Category Archives: The Exclusive

Robert Lang :The Power of ​Connectivity

วันนี้บ่ายๆ นั่งดู TED ไปเรื่อยๆ มาสะดุดกับ Talk อันหนึ่งของ Robert Lang ที่พูดไว้ตั้งแต่ปี 2008 ทำให้ผมเข้าใจถึงพลังของคำว่า Connectivity

มีคนเคยบอกผมว่าหัวใจของ Creativity คือ Connectivity นั่นคือความสามารถในการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันนั่นเอง  ซึ่งผมเห็นด้วย 100%

Robert Lang คือใครมาจากไหน เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังครับ

 

ในวัยเด็ก Robert Lang ได้รับหนังสือจากคุณครูเล่มหนึ่งมันเกี่ยวกับศิลปะการพับกระดาษหรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ Origami อันเป็นศาสตร์อันเก่าแก่ของญี่ปุ่น

สำหรับเด็กทั่วๆ ไปทุกคนก็คงเคยผ่านช่วงสนุกสนานกับการพับกระดาษมาทุกคน แต่น้อยคนนักที่จะหลงใหลเรื่องนี้อย่างจริงจังเหมือน Robert ที่เอาจริงเอาจังกับงานอดิเรกนี้มาก เรียกได้ว่าหัวปักหัวปำเลยทีเดียว

origami-01

Robert โตขึ้นมาเป็นคนที่เรียนหนังสือได้ดีด้วย เขาเรียนวิศวกรรมไฟฟ้าที่มหาวิทยาลับ Stanford ก่อนจะไปจบปริญญาเอกจาก Caltech หลังจากจบปริญญาเอก Robert ก็เป็นนักวิจัยด้าน Fiber-Optic แต่เขาไม่เคยทิ้งความหลงใหลใน Origami แม้แต่น้อย

 

ในที่สุดสิ่งที่ทำเล่นๆ ก็กลายเป็นเรื่องไม่เล่นขึ้นมาเมื่อ Robert Lang เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง Origami ที่เขาทำเป็นงานอดิเรก สิ่งที่เขาเห็นคือ “รูปแบบ” เมื่อมาผนวกกับความรู้ด้านคณิตศาสตร์ที่เขามีอยู่นั้นเขาก็พบว่าจริงๆ แล้วรูปแบบของการพับทั้งหมดนั้นสามารถคำนวณออกมาได้เป็นแบบแผนอยู่ไม่กี่แบบ เขาจึงได้ทำโปรแกรมที่จะช่วยให้การพับกระดาษต่างๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำได้สามารถทำได้ขึ้นมา

origami5

 

Robert ปฏิวัติวงการ Origami ด้วยการผนวก “ศิลปะ” เข้ากับ “คณิตศาสตร์”

สิ่งที่ Robert สร้างขึ้นทำให้ระดับความยากของการพับ Orimagi สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ รูปแบบต่างๆ ในการพับนั้นถูกรังสรรค์ออกมาอย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยอัตราการพับเฉลี่ยต่อแผ่นเพิ่มขึ้นจากสามสิบทบเป็นร้อยกว่าทบ อย่างภาพที่ผมนำมาประกอบนั้นถูกพับขึ้นด้วยกระดาษเพียงแผ่นเดียว โดยไม่มีการตัดใดๆ ทั้งสิ้น มันดูน่าอัศจรรย์มากใช่ไหมครับ ท่านลองไป Search Google ดูต่อก็ได้นะครับ จะพบว่างานของ Robert นั้นส่วนใหญ่ล้วนมาจากกระดาษแผ่นเดียวทั้งสิ้นซึ่งดูแล้วจะงงมากว่าพับกันมาได้ยังไงเพราะรายละเอียดมันเยอะสุดๆ

 

ในที่สุดเมื่ออายุครบสี่สิบ Robert ก็ตัดสินใจทิ้งอาชีพนักวิจัยที่กำลังรุ่งโรจน์ของเขา (ในตอนที่เขาเลิกทำงานเขามีสิทธิบัตรด้านออปโตอิเล็กทรอนิกส์  Optoelectronics อยู่ถึง 46 สิทธิบัตร) เพื่อมาศึกษาเรื่อง Origami อย่างจริงจัง เขาบอกว่า

 

 

 

“มีคนทำงานด้าน Laser กับ Fiber-Optic เยอะแล้ว”

“สิ่งที่ผมจะทำกับ Origami ถ้าผมไม่ทำ อาจจะไม่มีใครทำเร็จ”

 

และดูเหมือนเขาจะพูดถูกเสียด้วย ปรากฏว่างานอดิเรกด้าน Origami ของเขาได้ถูกนำมาใช้พัฒนาในศาสตร์ด้านอื่นอย่างไม่น่าเชื่อยกตัวอย่างเช่นตอน NASA จะส่งเลนส์ของกล้องส่องทางไกลซึ่งมีขนาดใหญ่มากๆ ขึ้นไปบนอวกาศ มันต้องถูก “พับ” ให้มีขนาดเล็กเพื่อใส่ลงไปในจรวดให้ได้ก่อนที่จะไปกางออกอีกทีในอวกาศ NASA ก็ได้ Robert Lang เป็นที่ปรึกษาในการออกแบบเลนส์เพื่อให้สามารถอยู่ในรูปแบบที่ถูกพับได้และเล็กพอที่จะเก็บในจรวดได้

lang-1

 

เมื่อผู้ผลิต Airbag ของเยอรมันต้องการ “พับ” Airbag เข้าไปในตัวรถยนต์และให้การกางของ Airbag เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุมีประสิทธิภาพมากที่สุด พวกเขามาขอความช่วยเหลือจาก Robert เมื่อผู้ผลิตอุปกรณ์ขยายหลอดเลือดต้องการเครื่องมือขยายหลอดเลือดที่เมื่อตอนเดินทางอยู่ในหลอดเลือดนั้นมีขนาดเล็กแต่ขยายขนาดใหญ่ขึ้นได้เมื่อถึงเป้าหมายพวกเขาก็มาหา Robert

 

ความเชี่ยวชาญด้าน Origami ของ Robert ช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ทางวิศวกรรมได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

ทั้งหมดนี้เกิดมาจากความหลงใหลในสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล่นๆ และเมื่อความเชื่อมโยงมันเกิดขึ้นมันก็กลายเป็นเรื่องจริงจังที่สร้างประโยชน์มหาศาลได้

 

เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่าโอกาสที่มาจากความคิดสร้างสรรค์คือการเชื่อมโยงระหว่างเรื่องที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ถ้าหามุมที่มัน “คลิก” ได้มันจะสร้างความแตกต่างที่โดดเด่นกระโดดออกมาเหนือคนอื่น และเป็นสิ่งที่เลียนแบบได้ยากมาก

 

วันนี้ลองดูรอบๆ ตัวเรานะครับ บางทีสิ่งที่เรากำลังทำอยู่หลายๆ อย่างอาจเชื่อมโยงกันแบบที่เรานึกไม่ถึงก็ได้

เมื่อนั้นเราอาจหาเวทีใหม่ของเราเจอครับ

 

ที่มา : Marketeer Magazine ISSUE183

Academy : Marketing Everything

รวิศ หาญอุตสาหะ

 

สุภาณี เดชาบูรานนท์ : OMD “ยากขึ้นและท้าทายกว่าเดิม”

ถึงแม้มีประสบการณ์ทางด้านวางแผนสื่อโฆษณามานานหลายปี แต่ สุภาณี เดชาบูรานนท์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฎิบัติการ บริษัท OMD ประเทศไทย (Optimum Media Direction) ยอมรับว่ายุคนี้เป็นยุคที่การวางแผนซื้อโฆษณาทางทีวี เพื่อให้ลูกค้าได้ประโยชน์สูงสุด ยากขึ้นและท้าทายกว่าเดิมมาก

โดยเฉพาะการแพลนโฆษณาในช่วงละครหลังข่าว ซึ่งเรื่องของเรทติ้ง และกระแสของละครยังมีอิทธิพลอย่างมาก เพราะเชื่อมั่นว่าถ้าสินค้าออกไปในเวลานั้น อย่างไรคนจำนวนมากก็ต้องเห็น โดยเฉพาะสินค้าพวก FMCG (Fast Moving Consumer Goods) หรือกลุ่มสินค้าที่มีการอุปโภคบริโภคในอัตราสูงมักจะมีราคาถูก ใช้งานกันเป็นประจำ รวมทั้งสินค้าประเภทรถยนต์ และมือถือ ซึ่งเป็น 3 กลุ่มลูกค้าหลักของ OMD เองด้วย

“สมัยก่อนยากเพราะต้องหาโควต้าเบียดเข้าไปในช่วงไพร์มไทม์ของ 2 ช่องหลัก 3 กับ 7 ให้ได้ แต่สมัยนี้ยิ่งหนักขึ้นเพราะนอกจากเรื่องโควต้าแล้ว จำนวนละครก็มากขึ้น ช่องก็มากขึ้น เราต้องดูกันละเอียดกว่าเดิมว่ากลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ไหน แค่ไหน เพราะปีนี้เศรษฐกิจยังทรงๆ เม็ดเงินของลูกค้าไม่ได้มากกว่าเดิม เขาก็ต้องการได้ผลรับที่แน่นอนเต็มที่ด้วย”

วันนี้การวัดผลคนดูด้วยเรทติ้งยังเป็นเครื่องมือหลัก ถึงแม้ลูกค้าจะมีช่องทางในการดูละครที่หลากหลายมากขึ้นก็ตาม และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาทำให้เรทติ้งช่องหลักลดลง

เรทติ้งละครตก แต่ราคาโฆษณาช่องหลักไม่ตก

IMG_3349

“จะพูดว่าเรทติ้งตกก็ไม่ได้ทีเดียว เพราะความจริงแล้วมันกระจายไปอยู่ในแพลตฟอร์มอื่น ซึ่งเรารู้เราเห็น แต่ยังไม่มีวิธีการวัดเรทติ้งจากการดูเรียลไทม์ของทีวีจากนีลสัน เลยยังเป็นพลังสำคัญชี้เป็นชี้ตายให้กับช่อง”

ถึงเรทติ้งจะลด แต่วันนี้ช่อง 3 ช่อง 7 ยังเป็นช่องที่มีเรทติ้งสูงมากเหมือนเดิม จากเดิมละครกระแสแรงของช่อง 7 เคยขึ้นสูงถึง 20 หรือ 20 กว่าๆ แต่ทุกวันนี้ลดลงมาอยู่ที่ไม่ถึง 20 หรือเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ 10 ต้นๆ เช่น เรื่องนางชฎา อยู่ที่ 12-14 ในขณะที่ช่อง 3 จะอยู่ที่ 4-5 จากเดิมเคยอยู่ที่ 7-8 นอกจากบางเรื่องที่เป็นกระแสมากๆ ก็ยังสามารถทำได้แตะเลข 2 หลัก ซึ่งมีน้อยมาก อย่างเช่นเรื่องสุดแค้นแสนรัก (ข้อมูลเมื่อกลางเดือน พ.ค.)

ส่วนช่องทีวีดิจิตอลละครดังจะอยู่ระหว่าง 2-3 เช่น เรื่องสื่อริษยา สูงสุดตอนจบอยู่ที่ 3 แต่ถ้าเรื่องที่ไม่แรงมากอาจจะไม่ถึง 1 หรือแค่ 1 กว่าๆ เท่านั้น

สำหรับช่อง 3 ช่อง 7 ถึงแม้ละครหลังข่าวเรทติ้งตก แต่ราคาโฆษณาไม่ได้ตกตามไปด้วย เพราะเจ้าของสินค้ายังมั่นใจว่าฐานคนดูยังมากและแน่นอนกว่าทีวีดิจิตอลช่องใหม่ๆ แน่นอน

“เรายังต้องจ่ายเงินเท่าเดิมเพื่อให้ได้ช่วงเวลาโฆษณาหลังข่าว เพื่อรักษาฐานคนดู ช่องอื่นเพิ่งมายังไม่เสถียร แต่ตรงนี้มีทั้งเงินทุน มีทั้งผู้จัดที่เป็นที่ยอมรับในฝีมือหลายคน และแต่ละคนก็จะมีความถนัดในละครแต่ละประเภทต่างกัน คนยังมีความเชื่อมั่นรู้สึกว่าดูช่องอื่น เดี๋ยวใช่ เดี๋ยวไม่ใช่ แต่ 2 ช่องนี้ใช่เยอะกว่า”

ไพร์มไทม์ ช่อง 3 ช่อง 7 4–5 แสนบาท/นาที

“ราคาค่าโฆษณาละครหลังข่าวของ 2 ช่องนี้ ต้องบอกว่าไม่ขึ้นก็บุญแล้ว เขาหยุดนิ่งมาประมาณ 2-3 ปี ราคา Rate Card ช่อง 7 อยู่ที่ 5 แสนบาท ช่อง 3 อยู่ที่ 4.8 แสนบาท ซึ่งขายจริงก็ราคานี้ คงที่ ส่วนช่องอื่นๆ Rate Card อาจจะสูงถึง 2-3 แสนบาท แต่ราคาขายจริงอยู่ที่ประมาณหลักแสนต้นๆ ซึ่งรายละเอียดอยู่ที่วิธีการดีล”

เมื่อไพร์มไทม์โฆษณาของ 2 ช่องนี้ยังเต็ม ผู้บริหารช่องก็ไม่จำเป็นต้องมีนโยบายลดราคา แต่สำหรับช่องใหม่ๆ ลักษณะการขายไม่เหมือนช่อง 3 ช่อง 7 ที่ขายนาทีต่อนาที แต่จะช่วยตัวเองโดยการขายเป็นแพ็คเกจอย่างเช่นเรื่อง ฮอร์โมน หรือคลับฟรายเดย์ ซึ่งดังมาก

ถ้าลูกค้ามีเงินอยู่ก้อนหนึ่งแล้วกำลังจะออกสินค้าใหม่ การใส่เม็ดเงินโฆษณาไปที่ช่วงละครหลังข่าวอาจจะสูงถึง 60-70% ของงบทั้งหมด แต่ถ้าเป็นการโฆษณาทั่วไปก็อาจจะแค่ 40-50% เป็นวิธีการของการวางแผนซื้อสื่อเพื่อให้ลูกค้าได้ประโยชน์สูงสุด เพราะยังมีลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ดูละครอย่างเดียว

เทคนิคอย่างหนึ่งที่ทำได้คือ การไทร์อินในละคร ซึ่งช่อง 3 และ 7 ไม่ทำ ส่วนช่อง One จะชัดมากอย่างเช่น ใน ละครเรื่อง เฮง เฮง เฮง

 

พฤติกรรมคนดูเดายากขึ้นทุกวัน

“ละครบางเรื่องแค่เห็นตัวอย่างก็แย่งกันซื้อโฆษณา เพราะคิดว่าเปรี้ยงแน่ๆ เพราะทั้งดารานำ และผู้จัดที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของวงการ แต่กลับเรทติ้งไม่ดีเท่าที่ควร แต่บางเรื่องใช้นักแสดงหน้าใหม่กลับมาแรงเป็นกระแสพูดกันทั่วบ้านทั่วเมือง”

พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป คาดเดาได้ยากขึ้นทุกที ทำให้การวางแผนในการซื้อโฆษณาหลังข่าวยิ่งยากขึ้นเหมือนกันการวางแผนซื้อสื่อ ต้องมีความชำนาญ และประสบการณ์ต่างๆ มาช่วยวิเคราะห์อย่างรอบด้านด้วย

อย่างไรก็ตามการที่แต่ละช่องมีกลุ่มเป้าหมายคนดูที่ชัดเจนขึ้นก็สามารถทำให้ใช้เงินโฆษณาให้ลูกค้าถูกจุดมากขึ้นกว่าเดิมด้วย

“ช่อง 3 ช่อง 7 กลุ่มคนดูเขาชัดเจน โดยโฟกัสทั้งหัวเมืองและต่างจังหวัด แต่ในความเป็น Mass นี้ เขาจะเจาะจงลงไปอีกว่าเป็นคนลักษณะไหน อาชีพการศึกษาเป็นอย่างไร ส่วนช่อง วัน จะเน้นกรุงเทพฯ และหัวเมืองซึ่งจะชนกับกลุ่มคนดูช่อง 3 ส่วนหนึ่ง ส่วนช่อง 8 จะเป็นกลุ่มเดียวกับช่อง 7 ในขณะที่ช่อง GMM 25 จะเป็นวัยรุ่นที่นิยมดูผ่านสมาร์ทโฟนมากกว่าทีวี”

สุภาณี ย้ำว่า ช่องคือแบรนด์ อย่างเช่นไทยรัฐ คนจะยอมรับในเรื่องข่าว เช่นเดียวกับ True4u ที่ข่าวทีเอ็นเอ็นดังมาก ดังนั้นการเข้ามาทำละครอาจจะต้องใช้เวลา และความพยายามอย่างมากให้คนดูยอมรับให้ได้

 

ที่มา : Marketeer Magazine พฤษภาคม 2558

Cover Story : Digital Drama

เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล

เต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก ตัวละคร ใหม่ มาแรง ของ กันตนา

กอสซิป เกิร์ล  และ UGLY BETTY  “ยัยเป็ดขี้เหร่”  2 ซีรีย์ที่โด่งดังมาแล้วจากหลายประเทศทั่วโลกถูกนำเอามาทำเป็นเวอร์ชั่นไทย  เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ยุคใหม่ของละครกันตนาได้เริ่มขึ้นแล้วพร้อมๆกับการเกิดขึ้นของดิจิตอลทีวี
ประสบการณ์กว่า 60  ปีในการทำละครของครอบครัวธุรกิจบันเทิงเก่าแก่ที่สุดระดับตำนานของเมืองไทย  กำลังถูกผนึกรวมกับวิธีคิดที่ทันสมัยของคนรุ่นใหม่เจอเนอเรชั่นที่ 3
“เต้-ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก”ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอฟโวลูชั่น จำกัด ทายาทคนโตของหัวเรือใหญ่  “จาฤก กัลย์จาฤก” เป็นรุ่น 3 อีกคนที่เข้ามาขับเคลื่อนองค์กร ปัจจุบันมีบทบาทหลักในการ ผลิตละคร และรายการวาไรตี้ ป้อนให้กับให้กับช่องทีวีต่างๆ
ประมาณเดือนกรกฎาคม 2558 ที่จะถึงนี้ กอสซิป เกิร์ล  ละครเรื่องแรกในความรับผิดชอบของเขา  จะออนแอร์ที่ช่อง 3 ในช่วงเวลา 5ทุ่มของทุกคืนวันพฤหัส ซึ่งเคยเป็นช่วงเวลาของซีรี่ส์ ดัง “เป็นต่อ”
gossip1

กอสซิป เกิร์ล  เวอร์ชั่นไทยแลนด์
“ แรง.. แต่เสี่ยง”

กอสซิป เกิร์ล เป็นซีรีส์ละครชุดทางโทรทัศน์  ดัดแปลงมาจากบทประพันธ์ (ซึ่งเป็นหนังสือขายดี ชื่อเดียวกัน) เขียนโดย เซซิลี ฟอน เซเกซซาร์ ออกอากาศในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ เดือนกันยายน พ.ศ. 2550  มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตวัยรุ่นอเมริกันในมหานคร นิวยอร์กซิตี้  ในเรื่องการเรียน ชีวิตประจำวัน เพื่อนๆ แฟน-คนรัก อิจฉาริษยา พฤติกรรมทางเพศ ยาเสพติด เรื่องอื่นๆของวันรุ่น ตลอดจนผู้ปกครอง ผ่านการเขียนบล็อกที่มีชื่อว่า กอสสิบเกิร์ลหรือ สาวช่างเม้าท์
เมื่อเอามาทำเป็นเวอร์ชั่นภาษาไทย ปิยะรัฐ ยอมรับว่าจะเป็นละครแรงเรื่องหนึ่งที่ ตีแผ่สังคมวัยรุ่นไทยในโรงเรียนนานาชาติที่มีการเลี้ยงดูแบบสังคมตะวันตกมากกว่าการเลี้ยงดูในกรอบของครอบครัวไทย
“บอกได้เลยว่าเรื่องนี้ มีครบรสหมดทุกอย่างเหมือนที่ฝรั่งมีโดยเนื้อเรื่อง แรงอยู่แล้ว เพราะบทเป็นของฝรั่ง ทางบริษัทที่อเมริกาก็ย้ำกับเราว่าอย่าเปลี่ยนบทของเขาเลย เพราะได้พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก คุณเปลี่ยนได้แค่เปลี่ยนจากเมืองนิวยอร์ค มาเป็นกรุงเทพฯแค่นั้น โดยเขาได้บอกเคล็ดลับความสำเร็จให้เราเข้าใจว่าคนดูอยากเห็นอยากได้ อะไร ประมาณไหน และต้องต้องถ่ายทำยังไง ”
บางฉาก บางตอน ที่มีถึงเนื้อถึงตัวหรือการใช้ชีวิตตามแบบสังคมตะวันตก ซึ่งสามารถออกฉายในบ้านเมืองเขาได้อย่างเป็นปกติ  สำหรับในเมืองไทย การถ่ายทำอาจจะไม่แตกต่างกัน แต่การฉายในทีวี อาจจะถูกตัดบางตอนออกไป เพื่อความเหมาะสม
แต่ส่วนที่ถูกตัดออกไป หรือเวอร์ชั่นที่ล่อแหลมนั้นสามารถตามไปดูต่อบน “แอพพลิเคชั่น กลอสซิปเกิร์ล”

หวือหวาบนจอทีวีไม่ได้ ตามไปดูต่อในแอพพลิเคชั่น
“ช่วงไหนที่มันแรงมากในทีวี ไม่มีจะมีในแอพแน่นอน แต่ไม่ได้ทำอะไรน่าเกลียดแบบโจ่งแจ้ง ขนาดนั้นหรอกครับ ถามผมว่ามันแรงจนกว่าเกินรับได้ไม๊ ผมว่าไม่ได้แรงขนาดนั้นเบากว่าเยอะ และมีบางช่วงที่สอนมนุษย์ด้วย สอนเรื่องครอบครัวด้วย”
เมื่อ Marketeer ถามว่ากลัวกระแสที่คนไทยจะรับไม่ได้ และโดนโจมตีทางออนไลน์ว่าทำไม กันตนาต้องกลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เผยแพร่ละครแรงๆประเภทนี้ออกไป หรือกลัวแฟนพันธ์แท้ที่ติดกับละคร สร้างสรรค์สังคมกับรูปแบบเดิมๆของกันตนาจะยอมรับไม่ได้หรือเปล่า
ผู้บริหารรุ่นที่ 3 ของกันตนาตอบอย่างมั่นใจว่า
“ผมกลับไม่ค่อยห่วงในเรื่องพวกนี้นะ เพราะสมัยนี้สังคมไทยทันสมัยมากขึ้น เรื่องอย่างนี้ผมว่าอธิบายได้  และคนน่าจะเข้าใจ เพราะไม่ใช่เป็นเรื่องอย่างว่าอย่างเดียว เป็นเรื่องของเพื่อนของครอบครัว เรื่องราวของการทำผิดพลาดของมนุษย์  เมื่อคุณผิดคุณอย่าวิ่งหนีปัญหา กลับมาเผชิญกับมัน มีครอบครัวคอยให้กำลังใจเสมอ ”
ประเด็นที่เขาห่วง จะเป็นเรื่องที่กลัวคนดูเอาไปเปรียบเทียบกับกับเวอร์ชั่นที่เป็นของอเมริกามากกว่า  เพราะถึงแม้จะใช้งบประมาณในการผลิตถึง 100 ล้านบาทจำนวน 26 ตอนๆ ละประมาณ 1 ชั่วโมง  แต่ก็น้อยกว่าการลงทุนของอเมริกามาก
“อเมริกาลงทุนสูงมากเพราะเขาทำให้คนทั้งโลกดู แต่เราทำให้คนไทยดูแค่นั้นเองแต่เราก็ทำดีที่สุดเท่าที่งบประมาณได้มาแน่นอน”
gossip2
 ดูอย่างเดียวไม่พอ ตามไปซื้อของได้ถึงหน้าจอ

แอพพลิเคชั่น กลอสซิปเกิร์ล  เป็นสิ่งใหม่อีกสิ่งหนึ่งที่จะได้เห็นในละครของสังคมไทย เป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างบริษัทกันตนา กับบริษัทอินทัช โดยมีบริษัทเอไอเอส ที่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก เข้ามาเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ ด้วย ซึ่งแอพนี้นอกจากจะดาวน์โหลด เข้าไปดูละครฉบับเต็มได้แล้ว  ระหว่างดู สามารถเข้าไปเล่นเกมเพื่อสะสมคะแนนแลกของรางวัลต่างๆ สามารถเข้าไปโต้ตอบให้ความเห็น และสั่งซื้อของที่ชอบได้เลยเช่นเสื้อผ้า กระเป๋าถือ รองเท้าของนักแสดง
ดังนั้น นอกเหนือจากการเป็นละครแล้ว กอสซิปเกิร์ลยังเป็น  “แฟชั่น แอนด์ ไลฟ์สไตล์คอนเท้นท์” อีกด้วย

“เรากำลังให้ความสำคัญอย่างมากกับการทำคอนเท้นท์ แบบ 360  อย่างมากๆหมายถึง 1 คอนเท้ท์ ต้องอยู่ได้ทุกแพลตฟอร์ม แต่ละแพลตฟอร์มจะมีความพิเศษของมัน  เพราะถ้าคอนเท้นท์ เหมือนกันหมด ก็จะไม่มีประโยชน์ ที่จะตามไปหาดูในแพลตฟอร์มอื่นๆ “
เขากล่าวว่า ช่วงแรกอาจจะมีความกังวลอยู่บ้างถึงจำนวนคนดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น  และเข้ามามีส่วนร่วมกับละครจริง ๆ แต่ก็ยังมีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่ากลุ่มเป้าหมายคนดูซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ หรือกลุ่มผู้ปกครองที่มีความทันสมัย ปัจจุบันเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ไม่ยากอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับวิธีการประชาสัมพันธ์ให้เขาเข้าใจและเข้าถึงมากกว่า

กอสซิป เกิร์ล  และ UGLY BETTY  
อีกบทพิสูจน์หนึ่งของ กันตนา
วันนี้ การเฟ้นหาคอนเท้นท์ ละคร ที่มีความแปลกใหม่จากต่างประเทศ  เป็นอีกวิธีการหนึ่ง ที่จะสร้างความแตกต่างในการทำละคร ให้โดนใจคนดู เพื่อรองรับการแข่งขันที่มากขึ้น
“ต้องยอมรับว่าบทละครของต่างประเทศ เขาเขียนไว้อีกแบบหนึ่ง จะมีความลึกของตัวละคร    มีมิติที่ต่างกัน มีความเป็นมนุษย์มากกว่าตัวละครไทย  ทุกคนมีความดี ไม่ดีอยู่ในตัวเอง เหตุผลที่ทำคืออะไร แล้วเขาค่อยๆบอกไปทีละตอน คาดเดายากกว่าละครไทย ซึ่งไม่ใช่ละครไทยไม่ดีนะครับ เพราะนั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยทุกเพศทุกวัย เข้าใจได้ง่าย แต่ต้องยอมรับว่าตอนนี้พฤติกรรมคนดูเปลี่ยนไป ไลฟ์สไตล์ เปลี่ยนไปหลอกเขาไม่ได้แล้ว รูปแบบเก่าๆอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ทรงพลังอีกต่อไป “

