Category Archives: The Daily

E-Wallet จะดันให้ “เกิด” ก็ต้องเพิ่ม “ร้านค้า” ซะก่อน

 

            แม้ “อี-วอลเล็ท” หรือ กระเป๋าเงินออนไลน์ จะเกิดขึ้นในเมืองไทยไม่น้อยกว่า 10 ปีแล้ว โดยมีจุดเริ่มต้นจากบรรดาโอเปอเรเตอร์มือถือ ที่ปัจจุบันมีครบทุกเจ้าแล้ว ทั้ง เอไอเอส เอ็มเปย์, ดีแทค แจ๋ว วอลเล็ต, หรือ  ทรูมันนี่ วอลเล็ท และยังมีผู้ให้บริการรายอื่นๆที่เห็นโอกาส ได้เข้ามาแย่งก้อนเค้กชิ้นนี้อีกไม่น้อยกว่า 10 ราย

 

เงินสด” ซื้อง่าย จ่ายคล่องกว่าเยอะ

            แต่ดูเหมือนว่า อี-วอลเล็ท จะไม่ “ปัง” เท่าที่ควร แม้จะมี 4G เข้ามาดันกระแสการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยให้มากขึ้น รวมถึงเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2015 ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบ หลักการแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) เพื่อดันให้เมืองไทยเป็น “Cashless Society หรือ สังคมไร้เงินสด” ก็ตามที

            นั้นเพราะอย่างที่รู้กัน สังคมไทยในทุกวันนี้ยังเป็น Cash Economy หรือสังคมเงินสดอยู่เลย สราญรัตน์ ศรีจิรารัตน์ กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย บริษัท ทรู มันนี่ จำกัด ผู้ให้บริการ “ทรูมันนี่ วอลเล็ท” กล่าวว่า  โจทย์ใหญ่ของตลาด อี-วอลเล็ท ในขณะนี้ คือ การที่คนไทยยังไม่เห็นความแตกต่างระหว่างใช้เงินสดกับกระเป๋าเงินออนไลน์ โดยมองอีกว่า เงินสด ซื้อง่าย จ่ายกล่อง และไม่ยุ่งยาก ที่สำคัญไม่ต้องกลัวโดนโกงเพราะเห็นอยู่กับตา

จะดึงผู้ใช้ ก็ต้องสร้าง “ความต่าง”

            เมื่อโจทย์ใหญ่คือความแตกต่างที่ยังไม่ชัดเจน ทรูมันนี่ วอลเล็ท จึงเริ่มแก้สมการนี้ด้วยการเจรจากับเซเว่น อีเลฟเว่น  ที่มีกว่า 10,000 สาขาทั่วประเทศ ให้สามารถชำระเงินด้วย ทรูมันนี่ วอลเล็ท ซึ่งได้สร้างการรับรู้ใหม่ให้กับผู้บริโภคว่า  E-Walletไม่ได้จำเป็นแค่ใช้จ่ายบิล หรือเติมเงินเกมออนไลน์เท่านั้น

            นอกเหนือจากการอยู่ในเครือเดียวกันแล้ว สราญรัตน์ ให้เหตุผลที่เลือก เซเว่น อีเลฟเว่น ว่า เพราะ เซเว่น อีเลฟเว่น มักจะทอนเงินด้วยเหรียญ ซึ่งได้สร้างความยุ่งยากในการพกเหรียญที่บางครั้งมีจำนวนเยอะ หากการจ่ายด้วย ทรูมันนี่ วอลเล็ท ปัญหาเหล่านี้ก็จะหมดไป

            เพียงแต่ไม่ต้องพกเหรียญอาจจะไม่พอที่จะดึงผู้บริโภคให้มาสนใจ ดังนั้น ทรูมันนี่ วอลเล็ท จึงได้ใช้กลยุทธ์สิทธิพิเศษที่คนไทยชื่นชอบ ได้แก่การซื้อสินค้าในราคาที่ถูกกว่า หรือสะสมแต้มเพื่อแลกของที่ระลึก เมื่อเป็นทางเลือกที่ดีกว่าก็จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภครายอื่นๆ ซึ่งจะเกิดการบอกปากต่อปากจากผู้ที่เคยใช้ โดย สราญรัตน์ บอกว่า นี่คือกลยุทธ์ที่ให้ผลดีกว่าการทำโฆษณาเสียด้วยซ้ำ

            แต่ทั้งนี้  ทรูมันนี่ วอลเล็ท ได้วางแผนที่จะไม่ขยายบริการไปยังร้านสะดวกซื้อรายอื่นๆ เพราะถือเป็นคู่แข่งของ 7-Eleven โดยตรง

ตั้งตัวแทนหาร้านให้ได้ 100,000

            การเจาะเข้าสู่ เซเว่น อีเลฟเว่น ได้ทำให้ปัจจุบัน ทรูมันนี่ วอลเล็ท มีร้านค้าที่สามารถชำระเงินทั้งหมด 12,000 ร้านค้า ซึ่ง สราญรัตน์ มองว่า เท่านี้ยังไม่พอ เพราะหากจะดันให้เกิดก็ต้องขยายจุดชำระเงินให้ครอบคลุมกว่านี้ ไม่งั้นผู้บริโภคก็จะเลิกใช้เพราะไม่มีจุดให้บริการ โดนดึงให้ร้านค้าออฟไลน์หันมารับชำระเงินด้วยออนไลน์

            ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการแต่งตั้งตัวแทนผู้จัดหาเครือข่าย ในการรับชำระเงินค่าสินค้าและบริการกระเป๋าเงินออนไลน์เพิ่มขึ้นอีก 6 บริษัท ได้แก่ บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด, บริษัท ฮวนยูจิ จำกัด, บริษัท จีมู่ อินเตอร์เน็ต เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ,บริษัท เพย์วิง (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัท วงใน มีเดีย จำกัด โดยเน้นหาร้านที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

            คาดว่าทั้ง  6 บริษัทจะช่วยเพิ่มจุดชำระเงินให้เป็น 100,000 ร้านค้าภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงเพิ่มจำนวนแอคทีฟยูสเซอร์จาก 2 ล้านยูสเซอร์เป็น 4 ล้านยูสเซอร์ และที่สำคัญเพิ่มยอดการใช้งานจาก 5-6 ครั้ง/คน/เดือน เป็น 10-12 ครั้ง/คน/เดือน อีกด้วย

            แม้เชื่อว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนร้าน แอคทีฟยูสเซอร์ และยอดการใช้งานก็ตาม แต่ ทรูมันนี่ วอลเล็ท ยังมีจุดอ่อนตรงที่ยังไม่สามารถผูกกับบัตรเครเดิตได้ ซึ่งแม้จะแก้เกมด้วยการเปิดให้เติมเงินผ่าน7-Eleven ทว่ายังไม่ราบรื่นดีนัก เพราะอย่าลืมว่าพนักงานเซเว่นเปลี่ยนคนไปเรื่อยๆไม่ค่อยทำงานนานๆ ปัญหาจึงอยู่ที่พอเป็นคนใหม่จึงยังไม่เข้าใจวิธีใช้งานที่ดีนัก อีกอย่างหนึ่งคือการเติมเงินยังถูกจำกัดยอดต่อสาขา เมื่อต้องการเติมเงินที่มากกว่าที่กำหนดก็ต้องไปอีกสาขาถัดไป

 

อาลีเพย์ วอลเล็ท” ขอไปด้วย

            หากสังเกตดีๆจะเห็นว่าใน 6 บริษัทที่ถูกแต่งตั้งไม่ได้เป็นบริษัทไทยทั้งหมด หากยังมีบริษัทจากจีนเข้ามารวมอยู่ด้วยถึง 3 บริษัท ซึ่งที่เป็นอย่างนั้นเพราะในปัจจุบัน “แอสเซนด์กรุ๊ป” ที่เป็นบริษัทแม่ของ ทรู มันนี่ ได้ถูกถือหุ้นโดยอาลีเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล และแอนท์ ไฟแนนเชียล ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบชำระเงินออนไลน์ผ่านโทรศัพท์ “อาลีเพย์ วอลเล็ท” และเป็นบริษัทในเครืออาลีบาบา กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่ด้านอี-คอมเมิร์ซจากประเทศจีน ถึง 20% โดยเข้ามาถือหุ้นได้ช่วยเติมเต็มKnow-how ในระบบหลังบ้านที่ทรูมันนี่ วอลเล็ท ขาดอยู่

