Category Archives: The Daily

เผลอนิดเดียว…แก่แล้ว

by: ดร.เกษม พิพัฒน์เสรีธรรม

ผมเพิ่งเดินทางกลับจากไปติดต่อธุรกิจและท่องเที่ยวที่ประเทศออสเตรเลีย การเดินทางเที่ยวนี้ขาไปนั่งเที่ยวบินตอนกลางวัน ประมาณ 8-9 ชั่วโมง (ปกติผมชอบเดินทางเที่ยวบินกลางคืน) ทำให้ว่างมาก เลยดูหนังไป 2 เรื่อง คือ The Founder ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ Ray Kroc ผู้ให้กำเนิดกิจการอาหารแบบบริโภคด่วน (Fast food) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ McDonald ตอนที่ Ray Kroc เริ่มทำ McDonald นั้นเขาอายุ 52 ปี หลังจากล้มเหลวมาหลายครั้งก็มาถูกหวยเข้าในวัยเริ่มแก่

หนังอีกเรื่องที่ผมดูคือ Bonnie and Clyde หนังเกี่ยวกับอาชญากร หนุ่มสาวที่เที่ยวปล้นธนาคาร หนังแสดงนำโดย Warren Beatty และ Faye Dunaway คู่พระนางที่หล่อและสวยมากในสมัยนั้น หนังเรื่องนี้นับว่าเป็นการปฎิวัติหนังจากฮอลลีวูดในอดีต เพราะมีฉากทางเพศและฉากยิงกันที่รุนแรงที่ไม่เคยมีแบบนี้มาก่อน หนังเรื่องนี้ได้รับรางวัลหลายรางวัลและจัดเป็นหนังอมตะ 100 เรื่องที่ทางสหรัฐอเมริกาเก็บไว้ให้ชนรุ่นหลังดู หนังออกฉายในปี 1967 ผมจำได้ว่าไปดูหนังเรื่องนี้กับพี่ชายที่โรงภาพยนต์โคลีเซี่ยม ตอนนั้นผมอายุ 10 กว่าขวบ ยังจำได้ดี พอได้มาดูใหม่ตอนอายุ 60 กว่าขวบก็เป็นการทบทวนที่ดี แต่ไม่รู้สึกตื่นเต้นเหมือนตอนเด็กและดูว่าหนังเดินเรื่องช้ามากถ้าเปรียบกับหนังประเภทเดียวกันในปัจจุบันนี้

 

เกริ่นมายาวพอสมควร ก่อนเข้าเรื่องที่อยากจะเล่าสู่กันฟังในคราวนี้ แถมยังเผลอบอกอีกว่าผมนะเริ่มเป็นหนุ่มน้อย (หรือความหนุ่มเริ่มเหลือน้อย..แบบที่เขาชอบแซวกัน)

ปัจจุบันคนวัยสูงอายุเริ่มมีมากขึ้นเพราะการแพทย์ สุขอนามัย ดีขึ้น เลยทำให้อยู่ดูโลกได้ยืนยาวขึ้น ทั้งการเร่งเพิ่มปริมkณประชากรในช่วงที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Baby Boomer คือในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นทั่วโลก อีกทั้งประชากรในยุคหลังๆ ก็ไม่นิยมมีครอบครัวเพิ่มผลผลิตประชากร

ในประเทศไทยมีนักเศรษฐศาสตร์พยากรณ์ว่าในปี 2020 ประเทศไทยจะมีประชากรที่อายุมากกว่า 60 ปีจำนวนมากกว่า 13 ล้านคนคิดเป็น 19% ของจำนวนประชากร แน่นอนคนเหล่านี้คือลูกค้าเป้าหมายที่นักการตลาดต้องให้ความสนใจตั้งแต่วันนี้

เพื่อให้สามารถคิดทำมาหากินกับลูกค้ากลุ่มนี้ได้ชัดเจน เราควรแบ่งผู้สูงวัยตามช่วงของอายุดังนี้

ช่วงเริ่มแก่ (The Young-Old) ช่วงนี้อายุประมาณ 60-69 ปี เป็นวัยเริ่มเกษียณ ต้องรับการเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งด้านร่างกาย สุขภาพ หน้าที่การงาน แต่ส่วนใหญ่ร่างกายยังแข็งแรง (พอประมาณ) สำหรับผู้มีการศึกษายังไม่รู้สึกหรือยอมรับว่าเป็นคนแก่ ยังคงอยากร่วมกิจกรรมทางสังคม ยังเที่ยวยังจับจ่ายใช้สอย ในบางรายอาจจะใช้จ่ายมากขึ้นกว่าวัยกลางคนเพราะภาระและความรับผิดชอบเริ่มน้อยลง

ช่วงแก่ปานกลาง (The Middle-age Old) ช่วงนี้อายุประมาณ 70-79 ปี เป็นวัยที่เริ่มเจ็บป่วยมากขึ้น มีโรคประจำตัว เพื่อนและสมาชิกในครอบครัวเริ่มจากไป การร่วมกิจกรรมเริ่มน้อยลง ต้องดูแลสุขภาพมากขึ้น และเริ่มอยู่กับตัวเองมากขึ้น

ช่วงแก่ (The Old-Old) ช่วงนี้อายุประมาณ 80-89 ปี วัยนี้ต้องการคนดูแลเพราะปัญหาด้านสุขภาพกายและใจ เริ่มเหงา (จริงๆ) และต้องการความใกล้ชิดจากลูกหลานหรือคนรอบข้าง วัยนี้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ไม่ชอบความวุ่นวาย ไม่ได้เป็นผู้ทำการตัดสินใจซื้อแต่เป็นผู้บริโภคมากกว่า

ช่วงแก่มาก (The Very Old-Old) ช่วงนี้อายุประมาณ 90-99 ปี ผู้ที่อยู่ได้ดีในวัยนี้เหมือนมีบุญ วัยนี้ต้องมีผู้คอยดูแลช่วยเหลือทั้งด้านสุขภาพและการทำกิจกรรมต่างๆ วัยนี้เป็นวัยสงบไม่ค่อยมีกิจกรรมอะไรมากนัก สำหรับรายที่มีปัญหาด้านสุขภาพ เจ็บป่วยก็เป็นช่วงที่อยู่แบบรักษาตัวเองให้ชีวิตยืนยาวต่อไป

สำหรับผู้ที่อายุยืนยาวตั้งแต่ 100 ปีขึ้นไปจัดเป็นผู้วิเศษครับ ท่านได้ใช้ชีวิตอย่างสุดแสนจะคุ้

 

เหตุที่ผมอยากให้ท่านแบ่งผู้สูงวัยตามช่วงอายุเพราะพฤติกรรมของคนแก่แต่ละช่วงไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นท่านจะวางกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อเอาใจคนแก่เหล่านี้เหมือนกันไม่ได้ อย่างคนในวัยผมยังไม่ยอมรับว่าแก่ แบบว่ายังมีไฟอยู่เกินพิกัด (อายุ)

การเหมารวมว่าคนแก่ตั้งแต่อายุ 60 ปี 70 ปี 80 ปี เรื่อยๆ ไปจะพิจารณาซื้อสินค้าแบบเดียวกันจึงไม่ถูกต้องเสียทีเดียว ไม่ใช่เล็งแต่จะขายอาหารเสริม วิตามิน ยาบำรุง บ้านพักคนชรา การท่องเที่ยว ฯลฯ เพราะไม่ใช่สินค้าโดนใจคนแก่ทุกคนในแต่ละช่วงวัย

อย่างเช่นสินค้าสุขภาพสำหรับคนในวัย 60-70 ปีที่ยังสามารถ (และอยาก) ทำอะไรด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นท่านที่ต้องการขายสินค้าสุขภาพให้ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องปรับให้เขาสามารถทำได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่จำกัดการใช้อยู่เพียงในโรงพยาบาล เช่น เครื่องมือตรวจวัดความดันเลือด น้ำตาลในเลือด ไขมันในเลือด ต้องทำให้สะดวก กะทัดรัดเหมาะกับการใช้ด้วยตนเอง

 

คนในวัยเริ่มแก่ที่มีการศึกษาจะเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ในอนาคตอันใกล้นี้ เขายังเป็นผู้ที่รู้จักใช้เทคโนโลยีในการหาข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ มีสังคมออนไลน์ และตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นท่านต้องไม่เหมารวมคนแก่กลุ่มนี้กับคนแก่กลุ่มอื่นๆ แบบว่าไม่ควรไปเรียกเขาเหล่านี้ว่า ลุง เพราะคงมีเคืองในใจแน่นอน

นักการตลาดหรือท่านที่ต้องการลูกค้ากลุ่มนี้ต้องให้ความสำคัญกับนวัตกรรมที่เหมาะสม เช่น สะดวกในการใช้ ง่ายต่อการทำความเข้าใจ และสามารถใช้ได้ด้วยตนเอง บรรจุภัณฑ์ต้องอ่านง่ายมีขนาดตัวอักษรใหญ่พอสมควร (เพราะลูกค้ามีปัญหาสายตายาว) เน้นความสะดุดตาแบบเรียบง่าย

การส่งเสริมการขายต้องเหมาะสมกับรายได้และช่วงที่ลูกค้ากลุ่มนี้ได้รายได้ประจำ ไม่ควรกระตุ้นให้ซื้อเกินความจำเป็น ควรให้เหมาะสมกับการใช้ ที่สำคัญคือการจัดส่งให้ถึงบ้านและมีบริการหลังการขาย หรือระบบสมาชิก

ความสะดวกเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ เช่น ในห้างสรรพสินค้าอาจจะมีช่องชำระเงินเป็นพิเศษต่างหากจากลูกค้ากลุ่มอื่นๆ หรือมีพนักคอยช่วยเหลือ ถือของให้ หรือมีบริการส่งถึงรถ เป็นต้น

การให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีก็เป็นเรื่องควรพิจารณาให้กับลูกค้าช่วงเริ่มแก่และแก่ปานกลาง เพราะจะทำให้เขารู้สึกดีและสามารถติดตามสังคมสมัยใหม่ได้

ลูกค้าในช่วงเริ่มแก่ จะเป็นคนกลุ่มค่อนข้างใหญ่ที่เป็นตลาดเป้าหมายที่น่าสนใจในอนาคตอันใกล้ ไม่เกิน 3-5 ปีนี้

การทำการตลาดกับลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะในสังคมเมืองหรือลูกค้าที่มีการศึกษา เขาเหล่านี้จะให้ความสำคัญกับคุณภาพ มากกว่าปริมาณ เขายอมจ่ายเพื่อคุณภาพ เพราะไม่ได้ต้องการปริมาณไปใช้มากมายอะไรนัก

ชัดเจนอย่างยิ่งว่า ผุ้สูงอายุเป็นตลาดที่ใหญ่และสำคัญในอนาคตอันใกล้นี้ การทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้สูงวัยในแต่ละช่วงอายุจึงเป็นเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง หากท่านไม่ต้องการพลาดโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญ  

เมเจอร์ จับมือ ซัมซุง เปิดตัวระบบฉายใหม่ “แอลอีดี สกรีน”

นิธิ พัฒนภักดี รองประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายสื่อโฆษณา บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ได้มีการร่วมมือกับซัมซุง ในการนำร่องเปลี่ยนการฉายด้วยระบบโปรโจคเตอร์ มาเป็นจอแอลอีดีด้วย ซัมซุง ซีนีม่า แอลอีดี สกรีน ซึ่งจะทำให้ภาพมีความคมชัดสูง รองรับความละเอียด 4K และมีความสว่างสูงสุดกว่าเดิม 10 เท่า

“ผลสำรวจของซัมซุงบอกว่า สิ่งที่จะทำให้ประสบการณ์ในการดูภาพยนตร์ของผู้ชม เปลี่ยนไปคือ ภาพ เสียง และที่นั่ง เมอจร์จึงจับมือกับซัมซุง เพื่อสร้างอรรถรสที่เปลี่ยนไป กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบที่สุดของเทคโนโลยี”

โดยจะนำร่องเปลี่ยนในโรงที่ 6 ของโรงภาพยนตร์พารากอนซีนีแพล็กซ์ คาดจะเปิดให้ชมในปลายเดือนมกราคาปีหน้า ส่วนหนึ่งจากนี้จะมีเพิ่มอีกไหมนั้น นิธิ บอกว่าต้องพิจารณาดูก่อน เนื่องจากต้นทุนสูงกว่าเดิม 40-50 เท่า ซึ่งจะทำให้ราคาตั๋วเพิ่มไปด้วย

นอกจากนี้การติดตั้งในครั้งนี้ถือเป็นประเทศที่ 2 ของโลกต่อจากเกาหลีใต้ที่มีอยู่ 2 จอ ที่โซลและปูซาน โดยฝั่งซัมซุงตั้งเป้าจะติดตั้ง แอลอีดี กรีน ให้ได้ 10% ของจำนวนจอทั้งหมดในโลกที่มีอยู่ 160,000 จอภายในปี 2020

“โฆษณา” ยังมีแรงส่งท้ายปี

ด้านโฆษณาในโรงภาพยนตร์ของเมเจอร์ 9 เดือนแรกภาพรวมของอุตสาหกรรมโฆษณาตก11-13% แต่เมเจอร์ยังมีรายได้ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แม้ว่าจะได้รับผลกระทบอยู่บ้างหลังโตโยต้าลดการใช้งบโฆษณาลง 20-30% รวมไปถึงแบรนด์ใหญ่ๆบางแบรนด์ที่ใช้ลดลง โดยกลุ่มธุรกิจที่ใช้งบสูงสุดได้แก่ รถยนตร์, อาหารและเครื่องดื่ม, สมาร์ทโฟน ปรกติแล้วเมเจอร์ปรับค่าโฆษณาขึ้นปีละ 10-15% แล้วแต่โลเคชั่น โดยสัดส่วนรายได้มาจากโฆษณาในโรง 70% ที่เหลืออีก 30% เป็นจอภายนอกและการเช่าพื้นที่

สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี คาดว่าจะโต 10-15% เนื่องจากหน้าหนังยังมีความแข็งแรงสามารถดึดดูดผู้ชมได้ รวมไปถึงการจัดกิจกรรมต่างๆ และโปรโมชั่น ซึ่งคาดว่าทั้งปีจะโตราว 5%

“สำหรับในช่วงพระราชพิธี 23-27 เมเจอร์กำลังพิจารณาที่จะงดฉายโฆษณาก่อนที่จะเริ่มฉาย ส่วนภาพยนตร์จะยังมีการฉายตามปรกติ เนื่องจากอยู่ในสถานที่ปิด จึงยังสามารถทำได้”

ขยายสาขาเจาะในระดับอำเภอ

ส่วนการขยายสาขายังคงเป็นไปตามแผน ที่จะเน้นขยายไปตามระดับอำเภอ ในไตรมาส 4 นี้เตรียมขยายอีก 30 จอ จากเดิมที่ขยายไปแล้ว 30 จอ คาดสิ้นปีมี 700 กว่าจอ และรายได้โต10%

ด้านต่างประเทศเตรียมเปิดอีก 2 สาขา รวม 8 จอที่กัมพูชา ปีหน้าเปิดอีก 2 สาขา และที่ลาวจะเปิดมากกว่า 1 สาขา

เอพีบุกโตเกียว จับมือ มิตซูบิชิ เอสเตท ยกระดับ “เจ้าแห่งนวัตกรรม คอนโดมิเนียม”

บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาโครงการ อสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญต่อการคิดค้นและนำเสนอนวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตสำหรับของคนเมือง ครอบคลุมทุกมิติทั้งในด้าน ‘คุณภาพ’ ‘บริการ’ ‘ความสะดวกสบาย’ และ ‘ความปลอดภัย’ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้าง ‘คุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัย’

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีของการดำเนินธุรกิจ เอพีไม่เคยหยุดนิ่งที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมดีไซน์ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น ภายใต้แนวคิด ‘Think Different’  บนพื้นฐานของคุณภาพการออกแบบคอนโดมิเนียม เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาไปสู่ ‘คุณภาพชีวิตที่ดี’ ในโลกอนาคต ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านคุณภาพ การบริการ การอำนวยความสะดวกสบาย และความปลอดภัย  โดยได้รับความร่วมมืออย่างดี จาก มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป (MECG) พันธมิตรทางธุรกิจ ในการส่งต่อแนวคิดในการบริหารจัดการคุณภาพ สู่การสร้างกรอบแนวคิดหลักในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในบริบทของการพัฒนาคอนโดมิเนียมเอพี

ภายใต้คอนเซ็ปต์ AP INNOVATION FOR QUALITY LIVING’ นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน ที่ผ่านการผสมผสานประสบการณ์ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้ากับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง IoT (Internet of Thing) ตลอดจนระบบจักรกลอุตสาหกรรม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการเป็น ‘เจ้าแห่งนวัตกรรม คอนโดมิเนียม’ เพื่อคุณภาพชีวิตสมบูรณ์แบบในทุกมิติ สร้างสรรค์และพัฒนาคอนโดมิเนียมคุณภาพที่แวดล้อม คุณภาพชีวิตที่ดีในการอยู่อาศัยท่ามกลางสังคมเมืองแห่งโลกอนาคต

คอนเซ็ปต์ ‘AP INNOVATION FOR QUALITY LIVING’ นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน เอพีจึงลงลึกใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

(1) Space Innovation & Technology นวัตกรรมสเปซและเทคโนโลยี วิธีคิดในการออกแบบพื้นที่ใช้สอยให้เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่ทุกพื้นที่ต้องพร้อมสนับสนุนชีวิตสู่ความสำเร็จในอนาคต เชื่อมต่อและขับเคลื่อนพลังความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งคอนโดมิเนียมที่เปิดตัวใหม่ในปีนี้ทั้ง 3 โครงการ ได้แก่ LIFE ลาดพร้าว LIFE วัน ไวร์เลส และ LIFE อโศก-พระราม 9 เอพีได้ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย ภายใต้แนวคิด IoT (Internet of Things) เข้าไปกับการออกแบบสเปซ เพื่อให้ทุกพื้นที่สามารถเชื่อมต่อโลกไซเบอร์ ตลอดจนควบคุมผ่านสมาร์ทโฟนได้ตลอด 24 ชั่วโมง

(2) Durable Homes นวัตกรรมบ้านคุณภาพที่มีความยั่งยืนในการอยู่อาศัย นอกจากการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบคุณภาพสินค้าให้เข้มข้ม หนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการควบคุมคุณภาพสินค้าที่เริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการออกแบบ คือ “AP Check List” ซึ่งถือเป็นแนวคิดจากบริษัทในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป (MECG) ที่นำมาปรับใช้ รวมถึงการปรับแนวทางในการก่อสร้างที่คำนึงถึงคุณภาพและความยั่งยืนของสินค้าที่ลูกค้าจะได้รับเป็นสูงสุด ผ่านการประยุกต์ใช้นวัตกรรมการก่อสร้างสำเร็จรูปในระบบโมดูลาร์ อย่างห้องน้ำสำเร็จรูป ซึ่งปัจจุบันโครงการที่ได้เริ่มติดตั้งระบบห้องน้ำสำเร็จรูปต่างได้รับผลตอบรับที่ดี Defect ที่เกิดขึ้นมีค่าเท่ากับศูนย์ ซึ่งโรด์แมปในอนาคตเอพีคาดว่าจะพัฒนาในเรื่องของดีไซน์ ฟังก์ชั่นการใช้งาน และวัสดุในส่วนของระบบห้องน้ำสำเร็จรูปให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่แตกต่างกัน และสิ่งที่สำคัญที่สุด

(3) 24/7 Safety & Convenient Assurance นวัตกรรมความปลอดภัยและความสะดวกสบายตลอด 24 ชั่วโมง อาทิ นวัตกรรมที่เอื้อให้ควบคุมทุกอย่างได้แบบ Real Time เพียงปลายนิ้วสัมผัส ผ่าน Application ที่เอพีพัฒนาขึ้น ส่งเสริมให้การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในคอนโดเอพีให้สะดวกสบายและปลอดภัยกว่าเดิม เช่น นวัตกรรมการรับ-ส่งสินค้าผ่านตู้ฝากของอัจฉริยะ i-Locker ที่ผู้ส่งและผู้รับสามารถเข้าถึงการใช้งานด้วยตนเองได้ตลอด 24 ช.ม. ซึ่งปัจจุบัน i-Locker ได้เริ่มติดตั้งในคอนโดเอพีแล้วที่โครงการ RHYTHM สุขุมวิท 42 และมีแผนจะติดตั้งในทุกโครงการใหม่ หรือการเปิด-ปิดระบบไฟฟ้าในห้องพัก การจองใช้พื้นที่ส่วนกลาง การเชื่อมต่อระบบรักษาความปลอดภัย การชำระค่าสาธารณูปโภคอัตโนมัติ    ซึ่งทั้งหมดจะถูกเชื่อมต่อผ่าน AP Application ทั้งหมด

 

“เอพี และมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป ได้จับมือเป็นพันธมิตรดำเนินธุรกิจร่วมกันมาเป็นปีที่ 4 สิ่งที่ทำให้การผสานความร่วมมือทางธุรกิจระหว่าง เอพี และมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป แนบแน่นและแตกต่างจากบริษัทร่วมทุนอื่นๆ นอกจากการมีปรัญชาในการดำเนินธุรกิจ ที่คล้ายคลึงกันในการคำนึงถึงคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนในการอยู่อาศัยแล้ว   บุคลากรในเครือเอพียังได้รับการสนับสนุนที่ดียิ่งจากพันธมิตรทางธุรกิจมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ปในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่ครอบคลุมการพัฒนาที่อยู่อาศัย การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างเข้มข้นและจริงจัง เอพีได้นำหลากหลายแนวคิดจากประเทศญี่ปุ่นมาพัฒนาเป็นแนวทางที่สามารถนำไปสู่ ‘การสร้างสรรค์คุณภาพสูงสุด’ ให้กับคอนโดมิเนียมเอพี

และเรายังพร้อมที่จะต่อยอดนวัตกรรมต่างๆ ผ่านการผสานความร่วมมือกับพันธมิตรรายอื่นๆ เพื่อสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงชีวิตคุณภาพชีวิตให้เกิดขึ้นในสังคมเอพี โดยแนวคิด AP INNOVATION FOR QUALITY LIVING’ นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืนนั้นจะเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเริ่มต้นกับคอนโดมิเนียมที่มีแผนจะก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป เพื่อนำไปสู่การเป็นคอนโดมิเนียมอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภค  ที่พร้อมจะส่งต่อ ‘ชีวิตที่มีคุณภาพ’ ให้แก่ผู้พักอาศัย” นายวิทการกล่าว

เอพี และมิตซูบิชิ จิโช เรสซิเดนซ์ บริษัทในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป เป็นพันธมิตรรายแรกและรายเดียวที่มีโมเดลการร่วมทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยที่แตกต่างจากรายอื่น คือ การจัดตั้งบริษัทแม่ในไทย ด้วยทุนจดทะเบียนที่สูงถึง 6,100 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ “บริษัท พรีเมียม เรสซิเดนท์ จำกัด” เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการภายใต้การร่วมทุน โดยทางมิตซูบิชิ จิโช เรสซิเดนซ์ บริษัทในเครือมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป ได้ส่งทีมงานจากญี่ปุ่นที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมานั่งทำงานประจำร่วมกับทีมงานเอพี

ปัจจุบัน (ณ วันที่ 30 กันยายน 2560) เอพีสามารถสร้างยอดขายรวมทั้งคอนโดมิเนียมและสินค้าแนวราบได้มากถึง 28,300 ล้านบาทสูงกว่าเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 109 % (เป้ายอดขายปี 2560 เท่ากับ 26,000 ล้านบาท) โดยเป็นยอดขายที่เกิดจากคอนโดมิเนียม มูลค่า 16,615 ล้านบาท จากสินค้าบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม มูลค่า 11,685 ล้านบาท 

ทั้งนี้ คอนโดมิเนียมภายใต้การร่วมทุนระหว่างเอพี (ไทยแลนด์) และมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป (MECG)  มีทั้งหมด 11 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 50,830 ล้านบาท มียอดขายรวมเฉลี่ย 86% ก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเข้าอยู่จำนวน 4 โครงการ ได้แก่ (1) RHYTHM สุขุมวิท 36 – 38 (2) ASPIRE รัชดา – วงศ์สว่าง (3) ASPIRE สาทร – ท่าพระ (4) RHYTHM อโศก 2 โดยทั้ง 4 โครงการมีสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ถือว่าสร้างความน่าพึงพอใจได้เป็นอย่างมากทั้งสำหรับเอพี และ MEC โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาเอพี (ไทยแลนด์) ร่วมมือกับพันธมิตร “มิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป” (MECG) ในการแบ่งปันองค์ความรู้ต่างๆ กับบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยสำหรับอนาคตที่จะส่งเสริมให้การใช้ชีวิตในโลกยุคดิจิตอลสะดวกสบายยิ่งขึ้น

 

รณรงค์ลดขยะมือถือ รับไทยแลนด์ 4.0

เทสโก้ โลตัส  จับมือ ดีแทค เปิดตัวโครงการเก็บรวบรวมโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ที่ไม่ใช้แล้ว ก่อนนำไปรีไซเคิลอย่างถูกวิธี ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าจุดพลุโครงการรณรงค์ประชาชนยุค 4.0 ตื่นตัว ผ่านเฟสแรกในร้านค้าเทสโก้ โลตัส กลางกรุง หวังลดปริมาณขยะอันตรายในไทย ขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ

นายสุเกียรติ กิตติธรรมโชติ  รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายรัฐสัมพันธ์ เทสโก้ โลตัส  กล่าวว่า  เทสโก้ โลตัส ให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายเพื่อสิ่งแวดล้อมมาตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจ รวมถึงในเรื่องการลดปริมาณขยะ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นหนึ่งในความสำคัญที่เราผลักดัน เนื่องจากในยุคแห่งเทคโนโลยี  สิ่งที่ทุกคนไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือขยะที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีของคนในยุคสมัยปัจจุบัน  อาทิ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์ต่างๆ  มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกปี

“ความร่วมมือในครั้งนี้ เทสโก้ โลตัส  ดีแทค กรุงเทพมหานคร และกรมควบคุมมลพิษ  เป็นความเข้มแข็ง และบูรณาการระหว่างภาครัฐ และเอกชน  ในการทำโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นวาระสำคัญระดับชาติ  โดยประเด็นที่ท้าทายและนำมาสู่ความร่วมมือในครั้งนี้ก็คือ การสร้างระบบเก็บรวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพ โดยเทสโก้ โลตัส ในฐานะช่องทางของผู้จัดจำหน่าย และธุรกิจค้าปลีกที่มีความใกล้ชิดกับชุมชน เรายินดีที่จะมอบพื้นที่ตั้งกล่องรับขยะเหล่านี้ เพื่อขยายช่องทางให้ผู้บริโภค โดยมีพันธมิตร ‘ดีแทค’ เป็นผู้ร่วมจัดเก็บและนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี”

การเปิดตัวจุดรับมือถือ อุปกรณ์ ที่ไม่ใช้แล้ว ในห้างค้าปลีกอย่างเทสโก้ โลตัส  เกิดขึ้นจากโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการเก็บรวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นขยะอันตรายและกำลังสร้างปัญหาระดับชาติ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ประชนทั่วไปได้นำขยะเหล่านี้มาบริจาคผ่านจุดเก็บรวบรวมที่อยู่ใกล้ชุมชน และนำไปสู่การรีไซเคิลอย่างถูกวิธีไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม  อาทิ แบตเตอรี่โทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือที่เสื่อมสภาพ รวมไปถึงอุปกรณ์เสริมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์

นางอรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กรและพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จํากัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญของดีแทค เพื่อช่วยในการพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ความหลักความโปร่งใสและเป็นธรรม สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Empower societies”

ทั้งนี้ ดีแทค มุ่งมั่นในการรณรงค์ให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือคัดแยกขยะ ไม่ทิ้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เสื่อมสภาพกับขยะทั่วไป เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี ผ่านโครงการ Think Smart มากกว่า10 ปี โดยจะส่งต่อขยะที่จัดเก็บแก่บริษัท เทส-แอม ผู้ให้บริการรีไซเคิลอุปกรณ์อิล์กทรอนิกส์แห่งเดียวในเอเชีย เพื่อนำไปกำจัด หรือรีไซเคิลอย่างถูกวิธีและปลอดภัย

ในปี 2559 ที่ผ่านมา ดีแทคสามารถจัดเก็บโทรศัพท์มือถือได้จำนวนกว่า 380,000 เครื่อง สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่สิ่งแวดล้อมได้ถึง 4.8 ตัน หรือเท่ากับสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐาน 1 สระ

“ในปีนี้ ดีแทคตั้งเป้าหมายในการจัดเก็บเพิ่มเป็น 500,000 เครื่อง และหาพันธมิตรในการขยายจุดทิ้งโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เสื่อมสภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนนำมือถือเก่า แบตเตอรี่และอุปกรณ์เสื่อมสภาพอื่นๆ มาทิ้งที่กล่องรับ ณ เทสโก้ โลตัส 6 สาขาทั่วกรุงในช่วงแรก รวมถึง ณ ดีแทคฮอลล์อีก 49 สาขาทั่วประเทศ”

 

ด้านนายสุเมธา วิเชียรเพชร ผู้อำนวยการสำนักจัดการการของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า “ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นขยะอันตรายที่กำลังสร้างปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีปริมาณที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยมีปริมาณปีละ 600 ตันต่อปี แต่สามารถจัดการได้เพียงแค่ 40% และเพื่อให้การดำเนินงานแก้ปัญหาการจัดการของเสียอันตรายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กรมควบคุมมลพิษ และกรุงเทพมหานคร จึงได้ดำเนินการขับเคลื่อนร่วมกับภาคเอกชน ดำเนินโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐบาลและเอกชนขึ้นเพื่อเก็บรวบรวมของเสียอันตรายจากชุมชน เช่นเดียวกับความร่วมมือของเทสโก้ โลตัส และดีแทคครั้งนี้  เพื่อช่วยกันหยุดอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม และโลกของเรา”

 

ด้านนางสุธิศา พรเพิ่มพูน ผู้อำนวยการกองจัดการขยะของเสียอันตรายและสิ่งปฏิกูล กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัจจุบัน กทม. ผลิตขยะปริมาณวันละ 10,000 ตันหรือเท่ากับปริมาณสนามฟุตบอล 10 สนาม ซึ่งมาจากจำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎร์และประชากรแฝงรวม 10 ล้านบาท  ทั้งนี้ แบ่งออกเป็นขยะอินทรีย์ 50% ขยะรีไซเคิล 30% และขยะทั่วไป 17% และขยะอันตราย 3% ขณะที่ กทม. สามารถจัดเก็บ 10% ของขยะอันตรายทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งที่เหลืออนุมานได้ว่าอาจเก็บไว้เฉยๆ หรือมีการกำจัดไม่ถูกวิธีโดยการไถกลบหรือเผา ทำให้เกิดการความเสี่ยงต่อสุขภาพ ตลอดจนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่อากาศ

ทั้งนี้ เทสโก้ โลตัส ได้นำร่องโครงการดังกล่าว ด้วยการตั้งกล่องรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ไว้ตามสาขาต่างๆ 6 สาขา ทั่วกรุงเทพฯ ประกอบด้วย บางแค ,พระราม 4 , บางนา ,ลาดพร้าว ,บางกะปิ ,สุขาภิบาล 1  ก่อนจะขยายเพิ่มอีกหลายสาขาต่อไป

“แม็คกรุ๊ป” ไม่ใช่แค่ยีนส์ บุกสกินแคร์เสริมรายได้

บัณฑิต ประดิษฐ์สุขถาวร ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงินและบัญชี บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันแม็คกรุ๊ปกำลังอยู่ในช่วงคลื่นลูกที่ 3 คือการปรับตัวเองให้เป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ ที่ไม่ได้ขายยีนส์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ผ่านการปรับโครงสร้างภายในการลงทุนด้านระบบไอที การออกสินค้าใหม่ และขยายช่องทางการจัดจำหน่าย โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง เพื่อทำให้แม็คกรุ๊ป เป็นออมนิชาแนลอย่างเต็มรูปแบบ

เพื่อการนี้ได้ลงทุนด้านออนไลน์ใช้งบกว่า 10 ล้านบาท ในการจัดทำระบบ และทำเว็บมาร์เก็ตเพลส เพื่อขายสินค้าทั้งหมดที่มี ใช้ชื่อว่า Mcshop.com ที่เปิดตัวเฟสแรกได้ราว 2-3อาทิตย์ สำหรับการสั่งซื้อทางออนไลน์ สำหรับเฟสต่อไปได้เตรียมพัฒนาให้สามารถรับและคืนสินค้าได้ที่ช็อป กว่า 900 แห่ง นอกจากนี้ยังเตรียมทำ CRM ผ่านระบบเมมเบอร์ เพื่อให้สามารถเรียนรู้พฤติกรรมลูกค้า และนำไปปรับใช้กับสินค้า คาดว่าจะสมบูรณ์ในปีหน้า

“การเปิดเว็บใหม่ไม่ได้ทำให้คนเข้าช็อปน้อยลง แต่ช่องทางนี้จะเข้ามาช่วยเติมเต็ม ทำให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ในทุกช่องทาง คาดว่าในปีถัดไปจะมีสัดส่วนรายได้จากออนไลน์มากกว่า 1 %”

อีกด้านหนึ่งในต่างประเทศนั้น ได้ขยายไปที่อิหร่าน ผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเตรียมเปิดช็อปทั้งหมด 3 สาขา อีกเรื่องหนึ่งคือเข้าไปช่วยปรับโครงสร้างที่พม่า หลังจากพบปัญหาว่ามีสินค้าค้างสต็อค สามารถขายได้ถึง 13 เดือน หลังจากเข้าไปช่วยปรับแล้วเหลือ 7-8 เดือน โดยตั้งเป้าให้เหลือ 6 เดือน

บุกตลาดสกินแคร์

ด้านสินค้าใหม่ได้หันมารุกตลาดสกินแคร์ ผ่านแบรนด์ M&C วางตำแหน่งเป็นพรีเมี่ยมแมส จับกลุ่มผู้หญิงวัยทำงาน โดยใช้เวลา 6 เดือนในการพัฒนาและใช้วิธีจ้างผลิต โดยเริ่มจำหน่ายด้วยตั้งแต่เดือนพฤษภาคมสบู่เหลวและน้ำหอม ราคา 299-799 บาท ผ่านช่องทางออนไลน์ และใช้ป๊อปอัพ สโตร์ ในการสร้างการรับรู้ให้แก่เป้าหมาย

“เหตุที่รุกกลุ่มสกินแคร์ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ใช้แล้วหมดไป จึงมีช่องว่างให้เติบโต โดยตั้งเป้าให้สินค้าเข้าไปทดแทนกับแบรนด์เดิมๆ จะไม่เน้นทำตลาดแบบหวือหวา หากจะใช้วิธีค่อยเป็นค่อยไป ปีนี้เน้นรับรู้ ปีหน้าค่อยสร้างยอดขาย”

บัณฑิต ตั้งเป้ารายได้จากกลุ่มสกินแคร์ปีนี้อยู่ที่ 20-30 ล้านบาท ในปี 2019 ตั้งเป้ารายได้300 ล้านบาท และเตรียมออกสินค้าใหม่ทั้ง โลชั่น สบู่ก้อน เป็นต้น

ความหวังอยู่ที่ไตรมาส 4 

สำหรับกลยุทธ์ในไตรมาส 4 ซึ่งถือเป็นช่วงที่คึกคักที่สุดของปีนั้น ได้เตรียมงบลงทุน 50ล้านบาท เพื่อขยายช็อปใหม่ 15 สาขา, ขยายจากที่มีอยู่เดิม 30 สาขา และปิด 10-15 สาขาโดยการปิดจะเป็นการควบรวมร้าน เพื่อทำให้ต้นทุนในการจัดการลดลง และคล่องตัวมากขึ้น อีกทั้งเตรียมออกคอเคชั่นใหม่ในโทนขาว – ดำ และแฟชั่นฤดูหนาว รวมถึงโปรโมชั่นต่างๆผ่านออนไลน์

ปีที่ผ่านมาแม็คกรุ๊ปมีรายได้ 4,440 ล้านบาทปีนี้ตั้งเป้าโตใกล้เคียงปีก่อน เป็นแบ่งเดนิม70%, นอล-เดนิม (เสื้อต่างๆ) 20% นาฬิกา 8%, อีก 2% คือกลุ่มสกินแคร์และสินค้าอื่นๆ โดยหลังจากนี้ตั้งเป้าโตปีละ 15%

“ดาว คอฟฟี่” ปั้นกาแฟเพื่อสุขภาพ ขายเฉพาะออนไลน์

บุญเฮือง แครอล ลิดดัง รองประธานกลุ่มบริษัท ดาวเฮืองกรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์กาแฟภายใต้แบรนด์ “ดาวคอฟฟี่” กล่าวว่า ได้เข้าสู่เมืองไทยมา 10 ปีแล้ว โดยที่ผ่านมาขายในช่องทางโมเดิร์นเทรดมาตลอด แต่หลังจากในช่วง 2-3 ปีมานี้ ช่องทางออนไลน์ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้น ที่สำคัญตลาดกาแฟในเมืองไทยมีโอกาสเติบโตได้อีก จากอัตราการบริโภคกาแฟอยู่ที่ 1.07 กิโลกรัม/คน/ปี ขณะที่ประเทศลาวอยู่ที่ระดับ 1.5 กิโลกรัม/คน/ปี ซึ่งถือว่าน้อย

จึงได้วางแผนที่เข้าเข้าสู่ออนไลน์ ผ่านการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “ดาว คอฟฟี่ เพอร์เฟ็คท์ เชฟ” (Dao Coffee Perfect shape) เป็นผลิตภัณฑ์แรกในการเปิดตลาด และเลือกให้ไทยเปิดตัวเป็นที่แรก โดยแต่งตั้ง บริษัท สยามกุลรัตน์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอยู่แล้ว เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายในช่องทางออนไลน์แต่เพียงผู้เดียว ปัจจุบันมีตัวแทนแล้ว 200 ราย ตั้งเป้าปีหน้าเพิ่มเป็น 1,000 ราย

ดาว คอฟฟี่ เพอร์เฟ็คท์ เชฟ วางตำแหน่งเป็นพรีเมียมแมส เจาะกลุ่มเป้าหมายหลักตั้งแต่กลุ่มวัยรุ่นขึ้นไป จนถึงกลุ่มที่เน้นเรื่องสุขภาพ ควบคุมน้ำหนัก และชื่นชอบในรสชาติกาแฟที่อร่อย และทำให้ผอมได้ ราคากล่องละ 229 บาท ตั้งเป้ายอดขายปีหน้าอยู่ที่ 150 –200 ล้านบาท และเนื่องจากตลาดกาแฟเป็นตลาดที่ยังสามารถเติบโตได้อีกมาก บริษัทฯจะอาศัยการทำตลาดออนไลน์เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดให้ได้อย่างน้อย 15 – 20% ของตลาดกาแฟเพื่อสุขภาพและความงามภายในปี 2018

“ในปีหน้าบริษัทวางแผนที่จะนำสินค้าที่มีทั้งหมดเข้าสู่ตลาดเมืองไทย รวมถึงนำเข้าไปขายในออนไลน์ด้วย สำหรับในเมืองไทยปีที่ผ่านมามีรายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้ารายได้โต 20% ส่วนภาพรวมตั้งเป้าโต 15% จากรายได้เดิม 3,000 กว่าล้านบาท โดย 90%เป็นรายได้จากการส่งออก และอีก 10% เป็นรายได้ภายในประเทศ”

ทั้งนี้ตลาดกาแฟเพื่อสุขภาพและความงาม มีมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท โตเฉลี่ย 5% มีการแข่งกันที่รุนแรงเพราะมีสินค้าในตลาดกว่า 50 แบรนด์ โดยมีราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 100 – 300 บาท

เปิดแล้ว! แฟมิลี่มาร์ทในสไตล์มินิมอลสาขาที่ 2 ที่ให้ลูกค้าเข้าไปนั่งชิลล์ได้

หลังจากประสบความสำเร็จกับการทำแฟมิลี่มาร์ทในสไตล์มินิมอล ที่เปิดให้ลูกค้าเข้ามานั่งได้ ที่สาขาโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ สีลมไป

วันนี้ (3 ต.ค. 60) จิรนันท์ ผู้พัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลแฟมิลี่มาร์ท จำกัด ได้เปิดตัวแฟมิลี่มาร์ทที่ให้ลูกค้าเข้ามานั่งได้เพิ่มอีกหนึ่งสาขา นั่นคือ ‘แฟมิลี่มาร์ทสาขาสุขุมวิท 33’ โดยเป็นร้านที่มาภายใต้บรรยากาศแบบญี่ปุ่นสไตล์มินิมอล บนพื้นที่กว่า 200 ตรม.

โดยบริเวณชั้น 1 ของร้านจะถูกแบ่งออกเป็น 9 โซนหลัก ๆ ให้ลูกค้าได้มาเลือกสรรกัน ตั้งแต่โซนผลไม้และดอกไม้สด, โซนของที่ระลึก, โซนอาหารพร้อมทานแบบพร้อมเสิร์ฟตลอด 24 ชั่วโมง, โซนเครื่องดื่ม, โซนเบเกอรี่และกาแฟสด, โซนสุขภาพและความงาม, โซนสินค้านำเข้า อาทิ ขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่ม และสุดท้ายคือโซนหนังสือ

ส่วนชั้น 2 จะเปิดให้เป็น Open Space ให้ลูกค้าได้มานั่งชิลล์กัน และยังมีห้องน้ำคอยให้บริการด้วย

อีกทั้งยังชูจุดเด่นที่ให้ลูกค้าสามารถส่งพัสดุด้วย Kerry Express ผ่านหน้าเคาน์เตอร์ของแฟมิลี่มาร์ทได้

โดย จิรนันท์ ผู้พัฒน์ ได้กล่าวว่า “ภาพรวมการแข่งขันของร้านสะดวกซื้อในปัจจุบัน นอกจากเน้นปริมาณของสาขาแล้ว ยังจะต้องเน้นประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับกลับไปด้วย

สำหรับสาขาของแฟมิลี่มาร์ทในปัจจุบันอยู่ที่ 1,136 สาขา และอัตราการเปิดของสาขาก็จะอยู่ที่ประมาณ 50-100 สาขาต่อปี ซึ่งถือเป็นจำนวนที่เป็นไปตามนโยบายของที่ทางบริษัทตั้งเป้าหมายเอาไว้อยู่แล้ว และการขยายสาขานี้ก็ยังตอบสนองกับเทรนด์ของผู้บริโภคที่มีเวลาน้อยลง และเน้นความสะดวกสบายในชีวิตมากขึ้น

ส่วนการเปิดสาขาในรูปแบบเดียวกับ ‘แฟมิลี่มาร์ทสาขาสุขุมวิท 33’ นั้นก็ยังมีแนวโน้มที่จะขยายต่อไป เพียงแต่จะต้องหาทำเลที่เหมาะสม และโดยส่วนใหญ่ก็ยังเน้นทำเลที่อยู่กลางใจเมืองเพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้คน

สมาคม MRDA แตกหัก กันตาร์ ยกเลิกวัดเรทติ้ง

จากข่าวที่กล่าวถึง MRDA (สมาคมวิจัยเพื่อพัฒนาสื่อ (ประเทศไทย) ) ยกเลิกสัญญาว่าจ้าง กันตาร์ มีเดีย จัดทำเรทติ้งทีวี ไตรลุจน์ นวะมะรัตน นายกสมาคมมีเดีย เอเยนซี ยืนยัน Marketeer ว่าเป็นเรื่องจริง ซึ่งเหตุผลมาจากสัญญาที่ไม่ลงตัวระหว่าง MRDA และกันตาร์ มีเดีย ที่ต่อรองยืดเยื้อกันมานานกว่า 2 ปี

ไตรลุจน์ กล่าวว่า สาเหตุจากการยกเลิกสัญญาในครั้งนี้มาจากสัญญาที่ระบุว่า กันตาร์ มีเดีย สามารถยกเลิกสัญญาได้ภายใน 6 เดือน 1. ถ้าสมาคม MRDA ไม่สามารถหาสมาชิกครบตามที่วางแผนไว้ 2. ช่องดิจิทัลทีวีที่เรทติ้งต่ำไม่ซื้อข้อมูล และ3.ช่องทีวีบางช่องไม่สามารถหมุนเงินทันและหยุดจ่ายค่าสมาชิกตามงวดที่วางไว้ ซึ่งที่ผ่านมาสมาคม MRDA มองว่าระยะเพียง 6 เดือนค่อนข้างสั้นไป และยื่นต่อรองเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องตลอด 2 ปี

เหตุผลที่กันตาร์ มีเดีย ให้ความสำคัญกับสัญญาข้อนี้มาจาก กันตาร์ กลัวประสบปัญหาขาดทุนในการวัดเรทติ้งเหมือนที่เคยเกิดขึ้นแล้วกับประเทศอื่น แม้การว่าจ้างในครั้งนี้ กันตาร์ มีเดียสามารถนำข้อมูลที่ทำให้สมาคม MRDA มาหารายได้เข้าบริษัทได้ก็ตาม เพราะการลงทุนในการเก็บข้อมูลในครั้งนี้ถือเป็นการลงทุนก้อนใหญ่ด้านเครื่องมือในการเก็บข้อมูล เพราะถ้าสมาคม MRDA ไม่ชำระเงินได้ตามกำหนด หมายถึงกันตาร์ จะอยู่ในภาวะขาดทุนสะสม

ไตรลุจน์ กล่าวว่า MRDA หาทางออกด้วยการจะเปิด TOR โดยเรียกนีลเส็น และ GFK เข้ามา Cost Bidding ใหม่ ซึ่งถ้านีลเส็นได้รับเลือกการวัดผลของเรทติ้ง MRDA จะแตกต่างจากที่นีลเส็นให้บริการอยู่ทุกวันนี้ เพราะการวัดผลของ MRDA ต่างกันตรงที่จำนวนออดิท และอื่นๆ รวมถึงการเป็นเจ้าของผลวิจัยเรทติ้งที่ MRDA เป็นเจ้าของ และผู้ซื้อจะเป็นผู้จ่ายเงินให้กับ MRDA

ถึงแม้จากข่าวที่ผ่านมาสมาคม MRDA จะออกมาแถลงข่าวว่าความร่วมมือระหว่าง MRDA กับกันตาร์ มีเดีย  ในการวัดเรทติ้ง จะแบ่งระยะการทำงานออกเป็น 3 เฟส หลักได้แก่ เฟสแรก-ระหว่าง สิงหาคม 2559-เมษายน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจ จากผู้บริโภคทั่วประเทศ 30,000ตัวอย่าง เพื่อศึกษาโครงสร้างตลาดก่อนคัดเลือกเหลือ 3,000 ครัวเรือน 9,600 คน เป็นตัวแทนผู้บริโภคทั่วประเทศ เฟสที่สอง เริ่มเก็บเรทติ้ง อยู่ในช่วงกรกฎาคม และประมวลผลในเฟสที่ 3 ซึ่งการยกเลิกในช่วงเวลานี้อาจทำให้ข้อมูลที่เก็บมาต้องถูกทิ้งไปฟรีๆ

ไตรลุจน์  ชี้แจงว่า ในปัจจุบันกันตาร์ ยังอยู่ในช่วงการสำรวจก่อนลงภาคสนาม และยังไม่ได้ลงภาคสนามในการเก็บข้อมูล ซึ่งตามกำหนดการล่าสุดก่อนที่จะมีการยกเลิกการว่าจ้างนั้น การเก็บข้อมูลภาคสนามจะต้องทำตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 และเก็บรีพอร์ตในเดือนมกราคม 2561 เสร็จสิ้นในเดือนกันยายน 2561 และออกมาใช้จริงในเดือนมกราคม 2562

ทั้งนี้การจัดทำเรทติ้งของสมาคม MRDA  เกิดขึ้นในสมัย วรรณี รัตนพล ในฐานะนายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) ใช้งบลงทุน 1.5 พันล้านบาทสัญญา 5 ปีในการว่าจ้างกันตาร์ มีเดีย ผู้ชนะการประมูลเป็นผู้จัดทำเรทติ้งตามที่ MRDA กำหนดไว้ เซ็นสัญญาเมื่อ 16 ธันวาคม 2558 มีจุดมุ่งหมายให้ได้ข้อมูลเรทติ้งที่ถูกต้อง เป็นมาตรฐาน ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมสื่อในประเทศไทยให้มีคุณภาพ เทียบเท่าระดับสากล โดยมี สมาชิกเป็นเจ้าของเรทติ้งชุดนี้

 

 

 

ข้าวญี่ปุ่นสายพันธุ์ดังคุณภาพดีส่งตรงจากจังหวัดนีงาตะ ประเทศญี่ปุ่น

ในญี่ปุ่นมีพันธุ์ข้าวกว่า 400 ชนิด แต่พันธุ์ข้าวที่คนญี่ปุ่นนึกถึงเป็นอันดับแรกคือ ข้าวนีงาตะพันธุ์โคชิฮิคาริ  พันธ์ข้าวนี้ได้ถูกให้คะแนนความอร่อยเป็นอันดับสูงสุดติดต่อกัน 28 ปี โดยรสชาติของข้าวจะเปลี่ยนแปลงไปตามความชุ่มชื้นของข้าว โดยระดับที่ดีจะอยู่ที่ 14-15% และความสดของข้าวก็สำคัญไม่แพ้ผัก และเนื้อสัตว์

กรุงเทพฯ 15 กันยายน 2560 – กระทรวงการเกษตรป่าไม้และประมงจังหวัดนีงาตะ ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับบริษัท คิโตกุ ชินเรียว จำกัด ตัวแทนผู้นำเข้าข้าวจากประเทศญี่ปุ่น  ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ข้าวนีงาตะ พันธุ์โคชิฮิคาริ ในรูปแบบซุ้มจัดชิมอาหาร และวางจำหน่ายข้าวหุงพร้อมทาน และข้าวสารถุงพันธุ์ดังกล่าวที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังจัดในรูปแบบงานนีงาตะแฟร์ตามร้านอาหารญี่ปุ่น มีกลุ่มเป้าหมายคือคนไทยที่ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เคยเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น เน้นการสื่อสารภาพลักษณ์ของข้าวนีงาตะโคชิฮิคาริคือข้าวสายพันธุ์ชั้นเลิศอันดับ 1 ของญี่ปุ่น หรือ No. 1 Rice in Japan

Ms.Chihaya Meguro หัวหน้าแผนกกระทรวงการเกษตร ป่าไม้ และประมง จังหวัดนีงาตะ กล่าวว่า “ช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมาชาวไทยไปญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก และบางท่านมีโอกาสได้ลิ้มลองรสชาติอาหารญี่ปุ่นแท้ๆ ต้นตำรับ ซึ่งปัจจัยหลักที่ขาดไม่ได้ในอาหารญี่ปุ่นก็คือวัตถุดิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าว

ข้าวนีงาตะ โคชิฮิคาริ เป็นข้าวที่เก็บเกี่ยวได้ไม่เหมือนพื้นที่อื่นในประเทศญี่ปุ่น มีรสชาติอร่อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับข้าวญี่ปุ่นพันธุ์อื่นๆ และเพื่อให้ทุกท่านได้มีโอกาสชิมข้าวจากพื้นที่ทางการเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ของญี่ปุ่น เราได้ร่วมมือกับร้านอาหารญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ ซึ่งสามารถเผยแพร่ความอร่อยของข้าวนีงาตะ โคชิฮิคาริได้ต่อไป”

ข้าวนีงาตะโคชิฮิคาริ ข้าวสายพันธุ์ชั้นเลิศอันดับ 1 ของญี่ปุ่นที่ต้องปลูกและเก็บเกี่ยวในภูมิประเทศที่เหมาะสม มีดินและน้ำที่อุดมสมบูรณ์ จึงจะได้ข้าวที่เหนียวนุ่ม เป็นข้าวคุณภาพสูงที่ชาวญี่ปุ่นให้ความนิยมมากที่สุด ข้าวพันธุ์ดังกล่าว ผ่านกระบวนการขัดสีโดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูงที่สามารถทำความสะอาดผิวข้าวโดยการขัดผงรำและผงแป้งออกจากผิวข้าว ซึ่งขั้นตอนนี้จะทำให้ข้าวมีลักษณะสวยงามเป็นประกายและสะอาดมากขึ้น เรียกว่า กระบวนการมุเซนไม หลังจากผ่านกระบวนการนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคหุงข้าวได้โดยไม่ต้องซาวน้ำ และยังช่วยประหยัดการใช้น้ำ พร้อมทั้งยังรักษาสารอาหาร แร่ธาตุในข้าวได้มากกว่าปกติ

Mr. Katsuhisa Hiramatsu ผู้จัดการแผนกกระทรวงการเกษตร ป่าไม้ และประมง จังหวัดนีงาตะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “จังหวัดนีงาตะมีชื่อเสียงเรื่องการท่องเที่ยวในฤดูหนาว หิมะจะสูงมากถึง 4 เมตรและมีความหนาวมากกว่าพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งเมื่ออากาศเริ่มอุ่นขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงหิมะตรงนี้ก็จะละลายเป็นน้ำสะอาดพร้อมแร่ธาตุต่างๆ ภูเขาไหลลงสู่ท้องนา ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ข้าวของนีงาตะได้รสชาติที่อร่อย และมีคุณค่าสารอาหาร

ยิ่งไปกว่านั้น ข้าว ยังเป็นส่วนประกอบหลักของชุดอาหารญี่ปุ่นที่รู้จักในชื่อ Washoku ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้เมื่อเดือนธันวาคม ค.ศ. 2013 ซึ่ง Washoku จะถูกเสิร์ฟเป็นชุดมีอาหารเครื่องเคียงต่างๆ 3 ชนิด พร้อมข้าว และ ซุปมิโสะ ไม่เพียงแต่การตกแต่งอาหารจะมีหน้าตาสวยงามน่ารับประทานเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงสุขภาพอีกด้วย”

KTC หนุนสังคมไร้เงินสด ชู 3 กลยุทธ์ “เสถียร ปลอดภัย สะดวกสบาย”

เคทีซี ผู้นำธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคของไทย เผยทิศทางธุรกิจปี 2561 ตั้งเข็มทิศที่ความจำเป็นและความต้องการของสมาชิกและผู้บริโภคเป็นหลัก (Customer Needs) เดินหน้าโมเดลธุรกิจจับมือพันธมิตรรอบทิศด้านการตลาด ไอที สตาร์ทอัพ และฟินเทค นำเสนอบริการที่มีคุณค่าและตรงกับความต้องการของสมาชิกอย่างแท้จริง พร้อมผลักดันแผนงานด้านดิจิทัล ครอบคลุมนวัตกรรมเทคโนโลยีบริการล่าสุดสู่สังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบ มั่นใจสมาชิกบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลกว่า 3 ล้านบัญชี และผู้บริโภคทั่วไทยจะได้รับประสบการณ์ที่ดี (Customer Experience) ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความผูกพันกับแบรนด์เคทีซีอย่างยั่งยืน

นายระเฑียร ศรีมงคล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ในโลกปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวไปเร็ว สถาบันการเงินของไทยกำลังเปลี่ยนผ่านหรือทรานส์ฟอร์มไปสู่โลกแห่งดิจิทัลไทยแลนด์ 4.0 ตามแผนการพัฒนาระบบการชำระเงินแบบอิเล็คทรอนิกส์แห่งชาติ (National ePayment) เคทีซีเองก็ได้มีการปรับแผนกลยุทธ์ด้านไอทีและดิจิทัล เพื่อสนับสนุนประเทศไทยสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) อย่างเต็มรูปแบบ ด้วย  3 แนวทางหลัก คือ 1. ระบบต้องมีความเสถียร 2. โมเดลธุรกิจที่จับต้องได้ และ 3. กระบวนการทำงานถูกต้องและมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2561 บริษัทฯ จะเดินหน้าขยายความร่วมมือกับทุกพันธมิตรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญโดดเด่นในธุรกิจนั้นๆ  (Collaborative Business Model) แบบไม่มีขีดจำกัด  ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรทางการตลาด กลุ่มสตาร์ทอัพ ฟินเทค หรือร้านค้าที่มีจุดแข็งโดดเด่นและพร้อมที่จะทำงานร่วมกับเคทีซี เพื่อนำเสนอบริการที่มีคุณค่าให้กับสมาชิก และรองรับธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางออนไลน์ที่มากขึ้น นอกจากนี้ เรายังมีแผนปรับกลยุทธ์การตลาดในธุรกิจหลักคือ บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคลและร้านค้า เพื่อสร้างโอกาสจากมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายใหม่และรักษาฐานสมาชิกเดิมให้อยู่กับแบรนด์เคทีซีอย่างยั่งยืน”

“เราศึกษาและทดสอบระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าได้นวัตกรรมบริการที่ดีที่สุดและเหมาะสมมาพัฒนาและประยุกต์ใช้กับธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลซึ่งเป็นธุรกิจหลัก ควบคู่ไปกับการศึกษาพฤติกรรมความต้องการของลูกค้าจากฐานข้อมูล (Big Data) และวิเคราะห์ปัญหา (Pain Points) ที่มาจากลูกค้าจริงๆ เพื่อให้แน่ใจว่านวัตกรรมบริการที่จะนำไปเสนอกับลูกค้าต้องเป็นประโยชน์ มีความเสถียร รวดเร็ว ใช้งานง่ายและปลอดภัยที่สุด ในขณะเดียวกันเมื่อลูกค้ามีการใช้จ่ายบัตรเครดิตผ่านทางออนไลน์มากขึ้น เราเองก็ต้องแน่ใจว่าเรามีระบบที่ดีที่สุดสำหรับร้านค้าในการรองรับธุรกรรมที่จะเติบโตมากขึ้นด้วยเช่นกัน ที่สำคัญจะต้องนำเสนอประสบการณ์ที่ดี (CX-Customer Experience) และเหนือกว่าความคาดหมายของผู้ถือบัตรเครดิตในการทำธุรกรรม”

นางพิทยา  วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวถึงกลยุทธ์การตลาดธุรกิจบัตรเครดิตในปี 2561 ว่า “ทีมการตลาดของเคทีซีจะเดินหน้าความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจต่างๆ เพื่อสรรหาสิทธิพิเศษที่เป็นประโยชน์ทุกหมวดการใช้จ่ายที่จำเป็นและตอบสนองทุกเทรนด์ของไลฟ์สไตล์ที่จะเกิดขึ้น อย่างเช่น หมวดกีฬา ท่องเที่ยว ของเล่น ของสะสม สัตว์เลี้ยงและคอมมูนิตี้ต่างๆ  เพื่อเป้าหมายของการเป็นบัตรเครดิตอันดับต้นๆ ที่ทุกคนนึกถึง ผนวกเข้ากับกลยุทธ์สร้างสัมพันธ์ระยะยาวกับฐานสมาชิกเดิมด้วยโปรแกรมคะแนนสะสม KTC Forever Rewards โดยจะขยายทั้งรูปแบบการใช้คะแนนที่หลากหลาย และเพิ่มช่องทางในการแลกสินค้าและบริการให้มากขึ้น รวมทั้งจะมุ่งสร้างการรับรู้ผ่านสื่อ

ต่างๆ และช่องทางออนไลน์ให้สมาชิกได้ทราบรายการส่งเสริมการตลาด และบริการแบ่งชำระ 0%  KTC Flexi  เพื่อสร้างโอกาสในการใช้จ่ายผ่านบัตร รวมถึงพัฒนาช่องทางออนไลน์ให้สมาชิกเคทีซีทำธุรกรรมรายการต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ผ่าน “Click KTC” บนเว็บไซต์ www.ktc.co.th โฉมใหม่ หรือผ่านโมบาย แอพพลิเคชั่น “TapKTC” โดยเคทีซียังได้ปรับโฉมใหม่ของโมบาย แอพพลิเคชั่น “TapKTC” เพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบโจทย์ลูกค้าใช้ง่าย สะดวกและสบายตากับฟีเจอร์จำเป็นที่ลูกค้าเลือกได้เอง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในหลายด้าน นอกเหนือจากความคุ้มค่าและความหลากหลายของสิทธิพิเศษที่เราจะคัดสรรมาให้”

นางสาวสุดาพร  จันทร์วัฒนากุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – ธุรกิจสินเชื่อบุคคล “เคทีซี” กล่าวถึงกลยุทธ์การตลาดของธุรกิจสินเชื่อบุคคลในปี 2561 ว่า “ในปีหน้าคาดว่าตลาดสินเชื่อบุคคลจะมีการแข่งขันสูงและมีความท้าทายผู้ประกอบการมากขึ้นกว่าเดิม จากกฎเกณฑ์ที่แบงค์ชาติประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา โดยในส่วนของเคทีซีจะพิจารณาขยายฐานสมาชิกใหม่ไปยังกลุ่มเป้าหมายศักยภาพที่มีรายได้ 30,000 บาท มากขึ้น เพราะไม่มีการจำกัดวงเงินและจำนวนสถาบันการเงิน ในขณะเดียวกันจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้กับผู้มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาท ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญของบริษัทฯ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งจบการศึกษาและมีงานประจำทำ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้เคทีซี พราว “KTC PROUD”  เป็นบัตรใบแรกที่เคียงคู่กับผู้ใช้และเป็นที่ปรึกษาทางการเงินในยามที่จำเป็น ในขณะเดียวกันบริษัทฯ จะพัฒนาคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการสินเชื่อพร้อมใช้ “เคทีซี พราว” ให้ตอบโจทย์สมาชิกมากขึ้น ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายในยุคดิจิทัล  เช่น Cash Online การเบิกถอนเงินสดผ่านโทรศัพท์มือถือและเว็บไซต์เคทีซี สำหรับผู้มีบัญชีเงินฝากกับธนาคารกรุงไทย หรือการขอรหัสผ่านด้วยตนเองที่ Click KTC บนเว็บไซต์ หรือโมบาย แอพฯ “TapKTC” หรือทำรายการอัตโนมัติทางโทรศัพท์ด้วยระบบ IVR รวมทั้งบริหารจัดการพอร์ตลูกหนี้ที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงสูดและผูกพันกับเคทีซีอย่างยั่งยืน ด้วยโปรแกรมการตลาดรูปแบบใหม่ๆ ที่แตกต่างและตรงกับความต้องการของสมาชิก เช่น การแบ่งเบาภาระหนี้และค่าครองชีพ คอร์สการให้ความรู้เพื่อสร้างรายได้เสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตต่างๆ ปัจจุบันเคทีซีมีสมาชิกสินเชื่อบุคคล 850,383 บัญชี (ข้อมูล ณ 30 มิถุนายน 2560)”

นายปิยศักดิ์ เตชะเสน  รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส – ช่องทางจัดจำหน่ายและธุรกิจร้านค้า “เคทีซี” กล่าวถึงกลยุทธ์การบริหารช่องทางจัดจำหน่ายและธุรกิจร้านค้าว่า “ในปี 2561 ถือเป็นปีแห่งความท้าทายในการขยายฐานลูกค้าใหม่เพื่อให้ตอบรับกับกฎเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกมา เคทีซีมีการปรับกลยุทธ์แนวคิดและวิธีการทำงานใหม่ทั้งกระบวนการให้เหมาะสม โดยในส่วนของธุรกิจช่องทางจัดจำหน่ายจะมุ่งไปที่ 4 แนวทางหลักคือ 1) เพิ่มประสิทธิภาพในการขยายฐานลูกค้าคุณภาพให้ตรงกลุ่มมากกว่าการเน้นปริมาณ เน้นกลุ่มคนที่มีรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาท  มากขึ้น เนื่องจากมีการใช้จ่ายต่อเดือนสูงและมีอัตราหนี้เสียที่ต่ำกว่ากลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท 2) เน้นช่องทางออนไลน์ในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้งเว็บไซต์ www.ktc.co.th โมบาย แอพฯ “TapKTC” และ QR Code รวมถึงจะร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจที่เป็นสื่อกลางในการรับสมัครบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลผ่านออนไลน์ให้มากยิ่งขึ้น  3) ใช้ช่องทางสาขาของธนาคารกรุงไทยและตัวแทนขาย (Outsource Sales) ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นช่องทางหลักในการขยายฐานสมาชิก  4) ใช้โปรแกรมและแคมเปญการตลาดที่น่าสนใจและหลากหลายของเคทีซีกระตุ้นความสนใจผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายให้มาสมัครเป็นลูกค้า”

“สำหรับการบริหารธุรกิจร้านค้ารับบัตร ในปี 2561 บริษัทฯ มีเป้าหมายเติบโตของธุรกิจร้านค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น เพิ่มทางเลือกใหม่ให้แก่ร้านค้าในการรับชำระค่าสินค้าและบริการที่หลากหลาย นำเสนอบริการ KTC Payment Solutions ที่เหมาะสมกับประเภทธุรกิจของคู่ค้า และขยายตลาดเจาะร้านค้าขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยใช้ QR Code Payment ในการขับเคลื่อน ซึ่งมีความคล่องตัวและช่วยให้ร้านค้าบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์สังคมไร้เงินสด พร้อมทั้งนำเสนอ Alipay O2O (Online to Offline) Payment ให้กับร้านค้าในหลายธุรกิจ เพื่อเร่งขยายจุดรับชำระค่าสินค้าและบริการตามแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ทั้งดิวตี้ฟรี ช้อป ร้านอาหาร จิวเวลรี่ เครื่องสำอาง”

 

นายชุติเดช ชยุติ  ซีเอฟโอ (CFO) “เคทีซี” กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจและกลยุทธ์ในการบริหารการเงินว่า “เคทีซียังคงความสามารถในการสร้างรายได้และการทำกำไร รวมถึงยังสามารถควบคุมให้สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม แม้จะต้องพบกับความท้าทายใหม่จากหลายปัจจัยก็ตาม บริษัทฯ ยังคงยืนยันว่ากำไรปี 2560 จะเติบโต 10% ตามเป้าหมายที่วางไว้ สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศในปี 2561 มีแนวโน้มเชิงบวก จากสภาพเศรษฐกิจต่างประเทศที่ขยับตัวดีขึ้น ส่งผลให้การส่งออกในประเทศดีตามไปด้วย รวมไปถึงจีดีพี (GDP) ที่มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยอาจจะปรับตัวสูงขึ้นในปีหน้า สำหรับกลยุทธ์การบริหารด้านการเงินของเคทีซีในปี 2561 บริษัทฯ จะยังคงมุ่งเน้นให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนและมีเสถียรภาพ โดยจะบริหารต้นทุนเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งการหาต้นทุนที่ต่ำและเพิ่มสัดส่วนของเงินกู้ระยะยาวมากขี้น รวมทั้งมีแผนจะออกหุ้นกู้ในระยะยาวกว่าเดิม เพื่อทดแทนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในปีหน้า”

 

“ส่วนการตั้งสำรองของบริษัทฯ ตามแนวทางของมาตรฐานบัญชี IFRS 9 ทางบริษัทที่ปรึกษาของบริษัทฯ  ได้สอบทานโมเดลที่ใช้ในการคำนวณสำรองว่าสอดคล้องกับหลักการ และเป็นไปตามแนวทางของมาตรฐาน IFRS 9 แล้ว ดังนั้นใน           สิ้นปี 2560 นี้ บริษัทฯ จะปรับตัวเลขการตั้งสำรองในส่วนต่างๆ ให้เพียงพอตาม IFRS9 และพร้อมที่จะปฏิบัติตามมาตรฐาน โดยคาดว่าไม่มีผลกระทบที่มีนัยสำคัญในต้นปี 2562 ที่บริษัทจะนำมาตรฐานฉบับดังกล่าวมาถือปฏิบัติ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังพร้อมรับชำระเงินและจ่ายเงิน (Bill Payment) ผ่านระบบพร้อมเพย์ในสิ้นปี 2560 และมีแผนเข้าร่วมในโครงการระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิคส์ (E-tax System) เป็นกลุ่มแรก ซึ่งกรมสรรพากรจะเริ่มนำมาใช้ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2561”

 

นายระเฑียรกล่าวปิดท้าย “เคทีซีมุ่งขยายธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยโมเดลธุรกิจที่แตกต่างและเป็นรูปธรรม โดยมีเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้ธุรกิจขับเคลื่อนอย่างมีเสถียรภาพ เราคิดว่าวันนี้เคทีซีพร้อมเกือบ 100% สำหรับการรองรับแพลทฟอร์มงานดิจิทัลอย่างเต็มที่ และเชื่อว่าลูกค้าจะได้รับบริการด้านดิจิทัลที่ดีที่สุดของวงการบัตรเครดิตในขณะนี้ และพร้อมจะให้สมาชิกเคทีซีหรือแม้กระทั่งผู้บริโภคที่อาจจะเป็นลูกค้าเราในอนาคต เป็นผู้พิสูจน์และบอกเรา เพื่อให้เราได้มีโอกาสปรับปรุงและพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้น เพราะการจะทำให้ลูกค้าหรือสมาชิกผูกพันกับแบรนด์เคทีซีได้อย่างยั่งยืน ควรจะมาจากความพึงพอใจของลูกค้าที่ได้รับจากประสบการณ์ใช้งานจริงๆ และเคทีซีจะไม่หยุดแค่นี้ เรายังคงทำงานหนักต่อเนื่องเพื่อสรรหาสิ่งที่ดีที่สุด มานำเสนอให้ลูกค้าได้รับประโยชน์ครบทุกความต้องการ เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างลูกค้ากับแบรนด์เคทีซีอย่างยั่งยืน”