Capture
    ความคิดนี้กำลังถูกทดลองกับ ละคร เรื่อง กอสซิป เกิร์ล  และ UGLY BETTY      
“ตอนแรกก็มีเสียงห้ามเหมือนกันว่าเราทำละครอยู่แล้วซื้อมาอีกทำไม  ไม่มีประโยชน์เลย   แต่พอซื้อมาแล้วมีคนสนใจ เขาก็เอ๊ะ หรือว่าอาจจะมีอะไรบางอย่างที่เราไม่มี”
เป็นความหลากหลาย ที่หลุดกรอบเดิมๆ รวมทั้งเป็นโอกาสในการได้ทำงานกับระดับอินเตอร์เนชั่นแนล  เพราะทั้ง 2 เรื่อง ทางต่างประเทศได้ส่งคนมาควบคุมการผลิต เพราะฉนั้นจะมีมาตรฐานการผลิตอีกรูปแบบหนึ่ง
สำหรับเรื่อง UGLY BETTY ยายเป็ด ขี้เหร่เวอร์ชั่นไทย ที่รับจ้างผลิตให้กับไทยรัฐทีวีและได้ออนแอร์ไปแล้วทุกคืนวันอาทิตย์ ได้วางงบประมาณเท่าทำละครปกติคือประมาณ 20 ล้านบาท
“ ถึงงบไม่มาก แต่เราอยากทำให้มันเกิดขึ้น ก็อาจจะยอมเจ็บตัวนิดหน่อย เรียกว่าเท่าทุนแล้วกันครับ ที่เจ็บตัวนิดหนึ่งเพราะผมหาเรื่องเอง (หัวเราะ) อยากทำโพสต์โปรดักชั่นที่แพงเพราะอยากให้ออกมาดีๆ ที่ต้องขอบคุณอย่างมากคือการที่นักบริหารรุ่นใหม่อย่างไทยรัฐทีวี ที่เขาใจถึง เข้าใจ และให้โอกาสเรา”
ในเรื่องโซเชียล มีเดีย เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่เขากำลังให้ความสำคัญอย่างมาก  โดยได้จ้างบริษัทให้ทำในเรื่องนี้โดยเฉพาะทุกวันต้องมีอะไรที่เกี่ยวกับละครออกมา ทั้งวีดิโอ คอนเท้นท์  ดิจิตอลคอนเท้นท์   ทำให้มีกระแสในการพูดถึงอยู่ตลอด ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เขาเคยประสบความสำเร็จมาก จากการทำในรายการThe Face Thailand รายการเรียลลิตี้เพื่อค้นหาสุดยอดนางแบบทางช่อง 3   และทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ปิยะรัฐ ย้ำว่าละครของกันตนา ตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณย่า จะเป็นละครสร้างสรรค์สังคม เป็นส่วนใหญ่ อย่างเช่นเรื่อง บาปบริสุทธิ์ ที่ได้รับการยอมรับอย่างมาก ส่วนละครแรง เชือดเฉือนที่เป็นพื้นฐานของสังคมไทยก็มี  แต่จะไปโฟกัสเรื่องรัก โลภ โกรธหลง และเน้นในเรื่องบาปบุญคุณโทษ มากกว่าการตบตีแย่งชิงผู้ชายแน่นอน
ปัจจุบันเขายังรับผิดชอบทำละครให้กับช่อง 3 จำนวน 3เรื่องคือ ห้องหุ่น,  ดาว หลงฟ้า ภูผาสีเงิน, ประการังสีดำทุกเรื่องเคยประสบความสำเร็จมาก่อนในช่อง 7 สี แต่วันนี้ถูกนำกลับมารีเมกใหม่อีกครั้ง
คงอีกไม่นาน “ความแรง” ของผู้บริหารหนุ่มหน้าหยกวัย 34 ปีคนนี้ จะถูกพิสูจน์ว่า “แซ่บ จริง” หรือ “บ่แซ่บ”

เพิ่มเติม Marketeer Magazine ฉบับพฤษภาคม 2558

George R.R. Martin Real King Behind the Iron Throne Saga

เรื่องราวที่จะกลายเป็นมหากาพย์ได้
มักเกิดจากเบื้องหลังน่าสนใจและ
คาดไม่ถึงเสมอ โดยสำหรับมหากาพย์การช่วงชิงอำนาจของตัวละครใน Game of Thrones ซีรี่ส์ทีวีอเมริกันยอดฮิตที่กำลังครองใจคนทั่วโลกอันเต็มไปด้วยการชิงไหวชิงพริบ กลเกมการเมือง ความรุนแรงนองเลือด ฉากรัก
สุดวาบหวาม และสัตว์ร้ายในตำนาน ท่ามกลางโลกยุคกลางที่ศีลธรรมพร่าเลือน ไม่น่าเชื่อว่าจะมาจากปลายปากกาและจินตนาการของ George R.R. Martin นักเขียนหนุ่มใหญ่ร่างท้วมท่าทางใจดี จนทำให้เขามีสถานะไม่ต่างจากราชาตัวจริงผู้อยู่เบื้องหลังตำนานบัลลังก์เหล็กที่ตนแต่งขึ้น

game-of-thrones-the-complete-second-season-dvd-cover-93

World Marketeer ฉบับนี้เกิดเมื่อ 20 กันยายน 1948 ที่เมืองท่า Bayonne รัฐ New Jersey ของสหรัฐฯ ในครอบครัวยากจน มีพ่อเป็นคนงานท่าเรือเชื้อสายอิตาลี-เยอรมัน และแม่เป็นคนเชื้อสายไอริช ด้วยฐานะทางการเงินที่จำกัด ทำให้วัยเด็กไม่เคยได้ออกไปไหนไกลเกินกว่าโรงเรียนประถม ซึ่งอยู่ห่างจากห้องการเคหะที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่และน้องสาวอีก 2 คนที่ห่างออกไป 5 ช่วงถนน แต่เพราะบ้านอยู่ใกล้ท่าเรือ หนังสือรวมธงชาติและนิยายผจญภัยมากมายก็ช่วยให้เขาเป็นคนช่างฝัน ช่างจินตนาการและชอบขีด ชอบเขียน จนสามารถาหาเงินเล็กๆ น้อยได้ตั้งแต่ยังเด็ก ผ่านหนังสือทำมือจากเรื่องในจินตนาการ ซึ่งตัวละครก็ไม่ใช่อื่นไกลเป็นเหล่าเต่าตัวน้อยที่เลี้ยงไว้

หลังเรื่องแนว Super Hero ที่เขียนส่งไปให้ Marvel Comics ได้รับการตีพิมพ์และยังมีการทำนิตยสารในกลุ่มแฟนหนังสือ (Fanzine) แจกจ่ายกันเองในหมู่นักอ่านคอ เดียวกัน ทำให้ Martin เลือกศึกษาต่อคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัย Northwestern เมือง Evanston รัฐ Illinois เพื่อสานฝันการเป็นนักเขียน แต่ฝันนั้นถูกคั่นด้วยงานบำเพ็ญประโยชน์ 2 ปีในสำนักงานทนายความช่วยเหลือคนยากจนแทนการไปรบในเวียดนามจากสถานะผู้คัดค้านสงครามโดยอ้างมโนธรรม (Conscientious-Objector)

 

ครึ่งแรกในยุค 70 เจ้าของฉายา American Tolkien เลี้ยงชีพด้วยงานเขียนนิยายวิทยาศาสตร์และแฟนตาซีควบคู่ไปกับการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและผู้จัดการแข่งขันหมากรุก แต่การเสียชีวิตกะทันหันของ Tom Reamy เพื่อนนักเขียนคนสนิท ทำให้เขาตัดสินใจเป็นนักเขียนนิยายอย่างจริงจัง ทว่าหลังผลงานขายได้บ้าง
ไม่ได้บ้าง คว้ารางวัลได้บ้างไม่ได้บ้าง เขาจึงอิ่มตัว
กับความไม่แน่นอนในดงน้ำหมึก แล้วเปลี่ยนไปเป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ชุดทางโทรทัศน์
ใน Hollywood แทน

เงินที่ได้จากวงการโทรทัศน์อเมริกันทำให้
นักประพันธ์ ซึ่งบางครั้งแฟนหนังสือเรียกย่อๆ ว่า GRRM สุขสบายขึ้น จนมีเวลากลับมาทำงาน
หล่อเลี้ยงจิตวิญญานผ่านการเขียนนิยายชุด A Song of Ice and Fire ที่เล่าเรื่องราวการชิงบัลลังก์ของอาณาจักรสมมุติในโลกยุคกลาง ทำนอง The Lord of the Rings ขึ้นมา เล่มแรกวางจำหน่ายเมื่อปี 1996 โดยหลังเล่ม 4 ซึ่งใช้ชื่อว่า A Feast for Crows ติดอันดับหนังสือขายดี HBO จึงตัดสินใจซื้อนิยายชุดนี้ทั้งหมด (รวมถึงอีก 2 เล่มที่ยังเขียนไม่จบ) ประจวบเหมาะกับเจ้าตัวที่คิดว่าการทำเป็นซีรี่ส์เท่านั้นจึงจะเหมาะกับบทประพันธ์ขนาดยาวเต็มไปด้วยรายละเอียดเรื่องนี้

Game of Thrones ตอนแรกของฤดูกาลแรก ประเดิมจอแก้วเมืองลุงแซม เมื่อ 1 เมษายน 2012 ด้วยจำนวนผู้ชมเพียง 2.22 ล้านคน แต่ซีรี่ส์ซึ่งตั้งชื่อตามหนังสือเล่มแรกของนิยายชุด A Song of Ice and Fire และมี 10 ตอนต่อ 1 ฤดูกาล ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทบทวีคูณ กวาดรางวัลมากมายจากหลายสถาบัน และมีแฟนซีรี่ส์ตามดูทั่วโลก ซึ่งในจำนวนนี้ผู้นำประเทศอย่างประธานาธิบดี Barack Obama ของสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรี David Cameron ของอังกฤษรวมอยู่ด้วย

game-of-thrones
จนตอนแรกของฤดูกาลที่ 5 ซึ่งออกอากาศเมื่อ 12 เมษายนที่ผ่านมา มียอดผู้ชมสูงถึง 8 ล้านคน โดยความนิยมดังกล่าวยังช่วยให้เศรษฐกิจของไอร์แลนด์เหนือ สถานที่ถ่ายทำหลักขยายตัวและต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวตามรอยซีรี่ส์ด้วย

