Category Archives: The Battle

QR Code Payment ศึกชิง Main Bank Operation Account ครั้งใหม่ของธนาคารพาณิชย์

 

เมื่อธนาคารทุกธนาคาร วางภาพลักษณ์ เป็นมากกว่าธนาคาร การพัฒนาภาพลักษณ์บนการบริการในยุคของดิจิทัล จึงเห็นเป็นเรื่องของการเซิร์ฟลูกค้าด้วยบริการทางการเงินที่หลากหลาย โดยเฉพาะช่องทางดิจิทัลผ่านสมาร์ทโฟนที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค

ที่ผ่านมา ธนาคารกสิกรไทย ได้ขึ้นชื่อว่าผู้มีความแข็งแกร่งด้านดิจิทัลในฐานะ ธนาคารอันดับหนึ่งด้านดิจิทัลที่มีผู้ใช้งาน K Plus Mobile Banking ในสิ้นปีนี้ 8 ล้านราย จากปัจจุบัน 7 ล้านราย บนแนวทาง Lifestyle Platform Banking บนบริการที่หลากหลายตอบสนองการใช้งานของลูกค้าทุกกลุ่ม ได้เผชิญความท้าทายใหม่จากผู้แข่งขันที่เป็นธนาคารด้วยกันและน็อนแบงก์

บนการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีที่มี Standard QR Code ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้กำหนด เข้ามาเปลี่ยนมิติสังคมการเงินสู่ Cashless Society ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเชื่อว่าถ้าสามารถลดปริมาณธุรกรรมเงินสดในระบบไป 30% จะประหยัดเงินรัฐได้มากถึง 2หมื่นล้านบาทต่อปีจากค่าใช้จ่ายในการผลิตเงิน และค่าใช้จ่ายแฝงในด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับการจัดการเงินสดในระบบ และสถาบันการเงินเชื่อว่า QR Code คือจุดเริ่มต้นการแข่งขันของสถาบันการเงินยุคใหม่โดยเฉพาะธนาคารที่ผู้ให้บริการเริ่มนับหนึ่งพร้อมๆ กัน และใครเร็วมีสิทธิ์ได้ลูกค้าใช้งาน(เป็นธนาคารหลัก)ก่อน

เปิดเกมสื่อสารก่อนย่อมได้เปรียบ

เกมนี้สนุกตรงที่ในวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงจำกัดการใช้งาน QR Code ในพื้นที่ที่ธนาคารขออนุญาตทดลองให้บริการที่เรียนกันว่า Sand Box  ก่อนที่จะอนุญาตขยายตลาดไปทั่วประเทศในเดือนพฤศจิกายนนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ได้รุกตลาดอย่างหนักในการหาพันธมิตรร้านค้าไปพร้อมๆ กับ Educate การใช้งานให้กับลูกค้าผ่านบริการต่างๆ เช่น ชำระค่าวินมอเตอร์ไซค์ ซื้อสินค้าในตลาดนัดจตุจักรและอื่นๆ ในพื้นที่ที่ขออนุญาตทดลองบริการจากธนาคารแห่งประเทศไทยถึงความง่ายในการใช้งาน พัฒนาบริการใหม่ๆ เข้ามาตอบโจทย์การใช้งานลูกค้าได้คล่องตัวขึ้น พร้อมโครงการความร่วมมืออื่นๆ ในอนาคต เช่นจับมือกับกลุ่มเดอะมอลล์ให้บริการชำระสินค้าและบริการผ่าน QR Code ที่จะประกาศเปิดใช้ในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ ก่อน 5 ธนาคาร ได้แก่ กสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารออมสิน

และที่สำคัญได้ปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารใหม่ๆ  ตั้งชื่อบริการให้มีสีสัน สร้างความสนใจ เข้าใจและจดจำได้ง่ายขึ้น กว่าชื่อเรียกบริการเดิมๆ ที่คนทั่วไปฟังแล้วอาจมองว่าไกลตัว หรือรู้สึกยากจนเกินไป เพื่อหวังว่าจะสร้างความพร้อมก่อนรบจริง ซึ่งวิธีการสื่อสารนี้เป็นสิ่งที่ ธนา เธียรอัจฉริยะ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Marketing Officer ไทยพาณิชย์ เชื่อว่าจะส่งผลดีกับธนาคารในแง่ของภาพลักษณ์ การสื่อสาร และการหาพันธมิตรร้านค้า โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อย ที่ยังมองภาพไม่ชัดเจนว่า QR Code และดิจิทัลแบงก์กิ้งมาช่วยเติมเต็มให้กับชีวิตการค้าขายอย่างไร

ใครมี SME ในมือมากกว่าชนะ

สิ่งที่ไทยพาณิชย์ต้องการในสนามรบ QR Code คือ การเป็นธนาคารหลักที่ร้านค้า SME เจ้าของกิจการเลือกใช้ ซึ่งในธุรกิจ SME ไทยพาณิชย์ถือว่ายังเป็นผู้ตามกสิกรไทยอยู่พอสมควร โดยคาดการณ์สิ้นปีลูกค้า K PLUS SME แอปพลิเคชั่นธนาคารบนมือถือสำหรับ SME ของกสิกรไทยมีจำนวนทั้งสิ้น 420,000 ราย และเพิ่มเป็น 500,000 รายในปี 2561

และเป็นธนาคารที่ลูกค้าทั่วไปใช้ประจำนั่นหมายถึงการนำฐานลูกค้านี้ไปต่อยอดในบริการอื่นๆ ได้ เช่นสินเชื่อ SME สินเชื่อส่วนบุคคล บริการบัตรเครดิต และอื่นๆ ที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละบุคคล และเมื่อเป็นลูกค้าหลักแล้วยากที่จะเปลี่ยนไปธนาคารอื่น

ธนา เล่าว่าในเกมการแข่งขันบนโลกแห่งดิจิทัลที่ต้องช่วงชิงลูกค้า SME ไทยพาณิชย์ถือว่ายังเป็นมวยรองในตลาด เพราะกสิกรไทย มีความแข็งแกร่งด้านฐานลูกค้า SME จำนวนมาก และ QR Code จะเป็นพลังสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงมีจุดเริ่มต้นที่ธนาคารและสถานบันการเงินเริ่มนับหนึ่งพร้อมๆ กันหมด ด้วยการลงทุนด้านไอที ระบบหลังบ้าน พัฒนาบริการดิจิทัลใหม่ๆ ที่ลิงค์การให้บริการไปกับ Standard QR Code เพื่อดึงให้ลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ไทยพาณิชย์ เข้ามาใช้บริการและรู้สึกถึงความประทับใจในการบริการที่หาจากธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นไม่ได้

กิมมิกบ้านๆ ได้ใจมากกว่า

ล่าสุดได้นำบริการ Money Solution เปลี่ยนชื่อบริการใหม่เป็น SCB Easy Pay – แม่มณี มีนางกวักชื่อแม่มณี ที่มีหน้าตาน่ารักติดอยู่บนแผ่นป้าย QR Code และสื่อสารการตลาดสร้างภาพลักษณ์ การจดจำ สื่อสาร และแนะนำบริการ QR Code ถึงกลุ่มแม่ค้า และผู้ใช้งานแบบง่ายๆ โดยนางกวักแม่มณีเป็นการตลาดมาจากอินไซท์ของร้านค้าที่เชื่อว่านางกวักจะเชิญชวนลูกค้าให้เข้าร้านเป็นกิมมิกการตลาด และธนายังใช้ความเชื่อของร้านค้าแย่งชิงพื้นที่วาง QR Code บัญชีไทยพาณิชย์ในร้านค้าด้วยการให้วัดปลุกเสกแผ่นป้าย QR Code เพื่อให้ร้านค้ารู้สึกความเป็นมงคล และยอมวางป้ายวาง QR Code บัญชีไทยพาณิชย์ในมุมที่เห็นเด่นชัดแทน QR Code บัญชีธนาคารอื่นในวันที่บริการนี้ได้ออกจาก Sandbox ให้บริการทั่วประเทศ เกมการแข่งขันในธุรกิจนี้จะแย่งชิงพื้นที่ร้านค้าในการวางหรือติด เป็นธนาคารหลัก

ที่มาพร้อมกับบริการ ระบบแจ้งเตือนทุกการใช้จ่ายไม่มีค่าธรรมเนียมผ่าน SCB Connect บน Line แพลตฟอร์ม ที่ธนามองว่าบริการแจ้งเตือนผ่าน Line เป็นบริการที่ปลดล็อคค่าใช้จ่ายของธนาคารในการส่ง SMS แจ้งเดือนลูกค้าธนาคารเมื่อเกิดการเคลื่อนไหวในบัญชี ซึ่งมีค่าส่งเฉลี่ยครั้งหละ 50 สตางค์ และเป็นจุดเด่นในการแข่งขันที่วันนี้ธนาคารอื่นไม่มี

และแผนการตลาด มีใหม่ ดาวิกา เป็นพรีเซ็นเตอร์ ในฐานะตัวแทนร้านค้า และสาวยุคใหม่ สื่อสารแบบ 360 องศา ผ่าน TVC โรดโชว์ และอื่นๆ เพื่อหวังว่าในสิ้นปี 2561 จะมีร้านค้าสมัครใช้งาน QR Code 500,000 บัญชี จากปัจจุบัน 20,000 บัญชี และผู้ใช้งานแอพ SCB Easy ที่เพิ่มขึ้น

QR Code ไม่พอในฐานะผู้นำดิจิทัล

แม้ช่วงนี้จะมีสีสันในการสื่อสารการตลาดผ่าน QR Code ระดับ Mass ที่น้อยกว่าไทยพาณิชย์ แต่กสิกรไทยก็ไม่ได้นิ่งเฉยในการแข่งขันรักษาผู้นำในถนนสายดิจิทัล โดยพิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ กสิกรไทยได้วางแนวทางการตลาดเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง บนคอนเซ็ปต์ Customers’ Life Platform of Choice เป็นแพลตฟอร์มหนึ่งเดียวที่ลูกค้าเลือกเพื่อตอบโจทย์ทุกด้านของชีวิตผ่านกลยุทธ์ 3 ประการได้แก่ 1. ให้บริการมากกว่าธนาคาร หรือ Beyond Banking 2. เป็นผู้ให้บริการที่ลูกค้าไว้วางใจ และ 3 ตอบโจทย์ความต้องการทุกที่ทุกเวลา

โดยจุดเด่นของทิศทางดิจิกสิกรไทยเป็นเรื่องของ Machine Learning เรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้าผ่านการใช้งานของลูกค้าแต่ละบุคคลและวิเคราะห์ความต้องการในอนาคตนำมาพัฒนาบริการและสิทธิพิเศษต่างๆ ที่สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งมาให้บริการกับลูกค้าผ่าน 4 แอปพลิเคชั่น หลัก โดยมี K PLUS SHOP เป็นแอปหลักที่แข่งขันในบริการรับชำระเงินด้วย QR Code สำหรับร้านค้า และ K PLUS SME แอปสำหรับ SME โดยเฉพาะ ซึ่ง K PLUS SHOP กสิกรไทยตั้งเป้าสิ้นปีมีร้านค้าใช้งาน 200,000 ร้าน และเพิ่มเป็นหนึ่งล้านร้านในปี 2561

