Category Archives: The Battle

ตลาดชาพร้อมดื่ม -เมื่อใกล้ถึงจุด “อิ่มตัว”ก็ถึงเวลา…เล่นเกม Sizing

 

 

ใครจะไปเชื่อว่า 10 เดือนที่ผ่านมาในปี 2015 อัตราการบริโภคชาพร้อมดื่มของคนไทยสูงถึง 400.3 ล้านลิตร ในขณะที่ปี 2014 อยู่ที่ 396. 5 ล้านลิตร ซึ่งนั้นแปลว่าคนไทยบริโภคชาพร้อมดื่มมากขึ้น แต่ความน่าสนใจกลับมาอยู่ที่ว่าในขณะที่อัตราบริโภคเติบโต แต่ในแง่มูลค่าตลาดกลับเดินสวนทางติดลบ 2.6% หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว โดย 10 เดือนที่ผ่านมามูลค่า “ตลาดชาพร้อมดื่ม”อยู่ที่ 13,231 ล้านบาท

 

หากลองค้นหาถึงสภาวะ “สวนทาง”กันระหว่างอัตราการบริโภคสูงขึ้นแต่มูลค่าตลาดกลับติดลบ คงหนีไม่พ้นปัญหาเดิมๆ นั้นคือตลาดชาพร้อมดื่มยังอยู่ในทฤษฎีการตลาดเดิมๆนั้นคือ “เกมสงครามราคา”

 

Size ที่เล็กลง ทำให้ตลาดโตขึ้น ?

ความน่ากังวลใจของผู้เล่นทุกรายในตลาดนั้นคือในปี 2015 จะถือเป็นปรากฎการณ์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ “ตลาดชาพร้อมดื่ม”หรือไม่? ที่มูลค่าตลาดจะ “ติดลบ”แม้ทั้ง 2 Big Player อย่าง “โออิชิ”และ “อิชิตัน”ต่างจะ Confirm เป็นเสียงเดียวกันว่าอย่างแย่ที่สุด“ตลาดชาพร้อมดื่ม”เมื่อถึงสิ้นปีจะมีมูลค่า 16,000 ล้านบาท เทียบเท่ากับปีที่ผ่านมา

 

ถึงอย่างไร ต้องบอกว่านี้คือ “สัญญาณ”อันตรายเล็กๆ บ่งบอกว่าตลาดชาพร้อมดื่มกำลังเดินทางมาถึงจุด “อิ่มตัว”แล้วเหรอ? ถึงแม้ในปีนี้จะมีอุปสรรคทางการตลาดในเรื่องปัญหาเศรษฐกิจก็ตามที

 

นี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ “อิชิตัน”เลือกที่ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การแข่งขันแก้เกมตลาดที่ยังอยู่ในวังวน”สงครามราคา”ด้วยวิธี Sizing หรือการมีแพ็คเกจจิ้งหลายขนาดหลากราคา โดยเฉพาะแพ็คเกจจิ้ง PET “อิชิตัน”ขวดละ 10 บาทขนาด 290 มล. และ “เย็น เย็น”ขนาด 315 มล.ราคา 10 บาท จากแต่เดิมขวด PET ที่ราคาถูกสุดของ“อิชิตัน”อยู่ที่ 15 บาท ขนาด 420 มล. ซึ่งถือเป็น Size ที่ขายดีที่สุดคิดเป็น 80 % จากยอดขายทั้งหมดของบริษัท

 

“วิธีหลีกเลี่ยงเกมสงครามราคาคือการทำ Sizing ขวด PET ขนาดเล็ก 10 บาท ซึ่งจะทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้นและยังสร้างโอกาสในการขายมากขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะตลาดร้านโชห่วยต่างจังหวัดและตามโรงเรียนต่างๆ ที่ถือเป็นตลาดหลักของเครื่องดื่มราคา 10 บาท เพราะเวลานี้ อิชิตันไม่ได้แข่งแค่ตลาดชาพร้อมดื่มแต่กำลังแข่งกับเครื่องดื่มทุกประเภทในตู้แช่ทั่วประเทศ” ตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บอกถึงเหตุผลในการออก“ชาพร้อมดื่ม”ขวด PET ราคา 10 บาท

 

จุดอ่อนของ PET ขวดละ 10 บาท

ตัน ยังยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าการออก “อิชิตัน”และ “เย็น เย็น”ในราคา 10 บาทมีโอกาสที่จะไปแย่งยอดขายแพ็คเกจจิ้งแบบกล่อง 10 บาทและขวด PET ราคา 15 บาท แต่ในเมื่อการแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มทุกประเภทรุนแรง อีกทั้งคู่แข่งอย่าง “ยูนีฟ”และกลุ่มแบรนด์ชาพร้อมดื่มต่างจังหวัดเองก็มีขวด PET 10 บาทวางขายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในตู้แช่ จึงถือว่าเป็นเกมที่ หลีกหนี ไม่ได้

 

แม้ข้อดีของขวด PET ราคา 10 บาทจะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นแต่ก็มี “จุดอ่อน”ในเรื่อง “กำไร”ต่อขวดน้อยนิด ซึ่งไม่คุ้มค่าหากจะวางขายในช่องทาง Modern Treade ที่มีค่าใช้จ่ายต้นทุนสูงทั้งค่า โลจิกติกส์และค่าพื้นที่

 

“ผมจะขาย 10 บาทเฉพาะช่องทาง Traditional Tradeคือถ้าขายใน Modern Trade ไม่เกิดประโยชน์อะไร ขายมาเท่าไรกำไรก็หายหมด”

 

ถือเป็นธรรมชาติของธุรกิจเครื่องดื่มทุกประเภทขนาดขวด PET ที่ใหญ่มาพร้อมราคาขายที่แพงกว่า ย่อมจะทำกำไรให้มากกว่าแพ็คเก็จจิ้งขนาดเล็กราคาถูก หรือสรุปให้เข้าใจง่ายๆ คือกำไรต่อหน่วยจะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของแพ็คเกจจิ้งและราคาขายนั้นเอง

 

เมื่อ “จุดอ่อน”นั้นคือกำไรต่อขวดที่บางเฉียบ สิ่งที่ “ตัน”ต้องทำนั้นคือการสร้าง “สมดุลย์”ในการทำธุรกิจ จึงทำให้ได้เห็นการเพิ่มแพ็คเกจจิ้งขนาด 600 มล. ราคา 20 บาท รวมไปถึงขนาดเดิมที่มีอยู่ก่อนหน้านี้อย่าง 420 มล.ราคา 15 บาทและ 840 มล. ราคา 25 บาท

 

สรุปง่ายๆ วิถีของ “อิชิตัน”ไม่ได้ “แตกต่าง”จาก 2 ยักษ์ใหญ่ในตลาดน้ำอัดลมอย่าง Coke และ PEPSI ที่มีขวด PET หลากหลาย Size ที่เรียกกันว่า Multi Served ตอบโจทย์เทรนด์การดื่มของผู้บริโภคทุกกลุ่ม

“กลยุทธ์ Sizing ต้องสร้างสมดุลย์ในการทำกำไร ซึ่งอิชิตันไม่อยากขายขวด PET 10 บาท มากเกินไป ทำให้มีทั้งราคา 20 และ 25 บาทที่ทำกำไรได้มากกว่าขวดละ 10 บาท เป้าหมายก็เพื่อให้กำไรในภาพรวมเกิดความสมดุลย์”

 

อย่าลืมว่ากลวิธีนี้จะทำให้“ตัน”เองสามารถคอนโทรลการขายสินค้าของตัวเองได้ง่าย เพราะถ้าเมื่อไรแพ็คเกจจิ้งราคา 10 บาทที่มีกำไรบางเฉียบเกิดสร้างยอดขายดีเกินขาด จนส่งผลกระทบต่อยอดขายขวด 15 บาทและ 20 บาทที่ทำกำไรเป็นกอบกำมากกว่า

 

“ตัน”เองสามารถ “กดปุ่ม”ผลิตขวด PET ราคา 10 บาทให้น้อยลงเพื่อให้สินค้าขาดตลาด จากนั้นก็เพิ่มกำลังการผลิตขวด PET ราคา 15 และ 20 บาทซึ่งเป็น Size ที่มีกำไรมากกว่า ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกในการ “คอนโทรล”ยอดขายของตัวเองได้ด้วยวิธีง่ายๆ

 

โปรโมชั้นสิ้นปีที่ ไร้เสียง Wow!

ในขณะที่ “โปรโมชั่น”ล่าสุดในช่วงเดือน กันยายน – ตุลาคม ที่ใช้ชื่อว่า “อิชิตัน รหัสรวยเปรี้ยง ตอน “ทอง หมื่น แสน ล้าน”แจกแบบจัดหนักทองคำ 1,110 รางวัล มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ในขณะที่ “โออิชิ”เองก็เลือกแจกโชคใต้ฝาให้ผู้บริโภคได้ลุ้น Samsung Galaxy Note 5จำนวน 200 รางวัล ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

 

ต้องบอกว่าแคมเปญของทั้ง 2 แบรนด์ที่ส่งมากระตุ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมาหากเทียบกับช่วงบิ๊กแคมเปญในช่วงหน้าร้อน เมื่อลองนำมาเทียบทั้งด้านกระแสและยอดขายต้องบอกว่า “ประสบความล้มเหลว”โดยสิ้นเชิง โดย ตัน ได้วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจ

 

“พูดตรงๆ ช่วงปลายปีเป็นโปรโมชั่นที่ไม่ควรทำทั้งสองแบรนด์ เพราะในประวัติศาสตร์ของตลาดชาพร้อมดื่มไม่มีแบรนด์ใดทำโปรโมชั่นสิ้นปี แล้วสามารถสร้างยอดขายได้ถล่มทลาย แต่ในมุมกลับหากเราไม่ทำโปรโมชั่นในสภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ ยอดขายอาจลดลงกว่านี้ก็เป็นได้”

TEA magazine 199-01

ถอดรหัสเทรนด์ตลาด ชาพร้อมดื่ม

ถึงอย่างไรก็ตาม “ตัน”เองก็ยังเชื่อว่าเมื่อถึงสิ้นปี 2015 ตลาดชาพร้อมดื่มจะมีมูลค่า 16,000 ล้านบาทเทียบเท่ากับปี 2014 ที่ผ่านมา นั้นคือตลาดจะไม่ “ติดลบ”แต่อยู่ในสภาวะ “คงที่”

 

ปริศนาต่อมาคือแล้วผู้เล่นทุกรายในตลาดชาพร้อมดื่มจะทำอย่างไร ? เพื่อขับเคลื่อนให้ตลาดเติบโตเหมือนอย่างที่เคย “วาดฝัน” ที่ในช่วงก่อนหน้านี้มีการประเมินว่าตลาดชาพร้อมดื่มเมืองไทยมีศักยภาพที่จะเติบโตทะลุ 20,000 ล้านบาท

 

ต้องบอกว่าทุกรายเริ่ม “คิดหนัก”แล้วว่าวิธีเดิมๆ อย่าง “ลด แลก แจก แถม”ไม่เป็นผลดีต่อธุรกิจของตัวเองเลยแม้แต่น้อย เพราะนั้นหมายความว่าต้องขายชาพร้อมดื่มในรูปแบบ“เฉือนกำไร”ตัวเองให้เหลือแค่บางเฉียบ หรือพูดง่ายๆ มีแต่ “เจ็บกับเจ็บ”

 

“ผมมองว่าถ้าผู้เล่นทุกรายในตลาดยังอยู่ในวังวนเดิมๆ มันก็จะไม่เกิดการพัฒนาด้านนวัตกรรมและคุณภาพของสินค้า ทำให้ปีหน้า 2016 ผมคาดเดาว่าจะได้เห็นผู้เล่นในตลาดหลายรายเลือกที่จะพัฒนาชาพร้อมดื่มด้วยการนำเสนอแพ็คเกจจิ้งและรสชาติใหม่ๆ มาแข่งขันในตลาดมากกว่าโปรโมชั่น”

 

“โดยแผนในปีหน้าที่พอจะเปิดเผยได้นั้นคือนอกจากออก “เย็น เย็น”ราคา 10 บาท และ 20 บาทแล้วนั้นยังมีการออกรสชาติใหม่ๆ หรืออาจะเป็นแบรนด์ใหม่ ซึ่งแน่นอนการทำธุรกิจเครื่องดื่ม เราต้องหา Star ดวงใหม่เป็นประจำทุกปี”

ล้อมกรอบ

ส่วนแบ่งการตลาด เรื่องเดิมๆ ที่ไม่รู้จะเชื่อใคร ?            

 

ในวันที่ “ตัน ภาสกรนที”ให้สัมภาษณ์กับ Marketeer ระบุว่าใน 10 เดือนของปี 2015 ตลาดชาพร้อมดื่มมีมูลค่าอยู่ที่ 13,231 ล้านบาท โดย “อิชิตัน”มีส่วนแบ่งตลาด 44% พร้อมย้ำชัดเจนว่าตัวเองคือ “แชมป์”ตัวจริงในตลาดชาพร้อมดื่ม

 

แต่เพียงไม่กี่อึดใจของวันนั้นเองทางฝากฝั่ง “โออิชิ”เองก็ส่งข่าวแจกประชาสัมพันธ์ว่า ณ เวลานี้ “โออิชิ”สามารถมีส่วนแบ่งตลาดชาพร้อมดื่มเป็นอันดับหนึ่งด้วยส่วนแบ่ง 43.9% พร้อมระบุว่า “อิชิตัน” มีส่วนแบ่ง 40 %

 

ที่น่าสนใจคือทั้งสองแบรนด์ต่างอ้างแหล่งข้อมูลเดียวกันคือ “Nielsen” จนทำให้สื่อสับสนว่าแท้ที่จริงใครคือแชมป์ตัวจริงในตลาดชาพร้อมดื่ม

 

 

ไอเดียของ ตัน

ในวันที่ตลาดชาพร้อมดื่มเริ่ม ตัน

 

10 เดือนที่ผ่านมาในปี 2015 “ตลาดชาพร้อมดื่ม”มีมูลค่า 13,231 ล้านบาท ซึ่งทำให้หลายคนคิดว่านี้จะเป็นปรากฎการณ์ครั้งแรกที่ตลาดจะ “ติดลบ”แม้ “ตัน”เองจะเชื่อว่าเมื่อถึงสิ้นปีตลาดจะมีมูลค่า 16,000 ล้านบาทเทียบเท่ากับปีที่แล้ว

 

มาดูกันว่าในสภาวะตลาดชาพร้อมดื่มเริ่มจะไม่เติบโต “อิชิตัน”มีวิธีแก้เกมการตลาดอย่างไร ?

 

ขวด PET 10 บาท อาวุธ เป้าหมายเข้าถึงผู้บริโภคกว้างขึ้นสร้างโอกาสการขายมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มเด็กๆและคนในต่างจังหวัด
10 บาทต้อง Traditional Tradeเท่านั้นหากขายใน Modern Treade มีค่าใช้จ่ายสูงกำไรแทบไม่มี
ไม่ใช่มีแค่ 10 บาทและ 15 บาทอิชิตัน และ เย็น เย็น ยังมีแพ็คเกจจิ้งราคา 20,25,27 บาท ที่มีกำไรมากกว่า เป้าหมายก็เพื่อสร้างบาลานซ์กำไร
คอนโทรลเกมตลาดได้ง่าย หาก PET 10 บาทขายดีจนกระทบยอดขาย PET 15 บาทซึ่งเป็นราคาที่ขายดีที่สุดและกำไรมากกว่า 10 บาท “ตัน”สามารถกดปุ่มให้กำลังการผลิตขวด 10 บาทน้อยลงเพื่อให้สินค้าขาดตลาด จากนั้นก็เพิ่มกำลังการผลิตขวด PET ราคา 15 และ 20 บาทซึ่งเป็น Size ที่มีกำไรมากกว่า
ลดความถี่ทำโปรโมชั่น เมื่อมีขนาด 10 บาทอัตราความถี่ในการทำโปรโมชั่นจะน้อยลง

Health & Beauty Store -เมื่อแบรนด์“ญี่ปุ่น” เปิด“สนามรบ” ในเมืองไทย

 

ต้องบอกว่าตลาด Store ขายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามถือเป็นตลาดที่หอมหวนเกิดผู้เล่นหน้าใหม่ๆอยู่ตลอดเวลานั้นเพราะทุกรายต่างมองว่าเป็นตลาดที่มีอนาคตสดใสเพราะถึงแม้ในช่วงเวลานี้จะต้องเจอกับปัญหาอุปสรรคเศรษฐกิจตกต่ำแต่ตลาดนี้ก็ยังคงสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องนั้นเพราะผู้บริโภคมองว่าสินค้าในกลุ่มนี้เป็นสินค้าจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวันอีกทั้งผู้หญิงไทยไม่เคยคิดที่จะหยุด“สวย”สักนาที

 

จึงไม่ต้องแปลกใจที่กลุ่มแบรนด์สินค้าชั้นนำอย่าง Unilever หรือ Loreal ที่เคยให้ข้อมูลว่าตลาดสินค้าเพื่อความงามมีมูลค่ามากกว่า 120,000 ล้านบาทซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มีมูลค่ามหาศาลที่กลุ่มร้านค้าขายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามรายใหม่ๆต้องการแย่งชิงยอดขายจากเบอร์หนึ่งในตลาดอย่าง Watson และเบอร์สองอย่าง Boost

 

ตลาดไทยโตแบรนด์ญี่ปุ่นจึงมา

โดยเฉพาะกลุ่มแบรนด์ญี่ปุ่นที่ดูจะให้ความสำคัญกับตลาดนี้เป็นพิเศษเริ่มต้นคือ“ซูรูฮะ”ที่เกิดขึ้นด้วยการร่วมทุนกับสหพัฒน์ฯหรือจะเป็นกลุ่มนักลงทุนไทยอย่างบริษัทเบอร์ลี่ยุคเกอร์จำกัด (มหาชน) แม้จะไม่ใช่ร้านค้าญี่ปุ่นโดยเนื้อแท้แต่ก็ขอเดินตามกระแสอันร้อนแรงควักเงินลงทุน 350 ล้านบาทเปิดร้านที่ชื่อว่า       “โอเกนกิ”ที่แปลว่า“สบายดีไหม”โดยใช้บรรยากาศการตกแต่งและสินค้าเน้นกลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นโดยปัจจุบันมี 9 สาขา

 

แต่ที่ดูเป็นไฮไลท์ส่งท้ายปลายปีในตลาดนี้นั้นคือการมาของ“แชมป์”Retail สินค้าเพื่อสุขภาพและความงามจากประเทศญี่ปุ่นที่มีสาขามากกว่า 1,500 สาขาอย่าง“มัทสึโมโตะคิโยชิ”ที่เลือกจะทำตลาดต่างประเทศเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปีโดยเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรก

 

“นั้นเพราะตลาดค้าปลีกสินค้าความงามในเมืองไทยมีศักยภาพสูงเติบโตต่อเนื่องในหลายๆปีที่ผ่านมาอีกทั้งเรายังประเมินข้อมูลแล้วคาดการณ์ว่าในอนาคตก็ยังเติบโตได้อีกทำให้เราตัดสินใจร่วมทุนกับเซ็นทรัลฟู้ดรีเทลจำกัดเปิดมัทสึโมโตะคิโยชิสาขาแรกในไทยที่เซ็นทรัลลาดพร้าว”จุนอิชิทาเทะโน่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทมัทสึโมโตะคิโยชิจำกัดบอกถึงเหตุผลในการเลือกประเทศไทยเป็นประเทศแรกในการรุกตลาดต่างประเทศ

 

ในญี่ปุ่นถึงจุด“อิ่มตัว”

ส่วนเหตุผลที่กลุ่มแบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง“ซูรูฮะ”และ“มัทสึโมโตะคิโยชิ”เลือกที่จะขยายสาขาไปยังต่างประเทศนั้นเพราะเวลานี้ตลาด Store ขายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามในประเทศญี่ปุ่นมีสาขารวมกันมากกว่า 20,000 สาขาอีกทั้งมูลค่าตลาดไร้การเติบโตมานาน 2 -3 ปี

หรือจะให้พูดง่ายๆว่าตลาด Store ขายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามในประเทศญี่ปุ่นถึงจุด“อิ่มตัว”ทำให้ต้องค้นหาตลาดใหม่โดยประเทศไทยถือเป็น First Choice เพราะหากเทียบกับประเทศญี่ปุ่นการแข่งขันยังไม่สูงมากรวมไปถึงจำนวนสาขาที่ทุกแบรนด์รวมกันในเมืองไทยยังมีไม่ถึง 1,000 สาขา

ซึ่งต้องบอกว่าเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่“แตกต่าง”จากตลาด Convenience store ในญี่ปุ่นที่ถึงจุด“อิ่มตัว”จึงทำให้เห็น Lawson 108 และ Family Mart เลือกที่จะมาลงทุนธุรกิจในเมืองไทยอย่างเต็มกำลัง

 

“มัทสึโมโตะคิโยชิ”

ช้าๆแต่“ไม่จำกัดตัวเอง”

แต่ใช้ว่าการรุกตลาดต่างประเทศครั้งแรกของ“มัทสึโมโตะคิโยชิ”จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว“คิดปุ๊บทำปั๊บ”เพราะก่อนจะตัดสินใจเปิดสาขาแรกที่“เซ็นทรัลลาดพร้าว”ก็เลือกที่จะ“ชิมลาง”ตลาดด้วยการจัดบูธขายสินค้าต่างๆภายใน Top Super Market 23 สาขาเพื่อวัดกระแสความนิยมพร้อมกับสร้าง Awarenessให้แก่แบรนด์ตัวเองก่อนที่จะสตาร์ทเปิดสาขาแรกที่“เซ็นทรัลลาดพร้าว”

“การบุกตลาดในเมืองไทยเราคงขอโฟกัสในพื้นที่ศูนย์การค้าเป็นอันดับแรกก่อนและที่เลือกเซ็นทรัลลาดพร้าวเพราะถือเป็นสาขาที่เก่าแก่มีTrafficเป็นอันดับต้นๆของสาขาเซ็นทรัลทั้งหมดซึ่งจำนวน Traffic เยอะจะช่วยในแง่การรับรู้ว่ามัทสึโมโตะมีสาขาในไทยแล้วส่วนสาขาสองเราเลือกเซ็นทรัลปิ่นเกล้า”

แต่ก็ใช่ว่าจะจำกัดตัวเองเปิดสาขาเฉพาะในศูนย์การค้า“เซ็นทรัล”เพียงอย่างเดียวเพราะจุนอิชิรู้ดีว่าการแข่งขันในธุรกิจ Retail ไม่ว่าจะ Segment ไหนก็ตาม“สาขา”ยังคืออีกหนึ่ง Key Suerees หลักสำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจเพียงแต่การเริ่มต้นนับหนึ่งของ“มัทสึโมโตะคิโยชิ”ในสภาวะที่การแข่งขันรุนแรงแถมยังเป็นผู้มาทีหลังการเร่งขยายสาขาแบบ Hi Speed อาจจะ“ได้ไม่คุ้มเสีย”

“ยังไม่สามารถบอกได้ว่าภายในกี่ปีจะมีจำนวนสาขาเท่าไรแต่สิ่งที่เราบอกได้คือไม่จำกัดตัวเองอยู่แค่ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเราจะไปห้างอื่นๆด้วยรวมไปถึงอนาคตอาจเปิดสาขาแบบ Standalone เพราะจำนวนสาขาที่มากขึ้นจะทำให้ผู้บริโภครู้จักและยอมรับในแบรนด์มัทสึโมโตะคิโยชิที่เป็นเบอร์หนึ่งในประเทศญี่ปุ่นและเป้าหมายในไทยอนาคตก็อยากที่จะก้าวเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดเมืองไทยเหมือนกัน”

คงต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะก้าวสู่ No 1 Brand เพราอย่างที่รู้ในตลาดนี้ Watson อีกหนึ่งแบรนด์ในเครือ“เซ็นทรัล”ทรงอิทธิพลในตลาดนี้อย่างแท้จริงไม่ว่าจะเป็นจำนวนสาขาที่มีมากกว่า 340 แห่งรวมไปถึงยังแข็งแกร่งทุกมิติการตลาดทั้งเงินทุนและ Branding รวมไปถึงกลยุทธ์ด้านโปรโมชั่นราคา

 

โอกาส“แจ้งเกิด” คือความ“ต่าง”

เป็นเรื่องที่จุนอิชิผู้บริหารร้าน“มัทสึโมโตะคิโยชิ”รู้ดีและยังรู้ว่าหากจะอยู่รอดในตลาดนี้พร้อมกับเติบโตในอนาคตต้องหา“จุดต่าง”ที่แข็งแกร่งจาก“คู่แข่ง”นั้นคือการนำสินค้าเครื่องสำอางและเพอร์ซัลนัลแคร์นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นมากกว่า 2,000 รายการโดยราคาสินค้าจะแพงกว่าในญี่ปุ่นเฉลี่ย 1.3 เท่าแต่จะไม่ให้เกิน 2 เท่า

“สินค้าพวกนี้จะหาซื้อได้เฉพาะที่ร้านเราทีเดียวในเมืองไทยอีกทั้งเรายังเน้นการบริการในรูปแบบญี่ปุ่นที่เอาใจใส่ลูกค้าโดยพนักงานทุกคนจะถูกอบรมให้รู้จักว่าสินค้าชิ้นไหนมีสรรพคุณอย่างไรและเหมาะกับลูกค้าคนไหน”

แต่ที่แน่ๆตลาด Store ขายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามต่อไปนี้จะเต็มไปด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดเพราะอย่าลืมว่าปัจจุบันจะไม่ได้มีแค่ Watson และ Boosts แต่ยังมีแบรนด์ใหม่เกิดขึ้นอีก 3 – 4 รายหรือแม้แต่ 7 – Eleven เองในบ้างสาขาที่มีขนาดใหญ่ก็เริ่มที่จะแบ่งพื้นที่ขายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามนั้นเพราะตลาดนี้ถือเป็นเค้กก้อนใหญ่ที่ใครๆก็อยากมีส่วนร่วม

 

 

มี Watson อยู่แล้ว

แต่ทำไม“เซ็นทรัล”ถึงต้องมี“มัทสึโมโตะคิโยชิ”

เชื่อว่ามีอีกหลายคนยังไม่รู้ว่า“เซ็นทรัล”ถือเป็นผู้ร่วมทุนรายใหญ่ของ Watson ในการเปิดร้านขยายสาขาในเมืองไทยจนในเวลานี้ Watson มีมากกว่า 340 สาขา

แต่ในขณะที่การร่วมทุนกับ“มัทสึโมโตะคิโยชิ”ขายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามนั้นอยู่ในส่วนของเซ็นทรัลรีเทลคอร์ปอเรชั่นจำกัดซึ่งเป็นอีกหนึ่ง Business Units โดยถือหุ้น 51% ส่วน“มัทสึโมโตะคิโยชิ”49%

แน่นอนการเปิด 2 Store ขายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามแม้จะอยู่คนละส่วนกันแต่ก็ยังอยู่ในมือของ“เซ็นทรัล”ซึ่งยอมเกิด Unbanization หรือพูดง่ายๆคือการแย่งชิงลูกค้ากันเอง

แต่เชื่อว่ากลุ่ม“เซ็นทรัล”เองคงประเมินสถานการณ์แล้วว่าแม้จะมีการ“แย่งชิง”ลูกค้ากันเองก็คงไม่มากมายนักเพราะหาก Insight ลงลึกในรายละเอียดจะพบว่าแม้ทั้ง 2 แบรนด์จะเป็นร้านขายสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามแต่ก็มีความแตกต่างกันมากพอสมควรโดยเฉพาะไลน์อัพสินค้าในร้าน

Watson แม้มีสินค้าแบรนด์อื่นๆเหมือนในท้องตลาดแต่สิ่งที่เป็นจุดขายและกำลังขับเคลื่อนอย่างหนักนั้นคือกลุ่มสินค้า House Brand ที่มีขายเฉพาะในร้านตัวเองพร้อมกับมีโปรโมชั่นทางด้านราคาหวือหวา

ในขณะที่“มัทสึโมโตะคิโยชิ”เน้นขายสินค้าสุขภาพและความงามญี่ปุ่นในรูปแบบ“นำเข้า”อีกทั้งแม้จะมีโปรโมชั่นราคาแต่คงไม่รุนแรงเท่ากับ Watson แน่นอนเมื่อ Positioning และ Concept การตลาดแตกต่างกันกลุ่มลูกค้าก็ย่อมแตกต่างเช่นกัน

 

 

รถกระบะดัดแปลง : แข่งกัน “เริ่ด หรู” ไม่พอต้อง “เร็ว”

นับจากนี้ต่อไปจนถึงสิ้นปีคือเกมแห่งการช่วงชิงโอกาสและยอดขายของผู้ผลิตรถกระบะดัดแปลงหรือ PPV ถึง 3 รายที่ออกสตาร์ทเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

ไม่ว่าจะเป็น “โตโยต้า” ที่ปฏิบัติการแปลงโฉมใหม่หมดจดให้แก่รถ “ฟอร์จูนเนอร์” คันเก่าที่อยู่ในตลาดนี้มานานกว่า 10 ปี ในขณะที่แบรนด์รองอย่าง “ฟอร์ด” เองก็เลือกที่จะหยุดทำตลาดรถ SUV อย่าง “ฟอร์ด เอสเคป” พร้อมกับมาเอาจริงเอาจังกับรถกระบะดัดแปลงอย่าง “ฟอร์ด เอเวอเรสต์” สุดท้ายคือค่าย “มิตซูบิชิ มอเตอร์” ที่เปิดตัว “มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต” พร้อมกับประกาศอย่างชัดเจนว่ารถคันนี้ได้รับการออกแบบและพัฒนามาอย่างล้ำยุค เน้นการขับขี่และการใช้งานที่อเนกประสงค์

ความน่าสนใจในการเปิดตัวรถกระบะดัดแปลงพร้อมๆ กันของ 3 ค่ายนั่นคือทุกรายต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แม้โครงสร้างการพัฒนารถจะมาจากพื้นฐานของรถกระบะกันทุกราย แต่หากมองไปที่ดีไซน์ที่ออกแบบหรูหรา รวมไปถึงการสมรรถนะการขับขี่เทียบเท่ากับรถ SUV ที่มีพื้นฐานการพัฒนามาจากรถเก๋งนั่นเอง

หรือให้พูดฟันธงชัดเจนลงไปนั่นคือทั้ง 3 ค่ายต่างมองว่า ณ เวลานี้ รถกระบะดัดแปลงและรถ SUV มีกลุ่มลูกค้ากลุ่มเดียวกัน คือคนที่มองหารถครอบครัวอเนกประสงค์ที่หรูหราขับขี่สบายไม่แพ้รถเก๋งราคาแพง

ต้องซื้อปีนี้

ปีหน้าจ่ายเพิ่ม 1 แสนบาท

ส่วนอีกหนึ่งนัยยะทางการตลาดในการเปิดผ้าคลุมรถกระบะดัดแปลงคันใหม่พร้อมๆ กันในปีนี้ นั่เพราะหากปล่อยให้เวลาล่วงเลยเปิดตัวรถคันใหม่ในปีหน้า ทั้ง 3 ค่ายจะต้องพบเจอกับกฎเหล็กใหม่ของ “กรมสรรพสามิต” ที่จะใช้วิธีคิดอัตราภาษีตามค่าคาร์บอน (Co2) ซึ่งจากเดิมรถกระบะดัดแปลงจะอยู่ที่ 20% จะเพิ่มขึ้นเป็น 25% ในปีหน้า ตรงจุดนี้เองที่จะทำให้เมื่อถึงปี 2016 ราคารถกระบะดัดแปลงทุกรุ่นในท้องตลาดจะมีราคาขายเพิ่มขึ้น 1 แสนบาทเป็นอย่างต่ำ

                  ทั้ง 3 ค่ายต่างมองเกมขาดแล้วว่า แม้อุตสาหกรรมรถยนต์ในปีนี้จะอยู่ในช่วงตกต่ำสุดขีด แต่หากทำราคาขายในต้นทุนภาษีเดิม 20% ในปีนี้ย่อมที่จะบิ้วด์ให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อรถกระบะดัดแปลงได้ง่ายและเร็วขึ้น เพราะหากรอซื้อปีหน้าจะต้องควักกระเป๋าจ่ายเพิ่มเกือบๆ 100,000 บาท

“โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์”

ใหม่แกะกล่องในรอบ 10 ปี

                   จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เจ้าตลาดอย่าง “โตโยต้า” จะเร่งรีบเปิดตัว “ฟอร์จูนเนอร์” อย่างเร่งด่วนหลังจากที่เพิ่งขายรถกระบะคันใหม่อย่าง “ไฮลักซ์ รีโว่” ได้ไปไม่ถึงเดือน  

                  “ฟอร์จูนเนอร์ ปรากฏตัวในตลาดครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2548 และประสบความสำเร็จอย่างสูง ครองตำแหน่งผู้นำตลาดในหลายประเทศทั่วโลก  ส่วนในประเทศไทยสามารถสร้างยอดขายสะสมรวมกันทั้งสิ้น 220,000 คัน และความสำเร็จตรงนี้เองที่ทำให้เราเชื่อว่า ฟอร์จูนเนอร์ คันใหม่จะมีลูกค้าเก่ารอซื้ออยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้เรามั่นใจว่ายอดขาย 2,600 คันต่อเดือนมีความเป็นไปได้สูง”วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บอกถึงความมั่นใจในเรื่องยอดขาย

                  ต้องบอกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมาตลาดรถเกือบทุก Segment มียอดขายลดลงต่อเนื่อง เพียงแต่ตลาดรถกระบะดัดแปลง รวมไปถึง SUV ไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากนักหากเทียบกับรถใน Segment อื่นๆ

                  นั่นเพราะกลุ่มลูกค้าที่จะซื้อรถกระบะดัดแปลงราคาคันละ 1 ล้านบาทอัพ คือกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูงไม่ได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจโดยตรง สะท้อนตัวเลขคาดการณ์ของ “โตโยต้า” ที่ระบุว่าตลาดรถกระบะดัดแปลงปี 2014 ที่ผ่านมามีมูลค่าประมาณ 43,000 คันและในปีนี้ “โตโยต้า” ก็เชื่อว่ามูลค่าตลาดรถกระบะดัดแปลงจะยังคงที่

                  “ปี 2015 หากไม่มีรถรุ่นใหม่มากระตุ้นตลาดใน Segment นี้อาจซบเซาติดลบก็เป็นได้ แต่การมีค่ายรถอื่นๆ ออกรถรุ่นใหม่เป็นการกระตุ้นตลาดไปในตัว รวมไปถึงการที่เราออกฟอร์จูนเนอร์คันใหม่เชื่อว่ามีแฟนคลับที่รอรถรุ่นนี้อย่างใจจดใจจ่อ และเชื่อว่าลูกค้าหลายคนรู้ดีว่าควรจะซื้อรถกระบะดัดแปลงในปีนี้ ที่ราคาขายในท้องตลาดยังไม่ขึ้นตามอัตราภาษีใหม่ในปีหน้า”

ความกังวลใจของ “โตโยต้า”

                  อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้นเวลานี้รถกระบะดัดแปลงของทุกค่ายพยายามที่จะทำให้ตัวเองให้มีภาพลักษณ์เทียบชั้นรถ SUV ไม่เว้นแม้แต่ “โตโยต้า” เองก็เช่นกัน แม้จะพัฒนา “ฟอร์จูนเนอร์” มาจากพื้นฐานของรถกระบะคันใหม่อย่าง “ไฮลักซ์ รีโว่” แต่โจทย์การตลาดที่กลุ่มวิศวกรต้องรับไปพัฒนาตัวรถคือต้องทำให้ “ฟอร์จูนเนอร์” มีความหรูหราและมีสมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวลไม่แพ้รถ SUV ที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ในตลาด

                  ส่วนสิ่งที่ “โตโยต้า” กังวลใจคงไม่ใช่ยอดขายรถกระบะดัดแปลงจากคู่แข่งรายอื่นๆ เพราะคงประเมินแล้วว่าความแข็งแกร่ง Branding และบริการหลังการขายจากโชว์รูม 435 แห่งทั่วประเทศของตัวเอง ที่ลูกค้าต่างเชื่อมั่นให้การยอมรับในคุณภาพจะเป็น “จุดตัด” ให้ลูกค้าเลือกที่จะซื้อ “ฟอร์จูนเนอร์” เพราะฉะนั้นยอดขายจากกลุ่มแบรนด์รองคงไม่ได้สร้างความสั่นกระเทือนให้แก่ “โตโยต้า” เท่าไรนัก ?