ส่วนกระแสวิจารณ์เรื่องเพศ ความรุนแรง การกำจัดตัวละครสำคัญแบบทำร้ายจิตใจคนดูและความแตกต่างระหว่างหนังสือกับซีรี่ส์ ซึ่งล่าสุดคือฉากสำคัญในฤดูกาลที่ 5 ซึ่งตัวละครหญิงสูงศักดิ์ต้องถูก “ย่ำยี” จากน้ำมือตัวร้าย โดยมีเพื่อนวัยเด็กที่โตด้วยกันมาถูกบังคับให้เป็นพยานพฤติกรรมโฉดนั้น King Martin ตอบโต้ว่า “เรื่องเพศผลักดันให้มนุษย์ทำได้ทั้งดี-ร้าย เรื่องจากหนังสือสามารถเล่าในแง่มุมที่แตกต่างกันได้เมื่อกลายเป็นซีรี่ส์ โดยการทำให้ตัวละครหลักเผชิญชะตากรรมเลวร้ายจะช่วยเพิ่มทั้งอรรถรสและทำให้ผู้ชมมีอารมณ์ร่วมอย่างรุนแรงจน
ไม่สามารถพลาดตอนจบได้” /rollingstone.com, wikipedia.com

ว่าที่ CEO Telenor คนใหม่

 

ขอแสดงความยินดีล่วงหน้า กับ ซิคเว่ เบรคเก้ อดีต CEO ดีแทค ที่กลุ่มเทเลนอร์เห็นความสามารถในการพัฒนาดีแทคและเทเลนอร์เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการมอบตำแหน่ง CEO TelenorGroup ในวันที่ 17 สิงหาคม 2558 หลังจากJon Fredrik Baksaas ถอนตัวจาก CEO Telenor Group เมื่อเดือน กันยายน 2557

 

และอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้Sigve Brekke คือ CEO คนถัดไปของ Telenor Group

TELENOR---CONTENT

“ซิคเว่ เบรคเก้ ดำรงตำแหน่งรองประธานบริหารและเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุด เทเลนอร์ เอเชีย ซิคเว่ร่วมงานกับเทเลนอร์ ตั้งแต่ ปี 2542 และดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงหลายตำแหน่งในบริษัทฯ

“ซิคเว่มีประสบการณ์การทำงานที่ดีเด่น ในเทเลนอร์ เอเชีย และเป็นหนึ่งในกลุ่มของผู้บริหารของเทเลนอร์ กรุ๊ป ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2551  ซิคเว่ได้นำความสำเร็จมาสู่ภูมิภาคอาเซียน ประกอบกับประสบการณ์มากมายในนานาชาติ และความเป็นผู้นำองค์กรที่แข็งแกร่ง ทำให้เขาสร้างผลงานที่ล้ำค่าและความเติบโตให้กับองค์กรอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาในเส้นทางการทำงาน” สเวน อาเซอร์ ประธานกรรมการบริหาร ของเทเลนอร์ กรุ๊ป กล่าว

ซิคเว่ ได้สร้างรากฐานความสำเร็จให้เทเลนอร์ กรุ๊ป ให้กลายเป็น องค์กรต่างชาติ ที่เป็นผู้นำในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ภายใต้การนำของซิคเว่  ทำให้เทเลนอร์ มีลูกค้ามากกว่า 100 ล้านรายในเอเชีย ซึ่งเอเซียเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญ และยังเป็นภูมิภาคที่สร้างมูลค่ามากกว่า 40% ในกลุ่มเทเลนอร์ กรุ๊ป เทเลนอร์ยังอยู่ในตำแหน่ง ที่จะเติบโต และเป็นคลื่นลูกใหม่ ที่พร้อมในการให้บริการอินเทอร์เน็ตไปสู่ทุกคน

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้รับการขอให้เป็นผู้นำจากเทเลนอร์ เราเป็นบริษัทของชาวนอร์เวย์และนานาชาติที่ประสบความสำเร็จ ด้วยผลลัพธ์จากความสามารถในการให้บริการสื่อสารดิจิทัล ที่สร้างคุณค่าต่อลูกค้า กลยุทธ์ของเทเลนอร์ รวมถึงการให้ความสำคัญทางการเงิน จากระบบที่แข็งแกร่ง ที่สร้างคุณค่าต่อผู้ถือหุ้น และยังสร้างการเติบโตในนอร์เวย์ ยุโรป และเอเซียอย่างต่อเนื่อง เราเข้าถึงโอกาส จากการเติบโตในความต้องการของบริการอินเทอร์เน็ต และผมพร้อมที่จะผลักดันให้เกิดการทำงานด้วยกลยุทธ์ของเราไปพร้อมกับพนักงานของเราทั้ง 33,000 คน” ซิคเว่ กล่าว

Stan Lee : Super Creation Power

เวียนมาถึงอีกครั้งสำหรับช่วงเวลาการฟินของคอหนัง  กับการเข้าฉายของ Avengers : Age of Ultron หนังรวมพลังยอดมนุษย์ภาค 2 ผลงานกำกับของ  Joss Wheedon เดือนเมษายนปีนี้ แต่เป็นแฟนการ์ตูนและ Fanboy คงรู้กันดีว่าไอเดียการนำเหล่ายอดมนุษย์มารวมกันมาจาก สุดยอดพลังสร้างสรรค์ของ Stanley Martin Lieber หรือที่บรรดา Fan Boy รู้จักในชื่อ Stan Lee

มนุษย์ผู้สร้างยอดมนุษย์เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายโรมาเนีย เกิดเมื่อ 28 ธันวาคม 1922 ที่ New York City ในครอบครัวที่บิดาเป็น ช่างตัดเสื้อเพราะฐานะยากจนทำให้ต้องทำงานหลายอย่างหลังเลิกเรียนตั้งแต่เด็ก อาทิ แจกใบปลิว ไปจนถึงคนเปิดประตูโรงหนัง

จากความช่วยเหลือของลุง ทำให้ปี 1939 ได้เข้าทำงาน ใน Timely Comic ด้วยตำแหน่งล่างสุดของวงการการ์ตูนอย่างการเติมหมึก 2 ปีถัดมามีชื่อประดับวงการครั้งแรกในฐานะผู้ใส่ข้อความ (Text Filler) ของ Captain America ฉบับที่ 3 และร่วมสร้าง The Destroyer ตัวละครใน Captain America โดยการลาออกของ Joe Simon บรรณาธิการและ Jack Kurby นักวาดการ์ตูนหลัก ทำให้เขาได้ นั่งเก้าอี้รักษาการบรรณาธิการด้วยวัยเพียง 19 ปี

หลังปลดประจำการณ์จากทหารหน่วยซ่อมบำรุงและกองภาพยนตร์ของกองทัพสหรัฐฯ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงทศวรรษที่ 1950 Lee กลับมารับทำงานที่ Timely Comic อีกครั้ง ซึ่งขณะนั้นเปลี่ยนชื่อเป็น Atlas Comics โดย Martin Goodman บรรณาธิการผู้พิมพ์โฆษณามอบโจทย์ให้เขาจับมือกับ Kurby สร้างทีมยอดมนุษย์มาสู้กับ Justice League ของ D Cค่ายการ์ตูนคู่แข่ง กลายมาเป็นจุดกำเนิดของขบวนการ The Avengers , X-Men และผู้มีพลังเหนือมนุษย์ชื่อดังอีกมากมายอย่าง Spider-Man, Thor และ Iron Man

Stan-Lee
www.metalsucks.net

อีกหลายทศวรรษถัดๆ มา Atlas Comic ซึ่งเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Marvel แล้วก็ประสบกับความรุ่งเรืองและตกต่ำเช่นเดียวกับชีวิตของ Lee ที่ขยับขึ้นไปเป็นผู้บริหาร ออกจากค่าย Marvel ข้ามไปอยู่กับ DC เพื่อช่วยปรับโฉม Superman และ Batman ให้ทันยุคทันสมัย ล้มเหลวกับการสร้างสื่อออนไลน์ จนกลับสู่สามัญด้วยการเปิด POW Entertainment บริษัทที่ เน้นเรื่อง Super Heroเป็นหลัก ตัวละครจากหัวคิดของ “Stan the Man” สามารถเข้าถึงคนอ่านผ่านบุคลิกที่สัมผัสได้ เช่น Spider-Man ที่เนิร์ด ขี้อายและมีปัญหากับแฟนสาว เนื้อเรื่องก็ภูมิหลังมาจากสถานการณ์จริงอย่างขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง แอฟริกัน-อเมริกันอันเป็นที่มาของ X-Men และปัญหาสงครามเย็นใน Iron Man

นอกจากนี้ เจ้าตัวยังร่วมแก้ไขปัญหาสังคมและเข้าถึงคนอ่าน ด้วยการชี้ให้เห็นถึงผลเสียของยาเสพย์ติด และจัดคอลัมน์ตอบปัญหาทางจดหมายตามลำดับ ขณะเดียวกันก็ให้สร้างความภาคภูมิใจและความเป็นเจ้าของให้ทีมงานทุกคนผ่านการขึ้น Credit ในหนังสืออีกด้วย ปัจจุบันปูชนียบุคคลแห่งวงการการ์ตูนยอดมนุษย์มีอายุถึง 92 ปี แต่พลังสร้างสรรรค์ก็ไม่ได้แก่ไปตามสังขาร ยังสร้างตัวละครใหม่ออกมาให้หายคิดถึงและทำให้แฟนนานุแฟนเซอร์ไพรส์ด้วยการปรากฏตัวในภาพยนตร์ที่มาจากการ์ตูนของ Marvel อยู่เป็นประจำ / wikipedia.com,biography.com

tumblr_mvi70pmM8w1rifdvso1_1280
pulpreverie.tumblr.com
3003899-8870942969-the-a
comicvine.com

 

