Category Archives: The Daily

ปีนี้ “ประกันคุ้มครองสุขภาพ” มาแรงกว่า “ประกันชีวิตแบบการออม”

ในช่วงต้นปี 2559 ประเทศไทยเผชิญวิฤตด้านเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศซึ่งส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยลดลงถึง 1% ในช่วงต้นปี แต่เมื่อจบปีอัตราดอกเบี้ยสามารถจงได้ที่ 2.8% อลิอันซ์ อยุธยา คาดการณ์ว่าปีนี้อัตราดอกเบี้ยยังคงส่งผลต่อธุรกิจประกันชีวิตโดยเฉพาะธุรกิจประกันชีวิตประเภทการออมซึ่งแปรผันตามอัตราดอกเบี้ย
อลิอันซ์ อยุธยา มองว่าธุรกิจประกันชีวิตในปีนี้จะแข่งขันกันอย่างมากโดยเฉพาะสินค้าประเภทการคุ้มครองชีวิต ซึ่งสินค้าในกลุ่มนี้ไม่ได้แปรพันตามอัตราดอกเบี้ย โดยอลิอันซ์ อยุธยา ยังคงมองว่าอัตราดอกเบี้ยในปี 2560 ยังคงทรงตัวเหมือนปลายปี 2559 โดยตลาดธุรกิจประกันชีวิตในปีนี้เบี้ยประกันรับกว่า 50% ของตลาดยังคงมาจากช่องทางของตัวแทนจำหน่าย รองมาคือช่องทางธนาคาร ช่องทางดิจิตอล และขายตรงผ่านองค์กร ส่วนสินค้าการคุ้มครองชีวิตในปีนี้ตลาดจะแข่งขันกันในเรื่อง การบริการที่แตกต่างตากเดิม, ชื่อเสียงการเครม และ การเอาใจใส่ของตัวแทน
เดินหน้ากลยุทธ์ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2560 อลิอันซ์ อยุธยา ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางเป็นกลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจ โดยยังคงเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ หรือแม้แต่ออกแบบช่องทางการขายหรือการสื่อสารกับลูกค้า ซึ่งจะทำให้สามารถสร้างความสำเร็จในปี 2560 ได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ คะแนนความพึงพอใจที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์จนอยากแนะนำต่อ หรือ Net Promoter Score (NPS) ในปี 2559 อลิอันซ์ อยุธยา ได้มีคะแนนเพิ่มสูงขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในธุรกิจประกันชีวิตไทยและอยู่ในระดับที่เป็นผู้นำด้านความภักดี ความพึงพอใจของลูกค้าในประเทศไทยที่มีต่อการให้บริการของฝ่ายสินไหม เพิ่มสูงขึ้นและเป็นอันดับหนึ่งตลาดเช่นกัน นอกจากนั้น
ในมิติของพนักงาน อลิอันซ์ อยุธยา มีคะแนนเป็นอันดับหนึ่งด้านความผูกพันธ์ของพนักงานที่มีต่อองค์กร จากทุกบริษัทฯภายใต้กลุ่มอลิอันซ์ทั่วโลก ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมแรงร่วมใจและความมุ่งมั่นในการพัฒนาองค์กรทั้งภายในและภายนอกที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางได้อย่างแท้จริง
ทิศทางการดำเนินงานในปี 2560 นี้ มุ่งเน้นเสริมความแข็งแกร่งใน 3 ด้าน ได้แก่
1. นำองค์กรเข้าสู่ยุค 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ ในทุกๆภาคส่วน โดยอลิอันซ์ อยุธยา ประเทศไทยของเรา ได้รับเลือกให้เป็น Digital Hub สำหรับภูมิภาคนี้ ซึ่งมีโครงการสำคัญด้านดิจิทัลต่างๆ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นที่ประเทศไทย ได้แก่
สำหรับลูกค้า : บริษัท์พัฒนาแพลทฟอร์มและแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว ง่าย และช่วยให้ลูกค้าใกล้ชิดกับ แบรนด์ของเรามากขึ้น อาทิ เครื่องมือการคิดคำนวณเบี้ยประกันภัย โดยลูกค้าสามารถค้นหารูปแบบกรมธรรม์หรือความคุ้มครองที่ต้องการได้ด้วยตนเอง My Allianz ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับบริการหลังการขาย Healthy Living ดิจิทัล แพลทฟอร์ม รวบรวมไลฟ์สไตล์คอนเทนท์ สะสมคะแนนเพื่อแลกรับสิทธิประโยชน์มากมาย รวมทั้งพัฒนาช่องทางการสื่อสารให้เข้าถึงลูกค้าในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้
สำหรับตัวแทน :มีการพัฒนาเครื่องมือด้านดิจิทัลเพื่อช่วยให้การเสนอขายสะดวกรวดเร็ว ผ่าน Allianz Discover ซึ่งเป็นโครงการระดับภูมิภาคที่จะใช้กับตัวแทนของอลิอันซ์ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค
สำหรับพนักงาน :บริษัทฯมีความชัดเจนในการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และลดขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยากเพื่อมุ่งสู่การทำงานแบบไร้กระดาษ
2. บริษัทฯให้ความสำคัญกับการเพิ่มจำนวนตัวแทนใหม่ โดยในช่องทางตัวแทน ถือเป็นปีแห่งการสรรหา หรือ “Year of Recruitment” เนื่องจากตัวแทนใหม่ คือกลุ่มคนที่สร้างผลงานให้กับบริษัทฯถึง 50% ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญ ในการสร้างการเติบโต โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์คุ้มครองและแบบยูนิต ลิงค์ โดยปีนี้ เน้นการจัดสัมนาทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด Life Changer เป็นการนำเอาวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถ รวมทั้งตัวแทนรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จอันดับต้นๆ เดินสายแบ่งปันความรู้และแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตสู่ความสำเร็จ ซึ่งการสัมนาครั้งแรกวันที่ 15 ม.ค. ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก โดยบริษัทฯตั้งเป้าสร้างตัวแทนใหม่ที่จะเข้ามาร่วมงานกับอลิอันซ์ อยุธยา เพิ่มอีก 6,500 ราย ภายในสิ้นปี
3. ผู้นำผลิตภัณฑ์คุ้มครองชีวิตและสุขภาพ ให้สอดคล้องกับภาวะอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ ยังคงเดินหน้าออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เติมเต็มความต้องการของลูกค้า ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งผลิตภัณฑ์คุ้มครอง คือ หัวใจสำคัญ ในการเติบโตธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทย นอกจากนั้น สำหรับลูกค้าที่มองหาทั้งความคุ้มครองและผลตอบแทนที่ดี อลิอันซ์ อยุธยา ได้เริ่มขายประกันชีวิตประเภทยูนิต ลิงค์ (Unit Link) เมื่อไตรมาส 4 ปีที่แล้ว โดยตั้งเป้าที่จะสร้างยอดขายให้กับผลิตภัณฑ์คุ้มครองชีวิตและสุขภาพ ให้มีสัดส่วนร้อยละ 42 ของมูลค่าเบี้ยประกันรับปีแรกของช่องทางตัวแทน
ด้วยกลยุทธ์ด้านดิจิทัลที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจที่สำคัญในปีนี้ อลิอันซ์ อนุธยาได้ตั้งเป้าสำหรับปี 2560 ดังนี้
เบี้ยประกันภัยรับปีแรก 6,500 ล้านบาท
และเบี้ยประภัยรับรวม 32,500 ล้านบาท
และคาดว่าสัดส่วนรายได้ของประกันคุ้มครองชีวิตขะเพิ่มจาก 39% ในปี 2559 เป็น 42% ในปี 2560

