Category Archives: The Battle

The Battle : ตลาดภาพยนตร์ : ออนไลน์มา คนยังไปดูโรงอยู่มั้ย ?

การเข้ามาของวิดีโอสตรีมมิ่งชื่อดังไม่ว่าจะเป็น ไอฟลิกซ์หรือเน็ตฟลิกซ์ ได้เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของคนดูหนังในวันนี้ ให้หันมาเสพความบันเทิงผ่านโลกออนไลน์กันมากขึ้น ความง่าย สะดวก และมีให้เลือกหลากหลายในราคาเริ่มต้นเดือนละ 100 บาท ถือเป็น Big Effect ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนลูกใหญ่ให้กับ “ตลาดภาพยนตร์” 

ขณะเดียวกันภาวะเศรษฐกิจซึม ได้ทำให้ความถี่ของการดูหนังลดลงจากเดือนละ 3 เรื่อง เหลือเพียง 2 หรือ 1 เรื่องเท่านั้น โดยจะดูก็ต่อเมื่อถูกจริตกับตัวเองเท่านั้น

“จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่เป็นแบบนี้ ในขณะที่อัตราเพิ่มของราคาตั๋วเพิ่มไม่ได้มาก แต่จำนวนคนดูลดลง เป็นผลกระทบจากจากโลกออนไลน์ จึงยากที่คนจะไปดูหนังที่โรงทุกเรื่อง ดังนั้นในทุกอาทิตย์จึงมีหนังที่ตาย และหนังประเภทที่คนอยากดูจริงๆ”

“จึงไม่แปลกที่หนังทุนเยอะก็จะได้เปรียบหน่อย เพราะคนดูรู้สึกว่า 100 บาทที่เสียไปคุ้ม ในขณะที่ดูหนังดราม่า 100 บาทอาจไม่คุ้ม ด้วยเงินในกระเป๋าที่มีจำกัดจึงจะเลือกดูหนังใหญ่ก่อน” รชต ธีระบุตร กรรมการและผู้อำนวยการใหญ่ โซนี่ พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ประเทศไทย ฉายพฤติกรรมของคนดูหนังในวันนี้

 

จะโต 2 ดิจิ ก็ต้องรอระบบเดิมหายไปก่อน

ถึงอย่างนั้นก็ตาม รชต ก็ยังมองว่า การดูหนังถือเป็นการเสพความบันเทิงที่ถูกที่สุดแล้วในภาวะแบบนี้ เนื่องจากคนยังถือว่านี่คือหนึ่งในการแฮงเอาท์ และเป็นไลฟ์สไตล์ ตลาดภาพยนตร์จึงยังเติบโตในระดับ 2-3% ต่อปี โดยในปี 2016 มีมูลค่าอยู่ที่ 4,410 ล้านบาท ซึ่งนี่เป็นเพียงมูลค่าที่นับได้เฉพาะกรุงเทพฯ และเชียงใหม่เท่านั้น

ที่ผ่านมาตลาดภาพยนตร์ของไทย เคยเติบโตในระดับ 10-12% เสียด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากถูกจำกัดด้วยพื้นที่การขายแค่กรุงเทพและเชียงใหม่ ซึ่ง ณ วันนี้พื้นที่ขยายโรงใหม่ๆ เกือบเต็มแล้ว ในขณะที่เหลือยังผ่านระบบสายส่ง ซึ่งว่ากันว่า หากนับรวมมูลค่าที่ผ่านสายส่งด้วยแล้ว มูลค่าจะทะยานขึ้นไปแตะระดับ 6,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

“อย่างเร็วที่สุดภายใน 3-4 ปี ระบบสายส่งอาจหายไป โดยส่วนตัวมีความเชื่อว่าถ้าขายตรงก็มีโอกาสสูงที่จะเห็นตัวเลขจริงๆ ในตลาด เพราะทุกวันนี้ขายผ่านสายส่งไม่สามารถรับรู้ตัวเลขต่างจังหวัด ซึ่งหากนับรวมต้องมากกว่านี้อย่างแน่นอน ไม่งั้นทั้งเมเจอร์และ SF ไม่เร่งบุกต่างจังหวัด ที่ไปแสดงว่าต้องเห็นอะไรบางอย่าง ซึ่งหากไปเปิดได้ทั่วประเทศคงได้เห็นการเติบโตในระดับ 2 ดิจิต่อปี กลับมาแน่นอน”

เรื่อง : ถนัดกิจ จันกิเสน

เบอร์มงคล ความเชื่อคือโอกาสสร้างลูกค้าระยะยาว

 

คนไทยกับความเชื่อผ่านตัวเลขแยกกันไม่ขาด เพราะเชื่อว่าเลขดีนำพาชีวิตไปเจอสิ่งดีๆ นับตั้งแต่เลขเกิดไปจนถึงเลขเบอร์มือถือ ที่วันนี้กลายเป็นไอดีประจำตัว ที่ติดตัวไปได้ตลอดแม้จะย้ายไปอยู่ค่ายไหนก็ตามจนกว่าจะไม่ต้องการ และการปลดล็อคเบอร์ให้สามารถย้ายค่ายได้นี่เอง ได้กลายเป็นโอกาสอันงดงามของพ่อค้าเบอร์ที่นำเบอร์เด็ด เบอร์มงคลมาจำหน่ายต่อในราคาสูงลิบ จนโอเปอเรเตอร์มองเห็นโอกาสในการนำเลขเด็ด เบอร์สวย เบอร์มงคลมาเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันมัดลูกค้าให้อยู่ในระบบอย่างต่อเนื่องในอัตราค่าบริการที่สูง โดยเฉพาะเลขสวยที่มาพร้อมกับความมงคลที่บางค่ายมีหมอดูมาการันตรีความเฮง เพราะในยุคนี้คนไทยมาหาหมอดูให้เปลี่ยนเบอร์มากกว่าเปลี่ยนชื่อ

หมอช้างรับประกันเบอร์เฮง

ดีแทคได้เคลมว่าเป็นโอเปอเรเตอร์รายแรกที่นำเบอร์มงคล เบอร์สวย มาใช้เป็นจุดดึงดูดลูกค้าตั้งแต่ปี 2557 โดยเน้นไปที่เบอร์สวยเป็นหลัก ได้รับการตอบรับดีเกินคาด จนปัจจุบันกลุ่มลูกค้าได้เปลี่ยนแนวคิดจากเบอร์สวยเพียงอย่างเดียวเป็นการเลือกเบอร์มือถือจากเลขมงคล เสริมดวงชะตาให้ชีวิตรุ่งเรือง จนดีแทคจับจุดความต้องการนี้ร่วมมือกับหมอช้าง ทศพร คัดสรรเบอร์มงคล 25 ผลรวมดีพร้อมคำทำนายเสริมในด้านต่างๆ รวมถึงเบอร์มงคลจากปีเกิด ได้ตามต้องการผ่านเว็บไซต์ดีแทค หรือช็อปดีแทค แลกกับการผูกเบอร์จ่ายค่าบริการใช้งานในระบบระยะยาวแล้วแต่ความสวยและความมงคลของเบอร์เป็นกิมมิกการตลาดดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาในระบบเพิ่มขึ้น

เบอร์เสริมชีวิต

เอไอเอสเป็นอีกผู้หนึ่งที่หยิบยกเบอร์มงคลเป็นกิมมิกการตลาดทั้งพรีเพดและโพสต์เพด โดยมีคำทำนายจาก อ.คฑา ชินบัญชร แห่งศาตรไพ่ยิบซี คัดสรรเบอร์มงคลตามราศีเป็นจุดขาย สามารถเลือกเบอร์ที่ต้องการได้ผ่านเว็บไซต์เอไอเอส และผูกแพคเก็จใช้งานยาวๆ นาน 18 เดือน เสริมทับเบอร์มงคลของแมน แมธโธโลจี หรือแมน การิน ที่แบ่งเป็น 4 หมวด ได้แก่ ร่ำรวยรักรุ่ง, รุ่งเรืองมั่งคั่ง,งานเด่นปัญญาดี, สุขภาพดีงานเด่น ที่เคยให้ไว้มาในอดีต พร้อมขยายตลาดไปยังตลาดต่างจังหวัดที่ใช้ระบบเติมเงินด้วยการออกซิมนัมเบอร์นำโชค และซิม 12 ราศี ในราคา 99 บาท ไม่มีสัญญาผูกมัด

เพราะเบอร์มือถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ทำมาหากิน ที่สามารถนำมาอัพมูลค่าทางธุรกิจ จากความง่ายในการจดจำ และยังสามารถนำมาขายต่อในตลาดได้

เลขเด็ด เบอร์สวย เบอร์มงคล ฮิตแค่ไหนดูได้จากการตอบรับประมูลเลขสวยของ กสทช. ที่มีผู้ยอมควักเงินมากถึง 8 ล้านกว่าบาทเพื่อเป็นเจ้าของเบอร์ 091-999-9999 และสร้างรายได้เข้าประเทศได้มากถึง 120 ล้านบาท จาก 72 เลขหมาย เลยทีเดียว

 

เลขมงคลที่คนไทยชอบ

9 = ก้าวหน้า

8 = ความร่ำรวย (พ้องกับภาษาจีนที่หมายถึงความร่ำรวย)

เลขมงคลทีคนไทยไม่อยากได้

6 = หก เป็นความหมายที่ไม่ดี

0 = สูญเสีย

 

 

 

 

 

ยุค ‘ตลาดสด’ หายตัว ‘ตลาดยิ่งเจริญ’ จะไปต่ออย่างไร ?