นอกจากนี้แอป Mobile Banking หลักอย่าง K PLUS ยังเพิ่มสีสันให้น่าใช้เพิ่มขึ้นด้วยการเปิดดลาดนัดบนมือถือที่ชื่อว่าพรวนฝันนำเสนอสินค้าที่น่าสนใจสามารถเลือกดูได้ผ่านแอป K PLUS โดยไม่ต้องติดตั้งแอปใหม่ ซึ่งคาดว่าพรวนฝันจะเริ่มให้บริการปี 2561 พร้อมสินค้ามากกว่า 50,000 รายการ และการให้บริการพรวนฝันนี้กสิกรไทยเชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่เพิ่มผู้ใช้งาน K PLUS จาก 7 ล้านราย แอคทีฟ 80% มากที่สุดในปัจจุบัน เป็น 10.8 ล้านรายในปี 2561 ได้ไม่ยาก

แม้การแข่งขันดิจิทัลแบงก์กิ้งบนถนนสาย QR Code อย่างเต็มรูปแบบยังไม่เริ่มขึ้น แต่เชื่อว่าในวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ QR Code ออกจาก Sandbox เมื่อไร ผู้ท้าชิงอย่างไทยพาณิชย์ และธนาคารอื่นๆ จะรุกตลาดแบบตาต่อตา ฟันต่อฟันเพื่อแย่งชิงลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการมากที่สุด เพราะนั่นคือโอกาสของการสร้างฐานลูกค้าที่ใช้บัญชีธนาคารนั่นๆ เป็นบัญชีหลักที่สามารถต่อยอดไปยังบริการต่างๆ ที่ธนาคารมีอยู่ได้หลากหลาย

Line Mobile เกมแข่งขันบน Price War

 

ไม่ใช่เรื่องใหม่กับเกมการตลาด Price War ในอุตสาหกรรมมือถือ ที่โอเปอเรเตอร์ต่างเทหน้าตัก ลดราคาแพคเก็จ ดึงผู้บริโภคเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในระบบ จนโอเปอเรเตอร์ทุกรายต่างเจ็บตัวกันไปหลายต่อหลายครั้ง เพราะตลาดนี้แข่งขันกันเรื่องจำนวนผู้ใช้บริการที่เคลมว่าใครเป็นที่ 1-2-3

ในยุคที่ Price War บนดินไม่ใช้ทางออกที่ดีที่สุดในการแข่งขัน โอเปอเรเตอร์ทุกรายต่างสรรหากลยุทธ์อื่นๆ มามัดใจให้ผู้บริโภคแทนการลดราคาแรงๆ เหมือนในอดีต ไม่ว่าจะเป็นขยายเน็ตเวิร์ค 4G ให้ครอบคลุม พริวิเลจ ฟีเจอร์+คอนเทนต์ที่เอ็กคลูซีฟ แจกเครื่องฟรี นำดาราเซเลปมาช่วยโปรโมทแคมเปญ หรือเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ระยะยาวเสียมากกว่า

ถ้าไม่มี Line Mobile เข้ามาเสียก่อน

ในฐานะ Line Mobile แบรนด์ที่ 2 ของ DTN ดีแทค ไตรเน็ต เน็ตเวิร์ค ที่มีแบรนด์หลักอย่างดีแทคทำตลาดอยู่แล้ว โดย DTN ซื้อชื่อ Line Mobile ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของ Line มาตั้งเป็นชื่อแบรนด์ให้บริการ เพื่อหวังเป็นหนึ่งในเกมการตลาดเพิ่มผู้ใช้งานให้กับ DTN ด้วยจุดขายมือถือรายเดือนที่เน้น Price War แพคเก็จราคาถูกกว่าท้องตลาดและยังลดราคาแพคเก็จ 50% นาน 12 เดือนเมื่อสมัครตามช่วงเวลาที่กำหนด คืนเงินให้กับลูกค้าที่ invite เพื่อนเข้าใช้บริการ เจาะกลุ่มผู้ใช้ดิจิทัลเป็นหลัก นอกเหนือจากสิทธิ์พิเศษดู Line TV และ Line Call ฟรีไม่เสียค่าเน็ต

เพราะเมื่อนับรวมจำนวนผู้ใช้บริการ ลูกค้าดีแทคกับ Line Mobile จะถูกนับรวมกันเพราะถือเป็นบริษัทเดียวกัน

แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้างสำหรับ DTN ที่เข้ามาเล่น สงครามราคาผ่าน Line Mobile เพราะ Line Mobile ใช้เครือข่ายมือถือเดียวกับดีแทค ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าลูกค้าดีแทคกลุ่มหนึ่ง จะไหลออกไปยัง Line Mobile ที่มีค่าบริการถูกกว่า และทำให้รายได้รวมของ DTN ลดลง แต่ผู้บริหาร Line Mobile มองว่าเป็นความเสี่ยงบนความคุ้มค่าเพราะไม่ใช่เพียงแค่ลูกค้าดีแทคที่ไหลมาเท่านั้น ลูกค้าโอเปอเรเตอร์รายอื่นก็จะมาเช่นกัน

Line Mobile ใช้วิธีเปรียบเทียบราคากับแบรนด์หลักถึงความคุ้มค่าคุ้มราคากว่า ซึ่งแคมเปญลดราคามีถึง 31 ตุลาคมนี้ หลังจากนั้นคงต้องรอดูว่า Line Mobile จะต่อเวลาแคมเปญไหม

 

เมื่อ Marketeer เทียบกับแพคเก็จของแบรนด์หลักอย่างเอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ เอช ในระดับราคาเท่ากัน

 

เมื่อเทียบกับแพคเก็จ Unlimited

   

แต่ทั้งหมดนี้เกมการตลาดด้วยการสร้างแรงดึงดูดให้กับลูกค้าที่เซ็นซิทีฟด้านราคาเท่านั้น เพราะการแข่งขันในธุรกิจนี้ นอกจากแพคเก็จราคาแล้ว ยังต้องแข่งกันเรื่องเน็ตเวิร์คที่เสถียรและครอบคลุมการใช้งาน การบริการหลังการขาย และพริวิเลจต่างๆ ด้วย เพราะลูกค้าทั้งประเทศไม่ได้ตัดสินใจเลือกใช้บริการเพียงเพราะราคาเพียงอย่างเดียว

‘นมถั่วเหลือง’ ตลาดนี้จะมีแบรนด์ที่ 3 ไหม ?

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าสินค้าอย่าง “นมถั่วเหลือง” เป็นสินค้าที่ให้ผลตอบแทนกำไรงามๆ เพราะจากตัวเลขยอดขายของผู้นำตลาดอย่างแลคตาซอยในปี 2016 ที่ผ่านมาคือ 10,214 ล้านบาท มีกำไร 2,064 ล้านบาท

คิดเป็นกำไร 20% เลยทีเดียวในขณะที่เบอร์สองอย่าง “ไวตามิลค์” มีรายได้ประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท และที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นคือตลาดนมถั่วเหลืองมีมูลค่าสูง 15,000 ล้านบาทและยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องปีละ 2 -3%

น้ำนมถั่วเหลืองเกมนี้วัดกันที่ความ คุ้มค่า

“จุดขาย” หลักที่ 2 แบรนด์นี้ใช้แข่งขันแย่งชิงยอดขายกันนั้นคือ “ราคาและความคุ้มค่า” เพราะเชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินสโลแกนคุ้นหูของ 2 แบรนด์นี้ไม่ว่าจะเป็น “แลคตาซอย 5 บาท 125 มิลลิลิตร ปริมาณคับกล่องเต็มที่” หรือจะเป็น “ไวตามิลค์ ให้โปรตีน อิ่มสบายท้อง”

ถือเป็น “ไม้ตาย การตลาด” ที่จับถูกจุดความต้องการของผู้บริโภคจนทำให้ตลาดน้ำนมถั่วเหลืองในบ้านเราถูก 2 แบรนด์นี้คอนโทรลตลาดแบบเบ็ดเสร็จ

เพราะฉะนั้นหากใครที่คิดจะเดินเข้าสู่ตลาดนี้ต้องสร้าง “จุดต่าง” เพื่อความอยู่รอดเพราะหากเดินเครื่องไปสู่เกมราคานั้น ย่อมแพ้ยักษ์ใหญ่ที่มีความได้เปรียบในทุกๆ เรื่องโดยเฉพาะการมี Volume การผลิตมหาศาลสามารถยืดหยุ่นเกมราคาได้ดีกว่าแบรนด์ใหม่ที่มีกำลังการผลิตน้อยนิด

จากพนักงาน 3 คน

ถึงวันนี้ขอผลิต 300,000 แสนขวด/วัน

“โทฟุซัง” แบรนด์น้ำนมถั่วเหลืองที่มีรากฐานมาจาก SME ก็รู้ดีและทำธุรกิจ Play Safe ค่อยๆ เติบโตพร้อมวาง Positioning แตกต่างเป็น นมถั่วเหลืองรสชาติดั้งเดิมแบบน้ำเต้าหู้รถเข็นด้วยกรรมวิธีคั้นสดพาสเจอไรซ์พร้อมกับตั้งราคาขายที่แพงกว่า

ถือเป็นอะไรที่มาถูกทางเพราะจากจุดเริ่มต้นวันแรกที่มีพนักงาน 3 คนเวลานี้ “โทฟุซัง” มีพนักงาน 100 คนพร้อมกับยอดขายเกิน 300 ล้านบาท พร้อมกับแก้ไขปัญหาสินค้าไม่เพียงพอต่อการขาย ด้วยเงินลงทุน 100 ล้านบาทขยายโรงงานเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 3 เท่าจากแต่เดิมนั้นสามารถผลิตได้ 100,000 ขวด/วัน

“ถึงกำลังผลิตจะเพิ่มขึ้น 3 เท่าแต่ใช่ว่าเมื่อโรงงานเสร็จเราจะใช้กำลังการผลิตเต็มกำลัง มันคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร”สรุนาม พานิชการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โทฟุซัง จำกัด บอกถึงความท้าทายเมื่อโรงงานใหม่สร้างเสร็จ

จุดอ่อนที่ต้องให้ DKSH กำจัด

ซึ่งหากต้องการใช้กำลังการผลิตแบบเต็มกำลังนั้น หลักการง่ายๆ ที่ “โทฟุซัง” จะต้องทำคือต้องขายให้มากขึ้นกว่าเดิม

และนี้ถือเป็น “จุดอ่อน” ของบริษัทนับตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจเพราะมีทีมขายแค่ 4 คนที่ค่อยทำหน้าที่กระจายสินค้าซึ่งก็ทำได้แค่เฉพาะช่องทาง Modern trade เท่านั้น แต่ช่องทางจัดจำหน่ายที่ทรงอิทธิพลที่สุดในตลาดน้ำนมถั่วเหลืองนั้นคือ Traditional trade ทั้งร้านโชว์ห่วยและร้านค้าในโรงเรียนต่างๆ

นี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ “โทฟุซัง” ตัดสินใจครั้งสำคัญในการว่าจ้าง DKSH ให้ทำหน้าที่กระจายสินค้าให้ครอบคลุมทั้งช่องทาง Modern trade และ Traditional trade และเมื่อมีช่องทางขายเพิ่มมากขึ้น วิธีการขายของ “โทฟุซัง” ก็หลากหลายขึ้น จากแต่เดิมทุกขนาดทุกราคาไม่ว่าจะ 12,15,25,30 และ 50 บาทจะอยู่ที่ช่องทาง  Modern trade

