Category Archives: The Battle

ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป : การเดิมพันครั้งใหม่ของ “เบอร์รอง”

ยังคงอยู่ในภาวะ “หายใจไม่ทั่วท้อง” สำหรับ “ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” หลังจากที่ในปี 2015 มีอัตราเติบโตเพียง 0.4% น้อยที่สุดในรอบ 44% แม้จะในปีถัดมาจะถูกประเมินว่า จะกลับมาโตจากภาวะเศรฐษกิจที่ (ทำท่า) จะดีขึ้น หากสุดท้ายแล้วก็ทำได้เพียง “เสมอตัว” หรือหดตัวลงเล็กด้วยด้วยซ้ำ จนมีมูลค่าอยู่ที่ 15,000 ล้านบาท

เหตุผลของการ “เสมอตัว”
ยศสรัล แต้มคงคา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา “ไวไว” กล่าวว่า เหตุผลที่ทำให้ปีที่ผ่านมาไม่ได้เป็นตามที่ประเมินไว้ มีทั้งทางเลือกของผู้บริโภคที่เปลี่ยนและหลากหลายมากขึ้น ใช่ว่ามีรายได้น้อยแล้วจะกินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างเดียว แม้วันนี้กลุ่มรากหญ้าจะเป็นฐานลูกค้าหลัก รวมถึงกลุ่มวัยทำงานที่กินเป็นอาหารว่างก็ตาม
หากอันตราบริโภคกลับคงค้างอยู่ที่ 40 ซอง/คน/ปี ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ทางออกของผู้เล่นในตลาดจึงต้องหวังพึ่งการออกสินค้าใหม่เพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งวิธีนี้ต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมากและระยะเวลาค่อนข้างนาน กว่าที่รสชาติใหม่จะติดตลาด หรือเติบโตไปกับช่องทางขายในโมเดิร์นเทรดที่ขยายสาขาทุกปี หากยอดขายไม่ได้เพิ่มมากนัก เพราะในช่องทางเดิมอย่างเทรดดิชั่นนอลเทรดหรือร้านโชห่วยในต่างจังหวัด ก็มีปิดไปทุกปีเช่นเดียวกัน
“แนวทางของไวไวนั้นจะไม่เน้นการออกรสชาติใหม่ๆ เนื่องจากต้องใช้เงินและเวลา อีกทั้งต้องไปแข่งกับเจ้าตลาดด้วย หากไวไวนั้นจะโฟกัสไปที่สินค้าเดิมของเราเอง ผ่านการออกบรรจุภัณฑ์ใหม่โดยเฉพาะรูปแบบถ้วย ที่ยังมีสัดส่วนเพียง 15% เท่านั้น น้อยกว่าภาพรวมของตลาดที่มีถึง 25% โดยไวไวมีเป้าหมายภายใน 2 ปีจะเพิ่มเป็น 20%”

แบบถ้วยให้ “กำไร” ที่ดีกว่า
เพราะไม่ต้องการแข่งตรงๆกับเจ้าตลาด บวกกับเป้าหมายที่ต้องการขยายสัดส่วนของถ้วย จึงเป็นที่มาของการกลับไปหาสินค้ากลุ่มเส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่ไวไวเห็นว่า ตลาดมูลค่า 1,500 – 2,000 ล้านบาท เป็นตลาดที่มีคู่แข่งน้อย และไวไวเองก็แข็งเกร่งเพราะทำตลาดในรูปแบบซองมากกว่า 20 ปี
โดยนำรสปรุงรสและรสหมูสับ มาทำแบบถ้วยขนาด 60 กรัม ราคา 15 บาท ตั้งเป้าเจาะกลุ่มเป้าหมายวัยทำงานอายุ 25-40 ปี ซึ่งนิยมความสะดวกสบาย วางขายมาได้ 3เดือนแล้ว ตั้งเป้ายอดขายจนถึงสิ้นปีไว้ที่ 40 ล้านบาท
“เหตุผลหลักที่ไวไวต้องขยับมาออกแบบถ้วย คือ 1.แบบถ้วยทำมาร์จิ้นได้ดีกว่าแบบซอง และ 2.เป็นการขยายพอร์ตสินค้าให้กับไวไว นอกจากนี้การทำแบบถ้วยจะช่วยให้ไวไว ขยายช่องทางการจำหน่ายไปยังคอนวีเนียนสโตร์และโมเดิร์นเทรดได้ เนื่องจากแบบซองจะไม่ได้ถูกจำหน่ายในคอนวีเนียนสโตร์ทุกรสชาติ ต่างจากแบบถ้วยที่จะถูกวางขายทุกรสชาติในช่วงแรกที่ออกวางขาย แต่จะอยู่ได้นานขนาดไหนก็ต้องขึ้นอยู่กับผลการตอบรับ”

ทำเท่าที่ “จำเป็น”
สำหรับการออกสินค้าใหม่นี้ได้ใช้งบการตลาด 5 ล้านบาท จากงบการตลาดรวมทั้งหมด 300 ล้านบาท โดยเน้นผ่านสื่อออนไลน์เพื่อพุ่งเข้าหากลุ่มเป้าหมายโดยตรง ส่วน TVC ยังไม่จำเป็นต้องทำเพราะตลาดที่เล็กหากทำแล้วจะไม่คุ้ม และสำหรับในภาพรวมของแบรนด์นั้น ยังคงเน้นกลยุทธ์ที่ยังจำเป้นต้องทำ ทั้งโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม ควบคู่ไปกับการออก TVC ส่วนพรีเซนเตอร์นั้นคงหยุดไว้ก่อน
ปัจจุบันไวไวมีสินค้าแบบซอง 21 SKU แบ่งเป็นไวไว 13 รส, ควิก 4 รสและซือดะ 4รส ส่วนแบบถ้วย, 14 SKU แบ่งเป็นไวไว 13 รส, ควิก 4 รสและซือดะ 4รส ปีที่ผ่านมีรายได้ประมาณ 3,750 ล้านบาท (ไม่รวมรับจ้างผลิตและส่งออก) แบ่งเป็น ไวไว 55%, ควิก 20%, เส้นหมี่ (ปรุงสำเร็จและอบแห้ง) 15% และ ซือะกับอื่นๆ 10% ปีนี้ตั้งเป้าโต 3-5%

หากมองลึกเข้าไปในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ทำท่าว่าจะ “ซบเซา” แต่จริงๆแล้วยังมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่สามารถโตสวนกระแสฟาดรายได้ไปหลายร้อยล้านเหมือนกัน นั้นก็คือ “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกาหลี” ที่แม้จะมีราคาสูงถึงซองละ 40บาท หากได้รับอานิสงส์จากกระแสโซเซียลมีเดีย ที่กลุ่มผู้บริโภคซื้อมาทดลองด้วยรสชาติที่จัดจ้าน และแชร์ต่อๆกันไปจนเกิดกระแสซื้อตามๆกัน

ซึ่งไวไวเองก็เห็นกระแสที่เกิดขึ้น และเตรียมที่จะออกสินค้ามาจับเทรนด์เช่นเดียวกัน โดยคาดว่า “รสชาติ” จะเป้นสินค้าแรกที่จะคลอดออกมา เพราะหากจะทำให้เส้นให้ออกมาเหมือนของเกาหลี จะต้องลงทุนเครื่องจักรใหม่และใช้เวลาพัฒนาอีกด้วย

The Battle : Smartphone : คู่แข่งคนละสนาม แต่เป็นศัตรูเบอร์ 1 ของกล้อง Mirrorless

ครั้งหนึ่งตลาดกล้อง Digital Compact ที่เคยมียอดขายแตะ 1 ล้านเครื่องต่อปี ได้ถูกแทนที่ด้วยกล้องจาก Smartphone จนทำให้ปัจจุบันกล้อง Compact เหลือยอดขายไม่ถึง 70,000 เครื่องโดยกลุ่มกล้อง Compact ที่ยังมีลมหายใจอยู่ได้นั้นคือกลุ่มกล้องคุณภาพสูงราคาแพง

ครั้นต่อมาบรรรดาค่ายกล้องเลือกกดปุ่มหนีตายให้แก่ตัวเองด้วยการผลิตกล้องตัวเล็ก ไร้กระจก เปลี่ยนเลนส์ได้ใช้ชื่อว่า Mirrorless จนในระยะเวลาแค่ 3-4 ปี กล้อง Mirrorless มีอัตราเติบโตรวดเร็วกลายเป็นพี่ใหญ่ครองตลาดกล้อง Digital มียอดขายกินสัดส่วนตลาดสูงถึง 70%

Smartphone ยุคขาย กล้องเทพ

แต่จะเป็นความบังเอิญหรือจงใจก็แล้วแต่ที่ ณ เวลานี้ Smartphone เกือบทุกค่ายและทุกรุ่นหันมาพัฒนากล้องให้มีคุณภาพสูงโดยเฉพาะกลุ่ม Hi – end ราคา 20,000 บาทขึ้นไปที่พัฒนาซอฟแวร์ต่างๆ ให้ฉีกกฎข้อจำกัดด้านเซ็นเซอร์ที่เล็กให้มีภาพคมชัดและสามารถถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ ให้เป็นเรื่องง่ายๆ

ตัวอย่างที่ชัดเจน Samsung ทั้ง S8 และ Note 8 ในภาคสื่อสารหรือแม้แต่ในวันแถลงข่าวเองก็เลือกที่จะโชว์พลังความสามารถกล้องตัวเองเป็น “จุดขายหลัก” ส่วนเรื่องสเปกเครื่องและคุณภาพจอ กลายเป็นเรื่องรองๆ ลงมาและไม่ใช่แค่ Samsung รายเดียวแต่ทั้ง iPhone และทุกแบรนด์ต่างเดินทางเดียวกันหมด

แถม Smartphone บางเครื่องก็เลือกที่จะ “ยืมมือ” ผู้ผลิตเลนส์กล้องระดับ Pro อย่าง Huawei เลือกจะเป็นเพื่อนกับ Leica ถัดมา Nokia เลือกจะแต่งงานกับ Carl zeiss หรือแม้แต่ Motorola เองก็เลือกที่จะจับมือกับ Hasselblad          

เหตุผลเพราะบรรดาค่าย Smartphone ต่างรู้ดีว่า User ยุคนี้ชื่นชอบถ่ายภาพโพสโชว์ลงใน facebook และ instagram และต้องอยู่ในกฎคือยกขึ้นมาถ่ายง่ายๆ ได้ภาพสวยๆ อีกทั้งในแง่การพัฒนาเรื่องสเปกเครื่องและฟังก์ชั่นการใช้งานก็ยังไม่มีค่ายไหนที่สร้างปรากฎการณ์ความ “ต่าง” แบบทิ้งห่างคู่แข่งอย่างชัดเจน

Big Impact ที่กำลังจะเกิดขึ้น?

ต่อให้บรรดา Smartphone ผลิตเลนส์ขั้นเทพมากแค่ไหน ? แต่อย่าลืมว่าข้อจำกัด Smartphone ที่พ่ายแพ้ต่อกล้อง Mirrorless นั้นคือเซ็นเซอร์ที่เล็กหากนำมา Print หรืออัดภาพขนาดใหญ่ภาพที่ได้จะเกิดเกรนแตก แต่ถามกลับว่าในแง่พฤติกรรมจะมี User จำนวนสักกี่คนที่ Print ภาพจากกล้อง Smartphone ออกมา

ถึงแม้ GFK จะระบุว่าตลาดกล้อง Mirrorless ในบ้านเรา เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีศักยภาพการเติบโตในตัวเลขสองหลักในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

แต่การพัฒนากล้องของบรรดาค่าย Smartphone ในครั้งนี้กำลังสร้างความกังวลใจให้แก่ค่ายกล้อง Mirrorless โดยเฉพาะกลุ่มกล้องราคา 20,000 – 30,000 บาท เจาะกลุ่ม Beginner เพิ่งหัดถ่ายภาพและกลุ่มใช้กล้องเซลฟี่

เพราะต่อไปนี้จะเกิดความลังเลใจของ User จำนวนมาก เหมือนอย่างในอดีตที่เคยเกิดขึ้นกับกล้อง Compact ว่ามีความจำเป็นแค่ไหน ? ที่จะควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มอีก 2 – 3 หมื่นบาทเพื่อซื้อกล้องมาถ่ายภาพอัพขึ้น Social Network เพราะ Smartphone ที่มีอยู่ในมือก็มีคุณภาพเหลือๆ

2 ทางออกของค่ายกล้อง Mirrorless    

ที่นี้คงต้องมาจับตาดูว่ายอดขายกล้อง Mirrorless กลุ่มราคา  20,000 – 30,000 บาท ที่เปรียบเสมอเส้นเลือดใหญ่ของทุกแบรนด์และมียอดขายประมาณ 200,000 เครื่องต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วน 65% ของตลาดกล้อง Mirrorless มูลค่า 341,000 เครื่อง จะมียอดขายลดน้อยลงมากแค่ไหน ? หรืออาจจะเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ให้คำตอบได้เป็นอย่างดีนั้นคือพฤติกรรม User ว่าจะหยุดที่กล้อง Smartphone ที่พัฒนาได้ดีเกินคาด หรือจะไปต่อด้วยการซื้อกล้อง Mirrorless

หากเป็นอย่างข้อแรกคือหยุดที่การใช้กล้อง Smartphone เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตจนทำให้กล้อง Compact แทบจะสิ้นชื่อแล้วนั้น ทางออกของค่ายผู้ผลิตกล้อง Mirrorless นั้นคือต้องผลิตกล้องราคา 20,000 – 30,000 บาท ให้มีคุณภาพและฟังก์ชั้นการใช้งานให้ทิ้งห่างกล้อง Smartphone แบบเห็นได้ชัดเจน

ส่วนทางออกต่อมานั้นคือการขยับไปทำตลาดกล้องในกลุ่ม Semi Pro ราคา 30,000 – 50,000 บาทและกลุ่ม Pro ที่มีราคาขาย 50,000 บาทอัพจนถึง 100,000 บาท ให้เข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อทดแทนยอดขายในกลุ่มกล้องราคา 20,000 – 30,000 บาท ที่เกิดจากการชะลอตัวด้วยการมาของ Smartphone ยุคอัพเกรดกล้อง

แต่ไม่ว่าจะเป็นข้อแรกหรือข้อสองเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตกล้อง Mirrorless ไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะทุกรายคงคิดในใจว่าการพัฒนากล้องของบรรดาค่าย Smartphone นั้นคือการเปิดพื้นที่การแข่งขันแย่งชิงยอดขายของแต่ละแบรนด์

แล้วทำไมต้องกลายเป็นป็นพื้นที่ “ทับซ้อน” และเป็นขวากหนามในตลาดกล้อง Mirrorless

 

 

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม

The Battle : ตลาดบิสกิต : เกมนี้วัดกันที่ “New Product”

“ตลาดบิสกิต” ถือเป็นสมรภูมิ “Red Ocean” อย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางมูลค่าตลาดราว 12,954 ล้านบาท อัดแน่นไปด้วยคู่แข่ง 500 กว่าแบรนด์ ทั้งอินเตอร์แบรนด์และโลคอลแบรนด์

จะ “โต” ต้องมี “สินค้าใหม่”

เมื่ออัดแน่นไปด้วยคู่แข่งจำนวนมาก แค่การอัดงบโฆษณาและขยายช่องทางการจำหน่าย ไม่เพียงพอที่จะสามารถบูตยอดขายได้ หนทางเดียวที่จะสามารถทำให้แบรนด์ติดปีกหนีคู่แข่ง จึงอยู่ที่การเข็น “สินค้าใหม่” เข้าสู่ตลาด ว่าใครจะสร้างความ Wow ได้มากกว่าใคร

นี่เป็นเกมที่ “โอรีโอ” อินเตอร์แบรนด์ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลจากอเมริกา เข้ามาบุกเมืองไทยตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อนเลือกใช้ในปีนี้ หลังจากที่ผลงานที่ผ่านมายังไม่ได้โดดเด่นมากนัก ด้วยการรั้งเบอร์เบอร์ 4 ในตลาดบิสกิต มีส่วนแบ่ง 5.2% และเบอร์ 2 ในเซกเมนท์คุกกี้ มีส่วนแบ่ง 14%

เหตุผลหลักที่ทำให้โอรีโอยังไม่ก้าวขึ้นเป็นผู้นำอย่างเต็มตัว แม้เวลาจะผ่านไป 2 ทศวรรษแล้วก็ตาม คือ การที่สินค้าไม่หลากหลาย เพราะวันนี้มีเพียงสินค้าแค่ 3 กลุ่มได้แก่ โอรีโอแซนวิช, มินิโอรีโอ และสินค้าซีซั่นนอลที่ออกมาเฉพาะช่วงปีใหม่ ซึ่งทำให้โอรีโอมีฐานลูกค้าหลักเป็นกลุ่มครอบครัวที่มีเด็กเล็ก

โดยหากนับประชากรทั้งประเทศกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนเพียง 12% เท่านั้น ซึ่ง ฐานันท์ สุวรรณรักษ์ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายคุกกี้ “โอรีโอ” เชื่อว่า ยังเหลืออีก 88% ที่เป็นโอกาสให้โอรีโอเจาะเข้าไป

ทินส์” ความหวังของ “โอรีโอ”

ในปีที่ผ่านมาโอรีโอได้ปรับกลุ่มเป้าหมายจากคุกกี้สำหรับเด็กและครอบครัว มาเป็นขนม/ของว่างสำหรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ที่มาพร้อมกับการสลักลวดลายลิมิเต็ดเอดิชัน 6 แบบเป็นครั้งแรกของโอรีโอ

หากในปี 2017 นี้ เป้าหมายที่โอรีโอต้องการจะเจาะ คือกลุ่มวัยรุ่น นักศึกษาและวัยทำงาน เจเนอเรชั่นวายที่มีช่วงอายุ 18-34 ปี ซึ่งแต่เดิมผู้บริโภคกลุ่มนี้มักจะกินเวเฟอร์และแครกเกอร์ที่หวานน้อยกว่าคุกกี้ โอรีโอจึงไม่ใช่เป้าหมายที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะเลือก

แต่เพราะเจเนอเรชั่นวายถือเป็นฐานลูกค้าที่ใหญ่ และมีกำลังซื้อที่ไม่สามารถมองข้ามได้ ประกอบกับหนทางที่จะติดปีกให้ยอดขาย ต้องมาด้วยสินค้าใหม่เท่านั้น เกมนี้ของโอรีโอจึงเดิมพันด้วยการนำเข้า “โอรีโอ ทินส์” จากจีนซึ่งเป็นครั้งแรกที่ไม่ได้นำเข้าจากอเมริกา โดยชูจุดเด่น ความบางเบา กรอบ หวานกำลังดี มี 2 รสชาติ ได้แก่ วานิลลา ดีไลท์ และทีรามิสุ ในราคา 35 บาท (ขนาด 95 กรัม)

หวังไม่หวังก็คิดดูว่างบการตลาด 80 ล้านบาท จากงบรวมทั้งปีมากกว่า 100 ล้านบาท ถูกอัดลงกับการเปิดตัวในครั้งนี้ โดยใช้สื่อในทุกช่องทางเพื่อกระตุ้นการรับรู้ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ แต่ที่แน่ๆไม่มีพรีเซนเตอร์ รวมถึงโอรีโอรสชาติเฉพาะในเมืองไทยอย่างแน่นอน!

ปีนี้โตมากกว่า 10%

ความจริง โอรีโอ ทินส์ กำเนิดขึ้นในเมืองจีนตั้งแต่ปี 2014 แต่เหตุที่ใช้เวลากว่า 3 ปีก่อนที่จะเข้าไทยนั้น ฐานันท์ บอกว่า ต้องทดลองตลาดให้แน่ใจว่าประสบความเร็จก่อนจะนำเข้า ซึ่งพอเข้าไทยแล้วดูเหมือนจะไปได้ดี เพราะเพียง 1 อาทิตย์ที่วางจำหน่าย ก็มียอดขายกว่าที่คาดไว้ถึง 10% ซึ่งก่อนหน้านี้ โอรีโอ ทินส์ ได้เปิดตัวไปแล้วที่ญี่ปุ่น สิงคโปร์และฮองกง ส่วนมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไต้หวันเปิดตัวใกล้เคียงกับไทย

ด้วยยอดขายที่เกิดความคาดหมาย ในปีนี้โอรีโอเชื่อว่า โอรีโอ ทินส์ จะเข้ามาติดสปีชให้ยอดขายมากกว่า 10% มากกว่าปีก่อนที่โตราว 8-9% รวมถึงเป็นฮีโร่ที่จะทำให้โอรีโอขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในเซกเมนต์คุกกี้ ซึ่งจะต้องมีส่วนแบ่งมากกว่า 21% ภายในปี 2018อีกทั้งภายใน 3 ปีจะก้าวขึ้นบังลังก์แชมป์ในตลาดบิสกิตด้วยส่วนแบ่งมากกว่า 10%

สมรภูมิ Cashless QR Code ใครเข้าถึงผู้ใช้มากกว่าชนะ

 

Cashless Society คือทิศทางที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องการไป

การร่วมมือสร้างมาตรฐานกลาง QR Code ใช้เป็นตัวกลางในการชำระสินค้าและบริการผ่านแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนเป็นหนึ่งในนั้น โดยมี Promptpay อยู่เบื้องหลังการให้บริการ พร้อมต่อยอดไปยังบริการอื่นๆ ในอนาคต

ด้วยเหตุผลอุดช่องว่างบัตรเครดิต และเดบิต ที่มีอุปกรณ์จำนวนผู้ใช้บัตร และจำนวนเครื่องรับบัตรที่กระจุกตัวในร้านค้า ขนาดใหญ่  โดยความร่วมมือนี้ได้ประกาศชัดเจนเมื่อพฤษภาคม 2560 ก่อนธนาคารนำไปต่อยอดเป็นบริการให้กับลูกค้า ซึ่งในวันนั้นคาดการณ์ธนาคารจะสามารถให้บริการลูกค้าได้ในไตรมาส 4ปีเดียวกัน

เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ธนาคารกสิกรไทย และไทยพาณิชย์ 2 ธนาคารแรกที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ทดลองให้บริการ QR Code ชำระสินค้าและบริการอื่นบน Regulatory Sandbox ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย พัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นพื้นที่ทดลองเทคโนโลยีด้านการเงินในวงจำกัดก่อนเปิดให้บริการในวงกว้าง ด้วยเหตุผลคือเป็น 2 ธนาคารแรกที่ให้ความสนใจขออนุญาตทดลองระบบดังกล่าวในบางพื้นที่ที่ขอเปิดให้บริการ เปิดตัวบริการพร้อมกันในวันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมีธนาคารกรุงเทพ กรุงไทย กรุงศรี ออมสิน ทีเอ็มบี ธนชาต รอการอนุมัติเป็นเฟสถัดไป

จึงไม่แปลกเลยที่จะเห็นไทยพาณิชย์และกสิกรไทย ลงกำลังโปรโมทบริการ QR Code พร้อมกับแคมเปญการตลาด educate ลูกค้า ไปพร้อมๆ กับผลักดันให้เกิดการใช้งาน สร้างประสบการณ์ความง่าย เพื่อให้ลูกค้าติดอกและติดใจใช้อย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดนี้ใครเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าได้มากกว่า เร็วกว่าคนนั้นได้ลูกค้าประจำไป เพราะ การชำระเงินผ่าน QR Code ในอนาคต ธนาคารค่ายไหนก็สามารถทำธุรกรรมได้

 

QR Code คือหนึ่งใน สังคมไร้เงิน

ธนาคารแห่งประเทศไทยวาง QR Code เป็นกลยุทธ์สำคัญในการชำระเงินในร้านค้าออฟไลน์และออนไลน์ เป็นหน้ากากให้กับผู้ซื้อในการโอนเงินจากบัญชีหนึ่งไปยังอีกบัญชีหนึ่งผ่าน Promptpay แก้ปัญหา eWallet ที่เปิดให้บริการในประเทศไทยไม่สามารถให้บริการร้านค้าข้างทางรับชำระเงินผ่านช่องทางนี้ได้ และยังเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงสังคมไร้เงินของร้านค้าทั่วไปไม่ต้องพึ่งเครื่องรับบัตร EDC ที่มีต้นทุนในการติดตั้งแต่ค่า Fee ในการบริการ

 

สร้างความเคยชินกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

เรียกได้ว่าทั้ง 2 ธนาคารทั้ง SCB ไทยพาณิชย์ และ KBank กสิกรไทย มองเห็นตัวเปิดเกมตลาดคือการเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันผู้บริโภคมากที่สุดเหมือนกันๆ โดยเน้นไปยังอาหารและเครื่องดื่ม ร้านสินค้าแฟชั่น การเดินทางในชีวิตประจำวัน เช่นวินมอเตอร์ไซค์ และเลือกพื้นที่นำรองทดลองบริการใกล้เคียงกันและทับซ้อนในบางพื้นที่ ได้แก่ ตลาดนัดจตุจักร แต่แตกต่างกันที่ดีเทลในการสร้างลูกค้าและการตลาด

SCB ใช้วิธีการปรับแอป SCB Easy โฉมใหม่หมดเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ที่มาพร้อมกับบริการชำระเงินผ่าน QR Code ภายใต้ชื่อ SCB Easy Scan ได้มีสีสันหวือหวา ที่สุดธนาคารหนึ่ง ด้วยการสร้างประสบการณ์การชำระสินค้าและบริการจริง ผ่านกองทัพโรดโชว์สโตล์ ธนา เธียรอัจฉริยะ รักษาการ CMO ไทยพาณิชย์ ที่เปิดเกมสร้างประสบการณ์ การใช้แอป SCB Easy แสกน QR Code ชำระเงิน ด้วยตัวเองในตลาดนัดจตุจักร ในร้านค้าที่เปิดรับชำระเงินผ่าน QR Code และอื่นๆ

ซึ่งก่อนโรดโชว์ ทาง SCB ได้เข้าไปเอ็ดดูเคทประโยชน์ที่ร้านค้าจะได้จาก QR Code และความสะดวกสบายของลูกค้าสร้างความเข้าใจกับพ่อค้าแม่ค้าก่อน

รวมถึงซัพพอร์ตค่าบริการวินมอเตอร์ไซค์ที่พหลโยธิน 34 ให้ผู้ใช้บริการจ่ายวินมอเตอร์ไซค์ราคาถูกในช่วงเวลาที่กำหนด ก่อนขยายไปยังวินอื่นๆ นำร่อง 200 คันตามแนวรถไฟฟ้าให้เปิดรับค่าโดยสารผ่าน QR Code เพื่อสร้างความคุ้นเคยในการใช้บริการจนกลายเป็นความเคยชิน  เพราะเป้าหมายของ SCB คือยอดผู้ใช้ SCB Easy 8 ล้านรายในสิ้นปี 61

 

จ่ายแอปไหนก็ได้แต่ผู้รับขอเป็น KBank

ธนาคารกสิกรไทยการตลาดอาจจะดูไม่หวือหวาเท่าเพียงแค่เพิ่มฟีเจอร์สแกน QR Code ลงไปใน แอป K-Mobile Banking Plus พร้อมไอคอน QR Code เล็กๆ เขียนว่า “จ่าย” เพื่อให้ผู้ใช้รับรู้ว่าปุ่มนี้คือปุ่มจ่ายเงินด้วย QR Code

และหันไปเอาดีพัฒนาแอปใหม่ K PLUS SHOP แอป แอปสำหรับพ่อค้าแม่ขาย เพื่อช่วยการจัดการเงินในบัญชีได้ทันทีพร้อมมีการแจ้งยอดรายการ โดยสรุปยอดขายได้ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน โดยมีข้อแม้ว่า ผู้ใช้บริการ K PLUS SHOP จะต้องใช้บริการ K-Mobile Banking Plus ด้วย

การที่ KBank เลือกโฟกัสไปยังมุมคนขาย จากการมองโมบายแบงก์กิ้งธนาคารไหนก็จ่ายเงินได้ แต่กลุ่มผู้ขายเป็นกลุ่มที่มีเงินหมุนเวียนในแต่ละวันเป็นจำนวนเงินที่สูงซึ่งถ้าลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ KBank เป็นธนาคารหลัก ธนาคารสามารถต่อยอดไปยังบริการต่างๆ เช่นบริการสำหรับ SME และอื่นๆ ได้ นั่นหมายถึงรายได้ของธนาคารจะเพิ่มขึ้น

โดยพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ตั้งเป้าหมายว่าในสิ้นปี มีร้านค้าดาวน์โหลด K PLUS SHOP ไม่ต่ำกว่า 200,000 ร้านค้า และมีมูลค่าการทำธุรกรรม 800 ล้านบาท

เลือกทำตลาดด้วยการโปรโมทการใช้งาน QR Code ไปพร้อมๆ กับโปรโมท K PLUS SHOP ในสโลแกน ยิงปิ๊บ จ่ายปั๊บ แต่ในส่วนของ K PLUS SHOP มีโปรโมชั่นรับเครดิตเงินคืน 50 บาทเมื่อลูกค้าจ่ายเงินผ่าน QR Code เข้าบัญชีที่ผูกกับ K PLUS SHOP มากกว่า 300 บาทต่อหนึ่งรายการ สิ้นสุด 31 ธันวาคม 60 ดึงดูดให้พ่อค้าแม่ค้าสมัครแอปใช้บริการและโปรโมทเป็นกระบอกเสียงเชิญชวนลูกค้าของร้านให้จ่ายเงินผ่านช่องทางนี้ให้เกิดการใช้งานอย่าแพร่หลายมากขึ้น

 

จีน สู่ ไทย ทำไม QR Code ถึงน่าสนใจที่สุด

หลายประเทศในโลกนำ QR Code มาใช้เป็นเครื่องมือในการชำระเงิน โดยประเทศจีนมีความโดดเด่นที่สุด

การใช้ QR Code ชำระเงินในจีนเป็นฟังกัชั่นที่นิยมมากที่สุดในการชำระเงินผ่าน ePayment มาจากความสะดวกไม่ต้องพกเงินสดและเงินทอน ไม่ต้องกดเบอร์บัญชี หรือเบอร์โทรศัพท์ลดปัญหาเงินหาย หรือถูกมิจฉาชีพวิ่งราว เพียงเปิดแอป ePayment ที่มีผู้ให้บริการหลักคือ Alipay จาก Alibaba และ “WeChat Pay” จาก Tencent ก็สามารถจ่ายได้อย่างง่ายดาย และสามารถชำระเงินสกุลย่อยๆ อย่างเงินเจี่ยว (ประมาณเงินสตางค์บ้านเรา) ได้ เพราะปัญหาของประเทศจีน คือร้านค้าไม่มีเงินเจี่ยวทอนให้ลูกค้าและส่วนใหญ่ถ้ามีการซื้อขายเป็นเงินเจี่ยวขึ้นร้านค้าจะปัดเศษขึ้นหรือตัดเศษทิ้งเพื่อความง่าย และการที่จีนเข้าสู่สังคมไร้เงินนั้น ส่วนหนึ่งจากการลดปัญหาเงินปลอมในระบบที่ถูกปลอมขึ้นเป็นจำนวนมาก และจากข้อมูลของ FT Confidential Research 2016 อ้างอิงโดยธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าคนใช้จ่ายเงินผ่าน ePayment สูงกว่าเงินสดกับบัตรเครดิตรวมกัน

โดยประเทศจีนการใช้ QR Code จะต่างจากประเทศไทยคือเป็น QR Code ที่ generate ขึ้นมาเฉพาะของ แอป ePayment นั้นๆ โดยในประเทศจีนมีแอปให้บริการ ePayment มากกว่า 20 แอป บางแอปให้บริการเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น

ต่างจากประเทศไทย เป็น QR Code เดียวที่เป็น standard ใช้กับแอปโมบายแบงก์กิ้งได้ทุกแอป เหมือนกับประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศแรกที่ร่วมมือกับ วีซ่า มาสเตอร์การ์ด อเมริกันเอ็กซ์เพรส จัดทำ one QR Code มาตรฐานเดียวที่สามารถใช้ร่วมกันได้

โดย QR Code ในประเทศไทยมี 2 รูปแบบคือ

1 เป็น QR Code บัญชี Promptpay ของผู้ขายโดยให้ผู้ซื้อเป็นผู้กรอกจำนวนเงินทีต้องการชำระเอง เหมาะสำหรับร้านค้าที่มีสินค้าจำนวนมาก แต่ข้อเสียคือมีโอกาสกรอกจำนวนเงินผิด

2.QR Code ที่ระบุจำนวนเงินและเลขบัญชี ผู้ซื้อสามารถกดโอนเงินได้ทันที เหมาะสำหรับร้านค้าที่มีสินค้าหรือบริการน้อยชิ้น

และจากการลองใช้งานชำระเงินผ่าน QR Code ของ Marketeer พบว่า ขั้นตอนในการเข้าแอปและชำระเงินค่อยข้างหลายขั้นตอน ไปนิดแม้จะใช้เวลาไม่นานก็ตาม ตั้งแต่ 1.เปิดแอปโมบายแบงก์กิ้ง 2.ใส่พาสเวิร์ด 3.กดเปิดใช้งานฟังก์ชั่น QR Code 4. สแกน QR Code ระบบเด้งไปยังหน้าจ่ายเงิน 5.กรอกจำนวนเงินและกดชำระเงิน ซึ่งในชีวิตจริง บางครั้งการควักเงินสดออกมาจ่ายง่ายกว่า

แต่ในวันนี้ QR Code ในประเทศไทย เพิ่งเริ่มต้น ซีเคียวริตี้ และสร้างความมั่นใจในการชำระเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในอนาคต Marketeer เชื่อว่าธนาคารจะปรับการใช้งานลดขั้นตอนให้น้อยลงกว่านี้ได้แน่นอน  

 

Marvel –Line เปิดศึกพื้นที่สวนสนุกดิจิทัล Theme Experience Attraction

 

ประเทศไทยใครๆ ก็อย่างเที่ยว ยืนยันได้จากปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวไทยมากถึง 32.58 ล้านคน เติบโต 8.91% โดยกรุงเทพมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามามากถึง 18.93 ล้านราย ยังไม่รวมนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางจากต่างจังหวัดเข้ามาท่องเที่ยวมากถึง 12.52 ล้านราย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะกระจุกอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวเดิมๆ เพราะที่ผ่านมาหลายๆ ปีนี้ยังไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากได้

Theme Experience Attraction เทรนด์นี้กำลังมา

ในเมื่อนักท่องเที่ยวมีจำนวนมหาศาล และเป็นโอกาสของการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้น Theme Experience Attraction ที่ใช้เทคโนโลยี VR และ AR สร้างประสบการณ์การมีส่วนร่วมกับตัวละครในโลกเสมือนจริง หรือ จึงกลายเป็นเทรนด์ของการท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ เพราะวันนี้มีทั้ง Line Village ที่ประกาศก่อนหน้านั้นว่าจะเปิด Line Village Adventure Park แห่งแรกในโลกที่ประเทศไทยในไตรมาส4/17 นี้ บนพื้นที่สยามสแควร์วัน  มีจุดเด่นคือการนำเทคโนโลยี ผสมผสานคอนเทนต์คาเรคเตอร์ไลน์เฟรนด์ 6 คาเรคเตอร์หลัก ได้แก่ Brown Cony Moon James Boss และ Choco ให้ออกมาโลดแล่นในโลกแห่งความจริงในรูปแบบอินเทอร์แอคทีพที่สามารถถ่ายรูปเล่นกับคาเรคเตอร์เหล่านั้นได้ในราคาค่าบริการ 800 บาท ใช้เวลาเข้าชม 1 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ หลังจากมิถุนายน 2017 เปิดให้บริการ Line Village Shop จำหน่ายสินค้า Line Friend ไปก่อนหน้านั้น บนพื้นที่ทั้งหมดรวม 1,500 ตร.ม.

และล่าสุด The Marvel Experience ก็ตามมาติดๆ โดยนพปฎล เจสัน จิรสันติ์ และ สุรเกียรติ เทียนทอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ฮีโร่ เอ็กซ์พีเรียนซ์เป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์ The Marvel Experience ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในสหรัฐอเมริกา เข้ามาให้บริการในประเทศไทย เป็นที่แรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  มีจุดเด่นคือมีทั้งร้านอาหารฮีโร คาเรคเตอร์ ร้านขายของที่ระลึก และโซน ดิจิทัล ไฮเปอร์ เรียลลิตี้ นำฮีโร่ ยอดนิยมของมาร์เวลมากกว่า 30 คาเรคเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น S.H.I.E.L.D กัปตันอเมริกา ไอรอนแมน สไปเดอร์แมน  แบล็ควิโดว์ วูล์ฟเวอรีน เดอะฮัลค์ และอื่นๆ จากฮีโร คาเรคเตอร์ของมาร์เวล ที่มีอยู่ทั้งหมดมากกว่า 8,000 คาเรคเตอร์ มาผสมผสานกับเทคโนโลยี VR และ AR ให้นักท่องเที่ยวเข้ามามีส่วนร่วมในบทบาทต่างๆ ของคาเรคเตอร์มาเวลที่เป็นสถานที่ต่างๆ รวมถึงประเทศไทยๆ ในระยะเวลาการเข้าชมมากกว่า 2 ชั่วโมง บนพื้นที่รวมทั้งหมดมากกว่า 10,000 ตร.ม. เทียบความสูงเท่ากับอาคาร 6 ชั้น บนถนนบางนา คาดเปิดให้บริการ ต้นไตรมาส2/18 ในต่างประเทศคิดค่าบริการ 35USD หรือประมาณ 1,050 บาท ส่วนประเทศยังไม่ได้กำหนดราคาที่ชัดเจน

นักท่องเที่ยวต่างชาติคือโอกาสธุรกิจ

การเปิด Line Village Adventure Park และ The Marvel Experience มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนหนึ่งเข้ามาใช้บริการ โดย

Line Village คาดการณ์ผู้ใช้บริการ 12 ล้านคนในปี 2018 ทั้งในส่วนของ Line Village Shop และ Line Village Adventure Park แบ่งเป็นต่างชาติและคนไทย 50:50 โดย 50% ของรายได้มาจาก Line Village Adventure Park สิ่งที่ทำให้ Line Village มั่นใจถึงทราฟิกเฉลี่ยเดือนละ 1 ล้านคนมาจากคาเรคเตอร์ไลน์เป็นคาเรคเตอร์ที่ชาวเอเชียรู้จักเป็นอย่างดี และหลงใหลในความมุ้งมิ้งของคาเรคเตอร์ โดยเฉพาะบราวน์ ซึ่งเป็นคาเรคเตอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด

ส่วน The Marvel Experience ต้องการนักท่องเที่ยว 1 ล้านราย ใน 3 เดือนแรกของการเปิดตัว หรือตกเฉลี่ยวันละ 1.1 หมื่นราย โดย capacity รับได้สูงสุด 1.3 หมื่นรายต่อวัน โดยเน้นไปยังนักท่องเที่ยวต่างชาติ 70% และชาวไทย 30%

การที่ The Marvel Experience มองนักท่องเที่ยวต่างชาติคือตลาดหลัก Marketeer มองว่าเพราะแฟนคลับมาร์เวลส่วนใหญ่จะอินกับฮีโร่ไม่กี่ตัว และโอกาสที่จะกลับมาเยี่ยมชมในโซน ดิจิทัล ไฮเปอร์ เรียลลิตี้ ที่เก็บค่าบริการผู้เข้าชมคงไม่บ่อยเท่าไรนัก การเจาะตลาดนักท่องเที่ยวจึงเป็นทางออกที่เฟอร์เฟคกว่า

โดย The Marvel Experience ใช้วิธีการร่วมมือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บรรจุ The Marvel Experience เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวในปฏิทินการท่องเที่ยวไทย จากการวางตัวเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของครอบครัวซึ่งตรงกับนโยบายของการท่องเที่ยวและกีฬาที่ต้องการโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวดึงดูดนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยวเป็นครอบครัวมากขึ้น จากในปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวเอเชีย 70% เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยในรูปแบบครอบครัว และร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเดินสายโรดโชว์โปรโมทตามต่างประเทศสร้าง Awareness ให้เกิดขึ้น ผลักดันให้เกิดทราฟิกจริงด้วยการจับมือกับบริษัททัวร์ และรถนำทัวร์ บรรจุ The Marvel Experience เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพ

ในวันนี้ยังคงทำนายไม่ได้ว่า Theme Experience Attraction จะฮิตตามคำนายหรือไม่ เพราะสถานที่ท่องเที่ยวทั้ง 2 แห่งยังไม่เสร็จ แต่ก็เป็นนิมิตรหมายอันดีว่าตลาดท่องเที่ยวไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพจนใครๆ ก็อยากเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างรายได้เข้าประเทศ

ทำไม Bike Sharing ส่อแววไม่รอดในไทย

Bike Sharing คือ บริการให้เช่าจักรยาน แต่ความต่างจากการเช่าจักรยานแบบเดิม คือ ไม่ต้องเอาจักรยานกลับไปคืนที่เดิม ไม่จำเป็นต้องเช่าทั้งวัน และค่าบริการก็ถูกแสนถูก

เมื่อลองพิจารณาดูปัจจัยหลายๆ ด้าน ธุรกิจ Bike Sharing ดูจะสมบูรณ์แบบไปหมด เพราะยิ่งคนปั่นเท่าไหร่ ยิ่งลดปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยสู่โลกเท่านั้น และผู้บริโภคก็เข้าถึงการเดินทางที่สะดวกขึ้นในต้นทุนที่ถูกลงมากๆ

แต่ความเป็นจริงไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะ Bike Sharing ในไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ และจะบอกว่าไม่ประสบความสำเร็จนั้นก็พูดไม่เต็มปาก ขอใช้คำว่า “กระแสเงียบมาก” ก็แล้วกัน และในโอกาสที่ ‘Mobike’ Bike-Sharing จากจีนกำลังจะเปิดตัวในไทย เรามาดูกันทีละเคสไปเลย

 

1.ปันปั่น โดย กรุงเทพมหานคร

โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2556 โดยมีจักรยานเริ่มต้น 330 คัน สถานีจอด 50 สถานี และกระจุกอยู่ในรัศมี 2 กิโลเมตรรอบๆรพ.จุฬาลงกรณ์  และจากนั้นมาก็ไม่เคยได้ยินข่าวสารการลงทุน รายงานความคืบหน้า หรืออะไรอีกเลย ลองไปค้นหาคำว่าปันปั่นในข่าวสารของ Google ก็เจอแต่ ปันปันที่เป็นดารา ลองไปค้นหาใน Pantip ก็เป็นกระทู้ตั้งแต่ปี 2556 ลองไปดูรีวิวใน Facebook ที่มียอดคนติดตาม 8,000 คน รีวิวจากผู้ใช้ก็น้อยมาก และก็บ่นไปในทิศทางเดียวกัน.. ระบบมีปัญหาบ่อย

คุณจะปั่นไปไหนก็ได้ แต่ต้องกลัมาคืนที่ 50 จุดนี้ แต่ถ้าเกิน 8 ชั่วโมง คิด 100 บาท

ฉะนั้นตอนนี้คงได้แต่รอเวลาแล้วว่าจะเอายังไงต่อไปกับโครงการนี้ สถานีทั้ง 50 สถานี จะเปลี่ยนไปทำที่จอดจักรยานสำหรับ Bike-Sharing เจ้าอื่นดีรึเปล่า? สิ่งเดียวที่เห็นจากปันปั่นคือ ตอนนี้หันไปทำอีเวนต์อย่างจริงจัง ทั้งงานการกุศล และกิจกรรมปั่นจักรยานในต่างจังหวัด

 

2.โครงการจักรยาน ม.เกษตรศาสตร์

ม.เกษตรฯ บุกเบิกเรื่องจักรยานมาตั้งแต่ปี 2552 เพื่อต้องการมุ่งสู่ Green University และก็ต่อสู้พัฒนาเรื่อยมาจนถึงปี 2560 ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ ผู้รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยอมรับว่าโครงการที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะปัจจัยหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นค่าบำรุงซ่อมแซมจักรยาน ระบบการเช่ายืมแบบแลกบัตร และจำนวนจักรยานไม่พอ

ระบบการจัดการแบบบ้านๆ ในปี 2558

ตอนนี้ ม.เกษตร จึงร่วมมือกับ Mobike ในการนำจักรยานเข้ามาแทนที่จักรยานเดิม ซึ่งจุดเด่นของ Mobike ก็น่าจะกลบข้อเสียเดิมได้หมด ไม่ว่าจะเป็นค่าบำรุงรักษา จอดตรงไหนก็ได้ และก็เทคโนโลยีสำหรับคนรุ่นใหม่… ถ้ารวมข้อดีของ ม.เกษตรฯ ที่มีเลนจักรยานที่มีระเบียบ กับ ระบบจักรยานที่มีคุณภาพที่ดังไปทั่วโลก หากทำในรั้วมหาลัยไม่สำเร็จ ตามท้องถนนทั่วไปก็คงยาก

 

3.CU Bike โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จุฬาฯ เองก็จับมือกับ ปันปั่น ในการทำระบบนี้ให้เป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งก็ดูดีกว่าปันปั่นเล็กน้อย เพราะพื้นที่ของมหาวิทยาลัยชัดเจน และนิสิตก็มีความจำเป็นต้องเดินทางในมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว แต่ก็เช่นเคยระบบนี้เปิดตัวปี 2558 แต่ Facebook ของ CU Bike มีคนไลค์ 2,000 คน ข่าวสารที่อัพเดตล่าสุด คือ ตอนเดือนกรกฎาคม 2559 ในเว็บไซต์ก็แทบไม่มีการอัพเดตอะไร ในโลกโซเชียลก็ไม่มีใครมารีวิวอะไรทั้งสิ้น

สาเหตุที่โครงการนี้ไม่ฮิตนั้น มาจากหลายปัจจัย 1.กลุ่มนิสิตมักทำกิจกรรมกันเป็นกลุ่ม การมีจักรยานแค่ 100 คัน กับปริมาณนิสิตหลักหมื่น ไม่ทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้ 2.การสมัครครั้งแรกที่ยุ่งยาก ถ้าไม่ใช่คนที่ตั้งใจมาลองจริงๆ วิธีอื่นเร็วกว่า 3.ระบบรถป๊อป (Shuttle Bus) ก็ครอบคลุมทุกที่ในมหาลัย สามารถขึ้นได้ทันที ไม่เสียเงินด้วย

 

4.Biky โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พยายามจะพัฒนาสู่ Smart Cities ด้วยการสร้างระบบพลังงาน อาคาร และสถานที่ให้เป็นมิตรกับธรรมชาติ โดยจักรยาน Biky นั้นก็เป็นหนึ่งในแผนงาน Smart Cities  เช่นกัน โดยระบบการยืมจักรยานนั้นก็เหมือนกับทั้ง 3 โครงการด้านบนคือ มีสถานีให้บริการตามจุดต่างๆ มีจักรยาน 160 คัน ใน 10 สถานี และใช้บัตรนักศึกษาในการยืม

ในเมื่อใช้ระบบเดียวกัน ก็ไปไม่รอดเช่นกัน ทำให้ตอนนี้ได้พัฒนาโครงการเป็น aBiky แทน โดยร่วมมือกับ ofo ผู้ให้บริการ Bike Sharing ระดับโลกจากจีน ซึ่งก็เป็นระบบเดียวกับที่ ม.เกษตร ร่วมมือกับ Mobike

นี่เป็นแค่ตัวอย่างเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายมหาวิทยาลัยที่ทำและไม่เวิร์คเช่นกัน

 

Timeline ของ Bike Sharing ในไทย

เฟส 1 : คนไทยทำกันเอง ปี 2552- 2560

จะเห็นได้ว่าระบบการเช่าจักรยานของไทยก่อนหน้านี้เป็นระบบปิดใช้ในองค์กรเท่านั้น แต่ก็ยังเกิดปัญหามากมาย

1.มีการจำกัดพื้นที่ ไม่ว่าจะขับไปที่ไหน สุดท้ายก็ต้องกลับมาคืนที่สถานี
2.ระบบหลังบ้านที่ไม่แข็งแรง จึงเกิดความผิดพลาดอยู่เรื่อยๆ
3.ค่าบำรุงรักษาจักรยาน และต้นทุนการดำเนินงานที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้น

 

เฟส 2 : ร่วมมือกับมืออาชีพ ปี 2560- เป็นต้นไป

เมื่อเกิดความผิดพลาดจากข้อแรก ม.ธรรมศาสตร์ และ ม.เกษตรฯ จึงหันไปพึ่ง ofo และ Mobike ตามลำดับ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาได้ดังนี้

1.มีระบบ Smart Lock ทำให้จอดที่ไหนก็ได้ ขอแค่เป็นระเบียบ
2.มีระบบ GPS ทำให้หาจักรยานเจอ วิเคราะห์ความต้องการการใช้ และเพิ่มปริมาณจักรยานได้เหมาะสม
3.ทุกอย่างจบในสมาร์ทโฟนทั้งการสมัคร การปลดล็อค และการจ่ายเงิน

Startup ทั้ง ofo และ Mobike เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจักรยาน มีทีมคิดค้นและวิจัยจักรยาน ผลิตในประเทศจีนบ้านเกิดทำให้ราคาถูก และเปิดตัวมากกว่า 150 เมืองทั่วโลก ถึงแม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้น 10 บาท แต่ถ้าระบบดีจริง ค้นหาจักรยานได้แม่นยำ ปลดล็อคได้รวดเร็ว เงินค่าเดินทาง 10-20 บาทต่อวัน ก็เป็นเรื่องที่รับได้ของนักศึกษา

 

เฟส 3 : เปิดตัวสาธารณะเต็มรูปแบบ (ยังไม่เริ่ม)

แนวคิดของ Bike Sharing คือ คุณสามารถปั่นได้ทุกที่ ปั่นได้ทุกเวลา และราคาประหยัด แต่ตอนนี้ทั้ง ofo และ Mobike ก็ยังเริ่มภายในพื้นที่ปิดก่อน ยังไม่เปิดให้ใช้ได้ทุกที่ เพราะอุปสรรคเหล่านี้

1.เลนจักรยาน : หากเป็นประเทศที่รถน้อย และขับกันอย่างระมัดระวัง เลนจักรยานแทบไม่จำเป็น เพราะทุกคนถ้อยทีถ้อยอาศัยกันไป แต่สำหรับไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องรถติด มอเตอร์ไซค์เยอะ จึงไม่มีใครอยากเอาชีวิตไปเสี่ยงบนท้องถนน เพราะฉะนั้นเลนจักรยานจึงจำเป็นอย่างยิ่งถ้าอยากให้กรุงเทพฯเป็นเมืองจักรยานจริงๆ และมีแล้วก็ต้องสร้างสามัญสำนึกให้มอเตอร์ไซค์และรถเข็นไม่ลงไปในเลนจักรยานด้วย

2.สภาพทางเท้า : ในบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สามารถปั่นจักรยานบนทางเท้าได้เลย เพราะทางเท้ากว้างถึง 3-5 เมตร ในขณะที่ไทย ต่อให้เคลียร์รถเข็นออกไปแล้ว บางที่ก็มีแค่ 2-3 เมตร แถมพื้นก็ไม่เรียบเสมอกันอีกด้วย มีเพียงหน้าโรงแรม หน้าห้างสรรพสินค้า และสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น ที่มีที่เรียบพอให้ปั่นจักรยานได้

3.สภาพอากาศ : เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยมีแค่หน้าร้อนกับร้อนมากเท่านั้น การปั่นจักรยานไปทำงานระยะทางไม่กี่โลก็ทำให้เหงื่อท่วมไปทั้งตัวได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โอกาสของ Bike-Sharing ในช่วงเริ่มต้น ก็มีอยู่มากในประเทศไทยเพราะตามมหาวิทยาลัยในไทยก็มีเป็นร้อยแห่ง หรือในกรุงเทพฯ เช่น ลงจากรถไฟฟ้าแล้วปั่นจักรยานไปทำงาน ปั่นจักรยานในแหล่งท่องเที่ยว ปั่นตามสวนสาธารณะ เป็นต้น

ซึ่งถ้ากระแสนี้ถูกปลุกจริงๆ และมี Bike Sharing เจ้าอื่นๆ เข้ามาในตลาดเพิ่ม อาจเกิดภาพสุสานรถจักรยานในไทยเหมือนจีนก็เป็นได้

The Battle : ทำไม Tsutaya ในญี่ปุ่นยังมีลมหายใจ ?

หากใครอายุ 30 ปีอัพ เชื่อว่าต้องรู้จักหรือเคยใช้บริการร้าน Tsutaya เช่าม้วนเทปหรือแผ่นหนัง CD ไปนอนดูที่บ้านแบบฟินๆ

โดยย้อนอดีตกลับไป Tsutaya เข้ามาในเมืองไทยในช่วงปี 2537 ด้วยการที่ตระกูลพละพงษ์พาณิช ได้ขอซื้อแฟรนไซส์จากบริษัท คัลเจอร์ คอนวีเนี่ยน คลับ จำกัด (มหาชน) โดย ณ เวลานั้นเป็นต้องบอกว่า “มาถูกทาง” เพราะธุรกิจร้านเช่า – ซื้อ วีดีโอ  ณ เวลานั้นเป็นความบันเทิงราคาถูกแค่ 30 บาทก็สามารถดูหนังทั้งครอบครัว และตรงนี้เองที่ทำให้ทั้ง แมงป่อง,Tsutaya โกยเงินตุงกระเป๋า

ย้อนรอย โดมิโน่Tsutaya ในไทย

โดยเฉพาะ Tsutaya ที่ ณ เวลานั้นขยายสาขาอย่างรวดเร็วภายใน 3 -4 ปีมีถึง 120 สาขาทั่วประเทศและมีสมาชิกมากกว่า 770,000 คน แต่แล้วฝันร้ายก็มาถึง

“เมื่อความบันเทิงราคาถูก แพ้ทางของฟรีในโลกออนไลน์” ในยุคที่ผู้ชมทิ้งแผ่น DVD แล้วหันไปเสพ Content หนังและเพลงแบบฟรีๆ  ทั้งในรูปแบบ load bittorrent ดูผ่านเว็บไซต์,และ Youtube ตรงนี้เองที่ทำให้แม้แต่ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Blockbuster เองต้องล้มละลายปิดทั้ง 3,000 สาขาที่อยู่ในมือ พร้อมกับผันตัวเองไปสู่การขายในรูปแบบ  Digital     

ไม่ต่างกับ Tsutaya ในไทยที่ทยอยปิดสาขาทั้งหมดลงอย่างรวดเร็วเหมือน “โดมิโน่” ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยในยุค Digital life

3 เหตุผลที่คนญี่ปุ่นยอมจ่าย

คำถามคือแล้วทำไม Tsutaya ต้นตำรับอย่างในประเทศญี่ปุ่นกลับยังสามารถมีลมหายใจอยู่แม้จะไม่หวือหวาเหมือนอย่างในอดีต แต่ Tsutaya ก็ยังมีคนญี่ปุ่นเดินเข้าออกใช้บริการอย่างถี่ยิบ

จากโอกาสที่ Marketeer ได้เดินทางสำรวจ Tsutaya ในจังหวัด มิยาซากิ ในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 3 สาขา ต้องบอกว่ายังเห็นคนญี่ปุ่นจำนวนมากที่ยังซื้อ-เช่า แผ่น DVD เพลงและภาพยนตร์ รวมถึงแมกาซีนแฟชั่น,และหนังสือการ์ตูน

ซึ่งสิ่งที่พูดมาเหล่านี้ล้วนกลายเป็นสินค้าที่รอนับวันถึงจุดจบหรือบางสินค้าก็หายสาบสูญไปแล้วจากในเมืองไทยอาทิ ร้านซื้อ – เช่าแผ่น DVD แทบจะไม่มีให้เห็น,สำนักพิมพ์ยิ่งใหญ่อย่าง วิบูลย์กิจ หยุดพิมพ์หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นที่ในอดีตเคยสร้างรายได้มหาศาล,ส่วนแมกาซีนแฟชั่นในบ้านเราก็ล้มหายตายจากไปหลายฉบับ

คำถามคือแล้วทำไมคนญี่ปุ่นไม่หันหลังให้ความบันเทิงดั้งเดิมแล้วมุ่งสู่การรับชมในโลกออนไลน์แบบเต็มตัว อันดับแรกสุดคือค่าครองชีพที่สูงเพราะรายได้สตาร์ทของเด็กจบปริญญาตรีที่ญี่ปุ่นคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ 80,000 บาท/เดือน (ไม่รวม OT ที่มีเกือบทุกบริษัท)  เพราะนั้นการซื้อหรือเช่าแผ่นหนัง,แมกกาซีน,หนังสือการ์ตูน ที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 80 – 1,000 บาท (250 – 2500 เยน ราคาเฉลี่ยทั้งในรูปแบบเช่าและซื้อขาด)  เพราะฉะนั้นการซื้อ DVD หนังและเพลง ถือเป็นสินค้าความบันเทิงราคาถูกสำหรับคนญี่ปุ่น

ข้อต่อมาการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงและภาพยนตร์ในประเทศญี่ปุ่นมีโทษที่รุนแรง อีกทั้งทางผู้ผลิตจำหน่ายแผ่น DVD, Blu Ray มีการรวมตัวกันเป็นองค์กร Association of Copyright for Computer Software เป้าหมายก็เพื่อจัดการขบวนการแผ่นเถื่อนและพวกเว็บไซต์ดูฟรีและเว็บไซต์โหลดไฟล์ปล่อยบิท

สุดท้ายที่ถือเป็นความแข็งแกร่งที่สุดนั้นคือ ความเชื่อของคนญี่ปุ่นที่ว่าความบันเทิงทุกชนิดต่างมีต้นทุนทางความคิด เพราะนั้นหากอยากให้มี Content คุณภาพเสพไปเรื่อยๆ ในอนาคตก็ควรที่จะสนับสนุนสินค้าที่ถูกลิขสิทธิ์

ถึงจะอยู่ รอดแต่ก็ต้องปรับตัว

แม้พฤติกรรมคนญี่ปุ่นจะยอมจ่ายกับสินค้าที่ถูกลิขสิทธิ์ แต่ก็ใช่ว่า Tsutaya จะไม่ปรับตัวเองมาสู่โลกยุคดิจิตอล ด้วยการมีขายสินค้าออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ https://tsutaya.tsite.jp/ รวมไปถึงไม่ได้หยุดแค่ธุรกิจ เช่า – ซื้อ ภาพยนตร์, หนังสือการ์ตูน,แผ่นเพลง แต่ยังขยายไปสู่ธุรกิจขายแผ่นเกมทั้ง Playstation 4, Nintendo และเกมอื่นๆ,รวมไปถึงบางสาขาก็มี Smartphone วางขายอยู่ด้วย

รวมไปถึงการเปิดและปรับปรุงร้านให้ดูทันสมัยมากขึ้นเพราะฐานลูกค้าหลักของ Tsutaya คือกลุ่มคนอายุ 20 – 35 ปี ทำให้บางสาขามีโซน City Library ห้องสมุดสุดเริ่ด ขณะเดียวกันก็ยังมีแพลตฟอร์มร้านรูปแบบใหม่ๆในประเทศญี่ปุ่นที่มุ่งไปสู่ธุรกิจค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้า ภายใต้ชื่อ Tsutaya Electrics

แต่ที่ต้องตามดูกันต่อไปยาวๆ นั้นคือ Tsutaya ในญี่ปุ่นจะยืนหยัดรักษาความแข็งแกร่งของตัวเองที่ทำธุรกิจมานาน 32 ปี มีสาขาๆ 1,000 สาขาในประเทศญี่ปุ่นได้อีกนานแค่ไหน ?

ตัวชี้วัดความอยู่รอดนั้นอยู่ที่ไลฟ์สไตล์และความเชื่อของผู้บริโภคญี่ปุ่นว่าจะยอมก้าวไปสู่โลกความบันเทิงออนไลน์ ในยุคที่ภาพยนตร์และเพลงสามารถรับชมผ่านออนไลน์, การ์ตูนมังงะอ่านผ่านแอพพลิเคชั่น

ทั้งหมดที่กล่าวมาคือ สินค้าราคาถูกจนไปถึงของฟรี ที่กำลังถูกจริตของคนเกือบทั่วโลก

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม

 

 

 

The Battle : “อิชิตัน” ขวดชาที่อยู่บนหลังเสือ

แง่ปริมาณลดลงจาก 111 ล้านลิตรเหลือ 95 ล้านลิตร ติดลบ 14.3% ในขณะแง่มูลค่าอยู่ที่ 3,187 ล้านบาทติดลบ 12 % ข้อมูลทั้งหมดคือตัวเลขความตกต่ำของตลาดชาพร้อมดื่มไตรมาสแรกปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว (ที่มา : นีลเส็น)

“อิชิตัน” เองก็เจอมรสุมนี้อย่างหนักหน่วงด้วยยอดขายที่ลดลงอย่างน่าตกใจ อีกทั้งในไตรมาสแรกของปี 2560 เองก็ยังมีส่วนแบ่งการตลาดเหลือแค่ 24.9% ในขณะที่โออิชิมีส่วนแบ่ง 40% ( ที่มา : นีลเส็น)

แคมเปญแรกของปีล้มเหลว แต่ก็ต้อง เดินหน้าต่อ

ซ้ำร้ายไปกว่านั้นแคมเปญหน้าร้อนที่ปีนี้ให้ลูกค้าชิงโชคทัวร์เจแปนสุดหรู เคียงคู่ 40 ซุปตาร์ ที่ถือเป็น “ไม้ตาย” ของทุกปีก็ไม่ถึงเป้าหมาย ถึงตัน ภาสกรนที ประธานกรรมการบริษัท เองก็ยอมรับว่า “ยอดขายไม่ได้วิ่งตามค่าใช้จ่ายของแคมเปญนี้”

สรุปง่ายๆ แคมเปญหน้าร้อนที่ผ่านมา “อิชิตัน ขาดทุน” เหตุผลที่พอจะคาดเดาได้ คือผู้บริโภคเริ่มชินชารู้สึกแคมเปญการตลาดของ “อิชิตัน” เป็นเรื่องปกติไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องซื้อดื่มเพื่อเอาฝาไปกดรหัสลุ้นโชคเหมือนอย่างในอดีต

แล้วทำไม “อิชิตัน” ถึงยังเลือกจัดแคมเปญชิงโชคอีกครั้ง แบบติดๆ ในเวลาที่ห่างกันแค่ 3 เดือนโดยล่าสุดคือ “รหัสทอง ปลดหนี้ หมื่น แสน ล้าน” มีมูลค่ารางวัลรวมกันทั้งหมด 39 ล้านบาท โดยใช้กติกาง่ายๆเหมือนเดิมคือ ให้ผู้บริโภคส่ง SMS รหัสใต้ฝาจากนั้นก็ค้นหาผู้โชคดีแจกทองมูลค่า 1 ล้านบาท 1 รางวัล รางวัล 2 ทองคำมูลค่าแสนบาท 2 รางวัล รางวัลที่ 3 ทองคำมูลค่า 1 หมื่นบาท 300 รางวัล ที่น่าสนใจคือรางวัลทั้งหมดที่กล่าวมาแจกทุกวันนานถึง 40 วัน ยกเว้นวันเสาร์ – อาทิตย์ อีกทั้งในเว็บไซต์อิชิตันเองก็ประกาศผู้โชคดีแบบรายวัน ซึ่งต้องบอกว่าเป็น “หวยชาเขียวรายวัน” อย่างแท้จริง

3 เหตุผลของการ แจกทอง 1 ล้านรายวัน

เหตุผลแรกสุดต้องบอกว่าช่วง 1 -2 ปีที่ผ่านมายอดขาย “อิชิตัน” นั้นถูก “โออิชิ”​ มียอดขายทิ้งห่างไปไกลพอสมควร การใช้แคมเปญ “แจกทอง” แบบรายวันที่ลงทุนไปถึง 39 ล้านบาทก็เพื่อกระตุ้นยอดขายแต่จะได้คุ้มเสียหรือไม่นั้น ยอดขายในช่วงเดือนสิงหาคม – สิ้นเดือนกันยายน จะเป็นตัวให้คำตอบได้ดีที่สุด

เหตุผลต่อมาคือแคมเปญนี้  “247” สินค้าใหม่ของ “ตัน” ก็สามารถลุ้นโชครวยรายวันได้ อีกทั้ง “ตัน” เองก็คาดหวังกับสินค้าใหม่ขวดนี้เป็นพิเศษเพราะ “ตัน” มองว่า ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังมีมูลค่า 3.6 หมื่นล้านบาทซึ่งมีมูลค่าใหญ่กว่าตลาดชาพร้อมดื่มถึง 3 เท่า

หากสามารถทำให้ 247 มีผู้บริโภคทดลองดื่มและคุ้นลิ้นชื่นชอบสามารถ “แจ้งเกิด” ขึ้นมาได้ ย่อมเป็นผลดีกับภาพรวมรายได้ของบริษัท ในสภาวะที่ตลาดชาพร้อมดื่มที่เป็นสินค้าหลักมีแต่ถดถอยต่อเนื่องมา 3 ปีติดๆ (ปีนี้ตลาดชาพร้อมดื่มก็ถูกคาดการณ์ว่าจะติดลบ)

เหตุผลสุดท้าย ตัน เองคงประเมินแล้วว่าหากไม่มีแคมเปญขับเคลื่อนยอดขายสุดท้ายผู้บริโภคจำนวนมากก็จะเลือกเครื่องดื่มอื่นๆ รวมถึงคู่แข่งอย่าง “โออิชิ” มาแทนที่ “อิชิตัน”

และที่น่าสนใจกว่านั้นเชื่อได้เลยว่า “ตัน” เองก็น่าจะรู้แล้วว่านี้คือ “จุดอ่อน” ของแบรนด์ตัวเองตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจ เมื่อสินค้ามียอดขายที่ผูกติดกับ “แคมเปญ & โปรโมชั่น” และเมื่อใดก็ตามที่แคมเปญไม่ถูกใจผู้บริโภคก็จะมียอดขายที่ล้มเหลว เพราะฉะนั้นทางออกของ “อิชิตัน” ก็ต้องค้นหาข้อเสนอใหม่ๆ มาเสิร์ฟให้ผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลาเพื่อมากระตุ้นให้เกิดการซื้ออย่างต่อเนื่อง

เป็นสิ่งที่ทุกสินค้าไม่อย่างให้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่ในเมื่อ “อิชิตัน” เลือกที่จะเดินทางนี้ตั้งแต่ก้าวแรกแล้วนั้นก็ไม่ต่างจากคำว่า “ขึ้นหลังเสือ เวลาลงลำบาก”

 

กำไรที่น้อยลงของ อิชิตัน

 

ด้วยการทำโปรโมชั่นแบบถี่ยิบแล้วเริ่มที่จะใช้ไม่ได้ผลเหมือนเดิมทำให้กำไรของ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป (จำกัด) มหาชน ลดน้อยลงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่นี้คงต้องมาตามลุ้นว่าในปี 2560 เมื่อปิดรอบบัญชี เส้นกราฟกำไร ของ อิชิตัน จะกลับทยานขึ้นหรือไม่

 

และที่น่าสนใจคือในขณะที่คู่แข่งคนสำคัญอย่าง “โออิชิ” กลับสามารถมีกำไรเป็นบวกขึ้นต่อเนื่อง

 

 

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม

 

ตลาดน้ำแร่ : ให้พลัง “แฟชั่น” พาหนี “สงครามราคา”

หลายคนอาจมองว่า การเข้ามาสู่ “ตลาดน้ำแร่” มูลค่า 3,800 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10% ของตลาดน้ำดื่มบรรจุขวดมูลค่า 35,000 ล้านบาท ของ 2 ยักษ์ใหญ่อย่าง “ช้าง” และ “เป๊ปซี่” ที่ใช้เวลาในช่วงเดียวกันเปิดตัวอย่างเป็นทางการในการบุก เพราะมองว่า ตลาดนี้ยังมีช่องว่างและการเติบโตอีกมาก ทว่าคำตอบของคำถามมีทั้งถูกและผิด

ที่ถูกคือใช่! ตลาดน้ำแร่ยังเติบโตได้มากกว่าน้ำดื่ม และที่ผิดคือการเติบโตไม่ได้เหมือนเดิมอีกแล้ว เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น ?

การเติบโตที่ “เปลี่ยนไป”

“ครึ่งปีแรกตลาดน้ำแร่เติบโตเพียง 6.8% ทั้งปีคาดว่าจะดันไปได้ที่ 8% น้อยกว่าปีก่อนที่โตราว 11% ทำให้ปี 2017 ตลาดน้่ำแร่ถือว่าโตน้อยสุดในรอบ 5 ปี ซึ่งปรกติแล้วจะเติบโตในระดับ 10-20% ต่อปี เหตุผลที่เข้ามากระทบตลาดในช่วงครึ่งปีแรกคือ หนึ่ง : ภาวะเศรษฐกิจ บางคนบริโภคน้ำบรรจุขวดเมื่ออยู่นอกบ้าน แต่ในวันนี้คนอยู่นอกบ้านน้อยลง เมื่อกลับมาที่บ้านก็ไม่ได้ดื่มน้ำบรรจุขวด เลยทำให้ตลาดโตไม่ได้อย่างปรกติ”

“สอง : ผู้เล่นในตลาดไม่ได้แอคทีฟเหมือนปรกติ เห็นได้จากโฆษณาน้อยลง มีเพียงเจ้าตลาดอย่างมิเนเร่ และเพอร์ร่าเท่านั้นที่ออกแคมเปญใหม่ แต่ที่เหลือหันไปเล่นราคาเพิ่มขึ้น ซึ่งมากกว่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนด้วยซ้ำ ทั้งนี้การทำอย่างนั้นไม่สามารถหวังผลได้ระยะยาว เนื่องจากน้ำแร่มีต้นทุนที่สูงกว่าน้ำดื่ม” ธิติพร ธรรมาภิมุขกุล ผู้อำนวยการกลุ่มการตลาด ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำแร่ตราเพอร์ร่า ฉายภาพความเป็นจริงของตลาดน้ำแร่ในครึ่งปีแรก

สงครามราคา” ที่ยาวนานขึ้น

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นเหรียญคนละด้านกับที่เคยเป็นมา นอกจากเศรษฐกิจที่ยังต้องระวังแล้ว ยังมี “สงครามราคา” ที่ยาวนานกว่าปรกติ หากจะฉายภาพให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ 6 เดือนแรกของปีบางแบรนด์เล่นเกมราคาหรือโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ยาว ถึง 5 เดือน บางแบรนด์ลดราคากระหน่ำเกือบเท่าน้ำดื่มเลยทีเดียว

เทียบให้เห็นภาพง่ายๆ คือ ปรกติแล้วน้ำเปล่าแพ็คละ 50-55 บาท (แล้วแต่แบรนด์) ส่วนน้ำแร่ 80-100 บาท พอเข้าสู่โหมดสงครามราคา น้ำแร่บางแบรนด์ลดลงมาเหลือเพียง 60 บาท ซึ่งต่างจากน้ำดื่มแค่ 5 บาทเท่านั้น หรือแม้กระทั่งทำเป็นแพ็คพิเศษซื้อ 6 แถม 2 หรือ ซื้อ 2 แถม 1 ก็มี

“สงครามราคาคงหลักเลี่ยงไม่ได้ในภาวะแบบนี้ แต่สำหรับเพอร์ร่าคงไม่ได้เล่นมากเท่ากับคู่แข่งเพื่อดึงยอดขาย เพราะการที่เล่นเรื่องราคา ผลสุดท้ายเมื่อมาร์จิ้นเหลือน้อยอาจต้องไปลดคุณภาพของสินค้า ซึ่งเพอร์ร่าไม่อยากทำอย่างนั้น สิ่งที่ทำคือให้สินค้าที่ดี ตรงใจ ในราคาที่ไม่จำเป็นต้องถูกที่สุด ”

โตจากการกินส่วนแบ่งของคู่แข่ง

เพราะไม่อยากเสี่ยงกับสงครามราคา เกมของเพอร์ร่าจึงจะโตด้วยการดึงส่วนแบ่งจากจากคู่แข่งแทน เนื่องด้วยผู้บริโภคดื่มน้อยลง ถ้าจะหวังโตจากอัตราการบริโภคคงจะช้าไปสักนิด จึงต้องหวังการสวิชท์แบรนด์ทั้งจากน้ำแร่ด้วยกันเอง หรือแม้ทั่งน้ำดื่มก็ตาม

“สำหรับเพอร์ร่าครึ่งปีแรกโต 9.8% อาจจะดูน้อยไปเมื่อเทียบกับเป้าหมายทั้งปีที่วางไว้ว่าจะเติบโต 46% คิดเป็นยอดขาย 51 ล้านลิตร หรือประมาณ 550 ล้านบาท นั้นเพราะกิจกรรมต่างๆจะออกในช่วงครึ่งปีหลังมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นโฆษณา หรือ ฉลากลิมิเต็ด ที่วางขายในไตรมาส 3 แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีก็ถือว่าเพอร์ร่าก็เติบโตมากกว่าตลาดอยู่แล้ว”

“สิ่งที่ทำให้โตมากกว่าตลาด คือการฉีกออกไปจากคนอื่นซึ่งทำอย่างต่อเนื่อง อย่างที่รู้กันว่าทุกแบรนด์ก็จะพูดถึงฟังก์ชันนัล เบเนฟิตเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจริงๆเพอร์ร่าก็ไม่ได้ละทิ้งเมื่อดูจากโฆษณาที่ผ่านๆมา แต่สิ่งที่แตกต่างและทำมาเป็นปีที่ 2 คือการสร้างอีโมชั่นนอล เบเนฟิต โดยที่แฟชั่นเข้ามาเกี่ยวข้อง”

จะไปหาผู้หญิงก็ต้องมีแฟชั่น

แล้วทำไมน้ำแร่ถึงต้องไปเกี่ยวข้องกับแฟชั่น? นั้นเป็นเพราะกลุ่มเป้าหมายหลักของตลาดน้ำแร่กว่า 80% เป็นผู้หญิง ในขณะที่ผู้ชายมีเพียง 20% ส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภคผู้หญิง และจากการศึกษาความต้องการเชิงลึก (Insight) ของผู้หญิง พบว่า การดื่มน้ำแร่เพื่อดูแลสุขภาพให้ดูดีจากภายในแล้ว ภาพลักษณ์ภายนอกก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

ดังนั้นสิ่งที่เพอร์ร่าทำจึงต้องมองหาสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าว และสร้างความรู้สึกที่ดีต่อแบรนด์ควบคู่กันไป นั่นคือ “แฟชั่น” เพราะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงทุกคนชอบอยู่แล้ว โดยผ่านการCollaboration Marketing โดยปีนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งทำร่วมกับVickteerut (วิคธีร์รัฐ), VATANIKA (วทานิกา), LA BOUTIQUE (ลาบูทีคส์) และ POEM (โพเอม)

“การแข่งขันของน้ำแร่ต่อจากนี้อยู่ที่ต้องสร้างแบรนด์ให้ตรงใจ และเป็นแบรนด์ที่ใช่ของผู้บริโภค ซึ่งน้ำแร่จะต่างจากน้ำดื่ม ตรงที่ผู้บริโภคยอมจ่ายมากขึ้นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นราคาไม่ได้เป็นปัจจัยแรก แต่สิ่งที่ต้องทำคือต้องทำให้แบรนด์อยู่ในสายตาของผู้บริโภค ซึ่งแฟชั่นก็ถือเป็นผู้ช่วยชั้นดี เห็นได้จากCollaboration ครั้งก่อนที่ยอดขายในเดอะมอลล์โต 60% และเซเว่นอีเลฟเว่นโต 15%”

และไม่ใช่แค่นั้นภายใน 3 ปีจากนี้ เพอร์ร่าตั้งเป้าที่จะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้เป็น 25% ซึ่งจะช่วยขยับจากอันดับ 3 ในตารางให้ขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 ในที่สุด

 

“น้ำดื่ม” VS “น้ำแร่” เป็นน้ำเหมือนกัน แต่เกมไม่เหมือนกัน

  1. “ช่องทางการขาย” ที่แตกต่าง

สัดส่วนการขายน้ำแร่กว่า 80% จะอยู่ในช่องทางโมเดิร์นเทรดและคอนวีเนียนสโตร์ (MT) ส่วนที่เหลืออีก 20% เป็นเทรดดิชั่นนัลเทรด (TT) ในขณะที่น้ำดื่มจะมีสัดส่วนเท่ากันที่ 50:50 ดังนั้น ทีมขายเทรดดิชั่นนัลเทรด ต้องแข็งแรงถึงจะทำตลาดน้ำดื่มได้

  1. “สงครามราคา” ความร้อนคนละเบอร์

อุณหภูมิของเกมราคาในน้ำดื่มยังรุนแรงกว่ามาก นั้นเพราะน้ำแร่ผู้บริโภคจะเลือกดื่มจากคุณประโยชน์ ใครต่างกว่า แหล่งน้ำหายากกว่าก็มีภาษีที่ดีกว่า ถ้าจะมีสงครามราคาเกิดขึ้นก็จะลดไปราว 10% จากราคาต่อแพ็ก และมีระยะเวลาที่สั้นกว่า ในขณะที่น้ำเปล่าขวดไหนๆก็เหมือนกัน หาความแตกต่างในแต่ละแบรด์ได้ยาก จึงจะเห็นสงครามราคาที่เล่นหนักกว่า โดยหั่นราคาไปมากถึง 30% แค่นั้นไม่พอยังมีความถี่ที่มากกว่า จึงไม่แปลกที่จะเห็นน้ำดื่มผลัดกันเล่นเกมนี้อาทิตย์ต่ออาทิตย์เลยทีเดียว

เรื่อง : ถนัดกิจ จันกิเสน

Spotify มาแล้ว JOOX ว่าไง

Music streaming เมื่อเจ้าครองนครโดนผู้มาใหม่กระทุ้งตลาด

เชื่อว่าคนไทยไม่น้อยที่รู้จักบริการมิวสิค สตรีมมิ่ง Spotify และรอคอยที่จะใช้มัน จนวันนี้ Spotify มาไทยในวันที่ JOOX ครองตลาด ฟังเพลงไทยมาประมาณปีกว่า และได้เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไทยในการฟังเพลงสตรีมมิ่งไปจากเดิม

มาหลังแต่แตกต่างด้วย Personalize

การมาของ Spotify ในประเทศไทย แม้จะมาช้า สุนิตา คอร์ กรรมการผู้จัดการทวีปเอเชีย Spotify ให้เหตุผลว่าเพราะต้องการศึกษาโอกาสตลาดในประเทศไทย และวันนี้พบว่าคนไทยมีความนิยมฟังเพลงสตรีมมิ่งเพิ่มขึ้น และนิยมเสพคอนเทนต์ผ่านสมาร์ทโฟน

ในวันนี้ Spotify มีเพลง 30 ล้านเพลง เพิ่มเพลงมากกว่า 30,000 เพลงต่อวัน คนใช้ทั่วโลก 140 ล้านคน จ่ายเงินเป็น VIP 60 ล้านคน คิดค่าบริการ 9.9 USD

 

ส่วนในประเทศไทยคิดค่าบริการ 129 บาท เท่ากับ JOOX และ Apple Music ซึ่งเป็นราคาที่สุนิตามองว่าผู้บริโภคชาวไทยรับได้และยอมที่จะควักเงินจ่าย

 

แต่จุดที่สุนิตามองว่าเป็นไม้เด็ดในการรุกเข้าตลาดไทยคือ ความเป็น Personalize เฉพาะบุคคล

ที่ผ่านมาสิ่งที่ทำให้ Spotify ประสบความสำเร็จทั่วโลกมาจากการเปิดให้ฟังเพลงฟรีในจำนวนเพลงไม่แตกต่างจาก Premium จ่ายเงิน มีเพลงจัดเป็น Playlist made for you จัดหาเพลงตามสไตล์ที่ผู้ฟังแต่ละคนฟัง จากระบบ AI ที่เก็บข้อมูลเพลงของนักฟังเพลงแต่ละคนมาวิเคราะห์จัดเพลงเป็น Playlist เฉพาะบุคคลให้ฟังกันแบบเพลินๆ อย่างต่อเนื่อง โดย Playlist นี้จะคำนวณการฟังเพลงของแต่ละคนและปรับเปลี่ยนทุกวันจันทร์เพื่อความสดใหม่ ส่วนวันศุกร์จะคัดเลือกเพลง นำเสนอเพลงใหม่ๆ จากศิลปินที่ผู้ฟังแต่ละคนกดติดตามจัดเป็น Playlist เฉพาะบุคคล และมี Category เพลงสไตล์ต่างๆ ให้เลือกฟังตามรสนิยม อารมณ์ สไตล์เพลง และยังสามารถล่วงรู้ได้ว่าเพื่อนในโลกโชเชียลฟังเพลงอะไรใน Spotify อยู่

โดยสิ่งเหล่านี้ได้นำมาให้บริการในไทยทั้งหมด และปรับแต่ง User Interface ให้เหมาะสมกับคนไทย

แต่จุดต่างของฟังฟรีคือ บนมือถือไม่สามารถเลือกฟังเฉพาะเพลงได้ แต่ถ้าฟังผ่านแท็ปเล็ตและคอมพิวเตอร์จะสามารถเลือกฟังเป็นเพลงได้ และต้องฟัง Audio Ad เฉลี่ย 2-4 นาที ต่อชั่วโมง

 

แม้ในตลาดฟังเพลงสตรีมมิ่งไทยจะมี JOOX เป็นเจ้าครองนครอยู่ แต่ Spotify ไม่กังวลแต่อย่างไร จากการมองเห็นถึงความต้องการของนักฟังเพลงไทยที่ในอดีตต้องมุดใต้ดินผ่าน VPN มาฟัง Spotify แบบลับๆ เพราะไม่สามารถฟังผ่านช่องทางตรงๆ เพราะยังไม่เปิดให้บริการ และ Spotify จะยกระดับนักฟังใต้ดินให้ขึ้นมาบนดินแบบไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ พร้อม Playlist ที่เคยฟังทั้งหมด

 

สร้างความพร้อมในตลาดไทยด้วยเพลงไทยให้ฟังทุกค่าย จาก Music Editor ชาวไทย 1 คนที่ประจำในประเทศสิงคโปร์ คอยคัดเลือกเพลง และจัด Category เพลงสนองนักฟังชาวไทยโดยเฉพาะ เพราะในช่วงเริ่มต้น Spotify ยังไม่มีออฟฟิศในประเทศไทย ซึ่งถ้าเทียบกับ JOOX ที่มีทีมงานประจำประเทศไทย ให้บริการฟังเพลงสตรีมมิ่งในไทยมายาวนานกว่าย่อมได้เปรียบ เพราะจากการศึกษาพบว่าคนไทยฟังเพลงไทยมากกว่า 80%

 

แต่ถ้าพูดถึงเพลงสากล Spotity มีความกินขาดในเรื่องของจำนวนเพลง ที่มีให้บริการ เรียกได้ว่าเพลงสากลเก่าๆ ทั้งฮิตและไม่ฮิตหาฟังจากที่นี่ได้สบาย

 

ยังมีจุดเด่นที่น่าสนใจอีกเรื่องนึ่งคือการเปิดโอกาสให้ผู้ฟังจัดเพลง Playlist แชร์ให้เพื่อน Spotify ทั่วโลกได้ฟัง ในปัจจุบันมี Playlist จากผู้ฟังและจาก Spotify จัดให้ออกไปมากถึง 2พันล้าน Playlist และมี Playlist เกิดขึ้นใหม่ๆ วันละ 2 ล้าน Playlist

JOOX แข็งแกร่งด้วยฐานผู้ใช้ชาวไทย

ในขณะที่ JOOX เจ้าพ่อเพลงสตรีมมิ่งในประเทศไทยที่เคยมาเขย่าแอพฟังเพลงสตรีมมิ่งอย่างไลน์มิวสิค และอื่นๆ ให้ปิดตัวลง เพราะคนฟังไหลไปฟังบนแพลตฟอร์ม JOOX อย่างต่อเนื่อง ด้วยจุดเด่นเพลงไทยให้ฟังหลากหลาย คุณภาพเสียงในการฟังที่คมชัด ฟังเพลงออฟไลน์โดยไม่ต้องใช้เน็ต โดยไม่ต้องสมัคร VIP  ที่สามารถฟังเพลงระดับเสียงสูงสุดและเพลงบางค่ายโดยเน้นไปยังเพลงต่างประเทศ ในตอนเปิดตัวยังเปิดให้แชร์เพลงโปรผ่าน JOOX เพื่อแลกกับ VIP ได้อีกด้วย

ล่าสุด JOOX ได้เปิดฟีเจอร์คาราโอเกะ  และเชื่อมความสัมพันธ์ผู้ใช้ผ่านกิจกรรมออฟไลน์ต่างๆ เช่นการจัดคอนเสิร์ต กับ Genie Records จัดกิจกรรม Meet & Greet และคอนเสิร์ตสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Genie Free Fan Days, School Tour ร่วมกับศิลปินเดินสายตามโรงเรียน 10 แห่งในเดือนที่ผ่านมา และประกวด JOOX Audition

สิ่งเป็นเสน่ห์ของ JOOX ที่เชื่อว่าโดยใจคนไทยคือการจัด Category และ Playlist สไตล์ JOOX ที่เน้นการตั้งชื่อ Playlist ในสไตล์เก๋ๆ กวนๆ เช่นเพลงฮิตติดผับ มือใหม่หัดรัก และอื่นๆ ซึ่ง Playlist นี้ JOOX สามารถหารายได้จากการขายโฆษณาด้วยการจัดเพลงตามธีมของแบรนด์ เช่นสถานีเพลงระหว่างทางของเชลล์ ฟังกับนาย ของพานาโซนิคเป็นต้น และมีข้อมูลเกี่ยวกับเพลงและศิลปินอัพเดทให้ติดตามอยู่เสมอ เหมือนรายการบันเทิงช่องหนึ่ง

 

QQ Music โมเดลที่น่าสนใจ

เมื่อพูดถึง JOOX หลายคนมองว่าเป็นร่างลูกของ QQ Music แอพฟังเพลงสตรีมมิ่งยอดนิยมในจีนของ Tencent ซึ่งมีแนวการตลาดดึงดูดผู้ฟังได้อย่างน่าสนใจผ่านการจัดเพลงที่คนดัง เซเลป ศิลปิน ชอบเป็น Playlist ส่วนตัวของศิลปินคนนั้น เช่น Playlist ของเจย์โชว์ สนองแฟนคลับที่อยากรู้ว่าศิลปินที่ชอบฟังเพลงอะไรซึมซับความเป็นตัวตนของศิลปินเข้าไปอีกขั้น

มีจุดขายอื่นคือ การฟังเพลงใน QQ Music ไม่ต้องเป็น VIP ก็สามารถฟังได้เกือบหมด และมีโคโปรโมชั่นเชื่อมโยงโลกออฟไลน์กับ QQ Music ในรูปแบบต่างๆ เช่นซื้อน้ำ 1 แก้วในร้านที่ร่วมรายการ ได้รับสิทธิ์ VIP เป็นต้น และผู้ฟังสามารถแต่งตัวให้กับอวาตาของตัวเองใน Login ID แสดงความเป็นตัวตนของผู้ใช้

ในวันที่คนไทยฟังเพลงสรีมมิ่งมากกว่า เพลงดาวน์โหลด หรือเพลงบนหน้าปัด การเข้ามาของ Spotify และการรักษาฐานลูกค้าของ JOOX บนกลุ่มผู้ฟังกลุ่มเกือบเดียวกัน เชื่อมั่นว่าจากนี้ต่อไป เกมนี้สนุกแน่