Category Archives: The Daily

เอสซีจี เปิด “Open Innovation Center” หวังผุดนวัตกรรมต่อยอดธุรกิจ

เอสซีจี ตอกย้ำวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำองค์กรนวัตกรรมอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียน เปิดตัว “Open Innovation Center” ศูนย์กลางการเปิดรับความร่วมมือด้านงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมกับภาครัฐเอกชนการศึกษาทั่วโลก หวังเกิดเครือข่ายสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เร็วและดียิ่งกว่าด้วยความพร้อมด้านทรัพยากร และความทุ่มเทในการผลักดันงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อตอบสนองความต้องการและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้บริโภค พร้อมเพิ่มขีดแข่งขันอุตฯ ไทยสู่อาเซียน

การเปิดตัว “Open Innovation Center” ของเอสซีจี ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญของเหล่านักวิจัย ทั้งผู้ที่เคยมีความร่วมมือกับเอสซีจีอยู่แล้ว หรือผู้ที่มีแนวคิดใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่ออนาคต ตลอดจนผู้ที่ต้องการนวัตกรรมเพื่อใช้ในการพัฒนาหรือแก้ปัญหาของธุรกิจ เพราะเอสซีจีมีทั้งทรัพยากร เครื่องมือปฏิบัติการ ตลอดจนวิธีการทำงานที่เป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และเป็นการทำงานร่วมกันกับผู้เชี่ยวชาญ จึงมีความรวดเร็วกว่าวิธีการทำ R&D ทั่วไปที่พร้อมเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมเป็น Solution Partner ในการพัฒนาเทคโนโลยี กระบวนการผลิต และผลิตภัณฑ์ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมงานแถลงข่าว พร้อมด้วยนายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และ นายชลณัฐ ญาณารณพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และประธานคณะทำงาน SCG Innovation Committee

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในพิธีเปิด Open Innovation Center ของเอสซีจี ว่า “การจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการผนึกกำลังของทุกภาคส่วน ภายใต้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นที่มาของโมเดลการขับเคลื่อน ไทยแลนด์ 4.0” เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพที่จะสามารถปรับเปลี่ยนจากประเทศรายได้ปานกลางเป็นประเทศรายได้สูง จากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และจากยุคของสังคมที่เน้นองค์ความรู้สู่ยุคของสังคมที่เน้นการยกระดับคุณภาพชีวิต ซึ่งOpen Innovation Center ของเอสซีจีแห่งนี้ สามารถเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญจากภาคเอกชน ที่จะช่วยทำให้เป้าหมายดังกล่าวของประเทศเกิดขึ้นได้จริง”

ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า การวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถือเป็นกระบวนการสำคัญในการผลักดันประเทศไทยให้สามารถเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ได้จริง จึงถือเป็นความน่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับการเปิดตัว Open Innovation Centerของเอสซีจีแห่งนี้ เพราะเป็นการดำเนินงานที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน ในการร่วมกันต่อยอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรม และยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยให้มีความพร้อมเข้าสู่การแข่งขันอย่างทัดเทียมในภูมิภาคอาเซียนต่อไป

            ด้าน นายชลณัฐ ญาณารณพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และประธานคณะทำงาน SCG Innovation Committee กล่าวว่า ด้วยความรู้ความสามารถของบุคลากรชั้นนำด้านการวิจัยและพัฒนาในเอสซีจีที่มีกว่า 1,800 คน และการให้ความสำคัญกับงาน R&D ดังกล่าวโดยวางแผนทุ่มงบประมาณปีละกว่า 6,000 ล้านบาท ประกอบกับประสบการณ์และความเข้าใจในกลุ่มลูกค้าจากการดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนาน ทั้งในตลาดประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ทำให้มั่นใจได้ว่า Open Innovation Center ของเอสซีจี มีศักยภาพที่จะสามารถเสริมความแข็งแกร่งของการพัฒนานวัตกรรมให้กับทั้ง กลุ่มธุรกิจของเอสซีจี รวมไปถึงพาร์ทเนอร์ที่สนใจ เพื่อสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (HVA) ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้นในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น

            “R&D ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แก่เอสซีจี โดยในปี 2559 ที่ผ่านมา เอสซีจีมียอดขายจากกลุ่ม HVA ถึง 1.6 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 38% ของรายได้จากการขายรวม วันนี้เรายังคงเดินหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยนำความเชี่ยวชาญด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมมาพัฒนาเป็น Open Innovation Center ด้วยความมุ่งหวังจะใช้เป็นศูนย์กลางที่เปิดกว้างให้เกิดความร่วมมือด้าน R&D ระหว่างเอสซีจี กับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ของทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อดึงศักยภาพของแต่ละภาคส่วนมาแลกเปลี่ยนกัน ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อยกระดับสินค้าและบริการที่สามารถส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้บริโภค” นายชลณัฐ กล่าว

นอกจากนี้ Open Innovation Center ของเอสซีจี ยังเปิดพื้นที่สนับสนุนการทำ R&D อย่างเป็นระบบให้แก่เครือข่ายสตาร์ทอัพจากทั่วโลกที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) ในการดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Sci-Tech) เพื่อร่วมพัฒนานวัตกรรมที่มีศักยภาพสูงกับเอสซีจี ในกลุ่ม Materials, Clean Tech และ Sensor & IoTก่อนนำไปสู่การต่อยอดธุรกิจร่วมกันในอนาคตอีกด้วย

เอสซีจี มุ่งหวังให้ Open Innovation Center สร้างประโยชน์กับทุกภาคส่วน ทั้งการผลักดันงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรมและการสร้างความยั่งยืนให้กับภาคธุรกิจด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดโอกาสให้ภาคการศึกษาได้มีประสบการณ์ในการทดลองใช้นวัตกรรมต่างๆ กับผู้บริโภคโดยตรง ด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า รวมทั้งการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ระดับอาเซียน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของภาครัฐด้วย นายชลณัฐ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชม Open Innovation Center โดยเอสซีจี ได้ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) ตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.30 น. หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างความร่วมมือกับเอสซีจีได้ที่อีเมล[email protected] และ โทร. 02-586-6324 หรือ 02-586-1065

เกี่ยวกับ “Open Innovation Center” โดยเอสซีจี

Open Innovation Center ของเอสซีจี ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 1,600 ตร.ม. ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ชุมชนที่เป็นศูนย์กลางด้าน R&D ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งมีนักวิจัยอยู่รวมกันกว่า 5,000 คน ภายในศูนย์ฯ แบ่งออกเป็น โซนหลัก ได้แก่

  1. โซนจัดแสดงผลงาน (Exhibition) เพื่อต่อยอดการวิจัยระหว่างนักวิจัยเอสซีจีและพันธมิตร
  2. โซนห้องสัมมนาและห้องประชุม (Conference) เพื่อใช้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิจัย
  3. ห้องปฏิบัติการ (Laboratory) เพื่อให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่อยู่ในความสนใจของเอสซีจีใช้วิจัยและพัฒนา
  4. โซนออฟฟิศ สำหรับนักวิจัยและทีมประจำศูนย์ของเอสซีจีทั้งนี้ Open Innovation Center ของเอสซีจี ได้กำหนดขอบข่าย 60 กลุ่มเทคโนโลยี (Technology Platform) ที่สนใจและพร้อมหาความร่วมมือ ซึ่งสอดคล้องกับ กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจซิเมนต์ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง 2.ธุรกิจเคมิคอลส์ และ 3.ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ที่เอสซีจีมีความเชี่ยวชาญ ทั้งองค์ความรู้ ประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจ และการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าอย่างแท้จริง เพื่อนำพากลุ่มเป้าหมายที่ต้องการร่วมมือกับเอสซีจี เข้าสู่โปรแกรมการทำ R&Dอย่างเป็นระบบร่วมกันและพัฒนาไปเป็นนวัตกรรม ทั้งในรูปแบบของการส่งเสริมประสิทธิภาพกระบวนการผลิต หรือก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ ภายใต้จุดมุ่งหมายเพื่อการดำเนินธุรกิจร่วมกันอย่างยั่งยืนต่อไป

มาสด้ามาแรง ครึ่งปีโกย 24,000 คัน เร่งปรับโชว์รูม เซอร์วิส

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด – เปิดเผยผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2560 ร้อนแรงเกินความคาดหมาย หลังจากเปิดเกมรุกส่งเทคโนโลยีใหม่เพิ่มสมรรถนะการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น ลุยปล่อยรถรุ่นใหม่ลงตลาดถึง 4 รุ่น ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด โกยยอดขายรวมทุกรุ่นกว่า 24,000 คัน ยอดขายโต 13% ย้ำชัดลูกค้าเชื่อมั่นในเทคโนโลยีใหม่ SKYACTIV-Vehicle Dynamics ประกาศเดินหน้าปรับปรุงโชว์รูมและศูนย์บริการทั่วประเทศ พร้อมก้าวขึ้นสู่พรีเมียมแบรนด์อย่างเต็มตัว เตรียมอุดช่องว่าง เสริมจุดแข็งด้วยการบริการหลังการขาย MAZDA ACTIV SERVICE รองรับการขยายตัวทางธุรกิจอย่างรวดเร็ว พร้อมปรับเป้าการขายเพิ่มขึ้น คาดปีนี้เติบโตอีก 20% ด้วยยอดขายทะลุ 51,000 คัน

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงภาพรวมของตลาดรถยนต์ว่า  ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ตลาดรถยนต์กลับคึกคักมากกว่าหลายปีที่ผ่านมา หลายๆ ค่ายต่างขยับขับเคลื่อนทั้งเปิดตัวรถรุ่นใหม่ จัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นความต้องการ และเพื่อให้ลูกค้าได้จับจองเป็นเจ้าของรถได้ง่ายไม่ว่าจะเป็น ดาวน์น้อย ดอกเบี้ยต่ำ บำรุงรักษาให้ฟรี เพิ่มทางเลือกและโอกาสในการเป็นเจ้าของรถที่ชอบให้กับลูกค้ามากขึ้นจนเกิดการแข่งขันที่ดุเดือด เข้มข้น ส่งผลให้ตลาดรถยนต์คึกคักต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาจนถึงไตรมาสที่สองของปีนี้ อีกทั้งยังมองเห็นแนวโน้มของการขยับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะตลาดรถยนต์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม คาดว่ายอดขายรวมของตลาดจะเพิ่มขึ้นถึง 820,000 คัน สำหรับมาสด้าได้มีการปรับเป้าการขายเพิ่มอีก 1,000 คัน จาก 50,000 คัน เพิ่มเป็น 51,000 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้นจาก 18% เป็น 20%

จากกระแสตอบรับรถยนต์มาสด้าในเจนเนอเรชั่นใหม่ที่กำลังฮ็อตฮิตติดลมบน หลังจากผ่าน 6 เดือนแรก ส่งรถใหม่ลงตลาดถึง 4 รุ่น เพิ่มความร้อนระอุให้ตลาดรถยนต์ของไทย ส่งผลให้ยอดขายครึ่งปีแรกแรงไม่หยุดทะลุถึง 23,893 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 13% นำโดยรถยนต์นั่งซิตี้คาร์ขวัญใจคนรุ่นใหม่ มาสด้า2 ที่ขับเคลื่อนยอดขายสูงสุดถึง 14,284 คัน ตามมาด้วยรถปิกอัพมาสด้า บีที-50 โปร จำนวน 3,099 คัน, มาสด้า3 จำนวน 2,677 คัน, มาสด้า ซีเอ็กซ์-3 จำนวน 2,219 คัน, มาสด้า ซีเอ็กซ์-5 จำนวน 1,604 คัน และสปอร์ตโรดสเตอร์มาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 จำนวน 10 คัน ยึดบัลลังก์อันดับ 3 ตลาดรถยนต์นั่งไว้อย่างเหนียวแน่น เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยผ่านช่วงที่ยากลำบากมาแล้ว ตอนนี้เครื่องยนต์ทุกตัวเริ่มติดแล้วและกำลังพุ่งทะยานไปข้างหน้า คาดการณ์ปีนี้ยอดรวมของตลาดรถยนต์ไทยทะลุเกิน 820,000 คัน

นายชาญชัย แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยที่เริ่มปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่ามาจากหลากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกของประเทศไทยไปยังภูมิภาคต่างๆ ที่มีทิศทางที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งออกข้าว และสินค้าทางการเกษตรอื่นๆ การเติบโตของธุรกิจการท่องเที่ยวและการบริการมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ราคาสินค้าการเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้น มาตรการของภาครัฐที่ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร อาทิ การส่งเสริมให้ใช้นวัตกรรมแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า มาตรการส่งเสริมธุรกิจขนาดย่อม หรือ SME การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐที่เริ่มชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผนวกกับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ อีกทั้งประชาชนภายในประเทศยังคงมีความต้องการสินค้าอุปโภค – บริโภค โดยเฉพาะรถยนต์ที่กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการดำเนินชีวิตไปแล้ว โดย 6 เดือนแรกของปีนี้ ภาพรวมของตลาดรถยนต์เป็นไปตามที่คาดการณ์อยู่ที่ประมาณ 410,00 คัน ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 11% เมื่อเทียบกับตัวเลขยอดรวมเมื่อปีที่ผ่านมา 368,630 คัน

มาสด้าประสบความสำเร็จอย่างงดงามในครึ่งปีแรกเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 23,893 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 13% และครองส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 6% มียอดจำหน่ายของแต่ละรุ่น ดังนี้

  • มาสด้า2 จำนวน 14,284 คัน        เติบโต 26% ครองอันดับ 3 ของตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็ก
  • มาสด้า3 จำนวน 2,677 คัน        เติบโต 24% ครองอันดับ 3 ของตลาดรถยนต์นั่งขนาดกลาง
  • มาสด้า ซีเอ็กซ์-3 จำนวน 2,219 คัน ลดลง 23% แต่หลังการเปิดตัวรุ่นปรับโฉมยอดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • มาสด้า ซีเอ็กซ์-5 จำนวน 1,604 คัน รักษาการเติบโตใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
  • มาสด้า บีที-50 โปร จำนวน 3,099 คัน รักษาการเติบโตใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
  • มาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 จำนวน 10 คัน

ยอดการจำหน่ายรถยนต์มาสด้า 6 เดือนแรกของปี 2560 (มกราคม – มิถุนายน) เปรียบเทียบกับ ปี 2559

ยอดจำหน่ายปี 2560ปี 2559 
รถมาสด้ารุ่น.ค. – มิ.ย. (คัน).ค. – มิ.ย. (คัน)เปลี่ยนแปลง (%)
มาสด้า214,28411,329+ 26
มาสด้า32,6772,152+ 24
มาสด้า ซีเอ็กซ์-32,2192,895– 23
มาสด้า ซีเอ็กซ์-51,6041,617– 0.8
มาสด้า บีที-50 โปร3,0993,148– 1.5
มาสด้า เอ็มเอ็กซ์-51019– 47
ยอดจำหน่ายรวม23,89321,160+13

นอกจากยอดขายที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว มาสด้ายังมุ่งมั่นในการปรับภาพลักษณ์และการขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐาน เพื่อรองรับการขยายตัวทางธุรกิจ ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ของมาสด้า นั่นคือ Mazda Corporate Identity เพื่อยกระดับแบรนด์และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าเมื่อได้สัมผัสความเป็นมาสด้า จากทั้งหมด 147 แห่ง จะถูกปรับปรุงให้แล้วเสร็จภายในปี 2562 และเตรียมขยายเพิ่มอีก 20 แห่ง ทั่วประเทศ เตรียมพบกับมาตรฐานใหม่ของการให้บริการทั้งก่อนและหลัง ที่มาสด้าเน้นสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าทั้งด้านการขายและการบริการ ติดตามผลการประเมินความพึงพอใจอย่างใกล้ชิด พัฒนาคุณภาพฝีมือช่างซ่อมให้ก้าวทันเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งมาสด้าได้มีการจัดแข่งขันทักษะช่างเทคนิคและการบริการ เพื่อพัฒนามาตรฐานคุณภาพของบริการหลังการขาย

นายชาญชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า มาสด้าเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของประเทศไทย มีแนวโน้มและทิศทางที่สดใสมากกว่าปีที่ผ่านมา และคาดว่ายอดขายของตลาดรถยนต์จะเติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมา ปีนี้คงจะได้เห็นยอดจำหน่ายมากกว่า 820,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 7-10% ในส่วนของมาสด้าเราตั้งเป้ายอดขายปีนี้ เติบโตสูงสุด 20% หรือประมาณ 51,000 คัน (จากปี 2559 = 42,537) และครองส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 6% (จากปี 2559 = 5.5%) โดยมาสด้าได้มีการปรับเป้ายอดขายเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ได้ประกาศไว้ ทั้งในส่วนของตลาดรวมและในส่วนของมาสด้า

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด แสดงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ของครึ่งปีหลังว่า ด้วยการส่งออกที่มีการขยายตัวตั้งแต่ช่วงปลายปี 2559 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2560 เช่นเดียวกับการลงทุนของทั้งภาครัฐ และเอกชนที่เริ่มฟื้นตัวตามสภาวะการส่งออก ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรขยับขึ้น ผู้บริโภคจึงมีรายได้ในการจับจ่ายใช้สอยในครัวเรือนมากขึ้น มีส่วนผลักดันให้เศรษฐกิจไทยตลอดปี 2560 ขยายตัวได้ประมาณ 3.5% ซึ่งจะสูงที่สุดในรอบ 5 ปี โดยตลาดรถยนต์คือหนึ่งในปัจจัยหลักสำคัญชี้วัดตัวเลขทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี รวมทั้งกลยุทธ์หลักสำคัญที่จะนำพามาสด้าก้าวสู่ความสำเร็จในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2560 นี้

กลยุทธ์หลักสำคัญที่จะผลักดันให้มาสด้าก้าวสู่ความสำเร็จ สามารถบรรลุเป้าหมายในช่วงครึ่งปีหลัง 2560 ประกอบด้วย

  1. การนำเสนอรถรุ่นใหม่เพิ่มอีก 2 รุ่น ในช่วงปลายปีนี้ หลังจากที่ครึ่งปีแรกเปิดตัวไปแล้ว 4 รุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพิ่มทางเลือกและความหลากหลายให้กับลูกค้า
  2. อีกหนึ่งแผนพัฒนาธุรกิจที่มาสด้าได้ประกาศไว้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับการขยายเครือข่ายโชว์รูม และศูนย์บริการ เพื่อให้มาสด้าเป็นแบรนด์ที่ลูกค้านึกถึงอยู่เสมอ โดยเริ่มตั้งหน้าบ้าน นั่นคือ การปรับโชว์รูมใหม่ของมาสด้า ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Mazda Corporate Identity ทั้งภายในและภายนอก ซึ่งตั้งอยู่บนแนวคิดหลัก 3 ประการ คือ สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ สร้างคุณค่าทางอารมณ์ให้แก่รถยนต์มาสด้า และสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และลูกค้าตั้งแต่ก้าวแรก การเปลี่ยนแปลงที่ลูกค้าสัมผัสได้ รวมไปถึงการวางระบบบริการหลังการขายอย่างมีประสิทธิภาพกับ MAZDA ACTIV SERVICE
  • การสร้างความพึงพอใจสูงสุดด้วยความสะดวกสบาย (Convenience) ได้แก่ ศูนย์ซ่อมสี และตัวถังแบบครบวงจร ห้องรับรองลูกค้าที่อบอุ่น หรูหรา และช่องพิเศษในการให้บริการแบบเร่งด่วนไม่เกิน 2 ชั่วโมง
  • สัมผัสกับความรวดเร็ว (Fast) กับช่องซ่อมแบบเร่งด่วน จัดเตรียมสำรองอะไหล่ที่จำเป็น การอนุมัติงานซ่อมแบบเร่งด่วนกรณีเกิดอุบัติเหตุ การจัดส่งอะไหล่ที่รวดเร็ว และตลอด 24 ชั่วโมง
  • สร้างมาตรฐานและประสิทธิภาพเดียวกันทุกโชว์รูม (Standardize & Efficiency)
  • ราคาที่สบายกระเป๋า โปร่งใส (Price) ทั้งราคาอะไหล่แต่ละชิ้นต้องมีการประกาศให้ลูกค้ารับทราบ ราคาค่าแรงในการให้บริการ ราคาค่าบำรุงรักษาตามระยะทาง ราคาที่สามารถเปรียบเทียบกับตลาด
  1. หลังจากการปรับภาพลักษณ์ใหม่ ยกระดับมาตรฐานใหม่ของการให้บริการ สิ่งที่มาสด้าเดินหน้าเต็มกำลังต่อจากนี้ คือ การสื่อสารทางการตลาด สร้างการรับรู้ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในแบรนด์ พร้อมแสดงศักยภาพในด้านการบริการหลังการขาย นำเสนอการบริการที่ดีที่สุดเกินความคาดหมาย ทั้งด้านคุณภาพและประสิทธิภาพ
  2. เพิ่มช่องทางการสื่อสารกับลูกค้าให้มากขึ้นด้วยโปรแกรม Customer Care Menu ผ่านทางเว็บไซต์ mazda.co.th เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลกับลูกค้าในทุกเรื่องราวที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้า
  3. อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่มาสด้านำเสนอให้กับลูกค้าเพื่อเพิ่มโอกาสในการเป็นเจ้าของรถได้ง่ายยิ่งขึ้น นั่นคือ การจัดแคมเปญโปรโมชั่น และในเดือนกรกฎาคมนี้มาสด้าจัดแคมเปญขอบคุณลูกค้าที่เชื่อมั่นในเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ และเลือกใช้รถมาสด้ามากกว่า 100,000 คัน ทั่วประเทศ และด้วยกระแสตอบรับที่ดีของผู้ใช้จริงจนครบ 100,000 คัน อย่างรวดเร็ว จึงมอบโปรโมชั่นสุดพิเศษ “Mazda SKYACTIV Celebration 100,000+” ด้วยดอกเบี้ย 0% ในรุ่นมาสด้า ซีเอ็กซ์-5 สำหรับมาสด้า2, มาสด้า3 และมาสด้า ซีเอ็กซ์-3 รับดอกเบี้ยพิเศษ 22% พร้อมกับ Mazda Care 3 ปี กระบะสายพันธุ์แกร่งมาสด้า บีที-50 โปร ดาวน์เริ่มต้นเพียง 35,000 บาท และมอบความอุ่นใจตลอดการเดินทางด้วย Mazda Care ฟรี 5 ปี และบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 3,000 บาท ที่สำคัญเมื่อจองรถมาสด้าทุกรุ่น รับ Mazda Premium Insurance ปกป้องคุ้มครองคนที่เรารักด้วยประกันภัยชั้น 1 จากมาสด้า นอกจากนี้ รับสิทธิ์ลุ้นเป็นผู้โชคดี รับบัตรกำนัลมูลค่า 100,000 บาท ทุกวันตลอดแคมเปญ รวม 20 รางวัล 20 วันเท่านั้น ระหว่างวันที่ 8 – 27 กรกฎาคม นี้
  4. พิเศษที่สุดสำหรับลูกค้ามาสด้าผู้ใช้รถมาสด้าทุกรุ่น มาสด้าขอมอบความปลอดภัยในการขับขี่แด่คุณและคนที่คุณรัก เข้ารับบริการตรวจเช็ครถฟรี 20 รายการ และตรวจเช็คสุขภาพรถด้วยระบบคอมพิวเตอร์ Mazda Modular Diagnostic System (M-MDS) ที่ละเอียดแม่นยำ พร้อมรับส่วนลดค่าอะไหล่ ผ้าเบรก โช๊คอัพ ยางหุ้มเพลาขับ สายพานขับ สูงสุด 40% เปลี่ยนยางราคาเริ่มต้นเพียง 2,300 บาท ต่อเส้น แถมฟรี ยางปัดน้ำฝน 1 คู่ แบตเตอรี่ราคาเริ่มต้น 1,700 บาท ระยะเวลานานถึง 3 เดือน เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2560 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่โชว์รูมมาสด้า หรือมาสด้าสปีดไลน์ 0-2030-5666
  5. ปัจจุบันการตลาดแบบ Words of Mouth หรือการบอกต่อปากต่อปากโดยผู้มีประสบการณ์จริง มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในยุคของการสื่อสารในปัจจุบัน ถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้สึก ผ่านการเขียนรีวิว หรือแชร์ประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะโลกการสื่อสารของผู้คนในสังคมเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาโดยผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย ดังนั้นมาสด้าเตรียมจัดทำภาพยนตร์โฆษณาชุดพิเศษ ที่จะถ่ายทอดและแบ่งปันเรื่องราวความประทับใจ และประการณ์จริงจากลูกค้าที่ใช้งานจริง
  6. อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะช่วยให้ลูกค้าได้สัมผัสกับตัวตนของแบรนด์มาสด้าคือการออกบูธจัดแสดงรถยนต์ในพื้นที่ต่างๆ หรือ Road Show เสมือนการเดินเข้าไปหาลูกค้าถึงหน้าบ้าน เจาะกลุ่มลูกค้าแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะมีความแตกต่างด้วยวิถีชีวิต รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อนำเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า มาสด้าจะเดินหน้าจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีรูปแบบของกิจกรรมที่แตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสม

มาสด้าพร้อมที่จะเดินหน้าเต็มกำลังด้วยกลยุทธ์รอบด้านบนเส้นทางการดำเนินธุรกิจที่แตกต่าง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ มอบคุณค่าและเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ตอบสนองต่อความต้องการให้ครบทุกข้อ ดูแลและสานสัมพันธ์ให้แนบแน่นและยืนยาว เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อให้มาสด้ากลายเป็นแบรนด์หนึ่งเดียวที่ลูกค้ารักและจะรักตลอดไป

AIS จับมือ TCDC เปิดให้บริการ AIS D.C. พื้นที่สร้างสรรค์แห่งใหม่แล้ววันนี้

AIS จับมือ TCDC (Thailand Creative and Design Center) เปิด “AIS D.C.” (AIS Design Centre) คอมมูนิตี้ และศูนย์รวมพลังสร้างสรรค์แห่งใหม่อย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ณ ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม ชั้น 5 เน้นส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ด้านเทคโนโลยี, ดีไซน์ และธุรกิจเข้าด้วยกัน พร้อมต่อยอดการเรียนรู้ให้คนรุ่นใหม่ สนันสนุนการสร้างผลงานของเหล่าสตาร์ทอัพ และครีเอเตอร์ในไทย ตั้งเป้าเป็น World Class Creator Community อันดับ 1 ของคนรุ่นใหม่ โดยมีเหล่านักสร้างสรรค์จากหลากหลายวงการมาร่วมงานมากมาย อาทิ ดวงฤทธิ์ บุนนาค, จงกล พลาฤทธิ์, วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์, สรกล อดุลยานนท์, ชลากรณ์ ปัญญาโฉม ฯลฯ

พร้อมจัดงาน “Design & Creative Market” ตลาดนัดของนักสร้างสรรค์ จำหน่ายสินค้าดีไซน์จากไอเดียสุดล้ำ และดนตรีจากศิลปินสุดครีเอทีฟ อาทิ The Toys Sunny Trio & Natt Buntita ซึ่งเปิดให้เข้าฟรี! ระหว่างวันที่ 13-16 ก.ค. 60

ผู้ที่สนใจใช้บริการ AIS D.C. สามารถสมัครสมาชิกได้ที่ https://aisdc.ais.co.th ในรูปแบบสมาชิกรายปี สำหรับบุคคลทั่วไป ราคาเพียง 1,200 บาท/คน/ปี และนักเรียน/นักศึกษา ราคา 600 บาท/คน/ปี

ทั้งนี้ สมาชิก AIS D.C. สามารถเข้าใช้บริการที่ TCDC ได้ทุกสาขา

AIS D.C. (AIS Design Centre) : ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม ชั้น 5 เลขที่ 622 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กทม. 10110 โทร.02-029-2299 เวลาทำการ 10.30-21.00 น.
การเดินทาง : BTS พร้อมพงษ์
#AISDC

“เบรกเกอร์” ขอลุย “สนีกเกอร์แฟชั่น” หนีภาพรองเท้านักเรียน

“เบรกเกอร์” ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่อยู่ในตลาดรองเท้านักเรียนมากว่า 30 ปี ทว่าตลาดมูลค่า 8,000 ล้านบาทนี้ยังมีปัญหาหลักคือ เป็นสินค้าเฉพาะช่วงที่ขายได้เพียงปีละ 2 ครั้งอีกทั้งยังมีคู่แข่งจำนวนมาก และไทยกำลังเจอปัญหาเด็กเกิดน้อยลง ทำให้ฐานลูกค้าในอนาคตมีน้อยลงเรื่อง

นี่จึงทำให้แบรนด์รองเท้านักเรียนต้องหาลู่ทางใหม่ๆในการเติบโต โดยหันไปหารองเท้าแฟชั่นที่มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท แม้จะเป็นนิชมาร์เก็ตแต่เติบโตได้สู

ความจริงเบรกเกอร์เริ่มชิมลางในตลาดรองเท้าแฟชั่นมาได้ 2 ปีแล้ว โดยร่วมมือกับ โจอี้บอยใช้ชื่อรองเท้ารุ่นพิเศษนี้ว่า “เบรกเกอร์เจ” เป็นการผลิตที่มีจำนวนจำกัดเพียง 500 คู่ซึ่งในช่วงเปิดตัวเบรกเกอร์เจมีกระแสตอบรับดีมาก มีการจองซื้อทางออนไลน์และจำหน่ายหมดภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที

นี่จึงทำให้เบรกเกอร์มั่นใจ ในปีนี้จึงหันมาบุกตลาดรองเท้าแฟชั่นอย่างจริงจัง เปิดตัวรองเท้ารุ่นใหม่ในชื่อคอลเลคชั่น “เบรกเกอร์ ฮอร์นบิล” ภายใต้แนวคิดที่ต้องการผูกโยงสินค้ากับพันธกิจอีกด้านของแบรนด์ในเรื่องของกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ ซีเอสอาร์ โดยเลือกเรื่องของการปลูกป่าเป็นธีมหลัก จึงเป็นที่มาของชื่อรุ่น เบรกเกอร์ ฮอร์นบิล ที่แปลว่า นกเงือก ที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของป่า 

โดยรุ่นแรกเปิดตัวไปเมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งทำเพียง 40 คู่โดยจะเป็นรองเท้าผ้าใบสีขาวที่มีลายปักรูปนกเงือก สีเขียว ล่าสุดได้เปิดตัวรองเท้าเบรกเกอร์ ฮอร์นบิล รุ่นที่ 2 ที่จะมีให้เลือกด้วยกันถึง 2 สี คือ สีขาวและสีเทา จำหน่ายในราคาคู่ละ 495 บาท วางเป้าหมายเป็นผู้ชาย กลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมปลายถึงนักศึกษา อายุ 17-22 ปี โดยจะวางขายในช่องทางออนไลน์อย่างเดียว

สมฤกษ์ วงศ์วีระนนท์ชัย กรรมการผู้บริหาร บริษัท เอส.ซี.เอส สปอร์ตสแวร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรองเท้า “เบรกเกอร์” บอกถึงความท้าทายในตลาดนี้ว่า “สิ่งแรกที่เราต้องสร้างคือ จุดยืนของแบรนด์ และตำแหน่งของแบรนด์ให้ชัดเจนก่อน เราต้องการทำให้ เบรกเกอร์ไม่ติดภาพของแบรนด์รองเท้านักเรียน จึงต้องทำรองเท้าแฟชั่น เพื่อขยายไปยังกลุ่มที่โตขึ้นเพื่อสร้างฐานลูกค้าใหม่ๆ”

สำหรับเบรกเกอร์ ฮอร์นบิล วางแผนที่จะไม่มีพรีเซนเตอร์ เพราะไม่ต้องการให้สินค้าติดไปกับคนที่มาเป็นพรีเซนเตอร์ โดยในช่วงเปิดตัวจนถึงสิ้นปีจะใช้งบ 10 ล้านบาทในการสร้างการรับรู้ เน้นสื่อออนไลน์ ซึ่งหลังจากนี้จะสร้างความน่าสนใจให้สินค้าโดยออกรุ่นละ 2,000 – 3,000 คู่ รวมถึงร่วมมือกับดารา นักร้อง และดีไซเนอร์ในการออกแบบ ซึ่งตามแผนงานในปีนี้จะออกสินค้ามาทำตลาดรวม 3-4 รุ่น รวม 20 ไอเท็ม ตั้งเป้าภายใน 2 ปีมียอดขายรวม20,000 คู่

ปัจจุบันตลาดรองเท้านักเรียนมีมูลค่า 5 พันล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 5% โดยในส่วนของเบรกเกอร์มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 30% อยู่อันดับที่ 2-3 ในตลาด ขณะที่ตลาดรองเท้าแฟชั่นมีมูลค่าสูงกว่าแน่นอนโดยคาดว่าตัวเลขรวมน่าจะไม่น้อยกว่า 8 พันล้านบาท

เมืองไทยประกันชีวิต เผยถึงเวลาสู่การใช้ Solution เต็มตัว

ด้วยกลยุทธ์ของเมืองไทยประกันชีวิตที่เดินหน้าโดย Customer Centric หรือการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางเพื่อนำเสนอประกันชีวิตที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าอย่างตรงจุด โดยในครั้งนี้เมืองไทยประกันชีวิตได้ประกาศสู่การเป็นบริษัทประกันชีวิตที่เดินหน้าด้วย Solution ด้วยการเปิดโปรเจกต์ Premier Health Solutions ด้วยแนวคิดที่จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้านสุขภาพด้วยนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการที่หลากหลาย

เพราะ Solution กับประกันชีวิตต้องไปด้วยกัน

สาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โปรเจกต์ Premier Health Solutions เป็นแนวคิดที่ผสานการนำ Solution เพื่อตอบสนองนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาลที่ต้องการใช้เทคโนโลยีผสานกับธุรกิจในหลายๆประเภทโดยที่ประกันชีวิตก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สำคัญของประเทศไทยจึงจำเป็นต้องนำ Solution ต่าง  ๆ มาใช้เพื่อตอบสนอง Life Style ของผู้บริโภคที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญที่สุด โดย Premier Health Solutions ประกอบด้วย

  1. myTHAIDNA มิติใหม่ของการดูแลตัวเองด้วยการตรวจชอบ DNA โดยได้ร่วมมือกับ Prenetics ในการให้บริการตรวจโภชนพันธุ์ศาสตร์ที่สามารถบอกถึงความต้องการของโภชนาการที่ร่างการต้องการ และการออกกำลังกายที่เหมาะสม ซึ่งการตรวจ DNA นี้คือการตรวจเพียงครั้งเดียวเพราะ DNA จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดชีวิต
  2. Health at Home โดยที่เมืองไทยประกันชีวิตเข้าไปร่วมเป็น Business Partner กับ บริษัท Health at Home หนึ่งใน Startup จากโครงการ Dtac Accelerate ปี 4 ซึ่งความร่วมมือนี้มาตอบโจทย์ด้าน Solution ความต้องการของผู้ป่วยที่ต้องการรักษาตัวเองที่บ้านหรือผู้สูงอายุที่อายุสูงขึ้นอย่างมากซึ่งเป้นปัญหาของสถานพยาบาลที่มีเตียงจำนวนจำกัดได้รักษาตัวอยู่ที่บ้าน โดย Solution ของ Health at Home คือรูปแบบ Home Care ด้วยระบบ Real Time Analytics ซึ่งมาช่วยให้ครอบครัวของผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุได้รับการติดตามการรักษาตลอดเวลา เช่น ดูแลเบื้องต้นสำหรับผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้แต่ต้องการคนดูแลเป็นเพื่อน จนถึง พยาบาบวิชาชีพที่สามารถดูแลผู้ป่วยติดเตียง โดยในอนาคตจะขยายเพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการให้ครบมากยิ่งขึ้น

“จุดยืนของเมืองไทยประกันชีวิตคือความมุ่งมั่นที่จะเป็นผผู้นำด้านการประกันชีวิตและสุขภาพ โดยการที่เราต้องไม่ใช่แค่ว่าเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร แต่ต้องคิดเผื่อไปมากกว่านั้น และสิ่งที่นำเสนอแก่ลูกค้าต้องไม่ใช่แค่เรื่องของประกันชีวิต การเครม หรือการติดต่อตัว แต่ต้องเป็นการดูแลลูกค้าผ่านนัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการที่หลากหลายที่ถูกออกแบบโดยการคิดเผื่อที่รอบด้านเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของทุกช่วงของชีวิต” สาระ กล่าวปิดท้าย

กสทช. ยกคลื่นความถี่ 920-925 MHz ใช้งาน IoT

กสทช. มีมติเห็นชอบให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 920-925 MHz เพื่อรองรับเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และเห็นชอบให้นำ (ร่าง) ประกาศ กสทช. ที่เกี่ยวกับการใช้คลื่นความถี่ 920-925 MHz จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่

1. (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 920-925 MHz

2. (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมประเภท Radio Frequency Identification: RFID

3. (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานทางเทคนิคของเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์สำหรับเครื่องวิทยุคมนาคมที่ไม่ใช่ประเภท Radio Frequency Identification: RFID ซึ่งใช้คลื่นความถี่ย่าน 920-925 MHz  และแนวทางการพิจารณาอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมเพื่อรองรับการใช้งานในลักษณะ Internet of Things (IoT) ไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ

จากนั้น ที่ประชุม กสทช. ได้อนุมัติให้ใช้งานคลื่นความถี่ 800/900 MHz และ 400 MHz สำหรับระบบคมนาคมขนส่งทางราง โดยมีเงื่อนไขจะต้องมีการใช้งานคลื่นความถี่ดังกล่าวภายในไม่เกินปี พ.ศ. 2563 ซึ่งหากไม่มีการใช้งานคลื่นความถี่ดังกล่าว เงื่อนไขการอนุญาตก็ให้สิ้นผลไป อนึ่งคลื่นความถี่ 800/900 MHz เป็นคลื่นความถี่ที่อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานระหว่างบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานลงในวันที่ 15 ก.ย. 2561 ส่วนคลื่นความถี่ย่าน 400 MHz เป็นคลื่นความถี่ที่ปัจจุบันใช้งานทางด้านวิทยุสื่อสาร

OOH ถ้าไม่ออนไลน์เติบโตช้า คินเนติกเปิด Tool ใหม่กระตุ้นตลาดโต 10-20%

 

                คาดการณ์ตลาดรวมโฆษณาทรงตัว จากครึ่งปีที่ผ่านมา ติดลบ 7%-10% โดยสื่อนอกบ้านหรือ OOH ติดลบ 4% ต่ำกว่าตลาด จากเศรษฐกิจชะลอตัว แบรนด์สินค้าที่ตัดงบโฆษณาบางส่วน และสื่อนอกบ้านเป็นสื่อที่แบรนด์มองว่าไม่แมส เมื่อเทียบกับสื่ออย่าง TV

                คินเนติค เอเยนซี่ บริการและวางแผนกลยุทธ์สื่อนอกบ้าน ในเครือ WPP ที่มีส่วนแบ่งตลาด 1 ใน 3 ของตลาดสื่อนอกบ้านรวม ต้องการเติบโตมากกว่าตลาดไปพร้อมๆ กับกระตุ้นให้ตลาดสื่อนอกบ้านเติบโต10-20% ภายในปี 2020 ด้วยการปรับแนวทางบริการใหม่สู่ Active Journeys ที่ผสมผสานระหว่างสื่อโมบายและโซเชียลเข้ากับสื่อนอกบ้านอย่างครบวงจร ซึ่งประกอบด้วย

1.Tool ข้อมูลสื่อนอกบ้านและสถานที่ตั้งทั้งหมด จากการนำข้อมูลของ Google มาประยุกต์ใช้ เช่น Google Street View เพื่อเป็นข้อมูลของป้ายโฆษณาทุกประเภทในแต่ละพื้นที่ รวมถึง Audience ของผู้บริโภค  2.คอนเทนต์ ข้อมูลที่แบรนด์ต้องการสื่อสาร  3. เทคโนโลยีที่จะคอนเนคสื่อนอกบ้านไปยังออนไลน์ในรูปแบบ Interactive 4.วัดผล

เพื่อให้การวางแผนการสื่อสารสื่อนอกบ้านมีความยืดหยุ่นสามารถปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของแบรนด์ เช่นสามารถเปลี่ยนการสื่อสารไปตามช่วงเวลา อากาศ หรือพฤติกรรมของผู้บริโภค ปิดช่องว่างระหว่าง สื่อออนไลน์และออฟไลน์ สอดรับกับการเติบโตของประชากรโมบายอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย” อัญชลี ยุพเมฆ ซีอีโอ คินเนติค กล่าว

เพื่อสอดคล้องกับกลยุทธ์ Active Journeys ล่าสุด คินเนติคประเทศไทย เปิดบริการ Tool ใหม่ 2 ประเภทให้บริการในตลาดไทยหลังจากประสบความสำเร็จในต่างประเทศ ประกอบด้วย CEE Tech และ Aureus

โดย Aureus เป็นแพลตฟอร์มบนคลาวด์ ที่ช่วยให้การวางแผนสื่อนอกบ้านครบวงจร และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการรวบรวมข้อมูลของสื่อนอกบ้านที่ให้บริการทั้งหมด ที่สามารถระบุได้ถึงป้ายโฆษณาของแบรนด์คู่แข่งและแบรนด์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแบรนด์ลูกค้าในแต่ละพื้นที่เพื่อนำมาวางแผนการลงสื่ออย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วน CEE Tech เป็นแพลตฟอร์มด้านการตลาดที่เชื่อมต่อสื่อนอกบ้าน เช่นป้ายโฆษณาไปยังออนไลน์ผ่านแอพพลิเคชั่น CEE App เพื่อให้แบรนด์สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มยอดจำหน่าย วิจัยผู้บริโภค หรือนำผู้บริโภคไปเว็บไซต์ ผ่านการสแกนภาพถ่าย คิวอาร์โค้ด บาร์โค้ด หรือเสียง ที่อยู่ในงานโฆษณาที่รองรับการใช้งาน

โดยในต่างประเทศ ที่แบรนด์นำเอา CEE Tech ไปใช้กับแบรนด์ในรูปแบบต่างๆ และประสบความสำเร็จ ได้แก่การทำ โพล แสดงความคิดเห็น การเชื่อมต่อไปยังโฆษณาเคลื่อนไหว Drive Sale ลิงค์ไปยังเพจ หรือลิงค์ไปยังเว็บขายตั๋ว  กรอกแบบฟอร์ม สำรวจผู้บริโภค และแจกคูปองส่วนลด เป็นต้น

ส่วนในประเทศบริการนี้ยังอยู่ในระหว่างแนะนำลูกค้า โดยอัญชลีได้ยกตัวอย่างแบรนด์ที่ต้องการแจกคูปองส่วนลดจะมีค่าบริการเพียง 3,000-10,000 บาทต่อแคมเปญ

แต่ปัญหาคือ ทำอย่างไร ถึงจะดึงดูดให้คนไทยยอมโหลดแอพ CEE App ลงมือถือเพื่อใช้บริการ ซึ่งเป็นไปได้ว่าในช่วงเวลาแรกของการให้บริการจะใช้คูปองส่วนลดเป็นตัวดึงดูดให้เกิดการทดลองใช้

 

และการเปิดตัว Tool ใหม่ของคินเนติค อัญชลีเชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในคินเนติคเติบโต 5-10% ได้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้จากข้อมูลของ คินเนติค พบว่าประเทศไทยมีผู้ใช้งานมือถือมากถึง 90.94 ล้านเครื่อง มี 46 ล้านคนใช้งานอินเทอร์เน็ต โดยเฉลี่ยวันละ 6 ชั่วโมง และเข้าถึงโซเชียลเน็ตเวิร์คเป็นประจำ โดยใช้เพื่อการสื่อสาร แชท ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค 40% ดูวิดีโอคอนเทนต์ 33% เล่นเกม 33% 32% ใช้งานโลเคชั่น เช่นค้นหาโลเคชั่น ใช้งานแมพ และ 30% โมบายแบงก์กิ้ง

               

Marketeer Cannes The Winners 2017 คุณคือความภูมิของคนไทย

16 ปีที่ที่ผ่านมา Maketeer จัดกิจกรรมคานส์ ไลออน เป็นครั้งแรก เป็นช่วงเวลาที่โฆษณาไทยเริ่มเป็นที่ยอมรับจากวงการโฆษณาทั่วโลก และในปีนี้ Marketeer ยังคงยืนยันในการนำเสนอผลงานโฆษณาที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักโฆษณา นักการตลาด และบุคคลทั่วไป

ในปีนี้ ผลงานโฆษณาที่ส่งเข้าประกวดใน คานส์ ไลออน 2017 มีมากถึง 40,000 ผลงาน มีเพียง 1,000 กว่าผลงานที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ และ นี่คือโฉมหน้าตัวแทน 7 ผลงานไทยที่ได้รับรางวัล คานส์ ไลออน 2017 คุณคือความภูมิใจของคนไทย

สหรัฐ สวัสดิ์อธิคม CJ WORX รับตำแหน่งนายกสมาคมผู้กำกับศิลป์บางกอก B.A.D 2017

สมาคมผู้กำกับศิลป์บางกอก หรือ Bangkok Art Directors Association (B.A.D.)  ประกาศชื่อผู้ดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมผู้กำกับศิลป์บางกอก ประจำปี 2017 คือ คุณสหรัฐ สวัสดิ์อธิคม ให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมผู้กำกับศิลป์บางกอก ประจำปี 2560 (B.A.D. 2017)

ผลงานล่าสุดของคุณสหรัฐ สวัสดิ์อธิคม  Managing Director, Executive Creative Director จากบริษัท CJ WORX ได้สร้างประวัติศาสตร์และชื่อเสียงให้แก่ วงการโฆษณาของประเทศไทย ด้วยการคว้ารางวัล GRAND PRIX รางวัลแรกของไทยที่ไม่เคยมีใครได้มาก่อน จากเวที Cannes Lions 2017 เทศกาลงานประกวดโฆษณาที่เก่าแก่ที่สุดของโลก จากผลงาน The Unusual Football Field ของ AP Thailand

นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินงานประกวดโฆษณาระดับโลกอาทิ Cannes Lion ที่ฝรั่งเศส ถึง 3 ครั้ง และได้รับรางวัล Grande จากงาน ADFEST 2 รางวัล และยังได้รับรางวัลจากเทศกาลดังๆ เช่น Cannes Lions, D&AD, The One Show, Clio, New York Festival, London International Advertising, Midas, Epica, Spikes Asia, ADFEST และอีกมากมาย

 


คุณสหรัฐเป็นคนโฆษณาที่คว้ารางวัล ทั้งจากในประเทศและทั่วโลกกว่า 
400 รางวัล ถือเป็นคนที่ได้รับรางวัลมากที่สุดคนหนึ่งของวงการ

คุณสหรัฐ เริ่มทำงานที่ OgilvyOne Bangkok ในปี 1989 เคยทำที่ Results Advertising (Ogilvy Group), Wunderman และ MRM    จนปี 2014 คุณสหรัฐ ได้ร่วมก่อตั้งบริษัท CJ WORX บริษัทโฆษณาอิสระ สัญชาติไทย ขณะนี้มีบริษัทในเครืออีก 4 บริษัทที่มีชื่อว่า Spore Bangkok , Submarine, Rocket Cat และ SpringBoardGun กลายเป็นหนึ่งในบริษัทโฆษณาที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย โดยมีพนักงานถึง 170 คนหลังจากก่อตั้งเพียง 6 ปี

ผลงานของ CJ WORX ภายใต้การบริหารงานของคุณสหรัฐ ได้รับรางวัลมากมาย เช่น Digital agency of the Year จาก Adman 2014, Independent  Agency of the Year จาก Spikes Asia 2015, Independent  Agency of the Year จาก Campaign Brief Asia 2015 และ 2016, Digital agency of the Year จาก Campaign Brief Asia 2016, Independent  Agency of the Year จาก ADFEST 2017

จากประสบการณ์ด้านโฆษณามากว่า 28  ปีที่สั่งสม รวมถึงประสบการณ์ด้าน Digital Marketing อีกกว่า 13 ปี ขับเคลื่อนพลังสร้างสรรค์ Creative Idea สนับสนุนให้แบรนด์ ประสบความสำเร็จมากมาย รวมถึงยังเชี่ยวชาญอีกหลากหลายด้าน อาทิ Printing และ Direct Marketing เป็นพิเศษอีกด้วย  ทางคณะกรรมการสมาคมฯ จึงเห็นสมควร ให้คุณสหรัฐ สวัสดิ์อธิคม  รับตำแหน่งนายก B.A.D. 2017 อันทรงเกียรติประจำปีนี้

AIS จับมือ TCDC สร้างพื้นที่สร้างสรรค์ใหม่

AIS จับมือ TCDC เปิดให้บริการ AIS D.C. พื้นที่สร้างสรรค์แห่งใหม่แล้ววันนี้

AIS จับมือ TCDC (Thailand Creative and Design Center) เปิด “AIS D.C.” (AIS Design Centre) คอมมูนิตี้ และศูนย์รวมพลังสร้างสรรค์แห่งใหม่อย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ณ ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม ชั้น 5 เน้นส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ด้านเทคโนโลยี, ดีไซน์ และธุรกิจเข้าด้วยกัน พร้อมต่อยอดการเรียนรู้ให้คนรุ่นใหม่ สนันสนุนการสร้างผลงานของเหล่าสตาร์ทอัพ และครีเอเตอร์ในไทย ตั้งเป้าเป็น World Class Creator Community อันดับ 1 ของคนรุ่นใหม่ โดยมีเหล่านักสร้างสรรค์จากหลากหลายวงการมาร่วมงานมากมาย อาทิ ดวงฤทธิ์ บุนนาค, จงกล พลาฤทธิ์, วีกฤษฏิ์ พลาฤทธิ์, สรกล อดุลยานนท์, ชลากรณ์ ปัญญาโฉม ฯลฯ

พร้อมจัดงาน “Design & Creative Market” ตลาดนัดของนักสร้างสรรค์ จำหน่ายสินค้าดีไซน์จากไอเดียสุดล้ำ และดนตรีจากศิลปินสุดครีเอทีฟ อาทิ The Toys Sunny Trio & Natt Buntita ซึ่งเปิดให้เข้าฟรี! ระหว่างวันที่ 13-16 ก.ค. 60

ผู้ที่สนใจใช้บริการ AIS D.C. สามารถสมัครสมาชิกได้ที่ https://aisdc.ais.co.th ในรูปแบบสมาชิกรายปี สำหรับบุคคลทั่วไป ราคาเพียง 1,200 บาท/คน/ปี และนักเรียน/นักศึกษา ราคา 600 บาท/คน/ปี ทั้งนี้ สมาชิก AIS D.C. สามารถเข้าใช้บริการที่ TCDC ได้ทุกสาขา

AIS D.C. (AIS Design Centre) : ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม ชั้น 5 เลขที่ 622 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กทม. 10110 โทร.02-029-2299 เวลาทำการ 10.30-21.00 น.

การเดินทาง : BTS พร้อมพงษ์