            เช่นกัน อาลีเพย์ วอลเล็ท เชื่อว่าทั้ง 6 บริษัทจะช่วยให้ อาลีเพย์ วอลเล็ท สามารถขยายร้านค้าจาก 15,000 ร้านค้า เป็น 100,000 ร้านค้าภายในสิ้นปีนี้ โดยจะเน้นร้านค้าที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่เดินทางเข้ามาไทยถึงปีละ 10 ล้านคน ในจำนวนนี้มีการใช้งาน อาลีเพย์ วอลเล็ท อยู่ราว 5-6 ล้านคน

            ซึ่งแสดงว่า หลังจากนี้เห็น “ทรูมันนี่ วอลเล็ท” ที่ไหน ก็จะเห็น “อาลีเพย์ วอลเล็ท” ที่นั้นด้วย

HP เผย E-SPORT ในไทยยังแค่อยู่ในช่วงจุดเริ่มต้น พร้อมเปิด OMEN ซีรีย์สำหรับ GAMER

 

ปัจจุบันตลาดเกมในตลาดโลกมีมูลค่ากว่า 90,000 ล้านบาท สำหรับในประเทศไทยที่มี GDP เฉลี่ยที่ 3 กว่าๆนั้น กลับส่งผลให้ตลาดเกมมีมูลค่าถึง 9,000 ล้านบาท และมีการเติบโตเฉลี่ย 5-15% ในทุกๆปีโดย Mobile Game ยังเติบโตได้ดีที่สุด และสำหรับตลาด PC และ Notebook กล่าวได้ว่า Gaming เป็นตลาดที่เติบโตที่สุดถึงปีละ 12-15%

Gaming Segment คือ Segment ที่มีความชัดเจนมากที่สุด

ปัจจุบันกล่าวได้ว่า PC และ Notebook ยังคงถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องถึงแม้ว่าภาพรวมของตลาดนั้นจะยังไม่โตเพราะถูก Smart Phone Tablet หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้ามาทดแทน แต่กล่าวได้ว่าทุกคนที่ยังใช้งานคงไม่ใช่เครื่องแรกแน่นอนคงเป็นเครื่องที่ 3 4 หรือ 5 ด้วยซ้ำ ซึ่ง ณ ปัจจุบันขนาดไซส์ของ PC หรือ Notebook กลับไม่แสดงถึงความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในตลาด แต่ตัวที่แสดงถึงความชัดเจนในตลาดคือ GAMING หรือ PC และ Notebook สำหรับคอเกมนั้นเอง โดยใน Segment นี้นับว่าเป็น Segment ที่ชัดเจนมากที่สุดคือต้องการความแรง เร็ว ระบายความร้อนดี แสง สี เสียง ต้องอลังการ กล่าวได้ว่าเป็นตลาดที่มีความต้องการต่อเนื่องโดยตลอดส่งผลให้ตลาด PC และ Notebook Gaming เติบโตเฉลี่ยปีละ 12-15%

 

ESport ในไทยยังอยู่แค่จุดเริ่มต้นที่ต้องขวนขวายเอาเอง

สำหรับภาพของ E-Sport ในไทยหรือการแข่งขันเกมออนไลน์นั้นประเทศไทยยังถูกนับว่าเป็นประเทศที่กำลังเริ่มต้นในด้าน

E-Sport เพราะเนื่องจากไม่มีการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเด่นชัด ตัวนักกีฬา E-Sport ต้องขวนขวายหาสนามลงเล่นเอาเอง

โดยสนามส่วนใหญ่นั้นเกิดจากค่ายเกมและภาคเอกชนทั้งสิ้น นับได้ว่าวงการ E-Sport ของไทยนั้นยังไม่รู้จพะหันไปทางไหน

ซึ่งถ้าหากสังเกตช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเห็นได้ว่า เอกชนและค่ายเกมได้ออกมาจัดงานด้าน E-Sport กันมากขึ้นซึ่งนับว่ายังคงเป็น

สัญญาณที่ดีในการที่ภาครัฐจะมองเห็นและเริ่มสนับสนุนการแข่งขัน E-Sport นี้

 

OMEN ซีรีย์สำหรับเกมเมอร์โดยเฉพาะ

จากข้างต้น HP ได้เห็นถึงความสำคัญของตลาด Gaming ที่มุ่งเข้าสู่ยุคของ E-Sport  จึงได้เผยโฉมกลุ่มผลิตภัณฑ์ OMEN เพื่อการเล่นเกมใหม่ยกรุ่น ได้รับ การออกแบบใหม่ทั้งหมด ทำให้ผู้เล่นเกม E-Sport สามารถต่อสู้กับคู่แข่งในระดับสูงของเวทีโลกได้ทุกส่วนทั้งภายนอกและภายในของ OMEN PCs ทั้งจอแสดงผลและอุปกรณ์เสริมอื่นๆ จะอัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์ที่ได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์เหล่า Gamer ทั่วโลก นับเป็นการพลิกโฉมวงการเกมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

โดย ปวิณ วรพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ เอชพี อิงค์ ประเทศไทย ได้กล่าวว่า  “OMEN by HP เป็นหนึ่งในพีซีเพื่อการเล่นเกมที่มีการเติบโตสูง Gamer และผู้เล่นอีสปอร์ตต่างต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ สามารถประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว และมาพร้อมกับดีไซน์ที่พวกเขาต้องการ  ดังนั้น กลุ่มผลิตภัณฑ์ OMEN ที่ได้รับการยกเครื่องใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทางด้านดีไซน์ ฟอร์มแฟคเตอร์ ระบบภายในและด้านสมรรถนะจะช่วยให้สามารถแข่งขันได้อย่างสุดกำลัง ซึ่งเอชพี ใส่ใจในทุกๆ แง่มุมเพื่อประสบการณ์การเล่นเกมที่ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ง่าย อุปกรณ์เสริมที่มากขึ้น เช่น Mechanical Keyboard ของ OMEN รุ่นใหม่ เม้าส์ที่สามารถปรับตามน้ำหนักได้ เฮดเซ็ตแบบ ear cup ที่จะช่วยลดเสียงภายนอกได้ดีขึ้น และแผ่นรองเม้าส์เพื่อการใช้งานที่แม่นยำมากขึ้น”

TMB Touch แอพฯธุรกรรมทางการเงินที่เติบโตถึง 221%

 

ปัจจุบัน TMB หรือ ธนาคารทหารไทย ได้พัฒนาทั้ง Internet Banking และ แอพพลิเคชั่น Mobile Banking อย่างต่อเนื่องจนใจปัจจุบันมีผุ้ใช้กว่า 1 ล้านคน โดย 850,000 คนใช้งานผ่ารน TMB Touch โดยที่เหลือยังคงใช้งาน Internet Banking รูปแบบเดิมอยู่ และหากกล่าวถึง TMB Touch นั้นปัจจุบันมีอัตราการใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 85% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2559 โดยเฉลี่ย 1 บัญชีมีการใช้งาน 1 ครั้ง ต่อ 1 เดือน

TMB Touch เติบโตจากความเข้าใจลูกค้า

มิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ส่งเสริมการตลาดลูกค้าบุคคล ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า “ทีเอ็มบีเดินหน้าด้วยความเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร และทำหน้าที่อย่างเต็มที่ที่จะให้บริการที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าอยู่ตลอดเวลา โดยในปัจจุบันเมื่อลูกค้านิยมใช้บริการผ่านทีเอ็มบี ทัชมากขึ้น ทีเอ็มบีจึงพัฒนาให้ทีเอ็มบี ทัชสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าเราให้สามารถทำธุรกรรมที่หลากหลายตามความต้องการอย่างสะดวกและง่าย ลูกค้าไม่ต้องยุ่งยากออกไปทำธุรกรรมที่สาขาหรือที่ตู้เอทีเอ็ม แต่สามารถทำได้บนทีเอ็มบี ทัชที่ไหนก็ได้ และภายในปีนี้ลูกค้าทีเอ็มบีจะได้รับประโยชน์และความสะดวกสบายมากขึ้นจากการใช้งานทีเอ็มบี ทัชตามมาอีกหลายอย่าง เช่น ลูกค้ามีอิสระที่จะสามารถซื้อขายกองทุนรวมดีๆ ยี่ห้อดังๆ จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนถึง 7 บริษัท โดยไม่ต้องจำกัดอยู่กับที่ใดที่หนึ่งเพียงเจ้าเดียว เพียงแค่ทำรายการบนทีเอ็มบี ทัช”

ปริมาณธุรกรรมโดยรวมที่ลูกค้าทีเอ็มบีทำผ่านช่องทางอิเลกทรอนิกส์ มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยนับตั้งแต่ ปี 2558 เป็นต้นมา ลูกค้าที่ใช้ TMB Touch ได้หันมาทำธุรกรรมผ่าน ทีเอ็มบี ทัชเป็นหลัก ส่งผลให้อัตราการเติบโตของจำนวนธุรกรรมที่เกิดบน ทีเอ็มบี ทัช สูงขึ้น 221% เทียบกับปี 2559 และมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อไป ทำให้สัดส่วนของการทำธุรกรรมผ่านช่องทางเอทีเอ็มหรือสาขาของทีเอ็มบีลดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้สัดส่วนของลูกค้าที่ลงทะเบียนใช้งาน TMB Touch และใช้งานประจำก็มีอัตราเติบโตที่สูงด้วย เพราะความสะดวก ง่าย และมีประสิทธิภาพสามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้ โดยในปัจจุบันลูกค้าที่ใช้งานประจำมีการเติบโต 85% เมื่อเทียบกับปี 2559 ของลูกค้าที่ลงทะเบียนทั้งหมด

 

ปัจจุบัน TMB Touch มีการใช้งานแล้วว่า 4,050,000 ธุรกรรม จำนวนเงินทั้งสิ้นกว่า 40,000 ล้านบาท เติบโตถึง 123%

 

เพิ่มบริการแบบใหม่ให้จบภายในทัชเดียว

นอกจากนี้ TMB ได้เผยถึงการเพิ่มบริการใหม่ล่าสุดให้ TMB Touch Mobile Banking เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสะดวก ง่ายในการใช้งาน ทำให้ชีวิตของลูกค้าดีขึ้น โดยจุดเด่นของบริการที่สำคัญ คือ การจัดการบัตรแบบครบวงจรรายแรกของวงการธนาคารไทย บริการใหม่นี้ จะทำให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการบัตรเดบิต บัตรเครดิต และบัตรกดเงินสดเรดดี้แคช ครบวงจรได้ด้วยตนเอง บนทีเอ็มบี ทัชทั้งหมด โดยไม่ต้องโทรเข้าคอลเซ็นเตอร์ หรือออกจากบ้านไปทำรายการที่เครื่องเอทีเอ็ม ตั้งแต่เปิดการใช้งานบัตร เปลี่ยนแปลงรหัสและขอรับรหัสบัตรใหม่ อายัดบัตรด้วยตนเอง และสามารถขอให้ออกบัตรใบใหม่ได้ทันที รวมทั้งลูกค้ายังสามารถเบิกเงินสดจากบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดเรดดี้แคชผ่านทีเอ็มบี ทัชเข้าบัญชีเงินฝากทีเอ็มบีได้ด้วยตัวเอง เต็มที่กับการทำรายบนทีเอ็มบี ทัชแบ่งจ่ายยอดบัตรเครดิตตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป 0% 3 เดือน ทุกยอด ไม่จำกัดจำนวนครั้งกับบริการแบ่งจ่ายรายเดือน ทีเอ็มบี โซกู๊ด (TMB So GooOD)

ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้ายังได้รับความสะดวกเพิ่มมากขึ้นกับการล็อกอินเข้าใช้งานทีเอ็มบี ทัชด้วยระบบยืนยันตัวบุคคลด้วยลายนิ้วมือ (Touch ID) เพราะทีเอ็มบี ทัชเป็นโมบายล์แอปพลิเคชัน แอปแรกของวงการธนาคารไทยที่ลูกค้าสามารถใช้ Touch ID ได้กับทั้งระบบปฏิบัตรการ Android และ iOS

 

 

Line Village Bangkok ขาย Line Friends เป็นแหล่งท่องเที่ยวไทย

                ตลาด Character License ในปีที่ผ่านมามีมูลค่ามากถึง 1,900 ล้านบาท เป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ จากการนำ Character License ต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่ๆ มากกว่า Merchandise อย่าง คิตตี้ คาเฟ่ มูมิน คาเฟ่ และอื่นๆ ที่สามารถดึงดูดเม็ดเงินแฟนคลับทั้งชาวไทยและเทศได้เป็นอย่างดี

                โดยเฉพาะ Line Friends เป็นคาเรคเตอร์ที่เชื่อว่ามีโอกาสการเติบโตที่น่าสนใจ จากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความสำคัญอันดับสองของไลน์คอร์ปอเรชั่นด้วยจำนวนผู้ใช้ไลน์ในประเทศไทยมีมากถึง 94% ของผู้ใช้โมบายอินเทอร์เน็ตทั้งหมด และมีผู้ใช้แอพพลิเคชั่นไลน์กว่า 230 ประเทศทั่วโลก

                กัมปนาท วงศ์หงส์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Line Village Bangkok เห็นโอกาสของคาเรคเตอร์ไลน์ และโอกาสของธุรกิจต่อยอดที่ไม่ใช่เพียงไลน์ช็อป และไลน์คาเฟ่ ได้ทาบทามไลน์คอร์ปอเรชั่น เปิดบริการ Line Village Bangkok แห่งแรกของโลก บนพื้นที่ 1,500 ตร.ม. ครอบคลุม 3 ชั้น ที่สยามสแควร์วัน สัญญา 12 ปี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ กัมปนาท ได้จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากสัมพันธภาพอันดีในการทำธุรกิจของในฐานะผู้บริหารสื่อโฆษณาในสยามสแควร์ตั้งแต่ปี 2554

 

Line Village Bangkok โมเดลธุรกิจ พาร์ทเนอร์ที่ไลน์ไม่ได้เป็นเจ้าของทั้งหมด

                กัมปนาท เล่าว่า Line Village Bangkok เป็นธุรกิจที่ Line Village Bangkok ร่วมกับไลน์คอร์ปอเรชั่น ในรูปแบบพาร์ทเนอร์ผู้ได้รับลิขสิทธิ์ทำตลาดภายใต้ชื่อ Line Village Bangkok ในประเทศไทยทั้งหมด และไลน์ คอร์ปอเรชั่นสามารถนำชื่อและโมเดลในรูปแบบ Line Village Bangkok ไปเปิดสาขาในประเทศอื่นๆ ภายใต้ชื่อ Line Village ได้ และไลน์ ประเทศไทยก็สามารถเปิดไลน์เฟรนด์ช็อปในรูปแบบอื่นๆ เช่นไลน์คาเฟ่ หรือไลน์เฟรนด์สโตร์ ในไทยได้แช่นกัน

โดยใน Line Village Bangkok ประกอบด้วย Line Village Store ร้านค้าขายสินค้า Merchandise บนพื้นที่ 200 ตร.ม. มีสินค้ามากกว่า 2,000ไอเทม ราคาเท่ากับ Line Shop ทั่วโลก ซึ่งประกอบด้วยสินค้า Exclusive Product จำหน่ายเฉพาะในประเทศไทย เช่น Brow Cony Moon ทำท่าไหว้ หรือ Line Friends ขี่รถตุ๊กตุ๊ก เป็นต้น สินค้า Collaboration ระหว่างไลน์กับแบรนด์อื่นๆ เช่น ปากกา Lamy  Swarovski ยูนิโคล และอื่นๆ สินค้าตามฤดูกาล เช่นบราวน์ใส่ชุดตรุษจีน และ สินค้าทั่วไปที่มีจำหน่ายทั่วโลก รวมถึงการนำ Snack Bar ในรูปแบบต่างๆ ดึงดูดแฟนคลับ Line Friend ในอนาคต

