Category Archives: The Daily

Line Mobile คือแบรนด์ที่ 2 ของดีแทค

 

หลังจากไลน์โมบายเปิดตัวกับตลาดไทย หลายคนอาจจะสงสัยว่าไลน์โมบายคือใคร เพราะในวันแถลงข่าวเปิดตัวไลน์ โมบายอย่างเป็นทางการ ทีมผู้บริหารด้านมาร์เก็ตติ้งและโปรดักท์ได้ตอบข้อสงสัยเพียงว่าไลน์ โมบายไม่ใช่ MVNO แต่คือแบรนด์มือถือดิจิทัล ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง DTN หรือดีแทค ไตรเน็ต เน็ตเวิร์ค ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือภายใต้แบรนด์ดีแทค กับบริษัทไลน์ เจ้าของเครื่องหมายการค้าไลน์ โมบาย ดำเนินธุรกิจถูกกฎข้อบังคับ กสทช. ทุกประการ

เหตุการณ์ในวันนั้นได้สร้างข้อสงสัยกับ Marketeer และผู้สื่อข่าวท่านอื่นไม่น้อยว่าไลน์ โมบาย มีที่มาที่ไปที่แท้จริงอย่างไร และถูกกฎข้อบังคับของกสทช.อย่างไร

วันนี้ แอนดริว กาวาเซท รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มดิจิทัล ดีแทค หน่วยงานใหม่ของดีแทค ได้เชิญผู้สื่อข่าวเพื่ออธิบายตอบข้อสงสัยเรื่องธุรกิจไลน์ โมบาย ในประเทศไทย

แอนดริว กล่าวอย่างเปิดเผยว่า ไลน์ โมบาย คือ แบรนด์มือถือแบรนด์ที่ 2 ที่ให้บริการภายใต้บริษัท DTN เจาะกลุ่มผู้ใช้ดิจิทัล จากการดีไซน์การให้บริการอยู่ในรูปแบบดิจิทัลทั้งหมด นับตั้งแต่การสมัครใช้ เลือกแพคเก็จ จ่ายค่าบริการ และอื่นๆ ซึ่งการเป็นแบรนด์ที่ 2 ของ DTN

แต่ไม่ใช้ซับแบรนด์ของดีแทค เหมือนแบรนด์แฮปปี้ ในอดีต เนื่องจากมีทีมงานและการตลาด จากให้บริการลูกค้าแยกจากดีแทคโดยสิ้นเชิง มีสิ่งที่ใช้ร่วมกับดีแทคอย่างเดียวคือเครือข่าย  ส่วนดีแทค เป็นแบรนด์หลักในการเจาะกลุ่มตลาดแมส ซึ่งในประเทศไทยธุรกิจการให้บริการมือถือ 2 แบรนด์บนเครือข่ายเดียวกันในรูปแบบนี้ เอไอเอส เคยให้บริการมาก่อนภายใต้ชื่อยู โมบาย ส่วนต่างประเทศมีโอเปอเรเตอร์มากถึง 260 แบรนด์ที่ให้บริการในรูปแบบนี้

“ไลน์ โมบายเป็นทิศทางในการดำเนินธุรกิจทิศทางหนึ่งของดีแทค ในการลงทุนธุรกิจดิจิทัลใหม่ๆ เพื่อมุ่งสู่องค์กรดิจิทัลในปี 2020 ซึ่งที่ผ่านมาดีแทคลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ ผ่าน แอคเซลเลอเรท ที่บริหารโดยทีมแอคเซลเลอเรททำงานแยกอิสระจากดีแทค และไลน์โมบาย เป็นการลงทุนในรูปแบบเดียวกันแต่เป็นการลงทุนในด้านของการสร้างแบรนด์ใหม่ ที่ให้อิสระกับทีมไลน์ โมบายในการคิดสร้างสรรค์ การตลาดและการบริการกับลูกค้าเต็มที่”

“ส่วนการร่วมมือกับไลน์ คอร์ปอเรชั่น เป็นการร่วมมือในรูปแบบ DTN เป็นผู้ซื้อ Royalty Fee หรือการนำเครื่องการค้าไลน์ โมบายมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่ง Royalty Fee นี้สามารถต่ออายุสัญญาได้  และไลน์ ประเทศไทยในส่วนของการผูกบริการไลน์ โมบายอยู่ในแอปพลิเคชั่น ไลน์ ผู้ใช้ไลน์ โมบายสามารถเปลี่ยนแพคเก็จ จ่ายบิลค่าบริการ และอื่นๆ ผ่านแอปไลน์ได้ รวมถึงลูกค้าไลน์ โมบายยังสามารถใช้ไลน์ คอลล์ ดูไลน์ ทีวี โดยไม่เสียดาต้าอินเทอร์เน็ตอีกด้วย”

แบรนด์ต้องแยกจากกันชัดเจน

Marketeer เชื่อว่าเป็นเหตุผลทางธุรกิจที่ DTN ไม่สื่อสารไปตรงๆ ว่า ไลน์ โมบาย เป็นแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับดีแทค นอกจากผู้บริโภคช่างสังเกตจะพบว่าบิลเรียกเก็บเป็นของ DTN

เพราะหนึ่งต้องการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ไลน์ โมบาย เป็นแบรนด์มือถือดิจิทัลสำหรับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องการให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดีแทคเข้ามาทำภาพแบรนด์ไลน์ โมบาย กลายเป็นแบรนด์มือถือในกลุ่มแมส เช่นเดียวกับดีแทค

เพราะไลน์ โมบาย มีจุดขายหลักคือราคาแพคเก็จที่ถูก มีเพียง 6 แพคเก็จรายเดือนหลักให้เลือก และการให้บริการผ่านดิจิทัลทั้งหมด ส่วนดีแทคเน้นการบริการ มีหน้าร้าน และพาร์ทเนอร์หลากหลายช่องทาง การมีแพคเก็จที่หลากหลาย ให้บริการทั้งพรีเพดและโพสต์เพด ที่มาพร้อมกับสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ดูแลลูกค้ามากกว่า

และเหตุผลที่ 2 ซึ่งเป็นเหตุผลที่ Marketeer คิดว่าอาจส่งกระทบทางอ้อมคือ แพคเก็จไลน์ โมบายมีราคาที่ดึงดูดใจ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ไม่มีศูนย์บริการที่เป็น physical ที่มีต้นทุนค่าเช่าพื้นที่และค่าจ้างพนักงาน ทำให้นำค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปลดค่าบริการให้กับลูกค้า เมื่อลูกค้าดีแทครู้ว่าไลน์ โมบาย ใช้เครือข่ายเดียวกับดีแทค จะย้ายค่ายจากดีแทค มาใช้ไลน์ โมบาย เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการใช้บริการ

แอนดริว แจ้งอย่างตรงไปตรงมาว่า การที่ไลน์ โมบาย ใช่เครือข่ายเดียวกับดีแทค ย่อมมีลูกค้าดีแทคกลุ่มหนึ่งย้ายเข้ามาใช้บริการไลน์ โมบายบ้าง แต่ก็คุ้มค่าเพราะไม่ใช่เพียงแต่ลูกค้าดีแทคที่ย้ายมาเท่านั้นเพราะลูกค่าคู่แข่งก็ย้ายมาด้วยเช่นกัน เพราะผลลัพธ์ที่ได้คือไม่ว่าจะเป็นไลน์ โมบาย หรือดีแทค ลูกค้าทั้ง 2 แบรนด์ก็คือลูกค้าของ DTN ทั้งหมด

