Category Archives: The Battle

RS ในยุคธุรกิจ Digital ฝันที่ “ไม่หวาน” เหมือนยุค Analog

เป็นความฝันอันยาวนานของ 2 ค่ายเพลงมหาอำนาจในอดีตอย่าง GRAMMY และ RS ที่ต้องการเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์สักหนึ่งช่อง จนความฝันของทั้งคู่กลายเป็นจริงเมื่อ กสทช. เปิดประมูล Digital TV ซึ่งแน่นอนทั้ง GRAMMY และ RS ไม่พลาดที่จะคว้าตั๋วใบนี้

 

TV Digital จะอยู่รอดต้องมี “เพื่อนทางการเงิน”

แต่ต้องบอกว่า “เดิมพัน” ครั้งนี้ สร้างความลำบากทางการเงินให้ทั้งคู่ เพราะเมื่อผ่านมาเกือบครบ 3 ปี GRAMMY ต้องขายธุรกิจหลายอย่างรวมไปถึงการปลดพนักงานบางส่วนเป้าหมายก็เพื่อให้สัญญาณภาพช่อง TV Digital ของตัวเองยังมีลมหายใจอยู่

แต่เท่านั้นดูจะไม่เพียงพอต่อความ “อยู่รอด” GRAMMY เองยังตัดสินใจต้องขายหุ้น 50% ของช่อง ONE ให้แก่กลุ่มปราสาททองโอสถ มูลค่ากว่า 1.9 พันล้านบาท

ไม่เว้นแม้แต่ RS ที่ถึงแม่ทัพใหญ่อย่าง “เฮียฮ้อ” จะทำธุรกิจนี้ในสไตล์ Play Safe แต่ก็ไม่พ้นที่จะต้องระดมทุนด้วยการขายหุ้น 4.85% ให้แก่ธนาคารกรุงเทพ

ช่วงเริ่มต้น Digital TV บางช่องประกาศจะขาดทุนเพียง 5 ปีจากนั้นจะมีกำไรในการทำธุรกิจ ถึงวันนี้เกือบจะ 3 ปี ก็เห็นมีบางช่องทนแรงเสียดทานไม่ไหวต้องปิดสถานีไปก็มี เพราะการทำธุรกิจ Digital TV ต้องอ่านสภาวะตลาดให้ออกและอ่านศักยภาพตัวเองว่าเรามีกำลังมากแค่ไหน?

“มีคนเคยถามว่าในอนาคตจะเหลือกี่ช่องผมเองก็ยังประเมินไม่ได้ เพราะมีบางช่องแม้จะขาดทุนก็พร้อมที่จะทำธุรกิจไปเรื่อย ๆ ส่วนในกลุ่มที่ชนะด้วย Content แล้วประสบความสำเร็จในแง่รายได้ ผมมองว่าจะมีอยู่แค่ 6 ช่อง” สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ประเมินสถานการณ์ TV Digital ในอนาคต

ถึงอย่างไรก็ต้องยอมรับว่าในปี 2016 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ยากลำบากของธุรกิจ TV Digital อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการโดน Effect จากการที่แบรนด์สินค้าเจียดงบโฆษณาไปสู่สื่อออนไลน์, สภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยกลุ่มแบรนด์สินค้าใช้งบโฆษณาน้อยลง รวมไปถึงในช่วงปลายปีที่ผ่านมา TV ทุกช่องต่างน้อมอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสู่สวรรคาลัย ปรับผังรายการไว้ทุกข์ 1 เดือน งดรายการบันเทิงและโฆษณาสินค้าทุกประเภท

 

2017 ปีแห่งการ “พลิกเกม” TV Digital ทีวีดาวเทียมค่อย ๆ “จอดำ”

แต่ในปีนี้ 2017 จะเป็นปีที่ TV Digital พลิกฟื้น ด้วยเหตุผลสนับสนุนหลายข้อไม่ว่าจะเป็น กสทช.ขยายเวลาผ่อนจ่ายค่าใบอนุญาต TV Digital รวมไปถึงยังเข้ามาสนับสนุนค่าใช้จ่ายสัญญาณดาวเทียม ผลที่ตามมาคือจะทำให้บรรดา TV Digital ช่องต่าง ๆ มีเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจมากขึ้น ส่วนข้อสุดท้ายคือการคาดการณ์ว่าในปี 2017 กลุ่มแบรนด์สินค้าจะใช้งบการตลาดมากขึ้นหากเทียบกับปี 2016 ที่ผ่านมา

และนี้เองที่ทำให้ RS มั่นใจว่าช่อง 8 ของตัวเองในปี 2017 นี้จะมีรายได้ 1,945 ล้านบาท จากรายได้ทั้งหมดของบริษัทที่คาดการณ์ไว้อยู่ที่ 3,576 ล้านบาท

“ปัจจัยสนับสนุนเยอะมากในปี 2017 เราจึงกล้าที่จะใช้เงินลงทุน Content ให้ช่อง 8 ถึง 700 ล้านบาท เป้าหมายก็เพื่อยกระดับ Rating จากปีที่แล้วมี 3.5 แสนคน/นาที ให้เปลี่ยนเป็น 5.5 แสนคน/นาที ในปีนี้”

และเมื่อคาดว่า Rating คนดูจะเพิ่มขึ้นอย่างมากมายจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ RS กล้าที่จะปรับเรตอัตราค่าโฆษณาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 30-40% โดยรายการมวยและรายการข่าวปรับราคาเพิ่มมากที่สุดคือ 100% โดยรายการข่าวช่วงเช้าช่อง 8 ปัจจุบันใช้เวลาออนแอร์นานที่สุดในกลุ่ม TV Digital ซึ่งก็คือ 5.00 – 9.00 น. นั่นเพราะนับตั้งแต่ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” ถูกสังคมบีบให้ตกเก้าอี้พิธีกร “เรื่องเล่าเช้านี้” ต้องบอกว่ารายการข่าวเช้าหลายช่องต่างมี Rating ที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน

ขณะเดียวกันในการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ TV Digital ก็ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจทีวีดาวเทียมต้องปิดหน้าจอสูญหายไปเป็นจำนวนมาก จากในอดีตมีถึงเกือบ ๆ 300 ช่องเวลานี้ เหลือเพียงไม่ถึง 50 ช่อง ที่น่าสนใจคือ RS เองก็ยังมีทีวีดาวเทียมถึง 3 ช่อง คือ ช่อง 2, สบายดีทีวี และยู แชนแนล

“กลุ่มทีวีดาวเทียมช่อง 2 เราตั้งรายได้ไว้ 68 ล้านบาท ซึ่งช่องนี้แทบจะไม่มีต้นทุนอะไรเลยเนื่องจากเป็นการเอารายการจากช่อง 8 มารีรันใหม่หมด ส่วนช่อง สบายดีทีวี และยู แชนแนล เราตั้งเป้ารายได้ร่วมกัน 2 ช่องนี้คือ 276 ล้านบาท ซึ่งในภาพรวมธุรกิจทีวีดาวเทียมเรายังมีผลกำไรและรายได้ดี”

 

ธุรกิจเพลงยุค Digital ศิลปินต้อง “ร่วมทุน”

ส่วนสื่อวิทยุอย่างคลื่น Cool 93 ต้องบอกว่า RS เองสามารถทำได้ดีมาโดยตลอด เพราะสามารถเป็นคลื่นวิทยุที่มียอดผู้ฟังมากที่สุดอันดับ 1 นานเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน โดยตั้งเป้ารายได้ Cool 93 ไม่ได้แตกต่างจากปีที่ผ่านมาคือ 404 ล้านบาท

โดย “เฮียฮ้อ” บอกอย่างชัดเจนว่าคลื่นวิทยุ Cool 93 เป็นธุรกิจที่มีกำไรและอยู่ได้ด้วยตัวเอง ส่วนที่น่าจับตามองมากที่สุดนั้นคือธุรกิจ “เพลง” ซึ่งต้องบอกว่าเป็นธุรกิจที่โดนสื่อออนไลน์โจมตีอย่างหนักหน่วง นั้นเพราะพฤติกรรมผู้บริโภค เลือกที่จะฟังเพลงฟรี จึงทำให้ธุรกิจเพลงเวลานี้อยู่ในรูปแบบออกเป็นซิงเกิ้ลบนออนไลน์ผ่าน Youtube และเว็บไซต์ต่าง ๆ รวมไปถึงออนแอร์ผ่านช่องทีวีดาวเทียมของ RS

ผลที่ตามมาคือรายได้จากการขายซีดีเพลงได้สูญหายไปหมด เหลือแต่รายได้โฆษณาผ่านทางออนไลน์และโฆษณาจากช่องทางทีวีดาวเทียม โดยศิลปินจะได้รายได้มากที่สุดนั้นคือการโชว์ตัวและการแสดงคอนเสิร์ตต่าง ๆ

วิกฤตรายได้ที่หดหายไปเยอะ แต่การลงทุนต่อตัวศิลปินไม่ได้ลดน้อยไปเท่าไร แน่นอน RS เองต้องค้นหาสูตรการตลาดใหม่ ๆ เพื่อให้ธุรกิจเพลงซึ่งเปรียบเสมือน Icon ของบริษัทตัวเองให้มีตัวโน๊ตโลดแล่นในวงการเพลงต่อไป ถึงแม้ที่ผ่านมาธุรกิจเพลงของ RS จะมีผลกำไรที่ไม่น่าปลื้มเท่าไรก็ตามที

“ธุรกิจเพลงได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีมากที่สุด RS จำเป็นต้องมี New Model แน่นอนรายได้ธุรกิจเพลงคงจะไม่เติบโตไปมากกว่านี้ในอนาคต โดยปี 2017 เราตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจเพลง 194 ล้านบาท”

“วิถีแห่งการอยู่รอดคือการลดต้นทุน คือต่อไปนี้เราจะเลือกลงทุน 100% ให้แก่ศิลปินบางคนเท่านั้น ที่ดูมีมูลค่าทางการตลาดสูง ส่วนศิลปินบางคนหากอยากมีผลงานอาจจะต้องควักกระเป๋าร่วมลงทุนกับ RS ซึ่งสูตรนี้จะทำให้ศิลปินมีผลงานเพลงออกมานำเสนอมากขึ้น”

หลายคนอาจสงสัยว่าสูตรการตลาดใหม่ในธุรกิจเพลงนี้จะทำให้ศิลปินมีผลงานเพลงเพิ่มขึ้นได้อย่างไร “เฮียฮ้อ” เฉลยว่า ในอดีตการที่ค่ายเพลงจะลงทุนกับศิลปินคนหนึ่งถือเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่โมเดลใหม่ที่กล่าวไว้ข้างต้นโอกาสเปิดกว้างขึ้นเพราะเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างศิลปินกับค่ายเพลง การตัดสินใจลงทุนจึงง่ายกว่าในอดีต

พูดง่าย ๆ RS กำลังต้องการลดอัตราความเสี่ยงต่อการขาดทุนในธุรกิจเพลง ด้วยการหาพันธมิตรนั้นคือ “ศิลปิน” และหากเป็นไปตาม Step ทุกความคาดหมายจะทำให้มีเพลงใหม่ ๆ นำเสนอ 10-15 เพลงต่อเดือน จากเดิมในอดีตมีแค่ 4-5 เพลงต่อเดือน

 

เมื่อสื่อไม่ได้ขาย Content อย่างเดียว

ธุรกิจสุดท้ายที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมากนั้นคือ “ธุรกิจความงาม” ภายใต้แบรนด์ “ไลฟ์สตาร์” เพราะในช่วงที่ RS เริ่มต้นธุรกิจนี้หลายคนสงสัยว่าเหตุผลใด ผู้ผลิตสื่ออย่าง RS ถึงกระโดดเข้ามาสู่ธุรกิจความงามที่อยู่กันคนละขั้ว

มากไปกว่านั้นในช่วงเปิดตัวรุกตลาดจริงจังในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ทุ่มงบการตลาด 200 ล้านบาท เป้าหมายก็เพื่อบิวท์บรนด์ให้คนรู้จักและยอมรับมากขึ้นโดยเลือกใช้ 3 Presenter อย่าง มาช่า วัฒนพานิช, ต่าย-เพ็ญพักตร์ ศิริกุล และเจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์

พร้อมกับปูพรมการกระจายสินค้าอย่างครอบคลุมทั้ง โมเดิร์นเทรด, บิวตี้สโตร์ และร้านผลิตภัณฑ์ความงามครบวงจรทั่วประเทศ รวมไปถึง Call Center

“ธุรกิจความงามยังเติบโตต่อเนื่องแม้ในสภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ช่วงปีที่ผ่านมาเราลงทุนสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในตลาดให้มากที่สุด โดยปีนี้เราตั้งเป้ารายได้ธุรกิจนี้อยู่ที่ 437 ล้านบาท”

 

จะเห็นว่า “เฮียฮ้อ” พยายามทุกวิถีทางที่จะให้ทุกธุรกิจของตัวเองที่อยู่ในกำมือสามารถก้าวเดินต่อไป แม้จะพบเจอกับความท้าทายอยู่ตลอดเวลา เพราะในยุคของธุรกิจ Digital มันไม่ได้ง่ายเหมือนยุค Analog ที่ RS จะโกยกำไรเข้ากระเป๋าแบบชิลล์ ๆ

 

 

เรื่อง : ฉลองศักดิ์  สุขใจธรรม

 

Local Brand ถ้าจะขาย Smartphone ไฮโซ ก็ต้องขายความ “ต่าง” ที่คู่แข่งไม่มี

การเข้ามาเปิดเกมตลาด Smartphone ในแถบประเทศกลุ่มอาเซียน อย่างเต็มสตรีมของสารพัด Global Brand ทั้ง จีน, เกาหลีใต้, อเมริกา และฝรั่งเศส ต้องบอกว่าได้ทำให้กลุ่ม Local Brand ของประเทศในแถบอาเซียนงหายสาบสูญไปจากประเทศตัวเอง Case Study ที่ชัดเจนที่สุดนั้นคือ ประเทศอินโดนิเซียที่ในอดีตเคยมีผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ Local Brand เกือบ ๆ 100 ราย แต่เวลานี้เหลือเพียงไม่ถึง 10 ราย

“จุดตาย” ของ Local Brand ในกลุ่มประเทศอาเซียนนั้นคือ ไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับเกมการแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยสถานการณ์นี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากแบรนด์ไทยอย่าง i-mobile ที่ในอดีตเคยมีส่วนแบ่งตลาดโทรศัพท์มือถือถึง 30% แต่เวลานี้ “เกมเปลี่ยน” เมื่อตลาด Smartphone ถูกครอบครองด้วยแบรนด์เกาหลีและกลุ่มแบรนด์จีน จนทำให้ i-mobile มีส่วนแบ่งตลาดลดลงทุก ๆ ปีอย่างต่อเนื่อง

แม้ปัจจุบัน i-mobile จะประคองตัวสามารถมีที่ยืนของตัวเองในตลาด ด้วยวิธีการฉีกหนีไปทำตลาดอย่างเข้มข้นในต่างจังหวัด พร้อมกับเลือกฐานลูกค้าหลักคือกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ที่มาพร้อมกลยุทธ์ราคาที่เข้าถึงได้ง่าย 2,000 – 4,000 บาท

 

สูตรธุรกิจใหม่ของ Local Brand เมื่อคิดจะขาย Smartphone เครื่องละ 20,000 บาทอัพ

เพียงแต่การบ้านข้อใหญ่ของ Local Brand รายนี้นั้น คือการขยับตัวเองไปสู่การขาย Smartphone ระดับ Premuim ที่มีราคาระดับ 20,000 บาทอัพ เพราะที่ผ่านมา i-Mobile มี Smartphone ที่อยู่ระดับบนคือราคา 9,000 – 10,000 บาท

ความหนักใจของกลุ่มบริษัทสามารถเจ้าของแบรนด์ i mobile คือหากคิดจะขาย Smartphone ราคาระดับ 20,000 บาท จะใช้แบรนด์เดิมหรือจะสร้างแบรนด์ใหม่แยกออกจากกันอย่างชัดเจน

คำตอบของโจทย์การตลาดครั้งนี้ คือ การสร้างบริษัทลูกที่ชื่อ ซีเคียว เอเซีย จำกัด ที่นอกจากหน้าที่หลักคือผู้ให้บริการด้านโซลูชั่น ทั้งอุปกรณ์และซอฟแวร์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยแล้วนั้น อีกหนึ่งหน้าที่สำคัญไม่แพ้กันคือการขาย Smartphone ราคาแพง

“สินค้าตัวแรกของบริษัทเราคือ Blackphone 2 ที่มีพันธมิตรอย่างบริษัท ไซเลนท์ เซอร์เคิล ที่อยู่ในอเมริกา ซึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญการป้องกันโจรกรรมข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งบริษัทนี้ได้มาทำหน้าที่ในการช่วยพัฒนาระบบการป้องกันข้อมูลให้แก่ Smartphone ของเรา”

“แน่นอน Blackphone 2 จะกลายเป็น Smartphone ที่มีความปลอดภัยด้านข้อมูลสูงที่สุดในโลก และเวลานี้ก็มีดารา Hollywood บางคนเลือกที่จะใช้ Smartphone เครื่องนี้” วัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทสามารถ บอกถึงที่มาของการขาย Smartphone เครื่องที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของกลุ่มบริษัท สามารถ โดยมีราคาขาย 22,900 บาท

การขาย Smartphone ที่ราคา 20,000 บาทขึ้นไป นอกจากกำไรต่อหน่วยจะสูงกว่าแล้วนั้นอย่างที่รู้กันดีการขาย Smartphone ราคาแพงจะช่วยอัพระดับ Local Brand ให้ดูดีในสายตา User มากขึ้น ถึงแม้จะยังไม่สามารถเทียบชั้นเท่า Samsung หรือ Apple ก็ตามที

