาเองนั้นแทบไม่ต้องเสียค่าที่เลย

เพราะค่าเช่าของอีก 40% นั้นพอดีกับค่าเช่าอีก 60% ที่ต้องจ่ายให้ทางห้างฯพอดี

ส่วนกำไรก็มาจากการขายของเล่นของตัวเองและการเปิดให้เช่าตู้ ทีแอบแย้มกับ Marketeer ว่าโปรเจ็คนี้จะเปิดในช่วงต้นปีหน้า

และก็อย่างที่บอก ว่าใครจะไปคิดล่ะว่าร้านขายของเล่นก๊อกแก๊กแบกะดิน จะกลายมาเป็นอาณาจักรโมเดลที่ใหญ่ที่สุดในไทย ที่ใช้เวลาในการเดินทางฟันฝ่าอุปสรรคมาเพียงแค่ 4 ปีเท่านั้น