Category Archives: The Daily

มาเลเซียใช้ Cloud ของ Alibaba จัดการจราจร

ไม่ใช่เฉพาะ E-Commerce เท่านั้นที่ Alibaba ใช้เดินหน้าขยายกิจการไปต่างประเทศ โดยองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจ Digital ของมาเลเซีย (MDEC) และฝ่ายปกครองกรุงกัวลาลัมเปอร์เผยว่า ตกลงที่จะใช้ระบบ Cloud ของ Alibaba กับ Malaysia City Brain ระบบบริหารจัดการการจราจรในเมืองหลวงของประเทศ เพื่อลดปัญหาจราจรติดขัด อุบัติเหตุและหากผลออกมาเป็นที่น่าพอใจจะขยายสู่ทั่วประเทศต่อไป

โครงการนี้จะแบ่งการติดตั้งออกเป็น 2 ช่วง เริ่มจากติดตั้งกล้องวงจรปิด 500 ตัวใน 281 แยกทั่วเมือง ตามด้วยการเชื่อมต่อกับ Cloud และ GPS ของ Alibaba รวมถึงข้อมูลจากบริษัท App เรียกใช้บริการยานพาหนะและค่ายโทรคมนาคม เพื่อให้การเปิด-ปิดสัญญานไฟจราจรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้านโฆษกของ Alibaba เชื่อว่าเทคโนโลยีของบริษัทจะทำให้ระบบควบคุมการจราจรของมาเลเซียฉลาดขึ้น

การที่มาเลเซียวางใจใช้ Cloud ของ Alibaba ครั้งนี้จะสร้างความเชื่อถือให้เทคโนโลยีต่างๆ ของ E-Commerce ดังสัญชาติจีน และอาจเป็นปัจจัยช่วยให้ Cloud ของบริษัทมีส่วนแบ่งในตลาดโลกเพิ่มขึ้นหลังเมื่อปี 2016 แซง Google ขึ้นอยู่อันดับ 3 ในตลาดนี้ รองจากอันดับ 1 และ 2 อย่าง Amazon และ Microsoft ขณะเดียวกันยังตอกย้ำว่าบริษัทจากการก่อตั้งของ Jack Ma สนใจขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังการซื้อกิจการ Lazada และทุ่มเงินลงทุนใน Tokopedia 2 E-Commerce ดังของภูมิภาคนี้ / techinasia ,wikipedia

Xiaomi รุกหนัก! ส่งสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ หวังสร้างฐานลูกค้าในไทยมากขึ้น

หลังจากประสบความสำเร็จในประเทศต้นกำเนิดของตัวเอง และกลายเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนอันดับสองในประเทศอินเดีย วันนี้ Xiaomi (เสี่ยวมี่) ก็ได้เริ่มก้าวเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเต็มตัว ที่ขอแตกต่างด้วยการวาง Position ให้ตัวเองเป็นมากกว่าแบรนด์สมาร์ทโฟน นั่นคือการเป็นแบรนด์นวัตกรรมและเทคโนโลยี ในราคาที่สามารถจับต้องได้

สะท้อนได้จากการเปิดตัวช้อปในรูปแบบของ Authorized Mi Store ในกรุงเทพ 2 สาขาที่ซีคอนบางแค และ อิมพีเรียล เวิลด์ สำโรง ซึ่งนอกจากสมาร์ทโฟนก็ยังจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหูฟัง นาฬิกาออกกำลังกาย สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หม้อหุงข้าว หรือแม้กระทั่งเครื่องชั่งน้ำหนัก

และล่าสุดก็ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงอย่าง Mi Mix2 โดยในงานแถลงข่าวเปิดตัว(วันที่ 14/11/2017) สตีเวน หวัง ผู้อำนวยการฝ่ายการพัฒนาการตลาด เสี่ยวมี่ โกลบอล ได้ออกมาพูดถึงฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของ Mi Mix2 ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอขนาด 5.99″ ที่มาในรูปแบบของดีไซน์โค้งมน, กล้องหลังความละเอียด 12MP ที่ร่วมพัฒนากับทาง SONY รวมถึงคุณสมบัติอื่น ๆ ที่กล้านำภาพของ iPhone และ Samsung มาเทียบบนพรีเซนต์เทชั่นให้เห็นความแตกต่างแบบจะ ๆ

สุดท้ายก็ปิดด้วยราคา 17,900 บาท ตามสูตรของแบรนด์จีนที่มีจุดเด่นในเรื่องของราคา และจะวางขายครั้งแรกในไทยพรุ่งนี้ทาง Lazada เป็นที่แรก ตามด้วยร้านค้าต่าง ๆ อย่าง Jaymart, IT CITY และ Authorized Mi Store

ถือเป็นงานแถลงข่าวที่กล้าพูดถึงแบรนด์คู่แข่งอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเรามักจะไม่ค่อยเห็นการแถลงข่าวในรูปแบบนี้ในประเทศไทยสักเท่าไหร่

สำหรับภาพรวมในไทย สตีเวน หวัง บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ตลาดสมาร์ทโฟนในไทยนั้นยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก และทางแบรนด์จะนำ Business Model ที่เคยประสบความสำเร็จในประเทศอื่น ๆ มาทำตลาดในไทย นั่นคือการพัฒนา 3 สิ่งไปพร้อม ๆ กันนั่นคือ Hardware, Internet Platform และ New Retail

หวังจับคนระดับ Mid-High ซึ่งมีอยู่มากในประเทศไทย สะท้อนได้จากการทำสินค้านวัตกรรมและเทคโนโลยี ในราคาที่จับต้องได้ และวางจำหน่ายในช่องทางที่ใครก็สามารถเข้าถึง

โดยความคาดหวังของ สตีเวน หวัง ต่อตลาดในประเทศไทย ยังไม่ได้อยู่ที่ Market Share แต่กลับเป็นการสร้างฐานลูกค้าให้คนไทยรู้จัก Xiaomi มากขึ้นซะก่อน

เป็นสิ่งที่ต้องมาดูกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้ว Business Model ที่เคยประสบความสำเร็จในประเทศอื่น ๆ จนทำให้ Xiaomi ก้าวขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 5 ของแบรนด์สมาร์ทโฟนระดับโลก จะช่วยลบ Perception ของคนไทยบางกลุ่มที่มีต่อแบรนด์จีน และทำให้แบรนด์ก้าวขึ้นมามีส่วนแบ่งในตลาดสมาร์ทโฟนหรือไม่

 

ศิริราช ผนึกเมดโทรนิค พัฒนาการวิจัยโดยใช้เทคโนโลยีด้านเบาหวาน

ในปัจจุบันสถานการณ์โรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก  สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ ได้รายงานว่าในปี พ.ศ. 2558 ผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลกมีจำนวน 415 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 642 ล้านคนในปี พ.ศ. 2583 ในปัจจุบันประชากรวัยผู้ใหญ่ 1 ใน 11 คน ป่วยเป็นโรคเบาหวาน สำหรับในประเทศไทยรายงานจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 5 เมื่อปี 2557 พบว่าความชุกของโรคเบาหวานเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 8.9 คิดเป็นผู้ป่วยเบาหวานจำนวนมากถึง 4.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ซึ่งพบเพียงร้อยละ 6.9 หรือประมาณ 3.2 ล้านคน

 