และ Line Village Adventure Park ในร่มแห่งแรกที่นำดิจิทัล และคอนเทนต์คาเรคเตอร์ผสมผสาน เพื่อให้ผู้เข้ามาได้เดินเล่น ถ่ายรูป และอินเทอร์แอคทีพกับคาเรคเตอร์หลักของไลน์ 6 คาเรคเตอร์ได้แก่ Brown Cony Moon James Boss และ Choco ในราคาบัตรเข้าชม 800 บาท แถมสติกเกอร์เวอร์ชั่น Line Village Bangkok ที่ไม่มีจำหน่ายในแอพไลน์ ไม่รวมส่วนลดของพาร์ทเนอร์ โดยการเข้าใช้บริการแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ ซึ่งคอนเทนต์ต่างๆ ใน Line Village Adventure Park ไลน์คอร์ปอเรชั่นเป็นผู้พัฒนาทั้งหมด

หวังแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของกรุงเทพ

                Line Village Bangkok ได้กลายเป็นหนึ่งในยุทธ์ศาสตร์หนึ่งของ Siam Synergy หรือพลังสยาม ที่รวมตัวระหว่าง 3 กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้าในพื้นสยาม-ปทุมวัน ได้แก่ ศูนย์การค้าเอ็มบีเค, กลุ่มสยามพิวรรธน์และกลุ่มธุรกิจสยามสแควร์ของสำนักทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อผลักดันให้เป็นย่านค้าปลีกที่มีพลังในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและเทศอย่างต่อเนื่อง

                แนวทางผลักดันทราฟฟิกของ Line Village Bangkok นอกจากจะใช้สื่อต่างๆ โดยให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์ นอกจากจะมีเฟซบุ๊ก ไอจี และไลน์แอคเคาน์แล้ว ยังได้ร่วมมือกับไลน์ ประเทศไทย ทำกิจกรรมต่างๆ โปรโมทร่วมกัน สื่อเอาท์ออฟโฮม ด้วยการติดคัทเอาท์ในสยาม และโรดโชว์ โดยร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยโปรโมท Line Village Bangkok กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดย กัมปนาท คาดหวังว่าในปี 2561จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาใช้บริการใน Line Village Bangkok มากถึง 6 ล้านคนต่อปี จากจำนวนทราฟฟิกทั้งสิ้น 12 ล้านคนต่อปี

New York Line Friends Store แห่งแรกนอกเอเชีย

                York Line Friends Store ที่ New York เป็นไลน์ช็อปแห่งแรกนอกเอเชีย หลังจากที่ไลน์เปิดไลน์เฟรนด์ช็อปในรูปแบบต่างๆ ในเอเชีย มาแล้วมากถึง 45 แห่ง ใน 11 ประเทศ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น จีน (ตลาดใหญ่ของไลน์ช็อป) สิงคโปร์ ฮ่องกง โคลัมเบีย ไต้หวัน เป็นต้น

 

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ เผย Management 4.0 ช่วยธุรกิจไทยยุค New Normal ให้รุ่ง

 

ธุรกิจครึ่งปีหลังไม่เพียงแต่มีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีรูปแบบการแข่งขันใหม่ๆ เกิดขึ้น มีผู้เล่นรายใหม่ๆ ที่เข้ามาสร้างธุรกิจใหม่ ทำให้ทุกธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทาย ฉะนั้นข้อมูลจึงกลายเป็นปัจจัยที่ใช้ในการแข่งขันมากขึ้น ควบคู่กับการสร้างนวัตกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค และปรับเปลี่ยนทิศทางการเติบโตผ่านการร่วมทุนและขยายสู่ตลาดเพื่อนบ้าน

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ จึงได้ขอเดินหน้าเผยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีส่งผลให้ผู้นำองค์กรธุรกิจต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ทั้งจากความหลากหลายที่เกิดขึ้นภายในองค์กร และความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นตลอดเวลา การบริหารองค์กรธุรกิจจึงเป็นสิ่งที่ท้าทาย ต้องเน้นหลักการบริหารจัดการ 4.0 โดยพัฒนาใน 3 เรื่องหลัก คือ องค์กร 4.0 ผู้นำ 4.0 และกลยุทธ์ 4.0 ดังนี้

 

เพราะองค์กรต้องรับมือกับคนหลาย Gen

พสุ เดชะรินทร์ คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในเวทีเสวนาว่า “เพื่อให้ภาคธุรกิจมีการเติบโตที่สอดคล้องกับนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ที่รัฐบาลกำลังให้การส่งเสริม การบริหารจัดการต้องเน้นใน 3 เรื่องคือ องค์กร 4.0 ผู้นำ 4.0 และกลยุทธ์ 4.0 กล่าวคือองค์กรจะมีความหลากหลายมากขึ้นจากบุคลากรหลายเจเนอเรชั่นมาทำงานร่วมกัน การพัฒนาบุคลากร สำหรับองค์กรยุคใหม่ต้องเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นการส่งเสริมให้พนักงานมีทักษะในการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้มีความรู้ความสามารถก้าวตามทันความเปลี่ยนแปลงของโลก ขณะที่ผู้นำ 4.0 ต้องมีความถ่อมตนทางปัญญา เพื่อเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ส่วนกลยุทธ์ 4.0 คือการใช้มุมมองใหม่ๆ มาสร้างกลยุทธ์ต่างๆ ในการบริหารจัดการธุรกิจ พร้อมๆ กับการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ

และเพื่อโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับองค์กรองค์กรจะมีความหลากหลายมากขึ้นจากบุคลากรหลายเจเนอเรชั่นมาทำงานร่วมกัน ตั้งแต่Baby Boomer Gen X Gen Y และ Gen Z ซึ่งแต่ละรุ่นจะมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต้องรับมือกับคน Gen Z ซึ่งจากผลสำรวจในต่างประเทศระบุว่าเป็นเจเนอเรชั่นที่ไม่มีความผูกพันกับอะไรง่ายๆ ซึ่งนั่นหมายความว่าคนเหล่านี้พร้อมที่จะลาออกไปหาความท้าทายใหม่ๆ ได้ทุกเมื่อ ขณะเดียวกันในด้านการพัฒนาบุคลากร สำหรับองค์กรยุคใหม่ก็ต้องเปลี่ยนจากรูปแบบเทรนนิ่ง มาเป็นการส่งเสริมให้พนักงานมีทักษะในการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้มีความรู้ความสามารถก้าวตามทันความเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น ปัจจุบันองค์กรที่สามารถเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคได้ดีที่สุด จะมีศักยภาพในการแข่งขันมากที่สุด ซึ่งการเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคได้ จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมาก และการวิเคราะห์ข้อมูลที่แม่นยำ เหตุนี้แทบทุกองค์กรในยุคสมัยนี้จึงต้องมีแผนก Big Data Analytic ไว้คอยนำเสนอผู้บริหารเพื่อประกอบการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ

 

ผู้นำยุค 4.0 ต้องมีทักษะการทำงานภายใต้ความไม่แน่นอน

“เมื่อภายในองค์กรมีความหลากหลาย สิ่งที่ผู้นำต้องมีคือความสามารถในการทำงานภายใต้ความไม่แน่นอน ซึ่งทักษะสำคัญที่ผู้นำยุค 4.0 จะต้องมี คือ ความถ่อมตนทางปัญญา เพื่อเปิดรับสิ่งใหม่ๆ พร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา การตัดสินใจต้องแม่นยำ ที่สำคัญคือลงมือทำทันทีที่มีไอเดีย เพราะยุคนี้ช้าเพียงก้าวเดียวคนอื่นก็นำหน้าไปไกลแล้วส่วนกลยุทธ์ 4.0 เน้นการใช้มุมมองใหม่ๆ มาสร้างกลยุทธ์ต่างๆ ในการบริหารจัดการธุรกิจ พร้อมๆ กับการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเป็นโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับองค์กร โดยต้องมองหานวัตกรรมใหม่ๆ จากภายนอกเพื่อนำมาประยุกต์เข้ากับธุรกิจหลักที่ทำอยู่ เช่นการเข้าไปลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ ซึ่งมักจะมีการสร้างธุรกิจใหม่ที่เน้นตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ หรือการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของคนยุคดิจิตัล เช่น การที่กลุ่มธุรกิจธนาคารเข้าไปสนับสนุนกลุ่ม Fintech เพื่อสร้างเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ ทั้งที่เป็นแอปพลิเคชั่น หรือเครื่องมือดิจิตัลเพื่อต่อยอดธุรกิจเดิมของตน เป็นต้น” พสุ เดชะรินทร์ กล่าวเพิ่มเติม

 

Internet of Things คงไม่พอแต่ต้องเป็น Internet of Lives

สำหรับด้านการตลาด นักการตลาดต้องไม่ดูแค่เทรนด์แต่ต้องมีวิสัยทัศน์คาดการณ์ได้มากกว่าพฤติกรรมที่ผู้บริโภคจะแสดงออก สำหรับการตลาด 4.0 ที่เป็นเรื่องของการตลาดดิจิทัลในยุคนี้ต้องไม่ใช่แค่เครื่องมือด้านสื่อสารการตลาด แต่สามารถสร้างให้เป็น Core Business ได้ ผู้บริโภคในโลกยุคใหม่ไม่ได้เป็นแค่ Digital Consumers เท่านั้นแต่เป็น Digital Advocates และเป็น Digital Evangelists ที่จะมีการสร้างพลังของเน็ตเวิร์คในการแชร์  การสร้างแบรนด์ผ่านดิจิทัลต้องศึกษาการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ไปพร้อมกันจนถึงยุคที่เป็น Lifeline เครื่องมือในการเข้าใจลูกค้าต้องมากกว่า Internet of Things แต่เป็น Internet of Lives กลยุทธ์ของแบรนด์ในปัจจุบันต้องมีความรอบจัดและรอบด้านเพื่อสรรสร้างการตลาดที่ตอบโจทย์ไม่เพียงแต่เป็น Consumer Centric แต่เป็น Human Centric

 

Data Scientist ตำแหน่งที่จำเป็นสำหรับทุกอร์กร

ด้านสถิติ โลกธุรกิจที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทำให้ตำแหน่ง Data Scientist กำลังเป็นที่ต้องการของแทบทุกองค์กร โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ ที่มีข้อมูลมาก ต้องอาศัยคนมาช่วยในการดึงข้อมูล การวิเคราะห์ และสรุปผลออกมา เพื่อนำเสนอผู้บริหารในการประกอบพิจารณาการตัดสินใจลงทุน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ทั้งในด้านการบริหารจัดการ การตลาด หรือแม้กระทั่งการพัฒนาสินค้าตัวใหม่ขึ้นมา”

 

In-house Banking ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

ด้านการธนาคารและการเงิน การสร้างการเติบโตขององค์กร โดยการขยายการลงทุนไปยังประเทศต่าง ๆ ขององค์กรธุรกิจขนาดใหญ่นั้น มีแนวโน้มที่จะต้องสร้าง In-house Banking ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เหมือนเป็นธนาคารให้กับบริษัทในเครือที่อยู่ในต่างประเทศ และการถือเงินสกุลต่างกัน สามารถบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ผลักดัน IFRS มาปรับใช้

ด้านการบัญชี “การเติบโตของภาคธุรกิจจำเป็นต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลในการลงทุน ขณะที่เม็ดเงินในไทยอาจไม่เพียงพอ ต้องอาศัยเม็ดเงินจากต่างประเทศ ซึ่งการจะเข้าถึงได้จะต้องมีข้อมูลทางบัญชีที่มีมาตรฐานสากล ซึ่งคณะกรรมการมาตรฐานการบัญชี กำลังผลักดันให้มีการนำเอามาตรฐานสากล ที่เรียกว่า IFRS (International Financial Reporting Standard)  ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลกมาปรับใช้ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของธุรกิจในบริบทสังคมไทยด้วย ซึ่งรูปแบบการทำธุรกิจของไทยในบางเรื่องมีความแตกต่างไปจากต่างประเทศ

 

 

 

 

Jubile เผยตลาดค้าปลีกเพชรยังคงนิ่งและไม่มีการเติบโตมาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี

 

ปัจจุบันตลาดค้าปลีกเพชรมีมูลค่า 35,000 ล้านบาท โดยในปี 2560 นี้ Jubile ผู้ประกอบการค้าปลีกเพชรได้ประเมินว่าในปีนี้ตลาดยังคงนิ่งอยู่ 35,000 ล้านบาท ซึ่งจากภาพของตลาดรวมของประเทศตลาดค้าปลีกเพชรทำไมถึงยังคงนิ่งไม่ปรับตัวลงลงหรือไม่มีการเติบโต อัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ได้มาไขข้อสงสัย ดังนี้

 

Loyalty Program กลยุทธ์สู่การทรงตัวของตลาดเพชร

ปัจจุบันผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจในการลงทุนในเพชรมากขึ้น สู่การเป็นเทรนด์การลงทุนในรูปแบบใหม่ ทำให้สามารถกระตุ้นภาวะการซื้อขายได้เพิ่มมากขึ้น แม้จะอยู่ภาวะที่เศรษฐกิจในธุรกิจหลายๆ ส่วนกำลังชะลอตัว แต่ตลาดเครื่องประดับอัญมณียังสามารถเติบโตได้ ทั้งแบบเพชรกะรัตและเพชรเครื่องประดับ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าของยูบิลลี่  ไดมอนด์ ซึ่งปัจจุบันไม่ได้มีแค่กลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์ที่มีกำลังซื้อ แต่กระจายออกเป็น กลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ กลุ่มลูกค้ารายได้ระดับกลางก็ให้ความสนใจในการซื้อเพชรของยูบิลลี่ ไดมอนด์ เช่นกัน

ซึ่งการรักษาการซื้อของกลุ่มลูกค้าใน Segments ต่าง ๆ นั้น คือการทำ Loyalty Program ซึ่งเพชรเป็นสินค้าที่มีราคาตั้งแต่ระดับหมื่นบาทถึงหลายร้อยล้านบาท โดยการทำ Loyalty นั้น อัญรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  ยูบิลลี่ หรือ Jubile ได้กล่าวว่า “ปัจจุบัน Jubile มีฐานลูกค้าที่เป็น Member ถึง 130,000 ราย เรามองว่า Loyalty Program เป็นส่วนที่สำคัญไม่แพ้ส่วนอื่น ๆ ซึ่งแต่ละกลุ่ม Segment มีความต้องการแตกต่างกันเราต้องคิดและตอบสนองให้ตรงตามความต้องการของตามกลุ่มลูกค้าเพื่อให้เขาเกิดการบอกต่อและกลับมาซื้อซ้ำ โดยทางแบรนด์จะกระตุ้นด้วยความคุ้มค่า ดีไซน์ และราคาที่เอื้อมถึงได้”

ทำไมตลาดเพชรยังคงทรงตัว อัญรัตน์ ได้กล่าวว่า “ตลาดเพชรเป็นตลาดที่มีความหลากหลายของราคาและกลุ่มลูกค้าโดย 2-3 ปีที่ผ่านมาระดับราคาต่อบิลของลูกค้าในระดับ 3-4 หมื่นบาทเป็นกลุ่มที่เติบโตที่สุด ต่อมาในส่วนของนักลงทุนทางพวกนักลงทุนจะมองว่าเพชรที่น่าลงทุนจะต้องมี สี น้ำหนัก ความสะอาด และไม่มีตำหนิ ทั้ง 4 ปัจจัยนี้ส่งผลให้นักลงทุนเกิดการลงทุนในเพชรให้เป็นสินทรัพย์ เพราะเมื่อระยะเวลาผ่านไปในตลาดเพชรจะยิ่งมีราคามากขึ้นอีกด้วย”

 

เปิด 7 สาขา ตั้งเป้าโต 10%

Jubile ในช่วง Q1 ที่ผ่านมาทำรายได้ถึง 317 ล้านบาท เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับตลาดที่ชะลอตัวแล้วนับว่าเป็นสัญญานที่ดี เพราะในช่วง Q1-2 ของทุกปีได้สร้างรายได้เป็น 40% ของรายได้รวมทั้งปี ส่วนใน Q3-4 จะสร้างรายได้ถึง 60% ของรายได้ทั้งปีของ Jubile และเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดตลาดในช่วง Q3-4 จะคึกคักกว่า ในช่วงครึ่งปีแรก Jubile จึงได้เดินหน้าเปืดสาขาเพิ่มอีก 5-7 สามขาในปี 2560 นี้โดยงบแต่ละสาขาอยู่ที่ 7-10 ล้านบาท โดยในครึ่งปีแรกได้เปิดที่ โรบินสันเพชรบุรี และเซนทรัลเชียงใหม่ จำนวน 2 สาขาแล้ว ซึ่ง Jubile คาดว่าจะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้นอีกด้วย และสำรับเป้ารายได้จากยอกขายในปีนี้ Jubile ตั้งเป้าเติบโตที่ 10%

 

Jubilee Mid Year Expo 2017 ต้องกระตุ้นตั้งแต่กลางปี

เพื่อไม่ให้ตลาดค้าปลีกเพชรตก แบรนด์ค้าปลีกเพชรจำเป็นต้องเดินหน้ากระตุ้นกำลังซื้อของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง Jubile หนึ่งในแบรนด์ค่าปลีกเพชรอันดับหนึ่งจึงได้เดินหน้าจัดงาน Jubilee Mid Year Expo 2017 มหกรรมเครื่องประดับเพชรครั้งยิ่งใหญ่ให้คนรักเครื่องเพชรมาร่วมเปิดประสบการณ์ความมงคลแห่งเลข 8 ด้วยการเนรมิต 8 โซนสุดพรีเมี่ยมพบเครื่องประดับเพชร และเพชรกะรัตมาตรฐานระดับโลก แบรนด์ JUBILEE DIAMOND และแบรนด์ดังระดับโลก FOREVERMARK จาก De Beers กว่า 18,000 ชิ้น พร้อมจัดหนักโปรโมชั่นสุดพิเศษให้สาวกเครื่องประดับเพชรช็อปกระหน่ำ อาทิ โปรโมชั่นเพชรกะรัตและเครื่องประดับเพชร ลดราคาสูงสุดถึง 50%, โปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 และ โปรโมชั่นซื้อเพชร แจก เพชร และพิเศษ สำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าในงานรับสิทธิ์ผ่อน 0% นานสูงสุด 4 เดือนทุกชิ้น พร้อมโปรโมชั่นจาก 9 บัตรเครดิตชั้นนำ และรับเครดิตเงินคืนสูงสุดถึง 500,000 บาท คาดว่าจะกระตุ้นยอดขายในครึ่งปีแรกเติบโตได้ 10%

 

ขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ ควบคู่กับการทำ Loyalty

สำหรับแผนการตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง   คือ ขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ และรุกตลาดออนไลน์ต่างๆ ด้วยกลยุทธ์การขายและกิจกรรมการตลาดที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย โดยมีการออกคอลเลคชั่นใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง และต้องตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า และสร้าง  แบรนด์ผ่านการตอกย้ำเรื่องคุณภาพของเครื่องประดับเพชรของยูบิลลี่ พร้อมให้ความรู้เรื่องที่ถูกต้องกับผู้บริโภคในเรื่องคุณภาพและมาตรฐานเพชร บริหารจัดการต้นทุน ควบคู่ไปกับเพิ่มยอดขายจากสาขาเดิม เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรให้อยู่ในเป้าหมายที่กำหนด

 

 

 

 

แปลงโฉม Zalora กลายเป็น Looksi หวังสูงแฟชั่นออนไลน์ของเซ็นทรัล

 

 

            หลังจากที่ทาง “เซ็นทรัล กรุ๊ป” ได้ประกาศซื้อเว็บไซต์ “Zalora (ซาโลร่า)” ประเทศไทย ซึ่งเป็นเว็บอีคอมเมิร์ซด้านแฟชั่น ไปเมื่อ 1 ปี ก็เกิดทำถามตามขึ้นมาทันทีว่า  เซ็นทรัล จะซื้อไปทำอะไร ? ทั้งๆที่ในเครือเซ็นทรัลเองก็มีเว็บอีคอมเมิร์ซอยู่แล้วตั้ง 2 เว็บ ทั้งwww.robinson.co.th และ  www.central.co.th

แฟชั่นออนไลน์” ยังโตได้อีก

            พรชนก ตันสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธุรกิจออนไลน์ บริษัท เซ็นทรัล กรุ๊ป ออนไลน์ จำกัด ให้เหตุผลที่ซื้อ ซาโลร่า มาจากการเห็นโอกาสในอีคอมเมิร์ซที่เป็นแฟชั่นที่แม้ ณ วันนี้จะมีมูลค่าเพียง 2,000 – 3,000 ล้านบาท แต่เมื่อดูจากภาพรวมของตลาดอีคอมเมิร์ซในปี 2017 ที่ถูกประเมินว่าจะมีมูลค่าเกือบ 380,000 ล้านบาท แล้ว แฟชั่นยังถือว่ามีสัดส่วนที่น้อยนิด

            “ในปี 2021 ยูโรมอนิเตอร์ได้ระบุว่าตลาดที่มีมูลค่าเพียง 2,000 – 3,000 ล้านบาท จะเติบโตขึ้นไปแตะระดับ 10,000 ล้านบาท จึงถือได้ว่าตลาดนี้มีศักยภาพและโอกาสในการเติบโตที่สูงมาก ด้วยเหตุนี้เซ็นทรัล จึงไม่รีรอที่จะซื้อ ซาโลร่า เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรา”

 

เปลี่ยน “ชื่อ” เพราะกลัวเข้าใจผิด

            แม้จะมีโอกาสก็จริง แต่โจทย์ที่ติดมาพร้อมกับคำว่า ซาโลร่า คือ สะกดยากในการเสิร์ช ถึงแม้ว่าจะเป็นคำที่ติดหูสำหรับคอแฟชั่นออนไลน์ เพราะอยู่ในตลาดมานานถึง 5 ปีก็ตามที ที่สำคัญหากเป็นคนทั่วไปก็มจะเข้าใจผิดว่าเป็น ลาซาด้า อีกด้วย

            นี่จึงทำให้ เซ็นทรัล ไม่รีรอที่จะวางแผนเปลี่ยนชื่อมาตั้งแต่ซื้อใหม่ๆ จนสุดท้ายออกมาเป็น “ลุคสิ (LOOKSI)” หรือ www.looksi.com โดยใช้งบถึง 100 ล้านบาทในการรีแบรนด์

            “ที่ต้องเปลี่ยนเพราะต้องการให้จำง่าย ไม่สับสนในการค้นหา และติดหู เหตุที่ต้องเป็น ลุคสิ เพราะคำว่า look ไปพ้องเสียงกับคำว่า Total look ซึ่งเป็นไลฟ์สไตล์แฟชั่นที่สามารถเปลี่ยนได้ทุกวัน ส่วนคำว่า สิ มาจากการที่คนไทยมักใช้เป็นคำลงท้ายอยู่แล้ว”

Know-how เสริมระบบหลังบ้าน

            พรชนก บอกอีกกว่า ความยากของการทำอีคอมเมิร์ซอยู่ที่ระบบหลังบ้าน ซึ่งพอซื้อ ลุคสิ มาก็ทำให้ได้ Know-how มาด้วยทั้ง ระบบคลังสินค้า คอลเซ็นเตอร์ ทีมงานเดิมที่เข้าใจเรื่องออนไลน์กว่า 50 คน และฐานลูกค้าเดิมที่นิยมซื้อสินค้าแฟชั่นอยู่แล้ว ซึ่งต่างจาก 2 เว็บเดิมที่จะเน้นเป็น One Stop Shopping

            แน่นอน! ลึกๆแล้วไม่ใช่แค่ Know-how หรอกที่ เซ็นทรัล อยากได้ แต่หลักใหญ่ใจความคือ ลุคสิ จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการขายสินค้าแฟชั่นที่ เซ็นทรัล เป็นผู้นำเข้าจำนวนมาก เพราะในวันนี้ช่องทางเดิมอย่างช้อปในห้างต่างๆ กำลังประสบปัญหากำลังซื้อที่หดหายจากภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งการมีเว็บไซต์ที่ขายสินค้าแฟชั่นเป็นของตัวเองก็จะช่วยลดต้นทุนและสร้างผลกำไรที่เพิ่มขึ้น เพราะไม่จำเป็นที่จะต้องลงทุนไปสร้างช้อปเพื่อขายสินค้า รวมถึงจ้างพนักงานด้วย

