Category Archives: The Battle

การ “กลับมา” สวยสะพรั่งอีกครั้งของ Etude

แม้เทรนด์ความสวยใสสไตล์ K POP จะยังคงร้อนแรงอย่างไม่มีทีท่าว่าจะ “หยุดนิ่ง” แต่ก็ใช่ว่าแบรนด์เกาหลีที่เข้ามาสู่ตลาดสินค้าเพื่อความงามจะสามารถประสบความสำเร็จได้ง่ายๆ

เหตุผลเพราะมีผู้เล่นแบรนด์ดังจำนวนมากทั้งฝั่งยุโรปตะวันตก แบรนด์ญี่ปุ่น ต่างทยอยตีตั๋วเข้ามาเป็นทางเลือกเปิดเกมการตลาดแย่งชิงยอดขายอย่างไม่มีใครยอมใคร และหากเกาหลีแบรนด์ไม่ Strong จริงๆ คงไม่สามารถมีที่ยืนในสนามนี้ได้

ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ Philosophy , Smashbox และ Stila ที่เคยถอนตัวออกจากประเทศไทย ไปชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วก็กลับมาเปิดเคาเตอร์ใหม่ภายใต้ชายคาบริษัทใหม่

ต้นเหตุความ “ล้มเหลว” ในอดีต

จนมาถึง Case Study ล่าสุดนั้นคือแบรนด์สินค้าความงามชื่อดังอย่าง Etude ซึ่งเป็นเกาหลีแบรนด์รายแรกที่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยนานถึง 10 ปี โดยใช้วิธีผ่านตัวแทนจัดจำหน่ายอย่างบริษัท คอสเมกก้า จำกัด ซึ่งประสบปัญหาขาดทุนอย่างต่อเนื่องในช่วง 4 -5 ปีที่ผ่านมา จนต้องทยอยปิดสาขาทั้งรูปแบบเคาน์เตอร์และช็อปที่เป็น Standalone ตามศูนย์การค้าต่างๆ รวมทั้งหมด 28 สาขา

ความล้มเหลวของ Etude เกิดจากหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาสินค้าที่แพงกว่า 150 – 200% หากเทียบกับราคาขายในเกาหลีซึ่งทำให้ กลายเป็นช่องว่างให้แม่ค้าในออนไลน์บินไปเกาหลีหิ้วสินค้ามาขายในราคาถูกกว่า ตลอดจน สินค้าใหม่ๆ มีการ Update ล่าช้า สุดท้ายคือการบริการลูกค้าที่ไม่ได้สร้างความประทับใจให้สาวกของแบรนด์

แต่…อย่าลืมว่าตลาดสินค้าความงามในเมืองไทยมีมูลค่าสูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียนมีเม็ดเงินอยู่ในตลาดมากถึง 81,000 ล้านบาท แน่นอน Etude เองก็ไม่อยากที่จะละทิ้งตลาดนี้ และนี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้บริษัทแม่ในประเทศเกาหลีเลือกที่จะตีตั๋วเข้ามาทำตลาดเอง โดยหมางเมินการใช้ตัวแทนในการจัดจำหน่าย โดยประเดิมเปิด Etude House สาขาแรก ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามแสควร์ ด้วยมูลค่าการลงทุนสาขานี้ประมาณ 7 ล้านบาทโดยช้อปแห่งนี้แบ่งเป็นสินค้าเมคอัพ 60% และสกินแคร์ 40%

“สาขานี้เป็นสาขาแรกที่จะมีสินค้าใหม่ๆ วางขายในเวลาใกล้เคียงไล่เลียกันกับในประเทศเกาหลี อีกทั้งช่องว่างราคาสินค้าจะอยู่ระหว่าง 30 -50% หากเทียบกับราคาขาย Etude ในประเทศเกาหลี ซึ่งในอดีตอาจจะแพงกว่าแตะ 200% การปรับราคาลงมาก็เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น สุดท้ายเราจะมีการอัพเกรดบริการที่ดีมากขึ้น” ควอน กึม จู Etude Corporation Representative ผู้บริหารจากอีทูดี้  บอกถึงการเปลี่ยนแปลงอันหลากหลาย เมื่อบริษัทแม่ตัดสินใจลงทุนเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยด้วยตัวเอง

ไม่ใช่แค่ “ประเทศไทย”
แต่ Etude เปลี่ยนทั่วโลก

นอกจากการอัพเกรดแนวทางการบริหารและกลยุทธ์การตลาดให้มีความเข้มข้นสร้างแรงดึงดูดให้สาวกชาวไทยได้ตบเท้าช้อปปิ้งแล้วนั้น การกลับมาครั้งใหม่ของ Etude ในครั้งนี้ยังปรับเปลี่ยน Character Brand จากภาพของเด็กสาวแบ๊วๆ อายุ 15 -18 ปี ให้เป็นสาวสะพรั่ง เป็นสาว Trendy อายุประมาณ 20 ปี

เพียงแต่การกลับมาครั้งนี้ของ Etude จะไม่ใช่การรุกตลาดอย่างรวดเร็วเหมือนครั้งที่ใช้ตัวแทนจัดจำหน่าย แต่จะเป็นไปอย่างระมัดระวัง ด้วยการเลือกใช้สาขาแรกแห่งนี้เป็นเสมือน “ต้นแบบ” เพื่อสร้างมาตราฐานของแบรนด์ Etude เป้าหมายก็เพื่อล้างภาพลักษณ์เดิมๆ ในความรู้สึกของผู้บริโภค

“หากเน้นขยายสาขาอย่างรวดเร็วเกินไปมาตราฐานแต่ละสาขาอาจจะลดน้อยลง ทำให้เริ่มต้นเราจะโฟกัสสาขาแรกนี้เป็นหลักพร้อมกับทำให้ดีที่สุดเพื่อสร้างชื่อเสียงและให้ลูกค้าคนไทยกลับมาหลงรักแบรนด์ Etude อีกครั้ง จากนั้นเมื่อสาขานี้ประสบความสำเร็จทั้งในแง่ความรู้สึกลูกค้าและรายได้ เราถึงจะมองไปที่การขยายสาขา แต่ยังตอบไม่ได้ชัดเจนว่าปีนี้จะเปิดอีกสาขา ส่วนแผนในอนาคตเราอยากให้มี Etude ในทุกๆ จังหวัดของประเทศไทยโดยแบ่งเป็น 1 สาขาต่อ 1 จังหวัด”

การยกเลิกระบบการใช้ตัวแทนจัดจำหน่ายไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่จะค่อยๆ ทยอยปรับเปลี่ยนมาสู่การดูแลโดยตรงผ่านบริษัทแม่ที่ประเทศเกาหลี โดยปัจจุบัน Etude มีวางจำหน่าย 11 ประเทศทั่วโลก โดยก่อนหน้านี้มีประเทศ จีน,ญี่ปุ่น และสิงค์โปร์ ที่บริษัทแม่ยกเลิกตัวแทนจัดจำหน่ายพร้อมกับเข้ามาบริหารเอง

“จากที่สำรวจมาประเทศที่ Etude ใช้ระบบตัวแทนในการจัดจำหน่าย มีความแตกต่างอย่างมากหากเทียบกับการที่บริษัทแม่เข้ามาดูแลเอง”

พูดง่ายๆ ว่า Etude เริ่มมองว่าหากยังใช้ระบบตัวแทนจัดจำหน่ายผลลัพธ์คือ “ได้ไม่คุ้มเสีย” ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของรายได้ที่น้อยกว่าที่คาดหวังไว้ สุดท้ายคืออาจทำให้ Branding ที่แข็งแกร่งของตัวเองในสายตาของคนทั่วโลกค่อยๆ เสื่อมมนต์ขลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีแบรนด์ไหนในโลกอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง

การลุกขึ้นมา Action ครั้งนี้ของ Etude จะทำได้ดีแค่ไหน ? แต่ทีแน่ๆ  Etude เมื่อรู้ข้อผิดพลาดของตัวเองในอดีตจากระบบตัวแทนจัดจำหน่ายว่ามีอะไรบ้างก็พร้อม “กำจัด จุดอ่อน” นี้ให้หมดไปอย่างรวดเร็ว

ที่นี้ก็ขึ้นอยู่ที่ว่า สาวกเก่าของแบรนด์ Etude จะยอมรับมากน้อยแค่ไหน และลูกค้าหน้าใหม่จะ

Continue reading การ “กลับมา” สวยสะพรั่งอีกครั้งของ Etude

รองเท้าผ้าใบนักเรียนไม่ได้เป็นเรื่องฟังก์ชั่นแต่คือแฟชั่น

 

ช่วง Back to School เป็นช่วงนาทีทองที่รองเท้านักเรียนสร้างยอดจำหน่ายได้มากถึง 70% ของยอดจำหน่ายทั้งหมดและต่างเร่งยอดจำหน่ายผ่านกลยุทธ์รูปแบบต่างๆ ทั้งการสร้างภาพลักษณ์ในฐานะแบรนด์ที่ใช่สำหรับวัยรุ่น ผ่านแคมเปญ พรีเซ็นเตอร์ ภาพยนตร์โฆษณา และการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีดีไซน์สวยงามเป็นแฟชั่นมากขึ้นที่สร้างความรู้สึกใส่แล้วมั่นใจบางบอกความเป็นตัวตน และไม่ผิดระเบียบเพราะในเวลานี้ รองเท้านักเรียนไม่ได้นำเสนอเพียงฟังก์ชั่นอย่างเดียว

ปัจจุบันนักเรียนมีรองเท้านักเรียนเฉลี่ยปีละ 2.3 คู่ และการแข่งขันในตลาดรองเท้านักเรียนปีนี้ ตลาดที่มีมูฟเมนต์การแข่งขันที่มีสีสันที่สุดคงหนีไม่พ้นตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียน ที่มีสัดส่วนในตลาดรองเท้านักเรียนมากถึง 60% หรือมูลค่า 3,000 ล้านบาท จากมูลค่าตลาดรองเท้านักเรียน 5,000 พันล้านบาท จากผู้แข่งขัน 2 รายใหญ่ที่โดดเด่นได้แก่ นันยาง และเบรกเกอร์ด้วยกลยุทธ์การตลาดที่มีแนวทางแตกต่างกันไป

นันยางซูการ์ จากรองเท้านักเรียนหญิงที่สวมใส่สู่ไลฟ์สไตล์นักเรียนหญิง

แบรนด์ที่สร้างปรากฏการณ์รองเท้าผ้าใบนักเรียนได้มีสีสันที่สุดในปีนี้ คงหนีไม่พ้นผู้นำอันดับหนึ่งอย่างนันยางจากการปรับตัวโปรดักท์จากฟังก์ชั่น จากรองเท้าที่มีอยู่เดิม 2 รุ่นคือรุ่นเบสิก 70% รุ่นแฮฟฟัน เป็นแฟชั่นอย่างเห็นได้จัดจากที่เคยปลูกฝังภาพลักษณ์ความเก๋าของรองเท้านักเรียนนันยางพื้นเขียวให้โดดเด่นอยู่ในโลกออนไลน์ จนนักเรียนทั้งประเทศที่สวมใส่นันยางต้องงัดภาพรองเท้านันยางของตัวเองออกมาโชว์เพื่อความเก๋า(ของรองเท้าตัวเอง) ให้เพื่อนนักเรียนทั่วประเทศได้รู้

มาในคราวนี้ นันยางได้ใช้งบการตลาด 75 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 10% และ เห็นโอกาสในตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนหญิง ซึ่งมีรสนิยมแตกต่างจากเด็กนักเรียนชาย และเป็นตลาดที่นันยางต้องเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับแบรนด์อื่นๆ ที่มีรูปทรงรองเท้าที่โดนใจนักเรียนหญิงมากกว่า ด้วยการออกผลิตภัณฑ์ “นันยางซูการ์” รองเท้าผ้าใบนักเรียนหญิงทรงแฟชั่น เพรียวเข้ารูปเท้าของผู้หญิงที่ใส่แล้วไม่ผิดกฎระเบียบโรงเรียน มีริบบิ้นสีแถมมาให้เลือกเปลี่ยนสร้างภาพลักษณ์ความเป็นแฟชั่นสามารถซื้อใส่ได้แม้ไม่ต้องเป็นนักเรียน ทำให้ช่วงเวลาในการจำหน่ายรองเท้านักเรียนนันยางซูการ์ขยายออกไปได้ตลอดทั้งปีและจากการตอบรับของนันยางซูการ์ นันยางคาดหวังว่าสามารถสร้างสัดส่วนยอดจำหน่ายได้ 10% จากที่เคยคาดการณ์ไว้ 5% ในปีแรก

เบรกเกอร์ผ้าใบรุ่นใหม่ไม่พอใส่แล้วต้องแร็พด้วย

ผู้แข่งขันอันดับสองในตลาดรองเท้าผ้าใบอย่าง เบรกเกอร์ อาศัยช่วงจังหวะเวลา Back to School ช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งด้วยการเปิดตัวรองเท้าผ้าใบ “เบรกเกอร์ ซูเปอร์ แบล็ก” และ “ซูเปอร์ไวท์” โปรดักท์ใหม่ล่าสุดของเบรกเกอร์ครั้งแรกในรอบ 10 ปี ด้วยงบ R&D 4 ล้านบาทเจาะกลุ่มเป้าหมายนักเรียนชายอายุ 15 ปีขึ้นไป

การเปิดตัว เบรกเกอร์ ซูเปอร์ แบล็ก และ ซูเปอร์ไวท์วัตถุประสงค์หลักคือการเป็นรองเท้าผ้าใบที่มีดีไซน์สวย ใส่ได้ทั้งไปโรงเรียนและไปเที่ยว ถือเป็นหนึ่งในการปรับกลยุทธ์รองเท้าผ้าใบนักเรียนเบรกเกอร์สู่ความเป็นแฟชั่นมากกว่าฟังก์ชั่นเหมือนในอดีต