ผนึกกำลังเพื่อผู้ป่วยโรคเบาหวา

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้เห็นความสำคัญของของการเพิ่มขึ้นของสถานการณ์โรคเบาหวานในไทยและต้องการให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการ ผนึกกำลังกับ บริษัท เมดโทรนิค (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อร่วมมือพัฒนาการบริการและการวิจัยโดยใช้เทคโนโลยีด้านเบาหวาน  พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาการบริการและการวิจัยโดยใช้เทคโนโลยีด้านเบาหวานของทั้ง 2 องค์กร จะเป็นการประสานความร่วมมือในการพัฒนาการดูแลรักษาผู้เป็นเบาหวาน และการวิจัยโดยนำเทคโนโลยีด้านเบาหวานมาใช้ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ตามเป้าหมายและ  มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมุ่งเน้นเรื่องการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้เป็นเบาหวาน และบุคลากรทางการแพทย์อย่างเป็นระบบ รวมทั้งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย เพื่อให้เกิดคุณค่าสูงสุด

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ ประสิทธิ์  วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “โรคเบาหวานเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งในเรื่องของพันธุกรรม พฤติกรรมการดำเนินชีวิตและสิ่งแวดล้อม  การดูแลรักษาโรคเบาหวานจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย โดยโรงพยาบาลศิริราชให้การดูแลรักษาผู้เป็นเบาหวานหลายหมื่นรายต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โรงพยาบาลตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลรักษาผู้เป็นเบาหวานอย่างเป็นองค์รวมและมุ่งเน้นให้ผู้เป็นเบาหวานมีสุขภาวะที่ดี โดยมีการพัฒนางานเบาหวานทั้งด้านการดูแลรักษา การศึกษา และการวิจัยอย่างต่อเนื่อง  สำหรับด้านการรักษาผู้เป็นเบาหวาน โรงพยาบาลศิริราชให้ความสำคัญกับการสอนให้ผู้ป่วยมีความรู้ในการจัดการตนเองอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาช่วยเสริมในการดูแลผู้เป็นเบาหวานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น 1) การใช้ Continuous Subcutaneous Insulin Infusion – CSII หรือ Insulin Pump ในผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีข้อบ่งชี้ เช่น ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ที่ต้องฉีดยาอินซูลินวันละ 3-4 ครั้งแล้ว ยังมีปัญหาน้ำตาลสูงหรือต่ำที่ควบคุมได้ยาก 2) การใช้เครื่องติดตามระดับน้ำตาลในเลือดอย่างต่อเนื่อง (Continuous Glucose Monitoring System -CGMS) ในผู้เป็นเบาหวานที่มีปัญหาน้ำตาลต่ำบ่อยหรือมีปัญหาในการปรับยารักษาเบาหวาน  เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนการรักษาหรือปรับขนาดยา จึงเป็นที่มาของการประสานความร่วมมือกันในครั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อวงการแพทย์ไทยในอนาคต”

 

ใช้นวัตกรรมเพื่อให้ชีวิตผู้ป่วยดีกว่าเดิม

ด้าน Mr.Sandeep Chalke, Vice President, Diabetes Group, Medtronic Asia Pacific กล่าวว่า “บริษัท เมดโทรนิค เป็นบริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับโลก ที่มอบโซลูชั่นเพื่อบรรเทารักษาอาการของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง บริษัทฯ ได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ วิธีการรักษา และบริการต่าง ๆ เพื่อยืดอายุของผู้ป่วยหลายล้านคนทั่วโลก โดยมีพันธกิจที่ต้องการมีส่วนร่วมในการนำวิศวกรรมชีวทางการแพทย์เพื่อวิจัย ออกแบบ ผลิต และจำหน่ายเครื่องมือเครื่องใช้เพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ฟื้นฟูสุขภาพ และทำให้มนุษย์มีอายุที่ยืนยาวขึ้น บริษัทฯ มีการประสานความร่วมมือกับภาครัฐ และเอกชนเพื่อพัฒนาการให้บริการการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ยังมีความร่วมมือในลักษณะเดียวกันนี้อีกกับประเทศอื่น ๆ ทั้งในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก เพื่อทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพที่ดีขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขตลอดเวลาบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาอุปกรณ์เครื่องมือใหม่ เพื่อพัฒนาการดูแลรักษาผู้ป่วยเบาหวานให้ดียิ่งขึ้น โดยมีการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมในการบริหารยา และเครื่องติดตามผลระดับน้ำตาลในเลือดอย่างต่อเนื่องที่ใช้ง่ายขึ้น มีความแม่นยำมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลก ให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ตามเป้าหมาย มีความสะดวกสบายในการบริหารยา และลดความเสี่ยงในการเกิดอาการข้างเคียง และชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อนในอนาคตด้วย โดยในปัจจุบันมี insulin pump แบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อปล่อยอินซูลินเข้าสู่ร่างกาย เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้ตามเป้าหมาย มีการพัฒนาระบบที่เพิ่มความปลอดภัยในการบริหารยามากขึ้น มีระบบช่วยเตือนและหยุดการปล่อยอินซูลินเข้าสู่ร่างกายหากพบว่าผู้ป่วยเบาหวานกำลังจะมีระดับน้ำตาลต่ำในเลือด เพื่อให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถหาทางป้องกันและแก้ไขอาการไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วย”

การดูแลผู้ป่วยเบาหวานในปัจจุบัน นอกเหนือจากการควบคุมระดับน้ำตาลให้ถึงเป้าหมายแล้วยังต้องคำนึงถึงความเสี่ยงในการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำหรือน้ำตาลสูงเกินไปในเลือด และความปลอดภัยจากภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ของผู้ป่วยด้วย ปัจจัยสำคัญที่จะสามารถป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำและโรคแทรกซ้อนได้คือ การเพิ่มทักษะการจัดการตนเองของผู้เป็นเบาหวานและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเบาหวานอย่างชาญฉลาดความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาการให้ความรู้ในการใช้เทคโนโลยีด้านเบาหวาน และการนำผลจากการศึกษาวิจัยมาใช้อย่างเป็นระบบ จะทำให้ผู้เป็นเบาหวาน ผู้ดูแล และบุคลากรทางการแพทย์มีความรู้ความเข้าใจในการดูแลรักษา และอยู่กับโรคเบาหวานได้อย่างมีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย

Grab กับความท้าทายใหม่ บุกตลาดสมุย-หาดใหญ่ ที่คู่แข่งเป็นคนที่คุณก็รู้ว่าใคร

วันนี้ (11/8/2560) ยี วี แตง ผู้อำนวยการแกร็บ ประเทศไทย และ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กรรมการบริหาร แกร็บ ประเทศไทย ได้ออกมาแถลงว่าตั้งแต่ Application เปิดตัวมาในปี 2556 มีจำนวนคนขับที่เข้ามา Join ในระบบเพิ่มขึ้น 150% ในทุกปี

ทาง GrabTaxi ก็เลยออกมาเอาใจคนขับด้วยการออกบริการใหม่ ที่ให้คนขับสามารถถอนเงินสดที่อยู่ในบัญชีเวลาผู้โดยสารจ่ายผ่านบัตรออกมาใช้ได้ทุกชั่วโมง ต่างจากเดิมที่ต้องรอถึงกำหนดวัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่นานจนเกินไป เพราะคนขับแท็กซี่ส่วนใหญ่มักจำเป็นต้องใช้เงินสดแบบวันต่อวัน เพื่อให้เพียงพอต่อค่าเช่ารถ หรือค่าแก๊สก็ตาม

นี่คือใจความสำคัญหลัก ๆ ใน Press Release

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือคำตอบที่ได้จากการสัมภาษณ์หลังงานแถลงข่าว ที่ Marketeer ได้รวบรวมเป็นประเด็นเอาไว้ในด้านล่างนี้

GrabTaxi ครองสัดส่วน 95% ในตลาด Application เรียก Taxi ในไทย

จากตัวเลข 95% นี้ในภูมิภาค South East Asia ประเทศไทยจึงถูกจัดอยู่ในอันดับ 2 ของประเทศที่มีการใช้บริการ Grab สูงสุด เป็นรองเพียงอินโดนีเซีย ด้วยเหตุผลในเรื่องของประชากรเท่านั้น

ซึ่งเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้ผู้คนในบ้านเรานิยมใช้บริการ Grab ก็คือ 1)ความปลอดภัย 2)ความสะดวกสบาย 3)คุณภาพของตัว Application โดย Grab, GrabTaxi และ GrabBike คือ 3 บริการที่สร้างรายได้หลักใหกับทาง Grab ในสัดส่วนที่เท่า ๆ กัน

GrabPay ในไทยยังมีไว้รองรับแค่การจ่ายค่าโดยสารเท่านั้น

หากใครใช้ Grab จะเห็นว่ามักจะมี Notification หรือโปรโมชั่นล่อตาล่อใจขึ้นมาเพื่อให้เราผูกบัตรเครดิตเข้ากับตัว GrabPay อยู่บ่อย ๆ

ซึ่งในไทย GrabPay ยังเป็นเพียงแค่บริการที่เอาไว้จ่ายเงินค่าโดยสารเพื่อรองรับเทรนด์ Cashless Society เท่านั้น แต่ในประเทศสิงคโปร์ GrabPay ได้พัฒนาไปเป็น E-Wallet ที่สามารถใช้จ่ายเงินผ่าน QR Code นอกระบบได้

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จึงได้พูดถึงประเด็นนี้ว่า “GrabPay ในไทยจะยังคงเป็นบริการที่เอาไว้ชำระค่าโดยสารเท่านั้น เพราะเรายังคงยึดโมเดลของการเป็น On Demand Transportation อยู่ ยังมีตลาดในต่างจังหวัดให้ขยายอยู่อีกมาก เลยอยากไปโฟกัสกับตรงนั้นให้มากกว่า”

บุกตลาดใหม่ในสมุย-หาดใหญ่ ที่คู่แข่งเป็นคนที่คุณก็รู้ว่าใคร

จากประเด็นที่แล้วในเรื่องของการขยาย Grab ไปยังต่างตลาดต่างจังหวัด สุราษฎร์ธานี-สมุย และ สงขลา-หาดใหญ่ จึงเป็น 2 เมืองใหม่ที่ Grab เข้าไป ที่เพิ่งจะเปิดให้บริการเมื่อวันจันทร์ที่ 6/11/2560 นี้เอง

แม้การเข้ามาในช่วงแรก ๆ ของ Grab จะต้องต่อสู้กับกฎหมายและปัญหามากมาย แต่ต้องยอมรับว่าตลาดในกรุงเทพฯ นั้นแตกต่างจากสมุยและหาดใหญ่เป็นอย่างมาก

เพราะสองเมืองนี้ล้วนแต่เป็นเมืองท่องเที่ยว ที่มีผู้ให้บริการเดิมครองตลาดมาเป็นเวลานานแล้ว การเข้าไปของ Grab จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแม้จะดีกับผู้บริโภคที่ได้รับบริการในราคาที่เป็นธรรม แต่คงไม่ดีกับคนขับราคาเหมาสักเท่าไหร่

นี่จึงเป็นความท้าทายของ Grab ที่ พิธา และ ยี วี แตง กำลังอยู่ในขั้นตอนของการทำ Marketing ไปยังสื่อต่าง ๆ ซึ่งเป็นการทำ Marketing แบบเฉพาะทางเพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนสมุยและหาดใหญ่ มุ่งเน้นไปยัง Objective ว่า “Grab มาให้บริการทุกคนแล้วนะ”

ที่สำคัญคือการพูดคุยกับผู้เกี่ยวข้องซึ่งเป็นหน่วยงานต่าง ๆ

โดยพิธา และ ยี วี แตง คาดหวังว่าจะให้ Grab มีการเติบโตใน 2 เมืองนี้เป็น 200-300% ในอีก 6 เดือนข้างหน้า

DJI ลุยเอง ประกาศ NO FLY ZONE ห้ามโดรนขึ้นบินรอบสนามหลวง ตลอดช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ

DJI แบรนด์ผู้ผลิตและผู้ให้จำหน่าย โดรน (Drone) ระดับโลก ประกาศเขตห้ามบินเฉพาะกิจ (Temporary flight restrictions) รอบพื้นที่พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัศมี 19 กิโลเมตร จากจุดศูนย์กลางบริเวณพิธี ณ ท้องสนามหลวง ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 60 ไปจนถึงวันที่ 29 ตุลาคม 60 ตลอดเวลาจนจบพิธี

การประกาศความร่วมมือเพื่อรักษาความสงบในครั้งนี้ ส่งผลให้โดรนทุกชนิดที่เป็นของบริษัท DJI ไม่สามารถขึ้นบินได้ หากอยู่ในบริเวณดังกล่าวที่ทางบริษัทกำหนดให้เป็นเขต NO FLY ZONE
ส่วนโดรนเเบรนด์อื่นที่ไม่ใช้ของ DJI ต้องขอความร่วมมือจากผู้ใช้ ไม่ขึ้นบินตลอดช่วงระยะเวลาพิธีการ ตามที่ กสทช. ประกาศห้าม

โดยปกติ “เขตห้ามบินโดรน หรือ Restricted Zones จะถูกประกาศใช้ในเขตสนามบิน หรือเขตหวงห้ามพิเศษเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว เเละเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งเขตห้ามบินโดรนหลักๆ ในประเทศไทยได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง  และสนามบินทั่วประเทศ


งานนี้ต้องชื่นชมทาง DJI ที่ออกโรงด้วยตัวเอง และถือเป็นอีก 1 แบรนด์ระดับโลกที่ให้ความสำคัญ ขานรับระเบียบการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เช็คเขต Restricted Zones ทั้งหมดได้ที่นี่ : https://www.dji.com/flysafe/no-fly

มาสด้าโตไม่หยุด ยอดขายเกือบ 37,000 คัน

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินตลาดรถยนต์ของประเทศไทยหลังปิดไตรมาสที่ 3 เตรียมแผนกลยุทธ์การแข่งขันในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือดของตลาดรถยนต์ รวมทั้งสัญญาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ภาพรวมของเศรษฐกิจดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยได้รับแรงหนุนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะตัวเลขยอดขายรถยนต์ที่ยังคงดีดตัวร้อนแรง แม้ว่า 3 เดือนที่ผ่านมาถือเป็นช่วงโลว์ซีซั่น แต่เมื่อมาดูตัวเลขยอดขายกลับไม่มีทีท่าจะชะลอตัวลงเฉลี่ยประมาณ 69,000 คันต่อเดือน โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์มาสด้าตลอด 9 เดือนที่ผ่านมาถือว่าร้อนแรงอย่างเห็นได้ชัด ปิดตัวเลขในไตรมาสที่ 3 กระโดดไปถึง 36,600 คัน เพิ่มสูงขึ้นถึง 15% สร้างความคึกคักให้กับตลาดเก๋งเล็กอีกครั้ง โดยเฉพาะมาสด้า2 ปีนี้ร้อนแรงอย่างมาก เพิ่มขึ้นถึง 30% เตรียมส่งรถอเนกประสงค์เอสยูวีใหม่ลงตลาดในเดือนพฤศจิกายนนี้

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า มาสด้าโหมทำกิจกรรมส่งเสริมตลาดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ควบคู่ไปกับการปรับปรุงภาพลักษณ์ของโชว์รูมเพื่อยกระดับคุณภาพของการบริการให้ได้มาตรฐาน รวมทั้งการเอาใจใส่ดูแลลูกค้าที่ซื้อรถเราไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการจัดส่งอะไหล่ภายใน 1 วัน การกำหนดราคาอะไหล่ให้ใกล้เคียงกับคู่แข่งในตลาด การเปิดช่องซ่อมพิเศษที่สามารถให้บริการอย่างรวดเร็วภายใน 45 นาที ผนวกกับการไมเนอเช้นจ์เข้ามาสร้างความสดใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์ ทำให้กระแสความนิยมในรถยนต์มาสด้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยในปีนี้มั่นใจอย่างยิ่งว่ายอดขายจะทะลุเกิน 51,000 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 20% คาดว่ายอดขายของตลาดรถยนต์จะเติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมา เราจะได้เห็นยอดขายรวมมากกว่า 820,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 7-10%

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลทำให้รถยนต์มาสด้าได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น คือเทคโนโลยีสกายแอคทีฟที่เกิดจากความพึงพอใจจากการใช้งานจริงของลูกค้าจนเกิดการบอกเล่าต่อปากต่อปาก รวมทั้งรูปลักษณ์ความสวยงามและความปราณีตใส่ใจในรายละเอียดในกระบวนการผลิตจนลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น รวมทั้งสมรรถนะความแรงและการประหยัดน้ำมัน และเทคโนโลยีการขับขี่ที่จัดเต็มเข้ามาในรถทุกรุ่นที่ทางมาสด้าได้ปรับเสริมเติมแต่งที่เกิดจากความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ทำให้ยอดขายกระเตื้องขึ้นมาตลอดทุกเดือน โดยไตรมาสแรกของปีนี้เติบโตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 6% แต่ในช่วงไตรมาสที่ 2 กลับร้อนแรงทะลุถึง 20% และไตรมาสที่ 3 ทะยานเพิ่มสูงขึ้นอีก 20% ส่วนไตรมาสสุดท้ายยังมีรถยนต์รุ่นใหม่เตรียมเข้ามาเสริมทัพสร้างความแข็งแกร่ง

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ว่า สภาวการณ์ด้านเศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยบวกมาจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวภายในประเทศและต่างชาติที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงไฮท์ซีซั่น ควบคู่กับการส่งออกที่พบว่ามีสัญญาณการเติบโตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายของภาครัฐด้วยการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณคงค้างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้เน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้แล้ว ยังเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศดีขึ้น ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ ประเมินว่าภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ยังเป็นฟันเฟืองที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปีนี้ ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดี และเมื่อรวมกับการลงทุนของภาครัฐทั้งทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน และ EEC ซึ่งเชื่อว่าจะสร้างโมเมนตั้มที่ดี ต่อเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ตามเป้าหมาย รวมทั้งดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อย่างเข้าสู่ปลายปีถึงต้นปีซึ่งเป้นช่วงฤดูหนาวประชาชนส่วนใหญ่จะออกมาท่องเที่ยวมากขึ้นส่งผลทำให้เงินหนุนเวียนเข้าสู่ระบบมากขึ้น

สำหรับตัวเลขยอดขายรถยนต์มาสด้าล่าสุดเดือนกันยายน 2560 ที่ผ่านมา มียอดขายสูงถึง 4,430 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 23% เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกันยายน 2559 โดยรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดยังคงเป็นสปอร์ตตัวจี๊ด มาสด้า2 มียอดขายสูงถึง 2,918 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 40% ส่วนรถอเนกประสงค์เอสยูวี มาสด้า ซีเอ็กซ์-5 ได้กำลังรับความสนใจจากลูกค้าเป็นอย่างมากอยู่ในเวลานี้ หลังจากที่มาสด้าประกาศโปรโมชั่นสุดพิเศษ ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 0% และผ่อนนานถึง 6 ปี อีกทั้งยังมอบฟรีประกันภัยชั้น 1 Mazda Premium Insurance และฟรีค่าบำรุงรักษา หรือ Mazda Care โดนใจลูกค้าที่ชื่นชอบรถสไตล์ครอสโอเวอร์ ส่งผลให้ยอดขายพุ่งทะลุถึง 534 คัน เติบโตสูงสุดถึง 121%

ด้านรถยนต์นั่งมาสด้า3 หลังจากมีการปรับโฉมใหม่เพิ่มอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่สกายแอคทีฟ วีฮิเคิล-ไดนามิกส์ และระบบควบคุมการขับขี่อัจฉริยะ จี-เวคเตอริ่ง คอนโทรล รวมทั้งเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยระดับโลก ส่งผลให้มาสด้า3 ได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มียอดขายสูงถึง 346 คัน ส่วนฟรีสไตล์ครอสโอเวอร์มาสด้า ซีเอ็กซ์-3 ก็ได้รับความนิยมเช่นเดียวกันมียอดขายสูงถึง 249 คัน รวมทั้งรถสปอร์ตโรสดเตอร์มาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 มียอดขายจำนวน 12 คัน  ในส่วนของตลาดรถปิกอัพมาสด้า บีที-50 โปร มียอดขายอยู่ที่ 371 คัน

สำหรับยอดขายรถยนต์มาสด้าเมื่อปิดไตรมาสที่ 3 ของปี 2560 ยังคงเติบโตร้องแรงต่อเนื่อง ด้วยยอดขายทะลุถึง 36,621 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2559 โดยเฉพาะมาสด้า2 ยังคงเป็นฮีโร่ที่สร้างยอดขายมากที่สุดถึง 22,516 คัน เพิ่มขึ้น 30% รั้งอันดับ 2 ในเซ็กเม้นต์ (โดยเฉพาะในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาทำเซอร์ไพรส์ขยับขึ้นครองแชมป์ในเซ็กเม้นต์นี้มาแล้ว) ส่วนมาสด้า3 ยังคงร้อนแรงไม่แพ้กันกวาดยอดขายไปได้ทั้งสิ้น 3,798 คัน เพิ่มขึ้น 22% และที่กำลังมาแรงแบบสุดๆ นั่นคือ รถอเนกประสงค์เอสยูวีมาสด้า ซีเอ็กซ์-5 ทำยอดขายไปได้สูงถึง 2,895 คัน เพิ่มขึ้น 22% ส่วนครอสโอเวอร์มาสด้า ซีเอ็กซ์-3 มียอดขายรวมทั้งสิ้น 2,971 และรถปิกอัพมาสด้า บีที-50 โปร ทำยอดขายไปได้ถึง 4,413 คัน นอกจากนี้ในส่วนของรถสปอร์ตโรดสเตอร์ เอ็มเอ็กซ์-5 ก็มีแฟนพันธุ์แท้เข้ามาจับจองเป็นเจ้าของมากถึง 28 คัน

ทางด้านผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดของมาสด้า นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับแผนกลยุทธ์ทางการตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 ที่จะทำให้มาสด้าโกยยอดได้ตามเป้าหมาย โดยมาสด้าเตรียมส่งรถรุ่นใหม่ลงสู่ตลาด ซึ่งจะมาเติมความร้อนแรงให้กับตลาดรถอเนกประสงค์เอสยูวี นอกจากนี้มาสด้ายังให้ความสำคัญกับโลกของการสื่อสารในปัจจุบัน คำกล่าวที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุดคือคำกล่าวจากผู้ที่มีประสบการณ์ตรงจากการใช้งาน มาสด้าจึงใช้ช่องทางสื่อสารต่างๆ ถ่ายทอดเรื่องราว ประสบการณ์ ความรู้สึกของผู้ใช้รถมาสด้าในชีวิตประจำวันจริงๆ นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์โฆษณา เพื่อถ่ายทอดความประทับใจต่างๆ เพื่อสร้างความรู้สึกเชื่อมั่นต่อแบรนด์ด้วยความจริงใจ ถ่ายทอดความผูกพันที่มีต่อแบรนด์ของลูกค้าไปกลับสู่ลูกค้า การดูแลลูกค้าไม่ได้จบเพียงแค่ให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ แต่ยังต่อเนื่องไปถึงการบริการหลังการขาย ความชื่นชอบหลังจากใช้งาน หรือแม้แต่ความสะดวกที่ได้รับจากการนำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการรูปแบบใหม่ที่มาสด้าบรรจงพัฒนาขึ้น มีลูกค้าแชร์ประสบการณ์ เรื่องราวต่างๆ เข้ามามากมาย เปรียบเสมือนกล่องแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปต่อยอดในการพัฒนาธุรกิจได้อีก

อีกหนึ่งในกลยุทธ์ที่ทำให้ลูกค้าตัดสินเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าได้ง่ายขึ้น คือ การเสนอแคมเปญหรือโปรโมชั่น กับอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 0% และผ่อนนานถึง 6 ปี ในรุ่น ซีเอ็กซ์-5 ที่ได้รับความสนใจจากลูกค้าจำนวนมาก

ยอดขายฟอร์ด 3 ไตรมาส เพิ่มทะลุ 37%

ฟอร์ด ประเทศไทยประกาศยอดขายไตรมาสที่สามของปี 2560 ที่เติบโตขึ้น 29 เปอร์เซ็นต์จากปีที่ผ่านมา ด้วยยอดจำหน่ายรถยนต์ 13,995 คัน สืบเนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ และรถเอสยูวีขนาดกลาง ฟอร์ด เอเวอเรสต์

 

ยอดขายที่โดดเด่นของไตรมาสนี้ ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดโดยรวมของฟอร์ดในช่วงไตรมาสสามเพิ่มขึ้น 0.9 เปอร์เซ็นต์ เป็น 6.7 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา

 

“ความนิยมของฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนผลประกอบการของเราในปีนี้” นายณรงค์ สีตลายน รองกรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “ช่วงฤดูฝนช่วยเน้นย้ำให้เห็นถึงสมรรถนะ และการใช้งานได้จริงของรถยนต์ทั้งสองรุ่น”

 

ในไตรมาสที่สาม ฟอร์ด เรนเจอร์ รถกระบะ ’เกิดมาแกร่ง’ มียอดขายสูงขึ้นถึง 38 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็น 10,884 คัน โดยยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ส่งผลให้ฟอร์ด เรนเจอร์มีส่วนแบ่งตลาดในเซ็กเมนต์นี้เพิ่มสูงขึ้น โดยเติบโตขึ้นจากไตรมาสเดียวกันในปีที่แล้ว 1.9 เปอร์เซ็นต์ เป็น 12.1 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสนี้

 

ฟอร์ด เรนเจอร์ ครองตำแหน่งรถกระบะที่ขายดีที่สุดอันดับสามในประเทศไทย ท่ามกลางภาวะตลาดรถกระบะที่มีการแข่งขันสูงมาก ด้วยยอดขายตั้งแต่ต้นปีที่สูงขึ้น 46 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นยอดขายรวมทั้งสิ้น 31,114 คัน โดยมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น 2.9 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 11.9 เปอร์เซ็นต์

 

ในประเทศไทย ฟอร์ด เรนเจอร์ มีจำหน่ายทั้งหมด 24 รุ่น ตั้งแต่ รุ่นไฮซีรี่ยส์ อย่าง ไวลด์แทรค และรุ่นพรีเมียม อย่างFX4 ไปจนถึงรุ่น XL และ XLS ที่เน้นการใช้งาน

 

นอกจากนี้ ในไตรมาสที่สาม ยอดขายฟอร์ด เอเวอเรสต์ยังเพิ่มขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์ ด้วยยอดขาย 2,154 คัน ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของฟอร์ดในเซ็กเมนต์รถเอสยูวีขนาดกลางเพิ่มขึ้น 1.7 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 17.3 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ยอดขายตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนกันยายนของฟอร์ด เอเวอเรสต์เติบโตขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นยอดขายรวม 5,801 คัน และทำให้ส่วนแบ่งตลาดในเซ็กเมนต์นี้สูงขึ้น 2.5 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 14.1เปอร์เซ็นต์

 

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ชาญฉลาดที่สุดในตลาดรถเอสยูวีขนาดกลาง ด้วยดีไซน์ภายนอกที่บึกบึนและภายในที่หรูหรา ครบครันด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็น ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System)ระบบช่วยควบคุมรถให้ขับขี่ในช่องทาง (Lane Keeping System) และระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System)

 

ฟอร์ด เอคโค่สปอร์ต รถคอมแพคเอสยูวี มียอดขายเพิ่มขึ้น 7 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีที่แล้ว คิดเป็นยอดขายรวม 752 คัน ส่งผลให้มีส่วนแบ่งตลาดสูงขึ้น 3.3 เปอร์เซ็นต์ เป็น 12.4 เปอร์เซ็นต์ โดยมียอดขายรวมตั้งแต่ต้นปีเพิ่มขึ้น 29 เปอร์เซ็นต์ ด้วยยอดขายที่ 2,117 คัน

 

ผลประกอบการที่โดดเด่นในไตรมาสที่สามของฟอร์ด ส่งผลให้ยอดขายรวมตั้งแต่ต้นปี 2560 จนถึงเดือนกันยายนของฟอร์ด เพิ่มสูงขึ้นถึง 37 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นยอดขายรวมที่ 39,508 คัน

 

ในไตรมาสที่สามนี้ ฟอร์ด ประเทศไทยยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายตัวแทนผู้จำหน่ายและศูนย์บริการในพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ รวมถึงการเปิดตัวโชว์รูมใหม่อีก 11 แห่ง เร็วๆ นี้

 

“เรามุ่งมั่นพัฒนางานบริการที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพึงพอใจและส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ฟอร์ดที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของเรา ซึ่งรวมไปถึงการขยายเครือข่ายโชว์รูมเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงฟอร์ดได้ง่ายขึ้น การยกระดับบริการหลังการขายเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้า และการพัฒนาโปรแกรมอบรมที่ปรึกษาการขายและช่างเทคนิคที่โชว์รูมและศูนย์บริการของเราให้เข้มข้นมากขึ้นอีกด้วย นายณรงค์กล่าว

KTC เผยโฉมแอพ TapKTC สุดล้ำ ล็อคอินด้วยสแกนม่านตา

เคทีซีส่งอาวุธหลักลงสนามการเงิน โมบายแอพฯ “TapKTC” ที่มาพร้อมลุคใหม่ เน้นตอบโจทย์ผู้ใช้และสมาชิกกว่า 3 ล้านบัญชี ให้ได้รับประสบการณ์ที่ดี (Customer Experience) ด้วยภาพลักษณ์ที่ทันสมัย พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่ง่าย สบายตากับฟีเจอร์จำเป็นที่เลือกได้เอง และระบบการล็อคอินเข้าใช้งานที่ปลอดภัยครบถ้วนเหนือใคร ด้วยการใช้ลายนิ้วมือและสแกนม่านตาตามมาตรฐานซัมซุง พาส (Samsung Pass) ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และที่ 3 ของโลก  

 

นายธศพงษ์  รังควร  ผู้อำนวยการ – ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เคทีซีได้ปรับโฉมโมบาย แอพพลิเคชัน “TapKTC” ใหม่ เพื่อรองรับกับเทรนด์ของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับไว ชู 3 เรื่องหลัก คือ ใช้ง่าย เสถียร และปลอดภัย ด้วยการเพิ่มฟังก์ชันใช้งานที่ตอบโจทย์สมาชิกทั่วประเทศให้ได้รับประสบการณ์ที่ดี (Customer Experience) ซึ่งนอกจากจะมีการดีไซน์ที่ทันสมัยแล้ว ยังเน้นการ     ใช้งานที่สะดวกและสบายตากับฟีเจอร์จำเป็นที่สมาชิกเลือกได้เอง”

 

“เคทีซียังเพิ่มความปลอดภัยระดับสูงสุดให้สมาชิกมั่นใจมากยิ่งขึ้น ด้วยทางเลือกในการยืนยันตัวตนหรือ   อัตลักษณ์ (Biometrics) นอกเหนือจากการใช้รหัส (Pin) ที่เพิ่มความปลอดภัยด้วยแป้นพิมพ์ไดนามิค(Dynamic Keyboard) ในการล็อคอินเข้าใช้บริการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคล หรือทำรายการธุรกรรมการเงินผ่านโมบาย แอพฯ “TapKTC” ทั้งการสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint) และใหม่ล่าสุดกับเทคโนโลยีการสแกนม่านตา (Iris) กับบริการซัมซุง พาส (Samsung Pass) ซึ่งเคทีซีนับเป็นสถาบันการเงิน รายแรกและรายเดียวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และที่ 3 ของโลกที่เริ่มใช้เทคโนโลยีนี้ โดยความร่วมมือกับซัมซุง ซึ่งผู้ใช้สมาร์ทโฟนซัมซุง แกแล็คซี่ (Samsung Galaxy) ที่มีอินฟราเรด สแกนม่านตา เช่น S8 / S8+ และ Note 8สามารถใช้เทคโนโลยีนี้ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยที่ข้อมูลทางชีวภาพของสมาชิกจะถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยที่คลาวด์ (Cloud) ในชื่อ FIDO (Fast Identity Online) ไม่เก็บที่อุปกรณ์สมาร์ทโฟน (Devices) ต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยการ Log in เข้าใช้บริการ TapKTC ด้วย การสแกนม่านตา (Iris) กับบริการซัมซุง พาส (Samsung Pass) นั้น ปัจจุบันได้อยู่ในการทดลองให้บริการ Regulatory Sandbox ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย และนับจากไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 ต่อเนื่องถึงปี 2561 “TapKTC” จะเป็นช่องทางสำคัญในการทำกิจกรรมการตลาดเชิงรุกเข้าถึงสมาชิกที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งเราเชื่อว่า “TapKTC” เป็นโมบายแอพพลิเคชันที่ดีที่สุดของวงการบัตรเครดิตในขณะนี้”

 

นายปริญญา อรรถพรมงคล  ผู้จัดการอาวุโส – ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” กล่าวถึงจุดเด่นของฟังก์ชันการใช้งานใน “TapKTC” ว่า “เคทีซีได้เพิ่มฟีเจอร์สำคัญและจำเป็นที่สมาชิกสามารถทราบข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับบัญชีส่วนตัวได้กับลุคใหม่ที่ใช้งานง่ายและสะดวกใน My Account สามารถดูข้อมูลได้ในที่เดียว ไม่ว่าจะมีบัตรเคทีซีกี่ใบ ทั้งบัญชีบัตรหรือเช็คคะแนนสะสม การแสดงยอดเงินรวมของบัตรทุกใบที่ใช้ และวงเงินรวมคงเหลือของบัตรทุกใบ การบริหารจัดการข้อมูลที่เลือกได้เอง อาทิ การตั้งค่าแจ้งเตือนรายการเมื่อมีการใช้จ่ายผ่านบัตรโดยสามารถกำหนดยอดเงินให้ระบบแจ้งเตือน / การตั้งค่าแจ้งเตือนกำหนดชำระค่าใช้จ่ายล่วงหน้า / การอายัติบัตรชั่วคราวเมื่อสูญหาย / การกำหนดยอดการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงยังสามารถสมัครหรือปรับเปลี่ยนวิธีการรับใบแจ้งยอดค่าใช้จ่ายง่ายๆ ได้ด้วยตนเอง”

 

“นอกจากนี้ ยังสามารถใช้คะแนนสะสมแลกสินค้าและบริการได้เอง ไม่ว่าจะเป็นไมล์สะสมรอยัล ออร์คิด พลัส / แอร์ เอเชีย / ฟลายเออร์ โบนัส ของบางกอก แอร์เวยส์ / การแลกรับเงินคืน (Cash back) หรือการบริจาค / การโอนคะแนนสะสมระหว่างบัตรได้ง่ายๆ โดยไม่จำกัดคะแนนขั้นต่ำในการโอน / การบริหารค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนให้คล่องตัวขึ้นด้วย KTC FLEXI บริการแบ่งชำระค่าสินค้าและบริการผ่านบัตรเคทีซี โดยเลือกทำรายการเองได้ทันใจผ่านบริการออนไลน์ / การเบิกถอนเงินสดออนไลน์ทันทีได้ทุกที่ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านบัตรเครดิตเคทีซี หรือบัตรสินเชื่อพร้อมใช้   “เคทีซี พราว” โดยเงินจะโอนเข้าบัญชีเงินฝากที่มีกับธนาคารกรุงไทย”

 

นางสาวเรือนแก้ว เกษมสวัสดิ์ศรี  ผู้จัดการอาวุโส – บริหารจัดการข้อมูลลูกค้า “เคทีซี” กล่าวถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีกับสมาชิกผ่าน TapKTC ว่า “เคทีซีได้พัฒนาแอพพลิเคชันที่ตอบโจทย์และมีคุณค่ากับสมาชิกอย่างแท้จริง เน้นให้ทุกฟังก์ชันมีประโยชน์ สะดวก และไม่เป็นภาระกับผู้ใช้งาน ตามแนวคิดใหม่ของแบรนด์ เคทีซี “ทำให้ง่ายและเข้าใจง่าย” (Smart Simplicity) โดยมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีกับสมาชิก(CX-Customer Experience) ผ่าน 3 แกนหลัก คือ 1. Smart Design ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้ทันสมัย เรียบง่ายและสบายตา เมนูการใช้งานอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม สมาชิกสามารถพบข้อมูลและฟังค์ชันที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว และเลือกใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย 2. Smart Process เน้นให้สมาชิกใช้เวลาทุกขั้นตอนบนแอพพลิเคชันให้น้อยที่สุด ตัดกระบวนการที่ยุ่งยาก (Customer Pain Points) และไม่จำเป็นออก เช่น การลงทะเบียน ที่ปรับให้เหลือแค่การกรอกข้อมูลเพียง 2 ฟิลด์ หรือหน้า My account ที่สมาชิกไม่จำเป็นต้องเพิ่มข้อมูลบัญชี ข้อมูลทุกผลิตภัณฑ์ของเคทีซีจะแสดงอัตโนมัติหลังลงทะเบียนเสร็จ โดยในทุกฟังค์ชันบนแอพพลิเคชัน สมาชิกจะสามารถทำสำเร็จโดยการกด (Tap) เพียงไม่กี่ครั้ง  3. Smart Move ใช้หลักการ Business Agility คือ ปรับเปลี่ยนและอัพเดทแอพพลิเคชันอย่างสม่ำเสมอ รวดเร็ว และต่อเนื่อง รวมถึงการเพิ่มฟีเจอร์การใช้งานใหม่ๆ เป็นระยะ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของสมาชิกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ให้สมาชิกได้รับประสบการณ์ที่ดี และเกิดความประทับใจในระยะยาว”

 

“เราหวังว่าโมบาย แอพพลิเคชัน “TapKTC” โฉมใหม่นี้ จะเป็นเสมือนเพื่อนคู่กาย ที่เชื่อมโยงเคทีซีกับสมาชิกเข้าไว้ด้วยกัน โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านราย ภายในปี 2561” นายธศพงษ์กล่าวทิ้งท้าย

 “ธนชาต” อัดแคมเปญต่อเนื่อง หวังดึงลูกค้าเดบิต-เงินฝาก

คมชลัช พิถีพรหม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์เงินฝากและผลิตภัณฑ์หน่วยลงทุน ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชนกล่าวว่า ลูกค้าบัตรเดบิตและเงินฝากเป็นฐานลูกค้าที่ธนชาตให้ความสำคัญ และวางกลยุทธ์ที่จะช่วงชิงมาจากธนาคารขนาดใหญ่มาหลายปีแล้ว โดยต้องการให้ใช้ธนาคารธนชาตเป็นธนาคารหลัก ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีที่จริงจังมากกว่าทุกปี เห็นได้จากการออกทั้งแคมเปญและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆตลอดทั้งปี

ด้วยความที่ธนชาตเป็นธนาคารขนาดกลาง การจะไปดึงฐานลูกค้าจากกลุ่มของธนาคารขนาดใหญ่ได้นั้น จึงต้องแข่งด้วย กลยุทธ์หลักๆ คือ 1.เข้าใจความต้องการของลูกค้า และ 2.เข้าไปหาช่องวางธนาคารขนาดใหญ่ทำไม่ได้ เช่น ชูเรื่องไลฟ์สไตล์ ความสะดวก ค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย”

โดยในกลุ่มของบัตรเดบิตนั้น แม้จะมีการกระตุ้นสังคมไร้เงินสดจากธนาคารต่างๆ รวมถึงการชูเทคโนโลยี QR Cood ซึ่งคาดว่าจะทำให้บัตรเดบิต ที่สามารถกดเงินได้ลดลง แต่อย่างไรก็ตามบัตรเดบิตก็ยังมีกลุ่มผู้ใช้อยู่ เนื่องจากเคยชินกับพฤติกรรมที่ใช้ ทำให้ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่าน ได้จับกลุ่มของผู้ที่ชื่นชอบซูเปอร์ฮีโร่ ผ่านการออกบัตรเดบิตลายการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ “Thanachart Justice League Chibi” โดยลายการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่มี ลายได้แก่ Wonder Woman, Batmanและ The Flash ถือว่าได้รับผมตอบรับเป็นอยากดี โดยมียอดออกบัตรไปแล้ว 75% จากเป้าหมายบัตร 100,000 ใบภายใน ปี

โดยในไตรมาส ได้เข้าร่วมกิจกรรม Justice League Run Bangkok 2017 ชวนสาวกซูเปอร์ฮีโร่วิ่งออกกำลัง ให้ส่วนลด 10% เมื่อรูดด้วยบัตรเดบิตธนชาตบัตรเครดิต Diamond Series คาดว่าจะมีผู้มาร่วมวิ่ง 5,000 – 8,000 คน

ด้านกลุ่มลูกค้าเงินฝาก เน้นไปที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ฟรีเว่อร์ไลท์ ดึง ซันนี่ และ โอปอล์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณา ในคอนเซ็ปต์ ฟรีไม่จำกัดจัดได้ทุกตู้ ซึ่งถือเป็นแคมเปญโฆษณาใหญ่ของปี แบ่งเป็นซีรี่ส์ เรื่อง แต่ละเรื่องชูสิทธิประโยชน์ของการทำธุรกรรมฟรีในทุกแง่มุมทั้งกด ถอน โอน จ่าย และค่าธรรมเนียมการออกบัตร รวมถึงค่าธรรมเนียมโอนเงินต่างธนาคาร โดยคาดว่าภายในสิ้นปี ธนาคารจะมีจำนวนลูกค้าบัญชี ฟรีเว่อร์ไลท์ เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจากปีก่อน

ขณะที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์อีกตัวที่ธนชาตจัดแคมเปญพิเศษปลายปีคือ อัลตร้าเซฟวิ่ง ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากเพื่อการออมรูปแบบใหม่ที่รวมข้อดีของเงินฝากประจำและเงินฝากออมทรัพย์ไว้ด้วยกัน ทั้งให้ดอกเบี้ยสูงเหมือนเงินฝากประจำ และมีความยืดหยุ่นคล่องตัวในการบริหารเงินเหมือนเงินฝากออมทรัพย์ และยังได้รับดอกเบี้ยรายเดือนอีกด้วย1.5- 1.8%

ปัจจุบัน ธนาคารธนชาตฐานลูกค้าเงินฝาก แสนล้านบาท บัญชีเงินฝาก 4-5 ล้านบัญชี บัตรเดบิต ล้านใบ โดยปีหน้าวางแผนที่จะออกลายบัตรเดบิตใหม่ และผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ๆ

CPN ทุ่ม 4,750 ล้าน “เซ็นทรัลพลาซา มหาชัย” พร้อมเปิด 23 พ.ย. นี้

  • ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์และเดสติเนชั่นใหม่เมืองมหาชัยด้วยดีไซน์คอนเซ็ปต์ “มหานาวาแห่งความสุข” ตอบโจทย์คนมหาชัย นักเดินทาง และคนกรุงเทพฯ
  • ชาร์จพลังความสดชื่น THE BEST HIGHWAY DESTINATION จุดแวะพักที่ดีที่สุดเติมเต็มความสดชื่นที่สมบูรณ์แบบที่สุดเพื่อนักเดินทาง
  • พบกับ EATALAY ตลาดซีฟู้ดสุดอลังการดีที่สุด เสิร์ฟความสดจากทะเลถึง โต๊ะอาหาร จุดเช็คอินความอร่อยที่คนกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวเดินทางมาได้ง่ายๆ
  • ช้อปของฝากครบที่สุดที่ MAHACHAI MARCHÉตลาดของฝากที่รวมของดีของมหาชัยและของดีจากทั่วประเทศ ให้นักเดินทางได้ช้อป ชิม ชิล ครบจบในที่เดียว
  • เปิดไลฟ์สไตล์มิติใหม่ให้คนมหาชัยด้วยทัพธุรกิจของกลุ่มเซ็นทรัล ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน, ท็อปซูเปอร์สโตร์, ซูเปอร์สปอร์ต, พาวเวอร์บาย, B2S และโรงภาพยนตร์ SF

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น ผู้นำด้านธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดของไทย ประกาศพร้อมจะเปิดโครงการ “เซ็นทรัลพลาซา มหาชัย” อย่างยิ่งใหญ่ในวันที่ 23 พ.ย. 2560 ณ จ. สมุทรสาคร ประตูเชื่อมต่อสู่ภาคใต้ โดยตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพเส้นถนนพระราม 2 ขาเข้ากรุงเทพฯ ปักธงแลนด์มาร์คแห่งใหม่เพื่อเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตแห่งใหม่ จับกลุ่มลูกค้า 3 กลุ่มหลักคือ คนในจังหวัด นักเดินทาง และคนกรุงเทพฯ พร้อมชูคอนเซ็ปต์ การออกแบบ “มหานาวา” (MAHANAVA) เรือลำใหญ่ที่นำพาความสุขและมอบประสบการณ์ตื่นเต้น แปลกใหม่ และโซนพิเศษรูปแบบใหม่ครั้งแรกในศูนย์การค้าของซีพีเอ็น

เซ็นทรัลพลาซา มหาชัย เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ซีพีเอ็นทุ่มงบพัฒนาอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีมูลค่าโครงการรวม 4,750 ล้านบาท บนที่ดิน 98 ไร่ พื้นที่โครงการรวม 170,000 ตร.ม. เจาะใจกลางพื้นที่ 2 จังหวัดคือ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม บนทำเลยุทธศาสตร์ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายที่มีประชากรโดยรวมกว่า 1.18 ล้านคน รวมทั้งนักท่องเที่ยวทั่วไทยและต่างชาติที่สัญจรไปมาสูงถึง 1.3 ล้านคนต่อปี เนื่องจากเป็นหนึ่งในเส้นทางท่องเที่ยวสำคัญสู่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในจังหวัดภาคใต้ด้วย

นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานปฏิบัติการ บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “ซีพีเอ็นมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศูนย์การค้าในทำเลศักยภาพสูงทั่วประเทศ พร้อมทั้งสร้างความเติบโตและกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกจังหวัดที่เราตั้งอยู่ ซึ่งสมุทรสาครก็เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีศักยภาพสูง เป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ขณะนี้โครงการ ‘เซ็นทรัลพลาซา มหาชัย’ มีความคืบหน้าและความพร้อมเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ ทั้งในส่วนการก่อสร้างแล้วเสร็จกว่า 85% รวมถึงการเตรียมขนทัพสินค้าและบริการ ซึ่งจะพร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 นี้แน่นอน เราตั้งเป้าให้ศูนย์การค้าของเราเป็น ‘Center of Life’ หรือศูนย์กลางการใช้ชีวิต ทำกิจกรรมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คน พร้อมด้วยพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสนับสนุนกิจกรรมของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ในจังหวัด ซึ่งเราหวังว่าการเข้ามาพัฒนาศูนย์การค้าของเราจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ ช่วยโปรโมทของดีท้องถิ่น และยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัด ที่จะส่งผลต่อภาพใหญ่ในระดับประเทศ และเป็น ‘The Best Highway Destination’ จุดแวะพักเติมเต็ม ความสดชื่นที่ดีที่สุดสำหรับนักเดินทาง”

“ในด้านกลยุทธ์และคอนเซ็ปต์ของศูนย์ฯ เราตั้งใจให้เซ็นทรัลพลาซา มหาชัย เป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตที่ครบครันและสร้างสรรค์ประสบการณ์ตื่นเต้นสดใหม่ให้กับจังหวัด ตั้งแต่การออกแบบอาคารของศูนย์การค้าทั้งภายนอกและภายในให้เป็‘มหานาวา’ (MAHANAVA) เรือลำใหญ่กับบรรยากาศของท่าเรือและหมู่บ้านประมงอันเป็นเอกลักษณ์ของสมุทรสาคร ไปจนถึงการมอบความครบครันของสินค้าและไลฟ์สไตล์ สดใหม่นำเทรนด์ของ ‘Lifestyle Destination’ บนพื้นที่กว่า 6,000 ตร.ม. กับทัพสินค้าแบรนด์ดังหลากหลายสไตล์ และ ‘Dining Destination’ บนพื้นที่ 10,000 ตร.ม. ตอบรับไลฟ์สไตล์กิน ดื่ม ชิล สำหรับ ทุกคนกับร้านอาหารแนวครอบครัว หรือเบเกอรี่ เสริมทัพด้วยการผนึกกำลังของกลุ่มเซ็นทรัล นำโดย ‘ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน’ สุดยิ่งใหญ่บนพื้นที่ 15,000 ตร.ม. พลิกคอนเซ็ปต์ห้างสรรพสินค้าที่ไม่ได้แค่นำเสนอสินค้าแต่มอบประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างและนำสมัย, ‘ท็อปซูเปอร์สโตร์’ ที่ขนสินค้าและผลิตภัณฑ์สดใหม่ มีคุณภาพ หลากหลาย ครบครัน ทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค ร่วมด้วย ‘ซูเปอร์สปอร์ต’ ‘พาวเวอร์บาย’ ‘B2S’ และ ‘โรงภาพยนตร์ SF’ ที่จะมาเติมเต็มความสดใหม่ความสนุกสนาน ความ-บันเทิงให้กับชีวิตของคนมหาชัยและนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านไปมาได้อย่างรอบด้านครบจบในที่เดียว” นายปกรณ์กล่าว

เซ็นทรัลพลาซา มหาชัยโดดเด่นด้วยประสบการณ์ “Semi-Outdoor Lifestyle” ในคอนเซ็ปต์ที่สดใหม่ ยิ่งใหญ่ และครบครันที่สุดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในมหาชัย เป็นอีกหนึ่งเดสติเนชั่นที่ทุกคนไม่อยากพลาด

โดยไฮไลท์สำคัญ ได้แก่

1. “HIGHWAY DESTINATION” จุดแวะพักสำหรับนักเดินทางที่ดีและสมบูรณ์แบบที่สุดของมหาชัย ที่นักเดินทางต้องปักหมุดแวะพักเติมพลังความสดชื่นออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกครบวงจรให้กับนักเดินทางที่สัญจรผ่านไปมา ประกอบด้วยร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ร้านกาแฟ เอาท์ดอร์มาร์เก็ต และศูนย์รวมของฝากของที่ระลึก พร้อมด้วยพื้นที่จอดรถรองรับรถสาธารณะ รถยนต์ รถทัวร์ และ “ห้องน้ำสะอาด” ในธีมคอนเซ็ปต์ใหม่ที่ทุกคนจะต้องมาแวะถ่ายรูปและปักหมุดเช็คอินกันอย่างแน่นอน

2. “EATALAY” ตลาดซีฟู้ดรูปแบบใหม่สไตล์คนเมือง เสิร์ฟความสดจากท้องทะเลส่งตรงจากท่าเรือถึงโต๊ะอาหาร ให้ทุกคนเอ็นจอยกับความสดใหม่ของอาหารทะเลหลากหลายในบรรยากาศมีสไตล์ที่แรกและที่เดียวในมหาชัย เลือกสรรอาหารทะเลสดๆ เป็นๆ จากวัตถุดิบที่ดีที่สุดของมหาชัยมาปรุงโดยเชฟฝีมือเด็ด สร้างสรรค์เป็นเมนูพิเศษ เสริมด้วยโซนอาหารทะเลสไตล์ปิ้งย่าง เหมาะกับทุกการสังสรรค์ของครอบครัวและแก๊งเพื่อน

3. “MAHACHAI MARCHÉ” ตลาดของฝากที่รวมของดีประจำจังหวัดและจากทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากจะสามารถช้อปครบจบในที่เดียวแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ท้องถิ่นประจำจังหวัด ให้ได้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าอีกด้วย

คุณปกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดสมุทรสาครมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอาหารทะเลที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความสด หลากหลาย และมีคุณภาพในระดับที่สามารถเป็น ‘ครัวอาหารทะเลของโลก’ ได้ นอกจากนี้ก็ยังมีผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ของดีประจำจังหวัดอื่นๆ เช่น ‘หอยพิม ที่มีขายที่สมุทรสาครที่เดียว’, ‘มะนาว เปลือกบาง น้ำเยอะ’, ‘ลำไย ทานแล้วไม่ร้อนใน’, ‘ปลาทูก้างนิ่ม’, ‘เกลือสมุทร’, ‘ใบชะคราม’ และ ‘เครื่องเบญจรงค์ ผลิตภัณฑ์ OTOP’ นอกจากนี้ มหาชัยยังมีมนต์เสน่ห์ของแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและประวัติศาสตร์ และตั้งอยู่บนเส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวไทยและต่างชาติ

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา มหาชัย ตั้งอยู่อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เดินทางสะดวก มีจุดกลับรถอยู่ติดถนนใหญ่เส้นพระราม 2 พร้อมพื้นที่จอดรถรองรับรถยนต์ได้กว่า 1,500 คัน และรถมอเตอร์ไซค์กว่า 1,000 คัน พร้อมต้อนรับคนมหาชัยและจังหวัดใกล้เคียง ผู้ที่สัญจรไปมา และนักท่องเที่ยว อย่างเต็มรูปแบบ และเตรียมจัดงานพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่มาสู่มหาชัย 23 พ.ย. 60 นี้