Category Archives: The Exclusive

5 ข้อที่ Startup ต้องมีในสายตา In Vent

การเปิดตัวโครงการ In Vent (อินเว้นต์) โดยบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์  จำกัด (มหาชน)   เพื่อสนับสนุน  Startup ในรูปแบบ Corporate Venture  Capital   อย่างจริงจังเมื่อปี 2012   และการกล้าให้เงินสนับสนุนก้อนแรก  60 ล้านบาทกับ อุ๊คบี  Ookbee   “Digital Book Store” ที่มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดยิ่งเพิ่มกระแสให้โครงการ Startup เมืองไทยเป็นที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นจากบรรดา VC ทั้งไทย และต่างประเทศ

3 ปี อินเว้นต์ได้เข้าร่วมลงทุนไปแล้ว 6 บริษัท ใช้เงินไปแล้วประมาณ 200 ล้านบาท เป็นธุรกิจที่เป็น Seed   Funding  2 โครงการ เป็น Series-A 4 โครงการ และจากนี้ไปได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณปีละ 200 ล้านบาท จำนวน 4-5 โครงการต่อปี

ธนพงษ์ ณ ระนอง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนงานบริษัทร่วมทุน บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)   กล่าวว่า ในปี 2558 นี้ มีอีก 2 บริษัทที่กำลังจะเซ็นต์สัญญาและยังมีดีลใหญ่ที่กำลังศึกษาอีก 2-3 บริษัท มูลค่าลงทุนอีกประมาณ 100  ล้านบาท

สำหรับ Startup ที่อินเว้นต์สนใจเข้าไปเข้าไปร่วมลงทุนจะเป็นบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเป็นหลัก และอยู่ในสายธุรกิจหลักคือ ธุรกิจโทรคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ  และดิจิตอล คอนเท้นท์  และมีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สามารถสนับสนุนธุรกิจของอินทัชได้ โดยรอบของการลงทุนจะโฟกัสที่  Series-A 4 เป็นหลัก เงินลงทุนประมาณ 30 ล้านบาทต่อบริษัท

 

6 Startup ที่อินเว้นต์เลือก

“ต้องบอกว่าเราไม่ได้หวังผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นแค่ตัวเงินเพียงอย่างเดียว   แต่เราต้องการให้มีสินค้าและโปรดักท์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมารองรับการใช้งานของลูกค้าเรา และของบริษัทในเครือทั้งหมดด้วย”

อย่างเช่น อุ๊คบี ซึ่งบริษัทลงทุนไป 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 60 ล้านบาท เป็นคอนเท้นท์หนึ่งที่ทำให้ เอไอเอส บุ๊คสโตร์เติบโตไปด้วย ล่าสุด อุ๊คบี ยังได้รับเงินลงทุนใน Series-B  จากบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นอีก  7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

 

Medi  Tech    เป็นอุปกรณ์ช่วยคนป่วยที่ขยับตัวไม่ได้ให้สามารถสื่อสารกับคนอื่นได้    โครงการนี้ซื้อมาตั้งแต่เป็น Seed   ลงทุนไปเพียง 4.8 ล้านบาท

“ตอนนี้อยู่ในระหว่างการพัฒนาโปรดักท์ออกมาขาย  ตัวนี้อาจจะดูเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม แต่ มองว่าเป็นเรื่องของการช่วยเหลือสังคมด้วย เพราะเทคโนโลยีสามารถต่อยอดไปช่วยเหลือคนป่วยในเรื่องอื่นๆ ได้ด้วย”

Computerlogy  เป็นเทคโนโลยีหลักที่ช่วยให้แบรนด์ตรวจสอบชื่อเสียงทางด้านออนไลน์แบบเรียลไทม์  ลงทุนไปประมาณ 30 ล้านบาท

ปัจจุบันมีองค์กรต่างๆ เข้ามาเป็นลูกค้าแล้ว AIS เองก็ใช้ตัวนี้ในการวิเคราะห์การตลาด  บริษัทนี้เพิ่งประกาศว่ามีบริษัทเกาหลีมาซื้อหุ้นส่วนใหญ่ไป  โดยอินเว้นต์ยังถือหุ้นอยู่ประมาณ 25%

Infinity Levels Studio  เป็นเรื่องของโมบายเกม ลงทุนไปเมื่อปีที่ผ่านมาในขั้นตอน Seed ประมาณ 15 ล้านบาท ตอนที่ซื้อมาเป็นโปรดักท์ที่พัฒนาเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้เอาออกมาขาย  แต่ตอนนี้ออกสินค้าไปขายทั่วโลกแล้ว ผลการตอบรับค่อนข้างดี

“บริษัทนี้เราสนใจตัวผู้ลงทุนที่เคยทำเกมที่ดังมากในตลาดโลกมาก่อน  เชื่อมั่นในตัวทีมเขา   และตอนนี้เขากำลังหา Series-A เข้าให้ทุน ซึ่งอาจจะเป็นเราอีกก็ได้”

Sinoze เป็นเกมเหมือนกัน  อินเว้นต์ตัดสินใจลงทุนประมาณ  22 ล้านบาท เพราะตัวโปรดักท์  ที่มียอดดาวน์โหลดถึง 5 ล้านดาวโหลดในประเทศไทย  มี User ใช้งาน 1 ล้านดาวน์โหลด  เกมตัวนี้ตัวเดียว ธนพงษ์มองว่าได้กำไรอยู่แล้ว แต่เขาต้องการหาทุนเพื่อไปพัฒนาเกมตัวใหม่

บริษัท  6  บริษัทสุดท้ายของครึ่งปี 2558 คือ  Playbasis   เป็นระบบของ Customer  Engagement   ที่จะช่วยให้องค์กรขนาดใหญ่เพิ่มความผูกพันของผู้ใช้ ลงทุนไป 45 ล้านบาท

 

โฟกัสแพลตฟอร์ม เพื่อง่ายต่อการขยายตัว

“เราโฟกัสรูปแบบการลงทุนที่เป็นแพลตฟอร์มเป็นหลัก ไม่ค่อยลงอะไรที่เป็นแอพเดี่ยวๆ  อย่างเกมเราก็ต้องมองทีม มีแพลตฟอร์ม  ทำให้สามารถพัฒนาเกมใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว  ไม่งั้นเกมใหม่มาต้องทำใหม่หมดเราก็ไม่โอเค”

ธนพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า จุดแข็งของอินเว้นต์ในการเข้าไปลงทุนกับ Startup  ไม่ได้แค่เพียงลง เงินให้อย่างเดียว แต่ยังมีคอนเนคชั่นพาไปเปิดตลาดกับลูกค้าต่างประเทศ หรือถ้าเป็นลูกค้าแอพพลิเคชั่นก็มีฐานลูกค้ามือถือรองรับอีกประมาณ 40 ล้านคน

ประสบการณ์ คอนเนคชั่น และฐานลูกค้าที่ทางอินเว้นต์มี ทำให้เขามั่นใจว่าจะทำให้โครงการประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น โดยวางระยะเวลาการลงทุนไว้ 3-5 ปี ส่วนการถือหุ้นไม่จำกัด โดยปกติ จะถือกันอยู่ที่  5-35%
 ล้อมกรอบ

 

5 คุณสมบัติโดนๆ ของ Startup      

1. Product (ผลิตภัณฑ์)  Product ที่ทำออกมานั้นน่าดึงดูดแค่ไหน ตอบโจทย์คนทั่วไปหรือเปล่า   แก้ปัญหา Pain Point เรื่องอะไร และเป็น Product ที่จำเป็นต้องใช้ หรือมีการใช้งานต่อเนื่อง สามารถสร้างรายได้ น่าใช้ ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ด้วยข้อมูลหลายด้านเช่น จำนวน Download Monthly Active Users, Retention Rate, Conversion From Registered Users to Paid Users Rate   ถึงแม้ผลงานจะดูดี แต่ไม่มีคนใช้ โอกาสที่จะได้รับเงินทุนก็น้อยลงทันที

2. Market Size (ขนาดของตลาด) ไม่ว่าโปรดักท์จะดีอย่างไร WOW  ขนาดไหน   แต่ถ้าตลาดเล็ก เฉพาะกลุ่มเป็น  Niche Marketมากๆ ก็จะไม่สนใจ   Startup ต้องแสดงให้เห็นภาพว่าทำไมสิ่งที่คุณกำลังนำเสนออยู่มีขนาดของตลาดที่ใหญ่จนน่าดึงดูดจริงๆ มีตัวอย่าง มีตัวเลขบอกที่มาที่ไปของสมมุติฐานของคุณ นักลงทุนนั้นมีประสบการณ์ไม่น้อย และรู้ว่าคุณกำลังพูดเรื่องจริงหรือไม่

3. แผนธุรกิจ Business Model ต้องแข็งแรงชัดเจน  หรือเป็นโมเดลที่เคยเกิดขึ้นในโลกนี้  และประสบความสำเร็จ ไม่ใช่โมเดลที่ใหม่เอี่ยมที่ทำให้ไม่มั่นใจในการเข้าไปลงทุน    ตัวเลขที่เกินความเป็นจริงไปมาก ไม่ได้ช่วยให้ Valuation ดูดี แต่อาจส่งผลถึงความน่าเชื่อถือและสะท้อนถึงความสามารถในการวิเคราะห์การตลาดของ Startup เพราะตัวเลขหรือค่าต่างๆ ผู้ลงทุนสามารถตรวจสอบจากแหล่งอื่นๆ ได้อีกมาก

4. Barrier to Entry ตัวธุรกิจมีโอกาสที่จะถูกลอกเลียนแบบได้ง่ายหรือไม่ อะไรคือความแตกต่าง เช่น ตัวเทคโนโลยีลอกเลียนแบบได้ยาก (Proprietary Technology) เป็น Business Model ที่ทำได้ยากหรือใช้เวลานานกว่าจะไล่ตามได้ทัน

5. Management Team (ทีมบริหาร) ต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่ทำ  และที่สำคัญ ต้องมีวิสัยทัศน์ และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ตรงกันกับทางอินเว้นต์

ธนพงษ์ กล่าวสรุปว่า บางครั้งทุกอย่างข้างต้นดีหมด แต่พอพูดคุยกันพบว่าบางสิ่งบางอย่างคิดไม่เหมือนกัน   มีการต่อต้านทางความคิด โอกาสที่จะร่วมงานกันก็เป็นเรื่องยาก

 

Miguel Mckelvey & Adam Neumann : The Perfect Match

น้อยครั้งที่ World Marketeer จะมาเป็นคู่ ยกเว้นคนคู่นั้นคือคนดังผู้อิทธิพลทางการตลาด สร้างปรากฏการณ์หรือมีนัยสำคัญต่อเทรนด์ เช่นเดียวกับ Adam Neumann กับ Miguel McKelvey ที่มาจับคู่สร้าง WeWork มาตั้งตั้งแต่ปี 2010 จนทำให้ปัจจุบัน บริษัทจัดสรรและบริหารจัดการพื้นที่ทำงานร่วม (Co-working Space) แห่งนี้คือองค์กรแถวหน้าของระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) ซึ่ง “ดัง มั่งคั่ง และถูกจับตามอง” มากที่สุดในโล

จุดร่วมเบื้องต้นของ Neumann กับ McKelvey ก่อนได้มาทำงานกันคือโตมาในครอบครัวที่ขาดพ่อและความสนุกสนานนอกห้องเรียน โดยคนแรกพื้นเพเป็นชาวอิสราเอล โตมากับน้องสาว เคยตามมาแม่ที่เป็นหมอมาใช้ชีวิตวัยเด็ก 2 ปีในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นโอกาสให้ได้เรียนภาษาอังกฤษเบื้องต้น จากนั้นกลับไปแผ่นดินเดิน อาศัยอยู่ในหอพักของโรงเรียนแถบฉนวนกาซ่ากับเพื่อนวัยเดียวกัน และโตมากับการเป็นหัวโจกในเรื่องการเล่นกิจกรรมกลางแจ้ง เรียนจบเข้ารับข้าราชการทหาร 5 ปี

WeWork Cofounders 2

ส่วน McKelvey เป็นชาวอเมริกัน โตมาในกลุ่ม “คุณแม่ใบเลี้ยงเดี่ยว” ของเมืองEugine รัฐ Oregon โดยแม้ฐานะครอบครัวไม่สู้ดีนัก จนต้องพึ่งพาคูปองอาหารจากรัฐบาล แต่การอยู่กับธรรมชาติทำให้เขามีความสุขได้ตามประสาเด็ก เข้าสู่วัยเรียนเขาคือเด็กหัวดีที่เบื่อตำราและสนุกไปกับการชุบชีวิตใหม่ให้ตึกร้างที่สามารถแปรเป็นรายได้เล็กๆน้อยๆ เมื่อถึงระดับอุดมศึกษาเขาคตัดสินใจเรียนต่อด้านสถาปัตยกรรม ตามคำแนะนำของอาจารย์สอนศิลปะที่เห็นว่ารูปปั้นของเขาเอียงไปทางสถาปัตยกรรมมากกว่าประติมากรรม

หลังปลดประจำการณ์จากกองทัพ Neumann เดินทางมายัง “เมืองลุงแซม” อีกครั้งเพื่อทำหน้าที่ผู้จัดการส่วนตัวให้ Adiน้องสาวดีกรี Miss Teen Israel ผู้เข้ามาตามหาฝันการเป็นนางแบบ ขณะที่ตัวเขาเองก็ลงเรียนด้านธุรกิจและลงทุนในกิจการขายของใช้เด็กอ่อนผ่านเว็บไซต์ ส่วน McKelvey ก็ประกอบอาชีพสถาปิกตามที่เรียนมา แล้วทั้งสองก็ได้มาพบกันในงานเลี้ยง โดย Neumann ขอ McKelvey มาออกแบบสำนักงานให้ ซึ่งคนหลังเสนอให้คนแรกมาแบ่งเช่าที่ทำงานในแถบ Dumbo เขต Brooklyn ของนคร New York เมื่อปี 2008 แต่ที่สุดทั้งสองกลับลงเอยด้วยการทำธุรกิจด้วยกัน หลัง Neumann เสนอความคิดว่าน่าจะหาอาคารว่างสักหลัง ติดต่อกับเจ้าของอาคารว่าขอเช่าทั้งชั้น เพื่อมาแบ่งเป็นสำนักงาน 15 แห่ง เก็บเช่าที่ Office ละ 1,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 32,000 บาท) ต่อเดือน โดยจากเงินที่เข้ามา 15,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 480,000 บาท) ต่อเดือน ครึ่งหนึ่งจ่ายให้เจ้าของอาคาร อีก 2,500 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 80,000 บาท) ต่อเดือนคือเงินเดือนพนักงานต้อนรับ ส่วนกำไรที่เหลือทั้งหมดพวกเขาจะได้ไป

WeWork Cofounders 3

ผู้ที่เห็นด้วยกับความคิดนี้ซึ่งถูกต่อยอดขึ้นสู่บริษัทชื่อว่า Green Desk ตามแนวคิดอุปกรณ์ในสำนักงานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมคือ Joshua Guttmann เจ้าของอาคารในเขต Brooklyn นั่นเอง แต่บริษัท “โต๊ะเขียว” เดินต่อไปได้อีก 2 ปี Guttmann ก็ขอซื้อกิจการมาบริหารเองทั้งหมด โดยเงินสด 300,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 9.6 ล้านบาท) ที่ได้มา Neumann กับ McKelvey นำไปก่อร่างสร้าง Wework ซึ่งนอกจากอุปกรณ์สำนักงานครบครันแล้ว Co-working Space และ Design ที่สอดคล้องกับทำเลที่ตั้งแล้วแบรนด์นี้ ยังติดต่อผู้บริหารจากองค์กรดังมาให้ความรู้ทางธุรกิจให้บรรดา Start-Up กลุ่มลูกค้าหลักทุกเดือน และสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันให้การสานสัมพันธ์เพื่อให้การติดต่อสื่อสารของคนในอาคารแต่ละแห่งขยายจาก On Line มาสู่ Off Line จัดหาผู้จัดการชุมชน พร้อมทั้งห้องสันทนาการที่เต็มไปด้วย อุปกรณ์พักผ่อนโดนใจคน Gen Y เช่นเกมตู้นยอดฮิตและมี Happy Time ช่วงเย็นหลังเลิกงานที่ดื่มเบียร์ฟรีได้ไม่อั้นอีกด้วย

ปี 2015 WeWork ซึ่ง Neumann รับหน้าที่เป็นประธานบริหาร และ McKelvey เจ้าของตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายสร้างสรรค์ ขยายตัวต่อเนื่องในทุกด้าน มีพื้นที่ทำงานร่วมอยู่กว่า 50 แห่ง ในสหรัฐฯ ยุโรป และอิสราเอล จนบริษัทใหญ่เช่น Pepsi Co เริ่มมาขอใช้บริการ ขณะที่นิตยสาร Fast Company ยกให้เป็น 1 ใน 50 บริษัทเปี่ยมความสร้างสรรค์ที่สุดในโลก ส่วนโครงการในอนาคต McKelvey อยากตอบแทนสังคมด้วยการเปิดพื้นที่ร่วมแบบไม่แสวงหากำไรให้คนด้อยโอกาสในประเทศกำลังพัฒนาหรือยากจน อย่าง Haitiได้ใช้ ขณะที่ Neumann ฝันไกล เล็งเปิด Co-working Space บนดาวอังคาร หลังทราบว่า Elon Musk นักธุรกิจด้านเทคโนโลยีชื่อดังผู้ก่อตั้งค่ายรถยนต์ Tesla และบริษัทผู้ผลิตจรวด SpaceX เตรียมพามนุษย์ไปตั้งนิคมที่ “ดาวแดง”

ที่มา : forbes.com,inc.com,techcrunch.com

 

“อย่าให้ใครว่าไทย : ซีเอสอาร์ที่จะมาใช้ธีมเดียวกัน”

ถึงวันนี้คำว่า “อย่าให้ใครว่าไทย” ที่กระตุ้นการรับรู้ของผู้คนผ่านภาพยนตร์โฆษณาเรื่อง“ไทยเท”คนมักง่าย “ไทยฮุบ” คนชอบคอร์รัปชั่น “ไทยผีเข้า”คนไม่มีน้ำใจ “ไทยหัวสูง” คนใช้เงินเกินตัว  ของเครือข่ายอนาคตไทยคงผ่านสายตาสร้างการรับรู้ให้คนไทยไปแล้วระดับหนึ่ง

ภาพยนตร์ชุดนี้นำเสนอปัญหาที่เราเห็นจนชินตาอยู่ในสังคมไทย โดยลึกๆ เราคนไทย ต่างรู้สึกอับอายที่ยังมีพฤติกรรมแบบนี้และยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

สร้างยุทธศาสตร์การรับรู้กระตุกต่อมคิด

เครือข่ายอนาคตไทย ที่เกิดจากการรวมตัวขององค์กรต่างๆ โดยมีองค์กรเริ่มต้น 5 องค์กรประกอบด้วย กรมประชาสัมพันธ์ หอการค้าไทย มูลนิธิมั่นพัฒนา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย มีเจตนารมณ์   ที่จะสร้างคนไทยและสังคมไทยให้มีความเข้มแข็ง โดยกระตุ้นให้คนไทยบางกลุ่มปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ทัศนคติเชิงลบ ลดเลิกนิสัยและพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ หันมามีจิตสำนึกและพฤติกรรมที่ดี มีวินัย สร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อเป็นฐานรากใหม่ สร้างความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย และสร้างความเชื่อมั่นแก่นานาชาติ

            คำถามต่อมาก็คือหลังจากนี้แล้ว แผนงานของโครงการนี้จะเป็นอย่างไรต่อจะดังขี้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องหรือค่อยๆแผ่วและหายไปเหมือนแคมเปญของเครือข่ายพลังบวก ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้หรือไม่

วิทวัส ชัยปาณี นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นกับ “Marketeer” ว่า  โครงการรณรงค์อย่าให้ใครว่าไทย ถูกดีไซน์รูปแบบขึ้นมาใหม่โดยพัฒนาจากจุดอ่อนของโครงการดีๆหลายโครงการที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ไม่สามารถสร้างพลังในการเปลี่ยนแปลงให้เกิดสิ่งใหม่ๆที่ดีๆในสังคมไทยได้อย่างที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้

จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดคือการประชาสัมพันธ์ที่ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งจะทำได้นั้นขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลักคือ 1.งบประมาณ 2. พันธมิตรจำนวนมากที่พร้อมจะผนึกกำลังและหันมาพูดในเรื่องนี้ไปในทิศทางเดียวกัน

สำหรับเรื่องงบประมาณนั้นในปี 2558 ทางโครงการได้รับเงินสนับสนุนจาก มูลนิธิมั่นพัฒนา ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จำนวน 28 ล้านบาท   เพื่อใช้ทำแคมเปญ “อย่าให้ใครว่าไทย”ที่ออกมาเป็นสปอร์ตโฆษณา 4ชุด ผ่านทางสื่อทีวีและทางโซเชียลมีเดียต่างๆ  ซึ่งมีผลให้รัฐบาลเริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น  หลังจากนั้นประมาณเดือนกันยายนที่ผ่านมา  สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ก็อนุมัติเงินก้อนแรกมา148 ล้านบาท

สำหรับระยะเวลาของแคมเปญ 3 ปี (2558-2560)  วิสทวัสคาดว่า  งบประมาณจากภาครัฐที่จะได้ใน 2 ปีข้างหน้าไม่น่าต่ำกว่า 500 ล้านบาท

พร้อมๆกันนั้นทางเครือข่ายได้เริ่มเชิญชวนหน่วยงานต่างๆเข้ามาร่วมโครงการจนล่าสุดมีองค์กรเครือข่ายเข้าร่วมโครงการมากกว่า 77 องค์กรและมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ทุกองค์กรมีเจตนารมย์ในการผนึกกำลังร่วมกันในการรณรงค์ให้ “คนไทย” และ “ประเทศไทย” เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานของความคิด ค่านิยม และพฤติกรรมใน 4 มิติได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม

พันธมิตรนี้จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มๆแรกคือ กลุ่มที่ทำ csr อยู่แล้ว  วิธีการที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทำได้โดยกำหนดให้บางโครงการของ CSR หันมาใช้ธีม “อย่าให้ใครว่าไทย”    เช่น  ธนาคารไทยพาณิชย์ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ร่วมกันทำแคมเปญ “อย่าให้ใครว่าไทยไม่ออม”  เอสซีจี  ใช้แคมเปญ “อย่าให้ใครว่าไทยไร้ปัญญา”  ซึ่งเชื่อมโยงกับโครงการพลังปัญญา ที่เอสซีจีทำอยู่แล้วโดยการไปสอนผู้คนในต่างจังหวัดในเรื่องการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน

หรือบริษัทมิตรผลที่ทำเรื่อง ลดหนี้ สร้างอาชีพเสริม กับกลุ่มเกษตรกร อยู่แล้ว  โครงการของเขาก็เปลี่ยนมาใช้ธีม “ อย่าให้ใครว่า าเกษตรกรไทยเป็นหนี้”

“ทั้งหมดคือกลุ่ม CSR  ที่จะพลิกมาใช้ ธีมเดียวกัน ซึ่งจะยิ่งช่วยกระจายและตอกย้ำคำนี้ออกไปให้กว้างและมากกว่า 4 เรื่องเดิม ที่เราจุดประกายไว้”

ส่วนอีกกลุ่มคือกลุ่มสื่อที่จะช่วยประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางของตนเอง  หรือแม้แต่กลุ่มเดิมที่มีสื่อในมือก็ช่วยประชาสัมพันธ์ได้ด้วยเช่นกันเช่นตู้เอทีเอ็มของ SCB  จะขึ้o VTR “อย่าให้ใครว่าไทย” การประปานครหลวงก็ดึงไปใช้ในกิจกรรม “อย่าให้ใครว่าไทยไม่รักษ์น้ำ” รวมทั้งอย่าให้ใครว่าไทยในเรื่องอื่นๆอีกหลายๆเรื่องด้วย

การสะกิดให้คนได้คิด และให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ผ่านช่องทางโฆษณา รวมทั้งโครงการต่างๆของพันธมิตรเรียกว่าเป็นยุทธศาสตร์การรรับรู้

แต่แอคชั่นที่จะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมจริงๆ ต้องอาศัยอีกยุทธศาสตร์หนึ่ง    คือยุทธศาสตร์การเรียนรู้

ตอกย้ำด้วย ยุทธศาสตร์การเรียนรู้

ซึ่งในยุทธศาสตร์นี้  มีมูลนิธิต่างๆของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตรย์ ที่ทำหน้าที่นี้อยู่แล้วเช่นมูลนิธิปิดทองหลังพระมูลนิธิยุวสถิรคุณ   ที่ได้ทำกับโรงเรียน ชุมชน เกษตรกร  แต่ที่ผ่านมาจะมีลักษณะของการต่างคนต่างทำ  แต่ตอนนี้มารวมเป็นเนื้อหาเดียวกัน

อีกแนวทางหนึ่งที่วางแผนไว้ ปี คือในปี 2559 จะมีอีเว้นท์ใหญ่   บุกถึงหมู่บ้าน บุกถึงโรงเรียน เช่นภายใต้โครงการ “อย่าให้ใครว่าครูไทย ชอบเป็นหนี้”

“ เพราะครูไทยเป็นหนี้เยอะมาก ดังนี้น เราจะไปทำอีเว้นท์เล็กๆ เพื่อเข้าไปสอนเขาใน 2 เรื่องคือ 1.  การป้องกัน โดยเน้นในเรื่องวินัยทางการเงิน  ทำอย่างไรไม่ให้ใช้เงินเกินตัว  มีการสอนทำสมุดบัญชีครัวเรือนที่ทำได้ง่าย เรื่องที่2. คือการแก้ไข ให้มีความเพียรพยายาม ในการทำมาหากิน และตั้งอกตั้งใจเพื่อให้ได้รับความก้าวหน้า เพื่อให้มีรายได้ที่ดี  รวมทั้งการมีอาชีพเสริม “

วิทวัสกล่าว เพิ่มเติมว่า

ช่วงแรกแรกที่ทำการประชาสัมพันธ์ออกไป น้ำหนักของแคมเปญจะเท่าๆกันทั้ง 4 เรื่อง แต่ต่อไปจะให้ความสำคัญในเรื่องของการเงินมากขึ้นเพราะเป็นหัวใจของจุดเริ่มต้นในหลายๆเรื่อง

ในเดือนพฤศจิกายนจะมีโฆษณาออกมาอีกชิ้นหนึ่ง คือ “อย่าให้ใครว่าไทยฟุ้งเฟ้อ”   เป็นภาพยนตร์โฆษณา อีก 3 เรื่องที่เน้น การมีวินัยทางด้านการเงิน

“  เป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ที่ต้องการคือการสร้างพฤติกรรมลดหนี้ให้ได้ อาจจะมีการประกวดกันว่าจังหวัดไหน หนี้สินครัวเรือนต่ำที่สุด ใครชนะจะ มีรางวัลเงินก้อนใหญ่ไปพัฒนาจังหวัด”      วิสทวัสกล่าวย้ำ เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน เชื่อว่าอีกไม่นานเราจะเป็นคนไทยที่น่าภาคภูมิใจอย่างแน่นอน

Marketeer ฉบับเดือนตุลาค 2558

Startup จะโตได้ ต้อง Present ฝีมือขั้นเทพ

ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทอุ๊คบี  กล่าวว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา4 ปี เขาพรีเซ้นท์งานมาแล้วไม่ต่ำกว่า 100 ครั้ง

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งของอุ๊คบีเกิดขึ้นในปีที่แล้ว  จากการพรีเซ้นท์ที่ยอดเยี่ยมทำให้เขาสามารถได้เงินลงทุนในรอบ Series B จากบริษัท Transcosmos ประเทศญี่ปุ่นเป็นจำนวนเงินถึง  210 ล้านบาทเพื่อใช้ในการขยายบริษัท หลังจากที่เคยได้เงินลงทุนในรอบ Series A มาแล้ว จากบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ (บริษัทแม่ของเอไอเอส) เมือปี 2012 เป็นเงินประมาณ  60 ล้านบาท

เทคนิคและเคล็ดลับในการพรีเซ้นท์งานให้โดนใจนักลงทุน ณัฐวุฒิวางไว้  4 ข้อหลักคือ

1. เรามีเวลาเพียง 30-45 วินาทีทองที่จะเรียกร้องความสนใจของคนฟังในช่วงแรก   ผู้บริหารที่มาฟังเราล้วนแต่มีเวลาจำกัด และดูเหมือนว่าสิ่งที่เราอยากได้อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจ หรือผลประโยชน์ของเราไม่ใช่ผลประโยชน์ของเขา  ดังนั้นการเปิดตัวในช่วงเวลาไม่เกิน 45 วินาทีนั้น ต้องคุยอะไรบางอย่างที่จะต้องทำให้เขาต้องฟังต่ออย่างสนใจให้ได้  ถ้าทำตรงนี้ไม่ได้ทั้งเราและเขาต้องเสียเวลา แน่นอน  แล้วยิ่งถ้าระหว่างเราพูด เขากลับก้มหน้าเล่นมือถือ แล้วพยักหน้าหงึกๆ แสดงว่าคุณพลาดอะไรบางอย่าง

2. ต้องทำการบ้านอย่างหนัก  ต้องรู้ว่าคนที่เราไปพูดเป็นใคร ตำแหน่งไหน รับผิดชอบอะไร   ถ้าเป็นซีอีโอ เป็นซีอีโอประเภทไหน ถ้าประเภทขาลุย เขาจะมองวิชั่นเป็นหลัก  ถ้าเป็นซีเอฟโอจะสนใจในเรื่องตัวเลขเป็นพิเศษ   แต่ถ้าเป็นผู้บริหารที่ดูทางด้านมาร์เก็ตติ้ง หรือเทคโนโลยี  เราก็ต้องพยายามพูดคุยในจุดที่สอดคล้องกับความถนัด ความน่าสนใจของเขาให้มากที่สุด

3. ต้องมั่นใจว่าได้คุยกับคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจได้ จะได้ไม่เสียเวลา และทำพรีเซน เทชั่นไปได้ตรงคน ปกติข้อมูลในการพรีเซ้นท์จะเป็นมาตรฐานเหมือนกันหมดอยู่แล้ว แต่ใน 3 หน้าแรก หรือ 3 หน้าสุดท้าย คือสิ่งที่เราจะดัดแปลงให้ตรงกับความสนใจของคนที่เราได้โอกาสเข้าพบมากที่สุด

4. ทำอย่างไรก็ได้ให้งานพรีเซ้นท์เป็นเรื่องสนุก  ไม่น่าเบื่อ เหมือนการดูคอนเสิร์ตที่มีคอนเสิร์ตดีไซเนอร์คอยบิ้วด์อารมณ์ในแต่ละช่วง จนถึงช่วงพีคตอนจบที่ทุกคนเดินออกมาอย่างมีความสุข

ดังนั้นพรีเซนเทชั่นที่มี 30 สไลด์อาจจะต้องสลับไปสลับมา  เพื่อให้อารมณ์ในการจบของการพรีเซ้นท์มันพีค

ณัฐวุฒิ อธิบายเพิ่มเติมว่า ก่อนเข้าไปพรีเซ้นท์ต้องมีความชัดเจนว่า   ปัญหาที่เราจะไปพูดคุยกับเขาคืออะไร แล้วเขาจะได้อะไรจากเรา  สิ่งที่สำคัญที่สุดสิ่งที่เราพูดเราอธิบายเป็นเรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของเรา เขาไม่ได้แคร์ว่าเราทำอะไร  แต่เขาสนใจว่าเราจะทำอะไรให้กับเขา

“ตอนแรกต้อง Hook ด้วยเรื่องที่น่าสนใจ น่าติดตาม แล้วจบด้วย Call to Action คือเรื่องสำคัญ 1 2 3 ที่เราต้องการจะบอกและย้ำเขาอีกครั้งว่าเป็นเรื่องที่เขาน่าจะทำได้  และสรุปด้วยว่าตอนนี้เราคุยถึงตอนนี้แล้วนะ ต่อไปจะทำอย่างไรกันดี”

เขาแนะนำต่อว่า หลังจบพรีเซ้นท์อยากให้เป็นการพูดคุยแบบสบายๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นทางการตลอด ควรพูดอะไรที่ง่าย สั้นๆ ฟังแล้ว เข้าใจง่าย ไม่ต้องยืดเยื้อ

ณัฐวุฒิย้ำว่า สไลด์หรือข้อมูลต่างๆ ที่เตรียมไปไม่ได้มีความหมายเลย  ถ้าเทียบกับท่าทีหรือความรู้สึกของเขาว่าเขาพอใจเราหรือเปล่า เพราะข้อมูลและรายละเอียดพวกนั้นสามารถเอามาพูดกันเพิ่มเติมทีหลังได้

เรื่องประกอบ

อุ๊คบี (Ookbee)  เป็นร้านหนังสืออีบุ๊ค   เริ่มต้นบริษัทเมื่อมกราคม 2011  ปี 2012 บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์   ปัจจุบันมีลูกค้าประมาณ 6.5 ล้านคน  เพิ่มลูกค้าใหม่วันละประมาณหมื่นกว่าคน  จากทีมงาน 5 คน  ตอนนี้มี 250 คน

ขณะนี้อุ๊คบีกำลังขยายงานไปยังต่างประเทศ เริ่มจากประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย โดยร่วมกับพันธมิตร คือสำนักพิมพ์และนิตยสารท้องถิ่นในฟิลิปปินส์ 60 ฉบับ มาเลเซีย 80 ฉบับ และเวียดนาม 100 ฉบับ

โดยตั้งเป้าจะเป็นผู้นำร้านหนังสือดิจิตอลในภูมิภาคเอเชียภายใน 3 ปีข้างหน้า

เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล

Marketeer ฉบับเดือนตุลาคม 2558

 

 

 

 

Startup แบบไหน ที่ VC จะลงทุน

กองทุน 500 Tuktuks   เปิดตัวไปเมื่อเดือนเมษายน 2558   จนถึงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ได้ประกาศ ลงทุนใน Startup ไปแล้ว 2 ราย แล้วยังได้ซื้อเพิ่มอีกประมาณ 7-8  ราย  คาดว่าจะประกาศรายชื่อได้ทั้งหมดก่อนสิ้นปีนี้   โดยมีแผนการจะลงทุนปีละประมาณ 15-20 บริษัท กับบริษัทที่เพิ่งเริ่มต้น (Seed) ในวงเงินลงทุนเริ่มต้นที่ 1.5-6 ล้านบาท หรือประมาณ 5.2 หมื่นเหรียญ

500 Tuktuks  เป็นเครือข่ายของกลุ่ม 500 Startups จากซิลิคอน วัลเลย์ สหรัฐอเมริกา  มีมูลค่ากองทุนประมาณ 300 ล้านบาท เป็นการระดมทุนมาจากนักลงทุนหลายส่วน โดย 500 Startups  ลงทุนประมาณ 30 ล้านบาท ที่เหลือเป็นของนักลงทุนไทย เช่น  “ต๊อบ” อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ CEO  เถ้าแก่น้อย  โยธิน ดำเนินชาญวณิชย์  CEO ดับเบิ้ลเอ บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น จำกัด  และนักลงทุนจากประเทศ ญี่ปุ่น  โดยมี กระทิง พูนผล (อดีตพนักงาน Google ) และ ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ผู้ก่อตั้ง Ookbee  เป็นผู้บริหารกองทุน โดยโฟกัสธุรกิจเทคโนโลยีสตาร์ทอัพเป็นหลัก

 ก๊อปปี้โมเดล หาจุดแข็งแล้วทำขาย

กระทิงให้ความเห็นว่า Startup ที่น่าสนใจจะเป็นแพลตฟอร์มของบิสสิเนสโมเดลที่ก๊อปปี้มาจากต่างประเทศก็ได้  เป็นโมเดลที่สามารถในการทำซ้ำไปเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด และนี่คือข้อแตกต่างระหว่าง Startup กับเอสเอ็มอี และที่สำคัญ Startup  เป็นเรื่องของเทคโนโลยี

“เมืองไทย Startup ไม่ต้องหวือหวา อินเทอร์เน็ตอย่างเดียวก็ยังมีอะไรให้ทำเยอะมาก  ก๊อปปี้ให้ดี ทำให้เร็ว หาจุดแข็ง บริหารจัดการให้ได้ อย่างที่อเมริกามีบิสสิเนสโมเดลแข่งกันเป็นพันแบบ  แล้วถูกคัดจนเหลือเพียง 20 แบบก็แสดงว่าธุรกิจนั้นถูกปรู๊ฟไปแล้ว  ไม่ต้องไปนั่งคิดใหม่  มีข้อมูลวิเคราะห์ทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จมากมายหลายชิ้น อ่านให้หมด แล้วเอามาทำที่เมืองไทย  แต่ต้องทำให้เร็ว เพราะถ้าไม่เร็วคู่แข่งก็จะบี้เอา”

90% โมเดล Startup  ที่เกิดขึ้น คือบิสสิเนสโมเดลที่ประสบความสำเร็จมาแล้วจากที่อื่น  ถูกปรับปรุงให้เหมาะกับประเทศไทย และเซ้าท์อีสต์เอเชีย อย่างแกร็บแท็กซี่ที่เลียนแบบโมเดลของฮูเบอร์มา  รวมทั้ง  Ookbee, Wongnai และ Priceza

“ถ้ามีโปรดักท์เหมือนกัน ไอเดียคล้ายๆ กัน 4-5 ตัว เราต้องเลือกทีมที่แข็งที่สุดทำได้เร็วที่สุด ใส่เงินเข้าไป เพื่อให้เขาไปได้เร็วเร่งการเติบโตจนคู่แข่งตามไม่ทัน”

เขาบอกว่า ถ้าเป็นธุรกิจเอสเอ็มอีซื้อมาขายไปคงไม่สนใจ  และ Startupเป็นอีกโลกหนึ่ง เป็นการดูว่ารอบหน้าบริษัทนี้ในอนาคตจะมีมูลค่าไปอีกประมาณเท่าไร มูลค่าที่ได้เปรียบเทียบกับบริษัทประเภทเดียวกัน และวิเคราะห์ดูว่าความแข็งแกร่งเป็นอย่างไร

            “ในรอบของผม รายได้ที่แท้จริงยังไม่มี  เอารายได้มาวิเคราะห์ไม่ได้ รอบของซีรี่ส์เอเขาอาจจะมองรายได้บ้าง แต่คงสนใจท็อปไลน์มากกว่า อเมซอนขาดทุน 8  ปี กูเกิ้ล 7-8 ปีที่ไม่มีกำไร แต่ทีนี้พอเปิดปั๊ป  ก็ทำเงินทันทีมหาศาลเหมือนกัน”

กระทิงยังมีความเห็นว่า การลงทุน Startup ความเสี่ยงสูงมากกว่าเอสเอ็มอี   สมมุติว่าลงทุนไป 10 บริษัท เจ๊งไป 5 บริษัท อีก 3 บริษัทเป็นซอมบี้ แต่ 2 บริษัทที่เหลือเราก็หวังว่ามันจะโตเร็วเหมือน Grab Taxi คือโตเป็นพันเท่าภายในเวลา 3 ปี คือเสน่ห์ของสตาร์ทอัพเกม แต่ต้องห้ามพลาดสำหรับบริษัทที่กำลังจะโต”

ความสำเร็จของ Startup ไม่ใช่แค่มี VC มาซื้อ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าจุดไหนคือความสำเร็จของ Startup  แค่แต่งตัวให้สวยๆ มี VC มาซื้อไปคือความสำเร็จหรือเปล่า โดยที่หลังจากนั้นบริษัทจะเป็นอย่างไร  VC ต้องรับผิดชอบเอง กระทิงอธิบายว่า

“ถ้า Startup มองอย่างนั้นจะผิดทันทีเลย และถ้าคุยแล้วเขามีความคิดนี้ผมจะไม่ลงทุนเลย  จริงๆแล้วพอ VC ลงเงินไปปุ๊ปคือจุดเริ่มต้นชีวิตของทีมงานจะเปลี่ยนไปทันทีเพราะ VC จะลงมาดูเลย บางทีเขาก็จะไปนั่งเป็นบอร์ดด้วย คือคอยประกบว่าคุณทำได้ตามเป้าหรือเปล่า ส่วนจุดสิ้นสุดคือการที่เขาขายบริษัทออกไป หรือขายไอพีโอ หรือไม่ก็เจ๊ง  การที่สตาร์ทอัพคนไหนได้เงินจาก VC แล้วแผ่ว แบบนั้นก็ไม่ใช่ เวลาเริ่มคุยเราก็รู้ว่าเด็กอยากได้เงินไปเพื่ออะไร ต้องดู  Vision กับ Passion ของเขาว่ามีขนาดไหน”

กระทิงย้ำว่า นี่คือ Startup Games  แต่จะเป็นเกมที่มี High Risk, High Return เขาย้ำว่าไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะกับ   Startup และ Startup ก็ไม่ใช่โมเดลเดียวที่จะประสบความสำเร็จด้วย  เพราะสตาร์ทอัพความเสี่ยงเยอะ แต่ถ้าสำเร็จก็มหาศาล

  

Blisby และ Omise บทพิสูจน์ยกแรก

Blisby.com  เป็นตลาดออนไลน์ที่ขายสินค้าทำมือที่ได้มาจากเอสเอ็มอี  ซึ่งปัจจุบันในเมืองไทยมีอยู่ประมาณ 2 แสนกว่าเจ้า  บิสสิเนสโมเดลเมื่อเป็นออนไลน์มาร์เก็ตเพลส สเกลสามารถขยายต่อไปได้เรื่อยๆ และมีโอกาสโตได้มาก คล้ายกับเว็บเอสซี่ของสหรัฐฯ ซึ่งตัวนั้นมูลค่าธุรกิจเกือบ  2 พันล้านเหรียญ  6 หมื่นกว่าล้านบาท

“เริ่มแรกเขามีโปรดักท์อยู่แล้วๆ ต้องการขยาย ผมมองว่าอย่างน้อยก็ต้องไปได้ดีในอาเซียน  Startup ทุกตัว Exit คือขายต่อให้บริษัทอื่น หรือเข้าตลาดหลักทรัพย์ ส่วนตัวนี้เราหวังว่า เป็นไปได้อย่างมากว่าจะถูกซื้อไป”

อีกตัวคือ Omise โอมิเสะ เป็นเปย์เม้นท์เกตเวย์ที่ตอนนี้ได้นักลงทุนเป็นธนาคารแห่งหนึ่งในประเทศอินโดนีเซียเข้ามาร่วมทุน ทำให้สามารถขยายไปอินโดนีเซียได้เลย แผนการต่อไปของ Omise คือ ต้องการให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดการใช้เงินสดเช่นเดียวกับภูมิภาคอื่นๆ ในอนาคต Omise อาจจะบุกตลาดออฟไลน์ เช่น เครื่องรับบัตรเครดิต หรือจุดรับจ่ายเงิน (Point of Sale – POS) ครบวงจร

ส่วนฺ Blisby เพิ่งเริ่มต้น ยังพูดไม่ได้ว่าจะไปถึงไหนแต่เห็นการเติบโตแล้ว มากกว่าที่คาดไว้อีก  และทุกตัวที่ลงทุนก็คาดว่าอย่างน้อยต้องโตให้ถึง 10 เท่าให้ได้     ทั้ง 2 ตัวนี้ลงทุนไปแล้วประมาณ 6 ล้านบาท

“Startup  เป็นการลงทุนที่น้อยกว่าธุรกิจทั่วไป อย่าง Blisby  ไม่ต้องมีสินค้าคงคลัง ให้คนอื่นแบกสินค้าคงคลัง แล้วตัวเองสร้างแพลตฟอร์ม สร้างตลาด  แล้วก็เก็บค่าเช่าตลาดไป  โอมิเสะก็เหมือนกันไม่ได้ ถือเงินเลย แต่เขาเป็นตัวกลางในการส่งผ่านเงินให้  แล้วก็ชาร์จเปอร์เซ็นต์  เป็นธุรกิจที่ดีเพราะช่วยให้ 2 ฝั่งคือทั้งผู้ซื้อและผู้ขายได้หรือผู้ส่งผ่านเงินกับผู้รับเงิน  มีความสะดวกในการส่งผ่านกันมากขึ้น แล้วก็ทำหน้าที่ให้มัน ดูปลอดภัย เซฟตี้  ให้สะดวก    ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจที่ดีมาก คือถ้าจะให้ผมไปลงธุรกิจที่ต้องมีสินค้าคงคลัง  สินค้าทั่วไปที่จับต้องได้ คงไม่ทำ

ถึงแม้ว่าสเกลของ Startup ไปต่างประเทศไม่ได้ แต่ถ้าเป็นธุรกิจที่ใหญ่ กินมาร์เก็ตแชร์ 80% ของตลาดเมือไทย 500 Tuktuks  ก็มีความสนใจ

 

 ปัญหา Startup ไทย ในสายตา Tuktuks

กระแสของการเกิดขึ้นของ VC ทำให้ Startup เกิดขึ้นมากมาย กระทิงเล่าว่า เพียงแค่เวลา 3 เดือนที่กองทุน 500 Tuktuks มาเปิดที่เมืองไทย มี Startup  มาเสนอตัวถึง 200 ราย แต่ตัดสินใจลงทุนเพียง 2 รายเท่านั้น   สิ่งที่ยังเป็นปัญหามีอยู่ 3 เรื่องหลักคือ

1. บิสสิเนสโมเดลที่เป็นเอสเอ็มอี  โอกาสโตแบบก้าวกระโดดไม่มี   สเกลก็เล็ก โอกาสขยายไปต่างประเทศไม่ได้ หรือได้ก็ต้องใช้เวลา

2. หลายคนที่เข้ามา มีแต่ไอเดีย แต่ยังไม่มีโปรดักท์

3. ทีมยังไม่พร้อม

“ที่ผมเจอมากที่สุดคือข้อแรก คือธุรกิจน่าจะขึ้นไประดับหนึ่ง แต่ไม่น่าจะโตต่อได้อีกแล้ว อีกอย่างที่สำคัญมากคือเขาโฟกัสแค่ตลาดประเทศไทย  คือธุรกิจที่ผมจะลงมันต้องขยายตลาดไปที่เซ้าท์อีสท์เอเชียได้”

เขาย้ำว่า สิ่งแรกที่เขาตัดสินใจที่จะร่วมลงทุนด้วยคือ ทีมต้องแข็ง ต้องดี ถ้ามีประสบการณ์ทำธุรกิจอื่นมาก่อนยิ่งดี เพราะถ้าไอเดียดี แต่ทีมไปกันไม่ได้ก็ไม่ใช่

ที่สำคัญการเข้ามาของ 500 Startup  ไม่ได้เอาเงินมาลงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการนำเอา  Global  แพลตฟอร์ม โนฮาว และคอนเนคชั่นมาด้วย

หรือต่อไปถ้า 500 Tuktuks มีStartup ประมาณ 20 บริษัท ก็สามารถดึงผู้แนะนำ ฝึกสอนระดับโลก ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องต่างๆ มาสอนได้ พอธุรกิจขยายไปเซ้าท์อีสท์ก็มีกองทุนรองรับ หรือหากขยายไประดับโลกก็มีกองทุนใหญ่ของบริษัทแม่  100 กว่าล้านเหรียญไว้รองรับเช่นกัน   เป็นรันเวย์ที่ช่วยทำให้ Startup ไปได้เร็วขึ้น

เสน่ห์ของ Startup เมืองไทย ทำให้กระทิงวางแผนไว้ว่า อีก 3 ปีข้างหน้าจะลงทุนอีกกองหนึ่ง ซึ่งจะมีขนาดของการลงทุนจะใหญ่ขึ้น และมูลค่าการลงทุนที่สูงขึ้น

 

4 เรื่องสำคัญที่เข้าตา  500 Tuktuks  

1. ความพร้อมและความแข็งแรงของทีม ทั้งทีมที่ดูเรื่องธุรกิจ ทีมที่เป็นโปรแกรมเมอร์  เป็นทีมที่รู้ใจ และร่วมงานกันนานแค่ไหน

2. เป็นโปรดักท์ที่พร้อมแล้ว มีผู้ใช้ มีลูกค้าอยู่แล้วประมาณหนึ่ง  ไม่ได้มีแค่เพียงแนวคิด

3. ตลาดต้องใหญ่  อย่างน้อยก็ต้องเป็นตลาดในอาเซียน  มีศักยภาพในการขยาย และมีมูลค่าธุรกิจประมาณ  1 พันล้านเหรียญขึ้นไปเป็นมูลค่าตลาด

4. ต้องเป็นบิสสิเนสโมเดลที่ขยายตลาดได้อย่างรวดเร็ว สามารถทำซ้ำได้ในหลายๆ ที่ทั่วโลก

 

เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล

Marketeer ฉบับเดือนตุลาคม 2558

ทาดาชิ ยาไน – ยูนิโคลต้องเป็น No.1 ในไทย

 

แบรนด์ยูนิโคล ได้เข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทยเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา และในปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในฐานะตลาดที่ ทาดาชิ ยาไน ประธานบริษัท ประธานกรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟาสต์ รีเทลลิ่ง จำกัด เจ้าของแบรนด์และผู้ก่อตั้งเสื้อผ้า ยูนิโคล มองว่าเป็นประเทศหนึ่งในโลกที่ให้ความสำคัญ และโพเทนเชียลสูงอีกประเทศหนึ่งในเอเชีย แพ้ โตเกียว เซียงไฮ ฮ่องกง สิงคโปร์ เท่านั้น

และ Marketeer ได้มีโอกาสร่วมพูดคุยกับ ทาดาชิ ยาไน ถึงมุมมองของเขากับยูนิโคลไทย

3.

มองโอกาสยูนิโคลในประเทศไทยอย่างไร

ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางอาเซี่ยน ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใหญ่ขึ้นมาก และยูนิโคลต้องการเป็น No.1 Brand ในไทย

ไทยกับญี่ปุ่นมีความคล้ายกันคือเป็นประเทศเดียวที่ไม่เป็นเมืองขึ้น มีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขเหมือนประเทศญี่ปุ่น รวมถึงคนไทยชืนชอบและให้ความสนใจความเป็นญี่ปุ่นมาก

คนไทยเซ็นซิทีพต่อแฟชั่น สนใจเรื่องเสื้อผ้า ใช้เงินกับไปกับการซื้อสินค้าแฟชั่นเป็นจำนวนมากในแต่ละปี  และคาดว่าใน อนาคตประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นเมืองใหญ่ได้ไม่ยาก เมื่อเทียบในแถบเอเซีย กรุงเทพ ประเทศไทยเป็นเมืองหลวงที่มีการเติบโตรองจากโตเกียว เซียงไฮ ฮ่องกง สิงคโปร์ และผมต้องการที่จะขยายสาขาในประเทศไทยให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อให้คนไทยได้ใส่เสื้อผ้าที่สวมสบาย เข้ากับไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน และอยากให้คนไทยรู้สึกดีใจที่ยูนิโคลมาเปิดสาขาในไทย

2

ทำไมถึงเรียกยูนิโคล ว่า LifeWear

เสื้อผ้ายูนิโคลไม่ได้มีดีแค่ดีไซน์ แต่เน้นคุณภาพ และราคาที่คุ้มค่า เหมาะกับการการสวมใส่ในสไตล์เฉพาะของแต่ละคน บ่งบอกความเป็นตัวตนของผู้สวมใส่ มีความเรียบง่ายสามารถนำมาใส่ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ โดยไม่รู้สึกว่าเป็นคอลเลคชั่นที่ล้าหลัง แม้จะผ่านไปกี่ปีก็ตาม และสามารถมิกซ์แอนด์แมทช์ได้ตามที่ต้องการ

Goble is Local, Local is Goble คือแนวคิดที่ทำให้ยูนิโคลแตกต่างและเป็นพลังด้านบวกเมื่อเข้าสู่ตลาดแต่ละประเทศใช่หรือไม่

เสื้อผ้าจำหน่ายแต่ละประเทศจะเป็นแฟชั่นดีไซน์ที่จำหน่ายทั่วโลก 80%และ 20% จะมาจากดีไซน์เนอร์โลคอล ที่เป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ในแต่ละประเทศ เพื่อสะท้อนไลฟสไตล์ที่เหมาะสม อย่างปารีส ที่ประสบความสำเร็จกับ อิเนส เดอ ลา เฟรซองจ์ ไอคอนแฟชั่นระดับโลกที่เป็นตัวแทนของสาวปารีสได้อย่างดี ส่วนในประเทศไทยยูนิโคลเปิดรับแฟชั่นดีไซน์เนอร์ที่สนใจด้วยเช่นกัน

1

ทาดาชิ ยาไน ทุกอย่างเกิดขึ้นตอนอายุ 18

ยาไนเล่าว่า เขาได้มาประเทศไทยครั้งแรกเมื่ออายุ 18ปี จากการท่องเที่ยวด้วยรถบัสในเส้นทางฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และจุดหมายสุดท้ายคือประเทศไทย ครั้งที่ 2 คือ ตอนเปิดยูนิโคลสาขาแรกที่ Central World และครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3

เมื่อตอนอายุ 19 เขาได้เดินทางเที่ยวรอบโลก และเห็นว่าโลกทั้งใบไม่ได้กว้างใหญ่อย่างที่คิด และมีความคิดที่จะนำยูนิโคลสู่ตลาดโลกตั้งแต่ครั้งแรกของการดำเนินธุรกิจ และโตเกียว ปารีส  โซล ลอนดอน เซี่ยงไฮ สิงคโปร์ เป็นเมืองหลวงที่ให้ความสำคัญมาตลอด

 

 

จับGen Me ให้อยู่หมัด ด้วยโมเดลE to I ตามสไตล์ อ. ธีรพันธ์

ตอนที่ 2 จับ Generation Me ให้อยู่หมัดด้วย E to I

ดร. ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ นักการตลาดคงรู้จักกันดีในฐานะ ที่ปรึกษาและนักกลยุทธ์การตลาดชื่อดัง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ธรู เดอะ ไลน์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด และคอลัมน์นิสต์ชื่อดังในนิตยสารมาร์เก็ตเธียร์ และในวันนี้ อ.ธีรพันธ์ ได้เปิดมุมมองกับ มาร์เก็ตเธียร์ถึง Generation Me ที่จะกลายเป็น Generation ที่ทรงพลังในอนาคต พร้อมแนวทางจับพฤติกรรมGeneration Me ด้วยโมเดล E to I ที่อ. เป็นผู้นำเสนอด้วยตัวเอง

E

Entertainment

พฤติกรรมของ Generation Me คือชอบ Entertainment ชอบความบันเทิง เป็นกลุ่มที่ Consume Entertainment ได้ตลอดเวลา เมื่ออยากดูทีวีคนรุ่นเก่าๆ จะกลับบ้านไปดูทีวีที่บ้าน แต่เมื่อGeneration Me จะดูทีวีจะเปิดดูจากสมาร์ทดีไวซ์ผ่านแอพพลิเคชั่นในทันที สังเกตได้ว่าบนเจอทีวีจะมีรายการที่เน้นด้านความบันเทิง ออกมารองรับนักการตลาดที่จะสื่อสารถึงคนกลุ่มนี้จำนวนมาก

Education

ชอบเรื่องEducation แต่ต้องการศึกษาเฉพาะในเรื่องที่สนใจ โดยไม่แคร์ว่าคนอื่นจะสนใจหรือไม่ ต่างจากคนยุคเก่าที่ยอมเรียนในสิ่งที่พ่อแม่เลือกหรือแนะนำให้ ทำไมลูกไม่สอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยสาขานี้หละ เพราะสังคมยอมรับดูเท่ ดูเก๋ Generation Me มองข้ามสิ่งเหล่านี้และอาจจะมีความสุขกับการเรียน Food Design การออกแบบอาหาร เรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบ สนใจ

นอกจากนี้ Education ของ Generation Me จะต้องมาพร้อมความสนุกในรูบแบบ Edutainment จินตคณิต เรียนภาษาไทยกับติวเตอร์ที่สอนสนุก รวมถึงกับการให้ความสนใจเรียนหลักสูตรสั้นๆ สัมมนาในคอร์สสั้นๆไม่กินเวลา ในหัวข้อต่างๆ จากไลฟ์สไตล์ Generation Me ที่ชอบการศึกษาที่ Shot Cut เรียนแล้วนำมาใช้งาน ทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวได้เลย คนกลุ่มนี้ไม่ต้องการสร้างเนื้อสร้างตัวแบบช้าๆ การศึกษาในวันนี้จึงเกิดหลักสูตรใหม่ๆ ตอบสนองความต้องการนี้มาก

 

F

Freedom

ด้วยพฤติกรรมรักอิสระของ Generation Me จึงเป็นเรื่องวิตกกังวลของบริษัทว่าจะไม่มีพนักงานเข้ามาทำงานในองค์กร เพราะเด็กใน Generation ยุคใหม่ไม่ชอบทำงานตอกบัตร ชอบการทำงานอยู่บ้าน ชอบช็อปปิ้งออนไลน์ ชอบขายของออนไลน์ สอบความอิสระเสรี อยากจะทำอะไรก็ทำ ไม่เชื่อเรื่องการเข้างาน 9 โมงเช้าออก 5 โมงเย็น เชื่อในการวัดผลจากผลงาน มากกว่าช่วงเวลาในการทำงาน และคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการการตลาด จากการเข้ามาเป็นนักธุรกิจอิสระ ทำขายตรง เป็นนายตัวเอง ขายสินค้าออนไลน์ เป็นต้น

Future Plan

Generation Me ไม่ได้อิสระจนลืมวางแผนอนาคตตัวเอง แต่เป็นคนที่มองโลกอนาคตที่แตกต่างจากคนยุคเก่าที่เน้นการเก็บหอมรอมริบ สร้างเนื้อสร้างตัว มีความสุขกับการเก็บเงิน และตัวเลขที่เพิ่มขึ้นในบัญชี เก็บเงินไว้เที่ยว ใช้จ่ายตอนแก่

ชาว Generation Me จะวางแผนอนาคตด้วย การท่องเที่ยว แบ่งเงินส่วนหนึ่งมาใช้กับการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศกับ Gang มีความสุขกับการหยุดยาว พักร้อน และกล้าที่จะซื้อของแบรนด์เนม แพงๆ หรืออาจจะเป็นของโนแบรนด์แต่ต้องเป็นต้อง Chic Productบ่งบอกความเป็นตัวตน มีความสุขในการสนอง Need ตัวเอง มีความสุขโดยไม่สนใจว่าใครจะพูดอะไร

นอกจาก Generation Me จะหมดเงินกับการท่องเที่ยวและซื้อของแพงๆ แล้ว พวกเขายังหมดเงินไปกับการดูแลตัวเอง ให้ตัวเองดูดีในมุมของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นศัลยกรรมต่างๆ ปรับนู่นปรับนี่จนเกิดสโลแกนที่ว่า “ทำบุญสวยชาติหน้า ทำหน้าสวยชาตินี้” หรือแม้แต่มีความสุขในการทานอาหาร ยอมขับรถไปไกลๆ เพื่อไปทานอาหารในร้านสักร้าน และถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียเพื่อบอกว่า “สิ่งที่เธอมา ฉันก็มาแล้วนะ”

 

G

Gang Social

Generation Me ไม่ใช่ Only Me แต่เขายังมี Gang อาจไม่ใช่กลุ่มเพื่อนที่เรียนด้วยกันมา แต่มาเจอกันในโลกออนไลน์และคุยกันถูกใจ ถูกคอจนกลายเป็นก๊วนเดียวกัน สามารถคุยกับคนที่ไม่รู้จักและคุยกันถูกคอได้โดยไม่มีกำแพงกั้น และนัดไปเที่ยวด้วยกันในอนาคต จากความเป็น Social Networking ของ Gang จึงเป็นสิ่งที่นักการตลาดให้ความสนใจและนำไปต่อยอดเป็นกลยุทธ์ เพราะถ้าเกิดเข้าถึงคนๆ หนึ่งได้จะเข้าถึงคนได้ทั้งก๊วนได้ไม่ยาก

Game การแข่งขัน

นอกจาก G Gang G ต่อมาคือ Game Generation Me ชอบอะไรเกี่ยวข้องกับการแข่งขัน เอาชนะ เป็นกลุ่มที่ชอบความท้าทาย ถ้าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ พูดว่าสิ่งที่คิดทำไม่ได้หรอก จะเกิดแรง Inspiration ขึ้นมาทันที และจะทำให้เกิดความสำเร็จให้ได้ หรือแม้แต่การเอาชนะคำท้าเพื่อน เช่นการท้าจีบใครสักคนให้ติดเป็นต้น

กลยุทธ์การตลาดจึงเป็นเรื่องของเกมมาเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น รายการทีวีที่มีรายการประกวดร้องเพลง เกม เต้น จำนวนมาก

 

H

Health Care

Health Care ดูแลสุขภาพ Personal Care ดูแลตัวเอง Very Very มาก เป็นกลุ่มที่เข้าฟิตเนส ให้ร่างกาย Fit and Firm ใช้เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย

Hi-Tech

ชาว Generation Me เป็นพวก Crazy เทคโนโลยี ชอบและหลงใหลความเป็น Hi-Technology ไม่ว่าจะเป็นมือถือ คอมพิวเตอร์ กล้องรุ่นใหม่ที่มีเทคโนโลยี รถยนต์ที่มีเทคโนโลยีทันสมัย และจะยอมหมดเงินไปกับสิ่งเหล่านั้น ยอมหาเงินมาเพื่อมือถือรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาทันที นักการตลาดต้องพยายามปรับเปลี่ยน ทำตลาดบนสินค้าใหม่ๆ บริการใหม่ๆ ตลอดเวลา 

 

I

Identity

เป็นกลุ่มที่มี Identity สูง ทำอะไรต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้ง ทรงผม หน้าตา สินค้าที่ใช้ต้องบอกความเป็นตัวตน ว่าฉันกับเธอไม่เหมือนกัน เธอชอบแบรนด์เนม แต่ฉันชอบแนว Chic สินค้าที่เป็น Teller made ไม่เหมือนใคร และอาจจะมีชิ้นเดียวในโลก

Intelligent

เป็นบุคคลที่ใช้ความรู้ความสามารถโชว์ความเฉลียวฉลาดอย่างดีเยี่ยม และสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน

Impatience

เป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยมีความอดทน Generation Me มีความมุ่งมั่น แต่ไม่นาน ทำอะไรได้สั้นๆ และหันความสนใจไปอีกเรื่องหนึ่ง เป็นกลุ่มขี้เบื่อ ไม่จดจ่อกับอะไรนานๆ เบื่อเรื่องนี้ก็ไปทำอีกเรื่องหนึ่ง หายเบื่อก็กลับมาทำใหม่ ทำอะไรหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน เช่นเรียนและทำงานไปด้วย ทำงานและช็อปปิ้งไปพร้อมๆ กัน เบื่อช็อปปิ้งก็เขาของมาขายเป็นต้น และยังเป็นกลุ่มที่ถูกสังคมประณามเยอะเรื่องความอดทน บริการไม่ดี ก็มาประณามในโซเชียล วิจารณ์ ตำหนิ ติดเตียนบนโลกออนไลน์

Idealism

Generation Me เป็นกลุ่มโลกสวย มีอุดมการณ์ สนใจสังคม รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อมสูง นักการตลาดจึงนำหยิบความเป็น Idealism ของ Generation Me มาใช้กับการทำตลาดผ่านกลยุทธ์ CSR ในรูปแบบต่างๆ

Investment

ชอบลงทุน ไม่ชอบต่อยอดธุรกิจพ่อแม่ อยากเป็น Entrepreneur ด้วยตัวเอง โดยกลุ่มนี้จะมีสโลแกนว่า “ถ้าเกิดเป็นลูกจ้างจะทำความฝันของเจ้านายให้เป็นจริง แต่ถ้าเป็นนายของตัวเองจะทำให้ฝันตัวเองเป็นจริงและเป็นกลุ่มที่ชอบเล่นหุ้น รวยทางลัด สนใจนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จเป็นเศรษฐีร้อยล้าน พันล้าน และยึดเป็นไอดอล

 

นักการตลาด จะจับ Generation Me ด้วยกลยุทธ์อะไร

เป็นกลุ่มที่ปราบเซียนนักการตลาด เพราะมาจาก3 Generation ทั้ง X Y Z มารวมกันบน Ageing ที่ห่างกันมาก ซึ่งในเชิงสังคมเชื่อว่าจะเกิดการเรียนรู้ การบริโภค ที่แตกต่างกัน และนักการตลาดบางกลุ่มคนยังสบสน Generation Me จากการเข้าใจว่า Generation Me มาจากเพียง Generation ใด Generation หนึ่งเท่านั้น แต่ความจริงไม่ใช่ และอ. ธีรพันธ์แนะนำกลยุทธ์ในการเข้าถึง Generation Me ต้องแบ่งGeneration Me ออกเป็นเซ็กเมนต์ย่อย และศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อทำตลาดถึงกลุ่มเป้าหมายได้นุ่มลึกขึ้น บนแนวทาง 9 ประการได้แก่

1.Word of Mouth บนโลกโซเชียล

นักการตลาดยอมรับว่ากลยุทธ์ Word of Mouth เป็นกลยุทธ์ที่มีความน่าเชื่อถือ จากผู้ที่มาบอกเล่าให้ฟังจะเป็นคนที่มีประสบการณ์  Word of Mouth ของชาว Generation Me อยู่ในโลกออนไลน์ และเชื่อความเป็น Word of Mouth  ของคน Gang เดียวกัน  แต่ถ้าเป็น Gang อื่น หรือ เว็บบางเว็บเป็น Word of Mouth ปลอม จ่ายเงินเพื่อสร้างกระแสอาจจะไม่เชื่อในสิ่งที่พูด

2. เปรียบเทียบสินค้าชัดเจน

การตลาดบอกตรงๆ เปรียบเทียบให้เป็นประโยชน์ของสินค้าหรือ บริการว่ามีอะไรเป็นจุดเด่นที่เหนือกว่าคู่แข่งให้เห็นภาพชัดเจน จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์ นี้เริ่มมีนักการตลาดนำมาใช้ เช่นบางธนาคาร ได้เปรียบเทียบผ่านวลี “ทำไมคุณต้องไปเสียเงินค่าบริการ”

และด้วยพฤติกรรมชอบ Information คนกลุ่มนี้จะหาข้อมูลเปรียบเทียบสินค้า ราคาที่ดีที่สุดจนวินาทีสุดท้ายก่อนตัดสินใจ จึงไม่แปลกที่นักการตลาดสมัยใหม่ เน้นการบอกราคาสินค้าบริการให้เห็นให้เปรียบเทียบ

3.Guarantee and Warrantee

ชอบสินค้าที่มีการันตี และวารันตี รับรอง

4.Online Marketing

Generation Me ชอบ Information บนโลกออนไลน์ ต้องทำกลยุทธ์การตลาด Online Marketing ทั้ง Online Mobile, Social Networking และเป็นกลยุทธ์ที่ละทิ้งไม่ได้ และต้องมีช่องทางการขายที่ทันสมัย

5.Multi Channel

คน Generation Me เป็นกลุ่มที่ Crazy Content เวลาจะเชื่ออะไรจะหาข้อมูลจนเกิดความมั่นใจ นักการตลาดไม่สามารถที่จะใช้การสื่อสารประโยชน์ของสินค้าบนสื่อใดสื่อหนึ่งเพียงสื่อเดียวได้ ต้องมีการสื่อสารหลายๆ ช่องทาง ไเพื่อเข้าถึงคนกลุ่มนี้มากขึ้น และเป็น Content ที่เข้าถึงง่าย มาพอเพื่อนำมาเปรียบเทียบ และไม่ยุ่งยากซับซ้อน เพราะคนกลุ่มนี้ไมชอบการอดทน

6.Lifestyle Marketing

เกาะไปกับวิถีชีวิตของชาว Generation Me กลยุทธ์การตลาดที่มา Support ต้องใช้กลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องสอดคล้องกับพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ รวมถึงการสื่อสารผ่านช่องทางที่ตรงกับ Lifestyle ทั้ง BTS MRT หรือแม้แต่ Ambient สื่อที่ตัวเองไม่ใช่สื่อ เช่นลิฟท์ บันไดเลือน

7.CSR

ด้วยความที่เป็น Idealism โลกของ CRS มาแรง คนกลุ่มนี้ยอมเข้ามาปั่นจักรยาน Bike for Mom, Bike for Dad ยอมปั่นจักรยานเพื่อรณรงค์ทำประโยชน์ให้สังคม หรือ Recycle เป็นสินค้าดีไซน์ใหม่ๆ ที่เป็น Identity และนำมาจำหน่ายในฐานะ Entrepreneur

8.Design

คุณสมบัติของสินค้าสำคัญจริง แต่อาหารตาก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะ Generation Me เป็นผู้ที่ชื่นชอบกับรูปลักษณ์ภายนอก ชอบความอินเทรนด์ หยิบมาใช้สังคมต้อง Wowwww

9.TV ยังต้องคงไว้

TV ยังเป็นสื่อที่ Generation Me ดูอยู่ การสื่อสารจึงต้องใช้ TV ในการปูพรม และใช้ Social Media ลงรายละเอียดและ Support

 

รับชม รายการ Love & Care ช่วง Happy Corner ทางช่อง5 เวลา 9.10-9.35 น. สัมภาษณ์ ดร. ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ เรื่อง Generation Me ได้ที่

ตอนที่1.

ตอนที่2.

ตอนที่3.

ตอนที่4.

ตอนที่5

ตอนที่6

 

อริยะ พนมยงค์ ยอมทิ้ง Search สู่โลก Mobile Life ของ Line

นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการดิจิตอล เมื่ออริยะ พนมยงค์ ตัดสินใจวางมือจากกูเกิ้ลประเทศไทยที่เขาเป็นผู้สร้างทิศทางองค์กรและธุรกิจให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน ในฐานะ Country Head คนแรกของ กูเกิ้ลประเทศไทย สู่การเป็นกรรมการผู้จัดการคนแรกของไลน์ประเทศไทย ด้วยเหตุผลหลากหลายประการที่น่าสนใจที่มาพร้อมกับคำนิยามใหม่ “Line คือ Life”

LINE-ARIYA-QUOTE---CONTENT1

Line ความท้าทายครั้งใหม่

อริยะ ได้เปิดใจครั้งแรก ในฐานะ กรรมการผู้จัดการไลน์ ประเทศไทยว่าการตัดสินใจมา “ไลน์” เพราะความท้าทายที่มากกว่า

เริ่มต้นกับ กูเกิ้ล ประเทศไทย เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมากสิ่งที่อยากทำคือ ปักธงสำนักงานประเทศไทย สร้างออฟฟิศ สร้างทีมธุรกิจให้กับกูเกิ้ลจนรู้สึกว่าสิ่งที่อยากจะทำ ทำไปหมดแล้ว ความท้าทายที่มีอยู่เริ่มลดลงเมื่อเทียบกับ 4 ปีที่ผ่านมา และเป็นจังหวะเดียวกับที่ ไลน์ ได้เข้ามาทาบทาม จึงตัดสินใจที่จะเข้ามาหาความท้าทายใหม่ๆ ในไลน์ จากการมองเห็นความท้าทายใหม่ๆ”

เขามองเทรนด์สมาร์ทโฟน อินเทอร์เน็ตออนโมบายที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมผู้บริโภคไทยใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือมากขึ้น และไลน์ก็คือบริษัทที่เกิดจากบริการบนโมบาย โดยไม่ต้องปรับเหมือนกับบริษัทอื่นๆ และมีอัตราการเติบโตได้ดี

มองไลน์ที่อนาคต

เหตุผลมาไลน์วันนี้ไม่ได้มองไลน์ในวันนี้ แต่มองไลน์ในอนาคต และสิ่งที่ไลน์จะไปได้ในอนาคตเป็นสิ่งที่น่าสนใจ”

สำหรับอริยะ การมองโอกาสในอนาคตของไลน์คือ การเป็น Start up ที่สามารถสร้างการเติบโตผ่านบริการที่หลากหลาย ในรูปแบบ localized ต่างจากกูเกิ้ลที่เน้นการให้บริการด้านธุรกิจเพียงด้านเดียว

อยากเห็นนวัตกรรมที่มาจากไลน์ประเทศไทย เและนำไปใช้กับไลน์ทั่วโลก เช่นไลน์ทีวีเปิดตัวที่ประเทศไทยเป็นที่แรก และได้ว่างอนาคตไลน์คือศูนย์กลางการให้บริการบนแอพพลิเคชั่นเดียวในรูปแบบ Single Platform จากปัจจุบันผู้บริโภคใช้งานมือถือผ่านแอพพลิเคชั่นที่หลากหลาย อย่างเช่นดูสินค้าแอพหนึ่ง สอบถามข้อมูลผ่านอีกแอพ โอนเงินผ่านอีกแอพ ซึ่งอาจดูง่าย แต่ในอนาคตไลน์จะให้บริการที่ง่ายกว่า”

LINE-ARIYA-QUOTE---CONTENT3

Chat คือศูนย์กลางของ Life

กรรมการผู้จัดการไลน์ มอง บริการของไลน์อยู่ในชีวิตผู้บริโภคเกือบทุกด้าน และมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี จาก 4กลุ่มธุรกิจหลักของไลน์

หนึ่งเกม เติบโตจากประเทศไทยเป็นตลาดที่ใหญ่

สองอีคอมเมิร์ซ หนึ่งในธุรกิจที่เติบโตในอนาคต ใน 2-3 ปีจะมีการเติบโตด้วยสัดส่วน 5-6% ในตลาด จากปัจจุบันมีมูลค่า 1% หรือพันล้านดอลลาร์สหรัฐ และที่ผ่านมา ไลน์ มีบริการ Line Shop ร้านค้าออนไลน์ และในสิ้นปีนี้จะมีบริการใหม่ๆ อีก 2 บริการในธุรกิจนี้

สามคอนเทนต์ ผ่านไลน์มิวสิค ไลน์ทีวี

สี่-B2B บริการ [email protected] บริการ Officail Account สำหรับผู้ประกอบการ SME 2.5ล้านในประเทศไทย

การบริการทั้งหมดจะมีไลน์แชทเป็นศูนย์กลาง และต้องการผลักดันบริการต่างๆ ของไลน์ให้มีความแข็งแกร่งด้านจำนวนผู้ใช้ทัดเทียมกับไลน์แชท ที่มีผู้ใช้มากกว่า 33 ล้านคน หรือมีสัดส่วน 83% ของผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตออนโมบาย 40 ล้านคนและจะรักษาสัดส่วนลูกค้า 83% ให้อยู่ในระดับนี้ต่ออย่างต่อเนื่อง โดยเกม คอนเทนต์ จะเป็น 2 บริการที่มีการเติบโตได้ดี”

 LINE-ARIYA-QUOTE---CONTENT2

 

จับGen Me ให้อยู่หมัด ด้วยโมเดลE to I ตามสไตล์ อ. ธีรพันธ์ ตอนที่ 1 ศึกษา Generation

 

ดร. ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ นักการตลาดคงรู้จักกันดีในฐานะ ที่ปรึกษาและนักกลยุทธ์การตลาดชื่อดัง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ธรู เดอะ ไลน์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด และคอลัมน์นิสต์ชื่อดังในนิตยสารมาร์เก็ตเธียร์ และในวันนี้ อ.ธีรพันธ์ ได้เปิดมุมมองกับ มาร์เก็ตเธียร์ถึง Generation Me ที่จะกลายเป็น Generation ที่ทรงพลังในอนาคต พร้อมแนวทางจับ พฤติกรรม Generation Me ด้วยโมเดล E to I  ตามสไตล์ที่อ. วางรูปแบบไว้  

ตอนที่ 1 ศึกษา Generation

เมื่อเอ่ยถึง ทฤษฏี Generation ได้รับการศึกษาจากนักพฤติกรรมศาสตร์ หรือนักจิตวิทยา จากความเชื่อพื้นฐานว่า มนุษย์มีความแตกต่างกัน และ Generation คือการจัด Grouping ของกลุ่มคนในสังคมที่มีอายุรุ่นเดียวกันจะมีพฤติกรรมคล้ายๆ กัน บนทฤษฏี Generation เชื่อว่าคนรุ่นเดียวกันจะมีทัศนคติ ความเชื่อ ที่คล้ายๆ กัน

นักการตลาดได้นำทฤษฏี Generation มาต่อยอดถึงรูปแบบการบริโภค บนพื้นฐานความเชื่อกลุ่มคน Generation เดียวกัน จะมีพฤติกรรมการบริโภคสินค้า ความต้องการในด้านต่างๆ ที่คล้ายๆ กัน และสามารถนำมาพัฒนาเป็นกลยุทธ์การตลาดกลับไปสู่ผู้บริโภคอีกครั้ง

กลุ่ม Generation ได้แบ่งออกเป็น 8+1 กลุ่มได้แก่

Loss Generation

เป็นยุคก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1

 

Greatest Generation

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พฤติกรรมค่อนข้างเป็นทางการ ทำอะไรเพื่อประเทศชาติ

 

Silent Generation

อยู่ระหว่างสงครามโลกคครั้งที่ 2 เป็นยุคของการฟื้นฟู เศรษฐกิจ ประเทศ

 

Baby Boomer Generation

ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในประเทศไทยอายุของ Generation Baby Boomer จะอยู่ที่ประมาณ 49 ปีขึ้นไป เป็นยุคที่เด็กเกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก จากค่านิยมการมีลูกหลานมากๆ เพื่อสืบทอดมรดก และดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่า เป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมบ้างาน จริงจังกับงาน เก็บหอมรอบริบ เพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว

คนยุค Baby boomer เป็นยุคที่มีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่ ค่อนข้างเกรงใจ เมื่อพวกเขาสมัครงาน ถ้านายจ้างถามว่าต้องการเงินเดือนเท่าไร คนยุคนี้จะตอบว่า แล้วแต่นายจ้างจะเห็นสมควร และนิยมทำงานในอาชีพข้าราชการเพราะมองว่ามั่นคงที่สุด

 

Generation X

เป็นลูกของ Generation Baby Boomer ค่อนข้างมีอิสระทางความคิด มีความคิดสร้างสรรค์ สังคมเริ่มมี ความคิดนอกกรอบ ผู้หญิงเริ่มออกไปทำงานนอกบ้าน จากยุค Baby Boomer ที่ผู้หญิงจะเป็นแม่บ้านและให้ผู้ชายหาเลี้ยง

เริ่มมีทีวีสี แต่ก็ยังมีกลิ่นอายของทีวีขาวดำอยู่ มีการฟังเพลงฮิปฮอป และเริ่มสนใจคอมพิวเตอร์ สื่ออินเทอร์เน็ตเล็กน้อยแต่ไม่ได้เป็นไฮเทคโนโลยีที่ล้ำลึกมาก

 

Generation Y

กลุ่มที่มีความน่าสนใจ เป็นยุคที่ต่อจาก Generation X และได้ขึ้นชื่อว่าเป็นยุคที่มีความสับสนในตัวเอง จากการเลี้ยงดูของ 2 กลุ่ม Generation ที่แตกต่างกัน โดยปู่ ย่า ตา ยาย อยู่ในยุค Baby Boomer จะค่อยเตือนให้อยู่ในกรอบ ยึดติดกับกฏธรรมเนียมประเพณี ส่วนพ่อแม่ เป็นชาว Generation X จะให้อิสระอย่างเต็มที่

Generation Y จึงเป็นกลุ่มที่ได้ชื่อว่า Generation Shock ของเจ้าของธุรกิจ พวกเขามีความคิดหลังเรียบจบว่า อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ เมื่อไปสมัครงานพวกเขาจะถามนายจ้างว่าจะสามารถให้เงินเดือนเท่าไร มีสวัสดิการ พักร้อนอะไรบ้าง และมีเส้นทางการเติบโตอย่างไร ซึ่งในความคิดของ Baby Boomer อาจมองว่าคนกลุ่มนี้ยังไม่เริ่มทำงานยังไม่เห็นผลงานก็ถามหาสิ่งต่างๆ เหล่านี้แล้ว

เพราะคนกลุ่มนี้เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นใจตัวเองสูงมาก กล้าแสดงออก Baby Boomer จึงมอง Generation Y ว่าเป็นกลุ่ม “ตัวป่วน” ในที่ทำงาน เพราะพวกเขา จะคิดนอกกรอบ ต่อต้าน การตอกบัตรทำงาน การแต่งตัว การทำงานตามระเบียบแบบแผนที่เคยทำมา มีคำว่า “ทำไม” ทำแบบนั้น ไม่ทำแบบนี้ถามอยู่เสมอ พวกเขามองว่าควรวัดการทำงานที่ผลงานมากกว่า นักจิตวิทยาจึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่า Generation “Why”

นักการตลาดสนใจ Generation Y เพราะในตลาดสัดส่วน Generation Y มีมากถึง 1 ใน 3 ของ ประชากรทั้งหมดในตลาด หรือประมาณ 19-20 ล้านคน นักการตลาดเชื่อมั่นว่าคนกลุ่มนี้มีพลังในการซื้อสินค้าในปัจจุบัน และมีอำนาจมากในการซื้อสินค้าในอนาคต

 

Generation Z

ลูกของ Generation Y ที่เกิดมากับไอที ไฮเทคโนโลยี มีสิ่งอำนวยความสะดวกรอบตัว สามารถใช้งานเทคโนโลยีได้โดยไม่ต้องพึ่งคู่มือ หาข้อมูลทุกอย่างด้วยตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ต จึงเกิด E-library E-Book E-Business ตามมาเป็นจำนวนมาก

 

Generation C

เกิดจากความเชื่อของนักการตลาดที่มองว่าสิ่งที่ผู้บริโภค Consume ส่วนใหญ่คือ Content คำว่า C จึงเกิดจาก Content เนื้อหา การตลาดจึงเข้าสู่ยุค Content Marketing

Generation C ไม่ได้จัดกลุ่มบนพื้นฐานอายุ แต่จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่บริโภค Content เนื้อหา หรือบางตำราอาจจะบอกว่า C มาจาก Computer หรือ Content + Computer ซึ่งGeneration C อาจจะเป็นได้ทั้ง Baby Boomer Generation X-Y-Z ที่ยึดติดกับการเชื่อมต่อ แชท แชะ แชร์ เชื่อมไปยังโลกออนไลน์ จะกินอะไร ทำอะไรต้องถ่ายรูปแบบบอกให้ชาวบ้านในโลกออนไลน์รู้หมด และเกิดสังคมหนึ่งที่นักการตลาดเรียกว่าการทำตลาดในสังคมโซเชียลมีเดียกับกลุ่มคนบนโลกออนไลน์

 

Generation Me

เป็นการ Grouping ทางพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ เทคโนโลยีใหม่ๆ ของนักทฤษฏีสมัยใหม่ที่จัด Generation X-Y-Z ซึ่งเป็น Generation ที่มีไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ โดยตัด Baby Boomer ซึ่งส่วนใหญ่ที่จะติดพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบเดิม เป็น IT Phobia ออกไปและเรียก Generation นี้ว่า Generation Me และโด่งดังหลังจากที่ Time Magazine นำมาเผยแพร่ จนเกิดความสนใจว่า Generation Me คือ Only Me หรือไม่ จากสังคมก้มหน้า ไม่สนใจใครอยากทำอะไรไม่แคร์คนอื่นที่ให้เห็นในปัจจุบัน แต่ความจริงแล้ว Generation Me ไม่ได้ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่ให้ความสำคัญกับตัวเองมาก และ Generation Me ไม่ใช่ Generation M ตามที่หลายคนสับสน M มาจากคำว่าMillennial คำที่เรียกเก๋ๆ ของ Generation Y

รับชม รายการ Love & Care ช่วง Happy Corner ทางช่อง5 เวลา 9.10-9.35 น. สัมภาษณ์ ดร. ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ เรื่อง Generation Me ได้ที่

ตอนที่1.

ตอนที่2.

ตอนที่3.

ตอนที่4.

ตอนที่5

ตอนที่6

 

Tatsumi Kimishima : Stable Transition Leader

 

ประสบการณ์และวัยวุฒิคือคุณสมบัติหลักของผู้นำช่วงเปลี่ยนผ่านหลังความเปลี่ยนแปลงที่ช่วยคนองค์กรอุ่นใจได้เสมอ และนี่อาจเป็นเหตุให้  Tatsumi Kimishima ได้รับตำแหน่งประธาน Nintendo คนใหม่ หลังการเสียชีวิตของ Satoru Iwata แทนที่จะเป็น Shigeru Miyamoto ประธานอาวุโส หรือ Genyo Takeda ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนาเชิงบูรณาการ สองประธานรักษาการณ์ซึ่งถูกคาดหมายว่าเป็นตัวเต็งขึ้นมาบริหารอณาจักรเกมแห่งนี้

Kimishima เก็บเกี่ยวประสบการณ์เกือบ 30 ปีแรกของการทำงานทั้งในญี่ปุ่นและสหรัฐฯกับ Sanwa Bank of Japan ธนาคารที่ทำกำไรได้มากสุดโลกช่วงปี 90 โดยจาก “ความเก๋าในเรื่องทางการเงิน” ทำให้เขาได้งานใหม่เป็น หัวหน้าฝ่ายการเงิน (CFO) ของ Pokemon Company บริษัทลูกของ Nintendo ในปี 2000 แต่เพียง 1 ปีให้หลังได้ได้เดินทางไปสหรัฐฯอีกครั้ง เพื่อรับตำแหน่งประธานบริษัท Pokemon Company USA ซึ่งดูแลลิขสิทธ์ “เจ้าหนูไฟฟ้า” ในเมืองลุงแซม และอีก 12 เดือนถัดมาก็ได้เลื่อนขึ้นเป็น ประธาน Nintendo Americaซึ่งความสำเร็จของเกม Pokemon Gold ,Siver และ Crystal รวมถึง Gamecube กับ Nintendo DS ที่เขาฝากไว้ก่อนลงกลับบ้านเกิดในปี 2013

ที่ญี่ปุ่น Kimishima รับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ (MD) จากนั้นปีถัดมาย้ายไปเป็นหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคล และขึ้นเป็นประธานบริษัทคนที่ 5 แบบเหนือความคาดหมาย โดยเจ้าตัวกล่าวระหว่างรับตำแหน่งเมื่อ 16 กันยายนที่ผ่านว่า “จะไม่มีการเปลี่ยนนโยบายพื้นฐานและกลยุทธ์ต่างๆที่อดีตประธาน Iwata ได้วางไว้ ส่วนการผลักดันคนรุ่นใหม่ขึ้นมาอาจสร้างปัญหาในการบริหาร” ด้านนักวิเคราะห์มีความคิดเห็นแตกออกเป็น 2 ฝ่ายต่อการดันอดีตนายธนาคารขึ้นเป็นหัวเรือใหญ่ โดยฝ่ายที่คัดค้านวิจารณ์ว่าเป็นการเลือกแบบคนหัวเก่า สร้างความผิดหวังให้นักลงทุนที่อยากได้ที่มีประสบการณ์ด้านเกมโดยตรง

ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนเห็นว่าเป็นตัวเลือกเหมาะสมที่สุดเพื่อความมั่นคงในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะ Nintendo กำลังเตรียมลุยตลาด Mobile Game เต็มตัวตามนโยบายที่ Iwata ได้วางไว้พร้อมกับต่อในสมรภูมิ Console Gamed กับ Sony และ Microsoft อย่างไรก็ตามคาดว่าด้วยวัย 65 ปี “คิมิชิมะซัง” คงจะเกษียณตัวเองในอีกไม่นาน นอกกจากนี้ระหว่างที่เขาอยู่ในตำแหน่งยังถือเป็นการสร้างความเป็นปึกแผ่นให้องค์กรและให้โอกาสบรรดา “เซียนเกม” ซึ่งอยู่กับบริษัทมานานได้เตรียมความพร้อมอีกด้วย ส่วนผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานคนที่ 6 อาจเป็นShinya Takahashi ผู้จัดการฝ่ายวางแผนและพัฒนาสื่อบันเทิงวัย 52 ปี

แม้ Kimishima จะได้พูดภาษาอังกฤษได้คล่องเพราะอยู่อเมริกามานานจนลูกสาว1 ใน 2 คนตั้งรกรากที่นั่น แต่ตัวเขาคงทำหน้าที่ปิดทองหลังพระ บริหารและดูนโยบายในภาพรวมเหมือนที่เคยเป็นมามากกว่า ส่วนงานที่ต้องออกสื่อเช่น การแถลงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ และNintendo Direct เว็บไซต์ให้ข้อมูลเกมแบบเป็นกันเองที่ Iwata ได้เริ่มไว้ Kimishima คงยกให้เป็นหน้าที่ของ Miyamoto ผู้คิดค้นเกม Marioและ Takeda ผู้มีส่วนสำคัญ Wii เครื่องเล่นวิดีโอเกมตรวจจับความเคลื่อนไหว ซึ่งขึ้นไปรับตำแหน่ง ผู้ชำนาญทางฝ่ายสร้างสรรค์และผู้ชำนาญการฝ่ายเทคโนโลยี

 

ที่มา : time.com ,wikipedia.com ,nintendoworldreport.com