จึงไม่แปลกที่ก่อนหน้านี้กลุ่มแบรนด์จีนอย่าง Oppo, Huawei และ Moto จะเน้นทำตลาด Smartphone ระดับ Premium ราคา 15,000 บาทอัพ อย่างรุนแรงไม่ว่าจะเป็น ทั้งในแง่การใช้เม็ดเงินโฆษณารวมไปถึงการกระจายสินค้าตัวเองให้ครอบคลุมมากที่สุด

แต่หากสังเกตเทรนด์ตลาดให้ดี ๆ จะพบว่าการแข่งขันของ Smartphone ราคา 20,000 บาทขึ้นไป Point แรกที่จะบิวด์ให้ User ตัดสินใจซื้อและเป็น Point สำคัญที่สุด ณ เวลานี้นั้นคือ กล้องแบรนด์ไหน ถ่ายรูปสวยและมีฟังก์ชั่นการถ่ายรูปที่ตอบโจทย์ User มากที่สุด เพราะหากมองไปในเรื่องของสเปคเครื่องต้องบอกว่าทุกแบรนด์สามารถไล่ตามสูสีไม่ได้ทิ้งห่างกันมากนัก

 

ผู้มาใหม่ก็ต้องสร้าง “เกมใหม่”

และการเป็น New Player แถมยังมีสถานะเป็น Local Brand หากจะเดินตามเกมตลาดใช้ “จุดขาย” ในเรื่องกล้องจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไม่ได้ดึงดูดความสนใจ User ในตลาดนี้

จึงเป็นเหตุผลที่ Blackphone 2 เลือกจะใช้ “จุดขาย” แตกต่างจาก Inter Brand ทุกรายในตลาดด้วยการเคลมตัวเองว่าเป็น Smartphone ที่มีความปลอดภัยในเรื่องข้อมูลมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยระบบปกป้องข้อมูลส่วนตัวนั้นคือ Silent OS ที่พัฒนาขึ้นมาบนพื้นฐานของระบบปฎิบัติการ Android ที่ปกป้องความปลอดภัยได้ถึง 4 ขั้น

  1. Security Center ป้องกันการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวจากบรรดากลุ่ม Hacker
  2. Smarter Wi-Fi Manager ระบบการจัดการ Wi-Fi ป้องกันการเชื่อมต่ออัตโนมัติ จากเครือข่ายที่เครื่องคิดว่ามีความเสี่ยงในการถูกโจรกรรมข้อมูล
  3. Remote Wipe ในกรณีที่ Smartphone หาย User สามารถสั่งลบข้อมูลทุกอย่างได้ทันที่ด้วยการ ล็อคอินรหัสผ่านเว็บไซต์เพื่อความปลอดภัยทุกระดับ
  4. ส่วนอีกหนึ่งฟังก์ชั่นที่น่าจะถูกใจนั้นคือ ไม่ว่าจะเป็นการแชตผ่าน Facebook และ Line หรือแอพพลิเคชั่นแชตอื่น ๆ User สามารถที่จะให้ลบบทสนทนาทั้งในเครื่องตัวเอง และเครื่องของคู่สนทนาได้อย่างทันที หรือจะตั้งเวลาลบก็ได้ ผ่น Application ที่มีชื่อว่า Silent Phone ในกรณีนี้คือสมาร์ทโฟนคู่แชทของคุณจำเป็นจะต้องติดตั้ง Application Silent Phone ด้วยเช่นกัน

“และอีกอย่างคือ เวลานี้กลุ่ม Hacker ทั่วโลกได้พัฒนาการโจรกรรมข้อมูลในออนไลน์ได้เก่งขึ้น ที่น่าสนใจกว่านั้นกลุ่ม Hacker มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นๆ ในทุก ๆ ปี ซึ่งอย่าลืมว่าถ้าเครื่อง Smartphone ถูกโจรกรรมข้อมูลสำคัญ ๆ ความเสียหายด้านการเงิน หน้าที่การงาน จนถึงชีวิตประจำวันจะลำบากแค่ไหน”

 

ความปลอดภัยที่ User ไทย ยังคงมองข้าม

เพียงแต่โจทย์การตลาดที่ “แทงใจดำ” กลุ่มบริษัทสามารถ เจ้าของแบรนด์ Blackphone 2 นั้นคือ ปัจจุบัน User คนไทยแคร์กับเรื่องความปลอดภัยด้านข้อมูลใน Smartphone ของตัวเองมากน้อยแค่ไหน?

วัฒน์ชัย เองก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เวลานี้ User คนไทยยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะยังมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว และยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ Smartphone ที่มีการป้องกันข้อมูลรัดกุมแน่นหนา

“ต้องบอกว่าเราเป็น First Move ที่เจาะ Niche Market อย่างแท้จริง โดยกลุ่มลูกค้าหลักนั้นคือกลุ่มนักธุรกิจ เจ้าของกิจการ รวมไปถึงกลุ่มดารา ในขณะเดียวกันเราเองก็จะค่อย ๆ Educate ตลาดในเรื่องความปลอดภัยทางด้านข้อมูลให้เป็นวงกว้างมากขึ้น เพราะฉะนั้นยอดขายในปีแรกอาจจะไม่มาก แต่ในอนาคตเราเชื่อว่าเมื่อ User ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ จะเป็นโอกาสธุรกิจของเรา”

เมื่อกลุ่มเป้าหมายหลักคือ ผู้บริหาร,เจ้าของธุรกิจ และกลุ่มคนที่มีชื่อเสียง ซึ่งทั้งหมดคือกลุ่มที่มีอิทธิพลทางความคิด (influencer) กลุ่มบริษัทสามารถ เองก็เลยเลือกจะใช้กลุ่มคนเหล่านี้เป็นอาวุธทางการตลาดในการ Educate ฟังก์ชั่นด้านความปลอดภัยข้อมูลของ Blackphone ผ่านอินสตาแกรมของบุคคลเหล่านี้ รวมไปถึงการใช้งบการตลาดซื้อสื่อออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ต่าง ๆ รวมไปถึงโฆษณาบน Facebook

ในขณะที่ช่องทางการขาย กลุ่มบริษัทสามารถเลือกที่จะใช้ความแข็งแกร่งของตัวเองคือ การขาย Blackphone ผ่าน Open Shop by i-mobile ทุกสาขา หรือสั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์ www.zecureasia.com รวมไปถึงสั่งซื้อผ่าน Call Center

 

นี้คือหมัดแรกทางการตลาดของ Local Brand ที่ต้องการไต่ระดับไปสู่ Premium และแน่นอนย่อมต้องมีหมัดสอง หมัดสาม ตามมาเพียงแต่กลุ่มบริษัท สามารถ อาจจะไม่ใช้ชื่อ Blackphone แต่อาจจะเปลี่ยนชื่อสินค้าไปเรื่อย ๆ ตามความเหมาสม แต่ที่แน่ ๆ ทีมผู้บริหารบอกอย่างชัดเจน คงไม่ใช่ชื่อ i-mobile ที่ฝังรากลึกไปกับตลาดล่างจนถึงกลางอย่างแน่นอน

 

 

ย้อนรอย i-mobile ความสำเร็จที่เคยแข่งกับ Nokia

หากย้อนรอยอดีตสัก 15 ปีที่แล้วจุดเริ่มต้นทางธุรกิจโทรศัพท์มือถือของ i-mobile คือการเป็นตัวแทนจำหน่ายและรับซ่อมโทรศัพท์มือถือให้แก่บรรดา Global Brand แน่นอนย่อมทำให้ i-mobile ในเวลานั้นเข้าใจวามต้องการของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือได้ดีกว่า Inter Brand เพราะมีความใกล้ชิดผู้บริโภคมากกว่า

ตรงนี้เองที่ทำให้ i mobile คิดที่จะสร้างสินค้าในแบรนด์ของตัวเอง ท่ามกลางแบรนด์ต่างชาติที่ครองตลาดด้วยจุดเริ่มต้นแบบ Niche Market เสนอสินค้าที่ยังไม่มีในตลาด ด้วยการร่วมมือกับบริษัท Innostream ทำมือถือวิดีโอโฟน เจาะตลาด User ที่เป็นกลุ่มชื่นชอบเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในเวลานั้น

แต่ก็พลาดไม่เป็นท่า เมื่อโทรศัพท์รุ่นนี้ถูกส่งกลับมาซ่อมถึง 30% จนทำให้ใคร ๆ พูดกันเป็นเสียเดียวกันว่า “i-Mobile มือถือพังง่าย” จนทำให้กลุ่ม Inter Brand ในเวลานั้นต่างคิดว่า i-Mobile จะ Bye Bye จะเข็ดหลาบเลิกคิดที่จะมาขายโทรศัพท์มือถือ

ผิดเป็นครู i-mobile คงคิดเช่นนั้น พร้อมกับกลับมาครั้งใหม่โดยเลือกจะสลัดวิธีการ Co-Brand พร้อมกับ “ฉายเดี่ยว” ด้วยการออกโทรศัพท์มือถืออีกรุ่นคือ 601 วางตำแหน่งสินค้าอย่างชัดเจนว่าเป็น Music Phone  มีเสียงเรียกเข้าแบบเอ็มพี 3 ในราคาเกือบ ๆ 7,000 บาทเท่า ขณะที่ Global Brand ช่วงนั้นราคา 10,000 บาทอัพทุกราย

และ i-mobile ก็เลือกใช้วิธีนี้มาตลอดในช่วงระยะเวลานั้น ด้วยการมีโทรศัพท์มือถือที่ราคาถูกกว่า แต่ฟังก์ชั่นการใช้งานและสเปคเครื่องแทบจะไม่แตกต่างกัน อีกทั้งยังมีดีไซน์เรียบแบบ Inter Brand อย่างเนียน ๆ

สูตรการตลาดนี้เองที่ทำให้ i-mobile สามารถมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 30% แซง หน้า Inter Brand เกือบทุกรายในเวลานั้นจะเป็นรองก็แค่  “แชมป์” อย่าง Nokia 

 

 

 

เรื่อง: ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม

ช้าง VS ลีโอ : เรื่องของเบียร์ 2 ขวดที่อยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้

ต้องบอกว่าในปี 2016 ที่ผ่านมาหากจะมองหาคู่ Battle ที่เป็น  The Best ในแวดวงการตลาด คงต้องยกให้กับคู่รักคู่แค้นตลอดกาลอย่าง 2 ค่ายเบียร์ ช้าง VS สิงห์ ที่เปิดเกมแลกหมัดช่วงชิงยอดขายในตลาดเบียร์ที่มีมูลค่ามหาศาล 1.8 แสนล้านบาท

 

เมื่อ…แบรนด์รอง เปลี่ยน…ตั้งแต่หัวจรดเท้า

ที่มาของความร้อนแรงเพราะต้องบอกว่าในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา “เบียร์ช้าง” อยู่ในสถานะ “แบรนด์รอง” มีส่วนแบ่งตลาดเบียร์ไม่ถึง 20% ในขณะที่ No. 1 Brand อย่างค่ายเบียร์สิงห์ มีส่วนแบ่งในตลาดเบียร์เกือบ ๆ 80% (ลีโอ + สิงห์) แต่สถานการณ์ล่าสุด “เกมเริ่มพลิก” เมื่อเบียร์ช้างมีส่วนแบ่งการตลาดไล่จี้มาติด ๆ ชนิดหายใจรดต้นคอ

แม้ที่ผ่านมาเบียร์ช้างจะมีการปรับเปลี่ยนสูตรการตลาดอยู่หลายกระบวนท่าแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนเมื่อสามารถค้นหา Turning Point ของตัวเองเจอด้วยการปรับโฉมให้แบรนด์ตัวเองดู Premium เลือกใช้ขวดแก้วสีเขียวมรกตทดแทนขวดสีชา พร้อมกับปรับปรุงรสชาติให้มีความละมุนละไมลดดีกรีความแรงลงมา ปฎิบัติการทั้งหมดก็เพื่อสลัดภาพการเป็นเบียร์ “รากหญ้า” ก้าวมาเป็นเบียร์ “คนรุ่นใหม่”

เพราะ ช้าง รู้ดีว่า “จุดอ่อน” ที่ฝังรากตัวเองมายาวนานคือ กลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่มองว่าเบียร์ช้างคือเบียร์ “เกรดรอง” พร้อมกับเลือกจะดื่มเบียร์คู่แข่งที่มี Image และรสชาติดีกว่าเบียร์ช้าง

“เราไม่ใช่แค่ปรับรสชาติและแพ็คเกจจิ้ง แต่เรายังยกเลิก Sub Brand อย่าง ช้างไลท์ และ ช้างเอ็กซ์ปอร์ต เหลือแค่ One Brand  คือช้างคลาสสิคแบรนด์เดียว ทั้่งหมดก็เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคสับสนว่าเหล่า Sub Brand นี้ รสชาติเป็นยังไง ตกลงช้างมีกี่แบรนด์กันแน่

“ที่สำคัญกว่านั้น ฐานลูกค้าเก่าก็ยินดีที่จะดื่มเบียร์ช้างคลาสสิคที่มี Image และรสชาติที่ดีกว่าเดิม และเราเชื่อว่าภายในปี 2020 เบียร์ช้างจะขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดด้วยส่วนแบ่ง 48%” เอ็ดมอนด์ เนียว คิม ซูน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด อธิบายถึงไอเดียในการปรับแบรนด์ช้างในงาน Marketeer Forum @ Sasin เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2016 ที่ผ่านมา

 

การตลาด Online  “ดราม่า จัดเต็ม”

เมื่อ Product ปรับเปลี่ยนทุกมิติ แน่นอนภาคการสื่อสารของเบียร์ช้างก็ต้องเปลี่ยนแบบ “หักมุม” เช่นกัน ทำให้โฆษณาของเบียร์ช้างจากเดิมเน้นความเป็นไทยและใช้ Presenter คู่ใจอย่าง “แอ๊ด คาราบาว” มายาวนาน เน้นสื่อสารกับกลุ่มคน “รากหญ้า” เป็นหลัก ปรับเปลี่ยนเกมใหม่หมดหันมาโฆษณาสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ผ่าน Tagline “เพื่อเพื่อน เต็มที่เสมอ” ในขณะที่ Event ที่เป็นรูปแบบทัวร์คอนเสิร์ตต่าง ๆ จะเน้นไปยังศิลปินที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ชื่นชอบ

ตลอดจนการตลาด “ปริศนา” ในสื่อออนไลน์ที่กลายเป็นข่าวดังระดับ Talk of The Town เมื่อมีดาราขวัญใจวัยทีนหลายคนถ่ายรูปคู่กับขวดเบียร์ช้างสีเขียวมรกตโพสลงใน Facebook  และ Instagram จนทำให้ผู้บริหารระดับสูงของทางค่ายเบียร์สิงห์ต้องออกมาเปิดเผยว่า นี้คือรูปแบบการโฆษณา Tie in เนียน ๆ ที่ทางเบียร์ช้างจ้างดาราคนดังหลายคนถ่ายรูปคู่กับสินค้าตัวเองแล้วโพสต์ลง Social จนกลายเป็นประเด็น “ดราม่า” ในวงกว้างผ่านสื่อระดับ Mass เพราะถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายการโฆษณาสินค้าแอลกอฮอล์ ที่ห้ามใช้ดาราโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท

แต่ก็ต้องบอกว่าการปรับเปลี่ยนทุกกระบวนท่าของเบียร์ช้างเป็นอะไรที่มา “ถูกทาง” เพราะจากการเปิดเผยข้อมูลจากฝั่งทาง “ไทยเบฟฯ” ในช่วงปลายปีที่ผ่านมาเบียร์ช้างสามารถขยับส่วนแบ่งตลาดจากแต่เดิมเมื่อ 2 ปีที่แล้วมีส่วนแบ่งไม่ถึง 20% แต่ปัจจุบันคือ 38 – 39% ในขณะที่ลีโอ 52%

 

Fighting Brand วิธี “แก้เกม” ของค่ายสิงห์

เป็นเรื่องธรรมดาเมื่อถูก “แบรนด์รอง” แย่งชิงยอดขายไปต่อหน้าต่อตา แบรนด์ที่อยู่ในสถานะผู้นำตลาดอย่างค่ายสิงห์ต้องค้นหาวิธีแก้เกม เพื่อเบรคยอดขายของคู่แข่งไม่ให้โดนแย่งชิงไปมากกว่านี้

วิธีแรก ปรับเปลี่ยน Image และรสชาติเบียร์ที่ขายดีที่สุดอย่าง “ลีโอ” ให้ดู Younger มีเสน่ห์มากขึ้นกว่าเดิม ส่วนวิธีที่สองคือการออก Fighting Brand เบียร์แบรนด์ใหม่รสชาติใหม่และมี Positioning ที่สดใหม่กว่าเบียร์ “ลีโอ”

ผลลัพธ์ในการตัดสินใจของค่ายสิงห์ในครั้งนี้ คือการคลอดเบียร์แบรนด์ใหม่ที่ชื่อ U Beer เพราะทีมการตลาดคงมองแล้วว่าฐานลูกค้าเบียร์ “ลีโอ” ก็ยังมีอยู่จำนวนมหาศาล อีกทั้ง Image เดิมของแบรนด์ก็ยังขายได้อยู่ เพียงแต่ “จุดอ่อน” ของ “ลีโอ” คือดูเป็นแบรนด์ที่มีอายุมากไปนิดคือเจาะตลาดกลุ่มคนอายุ 30 อัพ

การหล่อหลอมไอเดียเพื่อสร้าง U Beer นั้นคือ Image Brand ดูสดใหม่ ขวดต้องมีดีไซน์เรียบง่าย มีสไตล์ ราคาสบายกระเป๋า เน้นจับกลุ่มคนเริ่มต้นทำงาน

โดยในช่วงเริ่มต้น U Beer เน้นทำตลาดผ่านช่องทาง Social network อย่างเข้มข้น เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เป้าหมายก็เพื่อสร้างการบอกต่อ แชร์สนั่น ในออนไลน์ ในขณะที่ช่องทางการขายในช่วงเริ่มต้น จะเน้นโฟกัสไปที่ออนพรีมิส ร้านอาหาร ผับ บาร์ โคเวิร์คกิ้งสเปซ สนามบิน แหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยยังไม่เน้นทำตลาดและกระจายสู่ร้านค้าทั่วประเทศ

เหตุผลที่ U Beer ยังไม่ลงสู่ช่องทางขายระดับ Mass อย่าง ร้านโชว์ห่วย, Hypermarket และร้านสะดวกซื้อ น่าจะเป็นเพราะความกังวลใจว่าสินค้าตัวใหม่นี้ มีความเป็นไปได้สูงที่จะไปแย่งชิงยอดขายเบียร์ “ลีโอ” ที่สร้างรายได้หลักให้แก่บริษัทมายาวนาน

แม้จะวาง Positioning ให้ 2 แบรนด์แตกต่างกัน แต่ด้วยราคาขายขวด 620 มล. 1 ลัง 12 ขวดอยู่ที่ 568 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ใกล้เคียงไม่ได้หนีจากเบียร์ ลีโอ รวมไปถึงคู่แข่งอย่างเบียร์ช้าง (ณ.เวลานี้ยังไม่มีราคาขายปลีกต่อขวดในช่องทางขาย Mass)

 

แน่นอนเมื่อราคา 1 ลังใกล้เคียงกัน หาก U Beer จะเดินทางไปยังตู้แช่ร้านค้าทั่วประเทศ ย่อมมีราคาขายต่อขวดที่ไม่ได้แตกต่างจากเบียร์ลีโอและช้าง แน่นอนจะมีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะแอบ “ปันใจ” หันมาดื่ม U Beer

โจทย์ที่ทีมการตลาดค่ายเบียร์สิงห์ต้องขบคิดก่อนไปสู่ช่องทางขาย Mass ทั่วประเทศคือจะทำอย่างไรให้อาวุธชิ้นใหม่ของตัวเองอย่าง U Beer กินยอดขายเบียร์ “ลีโอ” ให้น้อยที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องไปแย่งยอดขายคู่แข่ง “เบียร์ช้าง” ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เพราะต้องบอกว่าปฎิบัติการตลาดครั้งนี้ของเบียร์ช้างไม่ได้ Fail เหมือนทื่ผ่าน ๆ มาแต่ทำได้ดีเกินความคาดหมาย ถึงขนาดที่กล้าประกาศชัดเจนว่าภายในปี 2020 จะทะยานขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดเบียร์เมืองไทย เป็นเสียงประกาศที่ “แสลงใจ” ผู้นำตลาดอย่างค่ายเบียร์สิงห์ แน่นอนฉากต่อไปค่ายเบียร์สิงห์จะต้องทำทุกวิถีทางไม่ให้คู่แข่งมาแย่งตำแหน่งแชมป์ที่ตัวเองหวงแหน

ตลาดเบียร์มูลค่า 1.8 แสนล้านบาท

ส่วนแบ่งโดยประมาณการณ์

ช้าง 37% ลีโอ 52% สิงห์ 5% ไฮเนเก้น 5% อื่นๆ 1%

ที่มา : บริษัท ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

 

ยอดขายหดหายในช่วงโค้งสุดท้าย

ต้องบอกว่าช่วงปลายปีเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคมเป็นฤดูกาลของการสร้างยอดขายเบียร์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะรูปแบบ “ลานเบียร์” เพราะนอกจากจะสร้างรายได้แล้วนั้นกำไรในการขายยังเป็นกอบเป็นกำเพราะจะมีราคาขายที่แพงกว่าร้านค้าปรกติ

แต่ด้วยเหตุการณ์เสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ทำให้หลายแบรนด์เลือกจะ “ยกเลิก” ที่จะจัด “ลานเบียร์” ขณะเดียวกันช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาบรรยากาศการเฉลิมฉลองไม่ได้คึกคักเหมือนอย่างปีที่ผ่าน ๆ มา แม้ยังไม่มีตัวเลขแน่ชัดว่ามูลค่าตลาดเบียร์จะ “ติดลบ” เท่าไรในปี 2016 หากนำมาเทียบกับปี 2015

แต่เชื่อได้เลย ทุกแบรนด์ในปี 2016 ที่ผ่านมาจะต้องมียอดขาย “ติดลบ” กับสถานการณ์ปลายปีที่ไม่เหมือนปีที่ผ่าน ๆ มา

 

5 ธุรกิจการตลาด ปี 2017 จะไปต่ออย่างไร?

ถึงความเชื่อของกลุ่มนักวิเคราะห์การตลาดจะมองว่าปี 2016 ที่เพิ่งผ่านมาจะเป็นปี “เผาจริง” ของระบบเศรษฐกิจไทยพร้อมกับมองข้ามช็อตต่อมาว่าในปีนี้ 2017 จะเป็นปีที่หลาย ๆ ธุรกิจจะค่อย ๆ “ฟื้นตัว” ด้วยกำลังซื้อของผู้บริโภคที่จะค่อย ๆ กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง แต่ในมุมกลับกันก็มีอีกหลายเสียงที่มองว่าปี 2017 ต่างหากคือปีที่ระบบเศรษฐกิจไทยจะเป็นปี เผาจริง ตกต่ำอย่างสุดขีด

ผลลัพธ์จะออก “หัว หรือ ก้อย” ยังไม่มีใครสามารถตอบได้ แต่ที่แน่ ๆ Marketeer ได้รวบรวม 5 ธุรกิจที่มีความเป็นไปได้สูงว่าในปี 2017 จะเดินไปในทิศทางใด ไม่ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2017 จะออกไปในเหรียญด้านไหนก็ตามที

 

1.ธุรกิจสื่อทีวีดิจิทัลและสิ่งพิมพ์

ในปีที่ผ่านมาเราได้เห็นสื่อ “ทีวีดิจิทัล” หลายช่องต้องปลดพนักงานออกเป็นว่าเล่น เหตุผลคือต้องควบคุมค่าใช้จ่าย ในสภาวะที่รายได้ไม่ได้เป็นอย่างที่ฝันหวานเอาไว้

เพราะแม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง GRAMMY ที่คิดว่านี้คือ ธุรกิจอนาคต ยังต้องปลดพนักงาน พร้อมกับตัดอวัยวะตัวเองด้วยการขายธุรกิจอื่น ๆ ที่คิดว่าไม่ทำกำไร เพื่อระดมทุนใส่เม็ดเงินไปยังธุรกิจ “ทีวีดิจิทัล” อย่างเต็มกำลัง หรือจะเป็น AMARIN ที่ขายหุ้น 800 ล้านบาทให้แก่ทายาทเบียร์ช้าง อย่าง ฐาปน-ปณต สิริวัฒนภักดี

เรียกว่าสื่อ “ทีวีดิจิทัล” หลายช่องอยู่ในสภาวะ ล้มลุกคุกคลาน ดิ้นรนอย่างสุดฤทธิ์เพื่อไม่ให้ตัวเองหายสาบสูญไปจากจอแก้ว ในขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์เองในกลุ่มนิตยสารมีเล่มระดับตำนานหลายเล่มที่ต้องปิดตัวเองลง อาทิ image, พลอยแกมเพชร หรือแม้แต่ สกุลไทย รายสัปดาห์ ที่อยู่มานาน 61 ปียังต้องปิดตำนานของตัวเองในปีที่ผ่านมา

ในขณะที่หนังสือพิมพ์ “บ้านเมือง” เองก็ประกาศยุติการผลิตหนังสือพิมพ์ พร้อมกับยกเลิกจ้างพนักงานทุกคน โดยมีผล 1 มกราคม 2017 เป็นต้นไป พร้อมกับมีข่าวลือหนาหูว่าในปีหน้า 2017 จะมีหนังสือพิมพ์ 2 -3 เล่มที่ต้องหยุดสังงานแป้นพิมพ์ตัวเอง

พลังของสื่อหลักที่ถดถอยจนบางบริษัทต้องไร้ที่ยืนเมื่อปรับตัวไม่ทัน ซึ่งต้องบอกว่าต้นตอของปัญหาคงจะหนีไม่พ้น Effect ของสื่อออนไลน์และพลัง Social Media ที่มาเปลี่ยนเกมพฤติกรรมการเสพสื่อของผู้คน แต่ที่เป็น “หมัดน็อค” นั้นคือกลุ่มแบรนด์สินค้าเลือกจะใส่เม็ดเงินโฆษณาให้ทีวีดิจิทัลน้อยเกินความคาดหมาย ในขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์เองต้องบอกว่าโดนโจมตีทั้งเว็บไซต์และเพจ Facebook หลายพันเพจขโมยงบโฆษณาไปอย่างหน้าตาเฉย

ถึงจะมีคนมองว่าปี 2016 เป็นปีวิกฤติของสื่อหลักอย่างแท้จริง แต่หากมองให้ลึกลงไปปีหน้า 2017 ต่างหากที่จะเป็นปีคัดกรองว่าสื่อเจ้าไหนจะอยู่รอดปลอดภัยและเป็น “ตัวจริง” ในยุคที่สื่อออนไลน์กำลังจะครองเมือง

 

2.ตลาดรถยนต์จะ Speed แรงแซงทุกโค้ง 

ในช่วง 4  ปีที่ผ่านมาต้องบอกว่า “ตลาดรถยนต์” ไม่เคยพบกับคำว่า “เติบโต” เลยสักปีเดียว เพราะนับตั้งแต่ปี 2012 ที่ตลาดรถยนต์มีมูลค่าสูงถึง 1.45 ล้านคัน ด้วยสารกระตุ้นชิ้นดีจากรัฐบาลที่คืนเงิน 1 แสนบาทให้กับผู้ซื้อรถ ปีถัด ๆ มาอุตสหกรรรมรถยนต์ก็มีแต่คำว่า “ติดลบ”

เหตุผลมาจากปี 2012 เป็นการยืม Demand ในอนาคตของผู้บริโภคมาใช้จนทำให้ในปีนั้นตลาดเกิดการเติบโตผิดปรกติ Effect ที่กลายเป็นฝันร้ายของบรรดาค่ายรถคือ ในปีต่อ ๆ มายอดขายหดหายไปลงแม้จะใช้ “แคมเปญ โปรโมชั่น” รุนแรง บางค่ายถึงกับมอบข้อเสนอที่มาบวกลบแล้วนั้นมีมูลค่ามากกว่า 1 แสนบาท แต่ก็ใช้ได้ผลในระดับหนึ่งเท่านั้น

และในปี 2016 แม้เวลานี้ยังไม่มีตัวเลขยอดขายระบุชัดเจน แต่หลายค่ายก็ประมาณตัวเลขภาพรวมตลาดประมาณ 750,000 คัน พร้อมกับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านี้คือ “จุดต่ำ” สุดของอุตสาหกรรมรถยนต์เมืองไทย ปี 2017 จะเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่ตลาดรถจะกลับมามียอดขายเติบโตอีกครั้ง

เหตุผลของความเชื่อ อันดับแรกสุดนั้นคือเศรษฐกิจในปี 2017 น่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เรื่องต่อมาคือการปลดล็อครถคันแรกในช่วงปลายปี 2016 ที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ซื้อรถคันแรกสามารถเปลี่ยนมือขายรถเก่าซื้อรถใหม่ในปี 2017

ทำให้ในปี 2016 ได้เห็นค่ายรถยนต์สร้างกระแสก่อนรถจะมีวางขายจริงในโชว์รูมตัวเอง อาทิ Nissan ที่ยืนยันแล้วว่า จะนำ Nissan Note มาขายในประเทศไทย หรือค่าย Honda กับการนำเอา Honda City และ Honda Jazz มาปรับโฉมใหม่ กระทั่งเป็นผู้นำตลาดอย่าง Toyota ที่จะมี Toyota C-HR ที่ทั้งตลาดโลกและญี่ปุ่นได้เปิดตัวและขายไปแล้ว รวมถึงเป็นแบรนด์เล็ก ๆ อย่าง Suzuki ที่จะเปิดตัวรถอเนกประสงค์อย่าง Suzuki Vitara Brezza, ค่าย Ford อาจจะนำ Ford Figo ที่มีขนาดเล็กกว่า Ford Fiesta เข้ามาลุยในตลาดประเทศไทย และยังมีรถอีกหลายรุ่นหลายค่ายที่จะเปิดตัวในปีหน้า

ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามคาดไม่เกิดอุบัติเหตุทางเศรษฐกิจ ปี 2017 อาจจะได้เห็นอุตสาหกรรมรถยนต์ในเมืองไทยแตะ 8 แสนคันก็มีความเป็นไปได้

 

3. 2017 พลังสาขาธนาคารจะ “ถดถอย”

2016 ที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายคนคงตกใจเล็ก ๆ เมื่อเห็นหลายธนาคารทั้งรายเล็กจนถึงขนาด Big  Player หลายรายมีการปิดสาขาไปจำนวนหนึ่ง จนมีกระแสเล็ก ๆ คิดไปไกลว่า การลดจำนวนสาขาของธนาคารอาจจะมีสาเหตุมาจากเศรษฐกิจไทยที่ตกต่ำ ทำให้สถาบันการเงินเสียหลักทางธุรกิจ

เพราะตัวเลข 11 เดือนของปี 2016 ที่ผ่านมามีธนาคารพาณิชย์ปิดรวมกันถึง 51 สาขา จากสิ้นปี 2015 มีจำนวน 7,059 แห่ง ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 7,008 แห่ง โดยธนาคารที่ปิดสาขามากที่สุด ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์  39 สาขา ทำให้ปัจจุบันเหลืออยู่ 1,170 สาขา รองลงมา ได้แก่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ปิดไป 32 สาขาเหลืออยู่ 91 สาขา ธนาคารธนชาต ปิดไป 18 สาขา เหลืออยู่ 597 แห่ง

แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ปัญหาเศรษฐกิจหรือการเกิดหนี้เสีย NPL จำนวนมาก เพราะธนาคารต่างมีบทเรียนมาจาก “ต้มยำกุ้ง” พร้อมกับเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ

ที่นี้แล้ว “ความจริง” คืออะไร ? เหตุผลแรกสุดคือ บางทำเลอาจไม่ตอบโจทย์การให้บริการหรือไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ตามเป้าหมาย เหตุผลต่อมาที่น่าจับตามองคือมีลูกค้าจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะกลุ่ม GEN Y ที่เลือกจะหันหลังให้กับธนาคารในรูปแบบปรกติมาสู่การใช้บริการธนาคารมือถือผ่าน  Application บน Smartphone ที่มีฟังก์ชั่นทั้ง โอนเงิน, เช็คยอด, ดูประวัติความเคลื่อนไหวทางการเงิน ตลอดจนการพัฒนาตู้ ATM ที่สามารถฝากเงินผ่านตู้ได้ทันทีที่ติดตั้งกระจายไปหลายแห่งทั่วประเทศ

นั่นหมายความว่า จะมีลูกค้าจำนวนมหาศาลเลือกจะเดินเข้าสาขาธนาคารน้อยลง จะไปก็เพื่อทำธุรกรรมการเงินที่ไม่สามารถทำนอกสาขาได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ธนาคารเลือกปิดสาขาที่มีลูกค้าน้อยหรือการควบรวมสาขาที่มีทำเลใกล้กัน ทั้งหมดก็เพื่อประหยัดต้นทุนในหลายๆ ด้าน

เชิดชัย ชมภูนุกูลรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน สายงานเครือข่ายธุรกิจขนาดเล็กและรายย่อย ธนาคารกรุงไทย (KTB) เคยให้ภาพรวมว่า แนวโน้มการปิดสาขาของบรรดาธนาคารก็ยังคงมีอยู่ตามทิศทางตลาดและพฤติกรรมลูกค้า ในส่วนของ KTB เองก็อยู่ระหว่างการประเมินว่าปีหน้า 2017 จะปิดสาขาเพิ่มหรือจะควบรวมสาขา จำนวนเท่าไร

 

4. Transporter เร็วแรงสุดในปี 2017

ตลาด E-Commerce ไทยในเวลานี้ต้องบอกว่าได้พิสูจน์ว่าไม่ใช่เป็นแค่ เทรนด์ที่มาแว๊บเดียวแล้วก็หายไปแต่ได้กลายเป็น “วัฒนธรรม” ในการ ซื้อ – ขาย สินค้าไปเป็นที่เรียบร้อย จึงไม่แปลกที่จะเห็นห้างค้าปลีกต่างเปิดหน้าร้านออนไลน์หรือแม้แต่กลุ่มแบรนด์ร้านอาหาร QSR ยังกระโดดมาสู่ช่องทางนี้

แต่ต้องบอกว่าตลาดออนไลน์ที่ Impact มากที่สุดนั้นคือกลุ่ม User ด้วยกันเอง รวมไปถึงกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าในออนไลน์นี้แหละ! ที่คือ “ตัวจริง” แม้จะไม่มีตัวเลขยืนยันแน่ชัดว่าในแต่ละปีตลาดนี้จะมีมูลค่าเท่าไร แต่เชื่อขนมกินได้เลยมูลค่าตลาดนี้มหาศาลเกินจะคาดเดา

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือธุรกิจ “โลจิสติกส์” เติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปีด้วยการทำหน้าที่เป็น ตัวกลาง ในการขนส่งสินค้าจากผู้ขายไปถึงมือผู้ซื้อ โดยมีแบรนด์ไทยที่ทรงอิทธิพลอย่าง บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หรือ ปณท. ครอบครองตลาดนี้มาอย่างยาวนาน

และด้วยการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ E-Commerce ทำให้“ผู้นำตลาด” อย่าง ไปรษณีย์ไทย มีรายได้รวมสิ้นปี 2016 ที่ผ่านมาประมาณ 24,300 ล้านบาท กำไรสุทธิประมาณ 3,000 ล้านบาท เป็นตัวเลขกำไรที่หอมหวน จนทำให้ในช่วงที่ผ่านมา Inter Brand ต่างเร่งเร้าทำการตลาดอย่างหนักเป้าหมายก็เพื่อแย่งชิงเค้กก้อนใหญ่ที่อยู่ในมือของ ไปรษณีย์ไทย ไม่ว่าจะเป็น DHL, Kerry Express และบริษัทรายเล็ก ๆ

ความน่าสนใจคือทุกรายในตลาด “โลจิสติกส์” ต่างพัฒนาบริการรูปแบบใหม่ ๆ เข้ามาเสิร์ฟให้แก่ลูกค้าไม่ว่าเป็น Kerry Express ที่มีบริการเดินทางไปรับสินค้าถึงบ้านจากคนขายถึงที่บ้าน หรือจะเป็น ไปรษณีย์ ไทย ที่กำลังทดลองบริการใหม่อย่าง EMS วัน+1 (ส่งวันนี้ไม่ว่าจะกี่โมงปลายทางจะได้รับของในวันรุ่งขึ้น)

กลายเป็น Extreme Red Ocean อย่างสมบรูณ์แบบและแน่นอน ในปี 2017 ผู้เล่นทุกรายในสนามนี้จะมีบริการใหม่ ๆ ที่มาตอบโจทย์ความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และไม่ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวหรือตกต่ำลงไปอีกนิดแต่ธุรกิจ “โลจิสติกส์” จะยังเติบโตควบคู่ไปกับ E-Commerce นั้นเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มหลงระเริงไปกับซื้อสินค้าผ่าน Facebook, Instagram รวมไปถึง Line

เพราะนอกจากโลกออนไลน์จะ “จัดเต็ม” ในเรื่อง “ราคา” ที่แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายแล้วนั้น ความสะดวกสบายในการ “ส่งมอบสินค้า” และการโอนเงินผ่านออนไลน์ยังเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญที่ค่อยสนับสนุนอย่างเต็มที่

 

5. สวยใสแข็งแรง ไม่หวั่นเศรษฐกิจ

ต้องบอกว่าเป็นอีกเทรนด์ธุรกิจที่ยังคงจะร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนไทยที่ใส่ใจสุขภาพและต้องการให้ตัวเองดูดีอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ที่ต้องการโชว์ความหล่อความสวยสะพรั่งผ่านทาง Social Network และเชื่อว่าหากตัวเองดูดีจะมีโอกาสสร้างรายได้ทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์

ที่น่าสนใจ ตลาดสินค้าเพื่อความงามและสุขภาพจนไปถึงศัลยกรรมกำลังค่อย ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อผู้บริโภคเน้นสินค้าและบริการศัลยกรรมแบบไม่ค่อยยึดติดแบรนด์มากนักหากเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา แต่จะมุ่งไปที่ “ราคา” และในปี 2017 ต้องบอกว่าการแข่งขันในเรื่อง “ราคา” จะรุนแรงมากยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

แต่ “ราคา” ก็ไม่ใช่สิ่งตัดสินทุกอย่าง เพราะในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง ยังคงชื่นชอบที่จะซื้อสินค้าเพื่อความงามและใช้บริการศัลยกรรมในระดับ Premium ยิ่งในปี 2017 ที่มีการคาดเดาว่าจะเป็นปีที่ตลาดนี้มี “เทคโนโลยี & นวัตกรรม” ใหม่ ๆ มาดึงดูดความสนใจให้สาว ๆ และหนุ่ม ๆ ได้ควักกระเป๋ายอมจ่ายเพื่อให้ตัวเองดูดีตลอดเวลา

DKSH คบกันมา 30 ปีถึงเวลาหย่าขาดกับแบรนด์ พบรักใหม่กับสก๊อต

ศึกชิงตลาดของเครื่องดื่มเสริมอาหารอย่างแบรนด์ จากค่ายเซเรบอส ประเทศไทย และแบรนด์ไทยอย่างสก๊อต ของสก๊อต อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) ในปีนี้มีความสนุกอยู่ไม่น้อย เมื่อเซเรบอส ขอโบกมือลา บ๊ายบาย DKSH ผู้จัดหน่ายให้แบรนด์มายาวนานกว่า 30 ปี ก่อนนำผลิตภัณฑ์ในเครือทั้งหมด มาจัดจำหน่ายเอง ควบคุมเองตั้งแต่การผลิตจนถึงจัดจำหน่าย ไปพร้อมๆ กับลดต้นทุนในการดำเนินงานที่ต้องแบ่งเปอร์เซ็นต์ในการจัดจำหน่ายให้กับ DKSH

ซึ่งสวนทางกับสก๊อต หลังจากแบรนด์สลัดรัก DKSH ลง สก๊อตผู้ที่เคยจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เองมายาวนานกว่า 33 ปี ก็ได้ดามใจ DKSH เปิดดิลธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สก๊อตในประเทศไทย หลังจากที่จับมือทางธุรกิจ จำหน่ายสก๊อตในเมียนมาร์มานานกว่า 4 ปี และการร่วมมือกันในครั้งนี้ สก๊อตคาดหวัง DKSH จะมาเสริมจุดอ่อนในช่องทางร้านค้าทั่วไปสร้างการเติบโตให้กับสก๊อตเป็นอย่างดี

ส่วน DKSH เมื่อแยกทางกับเซเรบอส นั่นหมายถึงรายได้รวมจากการจัดจำหน่ายหายไป 12,000 ล้านบาท และการจับมือกับสก๊อต จะเข้ามาเยี่ยวยารายได้รวมจากการจำหน่ายที่ขาดหายในปีแรก 4,500 ล้านบาท อาจจะเป็นรายได้ที่น้อยกว่าเซเรบอสเกือบ 3 เท่า แต่ก็เป็นเกมตลาดที่ DKSH ต้องเสริมอัตราเร่งการเติบโตให้กับสก๊อตเติบโตอย่างก้าวกระโดดทุกปีเพื่อทดแทนรายได้ที่หายไปจากเซเรบอสให้กลับมาให้ไวที่สุด และนี่คือศึกแห่งเสริมอาหารที่มีการจัดจำหน่ายเป็นอาวุธหลักในการสู้รบ

 

เลิกกับ DKSH ขอมาขายเอง

            การหย่าขาดกับ DKSH ที่คบกันมานาน 30 ปี  เพื่อจัดจำหน่ายเอง ในครั้งนี้ เนียจา เซวัก รองประธานบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริการกลุ่มการค้าแผนกอาหารเสริมสุขภาพ เซเรบอส แปซิฟิก มองว่าคือเวลาที่เหมาะสมจากธุรกิจที่เติบโตมาถึงจุดหนึ่งที่มีต้นแบบความสำเร็จมาจากประเทศไต้หวัน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ที่ปรับโมเดลธุรกิจจัดจำหน่ายเองในหลายปีที่ผ่านมา

“ปีนี้เซเรบอส ประเทศไทย ปรับโมเดลธุรกิจใหม่ สู่การพัฒนาธุรกิจกับร้านค้าที่มากกว่าการกระจายสินค้าเขาสู่ร้านค้าเพื่อจำหน่ายเพียงอย่างเดียว เน้นสร้างความสัมพันธ์ธุรกิจกับร้านค้า เข้าถึงและรับฟังลูกค้า-คู่ค้า ยกเลิกจัดจำหน่ายผ่าน DKSH มาจำหน่ายเองด้วยทีมขาย 920 คน ประกอบด้วย ทีมขาย 120 คน และทีมส่งเสริมการขาย 800 คน ทำหน้าที่วางแผนธุรกิจควบคู่กับร้านค้า และโมเดิร์นเทรด ตอบสนองความต้องการลูกค้าอย่างรวดเร็วซึ่งจะช่วยลดเลเยอร์ระหว่างบริษัทกับลูกค้าลง สามารถควบคุมตรงตั้งแต่การผลิตถึงจัดจำหน่าย” ตุลย์ วงศ์ศุภสวัสดิ์ รองประธานอาวุโส และผู้จัดการทั่วไป เซเรบอส ประเทศไทย กล่าว

 

ซีโน-แปซิฟิค เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) – เดอเบลโลจิสติกส์ผู้แข็งแกร่งในตลาด

เพื่อความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการกระจายสินค้าได้แต่งตั้งสายส่งอย่าง ซีโน-แปซิฟิค เทรนดดิ้ง (ไทยแลนด์) ผู้เชี่ยวชาญในการกระจายสินค้าสู่โมเดิร์นเทรดทั่วประเทศ และเดอเบล บริษัทโลจิสติกในเครือกระทิงแดงกระจายสินค้าไปยังร้านค้าปลีก ค้าส่งในเครือกว่า 100,000 ร้านค้าทั่วประเทศผ่านหน่วยรถกระจายสินค้า 470 ทีม และจะเพิ่มอีก 160 ทีมในปีนี้

นอกจากช่องทางจัดหน่ายผ่านร้านค้าปลีกแล้ว เซเรบอสยังเพิ่มประสิทธิภาพกระจายสินค้าและการตลาดผ่านช่องทางดิจิทัล ในโซเชียลเน็ตเวิร์ค และช่องทางจัดจำหน่ายใหม่ๆ ทั้งเว็บไซต์ ไลน์ เฟซบุ๊ก อีคอมเมิร์ซคู่ค้า และคอลล์เซ็นเตอร์ สอดรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคเข้าถึงความต้องการของคนรุ่นใหม่ ตลอดจนเน้นคุณภาพของสินค้าที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยี การตลาดเพื่อสังคม การพัฒนาบุคลากร และนำกรณีศึกษาจากประเทศอื่นๆ มาปรับใช้ในไทย ผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน

การปรับสู่ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายของเซเรบอสในครั้งนี้ เซเรบอสคาดการณ์ขวบปีแรกจะสามารถเติบโต 8-10% จากปีที่ผ่านมาเติบโตเพียง 7-8% ด้วยยอดจำหน่าย 12,000 ล้านบาท แบ่งเป็นซุปไก่สกัด 7,000 ล้านบาท รังนก 3,000 ล้านบาท วีต้าผลไม้สกัดเข้มข้น 1,500 ล้านบาท และอื่นๆ 500 ล้านบาท ซึ่งการเติบโตนี้ส่วนหนึ่งมาจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจัดจำหน่ายที่ลดน้อยลงและความคล่องตัวขององค์กรที่เพิ่มขึ้นด้วยงบการตลาด 480 ล้านบาท

 

จับมือไปเมียนมาร์สานสัมพันธ์ ณ ประเทศไทย

            เมื่อเซเรบอสเลิกกับ DKSH สก๊อตคู่แข่งตลอดกาลที่ผลิต ทำตลาดและจัดจำหน่ายเองมายาวนานถึง 29 ปี จึงของรับไม้ต่อแต่งตั้ง DKSH เป็นผู้จัดจำหน่ายในร้านค้าปลีก ร้านค้าส่ง (Traditional Trade) หวังประสบการณ์จัดจำหน่ายสินค้ามาอย่างยาวนานจะช่วยลบจุดอ่อนที่สก๊อตไม่สามารถกระจายสินค้าเข้าถึงร้านค้าได้ทั่วถึงผลักดันเกิดการเติบโตอย่างก้าวกระโดด 36% ในปีนี้ และ 1 เท่าตัวในปี 2563

 

อุดรอยรั่วค้าปลีก

ที่ผ่านมาสก๊อตเป็นคู่แข่งรายใหญ่เพียงรายเดียวของแบรนด์ที่มีส่วนแบ่งตลาดตามหลังเกินครึ่งหนึ่งในทุกเซ็กเมนต์ ผ่านจำหน่ายสินค้าเองตั้งแต่ปี 2527 สิ่งที่ทำให้สก๊อตตามหลังแบรนด์ในทุกเซ็กเมนต์มาจาก Brand Awareness ที่แข็งแกร่งที่แบรนด์ทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงช่องทางจัดจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่ายที่ครอบคลุมกว่า

สมโภช ชวาลเวชกุล กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด สก๊อต อินดัสเตรียล(ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพและความงามสก๊อต ยอมรับว่าที่ผ่านมาสก๊อตมีจุดอ่อนในการกระจายสินค้าไปยังร้านค้าทั่วไป โดยปีที่ผ่านมามีสัดส่วนยอดจำหน่ายในช่องทางนี้เพียง 15% เท่านั้น โดยซุปไก่สกัดเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตจากผู้บริโภคเริ่มทานซุปไก่สกัดเพื่อสุขภาพมากขึ้น และมีผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งนิยมซื้อเพื่อดื่มทันทีตามร้านค้าปลีกทั่วไป ซึ่งเป็นช่องทางที่วางจำหน่ายสก๊อตน้อยอยู่ และคาดว่าภายในปี2560 จะสามารถเพิ่มสัดส่วนยอดจำหน่ายซุปไก่สกัดจาก 32% ในปีที่ผ่านมาเป็น 50% ในปีนี้

“DKSH มีประสบการณ์ตัวแทนจำหน่ายในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเสริมอาหารบำรุงสุขภาพมายาวนานกว่า 30ปี ด้วยช่องทางจำหน่ายในร้านค้าปลีก 10,000 กว่าแห่ง เข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายในร้านค้าทั่วไปจะผลักดันให้ยอดจำหน่ายผ่านช่องทางนี้เพิ่มสัดส่วนเป็น 30% ในปีนี้ และ50% ภายใน3-4ปี และสก๊อตจัดจำหน่ายเองในช่องทางโมเดิร์นเทรด”

“จัดจำหน่ายผ่าน DKSH มีต้นทุนในการดำเนินงานที่สูงขึ้น แต่ช่วยให้บริษัทมียอดจำหน่ายเติบโต และปีนี้ได้ทุ่มงบการตลาด 600 ล้านบาท เพิ่มจาก490 ล้านบาทในปีที่ผ่าน รองรับการเติบโต36% คิดเป็นรายได้ 4,500 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา 3,300 ล้านบาท ที่เติบโตเพียง 6% จากสินค้าที่กระจายเข้าสู่ช่องทางได้ครอบคลุม และการตลาดที่รุกอย่างหนักหน่วง และก้าวกระโดดเท่าตัวเป็น 6,600 ล้านบาท ใน2-3 ปีข้างหน้า”

 

เป้าหมาย CLMV สู่ผู้นำรีเจียน

การร่วมมือระหว่างสก๊อตกับ DKSH ในครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ผ่านมา DKSH เป็นตัวแทนจำหน่ายในเมียนมาร์มายาวนานถึง 5ปี ด้วยวิธีการตลาดทุ่มงบการตลาดเท่ากับยอดจำหน่าย เพื่อเร่งสร้าง Brand Awareness ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการมองตลาดเมียนมาร์มีศักยภาพในระยะยาวและเป็นโมเดลที่ DKSH มองว่าไม่มีใครเคยทำ

สมโภช คาดหวังขยายความร่วมมือในตลาดไทย และเมียนมาร์ที่ผ่านมาจะสู่การบุกตลาด CLMV อย่างจริงจังภายใน1-2ปี ก่อนขยายไปยังตลาดอื่นๆ อย่างมาเลเซีย ไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง จากการมองเห็นช่องว่างในตลาดรีเจียนที่มีช่องวางในการเติบโตอีกมาก จากการแข่งขันของคู่แข่งน้อยราย และคู่แข่งในประเทศไทยอย่างแบรนด์มี Brand Awareness ในรีเจียนไม่แข็งแรงเท่าประเทศไทย ซึ่งสิ่งนี้เองทำให้สก๊อตสามารถสร้างตลาดได้ง่ายขึ้นโดยที่ผ่านมานอกจากเมียนมาร์ที่จำหน่ายผ่าน DKSH สก๊อตยังเข้าทำตลาดในลาว และกัมพูชาผ่านตัวแทนจำหน่ายอื่น คิดเป็นมูลค่ายอดจำหน่ายจาก3ประเทศ CLMV 50 ล้านบาท ด้วยส่วนแบ่งตลาดเริ่มต้นไม่ถึง1% แต่สมโภชเชื่อว่าใน5-10ปี สก๊อตจะขึ้นมาเป็นที่1 ในรีเจียนได้

และในลองเทอมช่วยให้ DKSH สามารถนำรายได้จากการเป็นตัวแทนจำหน่ายทดแทนรายได้ที่ขายหายไปจากเซเรบอสได้เป็นอย่างดี

DKSH-SCOTCH---CONTENT1

DKSH-SCOTCH---CONTENT2

 

ที่มา : แต่ละบริษัท, มกราคม 2559

 

เครื่องปรับอากาศ 2017 ขอ “เย็น Cool Cool” สวนกระแส “พลังซื้อ” หดหาย

ต้องบอกว่าเป็นปีที่หนักหน่วงชนิดที่ “หืดขึ้นคอ” กันทั่วหน้าสำหรับกลุ่มแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นสินค้าอย่าง เครื่องซักผ้า, TV, ตู้เย็น และอื่นๆ ที่ต้องพบเจอกับอุปสรรคเรื่องกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ถดถอยเลือกใช้จ่ายในสไตล์ Play Safe

เกมนี้ต้อง “บิวด์” ให้ใครๆ ต้องซื้อ

แต่คงไม่ใช่สำหรับตลาดเครื่องปรับอากาศที่ไม่ “หวั่น” แม้กำลังซื้อของผู้บริโภคจะอ่อนแอ เพราะถึงอย่างไรก็ตาม ประเทศไทยคือ “เมืองร้อน” และร้อนขึ้นทุกๆ ปี จนทำให้คนไทยเริ่มมองว่า “เครื่องปรับอากาศ” เป็นสินค้าที่จำเป็นต้องมีติดบ้านไว้

เมื่อผู้บริโภคเริ่มมองเห็นว่าเป็นสินค้า “Must Have” ทำให้อัตราการถือครอง “เครื่องปรับอากาศ” เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนเวลานี้อยู่ที่ 24% จากครัวเรือนทั้งหมดในประเทศไทย

แต่กลุ่มบรรดาแบรนด์เครื่องปรับอากาศก็ยังมองว่าน้อยอยู่ดี เพราะหากนำไปเปรียบเทียบกับสินค้าอย่าง TV, ตู้เย็น,หม้อหุงข้าว ต่างมีอัตราการถือครองต่อครัวเรือนสูงมากกว่า 80%

และนี้เองที่เป็นเหตุผลให้เกมการแข่งขัน “ตลาดเครื่องปรับอากาศ” นอกจากจะชิงไหวชิงพริบแย่งชิงยอดขายกันแล้วนั้น กลุ่มบรรดาแบรนด์เครื่องปรับอากาศต่างต้องบิวด์ให้ผู้บริโภครู้สึกว่า เครื่องปรับอากาศ เป็นสินค้าที่มีความจำเป็นต่อที่พักอาศัย

“ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ DAIKIN เชื่อว่าตลาดเครื่องปรับอากาศในปีหน้า 2017 จะมีมูลค่าถึง 1.73 ล้านเครื่อง เติบโตถึง 10% และเราต้องการส่วนแบ่งในตลาดปีหน้า 25% จากที่ปัจจุบันอยู่ที่ 23%” ฮิโดชิ ทานากะ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด คาดการณ์ตลาดเครื่องปรับอากาศในปี 2017 พร้อมกับบอกเป้าหมายแบรนด์ตัวเองอย่างชัดเจน

Big Effect ของ Inverter

เหตุผลของการคาดเดาว่าจะเติบโตขึ้นอีกนั้น นอกจากเศรษฐกิจเมืองไทยน่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเล็กน้อย บวกกับการทำตลาดในสไตล์ “บิวด์” ให้ผู้บริโภคหน้าใหม่เห็นว่า “เครื่องปรับอากาศ” เป็นสินค้าที่จำเป็นต้องมีแล้วนั้น เกมสงครามราคาและโปรโมชั่นในปีหน้าจะ “อัดแน่นแบบจัดเต็ม”

“ช่วงหน้าร้อนปีหน้าที่เป็นฤดูกาลขายเครื่องปรับอากาศ ผู้ผลิตเองต้อง Supply สินค้าให้เพียงพอต่อ Demand ความต้องการ ณ เวลานั้น หลังจากหมดหน้าร้อนซึ่งเป็นฤดูขาย ผู้เล่นในตลาดจะอัดฉีดโปรโมชั่นรุนแรงและน่าจะแรงกว่าปีที่ผ่านมา”

เป้าหมายของการอัดฉีดโปรโมชั่นหลังฤดูกาลขายก็เพราะต้องการให้สินค้าอย่างเครื่องปรับอากาศขายได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่เป็นสินค้าที่ขายดีเฉพาะฤดูร้อน โดยหนึ่งใน Segment ที่กำลังมีเส้นกราฟทะยานขึ้นต่อเนื่อง และเข้ามามีอิทธิพลในตลาดเครื่องปรับอากาศเมืองไทยนั้นคือระบบ Inverter ที่มีการคาดเดาว่าในปีหน้า 2017 จะมีสัดส่วนในตลาดสูงถึง 40% เลยทีเดียว

เหตุผลที่ inverter ป๊อปปูล่ามาจากช่องว่างราคาขายที่แคบลงจากในอดีตโดยเมื่อ 5 -6 ปีที่แล้วมีราคาขายห่างจากเครื่องปรับอากาศรุ่นธรรมดาอยู่ที่ 30 – 40% เมื่อนำมาเทียบกับขนาด BTU ที่เท่ากัน แต่ปัจจุบันช่องว่างราคาถูกบีบให้แคบลงเฉลี่ยเหลือเพียง 10 – 15% เท่านั้น เหตุผลเพราะทุกแบรนด์ต่างทำราคา เพราะต้องการแย่งชิงยอดขายเครื่องปรับอากาศ Inverter ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือสร้าง Effect แห่งความลังเลใจให้แก่ผู้บริโภคว่าจะเพิ่มเงินอีกนิดเพื่อซื้อ Inverter หรือจะประหยัดเงินไปนิดหน่อยเพื่อซื้อเครื่องปรับอากาศรุ่นธรรมดา?

เหตุผลต่อมาคือ กฟฝ.ได้ทำฉลากประหยัดไฟเปรียบเทียบให้เห็นอย่างชัดเจนว่า Inverter ประหยัดไฟมากกว่าแค่ไหนหากเทียบกับเครื่องปรับอากาศรุ่นธรรมดา สุดท้ายคือกลุ่มผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศได้ให้ความรู้ช่างถึงวิธีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ Inverter อย่างถูกวิธี

“ในอดีตมีช่างจำนวนมากไม่กล้าติดตั้ง Inverter เพราะไม่มีความรู้และทักษะที่ถูกต้อง ทำให้ทุกแบรนด์เทรนนิ่งช่างอย่างหนักหน่วง DAIKIN เองก็มีการเทรนนิ่งช่างถึง 13 จังหวัดทั่วประเทศ”

และเมื่อถูกถามว่าประเทศไทยจะมีโอกาสพลิกเกมเหมือนอย่างตลาดญี่ปุ่นหรือไม่ที่เวลานี้เครื่องปรับอากาศ Inverter มีสัดส่วนเกือบจะ 100%

ฮิโดชิ ทานากะ มองว่าอีก 5 ปีข้างหน้า Inverter ในประเทศไทยน่าจะมีสัดส่วนมากกว่า 50% การที่จะให้ไปแตะ 80 – 90% นั้นจะให้แค่กลุ่มแบรนด์สินค้าทำฝ่ายเดียวคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ คงต้องให้ภาครัฐสนับสนุนในหลายๆเรื่องไม่ว่าจะเป็นภาษีการนำเข้าอะไหล่ และเรื่องอื่นๆ

ได้เวลา “ปิดจุดอ่อน”

ในขณะที่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ DAIKIN นั้นคือการค่อยๆ ปิด “จุดอ่อน” ในช่องทางการขายตัวเองที่มีมาอย่างยาวนานนั้นคือพื้นที่ต่างจังหวัด ถึงแม้ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล DAIKIN จะยืนยันว่าตัวเองเป็นเบอร์หนึ่งในสนามนี้

สะท้อนจากผลสำรวจล่าสุดของ DAIKIN นั้นคือพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล มีคนใช้เครื่องปรับอากาศของตัวเองสูงถึง 34% ในขณะที่ภาคเหนือมีเพียง 18% และภาคใต้ 21%

จึงเป็นที่มาของ Project การ “แก้เกม” คือในปี 2017 จะมีการขยายสำนักงานเพิ่มอีก 2 แห่งคือสาขาระยอง และ นครราชสีมา พร้อมกับเปิดเผยอย่างชัดเจนว่ายังมีแผนที่จะขยายเพิ่มอีก 10 สาขาเพื่อให้ครอบคลุมหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ราชบุรี,สงขลา,อุบลราชธานี เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีแผนเพิ่มร้านตัวแทนจัดจำหน่าย “DAIKIN ProShop” โดยจะใช้เงินลงทุน 2 ล้านบาทต่อ1สาขา โดยตั้งเป้าหมายที่จะมีเพิ่มขึ้นให้ครบ 100 แห่ง ภายในปี 2020

และไม่ได้หยุดแค่นั้นแต่โฆษณาล่าสุดอย่าง “อินไดแก้ แอร์ไดกิ้น” ที่ยังเลือกใช้ Presenter คนเดิมอย่าง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” นักแสดงหนุ่มอารมณ์ดี ขวัญใจชาวไทย เป็นปีที่สอง

เพียงแต่ในปีนี้รูปแบบการสื่อสารจะเปลี่ยนไปโดยจะเป็น Segmentation มีภาษาท้องถิ่นครบทุกภาคเมืองไทยโดยโฆษณารูปแบบดังกล่าวจะใช้ผ่านสื่อบิลบอร์ดและออนไลน์โดยมี Presenter อย่าง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” เป็นแม่เหล็กดึงดูดความสนใจ

เพราะทีมการตลาด DAIKIN เชื่อว่า Presenter คนนี้มีพลัง Branding ล้นเหลือแถมยังเป็นที่ชื่นชอบของคนไทยทุกภาคเพียงแต่หากเลือกใช้การสื่อสารให้เจาะจงไปยังผู้บริโภคให้มากขึ้นกว่าเดิม ก็จะทำให้ตัว แบรนด์ DAIKIN มีความใกล้ชิดกับผู้บริโภคในแต่ละภาคมากขึ้น

แต่ “ไม้ตาย” นี้จะใช้ได้ผลหรือไม่นั้น ? คงต้องติดตามดูว่ารายได้ของ DAIKIN ในปี 2017 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 11,000 ล้านบาทเติบโต 20% หรือไม่

แต่ที่แน่ๆ ตลาดเครื่องปรับอากาศในปีหน้าทั้งแบรนด์ญี่ปุ่น,เกาหลี,จีน,ไทย ต่องเร่งอุณหภูมิการทำตลาดอย่างร้อนระอุ

แต่เชื่อเลย! เกมนี้ไม่มีใครสมหวังทุกรายถึงแม้ตลาดเครื่องปรับอากาศจะเติบโตถึง 10% ตามที่คาดการณ์ไว้

ล้อมกรอบ ถึง…กำลังซื้อจะถดถอย แต่แอร์…ยังเย็นสบาย

ต้องบอกว่าในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศแทบจะเป็นสินค้าประเภทเดียวที่ “เติบโต” สวนกระแสในช่วงที่ผ่านมา

2015 ตลาดเครื่องปรับอากาศแบบติดผนังมีจำนวน 1.49 ล้านเครื่อง

2016 ตลาดเครื่องปรับอากาศแบบติดผนังมีจำนวน 1.57 ล้านเครื่อง

2017 คาาดการณ์ตลาดเครื่องปรับอากาศแบบติดผนังมีจำนวน 1.73 ล้านเครื่อง

ล้อมกรอบ Inverter แรงไม่หยุด

ต้องบอกว่าคนไทยเริ่มรู้จักกับระบบ Inverter มานานกว่า 5 ปี โดยปีแรกนั้นมีสัดส่วนไม่ถึง 5% แต่ต้องบอกว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง มาดูกันว่าจะ “โต” จริงอย่างที่ว่าหรือไม่

3

ตลาดสมาร์ทโฟนปี 60 โตอืด แบรนด์จีนกระหน่ำชิงส่วนแบ่ง

  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในปี 2560 ตลาสมาร์ทโฟนในไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการที่อาจทำให้การขยายตัวไม่โดดเด่น โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่ไม่มีปัจจัยสนับสนุนทางด้านการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีสื่อสารใหม่ๆ เกิดขึ้น ดังเช่นการเปลี่ยนผ่านจากการใช้เทคโนโลยี 2G มาสู่ 3G/4G ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า จำนวนสมาร์ทโฟนที่ขายได้ในปี 2560 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 17.2 – 17.4 ล้านเครื่อง ขยายตัวในกรอบแคบราวร้อยละ 1.8 – 2.9 ซึ่งเป็นการขยายตัวในอัตราที่ลดลงจากปี 2559 ที่คาดว่าจะขยายตัวสูงราวร้อยละ 8.3 จากปี 2558 ขณะที่มูลค่าตลาดสมาร์ทโฟนไทยจะมีอยู่ที่ประมาณ 96,550 – 97,950 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.0 – 4.5 จากปี 2559 ที่คาดว่าจะขยายตัวราวร้อยละ 5.0 จากปี 2558
  อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การแข่งขันทำการตลาดอย่างเข้มข้นของกลุ่มผู้ประกอบการผลิตและจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนทั้งรายเก่าและรายใหม่ รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการโทรคมนาคม นับว่าเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนตลาดสมาร์ทโฟนในไทยในปี 2560 ให้ยังมีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการมุ่งเน้นทำการตลาดอย่างจริงจังของกลุ่มผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจีน เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาด ขณะที่ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายของตลาดสมาร์ทโฟนปี 2560 น่าจะยังกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟนรายเดิม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีรายได้ระดับปานกลางถึงระดับบนที่ยังคงมีกำลังซื้อ  

ในช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟนในไทยได้รับปัจจัยผลักดันหลักมาจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่บนโครงข่าย 2G สู่โครงข่าย 3G/4G ประกอบกับการแข่งขันทำการตลาดอย่างเข้มข้นของกลุ่มผู้ประกอบการผลิต และจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนทั้งรายเก่าและรายใหม่ และกลุ่มผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่นิยมทำการตลาดด้วยการจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่พ่วงแพ็กเกจการใช้งานบริการข้อมูลด้วยราคาที่คุ้มค่า รวมถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยส่วนใหญ่ที่นิยมเข้าใช้อินเทอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟน ทุกที่ ทุกเวลา เพื่อเข้าถึงสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์คหรือเข้าใช้กิจกรรมบันเทิงออนไลน์ผ่านโมบายแอพพลิเคชั่นต่างๆ จึงทำให้ยอดขายสมาร์ทโฟนในไทยในช่วงเวลาดังกล่าวสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 10.0 ต่อปี1 ส่งผลให้ในปัจจุบัน ผู้บริโภคไทยสามารถเข้าถึงสมาร์ทโฟนได้ราวร้อยละ 75.0 ของประชากรทั้งหมด

1

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในปี 2560 ตลาดสมาร์ทโฟนในไทยอาจต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการที่อาจทำให้ยอดขายสมาร์ทโฟนมีการขยายตัวที่ไม่โดดเด่นดังเช่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตลาดสมาร์ทโฟนในไทยก็ยังนับว่ามีความน่าสนใจอยู่มาก เนื่องจากสมาร์ทโฟนยังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้บริโภคไทยทุกระดับ ขณะที่ผู้ประกอบการก็ได้ทำการผลิตสมาร์ทโฟนและจัดจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม พร้อมทำการตลาดด้วยการออกโปรโมชั่นที่หลากหลาย เพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อของผู้บริโภคในทุกเซ็กเมนต์ ทำให้ตลาดสมาร์ทโฟนในไทยยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า จำนวนสมาร์ทโฟนที่ขายได้ในปี 2560 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 17.2 – 17.4 ล้านเครื่อง ขยายตัวในกรอบแคบราวร้อยละ 1.8 – 2.9 ซึ่งเป็นการขยายตัวในอัตราที่ลดลงจากปี 2559 ที่คาดว่าจะขยายตัวสูงราวร้อยละ 8.3 จากปี 2558 ขณะที่มูลค่าตลาดสมาร์ทโฟนไทยจะมีมูลค่าประมาณ 96,550 – 97,950 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.0 – 4.5 จากปี 2559 ที่คาดว่าจะขยายตัวราวร้อยละ 5.0 จากปี 2558

2

จากการที่ตลาดสมาร์ทโฟนในไทยในปี 2560 มีการขยายตัวในอัตราที่ลดลงจากปี 2559 ทั้งในด้านจำนวนและมูลค่าตามที่กล่าวมาข้างต้น น่าจะมีสาเหตุหลักมาจากการที่ไม่มีปัจจัยสนับสนุนทางด้านการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีสื่อสารใหม่ๆ เกิดขึ้น ดังเช่นการเปลี่ยนผ่านจากการใช้เทคโนโลยี 2G มาสู่ 3G/4G ซึ่งในช่วงต้นปี 2559 ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประกอบการโทรคมนาคมไทยได้พยายามผลักดันกลุ่มผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่บนระบบ 2G ให้มาใช้งานในระบบ 3G/4G จึงทำให้มีผู้ใช้สมาร์ทโฟนรายใหม่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในปี 2559 ส่งผลให้ตลาดสมาร์ทโฟนในปี 2560 ถูกผลักดันจากการซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องแรกของกลุ่มผู้ใช้งานรายใหม่ลดลง อีกทั้ง ด้วยสภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ที่น่าจะยังฟื้นตัวไม่มากนักและสภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง อาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ของกลุ่มผู้บริโภคไทยบางส่วน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การทำการตลาดอย่างเข้มข้นของกลุ่มผู้ประกอบการผลิตและจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนทั้งรายเก่าและรายใหม่ รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการโทรคมนาคม อาทิ การให้เครดิตสำหรับการผ่อนชำระเป็นระยะเวลานานโดยไม่คิดดอกเบี้ย การนำเสนอแพ็กเกจการใช้งานบริการข้อมูลบนโครงข่าย 3G/4G ในราคาที่คุ้มค่า การให้คูปองส่วนลด หรือแม้แต่การแจกของแถมที่เป็นอุปกรณ์ไอทีที่สามารถใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนอย่างหูฟังและลำโพง เป็นต้น นับว่าเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนตลาดสมาร์ทโฟนในไทยในปี 2560 ให้ยังมีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยการทำการตลาดด้วยโปรโมชั่นต่างๆ ดังกล่าว น่าจะเป็นการกระตุ้นให้ผู้บริโภคทำการตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ได้ง่ายขึ้น และเป็นการดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคให้รู้สึกว่าการซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่เป็นการใช้จ่ายในราคาที่คุ้มค่า

ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังมองว่า ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายของตลาดสมาร์ทโฟนปี 2560 น่าจะยังกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟนรายเดิม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีรายได้ระดับปานกลางถึงระดับบนที่ยังคงมีกำลังซื้อ โดยเป็นการซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่เพื่อทดแทนเครื่องเดิมที่ไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากสมาร์ทโฟนมีอายุการใช้งานที่ไม่ยาวนานมากนัก โดยมีอายุการใช้งานเฉลี่ยเพียง 2-3 ปี ขณะที่ผู้ใช้งานบางส่วน โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบและติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ในสมาร์ทโฟนอยู่เสมอ อาจทำการซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ เพราะต้องการใช้งานในเทคโนโลยีหรือฟังก์ชั่นใหม่ๆ เหล่านั้น โดยทำการขายสมาร์ทโฟนเครื่องเดิมออกสู่ตลาดสมาร์ทโฟนมือสอง หรืออาจทำการซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ เพื่อใช้งานเป็นเครื่องที่สอง เป็นต้น

ตลาดสมาร์ทโฟนในไทยปี’ 60 แข่งขันเข้มข้น…ผู้ประกอบการผลิตจีนเจาะตลาดไทยแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น โดยลูกค้ารายได้ระดับกลางเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กลุ่มผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจากจีนได้เริ่มนำสมาร์ทโฟนเข้ามาเจาะตลาดในไทย แต่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างแบรนด์อิมเมจในกลุ่มผู้บริโภคไทย อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันสมาร์ทโฟนจากจีนมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นจากการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีในสมาร์ทโฟน มีการผลิตและออกแบบสมาร์ทโฟนด้วยรูปลักษณ์ที่ทันสมัยและใช้วัสดุที่แข็งแรงมากขึ้น มีการสร้างแบรนด์อิมเมจที่ดีด้วยการใช้พรีเซ็นเตอร์ที่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ รวมถึงมีการเร่งขยายศูนย์การให้บริการทั้งในด้านการขายและซ่อมบำรุง ส่งผลให้สมาร์ทโฟนจากจีนได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคไทยมากขึ้น โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2560 สมาร์ทโฟนจากจีนน่าจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดสมาร์ทโฟนในไทยมากกว่าร้อยละ 30.0 ของจำนวนยอดขายสมาร์ทโฟนในไทยทั้งหมด เพิ่มขึ้นราวหนึ่งเท่าตัวจากปี 2558 ที่สมาร์ทโฟนจากจีนมีส่วนแบ่งทางการตลาดเพียงร้อยละ 15.0 ของจำนวนยอดขายสมาร์ทโฟนในไทยทั้งหมด ซึ่งเป็นการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดมาจากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสัญชาติอื่นๆ ที่ครองตลาดสมาร์ทโฟนในไทยอยู่เดิม

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การที่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจากจีนได้เข้ามาทำการตลาดสมาร์ทโฟนในไทยอย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนในไทยมากขึ้นนั้น ย่อมเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อทิศทางการแข่งขันของตลาดสมาร์ทโฟนในไทยโดยรวมให้มีความเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง โดยกลุ่มผู้ประกอบการแต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนทั้งจากไทยและต่างประเทศ รวมถึงผู้ประกอบการโทรคมนาคม น่าจะมุ่งทำการตลาดตามเซ็กเมนต์ของสมาร์ทโฟน2 ในรูปแบบที่แตกต่างกัน เพื่อจูงใจผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายให้มีการตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนได้ง่ายขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • สมาร์ทโฟนในเซ็กเมนต์ระดับบน (ราคามากกว่า 15,000 บาท)

แน่นอนว่ากลุ่มผู้ผลิตสมาร์ทโฟนในเซ็กเมนต์ระดับบนมักจะมุ่งเน้นทำการตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ระดับปานกลางถึงระดับสูงที่ชื่นชอบและติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยกลุ่มผู้ประกอบการจะทำการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ด้วยการพัฒนาและออกแบบสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยฟีเจอร์ใหม่ๆ เพื่อรักษาระดับคุณภาพของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในปัจจุบันสมาร์ทโฟนในเซ็กเมนต์ระดับบนในไทยถูกครอบครองตลาดโดยกลุ่มผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจากสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ อย่างไรก็ดี ในปี 2560 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ตลาดสมาร์ทโฟนในเซ็กเมนต์ระดับบนจะมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นจากการที่มีกลุ่มผู้ประกอบการผลิตจากจีนเข้ามาเจาะตลาดเซ็กเมนต์ระดับบนมากขึ้น โดยทำการยกระดับคุณภาพของสมาร์ทโฟนด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้ดียิ่งขึ้นในราคาที่คุ้มค่า อาทิ การให้หน่วยความจำและความเร็วในการประมวลผลที่สูงขึ้น การเพิ่มความคมชัดของกล้องด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างการเพิ่มกล้องเลนส์คู่และระบบโฟกัสอัตโนมัติแบบหลายมิติ เพื่อให้การถ่ายรูปมีความละเอียดมากขึ้นแม้ว่าจะอยู่ในสภาวะแสงน้อยก็ตาม เป็นต้น

1

ซึ่งนับว่าเป็นการตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี จึงอาจส่งผลให้ผู้ผลิตจากจีนสามารถแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนในเซ็กเมนต์ระดับบนได้มากขึ้น อีกทั้ง จากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก อาจทำให้ผู้บริโภคบางส่วนที่ใช้สมาร์ทโฟนในเซ็กเมนต์ระดับบนอยู่แล้ว และไม่ยึดติดกับแบรนด์ น่าจะมีแนวโน้มหันมาซื้อสมาร์ทโฟนในเซ็กเมนต์ระดับบนในราคาที่ถูกลง ขณะที่ผู้บริโภคบางส่วนที่ยึดติดกับแบรนด์น่าจะมีแนวโน้มซื้อสมาร์ทโฟนในเซ็กเมนต์ระดับบนในราคาที่แพงขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตมักทำการเพิ่มฟังก์ชั่นหรือฟีเจอร์ใหม่ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพและราคาของสมาร์ทโฟนในเซ็กเมนต์ระดับบนให้สูงขึ้น

  • สมาร์ทโฟนในเซ็กเมนต์ระดับกลาง (ราคา 4,000 – 15,000บาท)

จากการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ในปี 2559 สมาร์ทโฟนในเซ็กเมนต์ระดับกลางได้รับการตอบสนองจากผู้บริโภคไทยมากที่สุด โดยมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 50.7 ของจำนวนสมาร์ทโฟนที่ขายได้ทั้งหมด ทั้งนี้ ในปี 2560 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า สัดส่วนสมาร์ทโฟนในเซ็กเมนต์ระดับกลางน่าจะเพิ่มสูงขึ้นไปที่ร้อยละ 55.6 ของจำนวนสมาร์ทโฟนที่คาดว่าจะขายได้ทั้งหมด โดยมีแรงผลักดันมาจากการมุ่งเน้นทำการตลาดของกลุ่มผู้ประกอบการผลิตสมาร์ทโฟนอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตจากจีน ซึ่งทำการเพิ่มฟีเจอร์ที่ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยราคาที่คุ้ม

ค่าและผู้บริโภคสามารถจับจ่ายได้ มีการสร้างแบรนด์อิมเมจด้วยการจัดจ้างพรีเซนเตอร์ที่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ส่งผลให้สามารถยกระดับราคาสมาร์ทโฟนในเซ็กเมนต์ระดับกลางได้ในอีกระดับหนึ่ง ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าราคาสมาร์ทโฟนในเซ็กเมนต์ระดับกลางในปี 2560 จะอยู่ที่ประมาณ 6,500 – 7,000 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีระดับราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 4,500 – 5,000 บาท โดยคาดว่า ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายจะยังคงเป็นกลุ่มผู้ที่มีรายได้ปานกลาง กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา ที่ต้องการซื้อสมาร์ทโฟนเพื่อไปทดแทนเครื่องเดิม รวมถึงกลุ่มผู้ที่มีรายได้ระดับปานกลางถึงระดับสูงที่ต้องการซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่เป็นเครื่องที่สอง

  • สมาร์ทโฟนในเซ็กเมนต์ระดับล่าง (ราคาน้อยกว่า 4,000 บาท) ในปี 2559

สมาร์ทโฟนในเซ็กเมนต์ระดับล่างค่อนข้างมีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันยอดการขายสมาร์ทโฟนในไทยจากการผลักดันของกลุ่มผู้ประกอบการโทรคมนาคม โดยทำการออกโปรโมชั่นจำหน่ายสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ในแบรนด์ของตนเอง (House brand) ในราคาถูกพร้อมด้วยแพ็กเกจการใช้งานบริการเสียงและข้อมูลในราคาที่คุ้มค่า เพื่อให้ผู้บริโภคมีการเปลี่ยนผ่านการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 2G มาสู่ระบบ 3G/4G มากขึ้น อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2560 สมาร์ทโฟนในเซ็กเมนต์ระดับล่างจะมีสัดส่วนที่ลดลงจากจำนวนยอดขายสมาร์ทโฟนในไทยทั้งหมด อันเนื่องมาจากกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีรายได้น้อย ขณะที่ผู้ประกอบการโทรคมนาคมน่าจะชะลอการทำการตลาดสำหรับสมาร์ทโฟนในเซ็กเมนต์นี้ลง เพราะกำไรขั้นต้นสำหรับการจำหน่ายสมาร์ทในเซ็กเมนต์ดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำ อีกทั้ง ผู้บริโภคบางส่วนที่มีศักยภาพในการใช้บริการข้อมูลบนสมาร์ทโฟนได้ทำการย้ายโครงข่ายจากระบบ 2G มาอยู่ในระบบ 3G/4G เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ การขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด ก็นับว่าเป็นส่วนสำคัญต่อการแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดของผู้ผลิตสมาร์ทโฟน โดยจากการสำรวจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมา ผู้บริโภคไทยนิยมซื้อสมาร์ทโฟนจากศูนย์การให้บริการของผู้ประกอบการโทรคมนาคมไทยมากที่สุด โดยมีสัดส่วนราวร้อยละ 45.1 ของยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนทั้งหมด นั่นเป็นเพราะได้รับแรงจูงใจมาจากส่วนลดราคาสมาร์ทโฟนพร้อมการใช้แพ็กเกจโมบายบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตบนโครงข่าย 3G/4G ในราคาที่คุ้มค่า ขณะที่ผู้บริโภคไทยนิยมทำการซื้อสมาร์ทโฟนจากร้านค้าจำหน่ายสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ไอทีขนาดใหญ่เช่นกัน โดยมีสัดส่วนราวร้อยละ 22.6 ของยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนทั้งหมด เนื่องจากร้านค้าดังกล่าวโดยส่วนใหญ่มักมีการจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนด้วยแบรนด์ที่หลากหลาย เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบคุณสมบัติและราคาของสมาร์ทโฟนที่ต้องการได้ง่าย อีกทั้งผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวมักร่วมมือทางธุรกิจกับกลุ่มผู้ประกอบการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับกลุ่มผู้ประกอบการโทรคมนาคมเพื่อนำเสนอแพ็กเกจการใช้งานบริการข้อมูลในราคาย่อมเยา หรือร่วมมือกับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนโดยตรงในการออกโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค หรือแม้แต่การร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ในการให้เครดิตสำหรับการผ่อนสินค้าในระยะยาวโดยไม่มีดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ผู้บริโภคทำการตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ได้ง่ายขึ้น เป็นต้น

1

อย่างไรก็ดี จากพฤติกรรมการซื้อสมาร์ทโฟนของผู้บริโภคตามช่องทางต่างๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้นอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อกลุ่มผู้ประกอบการจำหน่ายสมาร์ทโฟนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ประกอบการร้านค้าขนาดเล็กหรือผู้ประกอบการรายย่อย ดังนั้น ผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าว อาจต้องมีการปรับตัวเป็นอย่างมาก เพื่อประคับประคองธุรกิจให้สามารถดำเนินต่อได้ โดยอาจปรับตัวไปสู่การเป็นผู้ให้บริการซ่อมบำรุงสมาร์ทโฟน หรืออาจปรับตัวไปสู่การเป็นผู้จัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนมือสอง โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนในเซ็กเมนต์ระดับกลางค่อนบนถึงระดับบน  เนื่องจากยังมีผู้บริโภคบางกลุ่มให้ความสนใจอยู่มาก โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ปานกลางแต่มีความต้องการใช้สมาร์ทโฟนในระดับไฮเอนด์ เป็นต้น

เทรนด์หนังโฆษณาทีวี โยกเม็ดเงินลงออนไลน์

ภาคธุรกิจมีแนวโน้มกระจายงบประมาณโฆษณามาสู่แพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ และโฆษณารูปแบบวิดีโอออนไลน์น่าจะมีบทบาทแข่งขันกับโฆษณาทางโทรทัศน์มากขึ้น โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2560 เม็ดเงินโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์หลัก น่าจะเพิ่มขึ้นได้ถึงเกือบสามเท่าตัวในระยะเวลาสามปี ในขณะที่เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ในปี 2560 น่าจะมีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ในปี 2560 น่าจะคิดเป็นมูลค่า 12,000-12,500 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 21-26 จากในปี 2559 โดยแนวโน้มการดำเนินชีวิตของผู้คนในหลากหลายด้านที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตมากขึ้น หรือยุค Internet of Things น่าจะส่งผลให้สื่อโฆษณาสามารถเข้าถึงข้อมูลเฉพาะบุคคลในเชิงลึกได้อย่างแม่นยำ สามารถนำข้อมูลมารวบรวมเป็น Big Data เพื่อวิเคราะห์และประมวลผล แล้วนำเสนอโฆษณาในจังหวะเวลาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลอย่างเฉพาะเจาะจง ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการยกระดับการโฆษณาออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ความหลากหลายของสื่อออนไลน์ในยุคปัจจุบัน ที่มีทั้งโซเชียลมีเดีย โปรแกรมสำหรับแชท บล๊อก และเว็บไซต์ต่างๆ รวมถึงสื่อออนไลน์แต่ละประเภทยังพัฒนาคุณสมบัติให้ครอบคลุม ตั้งแต่การติดต่อสื่อสาร การรับชมคอนเทนต์ ไปจนถึงการซื้อขายสินค้าและบริการ ประกอบกับพฤติกรรมของผู้คนที่ใช้เวลากับสื่อออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจมีแนวโน้มกระจายงบประมาณโฆษณามาสู่กลุ่มสื่อออนไลน์มากขึ้น และเม็ดเงินโฆษณาในกลุ่มสื่อออนไลน์มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ปี’60 สื่อออนไลน์รุกแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์คาดโฆษณารูปแบบวิดีโอออนไลน์มีบทบาทแข่งขันกับโฆษณาทางโทรทัศน์มากขึ้น

  • ปี’60 กลุ่มสื่อออนไลน์รุกพัฒนาแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ …ขยายฐานผู้ชม และใช้เวลารับชมยาวนานขึ้น

จากพฤติกรรมของผู้คนที่ใช้เวลากับสื่อออนไลน์มากขึ้น ทั้งการติดต่อสื่อสาร การรับชมคอนเทนต์ รวมถึงการซื้อขายสินค้าและบริการ ที่เริ่มเปลี่ยนผ่านมาสู่การทำกิจกรรมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่งผลให้ภาคธุรกิจมีแนวโน้มกระจายงบประมาณโฆษณามาสู่กลุ่มสื่อออนไลน์มากขึ้น โดยทิศทางของกลุ่มสื่อออนไลน์ในปี 2560 ต่างมุ่งเน้นการแข่งขันช่วงชิงเม็ดเงินโฆษณาด้วยการให้ความสำคัญกับการพัฒนาแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ โดยโซเชียลมีเดีย ทั้ง Facebook, Instagram และ Line รวมไปถึงเว็บไซต์ และผู้ผลิตคอนเทนต์ต่างๆ ได้เสริมฟีเจอร์การรับชมวิดีโอออนไลน์ ในขณะที่สื่อออนไลน์ที่ให้บริการรับชมวิดีโอออนไลน์เป็นหลัก อย่าง YouTube ได้พัฒนาฟีเจอร์การรับชม ทั้งการยกระดับความคมชัดของภาพการถ่ายทอดสดวิดีโอ 3 มิติ และ 360 องศา การพัฒนาระบบเสียงรอบทิศทาง รวมถึงการนำเทคโนโลยีสตรีมมิ่งมาช่วยให้การรับชมการถ่ายทอดสดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การรุกพัฒนาแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ของกลุ่มสื่อออนไลน์ในปี 2560 ประกอบกับความหลากหลายของคอนเทนต์วิดีโอออนไลน์ ทั้งจากผู้ผลิตคอนเทนต์รายย่อยที่มีความคิดสร้างสรรค์ และจากผู้ประกอบการโทรทัศน์ที่นำรายการในระบบโทรทัศน์มาแพร่ภาพในรูปแบบวิดีโอออนไลน์ซ้ำ น่าจะขยายฐานผู้ชมวิดีโอออนไลน์ให้กว้างขึ้น รวมถึงผู้คนใช้เวลารับชมวิดีโอออนไลน์ยาวนานขึ้น ก่อให้เกิดรายได้ค่าโฆษณาที่เพิ่มสูงขึ้นสำหรับกลุ่มสื่อออนไลน์ที่พัฒนาแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ตามมา

  • ภาคธุรกิจกระจายงบโฆษณามาสู่แพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ …คาดโฆษณารูปแบบวิดีโอออนไลน์มีบทบาทแข่งขันกับโฆษณาทางโทรทัศน์มากขึ้น

การโฆษณารูปแบบวิดีโอออนไลน์มีความใกล้เคียงกับการโฆษณาทางโทรทัศน์ในด้านการนำเสนอโฆษณาในรูปแบบภาพเคลื่อนไหว อีกทั้งการโฆษณารูปแบบวิดีโอออนไลน์มีข้อได้เปรียบการโฆษณาทางโทรทัศน์ ทั้งค่าโฆษณาในระดับที่ต่ำกว่าการไม่มีข้อจำกัดในด้านระยะเวลาการโฆษณา การเข้าถึงผู้ชมกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเฉพาะเจาะจง รวมถึงมีทางเลือกในการโฆษณาหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การเป็นสปอนเซอร์ ภาพนิ่งในตำแหน่งต่างๆ ของหน้าจอ ไปจนถึงภาพเคลื่อนไหวที่ผู้ชมสามารถเลือกรับชม หรือกดข้ามได้ โดยสามารถกำหนดการนำเสนอโฆษณาให้อยู่ตั้งแต่เริ่มต้น ระหว่างหรือหลังการรับชมวิดีโอออนไลน์ได้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภาคธุรกิจมีแนวโน้มกระจายงบประมาณโฆษณามาสู่แพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ และโฆษณารูปแบบวิดีโอออนไลน์น่าจะมีบทบาทแข่งขันกับโฆษณาทางโทรทัศน์มากขึ้น โดยคาดว่า ในปี 2560 เม็ดเงินโฆษณาผ่าน YouTube ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์หลัก น่าจะอยู่ในกรอบ 2,200-2,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นได้ถึงเกือบสามเท่าตัวในระยะเวลาสามปี โดยภาคธุรกิจมีแนวโน้มกระจายงบประมาณโฆษณามาสู่ YouTube มากขึ้น สอดคล้องกับการใช้เวลารับชมวิดีโอออนไลน์ผ่าน YouTube ของคนไทยโดยเฉลี่ยต่อคนที่มากถึง 1.9 ชั่วโมงต่อวัน

ในขณะที่เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์น่าจะมีแนวโน้มลดลงอยู่ในกรอบร้อยละ 8-12 หรือคิดเป็นมูลค่าอยู่ในกรอบ 62,000-65,000 ล้านบาท โดยนอกจากสื่อโทรทัศน์จะได้รับผลกระทบจากแนวโน้มที่ภาคธุรกิจกระจายงบประมาณโฆษณาไปสู่กลุ่มสื่อออนไลน์มากขึ้นในปี 2560 แล้ว ในภาวะที่มีจำนวนช่องรายการโทรทัศน์มากขึ้นในยุคทีวีดิจิตอลยังส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณากระจายตัวไปตามทีวีดิจิตอลช่องต่างๆ อัตราค่าโฆษณาทางโทรทัศน์จึงยังอยู่ในระดับไม่สูงนักเมื่อเปรียบเทียบกับยุคทีวีอนาล็อก ส่งผลให้ผู้ประกอบการโทรทัศน์เผชิญความท้าทายยิ่งขึ้นในปี 2560 นี้

คาดเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ปี’ 60 แตะ 12,000 ล้านบาท ยุค Internet of Things สะท้อนโอกาสยกระดับโฆษณาออนไลน์ … ความท้าทายของสื่อออฟไลน์อยู่ที่การนำเสนอแพ็คเกจโฆษณาที่คุ้มค่า

  • คาดเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ปี’ 60 มูลค่า 12,000-12,500 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 21-26 … ยุค Internet of Things สะท้อนโอกาสในการยกระดับการโฆษณาออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพ

เมื่อเปรียบเทียบอัตราการเข้าถึงโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยม อย่าง Facebook และ YouTube ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน พบว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมีอัตราการเข้าถึง Facebook และ YouTube สูงเป็นลำดับต้นๆ ของภูมิภาค ซึ่งสะท้อนถึงอัตราการทำกิจกรรมต่างๆ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่งผลให้ภาคธุรกิจมีแนวโน้มกระจายงบประมาณโฆษณามาสู่กลุ่มสื่อออนไลน์มากขึ้นในปี 2560 และส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณาในกลุ่มสื่อออนไลน์มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเม็ดเงินโฆษณาในภาพรวม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า เม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ในปี 2560 น่าจะคิดเป็นมูลค่า 12,000- 12,500 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 21-26 จากในปี 2559 โดยส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายเม็ดเงินโฆษณาผ่าน Facebook และ YouTube คิดเป็นสัดส่วนรวมกันร้อยละ 47 ของเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์โดยรวม

สะท้อนให้เห็นถึงการใช้งบประมาณโฆษณาออนไลน์ของภาคธุรกิจอย่างกระจุกตัวในสื่อออนไลน์ต่างชาติ ซึ่งส่งผลให้มีหลากหลายประเด็นที่ยังต้องติดตามในระยะต่อไป ประกอบกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ ซึ่งเป็นผลมาจากการติดต่อสื่อสาร การรับชมคอนเทนต์ ไปจนถึงการซื้อขายสินค้าและบริการที่มีแนวโน้มทำกิจกรรมบนแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ยังส่งผลให้กลุ่มสื่อออนไลน์ของไทย เช่น ผู้ให้บริการ E-Commerce เว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น เป็นต้น จำเป็นต้องเร่งพัฒนาคุณสมบัติ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันกับกลุ่มสื่อออนไลน์ต่างชาติ ที่คิดเป็นมูลค่า 9,882 ล้านบาท

ทั้งนี้ แนวโน้มการเข้าสู่ยุค Internet of Things ที่การดำเนินชีวิตของผู้คนในหลากหลายด้านเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ประกอบกับการพัฒนาอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ ทั้งรถยนต์ คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน รวมถึงอุปกรณ์พกพาติดตัว เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต นาฬิกาข้อมือสมาร์ทวอทช์ เป็นต้น น่าจะส่งผลให้สื่อโฆษณาสามารถเข้าถึงข้อมูลเฉพาะบุคคลในเชิงลึกได้อย่างแม่นยำ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า กลุ่มสื่อออนไลน์สามารถนำข้อมูลเฉพาะบุคคลดังกล่าว มารวบรวมข้อมูลเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อนำมาวิเคราะห์และประมวลผล แล้วนำเสนอโฆษณาผ่านสื่อโฆษณาต่างๆ ในจังหวะเวลาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลอย่างเฉพาะเจาะจง ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการยกระดับการโฆษณาออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถสร้างความคุ้มค่าในสายตาภาคธุรกิจ และกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณโฆษณาเพิ่มสูงขึ้นได้\

  • กลุ่มสื่อออฟไลน์ปรับกลยุทธ์นำเสนอคอนเทนต์ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ความท้าทายอยู่ที่การนำเสนอแพ็คเกจโฆษณาที่คุ้มค่า ดึงดูดเม็ดเงินโฆษณาจากภาคธุรกิจ

กลุ่มสื่อออนไลน์ยังมีอัตราค่าโฆษณาที่อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจในปี 2560 น่าจะส่งผลให้ภาคธุรกิจใช้งบประมาณโฆษณาอย่างระมัดระวัง แนวโน้มเม็ดเงินโฆษณาในภาพรวมในปี 2560 จึงน่าจะยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มศักยภาพ ส่งผลให้กลุ่มสื่อออฟไลน์ ทั้งทีวีดิจิตอล สื่อวิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ อย่างหนังสือพิมพ์ และนิตยสาร มีแนวโน้มปรับกลยุทธ์นำเสนอคอนเทนต์ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นอย่างสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้คนในยุคปัจจุบัน

โดยผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลนำรายการที่ป้อนสู่ช่องต่างๆ ในระบบโทรทัศน์ มาแพร่ภาพผ่านช่องทางออนไลน์เป็นช่องทางเสริม เพื่อตอบโจทย์ผู้ชมที่มีข้อจำกัดในการรับชมรายการโทรทัศน์ในช่วงเวลาปกติ หรือต้องการรับชมรายการโทรทัศน์ซ้ำ สำหรับสื่อวิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ อย่างหนังสือพิมพ์ และนิตยสารเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการโยกย้ายเม็ดเงินโฆษณาไปสู่สื่อออนไลน์ โดยผู้ประกอบการคลื่นวิทยุบางรายลดต้นทุนการประกอบธุรกิจด้วยการจัดรายการวิทยุผ่านช่องทางออนไลน์เพียงช่องทางเดียว สำหรับผู้ประกอบการสื่อสิ่งพิมพ์ปรับกลยุทธ์การประกอบธุรกิจหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การนำเสนอคอนเทนต์ผ่านช่องทางออนไลน์ การลดจำนวนการผลิต การขยายระยะการออกสื่อสิ่งพิมพ์ให้ยาวนานขึ้น ไปจนถึงการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์แจกฟรี ในขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์หลายรายปิดตัวลงเนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนการประกอบธุรกิจไว้ได้

ในส่วนของสื่อโฆษณานอกบ้าน ทั้งสื่อเคลื่อนที่ ป้ายโฆษณา สื่ออินสโตร์ และสื่อในโรงภาพยนตร์ นำเทคโนโลยีมายกระดับคุณสมบัติสื่อโฆษณา เช่น การใช้หน้าจอโฆษณา LED ที่คมชัดระดับสูง การใช้หน้าจอโฆษณาระบบสัมผัสที่ผู้ชมเลือกรับชมโฆษณาได้การใช้สื่อผสม ทั้งภาพเคลื่อนไหว กลิ่น และเสียง กระตุ้นการซื้อ ณ จุดขาย เป็นต้น เพื่อดึงดูดความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงสร้างการรับรู้และจดจำสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ภาคธุรกิจน่าจะยังคงกระจายงบประมาณโฆษณามาสู่กลุ่มสื่อโฆษณานอกบ้านในปี 2560

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ความท้าทายของกลุ่มสื่อออฟไลน์ในปี 2560 อยู่ที่การนำเสนอแพ็คเกจโฆษณาที่มีความคุ้มค่า เพื่อดึงดูดการใช้จ่ายเม็ดเงินโฆษณาจากภาคธุรกิจ โดยเจ้าของพื้นที่โฆษณาที่มีสื่อโฆษณาหลากหลายประเภท ทั้งสื่อออนไลน์ และสื่อออฟไลน์ อย่างทีวีดิจิตอล คลื่นวิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อนอกบ้านมีข้อได้เปรียบในการนำเสนอแพ็คเกจโฆษณาที่ผสมผสานสื่อต่างๆ เข้าด้วยกัน

GoPro ถึงเวลา “ฮีโร่ตกอับ”

ต้องบอกว่า GoPro แทบจะเป็น Generic Name ของกล้อง Action Camera คือไม่ว่า User จะพกกล้อง Action Camera แบรนด์คู่แข่งรายอื่นๆ แต่ก็จะเรียกกล้องนั้นว่า GoPro

ไม่ใช่แบรนด์แรก แต่ก็ “ดังได้”

แม้ความเป็นจริง GoPro จะไม่ใช่แบรนด์แรกที่ขายกล้อง Action Camera เพราะก่อนหน้าที่ GoPro จะ “แจ้งเกิด”แบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง Sony เองก็เคยผลิตกล้อง Action Camera เพียงแต่ไม่ได้ทำตลาดจริงจังและมีขนาดกล้องที่ใหญ่ไม่ได้เล็กพริกขี้หนูเหมือนอย่าง GoPro

กลายเป็นช่องว่างการตลาดให้ GoPro เลือกที่จะทำให้กล้องมีขนาดเล็กพกพาสะดวกติดตั้งได้ง่าย ที่มาพร้อมความคมชัดระดับ Full HD จนไปถึง 4K ขณะเดียวกันก็ใช้งบโฆษณามหาศาลโดยเฉพาะช่องทางออนไลน์เป้าหมายเพื่อบิวด์ให้คนอยากเป็นเจ้าของ

แม้กลุ่มเป้าหมายหลักของ GoPro จะเป็นคนที่ชอบผจญภัยท้าทาย เล่นกีฬาแนว Extreme เร้าใจ แต่ก็ต้องบอกว่าในภาพความเป็นจริงก็ยังมีกลุ่มนักท่องเที่ยวและกลุ่มวัยรุ่นที่ซื้อกล้องตัวนี้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลซื้อตามกระแสหรือเพราะต้องการกล้องมาใช้ถ่ายเองก็ตามที

เมื่อ “คนอื่น” ไม่ยอมให้กิน “คนเดียว”

จึงไม่ต้องแปลกใจหากในอดีต GoPro จะมียอดขายเติบโตต่อเนื่อง แต่อย่าลืมว่าหากใครคนใดคนหนึ่งประสบความสำเร็จในตลาดใดตลาดหนึ่งที่ไม่ค่อยมีคู่แข่ง เพียงเวลาไม่นานนักก็จะมี challenger ผู้ที่ต้องการแย่งชิงยอดขายเข้ามาให้ต้อง “แก้เกม” การตลาดเต็มไปหมด

ยักษ์ใหญ่ในตลาดกล้อง Mirrorless อย่าง Sony เองก็กลับมาพัฒนากล้อง Action Camera ของตัวเองอีกครั้ง ร่วมไปถึง Olympus ก็เลือกที่จะชิมลางตลาดนี้ด้วยการขาย TG-Tracker นอกจากจุดขายความคมชัดระดับ 4K สิ่งหนึ่งที่ Olympus ทำได้เหนือกว่านั้นคือเลนส์มุมกว้างถึง 204 องศา เรียกได้ว่าถ่ายได้ทะลุหลังกล้องเลยทีเดียว รวมไปถึง Pro Brand อย่าง Nikon เองก็ผลิตกล้อง Action Camera เข้ามาแชร์ส่วนแบ่งตลาด

แต่นั้นก็สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่ GoPro เพียงเล็กน้อย เพราะกลุ่มแบรนด์กล้องเองแม้จะพัฒนากล้อง Action Camera ได้อย่างเริ่ดหรู แต่ก็ไม่ได้เน้นโฟกัสทำตลาดนี้มากนัก เพราะเลือกที่จะทำตลาดหลักอย่างกล้อง Mirrorless ที่มีการแข่งขันอย่างร้อนแรงแถมยังมีมูลค่าตลาดมหาศาลหากเทียบกับ Action Camera

“แบรนด์จีน” นี้แหละ ! “ขวากหนาม ตัวจริง”

Big Effect ที่แท้จริงที่ทำให้ GoPro เสียศูนย์ทางธุรกิจนั้นคือการมาของแบรนด์จีนยักษ์ใหญ่ Smartphone อย่าง Xiaomi ที่ขอเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ของตลาดกล้อง Action Camera

Xiaomi เลือกที่จะใช้อาวุธการตลาดเดิมๆ ที่ประสบความสำเร็จในตลาด Smartphone นั้นคือหากเทียบฟังก์ชั่นการใช้งานและสเปคเครื่องในรุ่นที่ใกล้เคียงกัน Xiaomi มีราคาขายถูกกว่าเกินครึ่งเลยทีเดียวเมื่อนำมาเทียบกับ GoPro

“Xiaomi Yi” คือกล้อง action camera ตัวแรกของทางบริษัท ที่มีราคาขายเริ่มต้นเพียง 399 หยวน หรือประมาณ 2,060 บาท ในขณะที่เมืองไทยขายกันอยู่ที่ 2,990 บาท และไม่ใช่เฉพาะตลาดในเมืองไทยที่ได้รับผลกระทบ แต่ยังลุกลามไปทั่วโลกที่ “Xiaomi Yi” เข้าไปแย่งชิงยอดขายจาก GoPro

และยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งทรุดตัวจนต้องเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ เมื่อราคาหุ้น GoProในการซื้อขายช่วงกลางเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา ปิดอยู่ที่ 8.69 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการลดลงอย่างต่อเนื่องและอาจเรียกได้ว่าต่ำสุดตั้งแต่เสนอขายหุ้นแก่นักลงทุนครั้งแรก (IPO) เมื่อมิถุนายน 2014 ที่ราคาสูงถึงเกือบ 100 เหรียญสหรัฐ

และนอกจากกล้อง GoPro ที่เป็นรายได้หลักของบริษัทต้องเกิดสภาวะ “ยอดขาย” ลดลงอย่างต่อเนื่องแล้วนั้นสินค้าตัวใหม่ที่เรียกว่า “โดรน” ที่ไว้ใช้ถ่ายภาพกลางอากาศก็ถูกกลุ่มแบรนด์จีนเข้ามาแย่งชิงยอดขายอยู่หลายแบรนด์ไม่ว่าจะเป็น DJI ที่ผลิต และจำหน่ายโดยคนจีน หรือจะเป็น Xiaomi เองก็ขอกระโดดแย่งชิงยอดขายกลางอากาศด้วยการมีสินค้าอย่าง “โดรน” ที่มีราคาขายถูกกว่า

นอกจาก “หัวใจหลัก” ธุรกิจอื่นก็ “บาดเจ็บ”

ขณะเดียวกัน GoPro เองก็ยังต้องต้องปิดแผนกรายการบันเทิงหลังจากไม่สามารถทำกำไรและประสบปัญหาภาวะขาดทุนต่อเนื่องจนต้องมีการปลดพนักงานถึง 15% ของบริษัท

ความตกต่ำแบบสุดขีดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้มีข่าวลือเรื่องบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งเสนอขอซื้อกิจการออกมาเป็นระยะๆ โดยคาดกันว่าหากผลิตภัณฑ์ที่ออกมาใหม่ๆ ในอนาคตข้างหน้า ยังไม่สามารถต่อสู้กับคู่แข่งได้อีกโดยเฉพาะแบรนด์จีน GoPro อาจจำเป็นต้องมีการเคลื่อนไหวไม่ขายกิจการก็หาผู้ร่วมทุนเพื่อพลิกฟื้นวิกฤติ

ไม่เช่นนั้นชื่อ GoPro จะกลายเป็นอดีตหลงเหลือไว้แค่ชื่อเสียงว่าครั้งหนึ่ง “GoPro เป็นผู้ปลุกกระแสกล้อง Action Camera ให้บูมทั่วโลก จากนั้นก็บาดเจ็บสาหัสด้วยกระแสที่ตัวเองปลุกขึ้นมา เมื่อไม่สามารถปรับตัวกับการแข่งขันที่ดุเดือด”

ล้อมกรอบ ย้อนรอยความสำเร็จ GoPro โตด้วยการตลาด “จุดพลุ” บน Youtube

การ “แจ้งเกิด” ของ GoPro นั้นต้องบอกว่า “รวดเร็ว” อย่างน่าตกใจด้วยการทำตลาดและสร้างแบรนด์ผ่าน YouTube เจาะตลาดถูกกลุ่ม (เช่น นักท่องเที่ยว นักกีฬาทั้ง Extreme ไปจนถึงนักวิ่ง นักปั่น นักปีนเขา และเหล่าผู้กล้าชอบความท้าทาย)

การอัพวิดีโออย่างสม่ำเสมอทั้งทีมการตลาดของ GoPro และ User ที่ซื้อกล้องลงใน Youtube พร้อมกับใส่ชื่อคลิปนั้นมีคำว่า GoPro อยู่ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าแบรนด์ GoPro ได้ชื่อเสียงไปเต็มๆ จนเกิดการพูดคุยทั้งออนไลน์และโลกจริง เป็นปรากฏการณ์ที่นักการตลาดเรียกว่า Word-of- Mouth หรือ ปากต่อปาก ซึ่งเป็นวิธีโฆษณาที่เรียกได้ว่าดีที่สุด

แต่ทุกการเคลื่อนไหวของ GoPro ใน Youtube นั้นมีการวางแผนกันอย่างเป็นขั้นเป็นตอนหรือที่เรียกว่า Viral Planning หรือการวางแผนให้คลิปวิดีโอ Viral ไปทั่วโลกออนไลน์

เพียงแต่เวลานี้ GoPro กำลังเจอความท้าท้ายเหมือนกลุ่มแบรนด์ที่ดังในช่วงเวลาสั้นๆ จากนั้นก็เกิดอาการแผ่วปลาย โจทย์ที่ต้องแก้เกมคือจะทำอย่างไร ให้ GoPro มีจุดโฟกัสธุรกิจตัวเองอย่างยั่งยืน

ตลาดรถยนต์ 2016 Underdog สู้ไม่ถอย

“เมื่อถึงจุดต่ำสุด ก็จะค่อยๆ ฟื้นตัว” น่าจะเป็นสิ่งที่บรรดาค่ายรถยนต์เมืองไทยคาดหวังให้เป็นเข่นนั้น เพราะในปีนี้ 2016 ตัวเลขยอดขายในอุตสาหกรรมรถยนต์เมืองไทยถูกคาดเดาไว้อยู่ที่ 750,000 คัน ซึ่งยังอยู่ในสภาวะติดลบ 2-3% หากเทียบกับปี 2015

ความน่าสนใจต่อมา คือตัวเลข 750,000 คันตลาดยังไม่รู้จะเป็นจริงหรือไม่ ? นั่นเพราะล่าสุดยอดจองรถ MOTOR EXPO ที่ผ่านมามีจำนวนแค่ 32,422 คัน ในขณะที่ปี 2015 มียอดจอง 39,125 คัน

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นหลายค่ายรถยนต์มียอดขายตกต่ำอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนในรอบหลาย ๆ ปี แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีค่ายรถไหนทำ “เซอร์ไพร์ส” ในช่วง “วิกฤติ” เช่นนี้

ถ้าจะ “โตสวนกระแส” ต้องค้นหา “โอกาส”

โดยเฉพาะกลุ่มแบรนด์รองที่ค้นหา “ช่องวางตลาด” เจอจากนั้นก็เหยียบคันเร่งมุ่งไปที่ช่องว่างนั้น จนสามารถมียอดขายเติบโตสวนกระแส วิกฤติตลาดรถในปีนี้ ตัวอย่างที่ชัดเจนนั้นคือ Mazda ที่เลือกกดปุ่มอัดฉีดใช้งบโฆษณาแค่ครึ่งปีแรก 404 ล้านบาทเพื่อแลกกับยอดขายรถ 13,500 คันในครึ่งปีแรก ส่งผลให้เติบโตถึง 22.9%

ในขณะที่เพื่อนร่วมโรงงานผลิตเดียวกันกับ Mazda อย่าง Ford เองก็เลือกที่จะวิ่งไปสู่เลนถนนรถกระบะอย่างเต็มกำลังเพราะ Ford มองว่านี้คือ Segment รถที่มีสัดส่วนถึง 50% ใหญ่ที่สุดในตลาดรถยนต์เมืองไทยอีกทั้งยังเป็นตลาดที่มีอัตราเติบโตแม้จะ 1 -2 % ก็ตามที

“10 เดือนของปี 2016 Ford มียอดขาย 32,109 คันเติบโต 22% ถ้าเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2015 เหตุผลมาจากการขับเคลื่อนรถกระบะอย่าง Ranger ที่ในปีนี้มีการเปิดตัวรุ่นย่อยถึง 6 รุ่นทั้งกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อรวมไปถึงกระบะตอนเดียว” ณรงค์ สีตลายน รองกรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย ไขความลับของการเติบโตสวนวิกฤติอุตสาหกรรมรถยนต์เมืองไทย

กระบะ เส้นเลือดใหญ่ของ Ford

นั้นแปลว่ารถกระบะ Ranger ของ Ford เปรียบเสมือน “หัวใจหลัก” ที่สูบฉีดสร้างรายได้ให้แก่บริษัทสะท้อนจากตัวเลขยอดขาย 10 เดือนแรกของรถกระบะ Ranger ที่เติบโตถึง 36% หรือคิดเป็น 23,765 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีสัดส่วนมากกว่า 2 ใน 3 ของยอดขายทั้งหมดของบริษัท

แม้ทีมผู้บริหารจะบอกว่าการเติบโตในครั้งนี้มาจากตัวรถที่ตอบโจทย์ลูกค้า พร้อมกับขยายไลน์อัพที่กว้างขึ้นเพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้า รวมไปถึงการทำงานร่วมกับดีลเลอร์ทั่วประเทศ

แต่ในภาพความเป็นจริงปฎิเสธไม่ได้ว่า Ford เป็นอีกหนึ่งค่ายรถที่ใช้ “แคมเปญ &โปรโมชั่น” อย่างร้อนแรงชนิดที่ค่ายอื่นยังต้อง “ตะลึง” โดยเฉพาะแคมเปญล่าสุด ดอกเบี้ย 0.99% หรือส่วนลดพิเศษ 45,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง และผ่อน 7,999 บาท ต่อเดือน

“เรายังให้เงินดาวน์ที่น้อยมากอย่างกระบะ Ranger รุ่น XL Plus ดาวน์เพียง 29,000 บาท ผ่อนเดือน 7,990 บาท ทำให้ลูกค้าที่เป็นแม่ค้าและพ่อค้าตัดสินใจจับจองรถของเราได้ง่ายขึ้น”

แก้เกมให้ทัน ก่อนจะสาย

แม้จะสร้างยอดขายรถกระบะอย่างเริงร่า แต่ปัญหาที่ต้องทำให้ Ford ขบคิดและหนักใจไม่ใช่น้อยนั้น คือกลุ่มรถยนต์ที่นั่งที่ต้องพบเจอกับประเด็น “ดราม่า” ที่กลุ่มลูกค้า Ford Fiesta เดินทางร้องเรียน “ประยุทธ” นายกรัฐมนตรี หลัง “รถ” มีปัญหาบ่อย แม้ฝ่ายสื่อสารองค์กรของ Ford จะออกมารับผิดชอบว่าหากทดสอบแล้วพบปัญหาจริง บริษัทพร้อมรับซื้อคืน 80 % จากราคาซื้อ ซึ่งก็ได้รับความพอใจจากกลุ่มลูกค้าผู้เสียหาย

ถึงจะเป็นการ “แก้เกม” ถูกจุดทันต่อเวลา แต่ก็ต้องยอมรับว่าในแง่ความเชื่อมันของลูกค้าในกลุ่มรถเก๋งหายไปไม่ใช่น้อย นี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้แผนธุรกิจหลักในปีหน้า 2017 คือการพัฒนาบริการหลังการขายในเชิงรุกแบบเข้มข้น

“ปีหน้าจะเป็นปีที่เรายกระดับงานด้านบริการหลังการขายมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้เรามีการเปิดตัวบริการใหม่ซ่อมภายใน 60 นาทีและถ้าเราไม่สามารถซ่อมให้เสร็จภายใน 60 นาทีจะไม่คิดค่าบริการนั้น”

นอกจากเสริมความเชื่อมั่นให้ลูกค้ากล้าตัดสินใจซื้อรถที่นั่งแบรนด์ Ford มากขึ้นแล้วนั้น อีกมุมหนึ่งต้องบอกว่ารถใหม่ของ Ford ออกสู่ท้องถนนมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีศูนย์บริการซ่อมที่มากเพียงพอ และที่สำคัญกว่านั้นคือต้องดีขึ้นกว่ามาตราฐานเดิม ๆ เพราะประเด็นนี่ถือเป็นจุดอ่อนใหญ่ของ Ford เมื่อเทียบกับค่ายรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น

“เรื่องนี้จะไม่ประสบความสำเร็จเลย หากดีลเลอร์ไม่ร่วมมือกัน เพราะแม้ Ford จะมีนโยบายเรื่องนี้เข้มข้น แต่ถ้าดีลเลอร์ไม่เดินตามทุกอย่างก็เป็นไปได้ยาก แต่ที่ผ่านมาดีลเลอร์เราก็ตอบสนองในเรื่องนี้เป็นอย่างดี”

ใครว่า แบรนด์จีนอย่าง MG จะไม่รอด

ในขณะที่แบรนด์รถน้องใหม่ที่เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างจริงจังได้ 2 ปีครึ่งอย่าง MG ที่ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ตลาดรถยนต์เฝ้าจับตามองว่า MG จะสามารถยืนระยะในอุตสาหกรรรมรถยนต์เมืองไทยได้นานแค่ไหน? เพราะอย่างที่รู้เกือบๆ 90% ของตลาดรถยนต์เมืองไทยถูกครอบครองด้วยแบรนด์ญี่ปุ่นโดยมี 3 ผู้เล่นหลักที่คอนโทรลตลาดอยู่คือ Toyota,Honda และ Isuzu

แน่นอน MG ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดและเติบโต ยิ่งในสภาวะที่ตลาดรถยนต์เมืองไทยยังใส่เกียร์ถอยมียอดขาย “ติดลบ” อย่างต่อเนื่องมายาวนาน 5 ปีติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นบททดสอบที่ท้าท้ายและยากของแบรนด์น้องใหม่

“10 เดือนแรกของปีนี้ MG มียอดขาย 6,600 คัน ในขณะเดียวกันหากเทียบกับ 10 เดือนของปีที่แล้ว 2015 เราขายได้เพียง 3,779 คัน ที่สำคัญแค่ระยะเวลา 2 ปีครึ่งในการทำธุรกิจเมืองไทย MG มียอดขายสะสมทั้งหมดทะลุหลัก 10,000 คันไปแล้ว” พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ถอดรหัสตัวเลขยอดขายเพื่อสะท้อนว่า MG สามารถมีที่ยืนเล็ก ๆ ของตัวเองในตลาดรถยนต์เมืองไทยที่แต่ละแบรนด์ต่างเปิดสนามซิ่งวิ่งสร้างยอดขาย

โดยรถที่สร้างยอดขายหลักให้แก่ MG นั้นคือ MG3 ที่มีสัดส่วนสูงถึง 65% จากยอดขายทั้งหมด นั้นเพราะ MG 3 มีจุดเด่นในเรื่องดีไซน์กิ๊บ ๆ ชิค ๆ บวกกับกลยุทธ์ด้านราคาขายที่ “เข้าถึง” ได้ง่ายคือ เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ราคาเริ่มต้น 479,000 บาท พร้อมกับโปรโมชั่นผ่อนชำระเดือนละ 6,200 บาท SUV ขนาดกลาง

อาวุธชิ้นใหม่ของ MG

ซึ่ง “ราคาและข้อเสนอ” ถือเป็นกลยุทธ์ที่ “แบรนด์รอง” เลือกที่จะใช้เสกยอดขายของตัวเองเพื่อแอบช่วงชิงจากกลุ่มแบรนด์หลักในตลาด แต่เท่านั้นดูจะไม่เพียงพอ MG ยังใช้เรดาร์ค้นหา Segment ตลาดรถที่มีการเติบโต จนมาพบว่ากลุ่มรถ SUV ขนาดไซส์กลาง 1,500 – 1,800 ลิตร กำลังสร้างยอดขาย “ป๊อปปูล่า” อยู่ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็น Honda HRV หรือ Mazda Cx3 สุดท้ายคือ Nissan Juke

จึงเป็นที่มาของการออกแบบรถระดับ Fighting เพื่อใช้แข่งขันในตลาดนี้อย่าง MG GS เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ 167 แรงม้า โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 890,000 บาท

“เราเชื่อว่าเป็นรถที่ราคาคุ้มค่าที่สุดหากเทียบกับคู่แข่งใน Segment นี้เพราะการเป็นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเทอร์โบมีสมรรถภาพใกล้เคียงเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร และประหยัดน้ำมัน โดยการทำรถ SUV คันนี้ขึ้นมาก็เพื่อตอบโจทย์คนที่ต้องการรถ SUV คุณภาพราคาประหยัด”

จะเห็นว่า MG เลือกที่จะออกรถรุ่นใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1 ปี จะมีรถคันใหม่ถึง 2 คัน จนเวลานี้มีรถในโชว์รูมของ MG มีถึง 5 รุ่น (ในที่นี้นับรถรุ่น MG6 E20) เป้าหมายก็เพื่อขยาย Market Size จับฐานลูกค้าให้กว้างมากขึ้น

รถกระบะ ก็มีโอกาสได้เห็น

Step ต่อมาของ MG คือการกำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการที่จะผลิตรถกระบะ เพราะอย่าลืมว่าตลาดรถกระบะถือเป็น Segment ระดับพระเอกมีสัดส่วนถึง 50% ของตลาดรถยนต์เมืองไทย

“เราก็มีโมเดลที่จะทำได้ โดยที่จีนบริษัทแม่อย่าง SAC ก็มีแบรนด์ MAXUS ที่ทำตลาดรถกระบะอย่างจริงจัง ที่นี้สำหรับเมืองไทยเรายังมีความลังเลว่าการลุยตลาดรถกระบะจะใช้แบรนด์ MG หรือจะแยกเป็นแบรนด์ MAXUS”

ถึงอย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวล่าสุดก็มีข่าวลือตามเว็บไซต์รถยนต์หลายแห่งว่าทาง MG กำลังฟอร์มทีมการตลาดเพื่อเดินทางไปสู่ถนนตลาดรถกระบะ

ขณะเดียวกัน MG เองก็พยายาม “ปิดจุดอ่อน” ในอนาคตที่กลุ่มแบรนด์รองต้องพบเจอนั้นคือหากลูกค้าคิดที่จะขายรถใช้แล้วจะถูก “กดราคา” จากลุ่มเต็นท์รถรวมไปถึงพ่อค้าออนไลน์

“MG User Car เราเปิดมาเพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่ารถมือสอง ก็รองรับนะ คือถ้าไปขายตามเต็นท์รถก็จะถูกกดราคาเกินจริง ถึงแม้ตอนนี้ยอดขายเราจะไม่เยอะ แต่ที่ทำก็เพื่อรองรับในอนาคต สุดท้ายคือการสร้างความมั่นใจให้ลูกค้ายามที่ต้องตัดสินใจซื้อรถว่าเมื่อใช้ไปแล้วนำมาขายจะได้ราคาที่เป็นธรรม”

ในส่วนของโขว์รูมก็ต้องบอกว่า MG เลือกจะเหยียบคันเร่งใส่เกียร์เต็มกำลังโดยในระยะเวลา 2 ปีครึ่งที่เข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทยสามารถมีโชว์รูม 60 แห่งและในปีหน้า 2017 ก็เลือกที่จะขยายโชว์รูมเพิ่มอีก 40 แห่ง

“ปีหน้าเราอยากมีโชว์รูมครบ 100 แห่งทั่วประเทศ ถามว่าเยอะไหมคงไม่เยอะถ้าเทียบกับแบรนด์อื่นๆ แต่เราเร่งขยายรวดเร็วเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า และแผนในปีหน้าก็ยังเน้นพัฒนาดีลเลอร์”

การทำตลาดแบบ “ขับเคลื่อน” เต็มกำลังของ MG เหตุผลเพราะรู้ดีว่าการจะ “แจ้งเกิด” ในเมืองไทยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ถึงแม้จะมีหุ้นส่วนใหญ่อย่าง CP ก็ตามที

5 เหตุผลของความตกต่ำ

แม้จะมีผู้บริหารหลายค่ายรถยนต์ต่างเชื่อว่าปี 2016 จะเป็นปีสุดท้ายที่ตลาดรถยนต์เมืองไทยจะ “ติดลบ” โดยคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ราว ๆ 750,000 คัน จากนั้นในปีหน้า 2017 จะเป็นครั้งแรกในรอบ 5 -6 ปีที่ตลาดรถจะกลับมามียอดขายเส้นกราฟที่ทะยานเติบโตขึ้นอีกครั้ง

สำหรับต้นตอของ “วิกฤติตลาดรถยนต์” ในปีนี้ทั้งในด้านส่งออกรวมไปถึงยอดขายในประเทศมีอยู่ 5 ปัจจัย คือ

  1. เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัว ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในภาพรวมเศรษฐกิจทั่วโลกลดลง ทำให้การส่งออกรถยนต์เกิดการหดตัวต่อเนื่อง
  2. สถาบันการเงินและกลุ่มไฟแนนซ์ เลือกที่จะปล่อยเงินกู้ยากขึ้นในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้
  3. การปรับโครงสร้างภาษีในปีนี้ ทำให้มีลูกค้าจำนวนหนึ่งเลือกที่จะซื้อรถในปีที่แล้ว เพราะในปีนี้ภาพรวมราคารถยนต์สูงขึ้นเล็กน้อย
  4. Effect จากนโยบายรถคันแรกยังส่งผลอยู่แม้จะไม่รุนแรงมากนักก็ตามที กำลังซื้อของผู้บริโภคในภาพรวมยังไม่ดีขึ้น