                  แต่สิ่งที่ต้องขบคิดคือแม้จะตั้งเป้ายอดขาย “ฟอร์จูนเนอร์” ไว้สูงถึง 2,600 คัน/เดือนก็ตามที แต่อย่าลืมว่าช่วงเวลานี้กลุ่มไฟแนนซ์สถาบันการเงินต่างๆ ในการอนุมัติเงินกู้ให้ลูกค้าได้ซื้อรถเข้มงวดมากกว่าในอดีตเนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ

ซึ่งไม่ใช่โจทย์ที่ “โตโยต้า” จะต้องคิดหนักอยู่คนเดียวแต่รวมไปถึงผู้เล่นทุกรายที่ต้องหาทางออกให้เจอ

“ฟอร์ด” ไม่ใช่กระบะดัดแปลง

แต่ขอเป็น SUV ไฮโซ              

                  ในขณะที่ “ฟอร์ด” เองหลังจากประกาศยกเลิกการผลิตรถ SUV อย่าง “ฟอร์ด เอสเคป” ปฏิบัติการครั้งใหม่ของแบรนด์รองรายนี้คือการนำรถกระบะอย่าง “เรนเจอร์” ที่ใช้เวลาคิดค้นพัฒนานานเกือบ 3 ปี มาสู่การต่อยอดเป็นรถกระบะดัดแปลงอย่าง              “ฟอร์ด เอเวอเรสต์”

                  ถึงจะเป็นการพัฒนาตามโครงสร้างรถกระบะดัดแปลง แต่ “ฟอร์ด” เองได้วาง Positioning ของรถคันนี้ไปที่ตลาดรถ SUV

                  “12 ปีก่อน ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สร้างขึ้นมาโดยใช้กฎเกณฑ์รถกระบะดัดแปลงเมืองไทยและครั้งนี้ก็ใช้กฎเดียวกัน เพียงแต่ครั้งนี้ทีมวิศวกรของเราได้รับโจทย์ว่าต้องสร้างรถคันนี้เป็นรถ SUV ที่ไปชนกับ โตโยต้า พราโด้ และรถ SUV หรูๆ ในท้องตลาด”  ธนบดี กุลทล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ฟอร์ด ประเทศไทย จำกัด บอกถึงตำแหน่งทางการตลาดรถคันใหม่ของฟอร์ด

                  โดยกลุ่มเป้าหมายของ “ฟอร์ด เอเวอเรสต์” ที่ถูกวางไว้คือกลุ่มครอบครัวที่มีรายได้ 100,000 บาทต่อเดือน และชอบที่จะท่องเที่ยวไปยังสถานที่ธรรมชาติต่างๆ ด้วยรถ SUV หรูๆ ที่ตะลุยไปได้ทุกสภาพถนน

ทางออกของ “แบรนด์รอง”

                   แนวทางการทำตลาดเริ่มต้นของ “ฟอร์ด” เลือกที่จะใช้ “สูตรเดิม” นั่นคือก่อนที่รถจะวางขายอย่างเป็นทางการตามโชว์รูมกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ “ฟอร์ด” เลือกที่จะสร้างกระแสบอกกล่าวความเคลื่อนไหวของรถคันนี้ผ่านสื่อออนไลน์เป็นระยะๆ รวมไปถึงการนำรถโชว์ตามงานอีเว้นท์ต่างๆ พร้อมกับให้ลูกค้าที่สนใจสั่งจองรถ สร้างยอดจองล่วงหน้าไปเรื่อยๆ ก่อนที่รถจะวางขายจริง

                  ขณะเดียวกันการวางไลน์อัพรถ “ฟอร์ด เอเวอเรสต์” ในช่วงเริ่มต้นถูกวางไปสู่รุ่นท็อปประทับคำว่า Titanium ใน 3 รุ่นที่วางขายเริ่มต้นด้วยเครื่องยนต์ 2.2 ลิตรขับเคลื่อน 2 ล้อราคาขาย 1,269,000 บาทจนถึงรุ่นเครื่องยนต์ 3.2 ลิตรขับเคลื่อน 4 ล้อราคา1,599,000 บาท
“ยอดจองรถก่อนขายจริงลูกค้าจะนิยมเป็นรุ่นท็อป 1.59 ล้านบาท แต่เชื่อว่าเมื่อเปิดขายอย่างเป็นทางการรุ่นราคา 1.26 ล้านบาทจะเป็นรุ่นที่สร้างยอดขายมากที่สุด เพราะแค่รถรุ่นนี้ก็มีออฟชั่นที่เพียงพอต่อความต้องการของลุกค้าและสามารถแข่งขันในตลาดได้ ที่สำคัญยังมีราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่ารุ่นท็อปที่ราคา 1.59 ล้านบาท”

                    ในขณะที่งบการตลาดที่จะใช้โฆษณาให้แก่รถคันนี้ ธนบดี ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าหากเทียบกับผู้นำตลาดอย่างโตโยต้า “ฟอร์ด” ในฐานะแบรนด์รองคงไม่อาจเทียบชั้นได้เลยแม้แต่น้อย

                  “ยอมรับว่าทุกอย่างเป็นรอง สิ่งที่ฟอร์ดจะสู้ผู้นำตลาดได้คือต้องทำตัวรถให้ดีกว่า ทำให้ได้เห็นสูตรการพัฒนารถด้วย              การนำฟอร์ด โฟกัส ที่โดดเด่นในเรื่องเทคโนโลยีการขับขี่ ผสมผสานกับ ฟอร์ด เรนเจอร์ ที่โดดเด่นในเรื่องความแข็งแกร่ง ทนทาน มาสู่การพัฒนาออกแบบมาเป็น ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ในที่สุด”   

                  จึงไม่ต้องแปลกใจที่ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ จะยกสถานะกลายเป็นรถระดับ Flagship ของแบรนด์ รวมไปถึงกลายเป็นรถที่มีราคาขายที่แพงที่สุดในโชว์รูมของฟอร์ด ณ เวลานี้ (ไม่รวมรถนำเข้า)

                    ถึงจะมั่นใจในคุณภาพของรถว่าไม่เป็นสองรองใคร แต่เมื่อถูกถามถึงยอดขายรถคันนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่าจะลงเอยที่ตัวเลขเท่าไร แต่ที่แน่ๆ ฟอร์ด มั่นใจว่า “ฟอร์ด เอเวอเรสต์” จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดรถจากแต่เดิมในปี 2014 ที่ผ่านมาฟอร์ดมีส่วนแบ่ง 4.3%

                  “อย่างที่รู้ว่าปีนี้อุตสาหกรรมรถยนต์ยังไม่ฟื้นตัว ภาพรวมตลาดยังคงตกลงต่อเนื่อง ฟอร์ดเองอาจจะมียอดขายลดลงจากปีที่แล้วตามสภาวะตลาด แต่เชื่อว่ารถคันใหม่อย่าง ฟอร์ด เอเวอเรสต์ จะมาช่วยทำให้เรามีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มมากขึ้นแน่นอน แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเพิ่มขึ้นเท่าไร”

“มิตซูบิชิ มอเตอร์”

เกมนี้…พลาดไม่ได้ 

                  “มิตซูบิชิ มอเตอร์” เองก็ไม่พลาดที่จะเกาะขบวนเกมการแข่งขันนี้ด้วยปฏิบัติการ All New แปลงโฉม “มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต”  หลังจากปล่อยให้ค่าย “โตโยต้า” และ “ฟอร์ด” เผยโฉมรถกระบะดัดแปลงรุ่นใหม่ล่วงหน้าไป 2-3 อาทิตย์

                  สูตรการผลิตรถของ “มิตซูบิชิ มอเตอร์” ก็ไม่ได้ต่างจาก 2 ค่าย คือการนำรถกระบะอย่าง “ไทรทัน” มาปรุงแต่งอัพเกรดมาสู่การเป็นรถกระบะดัดแปลง “มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต” 

                   โดย “มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต” ในเจเนอเรชั่นแรกนั้นมียอดจำหน่ายสะสมทั่วโลกมากกว่า 400,000 คัน และแน่นอนเมื่อถึงเจเนอเรชั่นที่ 2 “มิตซูบิชิ มอเตอร์” เองก็ตั้งเป้าหมายให้ประสบความสำเร็จเหมือนเจเนอเรชั่นแรก โดยเริ่มต้นเปิดตัว 3 รุ่นย่อย เครื่องยนต์ 2.4 ลิตรและเกียร์ 8 สปีดรุ่นใหม่ วางราคาจำหน่าย 1.138-1.45 ล้านบาท 

                  ที่นี้…คงต้องมาติดตามกันที่ขอบสนามแข่งว่า 3 ค่ายรถกระบะดัดแปลงจะทำได้ดีแค่ไหน ? ถึงแม้ยอดขายที่นับเฉพาะเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา“อีซูซุ มิว เอ็กซ์” จะครองแชมป์ตลาดนี้ด้วยยอดขาย 926 คัน ตามมาด้วย “มิตซูบิชิ” ยอดขาย 676 คัน

                  แต่อย่าลืมว่าในช่วงเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา “อีซูซุ มิว เอ็กซ์” ถือเป็นรถที่มีความสดใหม่กว่าคู่แข่งทุกรายในตลาดนี้ เพราะเพิ่งที่จะทำการ All New ปรับโฉมใหม่หมด ในขณะที่คู่แข่งในตลาดยังคงขายรถกระบะดัดแปลงคันเก่า

                  แต่…เวลานี้จะมีรถกระบะดัดแปลงคันใหม่เพิ่มขึ้นถึง 3 คัน โดยเฉพาะ “โตโยต้า” ที่ประกาศชัดเจนว่า “ฟอร์จูเนอร์” คันใหม่จะต้องเป็นแชมป์ในตลาดนี้ให้ได้  เป็นการส่งสารท้ารบไปถึง “อีซูซุ” โดยตรงอย่างชัดเจน

 

ความเหมือนที่แตกต่าง

SUV กับ PPV

เป็นข้อสงสัยมาอย่างยาวนานว่ารถ 2 ประเภทนี้แตกต่างกันอย่างไร ? เพราะมีหลายประเด็นให้ถกเถียงกันอย่างไม่รู้จบ แต่หากจำแนกตามพื้นฐานโครงสร้างที่มาของรถจะได้ดังนี้

SUV : คือรถอเนกประสงค์ที่มีพื้นฐานมาจากรถเก๋งอย่าง CRV ของฮอนด้าก็มาจากพื้นฐานการนำเอา Honda Civic มาพัฒนา

PPV : คือการนำรถกระบะมาดัดแปลงเป็นรถอเนกประสงค์

แต่ทั้งนี้ในต่างประเทศนั้นมักจะไม่แยก Segment ออกจากกันโดยเรียกรวมรถกันหมดเป็นรถ SUV  Sport Utility Vehicle  รถอเนกประสงค์

 

                 

เทียบฟอร์ม 3 ค่ายกระบะดัดแปลง

                  ในปี 2014 กระบะดัดแปลงมีมูลค่าประมาณ 44,000 คัน โดยในปีนี้ “โตโยต้า” คาดการณ์ว่า Segment นี้จะยังทรงตัวไม่ติดลบเหมือน Segment อื่นๆ เนื่องจากมีรถรุ่นใหม่ 3 ค่ายออกมากระตุ้นตลาด รวมไปถึงลูกค้าของรถกลุ่มนี้เป็นกลุ่มมีกำลังซื้อสูง

                  เราลองมาเทียบฟอร์มรถของ 3 ค่ายนี้กันดู            

 

  “โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์” “ฟอร์ด เอเวอเรสต์”“มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต”
ราคาเริ่มต้นถึงท็อป  1.19–1.59 ล้านบาท 1.26-1.59 ล้านบาท 1.13–1.45 ล้านบาท
พัฒนามาจากรถกระบะ    “ไฮลักซ์ รีโว่”    “ฟอร์ด เรนเจอร์” “มิตซูบิชิ ไทรทัน”
ตั้งเป้ายอดขาย 2,600 คัน/เดือน    ไม่เปิดเผย ประมาณ 1,160 คัน หรือ 6 เดือนแรก 7,000 คัน
จุดแข็งของแต่ละค่ายBranding และศูนย์บริการที่ครอบคลุมเทคโนโลยีในตัวรถที่ทันสมัย ได้มาจาก “ฟอร์ด โฟกัส”ช่วงล่างของรถที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากกระบะ ไทรทัน
ผลิตในไทยส่งออก  ทั่วโลกประเทศในอาเซียน ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ประเทศในอาเซียน ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา รัสเซีย ฯลฯ

 

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม

Marketeer ฉบับเดือนสิงหาคม 2558

ศึก Japanese Super Drugstore แห่งแรกนอกญี่ปุ่นบนสนามรบประเทศไทย

 

หลังจากที่คนไทยไม่ต้องขอวีซ่าไปญี่ปุ่นกระแสคนไทยเที่ยวเที่ยวญี่ปุ่นก็เติบโตอย่างต่อเนื่องจนปีนี้คาดว่าจะมีคนไทยเดินทางไปญี่ปุ่นมากถึง6แสนคนและเพิ่มเป็น8แสน-1ล้านคนในปี2559และร้านขายยาหรือDrug Store ก็เป็นร้านยอดฮิตอีกร้านหนึ่งที่เรียกได้ว่าคนไทยมากกว่า90%ต้องแวะเวียนซื้อของใช้ส่วนตัวและของฝาก(ซื้อ) จากร้านเหล่านั้นเพราะร้านขายยาในญี่ปุ่นมีความเป็นวาไรตี้ของสินค้าสูงมีอยู่ทุกมุมถนนในย่านชุมชนและเป็นสินค้าที่บางไอเทมไม่มีจำหน่ายในประเทศไทยนอกจากจะมีแม่ค้าหิ้วมาขายเท่านั้น

เมื่อร้านขายยาในญี่ปุ่นเป็นที่รู้จักมากขึ้นสำหรับคนไทยที่มาพร้อมกับการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกสินค้าสุขภาพและความงามในประเทศไทยมูลค่า20,000ล้านบาทเติบโตต่อเนื่อง3-4%ต่อปีเมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่ตลาดนี้เติบโตเพียง1%เท่านั้นและมีทีท่าอยู่ในภาวะถดถอยในอนาคตเมื่อเป็นเช่นนี้เพื่อการเติบโตที่สดใสของร้านขายยาญี่ปุ่นจำเป็นต้องออกนอกประเทศ

ประเทศไทยจึงเป็นประเทศแรกที่ร้านขายยาอย่างซูรูฮะและมัตสึโมโตะคิโยชิเห็นความเป็นไปได้สูงสุดในการเข้าไปตั้งฐานทัพเปิดร้านขายยาสู้กับร้านยาเชนสโตร์ที่อยู่ในตลาดไทยมานานอย่างบูทส์และวัตสันโดยมีจุดขายที่โดดเด่นคือ“สินค้าแบรนด์ยอดนิยมจากญี่ปุ่น”

 

ซูรูฮะผู้บุกเบิกร้านขายยาญี่ปุ่นสู่ไทย

ซูรูฮะถือเป็นรายแรกๆที่บุกเบิกร้านขายยาญี่ปุ่นในประเทศไทยได้เข้ามาแนะนำร้านให้คนไทยรู้จักตั้งแต่ปี2555ด้วยการเป็นSuper Drug Store ที่ไม่ใช่เพียงร้านจำหน่ายสินค้าHealth & Beauty เหมือนกับบูทส์และวัตสันเจ้าตลาดที่มีอยู่เดิมแต่แต่ยังมาพร้อมกับสินค้าของใช้ภายในบ้านอิมพอร์ตจากญี่ปุ่นในคอนเซ็ปต์One Stop Shopping ที่มีราคาสินค้าไม่แตกต่างจากซูรูฮะญี่ปุ่นมากนักและบางไอเทมมีราคาที่ถูกกว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นจุดขายหลัก

ภายในร้านซูรูฮะมีการจัดร้านคอนเซ็ปต์ใกล้เคียงญี่ปุ่นเน้นการตลาดสร้างประสบการณ์กับลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้หญิงด้วยการปรับเปลี่ยนป้ายแนะนำสินค้าและโปรโมชั่นอยู่เสมอโดยป้ายต่างๆเป็นป้ายที่เขียนด้วยลายมือให้ลูกค้ารู้สึกอบอุ่นเป็นกันเองและไม่รู้สึกเบื่อเมื่อเข้ามาช็อปปิ้งสินค้าในร้านเสมอๆ

รวมถึงมีสินค้ามากกว่า10,000รายการให้เลือกในสัดส่วนสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น30%และสินค้าในประเทศ70%แบ่งเป็นเครื่องสำอาง30%อาหารเสริม30%และเบ็ดเตล็ดสินค้าของใช้ภายในบ้านอีก40%

จากสาขาแรกที่เกตเวย์เอกมัยกับการทดลองตลาดและศึกษาความต้องการของลูกค้าชาวไทยสินปีที่ผ่านมาซูรูฮะมีสาขามากถึง23สาขาและเพิ่มเป็น43สาขาภายในสิ้นปี2558แบ่งเป็นกรุงเทพ60%ต่างจังหวัด40%ด้วยงบการลงทุนขยายสาขาและด้านไอทีในปีนี้70ล้านบาท

เป้าหมายของซูรูฮะในประเทศไทยคือการมีส่วนแบ่งตลาดเติบโตอย่างต่อเนื่องจากปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาด3%ของธุรกิจค้าปลีกสินค้าสุขภาพและความงามและการเติบโตด้านรายได้เพิ่มขึ้น50%เมื่อเทียบกับปี2557กลยุทธ์การตลาดในปีนี้ของซูรูฮะจึงประกอบด้วย

  • ตอบโจทย์One Stop Shopping ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยการเพิ่มร้านค้าไซส์ใหญ่ใจกลางแหล่งชุมชนรองรับการเพิ่มสินค้าให้มีความหลากหลายเป็นทางเลือกให้กับลูกค้ามากขึ้นและเปิดบริการเคาน์เตอร์เซอร์วิสให้บริการที่ซูรูฮะ2สาขาแรกที่อาคารญาดาและฮิตันไทย
  • นำCRM เป็นเครื่องมือในการสื่อสารเพิ่มปฏิสัมพันธ์กระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายพร้อมโปรโมชั่นและสะสมแต้มเฉพาะสมาชิกด้วยการอัพเกรดระบบไอทีหลังบ้านให้มีประสิทธิภาพรองรับสมาชิก300,000รายในปีนี้จากปีที่ผ่านมา200,000ราย
  • ให้ความสำคัญกับโซเชียลเน็ตเวิร์คสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายถึงโปรโมชั่นต่างๆและรับฟังFeedback ของลูกค้า

ในปี2559ซูรูฮะมีแผนขยายธุรกิจไปยังAEC โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางไปพร้อมๆกับขยายสัดส่วนสินค้าของใช้ภายในบ้านเพิ่มเป็น30%ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้น

 

มัตสึโมโตะคิโยชิ มาที่หลังแต่คนไทยรู้จัก

ถึงแม้จะมาที่หลังในตลาด Drugstroe ไทย แต่ชื่อ มัตสึโมโตะ คิโยชิ หรือร้านเหลืองกลับกลายเป็นชื่อที่คนไทยรู้จักดี เพราะมัตสึโมโตะให้เหตุผลว่า 90% ของคนไทยที่ไปญี่ปุ่นจะต้องแวะร้านเหลืองช็อปปิ้งสิ้นค้ากลับไทยทั้งนั้น

ด้วยเหตุนี้มัตสึโมโตะ จึงไม่ลังเลเลยที่จะร่วมมือกับเซ็นทรัล เข้ามาทดลองนำสินค้า 200 รายการมาจำหน่ายในท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ตบางสาขาก่อนที่จะเปิดช็อปอย่างเป็นทางการเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว แห่งแรกในพื้นที่ 270 ตร.ม. และเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เป็นร้านที่ 2 ก่อนสิ้นปี 2558

จุดเด่นของร้านมัตสึโมโตะในประเทศไทย คงหนีไม่พ้นทำเลที่ตั้ง ที่ไปกับห้างเซ็นทรัล และการมีสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น เกาหลี และออสเตรเลีย 2,000 รายการ ในสัดส่วน อาหารเสริม 20% เครื่องสำอาง และเพอร์ซันนอลแคร์ 80% และในอนาคตจะมีการนำสินค้าในหมวดที่หลากหลายมากขึ้นทั้ง Health Food ของใช้ภายในบ้าน และผลิตภัณฑ์การแพทย์เหมือนที่จำหน่ายในมัตสึโมโตะ ญี่ปุ่น

มีChifure คอสเมติกและสกินแคร์ราคาย่อมเยาว์ยอดนิยมในญี่ปุ่น,Love & Peace และ Argelan ผลิตภัณฑ์ออแกนิกเฮาส์แบรนด์ของมัตสึโมโตะเองสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง และมีสินค้าทดลองใช้ก่อนตัดสินใจที่มีความวาไรตี้และมากที่สุด และมีการแนะนำข้อมูลหรือ Tips สำหรับความงามให้กับลูกค้าด้วย

พร้อมกับกลยุทธ์สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าภายใต้สโลแกน “1 For You” หรือ “ที่1 เพื่อคุณ” และในอนาคตจะมีการทำ CRM กับลูกค้าสร้างความแข่งแกร่งให้กับการแข่งขันอีกทางหนึ่ง

Japanese-Super-Drugstore---CONTENT

ร้านอาหารญีปุ่น เติบโตด้วยกระแสสุขภาพ

 

อาหารญี่ปุ่น 20,000 ล้านบาทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 10-15% ในทุกๆ ปี แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว จากความนิยมของคนไทยที่รู้จักและยอมรับในอาหารญี่ปุ่นที่หลากหลายรสชาติที่ถูกปาก เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ รับประทานได้บ่อย ไม่เลี่ยน ไม่อ้วน และทำให้ภาพลักษณ์ของผู้ทานดูดี

แม้อาหารญี่ปุ่นจะมีการเติบโตต่อเนื่องเกิน 10% ทุกปี เมื่อมองจาก 10 เดือนที่ผ่านมาของปี 2558 กลับพบว่าตลาดอาหารญี่ปุ่นกลับเติบโตเพียง 7-9% และมีการแข่งขันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพและ ปริมณฑล โดย Big Player ต่างให้แข่งขันผ่านแนวทางการตลาด 4 ประการได้แก่

1.Networking

ขยายสาขาให้ครอบคลุมมากที่สุด ทั้งในห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ เพิ่มความสะดวกให้ลูกค้า Easy Access ในการเข้าถึงร้านค้า

2.Product Varity

ความหลากหลายของอาหาร นำเสนอรูปแบบอาหารที่แปลกใหม่ รสชาติถูกจริตคนไทย สอดคล้องกับรูปแบบการรับประทานอาหารนอกบ้านของกลุ่มเป้าหมาย

3.Unique Selling Points

จุดต่างของแบรนด์ ความโดดเด่นที่แตกต่าง รวมถึงการตกแต่งร้านที่มีสไตล์ บ่งบอกความเป็นตัวตนของกลุ่มเป้าหมาย และอื่นๆ

4.Value Added

การบริการที่เหนือความคาดหมาย รวมถึงการจัดโปรโมชั่นในรูปแบบต่างๆ ทั้งส่วนลด ของแถม ลุ้นโชค และอื่นๆ ที่ดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจเข้ามารับประทานในร้านนอกเหนือจากด้านราคาเพียงอย่างเดียว

 

กรุงเทพอิ่มตัว ต่างจังหวัดคือโอกาส

เมื่อมองลึกลงไปในตลาดอาหารญี่ปุ่นที่เติบโตอย่างสวยงามกลับพบว่าในตลาดกรุงเทพและปริมณฑลเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันสูง และอยู่ในภาวะอิ่มตัวจากการขยายสาขาของแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นรายใหญ่และรายย่อย และการเข้ามาในตลาดของผู้เล่นหน้าใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการรับประทานอาหารนอกบ้าน

ส่วนตลาดต่างจังหวัดยังคงเป็นตลาดที่มีโอกาสในการเติบโต โดยเฉพาะตลาดหัวเมืองหลักและหัวเมืองรอง ซึ่งเป็นตลาดที่ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารนอกบ้านใกล้เคียงกับคนกรุงเทพ และยังเป็นตลาดที่ยังไม่มีแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นเข้าไปเปิดสาขาไม่มากนักนอกจากแบรนด์หลักๆ เพียงไม่กี่แบรนด์เท่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากแบรนด์เล็กอาจมองว่าต้องการโฟกัสไปที่กรุงเทพ ซึ่งเป็นตลาดที่เปิดรับแบรนด์ใหม่ๆ อยู่เสมอ และพร้อมที่จะจ่ายเงินกับการรับประทานอาหารนอกบ้านเพื่อแลกกับรสชาติที่อร่อย และบรรยากาศตกแต่งสวยงาม สะท้อนรสนิยมของผู้รับประทาน

 

ฟูจิ รักษาเบอร์ 1 ด้วยสาขา

ผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารญี่ปุ่นมากกว่า 30 ปี อย่างฟูจิ ได้รักษาส่วนแบ่งตลาดอันดับ1 อย่างต่อเนื่องจากการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้เป็นร้านอาหารสำหรับคนรุ่นใหม่ และร้านอาหารสำหรับครอบครัวด้วยงบการตลาด 200 ล้านบาทในปีนี้ไปพร้อมๆ กับขยายสาขาอย่างต่อเนื่องทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัดทั้งศูนย์การค้า คอมมูนิตี้ ออฟฟิศบิ้วดิ้ง และแหล่งชุมชนต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามารับประทานอาหารในร้านฟูจิแทนร้านอื่นๆ โดยในปีนี้ ฟูจิมีสาขามากกว่า 90 สาขา ซึ่งเป็นสาขาใหม่ 5-6 สาขาด้วยงบลงทุน 250 ล้านบาท

นอกจากเกมในบ้านแล้วฟูจิ ยังมีความต้องการเป็นแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ครอบคลุมทุกประเทศใน AEC เริ่มจากการเข้าไปทดลองตลาดในลาวและเมียนมาร์เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ในปี 2557มีสาขามากถึง 4 สาขาในสองประเทศและในปีนี้ต้องการเปิดสาขาเพิ่มอีก 8 สาขาในเมียนมาร์ 3 สาขา ลาว 1 สาขา อินโดนีเซีย และมาเลเซียประเทศละ 1 สาขา และกัมพูชาอีก 2 สาขา

โดยในปีนี้ฟูจิรักษาความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้วยเป้ารายได้ทั้งปี 8,000 ล้านบาทเติบโตจากปีที่ผ่านมา 10% และคาดว่าในปี 2561 จะสามารถสร้างรายได้ได้มากถึง 10,000 ล้านบาท

 

โอโตยะ แม่บ้านญี่ปุ่นมาปรุงให้ถึงไทย

จุดเด่นของโอโตยะ ที่แตกต่างจาก Big Player อื่นๆ คือการเป็นร้านอาหารต้นตำรับจากญี่ปุ่น ที่มีคุณภาพ เพื่อสุขภาพ มีเมนูหลากหลาย โดย 90% ของเมนูทั้งหมดเป็นเมนูสูตรจากญี่ปุ่น และ10% เป็นเมนูที่ปรับให้เหมาะตรงกับความต้องการของคนไทยมากขึ้น

ในปีนี้โอโตยะ ต้องการรักษาส่วนแบ่งตลาด 8%ในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่น เติบโต 10% เท่ากับปีที่ 2557แต่ด้วย 9 เดือนที่ผ่านมาการโอโตยะสามารถสร้างการเติบโตได้เพียง 5% จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และทำให้บางสาขามีลูกค้ามาใช้บริการลดลง

เพื่อไปถึงฝั่งฝันไตรมาสสุดท้ายของปีโอโตยะจึงได้งัดไม้เด็ดตอกย้ำความเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีต้นรับจากประเทศญี่ปุ่น สร้างการรับรู้ถึงเมนูใหม่ๆ ที่โอโตยะได้ปรับเปลี่ยนเป็นประจำทุกปี ไปพร้อมๆ กับเชิญชวนให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาใช้บริการมากขี้นด้วยแคมเปญ “โอโตยะ ฉลองเมนูใหม่ อิ่ม-หมี-ฟรี-มัน” ให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการโอโตยะ 17 สาขาในศูนย์การค้าเซ็นทรัล ซึ่งอยู่ในเครือเดียวกับCRG เจ้าของลิขสิทธิ์โอโตยะในประเทศไทย ลุ้นทริปเที่ยว และรับประทานอาหารที่ร้านโอโตยะประเทศญี่ปุ่น พร้อมคูปองส่วนลด และเมนูพิเศษ เมื่อทานครบ 300 บาท ระหว่างวันที่28 ตุลาคม -27 ธันวาคม 2558

ไปพร้อมๆ กับสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมาย ว่าโอโตยะคือ ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เน้นเมนูสไตล์โฮมเมดที่หลากหลายผ่านแคมเปญและกิจกรรมการตลาดในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น TV วิทยุ บีทีเอส บิลบอร์ด สื่อโซเชียลมีเดีย และโมบายแอพพลิเคชั่น ไปยังกลุ่มเป้าหมาย ผ่านงบการตลาด 60 ล้านบาทในปีนี้

โดยโอโตยะมีกลุ่มเป้าหมายหลัก 80% เป็นกลุ่มวัยทำงาน กลุ่มครอบครัว ผู้ที่เดินทางไปญี่ปุ่น และชื่นชอบอาหารต้นตำรับ และลูกค้ารอง 20% ที่เหลือคือชาวญี่ปุ่นและครอบครัวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย

รวมถึงปรับเมนูพิเศษในสาขาต่างจังหวัดเมื่อ 4-5 เดือนที่ผ่านมา ให้มีราคาเฉลี่ยต่อเมนู 250 บาท ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายต่างจังหวัดมากขึ้น เพราะปัญหาของโอโตยะคือความเป็นพรีเมี่ยมที่มีราคาเมนูเฉลี่ย 300-350 บาท ต่อเซ็ต ทำให้กลุ่มเป้าหมายต่างจังหวัดไม่กล้าที่จะเข้ามาทดลองรับประทานอาหาร และคาดหวังว่าจะมีผู้สั่งเมนูพิเศษนี้มากถึง 15% ของลูกค้าต่างจังหวัด

นอกจากนี้ยังได้ขยายสาขาเพิ่มเป็น 52 สาขาในปี 2559 และเพิ่มเป็น 100 สาขาในปี 2563จากปัจจุบันที่มีอยู่ทั้งสิ้น 47 สาขา และรีโนเวทสาขาเดิม ด้วยงบการตลาด 150 ล้านบาท เพื่อเป้ารายได้ 1,000 ล้านบาทในปี 2559 จากรายได้ปัจจุบัน 700 ล้านบาท ไปพร้อมๆ กับการมองหาทำเลเปิดร้านในCLMV เพื่อทดลองตลาดและขยายสาขาไปยัง AECในที่สุด

4 ขามาร์เก็ตติ้ง : รักจริงหวังเลี้ยง

เมื่อคนเลี้ยงสัตว์ด้วยอารมณ์ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม เปลี่ยนจาก “Pet Lover” ที่แค่รัก   เป็น  “Pet  Parent”  รักและผูกพัน จนวันตาย การทุ่มเท ปรนเปรอ ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดเลยเกิดขึ้น

                  เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ใช่เพียงแค่กระแส แต่เป็นโอกาสทางธุรกิจครั้งใหญ่ทีเดียว

                  มูลค่ารวมของธุรกิจสำหรับสัตว์เลี้ยงจึงเติบโตต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 22,000 ล้านบาท ขยายตัวปีละ 10-15% เป็นสถิติที่ยืนยันสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น  และเป็นอัตราการเติบโตที่สามารถแซงหน้าประเทศที่มีขนาดของตลาดธุรกิจสัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่อย่างญี่ปุ่นและในอีกหลายประเทศในเอเชียไปแล้ว แม้ว่าจะมีขนาดของตลาดที่เล็กกว่า

                  น้องหมายังเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมอันดับ 1 แต่ในขณะเดียวกันเทรนด์ของน้องแมวกำลังไล่ตามมาติดๆ จนคาดกันว่าในอีก 2-3 ปี สัดส่วนจะเป็น 50-50 เลยทีเดียว

                  หลายธุรกิจเตรียมแจ้งเกิด  เช่น ศูนย์ดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงครบวงจร  อาหารเสริมของเล่น   เสื้อผ้าและเครื่องประดับ  สตูดิโอถ่ายภาพ   ธุรกิจเสริมสวย    บริการอาบน้ำแต่งขนถึงบ้าน คาเฟ่และโรงแรมสำหรับสัตว์เลี้ยง ศูนย์ฝึก ศูนย์รับฝาก  บริการฌาปนกิจสัตว์เลี้ยงแสนรัก  รวมไปถึงธุรกิจประกันภัย Pet  Insurance  พร้อมกับอีเว้นท์ใหญ่เพื่อสัตว์เลี้ยงที่มีต่อเนื่องทั้งปี

 ยิ่งรัก ยิ่งทุ่มเท   เฉพาะผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงเลยสูงกว่าหมื่นล้าน

เมื่อเลี้ยงกันเหมือนน้อง ดูแลเหมือนลูก ใส่ใจเหมือนคนรัก     มูลค่าใช้จ่ายเลยไม่ใช่แค่อาหารขนม หรือสบู่อาบน้ำ ยากำจัดเห็บแล้ว แต่มากกว่านั้น

สิริญาพัทธ์  เทียนรุ่งศรี  นายกสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย กล่าวว่า เฉพาะผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงปีที่ผ่านมามีมูลค่าสูงถึง  16,000 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อนหน้าประมาณ 20% และคาดว่าปีนี้จะเติบโตต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า10%  แน่นอน

ในขณะเดียวกันได้มีผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้ามาในธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  เช่น ผลิตภัณฑ์พวกเบเกอรี่ และสแน็ก   เสื้อผ้าเครื่องประดับที่ถูกดีไซน์ออกแบบให้เป็นไปตามฤดูกาลเหมือนคน  เสื้อผ้าในโอกาสพิเศษ  เช่น งานแต่งงาน เสื้อผ้าคู่แม่ลูก พี่น้อง  รถเข็น    และสินค้านวัตกรรมต่างๆ เช่น สายควบคุมน้องหมา น้องแมวไม่ให้ออกนอกพื้นที่  รวมทั้งอาหารเสริมที่ดูแลสุขภาพเฉพาะวัยหรือเฉพาะโรค

เธอยังกล่าวว่า จากการประเมินจากยอดขายอาหารสัตว์คาดว่า สุนัขยังเป็นสัตว์เลี้ยวยอดนิยมประมาณ  7 ล้านตัว ในขณะที่แมวมีประมาณ 3 ล้านตัว

 อีเว้นท์มาแรงแห่งปีเพื่อบรรดา Pet Lover

                  งานอีเว้นท์เพื่อคนรักสัตว์ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ กลายเป็นเป็นเทรนด์หนึ่งที่มีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง  แต่งานใหญ่แห่งปีต้องยกให้กับ Thailand International Dog Show 2015 ที่ บริษัทอิมแพ็คเอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จัดขึ้นในเมืองทองธานี และจัดมาอย่างต่อเนื่องนานถึง 14 ปี

ในช่วงเวลานั้น เทรนด์รักสุนัขและสัตว์เลี้ยงไม่ได้ชัดเจนเหมือนในปัจจุบัน แต่เป็นเพราะความรักสัตว์ของ พอล กาญจนพาสน์ ผู้บริหารอิมแพค ที่ต้องการเห็นงานสัตว์เลี้ยงใหญ่ๆ เกิดขึ้นในประเทศไทย และอนุญาตให้คนจูงสัตว์เลี้ยงเข้ามาชมงานได้พร้อมกันกับคน

ตีรญา ชมภูนิตย์ ผู้จัดการอาวุโสโครงการอิมแพ็คเอ็กซิบิชั่น ออร์กาไนเซอร์ บริษัทอิมแพ็คเอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์  กล่าวว่า ปีแรกๆ ใช้พื้นที่จัดเพียง 5,000 ตารางเมตร โดยที่มีผู้สนับสนุนหลัก 2 รายคือ สมาร์ทฮาร์ท กับเพดดิกรี  เจ้าของแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่

จากงานที่เคยจัดปีละ 2 ครั้ง ปัจจุบันจัดใหญ่ปีละ 5 ครั้ง โดยเป็นที่อิมแพ็คกรุงเทพฯ 2ครั้ง ในพื้นที่กว่า 1 หมื่นตารางเมตร และขยายไปยังหัวเมืองใหญ่อีก 3 ครั้งที่จังหวัดภูเก็ต   เชียงใหม่ และอุดรธานี โดยได้จับมือจัดร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทยด้วย

“รักนะ สระอา”  เป็นชื่องานครั้งล่าสุดที่จัดไปเมื่อประมาณปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ในพื้นที่ประมาณ 13,500 ตร.ม. 70% เป็นบูทของอาหารสัตว์ และสแน็ก  เป็น Accessory  เสื้อผ้า ปลอกคอ เครื่องประดับ  30%  โดยมีจำนวนร้านค้าที่เข้ามาร่วมงานเพิ่มขึ้นประมาณ 20%   จำนวนคนและสัตว์ที่เข้ามาร่วมงานปีที่แล้วประมาณ 140,000-150,000 คน (รวมสัตว์ด้วยประมาณ 4 หมื่นตัว) ส่วนปีนี้คาดว่าจะเพิ่มเป็น 180,000 คน

ส่วนงาน Pet Variety  ที่จะจัดในเดินพฤศจิกายนนั้น เธอคาดว่าจำนวนคนดูจะมากกว่า 2 แสนคนแน่นอน  โดยมีสัตว์เลี้ยงอย่างแมวเป็นพระเอกตัวหนึ่งของงานนอกจากสุนัข

 

 PETClub เพื่อครอบครัวน้องหมา น้องแมว

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา  PETClub เปิดสาขาใหม่ย่านลาดพร้าว ซอย 101  เป็นศูนย์ดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงครบวงจร รองรับบรรดา Pet Lover ทั้งหลาย

มฤดี ตัณศลารักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพ็ท คลับ จำกัด  กล่าวว่า ได้เริ่มธุรกิจนี้เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว โดยเริ่มจากโรงพยาบาลสัตว์ แฮปปี้เพ็ท บนถนนพัฒนาการ หลังจากนั้นมาเปิดสาขาที่ 2  บนถนนรามอินทราและเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า จากโรงพยาบาลได้ปรับมาเป็น Pet Store  เพื่อการขายสินค้าและอาหาร และให้บริการอาบน้ำตัดขนละคลินิกเล็กๆ ก่อนที่จะมาเปิดสาขาที่ 3  เดอะพาซิโอ ทาวน์ ย่านรามคำแหง

ส่วนสาขาล่าสุดนั้นเป็นการนำเสนอสิ่งที่แตกต่างและแปลกใหม่และคิดว่าเป็นที่แรกของเมืองไทยที่ลงทุนด้วยพื้นที่ประมาณ  1 ไร่ครึ่ง    โดยได้ลงทุนกว่า 30 ล้านบาท  มีโซนขายสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง โซนเสริมสวยและความงามสัตว์เลี้ยง  โซนโรงแรมสำหรับสัตว์เลี้ยง   โซนรักษาและดูแลรักษาสุขภาพสัตว์เลี้ยง  และโซนเพ็ท คาเฟ่  ซึ่งให้บริการอาหารและเครื่องดื่มสำหรับเจ้าของและสัตว์เลี้ยง

โรงแรมหมามี  5 ห้อง แมว 5 ห้อง  1 ห้อง อาจจะมากกว่า  1 ตัว  ถ้าเป็นน้องหมา หรือน้องแมวจากที่เดียวกัน โดยราคาโรงแรมคิดตามน้ำหนักเริ่มตั้งแต่ 500 บาทต่อคืน น้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัมและจะแยกโซนห้องพักของน้องแมว และน้องหมา เพื่อความเป็นส่วนตัว  เพราะแมวจะเครียดมากถ้าได้ยินเสียงหรือได้กลิ่นของน้องหมา

“เรามีห้องสะอาด มีเครื่องปรับอากาศ มีห้องน้ำ แต่ไม่มีทรายไม่มีอาหารให้ เหตุผลคือว่า การย้ายบ้านสำหรับสัตว์ หรือการไม่เห็นหน้าคนเลี้ยงจะมีอาการเครียดอยู่แล้ว  พวกอาหารและทราย  หรือของใช้เดิมๆ จะสามารถช่วยให้เขาสงบลงได้มาก”

สระน้ำเริ่มค่าบริการที่ 450 บาท สำหรับสัตว์เลี้ยงไซส์เล็ก ส่วนไซส์ใหญ่ 800 บาท   ส่วนพันธุ์พิเศษที่ขนหนาๆ ก็จะเป็นราคาพิเศษเพิ่มไปอีก  ราคานี้รวมเป่าขนให้แห้ง แต้ถ้าจะสระเซ็ทจะเป็นอีกราคาหนึ่ง

ส่วนแพ็คเกจตรวจสุขภาพเริ่มต้นที่1,500-4,500  บาท โดยรายได้หลักของเพ็ทคลับจะมาจากเพ็ทสโตร์ เพราะอาหารของใช้จะเป็นสิ่งที่หมดเร็ว

ลุยตลาดผ่านออนไลน์

เฟซบุ๊คและไอจี คือเครื่องมือหลักในการทำตลาดที่เน้นการเข้ามาเป็นสมาชิก  ปัจจุบันเพ็ทคลับมีสมาชิกประมาณ 5 พันราย และ ได้ตั้งเป้าให้ถึง 1 หมื่นรายในสิ้นปีนี้

“ตลาดหลักเรายังเป็นสุนัขค่ะ แต่ในปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าตลาดแมวโตมาก จะเห็นเทรนด์เรื่องอาหารแมว ของเล่นแมว และคาเฟ่แมวเกิดขึ้นเยอะมาก ถ้าฟังจากซัพพลายเออร์ที่ขายอาหารแมวเขาบอกว่า อีก 2-3 ปี อาหารแมวจะไล่ตามขึ้นมาเป็นครึ่งๆ เลยทีเดียว โดยที่ตลาดสุนัขไม่ได้หายไปไหน แต่ตลาดแมวเพิ่มสูงมากขึ้น”

เพ็ทคลับยังมีแผนในการขยายสาขาเพิ่มเติมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดด้วยรูปแบบแฟรนไชส์ให้กับผู้ที่รักและสนใจในธุรกิจสัตว์เลี้ยงอีกด้วย

ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดจะมีการเปิดแฟรนไชส์สาขาแรกได้ในปลายปีนี้    เป้าหมายทางการตลาดของ “PETClub” ที่วางไว้ในปีนี้คาดว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 50 ล้านบาท เติบโตขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 300%

 

………………

ตลาดธุรกิจสัตว์เลี้ยง

ตัวเลขการเติบโตในแต่ละปีของตลาดไทยสูงถึง                                 10-15% ต่อปี

มูลค่ารวมสูงถึง                                                                                       22,000 ล้านบาท (เป็นของสุนัข 70-80% แมว 20%)

คาดว่าอีกไม่เกิน 2 ปี สัดส่วนของแมวจะเพิ่มเป็น 50%

กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงมีมูลค่ากว่า                                                           10,000 ล้านบาท

กลุ่มธุรกิจบริการ (เช่น รพ. และคลินิก สปา อาบน้ำตัดขน โรงแรม)      7,000 ล้านบาท

กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงมีมูลค่ากว่า                                5,000 ล้านบาท

ที่มา : Marketeer รวบรวม , บริษัท เพ็ท คลับ จำกัด

 

 

มูลค่ารวมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง ปี 2557 16,000 ล้านบาทโตขึ้น 20% จากปี 2556

เป็นอาหารทั้งแห้ง และเปียก                                                                 12,000 ล้านบาท

สแน็ก                                                                                                      1,200 ล้านบาท

อาหารเสริม และวิตามิน   วัคซีน                                                               100 ล้านบาท

แชมพู เสื้อผ้า เครื่องประดับ รถเข็น ฯลฯ                                               2,700 ล้านบาท

ที่มา : สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย

 

 อีเว้นท์แห่งปีเพื่อ Pet Lover

วันที่                                ชื่องาน                                                  สถานที่    

28 ก.พ.                           6 ขา หมาเดินเล่น                                     เซ็นทรัลพระราม 2

28-31 พ.ค.                    PET EXPO THAILAND 2015       ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

21-22 มี.ค.                    Dog Fair & Charity                               เมเจอร์รัชโยธิน

26 ก.พ.-1 มี.ค.           SmartHeart Presents Pet Variety      เซ็นทรัลเชียงใหม่                     

 25-28 มิ.ย.                รักนะ สระอา                                            อิมแพ็ค เมืองทองธานี

3-6 ก.ย.                       ยกก๊วนม่วนอีสาน                                   อุดรธานีฮอลล์

1-4 ต.ค.                       SmartHeart Presents Pet Variety     เซ็นทรัลภูเก็ต

19-22 พ.ย.                   แก่นเซี๊ยวเปรี้ยวซ่า                                 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

แนวโน้มสัตว์เลี้ยงยอดนิยมในประเทศไทยปี 2558   5 อันดับแรก 

1.สุนัข

  1. แมว
  2. ปลาสวยงาม
  3. สัตว์ปีก
  4. สัตว์เล็ก

ที่มา : สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงไทย

 

 
โอกาสเติบโตของธุรกิจสัตว์เลี้ยงแสนรัก 

1. เติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 10-15%

2. ไลฟ์สไตล์ของคนเลี้ยงสัตว์เปลี่ยนไปจากสัตว์เลี้ยงในบ้านกลายเป็นเพื่อน เป็นลูกมากขึ้น คนรักสัตว์เหมือนครอบครัว ยอมใช้จ่ายสูงขึ้น

  1. โลกโซเชียลทำให้การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงง่ายเข้า สามารถพูดคุยปัญหาเรื่องสัตว์เลี้ยงกับผู้คนได้ตลอดเวลา
  2. มีบริการต่างๆ เพื่อความสะดวกเกิดขึ้นมากมาย เช่น  เดลิเวอรี่ รับอาบน้ำตัดขนถึงบ้าน มีโรงแรมสำหรับสัตว์เลี้ยง  บริการรถแท็กซี่สำหรับสัตว์เลี้ยง  มีอาหารสำหรับแมว และของเล่นต่างๆ มากมาย ทำให้คนเลี้ยงพลอยเพลิดเพลินไปด้วย
  3. สามารถสั่งซื้อของและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงมากมายผ่านทางออนไลน์ หรือช้อปปิ้งผ่านโทรศัพท์มือถือหรือไอแพด
  4. ศูนย์การค้าหลายแห่ง เริ่มมีที่รับฝากสัตว์เลี้ยงในช่วงเวลาของการเข้ามาช้อปปิ้ง เช่น
    โตคิวโฉมใหม่ที่พาราไดซ์ปาร์ค   หรือมีโซนที่ให้สัตว์เลี้ยงเข้ามาได้ เช่น เอเชียทีค ห้างเซ็นทรัลสาขาใหม่รามอินทรา  เดอะไนน์พระราม 9
  5. กลุ่มเพศที่สามหันมานิยมเลี้ยงเพื่อทดแทนการมีลูก
  6. แนวโน้มของครอบครัวสมัยใหม่ที่มีขนาดเล็กลงทำให้มีการเลี้ยงแมว และสัตว์ขนาดเล็กต่างๆ เพิ่มขึ้น

เมืองไทย รุกตลาดประกัน

“Cats & Dogs ประกันภัย”

 

เมืองไทย Cats & Dogs ประกันภัย  เป็นวิธีคิดที่สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทพยายามสร้างความแตกต่างของตัวโปรดักท์อย่างต่อเนื่องและเป็นไปตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค

วาสิต  ล่ำซำ   รองกรรมการผู้จัดการสายงานยุทธศาสตร์องค์กรและพัฒนาธุรกิจ  บริษัทเมืองไทยประกันภัย กล่าวว่า เมื่อปี  2553 บริษัทเริ่มมีกรมธรรม์ประเภทนี้เขึ้นมาทดลองตลาด   เพราะช่วงนั้นตลาดเกี่ยวผลิตภัณฑ์สัตว์มีอัตราการเติบโตที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่อง  คนไทยทั้งประเทศมีสุนัขและแมวเป็นสัตว์เลี้ยงรวมกันมากกว่า 9 ล้านตัว และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยมากกว่า 1,000 บาท ต่อตัวต่อเดือน  และส่วนใหญ่จะเลี้ยงเหมือนญาติเหมือนลูก  ให้ความรักสูงมาก ทำให้เห็นโอกาสว่าน่าจะมีความสนใจในการที่จะคุ้มครอง สัตว์เลี้ยงของเขาเหมือนกับคนในยุโรปที่เพ็ทอินชัวร์รันส์มีเบี้ยมหาศาลหลายร้อยล้านยูโรต่อปี

การทำตลาดในช่วงแรกไม่ได้ขายทั่วไป เจาะเฉพาะช่องทาง เน้นเป็นพันธมิตรกับกลุ่มเซ็นทรัลที่คิดว่ากลุ่มนี้น่าจะมีกำลังซื้อ เป็นกลุ่มบีบวก ซึ่งปรากกฏว่าได้รับความสนใจ แต่ยังไม่ถึงเป้าที่บริษัทวางไว้ และส่วนใหญ่จะเป็นสุนัขไม่ค่อยมีแมว

“เราทำพักหนึ่งแล้วก็หยุดไปเพราะปรากฏว่ามีเคลมเยอะ เคลมที่เข้ามาตอนนั้นคือการที่หมาแมวไปทำทรัพย์สินคนอื่นเสียหาย ซึ่งเราคุ้มครองให้ด้วย  เมื่อพอร์ตยังเล็กแต่เคลมเยอะ ทำให้ต้องกลับมาทบทวนใหม่ เพราะจริงๆ แล้วเราต้องการคุ้มครองในเรื่องประกันสุขภาพหรืออุบัติเหตุมากกว่า”

อย่างไรก็ตามแนวแนวโน้มของตลาดสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทางบริษัทได้เอาแนวคิดนี้มาพัฒนาใหม่และเปิดขายอีกครั้งเมื่อประมาณต้นปีที่ผ่านมา

“แต่เราก็ไม่ได้ปูพรมโฆษณาออกไปเยอะนะครับ ปัญหาของบ้านเราคือไม่มีสถิติซัพพอร์ต  การที่เราจะมีเบี้ยประกันภัยรองรับกับความเสี่ยงอาจจะไม่สอดคล้องกัน”

ประกันสัตว์เลี้ยงของเมืองไทย ประกันภัย คุ้มครองเฉพาะสุนัขและแมวที่มีอายุระหว่าง 3 เดือนถึง 7  ปี โดยสัดส่วนของเบี้ยประกันภัยมากกว่า 95% เป็นประกันภัยสุนัข  แต่เริ่มเห็นเทรนด์ของความสนใจในเรื่องของแมวเพิ่มมากขึ้น  จากตัวเลขผลิตภัณฑ์อาหารแมว ที่เติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าจะสูงกว่าอาหารสุนัข ดังนั้นเป็นไปได้อย่างมากว่าตัวเลขการประกันแมวจะมีมากขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนกัน

 

ความคุ้มครองของกรมธรรม์  เช่น คุ้มครองการเสียชีวิตทั้งจากอุบัติเหตุและการเจ็บป่วย คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลทั้งจากอุบัติเหตุและการเจ็บป่วย   ความรับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งร่างกายและทรัพย์สินของบุคคลภายนอกอันเกิดจากสัตว์เลี้ยง

ส่วนข้อยกเว้นของกรมธรรม์ การเสียชีวิตหรือเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นภายในช่วง 60 วันแรก นับจากวันที่กรมธรรม์ใหม่เริ่มคุ้มครอง การเสียชีวิตหรือเจ็บป่วยที่มีสาเหตุมาจากพยาธิ เห็บ หมัด ไร เล็น โรคเรื้อน หรือโรคผิวหนังทุกชนิด การถูกฆ่าโดยเจตนา ถูกวางยาพิษ หรือถูกกลั่นแกล้ง และโรคระบาดของสัตว์เลี้ยง

ราคาการประประกันเริ่มต้นที่ 2,600-6,500 บาท ค่าคุ้มครองจากการเสียชีวิตเริ่มต้นที่ 10,000 บาท อุบัติเหตุเริ่มจาก 20,000-10,000บาท ส่วนสุขภาพเริ่มจาก 1,000-5,000 บาท

 

กลยุทธ์ขายกรมธรรม์ผ่านพันธมิตร

ตลอดเวลาที่ผ่านมาทางเมืองไทยประกันภัยเน้นจัดแคมเปญร่วมกับผลิตภัณฑ์อาหารสุนัขและแมว  และสำหรับโปรโมชั่นล่าสุด ทาง Smart Heart ได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนในการจัดแคมเปญพิเศษ คือ การมอบกรมธรรม์ ประกันสัตว์เลี้ยงฉบับพิเศษเฉพาะลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์อาหารสุนัขสมาร์ทฮาร์ท, สมาร์ทฮาร์ท โกลด์ หรืออาหารแมวมีโอชนิดใด รสใดขนาดใดก็ได้ ที่มียอดซื้อสะสมครบ 4,000 บาท ลูกค้าสามารถขอแลกรางวัลเพื่อรับสิทธิ์ทำประกันภัยสัตว์เลี้ยง (iSmart Pet Insurance) ความคุ้มครองสูงสุดมูลค่า 5,000 บาท จนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2558 และสามารถแลกรับสิทธิ์การทำประกันภัยสัตว์เลี้ยงได้จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2558

รวมทั้งพยายามหาช่องทางทำการตลาดผ่านออนไลน์มากขึ้นด้วย

“ประกันสำหรับสัตว์เลี้ยงยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากในอนาคต ซึ่งทางบริษัทเองอาจจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ประกันภัยสำหรับสัตว์เลี้ยงให้มีความยืดหยุ่น คุ้มครองง่ายๆ สะดวกซื้อ เพื่อรองรับความต้องการของคนรักสุนัขและแมวที่สูงขึ้น”

วาสิตกล่าวอย่างมั่นใจ

……………………………………….

คนไทยเลี้ยงสุนัขและแมวรวมกันมากกว่า                 9 ล้านตัว

เลี้ยงในบ้านประมาณ                                                    5.8 ล้านตัว

มีเจ้าของที่รักสุนัขและแมวเหมือนลูกประมาณ            51%

ยอมซื้อประกันสุขภาพให้สัตว์เลี้ยงประมาณ              73.3%

ยอมรับค่าเบี้ยประกันอยู่ระหว่าง 1,000–5,000 บาท  77.9%

เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล

 

 

 

DSLR – Mirrorless – Smartphone : สงครามชิงแชะ โชว์ แชร์

ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาตลาดกล้อง Digital ถือเป็นตลาดที่เกิด Turning Point อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะ Big Effect ครั้งสำคัญ ที่เกิดจากกลุ่มแบรนด์ Smartphone ที่พัฒนากล้องให้มีคุณภาพสูง แถมยังใช้งานง่ายเพียงยกขึ้นเล็งถ่ายปุ๊บ แต่งภาพผ่าน Application ก็ออกมาสวยฟรุ๊งฟริ้ง ปรากกฏการณ์นี้เองที่ส่งผลกระทบให้ User เลิกซื้อกล้อง Compact แต่หันมาใช้ Smartphone ถ่ายภาพแทน

จึงไม่แปลกที่กล้อง Compact จากในอดีตเคยขายได้เป็นหลักล้านเครื่องต่อปี แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 3.5-4 แสนเครื่องต่อปี ที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือแนวโน้มยอดขายจะยังคงตกลงอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี จนทำให้ค่ายกล้องบางค่ายเลิกผลิตกล้อง Compact ราคา 1,500 – 3,000 บาท แล้วหันไปผลิตกล้อง Compact คุณภาพสูงราคาแพง

แต่…แค่นี้ดูจะไม่เพียงพอในแง่การสร้างรายได้ ทำให้ผู้ผลิตกล้องหลายค่ายทั้ง Fuji, Sony, Olympus ฯลฯ  หันไปช่วยกันสร้าง New Segment ที่ชื่อว่า Mirrorless หรือกล้องไร้กระจกบอดี้เล็กสามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ โดยเป้าหมายหลักของทุกค่ายคือต้องการให้ User ที่ใช้ Smartphone อัพเกรดมาสู่การถ่ายภาพขั้น Advance

โดยกลุ่มแบรนด์ที่โดดเข้ามาสู่ตลาดนี้  ต่างใช้แนวคิดการพัฒนากล้อง Mirrorless ของตัวเองให้มีคุณภาพทัดเทียมกล้อง DSLR แต่มาพร้อมบอดี้เล็กน้ำหนักเบา แถมมีฟังก์ชั่นการใช้งานง่ายดีไซน์สวยงาม

Mirrorless ก็แค่บางประเทศ

DSLR สิ! ครองโลก

ทีนี้กลุ่ม User ที่ใช้ Smartphone ที่อยากจะ Step Up ไปสู่การถ่ายภาพขั้นสูงจะมี 2 ตัวเลือกทันทีคือซื้อกล้อง Mirrorless หริอจะเลือกซื้อกล้อง DSLR โดยปรากฏการณ์ตรงนี้ได้สร้างคำถามไปถึง 2 Professional Brand อย่าง Nikon และ Canon ที่กำลังถูกทาท้ายแย่งชิงยอดขายกล้อง DSLR จากกลุ่มแบรนด์รองด้วยอาวุธใหม่ที่ชื่อ Mirrorless

“ในแง่ยอดขายทั่วโลกกล้อง DSLR ยังมียอดขายมหาศาล กล้อง Mirrorless เติบโตเฉพาะแค่ในบางประเทศในเอเชียอย่าง ไทย, ญี่ปุ่น เป็นต้น แต่ประเทศในแถบยุโรปและอเมริกากล้อง Mirrorless ไม่ได้สร้างกระแสตื่นตัวอะไรเลย เพราะฉะนั้น Canon มองไปที่ตลาดระดับ Global เป็นหลัก”วรินทร์ ตันติพงศ์พานิช ผู้อำนวยการอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป ส่วนงานคอนซูเมอร์ อิมเมจจิ้ง แอนด์ อินฟอร์เมชั่น บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) เปรียบเทียบความนิยมระหว่างกล้อง DSLR กับกล้อง  Mirrorless

Professional ไม่ได้นิ่งเฉย

แต่ขอ…ประเมินสถานการณ์

เหตุผลที่กล้อง  Mirrorless ไม่หวือหวาในตลาดฝั่งยุโรปต้องบอกว่ามีเหตุผลหลักอยู่สองข้อ ข้อแรกสุดคือ ฝรั่งมีมือที่ใหญ่จับกล้องเล็กไม่ถนัดทำให้การคอนโทรลกล้องไม่คล่องมือ ข้อสุดท้ายคือสื่อประเภทภาพยนตร์, สารคดี รวมไปถึงมหกรรมกีฬาระดับโลกต่างๆ ช่างภาพมืออาชีพยังคงใช้แค่ Canon และ Nikon เป็นการตอกย้ำ Image และคุณภาพของกล้อง DSLR ไปในตัวได้อย่างดีทีเดียว

จึงพอจะเข้าใจเหตุผลแล้วว่าทำไม Canon ยังชัดเจนในตัวเองว่าจะเกาะรถไฟขบวนนี้ด้วยการตั้งหน้าตั้งตาสร้างและรักษาตลาด DSLR อย่างเหนียวแน่นแม้ที่ผ่านมา Canon จะมีการผลิตกล้อง Mirrorless วางขายในตลาด แต่ดูจะไม่ได้เอาจริงเอาจังกับตลาดนี้มากนัก

แต่คงจะ “ฟันธง” ว่า Canon จะไม่เอาจริงเอาจังกับตลาดกล้องเล็กเปลี่ยนเลนส์ได้ เพราะหากวันหนึ่งวันใดเทรนด์กล้องMirrorless เกิดนิยมทั่วโลก เชื่อขนมกินได้เลยว่า Canon จะต้องทุ่มเงินทุนมหาศาลและ Know How ที่สะสมมานานผลิตกล้อง Mirrorless ออกมาแข่งขันในตลาดนี้อย่างจริงจัง

 

ตลาดตก แต่ขอยอดขายเท่าเดิม

ขณะเดียวกันทางฟากฝั่งตลาดกล้อง DSLR ในเมืองไทยเองมียอดขายตกลงเล็กน้อยคือติดลบ 4% โดยในปีที่ผ่านมามีมูลค่า 80,000 ตัว โดย Canon เป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 60% หรือคิดเป็นมูลค่า 4,000 ล้านบาท

อีกทั้งยังมีการคาดการณ์ว่าในปี 2015 ยอดขาย DSLR มีโอกาสติบลบสูงเลยทีเดียว โดย วรินทร์ บอกว่ายอดขายที่จะตกลงหดหายไปในปีนี้ มาจากปัญหาเศรษฐกิจกำลังซื้อผู้บริโภคหดหาย ไม่ได้เกิดจากกลุ่มแบรนด์กล้อง Mirrorless เข้ามาแย่งยอดขายจาก DSLR อย่างที่ใครหลายคนคิด

“ยอดขาย 80,000 ตัวปีนี้ยากมาก แต่ถามในมุมฐานะผู้ประกอบการอย่าง Canon คงต้องผลักดันยอดขายให้ตลาด DSLR ไม่ตกต่ำเหมือนที่คาดการณ์ไว้ เพราะเรามีค่าใช้จ่ายทั้งเงินเดือนพนักงานและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ถ้ายอดขายตก Canon เสียหายแน่นอน อย่างไรปีนี้เราต้องมียอดขายเท่าเดิมคือ 4,000 ล้านบาท”

การขายกล้อง DSLR ในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี รวมไปถึงการที่มีคู่แข่งคนใหม่อย่างกล้องสายพันธุ์ Mirrorless ที่กำลังร้อนแรง ทำให้ Canon ต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำตลาด โดยจะเน้นขายกล้องในกลุ่มราคา Mid – High ในราคาเริ่มต้น 28,000 บาทจนไปถึงกล้อง DSLR ระบบ Full Frame ที่มีราคาแตะแสนบาท

“การจะประคองตัวเองให้มีรายได้เท่าเดิม เราจะโฟกัสเลือกที่จะเน้นขายกล้อง DSLR รุ่นระดับ Mid – High เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปจากตลาด Compact และกล้อง DSLR ระดับล่าง”

Smartphone Shooting

สิ่งที่ Canon อยากรู้

โดยกลุ่มลูกค้าที่ Canon จ้องตาเป็นมัน นั่นคือกลุ่มลูกค้าที่ถ่ายภาพจาก Smartphone อัพขึ้น Social Network ทั้งหลายที่สักวันหนึ่งต้องการที่จะถ่ายภาพสวยขึ้นด้วยกล้องที่เป็น “กล้องจริงๆ” เพียงแต่โจทย์ที่ Canon ต้องตีให้แตกคือกลยุทธ์การสื่อสารให้โดนใจช่างภาพสมัครเล่นกล้อง Smartphone ให้เปลี่ยนมาใช้กล้อง DSLR

“สิ่งที่ Canon อยากรู้คือมีลูกค้าจำนวนเท่าไรที่ถ่ายภาพจาก Smartphone  แล้วอัพเกรดมาใช้กล้องจริงๆ ถ่ายภาพ สิ่งที่เราเห็นคือสมมุติมีกลุ่มทัวร์ไปเที่ยว 30 คนมีคนถือกล้องจริงๆ แค่ 3 -4 คนนอกนั้นใช้ Smartphone แต่เราเชื่อว่าคนกลุ่มนี้ลึกๆ ก็อยากใช้กล้องถ่ายภาพจริงๆ”

ในขณะที่การทำตลาดกล้อง Compact ต้องบอกว่า Canon เองก็เดินตามเทรนด์ตลาดเหมือนกับค่ายอื่นๆ นั่นคือยกเลิกการผลิตกล้อง Compact ระดับล่างราคา 1,500 – 3,000 บาท แต่หันไปสู่การขายกล้อง Compact ระดับ High Quality

“กล้อง Compact ในอนาคตระดับราคา Low – Mid จะค่อยๆ ตายหายไปจากตลาด ทางออกของทุกแบรนด์คือต้องผลิตกล้องระดับ High Quality ที่กล้อง Smartphone ทำไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่ในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นทั่วโลก”

 

Mirrorless โตสวนกระแส

ในขณะที่ Fuji Film แม้จะเข้ามาสู่ตลาดกล้อง Mirrorless ช้ากว่าคนอื่นๆ และใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปีกว่าๆ ขึ้นเป็นผู้นำตลาดกล้องเล็ก Mirrorless ด้วยส่วนแบ่ง 35% จากมูลค่าตลาดที่ถูกประเมินไว้ที่ 1 แสนตัว

ความน่าสนใจของตลาดกล้อง Mirrorless คือในปี 2014 ที่ผ่านมาตลาดกล้องCompact ตกลงถึง 53% ด้วยการถูกSmartphone โจมตีขโมยยอดขาย ในขณะที่กล้อง DSLR ติดลบ 4% มีเพียงกล้องเล็กเปลี่ยนเลนส์อย่างMirrorless สวนกระแสเติบโตถึง 35%

“นี่จึงเป็นเหตุผลให้ Fuji Film ไม่ไปโฟกัสในตลาดกล้อง Segment อื่นๆ นอกจาก Mirrorless เพราะเราเชื่อว่าจากปีที่ผ่านมาตลาดรวม Mirrorless มีมูลค่า 100,000 ตัว แต่เมื่อจบปีนี้ตลาดจะมีมูลค่าถึง 120,000 ตัว โดยเติบโตถึง 20% เลยทีเดียว” สิทธิเวช  เศวตรพัชร์  ผู้จัดการฝ่ายอาวุโส  ผลิตภัณฑ์กล้องดิจิตอล อิมเมจจิ้ง  บริษัท ฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัด บอกถึง Strategy Move ในอนาคต

หากค้นหาเหตุผลที่ทำให้กลุ่มแบรนด์รองตบเท้าเข้าสู่ตลาด Mirrorless นั่นเพราะในอดีตที่ผ่านมา มีความพยายามอยู่หลายครั้งที่กลุ่มแบรนด์รองผลิตกล้อง DSLR เพื่อเข้าไปแย่งชิงยอดขายจาก 2 Professional Brand อย่าง Canon และ Nikon แต่ต้องพบกับความล้มเหลวไม่เป็นท่า ขณะเดียวกันกลุ่มแบรนด์รองก็ต้องสู้กับแรงกดดันที่กล้อง Compact มียอดขายตกลงทุกวัน

กล้องMirrorless จึงเปรียบเสมือนลมหายใจครั้งใหม่ของกลุ่มแบรนด์รองให้มีชีวิตอยู่ในตลาดกล้อง Digital เพียงแต่ข้อสงสัยคือทำไมกล้อง Mirrorless ที่ไม่ได้รับความนิยมในประเทศในฝั่งยุโรปและอเมริกา แต่กลับเติบโตขึ้นต่อเนื่องทุกปีในเมืองไทย

                  นั่นเพราะคนไทยคือ Trendsetter ตัวจริงในกลุ่มสินค้า IT กล้าที่จะทดลองใช้อะไรใหม่ๆ และชื่นชอบสินค้า IT ที่มีน้ำหนักเบาขนาดเล็กกะทัดรัดแต่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยี มาพร้อมดีไซน์ย้อนยุค โดยทั้งหมดที่กล่าวมามีอยู่ในกล้องเล็กพริกขี้หนูอย่าง Mirrorless

“เรามองว่าคนที่ใช้ Smartphone ถ่ายภาพที่มีจำนวนมหาศาลในเมืองไทยจะไม่ได้อัพเกรดไป DSLR เพราะเป็นกล้องที่ตัวใหญ่และหนัก แต่จะมาที่กล้อง Mirrorless มากกว่า ยอมรับว่าในอดีต User ไม่ยอมรับกล้องตัวเล็กนี้ในเรื่องคุณภาพ แต่เทคโนโลยีได้พัฒนา Mirrorless ให้มีคุณภาพใกล้เคียงหรือเทียบเท่า DSLR บางรุ่น ซึ่งต้องบอกว่านี้คือจุดเปลี่ยนตลาดกล้อง

เพราะจากที่เราเฝ้ามอง User เมืองไทย ต้องบอกว่าเป็นตลาดที่มี Demand มีความต้องการกล้อง  Mirrorlessสูงมากที่สุดในเอเชียจะเป็นรองแค่ประเทศญี่ปุ่น”

 

ความสบายใจของ  Fuji Film

อย่างที่รู้ Nikon และ Canon แม้จะมีกล้อง Mirrorless วางขายในเมืองไทย แต่กลับไม่ได้ทำตลาดนี้อย่างจริงจัง แต่เลือกที่จะมองว่าในระดับโลกกล้อง DSLR ยังคงทรงอิทธิพล พร้อมกับคิดว่าในเมืองไทยเอง DSLR ก็คงยังได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย

“ถ้า Nikon กับ Canon จะไม่สนใจตลาดกล้อง Mirrorless เมืองไทย ถือว่าเข้าทาง Fuji Film เพราะทำให้ 2 คู่แข่งคนสำคัญในตลาดลดลง ซึ่งนั่นแปลว่า 2 แบรนด์นี้กำลังทิ้งปลาไปบ่อหนึ่ง เราตกปลาบ่อ Mirrorless สองแบรนด์โปรเขาตกบ่อ DSLR ที่นี้มาดูว่าบ่อปลาไหนจะเติบโตมีปลาเยอะกว่ากัน เพราะ Fuji Film ไม่ได้แข่งกับ 2 แบรนด์โปรในตลาดอเมริกาและยุโรป”

อีกทั้งตลาดนี้มีผู้เล่นหลายราย พร้อมที่จะฉีดสารกระตุ้นด้วยการจูงมือพร้อมใจกันสร้างเทรนด์ “สงครามราคา” โดยยินยอมที่จะ “ลด แลก แจก แถม” เพื่อให้ได้ยอดขายอย่างที่ต้องการ แต่ก็แลกมาด้วยกำไรที่บางเฉียบ โดยอาจจะรู้หรือไม่รู้ว่าผลร้ายที่ได้กลับคืนมาคือเมื่อ “ปลอดโปรโมชั่น ลูกค้าก็จะรอคอย” ไม่ยอมควักเงินซื้อกล้องและเลนส์ในช่วงเวลาขายปกติ

“ซื้อกล้องแถมเลนส์คุณภาพ  มีบางค่ายเคยทำให้เห็นมาแล้ว มันคือกลยุทธ์การตลาดของแต่ละค่าย แต่ Fuji Film จะไม่ใช้เกมราคาพร่ำเพรื่อ เพราะสิ่งที่เราเน้นคือการขายกล้อง High Quality มากกว่าจะไปเล่นเกมสงครามราคา”

จุดอ่อนของผู้นำตลาดกล้อง Mirrorless 

แต่…ต้องบอกว่า “จุดอ่อน” ของ  Fuji Film คือแม้จะเป็น “แชมป์” ในตลาดกล้อง Mirrorless ในเมืองไทย แต่ในประเทศแม่อย่างญี่ปุ่นเป็นเพียงเบอร์ 3 ในตลาดกล้อง Mirrorless เท่านั้น อีกทั้งประเทศในแถบยุโรปและในอเมริกา Fuji Film เองก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร เหตุผลอย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น User ในกลุ่มประเทศเหล่านั้นยังเชื่อใน Image การเป็นกล้องมืออาชีพคุณภาพสูงของ Canon และ Nikon

และถ้า Fuji Film ไม่อยากจำกัดตัวเองแค่ตลาดในบางประเทศ แต่ต้องการจะขายกล้องให้ได้ทั่วโลก สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนนั้นคือการสร้างกล้อง Mirrorless ระดับโปร เพื่อให้ User ทั่วโลกยอมรับถึงการเป็นกล้องมืออาชีพ

“เราเป็นผู้ผลิตเซ็นเซอร์ และเลนส์ด้วยตัวเอง ในขณะที่คู่แข่งในตลาด Mirrorless บางค่ายยังจ้างคนอื่นผลิตให้ ซึ่งนั่นหมายความว่า  Fuji Film มีทั้ง Know How และนวัตกรรมเทคโนโลยีในการพัฒนาอยู่ในมือตัวเอง ที่นี้ขึ้นอยู่ที่ว่าจะพัฒนากล้องระดับโปรเมื่อไรก็เท่านั้นเอง”

ล้อมกรอบ

ส่วนแบ่งตลาดกล้องMirrorless ในปี 2014

มูลค่าประมาณการณ์เกือบ 1 แสนยูนิต

Fuji Film : 35%     Olympus  21%       Sony 20%   อื่นๆ 29%

ที่มา : Marketeer รวบรวม    

 

 

เรื่องประกอบ

DSLR ในมือ Canon

  • ปี 2014 ที่ผ่านมาตลาดกล้อง DSLR มีมูลค่า 80,000 ยูนิต Canon มีส่วนแบ่ง 60% คิดเป็นรายได้เกือบ 4,000 ล้านบาท
  • กล้องถือเป็นสินค้าที่สร้างรายได้หลักให้แก่บริษัท Canon ในประเทศไทยโดยคิดเป็น 40% จากรายได้ทั้งหมด
  • กลุ่มกล้องราคา Mid – High ที่มีราคา 28,000 บาทขึ้นไปจนถึงราคา 1 แสนกว่าบาทสร้างยอดขายถึง 70% จากรายได้ทั้งหมดในกลุ่มธุรกิจกล้อง 4,000 ล้านบาท
  • แม้มีการคาดการณ์ว่าตลาดกล้อง DSLR ในปีนี้อาจติดลบหรือมียอดขายต่ำกว่า 80,000 ยูนิตเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ แต่ Canon ต้องการยอดขายในปีนี้ 40,000 ล้านบาทซึ่งเท่ากับปีที่ผ่านมา

 

Fuji Film เสียงชัตเตอร์ผู้มาทีหลัง

แต่ดังสนั่น!

                  Fuji Film เข้ามาสู่ตลาดกล้อง Mirrorless ช้ากว่าคนอื่นๆ แต่กลับใช้เวลา 3 ปีกว่าๆ ขึ้นเป็นผู้นำตลาดกล้องเล็ก Mirrorless ด้วยส่วนแบ่ง 35% จากมูลค่าตลาด Mirrorless ที่ถูกประมาณในปีที่ผ่านมาคือ 1 แสนตัว

มาดูกันว่าแบรนด์ที่ในอดีตเป็นผู้ผลิตฟิล์มถ่ายภาพที่เกือบจะเอาตัวไม่รอดพ่ายแพ้โลกกล้อง Digital กลับพลิกวิกฤติจนกลายเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดกล้อง Mirrorless ด้วยสูตรการตลาดอะไร

 

Product เคลื่อนที่เร็วเวลา 3 ปี Fuji Film เปิดตัวกล้องใหม่ต่อเนื่องในทุกระดับราคาตั้งแต่รุ่น New Entry  XA1 ราคาประมาณ 16,000 จนถึงรุ่นราคาแพงเกือบ 50,000 บาท พร้อมกับมีเลนส์เพิ่มขึ้นต่อเนื่องรวดเร็ว

จับเทรนด์ “Hipster” เด็กแนวยุคดิจิตอล

 

ดีไซน์กล้องทุกรุ่นย้อนยุคไปสู่กล้องฟิล์มโบราณขายความ Retro ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กวัยรุ่นและคนในยุคดิจิตอลโหยหา
เกาะกระแส Selfie    กล้อง XA 2 ของ Fuji Film กำลังเป็นที่นิยมของสาวๆ ที่ชื่นชอบพับหน้าจอมาถ่ายเซลฟี่ตัวเองอัพขึ้น Social Network อีกทั้งสาวๆ ชื่นชอบดีไซน์ของกล้องสไตล์ Retro
สร้าง “สังคม” ใน Facebook การที่แบรนด์เข้าไปทำกิจกรรมการตลาดออนไลน์ในเพจ Facebook อย่าง Fuji X Series Club Thailand ที่มีสมาชิก 50,000 คนถือเป็นการสร้าง Loyalty กับ User โดยตรง
Net Idol บิ้วด์โดนๆ มีกาารใช้ Net Idol หลายคนที่มีภาพการใช้กล้องฟูจิในออนไลน์ ซึ่งสร้างกระแสได้มากจนล่าสุดได้เลือก “แป้งโกะ” หนึ่งใน Net Idol ชื่อดังเป็น Presenter ให้กับกล้อง XT 10

 

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม

Marketeer ฉบับเดือนสิงหาคม 2558

 

 

 

 

 

 

 

ตลาดเฟอร์นิเจอร์ : นาทีนี้อยู่ได้ด้วย “โปรโมชั่น” 

 

หลายคนอาจคิดว่าการเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจของธุรกิจ “คอนโด” จะทำให้กลุ่มแบรนด์เฟอร์นิเจอร์เกาะกระแส “เฟื่องฟู” มีรายได้มหาศาลตามมาติดๆ

แต่ความจริงแล้ว “ตลาดเฟอร์นิเจอร์” กลับเดินสวนทางอย่างสิ้นเชิงเมื่อตลาดอยู่ในสภาวะ “ซบเซา” จนทำให้ 3 แบรนด์ที่ทรงอิทธิพลในตลาดนี้อย่าง SB Furniture, IKEA, Index Living Mall เลือกที่จะใช้เกม “โปรโมชั่น” ในรูปแบบ “ลด แลก แจก แถม” เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น

“คอนโดที่เติบโตจะเป็นกลุ่ม Hi-End จนถึง Luxury ที่ติดสถานีรถไฟฟ้าต่างๆ แต่ตลาดคอนโดต่างจังหวัดถือว่าวิกฤติเลยก็ว่าได้ มีห้องค้างสต็อกขายไม่ออกจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ยอดขายเฟอร์นิเจอร์ในต่างจังหวัดย่ำแย่ ส่วนอีกเหตุผลสำคัญมาจากปัญหาเศรษฐกิจภาพรวมครึ่งปีแรกไม่ดี ส่งออกไม่ดีเหมือนปีที่ผ่านๆ มา ราคาพืชผลทางการเกษตรย่ำแย่ ลูกค้าจึงไม่ค่อยมีอารมณ์ในการจับจ่าย” 

 “ในขณะที่ตลาดเฟอร์นิเจอร์ในกรุงเทพฯ ต้นปีดูซึมๆ เพราลูกค้าเงินหมดมาจากช่วงปลายปี ทำให้ช่วงเดือน 3-4 ของปีนี้ ผู้เล่นในตลาดเฟอร์นิเจอร์ทุกรายต่างใช้โฆษณา TVC สื่อสารถึงโปรโมชั่นแรงๆ จนทำให้ตลาดเริ่มกลับมา และสิ่งที่เราเจอคือ ลูกค้าจะเปรียบเทียบโปรโมชั่นของทุกแบรนด์อย่างเข้มข้นมากกว่าช่วงเวลาเศรษฐกิจปกติเพื่อให้มั่นใจว่าตัวเองได้ Best Deal จริงๆ”  ธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหารฝ่ายงานการตลาดกลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ ฉายภาพความเป็นจริงของตลาดเฟอร์นิเจอร์ในครึ่งปีแรก 

กำลังซื้อหายไปมากแค่ไหน ?

แต่ “โปรโมชั่น” ใช้ได้แบบ “จำกัด” 

 สรุปสั้นๆ ตรงประเด็นคือตลาดเฟอร์นิเจอร์ในกรุงเทพฯ ทรงตัวอยู่ได้ด้วยพลังของโปรโมชั่น ส่วนตลาดต่างจังหวัดนั้นเกิดอาการซบเซาที่มาจากพิษเศรษฐกิจ รวมไปถึงกลุ่มบริษัท Developer มองเกมตลาดผิดพลาดครั้งใหญ่เมื่อคิดว่า Demand ความต้องการคอนโดในตลาดต่างจังหวัดจะมีมหาศาลเหมือนอย่างในกรุงเทพฯ แต่แท้จริงแล้วคนต่างจังหวัดยังไม่ค่อยอินเทรนด์กับการอยู่อาศัยคอนโดเหมือนอย่างคนกรุงเทพฯ

อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น คำตอบที่เห็นชัดเจนของทุกแบรนด์ที่ต่างเดินตาม “รอยเท้า” เหมือนกันหมด คือการใช้โปรโมชั่นเพื่อพยุง “ยอดขาย” ไม่ให้ตกต่ำไปกว่านี้ ทีนี้คำถามคือแล้วกลุ่มแบรนด์เฟอร์นิเจอร์จะใช้โปรโมชั่นลากยาวต่อเนื่องไปถึงสิ้นปีนี้หรือไม่ ? 

“ทั้ง 3 แบรนด์อย่าง IKEA, Index และเราเองต่างทำตลาด Active แต่ถึงแม้เศรษฐกิจไม่ดีหากจะใช้โปรโมชั่นยาวไปถึงสิ้นปี คงทำไม่ได้ เพราะคำว่า โปรโมชั่น ต้องทำอะไรให้ลูกค้ารู้สึกว่าต้องซื้อช่วงเวลานี้เท่านั้น ถ้าไม่ซื้อแล้วจะพลาดข้อเสนอดีๆ ถ้าทำลากยาวไปนานๆ ลูกค้าจะรู้สึกว่าการซื้อสินค้าครั้งนี้หลอกลวง”

2 เดือนสุดท้าย

โปร! ใครเจ๋ง คนนั้นได้เปรียบ 

แม้ทุกแบรนด์จะอัดฉีด “โปรกระหน่ำ” ไปแล้วในครึ่งปีแรก และเวลานี้ก็อยู่ในช่วงเวลาที่แม้จะมี “โปรโมชั่น” แต่ก็ไม่ได้หวือหวา เพราะในมุมของ ธัญญรักข์ เธอมองว่าทุกแบรนด์ต่างเก็บ “อาวุธลับ” ที่เตรียมไว้ใช้ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี เพื่อรองรับกำลังซื้อของผู้บริโภค

“ตรงนี้คือเทรนด์ตลาดเฟอร์นิเจอร์ที่จะทำกันทุกแบรนด์และทุกปี เพราะช่วงสิ้นปีคนได้เงินโบนัส หรือคู่รักแต่งงานใหม่ ในช่วงนี้เยอะมาก ซึ่งจะมีการซื้อเฟอร์นิเจอร์สูง ทุกรายจะทำโปรโมชั่นเพื่อดักเก็บกำลังซื้อของลูกค้า และสิ้นปีนี้โปรโมชั่นน่าจะรุนแรงกว่าปีที่ผ่านๆ มา”

 ที่น่าสนใจเธอยังบอกว่าช่วงปลายปีอาจได้เห็นกลุ่มแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ครีเอท “โปรโมชั่น” ที่มากกว่า “ลด แลก แจก แถม” เหมือนอย่างในอดีตที่ผ่านมา  

 “ถ้าเศรษฐกิจยังแย่อยู่แบบนี้กาารใช้โปรเดิมๆ จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสายตาผู้บริโภคไปเลย เพราะฉะนั้นต่อจากนี้ไปจะเป็นการวัดกึ๋น ผู้เล่นทุกรายในตลาดเฟอร์นิเจอร์ในการสร้างโปรโมชั่นที่แตกต่าง เพื่อเรียกความน่าสนใจจากลูกค้า เพราะอย่าลืมว่ายุคนี้ลูกค้าฉลาดในการซื้อมากขึ้น” 

 คำถามคือแล้วเมื่อไร ? ตลาดเฟอร์นิเจอร์จะกลับคืนสู่สภาวะปกติอีกครั้ง คำตอบคือไม่ได้แตกต่างจากกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่ยังเฝ้ารอคอยการลงทุนของรัฐบาลทั้งในการสร้าง “เมกะโปรเจ็กท์” ต่างๆ รวมไปถึงนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มพลังซื้อของผู้บริโภคให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้  

ชะลอการ “ลงทุน”

ทางออกที่ดี “ที่สุด” 

จึงไม่ต้องแปลกใจที่แผนการเปิด “โชว์รูม เฟอร์นิเจอร์” ของทุกแบรนด์จะอยู่ในช่วง “ชะลอ” การลงทุนและเฝ้าประเมินสถานการณ์พลังซื้อของผู้บริโภคกันอย่างใกล้ชิด SB Furniture ก็เช่นกัน

 “แม้ปีนี้เราจะเปิดโชว์รูมใหม่ที่เซ็นทรัลเวสต์เกต  บางใหญ่ แต่นั่นคือการวางแผนไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ส่วนโชว์รูมสาขาใหม่ๆ ที่จะเปิดในปีหน้าและปีต่อๆ ไปยังคงชะลอการลงทุน เพราะการสร้างโชว์รูมแห่งหนึ่งต้องใช้ทุน 300-400 ล้านบาท อีกทั้งเรายังไม่เห็นความชัดเจนว่าเศรษฐกิจจะฟื้นกลับคืนมาเหมือนเดิมเมื่อไร” 

“เพราะตลาดซบเซาอย่างนี้ต้องอดทน ไม่ใช่การขยายสาขา เพราะการเป็นนักการตลาดไม่ใช้แค่ชนะเกมเดียว แต่ต้องเล่นไปแบบระยะยาว เศรษฐกิจอย่างนี้เราจะไม่ต่อยมั่ว เพราะอาจเหนื่อยและหมดแรงได้” 

ตลาดล่าง Effect รุนแรง 

เมื่อเศรษฐกิจอยู่ในสภาวะ “ทิ้งตัว” แน่นอนเกือบทุกธุรกิจย่อมได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าตลาดล่างที่โดนผลกระทบอย่างหนักหน่วง ตลาดเฟอร์นิเจอร์ก็เช่นกันที่เวลานี้กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ไม่มีแบรนด์ที่ใช้กลยุทธ์หลักเรื่องราคาขับเคลื่อนยอดขายมาอย่างยาวนานกำลัง “คิดไม่ตก” กับยอดขายที่ไม่เหมือนเดิม 

เพราะอย่าลืมว่าในช่วงกำลังซื้อลูกค้าไม่ทรงพลังเหมือนเดิม ฐานผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อในระดับกลาง – บน ไม่ได้เลือกจะ Switch Brand หันไปซื้อสินค้าระดับล่างราคาถูกแต่อย่างใด ในขณะที่ฐานผู้บริโภคกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ในตลาดระดับล่างนั้น เลือกที่จะชะลอหรือยกเลิกการซื้อเฟอร์นิเจอร์ทันที เพราะมองว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะซื้อในช่วงกำลังเงินในกระเป๋าไม่เหมือนเดิม

 “ตลาดเฟอร์นิเจอร์ระดับล่างไม่ใช่เล่นเรื่องราคาแล้วจะได้ลูกค้าเสมอไป โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจอย่างนี้ และการเล่นราคาไม่มีทางที่จะทำให้ถูกจนถูกที่สุด เพราะการตัดราคาไปเรื่อยๆ เพื่อเรียกลูกค้านอกจากจะเจ็บตัวแล้วนั้น ลูกค้าก็จะมองว่าฉันกำลังซื้อสินค้าอะไรมาไว้ที่บ้านตัวเอง”

ในขณะที่เป้าหมายยอดขายของ SB Furniture เมื่อถึงสิ้นปีนี้ ต้องการเติบโต 5% จากปีที่แล้วมีรายได้อยู่ที่ 7,000 ล้านบาท ซึ่งต้นเหตุของการเติบโตมาจากการมีโชว์รูมแห่งใหม่อย่าง SB Design Square สาขาราชพฤกษ์  และอีกหนึ่งสาขาใหม่ ณ  เซ็นทรัลเวสต์เกต” รวมไปถึงการขยายช่องทางขาย Retail ต่างๆ ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น 

เรื่องประกอบ

SB Furniture VS IKEA

เกม “ชิงลูกค้า” ครั้งใหม่บนสนามรบ “เซ็นทรัลเวสต์เกต”

หากยังจำกันได้การเข้ามาของ IKEA ช่วงปลายปี 2011 ที่เปิดสาขาแรกที่ “เมกาบางนา” SB Furniture เลือกที่จะหาทางรับมือชนิดที่เรียกเสียงฮือฮาด้วยการลงทุนสร้างโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์  SB Design Square มูลค่า 800 ล้านบาท ริมถนนบางนา-ตราด กม. 4 ที่ตั้งอยู่ห่างจาก IKEA ไม่ถึง 3 กิโลเมตร ถือเป็นกลยุทธ์ปักหลักรอลูกค้าตัดหน้าเลยทีเดียว

จนมาถึงสงครามแย่งชิงลูกค้าครั้งใหม่ล่าสุดของทั้งสองแบรนด์บนสมรภูมิ “เซ็นทรัลเวสต์เกต” ที่ได้เปิดช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แม้จะเห็น SB Design Square ปักหมุดสาขาใหม่ในห้างนี้ทันที แต่ใครจะไปรู้ว่าเมื่อถึงปี 2560 จะได้เห็นตึกโชว์รูม IKEA สาขาที่ 2 ตั้งอยู่แนบสนิทชิดใกล้ข้างๆ “เซ็นทรัลเวสต์เกต” 

หากพลิกหาปมเบื้องหลังของ 2 โชว์รูมบนพื้นทีเดียวกันนั้น ต้องบอกว่าเป็นความเก่งกาจของทีมงานการตลาดของ CPN  ในการเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อเปลี่ยน “คู่แข่ง” มาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ เพราะจากเดิมโชว์รูมใหม่ IKEA อยู่ฝั่งตรงข้ามถนนกับ “เซ็นทรัลเวสต์เกต” พร้อมกับวางแพลนจะมีเชนร้านอาหารและแหล่งช้อปปิ้งอื่นๆ ในโชว์รูมแห่งนี้ 

ถึงแม้ Platform ของ IKEA จะเน้นไปที่ขายเฟอร์นิเจอร์เป็นหลักและพื้นที่ไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับ “เซ็นทรัลเวสต์เกต” แต่กลุ่ม CPN ก็มองว่าถือเป็นศัตรูทางอ้อมในการ “แย่งชิง” Traffic คนเข้าศูนย์การค้า ทำให้มีการเจรจาให้ IKEA มาใช้พื้นที่สร้างตึกโชว์รูมในพื้นที่  เซ็นทรัลเวสต์เกต”  

ทีนี้เมื่อถึงปี 2560 หากจะพบเห็นลูกค้าของ “เซ็นทรัลเวสต์เกต” เดินสลับไปมาระหว่าง  SB Design Square กับ IKEA เพื่อเปรียบเทียบสินค้าและราคาแบบชิ้นต่อชิ้น เพื่อให้ได้ซึ่งมาของ Best Deal ในการซื้อ จะกลายเป็นเรื่องคุ้นชินพบเห็นได้บ่อยครั้ง 

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม

Marketeer ฉบับเดือนกันยายน 2558

 

บีดัก VS คิตตี้ สมรภูมิคาแรคเตอร์ คาเฟ่ ลั่นธงรบ ณ สยาม

เป็นสองร้านที่เปิดใหม่ในเวลาไล่เลี่ยกัน และด้วยแฟรนไชส์ที่มีมากมายของร้านค้า สองร้านนี้จึงดูโดดเด่นขึ้นมาทันตา เรามาดูกันว่าความแตกต่าง โพสิชั่นนิ่ง และแผนกลยุทธ์ มีอะไรบ้าง

B-DUCK-vs-KITTY---CONTENT

ตลาดรถยนต์ : สภาวะ “ทิ้งตัว” ที่ยากเกินจะคาดเดา 

 

กลายเป็นปัญหาให้บรรดาค่ายรถยนต์ต้อง “คิดหนัก” กับวิกฤติตลาดรถยนต์ที่ยังไม่มีวี่แววทีท่าว่าจะ “ฟื้นตัว” เพราะหลังจากปี 2012 ที่ตลาดรถสร้างยอดขายบันทึกเป็นประวัติศาสตร์คือ 1,430,000 คัน ต้องบอกว่าทุกค่ายรถต่าง Happy กับยอดขายกันทั่วหน้า

จนมาถึงภาพฝันร้ายความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเมื่อในปีถัดมา 2013 อุตสหกรรมรถยนต์มียอดขาย 1,330,000 คัน จนมาถึงภาพความวิกฤติชัดเจนเมื่อถึงปี 2014 ตลาดรถมียอดขาย 800,000 คัน 

ล่วงเลยมาถึงครึ่งปี 2015 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปอุตสาหกรรมรถยนต์ก็ยัง Slow Down อย่างรุนแรงต่อเนื่องเมื่อมียอดขายเพียง 369,000 คัน ติดลบถึง 16% จนมีการคาดการณ์กันว่าปีนี้ตลาดรถจะมียอดขายไม่เกิน 800,000 คัน

ตัวเลขความ “ตกต่ำ” นี้กลุ่มค่ายรถยนต์เครียดมากแค่ไหน ? เครียดถึงขนาดที่ว่ากลุ่มแบรนด์รองหลายรายมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้บริหารกันเป็นว่าเล่นเมื่อไม่สามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าหมาย

ต้นตอของปัญหามีสารพัดเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใหญ่สุดนั่นคือสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำกำลังซื้อหดหาย รวมไปถึงปัญหาราคาพืชผลเกษตรที่ตกต่ำส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง ซึ่งกลุ่มเกษตรกรถือเป็นฐานลูกค้าหลักใน Segment ตลาดที่ใหญ่ที่สุดอย่างรถกระบะ แน่นอนในครึ่งปีแรกมูลค่าตลาดรถกระบะก็ต้องอยู่ในสภาวะติดลบถึง 19%   

ในขณะที่ภาพรวมตลาดรถยนต์ในครึ่งปีแรก 2015 ก็ยังอยู่ในสภาพโคม่าอย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้นคือมียอดขายรถยนต์ในตลาดเพียง 369,000 คัน ในขณะที่ทั้ง “โตโยต้า” และบรรดาแบรด์รองหลายรายต่างมองไปในทิศทางเดียวกัน เมื่อถึงสิ้นปี 2015  ตลาดรถยนต์เมืองไทยจะมียอดขายไม่เกิน 800,000 คัน ต้องบอกว่าเป็นเป้าหมายอันท้าทายของทุกค่ายรถ

“โตโยต้าในฐานะผู้นำตลาดเรามองว่าในครึ่งปีหลังแนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศจะดีขึ้น และเราอยากให้รัฐบาลช่วยเบิกจ่ายเงินลงทุนเพื่อทำโปรเจ็กท์ขนาดใหญ่ต่างๆ ในประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ในขณะที่ค่ายรถเองในครึ่งปีหลังก็ต้องแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากระตุ้นตลาด ซึ่งถือว่าจะช่วยกระตุ้นได้ในระดับหนึ่งที่จะทำให้ตลาดรถมีมูลค่า 800,000 คัน ” เคียวอิจิ ทานาดะ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น บอกถึงอีกหนึ่งวิธีการกระตุ้นตลาดรถยนต์ปีนี้

หาก “ปลอดโปรโมชั่น” 

สภาวะตลาดรถยนต์เข้าขั้น “โคม่า”  

ต้องบอกว่าเป็น “ยาแรง” ที่ช่วยได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะอย่างที่บอกอุตสาหกรรมรถยนต์หลังจากสิ้นสุดนโยบายรถคันแรกในปี 2012 ทุกค่ายรถต่างยังคงเร่งเร้ากระตุ้นการซื้อด้วยอภิมหาโปรโมชั่นสุด Wow กันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนที่ยังไม่คิดจะซื้อรถเมื่อเห็นโปรโมชั่นดีๆ ก็จะตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก  

โดยการกระตุ้น Demand ด้วยโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่องยอมส่งผลร้ายระยะยาว เพราะอย่าลืมว่าวงจรการเปลี่ยนรถคันใหม่ของผู้บริโภคคนไทยอยู่ที่ 5 ปี/1 คัน การกระตุ้นการซื้ออย่างต่อเนื่องก็ย่อมทำให้ Demand ความต้องการรถในอนาคตค่อยๆ จืดจางไปทีละนิด แต่ดูเหมือนทุกค่ายจะไม่แคร์เรื่องนี้ 

“โปรโมชั่นมีส่วนกระตุ้นยอดขายเป็นอย่างมาก คือถ้าไม่มีตลาดรถในปีถัดๆ ไปจะวิกฤติซบเซาหนักกว่านี้ อย่างข้อเสนอของกลุ่มไฟแนนซ์ ดอกเบี้ยต่ำ, ผ่อนนาน, ดาวน์ต่ำ อย่างที่ไม่เคยมีให้เห็นมาก่อน ต้องบอกว่าใช้ได้ผลเป็นอย่างมากในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำกำลังซื้อถดถอย” 

“และเทรนด์การใช้โปรโมชั่นรุนแรงของค่ายรถจะลากยาวไปถึงปีหน้า เพราะเวลานี้ตลาดรถยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวในระยะสั้น ทุกค่ายรถที่ใช้โปรโมชั่นเป้าหมายก็เพื่อรักษายอดขายของตัวเองไม่ให้ตกต่ำไปกว่านี้” วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดวิเคราะห์ถึงเหตุผลในการที่ค่ายรถต้องใช้โปรโมชั่นรุนแรงอย่างต่อเนื่อง 

อนาคตตลาดยังเดาทางไม่ออก 

ซึ่งทางทีมผู้บริหาร “โตโยต้า” ทุกคนต่างยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าตลาดรถเมืองไทยปีนี้ถือว่ายากและท้าทายที่สุดในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา และการใช้โปรโมชั่นรุนแรงก็จะยังคงมีต่อไปอย่างต่อเนื่องจนถึงอีก 3 ปีข้างหน้าที่ “โตโยต้า” มองว่าอุตสาหกรรมรถยนต์จะกลับคืนสู่สภาวะปกติ โดยมาจากแรงบวกของเศรษฐกิจในประเทศไทยที่น่าจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ 

ส่วนอีกหนึ่ง Turning Point ครั้งสำคัญของตลาดที่กลุ่มบรรดาค่ายรถต่างคาดหวังนั่นคือการที่รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาปลดล็อกให้ผู้ใช้สิทธิ์รถคันแรกจากเดิมคือต้องครอบครองรถคันนี้ 5 ปีถึงจะขายรถเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ได้ ให้เหลือเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น โดยโครงการรถคันแรกนั้นมีผู้ใช้สิทธิรวมกันทั้งสิ้น 1,250,000 ราย

ซึ่งหากเกิดการไขกุญแจ “ปลดล็อก” ขึ้นจริงนั่นหมายความว่าอาจจะเกิดการซื้อ – ขายรถมือสองเพื่อเปลี่ยนรถใหม่อย่างแน่นอน เพียงแต่ยังไม่มีค่ายรถรายใดสามารถระบุได้ว่าจำนวนผู้ปลดล็อกล้านกว่าคน จะมีสักกี่คนที่จะเข้าข่าย “ขายรถเก่าซื้อรถคันใหม่”

“ถ้าเกิดการปลดล็อกขึ้นจริงต้องบอกว่าเป็นผลดีต่อยอดขายอุตสาหกรรมรถยนต์เมืองไทยอย่างแน่นอน แต่ถามว่าจะมีผลดีมากน้อยแค่ไหน คงยังตอบไม่ได้เพราะปัญหาเศรษฐกิจตอนนี้ทำให้ยากเกินจะคาดเดาอะไร”

เมื่อตลาดรถยนต์ในเมืองไทยยังคง “เดาทาง เดาเกม” ไม่ออก ทุกค่ายรถจึงเลือกที่จะขับเคลื่อนผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เพื่อทดแทนรายได้ในประเทศที่ขาดหายไป “โตโยต้า” ก็เช่นกัน ที่ตั้งเป้าตลาดส่งออกรถยนต์สูงถึง 390,000 คันเลยทีเดียว ในขณะยอดขายในประเทศตั้งเป้าอยู่ที่ 280,000 คัน

ต้องบอกว่าสถานการณ์ของทุกค่ายรถตอนนี้คงต้องนั่งคิดและประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน ว่าต่อไปนี้จะวิ่งบนถนนเส้นนี้ด้วยวิธีใด ? ในสภาวะตลาดที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นตัวในเร็ววัน 

4 ช่วงเวลาเดินสู่ “วิกฤติตลาดรถ” 

  1. นโยบายรถคันแรกคืนเงิน 100,000 บาทในปี 2012 ที่สร้างยอดขายรถได้เป็นประวัติศาสตร์คือ 1,430,000 คันถือเป็นการกระตุ้น Demand ผู้บริโภคให้ตัดสินใจซื้อรถกันในปีนั้นเป็นจำนวนมาก
  2. นับจากสิ้นสุดนโยบายรถคันแรก ในปีต่อมา 2013 กลุ่มค่ายรถเลือกที่จะกระตุ้นการซื้อของผู้บริโภคด้วยตัวเอง โดยใช้โปรโมชั่นราคาและอัตราดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนนาน จนสามารถกระตุ้นการซื้อของผู้บริโภคให้ตลาดรถมียอดขาย 1,330,000 คัน
  3. ผลร้ายจากการกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อรถอย่างต่อเนื่องจากทั้ง 2 ปี รวมถึงปัญหาชุมนุมทางการเมืองและเศรษฐกิจทำให้ยอดขายในอุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 2014 ตกลงเหลือแค่ 880,000 คัน แม้ทุกค่ายรถจะยังใช้โปรโมชั่นร้อนแรงก็ตามที
  4. ครึ่งปีแรก 2015 ตลาดรถมียอดขายเพียง 360,000 คันติดลบถึง 16% โดยเกิดจากความต้องการรถในตลาดน้อยลง รวมไปถึงปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำจนทำให้มีการคาดการณ์ว่าเมื่อถึงสิ้นปี 2015 มูลค่าตลาดไม่น่าเกิน 800,000 คัน  

ที่มา : ตัวเลขมูลค่าตลาดจาก บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด

ครึ่งปีแรก รถแต่ละ Segment วิกฤติขนาดไหน?   

รถยนต์ที่นั่ง ครึ่งปีแรก 2015มียอดขาย 146,000 คัน   เทียบกับครึ่งปีแรก 2014 ติดลบ 20%

รถกระบะและรถเพื่อการพาณิชย์ ครึ่งปีแรก 2015 มียอดขาย 222,000 คัน   เทียบกับครึ่งปีแรก 2014ติดลบ 13%

ที่มา : บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จํากัด

ถึงตลาดจะวิกฤติแค่ไหน ?

เป้าหมาย “โตโยต้า” คือ No. 1 

อย่างที่บอกไว้ข้างต้นตลาดรถปี 2015 ที่ทุกค่ายรถต่างประเมินว่าจะมีมูลค่าประมาณ 800,000 คัน “โตโยต้า” เองต้องการยอดขายในตลาดเมืองไทยปีนี้อยู่ที่ 280,000 คันหรือคิดเป็นประมาณ 35% ของตลาดโดย “โตโยต้า” ยังต้องการครอง “แชมป์” ทุก Segment ในตลาด

รถยนต์นั่งทุก Segment มูลค่าตลาดปี 2015 ประมาณ 304,400 คัน “โตโยต้า” ต้องการยอดขาย 105,700 คัน คิดเป็น 35% ของตลาด  

รถเพื่อการพาณิชย์และรถกระบะ มูลค่าตลาดประมาณการณ์ 495,600 คัน โตโยต้า ต้องการยอดขายในตลาดนี้ 174,300 คัน คิดเป็น 35% ของตลาด

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม

Marketeer ฉบับเดือนกันยายน 2558