แสนสิริ หุ้นส่วน SCB เปิด สิริ เวนเจอร์ สนับสนุนสตาร์ทอัพ พัฒนา Property Technology

แสนสิริ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบสงจร ร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์เปิดตัว สิริ เวนเจอร์ บริษัทร่วมทุนในรูปแบบ Corporate Venture Capital ทำการวิจัยลงทุน พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ด้าน Property Technology ต่อยอดในธุรกิจอสังหา ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 100 ล้านบาท ในสัดส่วนแสนสิริ 90% ไทยพาณิชย์ 10%
“ทิศทางแสนสิริในปีที่ผ่านมา ปรับสู่ทรานฟอร์มองค์กรใหม่ ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ มีการจัดตั้งหน่วยงานดาต้า และบิซิเนสอินเทลลิเจนซ์จาก 10 ปีที่ผ่านมาแสนสิริให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีต่อยอดธุรกิจในรูปแบบต่างๆ เกิดเป็นเอสเคริฟใหม่ๆ ให้กับแสนสิริ และล่าสุดแสนสิริได้นำเทคโนโลยี Smart Home Integration มาใช้กับโครงการ 98 Wireless และโครงการ The XXXIX ทั้งโครงการเป็นครั้งแรก”อภิชาติ จูตระกูล ประธานอำนวยการ แสนสิริ กล่าว

0052
โดยสิริ เวนเจอร์ เป็นการลงทุนในธุรกิจประเภท Property Technology ที่แรกในไทยในการมองหานวัตกรรมใหม่ๆ ร่วมกับสตาร์ทอัพ ในระดับ Seed จนถึงซีรีย์เอ นักลงทุน นักวิจัย ค้นหานวัตกรรมใหม่ๆ อย่างน้อย 300 โครงการ 70 พาร์ทเนอร์ เกิด40 บริษัทสตาร์ทอัพใหม่ และ10 ใบสิทธิบัตรภายในปี 2563 เพื่อนำธุรกิจสู่ประเทศอื่นๆ ในเออีซี แนะนำสิ่งเหล่านี้ต่อยอดให้กับธุรกิจแสนสิริ สร้างภาพลักษณ์อสังหาริมทรัพย์ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ให้บริการ สร้างความพึงพอใจลูกค้าในอนาคต สอดคล้องกับทิศทางไทยแลนด์ 4.0 ของภาครัฐบาล

0072
อาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยพาณิชย์ เปิดเผยการร่วมมือในครั้งนี้เกิดจากกลางปี 2559 เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แสนสิริ ทาบทามถึงการร่วมมือในธุรกิจ Property Technology และเป็นโอกาสให้ดิจิทัล เวนเจอร์บริษัทในเครือทำหน้าที่ผู้พัฒนานวัตกรรมทางการเงินและดูแลการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีให้กับธนาคาร เป็นโอกาสที่ช่วยให้ไทยพาณิชย์ขยายขีดความสามารถในการเข้าถึงสตาร์ทอัพที่หลากหลายตั้งแต่ระดับ Seed ถึงซีรีย์เอ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ดิจิทัลเวนเจอร์ไม่ได้ให้การสนับสนุน และไม่หยุดแค่นวัตกรรมทางการเงิน

Home Service สตาร์ทอัพแรก สิริ เวนเจอร์ สู่ธุรกิจ Open Platform

ปัจจุบัน สิริ เวนเจอร์ อยู่ระหว่างดำเนินการจัดตั้งบริษัท โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน เดือนมีนาคม  2560 มีชาคริต จันทร์รุ่งสกุล เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

ที่ผ่านมา ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล คือผู้ก่อตั้งบริษัท โฮม เซอร์วิส เทคโนโลยี ผู้อยู่ในแวดวง Property Tech ที่อยู่เบื้องหลังเทคโลยีต่างๆ ให้กับแสนสิริในการทำมาร์เก็ตติ้งมาอย่างยาวนาน เช่น Digital Sale Kit บนหน้าจอ Multitouch และ Digital Sale Kit บนไอแพดในปี 2552 และ 2553 รวมถึงผู้พัฒนา Home Service โมบายแอพพลิเคชั่นที่ให้บริการส่งข้อความแจ้งข่าวสาร เรียกใช้บริการซ่อมแซมภายในบ้าน สั่งซื้อสินค้าและบริการ ควบคุมสั่งงานระบบอัจฉริยะในบ้านสำหรับลูกบ้านแสนสิริที่เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2555 เขาได้เลือกผลงาน Home Service เป็นสตาร์ทอัพแรกที่สิริ เวนเจอร์ให้งบลงทุน ในรูปแบบผู้ถือหุ้นใน โฮม เซอร์วิส เทคโนโลยี สัดส่วน 51 % เพื่อพัฒนาบริการสู่ Open Platform เปิดกว้างสู้บริษัทอื่นที่สนใจ ไม่ใช่เพียงเฉพาะแสนสิริ ไปพร้อมกับเปิดรับสตาร์ทอัพใหม่ๆ ในไตรมาสสอง เริ่มต้นรับสตาร์ทอัพ 100 ทีมเข้ามาในธุรกิจ และคัดเลือกเหลือ 15 ทีมในไตรมาสสามเข้าร่วม Business Incubation เพื่อหาธุรกิจที่มีโอกาส 8-10 ธุรกิจในไตรมาสสี่2560 ก่อนที่จะขยายไปยังต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์, ฮ่องกง, ญี่ปุ่นและประเทศในตะวันออกกลางซึ่งมีโพเทนเชียลสูง

0281
ทั้งนี้แนวทาง Property Technology ของแสนสิริยังรวมถึงการมองหาเทคโนโลยีโมบิลิตี้และสมาร์ทโฮมที่นำมาใช้งานในรูปแบบใหม่ๆ เช่น Home Automation Security หรือ Home AI ระบบสั่งงานในบ้านด้วยเสียงภาษาไทย ระบบ Preventive Maintenance ภายในบ้าน เทคโนโลยีโรโบติก ที่สามารถพัฒนาเป็นหุ่นยนต์ส่งของในคอนโดได้ในอนาคต และ เทคโนโลยี Exoskeleton ชุดหุ่นยนต์สวมใส่เพื่อเป็นอุปกรณ์เพิ่มขีดความสามารถมนุษย์

“ดีแทค รีวอร์ด” อาวุธรักษาฐานลูกค้าของ ดีแทค

 

“รอยัลตี้ โปรแกรม” ถูกใช้เป็นอาวุธในการดึงดูดฐานลูกค้าใหม่ และรักษาฐานลูกค้าเก่าให้อยู่กับแบรนด์นานๆ ซึ่ง “ดีแทค” เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2006 โดยมีชื่อที่ถูกเปลี่ยนมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุด คือ “ดีแทค รีวอร์ด” ที่ถูกใช้มาตั้งแต่ปี 2011
.
“ภาพยนตร์” อาวุธดึงลูกค้า
ในปีที่แล้ว ดีแทค ใช้งบกับ ดีแทค รีวอร์ด จำนวน 400 ล้านบาท โดยมีผู้ใช้สิทธิ์ทั้งหมด 1.2 ล้านคน ส่วนใหญ่ 40% จะถูกใช้ในหมวดภาพยนตร์ ที่เหลืออีก 60% อยู่ในหมวดอื่นๆเช่น ร้านอาหารและร้านค้าต่างๆ ซึ่งมีกว่า 10,000 ร้าน
“ดีแทค รีวอร์ด ถือเป็นอีกหนึ่งอาวุธสำคัญที่ช่วยจึงดูดลูกค้า เราจึงต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นในทุกๆปี โดยมีหมวดภาพยนตร์ เป็นหัวหอกหลักในการดึงดูดลูกค้า ซึ่งฐานสมาชิกนิยมใช้” เพ็ญพงา สุทธิมณฑล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารลูกค้า บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวถึงความสำคัญของ ดีแทค รีวอร์ด
.
เพิ่มสิทธิ์ตั๋วหนัง 3 เท่า
ด้วยเหตุนี้ในปี 2017 ดีแทค เพิ่มงบขึ้นเป็น 450-500 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิ์เพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า และภายในไตรมาส 1 จะเพิ่มร้านค้าเป็น 15,000 ร้าน โดยหมวดภาพยนตร์ได้เพิ่มงบจาก 40 ล้านบาท เป็น 60 ล้านบาท เพิ่มสิทธิ์อีก 3 เท่าหรือเดือนละ 150,000 ที่นั่ง เพื่อรองรับกับความต้องการ
“ความท้าทายในการทำรอยัลตี้ โปรแรกรม ของดีแทค คือการดึงดิจิทัล เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า โดยในอนาคต ดีแทค รีวอร์ด อาจจะถูกแยกออกมาเป็นอีกหนึ่งแอปพลิเคชั่นก็ได้”
ปัจจุบัน ดีแทค รีวอร์ด มีฐานสมาชิก 25 ล้านราย แบ่งเป็น บลูเมมเบอร์ 2.2 แสนราย, เอ็กซ์ตร้า 2 ล้านราย ที่เหลือเป็นทั่วไป
.
สานต่อ “dtac Combo Plus” เป็นปีที่ 3
ล่าสุด ทางดีแทค รีวอร์ด ,เอส เอฟ และแจ๋ว วอลเลต จึงได้ร่วมมือกันเปิดแคมเปญ “dtac Combo Plus” เป็นปีที่ 3 เพื่อคืนกำไรให้กับลูกค้าดีแทคทั้งแบบเติมเงินและรายเดือน ภายใต้งบกว่า 45 ล้านบาท
โดย “dtac Combo Plus” แพ็คเกจดูหนังสุดคุ้ม ประกอบด้วยแพ็คเกจ ดีแทค คอมโบ พลัส สองแปดเก้า ลูกค้าจะได้รับบัตรชมภาพยนตร์ที่นั่งดีลักซ์ จำนวน2 ใบ พร้อม Combo Set ป๊อปคอร์นและน้ำอัดลม 1 ชุด ในราคาเพียง 289 บาท จากราคาปกติ 570 บาท และแพ็คเกจ ดีแทค คอมโบ พลัส เฟิร์สคลาส ลูกค้าจะได้รับบัตรชมภาพยนตร์ที่นั่งเฟิร์สคลาส จำนวน 2 ที่นั่ง ในราคาเพียง 1,400 บาท จากราคาปกติ 1,600 บาท นอกจากนี้พิเศษสุดสำหรับลูกค้าที่ซื้อแพ็คเกจ “dtac Combo Plus” ยังได้สิทธิ์ลุ้นทริปท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์คลูซีฟฟรีถึงกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ 6 วัน 4 คืน กับพระเอกหนุ่ม กอล์ฟ – พิชญะ
ประทับใจในมนต์เสน่ห์ของเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ผสมผสานด้วยความงดงามของสถาปัตยกรรม พร้อมร่วมสัมผัสบรรยากาศฉากหลังของ 4 ภาพยนตร์ดังทั้ง James Bond, Harry Potter, Notting Hill และ Star Wars นอกจากนี้ยังมีรางวัลบัตรชมภาพยนตร์ Movie Gift Card ทั้งแบบที่นั่งเฟิร์สคลาสและที่นั่งปกติ รวมมูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท

ทำไมอสังหาฯ Feat. ประกันชีวิต

ครั้งแรกของวงการที่ อสังหาฯ Feat. ประกันชีวิต เพื่อตอบรับเทรนด์สุขภาพ

ปัจจุบันตลาดคอนโดมิเนียมระดับ 10 ล้านขึ้นไปยังเติบโตได้ดีอยู่ โดยในปี 2559 ที่ผ่านมาตลาดนี้แทบไม่ได้รับผลกระทบเลยเนื่องจากความมั่นใจและกำลังซื้อของนักลงทุน ซึ่งการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั้นมีข้อดีคือ ระหว่างที่ถือครองสามารถสร้างผลตอบแทนได้ด้วยการปล่อยให้เช่า และ ขณะเดียวกันมูลค่าของตัวสินทรัพย์ ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สามารถขายทำกำไรได้ ซึ่งบางแห่ง ระยะเวลาผ่านไปเพียงแค่ 5 – 6 ปี สามารถทำราคาขายเพิ่มขึ้นไปสูงเกือบเท่าตัวก็มี โดยเฉพาะโครงการอสังหาฯ ใจกลางเมือง ที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 80% ในรอบ 4 – 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในปีนี้มีปัจจัยเดียวที่นักลงทุนกังวลคือ เรื่องราคาที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้นในทุกๆปี

ครั้งแรกของวงการที่อสังหาฯให้ประกันชีวิต

นักลงทุนอสังหาฯ มองความคุ้มค่าการลงทุนที่มากขึ้นกว่าเดิม การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เป็นการลงทุน ที่มีรายได้มั่นคงยาวนาน ดังนั้นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่โครงการ และสอดคล้องกับแผนธุรกิจของณุศาศิริ จึงเกิดเป็นกลยุทธ์การดูแลชีวิตของนักลงทุนเป็นเจ้าแรกในวงการอสังหาฯเมืองไทย โดยจับกลุ่มเป้าหมาย นักลงทุนระดับบน

ปกตินักลงทุนอสังหาฯ มอง 3 ช่องทางทำกำไร คือ ขายต่อได้กำไร, เก็บไว้ปล่อยเช่า และกำไรสองต่อ ปล่อยเช่าได้ง่าย ปล่อยขายก็คล่อง กลยุทธ์นี้ให้มากกว่า การยืนยัน รายได้ทั่วไป คือ การดูแลสุขภาพ ดูแลชีวิตที่ดีของผู้ซื้อ ถ้ามีเงิน ได้กำไร แต่สุขภาพไม่ดี ทำงานมาทั้งชีวิต เพื่อไปจ่ายค่ารักษาพยาบาล ก็ไม่ถือว่าเป็นความ มั่งคั่งที่แท้จริง ฉะนั้นจึงนำการประกันชีวิต พร้อม แพคเกจดูแลสุขภาพแบบองค์รวมระดับ hi-end จากเยอรมัน ด้วยการดูแลฟื้นฟูตั้งแต่ระดับเซลล์ ตรวจเช็คความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคร้ายได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พร้อมการดูแลระดับพรีเมี่ยม จึงเพิ่มความมั่นใจในการรับประกันการลดอัตราความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคร้ายแรงได้อย่างมั่นใจ เพื่อเพิ่มมูลค่าที่มากกว่าการลงทุนปกติให้กับผู้ลงทุน โดยคิดเป็นมูลค่า ผลตอบแทนเท่ากับ 3% โดยผู้ซื้อจะได้รับ ทุนประกันชีวิตเท่ากับวงเงินลงทุนร่วมด้วย ยกตัวอย่าง เช่น ลงทุน 50 ล้าน ก็จะได้รับทุนประกันชีวิต 50 ล้าน เป็นต้น ในขณะเดีๆยวกันเราจะจ่ายผลตอบแทน 5% ทุก 3 เดือน ตลอดระยะเวลา 6 ปี

ตลาดต่างชาติตัวช่วยสร้างความครึกครื้น

อีกปัจจัยหนึ่งคือตลาดเช่าคอนโดมิเนี่ยมระดับบน ที่มีกลุ่มลูกค้าต่างชาติ เช่นจีน สิงคโปร์ ฮ่องกง เข้ามาช่วยสร้างให้บรรยากาศคึกคักขึ้น นอกจากนี้ประเทศไทยยังคงเป็นเป้าหมายท่องเที่ยว ที่ดึงดูด นักท่องเที่ยวทั่วโลก กลุ่มนี้จะมองเรื่องความคุ้มค่า ความสะดวก ความปลอดภัย ตลอดจน การบริหาร จัดการ และบริการระดับโรงแรมไฮเอนด์ สามารถตอบสนองลูกค้า และเข้าใจวัฒนธรรมการอยู่อาศัย ของกลุ่มลูกค้า โดยมีเชนโรงแรมดังระดับโลกมาบริการ รวมทั้งการันตียอดผู้เช่าโดยโครงการ ที่ร่วม แคมเปญนี้ จะเป็นโครงการที่ณุศาฯเลือกแล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับลูกค้าได้

ณุศาศิริมีบริการบริหารสินทรัพย์ทั้งการปล่อยเช่าและการขายต่อโดยเป็นการทำตลาดผ่านผู้ชำนาญบริหารสินทรัพย์โดยมีอัตรายอดปล่อยเช่าอยู่ที่ 70% และมีอัตราปล่อยขายอยู่ที่ 90 – 80%

การประกันรายได้จากการลงทุนในอสังหาฯ กลายเป็นเรื่องทั่วไป แต่ที่ณุศาศิริ เราให้มากกว่า คือเรา การันตีสุขภาพดีให้กับนักลงทุน นอกเหนือไปจากผลตอบแทนการลงทุนจากการปล่อยเช่า และ Cap Gain ของมูลค่าสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นทุกปี การใช้กลยุทธ์ดูแลสุขภาพควบกับประกันผลตอบแทน ทำให้มั่นใจว่า ลูกค้า จะไม่มีการสะดุดในการลงทุน

“แมคโดนัลด์” ขยายสาขาพลาดเป้า-ยัม ขาย KFC

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตลาด QSR (Quick Service Restaurant) หรือการบริการร้านอาหารจานด่วน ที่ประกอบไปด้วย พิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ และไก่ทอด มีอัตราเติบโตเฉลี่ย 12-13% โดยในปี 2016 มีมูลค่า 37,000 ล้านบาท
.
ขยายสาขาวืด ทำรายได้พลาดเป้า
แม้ในจะมีอัตราเติบโตต่อเนื่อง แต่ในปีที่ผ่านมา แมคโดนัลด์ กลับมีอัตราเติบโตไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 15-20% เหลือเพียง 10-15% เท่านั้น โดย เฮสเตอร์ ชิว ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมคไทย จำกัด ผู้บริหารแบรนด์ “แมคโดนัลด์” ให้เหตุผลว่า เกิดจากการขยายสาขาที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้จำนวน 20 สาขา ในความจริงขยายได้เพียง 17 สาขา ที่สำคัญในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี มีเหตุการณ์ที่สร้างความเสียใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ จนทำให้พลังซื้อบางส่วนหดหายไป
“แม้ปีที่ผ่านรายได้ของเราไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ในปี 2017 เชื่อว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวจากปัจจัยต่างๆ แมคโดนัลด์ จึงตั้งเป้าเติบโต 15-20%”
.
5 กลยุทธ์ ปี 2017
ในปีนี้ แมคโดนัลด์ จะทำเกมตลาดผ่าน 5 ข้อ ได้แก่ 1.กลยุทย์แวลูฟอมันนี่ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่า , 2.เบสเบอร์เกอร์ ที่เป็นหัวใจหลักซึ่งจะจับในทุกกลุ่ม, 3.โลคอลเมนู, 4.กลุ่มครอบครัว โดยจะมีการจัดปาร์ตี้ฉลองวันเกิดและจัดเวิร์ดช็อปภายในร้าน สุดท้าย 5.อาหารเช้า ที่มีเมนูโจ๊กเป็นตัวชูโรง
“เมื่อพูดถึงแมคโดนัลด์คนไทยจะนึกถึง เบอร์เกอร์, เฟรนช์ฟราย, ฟรีไวไฟและ 24 ชัวโมง โดยเราจะให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1 กับพนักงาน เนื่องจากเป็นด่านแรกในการเจอลูกค้า รองลงมาคือลูกค้า ซึ่งพยามทำให้พวกเขารู้สึกคุ้มค่าเมื่อเข้าร้าน”
.
เตรียมขยาย 20-25 สาขา
ปี 2007 – ปี 2016 แมคโดนัลด์ ใช้งบลงทุนไปทั้งหมด 8,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ (2017 – 2021) ได้เตรียมงบลงทุนไว้ 5,000 – 5,500 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ 1,000 – 1,1000 ล้านบาท แบ่งเป็นการเปิดสาขาใหม่ 700 – 800 ล้านบาท เฉลี่ย 20-25 สาขาต่อปี งบที่เหลือจะลงทุนในด้านอื่นๆ
“ปัจจุบันเรามีอยู่ทั้งหมด 239 สาขา ในปี 2017 จะเปิดสาขาใหม่ 20-25 สาขา ทั้งในกรุงเทพและปริมณฑลโดยครึ่งหนึ่งจะเป็นไดร์ฟ ทรู ในขนาดพื้นที่ 350-500 ตารางเมตร ซึ่งตอนนี้มีอยู่ราว 80 สาขา”
นอกจากนี้สาขาใหม่จะมีการออกแบบใหม่ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับลูกค้า รวมถึงในทุกไตรมาสมามีการปรับเมนูและเพิ่มเมนูใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า
.
เมืองไทยยังไม่จำเป็นต้องมี “แฟรนไชส์”
ในขณะที่คู่แข่งอย่าง KFC หรือ บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เตรียมขายแฟรนไชส์ที่เหลือ 244 สาขา หลังจากคราวก่อนที่ขายให้กับ บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด หรืออาร์ดี แล้ว 130 สาขา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้และกรุงเทพฯ
โดย ยัม ให้เหตุผลที่จะขายว่า ต้องการโฟกัสในการบริหารและการตลาดเป็นหลัก การขายสาขาที่เหลือให้กับ แฟรนไชส์ จะช่วยให้ KFC สามารถขยายสารถได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีเงินทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งสาขาที่เหลือยังไม่แน่ว่าจะถูกขายให้กับรายเดิม อย่างอาร์ดีและบริษัทเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (ซีอาร์จี) หรือจะมีรายใหม่ โดยคาดว่าจะดำเนินการให้เสร็จภายในเดือนกันยายน
ประเด็นนี้ทาง เฮสเตอร์ มองว่า ในเมืองไทยยังไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีแฟรนไชส์เหมือนกับในฟิลิปปินส์และมาเลเซีย เนื่องจากยังสามารถบริหารเองได้อยู่ ที่สำคัญไม่ได้อุปสรรคให้ด้านของพื้นที่เหมือนประเทศอื่น เพราะสามารถขนส่งวัตถุดิบได้อย่างทั่วถึง
ปัจจุบัน แมคโดนัลด์ ให้บริการลูกค้าเดือนละ 8 ล้านคน โดยไทยติด 1 ใน 10 ประเทศที่ขายดีในเอเชีย หากนับเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะอยู่ในอันดับที่ 4 รองจาก ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์และมาเลเซีย

ทำไม? พี่เบิร์ด ถึงยอมเป็น แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ “สวอนเลค เขาใหญ่”

บนเขาใหญ่ ทุกโครงการก็มีต้นไม้  โครงการไหน ๆ ก็เห็นวิวภูเขา ธรรมชาติคือจุดขายของเกือบทุกโครงการอยู่แล้ว  แต่ ทำไม? “เบิร์ด” ธงไชย แมคอินไตย์  ถึงได้ยอมรับเป็น แบรนด์แอมบาสเดอร์ ของ “สวอนเลค เขาใหญ่”

แคมเปญ “สบาย สบาย แบบสตรอง สตรอง” ของโครงการ “สวอนเลค เขาใหญ่”  เปิดตัวเบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ ไปแล้วเมื่อบ่ายวันนี้ (1/02/2560)

ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลยที่ทางแกรมมี่จะปล่อยให้ศิลปินเบอร์ 1 ของค่าย  มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ สินค้าตัวใดตัวหนึ่งได้ง่าย ๆ ด้วยชื่อเสียงและภาพพจน์ที่ดีมายาวนาน ดังนั้นถ้าจะทำอะไรร่วมกับใครก็ต้องพิสูจน์แล้วว่าคนที่มาร่วมธุรกิจด้วยต้องเป็น “ตัวจริง ของจริง”

Processed with Snapseed.

สวอนเลค เขาใหญ่ เป็นโครงการที่ มานิต อุดมคุณธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีลิเชี่ยน ดิเวลลอปเม้นท์ (อดีตนักการตลาดผู้บุกเบิกห้างสรรพสินค้าโรบินสัน, ผู้ก่อตั้งพีเจ ยีนส์ และประธานกรรมการบริหาร โฮมโปร) เริ่มพัฒนาที่ดินบนภูเขาที่เป็นไร่ข้าวโพดประมาณ 200ไร่ อย่างมุ่งมั่นและอดทน ปีแล้วปีเล่านานถึง 12 ปี ทะเลสาบใหญ่น้อยถูกขุดขึ้นมาทั้งหมด 7 สระ เพื่อสร้างความชุ่มชื้นไว้หล่อเลี้ยงธรรมชาติและช่วยสร้างระบบนิเวศน์ให้กับป่า จนกลายเป็นป่าที่สมบูรณ์ ที่วันนี้ทุกคนสามารถสัมผัสด้วยตา

มานิต คือนักธุรกิจระดับหมื่นล้าน ที่แม้ชีวิตทางธุรกิจจะประสบความสำเร็จแต่ต้องเจอกับความเครียดมากมาย จนแทบกลายเป็นอัมพาตแขนขาไม่มีแรง แค่ยกมือเซ็นเช็คก็ทำไม่ได้ หนักจนเฉียดเสียชีวิตมาแล้ว วันนี้เขาข้ามผ่านตรงนั้นมาได้ และต้องการบอกกับทุก ๆ คนผ่านโครงการนี้ว่า ชีวิตที่มีความสุขคือชีวิตที่ไม่เจ็บป่วย ทุกคนควรให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขท่ามกลางธรรมชาติ เพราะการใช้ชีวิตท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่บริสุทธิ์ เหมือนการเติมพลังทั้งกายและใจ

เรื่องราวของมานิต ที่สู้ชีวิต เป็นสโตรก (โรคหลอดเลือดสมอง) แต่ก็มุ่งมั่นพลิกฟื้นร่างกายให้แข็งแรงจนสตรอง และต้องการแบ่งปันธรรมชาติที่สร้างด้วย “หัวใจ” และ “มือ”  ให้กับผู้คนอื่น ๆ ด้วย คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทางแกรมมี่ประทับใจกลายเป็น เสน่ห์หามาร์เก็ตติ้ง และรังสรรค์แคมเปญนี้ขึ้นมา

ประกอบ

ในขณะเดียวกัน ภาพของพี่เบิร์ดที่เป็นคนรักธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นเจ้าของบ้านไร่อุดมสุขที่เชียงราย หรือบ้านใบไม้ที่กรุงเทพฯ  รวมทั้งการให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลตัวเองรักษาสุขภาพ จนสามารถครองความเป็นซูเปอร์สตาร์ได้จนถึงทุกวันนี้ คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทางสวอนเลค ต้องการเขามาเป็น แบรนด์แอมบาสเดอร์ เพื่อส่งต่อความตั้งใจดี ๆ ถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้เข้าใจได้ง่ายที่สุด

เป็นการเปิดตัวขายโครงการที่อยู่อาศัย ที่พูดคุยถึงแรงบันดาลใจของเจ้าของโครงการเป็นหลัก เกือบ 1 ชั่วโมงเต็ม โดยไม่ได้พูดถึงแบบบ้านและราคาขายเลย

โดย รีน่า อุดมคุณธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีลิเชี่ยน ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ลูกสาวคนโตที่มีประสบการณ์ในการบริหารมาหลากหลายโครงการ ได้ขึ้นมาตอกย้ำเจตนารมณ์ของผู้เป็นพ่อว่า ในพื้นที่ทั้งหมดเธอตั้งใจจะทำโครงการที่อยู่อาศัยในลักษณะโลวไรส์ คอนโดเพียง 282 ยูนิตเท่านั้น เพื่อให้ลูกค้าได้อยู่กับธรรมชาติและได้รับความสงบที่แท้จริง

ปิดท้ายด้วย Music Video กับเพลง “พักตรงนี้” ที่ Rearrange ความโดดเด่นคือ Sound Meditation ที่เป็นดนตรีบำบัด (เสียงน้ำไหล นกร้องจากสถานที่จริง) ผสมผสานเคล้าคลอกับเสียงร้องจากพี่เบิร์ดที่นุ่มสบาย ฟังแล้วรู้สึกสบาย ๆ จริง ๆ

IMG_1023

สวอนเลค เขาใหญ่เฟสแรก เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้วทั้งหมด 54 ยูนิต (ขายไปแล้ว 80% และจะมีการส่งมอบในปี 2561) ส่วนเฟสที่ 2  เปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปีนี้ มี 58  ยูนิต เป็นอาคาร 7 ชั้น  ในราคาเริ่มต้นที่ 8.4 ล้านบาท

 

กรุงศรีฯคาดแนวโน้มสินเชื่อโต 6-8%

ในปี 2559 ที่ผ่านมาเศรษฐกิจภายในประเทศมีการเดินหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะธุรกิจด้านการเงินอย่างธนาคารที่มีแนวโน้มเติบโตจากสินเชื่อ และในด้านเศรฐกิจโลกยังมีความเปราะบาง ทั้งเรื่องประธานาธิปดีคนใหม่ของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนในยูโรโซน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจทุกอุตสาหกรรม
ปีไก่ GDP โต 3.3% จากภาครัฐ
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) คาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2560 ของประเทศไทยจะสามารถเติบโตที่ 3.3% จากการเร่งการลงทุนของภาครัฐจะเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการเติบโต รวมทั้งการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชน ภาระหนี้ครัวเรือนที่ปรับตัวดีขึ้น และภาคต่างประเทศที่แข็งแกร่ง
โดยในปี 2560 ธนาคารกรุงศรีฯได้ตั้งเป้าหมายสินเชื่อเติบโตที่ 6-8% ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ประมาณ 3.7% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยคาดว่าจะเติบโตสูงกว่า 5% และอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ระดับต่ำกว่า 2.5%
ปีที่ผ่านมาเติบโตอย่างแข็งแกร่
สำหรับผลการดำเนินงานของธนาคารกรุงศรีฯในปี 2559 สินเชื่อเติบโต 11.2% หรือ 1,448.9 ล้านบาท จาก 1,303.5 ล้านบาทในปี 2558 ซึ่งแบ่งได้ดังนี้
1. Retail 44%
2. Thai Corporate 30%
3. SME 15%
4. Jpc/Mnc 11%
ซึ่งในปีนึ้กรุงศรีคาดการณ์ว่ากลุ่ม Retail จะมีการเติบโตที่ดีที่สุดสำหรับสินเชื่อโดยจะยังมีส่วนแบ่งในระดับที่ 44-50% และส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในปีที่ผ่านมากรุงศรีสามารถทำได้ที่ 2.21% มี Strong Coverage Ratio 143%
ความสำเร็จของแผนธุรกิจระยะกลาง
1. ส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 24%
2. สร้างสินเชื่อใหม่ 60 พันล้านบาท
3. รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 11.7%
4. เงินฝากต้นทุนต่ำเพิ่มขึ้น 53%
5. ต้นทุนทางการเงินลดลงอยู่ที่ 1.59%
ในส่วนความสำเร็จด้านดิจิทัล แบงก์กิ้ง ในปีที่ผ่านมา กรุงศรีได้มีการจัดโครงการพัฒนาสตาร์ทอัพในกลุ่มนักศึกษา, โครงการต่อยอดองค์ความรู้และการลงทุนให้ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเงิน และโครงการจุดประกายทางไอเดียสร้างสรรค์ของขาวกรุงศรี ซึ่ง 3 โครงการนี้ได้รับผลการตอบรับอย่างมากมาย
เป้าหมายการเติบโตในปี 2560 
1. เป็นธนาคารชั้นนำในกลุ่มลูกค้าธุรกิจ : แสวงหาโอกาสและกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าปัจจุบันพร้อมมุ่งขยายฐานลูกค้า
2. รักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มลูกค้า JPC/MNC : นำเสนอบริการในประเทศให้กับลูกค้า JPC/MNC
3. เป็นหนึ่งในธนาคารหลักสำหรับลูกค้าเอสเอ็มอี : มุ่งนำเสนอบริการอย่างครบวงจรพร้อมขยายการเติบโตทุรกรรมการค้าต่างประเทศ
4. ความเป็นผู้นำในสินเชื่อรายย่อย : สร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าทั้งสร้างความแตกต่างที่ต่างจากคู่แข่ง

โตโยต้า วาดฝันปี 2560 ตลาดจะกลับมาเติบโต

 

สุดท้ายก็เป็นไปตามที่ได้คาดการณ์ไว้สำหรับยอดขายรถยนต์รวมในประเทศไทยปี 2559 มียอดขายอยู่ที่ 768,788 คัน หดตัว 3.9% โดยตลาดรถเพื่อการพาณิชย์มียอดขายลดลง2.3% ตลาดรถยนต์นั่งมียอดขายลดลง 6.5% หดตัวเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน

ยอดขายโตโยต้าลดลง 7.9%

เคียวอิจิ ทานาดะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า แม้จะมีปัจจัยบวกทั้งจากการเบิกจ่ายเงินลงทุนจากภาครัฐรวมถึงการผลักดันและส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน หากแต่ยังมีผลกระทบจากกำลังซื้อบางส่วนที่เกิดขึ้นล่วงหน้าจากการเร่งกำลังซื้อก่อนการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

สำหรับโตโยต้าในปี 2559 มียอดขาย 245,087 คัน ลดลง 7.9% แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 87,271 คัน ลดลง 17.2% รถเพื่อการพาณิชย์ 157,816 คัน ลดลง 1.7% และรถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยอดขายรถเพื่อการพาณิชย์ 148,494 คัน ลดลง 1.7.% ด้านการส่งออกในปีที่ผ่านมา โตโยต้าได้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปจำนวน 318,658 คัน ลดลง 15% คิดเป็นมูลค่า 180,707 ล้านบาท ตลอดจนการส่งออกชิ้นส่วน มูลค่า 62,015 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าการส่งออกที่นำรายได้กลับสู่ประเทศไทยเป็นเงินทั้งสิ้น 242,722ล้านบาท

ครบกำหนด “รถคันแรก” ปัจจัยดันตลาดปี 2560

โดยในปี 2560เคียวอิจิ ได้มองแนวโน้มตลาดรถยนต์ มีปัจจัยบวกเพิ่มขึ้นจากการครบกำหนด 5 ปีโครงการรถยนต์คันแรก รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ และการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่จากหลายค่ายรถยนต์ จึงคาดว่าจะมียอดขายรวมอยู่ในระดับ 800,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 4.1%

ปรกติแล้วผู้บริโภคจะเปลี่ยนรถในปีที่ 5,6,7 ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 20-30% จากจำนวนทั้งหมด การครบกำหนดรถคันแรก จึงน่าจะช่วยกันตลาดให้กลับมาเติบโต ส่วนกำลังซื้อจะกลับมาไหมคงตอบได้ยาก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในปีที่แล้วกับปีนี้มีความใกล้เคียงกันมาก”

และในปีนี้โตโยต้าตั้งเป้าหมายการขายสำหรับตลาดรถยนต์ในประเทศไว้ที่ 265,000 คัน แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 110,000 คัน เพิ่มขึ้น 26.0% รถเพื่อการพาณิชย์ 155,000 คัน ลดลง 1.8% และ รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยอดขายรถเพื่อการพาณิชย์ 147,000 คัน ลดลง 1.0% ส่วนการส่งออกปีนี้น่าจะอยู่ที่กว่า 282,100 คัน คิดเป็นมูลค่า 156,785 ล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้ว 11% เนื่องมาจากผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกที่สำคัญ

ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ตะวันออกกลางซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของโตโยต้าได้รับผลกระทบ ทำให้ในปีนี้ ทางโตโยตต้าปรับแผนส่งออก โดยพยายามมุ่งไปยังตลาดที่มีศักยภาพอยู่ได้แก่ลาตินอเมริกันแลัเอเชีย”

ปัจจุบันโตโยต้ามีโรงงานผลิตทั้งหมด 3 โงงาน มีกำลังการผลิต 770,000 คันต่อปี ในปี 2559 มีสัดส่งออก 55% ขายในประเทศ 45% แต่ในปีนี้สัดส่วนจะถูกสลับกัน เนื่องจากภาพรวมของตลาดมีแนวโน้มจะกลับมาเติบโต

เทศเที่ยวไทยสูงสุดทะลุสถิติ

ถึงแม้ว่าผู้ประกอบการหลายคนจะออกมาบอกว่าการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากการปราบทัวร์จีนศูนย์เหรียญ แต่ในความเป็นจริงนั้นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ประกาศจำนวนนักท่องเที่ยวในวันที่ 27 มกราคม 2560 เข้ามาในประเทศไทยสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ด้วยจำนวน 1.3 แสนราย โดยนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นตลาดหลักที่เดินทางท่องเที่ยวในช่วงตรุษจีน และในวันที่ 30 มกราคม 2560 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนสูงสุดถึง 3.7 หมื่นราย โดยเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวเองมากขึ้น

จากปีที่ผ่านมาททท.สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวทะลุเป้าหมายที่วางไว้ ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยในปีที่ผ่านมามีจำนวนมากถึง 32.6 ล้านราย สูงกว่าเป้าหมายที่วางได้ 6 แสนราย พร้อมเม็ดเงินสะพัดในประเทศ 1.6-1.7 ล้านบาท ส่วนนักท่องเที่ยวไทยสามารถมูลค่าเงินสะพัด 8 แสนล้านบาท คิดเป็น GDP 17-18% ขับเคลื่อนประเทศ

สำหรับนโยบาย AOT ท่าอากาศยานไทย มีนโยบายพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมืองให้มีประสิทธิภาพรองรับผู้โดยสารได้ 40 ล้านรายต่อปี ภายในปี 2568 จากปัจจุบันรองรับผู้โดยสารได้ 35 ล้านรายต่อปี พร้อมปรับปรุงพื้นที่จอดรถซึ่งเป็นปัญหาหลักของสนามบินดอนเมืองให้รองรับรถได้สูงขึ้นด้วยการรื้อพื้นที่ด้านเหนือของสนามบินเป็นลานจอดรถ รวมถึงเพิ่มการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวจีนที่นิยมทำวีซ่าเข้าประเทศที่สนามบินดอนเมือง และขยายพื้นที่ตรวจคนเข้าเมืองที่มีความแออัดในปัจจุบัน

คนไทย-เทศบินดอนเมือง 60 ล้านคนต่อปี โอกาสสื่อinteractive สนามบินเกิด

 

จากสถิติกระทรวงคมนาคมพบว่าผู้โดยสารเครื่องบินภายในประเทศเฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำที่ใช้บริการสนามบินดอนเมืองและสนามบินภูมิภาคมากกว่า 80 ล้านคนต่อปี มีการเติบโตเฉลี่ยปีละมากกว่า 30% ต่อปี โดยสนามบินเอนเมืองเป็นสนามบินแห่งที่2 ของประเทศไทย และเป็นสนามบินหลักภายในประเทศที่มีจำนวนไฟล์ทบินของสายการบินต้นทุนต่ำมากที่สุดในโลก ด้วยผู้โดยสารมากกว่า 60 ล้านคนในปีที่ผ่านมา และคาดการณ์เติบโต 30% ในปีนี้ ประกอบกับสื่อโฆษณาในสนามบินประเทศไทยในปีที่ผ่านมามีมูลค่า1,000ล้านบาท หรือ 10% ในตลาดสื่อเอาท์ออฟโฮมและคาดการณ์ปีนี้มีโอกาสเติบโตสูงกว่าสื่อเอาท์ออฟโฮม

แพลนบี-ไบร์ทสกาย จิกซอว์เพิ่มแวลู่ธุรกิจแพลนบี

หลังจากที่แพลนบีถือหุ้น 50% ในไบร์ทสกาย มีเดีย ด้วยมูลค่า 30 ล้านบาท ในไตรมาส3ปี 2559 หวังให้บริการสื่อสนามบินครอบคลุมสื่อสนามบินจากเดิมที่แพลนบีมีอยู่ 20 กว่าแห่ง เช่นสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นสนามบินที่สำคัญในธุรกิจโฆษณาเพื่อเสนอแพคเก็จโฆษณา และรูปแบบสื่อใหม่ๆ เพิ่มทางเลือกให้กับกลุ่มลูกค้ามากขึ้น

จุดเด่นของไบร์ทสกาย มีเดีย ที่แพลนบีสนใจคือเป็นผู้ประกอบการให้เช่าพื้นที่สื่อโฆษณาในสนามบิน 22 แห่งและแพลนบี เห็นโอกาสการเติบโตของตลาดในฐานะผู้ให้บริการสื่อนอกบ้าน และสื่อสนามบินที่ครอบคลุม

“การแข่งขันที่รุนแรงของสายการบินต้นทุนต่ำในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เป็นปัจจัยบวกในการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารให้บริการสนามบินเพิ่มสูงขึ้น และสื่อโฆษณาสนามบินจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ จากการเข้าถึงกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ภายใต้ธุรกิจสื่อโฆษณาสนามบิน 22 แห่ง แพลนบีจะทำตลาดใต้บริษัท แพลนบี ไบร์ท มีเดีย ผู้ได้รับสัมปทานโฆษณาในสนาม22 สนามบินทั่วประเทศ ได้แก่ ดอนเมือง เชียงใหม่ เชียงราย หาดใหญ่ภายใต้สัมปทาน ท่าอากาศยานไทย หรือ AOT และกระบี่สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง นราธิวาส อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สกลนคร ร้อยเอ็ด นครพนม เลย พิษณุโลก ลำปาง แม่สอด แพร่ และน่าน ภายใต้การบินผลเรือน เพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า” ปรินทร์ โลจนะโกสินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แพลนบี มีเดีย กล่าว

โดยสัมปทานพื้นที่สื่อโฆษณาในสนามบิน ไบร์ทสกาย มีเดีย ได้รับสัมปทาน9 ปี ต่อสัญญาทุก3ปี ตั้งแต่ปี 2557  และในปีนี้มีแผนเข้าประมูลในสนามบินอู่ตะเพา ที่จะเปิดใหม่ที่เปิดให้ประมูลในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2560 ก่อนที่จะขยายไปยัง CLMV ในสิ้นปีผ่านพาร์ทเนอร์ท้องถิ่นและเข้าประมูลเอง

นำร่องสื่อ Interactive ดอนเมือง

แพลนบี ไบร์ทสกาย มีเดียตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50-60% ภายใน3-5ปี จากการเร่งขยายสัมปทานสื่อโฆษณาและเพิ่มสื่อในสนามบินที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง หรือขยายเพิ่มตามนโยบายกระทรวงคมนาคม

โดยล่าสุดแพลนบี ไบร์ทสกาย มีเดีย ได้รับสัมปทานพื้นที่สื่อโฆษณาในสนามบินดอนเมืองเพิ่มเป็นระยะเวลา 5ปี (3ปีต่อ2ปี) ในการติดตั้งสื่อโฆษณา Interactive ภายใต้ชื่อ Don Mueang Digital Network จอโฆษณา LED ขนาดใหญ่ 82 นิ้ว และ 72 นิ้ว จำนวน 102 จอ 28 จุด และยังเป็นจุดบริการชาร์จมือถือฟรี บริเวณห้องผู้โดยสารขาออกหลัก หน้า Boarding Gate ด้วยงบลงทุน 100 ล้านบาท จากเดิมที่ไบร์ทสกาย มีเดียมีจอในสนามบินดอนเมือง 163 จอ 158 ป้ายนิ่ง

จุดไฮไลท์ของสื่อโฆษณานี้คือจอ Touch Screen Interactive LED Screen 20 จอ ติดตั้งที่ดอนเมืองเป็นที่แรกนอกเหนือจากโฆษณาในรูปแบบ Interactive แล้ว ยังมีฟังก์ชั่นหลักในการให้บริการข้อมูลการท่องเที่ยวไทย ร้านอาหาร แหล่งช็อปปิ้ง และอื่นๆ ซึ่งเป็นข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย Wongnai และ Sanook พร้อมส่วนลดร้านอาหารในสนามบินดอนเมืองและร้านอาหารในจังหวัดท่องเที่ยวทุกจังหวัด โดยผู้สนใจสามารถสแกน QR Code หรือถ่ายภาพส่วนลดแสดงเพื่อรับส่วนลดตามร้านค้าได้ทันที

พร้อมดึงดูดให้ผู้ใช้บริการสนามบินดอนเมืองเข้ามาใช้บริการ Touch Screen Interactive LED Screen แพลนบี ไบร์ทสกาย มีเดีย ได้ออกแคมเปญ Happy Day @ Don Meaung ถ่ายภาพจากกล้องที่ติดกับจอ Touch Screen Interactive LED Screen พร้อมตกแต่งภาพ เพิ่มข้อความ และแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย ลุ้นรับไอโฟน7 โดยแพลนบี ไบร์ทสกาย มีเดีย เชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างรายได้จาก Don Mueang Digital 100 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นตลาดหลักที่จะสร้างรายได้ให้กับ แพลนบี ไบร์ทสกาย มีเดีย 200-300 ล้านบาทในปีนี้

เจาะกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง

วีรวัฒน์ สิงหมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไบร์ทสกาย มีเดีย ยอมรับว่าที่ผ่านมาสื่อโฆษณาในสนามบินมีมานาน แต่ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบสื่อ One Way Communication และป้ายนิ่งโฆษณา แต่กลับเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมและเติบโตจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปี จากการขยายตัวและการแข่งขันของสายการบินราคาประหยัด ซึ่งผู้เดินทางกับสายการบินส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง โดยกลุ่มผู้เดินทางหลักจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจที่มีการใช้จ่ายเฉลี่ย 30,000 บาทต่อเดือน และเป็นกลุ่มที่มีบทบาทในการหารายได้และใช้จ่ายในครอบครัว และสนามบินดอนเมืองเป็น Hub ในการท่องเที่ยวไทยจากจำนวนเที่ยวบิน 720 เที่ยวบิน รองรับผู้โดยสาร 1.13 แสนราย (อ้างอิง 30 มกราคม 2560) เพิ่มจากปี 2555 ที่สนามบินดอนเมืองเปิดให้บริการอีกครั้งด้วยจำนวนเที่ยวบิน 300 กว่าที่เที่ยงบิน รองรับผู้โดยสาร 3.3 หมื่นราย

“สื่อโฆษณาในสนามบินดอนเมืองมีผู้แข่งขัน 2 รายได้แก่ แพลนบี ไบร์ทสกาย มีเดีย และแอโรมีเดียจาก VGI โดยกลุ่มลูกค้าหลักสื่อโฆษณาในสนามบินของ แพลนบี ไบร์ทสกาย มีเดีย ประกอบด้วยกลุ่มการเงินธนาคาร กลุ่มโอเปอเรเตอร์ด้านการสื่อสาร กลุ่มประกันภัย กลุ่มยานยนต์ กลุ่มเครื่องสำอาง กลุ่มสายการบิน และยังมีกลุ่ม FMCG กลุ่มอสังหาฯ และกลุ่มเครื่องดื่มเป็นลูกค้ารายใหม่เพิ่มเข้ามา”

ต่างจังหวัดยังมีโอกาสเติบโต

นอกจากสนามบินดอนเมือง วีรวัฒน์ วางแผนขยายจอ Touch Screen Interactive LED Screen ไปยังต่างจังหวัด มีเป้าหมายติดตั้งสนามบินละ 2-3 จอ โดยเทน้ำหนักไปยังสนามบินเชียงใหม่ เชียงราย อุดรธานี อุบลราชธานี หาดใหญ่ ขอนแก่น ซึ่งเป็นสนามบินที่มีนักท่องเที่ยวใช้บริการสูง จากสนามบินในต่างจังหวัดยังมีสื่อที่ไม่มีลูกเล่นและนวัตกรรมเท่าไรนัก ต่างจากกรุงเทพที่มีการแข่งขันกันสูงด้านนี้