K–Culture พลังคนที่ไม่เคยหยุดสร้างแบรนด์

ท่ามกลางการแข่งขันของสถาบันการเงิน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ยังเป็นแบรนด์อันดับต้นๆ ที่ลูกค้ายังพึงพอใจในหลายๆ ด้าน วิสัยทัศน์ซึ่งชัดเจนของผู้บริหารที่ไม่ยอมหยุดนิ่งในการหาวิธีการเพื่อสร้างโปรดักท์ที่แตกต่างและโดดเด่นและสร้างผลประโยชน์ได้จริง ทำให้พลังของแบรนด์ “กสิกรไทย” ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

แตกต่างและสร้างผลประโยชน์ได้จริง      

   ดร.อดิศวร์ หลายชูไทย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารกสิกรไทย ดำเนินธุรกิจตามยุทธศาสตร์ที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) โดยให้ความสำคัญกับความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า เพื่อนำพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ กระบวนการทำงาน และการพัฒนาช่องทางการให้บริการที่ครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายและประสบการณ์ที่ดีในการใช้บริการ เกิดความผูกพันกับแบรนด์และนึกถึงธนาคารเป็นอันดับแรกเมื่อต้องการใช้บริการทางการเงิน ดังนั้น การสร้างแบรนด์ของธนาคารกสิกรไทย จึงต้องแตกต่างและโดดเด่น ให้คนรู้จัก เข้าใจ และสัมผัสได้จริงผ่านการใช้บริการในทุกช่องทาง ที่สำคัญคือต้องสร้างผลประโยชน์ในทางธุรกิจด้วย

“ในปีที่ผ่านมาเราได้ดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและครอบคลุมการดำเนินธุรกิจทั้งหมด โดยมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมทางการเงินที่สามารถตอบสนองความต้องการสูงสุดของลูกค้าที่ครบวงจรผ่านบริการต่างๆ อาทิ ดิจิตอลแบงกิ้ง ได้แก่ K-Mobile Banking รวมทั้งการให้บริการวางแผนทางการเงิน การให้สินเชื่อแก่บุคคลและธุรกิจ รวมทั้งพัฒนาคุณภาพของพนักงานในทุกจุดของการให้บริการ และสร้างความรู้ ความเข้าใจให้ไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกันทั้งองค์กร นอกจากนี้ ธนาคารยังได้ขยายขอบเขตการให้บริการไปยังกลุ่ม AEC+3 เพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยให้บริการทางการเงินแก่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

นอกจากภาพลักษณ์ในด้านการดำเนินธุรกิจแล้ว ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยใช้แนวทางการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Development) กับผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด ได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ และแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนให้แก่ทุกหน่วยงานเพื่อปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ปรับกระบวนการทำงานภายใน และจัดทำโครงการต่างๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคมและประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาเยาวชน ซึ่งจะเติบโตเป็นกำลังหลักของประเทศไทยในอนาคต และทั้งหมดนี้จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์อันเข้มแข็งให้แก่ธนาคารในฐานะกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่มีความน่าเชื่อถือ มั่นคง มีการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมกับการดูแลสังคมไปพร้อมกัน

 

ยุทธศาสตร์ในการสร้าง The Power of “K”KBANK-C

สำหรับ Key Success ของการสร้างแบรนด์ธนาคารกสิกรไทยนั้น มาจากหลายๆ ปัจจัย ได้แก่

1. การกำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินงานที่ชัดเจน และมีการนำไปใช้ในทุกกระบวนการทำงาน
2. การแบ่งกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนเพื่อให้ลูกค้าทุกกลุ่มได้รับบริการทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ
3. การพัฒนาและสร้างนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการทางการเงินที่ตรงกับความต้องการของ ลูกค้า และสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างทันเหตุการณ์
4. การพัฒนาคุณภาพการให้บริการของพนักงาน
5. การดำเนินงานภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน เพื่อให้การดำเนินของธนาคารโปร่งใส มั่นคง และเติบโตอย่างยั่งยืน
6. การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันของพนักงานทั้งองค์กร

ดร.อดิศวร์ อธิบายว่าการสร้างแบรนด์ของกสิกรไทยไม่ได้มองว่ามีปัญหาหรืออุปสรรค แต่มีสิ่งที่ต้องทำให้ดีขึ้นซึ่งต้องใช้เวลาและจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และรวมไปถึงอนาคต ซึ่งมองเป็นประเด็นหลักๆ ได้แก่

1. การสร้างความรู้ ความเข้าใจกับพนักงานทั้งองค์กรว่า แบรนด์ของธนาคารกสิกรไทยคืออะไร แล้วจะทำอย่างไรเพื่อให้แบรนด์ของเรานั้นเป็นไปตามที่สัญญาไว้กับผู้บริโภค อันนี้ต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดพลังในการผลักดันการสร้างแบรนด์ให้เป็นรูปธรรมอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกจุดให้บริการ ซึ่งเราเรียกว่า K–Culture ประกอบด้วย การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง การร่วมกันเป็นทีมของทั้งองค์กร ความเป็นมืออาชีพ และการริเริ่มสิ่งใหม่
2.
การทำความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องและนำเสนอนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงกับความต้องการนั้น
3. ปรับปรุงคุณภาพในทุกจุดของการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นที่สาขา K-Contact Center อิเล็กทรอนิกส์แบงกิ้ง ผู้ดูแลความสัมพันธ์ลูกค้า ฯลฯ ให้ลูกค้าได้รับบริการที่มีคุณภาพสูงสุด
4. การสร้าง Visibility แบรนด์ของธนาคารไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นกลุ่มเป้าหมายของธนาคารในอนาคต

4.1 การสร้าง Brand Visibility ในสื่อประเภทต่างๆ อาทิ หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ รายการ โทรทัศน์ Out of Home ด้วยการนำเสนอข้อมูลเศรษฐกิจการเงินที่เป็นประโยชน์
4.2 การจัดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการ และทิศทางการดำเนินธุรกิจของธนาคาร
4.3 การเข้าร่วมกิจกรรมทางการเงินที่สำคัญ ได้แก่ Money EXPO SET in The City Thailand Smart Money
4.4 การจัดทำโครงการด้านการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Development)เพื่อแสดงถึงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นในความรับผิดชอบที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อาทิ โครงการเพาะพันธุ์ปัญญา โครงการ KSME Care AFTERKLASS
4.5 การร่วมสนับสนุนโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมของหน่วยงานและองค์การกุศล อาทิ โครงการในพระราชดำริ งานสยามกีฬาอวอร์ด

 

Brand Loyalty ที่ต้องตอกย้ำ

ธนาคารพึงระลึกอยู่เสมอว่าผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินนั้น เป็น Commodity ที่ไม่มีความแตกต่างกันมาก ทุกธนาคารสามารถสร้างและลอกเลียนแบบกันได้ ดังนั้น ความรู้สึกของลูกค้าต่อแบรนด์จึงเป็นสิ่งสำคัญ หากรู้สึกผูกพันหรือชื่นชอบแบรนด์กสิกรไทยก็จะทำให้เรามีคุณค่า เมื่อไรก็ตามที่ลูกค้า ประชาชน ต้องการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน จะนึกถึงกสิกรไทยเป็นธนาคารแรก เพราะมองว่าของเราดี มีคุณภาพ และคุ้มค่ากับการที่ต้องจ่าย แม้จะต้องจ่ายแพงกว่าก็ตาม ดังนั้นเราต้องสร้างความเชื่อมั่น ไว้วางใจของลูกค้าให้ได้

การดำเนินธุรกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางจึงยังต้องดำเนินต่อไป คิดค้น พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินใหม่ๆ รวมทั้งช่องทางการให้บริการต่างๆ ที่ครอบคลุม ตอบสนองความต้องการและสร้างประสบการณ์ที่ดีเลิศให้แก่ลูกค้าทุกกลุ่ม เพื่อสร้างความแตกต่าง ซึ่งต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่มีวันหยุดนิ่ง

  “ธนาคารกสิกรไทยเชื่อมั่นว่าจะการเอาใจใส่ในทุกขั้นตอนการทำงานและการให้บริการนี้ จะทำให้ลูกค้าเชื่อมั่น และรู้สึกผูกพันกับธนาคาร ดังปณิธาน บริการทุกระดับประทับใจ ที่เรายึดมั่นมาตลอดร่วม 70 ปี” ดร.อดิศวร์ กล่าวย้ำ อย่างมั่นใจ

Tony Fernandes : Wind Beneath Broken Wing

เหตุเที่ยวบิน QZ8501 ของ Air Asia ตกกลางทะเลชวาระหว่างเดินทางจากอินโดนีเซียไปสิงคโปร์เมื่อ 28 ธันวาคม ซึ่งคร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือทั้ง 162 คนบนเครื่อง ทำให้สายการบินแห่งนี้เหมือนนกปีกหัก โดยบุคคลสำคัญที่เข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์คือ Tony Fernandes ประธานฝ่ายบริหาร (CEO) ของสายการบิน ซึ่งกล้าออกมาให้ข้อมูลด้วยตัวเอง พร้อมสั่งให้เร่งจัดหาที่พักแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตระหว่างรอความคืบหน้า เปลี่ยนสีหลักของเว็บไซต์สายการบินจากแดงเป็นเทาเพื่อไว้ทุกข์ และทวิตข้อความปลุกปลอบพนักงานที่ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อท่ามกลางวิกฤติ ทำให้ “เขาไม่ต่างจากลมใต้ปีกพยุงนกเจ็บปางตายให้สามารถบินต่อไปได้”  

Tony Fernandes เกิดเมื่อ 30 เมษายน 1964 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในครอบครัวชาวอินเดียเชื้อสายโปรตุเกส อันเป็นที่มาของชื่อภาษาลาตินต่างจากชาวมาเลย์ทั่วไป ทำความรู้จักแวดวงธุรกิจครั้งแรกผ่านการตามแม่ไปขายผลิตภัณฑ์ของ Tupperware ศึกษาระดับอนุบาลและประถมศึกษาในบ้านเกิด จากนั้นข้ามน้ำข้ามทะเลไปอังกฤษเพื่อเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาและปริญญาตรีด้านการบัญชีที่ Epsom College โรงเรียนประจำเก่าแก่ อายุ 160 ปี และใน London School of Economics ตามลำดับ  page

ปี 1987 Fernandes เริ่มงานเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีให้กับสายการบิน Virgin Atlantic ของ Sir Richard Branson อีก 2 ปีถัดมาย้ายไปเป็นนักบริหารการเงิน (Financial Controller) ให้ Virgin Records ค่ายเพลงในเครือ Virgin Group ตลอดยุค 90 มีความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมดนตรีอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากปี 1992 เป็นกรรมการผู้จัดการ (MD) ของ Warner Music มาเลเซียปี 1996 เลื่อนเป็น MD ของ Warner Music เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และขึ้นเป็นตำแหน่งรองประธานองค์กรเดียวกันในปี1999

วิกฤติอุตสาหกรรมดนตรีจากกระแส Download เพลงผลิตกฎหมายและภาวะซบเซาของอุตสาหกรรมการบินจากเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ปี 2001 จุดประกายให้อดีตนักบัญชีผู้มี Branson เป็นต้นแบบ ตัดสินใจกระโจนสู่กิจการสายการบินต้นทุนต่ำด้วยวัย 37 ปีแบบเทหมดหน้าตัก ใช้เงินเก็บของครอบครัวและเงินที่ได้จากจำนองบ้านมาซื้อกิจการของ Air Asia ของรัฐบาล ซึ่งขณะนั้นมีหนี้ท่วมมาบริหารต่อ โดยช่วงเริ่มต้นมีเครื่องบินให้บริการเพียง 2 ลำเท่านั้น

ด้วยประสบการณ์ ความมุ่งมั่น และการบริหารงานแบบเดินวนไปตามโต๊ะพนักงานทุกโต๊ะ (Walk Around) เพื่อสอบถามความคืบหน้าของงาน ทำให้ CEO วัย 50 ปี ผู้เกลียดการนั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง ชุบชีวิต Air Asia ให้กลายเป็นสายการบินต้นทุนต่ำชื่อดังของเอเชียที่ทำกำไรได้อย่างเนื่อง ขยายเส้นทางการบินเพิ่มเป็น 100 แห่งใน 22 ประเทศ และจำนวนพนักงานเพิ่มเป็น 10,000 คน โดยปี 2014 มีตัวเลขผลประกอบการมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 32,000 ล้านบาท) จน Skytrax บริษัทที่ปรึกษาทางการบินชื่อดังของอังกฤษยกให้เป็นสายการบินต้นทุนต่ำดีที่สุดในโลกมาแล้ว 6 ปีซ้อนpage

เพื่อต่อยอดความมั่งคั่งมหาเศรษฐีเจ้าของมูลค่าทรัพย์สิน 650 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 20,800 ล้านบาท) จึงมีกิจการให้บริการอีกมากมาย ไม่จะเป็น Tune Hotel เครือโรงแรมราคาประหยัดภายใต้แนวคิดลดสิ่งฟุ่มเฟือย (No Frill) Caterham ทีมแข่งรถ F1 (ปัจจุบันขายให้กลุ่มทุนสวิสและตะวันออกกลางไปแล้ว) และทีมฟุตบอล Queens Park ‘s Rangers โดยจากสถานะนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเขาทำให้ได้รับบทบาทเป็นพิธีกรในเกมโชว์ The Apparentice Asia เมื่อปี 2013 อีกด้วยสำหรับเป้าหมายต่อไปเจ้าตัวเปรยว่าอยากผลักดันให้ Air Asia กลายเป็นแบรนด์ดังครองใจคนทั่วโลกได้เหมือน Coca-Cola

ส่วนการรับมือกับเหตุเครื่องบินตกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 14 ปี ของสายการบิน Air Asia ที่เน้นเรื่องความรวดเร็วและไม่ลืมให้กำลังใจผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยที่ Fernandes เป็นคนออกหน้าเองนั้น Caroline Sapriel MD ของ CS&A บริษัทที่ปรึกษาการจัดการภาวะวิกฤติชื่นชมว่า “เป็นการแสดงให้เห็นถึงความจริงใจและน่าเชื่อถือ ใช้ช่องทางการสื่อสารทั้งหมดที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด” ขณะที่สมาชิกครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายรายหนึ่งยอมรับว่าประทับใจกับมาตรการช่วยเหลือและไม่กลัวที่หากต้องใช้บริการ Air Asia ในครั้งต่อไป

เรื่อง: ศิวโรจน์ สายแวว

Steve Easterbrook : Golden Arch Recovery

มองให้เป็นวิทยาศาสตร์ การที่คนเก่งเปี่ยมความรู้ความสามารถและถึงพร้อมด้วยประสบการณ์ปรากฏตัวขึ้นเสมอยามเกิดวิกฤติ ไม่ใช่เรื่องของความโชคดี แต่มันคือจังหวะเวลาและคุณสมบัติที่สอดรับกับสถานการณ์ เหมือน Steve Easterbrook ที่มีความเชี่ยวชาญในการคลายวิกฤติของธุรกิจ Fast Food ส่งเขาขึ้นสู่ตำแหน่ง CEO คนใหม่ของ McDonald’s โดยงานเร่งด่วน คือการกอบกู้แบรนด์ร้านอาหารจานด่วนชื่อดังเจ้าของโลโก้ รูปโค้งตัวเอ็มที่อยู่ในช่วงลงจากสารพัดปัญหาที่ประดังเข้ามาตลอดปี 2014 ให้กลับมาเป็นสีทองอีกครั้ง

Steve Easterbrook เกิดและโตที่เมือง Watford ของอังกฤษ แม้จบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติแต่งานแรกที่เลือกทำหลังเรียนจบคือนักบัญชีของ PricewaterhouseCooper บริษัทตรวจสอบบัญชีชื่อดัง ปี 1993 เข้ามาอยู่ใต้ชายคา McDonald’s
ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายงบการเงินพร้อมฝึกอบรมและเรียนรู้งานด้านต่างๆ ใน Hamburger University ศูนย์ฝึกอบรมเพื่อความเป็นเลิศขององค์กรในอีก 18 เดือนถัดมา

อีกสองทศวรรษถัดมา นักบริหารผู้ประกาศตัวว่าเป็นแฟนพันธ์ุแท้ของทีมฟุตบอล Watford F.C. มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ปี 2001ได้ขึ้นเป็นรองประธานกลุ่มสาขาทางตอนใต้ของสหราชอาณาจักร อีก 6 ปีถัดมาขึ้นเป็นประธานกลุ่มสาขาทั้งสหราชอณาจักรและกลุ่มประเทศยุโรปเหนือ โดยผลงานสร้างชื่อช่วงนี้คือการพลิกฟื้นให้สาขาใน “เมืองผู้ดี” กว่า 1,200 แห่ง ให้กลับมาทำกำไรด้วยการปิดสาขาที่ขาดทุน เพิ่มสาขาแฟรนไชส์ ปรับปรุงเว็บไซต์และเพิ่มแนวคิดอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมsteve_3180432b

ความสำเร็จดังกล่าวส่ง Easterbrook ให้ได้นั่งเก้าอี้ Global Chief Brand ในปี 2010 ตำแหน่งใหม่ที่ตั้งขึ้นเพื่อวางแผนการตลาด, ออกแบบเมนูใหม่และค้นหาข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคทั่วโลก แต่ทำได้เพียง 3 เดือนก็ถูกโยกไปเป็นประธาน McDonald’s
ประจำทวีปยุโรปในปี 2010 แม้เป็นตำแหน่งใหญ่ซึ่งมีสาขากว่า 7,000 แห่งใน 39 ประเทศให้ดูแล แต่อาจเพราะเจ้าตัวมองว่าเป็นการลดบทบาทหรืออยากไปหาประสบการณ์นอกองค์กร ทำให้ปี 2011 จึงตัดสินใจลาออกเพื่อไปเป็น CEO ของ PizzaExpress เครือร้านพิซซ่าสัญชาติอังกฤษ ซึ่งเจ้าตัวมีส่วนช่วยให้จำนวนสาขาทั่วโลกเพิ่มจาก 400 แห่งเป็น 600 แห่ง

 

ปี 2012 ย้ายงานอีกครั้งเพื่อไปรับตำแหน่ง CEO ของ Wagamama แฟรนส์ไซส์ร้านราเม็งญี่ปุ่นสมัยใหม่ แต่ที่สุดแล้วก็ได้กลับมาเป็น Global Chief Brand ของ McDonald’s อีกครั้ง

ในปี 2013 โดยคราวนี้ผู้บริหารพ่อลูก 3 เดิน หน้าทำงานเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็น Archenemies ภาพยนตร์โฆษณาแอนิเมชั่นปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้เป็นมิตรขึ้น ออกเมนูสุดหรูเพิ่มเนื้อและผักลูกค้าในออสเตรเลีย และลดความซับซ้อนของเมนูในสหรัฐฯ แม้ Campaign ยังไม่เพียงพอในการดันยอดขายให้กลับมาเพิ่มขึ้นแต่ก็ถือแนวทางปฏิรูปที่น่าสนใจและส่งให้เขาขึ้นสู่ยอดพีรามิดฝ่ายบริหารขององค์กรใหญ่อายุ 75 ปีแห่งนี้สมใจเมื่อ 1 มีนาคมที่ผ่านมา

ตำแหน่ง CEO ที่ Easterbrook รับไม้ต่อจาก Don Thompson มาพร้อมปัญหามากมายทั้งยอดขายตกต่ำ ช่วงขาขึ้นของ Burger King คู่ปรับสำคัญหลังได้คนรุ่นใหม่มาเป็น CEO และ Chipotle คู่แข่งรายใหม่ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น รวมถึงกระแสวิจารณ์จากผู้บริโภคและโภชนากรเรื่องการตอบรับข้อร้องเรียนล่าช้าและเป็นอาหารที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยนอกจากความท้าทายเหล่านี้แล้ว อีกอย่างที่ผู้บริหารวัย 47 ปีจะดำเนินการควบคู่กันไปคือการเข้าถึง Millenail ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักมากขึ้นผ่าน Campaign ดิจิตอลpage

 

เรื่อง: ศิวโรจน์ สายแวว
อ่านเนื้อหาเต็มๆ ได้จาก Marketeer ฉบับที่ 180 เดือน กุมภาพันธ์

กรุงศรี ไปไกลทั่วโลก

แบรนด์ของแบงก์ “กรุงศรี” ที่ถูกถ่ายทอดผ่านแคมเปญ Make Life Simple “เรื่องเงิน เรื่องง่าย” เมื่อประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ธนาคารเป็นที่รู้จักมากขึ้นในภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิม และกำลังกลายเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งรายหนึ่งในภาคการเงินการธนาคารของไทย

ปี 2558 ยังเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่สำคัญขององค์กรแห่งนี้ ซึ่งเป็นผลจากความสำเร็จในการเข้าไปเป็นหนึ่งในบริษัทของกลุ่มการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลกคือ มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียลกรุ๊ป หรือ (MUFG) ที่เป็นผู้ถือหุ้นรายเดียวของธนาคารแห่งโตเกียว-
มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ จำกัด (BTMU) เมื่อปีที่ผ่านมา

จุดแข็งเดิมของแบงก์กรุงศรีกำลังถูกผนึกกับความแข็งแกร่งของ MUFG กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ ซูดาร์โก ฮาร์โซโน่ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านการตลาด มั่นใจว่าแบงก์กรุงศรีจะเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าพึงพอใจ และได้รับความชื่นชอบสูงสุด 1 ใน 3 ในหมวดธนาคารของประเทศไทย และสามารถไต่ระดับขึ้นเป็นอันดับ 1 ใน 3 ของทุกหมวดธุรกิจอย่างแน่นอน

เมื่อ “เรื่องเงิน เรื่องง่าย” เรื่องสร้างแบรนด์ก็ไม่ยาก                

แดน ฮาร์โซโน่ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านการตลาดกล่าวว่า Make Life Simple มาจาก Consumer Insight ที่ลูกค้ามองว่าการทำธุรกรรมทางการเงิน กับทางธนาคารเป็นเรื่องยุ่งยาก ซับซ้อน จึงต้องหาวิธีการสื่อสารให้เห็นว่า “กรุงศรี” มีบริการที่ง่ายๆ และสามารถตอบโจทย์ได้ตามความต้องการ

กรุงศรียุคใหม่สามารถทำธุรกรรมผ่าน Mobile App ที่สะดวก รวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลา การบริการในสาขาก็มีการลดขั้นตอนในการกรอกเอกสารลง นอกจากนั้นยังมีนวัตกรรมทางผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องที่ประสบความสำเร็จมากๆ เช่น “เงินฝากมีแต่ได้” กับ เงินฝาก “ออมทรัพย์ จัดให้” ที่มาพร้อมบัตรเดบิตที่สามารถทำให้ลูกค้าจ่ายบิลต่างๆ ได้ฟรี

  “ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นการสะท้อนว่าเราทำทุกอย่างให้มันง่ายขึ้นได้จริงๆ เป็นการสร้างการรับรู้ และสร้างความใกล้ชิดผูกพันกับลูกค้า ทำให้การเข้ามาทำธุรกรรมทางการเงินของเราเพิ่มขึ้น จำนวนลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น ส่วนลูกค้าเก่าที่เป็นลูกค้าอยู่แล้วก็มาใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่อเงินก็เพิ่มมากขึ้นด้วย”

พร้อมๆ กับความชื่นชอบที่มีต่อแบรนด์ที่มีเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งรับรู้ได้ผ่านการทำวิจัย ทั้งในลูกค้าเดิม รวมไปถึงกลุ่มที่ไม่เคยเป็นลูกค้ามาก่อนด้วยKRUNGSRI-1

แดนกล่าวว่า กลุ่ม Young Generation อาจจะรับรู้เกี่ยวกับภาพลักษณ์ใหม่ๆ ของกรุงศรีมากกว่า Old Generation เพราะว่าผลิตภัณฑ์และสาขาของแบงก์อยู่ในมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง โดยบัตรประจำตัวของนักศึกษาที่ให้บริการจะผูกกับบัญชีในการใช้จ่ายของเขาในมหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันจะมีจำนวน 2 แสนใบ ส่วนกลุ่มคนรุ่นเก่าจะรู้จักผ่านหนังโฆษณาทางทีวี ซึ่งวันนี้หนังโฆษณาของกรุงศรีก็จะเป็นเรื่องราวของความทันสมัย และสนุกสนาน เพื่อดึงดูดความสนใจ

พร้อมๆ กับการสื่อสารแบรนด์ทางออนไลน์ และการทำดิจิตอลแบงกิ้ง ซึ่งไม่ว่าลูกค้าจะเข้ากรุงศรีดอทคอมทางไหนจะเป็นแพลตฟอร์มเดียวกันทั้งหมด รวมทั้งมีบริการ “กรุงศรีกูรู” ให้คำปรึกษาผ่านทางออนไลน์ในเรื่องต่างๆ เช่น ในเรื่องของภาษี เรื่องการบริหารความมั่งคั่ง ให้คำปรึกษาทางด้านหุ้น และการลงทุน

ความสำเร็จทั้งหมดถูกตอกย้ำด้วยผลประกอบการเมื่อสิ้นปี 2557 ที่ส่งผลให้แบงก์เป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ในไทยมีสินเชื่อรวม 1,012 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 837.6 พันล้านบาท และสินทรัพย์รวม 1.2 ล้านล้านบาท

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ “กรุงศรี” ไปไกลทั่วโลก

ภาพของการฉลองประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของกรุงศรีเมื่อเดือนมกราคม 2558 ที่ผ่านมาหลังการควบรวมกับ MUFG ได้สร้างแรงกระเพื่อมไปยังลูกค้าและสถาบันการเงินอื่นๆ ให้หันกลับมาดูยุทธศาสตร์ของแบงก์กรุงศรีอย่างสนใจ

สิ่งที่แบงก์กรุงศรีจะได้จากการผนึกกำลังกันครั้งนี้ก็คือ 1.การเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มงานธุรกิจลูกค้าขนาดใหญ่และลูกค้า SME ของกรุงศรี เพราะทำให้ธนาคารสามารถเป็นพันธมิตรกับบริษัทเอกชนไทยในการเข้าถึงธุรกิจทั่วโลกจากเครือข่ายของ MUFG ที่มีมากกว่า 1,100 แห่งในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก

2. จะได้ข้อมูลงานวิจัยและประสบการณ์ต่างๆ ทางด้านโปรเจ็กท์ไฟแนนซ์ การวิเคราะห์ทางด้านการเงิน การวิเคราะห์ทางด้านการลงทุนต่างๆ

3. ลูกค้าองค์กรสามารถขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่มีสาขาของ MUFG ได้ง่ายขึ้น

4. ลูกค้าต่างประเทศของ MUFG สามารถขยายการทำธุรกิจมายังประเทศไทยได้ง่ายขึ้น   และยังมีโอกาสเป็น Hub ของอาเซียนด้วย

5. สร้างความแข็งแกร่งในเรื่องรีเทลยิ่งขึ้น เพราะลูกค้าในหลายประเทศทั่วโลกสามารถเปิดบัญชีขอบัตรเครดิตกับสาขาที่เมืองไทยได้เลยที่ประเทศของเขา เพื่อให้การเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยง่ายขึ้น

ในเร็วๆ นี้แคมเปญใหม่ของแบงก์กรุงศรีจะออกมาเพื่อสื่อสารให้ลูกค้าได้รับรู้ว่า ผลจากการผนึกกำลังร่วมกันครั้งนี้จะช่วยลูกค้าได้อย่างไรบ้าง เป็นแคมเปญที่แบงก์ต้องการโฟกัสไปยังลูกค้ากลุ่มธุรกิจเป็นหลัก

ยุทธศาสตร์ทุกเรื่องของแบงก์กรุงศรีอยู่ภายใต้แคมเปญพื้นฐาน เรื่องเงิน เรื่องง่าย ที่จะสะท้อนไปยังผลิตภัณฑ์ทุกตัวที่ออกมาของลูกค้าทางฝั่งรีเทล ส่วนลูกค้าทางด้านองค์กรเอง สิ่งที่จะดัดแปลงคือทำให้เรื่องการเงินของการทำธุรกิจ หรือการทำธุรกิจเป็นเรื่องง่าย ด้วยการทำความเข้าใจกับลูกค้าแต่ละราย และหาทางออกให้กับลูกค้ารายนั้นๆ โดยเฉพาะ     ทั้งหมดคือความท้าทายที่ทุกคนในองค์กรของกรุงศรีเองก็ต้องผนึกกำลังร่วมกันเพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้ เช่นกัน

 

เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล

อ่านเนื้อหาเต็มๆ ได้จาก Marketeer ฉบับที่ 181 เดือน มีนาคม