เบรกเกอร์สร้างภาพลักษณ์เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความเท่ให้กับรองเท้านักเรียน ซูเปอร์ แบล็ก และ ซูเปอร์ไวท์ ด้วยงบการตลาด 30 ล้านบาท และพรีเซ็นเตอร์ โจอี้ บอย เจ้าพ่อแร็พเปอร์ขวัญใจมือหนึ่งเมืองไทย พร้อมกิจกรรมทางการตลาดตอกย้ำแบรนด์ที่เข้าถึงวัยรุ่นและเป็นแบรนด์ที่สนับสนุนวัยรุ่นทำประโยชน์เพื่อสังคมผ่าน กิจกรรม”เบรกเกอร์บอย ขาสั้น… มันส์ให้สุด” เฟ้นหาเด็กนักเรียน 10 คนจากหลายสถาบันชื่อดังระดับประเทศมาทำกิจกรรมดีๆเพื่อสังคมร่วมกัน เช่น เข้าร่วมโครงการปลูกป่าที่ จ.น่าน และกิจกรรมการสร้างความสุขให้กับเด็กที่ด้อยโอกาสทางสังคม โดยมีโจอี้ บอย เป็นแม่ทัพร่วมกิจกรรมนำทีมเด็กเบรกเกอร์บอย

Shoes-Study2-MAY16---CONTENT

“มูมิน-บีดัก -คิตตี้” เปิดเกมคาแรคเตอร์ คาเฟ่ บุกสร้างแลนด์มาร์ค ณ สยาม

 

ทำเล “สยาม” ถือเป็นแหล่งศูนย์รวมของวัยรุ่นตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กฮิป เด็กแนว หรือ เด็กเรียนต่างก็ต้องเคยมา แม้ในภาพของ “สยาม” จะเปลี่ยนไป จากโรงหนังสยามมาเป็นสยามสแควร์วัน และ เซ็นเตอร์พอยท์ ไปสู่ ดิจิตอล เกตเวย์ และกลับมาเป็น เซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์อีกครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือยังเต็มไปด้วยร้านค้า ที่ต่างนำเสนอสินค้าน่ารักๆ ตั้งแต่ของใช้ไปจนถึงของกินไว้อย่างมากมาย

เพราะฉะนั้นเหล่าร้าน “คาแรคเตอร์ คาเฟ่” จึงไม่ขอพลาดที่จะนำความน่ารัก มาเปิดเกมเพื่อบุกสร้างแลนด์มาร์ค ณ ใจกลางสยามแห่งนี้ โดยในระยะเวลา 3 ปี มีถึง 3 ร้านด้วยกัน

 

มูมิน คาเฟ่” (Moomin Café) @สยามเซ็นเตอร์

ถือเป็นร้านคาแรคเตอร์ คาเฟ่ แห่งล่าสุดที่ได้เปิดตัวขึ้นมาสำหรับ “มูมิน คาเฟ่ (Moomin Café)” โดยการส่ง “มูมิน” ซึ่งเป็นคาแรคเตอร์ของตัวโทรล์หรือภูตพิทักษ์ป่าจากประเทศฟินแลนด์เข้ามาประชัน

ก่อนหน้านี้ “เพรสเซนท์ เทล” ได้ยื่นซองร่วมประมูลแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่นกว่า 30 ราย เพื่อรับลิขสิทธ์ในการที่จะผลิต จนได้รับสิทธ์เพื่อผลิตตุ๊กตามูมิน และผองเพื่อน โดยได้วางจำหน่ายอยู่ในโซน BeTrend ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ล่าสุดได้มีการต่อยอดโดยการเปิด “มูมิน คาเฟ่” (Moomin Café) ตั้งอยู่ ณ ชั้น 4 สยามเซ็นเตอร์ ใช้งบลุงทุน 20 ล้านบาท โดยถือเป็นสาขาแรกในไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายๆประเทศ ได้แก่ ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลี จีน สหรัฐอเมริกา และโซนยุโรป ซึ่งแต่ละสาขาก็จะมีอิสระในการตกแต่งร้านและครีเอทเมนูอาหาร แต่ต้องผ่านการตรวจจากทางเจ้าของลิขสิทธ์ด้วย

สำหรับสาขาแรกนี้ มีพื้นที่ทั้งสิ้น 203 ตารางเมตร บรรยากาศภายในร้านตกแต่งสไตล์สแกนดิเนเวียน เพื่อเหมือนกับลูกค้าได้เข้ามาเยี่ยมบ้านของมูมิน โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรกร้านอาหารอินเตอร์เนชั่นแนล มีทั้งหมด 70 โต๊ะ มีทั้งหมด 60เมนู โดยราคาอาหารเริ่มต้นที่ 190 – 690 บาท ของหวานและเครื่องดื่มเริ่มต้นที่ 95 – 295 บาท ขณะที่ในต่างประเทศราคาอาหารและเครื่องดื่มแต่ละเมนูประมาณ 300 บาท ส่วนที่สองจะเป็นมูมินคอร์เนอร์ (Moomin Corner) สำหรับจำหน่ายสินค้าที่ระลึกลิขสิทธิ์แท้จากประเทศฟินแลนด์ และของที่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น

คาดว่าจะสามารถคืนทุนภายใน 3-5 ปี โดยสำหรับปีนี้ตั้งเป้ารายได้ 50 ล้านบาท หรือประมาณเดือนละ 4-6 ล้านบาท เจาะกลุ่มเป้าหมายคือ วัยรุ่น คนทำงาน และครอบครัว โดยวางสัดส่วนเป็นลูกค้าคนไทย 60% และต่างชาติ 40% ด้านแผนขยายสาขา ได้ตั้งเป้าขยาย 3-4 สาขาภายใน 2-3 ปี โดยจะเลือกทำเลกรุงเทพโซนรอบนอก เช่น เซ็นทรัลลาดพร้าว และ แฟชั่น ไอส์แลนด์ เป็นต้น

 

บีดัก คาเฟ่ (B.Duck Cafe) @เซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์

หากย้อนกลับไปก่อนหน้าประมาณ 5 เดือน เราก็จะพบว่าเป็ดน้อยสีเหลืองสุดน่ารัก “บีดัก” ได้ถูกอิมพอร์ตเข้ามาจากประเทศฮ่องกง เพื่อเอาใจเหล่าสาวกทั้งหลาย

“บีดัก คาเฟ่ (B.Duck Cafe)” ได้เลือกสร้างแลนด์มาร์ค ณ ชั้น G เซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์ ซึ่งจะเรียกว่าเป็นสาขาแรกของโลกเลยก็ว่าได้ เมื่อ “จีเอ็ม สโตร์ แอนด์ คาเฟ่” ผู้ที่ได้รับลิขสิทธ์ได้เสนอกับทางลิขสิทธิ์ที่ฮ่องกง เพื่อทำเป็นค่าเฟ่ และก็ได้รับการอนุมัติเสียด้วย โดยทางนั้นได้เข้ามาช่วยดูเรื่องเรื่องดีไซน์ของร้าน และเมนูอาหาร สำหรับตัวร้านมีพื้นที่ทั้งหมด 31 ตารางเมตร ออกแบบโดยใช้เป็นตู้คอนเทนเนอร์ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับประวัติของ บีดัก โดยบีดักได้ถูกบรรจุรวมมากับสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์จากฮ่องกงเพื่อที่จะส่งไปอเมริกา แต่ระหว่างทางเจอพายุ เลยทำให้ตู้คว่ำลงในมหาสมุทรและถูกเปิดออก ทำให้บีดักและครอบครัวได้มีโอกาสว่ายน้ำท่องเที่ยวไปที่ต่าง ๆ โดยตั้งเป็นป๊อปอัพสโตร์ด้านนอกศูนย์การค้า ใช้โทนสีเหลือง-ดำ เป็นหลัก

เจาะกลุ่มนักเรียกนักศึกษา ที่ไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผู้ชายด้วย ตั้งเป้ากลุ่มลูกค้าเป็นคนไทย 80% และนักท่องเที่ยว 20% ซึ่งภายในร้านมีทั้งหมด 41 เมนู แบ่งสัดส่วนเป็น เครื่องดื่ม 50% ไอศกรีม 30% เค้ก 20% โดยมีราคาของเมนูเริ่มต้นอยู่ที่ 70 – 140 บาท คาดว่าจะมียอดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลอยู่ที่ 300 บาท

 

ซานริโอ เฮลโล คิตตี้ เฮาส์ แบงคอก @สยามสแควร์วัน

ต้องบอกว่านี่คือร้านแรกๆ ที่ได้บุกเข้ายึดทำเลสยาม ในการแจกจ่ายความน่ารักและเอาใจสาวก สำหรับตัวการ์ตูนจาก ซานริโอ อย่าง “เฮลโล คิตตี้” แมวน้อยสีชมพู่สุดน่ารัก

“ซานริโอ เฮลโล คิตตี้ เฮาส์ แบงคอก” บริหารงานโดยบริษัท ดรีม เฮ้าส์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งอยู่ ณ ชั้น 3สยามสแควร์วัน มีการดึงดูดด้วยการให้บริการในรูปแบบคอมเพล็กซ์ แบบฟลูสเกลครั้งแรกในโลก บนคอนเซ็ปต์บ้านของคิตตี้ 3 ชั้น 808 ตารางเมตร ภายใต้ธีม 3 Lคือ Love, Live และ Laugh ที่เป็นมากกว่า Kitty Café ในไต้หวัน และเกาหลีใต้ เน้นสร้างเอกลักษณ์ความเป็นเมืองแห่งศูนย์ช็อปปิ้งของสาวกคิตตี้ ด้วยการจำหน่ายสินค้ากลุ่มครัวเรือน และอุปกรณ์กีฬาที่ประดับประดาด้วยคาแรคเตอร์คิตตี้โดยเฉพาะ ใช้งบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท

โดยชั้นใต้ดินเป็น Spa Kitty ให้บริการเรื่องความงาม สร้างความผ่อนคลาย ชั้น 1 Hello Kitty Cafe ที่บริการอาหาร และเครื่องดื่มอันเป็นเอกลักษณ์ของคิตตี้ และชั้นบนสุดเป็นที่รับประทานพร้อมห้องสำหรับการจัดกิจกรรม เช่น วันเกิด หรือกิจกรรมบันเทิงต่าง ๆ ตามแต่ครีเอท และแต่ละชั้นจะตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์คิตตี้หวานๆ เหมียวๆ โดยเฉพาะ ซึ่งอาหารใน Hello Kitty Cafe เป็นสูตรเฉพาะของคิตตี้ที่ผสมผสานกับความเป็นไทยเพื่อรสชาติที่ถูกปากคนไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นไปที่อาหารหวาน และมีเมนูซิกเนเจอร์ที่น่าสนใจอย่าง ชีสเค้ก D.I.Y ที่ให้ลูกค้าสามารถตกแต่งเค้กสไตล์ตัวเองเพื่อรับประทานแบบเก๋ๆ ไม่เหมือนใครได้ และมีเมนูอื่น ๆ หมุนเวียนตามเทศกาล พร้อมบริการเดลิเวอรี่ ออนไลน์ และเทคอะเวย์ให้สาวกคิตตี้ได้นำไปชื่นชมนอกสถาน

มีการจำหน่ายบัตรเงินสด Sanrio Hello Kitty House Cash Card Limited Edition 3 แบบ 3 สไตล์ ราคา 2,500 บาท, 5,000 บาท และ 10,000 บาท เพื่อความสะดวกในการใช้จ่าย โดยเจาะกลุ่มเป้าหมายชาวไทยและต่างชาติบริเวณสยามสแควร์ทั้งชายและหญิง ที่มีกำลังซื้อเพื่อแลกกับประสบการณ์แปลกใหม่ โดยคาดว่าหลังจากเปิดบริการจะมีกลุ่มผู้หญิงกว่า 99% เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ของโลกคิตตี้ และเตรียมกิจกรรมต่างๆ เพื่อรองรับกลุ่มผู้ชายที่ส่วนใหญ่มากับคนรักหรือครอบครัว ได้ตั้งเป้าว่าในอีกสามปีข้างหน้าอยากมีเพิ่มอีก 3 สาขา โดยมองโอกาสในหัวเมืองใหญ่เมืองท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่ พัทยา หัวหิน ภูเก็ต โดยคงคอนเซ็ปต์ร้านไว้คล้ายคลึงกับที่สยามสแควร์ และต่อยอดธุรกิจ ไปยังโรงแรม หรือร้านอาหารไทยแบบฟิวชั่นสไตล์คิตตี้

 

MOOMIN-B-DUCK-KITTY---CONTENT(1)

ส่องกลยุทธ์ “Big C & Tesco Lotus” ลุยภาวะเศรษฐกิจ Slow Down

 

แม้ปีที่ผ่านมา ภาวะเศรษฐกิจในบ้านเรายังคงอยู่ในสถานะ “Slow Down” จนส่งผลไปถึง “กำลังซื้อ” ที่ต้องเรียกว่า ยังอยู่ในภาวะ “วิกฤต” แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2016 “2 ยักษ์ใหญ่” ในตลาดค้าปลีก อย่าง Big C และ Tesco Lotus ต่างมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้ภาวะเศรษฐกิจยังคงมีความท้าทายอยู่มาก แต่ “กำลังซื้อ” ค่อยๆปรับตัวดีขึ้น โดยจะเห็นภาพได้ชัดเจนที่สุดในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งเป็นผลมาจาก การอัดฉีดเม็ดเงินลงเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาล และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ด้านการแข่งขันยังคงอยู่ในระดับสูงอยู่ โดยมี “ราคา” เป็นปัจจัยหลักที่ผู้บริโภคจะเลือกใช้บริการที่ไหน

มาดูกันว่ายักษ์ใหญ่แต่ละแบรนด์จะส่งกลยุทธ์อะไรออกมา เพื่อดักจับ “กำลังซื้อ” ที่ (คาดว่า) กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวกันบ้าง

 

Big C ถูกอย่างเดียวไม่พอ ต้อง “ก้อง สหรัถ” ด้วย

แถลงก่อนใครเพื่อเลยสำหรับ “บิ๊กซี” ที่ได้เปิดเผยแผนกลยุทธ์ ประจำปี 2559 โดยการเปิดตัวกลยุทธ์ราคา “ถูกสุดสุดไปเลย” ทั้งหมด 5 ข้อ เพื่อตอบโจทย์เรื่องราคาและลดค่าครองชีพของผู้บริโภคได้แก่

  1. รับประกันราคาสินค้าโปรโมชันถูกสุดสุดไปเลย
  2. รับประกันสินค้าโปรโมชันไม่ขาดสต๊อก
  3. สินค้าราคาถูกลงกว่าปีที่แล้ว กว่า 5,000 รายการ
  4. รับประกันราคาถูกต้อง
  5. แจกฟรีคูปองลด ใช้ลดได้ทันที ไม่ต้องรอครั้งหน้า

โดยในครั้งนี้ “บิ๊กซี” ได้มีการเปิดตัว “ก้อง-สหรัถ” เป็นพรีเซนเตอร์คนใหม่ในรอบ 5 ปี มีสัญญาเริ่มต้น 1 ปี พร้อมแต่งเพลงขึ้นมาใหม่สำหรับใช้ในโฆษณาคือ “เพลงถูกสุดๆไปเลย” โดยก่อนหน้านี้พรีเซนเตอร์คือ “เจ เจตริน – ปิ่น เก็จมณี วรรธนะสิน” แคมเปญเดียว ด้วยงบการตลาด 9,000 ล้านบาทเท่ากับปีที่ผ่านมา

การนำพรีเซ็นเตอร์มาใช้บิ๊กซี คาดหวังจะสามารถส่ง message ในเรื่องของความคุ้มค่าให้แก่ลูกค้า มากกว่าคาดหวังเรื่องรายได้หรือจำนวนลูกค้าที่เข้าใช้บริการ ซึ่งปัจจุบันมีเฉลี่ย 4,000,000 คนต่อสัปดาห์ในทุกช่องทาง

 

ขยายสาขาเพิ่มทางเลือกลูกค้า

ในปีนี้บิ๊กซี ได้วางแผนไว้ทั้งหมด 84 สาขา แบ่งเป็น ประเภทไฮเปอร์มาร์เก็ต 6 สาขา, บิ๊กซี มาร์เก็ต 3 สาขา และมินิบิ๊กซี 75 สาขา (แบ่งเป็นแฟรนไชส์ 50 สาขา) คาดว่าจะเริ่มเปิดในไตรมาส 2 เป็นต้นไป โดยใช้งบลงทุนทั้งหมดประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 720 สาขา แบ่งเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ต 125 สาขา,บิ๊กซี มาร์เก็ต 55 สาขา, มินิบิ๊กซี 393 สาขา, ร้านขายยาเพรียว 147 สาขา และร้านอีคอมเมิร์ซ คือ บิ๊กซีช้อปปิ้งออนไลน์และ Cdiscount

 

เทสโก้ โลตัส” คอนเฟิร์มลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้สภาวะเศรษฐกิจกำลังท้าทาย

ภาพรวมของ “เทสโก้ โลตัส” ในปีที่ผ่านมาสามารถสร้างยอดขายที่เติบโตมากที่สุดตั้งแต่เริ่มดำเนินงานมาในประเทศไทย โดยเป็นผลมาจาก การที่มีส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้น และมีจำนวนลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 2 ล้านคนจากจำนวนผู้สมัครคลับการ์ด ซึ่งจากเดิมมีผู้มาใช้บริการประมาณ 13 ล้านคน/สัปดาห์ เป็น 15 ล้านคน/สัปดาห์ โดยสำหรับปี 2559 “เทสโก้ โลตัส” ได้กลยุทธ์ทั้งหมด 3 ข้อ ได้แก่

  1. การขยายธุรกิจ โดยปี 2558 มีการเปิดสาขาใหม่จำนวน 65 สาขา และปรับปรุงสาขาเดิมอีก 14 สาขา ปีนี้มีแผนเปิดเพิ่มมากกว่า 65 สาขา และปรับปรุง 18 สาขา โดยใช้คาดว่าจะใช้งบลงทุนที่ไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมาหรือประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี โดยการขยายไฮเปอร์มาร์เก็ต จะเน้นในจังหวัดขนาดกลางที่ยังไม่มีห้างค้าปลีก ส่วนกรุงเทพจะเน้นเปิดไซส์เล็ก อย่าง โลตัส เอ็กซ์เพรส และตลาด ที่ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ซึ่งจะส่งผลให้มีการจ้างงานเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 3,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ยังจะมีการลงทุนและทำการตลาดสำหรับช่องทางออนไลน์ ที่มี 2 ช่องทางคือ เทสโก้ โลตัส ช้อปออนไลน์ มีสินค้าประมาณ 20,000 รายการ เน้นสินค้าอุปโภค บริโภค และอาหารสด และร้านในเว็บลาซาด้า 8,000 รายการ ที่เน้นสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร อย่างกลุ่ม อิเล็คทรอนิกส์และสุขภาพกับความงาม โดยในปี 2558 ช่องทางออนไลน์มีการเติบโตมากกว่า 100% แต่สัดส่วนยอดขายยังน้อยมาก
  2. แคมเปญโปรโมชั่น โดยแบ่งเป็น 2 ข้อ คือ 1.ลดราคาอย่างถาวรในทั้งกลุ่ม ที่นอกเหนือไปจากโปรโมชั่น โดยที่ผ่านมาปรับลดในกลุ่มอาหารสดลง 25%, แม่และเด็ก 10%, และขนมขบเคี๊ยว 10% สำหรับปีนี้ยังมีแผนปรับลดอีกหมายกลุ่มแต่ยังไม่ขอเปิดเผยว่าจะมีกลุ่มอะไรบ้าง 2.ปฏิวัติอาหารสด โดยการตั้งเป้าเพิ่มปริมาณสินค้าทางการเกษตรที่รับซื้อเป็น 150,000 ตันต่อปี จากปี 2558 ที่ซื้อ 100,000 ตัน
  3. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยการจัดทำโครงการประชารัฐทั้งหมด 22 โครงการ ซึ่งจะช่วยเหลือ 2 ส่วน ได้แก่เกษตรกร และเอสเอ็มอีกับโอท็อป ซึ่งปัจจุบันมีซัพพลายเออร์ที่เป็นเอสเอ็มอีกว่า 90% หรือ 7,000 ราย

ทั้งนี้สำหรับ “เทสโก้ โลตัส” ไทยถือเป็นประเทศที่มีตลาดธุรกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากอังกฤษเลยทีเดียว

BIG-C-vs-TESCOLOTUS---CONTENT

ตลาดภาพยนตร์ : เสียง “แอคชั่น” ครั้งใหม่ของหนังไทย

 

เป็นเรื่องไม่ค่อยปรากฎให้เห็นกันบ่อยนัก สำหรับตลาดภาพยนตร์ มูลค่า 4,000 ล้านบาท เพราะเพียงแค่ 3 เดือนแรกของปี 2559 เมืองไทย มีค่ายหนังใหม่เพิ่มขึ้นถึง 3 ค่าย ได้แก่ GDH 559, T MOMENT และล่าสุดอย่าง CJ Major Entertainment

 

หนังไทยกำลังอยู่ในภาวะ “วิกฤต”

แม้จะบอกว่าเป็นค่ายหนังใหม่ แต่จริงๆแล้วก็ไม่ได้ใหม่ทีเดียว เนื่องจากผู้ก่อตั้งแต่ละค่ายต่างคลุกคลี อยู่ในวงการภาพยนตร์และมีประสบการณ์มาแล้วทั้งนั้น ดังนั้นเมื่อมีค่ายหนังใหม่ๆ แต่เก๋าประสบการณ์เกิดขึ้น สิ่งที่คนดูกำลังคาดหวัง คือ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับหนังไทยตั้งแต่นี้ต่อไป ?

นั่นเพราะหากมองลึกลงไปใน ตลาดภาพยนตร์ ของไทยจะพบว่าในระยะหลังๆ ส่วนแบ่งตลาดของ หนังไทยมีสัดส่วนที่ลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ โดยในปี 2558 ตลาดภาพยนตร์ในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท หนังไทยมีส่วนแบ่งการตลาดเพียง 18% ขณะที่หนังต่างประเทศมีมากถึง 82% เทียบกับในอดีตยุคเฟื่องฟูหนังไทยเคยครองสัดส่วนมากถึง 30% เลยทีเดียว นั้นแสดงให้เห็นว่า “หนังบ้านเรา” กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต

 

โจทย์ใหญ่คือต้องเร่งสร้าง “คุณภาพ” ให้หนังไทย

แม้แต่คนทำหนังเองก็ยอมรับว่า ณ วันนี้คนดูหนังไม่ค่อยให้ความเชื่อถือหนังไทยสักเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับหนังต่างประเทศ ยิ่งต้องจ่ายในราคา 180 หรือ 200 บาทที่เท่ากัน คนดูจึงให้หนังต่างประเทศดูมีภาษีและความคุ้มค่ามากกว่า จะดูทำไมหนังไทย จึงทำให้ในปีที่ผ่านมาหนังไทยที่เข้าโรงทั้งหมด 17 เรื่อง ทะลุหนึ่งร้อยล้านเพียงแค่เรื่องเดียว คือ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อวสานหงสา ที่มีรายได้รวม 115.11 ล้านบาท (รายได้เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ, ปริมณฑล และ เชียงใหม่)

ที่สำคัญ หากฉายภาพพฤติกรรมของคนดูหนังเองจะพบว่า ปีที่ผ่านมาคนไทยดูหนังเฉลี่ยไม่ถึง 1 เรื่อง เมื่อดูจากยอดขายตั๋วซึ่งอยู่ที่ 40 ล้านใบ ต่อประชากรประมาณ 60 ล้านคน ซึ่งต่างต่างประเทศเกาหลี ที่ดูหนังเฉลี่ยคนละประมาณ 4 เรื่อง โดยยอดขายตั๋วซึ่งอยู่ที่ 200 ล้านใบ ต่อประชากรประมาณ 50 ล้านคน

ดังนั้นทางออกเดียวของหนังไทยในตอนนี้ คือต้องสร้างหนังให้ออกมามีคุณภาพ ถูกรสนิยมคนดู เพื่อสู้กับบรรดาหนังที่มาจากต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นฝั่ง ฮอลลีวูดและ จีนที่กำลังมาแรง

 

G + H = “GDH 559”

ถือเป็นค่ายแรกที่ประกาศเปิดตัวก่อนใครเพื่อนสำหรับ “GDH 559” ที่เกิดจากการปิดตัวลงของ ค่ายหนังอารมณ์ดีอย่าง “GTH” ในครั้งนี้ G และ H หันมาประกาศจับมือกันโดยไม่มี T สำหรับบริษัทใหม่มีทุนจดทะเบียน 150 ล้านบาท มีสัดส่วนการถือหุ้นคือ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) 51% บริษัท หับ โห้หิ้น บางกอก จำกัด 15% (จาก 19% ตอนเป็น GTH) และกลุ่มผู้บริหาร คนทำงาน ผู้กำกับ และนักแสดงอีก 34%

“GDH 559 ย่อมาจาก คำว่า Gross Domestic Happiness หมายถึง หน่วยที่จะวัดความสุขใจของผู้ชม และคนทำงาน ส่วนตัวเลข 559 หมายถึง ตัวเลขที่ดี ฤกษ์ดีของบริษัทที่จะเปิดในวันที่ 5 มกราคม 2559 และยังพ้องกับจำนวนผู้ถือหุ้น 59 คน” จินา โอสถศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด กล่าวถึงที่มาของชื่อค่ายหนังใหม่

DNA เดิม เพิ่มเติ่มคือ ชื่อใหม่

แม้จะบอกว่าเป็นการจัดตั้งค่ายใหม่ แต่ทิศทางการทำงานของ GDH 559 ที่มีจินา โอสถศิลป์ เป็น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ เก้ง-จิระ มะลิกุล กรรมการบริการและ Head Producer ในอนาคตไม่ได้ต่างจากเดิมเท่าไหร่นัก ยังคงผลิตภาพยนตร์ ซีรีส์ รายการ โดยที่ยังคงไว้ซึ่งคาแรคเตอร์ของภาพยนตร์ในแบบฉบับของตัวเอง เนื่องจากทีมผู้กำกับเดิมจำนวน 14 คน ของ GTH ตัดสินใจอยู่กับ GDH 559 แต่จะเปลี่ยนรูปแบบของการทำงาน เป็นระบบฟรีแลนซ์ประจำ และเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น รวมถึงนักแสดงตัวหลักๆ ก็เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ทำให้ผู้กับกับและนักแสดงรู้สึกเป็นเจ้าของบริษัทด้วยเช่นกัน

สำหรับแนวทางรุกธุรกิจหนังไทยของ GDH 559 ปี 2559 วางแผนออกภาพยนตร์ 2 เรื่อง เรื่องแรกคาดว่าจะออกฉายในเดือนสิงหาคม เป็นแนว หนังรักโรแมนติกดราม่า ได้ โต้ง – บรรจง ปิสัญธนะกูล ผู้กำกับหนัง 1,000 ล้านอย่างพี่มาก พระโขนง, และภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ กวน มึน โฮ ประเดิมเป็นผู้กำกับเรื่องแรกของค่าย นำแสดงโดย เต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี และมิว นิษฐา จิระยั่งยืน ส่วนเรื่องที่ 2 เป็นผลงานของโอ๋-ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ สไตล์โรแมนติก ทิลเลอร์ คาดว่าจะออกฉายในช่วงปลายปี โดยทั้ง 2 เรื่อง มีการใช้งบลงทุนเรื่องละ 25 ล้านบาท ส่วนในปีต่อๆ ไปอาจจะมีการเพิ่มจำนวนภาพยนตร์ในแต่ละปีมากขึ้น ในปี 2560 และ 2561 อาจจะมีภาพยนตร์ปีละ 3-4 เรื่อง

สำหรับซีรี่ส์มีทั้งหมด 4 เรื่อง แบ่งเป็น ฉายในช่อง GMM 25 จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ ไดอารี่ ตุ๊ดซี่ส์ จากหนังสือบันทึกของตุ๊ด งบลงทุน 25 ล้านบาท, I See You พยาบาลพิเศษ..เคสพิศวง ซีรีย์ แนวโรแมนติกสยองขวัญ งบลงทุน 25 ล้านบาท และ มาลีเพื่อนรัก 2 ซีรีย์ภาคต่อมาลีเพื่อนรัก งบลงทุน 20 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้ทำเอ็กซ์คลูซีฟ คอนเทนท์ร่วมกับ Live TV จำนวน 1 เรื่อง คือ แก๊สโซฮัก..รักเต็มถัง ซีรีย์โรแมนติก

ส่วนบริษัทในเครือของ “หับ โห้ หิ้น” ยังอยู่ครบทั้งนาดาว บางกอก, จอกว้าง ฟิล์ม, กู้ดธิงแฮพเพ่น ยังคงอยู่ และทำหน้าที่ดูแลเรื่องมีเดีย และงานไวรัลให้กับแบรนด์ลูกค้า แต่บริษัทนี้จะเปลี่ยนโลโก้ใหม่เพื่อไม่ให้ละม้ายคล้ายกับ GTH เดิม และภาพดีทวีสุข ยังคงรับผลิตคอนเทนท์ให้กับช่องทีวี โดยเน้นไปที่ ช่อง GMM 25 และ ช่อง ONE ส่วนช่องอื่นๆ ล่าสุดได้คุยกับอัมรินทร์ ทีวี ถึงทิศทางในการทำงานร่วมกันและยังไม่มีแผนที่จะเปิดช่องเป็นของตัวเอง เพราะมองว่าเป็นคนทำคอนเทนต์ ไม่ใช่คนทำสื่อ

“GDH 559” คาดหวังว่า หากปีแรกสามารถทำกำไรได้ 50 ล้านบาท จะทำให้บริษัทสามารถเดินไปต่อได้

 

T MOMENT”คำตอบของ T ที่หายไปจาก GTH

หลังจากการเปิดตัวของ “GDH 559” ไปประมาณ 4 สัปดาห์ ความเคลื่อนไหวของ T ที่หายไปของ GTH ก็ออกมาตอบข้อสงสัยว่า T ที่หายไป ไปไหน

ในครั้งนี้ T อย่าง ไทเอ็นเตอร์เทนเมนต์ โดยวิสูตร พูลวรลักษณ์ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหนังไทยมาอย่างยาวนาน และเป็นเกจิในการตั้งชื่อหนังไทยให้โดนใจและมีเสนห์ดึงดูดผู้ดูได้เลือกจับมือกับพาร์ทเนอร์ใหม่อย่าง “โมโนเทคโนโลยี” ภายใต้ชื่อ “บริษัท ที โมเมนต์ จำกัด” หรือ T MOMENT มาจากชื่อย่อของทั้ง 2 บริษัท โดย T ย่อมาจากคำว่า ไท เอนเตอร์เทนเมนต์ ,Mo -โมโน เทคโนโลยี และ Ment – Entertainmemt มีความหมาย คือ ช่วงเวลาสำคัญและประทับใจ มีความสุข ด้วยทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท เป็นการถือหุ้นในสัดส่วน 50 : 50 ระหว่างไทเอ็นเตอร์เทนเมนต์ และโมโน เทคโนโลยี

“หลังจากปิดบริษัทเดิมก็มีการพูดคุยกับผู้ลงทุนหลายราย รวมทั้งโมโนเทคโนโลยี ที่เลือกโมโนเพราะ เห็นถึงความความรักและหลงไหลในการทำหนัง และด้วยความที่อยู่กับหนังไทยมา 30 ปี มีความรักหนังอยู่ในสายเลือด ไม่ว่าจะทำในนามค่ายไหน บริษัทไหน ก็คิดว่าจะทำกับมันให้ดีที่สุด ไม่ได้กลัวการเริ่มต้นใหม่เลย เนื่องจากเริ่มต้นมา 2 ครั้งแล้ว แล้วแต่ละครั้งก็เดิมพันสูงทุกครั้ง แล้วหนังไทยเป็นอะไรที่ยากมาก ไม่เคยกินหมูแม้แต่ครั้งเดียวกับการทำหนังไทย” วิสูตร พูลวรลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีโมเมนต์ จำกัด กล่าวถึงเหตุผลที่เลือกจับมือกับโมโนเทคโนโลยี

อีกเหตุผลหนึ่งที่จับมือกับ โมโน เทคโนโลยี เพราะเชื่อว่าโมโน เทคโนโลยี มีศักยภาพเยอะ รวมถึงมีสื่อในมือมากกว่า 10 สื่อ ซึ่งจะมาช่วยสนับสนุนได้เยอะ อีกทั้งยังทางโมโนยังมีธุรกิจในต่างประเทศที่จะช่วยปูทางเผื่อในอนาคตจะมีการส่งออกหนังไปต่างประเทศ

 

สร้างมูลค่าแบรนด์ 25-35 คือกลุ่มเป้าหมายหลัก

สำหรับปี 2559 ทิศทางในการทำภาพยนตร์ของT Moment นั้นคงไม่ได้แตกต่างจากเดิมมาก เน้นความเป็นวาไรตี้ ที่มีคุณภาพ และความสดใหม่ซึ่งเป็นแนวเดิมที่ถนัด แต่จะไม่ยึดแนวใดแนวหนึ่ง ในปีนี้อาจจะได้เห็นผลงานเพียงแค่ 1 เรื่องที่คาดว่าจะออกช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี ด้วยงบลงทุน 25-30 ล้านบาท แต่ในปีต่อๆ ไปจะตั้งเป้าให้ได้ 3-5เรื่อง/ปี โดยหนังที่ผลิตเน้นฉายในประเทศไทยและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศด้วยจากการมองตลาดของ T Moment ที่มองว่าตลาดหนังไทยในวันนี้เป็นที่น่าจับตามองในกลุ่มประเทศ จีน เกาหลี และ 10 ประเทศใน AEC จากการปูทางไว้ของ GTH

เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของ T Moment ในตอนนี้คือการสร้างแบรนด์ให้มีมูลค่า โดยเน้นจับกลุ่มคนอายุประมาณ 25-35 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่ดูหนังอยู่แล้ว ตามด้วยกลุ่มอายุ 15-24 ปี เป็นกลุ่มรอง ในช่วงแรกยังไม่ได้คิดทำคอนเทนต์เพื่อป้อนช่อง MONO 29 ที่อยู่ในเครือของโมโน เทคโนโลยี โดยปัจจุบันมีจำนวนพนักงานที่น้อยกว่า GTH เดิมอยู่ประมาณ 50% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพนักงานเดิมของ ไท เอนเตอร์เทนเมนต์ ที่ทำงานใน GTH

“ความท้าท้ายที่สุดคือการต้องหาคนใหม่ๆ โดยเฉพาะผู้กำกับและคนทำหนังมาฟอร์มทีมเพิ่มเติมจากพนักงานบางส่วนที่มาจาก GTH ต้องบริการคน 2 กลุ่มหลักคือ 1.มีประกบการณ์ในการทำหนังมาแล้ว แต่ยังมีชั่วโมงบินที่ยังไม่สูงพอ กับอีก 1 กลุ่มคือการที่กำลังเริ่มต้นในวงการนี้ คนรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ ซึ่งต้องเริ่มตั้งแต่ให้ความรู้ ความเข้าใจใหม่ ให้เกิดความคิดและแรงผลักดันที่อยากจะทำหนังออกมาให้ได้ นี่คือความท้าทายที่อยากจะทำให้มันสำเร็จ”

 

CJ Major Entertainment” ต่อยอดธุรกิจโรงหนัง

มาถึงค่ายน้องใหม่ที่อยู่ภายใต้เครือธุรกิจโรงภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ที่ในครั้งนี้ได้จับมือกับ บริษัท ซีเจ อีแอนด์เอ็ม จำกัด บริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์และจัดจำหน่ายภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลี เปิดตัว “บริษัท ซีเจ เมเจอร์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด” ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 51 : 49

“ความร่วมมือกันในครั้งนี้จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย และจะช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบและเติบโตแข็งแรงมากยิ่งขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ อีกทั้งยังช่วยให้ภาพยนตร์ไทยที่สร้างออกมามีโอกาสส่งออกไปสู่ตลาดต่างประเทศทั้งในตลาดเอเชียรวมถึงประเทศจีนอีกด้วย” วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) กล่าวเป้าหมายของค่ายเปิดค่ายหนังใหม่

สำหรับปี 2559 ได้วางแผนไว้จะสร้างภาพยนตร์ 2 เรื่อง แต่คาดว่าจะได้ฉาย 1 เรื่องภายในไตรมาส 4 ได้แก่เรื่อง “มิส แกรนนี่” (Miss Granny) เป็นการนำเอาภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในเกาหลีเมื่อปี 2014 มาทำเป็นเวอร์ชั่นไทย มีโจอี้ อารยะ สุริหาร มาเป็นผู้กำกับ ตั้งเป้ารายได้ 150 ล้านบาท ส่วนอีกโปรเจกต์เป็นภาพยนตร์แอ็กชั่น มี ต้อม ปิยะพันธุ์ ชูเพ็ชร มาเป็นผู้กำกับ ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนพัฒนาที่ประเทศเกาหลี สำหรับแนวทางการทำหนังจะทำทุกแนวไม่ว่าจะเป็น โรแมนติก, คอมเมอดี้, วัยรุ่นและฟอร์มยักษ์ โดยมีการวางแผนสำหรับ 5 ปี คาดว่าจะทำหนังอีก 15-20 เรื่อง โดยใช้งบลงทุนเรื่องละประมาณ 50 ล้านบาท

 

จุดหมายหลักคือบุกตลาดต่างประเทศ

ที่ผ่านมา เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ มีค่ายหนังที่อยู่ในเครืออยู่แล้วไม่ว่าจะเป็น เอ็ม พิคเจอร์, เอ็มเทอร์ตี้ไนน์, ทรานฟอร์เมชัน ฟิล์ม และ ทาเลนต์วัน ดังนั้นเป้าหมายหลักของการเปิดตัว “ซีเจ เมเจอร์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์” จึงไม่ใช่การผลิตหนังไทยเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนต์ของเมืองไทย เมื่อดูจากเป้าหมายที่ต้องการรายได้ประมาณ 500 – 600 ล้านบาทต่อเรื่อง เมื่อนับรวมรายได้ทั้ง AEC

แต่เหตุผลหลักคือต้องการต่อยอดในการบุกต่างประเทศ นั้นเพราะ บริษัท ซีเจ อีแอนด์เอ็ม จำกัด เป็นบริษัทเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ยักษ์ใหญ่ในเอเชีย ซึ่งทำธุรกิจสื่อบันเทิงครบวงจร อาทิ ภาพยนตร์, เพลง, เคเบิล, เกมออนไลน์ และอื่น ๆ โดยเฉพาะด้านภาพยนตร์ที่ ซีเจ อีแอนด์เอ็ม เป็นบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลี ที่ผ่านมาได้ร่วมทุนสร้างภาพยนตร์ประสบความสำเร็จมาแล้วในประเทศต่าง ๆ กว่า 10 ประเทศทั่วโลก จึงมีรากฐานที่แข็งแรงในการผลิตภาพยนตร์ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของระบบ โครงสร้าง วิธีการคิดต่าง ๆ การมอนิเตอร์ การประเมินโปรเจ็คของภาพยนตร์ต่าง ๆ

ซึ่งปัจจุบัน ซีเจ อีแอนด์เอ็ม กำลังรุกขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยการเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายโดยตรงไปยังประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา, จีน, ญี่ปุ่น, เวียดนาม และอินโดนีเชีย จึงสอดคล้องคล้องกับกลยุทธ์ของ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ที่ต้องการขยายตลาด โดยการสร้างโรงภาพยนตร์เปิดสาขาเพิ่มทั้งในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และต่างประเทศ ตั้งเป้าครบ 1,000 โรง ใน 5 ปีหรือภายในปี 2563 แบ่งเป็น โรงภาพยนตร์ในเมืองไทย 900 โรง และกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา, ลาว, พม่า และ เวียดนาม อีก 100 โรง จากจากปัจจุบันที่มี 92 สาขา 606 โรง อยู่ในต่างประเทศ 2 สาขา ที่ กัมพูชา 7 โรง และลาว 5 โรง รวม 12 โรง

 

4 วันสำคัญเปลี่ยนวงการหนังไทย

13 พฤศจิกายน 2558 ค่ายหนังอารมณ์ดี “จีทีเอช” ตั้งโต๊ะเปิดแถลงข่าว “ปิดตัวบริษัท” อย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่า ฝ่ายไท เอ็นเตอร์เทนเมนต์ มีความประสงค์จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่หุ้นส่วนมองไม่ตรงกัน โดยหับโห้หิ้นเห็นว่ายังไม่พร้อม ขณะที่แกรมมี่มองเห็นข้อดีทั้งสองฝ่าย แต่ก็หาทางออกไม่ได้ จึงตัดสินใจแยกทางกัน

5 มกราคม 2559 “GDH 559” เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการจับมือของ G = จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และ H = หับ โห้หิ้น บางกอก โดยมีการเพิ่มกลุ่มผู้บริหาร คนทำงาน ผู้กำกับ และนักแสดง มาเป็นผู้ถือหุ้นด้วย

29 มกราคม 2559 T ตัวสุดท้ายใน GTH ก็ออกมาเคลื่อนไหว โดยไทเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ออกมาจับมือกับพาร์ทเนอร์ใหม่อย่าง “โมโนเทคโนโลยี” ภายใต้ชื่อ “บริษัท ที โมเมนต์ จำกัด” หรือ T MOMENT

28 มีนาคม 2559 ค่ายหนังลูกครึ่งไทย – เกาหลี อย่าง “CJ Major Entertainment” ก็ได้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการจับมือกันระหว่าง เครือธุรกิจโรงภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด และ บริษัท ซีเจ อีแอนด์เอ็ม จำกัด บริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์และจัดจำหน่ายภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลี

 

 

ตลาดร้านอาหาร “สเต็ก” ถึง “จาน” จะไม่ใหญ่แต่ “จัดเต็ม”

magazine192small-236x300 ติดตามอ่านเรืองเต็มๆ ได้จากนิตยสาร Marketeer ฉบับเดือน กุมภาพันธ์

 

ต้องบอกว่าปีที่ผ่านมาจนถึงปี 2016 ถือเป็นโจทย์ที่ยากและท้าท้ายของธุรกิจเชนร้านอาหารทุกประเภทเมื่อ “ผู้บริโภค” เลือกที่จะลดอัตราความถี่ในการทานอาหารนอกบ้านน้อยลงตามสภาวะ “พลังซื้อ” ที่ถดถอยตามเศรษฐกิจที่ตกต่ำ

ทำให้เห็นวิธี “แก้เกม” ของกลุ่มเชนร้านอาหารที่นอกจากงัดสารพัดโปรโมชั่นแล้วนั้นยังมีบางแบรนด์ที่มีสมรภูมิหลักในพื้นที่ศูนย์การค้าใช้วิธีครีเอทเมนูอาหารใหม่ๆในราคาสุดคุ้มไม่เกิน 100 บาทถือเป็นการใช้ “ราคา” ดึงดูดเพื่อเพิ่มอัตราความถี่ของลูกค้าให้เข้าร้านตัวเองมากขึ้น

และอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจร้านอาหารที่กำลังใช้วิธี “แก้เกม” เหมือนอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้นคือตลาดร้าน “สเต็ก” มูลค่าประมาณ 14,000 ล้านบาท

 

“หากลองเอามาเทียบกับร้านอาหารญี่ปุ่นร้านสเต็กยังมีอยู่น้อยมากในพื้นที่ศูนย์การค้าและที่เห็นได้ชัดเวลานี้คือมีผู้บริโภคต้องการทานเสต็กเพิ่มมากขึ้นแต่เริ่มสู้ราคาจานละ 200 – 300 บาทไม่ไหวตรงนี้จึงเป็นช่องว่างของ Jeffer คือการทำสเต็กที่รสชาติถูกปากคนไทยราคาเข้าถึงง่ายโดยล่าสุดเรามีเมนูสเต็กจานละ 69 บาท” แมทธิวกิจโอธานประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเวฟเอ็นเตอร์เทนเมนท์จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์ร้านสเต็ก Jeffer บอกถึงโอกาสทางการตลาดที่เปิดกว้าง

เขายังมองต่อไปอีกว่าในเมื่อร้านอาหารอย่าง MK หรือแม้แต่ KFC ยังสามารถมีถึง 500 สาขาทั่วประเทศแล้วทำไมร้านสเต็กอย่าง Jeffer ที่มีจุดขายคือ “ราคาคุณภาพ” จะขยายอาณาจักรให้ครอบคลุมมากกว่าที่เป็นอยู่ 79 สาขาให้ติดสปริงบอร์ดก้าวกระโดดไปสู่ 240 สาขาทั่วประเทศภายใน 5 ปี

“ปีที่ผ่านมาเรามียอดขาย 721 ล้านบาทแต่ในอนาคต 5 ปีข้างหน้าจะต้องมีรายได้ 2,300 ล้านบาทพร้อมกับจำนวน 240 สาขา”

STEAK-CHAIN-1140x502

 

สเต็ก Premium ขายน้อยแต่ Big

หากเจาะลึกไปที่ตลาดร้านอาหาร “สเต็ก” มูลค่า 14,000 ล้านบาท Segment ที่ใหญ่สุดนั้นคือ Premium ที่มีราคาขายจานละ 500 -1,000 บาทคิดเป็นสัดส่วน 60% ถัดมาคือ Standard ที่มีราคาขายจานละ 200 -500 บาทคิดเป็นสัดส่วน 20% สุดท้ายคือ Mass ที่มีราคาขายอยู่ที่จานละ 69 – 200 บาทคิดเป็นสัดส่วน 30% ของตลาดร้านอาหาร “สเต็ก” ทั้งหมดในเมืองไทย

เหตุผลที่ Segment ร้าน “สเต็ก” ระดับ Premium ที่ส่วนใหญ่อยู่ตามโรงแรมหรูหรือร้านในรูปแบบ Standalone ครอบครองสัดส่วนตลาดสูงสุดคือ 60 % มาจากราคาขายต่อจานแพงสร้างมูลค่าต่อจานได้สูงในขณะที่ Segment Mass ที่มีผู้เล่นหลักอยู่ 2 รายนั้นคือ Jeffer และ SANTAFE’ แม้จะมียอดขายจำนวนจานมากกว่าแต่ในแง่มูลค่าเม็ดเงินแล้วนั้นไม่สามารถเทียบเท่าร้าน “สเต็ก” ระดับ Premium ได้เลย

หรืออธิบายให้เห็นภาพเข้าใจง่ายๆร้าน “สเต็ก” ราคา Mass ขาย “สเต็ก” 10 ชิ้นเท่ากับร้าน Premium ขายแค่ชิ้นเดียว

 

จาน Premium ที่ความ “ร้อนแรง” ลดลง

เพียงแต่เวลานี้จากข้อมูลของทีมผู้บริหาร Jeffer ระบุว่าร้าน “สเต็ก” ระดับ Premium จนถึงร้านราคาระดับ Standard ปัจจุบันอัตราความถี่ในการเข้าร้านของผู้บริโภคน้อยลงอย่างชัดเจนเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำแม้ลูกค้ากลุ่มนี้จะยังมีกำลังจับจ่ายเหมือนเดิมแต่ก็เลือกใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง

“ตลาดร้านสเต็กปีที่ผ่านมาเติบโต 4% ซึ่งถือว่าน้อยมากนอกจากอัตราความถี่เข้าร้านสเต็ก Premium และระดับStandard น้อยลงของลูกค้าน้อยลงอีกหนึ่งเหตุผลนั้นคือตลาดต่างจังหวัดมีกำลังซื้อตกลงมามากส่วนในกรุงเทพแค่ทรงตัวและถ้าสังเกตเราได้เห็นเชนร้านอาหารอื่นๆรวมถึงร้านสเต็กหลายรายทำเมนูราคาไม่ถึง 100 บาทมากขึ้นโดยในอดีตไม่เคยทำมาก่อน”

Effect ตรงนี้เองที่ทำให้ร้านสเต็กราคาระดับ Mass เชื่อว่าในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำผู้บริโภคจะมองหาเข้าร้านที่มี “ราคาคุ้มค่า” และนี้เองที่น่าจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ทั้ง Jeffer ที่เวลานี้มี 79 สาขา และ SANTAFE’ ที่มีเกือบๆ 50 สาขาเลือกที่จะขยายสาขาอย่างรวดเร็ว

 

ไม่ใช่แค่ตลาดตัวเอง เป้าหมายคือ QSR

และการเน้นกลยุทธ์ “ราคาซื้อง่ายขายคล่อง” ทั้งสองร้านสเต็กไม่ได้มองแค่เฉพาะตลาดของตัวเองแต่มองไปถึงตลาด QSR ที่มี 2 แบรนด์ใหญ่อย่าง KFC และ McDonald’s เหตุผลนั้นเพราะราคาขายต่อเมนูอาหารใกล้เคียงกัน

“ร้านสเต็ก Mass พยายามทำราคาขายและความคุ้มค่าเท่ากับร้านอาหาร QSR รวมไปถึงเร่ิมขยับบริการและเพิ่มความหลากหลายมากขึ้นอย่าง Jeffer เราเริ่มทดลองเปิด Jeffer Cafe ร้านกาแฟสาขาแรกที่อนุสาวรีย์รวมถึงมีบริการอาหารเช้าเปิดตั้งแต่ 7.00 – 24.00 น. และเรามีแผนที่จะปรับสาขา Standalone ให้เป็นในรูปแบบดังกล่าวในบางสาขา”

และไม่ใช่แค่การปรับเปลี่ยน Model ของร้านเท่านั้นแต่อย่างที่บอกไว้ข้างต้น Jeffer เองเลือกจะเหยียบคันเร่งเปิดสาขาอย่าง Hi-Speed โดยภายใน 5 ปีจะต้องมีถึง 240 สาขาโดยจะต้องใช้เงินลงทุน 1,300 ล้านบาท

ถือเป็นการลงทุนมหาศาลแต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากของ Jeffer ในเวลานี้เพราะหากเจาะลึกไปที่เบื้องหลังเจ้าของเดิม “สหรัฐกฤษฎาชาตรี” ที่สร้างแบรนด์นี้จากธุรกิจ SMEs ขนาดเล็กๆจนมีสาขามากมายเลือกที่จะขายกิจการให้แก่บริษัทเวฟเอ็นเตอร์เทนเมนท์จำกัด (มหาชน) ด้วยมูลค่า 640 ล้านบาท

 

เมื่อแบรนด์ร้านอาหารกลายเป็น Content

แน่นอนร้านสเต็ก Jeffer ในมือเจ้าของคนใหม่ย่อมมีเงินทุนมากกว่าเจ้าของเดิมอีกทั้งบริษัทเวฟเอ็นเตอร์เทนเมนท์จำกัด (มหาชน) เองก็มีธุรกิจในมืออย่างมากมายโดยเฉพาะธุรกิจผลิตละครและรายการทีวีป้อนให้แก่ช่อง 3

“ต่อไปนี้จะได้เห็นร้าน Jeffer อยู่ในฉากละครของช่อง 3 โดยมีดาราที่จะมาช่วยสนับสนุน Tie in ในฉากละครต่างๆในขณะที่ในอนาคตถ้าแบรนด์ Jeffer มีความแข็งแกร่งมากขึ้นเราอาจมีโครงการทำรายการอาหาออนแอร์ทางรายการทีวีเป็นการนำแบรนด์ร้านอาหารต่อยอดมาเป็น Content”

การเปิด “เกมรุก” ทั้งการขยายสาขาปรับเปลี่ยน Model ของร้าน Jeffer ที่ไม่ได้จำกัดตัวเองแค่ขาย “สเต็ก” อย่างเดียวอีกต่อไปนั้นเพราะ Jeffer รู้ดีว่านอกจากคู่แข่งที่มาทีหลังอย่าง SANTAFE’จะเน้นทั้งด้านการขยายสาขาในรูปแบบ “แฟรนไชส์” อย่างรวดเร็วแล้วนั้น

คู่แข่งทางอ้อมในธุรกิจเชนร้านอาหารประเภทอื่นๆเองก็ไม่เคยหยุดนิ่งทั้งการขยายสาขาและการเปิด Platform ใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา

 

เพราะอย่างที่รู้! ผู้บริโภคพร้อม Switch ข้ามประเภทร้านอาหารได้ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับว่าณเวลานั้นร้านไหน ? สร้างแรงดึงดูดเงินในกระเป๋าให้ยอมจ่ายได้มากกว่ากัน

 

เรื่อง : ฉลองศักดิ์สุขใจธรรม

ตลาดโยเกิร์ตพร้อมดื่มและนมเปรี้ยว ศึก “มวยรอง” ขอท้าชน “เจ้าสังเวียน”

magazine192small-236x300 ติดตามอ่านเรืองเต็มๆ ได้จากนิตยสาร Marketeer ฉบับเดือน กุมภาพันธ์

หากมองลึกลงไปในตลาด “โยเกิร์ตพร้อมดื่มและนมเปรี้ยว” มูลค่า 9,500 ล้าบาท จะพบว่าตลาดนี้ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ “นมเปรี้ยว” มีสัดส่วน 80% มูลค่า 7,200 ล้านบาท และ  “โยเกิร์ตพร้อมดื่ม” มีสัดส่วน 20% มูลค่า 2,300 ล้านบาท

แม้ “โยเกิร์ตพร้อมดื่ม” จะมีสัดส่วนที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับ “นมเปรี้ยว” แต่ส่วนน้อยนี้กลับน่าสนใจมากกว่า เมื่อเทียบอัตราการเติบโตในปี 2558 ที่พบว่า “โยเกิร์ตพร้อมดื่ม” มีอัตราเติบโตถึง 10% ซึ่งเกิดจากผู้บริโภคที่สนใจในเทรนด์สุขภาพหันมาซื้อกินมากขึ้น ในขณะที่ “นมเปรี้ยว” นั้นมีอัตราเติบโตแค่ 2 % โดยเป็นผลมาจากกำลังซื้อที่ตกลง จากฐานลูกค้าหลักซึ่งเป็น “คนต่างจังหวัด” ได้รับผลกระทบภาวะเศรษฐกิจไม่ค่อยจะดี

ผู้เล่นน้อยคือโอกาส

ความน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งของ “โยเกิร์ตพร้อมดื่ม” คือ อัตราการบริโภคโยเกิร์ตที่น้อยนิด เมื่อเทียบกับต่างประเทศ   เนื่องจากคนไทยยังมองว่าโยเกิร์ตคือของทานเล่น

สะท้อนจากตัวเลขอัตราการบริโภคโยเกิร์ตของคนไทยที่มีเพียง 16 กิโลกรัม/คน/ปี แม้จะมีอัตราการบริโภคที่สูงขึ้นจากคนละ 9 กิโลกรัม/คน/ปีเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน แต่ก็ยังคงน้อยเมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นซึ่งอยู่ที่ 90 กิโลกรัม/คน/ปี หรือในโซนยุโรปที่บริโภคมากถึง 200 กิโลกรัม/คน/ปี

ที่สำคัญตลาด “โยเกิร์ตพร้อมดื่ม” มูลค่า 2,300 ล้านบาท มีผู้เล่นรายใหญ่อยู่เพียงรายเดียวที่ครองส่วนแบ่งการตลาดมากถึง 95% จึงกลายเป็นโอกาสที่ผู้เล่นรายอื่นขอกระโดดลงมาในตลาดบ้าง

“อัตราการเติบโตของตลาดโยเกิร์ตพร้อมดื่ม 10%  ในปีที่ผ่านมา ยังน่าจะไปได้มากกว่านี้อีก เนื่องจากมีผู้เล่นรายใหญ่อยู่รายเดียว ทำให้ไม่เกิดการแข่งขัน ถ้าเกิดเราลงมาเล่นแล้ว ตลาดน่าจะโตได้มากกว่านี้อีก เพราะมันมีความแปลกใหม่เข้ามา มีตัวเลือกได้มากขึ้น” สุจริต มัยลาภ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด กล่าวถึงเหตุผลที่รุกตลาด “โยเกิร์ตพร้อมดื่ม”

 

บุกตลาดด้วยแบรนด์ “เมจิ บัลแกเรีย”

ย้อนกลับไปในปี 2558 จะพบว่า “เมจิ” ได้ลองชิมลางในตลาด “โยเกิร์ตพร้อมดื่ม” ด้วยการLaunchสินค้าโดยใช้แบรนด์ “เมจิ พลัส” เป็นตัวทำตลาด เพื่อขอกระตุ้นตลาดและชิง Market share จากเจ้าตลาดคือ “ดัชมิลล์” ซึ่ง 1 ปีผ่านไป “เมจิ” สามารถชิง Market share มาได้ 2% ทำให้ “ซีพี-เมจิ” เห็นโอกาสที่จะเติบโต จึงขอบุกตลาด “โยเกิร์ตพร้อมดื่ม” อย่างเต็มตัวด้วยการเปิดตัวแคมเปญใหญ่ พร้อมกับอัดงบการตลาดกว่า 70 ล้านบาท ประเดิมตั้งแต่ต้นปี 2559

โดยครั้งนี้เลือกใช้แบรนด์ “เมจิ บัลแกเรีย” ซึ่งเป็นแบรนด์เดียวกับโยเกิร์ตพร้อมทาน ในการเข้าสู่ตลาด พร้อมพรีเซ็นเตอร์คนเดียวกัน “เจมส์จิ” เป็นครั้งที่ 3 เพื่อให้ผู้บริโภคลิงค์กับผลิตภัณฑ์เดิมที่มีคุณภาพระดับพรีเมียมและรสชาติกลมกล่อม ได้ง่าย

“เมจิ บัลแกเรียมีจุดเด่นคือมี 2 รสชาติได้แก่ รสกลมกล่อม และ รสไวลด์ เบอร์รี มีเนื้อสัมผัสเข้มข้นไม่เหมือนใคร มีจุลินทรีย์สายพันธุ์แท้ LB81 จากบัลแกเรีย และเนื้อผลไม้ ในขนาดบรรจุ 140 มิลลิลิตร ในราคา 20 บาท”

Segment Premium ต้องกลุ่ม First Jobber

ใน 3-5ปีแรก “เมจิ” คาดหวังว่าจะผลักดัน โยเกิร์ตพร้อมดื่มเมจิ บัลแกเรีย  ขึ้นเป็นเบอร์ 2 ของตลาดด้วย Market Share 20% โดยตั้งเป้ายอดขายในปี 2559 ไว้ที่ 200 ล้านบาท แบ่งเป็นรสชาติละ 100 ล้านบาท

นั้นจึงเป็นเหตุผลที่ “เมจิ” เลือกวาง Positioning ไว้ใน Segment Premium เนื่องจากต้องการเจาะกลุ่ม First Jobber หรือวัยเริ่มทำงานที่มีอายุระหว่าง 25 ปีขึ้นไป เนื่องจากพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้พร้อมจะทดลองสิ่งใหม่ๆ และมีกำลังซื้อสูง ที่สำคัญยังเริ่มหันมาสนใจสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของEating Cleanหรือโภชนาการต่างๆ

แต่ก็อย่างที่ทราบกันว่าสินค้าส่วนใหญ่ในตลาด “โยเกิร์ตพร้อมดื่ม” ก็มักชูจุดเด่นในเรื่องของการขับถ่ายอยู่แล้ว ดังนั้น “เมจิ” จึงขอสร้างความแตกต่างด้วย “จุลินทรีย์สายพันธุ์แท้ LB81 จากบัลแกเรีย ” เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่กลุ่มเป้าหมาย

“เมจิ ใช้ระยะเวลากว่า 2 ปี ในการคิดค้นและพัฒนา โดยมั่นใจว่าจุดเด่นของสินค้า จะสามารถสร้างเทรนด์ใหม่ ขยายกลุ่มผู้บริโภค ด้วยจุดเด่นของการผลิต อย่างจุลินทรีย์สายพันธุ์แท้ LB81 จากบัลแกเรีย ที่จะมาช่วยในเรื่องของลำไส้ และวัตถุดิบคุณภาพสูง พร้อมชิ้นเนื้อผลไม้ ที่ไม่เหมือนใครแน่นอน”

 

เรื่อง : ถนัดกิจ จันกิเสน

Inkjet Printer ศึกศักดิ์ศรีแทงก์แท้

 

ในรอบปีที่ผ่านมาตลาดอิงค์เจ็ตหดตัวต่ำสุดในแง่ของจำนวนเครื่องด้วยยอดจำหน่ายเพียง 921,000 เครื่อง ไม่ถึงล้านเครื่องเหมือนในอดีต แต่กลับมีการเติบโตด้านมูลค่า 8% จากผู้บริโภคที่เริ่มตระหนักถึงต้นทุนต่อแผ่นในการใช้งานระยะยาวมากกว่า การเลือกซื้อเครื่องพรินต์ราคาประหยัดแต่น้ำหมึกแพงเหมือนในอดีต และพฤติกรรมนี้เองได้กลายเป็นปฐมบทใหม่ในสงครามพรินเตอร์ที่ทุกๆ แบรนด์เห็นพ้องต้องกันว่า ไม่ไปตลาดนี้ไม่ได้แล้ว

Epson ผู้มาก่อนในธุรกิจแทงก์แท้

เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา เป็นจุดเริ่มต้นของเอปสันในธุรกิจหมึกพิมพ์แทงก์แท้ ด้วยการเปิดตัว อิงค์เจ็ต แอล ซีรีย์ อิงค์เจ็ตพรินเตอร์ High Yield ตัวเครื่องราคาแพง แต่หมึกถูกให้ต้นทุนการพิมพ์ต่อแผ่นถูกกว่าเดิมมาก จากการมองเห็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมใช้หมึกเติม หรือนำพรินเตอร์ไปโมติดตั้งแทงก์หมึกเถื่อน เพื่อลดต้นทุนในการพิมพ์ต่อแผ่นให้ลดลง และผลที่ได้กลับมาคือเครื่องเสียเร็วกกว่าอายุการใช้งาน และงานพิมพ์ไม่ได้มาตรฐาน เพราะในสมัยนั้นหมึกอิงค์เจ็ตพรินเตอร์มีราคาต่อตลับที่แพง จากกลยุทธ์การตลาดของทุกค่ายพรินเตอร์ที่ทำราคาเครื่องพรินเตอร์ให้มีราคาเพียงพันกว่าบาท เชิญชวนให้กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจซื้อ เพื่อหวังผลสร้างกำไรจากการขายหมึกพิมพ์

การมาของเอปสันในวันนั้น ยรรยงได้คาดการณ์ว่าจะสามารถผลักดันตลาดพรินเตอร์ High Yield แทงก์แท้ให้มีสัดส่วนมากกว่า 70% ในตลาดพรินเตอร์อิงค์เจ็ตรวม ซึ่งปัจจุบันพรินเตอร์ High Yield มีสัดส่วนด้านมูลค่า 72% ในตลาดแซงหน้าพรินเตอร์ Non High Yieldไปเมื่อไตรมาสที่ 1 2558

จาก Consumer สู่ SME Soho

ยรรยง มุนีมงคลทร ผู้จัดการทั่วไป เอปสัน (ประเทศไทย) กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงในตลาดอิงค์เจ็ตพรินเตอร์ว่าจากการเข้ามาของ Social Media และSmart Phone ที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้พรินเตอร์น้อยลง และเอปสันได้ปรับกลุ่มเป้าหมายจาก Home Use สู่ SME /Soho และ Corporate เมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา จากการมองเห็นการตกต่ำในตลาด Home Use ที่มียอดจำหน่ายลดลงอย่างต่อเนื่องและกลุ่มSME /Soho เริ่มหันมาใช้อิงค์เจ็ตพรินเตอร์แทงก์แท้แทนเลเซอร์พรินเตอร์มากขึ้นด้วยเหตุผลหลักราคาเฉลี่ยต่อแผ่นที่ถูกกว่าเลเซอร์พรินเตอร์

PRINTER-INKJET-CER---CONTENT1

จากการทำตลาดพรินเตอร์อิงค์เจ็ต High Yield แทงก์แท้ กลุ่ม L-Series อย่างต่อเนื่อง มีไลน์สินค้า 12 รุ่น ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่ Home Use/ SME/ Soho ถึง ธุรกิจขนาดใหญ่ ในปีปฏิทิน 2558 (เมษายน 2558-มีนาคม 2559) เอปสันสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจพรินเตอร์ 20% ด้านมูลค่า สูงกว่าตลาดรวมที่เติบโตเพียง 8%

“ในปีที่ผ่านมาเอปสันครอบตำแหน่งผู้นำตลาดพรินเตอร์อิงค์เจ็ต ทั้งSinger และ Multifunction ด้วยส่วนแบ่งตลาดด้านมูลค่า 41% เพิ่มจาก 35% ในปี2557 โดยเฉพาะตลาดธุรกิจ SME และ Soho ที่กลายเป็นตลาดใหญ่สุดของพรินเตอร์อิงค์เจ็ต”

 

PRINTER-INKJET-CER---CONTENT2

 

4 กลยุทธ์รักษาเกมผู้นำตลาด

ในปี2559 ยรรยงตั้งเป้าเติบโตในตลาดพรินเตอร์อิงค์เจ็ต 15% ได้วางกลยุทธ์รักษาความเป็นผู้นำตลาดด้านมูลค่าไว้ 4 ประการได้แก่

1.นำเสนอ L-Series ที่มีค่าใช้จ่ายต่อแผ่นที่ถูกลง พร้อมไลน์อัพที่ครอบคลุมทุกระดับราคา

2.ขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมต่างจังหวัดมากยิ่งขึ้น จาก166 รายในปัจจุบันเป็น 180 รายในสิ้นปีนี้ พร้อมเพิ่มตัวแทนจำหน่ายที่มีความเชี่ยวชาญในตลาดเฉพาะด้านมากขึ้นเช่นตลาดราชการ ตลาดเฉพาะทางวิชาชีพ เช่น โรงพยายาล คลินิกและตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคอินโดจีนที่เอปสันประเทศไทยดูแล

3.รักษามาตรฐานบริการหลังการขาย อบรมเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการทั่วประเทศ เทคโนโลยี วินค้า ทักษะการสื่อสารเพื่อสร้าง Brand Loyalty จากการบริการ

4.สร้างความแข็งแกร่งยั่งยืนให้กับแบรนด์ผ่านแคมเปญ Epson, Trust in you ผ่านก้อง สหรัถสังคปรีชา แบรนด์แอมบาสเดอร์ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา นำเสนอความไว้วางใจชองลูกค้าจากความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจ 25 ปีในประเทศไทย

 

PIXMA ขอขึ้นขบวนแทงก์แท้รักษาเบอร์ 1

ปลายปีที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกที่แคนนอนเบอร์ 1 ในตลาดอิงค์เจ็ตพรินเตอร์ด้านจำนวนเครื่องได้ปรับแนวทางธุรกิจพรินเตอร์สู่แทงก์แท้จากการมองเห็นตลาดมีการเติบโตทุกๆ ปี และถ้าแคนนอนไม่เล่นในเกมนี้อาจเสียส่วนแบ่งตลาดด้านจำนวนเครื่องให้กับเอปสันได้ในอนาคต

เมื่อเกมการตลาดเปลี่ยนแคนนอนจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะขอติดขบวนแทงก์แท้เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ด้านจำนวนเครื่องต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 ด้วยการส่งพรินเตอร์แทงก์แท้Canon PIXMAG Series พร้อมกันครั้งแรก 3รุ่นเข้ามาแข่งขันในตลาดไทยเป็นประเทศที่ 4 ต่อจากประเทศอินเดีย จีน และมาเลเซียที่มียอดจำหน่ายตอนเปิดตัวสูงเป็นประวัติการณ์ ท้าชิงส่วนแบ่งตลาด 40% ในอิงค์เจ็ตแทงก์แท้ในประเทศไทยจากคู่แข่งในปี 2559

โดย G1000 เป็นพรินเตอร์แท็งก์แท้แบบซิงเกิลฟังก์ชัน G2000 เป็นพรินเตอร์แบบออลอินวันแท็งก์แท้ และ G3000 พรินเตอร์ออลอินวันแท็งก์แท้แบบไร้สาย รองรับการพิมพ์ด้วยหมึกดำสูงสุด 6,000 แผ่น และหมึกสี 7,000 แผ่น ต่อการเติมหมึก 1 ครั้ง ในราคาเริ่มต้น 4,390 บาท และหมึกเติมหมึกดำขนาด 135 มล.และหมึกสีขนาด 70 มล ราคาเท่ากันหลอดละ 300 บาท และคาดว่า รุ่น G2000 จะเป็นรุ่นเรือธงสร้างส่วนแบ่งถึง 70% ของแทงก์แท้แคนนอนทั้งหมด ส่วน G1000 และ G3000 สัดส่วนเท่ากัน 15%

PRINTER-INKJET-CER---CONTENT3

 

PRINTER-INKJET-CER---CONTENT4(1)

 

 

 

หัวพิมพ์แยกเติมหมึกเร็วรับประกัน2ปี

ความมั่นใจในส่วนแบ่งตลาดแทงก์แท้ 40% ของวรินทร์ ตันติพงศ์พาณิช รองประธานกลุ่มผลิตภัณฑ์ บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) ในฐานะน้องใหม่ในตลาดแทงก์แท้อย่างแคนนอมาจากการการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคพรินเตอร์อิงค์เจ็ตถึง 2 ปี จนบรรลุถึงจุดเด่นแทงก์แท้ที่เป็นไม้เด็ดเชิญชวนกลุ่มเป้าหมายคือ “หัวพิมพ์ที่แยกจากตัวเครื่อง” มีอายุการใช้งานถึง 15,000 แผ่น พร้อมกับความรวดเร็วในการเติมหมึกภายใน 6 นาที และการรับประกัน 2 ปีถ้ามีการลงทะเบียนสินค้ากับแคนนอน ซึ่งการขยายการรับประกันผ่านการลงทะเบียนยังต่อยอดให้แคนนอนทำ CRM ได้ในนัดเดียว

และเปลี่ยนแนวคิดทำตลาดใหม่เน้นการให้ความรู้ในการซื้อพรินเตอร์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน ด้วยการอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจและแนะนำผู้บริโภคเลือกซื้อพรินเตอร์ที่เหมาะสมจากที่ผ่านมาผู้บริโภคชาวไทยบางส่วนซื้อเครื่องพรินเตอร์ไม่เหมาะสมกับการใช้งานหลัก หรือซื้อเครื่องในสเปคเกินความจำเป็นสร้างภาพลักษณ์แคนนอนเป็นแบรนด์ที่ห่วงใยลูกค้ามากขึ้น

ชาวอาเซียนเน้นความคุ้มค่า

พฤติกรรมผู้บริโภคอาเซียนเลือกซื้อเครื่องพินเตอร์อิงค์เจ็ตจากความคุ้มค่าเป็นหลัก และเป็นเหตุผลให้ธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย)นำอิงค์เจ็ตแทงก์แท้ที่บราเดอร์เรียกว่า ระบบรีฟิล แทงก์ ซิสเต็ม มาแก้เกมการตลาด ด้วยคอนเซ็ปต์ “Smarter Design Bigger Savings” พร้อมกัน 4 รุ่นในประเทศไทยเป็นประเทศที่สองรองจากฟิลิปปินส์ ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย SME/Soho นักเรียน นักศึกษา และผู้ใช้งานทั่วไปที่เน้นปริมาณการพิมพ์

จุดเด่นของระบบรีฟิล แทงก์ ซิสเต็มคือการดีไซน์ให้ขวดเอียง 45 องศาสะดวกสบายในการเติมเพียง 3 ขั้นตอน 1. เปิดฝา 2.เติมน้ำหมึก 3.ปิดฝา และแทงก์ที่ติดมากับเครื่องไม่ยื่นออกมาข้างนอกให้เกะกะพื้นที่ รองรับการเชื่อมต่อไร้สาย ตัวแทงก์ใสเห็นปริมาณหมึกชัดเจน และมีต้นทุนต่อแผ่นเพียง 4 ส.ต.ต่อการพิมพ์ขาวดำ 1 แผ่น โดยน้ำหมึกพิมพ์สีดำ 1 ขวด ราคาขวดละ 260 บาท พิมพ์ได้สูงสุดถึง 6,000 แผ่น และหมึกสี ราคาขวดละ 220 บาท สามารถพิมพ์ได้ 5,000 แผ่นรับประกัน ระยะเวลา 1 ปี หรือ 30,000 แผ่น ขึ้นอยู่กับว่าระยะใดถึงก่อน และลงทะเบียนผลิตภัณฑ์ ภายใน 15 วัน ในเว็บไซต์จะได้ระยะการประกันเครื่องพิมพ์เพิ่มอีก 3 เดือน

 

เมื่อเสียง “ชัตเตอร์” กล้อง Mirrorless ดังกว่า DSLR

magazine192small-236x300 ติดตามอ่านคอลัมน์ The Battle ใน นิตยสาร Marketeer ฉบับเดือน มีนาคม

ตลาดกล้องดิจิตอลกำลังถึงจุดที่จับโฟกัสของตัวเองชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าเวลานี้ Segment ไหนคืออนาคต,ประคองตัวอยู่รอดหรือสุดท้ายคือสูญหายตายไปจากตลาด

เพราะจากตัวเลขล่าสุดในปี 2015 ตลาดกล้องดิจิตอลจำนวน 310,000 เครื่องคิดเป็นมูลค่า 6,200 ล้านบาทกล้อง Compact ยังติดลบต่อเนื่องโดยในปีที่ผ่านมา – 20% โดยปัจจัยหลักเกิดจาก User เลือกที่จะใช้ Smartphone ถ่ายภาพแทนเพราะเชื่อว่าคุณภาพไม่ได้แตกต่างจากกล้อง Compact เท่าไรจึงไม่ต้องแปลกใจที่หลายค่ายเลิกที่จะผลิตกล้อง Compact เพราะเชื่อว่าอีกไม่นานจะสูญหายไปจากตลาด

ในขณะที่กล้อง DSLR ในปีที่ผ่านมา – 30% เหตุผลมาจากมี User ที่อัพเกรดจากการถ่ายภาพด้วย Smartphone เลือกจะซื้อกล้อง Mirrorless ที่มีน้ำหนักเบาดีไซน์สวยงามซึ่งเป็นข้อได้เปรียบหากเทียบกับกล้อง DSLR ส่งผล Effect ให้ 2 ค่าย Professional อย่าง Nikon และ Canon ถูกแย่งชิงยอดขายในกลุ่มกล้องราคาระดับ20,000 – 30,000 บาทมากพอสมควรทางออกของทั้ง 2 ค่าย Professional คือเลือกที่จะโฟกัสไปที่กล้อง DSLR ในระบบ Full Frame    

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจอะไรเลยที่กล้องจิ๋วอย่าง Mirrorless ในปีที่ผ่านจะเติบโตถึง 90% จนสามารถมีสัดส่วนถึง 65% ในตลาดกล้องดิจิตอลชนิดเปลี่ยนเลนส์ได้ในขณะที่ DSLR เหลือสัดส่วนเพียง 35%

FUJIFILM สตาร์ทปีนี้ขอตลาด Hi-End    

เมื่อเทรนด์ตลาดมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ในปี 2016 ทุกแบรนด์ในตลาดกล้อง Mirrorless จะเปิดเกมแย่งชิงยอดขายอย่างไม่มีใครยอมใครโดยเฉพาะเบอร์หนึ่งอย่าง FUJIFILM ที่ในปีนี้ต้องการเป็นผู้นำตลาดอย่างแท้จริงด้วยการมีส่วนแบ่ง 50% จากเดิมที่มีอยู่ 38%  

ปีที่ผ่านมาตลาดกล้องดิจิตอลเติบโตด้วย Segment กล้อง Mirrorless อย่างแท้จริงและในปีนี้ก็ยังเหมือนเดิมที่ Mirrorless จะเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดกล้องและจะมียอดขายทิ้งห่างกล้อง DSLR มากขึ้นไปอีกเรื่อยๆทำให้ในต้นปีนี้เราจะรุกตลาดเข้มข้นด้วยกล้องรุ่นใหม่อย่าง X-E2S และ XPRO 2”สิทธิเวชเศวตรพัชร์ผู้จัดการอาวุโสผลิตภัณฑ์กล้องดิจิตอลอิมเมจจิ้งบริษัทฟูจิฟิล์ม (ประเทศไทย) จำกัดบอกถึงเหตุผลในการเปิดตัวกล้อง 2 รุ่นใหม่ที่จะมาขับเคลื่อนรายได้ในปีนี้

ยิ่งโดยเฉพาะกล้องรุ่น X- Pro 2 ที่เป็นสินค้าระดับ Flagship ของแบรนด์ที่มีราคาขาย 59,990 บาทที่ FUJIFILM เลือกที่จะใช้งบการตลาดเฉพาะแค่กล้องรุ่นนี้สูงถึง 50 ล้านบาท

ส่วนเหตุผลที่ FUJIFILM เลือกจะขับเคลื่อนตลาดกล้อง Mirrorless ในรุ่นระดับ Hi – End อย่างรุนแรงทั้งที่ในแง่ความเป็นจริงของตลาดหากเจาะลึกไปที่สัดส่วนจะพบว่ากล้องราคาระดับไม่เกิน 20,000 บาทมียอดขายมากที่สุดคิดเป็น 40% ของตลาดกล้อง Mirrorless

คือทุกแบรนด์ในตลาดก็อยากจะขายกล้องราคาแพงเพราะทุกรายคิดเหมือนกันคือหากคุณขายกล้องราคาไม่เกิน 20,000 บาทต้องขายถึง 3 ตัวกว่าจะเท่ากับยอดขายกล้องราคา 60,000 บาทโดย X-PPO 2 เราต้องเป้ายอดขาย 2000 เครื่องในปีนี้

ส่วนอีกหนึ่งเหตุผลหลักนั้นคือกล้องระดับ Hi – End พกพากำไรต่อหน่วยสูงกว่ากล้องระดับราคาอื่นๆอีกทั้งพฤติกรรม User ที่ซื้อกล้องใน Segment นี้ชื่นชอบที่จะซื้อเลนส์กล้องคุณภาพราคาแพงไว้ใช้งานซึ่งนั้นหมายความว่า FUJIFILM และค่ายกล้องอื่นๆที่ขายกล้อง Mirrorless ระดับ Hi- End มีโอกาสสูงที่จะขายเลนส์กล้อง Premium ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าที่มีกำไรต่อหน่วยสูง

Fujifilm-FEB16---CONTENT

สูตร Presenter ของ “ผู้นำตลาด

ขณะเดียวกันก็ต้องบอกว่าที่ผ่านมา FUJIFILM ถือเป็นแบรนด์ที่โดดเด่นมากที่สุดในการทำตลาดกล้อง Mirrorless นั้นเพราะหากสังเกตในช่วง 2 -3 ปีที่ผ่านมาไม่ค่อยมีค่ายกล้องไหนกล้าที่จะลงทุนว่าจ้าง Presenter ในขณะที่  FUJIFILM กลับคิดต่างเดินสวนทางคู่แข่งด้วยการใช้ Presenter ถึง 2 คนให้แก่กล้อง 2 รุ่น

แป้งโกะ จินตนัดดา ลัมะกานนท์เป็น Presenter ให้แก่กล้อง XT 10 ในปีที่แล้วในขณะที่ปีนี้ปั๊บโปเตโต้พัฒน์ชัยภักดีสู่สุขรับบทบาทเป็น Presenter ให้แก่กล้อง X-PRO 2

เหตุผลที่เราเลือก 2 คนนี้เป็น Presenter เพราะแต่เดิมเข้าใช้กล้อง FUJIFILM อยู่ก่อนแล้วและก็ชอบที่จะโพสรูปลงใน Facebook กลุ่ม Fuji X Series Club Thailand ที่มีสมาชิก 96,000 รายซึ่งนั้นแสดงว่าเขาชื่นชอบในกล้อง FUJIFILM เราเลยตัดสินใจเลือกเขาเป็น Presenter เพราะการที่เขา 2 คนนี้ใช้สินค้าเราจริงๆนั้นหมายความว่าเขาเป็นมากกว่า Presenter เพราะรักในแบรนด์นี้อยากแท้จริง

เติบโต 50% สิ่งที่ FUJIFILM ต้อง “โฟกัส” ให้ “เข้า”

การกดปุ่มชัตเตอร์รุกหนักของ FUJIFILM เป้าหมายก็เพื่อเพิ่มรายได้จากแต่เดิมในปี 2015 มีรายได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท (รายได้เฉพาะกล้องไม่รวมเลนส์) แต่ในปี 2016 ต้องการเติบโตถึง 50%     

และต้องบอกว่าเป็นเป้าหมายรายได้เติบโตอันท้าท้ายในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่พลังซื้อของผู้บริโภคไม่ทรงพลังเหมือนแต่ก่อน  

“User ที่เล่นกล้องส่วนใหญ่คือคนฐานะระดับกลางรายได้สูงซึ่งไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจเพียงแต่เริ่มมีพฤติกรรมใกล้เคียงคนญี่ปุ่นคือเริ่มออมทรัพย์แต่ถ้าเกิดชอบอะไรก็จะซื้อในทันทีอย่างไม่ลังเล

ซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ FUJIFILM เชื่อว่าตลาดกล้อง Mirrorless ในปีนี้ทุกแบรนด์จะปรับโฟกัสเน้นหนักไปสู่ Segment ราคาระดับกลางบนและจะไม่เน้นเกมราคาหรือโปรโมชั่นแต่จะแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีใหม่ๆตอบสนองผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพรวมไปถึงดีไซน์กล้องในรูปแบบ Retro ย้อนยุคหรือการนำเอากล้องรุ่นฟิล์มในอดีตมาปัดฝุ่นใส่เทคโนโลยีล้ำๆที่กำลังเป็นที่นิยมโดนใจ User ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ

FUJIFILM ผู้มาทีหลัง แต่…แรงแซงคู่แข่งสู่ “แชมป์”

ในอดีต FUJIFILM คือผู้ผลิตฟิล์มรายใหญ่แต่เมื่อโลกของการถ่ายภาพก้าวสู่ยุคดิจิตอลอย่างเต็มตัวแบรนด์นี้หาทางรอดปรับตัวเองเป็นผู้ผลิตกล้อง Compact แต่ Segment ที่แจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัวนั้นคือกล้อง Mirrorless แม้จะเป็นผู้มาที่หลังแต่ในระยะเวลาเพียง 3 -4 ปีก็สามารถก้าวสู่ผู้นำตลาด

1.ช่วงเริ่มต้นผลิตกล้อง Mirrorless ยังไม่มีเลนส์ให้ User ได้ใช้งานมากนักทำให้ User เกิดการลังเลที่จะซื้อกล้องค่ายนี้แต่เมื่อมีการปรับโครงสร้างบริษัทโดยให้บริษัทในเครืออย่าง FUJINON ที่จากแต่เดิมเป็น OEM ผลิตเลนส์ให้กล้องค่ายอื่นหันมาผลิตเลนส์ให้บริษัทแม่อย่างเข้มข้นจนสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ User

2.ในทุกไลน์อัพกล้องที่ขายจะมีดีไซน์ย้อนยุคขนาดเล็กพกพาสะดวกสะท้อนความเท่ห์ของผู้ถือ

3. ภาพที่ถ่ายมาจากกล้องของFUJIFILM จะทำให้นางแบบผิวขาวอมชมพูซึ่งถูกจริตของคนไทย

4. การใช้งบการตลาดถึง 70% จากงบการตลาดทั้งหมดเพื่อจัดกิจกรรม Work shop และกิจกรรมอื่นๆเพื่อสร้างฐานลูกค้าให้เกิด Loyalty และเกิดการบอกต่อโดยเฉพาะในโลกออนไลน์  

5. ให้ความสำคัญกับ Uses ที่อัพเกรดจากการถ่ายภาพด้วย Smartphone มาใช้กล้องถ่ายภาพ

6.เลือกใช้ Presenter สร้างตัวแทนคนรุ่นใหม่ให้คนรุ่นใหม่รู้จักแบรนด์FUJIFILM ในฐานะผู้ผลิตกล้องไม่ใช่ผู้ผลิตฟิล์มเหมือนอย่างในอดีต   

“Olympus” ขอเปลี่ยน 24% เป็น 30%   

ในขณะที่ความท้าท้ายของแชมป์เก่าในตลาดกล้อง Mirrorless อย่าง “Olympus” นั้นคือการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดที่มีอยู่ในมือจาก 24% เปลี่ยนเป็น 30%

ยิ่งในเวลานี้ตัวเลข GFK ชี้ชัดว่าตลาดกล้องเล็กพริกขี้หนูเปลี่ยนเลนส์ได้อย่าง Mirrorless มียอดขายแซงหน้ากล้อง DSLR ไปเป็นที่เรียบร้อยกำลังกลายเป็นภาพสะท้อนว่าตลาดกล้อง Mirrorless กำลังทรงอิทธิพลในกลุ่มคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ

ในปี 2015 ที่ผ่านมาตลาดกล้องชนิดถอดเปลี่ยนเลนส์ได้มีมูลค่า 170,000 เครื่อง Mirrorless มีสัดส่วน 65% ในขณะที่ DSLR มีสัดส่วน 35% นี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้นปีนี้เราออกกล้องใหม่รุ่น PEN F เพื่อมากระตุ้นตลาดชินโชอิเคดะกรรมการบริษัทและผู้จัดการ  ฝ่ายผลิตภัณฑ์กล้องถ่ายภาพและอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์บริษัทโอลิมปัส (ประเทศไทย) จำกัดบอกถึงแผนการตลาดเชิงรุก

เบอร์ 2 ที่ไม่หยุดนิ่ง

การเสียแชมป์ให้แก่ค่าย FUJIFILM อาจจะไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรมากนักเพราะอย่างลืมว่าในแต่ละปีที่ผ่านมาตลาดกล้อง Mirrorless เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอนทุกผู้เล่นในตลาดนี้ก็ย่อมจะมียอดขายเติบโตตามตลาด “Olympus” เองก็เช่นกันที่ในปีที่ผ่านมามีรายได้เติบโต 20% และในปี 2016 ตั้งเป้าเติบโตอยู่ที่ 20 %

แต่อย่าลืมว่าการตั้งเป้ารายได้เติบโตสูงถึง 20 % ของบริษัทกลับสวนทางกับการคาดการณ์ตลาดกล้อง Mirrorless อย่างสิ้นเชิงที่คาดการณ์ว่าตลาดจะเติบโตไม่เกิน 10 % ในปีนี้

นั้นแปลว่าการที่ตั้งเป้ารายได้บริษัทเติบโตกว่าตลาด “Olympus” จะต้องไปแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งมาให้ได้นั้นเองจึงเป็นที่มาของการเพิ่มงบการตลาดจาก 200 ล้านบาทมาเป็น 250 ล้านบาทในปีนี้

เหตุผลอีกข้อที่เราใช้งบการตลาดเพิ่มขึ้นเพราะเราไม่ได้มองเฉพาะตลาดกล้อง Mirrorless เพียงอย่างเดียวแต่เรามองไปที่ภาพรวมตลาดกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ทั้งหมดซึ่งหมายถึง DSLR ด้วยนั้นเพราะตลาดเปลี่ยนไปแล้ว

ตลาดที่เปลี่ยนไปหากจะตีความให้ชัดเจนนั้นคือปัจจุบันหากมือใหม่ที่คิดอยากจะซื้อกล้องถ่ายภาพสักตัวต่อไปนี้กล้องประเภท DSLR ไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไปหากแต่มีกล้อง Mirrorless เป็นตัวเลือกที่เข้ามาสอดแทรกได้อย่างมีพลังดึงดูดที่มากกว่า

อนาคตคู่แข่งทางอ้อม DSLR    

แล้วที่นี้กล้อง DSLR ที่มี 2 Professional Brand อย่าง Nikon และ Canon จะถูกตลาด Mirrorless กลืนกินจนต้องหายไปในตลาดนี้หรือไม่ ?

คำตอบคือไม่ใช่เพราะอย่าลืมว่ามีผู้จำนวน Users ไม่น้อยที่ยังเชื่อมันในคุณภาพของกล้อง DSLR อีกทั้งยังมี User อีกจำนวนหนึ่งที่เมื่อใช้กล้อง Mirrorless ได้สักพักหนึ่งก็อยากจะอัพเกรดไปสู่กล้อง DSLR ระบบ Full Flame ที่มีราคาขายแพง

เพียงแต่ในอนาคตจะมีจำนวน Volume น้อยกว่ากล้อง Mirrorless อย่างเทียบกันไม่ได้นับเป็นสิ่งที่บรรดาค่ายกล้อง Mirrorless รู้ดีทำให้ได้เห็นในช่วงปีที่ผ่านมาตลาดนี้มีการแข่งขันที่รุนแรงโดยถูกขับเคลื่อนด้วยโปรโมชั่นราคาและของแถม

ปีนี้่เรามองว่าตลาดกล้อง Mirrorless จะแข่งขันด้านราคาในรุ่นระดับล่างๆแต่กลุ่มกล้องรุ่นระดับกลางจนถึง Hi-End จะไม่รุนแรงเพราะเรามองว่าในฐานะผู้ผลิตกล้องทุกค่ายไม่มีใครอยากที่จะไปแตะต้องเรื่องของราคาถ้าไม่จำเป็นและแนวทางของ Olympus เองก็จะเน้นทำตลาดไปที่กล้องรุ่นระดับราคากลางถึงบน   

ที่นี้ต้องมาดูกันว่าระหว่างเบอร์ 1 อย่าง FUJIFILM จะสามารถยึดครองตลาดกล้อง Mirrorless ตามเป้าหมายที่โฟกัสไว้ด้วยส่วนแบ่ง 50% ในขณะที่เบอร์สองอย่างค่าย “Olympus” จะสามารถมีส่วนแบ่งตลาดเป็น 30 % ได้หรือไม่ ?

ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดแต่ที่สามารถตอบได้อย่างชัดเจนนั้นคือต้องมีแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งที่ผิดหวังกับเป้าหมายที่ตัวเองต้องการเพราะอย่างลืมว่าเบอร์ 3 อย่าง Sony เองก็เลือกจะทำอย่างอย่างเข้มข้นแม้ปัจจุบันจะมีส่วนแบ่งในตลาด 22% ก็ตามที

DIGITAL-CAMERA-mar16---CONTENT2

Key Influencer & Net Idol ต่างหน้าที่แต่ “ขาดไม่ได้”

ต้องบอกว่า 2 บุคคลดังกล่าวกำลังมีส่วนสำคัญในการบิวด์ให้ User ตัดสินใจซื้อกล้องจึงไม่แปลกที่ค่ายกล้องจะนิยมใช้งบการตลาดให้ทั้ง Key Influencer & Net Idol ทำหน้าที่บิวด์ User ในโลกออนไลน์เพียงแต่หน้าที่นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

Key Influencer : จะถูกใช้ให้รีวิวกล้องระดับ Hi-End ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยและฟังก์ชั่นการใช้งานอันหลากหลายเพราะ User กลุ่มนี้ต้องการรับรู้ว่ากล้องราคาแพงที่ตัวเองจะซื้อมีเทคโนโลยีตอบโจทย์การใช้งานของตัวเองมากน้อยแค่ไหน

Net Idol : จะถูกใช้สำหรับ User ที่ซื้อกล้องรุ่นระดับล่างที่ต้องการสะท้อนดีไซน์ความเท่ห์หรือแม้แต่การ Selfie ออกมาสวยงามโดยจะเป็นในรูปแบบให้ Net Idol ถ่ายรูปถือกล้องหรือถ่ายภาพ Selfie ผ่านกล้องตัวที่ถูกว่าจ้าง

ตลาดกล้อง “ดิจิตอล”Segment ไหน? เติบโต,อยู่รอด,สูญหาย

ตลาดกล้องดิจิตอลในปี 2015 ที่ผ่านมามีจำนวน 310,000 เครื่องคิดเป็นมูลค่า 6,200 ล้านบาทมาดูกันว่าสถานะการณ์แต่ละ Segment เป็นอย่างไรและอนาคต Segment ไหนจะสูญหายไปจากตลาด

Digital-Camera-FEB16---CONTENT

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ : Penthouse ตลาดที่ยังพุ่งทะยาน

magazine192small-236x300 ติดตามอ่านคอลัมน์ The Battle ใน นิตยสาร Marketeer ฉบับเดือน กุมภาพันธ์

ตลาดเพ้นท์เฮาส์ คนรวย 300,000-600,000/ตร.ม ยังเติบโต
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เดือนมีนาคมที่จะถึงนี้กลุ่มแสนสิริ จะช็อควงการอสังหาริมทรัพย์อีกครั้งหนึ่งกับการเปิดตัวโครงการ  “98 wireless” คอนโดมิเนียมพร้อมอยู่บนถนนวิทยุที่ราคาขายต่อตารางเมตร แพงที่สุดในประเทศไทย โดยราคาเพ้นท์เฮ้าส์สูงถึง  630,000  แสนบาทต่อ ตร.ม. ราคาขายต่อยูนิตเริ่มต้นที่ 65,000,000   – 600,000,000 ล้านบาท   

โครงการนี้เคยสร้างความฮือฮามาแล้วสมัยซื้อที่ดินเมื่อประมาณปี 2553  โดยทำสถิติราคาซื้อขายประมาณ 1.5 ล้านบาท ต่อตารางวา เป็นราคาที่แพงที่สุดในสมัยนั้น   เริ่มก่อสร้างในปี 2536  คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จปลายปีนี้   โดยเปิดขายแบบprivate  ไปได้แล้วหลายยูนิต รวมทั้งเพ้นท์เฮ้าส์ที่ เศรษฐา ทวีสิน   ซีอีโอ แสนสิริยืนยันว่าขายไปได้แล้วโดยคนซื้อเป็นคนไทย

เป็นอีกยุคหนึ่งที่ยืนยันว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรการสร้างคอนโดราคาแพง ในพื้นที่ไพร์มแอเรีย หรือที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเมืองไม่มีวันตาย  

โดยเฉพาะเพ้นท์เฮ้าส์ ราคาแพง ที่มีราคาขายตร.ม ละ 300,000  บาทขึ้นไปมีมากมายหลายโครงการ ที่กำลังขายอย่างเช่น 

โครงการเพ้นท์เฮ้าส์ของโครงการ 185 ราชดำริ  ของกลุ่มไรมอนแลนด์ ที่ตั้งราคาขายประมาณ 400,000-500,000  ต่อตารางเมตร มี 2 ยูนิตๆละ 300 ล้านบาทขึ้นไป ขณะที่ขายไปได้แล้ว 1 ยูนิต   ลูกค้าเป็นคนไทยเช่นกัน

เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ  ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ของกลุ่มไอคอนสยาม  ตั้งราคาขายห้องเพ้นท์เฮ้าส์ไว้ที่ 550,000 บาทต่อตารางเมตร  โดยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ประกาศขายพร้อมกันในกรุงเทพฯ ฮ่องกง และลอนดอน  เป็นโครงการที่พักอาศัยแบรนด์ ‘แมนดาริน โอเรียนเต็ล’แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

รวมทั้ง เพ้นท์เฮ้าส์ในโครงการเดอะ เรสซิเดนเซส แอท เดอะ เซนต์ รีจิส    โครงการเดอะริเวอร์  ของไรมอนแลนด์ และอีกหลายโครงการ 

penthouse01

 

ทำไมตลาด คอนโดไฮเอ็นด์ยังขายดี 
มร.ไซมอน เดอร์วิลเล่ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) ก กล่าวว่า ภาพรวมตลาดคอนโดมีเนียมไฮเอ็นด์ย่านใจกลางเมืองว่า ยังมีอัตราการขยายตัวที่ดี โดยได้รับความสนใจจากผู้ซื้อกลุ่มลูกค้าไฮเอ็นด์ทั้งคนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะต่างชาติ

เหตุผลสำคัญเป็นเพราะ
1.คาดว่ามีปัจจัยมาจากภาวะตลาดหุ้นชะลอตัว ราคาทองคำผันผวน และอัตราดอกเบี้ยต่ำ ทำให้นักลงทุนหันมาลงทุนด้านที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดยเฉพาะคอนโดไฮเอ็นด์ ซึ่งให้อัตราผลตอบแทนค่อนข้างสูง

2. ราคาที่ดินย่านไพร์มแอเรีย ในกรุงเทพฯ สูงเพิ่มขึ้นทุกปี บางแปลงมีเสนอราคาขายสูงเกือบ 2 ล้านบาทต่อตารางวา

3.ราคาขายในกรุงเทพมหานคร ถ้าเทียบกับเมืองใหญ่อื่นๆในโลกยังต่ำกว่ามาก ในขณะที่ศักยภาพของประเทศในเอเชียเพิ่มมากขึ้นทุกปี  

ประเทศ ไหนเป็น “ ป๋า เป๋าหนัก”
สำหรับตลาดหลักที่เป็นชาวต่างชาติของคอนโดมิเนียมระดับไฮเอ็นด์  ยังเป็นกลุ่มคนจีน (ซึ่งรวมทั้งจีนในประเทศฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ )  ซึ่งจะเห็นได้ว่าในแต่ละปีจะมีนักธุรกิจจากประเทศจีนเข้ามาไทยประมาณ 7 ล้านคน และประเทศไทยเป็น 1 ใน 3 ประเทศที่คนจีนนิยมเข้ามาท่องเที่ยวในไทย ในขณะที่ 2ปีที่แล้ว ตลาดเป็นของคนรัสเซียชัดเจนมาก โดยเฉพาะตลาด คอนโดมิเนียมในพัทยา  แต่หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในรัสเซีย  กลุ่มลูกค้าประเทศนี้หายไปประมาณ 80-90%

สำหรับไรมอนแลนด์ไซมอนกล่าวว่ามีลูกค้าคนจีน ประมาณ 30 %  และสัดส่วนของลูกค้าเฉลี่ยของทุกโครงการระดับไฮเอ็นด์ของไรมอนแลนด์ จะเป็นคนไทยและต่างชาติประมาณ 50-50 %

สาเหตุที่คนจีนยังสนใจตลาดไทยเป็นเพราะเศรษฐกิจบ้านเขามีปัญหา ในขณะที่เศรษฐกิจบ้านเราไม่ได้รุนแรงขนาดนั้น และค่าเงินไทยไม่ได้สูงเกินไปนัก เปิดโอกาสให้เขาข้ามมาลงทุนในบ้านเราได้  

อย่างไรก็ตามหากภาวะเศรษฐกิจจีนผันผวนกว่านี้ มีผลกระทบกับลูกค้าของไรมอนแลนด์ และผู้ประกอบการอื่นๆในเมืองไทยแน่นอน  โดยที่ทางไรมอนแลนด์ก็ได้เตรียมทำตลาดกับญี่ปุ่น หรือชาติอื่นๆในยุโรปมากขึ้น รวมทั้งเริ่มโฟกัสกลุ่มผู้มีรายได้สูงในประเทศ เพื่อนบ้านเช่นลาว กัมพูชา เวียดนาม และพม่า โดยเฉพาะในประเทศพม่าได้จัดอีเว้นท์เฉพาะกลุ่มไปแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจอย่างดี  รวมทั้งเชื่อว่าตลาดรัสเซียจะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

มาดูเพ้นท์เฮ้าส์ คนรวยว่า ราคาแพงลิ่ว แค่ไหนpenthouse02

เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล