Category Archives: The Daily

กรุงศรี มุ่งรายย่อย มั่นใจ โตเกิน15%

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจลูกค้ารายย่อยและเครือข่ายการขาย สู่การเป็นธนาคารชั้นนำในใจของกลุ่มลูกค้ารายย่อย (Top-of-Mind Retail Banking) ตามหลักการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) ผ่านกลยุทธ์สร้างเสริมประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าด้วยผลิตภัณฑ์และกระบวนการทำงานที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่สาขาสู่บริบทที่ปรึกษาทางการเงิน การจัดกลุ่มลูกค้า (Customer Segmentation) ที่ชัดเจน ให้ความสำคัญและตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกเซ็กเม้นท์ พร้อมใช้ประโยชน์จากการเป็นสถาบันการเงินในเครือมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป หรือ MUFG ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดของโลก เพื่อต่อยอดความเติบโตด้านธุรกิจลูกค้ารายย่อย มั่นใจรายได้จากกลุ่มลูกค้ารายย่อยเติบโตสูงกว่า 15% ณ สิ้นปี 2560  

นายพงษ์อนันต์ ธณัติไตร ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจลูกค้ารายย่อยและเครือข่ายการขาย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่า กรุงศรียังคงเดินหน้ากลยุทธ์และการดำเนินงานในการสร้างความเติบโตด้านธุรกิจลูกค้ารายย่อยและเครือข่ายการขายอย่างต่อเนื่อง โดยมีการแบ่งกลุ่มลูกค้ารายย่อยออกเป็นเซ็กเมนต์ต่างๆ เพื่อให้เห็นและเข้าใจความต้องการของลูกค้าในแต่ละเซ็กเมนต์ได้ชัดเจนมากขึ้น ทำให้กรุงศรีสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละเซ็กเมนต์อย่างตรงจุด และประสบความสำเร็จในการนำเสนอผลิตภัณฑ์เหล่านั้นผ่านช่องทางสาขาของธนาคารที่มีอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งมีส่วนทำให้กรุงศรีมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในครึ่งปีแรกของปี 2560 นี้

“ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานกลุ่มงานลูกค้ารายย่อยและเครือข่ายการขายของกรุงศรีสามารถเติบโตเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้พร้อมขยายตัวมากกว่าตลาดทั้งด้านเงินฝาก เงินลงทุน และสินเชื่อ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของกลยุทธ์การดำเนินงานและโมเดลธุรกิจที่วางไว้ จากการแบ่งกลุ่มลูกค้ารายย่อยเป็น กลุ่ม High Net Worth, Mass, และ Business Banking ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เราจะต่อยอดความสำเร็จด้วยการสร้างความเติบโตในแต่ละเซ็กเม้นท์แบบบูรณาการ ซึ่งรวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการออกแบบและส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินเพื่อยกระดับประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า ตอบโจทย์ความต้องการที่สอดคล้องกับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของลูกค้า อีกทั้งยังรองรับแผนยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment) นอกจากนี้ กรุงศรียังมุ่งพัฒนาบทบาทของเจ้าหน้าที่สาขาสู่การเป็นที่ปรึกษาและนำเสนอโซลูชั่นทางการเงินให้กับลูกค้าโดยพิจารณาถึงความต้องการของลูกค้าเป็นรายบุคคลอีกด้วย” นายพงษ์อนันต์กล่าว

“นอกจากกลยุทธ์และโมเดลธุรกิจดังกล่าวแล้ว ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างเสริมความสำเร็จคือการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายของกรุงศรี กรุ๊ป และการเป็นสถาบันการเงินในเครือ MUFG ซึ่งการผนึกกำลังที่แข็งแกร่งนี้ทำให้กรุงศรีสามารถขยายฐานลูกค้ารายย่อยที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง” นายพงษ์อนันต์กล่าวเพิ่มเติม

ในช่วงครึ่งปีหลัง 2560 นี้ กรุงศรีจะมุ่งเน้นการสร้างความเติบโตทั้งด้านเงินฝาก การลงทุน และสินเชื่อ โดยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้มีการจัดตั้งสายงานกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายย่อย หรือ Business Banking Division ขึ้นเพื่อดูแลและสนับสนุนให้ลูกค้าเซ็กเม้นท์นี้เติบโตผ่านช่องทางสาขาของกรุงศรีทั่วประเทศ พร้อมปรับปรุงขั้นตอนการอนุมัติสินเชื่อให้ยืดหยุ่นตามศักยภาพของลูกค้าแต่ยังคงให้ได้สินเชื่อคุณภาพดี โดยมีทีมพิจารณาสินเชื่อสำหรับลูกค้าในกลุ่มนี้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ ธนาคารยังมีแผนขยายเครือข่ายสาขาและเอทีเอ็มเพิ่มเติม ทำให้กรุงศรีมีสาขาธนาคาร 662 สาขา และจำนวนเอทีเอ็ม 6,550 เครื่อง ภายในสิ้นปีนี้

100ล.ปรับโฉม พันธ์ุทิพย์ เชียงใหม่ ลุย E-Sport

ซีซี แลนด์ แอสเสท เวิร์ด เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จ ทุ่มงบ 100 ล้านบาท ปรับโฉมพันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่ ย่านไนท์บาซาร์ ชูแนวคิด ‘เทค-ไลฟ์ มอลล์’ พร้อมเปิดตัว พันธุ์ทิพย์ อี-สปอร์ต อารีน่า (Pantip E-Sport Arena) แห่งที่สอง เน้นไลฟ์สไตล์ไฮเทคโนโลยี ผสมผสานเกมและกีฬาอย่างลงตัว เจาะกลุ่มตลาดคนรุ่นใหม่นักเรียน นักศึกษา ดันสู่ฮับด้านเทคโนโลยีแห่งภาคเหนือ ตั้งเป้าเติบโตกว่า 20% ในปี 2560

 

นายวีรฤทธิ์ สมบูรณ์ทรัพย์ ผู้จัดการบริหารทรัพย์สิน ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ บริษัท ทีซีซี แลนด์ แอสเสท เวิร์ด จำกัด เปิดเผยว่า เมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีการปรับโฉมศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ ซึ่งพัฒนาภายใต้แนวคิด ‘เทค-ไลฟ์ มอลล์’ พร้อมเปิดตัว ‘พันธุ์ทิพย์ อี-สปอร์ต อารีน่า (Pantip E-Sport Arena)’ ขึ้นเป็นแห่งแรก ที่รวบรวมการแข่งขันเกมผสมผสานกับกีฬา รวมถึงจัดการแข่งขันทัวร์นาเมนต์เกมต่างๆ จนประสบความสำเร็จ สามารถตอบสนองไฮเทคโนโลยีด้านไลฟ์สไตล์ให้แก่ลูกค้าได้แบบครบครัน และมีลูกค้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้จากความสำเร็จดังกล่าว บริษัทฯ จึงได้ดำเนินการต่อยอดเพื่อปรับโฉมศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่ ซึ่งมองว่าพื้นที่ภาคเหนือยังไม่มีศูนย์รวมสินค้าเทคโนโลยีอย่างชัดเจน จึงเป็นโอกาสที่ดีในการปรับโฉม เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้ โดยรูปแบบในการปรับโฉมจะพัฒนาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ พร้อมเปิดตัว พันธุ์ทิพย์ อี-สปอร์ต อารีน่า (Pantip E-sport Arena) แห่งที่สองขึ้น ภายใต้ความร่วมมือกับ ‘สปีด (Speed)’ และผู้ประกอบการต่างๆในพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นไฮไลท์หลักในการขับเคลื่อนสำหรับการปลุกกระแสศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่ ให้ได้รับความนิยมและกลายเป็นจุดศูนย์กลางด้านไลฟ์สไตล์เทคโนโลยีและเกมมิ่งของภาคเหนือ ด้วยการจัดกิจกรรมให้เกมเมอร์ได้ร่วมสนุกตลอดทั้งปี รวมถึงการสร้างและส่งเสริมให้มีนักกีฬา E-Sport สู่ระดับประเทศและนานาชาติต่อไป

 

การพัฒนาปรับโฉมในครั้งนี้ จะช่วยให้ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่กลายเป็นฮับทางด้านเทคโนโลยีและเกมมิ่งที่สำคัญและทันสมัยที่สุดของภาคเหนือ พร้อมตอบสนองความต้องการการใช้งานบริการด้านไลฟ์สไตล์ไฮเทคโนโลยีอย่างครบถ้วน ทั้งในด้านฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ทั้งด้านวิชาการและกิจกรรมด้านเทคโนโลยีสำหรับทุกเพศทุกวัย พันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่ยังกลายเป็นศูนย์รวมของเกมเมอร์ นักกีฬา E-Sport สำหรับนักเรียนนักศึกษาทุกกลุ่มทุกวัย จากการจัดกิจกรรมต่างๆ ตลอดทั้งปี เพื่อสร้างและส่งเสริมให้มีนักกีฬา E-Sport จากภาคเหนือสู่นักกีฬาระดับประเทศและนานาชาติต่อไป ทั้งนี้ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่ที่ตั้งบนถนนช้างคลานย่านไนท์บาร์ซาใจกลางเมืองของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งคาดว่าหลังปรับโฉมแล้วจะสามารถเพิ่มจำนวนทราฟฟิคเพิ่มขึ้นสูงถึง 3 เท่าตัว” นายวีรฤทธิ์ สมบูรณ์ทรัพย์ กล่าว

 

ด้านนายพิสันต์ สุวรรณธาดา ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่ บริษัท ทีซีซี แลนด์ แอสเสท เวิร์ด จำกัด กล่าวถึงภาพรวมของ ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่ โฉมใหม่ครั้งนี้ว่า ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่ ตั้งอยู่บริเวณย่านไนท์บาซาร์ โดยมีพื้นที่เพื่อเช่าประมาณ 14,000 ตร.ม. ซึ่งการปรับโฉมครั้งนี้จะเป็น

 

ไปในทิศทางเดียวกับการดำเนินการปรับโฉมศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ ที่ผ่านมา ซึ่งจะมีแบรนด์เกมให้เลือกสรรมากกว่า 40 แบรนด์ โดยในส่วนของ พันธุ์ทิพย์ อี-สปอร์ต อารีน่า (Pantip E-sport Arena) แห่งที่สองนั้นจะมีพื้นที่ประมาณ 600-700 ตร.ม. สำหรับการปรับโฉมครั้งนี้นอกจากจะผนึกพลังร่วมกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำจากกรุงเทพฯ แล้ว ยังได้รับความร่วมมือจากพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น ในการร่วมสร้างศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่ให้กลายเป็นจุดศูนย์รวมด้านไลฟ์สไตล์ไฮเทคโนโลยีและเกมมิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคเหนืออีกด้วย พร้อมกันนี้ได้อำนวยความสะดวกจัดที่สำหรับจอดรถลูกค้าได้กว่า 400 คัน ทั้งในตัวอาคารและบริเวณโดยรอบ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้จะเน้นในกลุ่มของนักเรียน นักศึกษาทั้งหมดของพื้นที่ภาคเหนือ คนทำงาน และนักท่องเที่ยว พร้อมทำการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ ทั้งนี้ได้มีแผนร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำหรับจัดการเรียนการสอนในด้าน อี-สปอร์ต (E-Sport) และมีแผนขยายไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วยในอนาคต

 

สำหรับการปรับโฉมศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่ในครั้งนี้ได้ตั้งเป้าการเติบโตทางธุรกิจไว้ที่ประมาณ 20% และเพิ่มขึ้นเป็น 30-40% ภายในปี 2561 จากปัจจัยสนับสนุนในการเปลี่ยนโฉมดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ให้มาใช้บริการ รวมถึงการกิจกรรมและโปรโมชั่นร่วมกับพาร์ทเนอร์แบรนด์ เพื่อมอบความสุขให้แก่ลูกค้าตลอดทั้งปี อาทิ กิจกรรม PC Gaming Expo , PC Com Set Expo , Toys & Games และ Notebook For Life ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มรายได้ของศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่ และยังตอบโจทย์ด้านความคุ้มค่าในการจับจ่ายสินค้าของลูกค้าอีกด้วย

 

“นอกจากนี้ยังอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมให้ลูกค้าที่มาใช้บริการได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยเพิ่มเติมในส่วนของร้านค้าต่างๆ อาทิ แมคโดนัลด์ เคเอฟซี ชาบูชิ บิ๊กซี วัตสัน สปอร์ต เวิร์ด และสมาร์ทไลฟ์โซน ลูกค้าจะสามารถใช้บริการซื้อสินค้าได้อย่างเต็มที่ พร้อมมีสถานที่พักผ่อน หรือใช้ชีวิตพร้อมกับการซื้อสินค้าด้านเทคโนโลยีไปได้ด้วยพร้อมๆ กัน เป็นไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ที่พันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่ต้องการมอบให้ลูกค้าโดยเฉพาะ ซึ่งจะทำให้ พันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่ เป็น Gaming & Tech life hup of the north อย่างสมบูรณ์แบบ” นายพิสันต์ สุวรรณธาดา กล่าวเสริม   

 

 

10 ปี ‘อากะ’ เตรียมลุย แฟรนไชส์ เอเชีย

อากะ ผู้นำร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์ยากินิคุ ฉลองครบรอบ 10 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดร้านอาหารปิ้งย่าง คืนกำไรผู้บริโภคด้วยการจัดโปรโมชั่นบุฟเฟ่ต์สุดคุ้มในราคา319 บาท ทุกวัน ทุกเวลา ทุกสาขา ตั้งแต่ 15 สิงหาคม – 31 ตุลาคม 2560  และยังเพิ่มความพิเศษสุดๆ กับยากินิคุ เดย์ เฉพาะวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ให้อิ่มสุขในราคาเพียง 10 บาทเท่านั้น ณ ร้านอากะ 5 สาขาที่ร่วมรายการ

 

นายธันยเชษฐ์ เอกเวชวิท รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจแบรนด์ บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัดกล่าวถึงความสำเร็จในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาว่า “อากะเป็นแบรนด์แรกๆ ที่เข้าสู่ตลาดร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์ยากินิคุในประเทศไทย เราจึงเป็นผู้นำตลาดที่เข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคในการรับประทานอาหารปิ้งย่างอย่างแท้จริง โดยเรายังมุ่งมั่นนำเสนอสิ่งใหม่ๆ พร้อมวัตถุดิบที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อมอบประสบการณ์ความอร่อยที่เหนือกว่า”                                                        

 

ร้านอากะเป็นหนึ่งในร้านอาหารเรือธงภายใต้ธุรกิจร้านอาหารจำนวน 12 แบรนด์ในเครือเซ็น กรุ๊ป ซึ่งโดดเด่นต่างจากร้านอาหารปิ้งย่างรายอื่นๆ ด้วยความเชี่ยวชาญในการนำเสนออาหารคุณภาพชั้นเลิศที่ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน จากแหล่งวัตถุดิบชั้นยอดทั่วทุกมุมโลก พร้อมให้เลือกสรรหลากหลายกว่า 40 รายการ อีกทั้งยังมีน้ำจิ้มสูตรเฉพาะของอากะที่ไม่เหมือนใคร  มีระบบเตา และระบบดูดควันที่ไร้กลิ่น รวมถึงบริการที่รวดเร็ว ซึ่งล้วนแล้วแต่ช่วยเติมเต็มรสชาติของเนื้อย่างยากินิคุทำให้ร้านอากะสามารถครองใจผู้บริโภคชาวไทยมาตลอดระยะเวลา 10 ปี

 

นายธันยเชษฐ์กล่าวเพิ่มเติมว่า “อากะเตรียมพร้อมบุกตลาดต่างประเทศด้วยการขยายธุรกิจแฟรนไชส์สู่ระดับภูมิภาคอย่างเต็มสูบ ซึ่งทางแบรนด์เล็งเห็นช่องว่างทางการตลาดและโอกาสการเติบโตอีกมาก และจะช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจของเซ็นกรุ๊ปเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมขยายฐานผู้บริโภคในต่างประเทศอีกด้วย โดยในขณะนี้ อยู่ในระหว่างการเจรจากับนักลงทุนต่าง ๆ หลายประเทศในแถบเอเชีย”

 

และเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 10 ปีในประเทศไทย อากะจัดโปรโมชั่นบุฟเฟต์สุดคุ้ม จุใจ ทุกวัน ทุกเวลา ในราคาเพียง 319 บาท ตั้งแต่ 15 สิงหาคม – 31 ตุลาคม 2560 ที่ร้านปิ้งย่างอากะทุกสาขา พร้อมสร้างการรับรู้ผ่านแคมเปญการสื่อสารแบบครบวงจรครอบคลุมทุกช่องทาง ทั้งสื่อภายในศูนย์การค้า ดิจิตอลบิลบอร์ด รวมถึงสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในยุคดิจิตอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

นอกจากนี้ ในวันที่ 29 สิงหาคม 2560 หรือ ยากินิคุ เดย์ ซึ่งตรงกับวันยากินิคุของประเทศญี่ปุ่น อากะจัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม จัดเต็มคืนกำไรลูกค้าด้วยโปรโมชั่นบุฟเฟต์ในราคาเพียง 10 บาท ที่ร้านอากะ 5 สาขาที่ร่วมรายการ* สำหรับลูกค้า 100 ท่านแรกของแต่ละสาขาเท่านั้น (*เซ็นทรัลเวิลด์เมกะ บางนาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้าฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต และเซ็นทรัล พระราม 2)

เกี่ยวกับ AKA

AKA ร้านอาหารสไตล์ปิ้งย่างแบบญี่ปุ่น แบรนด์ในเครือเซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด กลุ่มธุรกิจร้านอาหารชั้นนำในประเทศไทย โดยมีแบรนด์ภายใต้การบริหารทั้งหมด 12 แบรนด์ AKA เปิดให้บริการสาขาแรกในปีพ.ศ. 2550 ปัจจุบันมีทั้งหมด 15สาขา ทั่วประเทศไทย AKAมุ่งมั่นนำเสนออาหารที่มีคุณภาพและการบริการที่ดีเลิศให้แก่ลูกค้า พร้อมทั้งส่งมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยรสชาติและการคัดสรรวัตถุดิบ ซึ่งทำให้ AKA เป็นหนึ่งในในผู้นำร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์ยากินิคุในเมืองไทย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ http://www.zengroup.co.th/ และเฟซบุ๊ค แฟนเพจที่ www.facebook.com/akarestaurant/

ปีนี้หัวเว่ยต้องเติบโต 300%

 

ตลาดมือถือแข่งขันสูง แต่เติบโตไม่มาก

ปีนี้คาดการณ์เติบโตเพียง 2-4% เท่านั้น คิดเป็นยอดจำหน่าย 1.4 ล้านเครื่องต่อเดือน หรือ 16.8 ล้านเครื่องต่อปี

ส่วนหนึ่งจากตลาดสมาร์ทโฟนเป็นตลาด replacement เสียส่วนใหญ่

การแข่งขันของตลาดสมาร์ทโฟนจึงจัดเต็ม โดยเฉพาะแบรนด์จีนและเกาหลีที่ทุ่มงบมหาศาลโปรโมทสินค้าเน้นไปยัง กล้องถ่ายภาพ ความเร็วในการประมวลผล และดีไซน์ ซึ่งเป็น 3 สิ่งแรกที่ผู้บริโภคตัดสินใจเมื่อต้องการซื้อมือถือใหม่ และพวกเขาเลือกที่จะยอมจ่ายเงินที่เพิ่มขึ้นเพื่อซื้อเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานและประสบการที่เพิ่มขึ้น

บนเส้นทางแบรนด์เบอร์สองของตลาด

ในปีที่ผ่านมาเรียกได้ว่าเป็นปีทองของหัวเว่ย ประเทศไทย จากพลังของ หัวเว่ย P9 ที่มีจุดขายเรื่องเลนส์ไลก้าที่ให้คุณภาพการถ่ายภาพที่สูงเป็นตัวเปิดแบรนด์หัวเว่ยกับผู้บริโภคไทย และยอดจำหน่าย P9 ในประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ของหัวเว่ยโลก และเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันหัวเว่ยประเทศไทยเติบโตมากถึง 400% ด้านรายได้ และ 720% ด้านยอดจำหน่าย ได้เลือกลำดับขึ้นเป็น เทียร์วัน ในฐานะประเทศที่มีการเติบโตสูง และการเป็นเทียร์วันนี้นั่นหมายถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ที่จะได้รับจาก หัวเว่ยคอร์ป รวมถึงงบสนับสนุนในการผลักดันตลาดที่เพิ่มขึ้น

ทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย)  เปิดเผยว่า หัวเว่ยในประเทศไทยเติบโตจาก

หนึ่ง-นำเสนอสมาร์ทโฟนที่แตกต่างจากการพัฒนาบน consumer centric มีการ joint venture กับแบรนด์ระดับโลกเช่น ไลก้า พัฒนาเลนส์ Harman/Kardon ระบบเสียง ในปีที่ผ่านมา หัวเว่ยโลกใช้งบ R&D ที่มากถึง 10,000 ล้าน USD  

สอง-มีช่องทางจัดจำหน่ายมากถึง 9,000 ร้านค้า 41 แบรนด์ช็อป และจะเพิ่มเป็น 10,000 ร้านค้า 60 แบรนด์ช็อปในปีนี้

สาม-มีความเป็น inter brand จากการจัดอันดับของสื่อทั่วโลก

และสี่-การบริการหลังการขาย รับเครื่องซ่อมถึงบ้าน

ในต้นปีที่ผ่านมาหัวเว่ยสามารถขึ้นเป็นผู้นำอันดับ 2 ในตลาดสมาร์ทโฟนเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2560 ก่อนที่จะโดนคู่แข่งเบียดตกลำดับลงมา จากการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และแรงโปรโมทผ่านพรีเซ็นเตอร์ นอกจากนี้ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาหัวเว่ย ประสบปัญหาหัวเว่ย P10 P10 Plus และ Mate9 บางเครื่องผิดสเปค จนความเชื่อมั่นในแบรนด์หัวเว่ยลดลง ทั้งๆ ที่ P10 P10 Plus และ Mate9 เป็นรุ่นเรือธงที่คนไทยให้ความสนใจคิดที่จะซื้อถ้าไม่มีข่าวระดับโลกออกมาเสียก่อน

เพราะส่วนแบ่งตลาดอันดับ 2-3-4 ห่างกันเพียง1-2%

ยอมรับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความเชื่อมั่นในแบรนด์หัวเว่ยไทยลดลง แต่ในวันนี้ความเชื่อมั่นเริ่มกลับมา และมั่นใจว่าปีนี้จะสามารถสร้างการเติบโตให้กับหัวเว่ยได้ 300% ขึ้นเป็นอันดับสองในตลาด จากส่วนแบ่งตลาด 10.7% ในเดือนพฤษภาคม 60 ได้ไม่ยาก เพราะในช่วงเดียวกันปี 59 หัวเว่ยมีส่วนเพียงแบ่งตลาดเพียง 1.2% เท่านั้น

โดยเน้นไปยังเทคโนโลยีของสมาร์ทโฟนรุ่นมิด-ไฮเอนด์ เจาะกลุ่มมิลเลเนียมซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญ ดิจิทัลและมีความต้องการสมาร์ทที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในราคาที่แพงขึ้น โดยเฉพาะการออกสินค้ารุ่นใหม่ๆ ที่เป็นเรือธงอย่างเช่น Huawai Mate ที่จะออกมาในไตรมาส4 ของปีนี้

มิด-ไฮเอนด์เป็นตลาดหลัก

หัวเว่ยมองว่าตลาดสมาร์ทโฟนปีนี้ทั้งปีส่วนใหญ่จะไปเติบโตในกลุ่ม มิดเอนด์ ระดับราคา 5,000-15,000 บาท มีสัดส่วนมากถึง 40% จากปีที่ผ่านมา 30% ส่วนไฮเอนด์ระดับราคามากกว่า 15,000 บาทคงที่ที่สัดส่วน 35% และระดับล่างระดับราคาต่ำกว่า 5,000 ลดลงเหลือ 25% จาก 30% จากการอัพเกรดเทคโนโลยีที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในราคาที่ไม่สูงขึ้นมากนักเป็นแรงจูงใจ

แต่ในครึ่งปีแรกตลาดไฮเอนด์กลับเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูง มีสัดส่วนมากถึง40% ระดับมิดเอนด์ 40% และระดับล่าง 20% จากการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด

ทำให้สัดส่วนยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนหัวเว่ยปีนี้จะมาจาก ระดับล่าง 30% มิดเอนด์ 30% และไฮเอนด์ 40%

 

 

 

ชม Game of Thrones แกะสลัก ปลายดินสอจิ๋ว

AIS จับมือ HBO ASIA นำสุดยอดงานศิลป์ระดับโลก Game of Thrones A Pencil Microsculpture in Bangkok” (#GOTPencilArt) เป็นครั้งแรก และครั้งเดียวในเมืองไทย พบกับผลงานแกะสลักปลายดินสอขนาดจิ๋วเป็นรูปสัญลักษณ์ และตัวละครจากซีรีส์ Game of Thrones โดยศิลปินนักแกะสลัก Salavat Fidai ชาวรัสเซีย ซึ่งเดินทางไปจัดแสดงตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก

สำหรับประเทศไทยเปิดให้แฟนๆ Game of Thrones และประชาชนทั่วไปเข้าชมฟรี! ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฏาคม – 31 สิงหาคม 2560 ณ AIS D.C. ชั้น 5 ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม

งานนิทรรศการนี้ เป็นผลงานแกะสลักประติมากรรมขนาดจิ๋ว ลงบนไส้ดินสอกราไฟต์ จำนวน 16 แท่ง โดยคุณซาลาวัต ฟิได ศิลปินชั้นนำชาวรัสเซีย ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วโลกถึงฝีมือการแกะสลักงานศิลป์ขนาดย่อส่วน

โดยประติมากรรมจิ๋วที่นำมาจัดแสดงได้ถูกรังสรรค์ขึ้นมาให้เป็นขนาดย่อส่วนความยิ่งใหญ่อลังการ และทรงพลังของมหากาพย์ซีรีย์เรื่องนี้ ให้เล็กระดับเท่าปลายดินสอ แต่ยังคงความละเมียดละไม และซับซ้อนเอาไว้

“ซาลาวัต ฟิได” เป็นหนึ่งในศิลปินชั้นนำ ซึ่งเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกถึงฝีมือการแกะสลักงานศิลป์ขนาดย่อส่วนอันซับซ้อน และมากด้วยรายละเอียดลงบนปลายดินสอซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 2-5 มิลลิเมตร โดยเขาใช้มีดที่มีความแม่นยำในการตัดสูง หรือที่เรียกว่า X-Acto knife กล้องจุลทรรศน์ และแว่นขยายพร้อมไฟส่องสว่าง งานแต่ละชิ้นของซาลาวัตใช้เวลาไม่เท่ากัน เริ่มตั้งแต่ 12 ชม. ไปจนถึง 14 วัน

“บัลลังก์เหล็กเป็นหนึ่งในงานแกะสลักที่ท้าทายที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมา” ฟิไดกล่าว “ผมใช้เวลาเกือบสองสัปดาห์กว่าจะแกะมันเสร็จสมบูรณ์ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกรายละเอียดอันซับซ้อนถูกสร้างขึ้นอย่างถูกต้องสมบูรณ์ไร้ที่ติ”

เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า “ผมเป็นแฟนตัวยงของ Game of Thrones ผมชอบเพราะโครงเรื่องยากที่จะคาดเดา และผมเองก็เป็นคนที่หลงใหลในเรื่องราวเกี่ยวกับสงคราม และอัศวิน ผมตื่นเต้นสุดๆ เมื่อรู้ว่า เอชบีโอ เอเชีย ขอให้ผมร่วมสร้างผลงานอันเป็นที่จดจำจากซีรีส์ยอดนิยมชุดนี้”

“เป็นความภูมิใจของเอไอเอส ในฐานะของพาร์ทเนอร์กับ HBO ที่ได้รับสิทธิ์ฉายสุดยอดซีรีส์นี้ในเมืองไทย ที่ต้องการต่อยอดประสบการณ์ เปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับแฟนๆ ชาวไทยผู้ชื่นชอบซีรีส์ Game of Thrones นอกจากนำสุดยอดความบันเทิงระดับโลกมามอบให้แล้ว ยังมาพร้อมกับศิลปะ ที่ย่อส่วนความยิ่งใหญ่อลังการ และทรงพลังของมหากาพย์เรื่องนี้ ที่แม้จะเล็กระดับเท่าปลายดินสอ แต่ยังคงความละเมียดละไม และซับซ้อนเอาไว้ ซึ่งเราเชื่อว่าจะเสริมแรงบันดาลใจให้แก่แฟนชาวไทย ที่ได้เชื่อมต่อกับโลกของซีรีส์ยอดนิยมนี้ไปด้วยกัน” คุณพงษกรณ์ คอวณิช ผู้อำนวยการสำนักตลาดด้านผลิตภัณฑ์ เอไอเอส กล่าว

ถือเป็นการต้อนรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของซีรีส์ Game of Thrones” Game of Thrones ซีซั่น 7 ล่าสุดที่กำลังออกอากาศบนมือถือผ่านแอป AIS PLAY (#AISPLAY) และบนทีวีผ่านกล่อง AIS PLAYBOX (#AISPLAYBOX) ซึ่งเอไอเอส ยังมอบความพิเศษให้ชมฟรี! 1 เดือน สำหรับลูกค้าที่สมัครแพ็กเกจ Premier Full HD บนแอป AIS PLAY กด *678# โทรออก และ Platinum Full HD บนกล่อง AIS PLAYBOX โทร 1185  ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2560 และ Platinum Full HD ตั้งแต่วันนี้  – 31 ส.ค. 60

 

ระดมพันธมิตร ตั้งสถานี ชาร์จรถยนต์ ไฟฟ้า-ไฮบริด

ChargeNow: นวัตกรรมการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริดเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของประเทศไทย ร่วมด้วยกลุ่มพันธมิตรผู้ร่วมริเริ่มการปฏิวัติวงการเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า

จากซ้าย

  1. มร. เทอเรนซ์ เซียว ผู้จัดการระดับภูมิภาคเอเชีย Greenlots
  2. คุณณรัตน์ไชย หลีระพันธ์ ประธาน บริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด
  3. มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
  4. คุณอิศเรศ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (จำกัด) มหาชน
  5. คุณวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาสินค้ากลุ่มคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน)
  6. ดร. ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย

เอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมด้วยบริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด Greenlots เซ็นทรัลกรุ๊ป และบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งประวัติการณ์ เพื่อสานต่อความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการพัฒนาและการรับรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในประเทศไทย ข้อตกลงดังกล่าวนำไปสู่การเปิดตัว ChargeNow เครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อใดหรือรุ่นใด ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีแผนที่จะเปิดให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้า 50 สถานีทั่วประเทศ ในระยะแรกของการเตรียมวางเครือข่าย

“บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยึดมั่นต่อความยั่งยืนในทุกตลาดที่เราดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการนำเสนอบริการ ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีการชาร์จรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า การเปิดตัว ChargeNow ในประเทศไทย คืออีกก้าวอันสำคัญยิ่งของการดำเนินภารกิจตามวิสัยทัศน์เพื่ออนาคตอันยั่งยืนอย่างแท้จริง  ด้วยการนำเสนอบริการที่อำนวยความสะดวกและทำให้การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องไม่ยุ่งยาก เรามุ่งหวังที่จะจุดประกายความสนใจในยานยนต์แห่งอนาคตในหมู่ผู้ใช้งานชาวไทย โดยเสริมสร้างความแข็งแกร่งใน               การขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับชาติผ่านนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้าไปพร้อม ๆ กัน” มร. สเตฟาน                 ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าว

 

ให้การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริดเป็นเรื่องง่ายๆ

 

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้ร่วมมือกับบริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด และ Greenlots ซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานแบบเปิด แพลตฟอร์ม cloud-based และแอพพลิเคชั่นบนมือถือ โดย Greenlots ได้ติดตั้งสถานีชาร์จมาแล้วถึง 150 สถานีใน 70 แห่งทั่วประเทศสิงคโปร์ สำหรับในประเทศไทย Greenlots ได้ร่วมมือกับบริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด วางเป้าหมายที่จะติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด จำนวน 50 สถานี ในช่วงแรกของการเตรียมวางเครือข่าย

 

คุณณรัตน์ไชย หลีระพันธ์ ประธาน บริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า “นับเป็นความภาคภูมิใจของ                   โพลีเทคโนโลยีและ Greenlots อย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในการริเริ่มโครงการ ChargeNow สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริดในประเทศไทย เรายินดีที่ได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ ที่เห็นความสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมแห่งยนตรกรรมไฟฟ้าที่จะมาถึงในไม่กี่ปีข้างหน้านี้”

 

ความร่วมมือในโครงการ ChargeNow ระหว่างโพลีเทคโนโลยีและ Greenlots ช่วยให้การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริดเป็นเรื่องสะดวกและง่ายดายอย่างที่ควรจะเป็น โดยตัวชาร์จจะมีให้บริการหัวชาร์จ AC ทั้งแบบ Type I และ Type II ภายในเครื่องเดียว ลูกค้าที่เข้าในโครงการ ChargeNow สามารถชาร์จรถยนต์ของตัวเองได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์รุ่นใดหรือยี่ห้อใดก็ตาม

 

ทำเลเด่นของสถานที่ตั้งโครงการ ChargeNow ทั่วประเทศ

 

ในฐานะพันธมิตรแรกที่ร่วมโครงการ ChargeNow เซ็นทรัลกรุ๊ป ผู้พัฒนาด้านธุรกิจค้าปลีกที่มีความเชี่ยวชาญและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ได้ให้ความร่วมมือทางด้านที่ตั้งของสถานีชาร์จในศูนย์การค้าสาขาต่าง ๆ ซึ่งอยู่ใจกลางเมือง ด้วยจำนวนศูนย์การค้าระดับพรีเมียมที่มีมากกว่า 30 สาขา เซ็นทรัลกรุ๊ปจึงเป็นผู้ให้บริการด้านที่ตั้งของสถานี ChargeNow ให้แก่ลูกค้าได้อย่างเหมาะสมไร้ข้อสงสัย สามารถเดินทางเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและให้ความเพลิดเพลินในขณะที่รอรถยนต์ชาร์จอยู่

 

คุณอิศเรศ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (จำกัด) มหาชน กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัล ให้ความสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคง เพื่อก้าวไปสู่การเป็นองค์กรและผู้พัฒนาธุรกิจค้าปลีกระดับโลก ในขณะเดียวกัน เราก็มุ่งมั่นที่จะนำเสนอที่สุดแห่งประสบการณ์และคุณค่าในการให้บริการที่เหนือความคาดหมายของลูกค้า โครงการ ChargeNow และแนวคิดของการเป็นสังคมแห่งยนตรกรรมไฟฟ้าเป็น

การก้าวไปสู่อนาคตอย่างชัดเจน ซึ่งเราเล็งเห็นการเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ที่ไม่จำกัดเฉพาะในระดับโลก แต่ยังรวมถึงในประเทศไทยด้วย ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรริเริ่มโครงการ ChargeNow ที่ตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้า และห้างสรรพสินค้าในเครือกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งนำร่องใน 13 แห่งแรกทั่วประเทศ ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เซ็นทรัล ชิดลม เซ็นทรัลพลาซา เซ็นทรัลเฟสติวัล และโรบินสัน”

 

ด้านที่อยู่อาศัยนั้น บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเมือง                   ที่นำเสนอโครงการที่อยู่อาศัยอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม ซึ่งทุกโครงการล้วนตั้งอยู่ในทำเลใจกลางเมือง เดินทางสะดวกสบาย ใกล้ย่านธุรกิจที่สำคัญที่พร้อมจับมือเป็นพันธมิตรผู้ริเริ่มโครงการ ChargeNow ครั้งนี้

 

คุณวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาสินค้ากลุ่มคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เป็นเวลา 25 ปีแล้วที่เป้าหมายสูงสุดของเอพี ไทยแลนด์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง นั่นก็คือ การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นให้กับคนเมือง เรามุ่งมั่นที่จะสร้างที่อยู่พักอาศัยซึ่งตอบทุกมิติของการใช้ชีวิตอันทันสมัย เราเปิดรับทุกไอเดียใหม่ๆ โซลูชั่นในการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ๆ รวมถึงการใช้พื้นที่ต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ เพื่อการมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ดังนั้น โครงการ ChargeNow จึงเป็นมุมใหม่ของการใช้ชีวิตอันทันสมัยในสังคมของ             ยานยนต์ไฟฟ้าที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างแท้จริง เรายินดีที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรผู้ริเริ่มโครงการ ChargeNow เพื่อนำไปสู่การใช้ชีวิตที่ดียิ่งขึ้นในอนาคตข้างหน้านี้”

 

โครงการ ChargeNow ยังคงเปิดรับพันธมิตรที่จะมาเข้าร่วมเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะสำหรับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของประเทศไทย ด้วยเป้าหมายที่จะสรรค์สร้างสังคมแห่งยานยนต์ไฟฟ้า และนำไปสู่การไร้การปล่อยก๊าซคาร์บอนในที่สุด

 

ปัจจุบัน โครงการ ChargeNow ให้บริการสถานีสาธารณะในการชาร์จรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 65,000 แห่งใน 27 ประเทศทั่วโลก ด้วยวิธีการชาร์จที่ง่ายดายและรวดเร็ว สำหรับในประเทศไทย สถานีโครงการ ChargeNow จะแสดงที่ตั้งผ่านสมาร์ทโฟนหรือในเว็บไซต์ ซึ่งส่วนใหญ่จะช่วยให้ลูกค้าทราบได้ว่าสถานีไหนว่างหรือมีการใช้งานอยู่ โดยลูกค้าจะได้รับการ์ด ChargeNow เพื่อสามารถเข้ารับบริการในสถานีซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่ให้บริการโดยพันธมิตรต่าง ๆ และลูกค้าจะได้รับบิลค่าบริการในทุกสิ้นเดือน เช่นเดียวกับบิลค่าบริการโทรศัพท์มือถือนั่นเอง

 

โครงการ ChargeNow จะเริ่มเปิดรับลงทะเบียนล่วงหน้าสำหรับเจ้าของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าที่มีหัวชาร์จ AC ทั้งแบบ Type 1 (SAE J1772) และ Type 2 (IEC 62196) ไม่ว่าจะเป็นรุ่นใดหรือยี่ห้อใด              โดยจะมีการชี้แจงถึงรายละเอียดในการลงทะเบียนล่วงหน้า ในช่วงประมาณไตรมาสที่สามของปี 2560 นี้

ไทยสเตนเลสสตีล ทุ่มงบ 50 ล้าน เพื่อนวัตกรรมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2556 ไทยสเตนเลสสตีลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วยการกำหนดแผนการอนุรักษ์พลังงานขึ้นมา ด้วยการรณรงค์ให้ประหยัดพลังงานในกระบวนการผลิตตั้งแต่การลดการรั่วของระบบลมในโรงงาน ติดสัญญาณเตือนเมือเปิดเครื่องจักรขนาดใหญ่ทิ้งไว้ เปลี่ยนรถยกไฟฟ้าแทนรถยกแบบน้ำมัน และการรณรงค์อื่น ๆ อีกมากมาย

จนกระทั่งล่าสุด ไทยสเตนเลสสตีล ตัดสินใจเพิ่มงบประมาณอีก 50 ล้านบาท เพื่อติดตั้งแผงโซลาร์รูฟ เทคโนโลยีที่จะดึงพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในกระบวนการผลิต ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าไฟเฉลี่ย 5 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังลดการปล่อยก๊าซ CO2  575,850 กิโลกรัมต่อปี เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ถึง 26,415 ต้น

โดยเลือกใช้แผงพลังงานแสงอาทิตย์รุ่น HIT จาก บริษัท พานาโซนิค อีโค โซลูชั่นส์ เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งแผงโซลาร์รูฟที่ติดตั้งนั้นมีกำลังผลิตไฟฟ้าสูงสุด 703 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึงปีละ 1,100,000 หน่วยต่อปี

ที่คาดการอายุการใช้งานจะยาวนานถึง 30 ปี ซึ่งจะนำมาใช้ผลิตทั้งกับแบรนด์ซีกัล และแบรนด์จรวด ทั้งกว่า 500 SKU หวังจะคืนทุนภายใน 5 ปี

 

E-Sport ฮิต โอกาส Notebook Gaming

 

ในปีที่ผ่านมาตลาดอีสปอร์ตในประเทศไทยมีผู้เล่นมากถึง 1.1 ล้านคน และปีนี้คาดการณ์เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากอีสปอร์ตเป็นหนึ่งเกมกีฬาถูกบรรจุให้เป็นการแข่งขันกีฬาชิงเหรียญอย่างเป็นทางการในเอเชียนเกมส์ 2022 และเป็นกีฬาสาธิตในเอเชียนเกมส์ 2018 ส่วนประเทศไทยการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่สามารถจดทะเบียนเป็นสมาคมและส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันในนามทีมชาติไทยได้ รวมถึงที่ผ่านมามีนักกีฬาอีสปอร์ตจากต่างประเทศจำนวนมากที่สามารถสร้างได้ให้กับตัวเองจากการเล่นเกมเพื่อการแข่งขันได้

ยังไม่รวมแบรนด์คอมพิวเตอร์ ที่ผลักดันอีสปอร์ตผ่านอีเวนต์แข่งขันต่างๆ เพื่อจุดหมายคือ สร้าง Awareness และยอดจำหน่ายคอมพิวเตอร์ในกลุ่มเกมมิ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวในตลาดคอมพิวเตอร์ที่มีอัตราการเติบโต

แม้ตลาดหลักของคอมพิวเตอร์เกมมิ่งยังคงเป็นเดสก์ท็อปในสัดส่วน 90% แต่โน้ตบุ๊กเกมมิ่ง เป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วใน 2 ปีที่ผ่านมา จากเกมเมอร์มีไลฟ์สไตล์ Mobility ต้องการเล่นเกมทุกที่ทุกเวลาเพิ่มขึ้น และผู้บริโภคทั่วไปเลือกซื้อโน้ตบุ๊กเกมมิ่งระดับแมส แทนโน้ตบุ๊กทั่วไประดับไฮเอนด์ จากสเปคที่ดีกว่า

ยืนยันได้จากข้อมูลของ GFK อ้างอิงโดย Asus พบกว่า ในปี 2015 โน้ตบุ๊กเกมมิ่งในประเทศไทยเติบโต 50% จากปี 2014 ปี 2016 เติบโต 30% และปีนี้คาดการณ์เติบโต 18% ท่ามกลางตลาดโน้ตบุ๊กรวมที่ทรงตัว

 

Asus ROG ขอยึดตลาดไฮเอนด์

ในปีที่ผ่านมา Asus เป็นผู้นำตลาดโน้ตบุ๊กเกมมิ่งด้วยส่วนแบ่งตลาด 38% จากสัดส่วนโน้ตบุ๊กเกมมิ่ง 15-17% ในตลาดโน้ตบุ๊กรวม 6-7 แสนเครื่องอ้างอิงจาก GFK

ปีนี้  ศรัณยพงศ์ สินทิพย์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์กลุ่ม ROG หรือ Republic of Gamers โน้ตบุ๊กสำหรับเกมมิ่ง ซับแบรนด์ของ เอซุส มาร์เก็ตติ้ง ไทยแลนด์ มองการแข่งขันในตลาดโน้ตบุ๊กเกมมิ่งรุนแรงมากขึ้นจากคู่แข่งที่เปิดตัวโน้ตบุ๊กกลุ่มนี้เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

การรักษาผู้นำตลาดของ Asus คือ การนำเปิดตัวโน้ตบุ๊กเกมมิ่งอย่างต่อเนื่อง 8 ตลอดทั้งปี แบ่งเป็นไตรมาสละ 1-2 รุ่น โดยเน้นทำตลาดโน้ตบุ๊กเกมมิ่งระดับมิด-ไฮเอนด์ ที่มีราคาจำหน่าย 4หมื่น-2แสนเป็นหลัก แม้ในปีที่ผ่านมาสัดส่วนรายได้ของทั้งสองกลุ่มนี้จะมีเพียง 20% จากรายได้โน้ตบุ๊กเกมมิ่งรวมของ Asus ก็ตาม ด้วยเหตุผลที่ ศรัณยพงศ์ให้ไว้คือ กลุ่มผู้ซื้อโน้ตบุ๊กในเซ็กเมนต์มิด-ไฮเอนด์จะเน้นประสิทธิภาพของเครื่องและการออกแบบให้เหมาะสมกับการเล่นเกมเป็นหลัก ซึ่งต้องมีองค์ประกอบทั้งเมนบอร์ดเกมมิ่งและซีพียูที่ประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว และเป็นจุดเด่นของ Asus ในฐานะผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดเมนบอร์ด

 

แข่งขันอีสปอร์ตสร้างแบรนด์เกมมิ่ง

แม้ในช่วงที่ผ่านมา Asus ROG จะไม่ค่อยออกมาทำตลาดในสื่อต่างๆ มากนัก ในปีนี้ ศรัณยพงศ์ มั่นใจว่าตลาดของ ROG จะมีสีสันอย่างแน่นอน โดยเขาใช้งบการตลาด 10-13 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาใช้งบเพียง 5 ล้านบาท ในการเปิดตัวโน้ตบุ๊กเกมมิ่งรุ่นต่างๆ โปรโมทผ่านอินฟลูเอนเซอร์ในการรีวิวสินค้า ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์จัดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงจัดการแข่งขัน ROG Masters 2017 เฟ้นหานักกีฬาอีสปอร์ตชาวไทยไปแข่งขันระดับโลก ซึ่งการแข่งขัน ROG Masters 2017 มีผู้สมัคร527 ทีม รวมเป็นผู้เข้าร่วมมากถึง 2,635 คน ซึ่งถือว่าเป็นการแข่งขันที่มีผู้สมัครค่อนข้างสูง

 

โน้ตบุ๊กเกมมิ่งบางที่สุดในโลก

ล่าสุด Asus เปิดตัวโน้ตบุ๊กเกมมิ่ง ASUS ROG Zephyrus GX501 โน้ตบุ๊กเกมมิ่งที่บางที่สุดในโลก ด้วยความบางเพียง16.9 มิลลิเมตร สเปคสูง ที่มาพร้อมกับระบบระบายความร้อนใหม่ที่ช่วยลดอุณหภูมิมากกว่า20% และยังไม่ก่อให้เกิดเสียงดัง ในราคา 119,990 บาท เจาะกลุ่มเกมเมอร์อีสปอร์ตระดับไฮเอนด์เป็นหลัก เปิดตัวในไทยเป็นประเทศที่ 3 ต่อจากไต้หวัน และอเมริกา

 

แยกแบรนด์ ROG ออกจาก Asus

ที่ผ่านมา ROG อาศัยแบรนด์ Asus เป็นแม่เหล็กดึงดูดสร้าง Awareness ให้กับตลาดมาตลอด ในไตรมาสที่ผ่านมา ศรัณยพงศ์ ได้ดึงแบรนด์ ROG ออกมาสื่อสารเป็นแบรนด์หลัก โดยโน้ตบุ๊ก ROG จะมีคำว่า Republic of Gamers ซึ่งเป็นชื่อเต็มของ ROG ติดอยู่ที่โน้ตบุ๊กเป็นตัวใหญ่ และโลโก้ Asus จะเป็นเพียงโลโก้เล็กๆ เท่านั้นเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าใจตรงกันว่า ROG คือแบรนด์เกมมิ่งโดยเฉพาะ

 

ทั้งนี้ในปีนี้ศรัณยพงศ์ เชื่อมั่นว่าจากการรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดมิด-ไฮเอนด์จะผลักดันให้สัดส่วนโน้ตบุ๊กเกมมิ่งมิด-ไฮเอนด์จะเพิ่มขึ้นเป็น 30% ในตลาดโน้ตบุ๊กเกมมิ่งของ ROG ทั้งหมด

ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ได้เวลาทรานส์ฟอร์ม

 

 

1 มิถุนายนที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ประเทศไทย แต่งตั้งธนวัฒน์ สุธรรมพันธ์ุ น้องชายศุภจี สุธรรมพันธ์ุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการไมโครซอฟท์ประเทศไทย เป็นครั้งแรกที่ธนวัฒน์ ได้ออกมาพูดคุยกับผู้สื่อข่าว ถึงทิศทางไมโครซอฟท์ ประเทศไทย

 

 

รอยต่อทรานส์ฟอร์มไมโครซอฟท์ครั้งใหญ่

เพียงเวลาเดือนกว่าหลังธนวัฒน์เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ไมโครซอฟท์ คอร์ป ได้ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ มุ่งเน้นไปยังธุรกิจคลาวด์ ผ่านผลิตภัณฑ์ Azure จากสัดส่วนรายได้ธุรกิจคลาวด์ของไมโครซอฟท์ในอเมริกา ออสเตรเลีย และสิงคโปรมีมากถึง 80-90%ซึ่งการปรับโครงสร้างครั้งนี้ได้ปลดพนักงาน 3,000 คนทั่วโลก

 

 

ส่วนประเทศไทย ธนวัฒน์ ยอมรับว่ามีการปรับเปลี่ยนพนักงานในองค์กร เช่นกัน แต่เป็นการปรับพนักงานบางส่วนที่ไม่ฟิกซ์กับธุรกิจออกเพื่อรับพนักงานใหม่เข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง

 

“ไมโครซอฟท์ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งและวัฒนธรรมองค์กรที่ดีอยู่แล้ว พนักงานรู้ถึงทิศทางที่ต้องการไป เพียงแค่เสริมทักษะใหม่ๆ และปรับเปลี่ยน Growth mind set ให้เกิดพลังลุกคอมฟอร์ดโซน จากการเป็นฝ่ายรับออกไปรุกตลาด ทำความเข้าใจลูกค้า และนำเสนอบริการใหม่ๆมากขึ้น “

 

ความแข็งแกร่งที่ผ่านมาของไมไครซอฟท์ประเทศไทยวัดได้จากในปีปฏิทินไมโครซอฟท์ 2017(สิ้นสุด31มิถุนายน 2017) ไมโครซอฟท์ประเทศไทย ได้รับรางวัล Country of the years ในกลุ่มประเทศ Middle Emergency ทั่วโลก และเป็นกลุ่มเดียวกับมาเลเซีย โคลัมเบียและอื่นๆ หลังจากพลาดรางวัลนี้มา11ปีเต็ม จากการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเติบโตในตลาดคลาวด์อย่างน่าสนใจ

 

“ในประเทศไทยสัดส่วนรายได้คลาวด์ 30% และยังมีโอกาสในการเติบโตท่ามกลางการแข่งขันอย่างรุนแรงจากผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลกอย่างอเมซอน หรือแม้แต่กูเกิ้ล จากจุดเด่นของคลาวด์ไมโครซอฟท์ คือความเป็น Hybrid สามารถใช้งานบนดาต้าเซ็นเตอร์ของบริษัทลูกค้า และบนระบบคลาวด์ของไมโครซอฟท์ได้อย่างกลมกลืนบนระบบซีเคียวริตี้มากกว่า 20 ระบบให้ความปลอดภัย รองรับการใช้งานทุกอุตสาหกรรม”

 

โอกาสในตลาดไทย

สำหรับธนวัฒน์แล้ว โอกาสของไมโครซอฟท์ มีอย่างมหาศาล จากเทรนด์ Digital transformation ที่กระตุ้นให้องค์กรทุกระดับและภาครัฐ Transform ตัวเองสู่ดิจิทัล โดยกลยุทธ์ของไมโครซอฟท์ประเทศไทย และทั่วโลก มุ่งเน้นไปยัง 4 แนวทางหลักคือ 1. Empower employees 2. Engage customers 3. Optimize operations และ 4. Transform product ผ่านเทคโนโลยีของไมโครซอฟท์ 4 รูปแบบคือ Modern workplace, Business application,  Application infrastructure และData &AI. 

 

“เป้าหมายปีนี้ต้องเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก ปรับเปลี่ยนแนวทางการตลาดจากคิดบริการเป็น License เป็น Solutionและมอง License จาก Device เป็น User เชื่อมโยงการใช้แต่ละ Device เข้าด้วยกัน ตามพฤติกรรมการใช้งาน Multi Device โดยปีนี้มุ่งไปยังกลุ่มธนาคาร รีเทล เฮลท์แคร์  Manufacturing เป็นหลักโดยการทำตลาดผ่านพาร์ทเนอร์ในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงร่วมมือกับกลุ่มเทเลคอม และ Internet Service Provider ในการเข้าถึงลูกค้า SME เช่นที่ผ่านมาร่วมมือกับเอไอเอส ให้ บริการคลาวด์ไมโครซอฟท์และอื่นๆ

 

ไทยยังละเมิดลิขสิทธิ์สูง

ปัญหาของไมโครซอฟท์ที่เป็นปัญหามาอย่างยาวนานคือการปรับพฤติกรรมผู้บริโภคหันมาใช้ซอฟท์แวร์ถูกลิขสิทธิ์ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์ 69% จากช่วงปีที่ผ่านมา 72%  ถึงแม้จะมีการใช้ชอฟท์แวร์ถูกลิขสิทธิ์มากขึ้น แต่ถ้าเทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ปัจจุบันมีสัดส่วน 39% จาก 43% ในปีที่ผ่านมา ถือว่ายังเป็นสัดส่วนที่สูงถึง 2 เท่า

 

“เชื่อว่ามีคนไทยจำนวนไม่น้อย ที่อยากใช้ชอฟท์แวร์ถูกลิขสิทธิ์ แต่ไม่ทราบว่าซอฟท์แวร์ที่ใช้อยู่เป็นซอฟท์แวร์ผิดกฎหมาย รวมถึงไม่สะดวกที่จะซื้อจากผู้ขายมาติดตั้ง ทิศทางไมโครซอฟท์โลกต้องการเปลี่ยนการจำหน่ายซอฟท์แวร์ในรูปแบบเดิมสู่ Digital Download มากขึ้น ซึ่งในประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงศึกษาและหาโมเดลการให้บริการที่เหมาะสมอยู่”

 

สื่อสารต้องมากับ CSR และ กรณีศึกษา

แม้ในองค์กรจะมีความแข็งแกร่ง แต่ในมุมมองของธนวัฒน์คือ ไมโครซอฟท์มีของดีอยู่มาก แต่ไม่เคยสื่อสารให้คนภายนอกรับรู้

 

“นอกจากเข้าไปช่วยลูกค้าทรานฟอร์มองค์กรสู่ดิจิทัล ผ่านพาร์ทเนอร์ในรูปแบบต่างๆ  ต้องสื่อสารให้มากขึ้นด้วยการเก็บรวบรวมเคสที่น่าสนใจขออนุญาตลูกค้านำเสนอเป็นกรณีศึกษาให้องค์กรอื่นๆ ได้เห็นการนำเทคโนโลยีไมโครซอฟท์มาช่วยองค์กรสู่ความสำเร็จมากขึ้น รวมถึงการสื่อสารเทคโนโลยีของไมโครซอฟท์ผ่านการทำ CSR ในโครงการต่างๆ เช่น ปลูกป่า หรือ เฮลท์แคร์เป็นต้น และสื่อสารออกไปอย่างต่อเนื่อง มีการวางแผนการสื่อสารทุกไตรมาส”

 

จากนี้ต่อไปภายใต้แม่ทัพอย่างธนวัฒน์ เชื่อว่าเกมการตลาดของไมโครซอฟท์คงมีสีสันเพิ่มขึ้น เพื่อเป้าหมายการเติบโต 2หลักที่มากกว่าเป้าหมายที่ไมโครซอฟท์ คอร์ป ให้ไว้

อยู่มา 19 ปี “โพคารี่สเวท” ทุ่ม 100 ล้าน ขอเกิดใหม่

ถึงเวลาต้องรีลอนซ์แบรนด์ “โพคารี่สเวท” ทุ่ม 100 ล้าน กลับมาทำตลาดในรอบ 19 ปี

การเจริญเติบโตของกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศไทย ซึ่งถูกจับตามองว่า มีความต้องการเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพสูงขึ้น เนื่องจากคนหันมาใส่ใจสุขภาพ ประกอบกับเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

กลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ “โอซูก้า ฟาร์มาซูติคอล” ผู้ผลิตยาและเวชภัณฑ์รายใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น เปิด “บริษัท โอซูก้า นิวทราซูติคอล (ประเทศไทยจำกัด” หลังจากที่เข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทยตั้งแต่ปี 1973 โดยสินค้าแรกที่เข้ามาทำตลาดคือ น้ำเหลือ

สำหรับบริษัทใหม่นี้ มีทุนจดทะเบียน 300 ล้านบาท มีผู้ร่วมทุน คือ บริษัท โอซูก้า ฟาร์มาซูติคอล จำกัด ประเทศญี่ปุ่น 90% บริษัท ไทยโอซูก้า จำกัด 5% บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) 2.5% และบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) 2.5% มีเป้าหมายเพื่อนำสินค้าในกลุ่มนิวทราซูติคอลจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีกว่า 1,000 SKU ทั้งอาหารและเครื่องมาจัดจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งผลิตภัณฑ์แรก คือ “โพคารี่สเวท”

ความจริง “โพคารี่สเวท” เริ่มวางขายในเมืองไทยครั้งแรกในปี 1998 หรือ 19 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่มีการจัดเอเชียนเกมส์ หลังจากนั้นก็วางจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่น โดยปีแรกจำหน่ายผ่านดิสทริบิวชั่นที่ชื่อว่า โคเบย่า และ 10 ปีต่อจากนั้นจึงจำหน่ายผ่านสหพัฒ จนในที่สุดได้ร่วมทุนเพื่อจัดตั้งบริษัทใหม่

ทาคายูกิ คูชิดะ ประธานบริษัท โอซูก้า นิวทราซูติคอล (ประเทศไทยจำกัด กล่าวว่า “พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคนี้ที่สนใจเรื่องสุขภาพ ทำให้หันมาออกกำลังกายมากขึ้น ทำให้เราเห็นโอกาสที่จะบุกตลาดนี้อย่างจริงจัง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ทำเลย ซึ่งถือเป็นการรีลอนซ์แบรนด์ในรอบ 19 ปี ซึ่งเราอยากให้สินค้าของบริษัทไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย นอกเหนือจากยาที่จะใช้เมื่อเจ็บป่วย”

การรีลอนซ์แบรนด์ในครั้งนี้ใช้งบกว่า 100 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกิจกรรมทางการตลาด โดนเน้นสื่อออนไลนและสื่อนอกบ้าน รวมถึงแจกสินค้าตัวอย่าง เพื่อสร้างการรับรู้ในแบรนด์ รวมทั้งสร้างความเข้าใจแลประสบการณ์ที่ดีเกี่ยวกับสินค้าไปยังผู้บริโภคด้วย เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายหลักอายุ 25-44 ปี รักสุขภาพ ชอบออกกำลังกาย ใส่ใจตัวเองและคนรอบข้าง และมองหาทางเลือกใหม่ให้กับตัวเอง

โดยจะเน้นทำตลาดในกรุงเทพเป็นหลักก่อนที่จะขยายไปต่างจังหวัด ผ่านการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายไปสู่คอนวีเนียนสโตร์ ตั้งเป้าโต 30% ซึ่งสินค้ามี ขนาดได้แก่ 500 มิลลิลิตร ราคา 30 บาท และ 350 มิลลิลิตร ราคา 25 บาท สินค้านำเข้าจากอินโดนีเซีย จะตั้งโรงงานผลิตเองก็ต่อเมื่อมียอดขาย 50 ล้านขวดต่อปี ซึ่ง ทาคายูกิ ตั้งเป้าที่จะมียอดขายไปแตะจุดนั้นภายใน 10 ปี