ซึ่งแน่นอนว่าการแข่งขันในธุรกิจโอเปอเรเตอร์ต่อจากนี้ มีความเข้มข้นขึ้นอย่างแน่นอน เพราะคู่แข่งหลักคงไม่ยอมปล่อยให้ไลน์ โมบายดึงลูกค้าไปได้อย่างง่ายดาย

“อีไอซี” ประเมินเศรษฐกิจไทย ปี 2017 ขยายตัวดีกว่าที่คาด

ดร.พชรพจน์  นันทรามาศ ผู้อำนวยการเศรษฐกิจมหภาค Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า ได้มีการประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ใหม่เป็น 3.6%จากเดิม 3.4%
เหตุผลหลักที่ต้องปรับใหม่ เกิดจากการส่งออกสินค้าที่เติบโตดีกว่าคาด เศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ฟื้นตัวได้พร้อมกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ส่งผลให้การส่งออกของไทยเติบโตได้ถึง 8.9% ในช่วง 8 เดือนแรกของปี นำโดยสินค้าเกษตร อาหารและเครื่องดื่ม และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

โดยคาดว่า การส่งออกจะสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง และคาดว่ามูลค่าการส่งออกทั้งปีจะเติบโตได้ถึง 7% ซึ่งดีที่สุดในรอบ 6 ปีนอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวยังคงมีแนวโน้มที่ดี อีไอซีคาดว่าทั้งปี2017 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยราว 35.2 ล้านคน เพิ่มจากปีก่อนหน้า 7.9%

“ที่การส่งออกเติบโตมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโรงงานอุตสาหกรรมที่บรษัทต่างชาติได้มาลงทุนไว้ เริ่มเดินเครื่องและสามารถส่งออกในปีนี้ได้เป็นปีแรก หากในปีหน้าอาจจะไม่ส่งผลมากขนาดนี้”

 

กำลังซื้อยังหน้าห่วง

ด้านกำลังซื้อของครัวเรือนไทยยังไม่ดีขึ้นตามกำลังซื้อจากต่างประเทศ แม้ว่าการใช้จ่ายของผู้มีรายได้สูงจะค่อนข้างดี สะท้อนจากยอดขายสินค้าคงทนโดยเฉพาะรถยนต์นั่งที่มีอัตราการเติบโตสูง ถึง4.8%

แต่การใช้จ่ายของผู้มีรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อยยังคงซบเซาเห็นได้จากรายจ่าย
ในสินค้าจำเป็นอย่างอาหารและเครื่องดื่มที่ชะลอตัว ทั้งกลุ่มสินค้าไม่คงทน -0.7%, เนื้อสัตว์ -0.1% และปลากระป๋อง -1.7% ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นไปตามทิศทางของรายได้เกษตรกรที่ลดลงจากช่วงครึ่งปีแรก ในขณะที่รายได้

นอกภาคเกษตรมีแนวโน้มทรงตัว 

ทั้งนี้ อีไอซีมองว่าครัวเรือนไทยยังมีแนวโน้มที่จะชะลอการก่อหนี้ใหม่ ไปจนถึงปี 2020 เพราะยังมีภาระหนี้เดิมในระดับสูงประกอบกับมีการปรับมาตรการควบคุมสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลตามขั้นรายได้ใหม่ที่เริ่มมีผลตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ปี 2017 เป็นต้นไป

 

ปีหน้าโต 3.5%

สำหรับในปี 2018 นั้นอีไอซีประเมินเศรษฐกิจไทยโต 3.5% จากแรงหนุนการลงทุนทั้งรัฐและเอกชน สำหรับภาครัฐคาดว่าจะมีการลงทุนในโครางสร้างพื้นฐาน 2 เท่า และการลงทุนในโครงการขนาดเล็กอีก30% ส่วนภาคเอกชนมีสัญญาณบ่งชี้ว่าน่าจะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งจากภาคอุตสาหกรรมส่งออกที่มีอัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความสนใจของต่างชาติที่จะลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) และจากการเข้าบุกตลาดผู้บริโภคไทยของกลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ที่จะนำไปสู่ความต้องการการลงทุนในด้านต่างๆ เช่น การขนส่ง การเก็บและกระจายสินค้า การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ประเด็นการขาดแคลนแรงงานจากการปรับตัวรับ พรก.แรงงานต่างด้าวฉบับใหม่ และกำลังซื้อของครัวเรือนไทยส่วนใหญ่ที่ยังชะลอตัว เป็นปัจจัยหลักที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในปี2018 ได้

 

ทำความเข้าใจตลาดใหม่

ทั้งนี้อีไอซีแนะธุรกิจทำความเข้าใจรูปแบบเศรษฐกิจและธุรกิจในบริบทใหม่จากการเติบโตของผู้บริโภคยุคดิจิทัล ตลาดผู้บริโภคยุคดิจิทัลกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย รวมถึงในกลุ่มประเทศอาเซียน อินเดีย และจีน ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงกันแล้วจะมีฐานผู้บริโภคกว่า 3,000 ล้านคน จึงมีศักยภาพที่จะสร้างโอกาสและมูลค่าให้แก่ธุรกิจได้อย่างมหาศาล อีไอซีมองว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะมีแนวโน้มขยายตัวเด่นชัดทั้งในฝั่งของผู้ให้บริการและฐานผู้บริโภคในปี2561 และประเมินว่าโมเดลธุรกิจที่เน้นผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางและตอบสนองความต้องการตรงจุดแก่ผู้บริโภคจะมีความสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจในระยะต่อไป

ครีเอทีฟเวนเจอร์ ตั้งกองทุนบุกซิลิคอนวัลเลย์

ครีเอทีฟเวนจอร์ (CREATIVE VENTURES) กองทุนร่วมลงทุนที่จัดตั้งขึ้นในสหรัฐฯโดยคนไทย มีเป้าหมายลงทุนในสตาร์ทอัพ ที่ทำธุรกิจด้านเทคโนโลยีชั้นสูง ในซิลิคอนวัลเลย์ เดินสายโรดโชว์เปิดประสบการณ์การลงทุน ให้นักลงทุนที่มองการณ์ไกล มีวิสัยทัศน์และเห็นโอกาสการลงทุนในไทยและสิงคโปร์ พร้อมเปิดตัวกองทุนใหม่มูลค่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมุ่งเน้นการลงทุน ไปที่ สตาร์ทอัพในภาคอุตสาหกรรม เน้นเทคโนโลยีดูแลประชากรสูงวัย แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และลดภาวะโลกร้อน

กรุงเทพฯ —28 ก.ย. – นายแชมป์ สุทธิพงษ์ชัย ผู้จัดการหุ้นส่วน บริษัท ครีเอทีฟเวนจอร์ จำกัด (Creative Ventures)  ซึ่งเป็นธุรกิจกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capitalist : VC) เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวการลงทุนกองทุนร่วมลงทุนกองที่สอง มูลค่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ ประมาณ 1,650 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปลงทุน ในธุรกิจสตาร์ทอัพ  ที่ตั้งอยู่ในซิลิคอนวัลเลย์ (Silicon Valley) สหรัฐอเมริกา โดยเน้นการลงทุนในบริษัทที่มีนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่จะเปลี่ยนโลก (Deep technology) เพื่อช่วยให้มนุษย์มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น และแก้ไขสิ่งที่จะเป็นแนวโน้มปัญหาสำคัญของโลก