 

เคยสังเกตรอบตัวบางไหมว่า “ตลาดสด” หลายแห่งหายสาบสูญไปจากชีวิตประจำวันโดยที่เราอาจไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย

ตลาดติดแอร์ คู่แข่งที่มาแรง

ต้นเหตุที่ทำให้ “ตลาดสด” เข้าสู่ยุคล่มสลายเหตุผลหลักๆ นั้นคือการขยายตัวของ Tesco Lotus Express และ Mini Big C ที่เน้นขายของสดรวมไปถึงผักผลไม้ที่สยายปีกครอบคลุมตามแหล่งชุมชนต่างๆ ให้กลุ่มแม่บ้านได้ช้อปปิ้ง ตลอดจนมาถึงการสั่งสินค้าอาหารและของสดผ่านช่องทางออนไลน์ ต้องบอกว่าทุกปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้พฤติกรรมคนมีอัตราการช้อปปิ้ง “ตลาดสด” ขนาดเล็กน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด

“ยอมรับว่าคนเข้ามาซื้อของในตลาดยิ่งเจริญน้อยลง อีกทั้ง Life cycle ของลูกค้าก็เปลี่ยนไปเพราะลูกค้าที่อายุสูงวัยก็อาจไม่มีแรงมาจ่ายตลาด อีกทั้งคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาแทนที่ก็ไม่ค่อยชอบซื้อสินค้าในตลาดสด ณ วันนี้ ตลาดสดที่อยู่ได้ก็คือตลาดสดขนาดใหญ่ที่เน้นขายให้กลุ่ม B2B คือกลุ่ม ร้านอาหารข้างทางต่างๆ และกลุ่มธุรกิจรับจัดเลี้ยง” ณฤมล ธรรมวัฒนะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สุวพีร์โฮลดิ้ง จำกัด เจ้าของตลาดยิ่งเจริญบอกถึงสถานการณ์ล่าสุด

รายใหญ่ ยังต้อง ดิ้นรนและปรับตัว

ถือเป็นยุคถดถอยของ “ตลาดสด” อย่างแท้จริง เพราะแม้แต่รายใหญ่อย่าง “ตลาดยิ่งเจริญ” แม้จะมีรายได้หลักจาก B2B ถึง 70% ซึ่งอาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ในกลุ่มลูกค้าคนทั่วไป 30% นั้นมี Traffic ที่ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดทำให้ที่ผ่านมา ได้มีการพัฒนาด้านกายภาพให้ตลาดยิ่งเจริญไม่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์,ใช้เขียงเย็น,ห้องน้ำสะอาด พร้อมปรับปรุงคุณภาพสินค้าและการบริการ ให้มีการใช้ QR Code เพื่อตรวจสอบให้รู้ถึงที่มาของแหล่งผลิต

เป้าหมายทั้งหมดก็เพื่อทำให้ตลาดยิ่งเจริญมีเสน่ห์ดึงดูดคนทั่วไปโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันหลังให้กับตลาดสด แล้วตบเท้าเข้าร้าน Mini super market ติดแอร์ที่กระจายอยู่ตามชุมชนต่างๆ

ทำให้ “ตลาดยิ่งเจริญ” รู้ดีว่าการแข่งขันในยุคที่ Lifestyle ผู้บริโภคเปลี่ยน หากสลัดภาพเก่าของตลาดสดในยุคเดิมๆ ไม่ได้ก็มีแต่จะ “เสียเปรียบ” ในเชิงการแข่งขันกับกลุ่ม Mini super market 

ตลาดสดออนไลน์

เท่านี้ดูจะไม่เพียงพอแต่ “ตลาดยิ่งเจริญ” ยังเลือกที่จะ Go Online อย่างเต็มตัวด้วยการให้ลูกค้าสั่งผ่าน Website : www.songsod.com  / Facebook :songsoddelivery  /  Line : @songsod โดยเมื่อสั่งสินค้าจะมีพนักงาน Personal Shopper ทำหน้าที่เลือกสินค้าให้ลูกค้าจากนั้นจะส่งไปยังทีมงานบริษัทพันธมิตรอย่าง Lalamove โดยเริ่มต้นของการจัดส่งนั้นมีรัศมีการจัดส่งสินค้า 15 กิโลเมตรใช้เวลาในการส่งไม่เกิน 60 นาที (ในอนาคตจะเพิ่มเป็น 3 กิโลเมตร) พร้อมกับมีอัตราค่าบริการสตาร์ทเริ่มต้น 42 บาทในกิโลเมตรแรก ต่อจากนั้นกิโลเมตรถัดไป  7 บาท

“เราคำนวณแล้วว่าผู้บริโภคคุ้มค่าหากต้องนั่งรถมาช้อปปิ้งที่ตลาดยิ่งเจริญ โดยเราตั้งเป้าในปีแรกจะมียอดสั่งซื้ออยู่ที่ 600 – 1,000 บิลต่อวันผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมกับยังเตรียมที่จะเปิดแอพพลิเคชั่น Fresh Mate ”

และการมุ่งสู่ช่องทางออนไลน์นั้นทาง “ตลาดยิ่งเจริญ” เลือกที่จะไม่เก็บค่าใช้จ่ายหรือคิด % จากช่องทางออนไลน์ร้านค้าที่มาเช่าพื้นที่ตัวเอง

“นี่เป็นอีกหนึ่งนโยบายช่วยเหลือเพิ่มยอดขายให้แก่กลุ่มแม่ค้าในตลาดเราอีกทาง และในช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา เราเองก็ไม่มีการขึ้นค่าเช่าแผงยังที่อยู่ที่ราคา 12,000 บาท/เดือน เพราะต้องบอกว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจไม่ดีอีกทั้งคนทั่วไปก็เข้าตลาดสดน้อยลง”

ส่วนเป้าหมายในอนาคตของ “ตลาดยิ่งเจริญ” นั้นคือการทำให้ตลาดสดแห่งนี้กลายเป็น “แหล่งช้อปปิ้งผสมผสานวัฒนธรรม” โดยเตรียมทำความสะอาดคลองข้างๆ ตลาดให้เป็นน้ำใสสะอาดพร้อมกับจะมีการปล่อยปลาสวยงามให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามา พร้อมกับการมีร้านอาหาร QSR อย่าง KFC และ Macdonald มาเปิดสาขาในตลาด

เพราะอย่าลืมว่า ย่านทำเลตลาดยิ่งเจริญนั้นคืออยู่ใกล้สนามบินดอนเมืองซึ่งหากทำเป็นแหล่งช้อปปิ้งทางวัฒนธรรมได้สำเร็จ ก็เปรียบเสมือนประตูหน้าด่านที่จะให้นักท่องเที่ยวมาช้อปปิ้งที่แรกในกรุงเทพ อีกทั้งในช่วงปลายปี 2562 รถไฟฟ้า BTS ก็จะเปิดทำการหน้าตลาดยิ่งเจริญ

เป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย เพราะนั้นหมายถึงลูกค้าสามารถเดินทางมาตลาดยิ่งเจริญได้ง่ายขึ้นกลับกันลูกค้าในย่านดอนเมืองก็สามารถหมางเมินตลาด “ยิ่งเจริญ” เข้าไปช้อปปิ้งในตัวเมืองและ Hyper market  ได้สะดวก

แต่เหนือสิ่งอื่นใด Marketeer ก็ยังมองว่า “ตลาดสด” ยังมีเสน่ห์หลากหลายที่สะท้อนถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมการซื้อ-ขาย ที่การค้าในยุคดิจิตอลไม่สามารถมอบประสบการณ์นี้ได้เลย

 

3 Generations 3 ภารกิจ

Gen แรก ก่อนมาเป็นตลาด “ยิ่งเจริญ” นั้นเป็นร้านอาหารแต่ไม่ประสบความสำเร็จทำให้ สุวพีร์ ธรรมวัฒนะ เลือกจะทำธรกิจตลาดสดโดยเปิดบริการในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2498 

Gen สอง – จากนั้นมาสู่รุ่นลูกที่ “ณฤมล ธรรมวัฒนะ” ดูแลพร้อมกับเน้นสร้างแบรนด์ตลาดยิ่งเจริญให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

Gen สาม – นาย อริย ธรรมวัฒนะ และ กัญจนิดา ตันติสุนทร ซึ่งเป็นรุ่นหลาน และเป็นยุคที่ตลาดยิ่งเจริญต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล พร้อมกับต้องมีธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาเสริมในตลาดสดแห่งนี้

 

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม

The Battle : เกมนี้ต้องรอด พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า

“ไปเดินอยู่เหมือนกัน คนน้อยมาก ร้านก็ปิดไปหลายร้าน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป” เป็นเสียงบ่นของชาวเน็ตที่พูดถึงศูนย์การค้าระดับตำนานอย่าง “พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า”

ต้องบอกว่าเป็นคำพูดที่เสียดแทงหัวใจทีมผู้บริหารศูนย์การค้าแห่งนี้ ทำให้ช่วง 5 -6 ปีที่ผ่านมา “พันธุ์ทิพย์” ทั้ง 4 สาขา ประตูน้ำ, งามวงศ์วาน,บางกะปิ และเชียงใหม่ มีการปรับตัวเองหลายกระบวนท่าเป้าหมายก็เพื่อให้ “พันธุ์ทิพย์” กลับมาเป็นตึกคอมที่ทรงอิทธิพลที่คน IT ต้องไป

ไม่ใช่แค่ พันธุ์ทิพย์

แต่ ตึกคอม คู่แข่งก็พบ วิกฤต

แต่ความจริงวันนี้ ภาพรวมศูนย์การค้าเฉพาะด้าน IT  เองก็เริ่มเสื่อมมนต์ขลัง เพราะเวลานี้ User รู้แล้วว่าจะซื้อสินค้า IT ในศูนย์การค้าอื่นๆ  และในออนไลน์ก็ได้ โดยไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก ทั้งในแง่ราคา และสินค้า

“ต้องยอมรับว่าการมาของ Smartphone, Tablet ทำให้คนซื้อและประกอบคอมพิวเตอร์น้อยลง อีกทั้งคู่แข่งประเภทศูนย์การค้าที่ขายสินค้า IT ก็เน้นขาย Hardware และ Software แบรนด์จีนราคาถูก ซึ่งตรงนี้ทำให้ พันธุ์ทิพย์ ต้องปรับตัว” วีรฤทธิ์ สมบรูณ์ทรัพย์ ผู้จัดการบริหารทรัพย์สิน ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ บริษัท ทีซีซี แลนด์ แอสเสท เวิร์ค จำกัด บอกถึงเหตุผลของความถดถอยของ “พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า”

E Sport คือจุดเปลี่ยนจริงเหรอ ?

ภารกิจแปลงโฉม “พันธุ์ทิพย์” จึงเกิดขึ้นโดยเริ่มที่ “ประตูน้ำ” สาขาแรกโดยเริ่มด้วยการให้ร้านค้าขายสินค้าที่ถูกลิขสิทธิ์ ขณะเดียวกันก็ให้ร้านค้าที่เช่าพื้นที่นั้นหันไปจับตลาดกลุ่ม User คอมพิวเตอร์เกมมิ่ง ที่ต้องการคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปหรือประกอบเองที่ต้องการ Hardware สเปคสูงและเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียง

“ตอนนี้กระแส E Sport ได้ถูกบรรจุให้เป็นการแข่งขันกีฬาชิงเหรียญอย่างเป็นทางการในเอเชียนเกมส์ 2022 และในเมืองไทยมีคนเล่นเกมเป็นหลักล้านคน เราต้องรีบจุดกระแสให้ติดแบบเร็วและแรง เพราะ E Sport จะทำให้ User จำนวนมากยอมควักเงินเพื่ออัพเกรดเครื่องคอมพิวเตอร์รวมไปถึงโน๊ตบุ๊คให้มีสเปคเครื่องที่สูง”

นอกจากนี้การเน้นให้ร้านค้าต่างๆมุ่งไปสู่ตลาดสินค้า IT และ Hardware ระดับคุณภาพเพื่อเกาะเทรนด์ E Sport แล้วนั้น “พันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ”  ยังเชื่อว่าการจะทำให้กลุ่มคนที่มีกำลังซื้อมาเดินช้อปปิ้งที่ศูนย์การค้าตัวเองต้องยึด “จุดขาย”หลักที่มีมาช้านานนั้นคือ “เกมราคา” ที่จะใช้เป็นอีกหนึ่งไม้ตาย รวมไปถึงการระดมสารพัด Event เพื่อกระตุ้นให้คนเดินเข้า “พันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ” มากขึ้น

ถึงยังไม่มีตัวเลขแน่ชัดว่าก่อนหน้านั้นมีตัวเลข Traffic เท่าไร แต่ปัจจุบันหลังการรีโนเวท พันธุ์ทิพย์ประตูน้ำมีค่าเฉลี่ย Traffic คนเข้าห้างอยู่ที่เกือบๆ 30,000 คนต่อวัน (คนไทย 60% ต่างชาติ 40%) 

พันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่วิกฤตกว่าสาขาไหน

แต่ที่หนักสุดนั้นคือ “พันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่” เพราะจากผลสำรวจล่าสุดมีคนเดินเข้าห้างนี้แค่เกือบๆ 4,000 คนต่อวัน

เกมเดิมพันครั้งใหม่ของผู้บริหาร บริษัท ทีซีซี แลนด์ แอสเสท เวิร์ค จำกัด นั้นคือการควักเงินลงทุน 100 ล้านบาทเพื่อรีโนเวท พันธุ์ทิพย์ เชียงใหม่ โดยมีเป้าหมายให้กลายเป็นศูนย์กลางสำหรับคอเกมและแหล่งจำหน่ายสินค้า IT ขนาดใหญ่ของภาคเหนือบนพื้นที่ 14,000 ตารางเมตร ที่อยู่บริเวณใกล้ไนท์บาซาร์

โดยรูปแบบการเปลี่ยนแปลงก็เดินตามรอยสาขา “ประตูน้ำ” นั้นคือ จะมีแบรนด์เกมให้เลือกสรรมากกว่า 40 เกม รวมไปถึงร้านดังอย่าง IT City,JIB  พร้อมกับการเนรมิตสร้าง Pantip E Sport Arena ที่มีพื้นที่ 600 -700 ตารางเมตรเพื่อเป็นแหล่งรวมตัวกลุ่มเกมมิ่ง ขณะเดียวกันก็จะมีร้านค้า IT ท้องถิ่นที่จะมาเป็นผู้เช่าพื้นที่ 

เพียงแต่สิ่งที่พันธุ์ทิพย์ สาขาอื่นไม่มี แต่ที่เชียงใหม่มีนั้นคือการที่สาขานี้จะมี Big C Supermarket ขนาดใหญ่ไว้เป็นอีกหนึ่ง Magnet ในการดึงดูดให้กลุ่มแม่บ้านมาช้อปปิ้งที่นี้

“ที่เชียงใหม่การแข่งขันก็สูงโดยมีตึกคอมถึง 4 รายที่ขายสินค้า IT แต่อย่างที่บอก Pantip จะต้องแตกต่างจากคู่แข่งโดยเน้นขายสินค้า Premium และก็จะมีเกมราคาเพื่อใช้ดึงดูดลูกค้า รวมไปถึงการมี Big C Super market เพื่อใช้ดึงดูดคนที่ไม่ใช่คอเกมมาช้อปปิ้งที่ห้างเรา ซึ่งยังไม่มีตึกคอมในภาคเหนือที่ไหนมีเหมือนเรา”

โดยคาดว่าการรีโนเวทครั้งนี้จะแล้วเสร็จในวันที่ 1 กันยายน จากนั้นก็จะไล่ทยอยรีโนเวท 2 สาขาที่เหลือทั้ง บางกะปิ และ งามวงศ์วาน เป้าหมายทั้งหมดก็เพื่อทำให้ พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า กลับมายืนที่เดิม นั้นคือเป็นศูนย์การค้าที่กลับมามีชีวิตชีวา และมีรายได้เติบโตเหมือนเดิมที่เฉลี่ยอยู่ที่ 10%

ต้นตอที่ทำให้คนเดิน พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า น้อยลง

  1. การมาของ Smartphone, Tablet ทำให้ภาพรวมตลาดโน๊ตบุ๊คและพีซี มียอดขายน้อยลงต่อเนื่อง
  2. พฤติกรรม User เลือกจะสั่งซื้อ Hardware และอุปกรณ์ IT ต่างๆ ผ่านทางออนไลน์มากขึ้น
  3. ในอดีต User เสียความเชื่อมั่นกับร้านค้าใน “พันธุ์ทิพย์” ในเรื่องคุณภาพสินค้าและการเคลมประกัน
  4. เกิดคู่แข่งที่เป็นตึกคอมมากขึ้นกว่าในอดีต พร้อมกับเลือกใช้กลยุทธ์ราคาแข่งขันกับทางร้านค้าใน “พันธุ์ทิพย์”

 

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม

The Battle : พุทธอภิวรรณ & ชูวิทย์ : เมื่อ 2 สถานีข่าวต้องพึ่ง One Man Show

ปฎิเสธไม่ได้ว่า “พิธีกรข่าว” กำลังยกสถานะตัวเองขึ้นเป็นผู้กำหนดชี้ชะตาว่ารายการข่าวช่องไหน จะอยู่รอดหรือจะโกยเรตติ้งที่มาพร้อมรายได้โฆษณามหาศาล ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดคือ “เรื่องเล่าเช้านี้” ที่เมื่อไร้เงา สรยุทธ สุทัศนะจินดา เรตติ้งก็ดำดิ่งยอดโฆษณาหดหายจนผู้บริหารช่อง 3 ต้องรับสภาพด้วยการลดเวลาออกอากาศลงไปถึง 45 นาที จากเดิม จันทร์–ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 06.00-09.30 น เปลี่ยนเป็น 06.00-8.45 น.และมีแนวโน้มจะลดเวลาลงอีกหากสถานการณ์ย่ำแย่ไปกว่านี้

และเมื่อ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ไร้ตัวตนบนจอแก้ว (แต่ไปมีตัวตนในโลกออนไลน์) ต้องบอกว่า “พิธีกรข่าว” นาทีนี้ความสนใจของมหาชนพุ่งไปที่ “พุทธอภิวรรณ องค์พระบารมี” หรือที่เรียกกันว่า “คุณพุทธ” ของช่อง Amarin TV ที่นั่งแท่นพิธีกร 2 รายการคือ “ทุบโต๊ะข่าว” และ “ต่างคนต่างคิด” 

ในขณะที่ “ไทยรัฐ ทีวี” เองก็ต้องการพลิกเกมทีวีดิจิตอลเพราะอย่าลืมว่านี้คือ “เบอร์หนึ่ง” ในสนามข่าวสื่อสิ่งพิมพ์หากเป็นเพียง “มวยรองในสนามข่าวจอแก้ว” คงเสียทั้งศักดิ์ศรีและเรตติ้ง ทางออกของ “ไทยรัฐ” คือการดึงพิธีกรระดับท้อปของ Nation TV อย่าง จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ แต่ที่เซอร์ไพร์สนั้นคือ “ดีล” การจ้าง  “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” มาเป็นพิธีกรข่าวรายการ “ตีแสกหน้า”

ผู้กำหนดชี้ชะตา Amarin TV 

และไม่ใช่คำพูดที่เกินเลย หากจะบอกว่า 2 คนนี้คือตัวกำหนดเรตติ้งของช่อง โดยเฉพาะ “พุทธอภิวรรณ” ที่ต้องบอกว่าแทบจะเป็นผู้กำหนดชะตาความอยู่รอดของ Amarin TV สะท้อนจากเรตติ้ง “ทุบโต๊ะข่าว” 1.69 เป็นอันดับ 1 ของช่องขณะที่รายการอื่นๆของ Amarin TV ไม่มีรายการไหนที่สามารถมีเรตติ้งแตะ 1 ได้สักรายการเดียว (ข้อมูล Nielsen ประจำเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา)

จึงไม่ต้องแปลกใจที่เมื่อปีที่แล้ว “พุทธอภิวรรณ” ได้หายตัวไปจากจอช่อง Amarin TV อยู่พักหนึ่งพร้อมกับมีข่าวลือว่าเขาได้ยื่นใบลาออกพร้อมไปประจำการเก้าอี้ “เรื่องเล่าเช้านี้” ทางช่อง 3 ที่มาพร้อมค่าจ้างที่แตะ 1 ล้านบาทต่อเดือนลยทีเดียว แต่แล้วทุกอย่างก็หักมุมเมื่อ “พุทธอภิวรรณ” เลือกที่จะอยู่กับ Amarin TV โดยเบื้องหลังการเปลี่ยนใจครั้งนี้มีเพียงทีมผู้บริหาร Amarin TV กับ “พุทธอภิวรรณ” เท่านั้นที่รู้

สิ่งที่ทำให้ “พุทธอภิวรรณ” กลายเป็นพิธีกรข่าวแถวหน้า นั้นคือลีลาการจัดรายการที่ครบเครื่อง ดุเด็ดเผ็ดร้อน แม้จะถูกกลุ่มสื่อมวลชนและผู้ชมพูดว่านี้คือการ “ก๊อปปี้ สรยุทธ” มาทุกกระบวนท่า ยิ่งเมื่อบวกกับพฤติกรรมแย่งชิงซีนพิธีกรข่าวที่นั่งข้างๆ อย่าง “จิตดี ศรีดี” แล้วนั้นยิ่งที่ให้  “พุทธอภิวรรณ” โดนกระแสโจมตีจากชาวเน็ตรวมไปถึงสื่อ Mass จากช่องคู่แข่ง

แต่ดูทั้ง Amarin TV และ “พุทธอภิวรรณ” จะไม่ได้แคร์อะไรกับเรื่องนี้แม้แต่น้อยเพราะเรตติ้งยังคงแข็งแกร่ง และหากยิ่งลอง Insight พฤติกรรมคนไทยเมื่อไม่ชอบใครสักคนไม่ว่าจะในออนไลน์แล้วจอแก้วนั้นคือ  “ยิ่งเกลียด ยิ่งดู ยิ่งติดตาม” ในขณะที่กลุ่มแฟนคลับเขาเองก็ยังติดตามต่อเนื่อง

ไพร์มไทม์ ร้อนแรงแค่ไหน / ทุบโต๊ะข่าวไม่หวั่นไหว

หลักฐานที่พิสูจน์ชัดเจนนั้นคือเวลาออนแอร์ของรายการ “ทุบโต๊ะข่าว” วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 20.35 – 22.40 น.ซึ่งเป็นเวลาแห่งการแย่งชิงคนดู ที่ช่องอื่นๆ ต่างมีละครฟอร์มใหญ่เรียกเรตติ้งผู้ชมร่วมไปถึงรายการข่าวของช่อง Nation TV สุดท้ายคือการท้าชนกับรายการ Talk of the Town ของช่อง Work Point อย่าง The mask singer ที่ไม่ว่าจะ Season 1 หรือ 2  “พุทธอภิวรรณ” ก็ยังฟอร์มร้อนแรงรักษาเรตติ้งรายการ “ทุบโต๊ะข่าว” ไว้ในระดับคงที่

เพียงแต่ปัญหาของ Amarin TV ณ ตอนนี้คือผู้ชมต่างจดจำได้แค่รายการ ทุบโต๊ะข่าว,ต่างคนต่างคิด ทั้งๆ ที่ช่องยังมีรายการอื่นๆ อีกมากมาย และที่สำคัญทีมผู้บริหาร Amarin TV ต้องคิดเตรียมแผนไว้ล่วงหน้าหากวันใดวันหนึ่ง “พุทธอภิวรรณ” ไม่ได้ประจำอยู่ที่ช่องตัวเอง จะทำอย่างไรให้ทั้ง 2 รายการยังคงสร้างความนิยมได้เหมือนเดิม เพราะมีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่าหากรายการใดผูกติดกับพิธีกรอย่างกลมกลืนเมื่อพิธีกรคนนั้นต้องอำลาหายไปจากหน้าจอ “เรตติ้งดำดิ่ง” โฆษณาหดหายไปอย่างน่าตกใจ

ชูวิทย์ เกมเดิมพัน ของ ไทยรัฐ ทีวี

ในขณะที่ฝั่ง “ไทยรัฐ” ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการเลือก “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” สวมบทบาทพิธีกรข่าว ในรายการ “ตีแสกหน้า” ซึ่งเป็นรายการที่อยู่ในช่วงเวลาของ ไทยรัฐนิวส์ โชว์ ออกอากาศจันทร์ – ศุกร์ 20.00 – 22.00 น (แต่เรตติ้งรายการ ตีแสกหน้า ถูกแยกออกมา)

โดยก่อนที่จะมารับทำงานนี้ ชูวิทย์ เองก็พยายามสร้างชื่อในบทบาทนักข่าว ด้วยการใช้เฟซบุ๊คส่วนตัว “ชูวิทย์ I′m Back” ที่มีคนติดตามถึง 1 ล้านกว่าคนโดยจัดรายการชื่อ “ชูวิทย์ TV รู้เช่น เห็นชาติ กับชูวิทย์” เพื่อใช้ในการสื่อสารกับฐานผู้ชมและกลุ่มแฟนคลับตัวเอง

ด้วยลีลาที่เน้นการนำเสนอแบบ “เร้าใจ” วิเคราะห์วิจารณ์ข่าวในสไตล์เชิงความคิดเห็นที่เข้มข้น ต้องบอกว่าเป็นจริตที่ถูกอกถูกใจชาวบ้าน แม้ในอีกด้านจะมีกระแสโจมตีเป็นระยะๆ ว่านี้เป็นรายการข่าวที่เน้นขายความดุดันของพิธีกร ที่ใช้แต่ความคิดเห็นส่วนตัวมากเกินไป

แต่ดูเหมือนทีมผู้บริหารช่อง “ไทยรัฐ ทีวี” จะไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องนี้มากนัก เพราะต้องยอมรับว่า “ชูวิทย์” ได้มาช่วยสร้าง Brand Awareness ให้ผู้ชมรู้จักช่อง”ไทยรัฐ” มากขึ้น ยิ่งหากมาดู “เรตติ้ง” รายการ “ตีแสกหน้า” อยู่ที่ 1.28 เป็นอันดับสองของช่องในขณะที่รายการ “ถาม ตรง ตรง” ของอีกหนึ่งพิธีกรเก๋าเกมหน้าใหม่ของช่อง “ไทยรัฐ” อย่าง “จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์” มีเรตติ้งอยู่ที่ 0.83 เป็นอันดับ 4 ของช่อง

ความน่ากังวลใจของทีมผู้บริหารช่อง “ไทยรัฐ ทีวี” นั้นคือลีลาการนำเสนอแบบถึงลูกถึงคนของ “ชูวิทย์” นั้นมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกฟ้องร้องจาก “แหล่งข่าว” ที่ถูกพาดพิงจากการนำเสนอ

แต่ในเมื่อ “ชูวิทย์” ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการปั้นเรตติ้ง “ไทยรัฐ ทีวี” ให้โดดเด่นกว่าในอดีต อีกทั้งทีมผู้บริหารสถานีคง บวก ลบ ความเสี่ยงแล้วว่า “งานนี้คุ้มมากกว่าเสีย” 

หากแต่ ณ เวลานี้สถานการณ์ “ไทยรัฐ ทีวี” เองก็ไม่ได้ “แตกต่าง” จาก Amarin TV นั้นคือการยึดติดในรูปแบบ One Man Show ที่มี “ชูวิทย์” เป็นพระเอกของรายการข่าว  แต่หากวันใดวันหนึ่งต้องไร้พระเอก ทีมผู้บริหารช่องต้องคิดให้หนักว่าจะหาใครมาทดแทน

“เพราะบุคลิกและการนำเสนอในสไตล์ ชูวิทย์ ถือเป็นอะไรที่ Unique ที่ยากจะหาใครมาแทนที่ได้”

 

เรตติ้งรายการข่าวใครเหนือกว่ากัน ?

 

 

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม

ใครๆ ก็ไป อีสปอร์ต โน้ตบุ๊กว่าไง


คนไทยเล่นเกมมากที่สุดเป็นในเอเชีย แต่ไม่ใช่ทุกเกมเป็นเกมที่เข้าข่ายอีสปอร์ต ที่ใช้ในการแข่งขันระดับสากล

ปีที่ผ่านมาตลาดอีสปอร์ตในประเทศไทยมีผู้เล่นมากถึง 1.1 ล้านคน จากการอ้างอิงของ Asus และปีนี้ Acer คาดการณ์เติบโต30% จากอีสปอร์ตเป็นหนึ่งเกมกีฬาถูกบรรจุให้เป็นการแข่งขันกีฬาชิงเหรียญอย่างเป็นทางการในเอเชียนเกมส์ 2022 และเป็นกีฬาสาธิตในเอเชียนเกมส์ 2018 ส่วนประเทศไทยการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่สามารถจดทะเบียนเป็นสมาคมและส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันในนามทีมชาติไทยได้ รวมถึงที่ผ่านมามีนักกีฬาอีสปอร์ตจากต่างประเทศจำนวนมากที่สามารถสร้างได้ให้กับตัวเองจากการเล่นเกมเพื่อการแข่งขันได้

ยังไม่รวมแบรนด์คอมพิวเตอร์ ที่ผลักดันอีสปอร์ตผ่านอีเวนต์แข่งขันต่างๆ เพื่อจุดหมายคือ สร้าง Awareness โชว์ประสิทธิภาพจากการเล่นจริง และยอดจำหน่ายคอมพิวเตอร์ในกลุ่มเกมมิ่ง เห็นได้จากปีนี้มีการจัดแข่งขันอีสปอร์ตทั้งระดับโลก ระดับประเทศ โดยในแบรนด์คอมพิวเตอร์เป็นผู้สนับสนุนหรือเป็นเจ้าของงานมากมาย

เพราะโน้ตบุ๊กเกมมิ่งเป็นกลุ่มเดียวในตลาดโน้ตบุ๊กที่มีอัตราการเติบโต และมีราคาเฉลี่ยสูงกว่าโน้ตบุ๊กทั่วไป โน้ตบุ๊กเกมมิ่งมีราคาเฉลี่ยเครื่องละ 3.3 หมื่นบาทในปีที่ผ่านมา และ 3.2 หมื่นบาทในปีนี้ จากราคาเฉลียโน้ตบุ๊กทั่วไป 1.85 หมื่นในปีที่ผ่านมา และ 1.9 หมื่นในปีนี้

ยืนยันได้จากข้อมูลของ GFK อ้างอิงโดย Asus พบกว่า ในปี 2015 โน้ตบุ๊กเกมมิ่งในประเทศไทยเติบโต 50% จากปี 2014 ปี 2016 เติบโต 30% และปีนี้คาดการณ์เติบโต 18% ท่ามกลางตลาดโน้ตบุ๊กรวมที่ทรงตัว

และจากข้อมูลของ Acer พบว่าตลาดโน้ตบุ๊กเกมมิ่งในปัจจุบันมีมูลค่า ประมาณ 1,200 ล้านบาท

แม้ตลาดหลักของคอมพิวเตอร์เกมมิ่งยังคงเป็นเดสก์ท็อปในสัดส่วน 90% แต่โน้ตบุ๊กเกมมิ่ง เป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วใน 2 ปีที่ผ่านมา จากเกมเมอร์มีไลฟ์สไตล์ Mobility ต้องการเล่นเกมทุกที่ทุกเวลาเพิ่มขึ้น และผู้บริโภคทั่วไปเลือกซื้อโน้ตบุ๊กเกมมิ่งระดับแมส แทนโน้ตบุ๊กทั่วไประดับไฮเอนด์ จากสเปคที่ดีกว่า และไม่แปลกเลยที่จะได้เห็นแบรนด์คอมพิวเตอร์ขอรุกหนักในตลาดโน้ตบุ๊กเกมมิ่ง

 

Asus ROG ขอยึดตลาดไฮเอนด์

ในฐานะผู้นำตลาดโน้ตบุ๊กเกมมิ่งด้วยส่วนแบ่งตลาด 38% ในเชิงมูลค่า อ้างอิงจาก GFK ศรัณยพงศ์ สินทิพย์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์กลุ่ม ROG หรือ Republic of Gamers โน้ตบุ๊กสำหรับเกมมิ่ง ซับแบรนด์ของ เอซุส มาร์เก็ตติ้ง ไทยแลนด์ มองการแข่งขันในตลาดโน้ตบุ๊กเกมมิ่งรุนแรงมากขึ้นจากคู่แข่งที่เปิดตัวโน้ตบุ๊กกลุ่มนี้เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

การรักษาผู้นำตลาดของ Asus ประกอบด้วยแนวทางที่น่าสนใจ 3 กลยุทธ์หลักได้แก่

หนึ่ง-เปิดตัวโน้ตบุ๊กเกมมิ่งอย่างต่อเนื่อง 8 รุ่น ตลอดทั้งปี แบ่งเป็นไตรมาสละ 1-2 รุ่น โดยเน้นทำตลาดโน้ตบุ๊กเกมมิ่งระดับมิด-ไฮเอนด์ ที่มีราคาจำหน่าย 4หมื่น-2แสนเป็นหลัก แม้ในปีที่ผ่านมาสัดส่วนรายได้ของทั้งสองกลุ่มนี้จะมีเพียง 20% จากรายได้โน้ตบุ๊กเกมมิ่งรวมของ Asus ก็ตาม ด้วยเหตุผลที่ ศรัณยพงศ์ให้ไว้คือ กลุ่มผู้ซื้อโน้ตบุ๊กในเซ็กเมนต์มิด-ไฮเอนด์จะเน้นประสิทธิภาพของเครื่องและการออกแบบให้เหมาะสมกับการเล่นเกมเป็นหลัก ซึ่งต้องมีองค์ประกอบทั้งเมนบอร์ดเกมมิ่งและซีพียูที่ประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว และเป็นจุดเด่นของ Asus ในฐานะผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดเมนบอร์ด เช่นตัวโน้ตบุ๊กเกมมิ่ง ASUS ROG Zephyrus GX501 โน้ตบุ๊กเกมมิ่งที่บางที่สุดในโลก ด้วยความบางเพียง16.9 มิลลิเมตร สเปคสูง ที่มาพร้อมกับระบบระบายความร้อนใหม่ที่ช่วยลดอุณหภูมิมากกว่า20% และยังไม่ก่อให้เกิดเสียงดัง ในราคา 119,990 บาท เจาะกลุ่มเกมเมอร์อีสปอร์ตระดับไฮเอนด์เป็นหลัก เปิดตัวในไทยเป็นประเทศที่ 3 ต่อจากไต้หวัน และอเมริกา

มกราคม-พฤษภาคม 2560 Asus จำหน่ายโน้ตบุ๊กเกมมิ่งได้ 7,000 เครื่อง 245 ล้านบาท

สอง-จัดแข่งขันอีสปอร์ต ROG Masters 2017 เฟ้นหานักกีฬาอีสปอร์ตชาวไทยไปแข่งขันระดับโลก ซึ่งการแข่งขัน ROG Masters 2017 มีผู้สมัคร527 ทีม รวมเป็นผู้เข้าร่วมมากถึง 2,635 คน ซึ่งถือว่าเป็นการแข่งขันที่มีผู้สมัครค่อนข้างสูง และเป็นหนึ่งในเกมการตลาดหลังขอ ROG ในปีนี้ รวมถึงโปรโมทผ่านอินฟลูเอนเซอร์ในการรีวิวสินค้า ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์จัดกิจกรรมต่างๆ  ด้วยงบการตลาด 10-13 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาใช้งบเพียง 5 ล้านบาท

สาม-แยกแบรนด์ ROG ออกจาก Asus สื่อสารเป็นแบรนด์หลัก โดยโน้ตบุ๊ก ROG จะมีคำว่า Republic of Gamers ซึ่งเป็นชื่อเต็มของ ROG ติดอยู่ที่โน้ตบุ๊กเป็นตัวใหญ่ และโลโก้ Asus จะเป็นเพียงโลโก้เล็กๆ เท่านั้นเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าใจตรงกันว่า ROG คือแบรนด์เกมมิ่งโดยเฉพาะ

ทั้งนี้ในปีนี้ศรัณยพงศ์ เชื่อมั่นว่าจากการรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดมิด-ไฮเอนด์จะผลักดันให้สัดส่วนโน้ตบุ๊กเกมมิ่งมิด-ไฮเอนด์จะเพิ่มขึ้นเป็น 30% ในตลาดโน้ตบุ๊กเกมมิ่งของ ROG ทั้งหมด

Acer ต้องที่หนึ่งในตลาด

แม้จะไม่ใช่ที่หนึ่งในตลาดโน้ตบุ๊กเกมมิ่ง แต่ Acer เชื่อว่าการเข้ามาบุกตลาดโน้ตบุ๊กเกมมิ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ภายใต้ Sub brand ชื่อ Predator และ Acer Gaming Series ได้สร้างความมั่นใจให้กับ นิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ ว่าโน้ตบุ๊กเกมมิ่ง Acer สามารถขึ้นเป็นผู้นำตลาดได้ในไม่ช้า แม้ปัจจุบันจะมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 15% ในเชิงจำนวนเครื่องเป็นอันดับ 4 ในตลาดก็ตาม

เพราะเป้าหมายของนิธิพัทธ์คือส่วนแบ่งตลาด 30% ในไตรมาส4 ปีนี้

สิ่งที่ทำให้ Acer มั่นใจมาจากเห็นโอกาสของตลาดจาก 3 กลยุทธ์หลักได้แก่

หนึ่ง-ลงเล่นในตลาด 3-4 หมื่นและ 5 หมื่นขึ้นไป นิธิพัทธ์ยอมรับว่าในปีที่ผ่านมา Acer มีโน้ตบุ๊กเกมมิ่งในตลาดเพียง 2 เซ็กเมนต์ ได้แก่ Acer Gaming จับเซ็กเมนต์ ราคาต่ำกว่า 30,000 บาท และ Predator จับเซ็กเมนต์ 4-5 หมื่นบาท ซึ่งเป็นเซ็นเมนต์ที่มีสัดส่วนรวมกันเพียง 41% ในตลาดเท่านั้นแบ่งเป็นระดับราคาต่ำกว่า 3 หมื่นบาท 34% 3-4 หมื่นบาท 7%

เพราะตลาดหลักของโน้ตบุ๊กเกมมิ่งจะอยู่ในระดับราคา 3-4 หมื่นบาท มากถึง 52% และตลาด 5 หมื่นขึ้นไป 7%

ภายในไตรมาส3 Acer เปิดตัวโน้ตบุ๊กเกมมิ่งระดับราคา 3-4 หมื่นบาท 3 รุ่น ภายใต้ชื่อ Acer Gaming และ Predator โดย Acer Gaming จะจับกลุ่มเกมเมอร์ที่ใช้งานโน้ตบุ๊กเพื่อการทำงาน และเล่นเกม ไม่ต้องการโน้ตบุ๊กที่มีดีไซน์เกมมิ่งเกินไป  ส่วน Predator เป็นซับแบรนด์เกมมิ่งโดยเฉพาะ และนำโน้ตบุ๊กเกมมิ่งในกลุ่ม 5หมื่นบาทขึ้นไปมาทำตลาดในไทย 2 รุ่น ระดับราคา 1 แสน-3แสนกว่าบาท เข้ามาเสริมความต้องการตลาด

สอง-จับมือกับสมาคมไทยอีสปอร์ต (TESA) มาเป็นเวลา 3 ปี และร่วมมือจัดการแข่งขันอีสปอร์ตประเภทในฐานะผู้จัดงานคัดเลือกนักกีฬามาแล้ว 3 ครั้ง ได้แก่ Minecraft Thailand Competition, Acer Dota 2 Road to AGES 2016และล่าสุด Esport 2017 World Championship BUSAN 9th  

สาม-จัดงาน Acer Day งานประจำปี ในคอนเซ็ปต์ Acer Day Game ล้อไปกับกระแส eSport ที่บอร์ด กกท. บรรจุ E-Sport เป็นกีฬาแล้วอย่างเป็นทางการ เจาะกลุ่มเป้าหมายเกมเมอร์โดยเฉพาะ พร้อมกระตุ้นยอดจำหน่ายด้วยแคมเปญซื้อเป็นทีม 5 คนได้ส่วนลดเครื่องละ 5,000 บาท ดักไม่ให้เกมเมอร์ที่จะกลายเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตในอนาคตหันไปซื้อแบรนด์อื่น และได้จัดการแข่งขัน Esport 2017 World Championship BUSAN 9th เป็นแม่เหล็กในการดึงสาวกเกมเข้ามาในงาน เป็นเกมการตลาดที่ Acer มองว่าจะสามารถสร้างยอดจำหน่ายและ Awareness ได้เป็นอย่างดี

ศึกการแข่งขันโน้ตบุ๊ก eSport ของแบรนด์จากไต้หวันได้เริ่มขึ้นอย่างใครจะได้ใจเกมเมอร์ไป

 

เรื่อง : ณัฐจิตต์ บูราณทวีคูณ

The Battle : E-Wallet จะให้เกิดก็ต้องเพิ่ม ‘ร้านค้า’ ซะก่อน

แม้ “อี-วอลเล็ท” หรือ กระเป๋าเงินออนไลน์ จะเกิดขึ้นในเมืองไทยไม่น้อยกว่า 10 ปีแล้ว โดยมีจุดเริ่มต้นจากบรรดาโอเปอเรเตอร์มือถือ ที่ปัจจุบันมีครบทุกเจ้าแล้ว ทั้ง เอไอเอส เอ็มเปย์, ดีแทค แจ๋ว วอลเล็ต, หรือ  ทรูมันนี่ วอลเล็ท และยังมีผู้ให้บริการรายอื่นๆที่เห็นโอกาส ได้เข้ามาแย่งก้อนเค้กชิ้นนี้อีกไม่น้อยกว่า 10 ราย

 

 

เงินสด” ซื้อง่าย จ่ายคล่องกว่าเยอะ

            แต่ดูเหมือนว่า อี-วอลเล็ท จะไม่ “ปัง” เท่าที่ควร แม้จะมี 4G เข้ามาดันกระแสการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยให้มากขึ้น รวมถึงเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2015 ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบ หลักการแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) เพื่อดันให้เมืองไทยเป็น “Cashless Society หรือ สังคมไร้เงินสด” ก็ตามที

            นั่นเพราะอย่างที่รู้กัน สังคมไทยในทุกวันนี้ยังเป็น Cash Economy หรือสังคมเงินสดอยู่เลย สราญรัตน์ ศรีจิรารัตน์ กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย บริษัท ทรู มันนี่ จำกัด ผู้ให้บริการ “ทรูมันนี่ วอลเล็ท” กล่าวว่า  โจทย์ใหญ่ของตลาด อี-วอลเล็ท ในขณะนี้ คือ การที่คนไทยยังไม่เห็นความแตกต่างระหว่างใช้เงินสดกับกระเป๋าเงินออนไลน์ โดยมองอีกว่า เงินสด ซื้อง่าย จ่ายกล่อง และไม่ยุ่งยาก ที่สำคัญไม่ต้องกลัวโดนโกงเพราะเห็นอยู่กับตา

 

จะดึงผู้ใช้ ก็ต้องสร้าง “ความต่าง”

            เมื่อโจทย์ใหญ่คือความแตกต่างที่ยังไม่ชัดเจน ทรูมันนี่ วอลเล็ท จึงเริ่มแก้สมการนี้ด้วยการเจรจากับ7-Eleven  ที่มีกว่า 10,000 สาขาทั่วประเทศ ให้สามารถชำระเงินด้วย ทรูมันนี่ วอลเล็ท ซึ่งได้สร้างการรับรู้ใหม่ให้กับผู้บริโภคว่า  E-Walletไม่ได้จำเป็นแค่ใช้จ่ายบิล หรือเติมเงินเกมออนไลน์เท่านั้น

            นอกเหนือจากการอยู่ในเครือเดียวกันแล้ว สราญรัตน์ ให้เหตุผลที่เลือก 7-Eleven ว่า เพราะ 7-Eleven มักจะทอนเงินด้วยเหรียญ ซึ่งได้สร้างความยุ่งยากในการพกเหรียญที่บางครั้งมีจำนวนเยอะ หากการจ่ายด้วย ทรูมันนี่ วอลเล็ท ปัญหาเหล่านี้ก็จะหมดไป

            เพียงแต่ไม่ต้องพกเหรียญอาจจะไม่พอที่จะดึงผู้บริโภคให้มาสนใจ ดังนั้น ทรูมันนี่ วอลเล็ท จึงได้ใช้กลยุทธ์สิทธิพิเศษที่คนไทยชื่นชอบ ได้แก่การซื้อสินค้าในราคาที่ถูกกว่า หรือสะสมแต้มเพื่อแลกของที่ระลึก เมื่อเป็นทางเลือกที่ดีกว่าก็จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภครายอื่นๆ ซึ่งจะเกิดการบอกปากต่อปากจากผู้ที่เคยใช้ โดย สราญรัตน์ บอกว่า นี่คือกลยุทธ์ที่ให้ผลดีกว่าการทำโฆษณาเสียด้วยซ้ำ

            แต่ทั้งนี้  ทรูมันนี่ วอลเล็ท ได้วางแผนที่จะไม่ขยายบริการไปยังร้านสะดวกซื้อรายอื่นๆ เพราะถือเป็นคู่แข่งของ 7-Eleven โดยตรง

 

ตั้งตัวแทนหาร้านให้ได้ 100,000

            การเจาะเข้าสู่ 7-Eleven ได้ทำให้ปัจจุบัน ทรูมันนี่ วอลเล็ท มีร้านค้าที่สามารถชำระเงินทั้งหมด 12,000 ร้านค้า ซึ่ง สราญรัตน์ มองว่า เท่านี้ยังไม่พอ เพราะหากจะดันให้เกิดก็ต้องขยายจุดชำระเงินให้ครอบคลุมกว่านี้ ไม่งั้นผู้บริโภคก็จะเลิกใช้เพราะไม่มีจุดให้บริการ โดนดึงให้ร้านค้าออฟไลน์หันมารับชำระเงินด้วยออนไลน์

            ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการแต่งตั้งตัวแทนผู้จัดหาเครือข่าย ในการรับชำระเงินค่าสินค้าและบริการกระเป๋าเงินออนไลน์เพิ่มขึ้นอีก 6 บริษัท ได้แก่ บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด, บริษัท ฮวนยูจิ จำกัด, บริษัท จีมู่ อินเตอร์เน็ต เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ,บริษัท เพย์วิง (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัท วงใน มีเดีย จำกัด โดยเน้นหาร้านที่อยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

            คาดว่าทั้ง  6 บริษัทจะช่วยเพิ่มจุดชำระเงินให้เป็น 100,000 ร้านค้าภายในสิ้นปีนี้ รวมถึงเพิ่มจำนวนแอคทีฟยูสเซอร์จาก 2 ล้านยูสเซอร์เป็น 4 ล้านยูสเซอร์ และที่สำคัญเพิ่มยอดการใช้งานจาก 5-6 ครั้ง/คน/เดือน เป็น 10-12 ครั้ง/คน/เดือน อีกด้วย

 

อาลีเพย์ วอลเล็ท” ขอไปด้วย

            หากสังเกตดีๆจะเห็นว่าใน 6 บริษัทที่ถูกแต่งตั้งไม่ได้เป็นบริษัทไทยทั้งหมด หากยังมีบริษัทจากจีนเข้ามารวมอยู่ด้วยถึง 3 บริษัท ซึ่งที่เป็นอย่างนั้นเพราะในปัจจุบัน “แอสเซนด์กรุ๊ป” ที่เป็นบริษัทแม่ของ ทรู มันนี่ ได้ถูกถือหุ้นโดยอาลีเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล และแอนท์ ไฟแนนเชียล ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบชำระเงินออนไลน์ผ่านโทรศัพท์ “อาลีเพย์ วอลเล็ท” และเป็นบริษัทในเครืออาลีบาบา กรุ๊ป ยักษ์ใหญ่ด้านอี-คอมเมิร์ซจากประเทศจีน ถึง 20%

            เช่นกัน อาลีเพย์ วอลเล็ท เชื่อว่าทั้ง 6 บริษัทจะช่วยให้ อาลีเพย์ วอลเล็ท สามารถขยายร้านค้าจาก 15,000 ร้านค้า เป็น 100,000 ร้านค้าภายในสิ้นปีนี้ โดยจะเน้นร้านค้าที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่เดินทางเข้ามาไทยถึงปีละ 10 ล้านคน ในจำนวนนี้มีการใช้งาน อาลีเพย์ วอลเล็ท อยู่ราว 5-6 ล้านคน

            ซึ่งแสดงว่า หลังจากนี้เห็น “ทรูมันนี่ วอลเล็ท” ที่ไหน ก็จะเห็น “อาลีเพย์ วอลเล็ท” ที่นั่นด้วย

 

เรื่อง : ถนัดกิจ จันกิเสน

The Battle : ฝ่าพายุฝุ่น ‘ตลาดรองเท้านักเรียน’

“ตลาดรองเท้านักเรียน” ดูเผินๆเหมือนจะไม่ค่อยมี Effect อะไรมากระทบ นั้นเพราะทุกปีต้องมีเด็กนักเรียน ซื้อเพื่อสวมใส่ไปโรงเรียนอยู่แล้ว

ความท้าทายของ “2 Big Players”

แต่ความจริงแล้วตลาดมูลค่า 5,000 ล้านบาท กำลังสร้างความหนักอกหนักใจให้กับ 2 Big Players อย่าง “นันยาง” และ “เบรกเกอร์” เหตุผลหลักมาจากตลาดนี้มีการเติบโตได้น้อยเพียงปีละ 2-5% เท่านั้นเอง ที่สำคัญ “รองเท้านักเรียน” ยังเป็นสินค้าที่ขายได้เฉพาะฤดูกาล หรือช่วงเปิดเทอมใหญ่ประมาณ 2 เดือน ซึ่งสามารถสร้างยอดจำหน่ายได้มากถึง 70% ของยอดจำหน่ายทั้งหมด

หากผ่านช่วง “Back to School”ไปแล้วตลาดก็กลับมาเงียบเหงาเหมือนเดิม นอกจากนี้ 2 Big Players ยังต้องเผชิญกับการแข่งกันที่รุนแรงจากแบรนด์จีน ที่มองว่าเมืองไทยมีโอกาส จึงพาเหรดลงสู่สนามนี้พร้อมใช้กลยุทธ์ราคาที่ถูกกว่าเข้าห่ำหั่น จนทำให้ ณ เวลานี้ในตลาดมีแบรนด์รองเท้านักเรียนไม่น้อยกว่า 10 แบรนด์ ขณะเดียวกันต้องอย่าลืมว่าเมืองไทยกำลังเผชิญภาวะ “สังคมสูงวัย” เนื่องจาก “เด็ก” ที่ถือ

เป็นฐานลูกค้าหลักของรองเท้านักเรียนเกิดน้อยลง

การขยับตัวของ “นันยาง”

ปรากฎการณ์ที่เกิดได้กลายเป็นโจทย์ข้อใหญ่ให้ทั้ง 2 Big Players ต้องเร่งขบคิดเพื่อแก้เกม โดยแบรนด์แรกที่ออกมาขยับตัว คือ “นันยาง” แบรนด์อายุ 60 ปีที่ชูสโลแกน “เก๋ามาตั้งแต่รุ่นพ่อ” ได้ก้าวออกมาจาก Comfort zone ของด้วยเองด้วยการหันไปออกรองเท้าผ้าใบสีขาว“นันยาง ชูก้าร์ (Nanyang Sugar)” เพื่อเจาะเข้าไปยังกลุ่มผู้หญิงที่มีสัดส่วนเพียง 30% ของตลาดเท่านั้น ซึ่ง นันยาง ได้ดึงความสนใจของกลุ่มผู้หญิงด้วยเชือกสีพาสเทล

เหตุผลหลักที่ นันยาง เลือกขยายฐานไปยังกลุ่มผู้หญิง เพราะเชื่อว่าแบรนด์แข็งแรงแล้วในกลุ่มของชาย ขณะที่รองเท้าผ้าใบสำหรับผู้หญิงยังไม่ค่อยมีคู่แข่งมากนัก จึงถือเป็นโอกาสของนันยาง และดูเหมือนว่าการขยับตัวของนันยางจะไปได้ดี เพราะในช่วง 2เดือนแรกที่เปิดขายมียอดจำหน่ายเกือบ 200,000 คู่ จากเป้าที่วางไว้ 300,000 คู่ภายใน 1 ปี

เติม “แฟชั่น” หวัง “ขยายฐาน”

ในขณะที่ฟากคู่แข่งอย่าง “เบรกเกอร์” กลับมองคนละด้าน ซึ่ง เบรกเกอร์ ยังมองฐานลูกค้าเป็นกลุ่มผู้ชายเหมือนเดิม แต่ต้องการขยายจากกลุ่มนักเรียนไปยังกลุ่มวัยรุ่นและเฟิสต์จ๊อบเบอร์ โดยการออกรองเท้ารุ่นใหม่ที่ใส่ความเป็นแฟชั่นเข้าไป

“โอกาสการเติบโตของตลาดรองเท้าแฟชั่นนั้นมีสูงกว่ารองเท้านักเรียน เนื่องจากตลาดกว้างกว่าหลายเท่าตัว คาดว่าปัจจุบันมีมูลค้าไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท จึงมีข้อจำกัดในการทำตลาดน้อยสามารถพัฒนาและใส่นวัตกรรมให้กับสินค้าได้อย่างไม่มีข้อจำกัด”

“แม้การแข่งขันจะสูงมาก และเป็นนิชมาร์เก็ต แต่พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ได้ให้ความสำคัญกับการแต่งตัว มีการใช้จ่ายในเรื่องของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายค่อนข้างสูง ส่งให้ผลให้โอกาสในการแข็งขันของเบรกเกอร์มีความเป็นไปได้อย่างแน่นอน” สมฤกษ์ วงศ์วีระนนท์ชัย กรรมการผู้บริหาร บริษัท เอส.ซี.เอส สปอร์ตสแวร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรองเท้า “เบรกเกอร์” บอกถึงโอกาสในตลาดรองเท้าแฟชั่น

เจาะแฟชั่นมา 2 ปีแล้ว

จริงๆแล้วเบรกเกอร์ได้เข้ามาบุกตลาดรองเท้าแฟชั่นได้ราว 2 ปีแล้ว โดยได้มีการทดลองตลาดผ่านการรองเท้ารุ่นพิเศษ “เบรกเกอร์เจ” ที่ร่วมกับ โจอี้ บอย ที่เป็นพรีเซนเตอร์ร่วมออกแบบ โดยเป็นการผลิตที่มีจำนวนจำกัดเพียง 500 คู่ ซึ่งในช่วงเปิดตัวมีกระแสตอบรับดีมาก มีการจองซื้อทางออนไลน์และจำหน่ายหมดภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที

ผลตอบรับที่เกิดขึ้นได้สร้างความมั่นใจให้กับเบรกเกอร์พอสมควร จึงได้ต่อยอดมาออก “เบรกเกอร์ ฮอร์นบิล” เพื่อเป็นสินค้าหลักในการทำตลาดกลุ่มรองเท้าแฟชั่น โดยผูกโยงกับกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมเพื่อดึงความสนใจกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งในรุ่นแรกได้มีการเปิดตัวไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่ไม่มีการขายเพราะผลิต 40 คู่ ใช้ในกิจกรรมปลูกป่า Breaker Save Rainforest  เท่านั้น และล่าสุดได้เปิดตัวรองเท้าเบรกเกอร์ ฮอร์นบิล รุ่นที่ 2 มีให้เลือก 2 สี คือ สีขาวและสีเทา จำหน่ายในราคาคู่ละ 495 บาท

ต้องลบภาพ “รองเท้านักเรียน” ออกก่อน

ลึกๆแล้ว เหตุผลหลักที่ทำให้เบรกเกอร์ ยังเจาะเป้าหมายกลุ่มเดิมเพียงแต่ขยายช่วงอายุ ไม่เหมือนกับนันยางที่หักมุมไปบุกกลุ่มผู้หญิง เป็นเพราะภาพในใจของผู้บริโภคที่มองเบรกเกอร์ เป็นรองเท้าสำหรับเด็กเรียนโดยมีผู้ปกครองเป็นคนซื้อให้ ให้ขณะที่นันยางเป็นแบรนด์ที่ชูภาพความเก๋า เด็กนักเรียนจึงมักซื้อมาใส่

จุดนี้เองทำให้เบรกเกอร์ฉีกมาออกรองเท้าแฟชั่น เพื่อหวังให้กลุ่มเป้าหมายยังซื้อแบรนด์ของตนเอง แม้จะมีอายุที่เพิ่มขึ้นก็ตาม โดยสิ่งแรกที่ สมฤกษ์ บอกว่าเบรกเกอร์ต้องสร้างคือ จุดยืนของแบรนด์ และตำแหน่งของแบรนด์ให้ชัดเจนก่อน โดยต้องการทำให้เบรกเกอร์ไม่ติดภาพของแบรนด์รองเท้านักเรียน

ทำให้เกมการตลาดได้วางงบการตลาดกว่า 10 ล้านบาท จากงบทั้งปี 50 ล้านบาท โดนเน้นผ่านสื่อออนไลน์และอินฟูเอนเซอร์ ซึ่งเชื่อว่าสื่อผ่านกลุ่มเป้าหมายได้ตรงกว่า แต่ทั้งนี้ สมฤกษ์ ย้ำว่า จะไม่ใช่พรีเซนเตอร์เพราะไม่ต้องการให้ภาพของแบรนด์ติดไปกับตัวบุคคล

แก้เกม “แบรนด์อินเตอร์”

 เพียงแต่การบุกตลาดนี้อาจจะไม่ง่ายเหมือนที่คิด เพราะอย่าลืมว่าตลาดนี้ยังมีปราการใหญ่ ที่เป็นแบรนด์อินเตอร์ ทั้ง ไนกี้ อาดิดาส และแวน ที่ขยันส่งรองเท้ารุ่นใหม่ๆ ออกมายั่วเงินในกระเป๋าของพวกวัยรุ่นอยู่ตลอด

“ต้องยอมรับว่าการผลิตรองเท้านักเรียนและรองเท้าแฟชั่นมีข้อแตกต่างกันพอสมควร เพราะรองเท้าแฟชั่นจะไม่ใช่การผลิตแบบซ้ำๆ เดิมๆ ต้องดีไซน์ใหม่เข้ามาตลอดเวลา มีการเปลี่ยนแปลงตามกระแสนิยมอย่างรวดเร็ว ต้องนำเรื่องการออกแบบมาผสมกับฟังก์ชั่นการใช้งานควบคู่กับความสวยงาม”

การแก้เกมเพื่อชนกับแบรนด์อินเตอร์นั้น สมฤกษ์ ได้วางแผนภายในปีนี้จะออกอีก 4 รุ่น 20 ไอเทม ผลิตออกมารุ่นละ 2,000 – 3,000 คู่ เพื่อไม่ให้ล้นตลาดจนเกินไป โดยในอนาคตวางแผนที่จะร่วมมือกับศิลปิน ดารา และดีไซเนอร์มาร่วมออกแบบ

อีกหนึ่งกลยุทธ์คือราคาให้จับต้องได้ระหว่าง 500 -1,500 บาท รวมถึงจำหน่ายเฉพาะช่องทางออนไลน์ ไม่ผ่านหน้าร้านต่างๆ ซึ่งในช่วงแรกจะผ่านแฟนเพจ แต่ภายในสิ้นปีนี้จะจำหน่ายผ่านมีเว็บอี-คอมเมิร์ซของเบรกเกอร์เอง

สมฤกษ์ ตั้งเป้ายอดขายภายใน 2 ปีอยู่ที่ 20,000 คู่ ซึ่งถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับรองเท้านักเรียนที่มีกำลังการผลิตถึงปีละ 3,000,000 คู่

เรื่อง : ถนัดกิจ  จันกิเสน