วางแผนเป็น  Online Fashion Destination

            เซ็นทรัล ต้องการให้ ลุคสิ เป็น Online Fashion Destination ดังนั้นจึงมีการรื้อระบบครั้งใหญ่จากเดิมที่เป็น Market Placeซึ่งมีมีสินค้ามากถึง 3,000 แบรนด์ กว่า 70,000 รายการ ก็ได้ลดลงเหลือ 1,000 แบรนด์ คิดเป็น 50,000 รายการ

            พรชนก ให้ความเห็นว่า ลุคสิ จะยังคงเป็น Market Place อยู่ แต่จะมีการเข้มงวดขึ้นในการคัดเลือกแบรนด์เข้ามา ซึ่งปัจจุบันยังมีเพียง 30-40% เท่านั้นสำหรับแบรนด์ที่มองว่าเหมาะสม โดยจะมีการตรวจสอบรูปและคอนเทนต์ที่ลง เพื่อป้องกันความสะเปะสะปะของสินค้า รวมถึงจะสร้างจุดเด่นด้วยการเพิ่มสินค้าที่เป็นแบรนด์ Exclusive ให้มีสัดส่วน 10-15% ของสินค้าทั้งหมด

 

ใช้  “เซเว่นอีเลฟเว่น” สร้างความได้เปรียบ

            ส่วนการส่งสินค้าจะใช้  Kerry Express, CJ Logistics และ DHL Express โดยในไตรมาส 3 จะมีบริการ Click & Collect ซื้อสินค้าจากออนไลน์ แล้วไปรับที่สาขาต่างๆ ของเซ็นทรัลได้ พร้อมกับตั้งให้เซเว่นอีเลฟเว่น (7-Eleven) เป็นจุดคืนสินค้าหากสินค้าไม่เป็นที่พอใจ

            ทำไม ลุคสิ ถึงต้องคืนสินค้าที่ เซเว่นอีเลฟเว่น ? นั้นเพราะลุคสิรู้ดีว่า ปัญหาใหญ่ของการซื้อสินค้าออนไลน์ในตอนนี้ โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นแฟชั่นนั้น อยู่ที่สินค้าอาจจะไม่เป็นตรงกับรูปที่ลงไป การใช้ เซเว่นอีเลฟเว่น ในการรับคืนสินค้าจะสร้างความได้เปรียบและซื้อใจฐานลูกค้าได้ทันที นั้นเพราะฐานลูกค้ากว่า 1.2 ล้านคนของลุคสิ กว่า 70% เป็นคนที่อยู่ต่างจังหวัด ซึ่งอาจไม่สะดวกเดินทางไปเซ็นทรัลที่ยังมีแค่จังหวัดใหญ่ๆเท่านั้น

            ภายในสิ้นปีนี้ ลุคสิ ตั้งเป้ารายได้ 500 ล้านบาท และภายใน 3 ปีจะต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

 

Benz ขาย SUV ผลิตไทย ราคาหายไป 500,000 บาท

 

นาทีนี้ต้องบอกว่ารถ SUV ค่อยๆแอบแย่งลูกค้ากลุ่มรถเก๋งไปอย่างเห็นได้ชัด ด้วยวิธีการทำ Sub Segment ลงมาทั้งขนาดกลาง เล็ก  จึงไม่แปลกที่ภาพรวมตลาด SUV จะเติบโตสวนกระแสตลาดรถยนต์ที่ตกต่ำในปีที่แล้ว

 

ล่าสุดค่ายรถหรูอย่าง Benz เองก็ขอ “เอาจริง” ในตลาดรถ SUV ระดับ Luxury 3 รุ่นใหม่

GLC 250d 4 MATIC Coupe AMG Dynamic ราคา 3.99 ล้านบาท

GLC 250 d 4MATIC  AMG Plus Coupe ราคา 3.99 ล้านบาท

Mercedes AMG GLC 43 4MATIC Coupe 5.79 ล้านบาท

 

ที่น่าสนใจคือ 3 รุ่นนี้ผลิตที่ บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านการผลิตกับ Benz มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ทำให้หากเทียบกับรุ่นเก่าที่เป็นการนำเข้า SUV ทั้ง 3 รุ่นนี้ราคาถูกลงเฉลี่ย 500,000 บาท เพราะเป็นการผลิตในประเทศ ซึ่งทำให้ลดต้นทุนภาษีนำเข้าได้เป็นจำนวนมาก

 

สัดส่วนการผลิตรถ Benz

 

ผลิตในประเทศไทย

80% จากจำนวนการผลิตทั้งหมด

 

นำเข้าจากต่างประเทศ

20% นำเข้าซึ่งจะเป็นกลุ่ม Dream car รุ่นราคา 10 ล้านบาทอัพ

 

 

 

ปัจจุบัน Benz ผลิตในไทยมากถึง 21 รุ่นโดยให้เหตุผลว่านอกจากจะทำให้ราคาขายถูกลงกว่าเดิมแล้วนั้น การออกแบบและสมรรถนะการขับขี่ยังถูกออกแบบให้เหมาะสมกับถนนเมืองไทย รวมไปถึงพฤติกรรมการขับขี่ของคนไทยด้วย และแผนการณ์ของ Benz เองต่อจากนี้คือเน้นการผลิตที่เมืองไทยมากขึ้นต่อเนื่อง

 

ในขณะที่ยอดขาย 5 เดือนแรกของ Benz อยู่ที่ 5,599 คัน เติบโตถึง 42% หากเทียบกับ 5 เดือนเมื่อปีที่แล้วโดย ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส – เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่าปีนี้ตลาดรถ Luxury car เองก็จะเติบโตมากขึ้น เพราะมี Benz และ BMW ที่เป็น 2 แบรนด์คอยขับเคลื่อนตลาด

 

แนวทางของ Benz ในอนาคต

ยอดขาย 5,599 คัน เติบโตถึง 42% มาจาก

1.การประกอบรถในไทยทำให้ราคาขายเข้าถึงง่ายขึ้น

2.การออกแบบรถที่ไม่ใช่แค่ดีไซน์หรูหราแต่ผลิตรถเป็น Segmentation อาทิ Suv ที่เน้นความเร็วและแรง

 

รถพลังงานไฟฟ้า และ Plug in Hybrid

แม้ 3 รุ่นนี้จะเป็นเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซิน แต่ Benz ย้ำอย่างชัดเจนว่าในภาพรวมการผลิตคือมุ่งไปสู่ Plug in Hybrid และสเต็ปต่อมาก็คือรถพลังงานไฟฟ้าเต็มตัว

 

รถคันใหม่ในครึ่งปีหลัง

จะมีรถประเภท Sub-Compact ออกใหม่ 1 -2 รุ่น

 

“รักไร้พรมแดน”

เนื่องในโอกาส วันผู้ลี้ภัยโลก 20 มิถุนายน 2560 สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) จัดนิทรรศการแสดงภาพถ่าย “รักไร้พรมแดน” โดยความร่วมมือครั้งแรก ของ ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ทูตสันถวไมตรี UNHCR และ คิด เบญจรงคกุล ผู้สนับสนุนที่มีชื่อเสียงของ UNHCR และช่างภาพแฟชั่นแถวหน้าของเมืองไทย ร่วมนำเสนอมุมมองแห่งความรักผ่าน 30 ภาพถ่ายจากสองมุมโลก ที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน

รูเวนดรินี่ เมนิคดิเวล่า ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ณ ขณะนี้ เรากำลังเผชิญวิกฤตการณ์ผู้พลัดถิ่นและผู้ลี้ภัยระดับโลกที่รุนแรงที่สุด ทำให้จำนวนผู้ที่ต้องลี้ภัยออกจากบ้านของตนเองสูงถึง 65.3 ล้านคน แต่สิ่งสำคัญที่เราต้องย้ำเตือนคือ ผู้ลี้ภัยไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข แต่คือมนุษย์คนหนึ่งเฉกเช่นเดียวกับเราทุกคน เพื่อนมนุษย์ผู้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากอย่างหาที่เปรียบไม่ได้”

ผลงานส่วนหนึ่งของนิทรรศการภาพถ่าย “รักไร้พรมแดน” บอกเล่าเรื่องราวของผู้ลี้ภัยซีเรียในประเทศจอร์แดน ผ่าน ไปรยา ลุนด์เบิร์ก ทูตสันถวไมตรี UNHCR ซึ่งเธอได้มีโอกาสเยี่ยมค่ายผู้ลี้ภัยด้วยตัวเอง ในปัจจุบัน จอร์แดน รองรับผู้ลี้ภัยมากถึง 655,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่หนีภัยสงครามจากประเทศซีเรีย โดย ไปรยา กล่าวว่า “ปู รู้สึกขอบคุณผู้ลี้ภัยทุกคนที่ได้แบ่งปันเรื่องราวของพวกเขากับ ปู ไม่ว่าจะเป็นผู้ลี้ภัยในค่ายซาทารี หรือค่ายอัซราค ปูเชื่อว่ามนุษย์ทุกคน แม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เราสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ผ่านอารมณ์และความรู้สึก ปูจึงตัดสินใจที่จะแบ่งปันเรื่องราวของพวกเขาให้คนไทยรับรู้ โดยเฉพาะเรื่องราวของความรัก ไม่ว่าจะเป็นรักแรกพบ หรือความรักที่ทำให้ใจต้องสลาย” 

หากแต่ในส่วนของ คิด เบญจรงคกุล ได้นำเสนอมุมมองความรักของผู้ลี้ภัยผ่านการถ่ายภาพของเขา เพื่อค้นหาคำนิยามของความรักในรูปแบบต่างๆของผู้ลี้ภัยที่พักพิงในประเทศไทย มายาวนานกว่า 30 ปี “ผมเชื่อในพลังของภาพถ่าย และต้องการที่จะใช้มันเพื่อมนุษยธรรม เรื่องราวของผู้ลี้ภัยที่ตราตรึงในใจผมที่สุด คือ เรื่องราวของเด็กผู้หญิงสองพี่น้อง ที่ต้องใช้ชีวิตโดยปราศจากพ่อแม่ ทั้งสองคนบอกผมว่า พวกเขาไม่เหลือใครอีกแล้วในโลกใบนี้ ผมจึงหวังว่า รูปภาพและเรื่องราวเหล่านี้จะทำให้ทุกคนหันมาใส่ใจผู้ลี้ภัย และร่วมกันทำให้เขาไม่รู้สึกว่ามีชีวิตอยู่เพียงลำพัง”

นิทรรศการภาพถ่าย “รักไร้พรมแดน” ในครั้งนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนผู้เชื่อมั่นในการให้ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม อันได้แก่ ศูนย์การค้าสยามพารากอน บริษัท เชียงใหม่ชาร์ล มิชเชล จำกัด บริษัท กฤษณะมงคล จำกัด บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) และ สวารอฟสกี้ ประเทศไทย 

นิทรรศการภาพถ่าย “รักไร้พรมแดน” จะเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชม ตั้งแต่วันที่ 14 ถึง 18 มิถุนายน 2560 ที่ ชั้น M ศูนย์การค้าสยามพารากอน

6 แบรนด์คุณภาพ ที่จะเปิดตัวใน Thailand Presents

Thailand Presents เป็นโครงการของ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่ต้องการส่งเสริมสินค้าและบริการไทย ให้เจาะตลาดมากขึ้น โดยมีการเปิดตัวเว็บไซต์ ThailandPresents.com และตู้ Kiosk เพื่อรวมแบรนด์ไทยคุณภาพไว้ด้วยกัน

เว็บไซต์ Thailand Presents จะเป็นการรวบรวมสินค้าไทยที่มีคุณภาพ มาผนวกกับเครือข่ายของกระทรวงต่างประเทศ เพื่อขยายโอกาสให้ SMEs ไทย สร้างการรับรู้ในผู้ซื้อจากต่างประเทศสนใจสั่งซื้อไปต่างประเทศ

 

1.ศิลปะ และงานฝีมือ

ความประณีตของคนไทยมีชื่อเสียงกว้างไกลไปทั่วโลก แต่การทำแบรนด์ การต่อยอดของชาวบ้านนั้นกลับน้อยมาก ฉะนั้นการเปิดช่องทางสู่ผู้ซื้อรายใหญ่จะเป็นการสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงให้กับชาวบ้าน และคนรุ่นใหม่ที่สืบสานศิลปะไทย

 

2.ผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์

ต่างชาติรู้จักข้าวไทยดีอยู่แล้ว แต่แบรนด์ข้าวอินทรีย์ของชาวบ้านกลับไม่มีคนเข้าถึง เว็บนี้จะรวมข้าวคุณภาพส่งตรงถึงผู้ซื้อต่างประเทศโดยตรง

 

3.Rubber Killer

แบรนด์ไทยที่ผลิตสินค้าแฟชั่น จากยางในของรถยนต์ เป็นสินค้าที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์จากการนำยางเหลือใช้มาเพิ่มมูลค่าให้กลายเป็นของหลักพัน

 

5.Thirsty Squirrel 3L.

ที่กดน้ำแบบพกพาความจุขนาด 3 ลิตร ออกแบบเพื่อช่วยอำนวยความสะดวก และช่วยกระตุ้นให้เกิดการดื่มน้ำ ตัวถังใส ทำให้มองเห็นปริมาณของน้ำได้ง่าย เบา และผลิตด้วยวัสดุ PC ที่ทนทานไม่แตกง่าย กระรอกใช้เป็นที่กดน้ำ สามารถกดน้ำได้ด้วยมือเดียว ใช้งานง่ายสำหรับทุกเพศทุกวัย แม้ผู้ที่มืออ่อนแรง ด้านในโถมีหลอดสำหรับบรรจุน้ำแข็งเพื่อเพิ่มความเย็นโดยเมื่อน้ำแข็งละลายจะไม่ไหลมาปนเครื่องดื่มให้เสียรสชาติ ออกแบบให้ทุกชิ้นส่วนสามารถถอดทำความสะอาดได้ง่าย และช่วยลดขนาดบรรจุภัณฑ์ได้ถึง 48% (เมื่อเทียบกับขณะใช้งาน) ทำให้สามารถประหยัดพื้นที่ขนส่งและลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่จำเป็น

 

6.ผ้าไหมมัดหมี่

ผ้าไหมมัดหมี่ย้อมสีธรรมชาติด้วยน้ำหมักชีวภาพสูตรย้อมเย็น หมักโคลน มาตรฐานOTOPระดับ 5 ดาว และตรานกยูงพระราชทาน ใช้เส้นไหมมาตรฐาน OGANIC ต่อยอดการพัฒนาผ่านงานวิจัยง่ายต่อการดูแลรักษา ขบวนการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับมาตรฐาน GREEN PRODUCTION ผ่านการคัดเลือกให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่นำไปจำหน่ายบนสายการบินไทยที่บินไปทั่วโลก และนำองค์ความรู้ด้านภูมิปัญญามาสู่การต่อยอดเป็นแหล่งเรียนรู้จนได้รับคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนOTOP แห่งเดียวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่การประกวดแข่งขัน จนได้รับรางวัล CPOT เหรียญทองระดับประเทศ จากกระทรวงวัฒนธรรม

 

7.THANTHARA THAI HERBAL COMPRESS BALL 300G. (ลูกประคบสมุนไพร)

ช่วยบรรเทาอาการเมื่อย ช่วยลดอาการบวม อักเสบของกล้ามเนื้อ ข้อต่อ หลัง 24-48 ชั่วโมง ลดอาการเกร็ง ของกล้ามเนื้อ ช่วยให้กล้ามเนื้อ พังผืด ยืดตัวออก ลดอาการติดขัดของข้อต่อ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ลดอาการปวด

 

โดยมีถึง 15 พันธมิตรที่ส่งเสิรมแบรนด์ไทย และผู้ประกอบการไทยให้ขยายตลาดไปต่างประเทศ

ทั้งเว็บและตู้ Kiosk จะมีด้วยกัน 3 ภาษา ไทย อังกฤษ จีน และในอนาคต ภาษาเยอรมันและฝรั่งเศสก็มีความเป็นไปได้ เพราะเขาสนใจในสินค้าไทย