“เรามีถึง 20 SKU แต่ถ้ามา Traditional trade ขนาดบรรจุ 225 มล. ราคา 12 บาทจะเป็นไซส์ที่ขับเคลื่อนช่องทางนี้เป็นหลักไม่ว่าจะเป็นร้านค้าริมถนนในซอยและร้านค้าในโรงเรียนต่างๆ ส่วนขนาดที่ใหญ่กว่าก็จะไปอยู่ที่ Modern trade”

ราคา 12 บาทคือ Price ที่ท้าชนสองเจ้าตลาด

ถึงจะยืนยันว่าตัวเองเป็น “นมถั่วเหลือง” จับกลุ่ม Premium ไม่ได้ต้องการไปแย่งชิงยอดขายจาก 2 ยักษ์ใหญ่ในตลาดน้ำนมถั่วเหลือง แต่การใช้ขวด PET ราคา 12 บาททำตลาดในช่องทาง Traditional trade

แม้จะมีปริมาณที่น้อยกว่าหากเทียบกับ “ไวตามิลค์” และ “แลคตาซอย” ในราคาที่เท่ากัน แต่เกมการตลาดครั้งนี้ของ “โทฟุซัง” คือชัดเจนแล้วว่าต่อไปนี้ขอแย่งชิงยอดขายตลาดหลักจากทั้ง 2 แบรนด์ใหญ่

พูดง่ายๆ เป็นเกมที่ “โทฟุซัง” ตั้งใจให้ผู้บริโภคในช่องทาง Traditional trade ชั่งน้ำหนักว่าจะเลือกน้ำนมถั่วเหลืองประเภทไหนใน Price Point 10 – 12 บาทที่เป็นช่วงราคาที่ขายดีที่สุดระหว่าง นมถั่วเหลืองเกรด Premium แต่ปริมาณน้อยกว่าน้ำนมถั่วเหลืองเกรด Mass

“คือในอดีต โทฟุซัง อาจจะคลุมพื้นที่การขายได้แค่ 3-4% แต่ยักษ์ใหญ่เขาคลุมพื้นที่การขายได้ 100% ตรงนี้ทำให้ลูกค้าหาซื้อสินค้าและเชื่อมโยงกับแบรนด์เราไม่ได้ แต่ตอนนี้เราได้ DKSH ซึ่งจะทำให้เราครอบคลุมพื้นที่ขายได้มากขึ้น และตรงนี้เองที่จะทำให้ในปีหน้าเราจะมีน้ำนมถั่วเหลืองแบบถุงเพื่อรุกช่องทาง Traditional trade”

เพราะเป้าหมาย “โทฟุซัง” ต่อจากนี้ประกาศชัดเจนว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ผู้บริโภคมีโอกาสทดลองสินค้าตัวเองให้ได้มากที่สุดเท่าจะทำได้ ส่วนผู้บริโภคคนไหนจะดื่มต่อหรือไม่ดื่มค่อยว่ากันอีกที เพราะถึงอย่างไรก็ต้องมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นกว่าในยุคที่จำกัดตัวเองแค่ใน Modern trade

ถึงแม้ตอนนี้ “โทฟุซัง” จะเป็นแบรนด์เล็กๆ มียอดขายแค่หลักร้อยล้านบาทต่อปี แต่เชื่อได้เลยเวลานี้ 2 ยักษ์ใหญ่อย่าง “แลคตาซอย” และ “ไวตามิลค์” ที่ในแต่ละปีมียอดขาย 5 -8 พันล้านบาท กำลังจับตามอง “โทฟุซัง” อย่างตาไม่กระพริบ

เพราะแบรนด์เล็กๆ นี้แหละ! ที่สร้างปัญหาให้แก่ยักษ์ใหญ่มานักต่อนัก ถึงขนาดที่บางอุตสาหกรรมแบรนด์เล็กๆ เหล่านี้เมื่อเติบโตก็สามารถมียอดขายเทียบเท่าหรือแซงหน้า Big Brand ก็มีให้เห็นมานักต่อนัก

 

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม

สงครามไก่ทอด : 3 Big Brands ที่ไม่มีใครยอมใคร

มูลค่าร้านอาหาร QSR ในบ้านเราอยู่ที่ 34,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 Segment ใหญ่ๆ นั้นคือ 1.พิซซ่า 2. แฮมเบอร์เกอร์ และ 3.ไก่ทอด

โดยเมนูจานด่วนที่คนไทยชอบมากที่สุดนั้นคือ “ไก่ทอด” สะท้อนจากยอดขายตลาดไก่ทอดเมืองไทยสูงถึง 14,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา

มากไปกว่านั้นทุกๆ ปี ตลาดไก่ทอดเติบโตต่อเนื่อง และในอดีต KFC แทบจะเป็นร้านเดียวในตลาดที่เสิร์ฟ “ไก่ทอด” อย่างจริงจัง พร้อมกับ “กดปุ่ม” ขยายสาขาอย่างรวดเร็วภายในเวลา 33 ปีมีถึง 600 สาขาทั่วประเทศ

แน่นอนการเติบโตของ KFC ก็ต้องมีคู่แข่งที่เพิ่มมากขึ้น Mcdonald’s เองจากที่เคยเน้นเสิร์ฟ “แฮมเบอร์เกอร์” ก็อยากจะเป็นพ่อครัวขาย “ไก่ทอด” ไม่ใช่แค่นั้น ยักษ์ใหญ่ธุรกิจน้ำมันอย่าง ปตท. ก็เลือกมีอีกหนึ่งธุรกิจใหม่ ด้วยการซื้อแฟรนไซส์ร้าน Texas Chicken โดยขอเริ่มต้นที่ปั๊มน้ำมันของตัวเอง อีกทั้งยังมีแบรนด์เล็กแบรนด์น้อยๆ อย่าง ไก่ทอดบอนชอน,ไก่ทอดฮอทสตาร์ ฯลฯ 

ตลาดไก่ทอด ณ เวลานี้จึงไม่ได้ “ผูกขาด” ที่ KFC แบรนด์เดียวเหมือนอย่างในอดีต แต่กำลังกลายเป็น  “เตาไฟร้อนๆ” ที่แบรนด์ผู้ท้าชิงจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแย่งชิงลูกค้าจาก KFC ให้ได้มากที่สุด

เกมบริหารใหม่

เมื่อ ยัม เรสเทอรองตส์ มี 0 สาขา

แต่ใช่ว่า KFC จะนิ่งเฉยเพราะล่าสุดได้เปลี่ยนเกมบริหารครั้งใหญ่เมื่อเลือกจะเป็น “ผู้บริหารแบรนด์และแฟรนไชส์” จากแต่เดิมนั้น KFC ภายใต้การบริหารของ ยัม เรสเทอรองตส์ มีสาขาอยู่ 395 สาขา (บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด มี 205 สาขา)

แต่ในปีนี้ “ยัม เรสเทอรองตส์” เลือกขายสาขาที่อยู่ในมือทั้งหมด รายแรกคือบริษัท RDCL  130 สาขาต่อมาคือขายอีก 265 สาขาให้แก่ “ไทยเบฟเวอเรจ” โดยมีมูลค่าดีล 11,300 ล้านบาท สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “ยัม เรสเทอรองตส์” เวลานี้มีแค่ 0 สาขา

ทำให้หน้าที่ของ “ยัม เรสเทอรองตส์” ต่อจากนี้ไปคือการบริหารแฟรนไชส์ทั้ง 3 ราย พร้อมกับมีหน้าที่ทำการตลาดสร้างแบรนด์รวมไปถึงการคิดค้นเมนูอาหารใหม่ๆ ให้แก่ 3 แฟรนไชส์นำไปขายหน้าร้าน

ข้อดีของการขายสาขาทั้งหมดในมือ “ยัม เรสเทอรองตส์” นั่นคือสามารถสร้างรายได้มหาศาลให้แก่บริษัทแม่ในสหรัฐอเมริกาอย่างรวดเร็ว

ที่สำคัญจากเดิม KFC มี 600 สาขาและการจะเพิ่มเป็น 1,000 สาขาตามเป้าหมายอีก 6 -7 ปีข้างหน้า ต้องบอกว่าหากเป็นแค่ “ยัม เรสเทอรองตส์” กับ “บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด” การจะก้าวไปถึงเป้าหมายเป็นเรื่องยากเพราะนั่นหมายถึงเงินลงทุนจำนวนมหาศาล

เพราะจากข้อมูลของ KFC ระบุว่า 1 สาขาต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 5-7 ล้านบาทและหากต้องเพิ่มอีก 400 สาขานั้นแปลว่าต้องใช้เงิน 2,000 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย

1.000 สาขา QSR จะได้เหรอ

แม้โมเดลธุรกิจนี้จะทำให้รายได้และกำไรของ “ยัม เรสเทอรองตส์” ลดน้อยลง แต่การไม่ต้องลงทุนขนาดใหญ่ และไม่ต้องเสี่ยงกับสภาวะการขาดทุนในบางสาขาที่ทำเลอาจไม่ดีประสบปัญหาขาดทุน เพราะจะเป็นหน้าที่ของ 3 Partner ที่จะทำหน้าที่ขยายสาขาและรับความเสี่ยงตรงนี้ ก็ถือเป็นโมเดลธุรกิจที่ดีไม่ใช่น้อย 

จริงอยู่ว่าภาคการแข่งขันตลาดไก่ทอดนั้นใครมีจำนวนสาขาเยอะกว่าย่อมได้เปรียบ ยิ่งแบรนด์อย่าง KFC ที่ผู้บริโภคคุ้นลิ้นในรสชาติไก่ทอดยิ่งเป็น “แต้มต่อ” แต่คำถามก็คือ 1,000 สาขาของ KFC มีจำนวนเยอะเกินกว่า Demand ในตลาดหรือไม่?   

แววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า หากสังเกตศูนย์การค้าและ Hyper Market อย่าง บิ๊กซี และ เทสโก้ โลตัส ขยายสาขาไปต่างจังหวัดมากขึ้น อีกทั้งรถไฟฟ้า BTS และ MRT ก็ขยายออกไปสู่นอกเมืองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เป็นเป้าหมายของ KFC  และที่สำคัญกว่านั้นคือไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคต่างจังหวัดก็ชื่นชอบที่จะทานข้าวนอกบ้านมากขึ้นหากเทียบกับในอดีต 

KFC กำลังบอกว่า 1,000 สาขา เป็นไปได้อย่างแน่นอน โดยมีพื้นที่ต่างจังหวัดเป็นเป้าหมายใหญ่

McDonalds เกมที่ขอเป็นตัวเลือก      

ในขณะที่คู่แข่งอย่าง McDonald’s ที่ปัจจุบันมีเกือบๆ 240 สาขาทั่วประเทศ พร้อมกับประกาศชัดเจนว่าจะลงทุนเพิ่มอีก 1,000 ล้านบาทเพื่อให้ McDonald’s มี 400 สาขาในประเทศไทย

แนวทางของ McDonald’s ก็ไม่ต่างจาก KFC ที่เชื่อว่าจำนวนสาขายังเป็นหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจ QSR และที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ McDonald’s กำลังเอาจริงเอาจังกับการขาย “ไก่ทอด” มากกว่าในอดีต ด้วยการเปิดเมนูใหม่ “แมคไก่ทอดจัมโบ้” ในช่วงกลางปีที่ผ่านมาพร้อมกับใช้งบการตลาดถึง 50 ล้านบาท

นอกจากปรับปรุงรสชาติไก่ทอดของตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม McDonald’s ยังเลือกที่จะลดราคาจากเดิมขายชิ้นละ 40 บาทเหลือ 37 บาท เพราะ McDonald’s รู้ดีว่าอีกหนึ่ง “จุดตัด” ที่จะใช้ดึงดูดลูกค้าในตลาด QSR นั้นคือ “ไก่ทอดชิ้นไหนมอบความคุ้มค่ามากกว่ากัน”

ถึงอย่างไรก็ตาม McDonald’s รู้ดีว่าการจะไปทาบรัศมี “ราชาไก่ทอด” อย่าง KFC เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ สิ่งที่คาดหวังในภารกิจครั้งนี้ก็คือขอเป็นอีกหนึ่ง “ตัวเลือก” พร้อมกับเชื่อว่าเมื่อลูกค้าเข้าร้านนอกจากจะซื้อ แฮมเบอร์เกอร์ และเมนูอื่นๆ แล้วนั้นก็น่าจะมี “ไก่ทอด” เพิ่มมาอีกหนึ่งรายการในบิลจ่ายเงินลูกค้า

ปตท. ขอขาย ไก่ทอด

ในขณะที่ผู้เล่นหน้าใหม่เงินหนาอย่าง ปตท เองที่เคยประกาศชัดเจนว่าในอนาคตอันใกล้ต้องการให้กลุ่มธุรกิจน็อนออยล์มีสัดส่วน 50% (ธุรกิจที่ไม่ใช่การขายน้ำมัน) โดย ปตท.มีหลายธุรกิจทีเป็นจิ๊กซอว์ที่จะทำให้ความฝันนั้นเป็นจริงขึ้นมา แล้ว 1 ในนั้นคือการซื้อแฟรนไซส์ Texas Chicken แบรนด์ร้านไก่ทอดเปิดให้บริการแล้วใน 23 ประเทศทั่วโลก มีสาขากว่า 1,650 สาขา           

ปตท.มีเม็ดเงินลงทุนมหาศาลบวกกับทำเลปั๊มน้ำมันมากกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ แน่นนอนทำเลแรกที่ ปตท จะใช้ในการขยายสาขานั้นคือการคัดเลือกปั้มน้ำมันตัวเองในสาขาที่มี Traffic สูง

ปตท ไม่ได้มองเฉพาะแค่พื้นที่ปั้มน้ำมันตัวเองแต่ยังคิดที่จะขยาย Texas Chicken ไปยังศูนย์การค้าและ Community mall ชั้นนำ

 โดยตาม Road Map คือภายใน 8 – 10 ปีจะต้องมี 70 สาขา โดยปีแรกที่เริ่มทำธุรกิจจะมี 11 สาขาโดยใช้งบลงทุนเฉลี่ย  15 ล้านบาทต่อสาขา

ถึงจะเป็นน้องใหม่แต่ ปตท.ก็รู้ทางตลาด QSR เป็นอย่างดีว่านอกจากจำนวนสาขา,รสชาติไก่ทอด, อีกสิ่งที่ขาดไม่ได้นั้นคือการเสิร์ฟความคุ้มค่าทำให้เห็นการจัดเซทเมนูหลากหลายเซทที่ส่วนใหญ่เซทหนึ่งราคาไม่เกิน 100 บาท  

พัชรา อนามบุตร ผู้จัดการค้าปลีก บมจ.ปตท เปิดเผยว่า ณ เวลานี้ Texas Chicken ในบางสาขามียอดขาย 2.5 ล้านบาท/เดือนและประมาณ 500 บิล/วัน และตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 550 บิลต่อวันใน 5 ปีข้างหน้า

 

 

 

 

มิว แต้ว ต่อ อั้ม ใครชัด ใครเบลอ แบรนด์จีน ต้องสูงกว่าหมื่นถึงเอาอยู่

คาดการณ์ตลาดสมาร์ทโฟนในปีนี้ 17 ล้านเครื่องทรงตัวเท่ากับปีที่ผ่านมาด้านจำนวนเครื่องและเติบโต 1 ดิจิด้านมูลค่า จากอัตราการเข้าถึงสมาร์ทโฟนในประเทศไทยใกล้จุดอิ่มตัว ตลาดสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ที่จำหน่ายโดยเฉลี่ย 1.2-1.4 ล้านต่อเดือนส่วนใหญ่จะเป็นตลาด Replacement มากกว่าผู้ใช้ใหม่

ตลาดยิ่งทรงตัวการแข่งขันยิ่งรุนแรง บนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนจากแบรนด์เป็นหลักอีกต่อไป ถ้ามือถือแบรนด์รองจากจีนที่มีสเปคและฟีเจอร์ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากกว่า โดยเฉพาะฟีเจอร์กล้องถ่ายภาพหน้าชัด หลังเบลอ ให้ภาพคมชัดประหนึ่งใช้กล้องมิเรอร์เลสถ่าย แถมยังแต่งภาพได้ภายในจบเดียว เอาใจคนไทยรุ่นใหม่ที่ นิยมถ่ายภาพ และอัพภาพโชว์ผลงานผ่านโซเชียลอยู่เสมอ

ไม่แปลกเลยที่เทรนด์แข่งขันของตลาดสมาร์ทโฟน ในกลุ่ม Mid-Hi End ระดับราคา 5,000-15,000 บาท ที่มีสัดส่วนในตลาดสมาร์ทโฟนถึง 40% ในปีนี้และปีหน้าจึงเห็นสีสันการแข่งขันในระดับราคาหมื่นบาทขึ้นไปมากขึ้น ซึ่งเป็นตลาดที่แบรนด์มือถือมองว่า ระดับราคานี้คือจุดเปลี่ยนของผู้บริโภคให้ยอมตัดสินใจอัพเกรดมือถือในมือหรือเปลี่ยนใจยอมจ่ายเงินเพิ่มอีกนิดเพื่อชีวิตการใช้งานสมาร์ทโฟนที่ดีกว่า ถ้าสเปคเครื่องมือถือราคาหมื่นต้นๆ มีอะไรที่น่าดึงดูดใจ และตอบโจทย์ภาพลักษณ์และการใช้งาน จากเดิมที่เน้นจุดขาย Value for money เป็นหลัก

จะเห็นได้ว่าในไตรมาสสุดท้ายของปี สมาร์ทโฟนแบรนด์รองได้เข้ามามีบทบาทในตลาดหมื่นบาทมากขึ้น และทุกแบรนด์ได้มองเหมือนๆ กันว่า เกมนี้ต้องมีฟรีเซ็นเตอร์ดึงดูดความสนใจนอกเหนือจากสเปคถึงจะเอาใจผู้บริโภครุ่นใหม่ในประเทศไทยดี แล้วคุณหละตัดสินใจซื้อมือถือจากสิ่งเหล่านี้ไหม?

4 กล้องไม่พอ ต้องมีมิว (นิษฐา) ด้วย

เพราะเลนส์ไลก้า จาก Huawei P9 และ P9 Plus  เป็นตัวเปิดทางให้ Huawei เป็นที่รู้จักในตลาดแมส ระดับแมส พร้อมยอดจำหน่ายรุ่นอื่นๆ ตามมา ยืนยันได้ว่า ถ่ายภาพสวยเป็นฟีเจอร์ที่ได้ผลจริงในการสร้างตลาดไทย

ในโค้งสุดท้ายของปี  Huawei ได้เลือก Huawei nova2i สมาร์ทโฟนกล้อง 4 ตัว เป็นรุ่นเรือธงในการบุกตลาด มีจุดขายหลัก กล้องหน้า 2 เลนส์ ความละเอียด 13+2 ล้านพิกเซล หลัง 2 เลนส์ 16+2 ล้านพิกเซลให้การถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ และหน้าจอดิสเพลย์ FullView ดีไซน์บาง แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน ราคา10,900 บาท

และใช้ “มิว นิษฐา” เป็นพรีเซ็นเตอร์อีกครั้ง หลังจากที่ Huawei เคยเลือก”มิว”แนะนำ Huawei GR5 2017 ถึงคนรุ่นใหม่มาแล้วเมื่อปลายปี 2559 โดยครั้งนี้ Huawei ต้องการให้”มิว”เป็นตัวแทนของแบรนด์แจกความสดใสดึงดูดกลุ่ม Young Explorer นักเรียน นักศึกษา และวัยเริ่มต้นทำงาน กลุ่มเป้าหมายหลักของสมาร์ทโฟนรุ่นนี้

ด้วยสมาร์ทโฟนรุ่นนี้จะออกวางจำหน่ายจริงปลายเดือนตุลาคมหลังงาน Mobile Expo 2017 ทศพร ใช้กลยุทธ์ดักผู้บริโภคให้ยอมจ่ายเงินจองก่อนจำหน่ายจริงด้วย ด้วยแคมเปญ จอง Huawei nova2i ระหว่าง 28 กันยายน-8ตุลาคม แถม Band A2 สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพ และ Body Fat Scale เครื่องชั่งน้ำหนักและวัดมวลกายในจำนวนจำกัด

การมาของ Huawei nova2i ทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้สมาร์ทโฟน Huawei ในกลุ่ม 5,000-15,000 บาท จาก 30% ในปีที่ผ่านมาเป็น 40% ในสิ้นปีนี้ได้ และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้กับ Huawei สูงกว่า 10% ในปัจจุบันได้แค่ไหน คงต้องดูกันสิ้นปีนี้

ต่อก็ชอบเซลฟี่นะ

Oppo ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกมือถือแบรนด์รอง ให้กลายเป็นแบรนด์เด่นด้วยกล้องถ่ายภาพเชลฟี่ ที่ถ่ายภาพบุคคลออกมาแล้วสวยสมใจ จนแบรนด์ Oppo ได้กลายเป็นแบรนด์แรกๆ ในใจหญิงสาวไทยในยุคหนึ่งก่อนที่มือถือแบรนด์จีนอื่นๆ จะนำจุดขายถ่ายภาพสวยเข้ามาสร้างรายได้ในตลาดไทยเช่นกัน

เมื่อเป็นผู้เปิดตลาดก่อนและมีความได้เปรียบด้าน Brand Awareness จากการเข้าไปเป็นผู้สนับสนุนหลักในรายการ The Mask Single ทุก Season เกมการตลาดในการเปิดมือถือใหม่ในเซ็กเมนต์หมื่นกว่าบาทของ Oppo R9S Pro สมาร์ทโฟนระดับราคา 13,990 บาท จึงมีสีสันไม่แพ้กัน เพราะจุดเด่นทีมการตลาดของ Oppo คือการปรับการตลาดให้เข้ากับยุคสมัยไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย

ในรุ่นนี้นอกจากจุดขายกล้องหน้าเลนส์คู่ ความละเอียด 16+8 ล้านพิกเซล ถ่ายหน้าชัด หลังเบลอ เพิ่มฟีเจอร์ถ่ายภาพได้กว้าง 120 องศา เอาใจคนชอบเซลฟี่เป็นหมู่คณะ และระบบชาร์จไฟเร็ว VOOC Flash Change ชาร์จ 5 นาที คุยยาว 2 ชั่วโมง เอาใจวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ที่ติดหน้าจอตลอดวันไม่ต้องเสียเวลาชาร์จแบตนานๆ แล้ว เกมพรีเซ็นเตอร์ของ Oppo ก็มีสีสันไม่แพ้กัน ด้วยการเลือก”ต่อ ธนภพ” เป็นพรีเซ็นเตอร์ภาคต่อจาก”เจมส์ จิ” พรีเซ็นเตอร์ของ Oppo R9S ก่อนหน้านั้น

นอกจากต่อจะเป็นพรีเซ็นเตอร์ของ Oppo R9S Pro Oppo เคยปูเรื่องราวของ “ต่อ”ด้วยซีรีย์ออนไลน์ My Secret Friend ปิ๊งรัก…นายอายนะ มี “ต่อ ธนภพ” “พลอยชมพู ญานนีน” และ”ทอย ปฐมพงศ์” สร้างภาพลักษณ์และยอดจำหน่าย OPPO R9s Special Red Edition ในกลุ่มวัยรุ่นมาแล้ว และสำเร็จเกิดคาดด้วยยอดจองเต็มอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงมาแล้ว

อั้ม-แต้ว ขอเป็นส่วนหนึ่งของความเบลอ

Gionee เป็นมือถือแบรนด์จีน ที่มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ4 ใน จีน ได้เข้ามาบุกตลาดไทยอย่างเงียบๆ ในระดับราคา 4,900-11,990 บาท ตั้งแต่สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนที่จะเปิดตัวอย่างมีสีสันในงาน Mobile Expo โดยมี “แต้ว ณฐพร”เป็นพรีเซ็นเตอร์ ก่อนที่จะเปิดตัวสมาร์ทโฟน 4 เลนส์เข้ามาเกาะกระแสตลาดไทยในเดือนพฤศจิกายน ในราคาไม่เกิน 12,000 บาท

ปีนี้ Gioneeใช้งบการตลาด 150 ล้านบาท ซึ่งผู้บริหารเชื่อมั่นว่าการแส ”แต้ว” และสมาร์ทโฟน 4 เลนส์จะช่วยให้ Gioneeมียอดขายรวม 2 แสนเครื่อง กินส่วนแบ่งตลาด 2% ในตลาดสมาร์ทโฟนได้แน่นอน

และนอกจาก Gionee ยังมี Vivo สมาร์ทโฟนแบรนด์จีนที่มี “อั้ม พัชราภา” เป็นพรีเซ็นเตอร์ได้เปิดตัว V7+  ด้วยจุดเด่นกล้องหน้าชัดกว่ากล้องหลังด้วยความละเอียด 24 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 ให้ความรู้สึกถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้โดยไม่ต้องพึ่งกล้อง2 เลนส์ ถ่ายภาพได้สวยสดแม้แสงน้อย ส่วนกล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล ตอกย้ำการเป็นสมาร์ทโฟนเซลฟี่ ทางเลือกหนึ่งในกระเป๋าเงินผู้บริโภค

เรื่อง : ณัฐจิตต์ บูราณทวีคูณ

 

Functional Drink หมดยุคสวยสะพรั่งจริงเหรอ ?

“ดื่ม…แล้วผิวขาวอมชมพู”

“ใน 1 นาที มีผู้หญิงดื่ม….. ถึง 99 คนหรือคิดเป็น 5,979 คนใน 1 ชั่วโมง”

เมื่อ ยักษ์ใหญ่ ต้อง ถดถอย

นี่คือประโยคในหนังโฆษณา TVC ของ 2 แบรนด์ที่ในอดีตเคยดังเปรี้ยงโกยยอดขายเป็นว่าเล่นในตลาด Functional Drink แต่เชื่อไหมว่า 1 ใน 2 แบรนด์นี้รายหนึ่งได้สูญหายไปจากตู้แช่นั้นคือ “อะมิโน โอเค” ของยักษ์ใหญ่อย่าง “โออิชิ”

ส่วนอีกรายอย่าง “SAPPE” ที่เคยขาย Benefit ในเรื่องดื่มแล้วสวย จนกลายเป็นเบอร์หนึ่งในตลาด Functional Drink กลับมียอดขายลดลงจนพ่ายแพ้เครื่องดื่มน้องใหม่อย่าง “Mansome” ที่ขายสารพัด Benefit ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าผู้ชายยุคนี้

คำถามคือ Functional Drink ที่ขายความสวยงามจับกลุ่มผู้หญิง ที่ในอดีตเคยขายดิบขายดี ทำไมต้องมาถึง “จุดตกต่ำ”  มียอดขายติดลบต่อเนื่องมา 3 -4 ปี โดยข้อมูลล่าสุดในปี 2016 มีมูลค่า 1,900 ล้านบาทติดลบถึง 8%  (ที่มา : SAPPE) ซ้ำร้ายไปกว่านั้นทุกแบรนด์ยังคาดการณ์ “ฟันธง” ว่าเมื่อจบปี 2017 Functional Drink ก็ยังจะมียอดขายลดลงอีก 4 – 5%

ถึงเศรษฐกิจตกต่ำจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่สร้างปัญหาให้แก่ Functional Drink รวมไปถึงเครื่องดื่มเกือบทุกประเภทก็มียอดขายที่ลดลง (ยกเว้นน้ำดื่มเติบโต)

เมื่อเครื่องดื่มอื่นๆ

ขอขาย Functional ด้วยคน

แต่เหตุผลที่สำคัญกว่าสภาวะเศรษฐกิจ นั้นคือผู้บริโภคดื่มแล้วไม่เห็นผลเหมือนอย่างที่โฆษณาเอาไว้ หรืออาจจะเห็นผลแต่ช้าไม่รวดเร็วทันใจเหมือนอย่างที่คาดหวัง ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากจากที่เคยดื่มประจำก็เลิกซื้อเอาดื้อๆ 

อีกทั้งเกิดคู่แข่งทางอ้อมมากมายไม่ว่าจะเป็น “ผลไม้สกัด” ที่ทั้ง “แบรนด์ วีต้า” และ “สก๊อต เพรียวเร่” หรือเครื่องดื่มชูกำลังอย่าง Ready ที่ทั้งหมดที่กล่าวแม้จะไม่ใช่เครื่องดื่มสายพันธุ์ Functional Drink แต่ก็เลือกสื่อสารว่าเครื่องดื่มตัวเองมีทั้งสารพัดวิตามิน,คอลลาเจน,ซิงค์ ที่ช่วยให้ผิวพรรณสวย, บำรุงดวงตา,ตลอดจนกลุ่มน้ำผลไม้อย่าง Malee และ Unif ก็มีการสอดแทรกถึงการดื่มแล้วช่วยให้ดูผิวพรรณดีสวยงาม

ปรากฎการณ์นี้เองที่ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มที่เคยดื่ม Functional Drink จำนวนมากเปลี่ยนใจหันมาดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ทดแทน

ที่นี้แล้วทางออกของ Functional Drink จะไปทางไหน ? ที่เห็นชัดเจนเวลานี้ คือการออกรสชาติใหม่ที่ไม่ได้สื่อสารถึง “ดื่มแล้วสวยงาม” เหมือนอย่างในอดีตที่ผ่านมา

ไม่ว่าจะเป็น “SAPPE” ที่ออกรสชาติ Relaxing Calm ขวดสีฟ้าที่สื่อสารว่า “ดื่มแล้วอารมณ์ดี” พร้อมกับมีสารพัดคลิปสร้างไวรอลที่มีทั้งกระแส “ด้านบวกและลบ” จนเกิดดราม่าในโลกออนไลน์ หรือจะเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่ชื่อ Slim Drink ของ บริษัท เอชทูโฟล์ว จำกัด ผู้ผลิตเครื่องดื่มจากประเทศญี่ปุ่น ที่สื่อสารถึงดื่มแล้วช่วยให้ “รูปร่างดูดี” พร้อมกับใช้งบการตลาด 400 ล้านบาทโดยใช้ “ปู ไปรยา” เป็น Presenter

จะป็นทางที่“ใช่” หรือเปล่านั้น “ยอดขาย” ในอนาคตระยะยาวจะเป็นตัวให้คำตอบได้ดีที่สุด เพราะอย่าลืมว่าธรรมชาติของเครื่องดื่มประเภทนี้คือในช่วงเริ่มต้นจะเกิดกระแสผู้บริโภคทดลองดื่มจำนวนมากพร้อมกับบอกปากต่อปาก จนทำให้ยอดขายเติบโตในเวลารวดเร็ว จากนั้นพอผ่านไปสักระยะ หากผู้บริโภคดื่มแล้วรู้สึกไม่ใช่ก็จะชะลอการซื้อหรือหยุดดื่มไปในทันที ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคือยอดขายเป็นเส้นกราฟดำดิ่ง 

สุดท้ายก็วัดกันที่ ดื่มแล้วเห็นผล

สรุปสั้นๆ ก็คือหาก Functional Drink ขวดไหน ? ที่คิดจะมีพื้นที่อยู่ในตู้แช่ทั่วประเทศได้นั้น ต้องทำให้ผู้บริโภครู้สึกดื่มแล้วเห็นผลได้จริงตามที่โฆษณาไว้ เพราะที่ผ่านมาแม้จะมีบางแบรนด์พอมยอดขายลดลงก็เลือกใช้กลยุทธ์ทางด้านราคาซื้อ 1 แถม 1 แต่ก็ยังถูกหมางเมินจากผู้บริโภคอยู่ดี

ในขณะที่ผู้นำตลาดอย่าง “Mansome” ของบริษัท ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอลอุตสาหกรรม จำกัด ที่เลือกจะจับกลุ่ม “ผู้ชาย” และมี “ไพ่ที่เหนือกว่าคู่แข่ง” นั้นคือการกระจายสินค้าได้ครอบคลุมในช่องทาง Traditional trade มากกว่าแบรนด์อื่นๆ ในตลาด

ถึงจะมีข้อได้เปรียบในเรื่องนี้ ก็หนีไม่พ้นกฎเหล็กในตลาด Functional Drink อยู่ดีนั่นคือ Mansome ต้องพยายามให้ผู้บริโภคยังเชื่อมั่นกับคุณภาพสินค้าว่าดื่มแล้วได้รับ Benefit อย่างที่โฆษณาไว้

ถือเป็นความท้าทาย เพราะจากวันที่คนไทยได้รู้จักเครื่องดื่มที่ชื่อ Functional Drink ก็ยังไม่มีแบรนด์ไหนที่ได้รับการ “ฟันธง” อย่างชัดเจนว่าดื่มแล้วเห็นผลชัดเจน จนมีคำถามกลับเครื่องดื่มประเภทนี้ว่า

ขายได้เพราะ “การตลาด หวือหวา” หรือ “ความต้องการ” ของผู้บริโภคกันแน่ ?

           

 

 

 

 

ศิลปินค่าย Youtube : เสียงเพลงที่ดังกว่า Grammy และ RS

ค่ายเพลงวัยทีนอย่าง kamikaze จะปิดตำนานด้วยอายุ 10 ปีจริงเหรอ ?

แม้ข่าวล่าสุดทาง RS จะออกมาปฎิเสธว่าค่ายเพลงนี้ยังมีลมหายใจอยู่ แต่หากมองไปที่ตัวศิลปินระดับแม่เหล็กในอดีตทุกคนต่างถอนสัญญาหรือหมดสัญญากันไปหมด และเมื่อศิลปินไม่อยู่ พนักงานที่ทำเพลงก็ลาออกจนเกือบหมด จะเหลือแต่นักร้องฝึกหัด พร้อมกับมีข่าวออกมาล่าสุดว่าทางทีมผู้บริหาร RS ได้ลดขนาดธุรกิจงานเพลงจาก 10% เหลือ 5% เท่านั้น

ซึ่งนั่นแปลว่า New Business Model ของเฮียฮ้อ บิ๊กบอสแห่งค่าย RS ที่ประกาศในช่วงต้นปีว่า ต่อไปนี้หากศิลปินคนไหนอยากมีผลงานเพลงออกสู่สาธารณชน ต้องควักเงินตัวเองร่วมลงทุนกับบริษัทกลายเป็น “ไม้ตายที่ใช้ไม่ได้ผล” ในยุคเพลงดิจิทัล

หมดยุค 1 ล้านตลับแต่ต้อง 1 ล้าน View

ไม่เว้นแม้แต่ฝัง “ Grammy” เองก็ได้ลดไซส์และจำนวนพนักงานในกลุ่มธุรกิจเพลง โดยความเคลื่อนไหวล่าสุดในวันที่แถลงข่าวช่อง GMM 25 ผู้บริหารระดับสูงแกรมมี่เองก็บอกว่ากำลังพิจารณาที่จะขายอีก 2 ธุรกิจที่ไม่ทำผลกำไร แต่ยังไม่มีการเปิดเผยว่าเป็นธุรกิจอะไร แต่สื่อมวลชนหลายสำนักก็คาดเดาว่าหนึ่งในนั้นน่าจะเป็นธุรกิจเพลง

แม้ที่ผ่านมาทั้ง 2 ยักษ์ใหญ่จะออกมายืนยันเสียงแข็งว่าต่อให้เวลานี้ตัวเองจะรุกธุรกิจทีวีดิจิทัล อย่างเต็มตัว แต่ธุรกิจเพลงนั้นคือ DNA ที่ทำให้ทุกคนต่างรู้จักชื่อ Grammy และ RS ต่อให้สถานการณ์ย่ำแย่ขนาดไหน ก็ไม่มีทางที่จะปิดตัวธุรกิจเพลงในยุคดิจิทัล

แต่ยุคนี้ไม่ใช่ยุค 90 หรือยุคปี 2000 ที่ศิลปินจะสร้างยอดขาย 1 ล้านตลับกันเป็นว่าเล่นพร้อมกับมีงาน Presenter และงานโชว์ตัวต่างๆ,พร้อมคอนเสิร์ตมากมาย

เพราะยุคนี้ใครๆ ก็สามารถแจ้งเกิดในวงการเพลงได้โดยมีช่องทางออนไลน์อย่าง Youtube และ facebook เป็น 2 อาวุธหลักที่วัดกันยอด View ไม่ใช่ยอดขายเทปและแผ่น CD ที่จะเป็นรากฐานไว้สร้างชื่อเสียงและรายได้มหาศาลให้แก่ตัวเอง และที่สำคัญขั้นตอนไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนหากเทียบกับในอดีต แถมไม่ต้องมีเงินทุนมากมายก็ “แจ้งเกิด” ได้ 

4 ตัวอย่างศิลปินที่แจ้งเกิด ปัง ปัง อย่างน่าเหลือเชื่อ

จิณเจษฎ์ วรรธนะสิน

แค่นามสกุลก็รู้ว่านี้คือลูกชายคนโตของ เจ เจตริน แน่นอน เจ ผู้เป็นพ่อได้ใช้ Facebook ของตัวเองค่อยๆ บ่มเพาะให้คนรู้จักลูกชายตัวเอง จากนั้นก็เปิดตัวเพลงแรกใน Youtube ที่มีสปอนเซอร์อย่าง “ไวตามิลค์” และเพียง 10 ชม.หลังจาก MV นี้ออนแอร์ทาง Youtube และ Facebook สร้างยอด View ได้ 1 ล้านวิว และในเวลานี้หากรวมทุกช่องทางทะลุ 100 ล้านวิวเป็นทีเรียบร้อย

โดยเวลานี้ จิณเจษฎ์  มีงานโชว์ตัวเดินแบบ รวมไปถึงหากใครจะจ้างคุณพ่อเจก็ต้องขอแพ็คเกจลูกชายมาขึ้นคอนเสิร์ตด้วย

วงพัทลุง

จาก Music Video “​มหาลัย วัวชน” ที่ต้องยืมทุกอย่างทั้งกล้องที่ถ่าย รถกระบะ จนกลายเป็นคลิปวีดีโอใน Youtube โดยแรกๆ โด่งดังเฉพาะในจังหวัดพัทลุงแต่ด้วยการรับงานคอนเสิร์ตเล็กๆ ต่อเนื่อง บวกกับกระแสไวรอลใน Youtube จนทำให้เพลงนี้โด่งดังทั่วประเทศ มีงานโชว์ทั้งในทีวีและรายการในออนไลน์

ก้อง ห้วยไร่

เขาเป็นคนแต่งและร้องเพลง “ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน” ซึ่งแต่งมาจากชีวิตของตัวเอง จากนั้นอัดวิดีโอลง facebook ได้ 7 Like และ 1 Comment จนมาพบกับนายทุนลงทุนทำ Music Video จนกลายเป็นเพลง 1 ล้านวิว แต่ก็ดังเฉพาะแค่ในภาคอีสาน

จน ไข่มุก เดอะวอยซ์ นำมาร้องประกวดก็ทำให้เพลงนี้เป็นที่รู้จักทั่วประเทศ และทำให้ก้อง ห้วยไร่ มีงานโชว์ตัวและงานร้องเพลงละคร จนถึงไปเป็นนักแสดงภาพยนตร์

ลำไย ไหทองคำ

จากเด็กอีสานจังหวัดร้อยเอ็ดที่รับงานกับวงอิเล็กโทน ตอนเรียน ป.4 แล้วเข้าสังกัดเพลงเล็กๆในต่างจังหวัด จนมีผลงานเพลงแต่ที่ทำให้เธอแจ้งเกิดนั้นคือลีลาการแสดงและ Music Video เพลง “ผู้สาวขาวเลาะ” ที่หลังจากปล่อยออกมาได้เพียงแค่ 3 เดือน ยอดวิวใน Youtube ทะลุหลัก 100 ล้านวิวเลยทีเดียว

ปัจจุบันเธอมีงานโชว์ตัวเกือบทุกวันและงานบันเทิงอื่นๆอีกมากมาย

ต้นทุนที่ต่ำกว่าของศิลปิน Youtube

ศิลปินเหล่านี้บางคนพอมีทุนในกระเป๋าก็ตั้งค่ายเพลงเอง บางคนก็เลือกที่จะอยู่ค่ายเล็กๆ แต่ทุกคนเหมือนกันหมดนั้นคือมีต้นทุนที่ต่ำและความคล่องตัวในการทำงานสูงหากเทียบกับศิลปินค่ายยักษ์ใหญ่ 

เพราะถ้า Grammy หรือ RS ผลิต 1 เพลงให้ศิลปินคนหนึ่งสมมติต้นทุน 100 บาทศิลปินแจ้งเกิดใน Youtube อาจมีต้นทุนไม่ถึง 50 บาทด้วยซ้ำ

ดังนั้นค่ายเพลงยักษ์ใหญ่จึงไล่เก็บค่าลิขสิทธิ์เพลงจากสถานที่บันเทิงต่างๆ รวมไปถึงช่องทางออนไลน์ ส่วนศิลปิน Youtube เลือกที่จะชื่นชอบให้เพลงของตัวเองถูกนำมาเปิดหรือมีวงดนตรีมาเล่นบ่อยๆ ในสถานบันเทิง

เพราะต่างคนต่างมุมมอง ค่ายยักษ์ใหญ่มองว่านี้คืออีกหนึ่งช่องทางรายได้ที่มาทดแทนยอดขายเทปที่หายไปในอดีต ตรงกันข้ามกับศิลปิน Youtube ที่มองว่ายิ่งสถานบันเทิงและในออนไลน์มีคนฟังเพลงพวกเขามากเท่าไร นั้นแปลว่า จะช่วยเพิ่มคะแนนความนิยมให้แก่ตัวเอง ผลที่ตามมาคือจะมีทั้งงานโชว์ตัวและงาน TV รวมถึง Event อื่นๆ ตลอดจนไปถึงงาน Presenter สินค้า

ศิลปินแม่เหล็กจะหลุดมือไหม ?

ความกังวลของค่ายยักษ์ใหญ่นอกจากต้องเจอศิลปิน Youtube จำนวนมากที่มาเปิดเกมแย่งชิงความนิยมไปจากศิลปินสังกัดค่ายตัวเองแล้วนั้น ยังต้องระแวงอีกว่าในอนาคตจะมีศิลปินในมือตัวเองกี่คนที่เมื่อหมดสัญญาจากทางค่ายแล้ว แล้วไม่ต่อสัญญาออกมาทำผลงานเพลงเองแล้วเข้าสังกัดศิลปิน Youtube

เพราะศิลปินเหล่านี้เชื่อว่าตัวเองก็มีฐานแฟนคลับทั่วประเทศไม่แพ้ศิลปิน Youtube หากทำผลงานเพลงดีๆ ทำการโปรโมทผ่านออนไลน์เข้มข้นพร้อมกับวิ่งหาสปอนเซอร์แบรนด์สินค้าเองก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย

เพราะ “เจ เจตริน” ก็ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างมาแล้วกับการปั้นลูกชายตัวเองผ่านโลกออนไลน์โดยมีสปอนเซอร์อย่าง “ไวตามิลค์” ค่อยสนับสนุนเป็นแบรนด์หลัก  

เมื่อมีต้นแบบความสำเร็จมาแล้ว ศิลปินคนอื่นๆ ก็คงคิดในใจว่าในเมื่อตัวเองมีประสบการณ์และมีคอนเน็กชั่นกับแบรนด์สินค้าในมือ หากคิดจะตั้งค่ายเพลงเอง รับงานเอง ไม่ต้องแบ่งรายได้กับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ก็ทำได้ไม่ใช่เหรอ ?

โจทย์การตลาดของ 2 ค่ายยักษ์ใหญ่คือจะรักษาศิลปินแม่เหล็กที่มีอยู่ในมือตัวเองอย่างไรในยุคเพลงดิจิทัลที่ใครๆ ก็สามารถมีพื้นที่โชว์ผลงานตัวเอง รับงานเองได้ โดยไม่ต้องง้อบริษัท ขณะเดียวกันก็ต้องค้นหาจุดสมดุลในแง่ผลประโยชน์ทางรายได้ให้แก่ศิลปินในสังกัดตัวเองพอใจ 

เพราะค่ายเพลงยักษ์ใหญ่เริ่มรู้ตัวแล้วว่าในยุคเพลงดิจิทัลไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็กอีกต่อไป แต่เป็นปลาตัวเล็กๆ หลายตัวที่สามารถกลืนกินปลาตัวใหญ่ได้อย่างง่ายดาย

แม้ตอนนี้ปลาตัวใหญ่จะปรับกระบวนการตลาดเข้าสู่ยุคเพลงดิจิทัลแบบเต็มตัวแล้วก็ตามที 

 

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม

สูตรปรุง ‘ชูกำลัง’ ให้ได้ใจ White Collar

M 150, กระทิงแดง,คาราบาวแดง,ลิโพวิตันดี เชื่อว่าทุกคนต่างคุ้นเคยกับเครื่องดื่มชูกำลังเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะนี้คือกลุ่มแบรนด์หลักที่ขับเคลื่อนให้ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังเมืองไทยมีมูลค่าสูงถึง 23,000 ล้านบาท

ช่องว่างตลาดเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

โดยแบรนด์เหล่านี้ต่างมีฐานลูกค้าหลักใหญ่สุดคือกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ทำให้เมื่อ 10 ปีที่แล้วกลุ่มธุรกิจ TCP เจ้าของแบรนด์“กระทิงแดง” เองเลือกที่จะคิด “ต่าง” ด้วยการผลิตอีกหนึ่งเครื่องดื่มชูกำลังชื่อว่า “Ready” จับกลุ่มหนุ่มสาวออฟฟิศและกลุ่มวัยรุ่นนักศึกษา

แต่โจทย์ที่ต้องตีให้แตก คือจะทำอย่างไรให้เครื่องดื่มชูกำลังที่ถูกตีตรา Image สินค้าว่าเป็นเครื่องดื่มสำหรับคนมีรายได้น้อย ในมุมมองของหนุ่มสาวออฟฟิศและวัยรุ่นให้กล้าหยิบดื่มแล้วรู้สึกภูมิใจไม่รู้สึกเคอะเขิน

ทางออกของ “Ready” คือต้องสลาย “ความเชื่อ” ดังกล่าวนี้ ด้วยการดีไซน์ขวดให้ทันสมัยพร้อมกับใช้ Presenter หลายคนอย่าง “ชาคริต แย้มนาม” แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ Ready เลือกใช้ Presenter ผู้หญิงหลายคนทั้ง พลอย เฌอมาลย์, ชมพู่,อารยา เอ ฮาร์เก็ต จนมาถึงล่าสุดเลือกใช้ “มาร์กี้ – ราศรี” เป็น Presenter คู่กับ “กันต์ กันตถาวร” ในการเปิด 2 รสชาติใหม่ Ready Pink และ Ready Black

เมื่อบวกกับคุณประโยชน์เรื่องช่วยบำรุงผิวพรรณและดวงตาทำให้ปัจจุบันมียอดขายประมาณ 700 ล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนฐานลูกค้าคือกลุ่มผู้หญิง 70% และผู้ชาย 30%

“Ready เป็นแบรนด์เดียวที่ทำตลาดนี้อย่างจริงจังตั้งแต่เริ่มต้น และพอตลาดเริ่มได้รับการยอมรับก็เริ่มมีคู่แข่งมากขึ้นโดยปัจจุบันกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังระดับ Premium ราคาขาย 15 บาทอัพมีมากกว่า 10 แบรนด์แต่ก็ไม่ค่อยมีแบรนด์ไหนทำการตลาดเชิงรุกเหมือนเรา” สุรชัย จงเลิศวราวงศ์ ผู้อำนวยการสายการตลาด กลุ่มธุรกิจ TCP บอกถึงสถานการณ์ของเครื่องดื่มชูกำลัง Premium

วัดความคุ้มค่าการลงทุนของ Ready

          การค่อยๆ สร้างแบรนด์และค้นหา New Segment ของ Ready ที่กินเวลานานมาถึง 10 ปีจนมียอดขายปีล่าสุดอยู่ที่ 700 ล้านบาท มีส่วนแบ่ง 50%จากตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง Premium มูลค่า 1,400 ล้านบาท

คุ้มหรือไม่คุ้มนั้น ในมุมมองของ สุรชัย มองว่าหากดูที่ยอดขายของ Ready เองก็เติบโตต่อเนื่องอีกทั้งในภาพรวมตลาดเครื่องดื่มชูกำลังมูลค่า 23,000 ล้านบาทเติบโตแค่ปีละ 1% กลับกันแต่ในกลุ่ม Premium กลับเติบโตถึงปีละ 7 %

สรุปง่ายๆคือ “คุ้มและมาถูกทาง” เพราะแม้จะมียอดขายแต่ละปีไม่มากแต่ก็เติบโตต่อเนื่องอีกทั้ง Segment นี้ยังเติบโตกว่าภาพรวมตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง

“ตลาดเติบโตก็เลยทำให้มีทั้งแบรนด์หน้าเก่าๆออกไป และมีแบรนด์หน้าใหม่ๆ เข้ามาเพื่อแย่งชิงยอดขายโดยแต่ละแบรนด์เองก็สร้างจุดขายที่แตกต่างกันออกไป”

“และปีนี้เรามองว่า Premium จะมีมูลค่า 1,400 ล้านบาทและอีก 2 ปีข้างหน้าจะมีมูลค่า 2,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน”

แม้ Ready จะเป็นเครื่องดื่มชูกำลังแต่ก็มีคุณประโยชน์ที่ไปชนกับ functional drink ที่สื่อสารว่าดื่มแล้วสวย ดูอ่อนกว่าวัย ชะลอริ้วรอย มีสารต้านอนุมูลอิสระ (ในกลุ่มรสชาติผู้หญิง) ซึ่ง ณ เวลานี้ ตลาด functional drink เองได้เสื่อมมนต์ขลังตลาดติดลบต่อเนื่องทุกปี

ซึ่งนั่นหมายความว่าในอนาคต Ready ก็มีโอกาสที่จะประสบปัญหาชะตากรรมเดียวกับเหล่าบรรดาเครื่องดื่ม functional drink หากวันใดวันหนึ่งผู้บริโภครู้สึกว่าดื่มแล้วไม่เห็นผลอย่างที่คิดหรือคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องดื่ม

                                                                                                              

ช่องทางการขาย “สลับขั้ว” ของเครื่องดื่มชูกำลัง     

          โดยปกติเครื่องดื่มชูกำลังราคา 10 บาทในกลุ่ม Mass นั้นสัดส่วนการขายจะอยู่ที่ Traditional trade หรือตามร้านโชห่วยต่างๆ 70% และตาม Modern Trade คือ 30%

แต่สำหรับ Ready นั้นด้วยการเจาะกลุ่มหนุ่มสาววัยทำงานและวัยรุ่นทำให้ Traditional trade อยู่ที่ 60% และ  Modern Trade คือ 40%

                                                                                                                   

ใครบ้างที่เสิร์ฟเครื่องดื่มชูกำลัง Premium

ปัจจุบันมีมากกว่า 10 แบรนด์ โดยมีกลุ่มแบรนด์นำเข้าด้วย แต่ในที่นี้ Marketeer ขอนับเฉพาะแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่เข้ามาในตลาดนี้

Line Mobile มาได้ยังไง สนามรบมือถือสะอึก

 

นับตั้งแต่มีกระแส Line Mobile เข้ามาทำตลาดในไทย หลายคนคงสงสัยว่า Line Mobile คือใคร และจะทำให้ตลาดสะอึกอย่างไร

ที่แน่ๆ พลังแบรนด์ Line ที่มาพร้อมกับค่าบริการรายเดือนที่ถูกกว่าท้องตลาดอาจจะเป็นเครื่องมือหลักในการดึงดูดผู้ใช้ยุคใหม่เข้ามาใช้บริการ รวมถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ในการใช้เน็ตฟรีเมื่อใช้แอป Line TV และ Line Chat จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างพลัง Line Mobile ให้เกิดกระแสได้

ในวันที่ 18 กันยายน 2560 Line Mobile ได้แถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการ หลังจากที่เปิดให้บริการในช่วงทดลองมานานถึง 3 เดือน หลายคนอาจสงสัยว่า Line Mobile คือใคร มีลักษณะในการทำธุรกิจอย่างไร Marketeer ขอสรุปดังนี้

1.Line Mobile มีให้บริการในประเทศญี่ปุ่นในรูปแบบ MVNO แต่Line Mobile ประเทศไทย ไม่ใช่ MVNO แต่เป็นแบรนด์ผู้ให้บริการมือถือระบบดิจิทัล เพราะไม่ได้ขอ กสทช.ในการประกอบกิจการให้บริการเครือข่ายมือถือในรูปแบบ MVNO เหมือนกันซิมเพนกวิ้น และอื่นๆ การให้บริการสมัคร ชำระค่าบริการ เปิดโรมมิ่ง และสอบถามข้อมูลของ Line Mobile จะทำบนดิจิทัล

2.Line Mobile คือความร่วมมือระหว่าง Line ประเทศไทย และ DTN เป็นบริษัทลูกของดีแทค ซึ่งจากในอดีต เคยมีข่าวว่า DTN ซื้อลิขสิทธิ์ชื่อ Line Mobile ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของ Line จาก Line Corp. ประเทศเกาหลี เพื่อให้บริการแบรนด์มือถือภายใต้ชื่อ Line Mobile ในประเทศไทย

3.Line Mobile ไม่มีการระบุอย่างชัดเจยนว่าเป็นความร่วมมือกับ DTN แต่บิลที่เรียกเก็บยอดใช้บริการของ Line Mobile จะเรียกเก็บในนาม DTN ในฐานะนิติบุคคล หมายเลขโทรศัพท์ที่ให้บริการภายใต้ Line Mobile เป็นการขอเลขหมายภายใต้บริษัท DTN และใช้เครือข่ายเดียวกับดีแทค

4.ทีม Line Mobile เป็นทีมงานใหม่ทั้งหมด มี ปวริศา ชุมวิกรานต์ ผู้บริหารฝ่ายการตลาด และอรุณรัตน์ แสงอลังการ ผู้บริหารฝ่ายผลิตภัณฑ์และปฏิบัติการทางธุรกิจ เป็นทีมผู้บริหาร มีสำนักงานอยู่ที่อาคารจามจุรี สแควร์ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับ Line Mobile ผู้บริหารทั้ง 2 จะรายงานไปยังผู้บริหารของ Line ประเทศไทย และ DTN

5.ผู้บริหาร Line Mobile ยืนยันการให้บริการ Line Mobile ไม่ขัดกับข้อบังคับของ กสทช.แต่อย่างใด เพราะมีทีมเข้าพบและอธิบายถึงรายละเอียดการให้บริการกับกสทช.อย่างต่อเนื่อง

รูปแบบการตลาด Line Mobile

1.Line Mobile ให้บริการเฉพาะระบบรายเดือน ไม่มีหน้าร้าน ไม่มีตัวแทนจำหน่าย สามารถสมัครใช้บริการ และเปลี่ยนแพคเก็จได้ผ่านเว็บไซต์ และแอป Line Mobile Line Messenger และ ออฟฟิเชียลแอคเคาท์ Line Mobile

2.ช่วงเปิดให้ทดลอง Line Mobile สร้างกระแส เหมือนการตลาดแบบไวรัล ผู้สมัครใหม่ จะสมัครได้ก็ต่อเมื่อผู้ใช้บริการ Line Mobile เป็นผู้ Invite เท่านั้น โดยผู้ใช้บริการ 1 คน Invite ได้ 5 เลขหมาย และผู้ Invite จะได้รับส่วนลด 50% เมื่อใช้ครบ 12 เดือน ซึ่งในช่วงแรกของการทดลองให้บริการสามารถสร้างไวรัลได้ดี จากผู้ใช้ Line Mobile กลุ่มแรกๆ ที่โพสต์เชิญชวนให้เพื่อนๆ ในกลุ่มเข้ามาใช้บริการ และในช่วงเปิดตัว มีแคมเปญผู้ใช้ Line Mobile ที่ Invite เพื่อนเข้ามาใช้บริการจะได้รับส่วนลด 10 บาทต่อการ Invite เพื่อน 1 คน โดยมีข้อแม้ว่าเพื่อนจะต้องอยู่ในระบบ Line Mobile

3.ดึงดูดผู้ใช้บริการด้วยส่วนลดแพคเก็จให้บริการ ช่วงทดลองระบบ ลดค่าบริการ 75% และ ช่วงเปิดตัวส่วนลด 50% 12 เดือนแพคเก็จเริ่มต้นจาก 249 บาท เหลือเพียง 125 บาท ได้เน็ต 1.5 GB โทรฟรี 100 นาที ซึ่งเป็นราคาแพคเก็จที่ถูกกว่าค่ายหลักอย่าง เอไอเอส และทรูมูฟ เอช แพคต่ำสุด 299 บาท เล่นเน็ตได้ 1GB โทร 100 นาที ส่วนดีแทค เล่นเน็ต 1.5 GB โทร 100 นาที

4.ดึงดูด ผู้ใช้ Line ที่มีอยู่ทั้งสิ้น 42 ล้านคน ด้วยสิทธิพิเศษ ดู Line TV ฟรี และ Chat Line ฟรีไม่เสียค่าเน็ต

Line Mobile เกิดได้หรือไม่

1.Line Mobile ในวันนี้ถือเป็นสีสันการตลาดของอุตสาหกรรมโอเปอเรเตอร์มือถือ ในวันที่ ผู้ใช้งานมือถือในประเทศไทย มีมากถึง 90.94 ล้านราย มีผู้ใช้งานที่แอคทีพ 57.6 ล้านราย และเป็นผู้ใช้งานโซเชียล 42 ล้านราย

2.สิ่งที่ Line Mobile ต้องก้าวผ่านไปให้ได้คือ ทำอย่างไรให้ลูกค้าอยู่ในระบบอย่างต่อเนื่อง เพราะการเข้ามาเป็นลูกค้า Line Mobile ไม่มีสัญญาผูกมัด ในช่วงเปิดทดลองระบบ ลูกค้ากลุ่มหนึ่งได้สมัครใช้บริการเพื่อหมายเลขโทรศัพท์เบอร์สวย เบอร์มงคล และย้ายไปใช้บริการค่ายหลัก และลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่งยอมจ่ายเงินแพคเก็จต่ำสุด เพื่อใช้งานเป็นเบอร์รอง แลกกับส่วนลด ที่ได้รับ ซึ่งหมายถึงรายได้อาจไม่คุ้มกับการลงทุนด้านการตลาด

3.ในวันนี้ 2 ผู้บริหาร Line Mobile ออกมาบอกว่า การให้บริการของ Line Mobile ถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นไปได้ว่า ทาง Line Mobile ได้เจรจากับ กสทช ว่า Line Mobile เป็นการให้บริการในลักษณะเป็นแคมเปญ หรือโปรโมชั่นหนึ่งของดีแทค  แต่ในอนาคตกฎระเบียบต่างๆ การให้บริการเกิดการเปลี่ยนแปลงไป การให้บริการ Line Mobile อาจจะต้องเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ เช่น อาจจะต้องขอ MVNO เพื่อเป็นบริษัทให้บริการมือถือที่เช่าเครือข่าย DTN ให้บริการ ใม่ใช่แค่แบรนด์มือถือเหมือนวันนี้ เพราะนั่นหมายถึง Line Mobile จะต้องชำระเงินจากการประกอบธุรกิจส่วนหนึ่งให้กับ กสทช. ซึ่งเรื่องนี้ กสทช.ได้เรียกดีแทคและ Line Mobile เข้ามาอธิบายอีกครั้งใน 25 กันยายน 2560

4.การจดทะเบียนซิมของ Line Mobile เป็นการจดทะเบียนด้วยการถ่ายภาพบัตรประชาชนและถ่ายภาพตัวเองคู่กับบัตรเพื่อยืนยันตัวตน และรับซิมที่บ้าน ซึ่งผิดกฏของกสทช. ที่กำหนดให้ผู้จดทะเบียนซิมใหม่ต้องจดทะเบียนซิมที่ศูนย์บริการเพื่อยืนยันตัวตนตามความมั่นคงของชาติ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ร้านอาหารญี่ปุ่น : กรุงเทพฯอิ่มแล้ว ยุคนี้ต้องเสิร์ฟต่างจังหวัด

ร้านอาหารญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ กำลังจะถึงจุดอิ่มตัว ?

เป็นคำถามที่ยังไม่กล้า “ฟันธง” คำตอบให้ชัดเจน แต่ที่แน่ๆ ณ เวลานี้ ร้านอาหารญี่ปุ่นในพื้นที่กรุงเทพฯ มีจำนวนลดน้อยลง เป็นปรากฎการณ์ครั้งแรกที่ไม่เคยเกิดขึ้นในวงการร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทย

ทำไม ร้านอาหารญี่ปุ่นกรุงเทพฯ

ปิดสาขามากกว่า เปิดร้านใหม่

ข้อมูลจากบริษัท JETRO Bangkok ที่ทำการสำรวจร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยนานกว่า 10 ปีเปิดเผยว่า เมื่อสิ้นปี 2016 ร้านอาหารญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ มีจำนวน 1,753 สาขา จนมาถึงปัจจุบันที่มีทั้งร้านเปิดใหม่และปิดตัวลง บวก ลบ แล้วนั้นเหลือร้านอาหารญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ 1,739 สาขา ติดลบ 2%

เป็นอะไรที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ร้านอาหารญี่ปุ่นเพิ่มจำนวนสาขาขึ้นแบบติดจรวด จนปัจจุบันเข้าสู่สภาวะ “ล้นเมือง” สังเกตง่ายที่สุดในชั้นโซนอาหารของทุกศูนย์การค้าหากเดินผ่าน ร้านอาหาร 10 ร้านจะต้องพบร้านอาหารญี่ปุ่น 3 – 4 ร้าน 

ที่นี้เมื่อเศรษฐกิจถดถอย กำลังซื้อหดหาย อัตราความถี่เข้าร้านของลูกค้าน้อยลง  ร้านอาหารญี่ปุ่นในพื้นที่กรุงเทพฯ ก็ต้องเปิดตำราโปรโมชั่นด้านราคารุนแรงเพื่อดึงดูดลูกค้าเข้าร้าน สุดท้ายร้านเล็กๆ ที่ทนแรงเสียดทานไม่ไหวก็ต้องปิดสาขา

ขณะเดียวกันร้านเล็กๆ จำนวนสาขาน้อยๆ ที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้นั้น คือร้านที่เสิร์ฟอาหารรสชาติคุณภาพ ที่ไม่ค่อยพึ่งพาโปรโมชั่น 

เผย 3 ร้านที่ถดถอย ในกรุงเทพฯ

คำถามคือแล้วร้านอาหารญี่ปุ่นในกรุงเทพมีต้องหลากหลายประเภท แล้วร้านประเภทไหน ?  ที่อยู่ในสภาวะ “ขาลง” ในที่นี้ขอยกไว้ 3 ประเภทที่น่าสนใจและติดอันดับท้อปทรีแห่งความถดถอย

หมายเหตุ : JETRO Bangkok มองว่าร้านอาหารญี่ปุ่นประเภท กระทะร้อนและ ปิ้งยาง ยากินิคุ เวลานี้ไม่น่าลงทุนเพราะเกิดสงครามโปรโมชั่นรุนแรง อีกทั้งยังเป็นธุรกิจที่สร้างความแตกต่างได้ยาก

 

แต่ก็ใช่ว่าร้านอาหารญี่ปุ่นทุกประเภทในกรุงเทพจะต้องมีเส้นกราฟที่ตกต่ำ เพราะก็ยังมี Rising Star ที่ค่อยๆ เริ่มได้รับความนิยมและมีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นอย่างน่าจับตามองและนี้คือ  3 อันดับแรก ของธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีเติบโตในพื้นที่กรุงเทพ

 

กรุงเทพฯ ถดถอย

แต่ภาพรวมสาขาร้านอาหารญี่ปุ่น เติบโต

ถึงแม้ในพื้นที่กรุงเทพฯ กำลังเข้าสู่ภาวะเสมือนใกล้จะอิ่มตัว แต่หากมองไปในภาพรวมร้านอาหารญี่ปุ่นทั้งประเทศกลับเติบโต 2.2%

การเติบโตนี้เกิดจากพื้นที่ต่างจังหวัด ที่มาจากการขยายตัวของศูนย์การค้าขนาดใหญ่อาทิ บลูพอร์ต หัวหิน, เทอร์มินอล21 โคราช, เซ็นทรัล มารีน่า พัทยา เป็นต้น อีกทั้งกลุ่ม Hypermarket เองก็ขยายสาขาไปต่างจังหวัดเพิ่มมากขึ้น

และทุกศูนย์การค้าก็เลือกจะจัดสรรพื้นที่ร้านอาหารญี่ปุ่นแบบ “จัดเต็ม” เพราะรู้ดีว่าคนต่างจังหวัดนั้นชื่นชอบอาหารญี่ปุ่นเพียงแต่ในอดีตนั้นค่อนข้างหาทานได้ยาก

คำถามคือแล้วร้านอาหารญี่ปุ่นในต่างจังหวัดเติบโตมากแค่ไหน? ถึงทำให้ภาพรวมตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย ณ เวลานี้มีถึง 2,774 สาขา เติบโต 2.2%

 

คำถามต่อมาคือร้านอาหารญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ จากที่ ณ เวลานี้อยู่ในสภาวะถดถอยจะกลับมาใส่เกียร์เติบโตได้เหรอเปล่า? ส่วนพื้นที่ต่างจังหวัดสาขาร้านอาหารญี่ปุ่นจะเติบโตต่อเนื่องต่อไป 5 -6 ปีได้หรือไม่?

คำตอบมีข้อเดียวคือ เศรษฐกิจเมืองไทยจะฟื้นตัวได้ดีแค่ไหน ? เพราะเวลานี้ในภาพรวมธุรกิจร้านอาหารทุกประเภทนั้นเข้าสู่โหมดซบเซามีอัตราความถี่การเข้าร้านของผู้บริโภคลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ไม่เว้นแม้แต่ร้านอาหารญี่ปุ่นที่ต่อให้ผู้บริโภคคนไทย หลงใหล มากขนาดไหน ? แต่หากเงินในกระเป๋าไม่ตอบสนองจากแต่เดิมเข้าร้านเดือนละ 3 – 4 ครั้งก็อาจจะเหลือเพียงเดือนละ 1 ครั้ง 

ไม่เชื่อลองถาม Big Player 2 -3 รายในบ้านเราเองที่ยังต้องปิดบางสาขาที่ประสบปัญหาขาดทุน

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม