Category Archives: The Exclusive

Travis Kalanick : Phoenix Inside

ความแกร่งของคนวัดจากอะไร? หากคำตอบคือการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค โชคชะตา รวมไปถึงผู้มีอำนาจ ก็นับได้ว่า Travis Kalanick คือคน “ธาตุแกร่ง” อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะตลอดเส้นทางการเป็นผู้ประกอบการ บททดสอบทั้ง 3 นี้ก็โถมเข้าใส่เขานับไม่ถ้วนและยิ่งหนักหนาขึ้นเมื่อนั่งเก้าอี้ CEO ของ Uber แอพเรียกแท็กซี่ชื่อดังซึ่งแม้จะทำให้ท้อบ้างแต่ก็ไม่สามารถทำให้เขาถอยเลยสักครั้ง เหมือนนกฟินิกซ์ที่ไม่ว่าจะเจอเปลวไฟร้อนแรงเผาไปกี่ครั้ง ก็กางปีกบินออกมาจากกองเถ้าถ่านได้ทุกครั้งไป

“วิหคเพลิงแห่งวง Sharing Economy” เกิดเมื่อ 6 สิงหาคม 1976 ในย่าน Northridge ของนคร Los Angeles รัฐ California สหรัฐฯ มีพ่อเป็นวิศวกร ส่วนแม่เป็นฝ่ายขายของ Los Angeles Daily News หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของรัฐบ้านเกิด ความสามารถด้านการคำนวนและการโน้มน้าวใจคนทำให้เขาหาเงินใช้เองได้ตั้งแต่เด็กผ่านการเป็น Salesman ขายมีดทำครัวแบบเคาะประตูตามบ้าน ถัดมาในวัย 18 ปีเป็นเจ้าของกิจการครั้งแรกด้วยการเปิดคอร์สเพิ่มคะแนนสอบความถนัดทางการศึกษา (SAT) ในชื่อ New Way Academyซึ่งรับประกันว่าผู้เข้าเรียนจะมีคะแนน SAT เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน โดยนักเรียนคนแรกมีคะแนนเพิ่มขึ้นถึง 400 คะแนน

แม้มีทักษะที่เอื้อประโยชน์ต่องานขายจนเพื่อนวัยเรียนเชื่อว่า “เขาคงเอาดีได้แน่หากเป็น Salesman” แต่หลังจบมัธยมปลาย Kalanick กลับเลือกศึกษาต่อคณะคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัย University of California Los Angeles (UCLA) และที่นี่เอง เขาได้ตั้งโปรเจค Scour เว็บไซต์ค้นหาข้อมูล (Search Engine) แบบแบ่งปันไฟล์สื่อบันเทิงร่วมกับ Micheal Todd และ Vince Busam เพื่อนร่วมชั้นเรียนเมื่อปี 1998ซึ่งมีแววรุ่งจนเจ้าตัวตัดสินใจหันหลังให้วงการศึกษาเพื่อต่อยอดเป็นบริษัท ทว่าการถูกสมาคมผู้ประกอบกิจการบันทึกเสียงแห่งอเมริกา (RIAA) และองค์กรผู้จัดพิมพ์สื่อดนตรีแห่งชาติ (NMPA) ร่วมกันฟ้องร้องทำให้บริษัทต้องปิดตัวลงในอีก 2 ปีถัดมาพร้อมคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จากศาลและการล้มละลาย

Uber CEO 2

หนุ่มแคลิฟอร์เนียผมสีดอกเลาไม่ปล่อยให้ความท้อกัดกินกำลังใจนาน โดยในปี 2001 เจ้าตัวร่วมกับทีมวิศวกรจาก Scour และ Toddตั้ง Red Swoosh บริษัทซอฟท์แวร์ด้านเครือข่ายที่ใช้ขยายความกว้างของช่องสัญญานอินเตอร์เน็ต (Bandwidth) เพื่อประโยชน์ในการถ่ายโอนข้อมูลขนาดใหญ่รวมไปถึงไฟล์เพลง แต่ปัญหาสารพัดที่ถาโถมเข้ามา ทั้งการเสียชีวิตของนักลงทุนรายใหญ่ระหว่างเหตุวินาศกรรม 11 กันยายนปี 2001 ความขัดแย้งของฝ่ายบริหารและการขาดเงินทุนหมุนเวียนทำ ให้ในปี 2007 Kalanick ต้องตัดสินใจขาย Red Swoosh ให้ Akamai Technologies อย่างเจ็บปวดด้วยเงิน 1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 38.4 ล้านบาท) โดยหลังหักลบกลบหนี้ทำให้ส่วนแบ่งราว 900,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 28.8 ล้านบาท) ที่เขาได้เหลือเพียง 300,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 9.6 ล้านบาทเท่านั้น)

ด้วยเงินจำนวนนี้ทำให้อดีตนักศึกษา UCLA เจ้าเสน่ห์ที่เคยมาใช้ชีวิตช่วงหนึ่งอยู่ในไทยเพื่อประหยัดลดค่าครองชีพ เสาะหาช่องทางทำธุรกิจอีกครั้งซึ่งที่สุดก็มาลงเอยกับ Uber หลังเขาและ Gareett Camp จำใจเดินกลับที่พักในคืนหิมะตกหนักของกรุง Parisระหว่างไปร่วมฟัง LeWeb การสัมนา Start Up ด้านเทคโนโลยีเมื่อปี 2008 เพราะหาแท็กซี่ไม่ได้เลย โดยในอีก 2 ปีบริษัทก็เป็นรูปเป็นร่างและเปิดให้บริการในนคร San Francisco เป็นที่แรก โดยในส่วนของการบริการผู้ใช้ที่มีบัญชีบัตรเครดิต เพียงโหลดแอพ Uber จาก App Store หรือ Google Play แล้วกดเรียกแท็กซี่ ซึ่งพิกัด GPS ของ Smartphone จะช่วยให้พลขับพารถมายังพิกัดของผู้ใช้ในเวลาไม่นาน และหลังใช้บริการทั้งคนขับและผู้ใช้ยังสามารถให้บริการกันและกันเพื่อประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่ายด้วย

Uber CEO 3

ปัจจุบัน Uber มีให้บริการอยู่ตาม 200 เมืองใน 53 ประเทศทั่วโลก มียอดเรียกใช้กว่า 1 ครั้งต่อวัน ทำรายได้เข้าสู่องค์กรถึง 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 640 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์จนมูลค่าบริษัทสูงถึง 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 576,000ล้านบาท) แต่ปัญหาก็เพิ่มขึ้นมากมายเป็นเงาตามตัว โดย CEO วัย 38 ปีก็ใช้วิธีจัดการกับปัญหาต่างๆแบบดุดัน เช่น ให้ Brand Ambassador เรียกแท็กซี่ผ่านแอพของ Lyft บริษัทคู่แข่ง แต่เมื่อรถมาถึงกลับไม่ขึ้นแล้วหันไปใช้บริการของ Uber แทน พร้อมทวิตข้อความเย้ยหยันอย่างเจ็บแสบว่า “คงเป็นได้แค่ของปลอมทำเหมือน (Clone)” หรือการไม่ยี่หระต่อการประท้วงของสมาคมคนขับแท็กซี่ในแต่ละประเทศเพราะมั่นใจว่ารายได้ที่สูงกว่าทำให้มีคนอีกมากที่อยากมาเป็นพลขับของ Uber เห็นได้จากพลขับในสังกัดประจำมหานคร New York ทำงานเพียง 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ก็มีรายได้เฉลี่ยถึง 90,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 2.8 ล้านบาท) ต่อปีต่างจากรายได้เฉลี่ยของคนขับแท็กซี่เมืองนี้ซึ่งอยู่ที่เพียง 38,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 1.2 ล้านบาท) เท่านั้น รวมไปถึงการเดินหน้าทำธุรกิจในแต่ละประเทศโดยไม่ขออนุญาตรัฐบาลเพราะเห็นว่าฝ่ายปกครองในประเทศต่างๆ มักออกกฏที่ปิดกั้นความก้าวหน้าในการทำธุรกิจ

สำหรับวิสัยทัศน์ในอนาคต Kalanick ซึ่งปัจจุบันครองตำแหน่งบุคคลรวยสุดอันดับที่ 290 ของสหรัฐฯ ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 96,000 ล้านบาท) ตามการจัดอันดับของนิตยสาร Forbes เผยว่า อยากพัฒนา Uber ให้เป็นระบบขนส่งมวลชนที่ทำงานได้ราบรื่น ตามกลไกของระบบเศรษฐกิจที่สร้างความพึงใจให้ผู้ใช้ได้ในทันที (Instant Gratification Economy) รองรับการใช้ชีวิตแบบ Remote Control ที่สินค้และบริการทุกอย่างมาอยู่ตรงหน้าเพียงแค่กดปุ่ม นอกจากนี้ยังต้องการขยายองค์กรให้ใหญ่ขึ้นจนเทียบเท่าบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี อย่าง Google Amazon หรือ Ebay อีกด้วย

ที่มา : vanityfair.com ,businessinsider.com ,wikipedia.com

“ดำรงค์ พิณคุณ” จากนักปั้นฝัน สู่เส้นทางหนังสือโลก ที่มีผลงานเขียนสู่สายตานักอ่านกว่า 44 ประเทศ 7 ภาษา

ดำรงค์ พิณคุณ นักธุรกิจหนุ่ม ในตำแหน่งประธานกรรมการ เครือบริษัท เรสเตอร์ กรุ๊ป เจ้าของธุรกิจเก้าอี้นวดเพื่อสุขภาพเจ้าแรกในประเทศไทย  ด้วยเงินลงทุนการทำธุรกิจ 300,000 บาท ในวัยเพียง 26 ปี  กับแนวคิดการมองธุรกิจแบบล่วงหน้าและมีแบบแผน ทำให้ธุรกิจเก้าอี้นวดเรสเตอร์ประสบความสำเร็จอย่างมากจนเป็นผู้นำในตลาดธุรกิจเก้าอี้นวดอันดับหนึ่งของไทยติดต่อยาวนานกว่16 ปี   
 
ความฝันทำให้…ผมเดินหน้าได้ และทุกคนก็ทำได้เช่นกัน เมื่อ ดำรงค์ พิณคุณเปลี่ยน ความฝันให้เป็น เป้าหมายก้าวสู่ความสำเร็จทั้งในบทบาทนักบริหาร  สู่บทบาทของนักเขียน เพื่อแบ่งปันความรู้ความสามารถ สู่ตัวหนังสือ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของงานเขียน
 
คุณดำรงค์ กล่าวว่า  นักเขียนเป็นเส้นทางที่สามารถถ่ายทอดความรู้ได้ในวงกว้าง  เพื่อที่จะเป็นจุดๆ หนึ่ง ในการเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนทัศนคติ  ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตให้กับผู้คนที่ได้อ่าน  และนี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็น ความสุข…สุขจากการแบ่งปัน กับบุคคลต่างๆ ที่อาจจะเป็นประโยชน์และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันหรือใช้ในการทำงานได้ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการมีชีวิต นั่นคือ ความสุขซึ่งความสุขที่แท้จริงที่ได้ค้นพบนั้นก็ไม่ได้อยู่ไกลตัวเลย
ดำรงค์  พิณคุณ เดินตามความฝันสู่เส้นทาง นักเขียนโดยรวบรวมประสบการณ์ความรู้ความสามารถ ถ่ายทอดแนวคิดความสุขจากใจที่คิดบวกในสไตล์ของ ดำรงค์ พิณคุณ พร้อมบุกตลาดหนังสือด้วยตนเอง ทั้งออกแบบรูปเล่ม  งานกราฟิกอันเป็นเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เต็มเปี่ยมด้วยไอเดียสร้างสรรค์   งานเขียนที่ใช้เทคนิคเฉพาะตัว เรียกว่าทุ่มเททำทุกอย่างด้วยตนเอง     ผลงานเขียนเล่มแรกชื่อว่า เกาสมอง มีเนื้อหาเกี่ยวกับทัศนคติ การพัฒนาจิตใจ การเสริมสร้างแง่คิดเชิงบวก ตีพิมพ์จำหน่ายมากถึง 22 ครั้ง  นอกจากนี้ผลงานเขียนเรื่อง สุขใหม่ หัวใจเดิม กับทฤษฎีความสุขฉบับพกพา สามารถสร้างกระแสความสุขจากใจที่คิดบวก ที่มียอดจำหน่ายมากกว่า 200,000 เล่ม โดยใช้เวลา ไม่ถึง 1 สัปดาห์ ซึ่งปัจจุบันคุณดำรงค์ได้ฝากผลงานเขียนภาษาไทยไว้กว่า 60 เรื่อง แบ่งหนังสือออกเป็น  2 ประเภท คือ
 1) แนวทางการบริหารธุรกิจ ทั้งการบริหารจัดการ / การวางกลยุทธ์ / การตลาด
 
             2) แนวทางการพัฒนาตนเอง / การพัฒนาแนวคิด / เพิ่มศักยภาพในตนเอง
ดำรงค์ กล่าวต่อไปอีกว่า  หลังจากที่ได้แบ่งปันความรู้ผ่านตัวหนังสือแล้ว ยังอยากจะเพิ่มเติมการแบ่งปันเรื่องราวต่างๆ นี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการเป็นวิทยากร ผู้สร้างแรงบันดาลใจ แง่คิดเชิงบวก การวางกลยุทธ์ การตลาดสร้างสรรค์ และเทคนิคการขาย รวมทั้งเป็นผู้คิดค้นหลักสูตรกลยุทธ์การบริหารความสำเร็จ “The Success ความสำเร็จออกแบบได้   / หลักสูตรการตลาดเชิงสร้างสรรค์ “Creative Marketing” และ  Walk with me”  ที่จัดมาแล้วกว่า 29 รอบ สร้างแรงบัลดาลใจให้หลายล้านคนต่อปี เพราะเชื่อว่า
 
การคิดบวก เป็นจุดเริ่มต้นของ ความสุข
และ ความสุข เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ
ก่อนที่คิดจะเปลี่ยนทุกอย่าง ขอให้เริ่มต้นเปลี่ยนที่ความคิดก่อน
 
จุดเด่นผลงานของคุณดำรงค์ ในฐานะนักบริหารที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ ตลอดจนเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตลาดระดับชั้นนำของประเทศ ทำให้ผลงานเขียนได้รับความสนใจจากต่างประเทศ จนปัจจุบันได้แปลหนังสือฉบับภาษาไทยที่ตนเขียนมาแล้วนั้น 60 เรื่อง เป็นหนังสือฉบับภาษาอังกฤษกว่า 32 เรื่อง  และได้นำไปแสดงในงานหนังสือระดับนานาชาติที่ London Book fair ประเทศอังกฤษ และ Frankfurt Book Fair ประเทศเยอรมนี ซึ่งทำให้ผลงานเขียนคุณดำรงค์ ได้รับการติดต่อซื้อลิขสิทธิ์แปลเป็นภาษาต่างประเทศแล้ว 7 ภาษา ได้แก่ ภาษาอิตาเลี่ยน (ประเทศอิตาลี) / ภาษารัสเซีย (ประเทศรัสเซีย) / ภาษาจีน (ประเทศจีน) / ภาษาโปรตุเกส (ประเทศบราซิล) / ภาษาเช็ก (สาธารณรัฐเช็ก) และภาษาญี่ปุ่น (ประเทศญี่ปุ่น)  และ มีตัวแทนจำหน่ายหนังสือภาษาอังกฤษ กว่า 44 ประเทศทั่วโลก
 
คุณดำรงค์ กล่าวว่า  เป็นความรู้สึกภูมิใจที่ได้ถ่ายทอดความรู้ความสามารถและแนวคิดในฐานะนักเขียนคนไทยสู่สายตาผู้อ่านทั่วโลก และได้ผลการตอบรับที่ดีจากต่างประเทศ โดยเฉพาะหนังสือ ที่เกี่ยวกับ Business และ Self Improvement  ถึงแม้ว่าตลาดหนังสือในไทยค่อนข้างซบเซา แต่ตรงกันข้ามกับตลาดต่างประเทศที่นิยมอ่านหนังสือให้ความรู้เป็นรูปเล่ม และนิยมหนังสือแฟชั่น /ไลฟ์สไตล์ ผ่านสื่อออนไลน์ และที่ตนภูมิใจไปมากกว่านั้นคือต่างชาติให้ความสนใจทั้งผลงานเขียนและคุณภาพของสิ่งพิมพ์ที่ตนได้นำเสนอ ทำให้ได้รับการสั่งซื้อ และสั่งผลิตในประเทศไทยเป็นจำนวนมากอีกด้วย 
 
คุณดำรงค์ กล่าวเสริมต่อว่า  ที่สำคัญที่สุดของการใช้ชีวิต คือ การทำทุกอย่างอย่างมีความสุข เพราะผมทำให้ทุกๆ วัน  ของผมคือ วันสุข”…  แม้ว่าธุรกิจหนังสือในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตน้อยลง จากเมื่อปีก่อนๆ โดยมูลค่าตลาดรวมหนังสือเล่มอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโต 5 – 10% แต่ในปี 2015 นี้ มูลค่าตลาดรวมของหนังสือเล่ม ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เหลือเพียง 20,000 ล้านบาท เพราะพฤติกรรมการอ่านของคนไทยเปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยใช้เวลาในการอ่านหนังสือ วันละ 40 นาทีต่อวัน เหลือเพียง ไม่เกิน 30 นาที ต่อวัน และหันไปอ่านหนังสือผ่านโลก Social เพิ่มขึ้น ทำให้ค่ายหนังสือ และตัวแทนจำหน่ายหันมาทำหนังสือออนไลน์ หรือ  e-book เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป แต่สำนักพิมพ์ดำรงค์ พิณคุณ  ยังยืนยันมอบผลงานเขียนที่ดีทั้งคุณภาพงานเขียน และคุณภาพงานพิมพ์ โดยคัดสรรสิ่งดีที่สุดให้กับลูกค้าแล้วยังขอส่งเสริมการอ่านเพื่อเพิ่มความรู้ และสิ่งดีๆ ให้กับสังคมต่อไปสุดท้ายแล้วแม้ว่าต้นทุนการพิมพ์จะสูงขึ้น และรายได้จากการขายในประเทศน้อยลงก็ตาม แต่ตลาดต่างประเทศกลับให้ความสนใจเรื่องงานเขียนและงานพิมพ์ในไทยสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ทำให้สำนักพิมพ์มีแนวทางการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้น
 
หนังสือใหม่ที่วางจำหน่ายในเดือนตุลาคม  และงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 20 นี้   จะประกอบด้วย ผู้นำล้ำลึก Leader Secret  / ผู้นำต้นแบบ The Best Leader  /  ผู้นำชั้นครู  Good Work Good Life และ อะไรอยู่ในหัว ซึ่งเตรียมวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายนนี้  สำนักพิมพ์ “ดำรงค์ พิณคุณ”  ยังมีแผนตีพิมพ์หนังสือใหม่ในปี 2016 รวม 12 ปก หรือเฉลี่ยเดือนละ 1 เล่ม โดยได้ปรับรูปแบบงานเขียนให้มีความสวยงามโดดเด่น ไม่น่าเบื่อ เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภค 
 
เป้าหมายการตลาด เตรียมขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศให้ได้ 77 ประเทศ  ภายใน ปี 2020 โดยตั้งใจนำผลงานเขียนไปแสดงที่งาน Book Fair ต่างๆ ติดต่อกัน 3 ปี ทั้งในโซนยุโรป และ โซนอเมริกา  พร้อมทั้งได้พัฒนา Application : Damrong Pinkoon เพื่อรองรับตลาดในยุคของดิจิทัล  ซึ่งใน Application : Damrong Pinkoon มีทั้งหนังสือรูปแบบ e-book ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น และ VDO HD  รายการ Marketing idea ที่ผมเป็นผู้ดำเนินรายการ และเป็นผู้ผลิตรายการ
 
หาซื้อหนังสือของสำนักพิมพ์ “ดำรงค์ พิณคุณ”  ได้ที่ร้าน Asia Books, SE-ED, B2S, นายอินทร์ และ Kinokuniya พร้อมทั้งติดตามผลงานการเป็นพิธีกรของคุณดำรงค์ได้ในรายการ Marketing Idea  ทางช่อง True Money Channel ทุกวันเสาร์ เวลา 10.30-11.00น. ช่อง True Plook Panya  ทุกวันอาทิตย์ เวลา 22.00-22.30 น. และ เฟซบุ๊ค www.facebook.com/damrongpinkoon

ฟิล์ม รัฐภูมิ ขอพักธุรกิจออฟไลน์ไว้ก่อน แล้วมาลุยที่แอพพลิเคชั่น

 

เรียกได้ว่า ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ เป็นดาราอีกท่านหนึ่งที่ผันตัวเองมาสู่นักธุรกิจ จากที่ผ่านมาเขาได้เปิดธุรกิจที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น บริษัททัวร์ ขายปากกา คลินิกความงาม และอื่นๆ ซึ่งเขายอมรับว่าที่ผ่านมาธุรกิจของเขามีทั้งรุ่งและร่วงตามช่วงเวลา

ฟิล์มยอมรับกับ Marketeer ว่าธุรกิจที่ผ่านมาของเขาเป็นธุรกิจที่หยุดไม่ได้ ถ้าหยุดคือธุรกิจไม่เดิน และเขาต้องการธุรกิจที่ทำให้เขาสามารถหยุดพักได้บ้าง อย่างเช่นธุรกิจไอทีที่ดำเนินธุรกิจจากการสร้างเครือข่าย

Pay All จึงเป็นธุรกิจแรกของฟิล์มที่หันมาสู่ธุรกิจไอทีแอพพลิเคชั่น ซึ่งการเข้ามาในธุรกิจแอพพลิเคชั่นของฟิล์มนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากความชอบเป็นการส่วนตัว อีกส่วนหนึ่งมาจากการพฤติกรรมในการชำระค่าสินค้าและบริการที่เปลี่ยนไปผู้บริโภคในหลากหลายประเทศสู่การใช้งาน Mobile Payment มากขึ้น ซึ่งเขาเห็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่าง Pay Pal ตัวกลางในการชำระเงินระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก

Pay All เป็น Mobile Lifestyle แอพพลิเคชั่น ที่ผสมผสานระหว่างธุรกิจ MLM, Shopping online และ Mobile Payment เข้าด้วยกัน มีจุดกำเนิดจากการพูดคุยกับนักการตลาดแอพพลิเคชั่นในอเมริกาจนเกิดไอเดียในการรวมสินค้า บริการ และการชำระเงินไว้ในแอพพลิเคชั่นเดียวกันและใส่เสน่ห์ความเป็น MLM เข้าไปเพื่อให้ผู้บริโภคมีส่วนหนึ่งกับแบรนด์ และสร้าง Loyalty ให้เกิดขึ้น”

ฟิล์มเล่าให้ฟังว่าเขาเริ่มพัฒนา Pay Allมาตั้งแต่ปี 2556 ด้วยงบพัฒนาทั้งหมด 50 ล้านบาท และเทสระบบจนมั่นใจในความเสถียรในการให้บริการ เพราะเขามองว่าถ้าระบบ Mobile Paymentไม่มีความเสถียรจะไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้

และด้วยความเป็นหน้าใหม่ในวงการ ที่มาพร้อมกับบริการที่ถือว่าเป็นเทรนด์ที่ใหม่มากในประเทศไทย ฟิล์มจึงสร้างความเชื่อมั่นกับแบรนด์พาร์ทเนอร์ในแต่ละรายด้วยการเข้าไปแนะนำบริการด้วยตัวเอง

ฟิล์ม รัฐภูมิ เป็นผู้เข้าไปดิลกับแบรนด์ด้วยตัวเอง เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการทำตลาด และได้เรียนรู้ถึงข้อจำกัดในการชำระเงินของประเทศไทยที่แตกต่างจากอเมริกาอยู่มาก และค่อยปรับเพื่อให้เหมาะสมกับคนไทยมากขึ้น”

ในปีแรกของการให้บริการ Pay All มีบริการ 4 บริการหลักได้แก่ 1.เพย์ดิล รวมส่วนลดพิเศษ 2.เพย์ช็อป แหล่งรวมสินค้าแบรนด์เนม3. เพย์แคช ชำระค่าสินค้า บริการตามร้านอาหารและร้านค้า 4.เพย์บิล บริการจ่ายบิลต่างๆ โดยกลุ่มเพย์บิล เป็นกลุ่มที่มีการใช้งานสูงสุด

ถึงแม้ว่าฟิล์มคือเซเลป ที่ใครๆ ก็รู้จัก แต่การเป็นเซเลปไม่ได้แปลว่าจะสามารถดันธุรกิจออนไลน์ให้เติบโตอย่างรวดเร็วได้เสมอไป เขายอมรับว่าช่วงแรกของการเปิดตัวเขามองตลาดผิดคาดไปมาก

ตอนซอฟ์ลอนซ์ได้ใช้พลังของเพื่อนดาราในวงการช่วยโปรโมทผ่าน IG และโซเชียลอื่นๆ เพื่อนแต่ละคนมีแฟนคลับติดตามเป็นหลักแสนและหลักล้าน คิดว่าถ้าแฟนคลับช่วยกันสมัครยอดสมาชิก 1 ล้านคนเพียงไม่กี่วันก็สามารถทำได้แล้ว แต่ผิดคาดเพราะระยะเวลา 2 เดือนหลังซอฟท์ลอนซ์กลับมียอดสมาชิกเพียง 30,000 กว่ารายเท่านั้น”

เรียนรู้ว่าแฟนคลับเป็นบุคคลที่ติดตามผลงาน แต่ไม่จำเป็นต้องลูกค้าเสมอไป และได้ปรับเปลี่ยนแผนใหม่ เน้นการโปรโมทผ่านสื่อต่างๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์สร้างการรับรู้และดึงดูดด้วยแคมเปญชิงโชค และส่วนลดต่างๆ ที่พิเศษกว่าผู้ให้บริการรายอื่น และเชื่อมั่นว่าน่าจะมาถูกทางและเพิ่มยอดสมาชิก 1 ล้านได้ในสิ้นปี”

ทั้งนี้ธุรกิจ Pay All เน้นสร้างตลาดจากระบบสมาชิกเหมือน MLM โดยผู้ที่สมัครเป็นสมาชิกจะได้สิทธิ์รับส่วนลดเมื่อซื้อสินค้า ในกรณีที่ซื้อสินค้าหรือชำระค่าบริการต่างๆ ผ่าน App Pay เดือนละ 1,600 บาท และได้รับส่วนลดเพิ่มขึ้นเมื่อแนะนำสมาชิกให้กับคนอื่น รวมถึงเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าใน Pay All ได้

และอนาคต Pay All จะสร้างความว๊าวให้กับวงการแอพพลิเคชั่นไทยได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องดูกันระยะยาวเพราะฟิล์มบอกว่าเขาได้ถือคติในการทำงานแบบ แจ็ค หม่า คือกำไรน้อยแต่ขอสมาชิกมากก็พอ เพราะยอดสมาชิกคืออำนาจในการต่อรองกับแบรนด์ต่างๆ ที่มีมากขึ้น

เรื่องเล่าของ ‘แจ็ค หม่า’ ชายผู้เสาะหาโอกาส

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เมื่อพูดถึงชื่อ Alibaba คนอาจจะนึกว่าเป็นชื่อหนังอินเดีย แต่ในยุคปัจจุบันเมื่อได้ยินชื่อนี้ปุ๊ป ทุกคนจะนึกถึงเว็บช็อปปิ้งออนไลน์ที่มียอด UIP สูงสุดของโลก ที่ก่อตั้งโดย แจ็ค หม่า(Jack Ma) และในงานสัมนา World Economic Forum เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2015 แจ็ค หม่า ได้เปิดเผยไอเดีย แนวคิด และสิ่งที่เขาตกผลึก ตลอดชีวิตการทำงานของเขา

ซึ่งฟังแล้วอาจจดูตลก สนุก… แต่แฝงไปด้วยข้อคิดมากมาย

ทำตัวให้ชินกับคำปฏิเสธ

หากใครคิดว่าคำปฏิเสธ เป็นเรื่องล้มเหลวล่ะก็คิดใหม่ได้เลย เพราะแจ็ค หม่า นั้นเรียกได้ว่าโดนปฏิเสธนับครั้งไม่ถ้วน และแม้แต่ตอนที่ Alibaba ประสบความสำเร็จมากแล้ว ก็ยังมีอีกหลายคนไม่เห็นด้วยกับไอเดียของเขา เพราะฉะนั้นแล้ว ทำตัวให้ชินกับคำปฏิเสธซะ เพราะหากสิ่งที่เราทำนั้นมันไม่มีใครเคยทำมาก่อน ย่อมไม่มีใครเห็นด้วยอยู่แล้ว

“โดยตอนที่ KFC มาจีน ผมก็ไปสมัครงานที่นั่น ในวันนั้นมีคน 24 คนไปสัมภาษณ์งาน มี 23 คนได้งาน ส่วน อีก 1คนไม่ได้ ผมเป็นคนนั้น และ Harvard University ก็เคยปฏิเสธที่จะรับเขาเข้าเรียนถึง 10 ครั้ง” แจ็ค หม่า กล่าวถึงอดีตด้วยรอยยิ้ม

 

ถ้าโอกาสไม่มา เราก็ต้องออกไปหามัน

ในตอนที่แจ็ค หม่า อายุ 12-13ปี เขาชอบภาษาอังกฤษ และอยากเรียนภาษาอังกฤษมากๆ แต่สมัยนั้นไม่มีหนังสือแบบเรียน หรือโรงเรียนภาษาอย่างเป็นทางการ ถ้าจะเรียนภาษาอังกฤษจริงๆ ต้องทำยังไง?? แจ็ค หม่าก็ไปที่โรงแรมHangzhou Shangri-La Hotel เพื่ออาสาไปเป็นไกด์ฟรีที่ และประสบการณ์ตรงนี้เองที่เปิดความคิด ทัศนคติจากคนทั่วทุกมุมโลกให้แก่เขา

 

ที่มา : Word Economic Forum

 

Sundar Pichai : The New Googler Raja

เป็นธรรมดาขององค์กรใหญ่ที่ข่าวการเปลี่ยนผู้บริหารย่อมได้รับความสนใจ แต่ข่าวการขึ้นสู่ตำแหน่งซีอีโอ Google ของ Sundar Pichaiเมื่อ 15 สิงหาคม ความสนใจถูกยกระดับขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เพราะเป็นข่าวของบริษัทเทคโนโลยีชื่อดังที่เกิดขึ้นท่ามกลางการปรับโครงสร้างบริษัทครั้งใหญ่ และที่สำคัญนี่คือชาวอินเดียคนล่าสุดที่ได้นั่งเก้าอี้ผู้บริหารองค์กรเทคโนโลยีระดับโลก ถัดจาก Satya Ndella ซีอีโอ Microsoft และ Shantanu Narayen ประธานฝ่ายบริหารของ Adobe System

Pichai เกิดเมื่อปี 1972 ที่เมืองเชนไน รัฐทมิฬนาฑู บิดาเป็นวิศวกรระบบไฟฟ้าบริษัทอังกฤษ ส่วนมารดาเป็นอดีตนักเชาวเลขที่ลาออกมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว ความยากจนบังคับให้สมาชิกครอบครัวทั้ง 4 (Pichai มีน้องชายอีกคน) ต้องอาศัยอยู่ด้วยกันให้ห้องเช่ารังหนู โดยที่พ่อต้องเก็บเงิน 3 ปีกว่าจะมีจักรยานยนต์คันแรกไว้ใช้และกว่าจะคนในบ้านจะโทรศัพท์เครื่องแรกใช้กัน Pichai ก็อายุ 12 ปีแล้ว

ราชาองค์ใหม่บนบัลลังก์ Search Engine ของเหล่า Googler (พนักงาน Google) มีนิสัยไฝ่รู้ทางคณิตศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก โดยพ่อของเขาเล่าว่าลูกชายคนโตมักจะสอบถามถึงงานในโรงงานทุกคืน ทั้งที่เป็นเรื่องทางเทคนิคเกินความรู้ของเด็กวัยเดียวกัน ความไฝ่รู้ทำให้ Pichai มีผลการเรียนดีอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมโลหการจาก Indian Institute of Technology Kharagpur โดยอาจารย์ที่ปรึกษาแนะนำให้เขาสอบชิงทุนปริญญาโทสาขาวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมที่ Stanford มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ

Sundar 1

แน่นอนว่าคนหัวดีอย่าง Pichai สอบชิงทุนมหาวิทยาลัยชื่อดังเมืองลุงแซมแห่งนี้ได้ได้แต่ความยากจนที่ยังตามมารังควานทำให้พ่อต้องไปกู้ยืมเงินและนำเงินเก็บของครอบครัวออกมาเพื่อให้ซื้อตั๋วเครื่องบินและให้ Pichai ติดตัวไว้เป็นค่าใช้จ่ายการสำหรับการไปศึกษาต่อและใช้ชีวิตในต่างแดน หลังเรียนจบเขาได้งานแรกเป็นวิศวกรใน Applied Materials บริษัทผู้ผลิตอะไหล่เครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ ต่อด้วยที่ปรึกษาฝ่ายบริหารของMckinsey & Company จนถึงปี 2004 จึงได้ทำงานกับ Google ในตำแหน่งรองประธานฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ รับหน้าที่ดูแลการพัฒนา Toolbar เพื่อให้ใช้งานและเข้าถึงหน้าเว็บค้นหาข้อมูลได้ง่ายขึ้น

หลัง Toolbar ประสบความสำเร็จ Pichai เสนอที่จะพัฒนา Chrome ให้เป็น Browser ของ Google แม้จะถูกทัดทานจาก Eric Schmidt ซีอีโอในขณะนั้น แต่เมื่อเปิดตัวในปี 2008 ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก(ปัจจุบันครองสัดส่วน Browser 1 ใน 3บนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั่วโลก) จากนั้นเขาก็มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง Larry Page และ Sergey Brin สองผู้ร่วมก่อตั้งมอบหมายงานสำคัญให้ทำอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ระบบปฏิบัติการ Chrome ,Chromebook คอมพิวเตอร์แบบพกพาราคาย่อมเยา การเปิดตัว Google Drive ระบบจัดเก็บข้อมูลบน Cloud และการบริหารจัดการ Google Map บริการแผนที่ดิจิตอลผ่านระบบ GPS

อย่างไรก็ตาม การดูแลระบบปฏิบัติการ Andriod ต่อจาก Andy Rubin คืองานที่สร้างชื่อให้ Pichai มากสุด เพราะต้องรับมือกับทั้งอัตตาของทีมงานหัวกะทิและความต้องการที่ไม่รู้จักหมดสิ้นของค่ายมือถือดังอย่าง Samsung ความสำเร็จเหล่านี้ทำให้ Twitter และ Microsoft อยากได้ตัวเขาไปผู้บริหาร แต่ที่สุดเขาก็อยู่ต่อจนได้ขึ้นเป็นซีอีโอ Google ภายใต้ชายคา Alphabet บริษัทแม่ซึ่งถูกตั้งขึ้นใหม่เพื่อความสะดวกในการบริหารหลังกิจการด้านด้านเทคโนโลยีมีขยายขอบเขตออกไปนอกขอบเขตSearch Engine

Sundar 2

Page ยกให้เขา Pichai เป็นมือขวาเพราะความรู้ใจ จดจำข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำและสามารถอธิบาย Project ใหม่ๆเต็มไปด้วยได้ศัพท์เชิงเทคนิคให้นักลงทุนเข้าใจง่าย ขณะที่คนใน Googleplex ต่างรู้จักชายอินเดีย 43 ปีผู้นี้ในฐานะ Mr.Niceguy พูดน้อย ดูเป็นมิตร ใจเย็น เน้นเจรจามากกว่าปะทะคารมให้แตกหักและเป็นรักของเพื่อนร่วมงาน ส่วนตัวเขาเองตั้งเป้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ Google ให้ใช้ง่ายและเข้าถึงคนทั่วโลกทุกกลุ่ม ไม่ว่าเป็นชาวนายากจนในชนบทห่างไกลหรือมหาเศรษฐีพันล้านในคฤหาสน์หรู

สำหรับสาเหตุที่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกพร้อมใจกันแต่งตั้งชาวอินเดียขึ้นเป็นผู้บริหารนั้น สื่อ “แดนภารตะ” วิเคราะห์ว่ามาจาก พื้นฐานภาษาอังกฤษที่ดีกว่าชาวเอเชียชาติอื่น ความมุ่งมั่นอยากผลักดันตัวเองให้พ้นความยากจน เข้าใจตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่เป็นอย่างดี ส่วนใหญ่จบการศึกษาด้านวิศวกรรม และความเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมงานมากกว่าผู้บริหารชาวตะวันตก

ที่มา : forbes.com ,wikipedia.com ,theverge.com และ dailyo.in

 

Tadashi Yanai : แรงบันดาลใจแห่ง Uniqlo

“เห็นได้ชัดว่า ยานาอิ เป็นผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจ และ Uniqlo ต้องยกย่องเขาและแนวทางในการบริหารงานของเขา ซึ่งไม่ค่อยเห็นในองค์กรใหญ่ๆ เขาทำให้ทีมงานมีความมั่นใจพอที่จะปล่อยให้ Designer มีอิสระจนสามารถแสดงตัวตนออกมา และพวกเขาตั้งใจผลิตสินค้าคุณภาพดีในราคาเหมาะสมตรงตามที่ลูกค้าต้องการ มันโล่งจริงๆ ที่ไม่ถูกปิดกั้นความคิดจากสายการบริหารอันซับซ้อนและมีอิสระที่จะ Design ได้ตามที่ฉันต้องการ ฉันได้รับอนุญาตให้ออกแบบแม้กระทั่งหน้าต่างร้านสาขา ซึ่งมันถือเป็นครั้งแรกของฉันเลย” Celia Birtwell Designer ชาวอังกฤษ กล่าวถึง Brand เสื้อผ้าค้าปลีกสัญชาติญี่ปุ่นที่กำลัง Hot สุดในปัจจุบัน และ ทาดาชิ ยานาอิ ผู้ก่อตั้งวัย 64 ปี ซึ่งล่าสุดติดอยู่ 100 บุคคลทรงอิทธิพลที่สุดในโลกของนิตยสาร Time เมื่อปี 2013อีกด้วย

การได้ไปเรียนรู้งานที่ Barney ร้านเสื้อผ้าค้าปลีกของสหรัฐฯในนิวยอร์กสมัยหนุ่ม ทำให้บัณฑิตคณะเศรษฐศาสตร์และการเมือง จากมหาวิทยาลัยวาเซดะ นำมาใช้เป็นองค์ความรู้ในการกระโจนเข้าสู่วงการธุรกิจไปพร้อมกับการสานต่อร้านสูทสั่งตัดของผู้เป็นบิดา โดยเจ้าตัวเผยว่า ประสบการณ์ที่ร้าน Barney เป็นประโยชน์มากต่อการทำการตลาดและขยายกิจการจากร้านตัดสูทไปเป็นเสื้อผ้ากีฬา และเสื้อผ้าสตรี ตามลำดับ จนถึงปี 1985 ยานาอิ ก็ตัดสินใจเปิดร้าน Casual Wear ที่ใส่ได้ทั้งหญิงและชายขึ้นมาที่เมืองฮิโรชิม่า ภายใต้ชื่อ Uniqlo (Unique Clothing Warehouse)

Tadashi 2

ต่อมาในปี 1991 เปลี่ยนชื่อบริษัทจาก Ogori Shoji (OS) ชื่อร้านเดิมของพ่อเป็น Fast Retailing และเมื่อถึงปี 1994 ก็มีสาขาอยู่ทั่วประเทศกว่า 100 สาขา และจากการขายสินค้าราคาถูก ทำให้ในปลายยุค 90 บริษัทสามารถทำเงินได้ถึงหลัก 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐได้เป็นครั้งแรก พร้อมกับรอดพ้นภาวะเศรษฐกิจถดถอยในประเทศได้อย่างงดงาม

ในปี 2002 ยานาอิ ตัดสินใจเปิดสาขาต่างประเทศเป็นครั้งแรก เริ่มจากในนครเซี่ยงไฮ้ 1 สาขาและในกรุงลอนดอนอีก 4 สาขา แต่หลังยอดขายของสาขาในอังกฤษตกลง ถึง 2 ปีติดจนสินค้าล้นสต็อก จากวิกฤติใหญ่ดังกล่าวทำให้ต้องถอยกลับมาตั้งหลักบ้านเกิดและจับมือกับ Designer ทั้งในและต่างประเทศจนพ้นมรสุมลูกนี้ไปได้ โดยนักธุรกิจชาวเมืองอูเบะกล่าวถึงนิสัยพร้อมกับความเสี่ยงว่า “ผมเป็นคนชอบเสี่ยง เพราะธุรกิจทุกอย่างเป็นเรื่องของความเสี่ยงทั้งนั้น ยิ่งเสี่ยงมากความเป็นไปได้ในการทำกำไรก็จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น” และย้ำเรื่องการทำงานแบบใส่ใจรายละเอียดว่า “ผู้จัดการที่ดีต้องใส่ใจในรายละเอียดของร้าน, ผลิตภัณฑ์ และการทำการตลาด การมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่เป็นสิ่งจำเป็น เราคงไม่สามารถเรียกผู้บริหารคนไหนว่าเป็นผู้บริหารที่ดีได้ ถ้าเข้าไม่ใส่ใจในรายละเอียด”

ปัจจุบัน Uniqlo คือร้านค้าปลีกเสื้อผ้าอันดับ 1 ของเอเชีย มีสาขาอยู่กว่า 1,400 แห่ง ใน 16ประเทศ ขณะที่ตัว “ยานาอิซัง” ก็ครองตำแหน่งบุคคลที่รวยที่สุดในญี่ปุ่นและอันดับที่ 41 ของโลกปี 2015ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 20,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 646,400 ล้านบาท) ตามการจัดอันดับของนิตยสาร Forbesแต่เขาก็ยังเป็นคน Low Profile ชอบทำตัวเป็นลูกค้าและโทรศัพท์ไปร้องเรียนกับ Call Center บริษัทตัวเอง สำหรับโครงการในอนาคตเขาเผยว่า อย่างแรก จะไม่ให้ลูกชาย 2 คนเข้ามาสานต่อกิจการแม้ทั้งคู่มีหุ้นอยู่ในบริษัท เพราะเกรงว่าบริษัทจะพบวิกฤติเหมือน Panasonic ส่วนโครงการที่ 2 คือการขยับจากร้านเสื้อผ้าค้าปลีกอันดับ 4 ของโลกขึ้นไปเป็นอันดับ 1 ภายในปี 2020 แซงหน้า Zara, H&M และ Gap อันดับ 1, 2 และ 3 ในปัจจุบันให้ได้ ผ่านแนวคิด LifeWare เสื้อผ้าคุณภาพดี ราคาเข้าถึงได้ ไม่ตกเทรนด์แฟชั่น สวมใส่สบาย ใช้ได้ในทุกโอกาสและทุกช่วงวัย

Tadashi 3

แม้จะเป็นคนที่ชอบเสี่ยง แต่ ทาดาชิ ยานาอิ ก็เสี่ยงอย่างรอบคอบ และมีแผนรองรับ โดยในส่วนของโครงการแรก เขาได้เปิดสถาบันพัฒนาผู้บริหาร เพื่อผลักดันคนในองค์กรให้มีความก้าวหน้า ส่วนการขึ้นเป็น Fashion Retail เบอร์ 1 ของโลกนั้นก็ดูจะมีอนาคตสดใส ด้วยการเปิดสาขาในสหรัฐไปแล้ว 7 แห่ง และมีสาขาบนขนาด 1,800 ตารางเมตรใน Central WestGate ของไทยซึ่งเปิดวันนี้ (4 กันยายน 2015) วันแรก เป็นสาขาล่าสุด

John Lasseter : Story is King

ในทุกบริษัท ทุกแบรนด์ และทุกบุคคล เรื่องราวหรือ Story คือหัวใจ

และเรื่องราวของ Toy Story 2 ที่ผมอ่านมาจากหนังสือเรื่อง Creativity Inc. หนังสือที่เขียนโดย Ed Catmull ประธานของ Pixar Animation และ Disney Animation ยิ่งทำให้ผมเชื่ออย่างนั้น

เรื่องนี้เริ่มต้นจากความสำเร็จอย่างถล่มทลายของหนังเรื่องแรกที่เปิดตัวจาก Pixar ที่ชื่อ Toy Story ที่ทำรายได้ไปถึง 354 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำจากคอมพิวเตอร์ล้วนๆ นอกจากมันทำรายได้มหาศาลใน Box Office พร้อมได้รับคำชมจากนักวิจารณ์อย่างถล่มทลาย

เบื้องหลังความสำเร็จนั้นแน่นอนเต็มไปด้วยคนมากมาย แต่คนที่ต้องเอ่ยถึงมากที่สุดคงหนีไม่พ้นผู้กำกับอย่าง John Lasseter ซึ่งเติบโตมากับ Ed Calmull ตั้งแต่ Pixar ยังเป็น Start Up เล็กๆ

หลังจากความสำเร็จอย่างถล่มทลายของ Toy Story บริษัท Pixar ก็เดินหน้าสร้าง A Bug’s Life ต่อในทันที

แต่เมื่อ A Bug’s Life ถูกสร้างไปไม่นาน Disney ซึ่งเป็น Partner ในการสร้างหนังของ Pixar ก็มาพร้อมกับไอเดียว่า Pixar ควรรีบสร้าง Toy Story 2

นี่ไม่ใช่งานที่ง่ายเท่าไรเพราะเหล่าทีมงานครีเอทีฟทั้งหลายกำลังวุ่นวายกับ A Bug’s Life นั้น รวมถึง John Lasseter ด้วย

ทีมที่ทำ Toy Story 2 จึงต้องเป็นทีมใหม่ แต่ผู้บริหารของ Pixar คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะโครงสร้างหลักๆ ของหนังได้รับการรีวิวจาก John Lesseter แล้ว และทีมผู้กำกับและ Amnimator ก็เป็นทีมที่มีประสบการณ์สูง หนังเรื่องนี้จึงได้รับการอนุมัติให้สร้างในทันที

Toy Story 2 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ Woody ตัวละครหลักที่เป็นตุ๊กตาคาวบอย ซึ่งถูกขายไปโดยให้กับนักสะสมของเล่นและจะถูกเก็บเข้า Collection โดยจะไม่ได้รับการเล่นด้วยอีกต่อไป แถมจะถูกส่งไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์ญี่ปุ่นอีกต่างหาก เจ้า Woody จะหาทางกลับมาหาเจ้าของได้อย่างไร

Toy_Story

สิ่งที่ผู้บริหาร Pixar คิดคือ ตัวละครเป็นที่รู้จักอยู่แล้ว หนังภาคแรกก็โด่งดังมาก ทีมงานก็เข้าใจกระบวนการในทำหนังเป็นอย่างดี และ Pixar ก็เป็นผู้นำด้านการทำหนัง Animation

Toy Story 2 น่าจะออกมาสมบูรณ์แบบไม่มีปัญหาอะไรเหมือน Toy Story ภาคแรก เหล่าผู้บริหารคิดอย่างนั้น

 

พวกเขาคิดผิดถนัด

วันหนึ่งหลังจากผ่านไปหลายเดือนเมื่อ A Bug’s Life เสร็จสมบูรณ์ John Lasseter ก็ได้มีโอกาสนั่งดูหนัง Toy Story 2 ซึ่งยังเป็นเวอร์ชั่นแบบ Draft อยู่

หลังจากนั่งดูอยู่หลายชั่วโมง

John เดินเข้ามาในห้องของ Ed Catmull พร้อมปิดประตูและบอกว่า

“มันคือหายนะ”

“หนังมันกลวง เดาทางได้ ไม่มีความตึงเครียด มุกตลกก็ฝืดสุดๆ”

นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องทำมันใหม่ทั้งหมด

และ Pixar มีเวลา 9 เดือน

จะว่าไปมันเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว

สิ่งแรกที่ John ทำคือเปลี่ยนตัวผู้กำกับหนัง โดยเขาลงไปกำกับหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเองแม้มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันเป็นสิ่งจำเป็น

John Lasseter รู้ว่าเหนือว่า Special Effect หรือ Computer Graphic หรือ เทคนิคใดๆ หนังจะขายได้เรื่องราวต้องจับใจคนดู

เขาจึงเขียนเรื่องขึ้นมาใหม่

toy_story0

Toy Story 2 เวอร์ชั่นใหม่ยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Woody เจ้าตุ๊กตาคาวบอยที่ด้วยความผิดพลาดถูกขายไปให้คนสะสมของเล่น แต่หนังโฟกัสไปที่ทางเลือกของ Woody ที่จะต้องเลือกระหว่างเส้นทางสองเส้นทาง ทางแรกคือการที่จะไปอยู่ในที่ๆ จะได้รับการดูและและมีชีวิตที่สะดวกสบายที่พิพิธภัณฑ์ที่ญี่ปุ่น ที่นี่เขาจะเป็นสิ่งที่คนดูอย่างชื่นชม มีคนดูแลรักษาทำความสะอาดอย่างดี แต่เขาจะไม่ได้รับการเล่นด้วยอีกเลย หรือจะเลือกอีกทางหนึ่งคือหาทางกลับบ้านเพื่อไปหาเจ้าของที่แท้จริงคือ Andy ซึ่งการที่จำทำให้หนังมีพลังนั้น คนดูต้องเชื่อว่าสองทางนี้คือทางเลือกจริงๆ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ทั้งสองทางนั้นมีน้ำหนักพอๆ กันทั้งคู่

การเลือกกลับไปหา Andy ซึ่งวันหนึ่งเขาจะโตไปเป็นหนุ่มและไม่สนใจของเล่นอย่าง Woody ก็ดูเป็นทางเลือกที่น่ากลัวไม่น้อย

การเลือกอยู่ในที่ที่ปลอดภัยแต่ไม่มีคนรัก อย่างพิพิธภัณฑ์ก็ดูโหวงเหวงเช่นกัน

สิ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการคือ คนดูต้องเชื่อว่า Woody อยู่ที่ทางแยกของทางเลือกจริงๆ

Toy_Story 1สิ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการคือ ดราม่า

หนังเริ่มต้นจาก Woody เตรียมตัวที่จะไป Cowboy Camp กับ Andy แต่แขนของ Woody ดันมาหลุดซะก่อนเขาจึงต่อถูกทิ้งไว้บนชั้น ที่ชั้นนี่เอง Woody ได้พบพับ Wheezy ซึ่งเป็นเพวนกวิน ซึ่งมันบอกกับ Woody ว่ามันถูกทิ้งอยู่บนชั้นนี้มาหลายเดือนแล้วเพราะลานมันขาด ซึ่งเป็นการย้ำให้เห็นว่าสิ่งนี้อาจเกิดขึ้นกับ Woody ก็ได้

หนังยังเสริมให้ดราม่าเข้าไปอีกด้วยการเพิ่มตัวละครชื่อ Jessie ซึ่งเป็นคาวเกริ์ลที่มีบทบาทโดดเด่น Jessie รักเจ้าของที่เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งของเธอมาก เหมือนๆ กับที่ Woody รัก Andy นี่แหละ แต่เหมือนเด็กผู้หญิงคนนี้โตขึ้น เธอก็ทิ้ง Jessie อย่างไม่แยแส และมันสื่อถึง Woody ว่าเขาก็คงถูก Andy ทิ้งแบบที่ Jessie โดนได้เหมือนกัน

มาถึงจุดนี้หนังได้ทำให้คุณเริ่มฉุกคิดแล้วว่า บางทีการไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ก็ไม่เลวเหมือนกันนะ

และนี่แหละคือดราม่า

ทางเลือกที่ Woody กำลังเจออยู่นั้นเป็นทางเลือกจริงๆ เป็นปัญหาของจริงที่คนดูรู้สึกอินตามไปด้วย

ในที่สุด Woody ก็เลือกกลับบ้านทั้งๆที่รู้ว่าวันนึง Andy ก็คงจะต้องทิ้งเขาไปแน่ๆ Woody บอกว่า

“I Can’t Stop Andy From Growing Up”

But I Wouldn’t Miss it for the World”

เมื่อได้บทแบบนี้ John Lasseter รู้แล้วว่าหนังเรื่องนี้ต้องสำเร็จ

ทีมงานของ Pixar ใช้เวลาอีก 9 เดือนเข็น Toy Story 2 ออกมาได้ทันเวลาพอดีโดยระหว่างนี้พวกเขาแทบไม่ได้หลับได้นอน

Toy Story 2 เปิดตัวยิ่งใหญ่กว่าภาคแรก และกวาดรายได้ไปถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

และนี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่พิสูจน์แล้วว่า

Story is King

 

เพิ่มเติม

Marketing Everything : รวิศ หาญอุตสาหะ

Marketeer Magazine ISSUE June 2015

Taylor Swift : Millennial Rose‘s Crescendo

ความโด่งดังก็เหมือนคำเชิงนามธรรมอื่นๆ ที่อธิบายลำบากแต่รู้สึกได้ ทางหนึ่งที่จะช่วยให้เราตระหนักถึงความหมายของมันได้คือผลกระทบจากการกระทำหรือคำพูดของคนดัง โดยสำหรับ Taylor Swift นักร้องสาวสวยขวัญใจ Millennial ความดังและความมีอิทธิพลของเธอเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เห็นได้จากการโพสต์เตือน Apple Music ผ่านแอคเคาท์ Tumblr ขู่จะถอดเพลงทั้งหมดออกจากคลังเพลงออนไลน์ หลังไม่พอใจที่ค่ายเทคโนโลยีเบอร์ 1 ไม่ให้ค่าตอบแทนนักร้องและทีมทำเพลงช่วงผู้ใช้ทดลองใช้บริการดังกล่าว ทำให้ 24 ชั่วโมงถัดมาคู่กรณียอมกลับลำ เปรียบไปก็เหมือนกับเสียงดนตรีที่ “ดัง” ขึ้นเรื่อยๆ (Crescendo) อย่างมีนัยสำคัญจนทุกคนต้องหันมาตั้งใจฟัง

World Marketeer ฉบับนี้เกิดเมื่อ 13 ธันวาคม 1989 ที่เมือง Reading รัฐ Pennsylvania สหรัฐฯ ในครอบครัวที่มีพ่อเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน แม่เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างและมีน้องชายอ่อนกว่า 2 ปี เริ่มสนใจดนตรีตั้งแต่ 9 ขวบ แต่หันมาฝึกฝนอย่างจริงจังหลังได้ฟังเพลงของ Shania Twain นักร้อง Country ดังยุค 90 และได้ชมสารคดี Behind Music ตอน Faith Hill นักร้องร่วมยุคแนวเดียวกันอีกคน แม่จึงพาเธอเดินทางข้ามรัฐไปยังเมือง Nashville รัฐ Tennesse เพื่อนำเทป Cover Version ที่เธอร้องเลียนแบบดังร้องดังอย่าง Dolly Parton และวง Dixie Chicks ไปให้บรรดาโปรดิวเซอร์ที่นั่นฟังแม้ถูกปฏิเสธหลายครั้งแต่เธอก็ไม่ท้อ กลับมาใหม่พร้อมเพลงที่แต่งเอง จนที่สุดค่ายเพลง RCA Records รับเธอเข้ามาเป็นศิลปินฝึกหัดและนักแต่งเพลง ซึ่งขณะนั้นเธอมีอายุเพียง 14 ปี

taylor_swift_widescreen-wide

ท่ามกลางการฝึกฝนทั้งการแต่งเพลงและการร้องอย่างจริงจังทำให้แววศิลปินในตัว Swift ชัดขึ้น โดยที่ตัวเธอก็คิดว่าพร้อมแล้วสำหรับการออกอัลบั้ม แต่ RCA Records เห็นว่าควรรอให้เธอถึง 18 ปีเสียก่อน ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้เธอกับค่ายต้องแยกทางกัน ทว่าเพชรย่อมเปล่งประกายเสมอไม่ว่าอยู่ที่ใด โดยการแสดงที่โดดเด่นระหว่างขึ้นเวทีในงานประจำปีของวงการเพลง Country

ในปี 2005 ทำให้เธอไปเตะตา Scott Borchetta อดีตผู้บริหาร DreamWorks Records ทำให้ฝ่ายหลังตัดสินใจนำเธอมาปั้นต่อเพื่อหวังให้เป็นศิลปินเบอร์แรกของ Big Machines Records ค่ายเพลงใหม่ที่เพิ่งก่อตั้ง ส่วนพ่อของเธอก็ช่วยหนุนอีกแรงและรับประกันความสำเร็จให้เจ้าของค่ายมั่นใจด้วยการทุ่มเงิน 120,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 3.84ล้านบาท) ซื้อหุ้นของค่าย

TAYLOR-SWIFT

 

ผลงานชุดแรกที่ใช้ชื่อเธอเป็นชื่ออัลบั้มวางแผงเมื่อปี 2006 ตัวเพลงที่เป็น Country ใสๆ ทำยอดขาย 39,000 แผ่นในสัปดาห์แรก โดยการเดินสายโปรโมท เล่นคอนเสิร์ตและการไปปรากฏตัวตามรายการโทรทัศน์รวมถึงพลังจาก Myspace และการพบปะแฟนเพลงทั้งก่อน/หลังคอนเสิร์ตเป็นเวลานาน ทำให้ยอดขายเพิ่มเป็นหลายล้านแผ่นทั่วโลก แนวทางดังกล่าวถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องในอัลบั้มต่อๆมา จนถึง 1989 ผลงานชุดล่าสุดซึ่งเปลี่ยนไปเป็นเพลงป๊อปบนเสียงสังเคราะห์ตามสมัยนิยมโดยที่มีกลิ่น Country เจือบางๆ Socail Media ถูกนำใช้เพื่อโปรโมท ทำการตลาดและสร้างฐานแฟนเพลงสำหรับอัลบั้มนี้อย่างชัดเจน อาทิ การเชิญแฟนเพลงผู้โชคดี 100 คนให้มาร่วมแสดงใน MV เพลง Shake It Off หากลุ่มแฟนเพลง ผู้โชคดีที่จะได้ไปฟังอัลบั้มชุดนี้ก่อนใครที่บ้านของเธอ จนคนในอุตสาหกรรมดนตรียกให้เธอเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ด้านการใช้สื่อสังคมออนไลน์

TAYLOR SWIFT - 1989 Album Promos

ปัจจุบัน Taylor Swift วัย 25 ปีเปลี่ยนจากสาวน้อยบ้านนาไล่ตามฝัน ไปเป็นนักร้องดังขวัญใจมหาชนเต็มตัว ออกผลงานมาแล้ว 5 ชุด มียอดขายรวมกันกว่า 40 ล้านแผ่น ยอด Download มากกว่า 100 ครั้ง โดยปีนี้เป็นเธอคือคนดังที่ทำรายได้มากเป็นอันดับ 8 ของโลก (80 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 2,560 ล้านบาท) คว้ารางวัลทางดนตรีและรางวัลเกียรติยศต่างๆ มาเกือบ 100 รางวัล ซึ่งในนั้นมีรางวัล Grammy รวมอยู่ด้วย 7 รางวัลและเจ้าของตำแหน่งสตรีทรงอิทธิพลอันดับ 64 ของโลกจาก forbes.com รวมอยู่ด้วย

ด้านชีวิตรักยังเป็นประเด็นที่สื่อจับจ้องอยู่เสมอ โดย 6 ปีที่ผ่านมาเธอมีแฟนมาแล้ว 8 คน ทุกคนมักถูกนำไปเป็นวัตถุดิบในการแต่งเพลง โดยคนล่าสุดคือ Calvin Harris ดีเจหนุ่มชื่อดังชาวสก็อตแลนด์ซึ่ง forbes.com ยกให้เป็นคู่รักคนดังทำเงินมากสุดในโลกปีนี้

 

ส่วนการที่ Swift กล้าเป็นกระบอกเสียงให้วงการเพลง ทั้งจากการถอดเพลงออกจาก Spotify เมื่อปลายปี 2014และขู่ว่าจะทำกับ Apple Music เมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา นิตยสาร Time วิเคราะห์ว่าเกิดจากความไม่พอใจอุตสาหกรรม Streaming (การเช่าเพลงฟัง) ของเธอและเพี่อนร่วมวงการเพลงที่สั่งสมมานาน โดยเธอเองก็มั่นใจว่ากลุ่ม Millennial ผู้มีนิสัยเห็นอกเห็นใจและรวมตัวกันเป็นหมู่คณะเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าคนรุ่นก่อนๆ คงเอาด้วย ซึ่งที่สุดแล้วจะเป็นการเตือนว่า Apple รวมถึงค่าย Streaming อื่นๆ ไม่สามารถดำเนินธุรกิจแบบเอารัดเอาเปรียบศิลปินและทีมทำเพลงได้อีกต่อไป /wikipedia.com, telegraph.com และ time.com

 

เพิ่มเติม : World Marketeer /เรื่อง ศิวโรจน์ สายแวว

Marketeer Magazine issue 184 jume

 

 

 

The Voice สร้างกระแสแบรนด์ “แสตมป์”

 

ครั้งแรกที่แสตมป์ปรากฏตัวในรายการ The Voice ที่ถูกถ่ายทอดไปยังผู้ชมทั่วประเทศผ่านทางช่อง 3 เขาถูกแนะนำตัวสั้นๆ จากพิธีกรว่า “เป็นนักร้อง นักแต่งเพลงคลื่นลูกใหม่ไฟแรง เจ้าของรางวัลเพลงยอดเยี่ยมจากรายการสีสันอวอร์ด 17 รางวัล” แม้โปรไฟล์จะดี แม้เพลงจะฮิต แต่เขาก็ยังเป็นที่รู้จักในกลุ่มเด็กมัธยม เด็กมหาวิทยาลัย หรือคนเมืองเพียงกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
แสตมป์เคยบอกว่า เขาถึงกับขำไม่ออกเมื่อคนที่มาประกวดร้องเพลงเอาเพลงที่เขาแต่งมาร้อง โดยไม่รู้เลยว่าใครคือเจ้าของเพลง และแสตมป์เป็นใคร
ในรายการ The Voice เอง อาทิตย์แรกๆ กระแสเขาก็ยังไม่ดังมาก แต่ระเบิดเอาในช่วงอาทิตย์ที่ 3 ที่ 4 ด้วยความเป็น “แสตมป์สไตล์” ที่มี “ความสด” แตกต่างจากโค้ช “ก้อง” “คิ้ม” “โจอี้ บอย” ที่ฮอตฮิตติดลมบนในวงการเพลงมานาน “อยากดูดีอยู่กับพี่ก้อง อยากพ่นไฟอยู่กับพี่คิ้ม อยากสนุกอยู่กับพี่โจ้ อยากชนะอยู่กับผม” คำพูดซื่อๆ หน้าจ๋อยๆ ตาหยีๆ พร้อมยกมือไหว้
ปลกๆ เรียกเสียงกรี๊ดของกองเชียร์สนั่นฮอลล์ บวกกับการคอมเม้นท์ที่ตรงๆ จริงใจ ดูเป็นธรรมชาติ แต่ไม่ค่อยมีคนเลือกด้วยบารมีของความดังที่อาจจะสู้โค้ชคนอื่นๆ ไม่ได้ กลับได้ใจคนไปทั้งเมือง
ทุกอย่างดำเนินไปตามสคริปต์หรือไม่มี ไม่มีใครรู้ แต่ข้อมูลเบื้องลึกของหนุ่มคนนี้ที่มากไปด้วยความสามารถคือ “ของจริง” เขาเป็นทั้งนักดนตรีนักแต่งเพลง นักร้อง โปรดิวเซอร์ เจ้าของรางวัลเพลงยอดเยี่ยมจาก“สีสันอวอร์ด” “Seed Awards” “Fat Awards” และอีกหลายๆ สถาบันเกือบ 30 รางวัล เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของศิลปินดังๆ เช่น เพลงน้ำตาของ เบิร์ด ธงไชย, เพลงราตรีสวัสดิ์ของฟักกลิ้งฮีโร่, ชายกลางของ สิงโต นำโชค รวมทั้งเพลงประกอบละคร, ประกอบภาพยนตร์, ประกอบโฆษณาอีกมากมาย เช่น เพลงบอกด้วยเนสกาแฟ เพลงฝัน หวาน อาย จูบ, มันคงเป็นความรัก และที่สำคัญที่สุดเพลงความคิด จากอัลบั้มเดี่ยวของเขา

STAMP2
รู้จักตัว แล้วค่อยไปฟังเพลง

เพราะ The Voice ทำให้หลายคนกลับไปเปิดฟังเพลงของเขาในยูทูปเข้าไปคลิกไลค์ในแฟนเพจ จนเกือบถึง 2 แสนไลค์ พร้อมๆ กับหนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี แมกกาซีน และสื่อออนไลน์มาเข้าคิวจองสัมภาษณ์ยาวเหยียด รวมทั้งกำลังเป็นที่จับตามองของแบรนด์สินค้าต่างๆ ที่ต้องการอาศัยความฮอตของแสตมป์ไปช่วยสร้างยอดขายของตัวสินค้า นอกจากหนังโฆษณาของโตโยต้า พริอุส ที่ออนแอร์ไปแล้ว วันที่สัมภาษณ์แสตมป์บอกว่ากำลังมีสินค้าที่ติดต่อเข้ามาไม่ต่ำกว่า 5 แบรนด์ทุกกระแสทำให้เขาฮอตสุดๆ เป็นการตัดสินใจที่ถูกจริงๆ ที่เขากล้าคว้า
“โอกาส” ของการเป็นโค้ชของThe Voice จุดกระแส “ศิลปินชายที่ไร้สคริปต์” จนโด่งดังขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

We Want You
สแตมป์ กรี๊ดดดดดดด

 

แสตมป์ ให้สัมภาษณ์ Marketeer ในวันที่เป็นจุดพีคสูงสุดของชีวิตเขา แต่กลับเป็นช่วงเวลาที่เขาบอกว่าไม่ชอบเลย เพราะอะไร ขอบอกว่างานนี้สดๆ ไร้สคริปต์ของจริง

 เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิต คุณพอใจหรือไม่อย่างไรกับชีวิตในช่วงนี้
ในส่วนตัวผมคิดว่าก็ไม่ได้เปลี่ยนมากอะไรนะครับ อาจจะเปลี่ยนบ้าง เพราะมีคนรู้จักมากขึ้นจากรายการ  The Voice แต่จุดยืนของผมก็ยังเป็นคนทำเพลงเหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร แค่เรามาอยู่เบื้องหน้าแค่นั้นเอง แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปผมไม่ชอบนะ มันไม่มีความสุขอะไรมากมายหรอกครับ ลองเป็นดูก็จะรู้ (หัวเราะ) มันกดดันนะครับที่มีใครๆ จับตามองเราอยู่
เมื่อก่อนผมก็คิดว่าถ้ามีโอกาสได้เป็นแบบสตาร์ อืมม์… คงดีนะ คงมีความสุข ไปไหนมีคนชื่นชม แต่จริงๆ แล้วไม่มีความสุขขนาดนั้น การที่มีคนชมก็ทำให้เราเหลิง พอเหลิงปุ๊ปก็ทำงานยาก เหมือนลูกโป่งที่มันพอง แล้วพอมีคนด่าก็เหมือนโดนเข็มเจาะจะแฟบลงอย่างรวดเร็ว
ตอบตรงๆ คือผมไม่ชอบเลย แต่ที่ดีก็คืองานที่เราตั้งใจทำมาตลอด มีโอกาสได้เผยแพร่มากขึ้น มีคนฟังมากขึ้น ตัวเองก็ชื่นใจนะครับที่คนมาชอบเรา แต่พยายามบอกตัวเองว่าอย่าให้เหลิง

เพราะอะไรจึงได้ตัดสินใจมาเป็นโค้ชให้The Voice
คือพี่โอ๋ อาจกิจ (สุนทรวัฒน์) แห่งทรู มิวสิค เป็นพี่ที่ทำงานมาด้วยกันมาตลอด คงเห็นว่าเราเหมาะกับรูปแบบรายการ ด้วยบุคลิก ด้วยคาแรคเตอร์ต่างๆ มองว่าถ้าเอามาวางกัน 4 คนแล้วน่าจะสนุก พอคุยกันความคิดหลายๆ อย่างก็ตรงกัน พี่บอย โกสิยพงษ์ เจ้านายผมก็เห็นว่าเราควรทำ เพราะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ไปออกทีวี (หัวเราะ) ที่ผ่านมาภาพของเราอยู่แค่เบื้องหลัง การได้ไปอยู่เบื้องหน้าเป็นโอกาสที่หาได้ยากมากเพราะส่วนใหญ่โอกาสที่โปรดิวเซอร์ คนแต่งเพลง คนทำเพลง ได้มานั่งอยู่ในทีวี แทบจะไม่มีความเป็นไปได้ แล้วยังจะทำให้การเป็นแบรนด์ดิ้งของนักแต่งเพลง การเป็นโปรดิวเซอร์ของผมเข้มแข็งขึ้น เลยตัดสินใจทำทั้งๆ ที่ครั้งแรกปฏิเสธเลยนะ ผมบอกว่าทำไม่ได้ ไม่ใช่เรานะ หากต้อง
ไปแต่งหน้า มีคนเขียนสคริปต์ให้ ซึ่งเขาก็บอกว่าไม่มีแบบนั้นเลย
STAMP1
  ก่อนหน้านี้รู้จัก The Voice มาก่อนไหม
ไม่เคยครับ ไปดูตัวอย่างครั้งแรกของ The Voice ยูเอสเอกับพี่โอ๋ ที่บ้านทรู มิวสิค เขาเปิดไฮเดฟให้ดูสวยงามมากโปรดักชั่นอลังการ แล้วพี่โอ๋บอกว่าจะทำให้ได้อย่างนี้ก็โอเค ถ้าพี่โอ๋เต็มที่ เราก็ต้องเต็มที่ แล้วก็รู้สึกนึกสนุกกับการที่จะสร้างให้คนร้องเพลงด้วยรูปแบบที่เราชอบแบบที่เราอยากเป็น เป็นการฝึกทักษะที่ดีต่อการเป็นโปรดิวเซอร์ของเราด้วย

  งานของคุณก่อนหน้านี้ เป้าหมายคนฟังเป็นกลุ่มไหน
ผมไม่ได้มองแบบการตลาดเลยไม่ได้โฟกัสใคร ผมโฟกัสแค่
โปรดักท์ของผม คิดแค่ทำเพลงให้ดีในสายตาของเรา เพราะผมเชื่อว่า เรื่องเพลงหรืองานศิลปะไม่มีใครมาบอกได้ว่า ต้องวางกลยุทธ์แบบนี้ ต้องทำแบบนี้ถึงจะดี สมมุติเด็ก ม.3 นั่งคุยกัน 5 คน บางคนชอบแสตมป์ บางคนชอบบิ๊กแอส บางคนชอบบอดี้สแลม ไม่ตายตัว เป็นเรื่องรสนิยมของแต่ละคน  ผมเลยไม่ได้คิดว่าโอเคเพลงต่อไปฉันจะทำให้คนกลุ่มอายุเท่านี้ถึงเท่านี้ฟังนะ ผมก็แค่ทำในสิ่งที่ผมคิดออกไปไม่ได้คิดอะไรมาก

  ตอนนี้แสตมป์คือแบรนด์ที่คนส่วนใหญ่รู้จักแล้ว
วิธีคิดในการทำเพลงของคุณจะเปลี่ยนไป เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้นหรือเปล่าผมเชื่อว่าแบรนด์ดิ้งของผมถูกสร้างขึ้นมาด้วยความรู้สึก ด้วยความเข้าใจ ด้วยธรรมชาติที่เป็นแบบนี้  ดังนั้นจากคนที่เคยชอบเราในแบบที่เราทำมาตลอด แล้ววันนี้เขาชอบมากขึ้น ผมก็ว่าเราก็ต้องเป็นแบบที่เป็นมาเพียงแต่ต้องพัฒนาขึ้นไป ไม่ได้หมายความว่าเมื่อคนรู้จักจากหมื่นคนแฟนเพจ ตอนนี้เป็นล้านแล้วเราต้องเอาใจคนเป็นล้าน ผมว่าเรื่องเพลงเราทำแบบนี้ไม่ได้ มันไม่ใช่สินค้าที่เราจะต้องมาเปลี่ยนแพ็คเกจจิ้งเพื่อให้โดนใจคนกลุ่มใหญ่ไม่ใช่ แต่ถ้าผมเป็นโปรดักท์ เป็นแบรนด์ที่ฮอตขึ้นมาก็เป็นโอกาสดีที่ทำให้สิ่งที่เคยเป็นเรามาตลอด สิ่งที่คนเคยได้ยินมาแค่หมื่นคนได้ยินเป็นล้านคน จะได้เอดดูเคทคนฟังไปเรื่อยๆ พร้อมๆ กับเราผมก็ไม่รู้ว่าอะไรถูกต้องนะ แต่ว่าเพลงนี้พอแต่งออกมาผมโดนว่ะ ขนลุกว่ะ คิดอย่างนี้อย่างเดียวเลย ออกไปถ้าไม่โอเคก็ไม่เป็นไรทำใหม่ก็ไม่ได้ซีเรียสมาก คือสิ่งเหล่านี้เราไม่ได้ตั้งใจให้เกิด มันเกิดขึ้นมาเอง ถ้าเราตั้งใจคงไม่เกิดนะ แล้วผมก็เป็นอย่างนี้แหละ

  อะไรคือ Key Success ที่ทำให้คุณเป็นแบรนด์ที่กำลัง HOT มาก
ผมไม่เคยมองว่าตัวเองคือโปรดักท์ ผมเป็นโปรดิวท์มากกว่า เป็นคนสร้างเพลง เพลงคือโปรดักท์ของผม แต่วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นดันผมกลายเป็นแบรนด์ขนาบกันไปด้วย กลายเป็นว่าเพลงคือแอดเวอร์ไทซิ่งที่ทำให้คนรู้จักผมมากขึ้น ที่มาโดนคนอื่นในช่วงนี้เพราะจุดต่างในรายการ The Voice คือใน 4 คนทุกคนจะเก่งหมดเลย ส่วนผมหลายคนอาจจะมองว่านี่ใคร แล้วผมว่าคนไทยจะชอบทีมมวยรอง คือทุกคนถ้าเก่งเท่ากันหมดก็อาจจะไม่สนุกผมชอบคุยเรื่องแบรนด์ดิ้งนะครับ ผมไปอ่านหนังสือเขาบอกว่าแบรนด์ดิ้ง คือสิ่งที่คนพูดถึงเราเมื่อตอนที่เราออกจากห้องที่นั่งคุยกันไปแล้ว คือไม่ใช่สิ่งที่เขาพูดกับเรา แต่เป็นสิ่งที่เขาเห็นเอง ซึ่งเรากำหนดไม่ได้ ผมเลย มองว่าศิลปินที่ถูกลงแบรนด์ดิ้งด้วยค่ายอาจจะอยู่ได้แป๊ปเดียวหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะว่าใครจะมารู้จักเราได้ดี ตัวผมเองยังรู้จักตัวเองได้ไม่ดีเลย แบรนด์ดิ้งเลยเกิดขึ้นจากการทำงานไปเรื่อยๆ แล้วเกิดจุดร่วมๆ กัน

  แสตมป์เป็นแบรนด์ประมาณไหน จับต้องได้หรือเปล่า
ผมคิดว่าผมเป็นแบรนด์ที่ธรรมดาๆ ไม่ได้เป็นคนดีเว่อร์ หรือเลวสุดๆ ในเนื้อเพลง หรือ The Voice ที่มีแพ้บ้าง ชนะบ้าง มีคนเลือกบ้างไม่เลือกบ้าง มีร้องไห้ มีหัวเราะ คืออารมณ์ของคนธรรมดา ในขณะที่พี่ก้องดูเป็นแบรนด์เจ้าชาย ซึ่งก็ดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ ก็เป็นแบรนด์ดิ้งที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิด  ถ้าตั้งใจคือตั้งใจเป็นตัวเองเลยเกิดเป็นแบรนด์ขึ้นมาอีกอย่างผมมองว่าทีมงาน The Voice เขาเข้าใจเรามาก คือถ้าออกทีวีแล้วให้ผมปรุงแต่ง เราก็คงไม่เป็นคนธรรมดา แต่นี่เขาย้ำให้เป็นตัวของตัวเองเลย ถ้าไปรายการอื่นผมอาจจะไม่ดังก็ได้นะ อย่างเช่นต้องพูดว่า เอ้อ..ขอโทษนะครับ ผมอยากได้คุณมากเลยครับ (ทำเสียงหล่อ) เราก็คงไม่เกิด (หัวเราะ)

  Behind The Scenes คุณเป็นอย่างไร
ต้องบอกว่าทุกสิ่งที่เห็นในรายการคือผมจริงๆ ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำหรือเมคอะไรขึ้นมา แต่อาจจะด้วยความกดดันอะไรหลายๆ อย่างเลยทำอะไรบางอย่างที่ตลกขบขันออกไปโดยไม่ตั้งใจ ก็เป็นตัวเองตลอดเวลา

  เวลานี้คือโอกาสทองของของชีวิต คุณอยากฉวยจังหวะในช่วงเวลานี้ทำอะไรให้กับชีวิตมากที่สุด
ผมไม่ได้มองว่าเป็นโอกาสอะไรเลยนะ ไม่ตั้งใจให้มันเกิด ผมเชื่อว่าแล้วมันก็ผ่านไป ตั้งใจทำในสิ่งที่อยากทำต่อไป ไม่ได้คิดจะขยายความหรือฉวยโอกาสทำอะไร เพราะทำไม่เป็นและสิ่งที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นเองไม่ได้เกิดขึ้นมาจากแพลนอะไร เลยเชื่อว่าทำอย่างที่เคยทำและจริงใจกับมันก็พอ

 

ที่มา : Marketeer Magazine

ถกลเกียรติ วีรวรรณ “ละครต้องมีทั้งความคุ้นชิน และความแปลกใหม่”

 

ต้องยอมรับว่า Key Success สำคัญที่ทำให้ช่อง One ประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา และกำลังไล่บี้ขึ้นมาเป็นท็อปไฟว์ของช่องดิจิตอล เป็นเพราะละครที่โดนใจคนดู

จากประสบการณ์กว่า 25 ปี ของ บอย ถกลเกียรติ วีรวรรณ ผู้บริหารช่อง One ผู้กำกับละคร และเจ้าของ 2 บริษัทใหญ่ในการผลิตละครคือ บริษัท เอ็กแซ็กท์ จำกัด และ บริษัท ซีเนริโอ ที่เคยสร้างละครป้อนให้ช่องอื่นๆ มาแล้วมากมายกว่า 100 เรื่อง

ช่อง One เลยมีโอกาสในการสะสมทั้งบุคลากร และดาราอย่างมากมาย รวมทั้งมีกลยุทธ์ “ปั้นดาว” ดวงใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นหลายคนผ่านทางรายการเรียลลิตี้อย่างเช่น เดอะสตาร์ ที่ผู้ชนะนอกจากมีเสียงที่ดีแล้ว ยังมี “ของ” พอที่จะโลดแล่นได้อย่างสวยงามในวงการมายาได้ด้วย

ละครที่ผลิตให้กับช่องตัวเองเป็นเรื่องแรก “สงครามนางงาม” ที่จะตีแผ่เบื้องหลังวงการขาอ่อนที่ทุกคนไม่เคยได้รับรู้ เป็นตัวสร้างแบรนด์ให้กับช่องได้ดีทีเดียว เพราะแรงทั้งกระแส และเรทติ้ง จนตอนนี้กำลังสร้างภาค 2 ต่อ ส่วนสื่อริษยาที่เพิ่งลาจอไป เป็นเรื่องดราม่าเข้มข้น ตบเป็นตบ ก่อนที่จะต่อด้วยละครฟอร์มยักษ์ บัลลังก์เมฆและร้อยเล่ห์เสน่ห์ร้ายที่กำลังลงจอ

ดูเหมือนแนวทางละครของช่อง One จะเน้นบทที่ค่อนข้างเชือดเฉือนและกระตุ้นความแซ่บมากขึ้น แต่ผู้บริหารช่อง One ก็ยืนยันว่าไม่มีนโยบายที่จะสร้างละครประเภทนี้เป็นหลักแน่นอน

 

เมื่อต้องชน ละครต้องแรง

เมื่อจุดแข็งของช่อง One คือละคร และกล้าพอที่จะเอาละครมาไว้ในช่วงไพร์มไทม์ที่ต้องแข่งกับอีก 2 ช่องยักษ์ใหญ่ เลยเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญทั้งของช่องเอง และคนดู

“คือคนดูเองจะมีความรู้สึกว่าเรามีละครอีกช่องหนึ่งให้ดูแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อก่อนนี้ ละครหลังข่าวก็มีเพียง ช่อง 3 ช่อง 7 แต่พอช่อง 5 ไม่มี ก็มีช่อง One แทน”

ละครดี แต่หากไปอยู่ในช่องที่คนรู้จักยังน้อย การแข่งขันก็เป็นเรื่องยาก แต่เขามั่นใจว่า สงครามครั้งใหม่นี้ เขาสามารถควบคุมเกมได้เต็มที่กว่าเดิมในฐานะเป็นเจ้าของช่องเอง

“ตอนอยู่ช่อง 5 เรทติ้งเราน้อยมาก ทั้งที่กระแสดี เป็นเพราะซอฟท์แวร์ไม่ได้ไปด้วยกันกับตัวฮาร์ดแวร์ ต้องยอมรับว่าช่อง 5 เป็นช่องทีวีที่นโยบายต่างๆ ในแต่ละปีขึ้นอยู่กับผู้อำนวยการช่องในเวลานั้น บางช่วงละครเราออกอากาศวันละชั่วโมงครึ่ง บางครั้งลดลงมาเหลือเพียง 1 ชั่วโมง หรือ 1 ชั่วโมง 15 นาที บางวันลดเหลือเพียง 1 ชั่วโมง แต่ละปีไม่เหมือนกัน ตรงนี้มีผลต่อคนดูหมดนะครับ”

แต่การเป็นเจ้าของช่องรายการเองทำให้มีความชัดเจน และยังได้ใช้กลยุทธ์ต่างๆ ในการโปรโมทละครในช่วงเวลาต่างๆ ได้เต็มที่

เบื้องหลังการถ่ายทำ เรื่องย่อ แนะนำตัวละคร ถูกนำมาโปรโมทในแต่ละช่วงของวัน เพื่อดึงดูดให้คนมาติดตามดูในช่วงเวลากลางคืน

one-channel-gmm

คนทำคลิก ละครดี

ถกลเกียรติ กล่าวว่า การทำละครได้ดีเป็นเรื่องของการลงตัวของการรวมตัวกันของคนเก่งในหลายด้าน

“บางทีคนเก่งถ้ามารวมกับสิ่งที่ไม่ลงตัว ไม่คลิกกัน เช่น บทดี ผู้กำกับไม่ดี ผู้กำกับดี บทไม่ดี หรือดีหมด แต่นักแสดงไม่ได้ ก็ไม่ใช่อีก ต่อให้ดึงคนจัด คนเขียนบท หรือผู้กำกับเก่งๆ มารวมกันได้ แต่ไม่ลงตัว ก็ยากที่จำให้ได้ละคร ดีๆ”

ดังนั้นสิ่งที่ต้องยึดเป็นหลักในการทำงานทุกวันนี้คือ คนทำงานต้องมีความสุขกับการทำงานร่วมกัน คือต้องคลิกกันและต้องประคองตรงนี้ไปให้ได้ เป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำได้ง่ายๆ

เพราะฉะนั้นในช่วงไพร์มไทม์ของช่อง One จึงไม่ทำละครทั้ง 7 วัน แต่จะมีเพียงวันจันทร์ถึงวันพฤหัสเท่านั้น โดยในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จะมีมีรายการอื่นๆ ที่แรงพอที่จะมาชนละครช่วงไพร์มไทม์

รายการเดอะสตาร์ การประกวดร้องเพลงในแนวเรียลลิตี้โชว์ที่ทำต่อเนื่องมาถึง 11 ปี และสามารถโกยเรทติ้งได้ไม่แพ้ละครหลังข่าว คืออีกหนึ่งแม่เหล็กสำคัญ

จบเดอะสตาร์ 11 ช่องยังได้รายการ “เจาะใจ” รายการวาไรตี้ทอล์คโชว์ที่ออกอากาศต่อเนื่องยาวนานที่สุดของประเทศไทยของ ดู๋ สัญญา คุณากร มาเสียบแทน

ในขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปเยอะ คนรุ่นใหม่ที่จะมาดูทีวีน้อยลง การเลือกเรื่องที่ยากขึ้น เดาใจคนดูไม่ถูก เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ละครรีเมคก็เยอะขึ้น เพราะอย่างน้อยเนื้อเรื่องก็เคยโดนใจคนยุคก่อนมาแล้ว แต่ต้องมาปรับบทหรือองค์ประกอบบางอย่างให้สอดคล้องกับคนยุคนี้มากขึ้น

ทำอย่างไรให้ละครโดนใจคนดูมากที่สุด ถกลเกียรติมีคัมภีร์ที่ยึดไว้ 2 เรื่องหลักคือ

1.ต้องดูตลาดว่าเป็นอย่างไร

2. ละครต้องมีทั้งความคุ้นชิน และความแปลกใหม่

“เป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ทำยาก เพราะเส้นมันอยู่ตรงไหนระหว่างความคุ้นชินกับความแปลกใหม่ ถ้าคุ้นชินอย่างเดียวคนดูจะเกิดความรู้สึกว่าเคยดูแล้ว เหมือนเรื่องโน้น เหมือนเรื่องนี้ แต่ถ้าใหม่ไปเลยก็จะมีความรู้สึกว่าใหม่ไปไหน ดู ไม่รู้เรื่อง”

เขาย้ำว่า “เป็นพาณิชย์ศิลป์ต้องนำความคุ้นชินกับความแปลกใหม่มาอยู่ด้วยกัน”

 

คนกับความอยาก ปัญหาหนักของละครไทย

การขาดแคลนคนในอุตสาหกรรมละครเป็นปัญหาหลักที่ได้สะท้อนให้เห็นว่า ทุกวันนี้คนฉาบฉวยมากขึ้น บางครั้งตัวเองต้องการจะทำ แต่ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้เตรียมความพร้อมอะไรมาเลยนอกจากความอยาก ความละเอียดของคนที่จะมาสวบบทตัวละครที่ต้องมีต้องเข้าใจได้ขาดหายไป คือจะไม่เข้าใจว่าทำไมคนจะรู้สึกแบบนี้ในอารมณ์นี้ ในขณะที่คนหยาบขึ้น แต่ละครต้องมีความละเอียดอ่อน เพราะมันต้องเล่าถึงอารมณ์ของตัวละคร

ทำให้ตัวละครไม่ละเอียดอ่อนก็ได้ แต่คนดูจะไม่รับ และไม่เข้าใจว่าต้องการอะไรในความอยาก ถ้าไม่พร้อมที่จะเรียนรู้เป็นเรื่องยาก แล้วตอนนี้พอมีช่องมากขึ้น คนกลุ่มนี้ก็มีโอกาสมากขึ้น มีพื้นที่ๆ จะได้ทำอะไรเยอะขึ้น คราวนี้กลายเป็นตัวบุคลากรที่ไม่มีความสามารถมากพอ กลายเป็นตัวเลือกที่ต้องเอา”

เขาย้ำว่า เมื่อก่อนนี้คนลงทุนเป็นตัวเลือกคนทำ ตอนนี้กลายเป็นคนทำเลือกคนลงทุน เพราะมีคนลงทุนทำมากขึ้น แต่ปัญหาก็คือคนทำหลายคนมากที่ไม่มีความสามารถพอ แต่ยังได้โอกาสเลือก รวมทั้งนักแสดงเองก็ขาดมาตลอด การสร้างคนให้ดังยากมาก และคนทำก็ดังไม่ทันกับความต้องการของคนดูละคร

 

เพิ่มเติม Marketeer Magazine ฉบับพฤษภาคม 2558

Cover Story : Digital Drama

เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล