Category Archives: The Daily

CPN โชว์ความสำเร็จ เสริมแกร่ง SME ชู 3 แบรนด์ลุยจริงค้าปลีก

‘ซีพีเอ็น’ โชว์ความสำเร็จ ‘CPNlead’ เสริมแกร่ง SMEs ดาวรุ่งอย่างเป็นรูปธรรมพร้อมรับกระแสความท้าทายวงการค้าปลีก ครั้งแรกของวงการค้าปลีก เผยเคล็ดลับ และเปิดพื้นที่ขายให้ SMEs รุ่นใหม่ ต่อยอด แบรนด์ ทดลองตลาดให้เติบโตได้จริง ชู 3 SMEs สุดเจ๋ง – ซาลาเปาโฮลวีทแบรนด์ BUN101, แฟชั่นมัลติแบรนด์ CAMP, คอนเซ็ปต์สโตร์ชุดเครื่องนอนและของแต่งบ้านแบรนด์ VINTEL

ปรีชา เอกคุณากูล กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “ปัจจุบัน ตลาดค้าปลีกมีความท้าทายขึ้นอย่างมาก ด้วยกระแสเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ซีพีเอ็น ในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาศูนย์การค้า เราคือผู้ริเริ่ม บุกเบิก และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ธุรกิจรีเทลเสมอมา จึงได้เล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้องสร้างความแข็งแกร่งให้คู่ค้าและผู้ประกอบการ SMEs ไทย ด้วยวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรม และครอบคลุมทุกมิติ ได้แก่ หนึ่ง คือการให้องค์ความรู้ในการทำธุรกิจและจับคู่ทางธุรกิจกับบริษัทในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป ผ่านโครงการ ‘SMEs Think Big’ สอง คือสร้างโอกาสในการขาย ชี้ช่องทางจัดจำหน่าย ผ่านโครงการ ‘SMEs Market Place – ไทยช่วยไทย บายประชารัฐ’ ซึ่งร่วมมือกับภาครัฐ เปิดพื้นที่ให้ SMEs ได้จำหน่ายสินค้าที่ศูนย์การค้าบนทำเลศักยภาพของซีพีเอ็นทั่วประเทศ และสาม คือการสร้าง Innovation ในด้านต่างๆ ติดอาวุธให้ผู้ประกอบการได้ริเริ่มสิ่งใหม่ ผ่านโครงการล่าสุด ‘CPNlead’ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ SMEs รุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ พร้อมเติบโต โดยให้ความรู้เชิงลึก เข้มข้น ให้รู้จักเครื่องมือทางธุรกิจอย่างครอบคลุม และสนับสนุนพื้นที่ในการลงมือทำตลาดจริง เพื่อสร้างความพร้อมให้ SMEs สามารถที่จะต่อยอดธุรกิจได้ทันที ซึ่งโครงการนี้เรามุ่งสร้าง SMEs ที่มีศักยภาพเติบโตจริงๆ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เช่าของเราหรือเปิดร้านกับเรา เพื่อมุ่งพัฒนา SMEs ไทยอย่างแท้จริง”

ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานปฏิบัติการ บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “CPNlead เป็นหลักสูตรทางธุรกิจแรกในวงการค้าปลีกที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ SMEs ไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง SMEs ที่เข้าร่วมโครงการนี้เป็นคนรุ่นใหม่จริงๆ มีแนวคิดที่แตกต่าง และที่สำคัญคือศักยภาพที่จะต่อยอดและขยายธุรกิจได้ ซีพีเอ็นตั้งใจให้หลักสูตรนี้เป็น ‘Gateway to Success’ ที่รวบรวมทุกกลยุทธ์ทางธุรกิจไว้ในโปรแกรมเดียวบนพื้นฐาน ‘Customer Centric’ ที่มองความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก เพื่อให้ SMEs ในทุกระดับสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยซีพีเอ็นได้ใช้ความเชี่ยวชาญและจุดแข็งใน 3 ด้านในการพัฒนาหลักสูตร คือ องค์ความรู้ในเชิงกว้างและลึกจากความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในธุรกิจนี้กว่า 36 ปี ช่องทางการจัดจำหน่ายในศูนย์การค้าทั่วประเทศทั้ง 30 ศูนย์ในทุกภูมิภาคที่เข้าถึงผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ และการสร้าง Partnership จากเครือข่ายทางธุรกิจที่แข็งแกร่งที่สุดของเซ็นทรัลกรุ๊ป ไม่ว่าจะเป็นภายในกลุ่มเซ็นทรัลเอง กับคู่ค้าหรือ Tenant ของเรา หรือ กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน”

“ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกของซีพีเอ็น เรามีความหวังที่จะปั้นดาวรุ่ง SMEs หน้าใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเพื่อสอดรับกับนโยบายของประเทศ ที่ต้องการพัฒนาผู้ประกอบการที่มีคุณภาพ และหวังว่าผู้เข้าอบรม CPNlead จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศที่จะมาช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับวงการค้าปลีกและเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีซีพีเอ็นเป็นศูนย์กลางในการให้ความรู้เรื่องนี้” คุณปกรณ์ กล่าวเสริม

ผศ. ปิติพีร์ รวมเมฆ อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ม. ธรรมศาสตร์ ผู้อำนวยการดูแลหลักสูตร CPNlead กล่าวว่า “การร่วมมือกับซีพีเอ็นซึ่งเป็นผู้นำในการพัฒนาศูนย์การค้า ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการศึกษาที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนคือการเปิดพื้นที่ศูนย์การค้าที่ ‘เซ็นทรัลเวิลด์’ และ ‘เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์’ ให้ SMEs ได้ทดลองตลาดจริง ได้ศึกษากลุ่มผู้บริโภคจริง ผ่านกิจกรรมเวิร์คช้อปออกร้านป๊อปอัพสโตร์ ‘รวมมิตรมาร์เก็ต’ ที่จัดขึ้น 2 ครั้ง เพื่อสร้างให้ SMEs ได้เรียนรู้จากการทำงานเป็นกลุ่มในการสร้างสรรค์แบรนด์ในรูปแบบ Hybrid Concept ผสานผสานไอเดียสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ และการลงมือพัฒนาแบรนด์ของตัวเอง เพิ่มพูนทักษะของการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่ง SMEs จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการพบเจอและเรียนรู้ความต้องการของผู้บริโภค รวมไปถึงสร้างคอนเน็กชั่นกับเพื่อน SMEs การร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ธุรกิจ และการคิดค้นสินค้าและบริการรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งช่วยให้ SMEs นำไปต่อยอดกับธุรกิจของตัวเองได้ในชีวิตจริง”

ดร. ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับ SMEs ดีเด่น 3 อันดับแรกที่มีผลงานและสร้างสรรค์แบรนด์ได้โดดเด่นที่สุด เห็นผลทางธุรกิจชัดเจน สามารถต่อยอดได้ทันที ซึ่งได้รับรางวัลเป็นสิทธิพิเศษในการเช่าพื้นที่เพื่อต่อยอดธุรกิจกับ ซีพีเอ็น ได้แก่

1) ชนะเลิศอันดับ 1: คุณฉัตรชัย วงศ์มหเจริญ จากแบรนด์ BUN101 ซาลาเปาโฮลวีท แคลอรี่ต่ำ ปราศจากไขมันทรานส์ ที่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม จากการเข้าร่วมหลักสูตร CPNlead ทำให้สามารถครีเอทเมนูอาหารใหม่ๆ เช่น ทำ meal box โจ๊กข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่, หมั่นโถวหมูตุ๋น, ซุปอกไก่ตุ๋นยาจีน และขนมหวานจากเต้าหู้และขนมหวานสไตล์เอเชีย

2) ชนะเลิศอันดับ 2: คุณจิตพล ศิริวัฒเมธางกูร จากแบรนด์ CAMP ร้านแฟชั่น Multi-brand ที่รวบรวมสินค้าแฟชั่นของ Local Designer หลายร้อยคน ซึ่งเมื่อผ่านหลักสูตรมีความโดดเด่นในการสร้าง Business Solution ใหม่ โดยได้นำเอาเทรนด์การทำธุรกิจแบบ omnichannel ที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงสื่อสารแบบไร้รอยต่อ หรือ Seamless Communication ตั้งแต่การจัดการซัพพลายเออร์ ไปจนถึงบริการหลังการขายแบบ real-time ที่เพิ่มยอดขายได้ อาทิ การมอบประสบการณ์ให้ลูกค้าให้ได้มาลองสินค้า และเมื่อตัดสินใจซื้อ พนักงานของร้านจะมี tablet ที่สามารถเช็คสต็อกสินค้า โปรโมชั่น ตรวจสอบยอดขายได้ทันที และหากสินค้าหมดสต็อกที่ร้าน ยังบริการส่งสินค้าถึงบ้านจากร้านที่สาขาอื่นได้อีกด้วย

3) ชนะเลิศอันดับ 3: คุณรัตติยา วรรัตน์ จากแบรนด์ VINTEL คอนเซ็ปต์สโตร์ชุดเครื่องนอนและของแต่งบ้าน ประสบความสำเร็จในการสร้าง Partnership จากการเข้าร่วม CPNlead โดยสามารถต่อยอดจากการขายสินค้าประเภทเครื่องนอนเพียงอย่างเดียวภายใต้แบรนด์ At bed at Home ก็ได้มีการพัฒนาไอเดีย และร่วมเป็นพันธมิตรกับ Miss Etoile (มิส เอตวนล์) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ถ้วยชามและของแต่งบ้านแนว Vintage และ Feminine ของเดนมาร์ก ทำให้กลายเป็น New Lifestyle Shop แบรนด์ใหม่ชื่อ VINTEL ที่จะมีของใช้ของตกแต่งบ้านที่หลากหลายไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์เครื่องนอนเพียงอย่างเดียว”

โครงการ CPNlead (CPN Leading Entrepreneur Advanced Development) เป็นหลักสูตรธุรกิจที่ครอบคลุมและเข้มข้น โดดเด่นแตกต่างจากหลักสูตรฝึกอบรมธุรกิจทั่วไป โดยซีพีเอ็นมุ่งมั่นที่จะให้ทั้งด้านความรู้ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และที่สำคัญคือพื้นที่ทดลองตลาด ซึ่ง SMEs ทั้งหมดที่เราคัดเลือกมาร่วมหลักสูตรล้วนเป็น SMEs ที่แข็งแกร่ง มีความพร้อม และมีไอเดียธุรกิจที่น่าสนใจ มีศักยภาพพร้อมที่จะเติบโตในตลาดได้ โดย กลุ่มเซ็นทรัล นำโดยซีพีเอ็นจับมือกับ “ศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาบริหารทางธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” (Thammasat Consulting Networking & Coaching Center: CONC Thammasat) ซึ่งผู้เรียนจะได้ Know-How และ Business Modules ที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจครบทุกด้านจากผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มเซ็นทรัลและซีพีเอ็น ร่วมด้วยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในหลากหลายธุรกิจชั้นนำของประเทศ อาทิ คุณนันทิศา อัครเกษมพร ผู้ช่วยผู้จัดการธุรกิจ [email protected] Line ประเทศไทย คุณรุ่งโรจน์ ตันเจริญ กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง แรบบิท ดิจิทัล กรุ๊ป คุณปารเมศร์ รัชไชยบุญ ประธานกิตติมศักดิ์ สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย เป็นต้น

การคัดเลือก SMEs ดีเด่นมีการประเมินผลผ่านการนำเสนอโครงงานกลุ่ม และแผนธุรกิจ (Individual Business Plan) โดยเกณฑ์การตัดสินจะพิจารณาจาก Signature Concept และ Marketing Plan, Opportunity for Growth, Feasibility (ความเป็นไปได้ทางธุรกิจ), Entrepreneur Spirit รวมไปถึงประโยชน์ต่อสังคม ซึ่ง SMEs ที่ผ่านเกณฑ์จะได้รับประกาศนียบัตรจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)

Spotify มาแล้ว ระเบิดสงครามมิวสิกสตรีมมิ่ง

Spotify จัดงานเปิดตัวเป็นทางการแล้ววันนี้ในประเทศไทย นำโดย นางสุนิตา คอร์ (ที่ 2 จากขวา) กรรมการผู้จัดการระดับทวีปเอเชีย ของ Spotifyร่วมด้วยนางสาวกนกพร ปรัชญาเศรษฐ (ที่ 2 จากซ้าย) รองประธานกรรมการกลุ่มธุรกิจดิจิทัล บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) นาย ตัน ชี เม็ง (ซ้ายสุด)ผู้อำนวยการฝ่ายความสัมพันธ์กับค่ายเพลง ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ Spotify และ นายคัลเล เพอร์สสัน (ขวาสุด) ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Spotify

 อ่าน The Battle :  http://marketeer.co.th/archives/128060

 Spotify ผู้นำด้านบริการมิวสิคสตรีมมิ่งระดับโลก เปิดตัวในประเทศไทยแล้ววันนี้ พร้อมส่งมอบประสบการณ์ดนตรีรูปแบบใหม่อันเหนือชั้น และคัดสรรมาเพื่อรสนิยมการฟังเพลงของคุณโดยเฉพาะ

ด้วยจำนวนผู้ใช้มากกว่า 140 ล้านคนทั่วโลก Spotify มอบบริการดนตรีทั้งแบบมีโฆษณาได้ฟรี และแบบสมาชิกโดยไม่มีโฆษณา ผู้ใช้สามารถฟังเพลงโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือเลือกอัพเกรดเป็นแพ็คเกจ Spotify Premium ในราคาเพียง 129 บาทต่อเดือนเท่านั้น* นอกจากนี้ยังสามารถเลือกสมัครสมาชิกแบบรายวันหรือรายสัปดาห์ได้เช่นกัน

ด้วยคลังเพลงอันหลากหลายที่มีมากกว่า 30 ล้านเพลง ที่พร้อมเสนอให้กับผู้ใช้ทั้งแบบฟรีและสมาชิก Spotify พร้อมมอบประสบการณ์การฟังเพลงทั้งไทยและสากลที่ดีที่สุดให้แก่แฟนเพลงชาวไทย

“เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการเปิดตัว Spotify ในประเทศไทย และพร้อมแล้วที่จะมอบประสบการณ์ดนตรีรูปแบบใหม่แก่ผู้ใช้ชาวไทยทุกคน” สุนิตา คอร์ กรรมการผู้จัดการ Spotify เอเชีย กล่าว “ด้วยคลังเพลงที่มีมากกว่า 30 ล้านเพลง ฟีเจอร์แนะนำเพลงสำหรับแต่ละผู้ใช้โดยเฉพาะ และเพลย์ลิสต์ที่คัดสรรมาโดยผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีและแฟนเพลงทั่วโลกSpotify จะช่วยให้การค้นพบเพลงที่คุณชื่นชอบ ง่ายดายกว่าที่เคยเป็นมา”

Spotify ได้รับการยอมรับในฐานะบริการด้านดนตรีที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อผู้ใช้มากที่สุด เนื่องจากความสามารถที่เป็นเอกลักษณ์ในการคัดเลือกเพลงให้เข้ากับทุกรสนิยมและอารมณ์ของคุณ ผู้ใช้ชาวไทยสามารถเข้าถึงเพลย์ลิสต์อันหลากหลายในประเทศ ซึ่งได้รับการคัดเลือกและอัพเดทเป็นประจำโดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเพลงไทยของเรา ไม่ว่าจะเป็น Thai Pop Hits, Luk Thung Hits (เพลงลูกทุ่งสุดฮิต), Sawasdee Thailand และ Pue Chiwit Love Songs (เพลงรักเพื่อชีวิต)รวมไปถึงเพลย์ลิสต์สากลที่จัดโดย Spotify และแฟนเพลงทั่วโลกอีกหลายล้านเพลย์ลิสต์

เตรียมพบกันเร็วๆ นี้

ฟีเจอร์ที่จะทำให้การค้นพบแห่งเสียงเพลงของคุณแตกต่างและเข้ากับสไตล์การฟังเพลงของคุณโดยเฉพาะยังรวมไปถึงDiscover Weekly (เพลย์ลิสต์ที่จัดเรียงจากพฤติกรรมการฟังเพลงของคุณ อัพเดททุกวันจันทร์) และ Release Radar (เพลย์ลิสต์เพลงใหม่จากศิลปินที่คุณติดตามและฟังมากที่สุด อัพเดททุกวันศุกร์) ซึ่งจะช่วยให้คุณสนุกสนานไปกับดนตรีที่ชื่นชอบได้อย่างไม่ตกเทรนด์

ฟีเจอร์อื่นๆ ของ Spotify ได้แก่

  • ฟีเจอร์เสริมเพื่อการค้นพบเฉพาะสำหรับผู้ใช้แต่ละคน ได้แก่ Daily Mix (ชุดเพลย์ลิสต์ที่รวบรวมเพลงโปรดของคุณและเพลงใหม่ที่เราเลือกมาเพื่อคุณ) และ Spotify Radio (เลือกคลื่นวิทยุและ Spotify จะเล่นเพลงที่ใกล้เคียงกับเพลงที่คุณเลือกฟังเป็นประจำ) ยิ่งคุณจัดสถานีให้เข้ากับรสนิยมของคุณมากเท่าไร เพลงที่เปิดจะยิ่งถูกใจคุณมากเท่านั้น โดยฟีเจอร์เหล่านี้จะเปิดตัวในเมืองไทยเร็วๆ นี้
  • ดูเนื้อเพลงบนโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป เปิดตัวในเมืองไทยเร็วๆ นี้
  • ศูนย์รวมเพลย์ลิสต์ตามอารมณ์และประเภท เพียงไปที่ Browse และเลือกประเภทเพลย์ลิสต์ซึ่งรวมไปถึง Gaming, Running, Sleep, Dinner, Kids, Focus และอื่นๆ อีกมากมาย
  • คุณภาพเสียงคมชัด สูงสุดที่ 320 kbit/s (กิโลบิตต่อวินาที)
  • ฟีเจอร์ที่เหนือชั้นเพื่อโซเชียลมีเดีย
    • ฟีเจอร์แชร์เพลงผ่าน Facebook และ Twitter รวมถึงการแชร์จากในแอพไปยัง Line และ Messenger ที่ไม่เหมือนใคร
    • ดูเพลงที่เพื่อนของคุณ ศิลปิน และเซเลบริตี้ที่คุณชื่นชอบ กำลังฟังสดๆ ได้ผ่านหน้าฟีด Friend Activity บนคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป
    • แชร์และสร้างเพลย์ลิสต์ร่วมด้วยแอพ Facebook Messenger
  • แชร์เพลย์ลิสต์หรือเพลงของคุณจากแอพ และเริ่มบทบาทอินฟลูเอ็นเซอร์ด้วยตัวคุณเอง!
  • ชาร์ตเพลงสตรีมมิ่งทั่วโลก และชาร์ตเพลงไทยในเร็วๆ นี้
  • เล่นได้ในทุกที่: ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Spotify บนมือถือ แล็ปท็อป แท็บเล็ต หรือ PlayStation™Music สำหรับเครื่องเล่น PlayStation®4 และ PlayStation®3 ที่สามารถควบคุมและฟังเพลงได้ตลอดทุกบริการ ทั้งแบบฟรีและแบบสมาชิก โดยจะพร้อมให้บริการในไทยเร็วๆ นี้
  • ฟังได้ทุกที่: ทั้งลำโพงแบบWi-Fi  โทรทัศน์ PlayStation® และอุปกรณ์อื่นๆ โดยใช้แอพ Spotify เป็นรีโมทควบคุม
  • เล่นเพลงแบคกราวนด์: ฟังเพลงบนมือถืออย่างไม่สะดุดเมื่อคุณเปิดแอพ Spotify ขณะที่ใช้แอพอื่นไปในเวลาเดียวกัน
  • ระบบซิงค์ไฟล์ในมือถือ: เล่นเพลงที่เก็บไว้ในอุปกรณ์พกพาของคุณผ่าน Spotify

Spotify ได้เปลี่ยนวิธีที่ศิลปินเชื่อมต่อกับแฟนเพลงไปอย่างสิ้นเชิง โดยนักดนตรีต้องการให้ผู้คนเข้าถึงเพลงของพวกเขา ซึ่งSpotify ได้ประสบความสำเร็จในการแนะนำศิลปินต่อผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกผ่านแพลตฟอร์มของเรา

นอกจากนี้ Spotify ยังสร้างรายได้มากกว่า 5 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.66 แสนล้านบาท แก่อุตสาหกรรมดนตรีนับตั้งแต่เปิดตัวในปี พ.ศ. 2551 โดยการเปิดตัวในประเทศไทยจะทำให้ Spotify ให้บริการรวมทั้งสิ้น 61 ตลาดทั่วโลก

สนุกสนานกับดนตรีในแบบที่คุณต้องการได้ง่ายๆ เพียงดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นผ่าน Play Store สำหรับแอนดรอยด์ และAppStore สำหรับ iOS หรือที่เว็บไซต์ www.spotify.com

*วิธีชำระเงิน:

บัตรเครดิตและเดบิต: วีซ่า และมาสเตอร์การ์ด

ผ่านผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์: ดีแทค โดยสามารถเลือกจ่ายแบบรายวัน (8 บาท) และรายสัปดาห์ (39 บาท)

ทางเลือกชำระเงินอื่นๆ: Paypal

ทดลองใช้ Spotify Premium ฟรี 30 วัน เมื่อสมัครเป็นสมาชิก Spotify Premium ผ่านบัตรเครดิตหรือเดบิต หรือ Paypalหรือในราคา 2 เดือนจ่ายเพียง 1 เดือน เมื่อสมัครเป็นสมาชิกผ่านผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์

###

 

ทำความเข้าใจ Spotify

ตัวเลขต่างๆ ของ Spotify

  • ผู้ใช้มากกว่า 140 ล้านคน
  • ในจำนวนนี้ สมัครเป็นสมาชิกมากกว่า 60 ล้านคน
  • เพิ่มเพลงมากกว่า 30,000 เพลงต่อวัน
  • มากกว่า 2 พันล้านเพลย์ลิสต์ และมีการสร้างเพลย์ลิสต์ใหม่กว่า 2 ล้านเพลย์ลิสต์ทุกวัน
  • สร้างรายได้แล้วมากกว่า 5 พันล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ หรือกว่า 1.66 แสนล้านบาท แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2551
  • พร้อมให้บริการใน 61 ประเทศทั่วโลก

 

บริการแบบฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย: เสียงเพลงสำหรับทุกคน สามารถฟังฟรีได้ทุกที่ Spotify ให้ผู้ใช้ได้ฟังเพลงฟรีมากเท่าที่ต้องการทั้งบนมือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ และ PlayStation®

  • ผู้ใช้สามารถเข้าถึงฟีเจอร์พิเศษต่างๆ ทั้งเพลย์ลิสต์ที่จัดโดยผู้เชี่ยวชาญ และเพลย์ลิสต์เฉพาะบุคคล การรวมไฟล์ MP3 ดูอันดับเพลงใน Charts และโหมด Running
  • มือถือ: ฟังเพลงจากศิลปิน อัลบั้ม หรือเพลย์ลิสต์ใดๆ ก็ได้ ในโหมด Shuffle บนมือถือของคุณฟรี (แอนดรอยด์และไอโฟน)
  • เดสก์ท็อป/แท็บเล็ต: ฟังเพลงทั้งหมดได้ตามต้องการฟรี ทั้งบนเดสก์ท็อปและแท็บเล็ต
  • เพลิดเพลินและเข้าถึงเพลย์ลิสต์ที่มีมากกว่า 2 พันล้านเพลย์ลิสต์ จากผู้เชี่ยวชาญชาวไทย และชุมชนแฟนเพลงทั่วโลกของเรา
  • ฟัง Spotify ฟรีบน PlayStation™ Music สำหรับเจ้าของ PlayStation®4 และ PlayStation®3
  • เข้าถึงฟีเจอร์ต่างๆ ของ Spotify เช่น Browse, Discover Weekly และ Running
  • สร้างและแชร์เพลย์ลิสต์กับเพื่อนๆ ได้ทันทีบน Spotify, Facebook, Twitter, Line รวมทั้งข้อความ และอีเมล์

 

บริการ Spotify Premium: Spotify Premium คล้ายกับบริการแบบฟรี แต่ดีและสะดวกสบายยิ่งขึ้น คุณสามารถเก็บเพลงไว้ฟังตอนออฟไลน์ เล่นเพลงใดก็ได้ในทุกเวลา ข้ามเพลงได้ไม่จำกัดครั้ง และไม่มีโฆษณา   เพียง 129 บาทต่อเดือนเท่านั้น

  • ฟังเพลงตามต้องการ (ไม่มีการ Shuffle) โดยไม่มีโฆษณาคั่น บนคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต รวมถึงPlayStation®4 และ PlayStation®3
  • คุณภาพสตรีมมิ่งคมชัด (320 กิโลบิตต่อวินาที)
  • ฟังเพลงออฟไลน์
  • ใช้ฟีเจอร์ Connect เพื่อเล่น Spotify ผ่านลำโพง โทรทัศน์ และรถยนต์
  • ทดลองใช้ Spotify Premium ได้ 30 วันฟรี

 

เกี่ยวกับ Spotify

หลังจากที่ได้เปิดตัวในประเทศสวีเดนในปี 2551 Spotify ได้เปลี่ยนวิธีการฟังเพลงไปตลอดกาล ในปัจจุบันเรายังคงยึดมั่นเป้าหมายเดิม คือการช่วยให้ผู้คนจำนวนมากเข้าถึงเพลงอันหลากหลายและดนตรีคุณภาพ ผ่านการส่งมอบประสบการณ์ดนตรีที่เหนือชั้นให้กับแฟนเพลงและศิลปินทั่วโลก ทุกสิ่งที่เราทำถูกขับเคลื่อนด้วยความรักในเสียงเพลงของเรา

เตรียมค้นพบ จัดการ และแบ่งปันกว่า 30 ล้านเพลงได้ฟรี หรืออัพเกรดแพ็คเกจเป็น Spotify Premium เพื่อเข้าถึงฟีเจอร์เอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งรวมถึง โหมดออฟไลน์ คุณภาพเสียงที่คมชัดขึ้น ฟีเจอร์ Spotify Connect และการฟังเพลงแบบไร้โฆษณา

ปัจจุบัน Spotify คือบริการมิวสิคสตรีมมิ่งที่เป็นที่นิยมที่สุดในโลก ด้วยจำนวนผู้ใช้ถึง 140 ล้านคน ซึ่งรวมไปถึงสมาชิกกว่า 60 ล้านคน ใน61 ประเทศทั่วโลก เราคือผู้ขับเคลื่อนรายได้ที่ใหญ่ที่สุดในธุรกิจดนตรีในปัจจุบัน https://press.spotify.com

Spotify มาแล้ว JOOX ว่าไง

Music streaming เมื่อเจ้าครองนครโดนผู้มาใหม่กระทุ้งตลาด

เชื่อว่าคนไทยไม่น้อยที่รู้จักบริการมิวสิค สตรีมมิ่ง Spotify และรอคอยที่จะใช้มัน จนวันนี้ Spotify มาไทยในวันที่ JOOX ครองตลาด ฟังเพลงไทยมาประมาณปีกว่า และได้เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไทยในการฟังเพลงสตรีมมิ่งไปจากเดิม

มาหลังแต่แตกต่างด้วย Personalize

การมาของ Spotify ในประเทศไทย แม้จะมาช้า สุนิตา คอร์ กรรมการผู้จัดการทวีปเอเชีย Spotify ให้เหตุผลว่าเพราะต้องการศึกษาโอกาสตลาดในประเทศไทย และวันนี้พบว่าคนไทยมีความนิยมฟังเพลงสตรีมมิ่งเพิ่มขึ้น และนิยมเสพคอนเทนต์ผ่านสมาร์ทโฟน

ในวันนี้ Spotify มีเพลง 30 ล้านเพลง เพิ่มเพลงมากกว่า 30,000 เพลงต่อวัน คนใช้ทั่วโลก 140 ล้านคน จ่ายเงินเป็น VIP 60 ล้านคน คิดค่าบริการ 9.9 USD

 

ส่วนในประเทศไทยคิดค่าบริการ 129 บาท เท่ากับ JOOX และ Apple Music ซึ่งเป็นราคาที่สุนิตามองว่าผู้บริโภคชาวไทยรับได้และยอมที่จะควักเงินจ่าย

 

แต่จุดที่สุนิตามองว่าเป็นไม้เด็ดในการรุกเข้าตลาดไทยคือ ความเป็น Personalize เฉพาะบุคคล

ที่ผ่านมาสิ่งที่ทำให้ Spotify ประสบความสำเร็จทั่วโลกมาจากการเปิดให้ฟังเพลงฟรีในจำนวนเพลงไม่แตกต่างจาก Premium จ่ายเงิน มีเพลงจัดเป็น Playlist made for you จัดหาเพลงตามสไตล์ที่ผู้ฟังแต่ละคนฟัง จากระบบ AI ที่เก็บข้อมูลเพลงของนักฟังเพลงแต่ละคนมาวิเคราะห์จัดเพลงเป็น Playlist เฉพาะบุคคลให้ฟังกันแบบเพลินๆ อย่างต่อเนื่อง โดย Playlist นี้จะคำนวณการฟังเพลงของแต่ละคนและปรับเปลี่ยนทุกวันจันทร์เพื่อความสดใหม่ ส่วนวันศุกร์จะคัดเลือกเพลง นำเสนอเพลงใหม่ๆ จากศิลปินที่ผู้ฟังแต่ละคนกดติดตามจัดเป็น Playlist เฉพาะบุคคล และมี Category เพลงสไตล์ต่างๆ ให้เลือกฟังตามรสนิยม อารมณ์ สไตล์เพลง และยังสามารถล่วงรู้ได้ว่าเพื่อนในโลกโชเชียลฟังเพลงอะไรใน Spotify อยู่

โดยสิ่งเหล่านี้ได้นำมาให้บริการในไทยทั้งหมด และปรับแต่ง User Interface ให้เหมาะสมกับคนไทย

แต่จุดต่างของฟังฟรีคือ บนมือถือไม่สามารถเลือกฟังเฉพาะเพลงได้ แต่ถ้าฟังผ่านแท็ปเล็ตและคอมพิวเตอร์จะสามารถเลือกฟังเป็นเพลงได้ และต้องฟัง Audio Ad เฉลี่ย 2-4 นาที ต่อชั่วโมง

 

แม้ในตลาดฟังเพลงสตรีมมิ่งไทยจะมี JOOX เป็นเจ้าครองนครอยู่ แต่ Spotify ไม่กังวลแต่อย่างไร จากการมองเห็นถึงความต้องการของนักฟังเพลงไทยที่ในอดีตต้องมุดใต้ดินผ่าน VPN มาฟัง Spotify แบบลับๆ เพราะไม่สามารถฟังผ่านช่องทางตรงๆ เพราะยังไม่เปิดให้บริการ และ Spotify จะยกระดับนักฟังใต้ดินให้ขึ้นมาบนดินแบบไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ พร้อม Playlist ที่เคยฟังทั้งหมด

 

สร้างความพร้อมในตลาดไทยด้วยเพลงไทยให้ฟังทุกค่าย จาก Music Editor ชาวไทย 1 คนที่ประจำในประเทศสิงคโปร์ คอยคัดเลือกเพลง และจัด Category เพลงสนองนักฟังชาวไทยโดยเฉพาะ เพราะในช่วงเริ่มต้น Spotify ยังไม่มีออฟฟิศในประเทศไทย ซึ่งถ้าเทียบกับ JOOX ที่มีทีมงานประจำประเทศไทย ให้บริการฟังเพลงสตรีมมิ่งในไทยมายาวนานกว่าย่อมได้เปรียบ เพราะจากการศึกษาพบว่าคนไทยฟังเพลงไทยมากกว่า 80%

 

แต่ถ้าพูดถึงเพลงสากล Spotity มีความกินขาดในเรื่องของจำนวนเพลง ที่มีให้บริการ เรียกได้ว่าเพลงสากลเก่าๆ ทั้งฮิตและไม่ฮิตหาฟังจากที่นี่ได้สบาย

 

ยังมีจุดเด่นที่น่าสนใจอีกเรื่องนึ่งคือการเปิดโอกาสให้ผู้ฟังจัดเพลง Playlist แชร์ให้เพื่อน Spotify ทั่วโลกได้ฟัง ในปัจจุบันมี Playlist จากผู้ฟังและจาก Spotify จัดให้ออกไปมากถึง 2พันล้าน Playlist และมี Playlist เกิดขึ้นใหม่ๆ วันละ 2 ล้าน Playlist

JOOX แข็งแกร่งด้วยฐานผู้ใช้ชาวไทย

ในขณะที่ JOOX เจ้าพ่อเพลงสตรีมมิ่งในประเทศไทยที่เคยมาเขย่าแอพฟังเพลงสตรีมมิ่งอย่างไลน์มิวสิค และอื่นๆ ให้ปิดตัวลง เพราะคนฟังไหลไปฟังบนแพลตฟอร์ม JOOX อย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นเพลงไทยให้ฟังหลากหลาย คุณภาพเสียงในการฟังที่คมชัด ฟังเพลงออฟไลน์โดยไม่ต้องใช้เน็ต โดยไม่ต้องสมัคร VIP  ที่สามารถฟังเพลงระดับเสียงสูงสุดและเพลงบางค่ายโดยเน้นไปยังเพลงต่างประเทศ ในตอนเปิดตัวยังเปิดให้แชร์เพลงโปรผ่าน JOOX เพื่อแลกกับ VIP ได้อีกด้วย

ล่าสุด JOOX ได้เปิดฟีเจอร์คาราโอเกะ  และเชื่อมความสัมพันธ์ผู้ใช้ผ่านกิจกรรมออฟไลน์ต่างๆ เช่นการจัดคอนเสิร์ต กับ Genie Records จัดกิจกรรม Meet & Greet และคอนเสิร์ตสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Genie Free Fan Days, School Tour ร่วมกับศิลปินเดินสายตามโรงเรียน 10 แห่งในเดือนที่ผ่านมา และประกวด JOOX Audition

สิ่งเป็นเสน่ห์ของ JOOX ที่เชื่อว่าโดยใจคนไทยคือการจัด Category และ Playlist สไตล์ JOOX ที่เน้นการตั้งชื่อ Playlist ในสไตล์เก๋ๆ กวนๆ เช่นเพลงฮิตติดผับ มือใหม่หัดรัก และอื่นๆ ซึ่ง Playlist นี้ JOOX สามารถหารายได้จากการขายโฆษณาด้วยการจัดเพลงตามธีมของแบรนด์ เช่นสถานีเพลงระหว่างทางของเชลล์ ฟังกับนาย ของพานาโซนิคเป็นต้น และมีข้อมูลเกี่ยวกับเพลงและศิลปินอัพเดทให้ติดตามอยู่เสมอ เหมือนรายการบันเทิงช่องหนึ่ง

 

QQ Music โมเดลที่น่าสนใจ

เมื่อพูดถึง JOOX หลายคนมองว่าเป็นร่างลูกของ QQ Music แอพฟังเพลงสตรีมมิ่งยอดนิยมในจีนของ Tencent ซึ่งมีแนวการตลาดดึงดูดผู้ฟังได้อย่างน่าสนใจผ่านการจัดเพลงที่คนดัง เซเลป ศิลปิน ชอบเป็น Playlist ส่วนตัวของศิลปินคนนั้น เช่น Playlist ของเจย์โชว์ สนองแฟนคลับที่อยากรู้ว่าศิลปินที่ชอบฟังเพลงอะไรซึมซับความเป็นตัวตนของศิลปินเข้าไปอีกขั้น

มีจุดขายอื่นคือ การฟังเพลงใน QQ Music ไม่ต้องเป็น VIP ก็สามารถฟังได้เกือบหมด และมีโคโปรโมชั่นเชื่อมโยงโลกออฟไลน์กับ QQ Music ในรูปแบบต่างๆ เช่นซื้อน้ำ 1 แก้วในร้านที่ร่วมรายการ ได้รับสิทธิ์ VIP เป็นต้น และผู้ฟังสามารถแต่งตัวให้กับอวาตาของตัวเองใน Login ID แสดงความเป็นตัวตนของผู้ใช้

ในวันที่คนไทยฟังเพลงสรีมมิ่งมากกว่า เพลงดาวน์โหลด หรือเพลงบนหน้าปัด การเข้ามาของ Spotify และการรักษาฐานลูกค้าของ JOOX บนกลุ่มผู้ฟังกลุ่มเกือบเดียวกัน เชื่อมั่นว่าจากนี้ต่อไป เกมนี้สนุกแน่

 

รองเท้าลำลอง ตลาดไม่เล็ก แบรนด์คาเนียลุย

“บิ๊กสตาร์”  ส่งแบรนด์น้องใหม่ “คาเนีย” ตีตลาดรองเท้าลำลองกึ่งเพื่อสุขภาพ ชูไลฟ์สไตล์คอนเซ็ปต์ “คาเนีย ดูแล…แคร์ทุกก้าว” วางเป้าฟันรายได้ปีแรก 250 ล้านบาท

 

บริษัท บิ๊กสตาร์ จำกัด โดยหัวเรือใหญ่ นายสุรชัย กิจกำจาย กรรมการผู้จัดการ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในฐานะผู้นำด้านรองเท้าลำลอง จัด “งานแถลงข่าว GRAND OPENING OF CANIA BRAND” เปิดตัวสุดยิ่งใหญ่ พร้อมเปิดตัว TVC ครั้งแรก เน้นย้ำในเรื่องของคุณภาพและความพิถีพิถันของรองเท้าคาเนีย กับคอนเซ็ปต์ “คาเนีย ดูแล…แคร์ทุกก้าว” ด้วยนวัตกรรมการผลิต   C-STEP Technology™ (ซี-สเต็ป เทคโนโลยี) ที่ทำให้รองเท้านุ่ม รองรับน้ำหนักได้ดี และใช้งานได้อย่างทนทาน บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสนุกสนานซึ่งเปิดตัวด้วยโชว์สนุกสนานในชุด C-Step Dance” พร้อมแฟชั่นโชว์Comfort With Style” จากเหล่าเซเลบริตี้ อาทิ ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ, จ๋า ณัฐฐาวีรนุช ทองมี พร้อม คุณแม่ภควจี ทองมี ,มิค บรมวุฒิ หิรัญยัษฐิติ ,เบนซ์ พรชิตา ณ สงขลา

นายสุรชัย กิจกำจาย กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิ๊กสตาร์ จำกัด กล่าวถึงการจัดงานว่า “วันนี้เป็นการเปิดตัวครั้งแรกของแบรนด์รองเท้าคาเนียครับ และยังเปิดตัว TVC ตัวใหม่ล่าสุดเป็นครั้งแรกด้วย เพื่อตอกย้ำคุณภาพและความพิถีพิถันในการผลิตของรองเท้าคาเนีย ด้วยนวัตกรรมการผลิต C-STEP Technology™ (ซี-สเต็ป เทคโนโลยี) ที่ทำให้รองเท้านุ่ม รองรับน้ำหนักได้ดี และใช้งานได้อย่างทนทาน โดยรองเท้าคาเนีย (CANIA) เป็นแบรนด์รองเท้าที่ผลิตภายใต้คอนเซ็ปต์ “คาเนีย ดูแล…แคร์ทุกก้าว” ซึ่งตัวรองเท้าคาเนียจะมีความพิเศษคือ นุ่ม+ทน มีสไตล์ สวมใส่สบาย ใส่ลำลองได้ทุกโอกาส (Comfort with Style) โดยกลุ่มเป้าหมายของเราคือคนวัยทำงานขึ้นไปครับ เรามองภาพรวมของตลาดรองเท้าในปัจจุบันว่ามีการเติบโตอยู่ในอัตราที่ต่ำอยู่ ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก แต่ก็ยังมีโอกาสอยู่ สำหรับแบรนด์ที่มีการสร้างรากฐานแบรนด์ที่แข็งแกร่งและผลิตสินค้ามีคุณภาพ พร้อมนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคเข้าสู่ตลาด ซึ่งในปีแรกเราวางเป้าไว้ที่ประมาณ 15%ของรายได้รวม หรือประมาณ 250 ล้านบาท โดยมีมูลค่าตลาดรวมในหมวดรองเท้าลำลอง (รวมทั้งมีแบรนด์และไม่มีแบรนด์) อยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเราเล็งเห็นถึงทิศทางของตลาดในกลุ่มรองเท้าลำลองกึ่งเพื่อสุขภาพ สำหรับวัยทำงานและวัยผู้ใหญ่จะมีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้น เนื่องจากสัดส่วนประชากรของไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุ ซึ่งเราได้วางกลยุทธ์และแผนการตลาดของรองเท้าคาเนียในปีแรก โดยการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ในทุกช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ใช้การสื่อสารแบบครอบคลุม 360 องศา เพื่อสร้างความรับรู้ไปยังผู้บริโภคและกลุ่มเป้าหมาย พร้อมทั้งขยายช่องทางการจำหน่ายให้ครอบคลุมมากที่สุด เราเน้นการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งชายและหญิง (Unisex)  โดยชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของรองเท้าคาเนียจากรองเท้าในกลุ่มเดียวกัน (Differentiate)  พร้อมทั้งขยายช่องทางจำหน่ายให้ครอบคลุมมากที่สุด รวมไปถึงการสนับสนุนทางสังคม (CSR) ให้ยั่งยืนอีกด้วยครับ อีกทั้งเรายังคาดหวังว่าแบรนด์รองเท้าคาเนีย (CANIA)จะเป็นแบรนด์รองเท้าสัญชาติไทยที่เป็นผู้นำตลาดในไทยภายใน 3 ปี และนำพา แบรนด์ไทยสู่ตลาดโลกให้เร็วที่สุดครับ

Cross Platform ปังหรือแป๊ก

 

โลก 4.0 เปลี่ยนผู้บริโภคไปจากเดิม เคยมีคนตั้งคำถามว่ามัลติสกรีน การมาของ Youtube Line TV และยังมี Facebook Live ที่ช่องทีวีเอามาไลฟ์สดดึง eye ball ผู้บริโภคไทยที่ใช้เวลาอยู่บนอินเทอร์เน็ต 4 ชั่วโมงกว่าต่อวัน และเกิดการตั้งคำถามว่าคนดูทีวีลดลงไหม?

เพราะตัวเลขจาก Youtube จากการว่าจ้าง TNT สำรวจ ในปีที่ผ่านมาพบว่า

62% ของ Internet User คนไทย ดูYoutubeมากกว่าทีวี และการเติบโตของการดูคอนเทนต์วิดีโอผ่านมือถือสูงถึง 90% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านั้น 

ส่วนสถิติในปีนี้เมื่อเอาชั่วโมงดูYoutubeทั้งหมดของคนไทยมารวมกันพบว่า ประเทศไทยติดอันดับ 10 ประเทศที่ดู Youtube สูงสุดในโลก และเป็นอันดับหนึ่งในเอเชียแปซิฟิก

คนไทยดูYoutube เฉลี่ยประมาณ 2 ชั่วโมงต่อวัน  

89% เข้ามาดู Youtube ทุกวัน

71% เข้ามาวันละหลายๆ ครั้ง

86% มองว่า Youtube ให้อิสระในการดูสามารถดูที่ไหนเมื่อไรก็ได้

83% มองว่าเป็น First Choice ในการดูคอนเทนต์

84% อยากเห็นคอนเทนต์ใน Youtube มีความหลากหลายกว่านี้

78% ดูคอนเทนต์อื่นใน Youtube แทน เมื่อ Search หาคอนเทนต์ที่ต้องการไม่เจอ

 

ตัวเลขนี้อาจทำให้ตกใจ คนไทยใช้เน็ตไม่ดูทีวีแล้วหรือ?

คนไทยยังดูทีวี อยู่ เพราะมีมากถึง

81% ชอบดูรายการบน Youtube แต่ถ้ามีเวลาจะเลือกดูสดบนทีวีเพราะได้ Experience ที่ดีกว่า

และเมื่อพวกเขาพลาดรายการสดบนทีวี 88% จะมาดูใน Youtube

85% รู้สึกดีถ้าเห็นคอนเทนต์ทางทีวีมาอัพลงบน Youtube ภายใน 24 ชั่วโมงหลังออนแอร์

พฤติกรรมเหล่านี้ ทีวี และ Youtube มา Cross Platform ส่งเสริมกันและกันได้หรือไม่?

 

Youtube ได้ลองสำรวจผู้ชม Youtube 1,000 คน อายุละหว่าง 16-60 ปี ในกรุงเทพและจังหวัดอื่นๆ ถึงการรับชมรายการโทรทัศน์ หรือรายการใน Youtube 25 ประเภทรายการ ในไตรมาสแรกปีนี้ พบว่า

88% เปิดดูทีวีมากขึ้นเมื่อดูคอนเทนต์รายการนั้นๆ บน Youtube

โดยมุกพิม อนันตชัย หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรธุรกิจบันเทิง YouTube ประเทศไทย ได้ยกตัวอย่างของ 3 ประเภทรายการ ได้แก่ เรียลลิตี้ โชว์ กีฬา และรายการสำหรับวัยรุ่นอายุ 12-21 ปี ที่ Cross Platform ระหว่าง Youtube ทีวี พบว่า

 

เรียลลิตี้โชว์ – High Viewership on TV and Youtube

จากผลสำรวจพบกว่า เรียลลิตี้โชว์ เป็นรายการที่มีผู้ชมสูงทั้งทีวีและ Youtube ด้วยยอด Tune in ซึ่งกันและกันเติบโตมากถึง 10% ซึ่งทีวีบางช่องได้อัพโหลดรายการที่ออนแอร์บนทีวีไปพร้อมๆ กันบน Youtube จากความคิดที่ว่าถ้าส่งคอนเทนต์ไปถึงผู้บริโภคทันเวลารวดเร็วมากพอก็จะสนับสนุนเรทติ้งซึ่งกันและกัน

 

กีฬา – High Viewership TV ไม่เท่ากับ Youtube

กีฬาเป็น Moment of now คนชอบดูกีฬาสดผ่านทีวี จากความต้องการเชียร์กีฬา และรู้ผลแข่งขันเดี๋ยวนั้น Youtube จะทำหน้าที่เป็นเพียง โปรโมทรายการกีฬาให้คนไปดูบนจอทีวีเท่านั้น และเกิดยอด Tune in จาก Youtube ไปทีวีประมาณ 15%

 

รายการวัยรุ่น – High Viewership Youtube ไม่เท่ากับ TV

บอกเลยว่าคอนเทนต์รายการวัยรุ่นบน Youtube ไม่ได้ดึงให้คนเข้ามาดูทีวีเลย แม้วัยรุ่นจะดู Youtube มากแค่ไหนก็ตาม

 

แม้ในบางรายการ Youtube กับไม่มีผลกับทีวี แต่การเชื่อม 2 ช่องทางระหว่าง Youtube กับ ทีวี สามารถส่งเสริมซึ่งกันและกันได้เช่นการโปรโมทช่วงเวลาของรายการสดบน Youtube ดึงให้ผู้ชมรายการผ่านช่องทางออนไลน์ไปดูบนหน้าจอหลัก หรือโปรโมท Channel บน Youtube ในรายการทีวีที่ออนแอร์ เพื่อดึงให้ผู้ชมรายการสามารถเข้าไปชมย้อนหลังผ่าน Youtube ได้โดยไม่ต้องค้นหา เพราะในวันนี้ Screen ได้ก้าวข้ามคำว่า Second Screen เป็น Main Screen และ Support Screen ไปแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าผู้ชมจะเลือก Screen ไหนขึ้นมาเป็น Main Screen

แต่ก็เป็นความท้าทายของ Youtube อยู่เหมือนกัน เพราะคู่แข่งอย่าง Facebook ก็เป็น Platform หนึ่งที่ ช่องทีวีเลือกที่จะนำเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงผู้ชม และทีสำคัญ คนไทยอยู่กับ Facebook ตลอดเวลา

 

 

 

 

ทำเลพระโขนง-อ่อนนุชดีมานด์ต่างชาติพุ่ง ชนะทองหล่อ

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เผยผลสำรวจตลาดเช่าที่อยู่อาศัยของต่างชาติ ในปี 2560 พบความต้องการในย่าน พระโขนง – อ่อนนุชเติบโตสูง ชี้ครึ่งปีแรกค่าเช่าขยับแล้วถึง10% อัตราผลตอบแทนสูง 5-7% แซงหน้าย่านทองหล่อ –เอกมัย อีกทั้งตลาดรีเซลยังทำกำไรสูงกว่า โดยรูปแบบ 1 ห้องนอน ในระยะเวลา 5 ปี มีราคาขายต่อยูนิตเพิ่มขึ้นจากราคาในช่วงเปิดตัวถึง 24%

 

นายอนุกูล รัฐพิทักษ์สันติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารและจัดการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ได้ทำการสำรวจ ความต้องการเช่าที่อยู่อาศัยพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าสนใจ โดยพบว่าทำเลพระโขนง-อ่อนนุช เป็นทำเลใหม่ที่ตลาดเช่าโดยเฉพาะกลุ่มชาวต่างประเทศที่มาทำงานในเมืองไทย (Expat) มีความต้องการเพิ่มขึ้นสูงมาก โดยล่าสุดครึ่งปี 2560 มีชาวต่างชาติเช่าห้องชุดเพื่ออยู่อาศัยในย่านนี้สูงถึงประมาณ 70% เพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2555 ที่มีชาวต่างชาติเช่าเพียง 56% จากความต้องการที่สูงขึ้นนี้จึงทำให้คอนโดมิเนียมในย่านนี้สามารถปรับค่าเช่าขึ้นได้แบบก้าวกระโดด โดยค่าเช่ามีการขยับตัวสูงขึ้น 10% ใน 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการปรับขึ้นมาดังกล่าวถือว่าเป็นการปรับที่สูงกว่าโซนทองหล่อ-เอกมัย ซึ่งเป็นโซนที่ชาวต่างชาตินิยมเช่าคอนโดมิเนียมมากที่สุด ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 90% มีผู้เช่าคนไทยเพียงแค่ 10% โดย โซนทองหล่อ–เอกมัย มีอัตราค่าเช่าขึ้น 4% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

 

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวต่างชาติเริ่มหันไปเช่าคอนโดมิเนียมโซนพระโขนง–อ่อนนุช เพราะการเดินทางสะดวกมีรถไฟฟ้าผ่านแถมยังมีระยะทางไม่ไกลจากจุดศูนย์กลางของกรุงเทพฯ ที่สำคัญราคาอสังหาริมทรัพย์ยังไม่สูงมากเหมือนโซนใจกลางเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะย่านทองหล่อ–เอกมัย ซึ่งเดิมเป็นทำเลที่มีความต้องการเช่าของต่างชาติ (ญี่ปุ่น เกาหลี อังกฤษ อเมริกา จีน) นั้น มีจำนวนที่ดินในการพัฒนาอย่างจำกัด ส่งผลให้มีการเปิดตัวโครงการใหม่ค่อนข้างน้อย ทำให้ราคาเปิดตัวมีราคาแพงและส่งผลให้อัตราผลตอบแทนการปล่อยเช่าลดลง โดยมีค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที 800 – 1,000 บาทต่อตารางเมตร หรือคิดเป็นผลตอบแทน (Rental Yield) เฉลี่ยอยู่ที่ 4 – 5 % ต่อปี หากขนาด 1 ห้องนอน (40-50 ตารางเมตร) ราคาค่าเช่าอยู่ที่ 35,000-55,000 บาท และรูปแบบ 2 ห้องนอน (60-80 ตารางเมตร) ราคาค่าเช่าอยู่ที่ประมาณ 60,000-80,000บาทต่อเดือน ในขณะที่โซนพื้นที่พระโขนง-อ่อนนุช มีค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 500 – 600 บาทต่อตารางเมตร หรือคิดเป็นผลตอบแทน (Rental Yield) เฉลี่ยอยู่ที่ 5-7 %  รูปแบบห้องที่นิยมคือ ขนาด 1 ห้องนอน (30-35 ตารางเมตร) ราคาค่าเช่าอยู่ที่ 14,000-18,000 บาท และรูปแบบ 2 ห้องนอน (50-60 ตารางเมตร) ราคาค่าเช่าอยู่ที่ประมาณ 25,000-36,000บาทต่อเดือน

 

นอกจากนี้ในส่วนของห้องที่นำกลับมาขายใหม่ (รีเซล) ในย่านพระโขนง–อ่อนนุช ก็ถือว่ามีความน่าสนใจ โดยตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา พบว่ารูปแบบ 1-2 ห้องนอนถูกนำกลับมาขายใหม่มากที่สุด โดยรูปแบบ 1 ห้องนอน มีราคาขายต่อยูนิตเพิ่มขึ้นจากราคาในช่วงเปิดตัวถึง 40% โดยปัจจุบันราคาเฉลี่ย           รีเซลอยู่ที่ 122,000 บาทต่อตารางเมตร ในขณะที่ราคาเฉลี่ยของห้องรีเซลย่านทองหล่อ – เอกมัย อยู่ที่ 230,000 บาทต่อตารางเมตร เมื่อเปรียบเทียบกันจะพบว่าราคารีเซลในพื้นที่พระโขนง-อ่อนนุช ถูกกว่าพื้นที่ทองหล่อ – เอกมัย ถึง 47% และยังสามารถทำกำไรได้ดีกว่าถึง 9%

 

“ปัจจัยที่สนับสนุนให้ทำเลพระโขนง – อ่อนนุช ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติ เพราะมีการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยอย่างรวดเร็วและยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง และไม่เพียงแต่ราคาที่ถูกกว่าย่านทองหล่อ–เอกมัยเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนที่โดดเด่นในด้านการคมนาคมที่สะดวก ทั้งถนนสายหลักเส้นสุขุมวิท ใกล้ทางขึ้นทางด่วนที่สะดวก รวมถึง แนวเส้นทางของโครงการระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพมหานคร (BTS) ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท จึงทำให้ราคาที่ดินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบใหม่ๆ อย่างครบครัน  ทั้งโรงเรียนนานาชาติ ร้านอาหารที่เหมาะกับ ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย แหล่งแฮงค์เอ้ทท์  และคอมมูนิตี้มอลล์ที่หลากหลาย แต่ก็ยังมีสถานที่ที่ตอบสอนองความต้องการของคนพื้นที่ เช่น ตลาดแบบดั้งเดิมในย่านพระโขนง หรือร้านอาหารเก่าแก่เจ้าดัง ทำให้ทำเลนี้มีสีสัน และสามารถเอื้อผลประโยชน์ต่อการลงทุนขายต่อหรือปล่อยเช่าคอนโดมิเนียมอีกด้วย และในอนาคตเมื่อโครงการรถไฟฟ้าสายสีเทาพร้อมเปิดให้บริการ บริเวณนี้จะกลายเป็นจุดอินเตอร์เชนจ์ระหว่างรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีเทา ปัจจัยเหล่านี้จึงสนับสนุนให้อสังหาริมทรัพย์ในทำเลพระโขนง – อ่อนนุช ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ”นายอนุกูล กล่าว

ยิงปิ๊บ จ่ายปั๊บ Kจัดแอพ ช่วยขายคล่อง

กสิกรไทย เปิดมิติใหม่รับ-จ่ายเงินด้วยคิวอาร์โค้ดบนมือถือ ตั้งเป้า 200,000 ร้านค้า

ธนาคารกสิกรไทย ตอกย้ำเบอร์ 1 ดิจิทัล แบงกิ้ง ล้ำมาแรงกับเทคโนโลยีชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ดบนมือถือ “K PLUS SHOP” แอปฯ สำหรับร้านค้าแอปแรกในประเทศไทย ช่วยขายคล่อง ยิงปิ๊บ จ่ายปั๊บ” เจาะร้านค้าย่อย 3 กลุ่ม ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านสินค้าแฟชั่น และการเดินทางในชีวิตประจำวัน ประเดิม 3 พื้นที่ ได้แก่ สยามสแควร์ จตุจักร และเดอะแพลทินัม แฟชั่นมอลล์ ประตูน้ำ กว่า 10,000 จุด พร้อมขยายทั่วประเทศในสิ้นปีนี้ ตั้งเป้าร้านค้ารับชำระกว่า 200,000 ร้านค้า มูลค่าธุรกรรมปีนี้ 800 ล้านบาท

 

นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารกสิกรไทยพร้อมให้บริการระบบการชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ดอย่างเต็มรูปแบบกับกลุ่มร้านค้าขนาดย่อม ผ่านแอปพลิเคชัน   K PLUS SHOP เป็นแอปฯ แรกที่รับจ่ายเงินด้วยคิวอาร์โค้ด สะดวกทั้งมุมของคนขาย ในขณะที่ลูกค้าสามารถใช้ฟีเจอร์อ่านคิวอาร์ โค้ด ที่อยู่บนแอปพลิเคชันโมบายแบงกิ้งใดก็ได้ ยิงที่คิวอาร์โค้ดของร้านก็สามารถชำระเงินให้กับร้านค้าได้ทันที และในอนาคตจะสามารถรับการชำระเงินจากกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยผ่านคิวอาร์ โค้ด ในแอปพลิเคชั่นที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมใช้อย่างอาลีเพย์ (Alipay) และวีแชท (WeChat) K PLUS SHOP จึงเป็นทางเลือกในการชำระเงินที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยให้กับกลุ่มผู้บริโภค และเป็นนวัตกรรมช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นสังคมไร้เงินสดตามนโยบายของรัฐบาล

 

K PLUS SHOP จะช่วยเพิ่มศักยภาพและโอกาสในการขายสินค้าและบริการให้กับร้านค้าขนาดย่อม เนื่องจากการเติบโตของโมบาย แบงกิ้ง และผู้บริโภคมีแนวโน้มทำธุรกรรมการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือมากขึ้น    เห็นได้จากตัวเลขผู้ใช้งานโมบาย แบงกิ้งทั้งระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยในปี 2559 ที่เติบโตขึ้น 50% และแอปพลิเคชันธนาคารบนมือถือ K PLUS ของธนาคารกสิกรไทยซึ่งเป็นผู้นำตลาดโมบาย แบงกิ้ง มีจำนวนผู้ใช้กว่า 6  ล้านราย ในขณะที่กลุ่มเจ้าของร้านค้าขนาดย่อม จะมองหาบริการทางการเงินที่คล่องตัว เชื่อมโยงการรับจ่ายเงินแบบไม่มีสะดุด (Seamless Experience of Mobile Wallet) และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ใน ทันที” (now)” 

 

แอปพลิเคชันบนมือถือ K PLUS SHOP ภาษาใหม่ของการใช้จ่าย ยิงปิ๊บ จ่ายปั๊บ” ซึ่งเป็นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคิวอาร์ โค้ด ที่จะสร้างประสบการณ์การชำระเงินที่รวดเร็ว สะดวก และปลอดภัย ให้แก่ลูกค้าและ ร้านค้าขนาดย่อมที่มียอดการรับโอนเงินไม่เกิน 50,000 บาท/รายการ ทั้งร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านสินค้าแฟชั่น และการเดินทางในชีวิตประจำวัน เช่น กลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง โดยในช่วงแรกมีพื้นที่การให้บริการใน 3 แหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ได้แก่ สยามสแควร์ ตลาดนัดจตุจักร และเดอะแพลทินัม แฟชั่นมอลล์ ประตูน้ำ ซึ่งมีจำนวนร้านค้ารวมกันมากกว่า 10,000 ร้านค้า

ขั้นตอนการใช้แอปพลิเคชันบนมือถือ K PLUS SHOP นั้นสะดวกและง่าย โดยเจ้าของร้านค้าสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน K PLUS SHOP ได้ทันทีในกรณีมี K PLUS อยู่แล้ว โดยไม่มีค่าธรรมเนียมในการสมัครหรือการรับชำระเงินผ่าน K PLUS SHOP แต่อย่างใด ช่วยแก้ปัญหาการบริหารจัดการเงินสด เช่น ไม่มีเงินทอนให้กับลูกค้า เงินเข้าบัญชีได้ทันทีพร้อมมีการแจ้งยอดรายการ โดยสรุปยอดขายได้ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน ในขณะที่ลูกค้าสามารถใช้ฟีเจอร์อ่านคิวอาร์ โค้ด ที่อยู่บนแอปพลิเคชันโมบายแบงกิ้งใดก็ได้ ยิงที่คิวอาร์โค้ดของร้านก็สามารถชำระเงินให้กับร้านค้าได้ทันที

 

นายพัชร กล่าวว่า ในช่วงปีแรกของการเปิดตัว K PLUS SHOP  เน้นสร้างการรับรู้ให้กับร้านค้าและผู้บริโภคควบคู่กัน เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจการใช้งานเทคโนโลยีคิวอาร์ โค้ด ซึ่งเป็นแนวโน้มใหม่ของระบบการชำระเงินของโลก และมั่นใจว่าการรับ-จ่ายเงินผ่านคิวอาร์โค้ดจะได้รับความนิยมในประเทศไทยอย่างแน่นอน เนื่องจากสามารถใช้บริการทั้งร้านค้าหรือธุรกิจขนาดย่อม เช่น ร้านของชำ ร้านอาหารตามสั่ง มอเตอร์ไซค์รับจ้าง จนถึงร้านค้าขนาดใหญ่ สามารถสมัครใช้บริการได้ง่ายเพียงมีบัญชีของธนาคารก็สมัครได้ทันที และเป็นบริการที่ไม่กำหนดยอดชำระขั้นต่ำ ทั้งผู้จ่ายและผู้รับไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด

 

สำหรับในช่วงเริ่มต้นการให้บริการ ธนาคารได้มอบโปรโมชั่นให้กับร้านค้าที่ดาวน์โหลดใช้ K PLUS SHOP เมื่อมียอดรับชำระเงินไม่น้อยกว่า 200 บาทต่อครั้ง จะได้รับเครดิตเงินคืน (Cash Back) 100 บาท เริ่มตั้งแต่วันนี้  31 ธันวาคม 2560สำหรับลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายครบ 300 บาท/รายการ ได้รับเครดิตเงินคืน (Cash Back) 50 บาท (จำกัด 1 สิทธิ์/ท่าน/เดือน) เริ่มตั้งแต่วันนี้  31 ธันวาคม 2560 ทั้งนี้ธนาคารตั้งเป้าหมายยอดดาวน์โหลดสำหรับร้านค้าไม่ต่ำกว่า 200,000 ร้านค้า และมีมูลค่าการทำธุรกรรม 800 ล้านบาทภายในสิ้นปี

ไทยพาณิช์ปล่อยแอพ SCB Easy พลิกประสบการณ์ใหม่ เป็นทุกอย่างให้ผู้ใช้

ไทยพาณิชย์ เดินหน้าเต็มสูบบุกดิจิทัลไลฟ์สไตล์แบงก์กิ้ง เปิดตัวแอพฯ “SCB EASY” พลิกประสบการณ์ใหม่ผ่านโมบายแบงก์กิ้งแพลตฟอร์ม ที่พร้อมเป็นทุกอย่างเพื่อผู้ใช้งานยุคดิจิทัล ตั้งเป้าดันยอดผู้ใช้งานทะลุ 8 ล้านคนในสิ้นปี 2561

ธนาคารไทยพาณิชย์ มุ่งมั่นสู่การเป็น “ธนาคารที่น่าชื่นชมที่สุด” (The Most Admired Bank) ตั้งเป้าเข้าถึงไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้ายุค 4.0 ยกเครื่องดิจิทัลแพลตฟอร์มใหม่ด้วยสุดยอดเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในปัจจุบัน เพื่อให้ระบบมีความเสถียร ปลอดภัย รองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วในอนาคต ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า โดยเริ่มเปิดฉากด้วย SCB EASY โฉมใหม่ที่ก้าวนำตลาดโมบายแบงก์กิ้งไปอีกขั้น สู่การเป็นไลฟ์สไตล์แบงก์กิ้งที่พร้อมเป็นทุกอย่างเพื่อผู้ใช้งานยุคดิจิทัล จัดเต็มฟีเจอร์เด็ด อาทิ Cardless ATM บริการกดเงินสด (ด้วยตนเองหรือส่งให้ผู้อื่น)จากตู้เอทีเอ็มไทยพาณิชย์โดยไม่ต้องใช้บัตร เพียงแต่ใช้รหัสพิเศษเท่านั้น Easy Bonus สิทธิพิเศษและส่วนลดเมื่อลูกค้าทำรายการ และ Easy App Protection ให้ลูกค้ามั่นใจในการใช้บริการ ซึ่งเป็นครั้งแรกในวงการธนาคารที่กล้าคุ้มครองความเสียหายจากการใช้แอพพลิเคชั่นวงเงินสูงสุด 1 แสนบาท ตั้งเป้าดันยอดผู้ใช้งาน สองเท่าตัว ทะลุ 8 ล้านคนในสิ้นปีหน้า  พร้อมผลักดันประเทศไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสดเต็มรูปแบบ ตามแผนเศรษฐกิจประเทศไทย 4.0 National e-Payment

นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ด้วยทิศทางและเทรนด์ของโลกดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทในทุกวงการ อีกทั้งพฤติกรรมการใช้บริการทางการเงินเปลี่ยนไปจากอดีตค่อนข้างมาก ระบบธนาคารพาณิชย์กำลังเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง เราไม่สามารถทำธุรกิจในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป การปรับตัวของธนาคารให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนไปจึงเป็นภารกิจหลักที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก การลงทุนครั้งใหญ่เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า (Customer Experience) จะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของไทยพาณิชย์ในการเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อมุ่งสู่การเป็น “ธนาคารที่น่าชื่นชมที่สุด” (The Most Admired Bank) ในที่สุด”

“การเปิดตัว SCB EASY โฉมใหม่ พร้อมด้วยดิจิทัลแพลตฟอร์มใหม่ในครั้งนี้ เป็นบทเริ่มต้นของธนาคารไทยพาณิชย์ ในการเดินหน้าสู่การเป็นดิจิทัลไลฟ์สไตล์แบงก์กิ้งอย่างเต็มรูปแบบ ที่สำคัญคือเป็นการสร้างมาตรฐานในการให้บริการทางการเงินที่ช่วยยกระดับภาพรวมของผู้ให้บริการ รวมถึงสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมการเงินธนาคารของประเทศให้ทันต่อการแข่งขันในโลกยุคดิจิทัลที่คู่แข่งขันในตลาดไม่ใช่ธนาคารด้วยกันเองอีกต่อไป และยังช่วยผลักดันประเทศไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสดตามแผน National e-Payment ด้วยไลฟ์สไตล์แบงก์กิ้งแอพพลิเคชั่นที่รวดเร็ว ปลอดภัย เสถียร รองรับการขยายตัวในอนาคต” นายอาทิตย์ กล่าวเสริม

นายธนา เธียรอัจฉริยะ รักษาการ Chief Marketing Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับสมาร์ทโฟน และมองว่าการเข้าไปทำธุรกรรมในธนาคารเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ เพราะต้องเสียเวลาไปกับการเดินทางและการต่อคิว หรือกรอกเอกสารมากมาย จึงเป็นเหตุผลให้ผู้บริโภคยุคนี้เลือกที่จะทำธุรกรรมการเงินผ่านโมบายแบงก์กิ้งเพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยข้อมูลล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทยเผยว่า ในปีพ.ศ. 2559 คนไทยทำธุรกรรมทั้งการโอนเงินและชำระเงินค่าบริการต่าง ๆ ผ่านโมบายแบงก์กิ้งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพิ่มเป็น 20.8 ล้านบัญชี จาก 13.92 ล้านบัญชี ณ สิ้นปี 2558  โดยในไม่ช้าธุรกรรมทางการเงินผ่านมือถือจะกลายเป็นธุรกรรมหลักของธนาคาร โดยตั้งเป้าดันยอดผู้ใช้งานเป็น 8 ล้านคนภายในสิ้นปี 2561 จากปัจจุบันที่มีจำนวนผู้ใช้งานกว่า 4 ล้านคน นอกจากนี้ธนาคารพบว่าเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาจำนวนธุรกรรมการเงินที่ผ่าน SCB EASY แตะระดับสูงสุดมากกว่า 1 ล้านรายการต่อชั่วโมง สูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 3 เท่า ซึ่งสะท้อนว่าโมบายแบงก์กิ้ง SCB EASY ได้รับความนิยมจากลูกค้าผู้ใช้บริการ”

“การเข้าใจความต้องการที่หลากหลายและพฤติกรรมอันซับซ้อน รวมถึงการสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า กลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดและเป็นหัวใจของการทำธุรกิจธนาคารในยุคปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี เราจึงได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น ‘SCB EASY’ เจนเนอเรชั่นใหม่ ที่พร้อมเป็นทุกอย่างเพื่อผู้ใช้งานยุคดิจิทัล โดยลูกค้าสามารถสัมผัสได้ตั้งแต่หน้าตาของแอพพลิเคชั่น (New user interface) ที่ดูสวยงาม น่าใช้มากขึ้น ลบภาพแอพพลิเคชั่นการเงินที่คุ้นเคย อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนเมนูโปรดที่ใช้บ่อยได้ตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคน (Personalized) นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์เด็ดต่าง ๆ อาทิ Cardless ATM เป็นฟีเจอร์ที่เชื่อมต่อดิจิทัลและเงินสดเข้าด้วยกัน ซึ่งผู้ใช้ SCB EASY สามารถใช้แอพพลิเคชั่นดังกล่าวแทนบัตรเดบิต/เอทีเอ็ม เมื่อทำรายการผ่านแอพพลิเคชั่นจะได้รับรหัส Pin 6 หลัก จากนั้นนำรหัสที่ได้ไปทำการเบิกถอนเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งมีจำนวนมากที่สุดและครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งฟีเจอร์นี้นอกจากจะช่วยตอบโจทย์ลูกค้าจำนวนมากที่มักลืมบัตรหรือกระเป๋าสตางค์ได้แล้วยังสามารถส่งรหัส Pin ให้กับคนในครอบครัว หรือบุคคลที่รักที่อาจจะต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน นำไปกดเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มไทยพาณิชย์ที่ใกล้ที่สุดได้อีกด้วย และฟรีค่าธรรมเนียมการกดเงินข้ามเขตจนถึงสิ้นปี Easy Bonus ครั้งแรกของ SCB EASY ที่มอบสิทธิพิเศษและส่วนลดเมื่อลูกค้าทำรายการ โดยไม่จำเป็นต้องสะสมคะแนน และ Easy App Protection ที่นอกจากระบบความปลอดภัยบนแอพพลิเคชั่น ที่แน่นหนาตามมาตรฐานสากล ไทยพาณิชย์ยังสร้างความมั่นใจในการใช้บริการผ่านแอพพลิเคชั่นให้กับลูกค้า ด้วยการคุ้มครองความเสียหายวงเงินสูงสุด 1 แสนบาท ครอบคลุม 4 กรณี ได้แก่ กรณีโทรศัพท์หาย/ถูกขโมย, ถูกขโมยเอกสารสำคัญส่วนตัว/บัตร, ระบบมือถือถูกเจาะ/แฮก และกรณีถูกไวรัส/โปรแกรมขโมยข้อมูล ซึ่งเป็นครั้งแรกของวงการธนาคารอีกด้วย ซึ่งการเปิดตัวแอพพลิเคชั่นในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ภายในสิ้นปีนี้จะยังมีฟีเจอร์ใหม่ ๆ และความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจในการนำเสนอบริการใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และด้วยสถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยีใหม่ของเราจะทำให้เราสามารถเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ ในอนาคตได้อย่างรวดเร็ว”

SCB EASY เป็นไลฟ์สไตล์แบงก์กิ้งแอพพลิเคชั่นที่ใช้เทคโนโลยีล่าสุดและมีความยืดหยุ่นสูงที่สุด ในการพัฒนา ‘ระบบหลังบ้าน’ หรือโครงสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์มใหม่ ให้ระบบมีความปลอดภัยสูงที่สุด รองรับการเติบโตของจำนวนผู้ใช้งาน และเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนาบริการใหม่ ๆ อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง รวมถึงมีความเสถียรในการให้บริการ โดยธนาคารได้ลงทุนไปกว่า 4,000 ล้านบาทเพื่อพัฒนาระบบ โดยมีโครงสร้างสถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยีที่สำคัญ ได้แก่

  • Backbase เพื่อมาพัฒนาเรื่อง Omni-channel experience ที่จะสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีเยี่ยมและต่อเนื่องระหว่างช่องทางบริการต่าง ๆ
  • API Gateway เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับช่องทางบริการและพันธมิตรทางธุรกิจในอนาคต
  • Microservices architecture โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมที่จะแยกระบบบริการต่าง ๆ เป็นส่วน ๆ เพื่อรองรับการขยายบริการที่สามารถเพิ่มเติมฟังก์ชั่นได้อย่างเป็นอิสระและไม่ซับซ้อน
  • Open standard technologies ต่าง ๆ ที่ดีที่สุดในตลาด เพื่อสร้างความคล่องตัวในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ
  • Data analytics stack ที่เป็นเหมือนสมองของระบบคอยติดตามการทำงานตลอดเวลา เพื่อเสริมความเสถียร ความปลอดภัย และความง่ายในประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า

“โดยนอกเหนือจากความปลอดภัย หน้าตาที่น่าใช้ และฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคแล้ว เรายังมอบสิทธิพิเศษเพื่อดึงดูดผู้ใช้งานมากขึ้น สำหรับลูกค้าใหม่รับเน็ตมือถือสูงสุดถึง 3 กิกะไบต์ เมื่อสมัครใช้งานและทำรายการเติมเงินหรือจ่ายบิลเพียงหนึ่งครั้ง สำหรับลูกค้าทั่วไป รับทันทีพอนด์ เดอ ริง จากมิสเตอร์โดนัท จำนวน 1 ชิ้น เพียงเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่น SCB EASY (สิทธิ์มีจำนวนจำกัด) หรือรับตั๋วชมภาพยนตร์ เครือเมเจอร์ฯ อีจีวี หรือ เอสเอฟ ฯ จำนวน 1 ที่นั่ง เมื่อทำรายการ โอน เติม จ่าย ถอน ครบสามรายการใน 1 เดือนอีกด้วย เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ถึง SCB EASY โฉมใหม่นี้ เรายังจัดงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเนรมิตคาราวานเหล่าคนดังมากมายที่มุ่งสู่ทั่วทุกมุมของกรุงเทพมหานคร ควบคู่ไปกับการปล่อยภาพยนตร์โฆษณา เรื่อง “เป็นทุกอย่างเพื่อคุณ” เพื่อสื่อสารให้ถึงลูกค้าที่สำคัญของเราทุกคน” นายธนา เธียรอัจฉริยะ กล่าวสรุป

แอพพลิเคชั่น SCB EASY โฉมใหม่ พร้อมดาวน์โหลดเพื่อใช้บริการได้แล้ววันนี้ ทั้งระบบ iOS และ Android

ดีแทค : ก่อนจะ “พลิก” ลูกค้า ก็ต้องเริ่ม “พลิก” จากพนักงานก่อน

เพราะในวันนี้ก่อนที่จะองค์กรใดองค์กรหนึ่ง จะสามารถสร้างสินค้าและบริการดีๆให้แก่ลูกค้าได้ จุดเริ่มต้องมาจากพนักงานเป็นอันดับแรก ถ้าพนักงานมีส่วนร่วมกับสินค้าและบริการอย่างเต็มที่และมีความสุข ก็ไม่อยากที่ลูกค้าได้รับความรู้สึกนั้นไปด้วย

เหมือนอย่างที่ “ดีแทค” ที่ได้มีการยกเครื่ององค์กรครั้งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “Flip it… แค่พลิกชีวิตก็ง่าย” ซึ่งดีแทคยึดถือ พร้อมสร้างปรากฏการณ์พลิกข้อเสนอสินค้าและบริการโฉมใหม่ให้ผู้ใช้บริการดีแทค ใช้งานง่าย สะดวกสบาย และตรงไปตรงมา “พนักงาน” ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของ Flip it จึงต้องพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติทั้งวิธีคิด และวิธีการทำงาน เพื่อการไปสู่การเติบโต และร่วมสร้างปรากฏการณ์ “พลิก” ครั้งสำคัญไปพร้อมกัน

จึงเกิดเป็น “Flip It Challenge” แคมเปญที่เปิดโอกาสให้เพื่อนพนักงานดีแทค ในแต่ละกลุ่มงาน ทั้ง Corporate Affairs Group และ Office of CEO, Digital Group, Finance Group, Marketing Group, People Group, Sales Group และTechnology Groupร่วมรับคำท้า และนำเสนอไอเดียการทำงานที่เกี่ยวข้องกับสายงานของตน ที่จะสร้างปรากฏการณ์ “พลิก” ครั้งสำคัญ

ลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(CEO) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “Flip It Challenge ถือเป็นการสร้างวัฒนธรรมขององค์กรขึ้นมาใหม่ เพื่อกระตุ้นให้พนักงานฉีกกรอบความคิดเดิมๆออกมา เพื่อค้นหาบริหารที่จะตรงใจลูกค้าให้มากที่สุด ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นภายใต้หลักปรัชญาของดีแทคซึ่งประกอบไปด้วย To be daring  คือกล้าที่จะลอง To think different มองให้ต่าง Act fast เราต้องมีความว่องไว และ Passion to win เราต้องมุ่งมั่นที่จะชนะ”

ลาร์ส ย้ำว่า แม้ของรางวัลสำหรับทีมชนะอาจจะดูไม่มากนัก แต่หลังจากจบแคมเปญนี้ไป สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นในใจของพนักงานดีแทคแน่ๆ คือ “ความสามัคคี” ระหว่างพนักงานทั้งในแผนกเดียวกันหรือต่างแผนก

Flip It Challenge มีระยะเวลาการแข่งขันทั้งหมด 9 เดือน ตั้งแต่เดือนมีนาคม – พฤศจิกายน 2560 ล่าสุดการแข่งได้เดินทางมาถึงรอบพิสูจน์ ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นรอบสุดท้ายก่อนที่จะไปถึงรอบชิงชนะเลิศ โดยเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศของความสนุกสนานของพนักงานที่มาชม และจริงจังของผู้ที่เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 8 ทีม ได้แก่

            1. SIM Digital Journey เปิดโอกาสให้ลูกค้าที่ต้องการเลือกเบอร์เอง ทั้งเบอร์สวย เบอร์มงคล และโปรโมชั่นเองได้ โดยที่ไม่ต้องไปซื้อถึงศูนย์บริการ เพียงแค่อยู่ที่บ้านก็สามารถรับซิมมาใช้ได้ทันที

            2. Fund to Flip กองทุนพลิกไทย เปลี่ยนปัญหาสังคมให้กลายเป็นทางออกที่ยั่งยืน โดยใช้ CSR เป็นเครื่องมือในการสร้างกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง ลูกค้าดีแทคและสังคมภายนอก ด้วยการมอบทุนสนับสนุนโครงการชุมชน 10 โครงการ เพื่อเปลี่ยนชีวิตคนในพื้นที่นั้นๆ.

            3. Find my new phone หมดปัญหาเดินทางไปถึงศูนย์บริการและโทรศัพท์รุ่นที่อยากได้หมดด้วย Application หรือ Real time Searching Tool บน website ที่สามารถเช็คสินค้าคงเหลือในรุ่นที่ต้องการและตรวจสอบ dtac Hall บริเวณใกล้เคียงที่มีสินค้า รวมถึงสามารถสั่งจองสินค้าล่วงหน้าได้ 1 วัน

            4. dtac One เปลี่ยนศูนย์บริการ 500 จุด เป็น 5,000 จุด ด้วยการ Flip พนักงาน dtac ทั้ง 5,000 คน ให้สามารถบริการได้เหมือน Service Hall และ Call Center ให้สามารถตอบคาถามคนใกล้ชิดและบริการคนใกล้ตัวได้ผ่านแอพพลิเคชั่น dtac one

            5. Postpaid payment ยุคนี้ใครๆก็ผ่อนกัน ทำไมค่าโทรศัพท์รายเดือนจะผ่อนบ้างไม่ได้ โดยบริการนี้เปิดโอกาสให้ลูกค้าที่ สามารถชาระบางส่วนก่อนได้โดยการผ่อนจ่ายรายเดือนแบบมีดอกเบี้ย เพื่อไม่ให้ถูกระงับสายบริการ

            6.dtac Coins เปลี่ยนบัตรพนักงาน ให้สามารถใช้จ่ายภายในองค์กรได้ด้วยการเติมเงินเข้าไปในบัตร เป็นสกุล E-Payment สร้างเสริมประสบการณ์ digital workplace ให้เกิดขึ้นกับพนักงาน

            7. dtac Call สำหรับลูกค้าที่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศ สามารถรับสายและโทรออกได้โดยไม่ต้องใช้ SIM card ด้วยแอพพลิเคชั่น dtac call ใช้ได้หลากหลายอุปกรณ์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตโดยชาระค่าบริการผ่านบัตรเครดิต

            8. Flip for site เปลี่ยนดวงตา 25 คู่ของพนักงานหาที่ตั้งเสาสัญญาณที่มีเพียงแค่ 25 คน ให้เป็นดวงตา 25 ล้านคู่ที่ช่วยกันหาโอกาสในการขยายโครงข่ายและเข้าถึงจุดที่ลูกค้าต้องการ เพียงแจ้งจุดสัญญาณมีปัญหาเข้ามาที่ทีมงาน

ทั้งหมดนี้ยังเป็นโครงการที่กำลังอยู่ในระหว่างทดลองอยู่ แต่ทั้งนี้ ลาร์ส บอกว่า หากเป็นไปได้ทุกบริการจะถุกส่งต่อไปยังลูกค้าแน่นอน

ชี้ FMCG ดาวรุ่งปี 2017 เมียนมา รับเทรนด์ไลฟสไตล์ยุคใหม่

ไอซีเว็กซ์ผู้สร้างสรรค์ธุรกิจเทรดแฟร์ และเอ็กซ์ซิบิชั่นมืออาชีพในภูมิภาคอาเซียน ชี้กลุ่มสินค้าอุปโภค และบริโภค หรือ FMCG (Fast Moving Consumer Goods) ในประเทศเมียนมา โดยเฉพาะกลุ่มตลาดอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม และอาหาร เติบโตต่อเนื่อง เดินหน้าจัดงานเมียนมา ฟู้ดเบฟ 2017(Myanmar FoodBev 2017) และเมียนมา รีเทล ซอสซิ่ง เอ็กซ์โป 2017 (Myanmar Retail Sourcing Expo 2017) หลังจากได้รับกระแสตอบรับดีเยี่ยม ดึงดูดนักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศแข่งขันเข้มข้น หนุนร้านค้าปลีก (Retailer) โมเดิร์นเทรด (ModernTrade) ขยายตัวสูง ตอบรับเทรนด์ไลฟสไตล์ชาวเมียนมายุคใหม่ นิยมเปิดกว้างรับแบรนด์ต่างประเทศ กล้าลอง เชื่อ และนิยมบริโภคในตราสินค้าไทย พร้อมปัจจัยบวกนโยบายรัฐส่งเสริมการเข้าลงทุนของชาวต่างชาติ และกระตุ้นการท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ สร้างโอกาส และส่วนแบ่งโอกาสทางการตลาดให้กับนักลงทุนไทย เพื่อพัฒนา และต่อยอดธุรกิจ รวมถึงแจ้งเกิดเอสเอ็มหน้าใหม่ต่อเนื่อง

 

                จากการปรับนโยบายที่ส่งเสริมด้านการค้า และการลงทุนในแง่มุมต่างๆ ของประเทศเมียนมา ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลชุดใหม่ NDL ที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนของชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สร้างโอกาส และดึงดูดกลุ่มอุตสาหกรรมหลากหลาย ส่งผลให้การเติบโตของจีดีพีสูงถึงร้อยละ 7.5 และคาดการณ์ที่จะโตต่อเนื่องถึงร้อยละ 8.0 ในปี 2018 นับเป็นสัญญาณบวกที่บ่งบอกถึงสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งถ้าวิเคราะห์ลงลึกถึงโอกาส และแนวโน้มความต้องการของสินค้าที่เป็นดาวรุ่งของชาวเมียนมา จะเห็นได้ว่าเป็นโอกาสที่ดีของนักลงทุน และผู้ประกอบการไทยที่ได้เปรียบกว่าประเทศอื่นๆ เป็นอย่างมาก โดย นายผกายเนติ์ เล่งอี้ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง กล่าวว่า “ผู้บริโภคชาวเมียนมามีความต้องการสินค้า และบริการหลากหลายสูง เป็นผลจากกำลังซื้อที่เพิ่มสูงขึ้น สรรหาสินค้าที่ตรงความต้องการมากขึ้น และเน้นเรื่องคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประชากรวัยหนุ่มสาวที่เข้าสู่ช่วงวัยทำงาน มีการใช้จ่าย สินค้าฟุ่มเฟือย และสินค้าไลฟสไตล์จำนวนมาก ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายเป็นค่าอาหาร และของอุปโภค และบริโภคอื่นๆ  ทำให้ธุรกิจสาขาบริการประเภทอาหาร และเครื่องดื่มขยายตัวสูงถึงร้อยละ 15แต่ด้วยหลายปัจจัยที่เป็นข้อจำกัดที่ชาวเมียนมายังไม่สามารถผลิตปัจจัยสี่ได้เพียงพอกับความต้องการในประเทศ ผนวกกับอิทธิพลการเปิดรับสิ่งใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และไลฟสไตล์ชาวเมียนมาอย่างรวดเร็ว ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นดาวรุ่งมาแรงในปัจจุบัน คือ กลุ่มสินค้าอุปโภค และบริโภค หรือ FMCG: Fast Moving Consumer Goods โดยเฉพาะกลุ่มตลาดอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม และอาหาร ที่เติบโตต่อเนื่อง ดึงดูดนักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างชาติแข่งขันเข้มข้น ล่าสุดเผยถึงข้อมูลภาพรวมตลาดสินค้าเครื่องดื่มที่น่าสนใจกว่าร้อยละ 80 ของเครื่องดื่มในประเทศเมียนมา นิยมนำเข้าจากประเทศไทย เนื่องด้วยชาวเมียนมาชื่นชอบในรสชาติ และนิยมบริโภคแบรนด์สินค้า และบริการจากประเทศไทย เพราะคุณภาพมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง รวมถึงมีพรมแดนติดต่อกับเมียนมาที่ยาวที่สุด ทำให้ได้เปรียบทั้งในเชิงยุทธศาสตร์ในด้านการขนส่ง และด้านโอกาสของนักลงทุน และนักธุรกิจไทยที่มีความสนใจเข้าไปนำเสนอสินค้าใหม่ๆ ได้อย่างสะดวกขึ้น ซึ่งถ้ามองด้านความหลากหลายของตลาดอาหาร และเครื่องดื่มนี้ นับเป็นตลาดที่เปิดกว้างเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในปัจจุบันกับกระแสนิยมเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น และความต้องการน้ำดื่มที่สะอาดยังเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญอยู่ ทำให้ยังมีโอกาสในส่วนแบ่งการตลาดอยู่อีกมาก ส่งผลหนุนถึงธุรกิจร้านค้าปลีก (Retailer) โมเดิร์นเทรด (Modern Trade) ขยายตัวสูงตามอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะร้านค้าอย่างซุปเปอร์มาร์เก็ต และมินิมาร์ทที่รวมสินค้าอุปโภคบริโภคหลากหลายชนิด และหลากหลายแบรนด์ ทั้งสินค้าท้องถิ่น และนำเข้าจากต่างประเทศ ผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพ และความสะดวกสบายในการซื้อสินค้าจากห้างสรรพสินค้ามากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกต่างๆ และเอสเอ็มอีสามารถหาช่องทางการตลาดได้อย่างหลากหลาย อาทิ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และร้านค้าปลีกสินค้า เป็นต้น อีกทั้งทางรัฐบาลเมียนมาสนับสนุนการลงทุนภาคส่วนนี้จากต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนา และถ่ายโอนความรู้ทางด้านเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมทางอาหาร แก่ประเทศเมียนมาด้วย นับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตามมอง และน่าลงทุนเป็นอย่างมาก”

 

ด้านมุมมองของนาย เนย์ ริน นายกสมาคมผู้ประกอบการร้านอาหารประเทศเมียนมา (Myanmar Restaurant Association) กล่าวว่า “ด้วยพฤติกรรม และเทรนด์การใช้ชีวิตของชาวเมียนมาที่เปลี่ยนแปลงแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมด้านการช็อปปิ้งที่ซูเปอร์มาร์เก็ตมากขึ้น แทนการไปตลาดสด และการนิยมออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน รวมถึงค่านิยมไปร้านคาเฟ่ และบาร์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้ เพื่อไปแฮงค์เอ้าท์กับกลุ่มเพื่อน และเกิดเป็นคอมมูนิตี้ต่างๆ และด้วยอิทธิพลของเทคโนโลยี และอินเตอร์เน็ต สร้างการเข้าถึงข้อมูลที่ง่าย และรวดเร็วมากขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลถึงการตัดสินใจการเลือกเข้าร้านต่างๆ หรือเลือกจะบริโภค และไม่บริโภคอะไร ส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของการขยายตัวของแบรนด์กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่ม ต่างต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด ดังนั้นระบบการบริหารจัดการต่างๆ ทั้งด้านลอจิสติกส์ ด้านมาตรฐานความปลอดภัย และไอที โซลูชั่นส์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะผลักดันให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ กล่าวคือ ต้องรู้จักปรับ และเปลี่ยนรูปแบบ ให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่ และกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นเรื่องหลักของแบรนด์ต่างประเทศที่จะเข้ามาในประเทศเมียนมาต้องพิจารณา”

 

ด้านมุมมองการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค นาย ตูเรน เนียง กรรมการผู้จัดการ บริษัท นีลสัน เอ็มเอ็มอาร์ดี  (ประเทศเมียนมา) จำกัด กล่าวว่า “กลุ่มอุตสาหกรรมร้านค้าปลีกเติบโตสูงต่อเนื่อง โดยมีจำนวนร้านค้ากว่า 300,000 ร้าน ทั่วประเทศเมียนมา และมากกว่า 80% เป็นร้านค้าปลีกสมัยใหม่หรือโมเดิร์นเทรดกระจายอยู่ตามหัวเมืองหลัก อย่างย่างกุ้ง และมัณฑะเลย์ ประกอบกับการสำรวจกลุ่มผู้บริโภค และการบริโภคสื่อต่างๆ ของNielsen MMRD พบว่าชาวเมียนมาส่วนใหญ่ยังคงจับจ่ายใช้สอยของกินของใช้ที่ตลาด และที่ร้านขายของชำ ขณะเดียวกันพบว่าร้านค้าประเภทโมเดิร์นเทรดก็ดึงดูดมากเช่นเดียวกัน เห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนห้างสรรพสินค้าขึ้นในแต่ละปี ส่งผลให้ร้านค้าปลีกย่อยต่างต้องปรับตัวมีให้ความหลากหลาย ของสินค้าเพิ่มขึ้น เพื่อเข้าสู่ยุคร้านค้าปลีกสมัยใหม่ เช่น การเพิ่มของกลุ่มสินค้าประเภทความงาม กลุ่มยา กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และมือถือ เป็นต้น เพื่อรองรับความต้องการมากขึ้น อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยข้อจำกัดด้านการดำเนินธุรกิจการค้า (Trading) ในเมียนมา การจะนำสินค้าเข้าสู่ตลาดเมียนมาได้จะต้องหาตัวแทนจำหน่าย (Sole Agent) หาผู้จัดจำหน่าย (Distributor) และการใช้ตัวแทนในการดำเนินธุรกิจที่เป็นชาวเมียนมาเป็น Nominee แทน แต่อย่างไรก็ตามทางรัฐบาลยังคงส่งเสริม และต้อนรับนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลุงทุนในเมียนมาต่อเนื่อง พร้อมเร่งให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน นับเป็นสัญญานที่ดีในอนาคตที่ต้องจับตามอง”

 

ด้านนายอาจิณเวท วงศ์ทอง ผู้จัดการฝ่ายโครงการ บริษัท ไอซีเว็กซ์ กล่าวว่า“ในฐานะผู้สร้างสรรค์ธุรกิจเทรดแฟร์ และเอ็กซ์ซิบิชั่นมืออาชีพในภูมิภาคอาเซียน ได้เข้ามาบุกตลาดเมียนมาเป็นระยะเวลากว่า 4 ปีแล้ว ต้องบอกว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้ามาลงทุนในประเทศเมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร และร้านค้าปลีก ซึ่งเป็น 2 กลุ่มที่มีการเติบโตสูงต่อเนื่อง ล่าสุดเดินหน้าจัดงานเมียนมา ฟู้ดเบฟ2017 ครั้งที่ 4 (Myanmar FoodBev 2017 #4) งานแสดงสินค้าอาหาร และเครื่องดื่มสำเร็จรูป วัตถุดิบ เครื่องปรุง และอุปกรณ์ต่างๆ จากหลากหลายแบรนด์ทั่วโลกที่ครบวงจรมากที่สุด สำหรับผู้นำเข้าสินค้า ตัวแทนจำหน่าย ร้านอาหาร คาเฟ่ ซูเปอร์มาร์เก็ต ธุรกิจประเภทแคเทอริ่ง สอดคล้องกับสถานการณ์การนำเข้าอาหารสำเร็จรูปที่มีมูลค่าสูงถึง10.991 พันล้านดอลล่าสหรัฐ หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตอยู่ที่ 15% ต่อปี และงานเมียนมา รีเทล ซอสซิ่ง เอ็กซ์โป 2017 ครั้งที่ 2 (Myanmar Retail Sourcing Expo 2017 #2) งานแสดงสินค้าเพื่อผู้ประกอบการร้านค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า และโมเดิร์นเทรดยุคใหม่ โดยนำเสนอเรื่องของเทคโนโลยี และโซลูชั่นส์ สำหรับกลุ่มค้าปลีกต่างๆ อาทิ การออกแบบร้านค้า การตกแต่ง การวางระบบเทคโนโลยีต่างๆ ภายในร้าน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารเงิน การจ่ายเงิน ซอฟแวร์ต่างๆ และบาร์โค้ด การบริหารจัดการเรื่องสินค้า และสต็อกของต่าง รวมถึงเรื่องลอจิสติกส์การจัดเก็บขนส่ง และการจำหน่ายสินค้าที่ครบวงจรมากที่สุด หลังจากได้รับกระแสตอบรับดีเยี่ยมจากปีที่ผ่านมา เหมาะสำหรับนักธุกิจที่อยู่ในวงการอาหาร เครื่องดื่ม และรีเทลที่กำลังจะขยายตัวในเมียนมา โดยเป็นการพ่วง 2 งานที่มีความเกี่ยวข้องกันได้ลงตัว ทำให้ผู้เข้าร่วมงานทั้งในแง่มุมของผู้จัดแสดงสินค้า(Exhibitor) และผู้เข้าชมงาน (Visitor) ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเป้าจำนวนคนเข้าชมกว่า 4,000 คน กว่า 90% เป็นชาวเมียนมาร์ และอีก 10% เป็นนักธุรกิจจากทั้งเอเชีย และยุโรป อาทิ ประเทศสิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย เวียดนาม เยอรมัน ฝรั่งเศส จีน ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ศรีลังกา จีน และไต้หวัน เป็นต้น และจากกว่า 100 แบรนด์ และบริษัทจากต่างประเทศทั่วโลก ที่เข้าร่วมเป็นผู้ออกบูธในงานนี้”

 

“ส่วนไฮไลท์ของงานเมียนมา ฟู้ดเบฟ 2017 ได้จัดแข่งขันการทำค็อกเทลโดยบาเทนเดอร์มืออาชีพ และโชว์การทำข้าวกล่อง โดยสมาคมร้านอาหารเมียนมา เนื่องด้วยปัจจุบันการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประกอบกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้หลายๆ คนนิยม นำอาหารมาจากบ้าน สั่งอาหารดิลิเวอร์รี่จากร้านอาหาร คนไม่นิยมกินข้าวข้างนอก เพราะจราจรติด ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนประเทศไทย จึงเป็นโอกาสในการจัดการแข่งขัน เพื่อให้แนวทาง และผลักดันอาหารข้าวกล่องในเมียนมามีคุณภาพมากขึ้น ส่วนงานเมียนมา รีเทล ซอสซิ่ง เอ็กซ์โป 2017 มีการจัดสัมมนาโดยสมาคมค้าปลีกประเทศเมียนมาในหัวข้อ “Towards Retail Stores Excellence”  เพื่อผลักดัน และยกระดับ ให้ความรู้ นักธุรกิจค้าปลีกในอุตสาหกรรมต่างๆ ในรูปแบบของงานเสวนา โดยมีผู้เข้าร่วมระดับท็อปของประเทศ อาทิ เจ้าของบริษัท ซิตี้มาร์ต ร้านค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเมียนมา ผู้อำนวยการฝ่ายรีเทล แบงค์กิ้ง ของธนาคารเอยาวดี (AYA bank) รวมถึงรองประธานของสมาคมเมียนมาEconomic Association และตัวแทนจากสมาคมค้าปลีก ดำเนินรายการโดยกรรมการผู้จัดการบริษัท นีลสัน ประเทศเมียนมา ร่วมแชร์ข้อมูล และประสบการณ์เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้เข้าร่วมงานครบทุกความต้องการทำธุรกิจ สู่การเชื่อมโยงแพลตฟอร์ม และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจระหว่างประเทศได้อย่างครบวงจร  ตั้งแต่วันที่ 17 ถึง 19 สิงหาคมนี้ ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา”