Category Archives: The Columnist

The Latest in Branding Strategy Part 75

by: ผศ.รอ.นพ.ดร.สุมาส วงศ์สุนพรัตน์

ปรากฏการณ์สำคัญๆที่ได้เกิดขึ้นในปี 2017 จนถึงนาทีนี้ที่มีผลต่อกลยุทธ์การสร้างแบรนด์และการตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น มีหลายอย่างด้วยกัน ผมขอ update ก่อนที่จะอธิบายให้เห็นถึง impact ของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ที่จะมีผลต่อกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ได้อย่างไร ข่าวการที่ Amazon ได้เข้าซื้อกิจการของ Whole Foods ด้วยราคา $42 ต่อหุ้นรวมเป็นมูลค่า $13.7 billion หรือหนึ่งหมื่นสามพันเจ็ดร้อยล้านเหรียญหรือราว 465,800 ล้านบาท ในขณะที่ department store ในอเมริกาก็ทยอยกันปิดตัวลงอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อนเช่น ห้าง JC Penney ห้าง Macy’s
ห้าง Sears และ Kmart เป็นต้น

รวมไปถึงพวก middle-of-the-mall chains อย่างเช่น Crocs, BCBG, Abercrombie & Fitch และ Guess เป็นต้น และอีกประมาณ 3,500 ร้านที่จะทยอยปิดตัวลงในอีกสองถึงสามเดือนข้างหน้านี้ครับ มันเกิดอะไรขึ้นกับศูนย์การค้าและร้านค้าแบรนด์ดังๆเหล่านี้ที่คนทั่วโลกต่างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีในอเมริกาครับ ในขณะที่บาง retail chain ก็ปิดร้านค้าทั้งหมดลงและเปลี่ยนไปขายแบบ online เพียงอย่างเดียวอย่างเช่น Bebe ที่ปิด 170 ร้านค้าทั้งหมดลงและ The Limited ที่ปิด 250 ร้านค้าทั้งหมดลงแล้วไปเน้นแต่การขายผ่าน internet เท่านั้น

 

ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกต่างหันมาซื้อสินค้าผ่านมือถือกันมากขึ้น โดยเฉพาะแนวโน้มการซื้อสินค้าราคาแพงๆที่เดิมทีจะไม่ค่อยกล้าซื้อผ่านมือถือเท่าไหร่ ในขณะเดียวกัน คนที่นิยมไปเดินซื้อของตาม shopping mall และ department store ก็ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องโดยในช่วงสามปีที่ผ่านมาได้ลดลงถึง 50% เนื่องจากเกิดภาวะ oversupply ของ retail space เนื่องจากผู้บริโภคต่างหันมานิยม shopping online มากขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้มีการคาดการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้นี้มากกว่า 1 ใน 3 หรือราว 400 shopping malls จากทั้งหมด 1,100 malls ในอเมริกาจะต้องปิดตัวไปและในจำนวน 700 malls ที่เหลืออยู่ จะมีอยู่เพียง 250 malls เท่านั้นที่สามารถอยู่รอดได้ ฟังดูแล้วเป็นไงครับ ในขณะที่ศูนย์การค้าในอเมริกาทยอยพากันปิดตัวลงเพราะคนหันไปซื้อสินค้า online ผ่านมือถือกันมากขึ้น แต่บ้านเรากลับแข่งกันสร้าง malls ใหม่ๆโดยมีข่าวกันทุกเดือนถึงการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ ถ้าคุณเป็นนักลงทุนในหุ้นหรือกองทุนอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund หรือ REITs) ของกลุ่มค้าปลีกใหญ่ๆเหล่านี้คงจะต้องคิดหนักหน่อยนะครับ

ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้เจ้าของแบรนด์ทั้งหลายต้องหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนใน search channels ต่างๆให้มากขึ้นโดยเฉพาะช่องทางที่สามารถวัด ROI (Return On Investment) ได้อย่างแม่นยำและไม่ bias เช่น Google Shopping ที่เรียกว่า Products Listing Ad ที่ทำให้ลูกค้าสามารถหาแบรนด์สินค้าได้ง่ายขึ้น อย่างสะดวกและรวดเร็วเพื่อเพิ่ม conversion rate นอกจากนั้นยังต้องเลือก online advertisers ที่มี programmatic advertising ที่สามารถสร้าง highly personalized user experience ผ่าน messaging & animations combo และ real-time video ads ทำให้สามารถทำ real-time campaign optimization เพื่อให้ได้ return on post-click sales target และ ROI target ที่ต้องการตามที่ตั้งเป้าไว้

นอกจากนั้น การที่ผู้บริโภคหันมาซื้อของผ่านมือถือกันมากขึ้นทุกวัน ทำให้ retailers ต่างต้องหันมาสร้าง site designs บนมือถือเพื่อให้เป็น primary digital channel ที่จะ interact กับผู้บริโภค นอกจากนั้นยังต้องลงทุนในเทคโนโลยีที่สามารถ connect กับลูกค้าได้ทั้ง online และ in-store customer touchpoints ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ branding หรือ marketing สิ่งที่นักการตลาดและนักสร้างแบรนด์ในยุคนี้จะต้องคำนึงถึงเสมอคือคิดถึง mobile marketing และ mobile branding ก่อนสิ่งอื่นใดเพื่อให้ลูกค้าได้ mobile experience ที่ดีต่อแบรนด์

 

แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายในยุคนี้จะมุ่งเน้นการ design ให้แบรนด์ดูโดดเด่น เท่ และแตกต่างเพื่อให้สามารถดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคและง่ายต่อการจดจำ นอกจากนั้นลูกค้ายังอยากที่จะนำไป share ผ่าน social media ต่างๆเพราะ brand มี design ที่เท่ เก๋ไก๋ ใครก็อยากเป็นเจ้าของหรือไป associate กับแบรนด์เหล่านั้นด้วย มีผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ได้ทำการเปรียบเทียบแบรนด์ที่มี design ที่ดีโดยใช้มาตรฐานสากลของ Design Value Index เพื่อวัด performance ของ design-centric brands เหล่านี้เทียบกับ S&P 500 index ย้อนหลังไป 10 ปี พบว่าแบรนด์ที่มีการ design ที่ดีมีผลประกอบการณ์ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยมี 10-year shareholder return สูงกว่า return ที่ได้จากการลงทุนใน S&P 500 index ถึงกว่าสองเท่าหรือ 219%

 

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เราจะได้ข่าวคราวของความก้าวหน้าทางด้าน Virtual Reality (VR) technological advancements และ VR product commercials มากมาย อย่างเช่น Six Flags Entertainment วางแผนที่จะ launch VR product ตัวใหม่ที่เป็น VR roller coaster rides โดยจำลองการเล่นรถไฟฟ้าเหาะทั้งหลายให้เข้ามาอยู่ในแว่น VR โดยให้ความรู้สึกเสมือนกับไปเล่นจริง ทำให้สามารถประหยัดเงินจำนวนมหาศาลในการสร้างรถไฟเหาะลอยฟ้าหรือสามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของ R&D ในขบวนการของ new product development เพื่อดูว่าลูกค้าชอบ ตื่นเต้นแค่ไหน และมี feedback อย่างไรต่อ design แบบต่างๆก่อนที่จะสร้างจริงเป็นต้น

อีกแบรนด์หนึ่งที่ได้นำ VR มาใช้เพื่อเสริม brand value ให้กับลูกค้าก็คือ StubHub ซึ่งทำธุรกิจ online ticket marketplace หรือขายตั๋วทุกชนิดผ่าน online ได้นำเทคโนโลยี VR มาใช้เพื่อให้ลูกค้าสามารถได้ลองเข้าไปนั่งในที่นั่งจริงของสนามกีฬาต่างๆ ในโรงละคร สถานที่จัด concert หรือที่นั่งในโรงภาพยนตร์ผ่าน VR technology เพื่อทดสอบวิวว่าสามารถมองเห็นได้ชัดแค่ไหน พอใจหรือไม่ เหมาะสมกับราคาที่จะจ่ายหรือเปล่าก่อนที่จะตัดสินใจซื้อตั๋วเป็นต้น แบรนด์ที่รู้จักนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าถือเป็น branding strategy ที่สำคัญอันหนึ่งในยุคนี้ นี่แหละครับที่เราเรียกว่า BRANDING 4.0

 

แบรนด์กับเทคโนโลยีกลายเป็นของคู่กันไปเสียแล้วในการสร้างแบรนด์ในยุค 4.0 ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีมา add value ให้กับลูกค้าดังกล่าวข้างต้นหรือนำมาช่วย manage inefficiency ทั้งหลายดังจะเห็นได้จากวิสัยทัศน์ของ UBER แบรนด์ที่มองว่ารถส่วนใหญ่จอดเฉยๆ 95% ของอายุรถ จึงได้คิด application ขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการ idle time ของรถ โดยอาศัยกระแสของ sharing economy ในยุคนี้ที่คนนิยมที่จะ share ทุกๆอย่างที่เป็นไปได้กับคนในสังคมไม่ว่าจะจับต้องได้หรือจับต้องไม่ได้ก็ตามเช่นเวลาแห่งความสุขที่ถูกถ่ายรูปมาแชร์กันใน social media และ social network ต่างๆมากมาย ดังนั้นกลยุทธ์ที่สำคัญอันหนึ่งในการสร้างแบรนด์ในยุคนี้ก็คือการแสดงความชาญฉลาดของแบรนด์ที่สามารถอุดช่องโหว่ในสังคมหรือช่องว่างต่างๆที่สร้างปัญหาและความสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์แล้วสามารถนำมาสร้างมูลค่าใน framework ของ sharing economy ได้ก็อาจจะเป็น winning strategy อันหนึ่งของแบรนด์ผู้นำในยุคนี้ครับ

 

กลยุทธ์การสร้างแบรนด์อื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้เพื่อเสริมสร้างคุณค่าและศักยภาพให้กับแบรนด์ในยุคนี้ได้อย่างได้ผล ได้แก่

การแสดงให้เห็นว่าเป็น environmental-friendly brand ที่มีการใช้พลังงานทดแทนที่สะอาดในการขบวนการผลิต ก็จะช่วย attract กลุ่มลูกค้ายุคใหม่ที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ก็จะทำให้แบรนด์มีคุณค่าเพิ่มขึ้นมาทันที

แบรนด์ที่รู้จักนำเอา Artificial Intelligence มาใช้เชื่อมระหว่างสินค้ากับลูกค้าให้รู้สึกว่าอยู่ใกล้กันมากขึ้นจนลูกค้าสามารถเข้ามามีส่วนในการออกแบบ บริหารจัดการ ควบคุมและเลือกที่จะบริโภคหรือใช้บริการตามที่ลูกค้าต้องการ ยามที่ต้องการ ในปริมาณที่ต้องการไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม (บ้าน ที่ทำงาน หรือขณะเดินทาง) เพื่อเพิ่ม value proposition ให้กับสินค้า แบรนด์เหล่านี้ก็จะมีโอกาสที่จะกลายเป็นแบรนด์ผู้นำได้ในไม่ช้า เรียกได้ว่า ชั่วโมงนี้อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ ถ้ารู้จักเปลี่ยนโอกาสให้เป็นกลยุทธ์

พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามเบื้องพระยุคลบาท

by: ดนัย จันทร์เจ้าฉาย

ตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยทรงงานอย่างหนักเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย และทรงเป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์พร้อมในการพัฒนาคน จนกระทั่งองค์กรสหประชาชาติ โดยนายโคฟี่ อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ทูลเกล้าถวาย “รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์” หรือ UNDP Human Development Lifetime Achievement จากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในปี 2549 โดยทรงเป็นพระองค์แรกในโลกที่ได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลเกียรติยศดังกล่าว

แม้ว่าพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่พระราชดำริ พระบรมราโชวาท และการครองพระองค์ตลอดพระชนม์ชีพยังเป็นแบบอย่างให้แก่เราชาวไทยทุกคน  ซึ่งเมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา ผมรู้สึกปลาบปลื้มจนเรียกได้ว่าถึงขั้นน้ำตาคลอ ที่ได้มีโอกาสได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งใน 36 องค์กรและหรือบุคคล “ผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่นด้านทรัพยากรมนุษย์”  (Human Resource Excellence Award)  ในวาระครบรอบ 36 ปีของสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งทางสถาบันฯ มอบให้แก่ บุคคลและหรือองค์กรที่ทำคุณประโยชน์ด้านทรัพยากรมนุษย์อย่างโดดเด่นและต่อเนื่อง มีคุณูปการต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทย โดยรางวัลดังกล่าวเป็นโล่ประกาศเกียรติคุณ และเหรียญที่ระลึกรัชกาลที่ 9 ที่ถวายพระเกียรติ “รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์” จาก UNDP เมื่อปี 2549

องค์กรและบุคคลที่ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรตินี้ ได้แก่

องค์กรภาครัฐ 

  1. คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
  2. สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย
  3. สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

 

องค์กรเอกชน

  1. LINE Company (Thailand)

 

องค์กรการกุศล

  1. มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย
  2. มูลนิธิไทยรัฐ
  3. วัดพระบาทน้ำพุ

 

บุคคลภาครัฐ

  1. ศ.พิเศษ เกษมสันต์ วิลาวรรณ กรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
  2. ศ.ดร. ชาติชาย ณ เชียงใหม่ อาจารย์ประจำคณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
  3. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

กสทช 

  1. ม.ล.ปนัดดา ดิศกุลรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  2. ดร. ประสาร ไตรรัตน์วรกุลอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
  3. นายพารณ อิศรเสนา ณ อยูธยาผอ.ใหญ่ ดรุณสิกขาลัย
  4. นายภาณุ อุทัยรัตน์สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
  5. นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต
  6. ศ.พิเศษ สมพงษ์ จุ้ยศิริ อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ม.ธรรมศาสตร์
  7. นายสวัสดิ์ โชติพานิช ประธานกรรมการกฤษฎีกาและอดีตประธานศาลฎีกา

 

บุคคลภาคเอกชน

  1. นายกานต์ ตระกูลฮุน ประธานที่ปรึกษา ฝ่ายจัดการ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย
  2. นายชนินท์ ว่องกุศลกิจประธานกรรมการ บ.บ้านปู
  3. นายชำนาญ พิมลรัตน์รองประธานอาวุโส BLCI Group
  4. ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานที่ปรึกษาบ. ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้งคอมมูนิเคชั่น
  5. นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.
  6. นายธัญญา ผลอนันต์ วิทยากรที่ได้รับอนุญาตสอน Mind Map คนแรกของไทย
  7. นายบัณฑูร ล่ำซำประธานกรรมการ ธ. กสิกรไทย
  8. นายบุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท ไอ.ซี.ซี อินเตอร์เนชั่นแนล
  9. ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญกรรมการผู้จัดการ บ. อริยชน
  10. ดร. วิสุทธิ วิทยฐานกรณ์ประธานกรรมการบริหาร บ. น้ำมันพืชไทย
  11. นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานคณะกรรมการบริหาร บ. ทรู คอร์ปอเรชั่น
  12. นายสมพงศ์ นครศรี ประธานกรรมการบริหาร บ. สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล
  13. ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยาผู้บริหารสูงสุด รร. สัตยาไส
  14. นายอิสระ ว่องกุศลกิจประธานกรรมการกลุ่มมิตรผล

 

องค์กรเพื่อสังคม

  1. นายประมนต์ สุธีวงศ์ประธานองค์กรต่อต้านคอรัปชั่น
  2. พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธีประธานมูลนิธิวิมุตตยาลัย
  3. ดร.สุเมธ ตันติเวชกุลเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา
  4. นายอภิชาติ การุณกรสกุลประธานมูลนิธิ นวัตกรรมทางสังคม และ
  5. นายวิชิตพล ผลโภค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิ ทีช ฟอร์ ไทยแลนด์

 

ในงานสำคัญนี้ มีบุคคลต้นแบบหลายท่านได้รับเชิญให้มาแสดงปาฐกถาพิเศษ ท่านแรกที่ผมรู้สึกประทับใจเป็นอย่างยิ่ง คือ ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล ผู้ถวายงานใกล้ชิดตลอดระยะเวลา 35 ปี ท่านเล่าว่า “วันที่ 13 ตุลาคม 2559 วันที่พระอาจารย์ทรงหยุดสอน แต่ทรงสอนมาพอแล้ว…70 ปี พระองค์ท่านสอนว่า

มองทุกอย่างที่ฉันทำ…

จดทุกอย่างที่ฉันพูด…

สรุปทุกอย่างที่ฉันคิด….”

เนื่องจาก ดร. สุเมธฯ จบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านรัฐศาสตร์ จากฝรั่งเศส แต่ต้องทำงานเกี่ยวกับน้ำ ดิน พืช เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในชนบท ทั้งๆ ที่ท่านไม่มีความรู้ด้านดังกล่าวเลย พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จึงพระราชทานคำสอนแก่ ดร. สุเมธฯ ว่าให้มองทุกอย่างที่ฉันทำ คือ ให้รู้จักสังเกต มองภาพรวมและตั้งคำถามกับตนเองว่า “ทำไม” จดทุกอย่างที่ฉันพูด เพราะพระองค์ท่านทรงจดทุกอย่างด้วยกล้องถ่ายรูป แผนที่และสมุดโน้ต  และทรงสอนให้ ดร.สุเมธฯ ปฏิบัติตาม สรุปทุกอย่างที่ฉันคิด คือ ต้องเข้าใจในพระวิสัยทัศน์ และจินตนาการที่พระองค์ทรงทำ

อีกท่านที่กล่าวในงาน และผมอยากให้คนไทยทุกคนได้รับทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ที่ไม่ใช่แต่ที่เราได้เห็นจากสื่อทั้งหลาย แต่พระองค์ทรงปิดทองหลังพระอีกมากมายตลอดพระชนม์ชีพ  ท่านองคมนตรี พลากร สุวรรณรัฐ เล่าว่า “เมื่อ 5 ปีก่อน พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้องคมนตรี 5 – 6 ท่านเข้าเฝ้าฯ ที่โรงพยาบาลศิริราช ทั้งที่ยังทรงพระประชวร ทรงรับสั่งให้องคมนตรีเดินทางไปตามจังหวัดต่างๆ อย่างเงียบๆ” พระองค์ทรงให้องคมนตรีไปสร้างห้องน้ำ ห้องพักครูให้กับครูตามชนบท เพราะมีพระราชประสงค์ให้ครูมีกำลังใจด้านการสอนมากขึ้น ขณะที่ครูชนบทต้องอยู่อย่างลำบากกว่าครูในกรุงเทพฯ และอีกภารกิจที่องคมนตรีต้องทำ คือ หาเด็กดี ไม่จำเป็นต้องเก่ง แต่พระองค์รับสั่งให้พระราชทานทุนแก่เด็กดีที่ยากจน ให้เรียนจนจบระดับมหาวิทยาลัย

ทั้งสองภารกิจนี้ ได้พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เบื้องต้น 200 ล้านบาท และยังทรงรับสั่งว่าหากทุนหมด ก็ให้องคมนตรีมากราบทูลฯ เพราะมีพระราชประสงค์จะเพิ่มให้เรื่อยๆ เท่าที่เพียงพอ  ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เพราะทรงเน้นการสร้างเด็กดี และต้นแบบที่ดีๆ แก่เด็ก คือครูที่ดีด้วย ที่สำคัญคือ ให้ดำเนินการโดยไม่ต้องให้ครูและนักเรียนเหล่านั้นทราบว่า เป็นทุนพระราชทานแต่อย่างใด

 

ท่าน ว. วชิรเมธี หนึ่งในบุคคลที่ได้รับรางวัลฯ ได้กล่าวถึงการพัฒนาของคนไว้อย่างน่าสนใจว่า “คนเราจะพัฒนาได้ ต้องมี วิชชา และ จรณ”  วิชชา คือ ความเก่ง และ จรณ คือ ความดี จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ บวกกับมีภาวะผู้นำ บุคคลนั้นจะช่วยพัฒนาสังคมให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปได้

 

วันนี้ ถึงแม้ไม่มีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ อยู่กับพวกเรา แต่ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า คนไทยทุกคนพร้อมที่จะก้าวเดินตามรอยพระยุคลบาท และน้อมนำสิ่งที่พระองค์ได้พระราชทานสอนมาตลอด 70 ปี เพื่อร่วมกันสร้างสังคมไทยให้มั่นคงยั่งยืน เพื่อลูกหลานไทยต่อไป  

รูปแบบการกำหนดราคา สำหรับบริการที่พักผู้สูงอายุ

by: ศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล

ในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ช่วงนี้กระแสธุรกิจที่พักสำหรับผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในกระแสความสนใจหลักของผู้ประกอบการ ทั้งรายใหญ่และรายเล็ก ผมเองได้รับการเชิญชวนจาก รองศาสตราจารย์ไตรรัตน์ จารุทัศน์ จากหน่วยปฏิบัติการวิจัยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุและคนพิการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เข้าร่วมทริปเดินทางไปดูงานโครงการที่พักผู้สูงอายุที่ประเทศญี่ปุ่นพร้อมกับเข้าชมงาน  Int. Home Care & Rehabilitation Exhibition 2017 ณ. กรุงโตเกียว

ซึ่งงานดังกล่าว เป็นงานแสดงสินค้าเพื่อผู้สูงอายุที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ในช่วงปลายเดือน กันยายน 2560 โดยทางมหาวิทยาลัยที่ผมทำงานอยู่เขาสนับสนุนงบประมาณให้ จะได้นำความรู้ที่ได้มาสอน และเป็นที่ปรึกษาโปรเจคจบปริญญาโทของนักศึกษา ที่ช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักศึกษาปริญญาโทด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (MRE) ที่ผมเป็นกรรมการอยู่ นิยมทำโปรเจคเกี่ยวกับที่พักผู้สูงอายุอยู่หลายโครงการ

หลังจากไปดูงานกลับมาแล้วพบอะไรที่น่าสนใจ ผมคงได้มีโอกาสกลับมาเขียนให้ท่านผู้อ่านรับทราบ แต่ฉบับนี้ก็ยังมีอะไรมาฝากท่านผู้อ่านครับ ผมขอยก Pricing Model หรือรูปแบบการกำหนดราคาสำหรับบริการที่พักผู้สูงอายุ มาอธิบาย เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้อ่านทั้งที่เป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่สนใจว่าจะกำหนดรูปแบบการตั้งราคาอย่างไรสำหรับธุรกิจบริการผู้สูงอายุ และน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านที่วันหนึ่งอาจต้องตัดสินใจเลือกใช้บริการดังกล่าวในฐานะลูกค้า

 

รูปแบบการขายและกำหนดราคาที่พักสำหรับผู้สูงอายุ มี 3 รูปแบบหลักๆ ดังนี้

แบบที่ 1 รูปแบบการขายกรรมสิทธิ์สมบูรณ์ หรือ ขายขาด (Free Hold) โดยมีการเก็บค่าบริการต่างหาก รูปแบบนี้ คล้ายกับการขายอาคารชุด ที่ผู้ซื้อมีกรรมสิทธิ์ในบ้าน หรือห้องที่ตัวเองซื้อ โดยต้องมาจ่ายค่าส่วนกลาง และค่าบริการต่างๆ จากผู้ให้บริการ โดยที่พักสำหรับผู้สูงอายุนั้น ปกติจะเก็บค่าส่วนกลาง และค่าบริการ ที่สูงกว่าหมู่บ้านหรืออาคารชุดทั่วๆไป แต่ก็มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและบริการต่างๆที่สอดคล้องเหมาะสมกับผู้สูงอายุอยู่มากกว่าโครงการที่พักอาศัยทั่วๆไป  ตัวอย่างโครงการที่ขายในลักษณะนี้ ก็เช่น บางไทรฮอสปิกเฮ้าวส์ ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ในระยะแรกจัดสรรเป็นหมู่บ้านสำหรับผู้สูงอายุ

รูปแบบบการขายลักษณะนี้ ดูจะได้รับความสนใจจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพราะเป็นรูปแบบที่ผู้ประกอบการคุ้นเคย อีกทั้งยังได้รับเงินก้อนเมื่อทำการโอนทำให้ระยะเวลาคืนทุนเร็ว ส่วนการให้บริการผู้ประกอบการอาจใช้วิธีการตั้งบริษัทขึ้นมาดูแล เนื้อหาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความชำนาญในการดูแลผู้สูงอายุเข้ามารับผิดชอบในการให้บริการโดยบริษัทผู้ดูแลก็ได้รับเป็นค่าบริการรายเดือนจากผู้สูงอายุ 

รูปแบบนี้สร้างปัญหาในระยะยาวให้กับผู้อยู่อาศัย และผู้ให้บริการ เนื่องจากสถาบันการเงินมีข้อจำกัดในการให้เงินกู้สำหรับผู้สูงอายุ โครงการในลักษณะนี้จึงนิยมจำหน่ายล่วงหน้าให้กับคนวัย 40 กว่าเพื่อเตรียมใช้เป็นที่พักหลังเกษียณซึ่งวัยดังกล่าวยังสามารถกู้กับสถาบันการเงินได้ แต่เนื่องจากผู้ซื้อยังไม่อยู่ในวัยเกษียณที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่จึงถูกทิ้งร้าง บางหลังผู้สูงอายุไม่มาอยู่ แต่ให้เช่าหรือให้ลูกหลานที่มิได้เป็นผู้สูงอายุเข้ามาอยู่แทน ส่งผลต่อผู้ให้บริการเนื่องจากมีปริมาณผู้สูงอายุในโครงการน้อยกว่าในแผนที่กำหนดไว้ทำให้ไม่สามารถจัดให้มีบริการได้อย่างคุ้มค่า เมื่อให้บริการได้ไม่ครบก็ส่งผลต่อผู้สูงอายุที่อยู่อาศัยในโครงการที่ไม่สามารถได้รับบริการตามที่ผู้ประกอบการเคยโฆษณาไว้ เช่น บริการร้านอาหารหรือจัดส่งอาหารให้ถึงบ้าน บริการรถรับส่งที่พาผู้สูงอายุเข้าไปจ่ายตลาด เป็นต้น

 

แบบที่ 2 รูปแบบการเช่า (Rent) ซึ่งยังแบ่งได้อีก 2 แนวทางคือ

2.1. การให้เช่าแบบรายเดือนหรือรายปี ตามลักษณะทั่วไปของการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ โดยผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ โดยผู้สูงอายุเข้ามาเป็นลูกค้าในฐานะผู้เช่าโดยชำระค่าเช่าตามรอบเวลาที่กำหนด โดยอาจคิดค่าบริการบางอย่างรวมอยู่ในค่าเช่า เช่น ค่าอาหาร และมีค่าบริการพิเศษที่ไม่รวมอยู่ในค่าเช่าต่างหาก เช่น ค่ายา ค่าผ้าอ้อม เป็นต้น แนวทางดังกล่าวใช้กันอย่างกว้างขวางในธุรกิจสถานดูแลผู้สูงอายุในโรงพยาบาล และสถานดูแลผู้สูงอายุขนาดเล็กของเอกชนทั่วๆไป แนวทางดังกล่าวไม่ค่อยเป็นที่นิยมสำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากรายได้หลักมาจากค่าบริการ ระยะเวลาคืนทุนของผู้ประกอบการช้ากว่าการขายกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งผู้ประกอบการยังต้องรับความเสี่ยงจากอัตราว่างของการครองเตียง หรือห้องในช่วงที่มีผู้เช่าไม่เต็ม

สำหรับผู้สูงอายุและญาติ รูปแบบนี้ค่อนข้างได้รับความนิยมเพราะไม่ต้องชำระเป็นเงินก้อนใหญ่ สามารถทำสัญญาเป็นเดือนหรือทั้งปีก็ได้ ทำให้ไม่เป็นภาระต้องการเงินมากนัก แต่ก็มีจุดอ่อนในระยะยาว ด้านผู้ประกอบการจัดการผู้สูงอายุที่ค้างชำระค่าเช่า หรือญาติทิ้งผู้สูงอายุไว้ให้เป็นภาระของผู้ประกอบการ ในด้านผู้สูงอายุเองเมื่อเงินหมดก็อาจต้องย้ายออกจากสถานดูแลผู้สูงอายุทำให้ชีวิตในช่วงสุดท้ายลำบากมากขึ้น

          2.2. การให้เช่าแบบชำระล่วงหน้าระยะยาวตลอดอายุสัญญา (Declining Balance) รูปแบบนี้ผู้เช่าต้องชำระเงินล่วงหน้า เท่ากับอายุสัญญาเช่าระยะยาว เช่น 20 หรือ 30 ปี พร้อมกับจ่ายค่าบริการรายเดือนทุกเดือนอีกส่วนหนึ่ง เมื่อผู้เช่าย้ายออกก่อนอายุสัญญาหรือเสียชีวิต ผู้ประกอบการจะนำค่าเช่าล่วงหน้าที่ได้รับมาคำนวณหักกับจำนวนเดือนที่ผู้เช่าใช้บริการไปแล้วและคืนค่าเช่าส่วนที่ชำระไว้ล่วงหน้าแต่ยังไม่ได้ใช้บริการ โดยในการชำระล่วงหน้ามีการคิดอัตราส่วนลดจากมูลค่าของเงินในอนาคตเอาไว้แล้ว

วิธีการนี้ ช่วยลดความเสี่ยงของผู้ประกอบการเนื่องจากได้รับค่าเช่าล่วงหน้าตลอดอายุของสัญญา ทำให้ไม่ต้องกังวลในกรณีญาติทิ้งผู้สูงอายุไว้โดยไม่ชำระค่าบริการ ขณะที่ผู้สูงอายุหากมีความจำเป็นต้องย้ายออกก็ยังได้เงินค่าเช่าล่วงหน้าคืนเป็นเงินก้อน เพื่อเอาไปใช้รักษาตัวในช่วงบั้นปลายชีวิต แต่ข้อเสียคือผู้สูงอายุต้องมีเงินจำนวนมากสำหรับจ่ายค่าเช่าล่วงหน้า ปกติอัตราการคิดลดในการจ่ายค่าเช่าล่วงหน้า จะมีอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร ถ้าคิดว่าผู้สูงอายุเหมือนนำเงินมาฝากไว้กับผู้ประกอบการ โดยได้ผลตอบแทนเป็นส่วนลดที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ก็อาจเป็นทางเลือกที่ มูลค่าเงินปัจจุบันของค่าเช่าล่วงหน้าสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้

 

แบบที่ 3 รูปแบบสิทธิการเช่า (Leasehold) รูปแบบการขายสิทธิการเช่า นั้นผู้สูงอายุจะต้องจ่ายค่าซื้อสิทธิการเช่าระยะยาวแบบจ่ายครั้งเดียวตลอดอายุสัญญา ซึ่งนิยมกำหนดไว้ประมาณ 20-30 ปี โดยมีการเก็บค่าบริการรายเดือนและหรือค่าส่วนกลางอีกต่างหาก แต่ในธุรกิจที่พักผู้สูงอายุรูปแบบสิทธิการเช่า ยังมีอีก 4 แนวทางย่อย คือ

  3.1. รูปแบบการขายสิทธิการเช่าที่ผู้ซื้อไม่ได้รับเงินคืนเมื่อหมดอายุสัญญา (Zero Balance-Leasehold) รูปแบบนี้ คล้ายกับการซื้ออาคารชุดแบบสิทธิการเช่า โดยทำสัญญาเช่าระยะยาวไว้ เมื่อหมดสัญญากรรมสิทธิ์จะโอนกลับไปยังผู้พัฒนาโครงการหรือเจ้าของที่ดิน ระหว่างถือสิทธิ์อยู่ผู้ซื้อสามารถโอนสิทธิ์ต่อให้ผู้อื่นได้ เช่นกรณีผู้สูงอายุเสียชีวิต หรือมีเหตุให้ไม่สามารถอยู่ในที่พักสำหรับผู้สูงอายุได้

รูปแบบนี้มีข้อดีที่สามารถแก้ปัญหาผู้สูงอายุไม่เข้ามาอยู่ หรือให้บุคคลที่ไม่ใช่ผู้สูงอายุเข้ามาอยู่ได้ โดยเจ้าของโครงการสามารถออกระเบียบในการอยู่อาศัย เช่น การกำหนดอายุของผู้อยู่อาศัยให้สูงกว่า 55 หรือ 60 ปีถึงจะมีสิทธิ์เข้าอยู่ เพื่อทำให้บริการต่างๆ ที่จัดไว้ให้ผู้สูงอายุมีจำนวนผู้มาใช้บริการที่มากเพียงพอที่ผู้ให้บริการจะสามารถอยู่รอดได้

แต่รูปแบบนี้ก็มีปัญหา เมื่อหมดอายุการเช่าแล้วผู้สูงอายุยังไม่เสียชีวิต ผู้สูงอายุก็จำเป็นต้องย้ายที่อยู่ใหม่ หรือต้องหาเงินมาทำสัญญาสิทธิการเช่าอีกหนึ่งรอบเมื่อหมดสัญญา หรือหากเจ้าของที่ดินไม่ประสงค์จะให้เช่าต่อผู้สูงอายุก็จำเป็นต้องย้ายออกโดยไม่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากส่วนต่างของมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของ อสังหาฯนั้น

รูปแบบนี้ เช่น โครงการสวางคนิเวศของสภากาชาด ที่บางปู ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ในประเทศไทยค่อนข้างสนใจการขายในรูปแบบนี้เนื่องจากได้รับเงินทั้งหมดในวันโอนสิทธิการเช่า ไม่ต้องรับความเสี่ยง  โครงการลักษณะนี้ยังเหมาะกับการพัฒนาที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่ดำเนินการโดยหน่วยงานภาครัฐ โดยนำที่ดินของทางราชการมาพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาให้กับผู้สูงอายุ และสร้างรายได้ให้กับภาครัฐโดยกรรมสิทธิ์ในที่ดินยังอยู่กับภาครัฐ

3.2. รูปแบบสิทธิการเช่าที่ผู้ซื้อมีสิทธิได้รับเงินต้นคืนทั้งจำนวน (No Gain-Leasehold) วิธีนี้ผู้ซื้อจะต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อทำสัญญาสิทธิการเช่าโดยมีการระบุอายุสัญญาคล้ายกับรูปแบบสิทธิการเช่าทั่วๆไป นอกจากนี้แต่ละเดือนผู้ซื้อยังต้องจ่ายเป็นค่าเช่าและหรือค่าบริการรายเดือนอีกจำนวนหนึ่ง แต่เมื่อหมดอายุสัญญาหรือผู้ซื้อต้องการย้ายออกหรือเสียชีวิต ผู้ซื้อหรือทายาทจะได้รับเงินต้นคืนเท่ากับอัตราเงินก้อนที่ชำระไว้ในตอนเข้าอยู่ หรืออาจถูกหักเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ  หรือค่าบำรุงรักษาสถานที่ ไว้ส่วนหนึ่งก็ได้ โดยผู้ประกอบการเป็นผู้รับความเสี่ยงในการนำห้องพักไปจำหน่ายให้กับผู้ซื้อรายใหม่ ซึ่งหากราคาตลาดของอสังหาริมทรัพย์นั้นสูงขึ้นกว่าราคาเงินต้น ผู้ประกอบการก็จะได้รับกำไรเพิ่ม แต่ในทางกลับกันหากราคาตลาดต่ำกว่าเงินต้น ผู้ประกอบการก็ต้องเป็นผู้รับภาระการขาดทุนจากส่วนต่างดังกล่าว

วิธีนี้ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการดูแลอาคาร ให้บริการกับลูกค้า เพราะหากอาคารทรุดโทรมหรือชื่อเสียงไม่ดี ราคาตลาดในอนาคตของที่พักผู้สูงอายุนั้นจะต่ำลงด้วย วิธีการดังกล่าวเป็นที่นิยมสำหรับโครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุขององค์กรที่ไม่มุ่งหวังกำไรในประเทศแคนาดา ในประเทศไทยเท่าที่ทราบยังไม่มีการจำหน่ายในรูปแบบนี้ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะได้รับความนิยมจากลูกค้าผู้สูงวัยในประเทศไทย เนื่องจากเงินต้นที่ชำระไว้ยังมีโอกาสได้รับคืนเมื่อหมดสัญญาหรือเมื่อผู้สูงอายุเสียชีวิตทายาทยังมีโอกาสได้รับเงินไว้เป็นมรดก

3.3. รูปแบบสิทธิการเช่าที่ผู้ซื้อมีสิทธิได้รับเงินต้นคืนตามราคาดัชนี (Price Index – Leasehold) รูปแบบดังกล่าวคล้ายกับรูปแบบที่ 3.2 ที่ผู้ซื้อต้องชำระเงินก้อนเป็นค่าสิทธิการเช่า และจ่ายค่าเช่าค่าบริการรายเดือน เมื่อหมดอายุสัญญา ผู้ซื้อเสียชีวิตหรือย้ายออก ผู้ซื้อหรือทายาทจะได้รับ เงินก้อนค่าสิทธิการเช่าคืนในอัตราที่ปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อหรือดัชนีอสังหาริมทรัพย์ที่กำหนดไว้ในปีที่ขอรับเงินคืน

วิธีการนี้ก็ดูเหมือนกับว่าผู้สูงอายุเอาเงินมาวางเป็นประกันเอาไว้เพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อมีความจำเป็นต้องย้ายออกหรือนำเงินมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้สูงอายุมีเงินเพียงพอ ระหว่างพักในที่พักผู้สูงอายุก็ชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน เมื่อย้ายออกหรือเสียชีวิตก็ได้รับเงินต้นที่มัดจำไว้คืนโดยได้รับผลตอบแทนเท่ากับดัชนีเงินเฟ้อหรือดัชนีกองทุนอสังหาริมทรัพย์ เปรียบเสมือนได้รับผลตอบแทนจากเงินที่ฝากเอาไว้นั่นเอง

รูปแบบนี้ ความเสี่ยงของผู้ซื้ออยู่ที่การนำเงินก้อนใหญ่มาฝากไว้กับผู้ประกอบการถ้าผู้ประกอบการประสบปัญหาทางธุรกิจจนไม่อาจคืนเงินต้นได้อาจทำให้เกิดปัญหากับผู้ซื้อได้ จึงน่าจะเหมาะกับหน่วยงานภาครัฐ หรือบริษัทขนาดใหญ่ หรือหากนำมาใช้ อาจต้องมีบริษัทที่เป็นคนกลางเช่นธนาคารในการเก็บรักษาเงินต้นไว้

3.4. รูปแบบสิทธิการเช่า ที่ผู้ซื้อมีสิทธิได้รับเงินต้นคืนตามราคาตลาด (Market Value – Leasehold) รูปแบบคล้ายกับรูปแบบที่ 3.2 และ 3.3  ที่แตกต่างก็คือ ผู้ซื้อสิทธิ์จะได้รับเงินต้นคืนตามราคาตลาด โดยผู้ประกอบการจะทำการหาผู้มาซื้อสิทธิการเช่าต่อ เมื่อขายสิทธิการเช่าให้ผู้ซื้อรายใหม่ได้ผู้ประกอบการจะหักค่าใช้จ่ายทางการตลาดไว้ แล้วคืนเงินที่เหลือให้ผู้ซื้อสิทธิ แต่ไม่เกินกว่าเงินต้นที่ผู้ซื้อสิทธิคนแรกชำระไว้ รูปแบบดังกล่าวจะเห็นได้ว่าผู้ซื้อสิทธิต้องแบกรับความเสี่ยงที่อาจได้รับเงินคืนน้อยกว่าเงินต้นที่ชำระไป และต้องรอจนกว่าผู้ประกอบการหาผู้มาซื้อสิทธิการเช่าต่อได้ ขณะที่ผู้ประกอบการไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง จากมูลค่าที่ลดลงของสิทธิการเช่า และอัตราว่างของที่พักผู้สูงอายุ วิธีดังกล่าวนิยมใช้กับโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุใน ประเทศแคนาดา สำหรับในประเทศไทยรูปแบบดังกล่าว  ถูกนํามาใช้ในโครงการ Senior Living  ของบริษัท บิวเดอสมาร์ท จํากัด (มหาชน) ที่่ตั้งอยู่ใน Black Mountain Lifestyle Resort ที่ตำบลหินเหล็กไฟ  อำเภอหัวหิน

 