ธุรกิจที่กองทุน สนใจเข้าลงทุนนั้น จะต้องอยู่ในเมกกะเทรนด์ (Mega Trend)หรือแนวโน้มใหญ่ของโลกอนาคตใน 3 ด้าน ประกอบด้วย ธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีที่ช่วยดูแลคุณภาพชีวิตประชากรผู้สูงวัย ธุรกิจเทคโนโลยีที่จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และธุรกิจที่ดูแลหรือแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ ภาวะโลกร้อน (Climate change) ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับภาคการผลิตอุตสาหกรรม การเกษตร และการบริการดูแลสุขภาพ

 “ใน ซิลิคอนวัลเลย์ จะเป็นศูนย์รวมของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI- Artificial Intelligence  หุ่นยนต์,คอมพิวเตอร์ วิชั่น ,เทคโนโลยีเซนเซอร์ขั้นสูง และชีววิทยาสังเคราะห์ เพื่อตอบสนองการดำเนินธุรกิจในสาขาต่างๆ ซึ่งธุรกิจเหล่านี้ต้องการเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพื่อสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจและตลาด เทคโนโลยีขั้นสูงที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนโลกในช่วงต่อจากนี้

ด้วยเหตุนี้ ครีเอทีฟเวนจอร์ จึงตั้งกองทุนเพื่อเข้าร่วมลงทุนใน บริษัทสตาร์ทอัพ ในสหรัฐอเมริกา ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงและยังไม่เคยเกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังได้จัดหาบริการเทคโนโลยีเหล่านี้ ให้แก่ ธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้มีโอกาสและสิทธิพิเศษ ในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยล่าสุดด้วย นับเป็นการสร้างสะพานเชื่อมระหว่าง ซิลิคอนวัลเลย์ กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เป็นอย่างดี” นายแชมป์ กล่าว

นายแชมป์ ระบุด้วยว่า จุดเด่นของกองทุน คือการที่มีพาร์เนอร์ผู้บริหารกองทุนที่มีความสามารถ เชี่ยวชาญทั้งการเสาะหาธุรกิจและเจรจาเข้าร่วมทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพที่น่าสนใจและมีอนาคต มีความสามารถในการคำนวณผลตอบแทน วิธีการตรวจสอบธุรกิจ และการเพิ่มความสามารถของสตาร์ทอัพ โดยนอกจากการร่วมลงทุนกับสตาร์ทอัพแล้ว ยังเข้าไปร่วมช่วยพัฒนาธุรกิจให้แก่สตาร์ทอัพด้วย และพร้อมที่จะใช้ความรู้เพื่อแก้ปัญหาเชิงลึกซึ่งถือเป็นสิ่งที่ท้าทาย

ด้านนาย Alastair Trueger  หุ้นส่วนผู้ก่อตั้งครีเอทีฟเวนจอร์ กล่าวว่า กลุ่มเป้าหมายของกองทุนร่วมลงทุน คือ นักลงทุนที่มีความมั่งคั่ง เห็นโอกาสและมีความเข้าใจในเทรนการลงทุนในสตาร์ทอัพที่จะเปลี่ยนแปลงโลก โดยนักลงทุนไม่เพียงแต่จะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเท่านั้น แต่ยังสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยและปูทางไปสู่การลงทุนในซิลิคอนวัลเลย์ อีกด้วย  โดยที่ผ่านมา ครีเอทีฟเวนจอร์ ประสบความสำเร็จในการจัดหารูปแบบที่ดีที่สุด เพื่อใช้ในการวางระบบให้แก่ สตาร์ทอัพรวมทั้งการเข้าไปช่วยในการวิจัยและพัฒนา (R & D ) ในเชิงพาณิชย์

“ความได้เปรียบของ ครีเอทีฟเวนจอร์ คือ การที่หุ้นส่วนและ ผู้ก่อตั้งกองทุนมีประสบการณ์ผ่านการทำงานมาทั้งฝั่งการเป็นสตาร์ทอัพ และฝั่งเจ้าของธุรกิจ ดังนั้น นอกจากการเข้าร่วมลงทุนแล้วเรายังช่วยเหลือด้านการขยายตลาดของสตาร์ทอัพ เพื่อทำให้บริษัทมีอัตราการเติบโตที่ดี และให้ผลตอบแทนได้ในระยะยาว”Alastair Trueger  ระบุ

สำหรับกองทุนร่วมลงทุนกอง 2 ที่ตั้งขึ้นนี้ ได้มีนักลงทุนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์และเห็นโอกาสในการลงทุน ที่ตอบรับการเข้าลงทุนแล้ว คือ คุณชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย

นอกจากนี้ยังได้รับการตอบรับจาก คุณสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหาร บริษัทมิลล์คอน สตีล จำกัด(มหาชน)หรือ MILL ผู้นำอุตสาหกรรมเหล็กแปรรูปในประเทศ ซึ่งได้เข้าไปลงทุนใน Builk  บริษัทสตาร์ทอัพ ที่มีนวัตกรรมเกี่ยวกับการก่อสร้างชั้นนำของไทย  สำหรับการเข้าร่วมลงทุนในกองทุนร่วมลงทุนของ ครีเอทีฟเวนเจอร์ ครั้งนี้ เป็นการลงทุนทั้งในส่วนตัวและในส่วนของบริษัท  โดยมีเป้าหมายในการกระจายความเสี่ยงและเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นการลงทุนที่ยังไม่มีในภูมิภาคนี้

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ครีเอทีฟเวนเจอร์ ประสบความสำเร็จในการเข้าลงทุนในสตาร์ทอัพในซิลิคอนวัลเลย์ อาทิ  บริษัท Dishcraft  ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพที่สร้างนวัตกรรมหุ่นยนต์ที่ปฎิบัติงานในห้องครัวที่สมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งเข้ามาช่วยแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลนในธุรกิจบริการด้านโรงแรม ภัตตาคาร และธุรกิจเอนเตอร์เทนเม้นต์ขนาดใหญ่ จนได้รับการยอมรับจากผู้นำในธุรกิจนี้

นอกจากนี้ ยังได้เข้าลงทุนใน ALICE Technologies ซึ่งเป็นการสร้างระบบ AI ซอฟต์แวร์  ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การจัดการการก่อสร้างในโครงการอสังหาริมทรัพย์ ที่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 4% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดและลดเวลาในการก่อสร้างลง 14% ทำให้ประหยัดทั้งในส่วนของ เจ้าของโครงการหรือนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์  และ บริษัทรับเหมาก่อสร้าง ในการนี้ ครีเอทีฟเวนเจอร์  ได้นำเทคโนโลยีของ ALICE มาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้ร่วมมือกับบริษัทอนันดาฯซึ่งเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยอีกด้วย

เผยโฉมหน้า 10 สตาร์ทอัพในโครงการ Digital Ventures Accelerator Batch 1

ดิจิทัล เวนเจอร์ส ผู้ศึกษาและพัฒนานวัตกรรมทางการเงินในเครือธนาคารไทยพาณิชย์เปิด Digital Ventures Accelerator Batch 1 (DVAb1) โครงการบ่มเพาะ และส่งเสริมสตาร์ทอัพให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2

โดยสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการ DVAb1 ครั้งนี้มีทั้งหมด 10 ทีม ประกอบด้วย 

1.ChomCHOB  แพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนแต้มคะแนนบัตรต่างๆ ให้ใช้ได้เสมือนเงิน

2.Dootv Media ระบบ video streaming เพื่อคอนเท้นท์ที่เต็มอรรถรส 

3.ENERGY RESPONSE แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับการจัดการพลังงานในอาคารอย่างชาญฉลาด 

4.Event Banana แพลตฟอร์มการจัดการด้านพื้นที่ และสถานที่จัดงาน 

5.Happenn ระบบงานอีเว้นที่ครบจบในที่เดียว 

6.JuiceInnov8 เทคโนโลยีลดน้ำตาลเพื่อน้ำผลไม้แห่งอนาคต 

7.Meticuly ชิ้นส่วนกระดูกทดแทนเพื่อความต้ องการเฉพาะบุคคล 

8.MyCloudFulfillment ระบบจัดการโลจิสติกส์ ให้การซื้อขายเป็นเรื่องง่าย ไม่ต้องวุ่นวายเรื่องสต๊อค 

9.Ooca บริการปรึกษาจิตแพทย์ยุคใหม่ผ่านระบบวิดีโอคอล

10.Sellorate แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับตั วแทนและนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์อิสระ

 

นายชาล เจริญพันธ์ Head of Accelerator บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด และ นายชาล เจริญพันธ์ Head of Accelerator บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด

 

ทั้งนี้หลักสูตร DVAb1 ในปีนี้นับได้ว่ามีความพร้อมอย่างเต็มขีดความสามารถด้วยการต่อยอดจากประสบการณ์การจัดหลักสูตรปีที่แล้ว ทั้งการจัดโปรแกรมวิทยากร พันธมิตรที่มาร่วม โดยโครงการ DVAb1 มีระยะเวลา 6 เดือน สำหรับช่วง 3 เดือนแรกเป็นการปูพื้นฐานสตาร์ ทอัพที่เข้าร่วมด้วยความรู้ที่จำเป็นสำหรับการดำเนินธุรกิจ ทั้งความรู้ด้านกฎหมายโดย Baker & McKenzie ความรู้ด้านการเงิน โดย PrimeStreet Advisory พร้อมด้วยความรู้ในการทำธุรกิจ Startup ส่วนช่วง 3 เดือนหลัง จะมุ่งให้สตาร์ทอัพสามารถเติ บโตแบบก้าวกระโดดด้วยโปรแกรมGrowth Hacking  นอกจากนี้ สตาร์ทอัพยังมีพันธมิตรผู้ นำในธุรกิจ ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน        ที่เหมาะสมกับธุรกิจแต่ละที มมาแชร์ประสบการณ์และให้คำปรึ กษา ที่สำคัญคือ สตาร์ทอัพทุกทีมจะได้รั บโอกาสปรึกษาเรื่องเงินลงทุน และความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีกั บทีมผู้บริหารของ ดิจิทัล เวนเจอร์ส อย่างใกล้ชิด

 “อีกหนึ่งความพิเศษของปีนี้คื อการที่เราเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพและเมนเทอร์จับคู่กันเองตามความเหมาะสม ทั้งในด้านความเชี่ยวชาญทางธุ รกิจ และเคมีที่ตรงกัน และยังคงเป็นการจับคู่กันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง เพื่อให้     สตาร์ทอัพได้รับประโยชน์ และความรู้จากเมนเทอร์อย่างเต็ มที่ นอกจากนี้สตาร์ทอัพที่เข้าโครงการ ยังมีโอกาสได้รับการต่อยอดทางธุ รกิจทั้งจากธนาคารไทยพาณิชย์เอง และลูกค้าองค์กรของธนาคารฯ พร้อมทั้งโอกาสในการแลกเปลี่ ยนความรู้และประสบการณ์ การทำสตาร์ทอัพกับ Accelerator ชั้นนำในต่างประเทศ โดยมุ่งหวังให้ DVA เป็นโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพที่ ดีที่สุดในประเทศไทยและในเอเชี ยตะวันออกเฉียงใต้”  นายชาล เจริญพันธ์ กล่าวสรุปถึงไฮไลท์ของ DVAb1

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่ าวสารของโครงการ Digital Ventures Accelerator (DVA) ได้ที่ Facebook.com/DigitalVenturesTH

 

 

 

เสี่ยวมี่ส่ง Mi A1 บุกตลาดไทย พร้อมเปิดตัว Authorized Mi Store

เสี่ยวมี่ บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ประกาศเปิดตัว Mi A1 ในประเทศไทยวันนี้ หลังจากเริ่มเข้ามาทำตลาดเมื่อเดือนที่ผ่านมา การนำ Mi A1 เข้ามาในประเทศไทยเพียงไม่นานหลังจากเปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ณ กรุงนิวเดลี เมืองหลวงของประเทศอินเดีย แสดงถึงความมุ่งมั่นของในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ตลาดไทยด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงในราคาที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้

Mi A1 พัฒนาขึ้นด้วยความร่วมมือจากกูเกิล และเป็นมือถือเครื่องแรกในตระกูลแอนดรอยด์ วัน (Android One) ที่ได้รับการพัฒนาแล้ว โดยทำงานบนระบบปฏิบัติการแบบสต็อกแอนดรอยด์เพื่อมอบประสบการณ์ซอฟต์แวร์คุณภาพสูงที่ออกแบบโดยกูเกิล นับเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเสี่ยวมี่ในการมอบทางเลือกให้กับผู้ใช้มากขึ้น

Mi A1 เปิดตัวด้วยราคาเพียง 7,990 บาท แต่มาพร้อมกับแรมขนาด 4GB และหน่วยความจำขนาด 64GB อีกทั้งยังได้รับการออกแบบอย่างสวยงาม ผสมผสานกับนวัตกรรมฮาร์ดแวร์ที่ทันสมัย รวมถึงการติดตั้งกล้องถ่ายรูปคู่รองรับอ็อพติคัลซูม และซอฟต์แวร์ที่ได้รับการออกแบบอย่างยอดเยี่ยมโดยกูเกิล

 

เปิดตัว Authorized Mi Store ครั้งแรกในประเทศไทย

วันเดียวกันนี้ เสี่ยวมี่ได้ประกาศก้าวสำคัญสำหรับการรุกตลาดในประเทศไทยอย่างเต็มตัวหลังจากที่ได้เปิดตัวในประเทศไทยแล้ว โดยการเตรียมเปิดร้าน Authorized Mi Stores สาขาแรกที่อิมพีเรียลเวิลด์สำโรง ภายใต้ความร่วมมือกับห้างหุ้นส่วนจำกัด แฟนสลิ้งค์ คอมมูนิเคชั่น (Fanslink Communication LP) ซึ่งจะเริ่มเปิดให้บริการในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ อนึ่ง เสี่ยวมี่เปิดร้าน Authorized Mi Stores ภายใต้ความร่วมมือกับคู่ค้าทั่วโลก เพื่อเป็นร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของเสี่ยวมี่อย่างเป็นทางการ

สำหรับบริการหลังการขายจะยังคงให้บริการผ่านบริษัท วีเซิร์ฟพลัส  (VServePlus) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบริษัท วีเอสที อีซีเอส (VST ECS) ที่มีสาขาในประเทศไทยรวม 10 แห่ง ให้บริการโดยทีมวิศวกรและเจ้าหน้าที่บริการช่วยเหลือลูกค้าที่มีประสบการณ์

Mi A1 จะมีวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกที่ Authorized Mi Store ในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ โดยเปิดให้ลงทะเบียนและขายล่วงหน้าในวันที่ 4 ตุลาคมผ่านทางช่องทางออนไลน์ Lazada และ 11Street และจะเริ่มจำหน่ายจริงผ่านช่องทางทั้ง 2 ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคมเป็นต้นไป พร้อมกับ Shopee และช่องทางการจัดจำหน่ายอื่นๆ รวมทั้ง IT City ที่จะเริ่มวางจำหน่าย Mi A1 ในวันที่ 9 ตุลาคมเช่นกัน

นายหวัง เซียง รองประธานอาวุโส เสี่ยวมี่ กล่าวว่า “Mi A1 เหมาะอย่างยิ่งกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศไทยและนับเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าของบริษัทในการมอบนวัตกรรมสำหรับทุกคนในประเทศไทย เราเชื่อมั่นว่าตลาดไทยจะให้การตอบรับต่ออุปกรณ์ที่ยอดเยี่ยมนี้ได้เป็นอย่างดี” นายหวัง เน้นย้ำว่าการเปิดตัว Mi A1 เพียงหนึ่งเดือนหลังจากเสี่ยวมี่เพิ่งประกาศเข้ามาในประเทศไทยอย่างเป็นทางการนั้นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของแผนการรุกตลาดไทยเท่านั้น นายหวัง ยังกล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีศักยภาพมาก และบริษัทมีแผนระยะยาวในการทำให้ประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญในภูมิภาคอาเซียน

“การเปิดร้าน Authorized Mi Store แห่งแรกในประเทศไทยนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจของเราในประเทศไทย เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่เห็นความคืบหน้าในการดำเนินงานในประเทศไทยและจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ด้วยเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมแก่ผู้บริโภคในราคาที่คุ้มค่า” นายหวังกล่าว

 

Mi A1: กล้องคู่ พร้อมอ็อพติคัลซูม

Mi A1 มาพร้อมกล้องหลังคู่ติดตั้งลักษณะเดียวกับ Mi 6 ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่งล่าสุดของเสี่ยวมี่ ที่มีทั้งเลนส์มุมกว้างและเลนส์ทางไกล เพื่อภาพถ่ายที่สวยงามมีมิติ

การมีเลนส์ 2 ชุด ทำให้ Mi A1 สามารถคำนวณระยะวัตถุฉากหน้าและฉากหลังได้ พร้อมทั้งสร้างเอฟเฟกต์ชัดลึก ได้เช่นเดียวกับกล้องดีเอสแอลอาร์ ผู้ใช้งานจึงสามารถถ่ายภาพออกมาได้อย่างสวยงาม ชัดเจน และสีสันสดใส นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นปรับแต่งภาพถ่ายเซลฟี่อัตโนมัติ (Beautify mode) ที่พัฒนาขึ้นอีกขั้นเพื่อให้ได้ภาพที่สวยงามอย่างเป็นธรรมชาติ และสามารถใช้ได้กับทั้งการถ่ายภาพผ่านกล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล และกล้องหลังความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ไม่เพียงเท่านั้น Mi A1 ยังรองรับการซูมแบบอ็อพติคัล 2 เท่า ช่วยให้การถ่ายภาพวัตถุที่อยู่ไกลยังคงคมชัด และสนับสนุนด้วยฟังก์ชั่นดิจิทัลซูม 10 เท่า

Mi A1 เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของเสี่ยวมี่ภายใต้แนวคิด แอนดรอยด์ วัน (Android One) ที่มอบประสบการณ์การใช้ซอฟต์แวร์จากการออกแบบโดยกูเกิล ทำให้ใช้งานง่าย และเป็นสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์อย่างแท้จริงที่ทันสมัยอยู่เสมอด้วยการอัพเกรดซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการเป็นประจำ

ในฐานะสมาร์ทโฟนกลุ่ม แอนดรอยด์ วัน Mi A1 ติดตั้งบริการยอดนิยมต่างๆ ของกูเกิลในตัวเคมาให้พร้อมใช้งานรื่อง เช่น Google Photos แกลอรี่ที่ให้ใช้งานได้ฟรีและไม่จำกัดพื้นที่ในการจัดเก็บไฟล์รูปและวิดีโอคุณภาพสูง

 

นายเจมี่ โรเซนเบิร์ก รองประธานฝ่ายธุรกิจและปฏิบัติการ กูเกิล กล่าวว่า “การก้าวสู่ความสำเร็จอีกขั้นของแอนดรอยด์ วันนี้ เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรจากทั่วโลกในการนำเสนออุปกรณ์คุณภาพสูงบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์สู่ผู้บริโภคในวงกว้างยิ่งขึ้น Mi A1 เป็นการผสมผสานระหว่างงานออกแบบชั้นเลิศกับประสบการณ์การใช้งานที่เรียบง่ายและเป็นแอนดรอยด์แท้ (pure Android) รวมถึงแอปพลิเคชั่นต่างๆ จากกูเกิลที่ติดตั้งมาจากโรงงานพร้อมใช้งาน และความสามารถในการอัพเดตซอฟต์แวร์และระบบดูแลความปลอดภัย ดังนั้นเราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับเสี่ยวมี่และสมาร์ทโฟน Mi A1 เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว แอนดรอยด์ วัน”

 

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่สำคัญของสมาร์ทโฟน:

  • ตัวเครื่องทำจากโลหะคุณภาพสูงตลอดทั้งเครื่อง
  • กล้องคู่ อ็อพติคัลซูม
    • เลนส์มุมกว้างความละเอียด 12 ล้านพิกเซล และเลนส์ทางไกลความละเอียด 12 ล้านพิกเซล
    • โดดเด่นด้วยโหมดภาพถ่ายบุคคล แบบหน้าชัดหลังเบลอ
    • ภาพสวยขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติด้วยโหมดการปรับแต่งภาพเซลฟี่
    • กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล
  • ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 625 เทคโนโลยีการประมวลผล FinFET ระดับ 14 นาโนเมตร (8 แกน ความเร็วสูงสุด 2.0GHz.)
  • แรม 4GB + หน่วยความจำ 64GB
  • เพิ่มหน่วยความจำได้สูงสุด 128GB ด้วย microSD
  • หน้าจอแสดงผลกระจก Corning® Gorilla® ขนาด 5.5 นิ้ว คมชัดระดับ Full HD
  • แบตเตอรี่ความจุ 3080mAh ช่อง USB แบบ Type-C
  • เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือจากด้านหลังของตัวเครื่อง
  • เทคโนโลยี IR blaster สามารถใช้งานเป็นรีโมทคอนโทรลผ่านแอปพลิเคชั่น Mi Remote
  • ระบบ 2 ซิม (ถาดใส่ซิมแบบไฮบริด เลือกใช้งานได้ 2 ช่อง จาก 3 ช่อง)
  • ขนาด: 155.4 มม. x 75.8 มม. x 7.3 มม.
  • น้ำหนัก: 165 กรัม
  • มีให้เลือกมากถึง 3 สี ได้แก่ ดำ ทอง และโรสโกลด์

ระบบปฏิบัติการ สต็อก แอนดรอยด์

ฟอร์ดประกาศแต่งตั้ง ยุคนธร วิเศษโกสิน ดำรงตำแหน่งประธานฟอร์ด อาเซียน

ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ประกาศแต่งตั้ง นางสาวยุคนธร “วิคกี้” วิเศษโกสิน ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานฟอร์ด อาเซียน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เป็นต้นไป โดยในปัจจุบันนางสาวยุคนธร ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและฝ่ายขาย ฟอร์ด อาเซียน และกรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย

นางสาวยุคนธร จะยังคงปฏิบัติหน้าที่ ณ สำนักงานใหญ่ ฟอร์ด อาเซียนในกรุงเทพมหานคร และจะรายงานตรงต่อ มร. ปีเตอร์ ฟลีท รองประธานกลุ่มธุรกิจฟอร์ด และประธานฟอร์ด เอเชีย แปซิฟิก โดยจะดำรงตำแหน่งต่อจาก มร. มาร์ค คอฟแมน ซึ่งจะกลับไปปฏิบัติหน้าที่ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา

 

ในตำแหน่งใหม่นี้ นางสาวยุคนธรจะดูแลรับผิดชอบในการบริหารและสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของฟอร์ดในประเทศกลุ่มอาเซียน เกาหลี และตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก หรือ APEM

ฟอร์ด อาเซียนมีการรายงานยอดขายที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในทุก ๆ ปี ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา รวมถึงยอดขายในปี 2559 ที่เพิ่มขึ้น 11.5 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 115,979 คัน ซึ่งมาจากยอดขายที่สูงเป็นประวัติกาณ์ในประเทศฟิลิปปินส์และเวียดนาม และการเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งทางการตลาดอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย

“เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการโปรโมทคุณวิคกี้ ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำของฟอร์ด อาเซียน ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนแผนการเติบโตของภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก” มร.ฟลีท กล่าว “เราเชื่อมั่นว่า คุณวิคกี้จะนำทีมที่มีความรู้ความสามารถขับเคลื่อนความสำเร็จของธุรกิจฟอร์ดในประเทศกลุ่มอาเซียนได้อย่างต่อเนื่อง”

 

ในตำแหน่งปัจจุบัน นางสาวยุคนธร ดูแลงานด้านการตลาดและการขายของอาเซียนตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559 โดยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทยไปพร้อมกัน นางสาวยุคนธรเข้าร่วมงานกับฟอร์ดในตำแหน่งรองประธานฝ่ายการตลาด ฝ่ายขาย และบริการ ฟอร์ด ประเทศไทย เมื่อเดือนกันยายน 2555 และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย ในเดือนกุมภาพันธ์ 2556

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นางสาวยุคนธรเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจฟอร์ดในประเทศไทย และทำให้ฟอร์ดมีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นจาก 3.8 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2556 เป็น 5.3 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2559 และอยู่ที่ 6.4 เปอร์เซ็นต์ ณ เดือนสิงหาคมปีนี้ รวมถึงสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของรถฟอร์ดในตลาดภูมิภาคอาเซียน

 

ความสำเร็จนี้รวมถึง ฟอร์ด เรนเจอร์ รถกระบะที่ขายดีที่สุดในเวียดนาม และขายดีเป็นอันดับ 2 ในฟิลิปปินส์ รวมถึงในประเทศไทย ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดในไตรมาสที่ 2 ที่เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 3.7 เปอร์เซ็นต์ จากไตรมาสเดียวกันในปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 12.2 เปอร์เซ็นต์

นางสาวยุคนธร จบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการสื่อสารการตลาด จากมหาวิทยาลัยประจำรัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา และปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

100 ปีธงไทย ไตรรงค์

 

วันนี้เป็นวันครบรอบ 100 ปี ของธงไตรรงค์ ธงประจำชาติไทย

แต่ก่อนที่ธงไตรรงค์จะกลายเป็นธงชาติไทย Marketeer อยากพาย้อนดูประวัติศาสตร์ธงไทยกัน

ธงแดง ธงชาติไทยผืนแรก

ธงนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ จากประวัติศาสตร์เล่าว่า ในปี 3 กันยายน พ.ศ. 2223 รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา เรือเลอโวตูร์ เรือรบของฝรั่งเศส เข้ามาเทียบท่าเพื่อเจริญพระราชไมตรี ทำการค้าขาย

ในยุคนั้นในยุโรปมีธรรมเนียมประเพณีแสดงสัญลักษณ์ชักธงประเทศบนเรือบอกถึงว่า มาถึงแล้ว และตามธรรมเนียมสยามประเทศ หรือไทยในปัจจุบันต้องชักธงขึ้นตอบกลับแสดงถึงความยินดีที่จะต้อนรับพร้อมยิงสลุตคำนับ

แต่ในสมัยนั้นสยามประเทศยังไม่มีธง และไม่เคยรู้จักธรรมเนียมนี้มาก่อนจึงหยิบธงชาติฮอลแลนด์ที่อยู่แถวนั้นซึ่งเป็นคู่รักคู่แค้นฝรั่งเศสมาชักแทนโดยไม่รู้มาก่อน ฝรั่งเศสจึงไม่ยอมรับจนกว่า สยามจะเปลี่ยนธงเป็นธงอื่นเพราะธงฮอลแลนด์ไม่ใช่ธงประจำประเทศ สยามจึงแก้ปัญหาด้วยการนำผ้าสีแดงขึ้นมาชักเป็นธงแทน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธงไทยแบบไม่ได้ตั้งใจแต่นั้นมา

ธงจักร แดง

รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้เปลี่ยนธงแดงล้วนเป็นธงจักร ด้วยการเพิ่มรูปจักรสีขาวลงในธง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ ติดไว้บนเรือเพื่อสื่อถึงว่าเป็นเรือของหลวง แสดงความแตกต่างจากเรือธงแดงของชาวบ้าน

ธงจักรก็ต้องมีช้างเผือก

จุดเริ่มต้นของการนำช้างเข้าไปอยู่ในธงจากรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงได้ช้างเผือกเอก 3 ช้าง ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเป็นเป็นเกียรติยศของแผ่นดินอย่างยิ่ง และโปรดเกล้าฯ เพิ่มรูปช้างเข้าภายในวงจักรของธงเรือหลวงสื่อถึง พระเจ้าแผ่นดินอันมีช้างเผือก ส่วนชาวบ้านยังใช้ธงแดงเช่นเดิม

ธงช้างเผือก ธงชาติไทยธงแรกอย่างเป็นทางการ

รัชกาลที่ 4 ได้เปลี่ยนธงชาติจักรช้างของส่วนพระมหากษัตริย์ และธงแดงของชาวบ้านให้กลายเป็นธงผืนเดียวกันด้วยการนำสัญลักษณ์ของช้างเผือกหันหน้าเข้าหาธงมาใส่ในธงแดงล้วน เพื่อเป็นธงชาติไทย แสดงสัญญาณลักษณ์ของประเทศไทยอย่างแท้จริง เพราะในช่วงเวลานั้นไทยเริ่มติดต่อทำสนธิสัญญากับนานาประเทศมากขึ้น

ธงแดงขาว เกิดจากความรีบของชาวบ้านจังหวัดอุทัยธานี

ธงชาติช้างเผือกได้ใช้อยู่นานจนวันหนึ่ง รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชดำเนินไปจังหวัดอุทัยธานีซึ่งประสบปัญหาอุทกภัย ชาวบ้านต่างนำธงช้างเผือกมาประดับรับเสด็จ และมีอยู่ครอบครัวหนึ่งรีบประดับธงโดยไม่ทันดูธงช้างจึงกลับหัวกลายเป็นช้างนอนหงาย พระองค์เห็นดังนั้นจึงคิดเปลี่ยนธงใหม่ เพราะช้างนอนหงายดูไม่เป็นมงคล

ธงชาติไทยจึงกลายเป็นธงสมมาตร มีสีแดง 3 แถบ สลับสีขาว 2แถบ

สู่ยุคธงไตรรงค์

หลังจากรัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทานธงธงแดงขาว พระองค์ท่านได้อ่านเจอบทความที่เรื่องความสวยงามของธงริ้ว 5 ของไทยแต่ถ้าเติมสีน้ำเงินเข้าไปด้วยน่าจะดี เพราะสีน้ำเงิน เป็นสีที่สื่อถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ พระองค์ท่านจึงทรงให้เปลี่ยนสีธงชาติเพิ่มสีน้ำเงินเจือม่วงซึ่งสีม่วงเป็นสีวันพระราชสมภพพระองค์ท่านและพระองค์โปรดเข้าไปด้วย และพระราชทานชื่อเรียกว่าธงไตรรงค์

ซึ่งสีสีแดงสื่อถึงเลือดอันยอมพลีเพื่อธำรงรักษาชาติและศาสนา

สีขาวหมายถึงความบริสุทธิ์แห่งศาสนา

สีน้ำเงินหมายถึงพระมหากษัตริย์

 

 

“เซนไฮเซอร์” เปิดตัวสินค้าใหม่ 9 รุ่น เจาะกลุ่ม Hi-End

มาร์ติน โลว์ กรรมการผู้จัดการ เซนไฮเซอร์ เอเชีย กล่าวว่า สำหรับเซนไฮเซอร์แล้ว เมืองไทยถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญด้วย 1.พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายที่กว่า 90% ท่องโลกอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟน เชื่อมต่อสู่โลกโซเชียลมีเดีย รวมถึงการดูทีวีดิจิทัลอยุ่เป็นประจำ, 2.ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มี ทำให้สามารถสื่อสารหรือให้ความรู้ตรงแก่ผู้บริโภคได้เลย อีกทั้งยังเป็นช่องทางในการให้ความช่วยเหลือได้อีกด้วย และ 3.เทรนด์หูฟังไร้สาย ที่กำลังเป็นที่นิยม เพราะสามารถใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งกระแสของตลาดสมาร์ทโฟนที่แผ่ขยายอย่างรุนแรง

ซึ่งที่ผ่านมา เซนไฮเซอร์ ขับเคลื่อนในไทยมาโดยตลอด :ซึ่งเน้นเจาะกลุ่ม Hi-Endสำหรับกลยุทธ์ในปี 2017 มี ข้อด้วยกันคือ 1.เน้นเจาะคอนซูมเมอร์ เฮดเซ็ทและเฮดโฟน เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้เป็นเพอร์ซัลนอล ออดิโอ นิยมใช้หูฟังในการเดินทางทั้งบนรถไฟฟ้าหรือรถเมย์, 2.Mobile Journalist จากการที่ผู้บริโภคยุคนี้นิยมทำคอนเทนต์วิดิโอ เพื่ออัพผ่านโชเชียลมีเดีย แต่อย่างไรก็ตามแม้จะมีภาพที่ดี แต่เสียงก็ยังไม่ค่อยมีคุณภาพเท่าไหร่นัก จึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ 3.การบันทึกเสียงแบบ มิติ สำหรับผู้ที่ผลิตงาน AR และ VR ซึ่งบางครั้งไมล์ที่ติดมากับกล้อง ก็ไม่สามารถให้คุณภาพอย่างที่ควรจะเป็นได้

กลยุทธ์ทั้งหมดได้ออกมาในการเปิดตัวสินค้าทั้งหมด รุ่นได้แก่ หูฟังแบบไร้สาย รุ่น พร้อมที่คล้องคอ สำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการความคล่องตัวขณะเดินทาง ได้แก่ CX 7.00BT (ราคา 6,490 บาท) MOMENTUM In-Ear Wireless (ราคา 8,990 บาท), อุปกรณ์ออดิโอไฟล์ระดับไฮเอ็นด์ ที่มีทั้งแอมป์ HDV 820 (ราคา 99,000 บาทและหูฟังแบบสอดหู IE 80 S (ราคา 15,390บาท)

นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือสื่อสารเสียงสำหรับการบันทึกภาพ ได้แก่ MKE 2 elements (ราคา 8,949 บาท),HANDMIC DIGITAL (ราคา 11,569 บาท) ,อุปกรณ์บันทึกเสียงแบบ มิติ AMBEO VR MIC (ราคา 73,699 บาทรวมไปถึง AMBEO SMART HEADSET (ราคา 13,390 บาท)

สินค้ากลุ่มหูฟังถือเป็นเรือธงของเซนไฮเซอร์ เดือนที่ผ่านมายอดขายเติบโตในระดับเบิ้ลดิจิ สำหรับในช่วงไตรมาส นั้น เชื่อว่าจะคิดคักการจากที่ผู้บริโภคออกมาหาของขวัญเพื่อมอบให้กับ โดยปีนี้ภาพรวมของเซนไฮเซอร์ตั้งเป้าโตเบิ้ลดิจิ”

มาร์ติน ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้กิจกรรมที่จัดนอกเหนือจากผ่านตัวแทนจำหน่ายก็จะมีการซาวด์ ฟอรั่ม ที่จัดไป 3-4 ครั้งแล้ว เพื่อแนะนำสินค้า รวมถึงจัดหาช่องทางขายใหม่ๆโดยเฉพาะออนไลน์ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในต่างจังหวัด ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าต่างจังหวัด 20% และอีก 80% อยู่ในกรุงเทพ สำหรับในปีหน้านั้นจะมีการเพิ่มโรดโชว์ เข้ามาอีกด้วย

Duo Camera ไม่พอ ต้อง 4 ถึงจะเอาอยู่

 

คาดการณ์ตลาดสมาร์ทโฟนในปีนี้ทรงตัวเท่ากับปีที่ผ่านมาด้านจำนวนเครื่องและเติบโต 1 ดิจิด้านมูลค่า จากอัตราการเข้าถึงสมาร์ทโฟนในประเทศไทยใกล้จุดอิ่มตัว ตลาดสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ที่จำหน่ายโดยเฉลี่ย 1.2-1.4 ล้านต่อเดือนส่วนใหญ่จะเป็นตลาด Replacement มากกว่าผู้ใช้ใหม่

การแข่งขันของตลาดสมาร์ทโฟนจึงเปลี่ยนไปจากจุดขาย Value for money เป็นตัวนำดึงดูดผู้บริโภคเป็นฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เป็นตัวนำ โดยเฉพาะกล้องถ่ายภาพ ที่ทุกค่ายต่างใช้เป็นจุดเด่นในการสร้างยอดจำหน่าย ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากผู้บริโภครุ่นใหม่นิยมถ่ายภาพ และอัพภาพโชว์ผลงานผ่านโซเชียลอยู่เสมอ

จึงไม่แปลกเลยที่วันนี้จะเห็นมือถือแบรนด์ต่างๆ ต่างลงเล่นในกล้องติดมือถือหน้าชัดหลังเบลอ ถ่ายได้ทุกสภาวะแสง กันอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพรีเซ็นต์ของพรีเซ็นเตอร์เพื่อดึงดูดกลุ่มแฟนคลับให้เข้ามาสนใจและตัดสินใจซื้อสินค้า โดยเฉพาะตลาดระดับ Mid end ระดับราคา 5,000-15,000 บาท ซึ่งเป็นตลาดที่มีสัดส่วนมากถึง 40% ในตลาดสมาร์ทโฟนรวม และผู้บริโภคบางกลุ่มในเซ็กเมนต์นี้ยอมที่จะจ่ายเงินเพิ่มหรือเปลี่ยนเครื่องใหม่เพราะต้องการกล้องถ่ายภาพที่มีคุณภาพมากขึ้น นอกเหนือจากนวัตกรรมและชื่อเสียงของแบรนด์

สร้างความแตกต่างด้วยมิว 4 กล้อง

ในปีที่ผ่านมาหัวเว่ย ประสบความสำเร็จในจุดขายสมาร์ทโฟนกล้องไลก้า อย่าง P9 ที่เปิดใจให้ผู้บริโภคที่ตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนจากกล้องเลือกหัวเว่ยเป็นแบรนด์แรกๆ และ P9 นี่เอง ทำให้ชื่อเสียงหัวเว่ยเป็นที่รู้จักในระดับแมส พร้อมยอดจำหน่ายรุ่นอื่นๆ ตามมา จนปัจจุบันหัวเว่ยมีส่วนแบ่งตลาด 10% ในตลาดสมาร์ทโฟนรวม

และในปีนี้ ทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย ได้เปิดตัว Huawei nova2i สมาร์ทโฟนกล้อง 4 ตัว เป็นรุ่นเรือธงในการบุกตลาดไตรมาสสุดท้ายของปี และเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของหัวเว่ยที่เปิดตัวระดับราคา 10,000-15,000 บาท

Huawei nova2i มีจุดเด่นกล้องหน้า 2 ตัว หลัง 2 ตัว ให้การถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ และหน้าจอดิสเพลย์ FullView ดีไซน์บาง แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน ราคา10,900 บาท เป็นจุดขายหลัก

เจาะกลุ่มเป้าหมาย Young Explorer นักเรียน นักศึกษา และวัยเริ่มต้นทำงาน มีมิว นิษฐา เป็นพรีเซ็นเตอร์สร้างความจดจำ  ซึ่งทศพรเชื่อว่าจะดึงดูดผู้บริโภคที่ตัดซื้อสมาร์ทโฟนระดับราคาต่ำกว่า 10,000 บาท ยอมเพิ่มเงินเพื่อสมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพดีกว่า

แม้ Huawei nova2i กำหนดจำหน่ายจริงในปลายเดือนตุลาคม ซึ่งไม่ทันกับงาน Mobile Expo ที่จะจัดในปลายเดือนกันยายน ทศพรได้วางกลยุทธ์ดึงความสนใจผู้บริโภคที่ตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ด้วยแคมเปญ จอง Huawei nova2i ระหว่าง 28 กันยายน-8ตุลาคม แถม Band A2 สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพ และ Body Fat Scale เครื่องชั่งน้ำหนักและวัดมวลกายในจำนวนจำกัด

ทั้งนี้การเปิดตัว Huawei nova2i ทศพรเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้สมาร์ทโฟนหัวเว่ยในกลุ่ม 5,000-15,000 บาท จาก 30% ในปีที่ผ่านมาเป็น 40% ในสิ้นปีนี้ได้  

 

“โซนี่” ปักธงหูฟัง หวังโตสุดในรอบ 10 ปี

“โซนี่” เปิดตัวสินค้าในกลุ่มออดิโอ 60 รุ่น ตั้ง “หูฟัง” เป็นเรือธง หวังโต 40% สูงสุดในรอบ10 ปี

ยูโซะ ชิบะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด กล่าวว่า ปรกติแล้วโซนี่จะมีการเปิดตัวสินค้าในกลุ่มออดิโอ 2 ครั้งคือในเดือนมีนาคม จะเน้นสินค้ากลุ่มคนทั่วไป และเดือนกันยายน จะเน้นสินค้าในกลุ่มพรีเมี่ยม

ล่าสุดได้มีการเปิดตัวสินค้ากว่า 60 รุ่น ทั้ง หูฟังไร้สายในตระกูล 1000X, ฟังตระกูล h.ear,เครื่องเล่นเพลงดิจิทัลแบบพกพาตระกูล Walkman, ลำโพงไร้สายตระกูล Extra Bass,เครื่องเสียง Hi Power Audio System, เครื่องเสียงในรถยนต์

“ที่ผ่านมาโซนี่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์กลุ่มหูฟังมาโดยตลอด เห็นได้จากการออกไลน์อัพใหม่ๆอยู่เสมอ ปัจจุบันโซนี่ถือเป็นผู้นำในหูฟังกลุ่มพรีเมี่ยมด้วยส่วนแบ่งมากกว่า 50%และในภาพรวมก็อยู่ในกลุ่มท็อป 3 อีกด้วย โดยในปีนี้โซนี่ตั้งเป้าโต 40% สูงที่สุดในรอบ 10ปี”

สำหรับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มหูฟังนั้น โซนี่จะเน้นเจาะในกลุ่มพรีเมี่ยม ที่มีกำลังซื้อสูงและมักไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจมากนัก ในระยะหลังๆนั้นผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจะเน้นจับกลุ่มอายุ 15-30 ปีมากขึ้น เพื่อเป็นการขยายฐานเดิมที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ผ่านการออกแบบหูฟังให้เป็นไปตามไลฟ์สไตล์ ปัจจุบันมีไลน์อัพหูฟัง 70 รุ่น ในราคา 249 – 69,900 บาท

ทั้งนี้ตลาดหูฟังของเมืองไทยมีมูลค่า 700 – 800 ล้านบาท เติบโต 10% ซึ่งการเติบโตจะอยู่ในแวลูมากกว่าวอลุ่ม เนื่องจากราคาเฉลี่ยต่อชิ้นที่มากขึ้น ล่าสุดอยู่ที่ 1,500 ล้านบาท โดยตลาดนี้มีการแข่งขันที่ค่อนข้างรุ่นแรง ในรูปแบบสงครามราคา โดยมักจะหั่นราคามากกว่าครึ่ง เพื่อดึงยอดขาย ต่างจากอดีตที่ไม่ค่อยถึงเท่านี้