แน่นอนว่า แต่ละรูปแบบ ราคาย่อมแตกต่างกัน รูปแบบที่ผู้ซื้อได้เงินต้นคืน ดูเหมือนว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ซื้อ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ทุกทางเลือกมีต้นทุนของมัน ทางเลือกที่ลูกค้าเป็นเจ้าของทรัพย์ หรือมีโอกาสรับเงินต้นคืนมาก หรือ ผู้ประกอบการรับประกันยอดเงินที่คืน ราคาจำหน่ายย่อมต้องสูงกว่าแบบที่ผู้ซื้อไม่ได้รับเงินต้นคืน หรือโอนความเสี่ยงจากราคาในอนาคตไปอยู่ที่ลูกค้า คิดง่ายๆ ถ้าผู้ขายต้องรับความเสี่ยงมาก เขาก็ต้องตั้งราคาขายให้ครอบคลุมความเสี่ยงราคาขายก็ย่อมต้องสูงกว่า รูปแบบที่ความเสี่ยงตกอยู่กับผู้ซื้อจริงไหมครับ

ผมไม่คิดว่ารูปแบบใดดีกว่ากัน ทุกแบบมีทั้งข้อดี และข้อจำกัดให้เลือกใช้ แค่อยากจะบอกว่า ธุรกิจที่พักสำหรับผู้สูงอายุมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจาก ที่พักอาศัยทั่วๆไปทั้งลักษณะทางกายภาพ และทางจิตใจของลูกค้า แค่รูปแบบการกำหนดราคายังมีให้ตัดสินใจกันหลายรูปแบบเลยครับ  

เคล็ดลับการวางแผนแคมเปญการตลาด ในยุคดิจิทัลให้ประสบความสำเร็จ

By: ดร.ธีรพันธ์  โลห์ทองคำ

การวางแผนแคมเปญแบบผสมผสานนั้นมีความละเอียดลึกซึ้งมากไม่ใช่เพียงแค่การผสมผสานช่องทางของสื่อที่แตกต่างกันเท่านั้น ในปัจจุบันนี้เรามักจะเห็นนักการตลาดประยุกต์ใช้วิธีการผสมผสานในแคมเปญของพวกเขาจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว โดยที่มีการเพิ่มเติมการปฏิสัมพันธ์ด้วยระบบดิจิทัลเป็นศูนย์กลางของการตลาดเข้าไปด้วย เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่กลายพันธุ์เป็นผู้บริโภคยุคดิจิทัลลอย่างแท้จริง

 

การวางแผนแบบผสมผสานหมายถึงอะไรกันแน่

การผสมผสานแท้ที่จริงก็คือ การรวมแคมเปญสื่อแบบดั้งเดิมเข้ากับการเข้าถึงผู้บริโภคแบบหลายช่องทาง ซึ่งหมายถึงการนำเสนอประสบการณ์ของแบรนด์ในทุกจุดสัมผัสของผู้บริโภค และเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สร้างความลำบากและความปวดหัวให้กับนักการตลาดในการวางแผนแคมเปญเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่สามารถละเลยหรือเพิกเฉยได้

การผสมผสานที่ประสบความสำเร็จนั้น ต้องใช้ทักษะในการวางแผนสื่อแบบหลายช่องทาง  รวมถึงความสามารถในการติดตามและการปฏิบัติร่วมกัน  ตลอดจนการใช้แพล็ตฟอร์มการตลาดที่เข้าใจง่ายและสะดวกในการดำเนินการ รวมถึงสายตาอันแหลมคมในการสร้างสรรค์และการออกแบบที่ทำให้ผู้ใช้งานเกิดความพึงพอใจ

ต่อไปนี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงเคล็ดลับในการวางแผนและสร้างสรรค์แคมเปญสื่อแบบผสมผสานหลายช่องทางในยุคดิจิทัล ซึ่งได้แก่

 

การสร้างการจดจำให้แก่กลุ่มเป้าหมาย

แคมเปญที่มีการวางแผนเป็นอย่างดีนั้นต้องเริ่มต้นด้วยกลุ่มเป้าหมาย ยิ่งไปกว่านั้นแคมเปญจะดีมากขึ้นเมื่อมีการกำหนดช่องทางสื่อแบบหลายช่องทางให้เหมาะสม ดังนั้นผู้วางแผนต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายของคุณ เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า พวกเขาคือใครและกำลังต้องการและมองหาอะไรอยู่  ซึ่งผลการวิจัยสามารถช่วยคุณได้แม้ว่าผลวิจัยนั้นจะได้มาจากการวิจัยเสียงสะท้อนจากกลุ่มเป้าหมายในสภาพแวดล้อมปัจจุบันของแคมเปญก็ตาม สื่อที่แตกต่างกันจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นการวิจัยสามารถทำแบบเดี่ยวและเป็นส่วนตัวหรือเป็นกลุ่มก็ได้  ขึ้นอยู่กับลักษณะและพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญ

 

การสร้างสรรค์แผนที่มีความละเอียด

เป็นเรื่องดีที่ปัจจุบันมีช่องทางของการสื่อสารจำนวนมาก แต่ถ้าไม่มีแผนงานที่ละเอียดว่าคุณจะสื่อสารอะไร กลยุทธ์ทั้งหมดของคุณเริ่มที่ไหนและเมื่อไรแผนดังกล่าวก็ไร้ประโยชน์ การวางแผนแต่ละขั้นตอนเป็นสิ่งที่นักวางแผนส่วนใหญ่พยายามทำและไม่มีผู้บริหารและนักการตลาดคนไหนควรเข้าสู่สมรภูมิรบโดยปราศจากแผนที่ถูกกำหนดไว้อย่างละเอียดและรอบคอบ การวางแผนแต่ละขั้นตอนสามารถใช้ในการกำหนดขอบข่ายงาน  คุณต้องเปรียบเทียบประสิทธิภาพของช่องทางการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายตลอดเวลาว่าช่องทางไหนได้ผลดีที่สุด และต้องแน่ใจว่าเมื่อคุณกำหนดเป้าหมายของคุณแล้ว คุณจะต้องยึดมั่นไว้ ในใจของคุณเสมอ ในทุกขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นช่วงที่คุณโพสต์เนื้อหา กระตุ้นช่องทางใหม่ๆ และสุดท้ายรายงานต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง  ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะได้ผลเสมอไป จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องติดตามและกำจัดสิ่งที่ไม่ได้ผลออกไปและนำสิ่งที่ได้ผลกลับมาปฏิบัติซ้ำ เพี่อให้เกิดประสิทธิผลต่อแคมเปญการตลาดของคุณอย่างยั่งยืน

 

ใช้ความพยายามอยู่เหนือสิ่งที่เฉพาะเจาะจง

การผสมผสานที่ประสบความสำเร็จนั้นเกี่ยวข้องกับรายละเอียด ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สมาชิกทุกคนของทีมงานจะต้องดำเนินการอยู่บนสิ่งที่เฉพาะเจาะจง ทุกคนในทีมต้องรู้ว่ากำลังเผยแพร่อะไรออกไป ผ่านช่องทางไหน และจะมีการวัดผลเมื่อไรอย่างไร การรู้จักกลุ่มเป้าหมายของคุณและเข้าใจเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่ต้องการของกลยุทธ์จะช่วยบอกถึงการตัดสินใจในเรื่องเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะสามารถรู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ดำเนินการกำลังเคลื่อนไปไหน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องอ้างอิงถึงแผนงานแต่ละขั้นตอน ซึ่งจะช่วยลดข้อผิดพลาดได้เป็นอย่างดี

 

รับฟังทุกคนและทุกสิ่งทุกอย่างโดยปราศจากอคติ

ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มมีพลังอำนาจมากขึ้น และไม่ใช่แค่โซเชียลมีเดียที่ทำให้เรื่องดังกล่าวนี้คงอยู่ตลอดไป โดยปกติพลังอำนาจของผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ลดพลังอำนาจของแบรนด์หลายๆ แบรนด์ลงอย่างเห็นได้ชัด แต่สำหรับแบรนด์อีกหลายๆ แบรนด์ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของพวกเขาและหาทางแก้ปัญหาของประเด็นต่างๆในพื้นที่สาธารณะโดยการดำเนินการอย่างโปร่งใสนั้นกลับได้พบกับโอกาสใหม่ๆ ในการทำให้แบรนด์ของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้น ดังนั้นนักกลยุทธ์การตลาดต้องผสมผสานช่องทางโซเชียลเข้ากับการบริการลูกค้า แล้วคุณจะแปลกใจในผลด้านบวกที่ได้รับอย่างแน่นอน

 

ใช้โซเชียลมีเดียในการพัฒนาการวางแผนแคมเปญการตลาดแบบผสมผสาน

ปัจจุบันนี้โซเชียลมีเดียได้ครองพื้นที่หลักของการตลาด กลายเป็นช่องทางการสื่อสารที่สำคัญ และเป็นแหล่งข้อมูลของลูกค้าที่มีค่า ซึ่งการใช้โซเชียลมีเดียผสมผสานเข้าไปในแผนแคมเปญการตลาดของคุณ นั้นมี 4 วิธีที่น่าสนใจ คือ

1.ใช้โซเชียลมีเดียสำหรับการสำรวจตลาด แผนแคมเปญการตลาดของคุณจะต้องรวมส่วนของการวิจัยตลาดเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณไว้ด้วย  การวิจัยตลาดดังกล่าวนี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายของคุณว่าคือใคร และชี้แนวทางกลยุทธ์และกลวิธีของคุณ การรวบรวมข้อมูลสำหรับส่วนนี้โดยปกติอาจจะยาก น่าเบื่อและเสียค่าใช้จ่าย แต่โซเชียลมีเดียสามารถทำได้อย่างง่ายๆ และประหยัด โซเชียลเน็ตเวิร์คสามารถบรรจุข้อมูลอันมากมายของโซเชียลมีเดียซึ่งใช้เพื่อดูข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายของคุณ คุณยังสามารถถามคำถามเฉพาะกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อรวบรวมข้อมูลที่มีคุณภาพได้อีกด้วย  ความสำคัญอยู่ที่คุณต้องมีความสามารถและเชี่ยวชาญในการย่อยและดึงข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อแคมเปญให้ได้

     2.ใช้โซเชียลมีเดียเพื่อขับเคลื่อนการประชาสัมพันธ์ ในอดีตเมื่อมีข่าวด่วน นักประชาสัมพันธ์จะส่งอีเมล แฟกซ์และโทรศัพท์ เพื่อให้นักข่าว ลูกค้าของพวกเขาสามารถแสดงความคิดเห็นที่มีต่อธุรกิจหรือแบรนด์ได้ ด้วยความสะดวกและรวดเร็วของโซเชียลมีเดีย ทำให้ขั้นตอนนี้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างมาก ความรวดเร็วและความสัมพันธ์กันกลายเป็นหัวใจสำคัญในการทำประชาสัมพันธ์ และโซเชียลมีเดียยังทำให้คุณสามารถได้รับความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวด่วนเหล่านั้นภายในไม่กี่นาที โดยแหล่งข่าวของคุณจำเป็นต้องติดต่ออยู่กับกลุ่มเป้าหมาย และกลุ่มเป้าหมายเหล่านั้นก็กำลังใช้โซเชียลมีเดียอยู่ด้วย จึงจะทำให้เกิดผลลัพท์ที่ดีในการดำเนินการของแคมเปญ

  3.ใช้โซเซียลมีเดียในการโฆษณา การโฆษณามีการเปลี่ยนแปลงไปมากในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา หากกลยุทธ์และงบประมาณการโฆษณาของคุณไม่ได้รวมโซเชียลมีเดียเอาไว้ด้วย ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว ในช่วงเวลาเพียงไม่นานการโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดียแพร่หลายอย่างมาก และได้รับการยอมรับว่า เป็นการใช้งบโฆษณาที่ได้ผลมากที่สุด ด้วยความสามารถในการเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย   วัดผล ตอบแทนในการลงทุนทางโซเชียลมีเดียได้ง่าย และสามารถปรับเปลี่ยนโฆษณาของคุณได้อย่างรวดเร็ว จึงไม่แปลกที่การโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดียจะได้รับงบประมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากผู้บริหารระดับสูง

          4.ใช้การวิเคราะห์โซเชียลมีเดียเพื่อรายงานแคมเปญการตลาดของคุณ  คุณสามารถรายงานแผนงานของคุณได้หลายวิธี แต่ด้วยเครื่องมือวิเคราะห์โซเชียลมีเดียที่เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณจะต้องรวมฐานข้อมูลไว้ในเครื่องมือเหล่านี้ สามารถดึงข้อมูลจำนวนคนที่เข้าถึง จำนวนคนที่เข้าชมเว็บไซต์ของคุณผ่านทางเนื้อหาโซเชียลมีเดียออกมา และต้องเข้าใจด้วยว่า การสื่อสารแบบไหนที่ได้ผลและไม่ได้ผลกับกลุ่มเป้าหมายของคุณ เพื่อประเมินผลในการเลือกใช้ให้ตรงกับความต้องการและพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อประสิทธิภาพของแคมเปญการตลาดของคุณ

 

จัดส่วนประกอบให้สอดคล้องสัมพันธ์กัน

การรวมช่องทางดิจิทัลลเป็นสิ่งที่เราสามารถทำให้ทันสมัยขึ้นได้โดยง่ายเพียงการกดปุ่ม ดังนั้นจึงไม่มีข้ออ้างในความล้าสมัย และยังหมายถึงความสามารถในการจัดการกับงานวิจัยพื้นฐานของผู้ใช้ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันด้วย โดยทั่วไปผู้คนมักชื่นชอบแบรนด์ที่สอดคล้องกับสิ่งที่พวกเขาเป็น ดังนั้นในทางกลับกันแบรนด์เองก็จำเป็นต้องทำให้ดีที่สุดในการยืนหยัดความสัมพันธ์นี้เอาไว้ด้วยเช่นกัน

 

มีคุณค่าและอารมณ์ความรู้สึก

ความต้องการและความปรารถนาของผู้บริโภคยุคใหม่ได้เปลี่ยนไป สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมากกว่าสิ่งอื่นใดในปัจจุบันนี้ ก็คือ การติดต่อที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ดีกับบริษัท ซึ่งให้สิ่งที่มีคุณค่า ณ เวลานั้นๆ แก่พวกเขา  ดังนั้นการสร้างสรรค์ยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความพยายามของนักการตลาดที่จะเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้บริโภคของพวกเขาในขณะที่ส่งสารเกี่ยวกับคุณค่าของแบรนด์ได้อย่างไร หากทำเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้องแล้ว รับรองได้ว่าแบรนด์ของคุณจะประสบความสำเร็จในแคมเปญการตลาดอย่างแน่นอน

 

แล้วพบกับเรื่องราวดีๆ ในฉบับหน้านะครับ บาย!  

ขอบคุณปัญหา

By: รวิศ หาญอุตสาหะ

มีใครชอบ “ปัญหา” บ้างไหมครับ?

ผมเชื่อว่า ถ้าเป็นไปได้ คงไม่มีใครอยากขอพรให้ชีวิตมีปัญหาใช่ไหมครับ…แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็มีใครหลายคนที่เติบโตหรือพลิกมาสำเร็จได้ก็เพราะ “ปัญหา” เรียกว่า ถ้าไม่มีปัญหา ก็คงไม่มีวันนี้

ตัวอย่างที่ 1

ก็คือ คุณทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ แห่งพฤกษาครับ อย่างที่หลายท่านทราบว่า พฤกษานั้นใช้นวัตกรรมบ้านแบบสำเร็จรูป หรือ Precast มาประกอบซึ่งทำให้โครงการของพฤกษาเสร็จเร็วกว่าที่อื่นและทำให้พฤกษาสามารถขยายโครงการได้มากจนกลายเป็นผู้นำตลาดอสังหาฯ บ้านราคาย่อมเยานั้น แต่ก่อนที่จะมาปิ๊งเรื่องบ้านสำเร็จรูปนั้น ก็เริ่มมาจากปัญหาก่อนนี่แหละครับ

หากใครจำได้ช่วงปี 40 ที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง กิจการของคุณทองมาประสบปัญหาหนี้สินมหาศาลถึงหลักพันล้านบาท ซึ่งถ้าเป็นคนอื่นก็อาจถอดใจไปแล้ว แต่คุณทองมาก็สู้ต่อ โดยยึดหลักว่าถ้าอยากทำธุรกิจอสังหาฯ นี้ต่อ ก็ต้องยอมกัดฟันหาเงินมาสร้างบ้านส่งมอบลูกค้าให้เรียบร้อย แม้จะทำให้ยิ่งขาดทุนกว่าเดิม แต่นี่ก็เป็นทางเดียวที่ต้องทำ เพราะความน่าเชื่อถือเป็นเรื่องสำคัญ ทีนี้การจะส่งมอบบ้านให้ลูกค้าได้ทันการ ก็ทำให้คุณทองมาไปเจอกับนวัตกรรมบ้านแบบสำเร็จรูปที่ช่วยให้งานก่อสร้างเสร็จเร็ว โดยต่อมานวัตกรรมใช้บ้านสำเร็จรูปก็กลายเป็นจุดที่ทำให้พฤกษาสร้างความได้เปรียบในตลาดได้ที่สุด ซึ่งถ้าถามว่ามันเริ่มมาจากไหน ก็เริ่มมาจากปัญหานี่แหละครับ

 

ตัวอย่างที่ 2

เป็นเรื่องของ Hirotake Yano ชายชาวญี่ปุ่นที่มารับช่วงกิจการขายปลาต่อจากที่บ้าน แต่ว่าทำไปได้ไม่นาน ธุรกิจของเค้าก็ล้มละลายจนไม่เหลืออะไรครับ Yano เลยหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวด้วยการไปรับของมาขายหลังรถบรรทุก แต่ด้วยความที่ของที่ขายหลากหลายมากและก็มีหลายราคาจนยุ่งยากและเสียเวลา ตัวเค้า Yano ก็เลยเปลี่ยนมาตั้งราคาของทุกอย่างในร้านเป็นราคาเดียวกันหมด คือ 100 เยน และใช้ราคานี้เป็นจุดขาย 

หลังจากนั้นไม่กี่ปี เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็ฟองสบู่แตกส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นมีรายได้ลดลงและหันมาเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีในราคาย่อมเยาซึ่งถือเป็นจังหวะที่ดีสำหรับธุรกิจของ Yano และได้กลายเป็นจุดพลิกผันจนสามารถขยายกิจการและสาขาต่อมาเรื่อยๆ ในชื่อว่า Daiso หรือที่แปลว่า “สร้างให้ใหญ่” โดย Yano ยังนำสินค้าหลากหลายประเภทมาวางขาย ซึ่งปัจจุบันมีมากถึง 70,000 รายการ และมีการปรับนำสินค้าบางตัวในราคาอื่นๆ มาวางขายปนๆ กันไป จนทุกวันนี้อย่างที่หลายคนทราบกันดีครับว่า Daiso ก็ขยายใหญ่มาก ในบ้านเราก็มีมากมายหลายสาขา ซึ่งถ้าถามว่า Yano เริ่มต้นธุรกิจยิ่งใหญ่นี้มาจากไหน คำตอบก็คือวันที่เค้าไม่เหลืออะไรนั่นเองครับ

 

ตัวอย่างที่ 3

แม้เรื่องนี้จะไม่ใช่การพลิกปัญหาจนประสบความสำเร็จ แต่ผมว่าเป็นการรับมือกับปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์มากๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ครับ คือก่อนหน้านี้น้องๆ นักศึกษาและบุคลากรในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะปวดหัววุ่นวาย เมื่อเกิดกระแสนักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมแต่งชุดนักศึกษาไทยแล้วเข้ามาถ่ายรูปเล่นในมหาวิทยาลัย จนคนข้างในก็สับสนและวุ่นวาย แยกไม่ออกว่าใครเป็นนักศึกษาตัวจริงหรือใครเป็นนักท่องเที่ยว และก็มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่านอยู่ในมหาวิทยาลัยเต็มไปหมด จนกลายเป็นปัญหาใหญ่โตของมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว

แต่ว่าเมื่อไม่นานมานี้ ผมทราบข่าวมาว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้แก้ปัญหานักท่องเที่ยวได้อย่างสร้างสรรค์ คือ ทางนักศึกษามหาวิทยาลัยได้จัดทีมขึ้นมาไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวชาวจีนโดยเฉพาะครับ โดยจะมีรถนำเที่ยวพาชมคณะต่างๆ รวมทั้งมีไกด์เป็นนักศึกษาคอยเป็นล่ามช่วยแปล วิธีนี้นอกจากจะทำให้เกิดระเบียบในมหาวิทยาลัยมากขึ้นแล้ว สิ่งที่ได้ตามมาคือเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีโอกาสฝึกภาษาและฝึกการทำกิจกรรมนอกห้องเรียนร่วมกัน รวมไปถึงการฝึก people skill ด้วยนะครับ 

ซึ่งตอนที่ผมทราบ ผมรู้สึกประทับใจมากกับทางออกนี้ เพราะนอกจากจะสะท้อนว่า ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีความสามารถในการแก้ปัญหาได้ถูกจุดแล้ว ยังเข้าใจพลิก “ปัญหา” ให้กลายเป็น “โอกาส” อีกด้วย

 

เป็นไงกันบ้างครับ ปัญหาฟังดูไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจเลยใช่ไหมครับ สำหรับตัวอย่าง 3 นี้ อย่างตัวผมเอง เวลาผมเจอปัญหา ผมก็หนักใจเหมือนกันตอนที่เจอ แต่ทุกครั้งผมจะปลอบใจตัวเองเสมอว่า ปัญหานี่แหละที่จะลับเราให้คมขึ้น และปัญหาก็เข้ามาเพื่อทำให้เราแกร่งขึ้น พร้อมไปสู่ด่านใหม่วันข้างหน้า พอคิดแบบนี้แล้ว

หลายครั้งผมเลยรู้สึก “ขอบคุณ” ปัญหาไปเลยก็มีครับ

บางทีไม่แน่นะครับ ปัญหาที่คุณเจอวันนี้อาจเข้ามาเพื่อช่วยคุณก็ได้ ใครจะรู้  

How to predict a RED WAR with Machine Learning? (ทายผลศึกแดงเดือดด้วยแมชชีนเลิร์นนิ่ง)

by: ศรัณยพัชร์ อติกันต์ธนา

เป็นที่ทราบกันดีว่าฟุตบอลเป็นกีฬาสากลที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ถ้าพูดถึงการแข่งขันของกีฬาประเภทนี้แล้วแล้วสิ่งที่ติดตามมาคงปฏิเสธไม่ได้ นั่นคือ ผลการแข่งขัน ตัวเลขและสถิติต่างๆที่เกิดขึ้นในเกมส์นั้นๆ ข้อมูลเหล่านั้นเองที่ในวงการกีฬาอาชีพมีความสำคัญและถูกนำมาต่อยอดเพื่อการวางแผนพัฒนาทีมเพื่อความสำเร็จสูงสุด วันนี้เราเลยลองเอาข้อมูลการแข่งขันฟุตบอลในยุโรปมาลองวิเคราะห์โดยใช้หลักการของ แมชชีนเลิ่นนิ่ง เราจะพบอะไรบ้าง?

 

ลีกไหนประสบความสำเร็จในเวทียุโรป

ถ้าเราเอาผลงานย้อนหลังของทีมที่เข้าชิงฟุตบอลสโมสรยุโรป ตั้งแต่ฤดูกาล 2008-2009 ถึง ฤดูกาล 2015-2016 ในสองรายการใหญ่ คือ รายการยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก และ รายการยูโรป้าลีก จะพบว่า ทีมจากประเทศสเปนเข้าชิงรวม 10 ครั้งในสองรายการ รองลงมาเป็นทีมจากประเทศเยอรมันจำนวน 3 ครั้งในรายการยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก ในขณะที่ทีมจากอังกฤษเข้าชิงในรายการยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก และ รายการยูโรป้าลีก อย่างละ 2 ครั้ง และทีมจากอิตาลีเข้าชิงเพียง 1 ครั้งในรายการยูฟ่าแชมเปี้ยนลีก จะเห็นว่าทีมจากประเทศสเปนประสบความสำเร็จมากในเวทียุโรปในระยะเวลา 5-6 ฤดูกาลที่ผ่านมา

เปรียบเทียบความสามารถของทีมชั้นนำแต่ละลีกในยุโรป

ถ้าเรานำคะแนนความสามารถของทีมใน 5 อันดับแรกของแต่ละลีก ตั้งแต่ฤดูกาล 2008-2009 ถึง ฤดูกาล 2015-2016 มีเปรียบเทียบจะพบว่าทีมจากประเทศสเปนมีจุดเด่นที่เกมส์รับโดยเฉพาะการยืนตำแหน่งและการกดดันคู่ต่อสู้ เช่นเดียวกับทีมจากประเทศเยอรมันที่มีจุดเด่นเรื่องของการประกบคู่ต่อสู้ในเกมส์รับ รวมถึงเกมส์รุกที่ทีมจากประเทศเยอรมันมีสปีดบอลและการผ่านบอลเพื่อการทำประตูที่ดี  ในขณะที่ทีมจากอิตาลีมีการสร้างสรรค์เกมส์รุกที่ดีทั้งในเรื่องของการผ่านบอลทั้งในระยะสั้น/ยาว รวมถึงการยิงประตู

 

ความนิยมของฟุตบอลในเมืองไทย

ถ้ามองกลับมาในประเทศไทยฟุตบอลถือว่าเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเช่นกัน จากการเก็บข้อมูลของผู้ตอบแบบสอบถามในอินเตอร์เน็ต(Online Survey) ของ YouGov พบว่า สโมสรฟุตบอลที่เป็นที่นิยมสูงสุด 5 อันดับแรกคือ ลิเวอร์พูล รองลงมาเป็นแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ที่น่าสนใจคือ สโมสรบุริรัมย์ยูไนเต็ดเป็นสโมสรจากประเทศไทย 1 เดียวที่ติดใน 5 อันดับแรกด้วย

 

แมทช์ไหนแฟนบอลไทยฮิตสุด

นอกจากโปรแกรมการแข่งขันของทีมชาติไทยแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสุดยอดฟุตบอลบิ๊กแมตช์ที่ได้รับความสนใจมาอย่างยาวนาน คือ ศึกแดงเดือด ระหว่าง “หงส์แดง ลิเวอร์พูล” พบกับ “ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” ที่จะทำการแข่งขันในวันที่ 14 ตุลาคม 2560 นี้ โดยสถิติของการพบกันของทั้งคู่ ลิเวอร์พูล ชนะ 55 ครั้ง ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ 67 ครั้ง และ จบกันด้วยผลเสมอ 46 ครั้ง สำหรับ 5 ฤดูกาลหลังสุด ลิเวอร์พูล ชนะเพียง 2 ครั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ 6 ครั้ง และ จบกันด้วยผลเสมอ 2 ครั้ง (ข้อมูลจาก Wikipedia)

 

แดงเดือครั้งนี้ Machine Learning ทำนายว่าผลจะเป็นอย่างไร

ถ้าลองนำผลการแข่งขันของทั้งสองทีมในฐานะทีมเหย้าและทีมเยือน 5 ฤดูกาลย้อนหลังมาทำนายผลการแข่งขันที่ทั้งสองทีมนี้จะเจอกัน โดยอาศัยทฤษฏีความน่าจะเป็นทางสถิติพบว่า มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่ทั้งคู่จะเสมอกันโดยมีความน่าจะเป็นอยู่ที่ 74% ในขณะที่ถ้าจะมีผลแพ้ชนะ ทีมลิเวอร์พูลมีโอกาสมากกว่าโดยมีความน่าจะเป็นที่จะชนะประมาณ 21% และโอกาสที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะบุกมาชนะ 5% โดยประมาณ

ผลการแข่งขันที่มีโอกาสเป็นไปได้มากที่สุดคือ ทั้งสองทีมเสมอกันที่สกอร์ 0-0 โดยในกรณีที่ลิเวอร์พูลชนะ 1 ต่อ 0 เป็นลำดับรองลงมาขณะที่ถ้าโอกาสที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะบุกมาชนะก็เป็นจำนวนแค่ 1 ประตูเช่นกัน และไม่ว่าผลการแข่งขันจริงจะออกมาเป็นเช่นไร ขอให้ท่านผู้อ่านได้รับชมการแข่งขันกีฬาอย่างมีความสุขและตื่นเต้นในเกมส์กีฬา

 

ปล. เนื่องจากบทความได้ถูกเขียนไว้ล่วงหน้าและใช้ผลการแข่งขันของทั้งสองทีมล่าสุดในวันที่ 9 กันยายน 2560 ในการการวิเคราะห์ ดังนั้นผลของการทำนายโดยแมชชีนเลิ่นนิ่งอาจมีความคลาดเคลื่อนบ้างเนื่องจากไม่ได้ใช้ชุดข้อมูลล่าสุด

Machine Learning เครื่องจักรทำนายผล “The Mask Singer Season2”

by: ศรัณยพัชร์ อติกันต์ธนา Analytic Manager-Data Scientist IPG MEDIABRANDS

ประกาศผล The Mask singer season 2 หรือ หน้ากากนักร้องซีซั่นที่ 2 เป็นที่เรียบร้อย ขอแสดงความยินดีกับ “หน้ากากซูโม่” ที่สามารถฝ่าฟันด้านอรหันต์ในแต่ละรอบจนสามารถคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ แต่อย่างไรก็ดีก่อนหน้าที่จะทำการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศที่ผ่านมานั้น เราได้มีการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ทางข้อมูล โดยการนำความรู้เรื่อง แมชชีนเลินนิ่ง (Machine learning) มาใช้วิเคราะห์และพิจารณาเพื่อทำนายผลการแข่งขันที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นในรอบชิงชนะเลิศ

หลายท่านอาจจะมีคำถามว่าแล้ว Machine วิเคราะห์อะไร? ผลการวิเคราะห์เป็นอย่างไร? ทำนายว่าใครจะชนะ? และสุดท้ายแม่นยำแค่ไหน?

 

Machine learning วิเคราะห์อะไร?

เราได้นำข้อมูลรายละเอียดของการแข่งขันในแต่ละรอบของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน อาทิเช่น อาชีพของผู้เข้าแข่งขันเมื่อถูกเฉลยหรือถูกถอดหน้ากากแล้ว ประเภทของเพลงที่ใช้ทำการแข่งขันว่าเป็นเพลงไทยหรือสากลและเป็นเพลงเร็วหรือช้า ประเภทของหน้ากากที่ใส่ทำการแข่งขัน และ เพศ รวมถึงผลการแข่งขันที่เกิดขึ้น โดยอาศัยเทคนิคของแมชชีนเลินนิ่งในการวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆที่มีผลกับชัยชนะแต่ละรอบของผู้เข้าแข่งขัน มาทำนายผลการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศที่ “หน้ากากเสือจากัวร์” จะพบกับ “หน้ากากซูโม่”

 

ผลการวิเคราะห์จาก Machine learning เป็นอย่างไร?

จากผลการวิเคราะห์พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อชัยชนะของผู้เข้าแข่งขันในซีซั่นที่1 สำคัญที่สุดคือประเภทของเพลงที่ใช้ในการแข่งขันโดยที่เพลงต่างประเทศมีโอกาสทำให้ผู้เข้าแข่งขันชนะมากกว่าเพลงไทย ในขณะที่ลักษณะของหน้ากากของผู้เข้าแข่งขันเป็นปัจจัยที่สำคัญรองลงมา ส่วนปัจจัยที่เหลือ อาทิเช่น ความเร็วของจังหวะเพลง ผู้เข้าแข่งขันเป็นนักร้องอาชีพหรือไม่ เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญรองลงมาตามลำดับ และ เพศ ซึ่งเพศชายเหมือนจะได้เปรียบกว่าเพศหญิง

สำหรับในซีซั่นที่สอง ปัจจัยที่มีผลทำให้ผู้เข้าแข่งขันที่จะทำให้มีโอกาสคว้าชัยชนะมากที่สุด คือ ถ้าผู้เข้าแข่งขันเป็นนักร้องอาชีพจะทำให้โอกาสการคว้าชัยชนะมีสูงมากกว่านักแสดง ในขณะที่ลักษณะและประเภทของเพลงที่เลือกร้องทำการแข่งขันมีความสำคัญรองลงมา ในส่วนของประเภทของหน้ากากที่มีความสำคัญในซีซั่นแรกกลับมีความสำคัญน้อยลงในซีซั่นล่าสุด และ ปัจจัยที่มีอิทธิพลเป็นลำดับสุดท้ายคือ เพศ

 

ผลการทำนายของ Machine learning เป็นอย่างไร?

ความน่าสนใจสำหรับการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศของการแข่งขัน The Mask Singer ซีซั่น 2 ที่ผ่านมาคือ ใครน่าจะเป็นผู้ชนะมากกว่ากันก่อนทำการแข่งขัน ซึ่งถ้าเราวิเคราะห์ผลงานเป็นรายบุคคลของผู้เข้าแข่งขันอย่าง “หน้ากากเสือจากัวร์” และ “หน้ากากซูโม่” โดยนำข้อมูลในการแข่งของผู้เข้าแข่งขันทั้งสองในแต่ละรอบจะพบว่า หน้ากากเสือจากัวร์ ในแต่ละรอบของการแข่งขันตั้งแต่รอบแรกที่ผ่านมาเลือกที่จะร้องเพลงสากล 3 เพลงและเพลงไทย 3 เพลง ซึ่งคล้ายกับการเลือกเพลงของหน้ากากซูโม่เป็นอย่างมาก โดยรอบก่อนชิงชนะเลิศและรอบชิงชนะเลิศทั้งคู่เลือกที่จะร้องเพลงไทย ซึ่งทำให้ไม่เกิดข้อได้เปรียบในการเรื่องประเภทของเพลงของกันและกัน

แต่ผลการทำนายของแมชชีนเลินนิ่งพบว่า ความน่าจะเป็นที่จะได้รับชัยชนะโดยเฉลี่ยในทางสถิติของผู้เข้าแข่งขันทั้งคู่มีความใกล้เคียงกันมากซึ่ง “หน้ากากเสือจากัวร์” มีโอกาสที่จะชนะเฉลี่ย 95% และ “หน้ากากซูโม่” โอกาสที่จะชนะเฉลี่ย 92% ถ้ามองอย่างผิวเผินหน้ากากเสือจากัวร์น่าจะมีโอกาสคว้าชัยชนะในรอบชิงได้มากกว่าแต่อย่างไรก็ดี มีอีกมุมมองที่น่าสนใจนอกจากผลการทำนายของแมชชีนเลินนิ่งในเบื้องต้น

ถ้าดูสถิติจำนวนวิวบนยูทูบจะพบว่า หน้ากากซูโม่มียอดวิวของเพลงที่ร้องในแต่ละรอบรวมและยอดวิวเฉลี่ยที่สูงกว่าหน้ากากเสือจากัวร์อย่างชัดเจน ซึ่งบ่งบอกเป็นนัยถึงความนิยมของการร้องเพลงของหน้ากากซูโม่ที่ดูน่าจะได้รับความนิยมมากกว่า เมื่อการพิจารณาจากองค์ประกอบโดยรวมแล้วผลการวิเคราะห์จากผลการทำนายความน่าจะเป็นโดยแมชชีนเลิ่นนิ่ง  และ การดูยอดวิวบนยูทูบ “หน้ากากซูโม่” น่าจะมีโอกาสเป็นแชมป์ใน The Mask Singer Season 2 มากกว่า “หน้ากากเสือจากัวร์” ซึ่งผลการแข่งขันจริงคือ “หน้ากากซูโม่” ได้รับชัยชนะในรอบชิงชนะเลิศ ตรงกับผลของการวิเคราะห์

 

เรียนรู้อะไรกับผลการทำนายของ Machine learning

แม้ผลจากการทำนายของ Machine learning จะไม่ถูกต้อง 100% ในเบื้องต้นเพราะการทำนายอาจจะขาดปัจจัยบางอย่างที่สำคัญมาก เช่น จำนวนวิวบนยูทูบ ที่อาจจะทำให้ผลการทำนายถูกต้องและใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น เราจึงได้นำจำนวนวิวเฉลี่ยต่อวันของผู้เข้าแข่งขันทุกคนให้ Machine ได้เรียนรู้และทำนายผลการแข่งขันอีกครั้งจะพบว่า จำนวนวิวเฉลี่ยต่อวันมีผลต่อการชนะของผู้เข้าแข่งขันและมีความสำคัญเป็นลำดับที่ 2 รองจากอาชีพเลยทีเดียว

และเมื่อลองดูผลการทำนายพบว่า “หน้ากากซูโม่” มีความน่าจะเป็นที่จะชนะที่สูงกว่า “หน้ากากเสือจากัวร์” ซึ่งตรงกับผลการตัดสินอย่างเป็นทางการไปแล้ว เราจะสังเกตได้ว่า สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ Machine learning สามารถทำนายได้แม่นยำต้องอาศัยปัจจัยที่สำคัญโดยผู้วิเคราะห์ต้องเข้าใจในบริบทและปัญหาเหล่าโดยถ่องแท้ก่อนที่จะสอนให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้และทำนายในสิ่งที่จะเกิดขึ้น

 

 

***หมายเหตุ ข้อมูลและผลการวิเคราะห์อ้างอิง ณ.วันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ก่อนการแข่งขัน The Mask Singer Season2 ในรอบ
ชิงชนะเลิศ***

BKK’s Secret Address : Old Town vs CBD (1)

Curated by Ploy เวอร์ชั่นบางกอกไกด์ฉบับกระทัดรัด พาไปชมกิจการเล็กๆแต่พลังสร้างสรรค์แรงชัด ผลงานของคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจคิดงานอย่างประณีต นำมาซึ่งความพิเศษเฉพาะโดดเด่นแตกต่าง จนสร้างกลุ่มลูกค้าได้โดยแทบไม่ต้องใช้งบเพื่อการโฆษณาและการตลาด พบกับสตูดิโอโชว์รูมสวยศิลป์ในย่าน Central Business District (CBD) – สาทรในตอน (1) และที่พักแรมบรรยากาศประหนึ่งพิพิธภัณฑ์เปี่ยมชีวิตชีวาใน Old Town ย่านเก่าแห่งบางกอกตอน (2) ในเดือนหน้า สองย่านของกรุงเทพฯที่มีความต่างกันสุดขั้ว พร้อมจุดน่าเดินเล่นเที่ยวชมชิมในทั้งสองย่าน

CBD : Sathorns Secret Address ในซอยเล็กๆร่มรื่นตรงข้ามสถาบันเกอเธ่ คือที่ตั้งของโชว์รูมขนาดกะทัดรัดของศิลปินสาวเก๋ผู้ผันตัวเองจากการทำงานกราฟฟิก มาสู่โลกของการออกแบบเครื่องใช้ เครื่องประดับที่มีความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร กุ๊ก ชนิดา วรพิทักษ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ชื่อแปลกที่เรียกย่อๆว่าคัสคัส ชื่อเต็มคือ Cuscus the Cuckoos กุ๊กเล่าว่า Cuscus เป็นชื่อลิง ที่เธอเลือกมาเพราะ C C ตรงกับอักษรย่อชื่อเล่นและชื่อจริงของตัวเองพอดี ด้านหลังโชว์รูมของกุ๊กคือสตูดิโอพื้นที่ทำงานของเอิ้ก (วรณัฐ วรพิทักษ์) สามี ซึ่งทำงานทางด้านศิลปะเช่นเดียวกันแต่แตกต่างไปคนละแขนง

แรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์คัสคัสฯแปลกไม่แพ้ชื่อ   กุ๊กเป็นคนชอบวาดรูป เธอนำรูปที่วาดมาออกแบบลวดลายดีไซน์กราฟฟิกสำหรับเครื่องใช้ต่างๆ งานของกุ๊กมีเอกลักษณ์ชัดเจน สวยเท่แปลกตา สีสันสดเจิด กรุ่นกลิ่นอายวินเทจนิดๆ แลดูลึกลับ ทว่าเป็นมิตร ร่าเริงและหลุดโลกหน่อยๆ  อาจเพราะการหลอมรวมความชอบส่วนตัวของเธอ ที่มีต่อเรื่องรอบตัวที่กระทบใจทั้งการเดินทางและงานออกแบบต่างๆจากย่านเก่าๆทั่วกรุงเทพฯ ผนวกกับการที่กุ๊กซึมซับเรื่องราวของงานดีไซน์จากของสะสมประเภทสิ่งพิมพ์วินเทจ หนังสือ นิทาน โปสเตอร์เก่าๆ  

สาวเก๋ยังหลงใหลแบบอักษรยุคอดีตที่หาพบได้ในย่านเยาวราช เจริญกรุง จึงหยิบดึงมาใช้สร้างจินตนาการใหม่ ผสมผเสกับประสบการณ์ทริปประทับใจที่เจ้าตัวบอกว่ากลับมาแล้ว ระดับความอยากวาดรูปพุ่งสุดแบบไฟลุกพรึ่บ

“หลังจากแต่งงานก็ได้เที่ยวที่แปลกๆอย่างไปงานดนตรีอิเล็คโทรนิค แนว noise ผสม synths มีภาพ เสียง กลิ่น ครบ ชื่องาน Unsound  จัดที่เมือง Krakow ประเทศ Poland ตัวงานสร้างแรงบันดาลใจมากๆ จัดเจ็ดวัน โชว์หมุนทั้งเมืองค่ะ  

คนจัดงานสร้างเส้นทางให้เราไปดูวงทดลองต่างๆของศิลปินหลากหลาย ตามเส้นทางสวยๆที่สำคัญๆในเมือง Krakow เพื่อเป็นการโปรโมตเมืองไปด้วย มีทั้งจัดในพิพิธภัณฑ์ โบสถ์ โรงจอดรถไฟเก่า โรงหนัง กลางวันก็มีโปรแกรมการพูดคุยบรรยาย (Talk) มีฉายหนัง แต่ละปีธีมงานไม่ซ้ำกัน ปีที่กุ๊กไปเป็นธีม The Dream เกี่ยวกับความฝันค่ะ บางปีก็จะมีธีมที่สร้างความประหลาดใจไม่บอกล่วงหน้าก่อนว่าจะจัดในเหมืองเกลือ”

                กุ๊กบันทึกความประทับใจต่างๆด้วยการวาดรูปและนำมาออกแบบลวดลาย จัดวางบนผ้าพันคอ เข็มกลัด กระเป๋า ซึ่งเป็นงานผสมผสานทั้งเพ้นท์วาดลงสีและปักทับ    กระเป๋าขนนกผ้าคอตตอนแท้พิมพ์ลายของคัสคัสแปลกสะดุดตาสะพายแล้วแปลงร่างชุดเสื้อผ้าเรียบๆธรรมดาให้ดูน่าตื่นตาแฟชั่นเนเบิ้ลขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์

เสื้อมือสองที่เธอเสาะหามาเพ้นท์ปักทับก็เป็นที่ต้องการของลูกค้า กุ๊กยังชอบเลือกผ้าไหมไทยอุบลแท้ๆมาใช้สลับกับผ้าใยธรรมชาติเนื้อหนาอื่นๆ กระเป๋าหนังแท้เพ้นท์มือแต่ละใบลวดลายไม่ซ้ำก็ติดอันดับขายดี อาจเพราะงานออกแบบแทบทุกชิ้นของกุ๊กมีลักษณะที่เรียกว่า Wearable Art และยังได้อารมณ์งานหัตถกรรม (Craft) ที่มีความเนี้ยบประณีต กลุ่มลูกค้าของเธอจึงค่อนข้างกว้างและหลากหลาย ชายหญิงหลากวัยและเชื้อชาติ

“ออกแบบเพราะคิดไว้ว่าเราอยากใช้อันนี้แบบนี้เอง ก็เลยทำ ใช้ของดีจริงๆ ผ้าต้องพิมพ์สีที่ดี ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม คิดว่าลูกค้าน่าเข้าใจสิ่งที่เราพยายามสื่อสารผ่านตัวงาน คนที่เข้ามาก็จะเป็นคนที่ชอบอะไรคล้ายๆกัน ทุกคนมาเพราะชอบลวดลายกับตัวงาน” ผ้าไหมที่กุ๊กใช้ทำผ้าพันคอนิ่มและสีคมชัดเพราะพิมพ์ด้วยระบบกัดกรดลงบนไหมแท้ที่เธอคัดผ้าแบบไหมร้อยเปอร์เซนต์ไม่ผสมเส้นใยอื่นๆ ผ้าคอตต้อนแท้เนื้อนุ่มก็มีให้เลือก”

คัสคัสเป็นแบรนด์ที่นำเสนอชิ้นงานที่มีลักษณะงานประดิษฐ์ หัตถกรรมสวยศิลป์แต่ละชิ้นไม่ซ้ำ ต่างจากงานผลิตล็อตใหญ่จากโรงงาน ชิ้นงานที่สามารถวางจำหน่ายไม่ได้ผลิตออกมาแยะพรึ่บ จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งห้างสรรพสินค้า เรียกว่ามีความคล่องตัวสูงเคลื่อนที่ได้ตามใจแบบไม่ผูกมัดในรูปแบบป๊อบอัพสโตร์ ตลอดจนเปิดขายในงานแฟร์หรือตลาดสุดสัปดาห์ที่คัดสรรแล้วว่าตรงกลุ่มเป้าหมาย สมัยนี้ยังมีช่องทางจำหน่ายทางโซเชียลมีเดียต่างๆ

ล่าสุดกุ๊กเปิดสตูดิโอให้ผู้สนใจเข้ามาเยี่ยมชมสินค้าได้ตามเวลานัดหมายในซอยเล็กแสนร่มรื่นไม่ไกลจากสถาบันเกอเธ่อันเก่าแก่ หมุดหมายทางวัฒนธรรมใจกลางย่าน CBD ย่านนี้ยังมีทั้งความอร่อยเก่าแก่อันเป็นตำนานคู่ย่าน ร้านกาแฟคุณภาพเลิศ และแกลลอรี่ศิลปะใหม่ๆมากมาย

 

Around Cuscus the Cuckoos Studio & Showroom 36/1 สาทร 1 ซอยเกอเธ่ ถ.สาทรใต้ สาทร กทม. โทร 0970058569  Line : cuckoos  www.cuscusthecuckoos.com (นัดหมายเยี่ยมชมล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งวัน)

ลิสต์แหล่งโปรดที่กุ๊กเจ้าถิ่นแนะนำ “ร้านกาแฟ es/pe/ro ค่ะ www.facebook.com/esperocafe/ กาแฟอร่อยเป็นกันเองไม่แพงด้วย  ไม่ไกลจากคัสคัสมีแกลลอรี่ไว้ดูงานศิลปะดีๆ  bangkok city city gallery www.facebook.com/bangkokcitycity/ ห้องอาหารมาลัย โรงแรมมาเลเซีย  เปิด 24 ชม.   ข้าวต้มอร่อยทุกอย่างค่ะ   www.malaysiahotelbkk.com และ อาหารเยอรมันเยื้องคัสคัสเลยคือ รัชตูเบ้ (Ratsstube)  www.ratsstubebangkok.com/ ในเกอเธ่เลยค่ะ ซุปหัวหอม ยำเนื้อ ยำวุ้นเส้น อร่อยหมด” รัชตูเบ้ยังมีเมนูเยอรมันพื้นบ้านโดดเด่นอย่างไส้กรอกรวม และ Beef Rolls (Rouladen) ราดน้ำเกรวี่สูตรพิเศษเฉพาะด้วย ส่วนร้านโปรดของครอบครัวดิฉันในละแวกนี้คือ ภัตตาคารจันทร์เพ็ญ www.chandrphen.com เปิดบริการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2496 ต้นตำรับไก่ย่างแสนอร่อยที่เป็นตำนาน ปูจ๋า สุกี้แห้งทะเลหม้อไฟ ด้านหลังที่จอดรถจันทร์เพ็ญ เดินทะลุไปร้านกาแฟสุดเจ๋งที่มีกาแฟคั่วบดรสดีเยี่ยมและขนมอบหวานอร่อยละมุน ไซส์พิเศษที่ทางร้านรู้ใจเหล่าคนรักขนมที่ต้องการชิมลิ้มลองความหวานหลากหลายชนิด แต่กังวลว่าจะทานไม่หมดรวมถึงกระทบน้ำหนักตัว ทางร้านจึงตั้งใจทำขนมให้มีขนาดเล็กพอดีกับความต้องการ แต่อัดแน่นด้วยคุณภาพ สมชื่อร้านคือ Size S Cafe & Bakery www.facebook.com/SizeScafe/ สั่งขนมไซส์มินิมาลองแกล้มกาแฟคั่วเองในร้านที่มีกลิ่นรสพิเศษเฉพาะสำหรับคอกาแฟตัวจริง

 

                เดือนหน้าไปต่อกันด้วย Secret Address ในย่าน Old Town ที่หมุดหมายลึกลับจะน่าสนใจขนาดไหน โปรดติดตาม

Curated by Ploy

P2P ทำให้ ตังค์ หาง่าย

by: เกษม พิพัฒน์เสรีธรรม

หนังสือเล่มล่าสุดที่ผมเขียน ชื่อ “ตังค์ หาง่าย” เพิ่งวางตลาดไปเมื่องานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา ในหนังสือเขียนบอกเล่าแนวคิดและวิธีทำธุรกิจซึ่งจะช่วยให้หาตังค์ได้ง่าย แต่ดูเหมือนชื่อหนังสืออาจจะออกแนวขี้โม้ขี้คุยหน่อยๆ หรือเปล่า ท่านผู้อ่านที่เคารพรักลองไปหาซื้อมาอ่านกันแล้วเล่าสู่กันฟังหน่อยก็ดีครับว่า ตังค์หาง่ายจริงหรือเปล่า (ไม่ได้โม้)

ที่เอาเรื่องนี้มาเกริ่นประเดิมบทความตอนนี้ เพราะโดยความคิดและประสบการณ์ของผมบอกกว่า การทำธุรกิจคือการใช้ทรัพยากรและสายสัมพันธ์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านรูปแบบธุรกิจ (Business Model) ที่แข่งขันได้และสร้างกำไรที่ยั่งยืน

 

จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจคือ การพิจารณาความสมดุลระหว่างความต้องการ (Demand) และการตอบสนอง(Supply) เมื่อไรที่เจ้าสองตัวนี้มีเท่ากันหรือมีความสมดุล ย่อมไม่เป็นโอกาสที่ดีของการทำธุรกิจ เพราะธุรกิจนั้นๆ จะไม่เติบโตและทำกำไรได้มาก เข้าทำนองไปเรื่อยๆ โอกาสในการทำธุรกิจจะมีก็ต่อเมื่อเจ้าสองตัวนี้เกิดไม่พอดีกัน ขาดความสมดุล

หากความต้องการมากกว่าการตอบสนอง เชื่อว่าหลายท่านก็มองออกว่าเป็นโอกาสเข้าไปทำธุรกิจนั้นๆ เพราะไม่ยากในการแข่งขันและยังสามารถทำกำไรได้งามๆ แต่หากเป็นไปในทางตรงกันข้าม การตอบสนอง มากกว่า ความต้องการ หากมองในแบบเดิมๆ คิดแบบเดิมๆ หลายท่านคงส่ายหน้า บอกว่าไม่มีโอกาสทำธุรกิจนั้นๆ การแข่งขันสูง ทำกำไรได้น้อย

ความจริงสิ่งที่เหลือมากๆ ไม่มีความต้องการ ย่อมมีค่าน้อย ราคาถูกหรืออาจจะได้มาแบบฟรีๆ เช่น ธุรกิจเก็บขยะที่คนอื่นทิ้งมาคัดแยกแล้วขายต่อตามประเภทต่างๆ ของขยะนั้นๆ ได้กำไรมาก อย่าง ดร. สมไทย วงษ์เจริญ ที่ก่อตั้งบริษัทวงษ์พาณิชย์ ที่ค้าขายขยะจนร่ำรวยมีกิจการทั่วประเทศและในต่างประเทศ

เรื่องนี้ทำกันมานานแต่ไม่ค่อยมีใครพูดกัน แม้แต่ที่ดินที่ไม่มีใครต้องการ เมื่อไม่มีความต้องการ (Demand) ราคาย่อมถูก หากท่านซื้อเก็บไว้ แล้วนำมาพัฒนาขายเมื่อมีความต้องการย่อมได้กำไรมาก เพราะที่ดินไม่มีเพิ่มมีแต่ลดลง

 

ปัจจุบันยุคที่อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนโลก ทำให้อะไรๆ มันง่ายไปหมด อะไรๆ มันเชื่อมถึงกันไปหมด แนวคิดแบบนี้กำลังเป็นที่นิยมของผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เราเรียกกันติดปากแบบฝรั่งว่า “Startup”

เถ้าแก่หน้าใหม่หลายรายประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ด้วยวิสัยทัศน์มองเห็นความไม่สมดุลของความต้องการและการตอบสนอง แล้วก็นำตัวที่เหลือมากมาแบ่งปัน สร้างธุรกิจใหม่ แบบกระแสเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) หรือที่หลายท่านอาจจะคุ้นเคยใน รูปแบบการบริโภคชนิดร่วมมือกัน (Collaborative Consumption) หรือ การทำธุรกิจจากเพื่อนสู่เพื่อน (Peer to Peer: P2P) ที่ช่วยให้คนที่มองเห็นโอกาสสร้างธุรกิจจากเอาสิ่งที่มีมากเกินความต้องการ หรือไม่มีคนสนใจ หรือมีมากเกินความจำเป็น (Excess Capacity) มาทำสร้างธุรกิจ สร้างรายได้ผ่านรูปแบบธุรกิจ (Business Model) ที่เหมาะสม

หลากหลายแอปพลิเคชันที่ท่านรู้จักดี เช่น AirBNB, Uber, Grab taxi, Spotify และอื่นๆ อีกมากมาย ล้วนอยู่บนแนวคิดและการทำธุรกิจบนกระแสเศรษฐกิจแบบแบ่งปันทั้งสิ้น

AirBNB เครือข่ายชุมชนที่ผู้ต้องการที่พักสามารถจองที่พักจากผู้ที่ไม่ได้ใช้ที่พักนั้นๆในเวลานั้นๆ โดยเน้นการนำเสนอประสบการณ์ของผู้เข้าพักและเจ้าของที่พักและเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนเกิดการเช่าพัก ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการโดยเฉลี่ยมากกว่า 425,000 รายต่อคืน และมีเครือข่ายบริการในกว่า 190 ประเทศทั่วโลก สร้างรายได้ให้เจ้าของธุรกิจนี้และผู้ที่ห้องพักเหลือใช้ อย่างมหาศาล

Stay On Skill เป็นแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างนักท่องเที่ยวกับเจ้าของที่พักตามประเทศต่างๆให้ได้เจอกัน โดยเริ่มจากทั้งสองฝ่ายสมัครผู้ใช้ Linledin ของแต่ละฝ่าย กรอกรายละเอียดแล้วเจ้าเว็บไซด์ ก็จะทำหน้าที่จับคู่ความต้องการที่ตรงกัน ให้นักท่องเที่ยวที่มีทักษะได้เจรจากับเจ้าของที่พัก เกิดการแลกเปลี่ยนโดยนักท่องเที่ยวก็สอนทักษะที่มี เช่น ดนตรี ศิลปะ ให้กับเจ้าของที่พัก ส่วนเจ้าของที่พักก็ให้ห้องพัก อาหารหรืออื่นๆ ตามที่ได้ตกลงกัน เรียกว่าสมประสงค์ทั้งสองฝ่าย

ธุรกิจในรูปแบบนี้มีอีกมายมาย อยู่ที่ว่าใครจะคิดเอาอะไรที่เหลือใช้มากๆมาแบ่งปันบนรูปแบบธุรกิจทึ่ทำเงินได้ ไม่ว่า จะเป็น รถยนต์ ห้องพัก สนามกอล์ฟ บริการเพลง บริการวายฟาย (wifi) ฯลฯ

 

เศรษฐกิจแบบแบ่งปัน ได้เริ่มมีการเผยแพร่ครั้งแรกในปี 1978 ในบทความวิชาการเรื่อง “Community Structure and Collaborative Consumption” โดย Marcus Felson และ Joe Spaeth ทั้งสองท่านเป็นนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย Illionis ที่ Urbana Champagne ประเทศสหรัฐอเมริกา

แนวคิดนี้ชี้ให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างรายได้ที่มาจากการแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรที่ไม่ได้ใช้แล้วระหว่างบุคคลหรือกลุ่มคนผ่านการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ

แนวคิดนี้ได้รับความสนใจในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเนื่องจาก สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่หลังจากวิกฤตการเงินโลกในปี 2008 ที่มีการว่างงานสูงและ supply มากกว่า demand รวมทั้งการเข้าถึงข้อมูลบนสังคมออนไลน์ที่สะดวก รวดเร็ว ง่ายและแพร่หลาย

ข้อดีของการทำธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน คือลดการซื้อทรัพย์สินหรือการเช่าทรัพย์สินในรูปแบบเดิมๆ ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคให้คิดถึงถึงความคุ้มค่าและการใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่ามากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อต้องตัดสินใจซื้อสินค้าราคาแพงๆ หรือสินค้าที่อาจแบ่งปันหรือใช้ร่วมกันได้ แบบว่าซื้อเพื่อมาใช้คนเดียวหรือใช้ไม่กี่ครั้งเป็นเรื่องไม่ควรทำ

ความคิดแบบนี้ทำให้สามารถจับจ่ายสินค้าได้มากขึ้น คุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้น แต่ไม่กระทบรายได้มากนัก จ่ายเท่าเดิมหรือน้อยกว่าแต่ได้สิ่งที่ตอบสนองความต้องการมากกว่า

 

ส่วนคนที่มีทรัพยากรมากหรือไม่ได้ใช้ทรัพยากรนั้นตลอดเวลาก็สามารถสร้างธุรกิจหารายได้จากทรัพยากรนั้นๆ ได้ถามว่าแล้วแนวคิดแบบเศรษฐกิจแบ่งปันมีข้อเสียไหม แน่นอนไม่มีอะไรดีเลิศ ไปหมด แนวคิดแบบนี้ก็มีข้อเสียเช่นกัน

ประการแรกคือก่อให้เกิดวัฒนธรรมแบบชั่วคราว โดยผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าในเวลาที่ต้องการโดยคำนึงถึงราคาเป็นประเด็นสำคัญ ทำให้ขาดความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคและเจ้าของสินค้า ในระยะยาวทำให้เกิดการไม่พัฒนาแรงงานในอุตสาหกรรมนั้นๆ เช่น หากธุรกิจแบ่งปันห้องพักแบบ AirBNB เจริญเติบโตมากขึ้นจนโรงแรมต่างๆ แข่งขันไม่ได้ก็จะทำให้อุตสาหกรรมโรงแรมขาดการพัฒนาบุคคลากร เพราะไม่มีความจำเป็นหรือต้องการบริการจากบุคคลากรมืออาชีพ ที่สำคัญเมื่อกฎระเบียบ กติกาในประเทศต่างๆ พัฒนาตามไม่ทันเทคโนโลยี ก็จะทำให้ไม่มีการพัฒนามาตรฐานสำหรับสินค้าหรือบริการในรูปแบบนี้ แล้วผลเสียก็จะย้อนกลับมาสู่ผู้บริโภคเอง

 

ธุรกิจตามแนวทางเศรษฐกิจแบบแบ่งปันได้ก่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรให้เป็นประโยชน์มากที่สุด โดยการสร้างชุมชนเครือข่ายและเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของผู้บริโภคให้เป็นผู้จัดหา

การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจแบบ P2P โดยเครือข่ายคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่สามารถเชื่อมโยงถึงกันและมีโปรแกรมแฟ้มข้อมูลที่เหมือนกัน ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงและแบ่งปันข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ได้ ทำให้ประหยัดและลดต้นทุน ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนแบ่งปันทรัพยากรได้ในราคาที่ถูกลง แน่นอนย่อมส่งผลกระทบถึงธุรกิจในรูปแบบเดิมๆ มันไม่มีธุรกิจใดที่ไม่มีการแข่งขัน ยกเว้นธุรกิจผูกขาด

ธุรกิจที่รู้จักจัดการกับทรัพยากรที่เหลือใช้ในเวลาใดเวลาหนึ่งหรือเวลาที่ไม่มีความต้องการ แล้วนำมาเสนอในราคาที่ถูกกว่ากับผู้บริโภคที่รู้จักเลือกย่อมสร้างคุณค่า 

สร้างตังค์ได้ง่ายกว่าจากการแบ่งปัน การให้ความอิสระและมีเหตุผลมากกว่าในการอุปโภคบริโภคทรัพยากรได้ดีกว่าษจริงไหมครับ 

ประเทศไทย 4.0 กับคุณธรรม 4 ประการ

by: ดนัย จันทร์เจ้าฉาย

เป็นที่ทราบกันดีว่า Thailand 4.0 เป็นโมเดลเศรษฐกิจที่จะนำพาประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และกับดักความไม่สมดุล พร้อมๆ กับเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ประเทศในโลกที่หนึ่งที่มีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ในบริบทของโลกยุค The Fourth Industrial Revolution อย่างเป็นรูปธรรม ตามแนวทางที่แผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปีได้วางไว้ ด้วยการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงกับประชาคมโลก ตามแนวคิด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” โดยขับเคลื่อนผ่านกลไกประชารัฐ 

Thailand 4.0 กำหนดเป้าหมายครอบคลุมใน 4 มิติ ดังนี้

  1. ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ เป็น “ระบบเศรษฐกิจที่เน้นการสร้างมูลค่า” ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์
  2. ความอยู่ดีมีสุขทางสังคม เป็น “สังคมที่เดินหน้าไปด้วยกัน ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ด้วยการเติมเต็มศักยภาพของผู้คนในสังคม เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคม และฟื้นความสมานฉันท์และความเป็นปึกแผ่นของคนในสังคม ให้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง
  3. การยกระดับคุณค่ามนุษย์ ด้วยการพัฒนาคนไทยให้เป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์ในศตวรรษที่ 21” ควบคู่ไปกับการเป็น “คนไทย 4.0 ในโลกที่หนึ่ง”
  4. การรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็น “สังคมที่น่าอยู่” มี “ระบบเศรษฐกิจที่สามารถปรับสภาพตามภูมิอากาศ” ควบคู่ไปกับการเป็น “สังคมคาร์บอนต่ำ” อย่างเต็มรูปแบบ

ทั้งนี้ ในการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ 4 นั้น “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ Artificial Intelligence (AI) จะมาแทนคน ถ้าเราตามมันทันเราจะทำงานร่วมกับมันได้ แต่ถ้าเราไม่ทันมัน AI จะทำงานแทนเรา การรวมตัวและแตกตัวของเทคโนโลยีทั้ง 3 Domains ทำให้โลกกำลังอยู่ใน “ยุคของการเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลัน” หรือ “The Age of Disruption” ดังนั้น ที่มีผู้กล่าวว่า “When Patterns are Broken, New Worlds Emerge” ดูเหมือนกำลังจะเกิดขึ้น ตอนนี้โลกเหมือนอยู่ใน “ระยะเปลี่ยนผ่าน” (Metamorphosis) เปรียบเปรยเหมือนกับเป็นตัวหนอน ที่อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นดักแด้ ผู้คนอาจจะรู้สึกอึดอัด รู้สึกหวาดกลัวกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกใหม่ (เพราะไม่คุ้นเคยมาก่อน) แต่จะรู้สึกดีขึ้น ความเป็นปกติสุขเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ตอนที่เปลี่ยนผ่านจากดักแด้กลายเป็นผีเสื้อ

หากถามว่า เศรษฐกิจหรือสังคมมาก่อน ผมเห็นว่าการสร้าง “สังคมที่พึงปรารถนา” เป็นสิ่งที่ต้องมาก่อน นั่นคือ เราต้องสร้างสังคมที่มีความหวัง สังคมที่เปี่ยมสุข สังคมแห่งสมานฉันท์ เมื่อสร้างสังคมและคนไทย 4.0 แล้ว จึงเกิดความเชื่อมโยงมาที่ วิสาหกิจ 4.0 ต้องทำให้ทั้งคนได้โอกาสและคนด้อยโอกาส มีโอกาสพัฒนาตนเองในอาชีพต่างๆ ของตน เช่น Smart Farmers, Smart Enterprises 

ทั้งนี้ Thailand 4.0 เน้นไปที่การกระจายโอกาส ความมั่งคั่ง รายได้ อำนาจ กระจายอย่างถ้วนทั่ว ตามที่ท่านนายกฯ มียุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจภายในประเทศผ่านการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด โดยกระจายงบประมาณลง 76 จังหวัด กระจาย Growth Engine ทั้งประเทศให้เป็น Multiple Growth Engine ให้มีพลังการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของตนเอง ซึ่งนับว่ามีโอกาสที่จะขับเคลื่อนประเทศไปได้มาก  

 

นอกจากความพร้อมในด้านทักษะเชิงเทคนิคที่จำเป็นต่างๆ แล้ว สิ่งสำคัญที่บุคลากรไทยในยุคไทยแลนด์ 4.0 จำเป็นต้องมีคือ คุณธรรมที่พึงประสงค์ 4 ประการ อันประกอบด้วย 

พอเพียง หมายถึง การน้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท มีความพอประมาณ พอดี ไม่เบียดเบียนตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม มีเหตุมีผล ใช้ความรู้ในการตัดสินใจอย่างรอบคอบรอบด้าน สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง พัฒนาชีวิตและสังคมอย่างยั่งยืน ความพอเพียงจะลดความโลภ ป้องกันแก้ไขความไม่ซื่อตรง ไม่ซื่อสัตย์และการทุจริต

วินัย หมายถึง การยึดมั่นและรับผิดชอบปฏิบัติตนตามหน้าที่ของพลเมือง ทั้งวินัยต่อตนเองมีความตั้งใจมุ่งมั่น ผลักดันชีวิตให้เจริญก้าวหน้า มีวินัยต่อองค์กรและสังคม ปฏิบัติตามกฎกติกา จริยธรรม จรรยาบรรณของวิชาชีพ และเคารพต่อกฎหมาย วินัยจะสร้างคุณภาพคน สร้างความสำเร็จก้าวหน้าและความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของคนในชาติ

สุจริต หมายถึง ความซื่อตรง ความซื่อสัตย์ ยึดมั่น ยืนหยัดในการรักษาความจริง ความถูกต้อง ความเป็นธรรมบนพื้นฐานของความรับผิดชอบ ทั้งต่อตนเอง องค์กร สังคม และประเทศชาติ ทั้งการพูด การกระทำ การดำเนินชีวิต และการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากจะเป็นคนสุจริตแล้ว ยังต้องไม่สนับสนุน ไม่ร่วมมือ ไม่ยินยอมและต่อต้านการทุจริต คนไม่ซื่อตรง ไม่ซื่อสัตย์ ไม่สุจริต ด้วยความกล้าหาญ ความสุจริตจะขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความดีงามและมีธรรมาภิบาล

จิตอาสา หมายถึง การมีจิตใจและลงมือทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยความรัก ความสามัคคี เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ของสังคม ของประเทศชาติและสิ่งแวดล้อมโดยรวม โดยมิได้หวังผลตอบแทน ทำความดีเพื่อความดี เอื้ออาทรต่อคนร่วมสังคม ไม่นิ่งดูดายต่อสังคมและผู้คน แต่อาสาเข้าไปแก้ไข ทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย จิตอาสาจะกล่อมเกลาจิตใจของผู้คนและสร้างความรัก ความสามัคคี ในชุมชน สังคม และประเทศชาติให้เป็นสังคมสันติสุข

 

การที่ประเทศไทยจะเจริญก้าวหน้าตาม เป้าหมายสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 อย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้คนในสังคมจะต้องตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพของตน ควบคู่ไปกับการปลูกฝังคุณธรรม 4 ประการ เพียงเท่านี้ รับรองได้ว่า ชาติไทยของเราหลุดพ้นจากกับดักต่างๆ นานาได้แน่นอน