Category Archives: The Academy

Social Media ยอดนิยมคน 4 Gen

  ยุคของโซเชียลมีเดียคือทุกสิ่งในชีวิตคนออนไลน์ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คติดอันดับต้นๆ ของโลก

 

จากยอดบัญชีรายชื่อโซเชียลมีเดียของคนไทย แม้ Facebook จะเป็นโซเชียลที่มีบัญชีผู้ใช้สูงสุด แต่ก็มีคำถามว่า จริงๆ แล้วคนไทยติดโซเชียลมีเดียไหนสูงสุด

ETDA ได้สำรวจ โซเชียลมีเดียยอดนิยมของคนไทยในรายงานผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยปี 2560 จากคำถามโซเชียลมีเดียที่ใช้ในรอบ 3 เดือน พบว่า YouTube กลับเป็นโซเชียลมีเดียที่มีการใช้งานสูงสุด มากถึง 97.1% ของกลุ่มตัวอย่างเลยทีเดียว และ Pantip.Com เป็นโซเชียลมีเดียของไทยรายเดียวที่มียอดการใช้งานสูง จนกลายเป็นคำคุ้นชินว่าอยากรู้อะไรไปถาม Pantip อยากคอมเพลนอะไรให้แบรนด์ได้ยินก็ต้องบอกผ่าน Pantip เช่นกัน

แม้ YouTube จะเป็นโซเชียลมีเดียยอดนิยมอันดับหนึ่ง แต่ถ้ามองลึกลงไปถึงพฤติกรรมการใช้งานจริงกลับพบว่า Facebook เป็นโซเชียลมีเดียที่มีผู้ใช้งานบ่อยที่สุด วัดจากคำถามในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาใช้โซเชียลมีเดียเหล่านี้มากน้อยเพียงใด

จากผลรวมเหล่านี้ คงมีคำถามว่า Gen ไหน ฮิตใช้โซเชียลมีเดียอะไรที่สุด

 

Marketeer เชื่อว่าผลการสำรวจการใช้งานโซเชียลมีเดียของ ETDA เป็นไกด์ไลน์ให้กับนักการตลาดประกอบการวางแผนในการสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายได้ส่วนหนึ่ง แต่นักการตลาดอย่าลืมว่าการวางแผนสื่อยังคงต้องประกอบอีกหลายๆ ส่วนในการเข้าถึงผู้บริโภคบน Objective ที่ชัดเจน และบ่งบอกความเป็นตัวตนของแบรนด์ ที่ไม่สร้างความน่าเบื่อหน่ายให้กับผู้บริโภค เพราะอย่าลืมว่าผู้บริโภคมากถึง 66.6% มองว่าโฆษณาที่มากเกินระหว่างใช้งานอินเทอร์เน็ตเช่น ฟังเพลง ดูคลิปวิดีโอ หรือแม้แต่ดูซีรีย์ย้อนหลังได้เข้ามาสร้างปัญหาให้กับพวกเขา

 

 

ตลาด อาหารเจ 2560 ไม่หวือหวา ถ้าทำออนไลน์ดี มีสิทธิ์เกิด

ในช่วงเทศกาลกินเจ มีผู้เล่นหลายรายได้รับประโยชน์ เริ่มตั้งแต่ 7-11 ที่ได้ประโยชน์จากทำเล และความหลากหลายของอาหาร ส่วนร้านอาหารทั่วไปก็จะทำเมนูอาหารเจเพิ่มขึ้นมา และห้างสรรพสินค้าที่ได้จากการขายเครื่องปรุง ขนม และเครื่องดื่ม…

แต่ที่น่าจับตามองในปีนี้ คือการสั่งอาหารเจ ออนไลน์/เดลิเวอรี่

 

K Research คาดว่ามูลค่าตลาดอาหารเจในกรุงเทพฯ ในช่วงกินเจ จะอยู่ที่ 4,560 ล้านบาท ซึ่งไม่ต่างจากปีที่แล้ว โดยปัจจัยหลักมาจากผู้คนที่สนใจทานอาหารเจลดลงเล็กน้อยในปีนี้ ส่วนหนึ่งมาจากอยู่ในช่วงไว้อาลัยด้วย แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่ต้องการกินเจเพื่อทำบุญถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9

โดยราคาอาหารเจที่สูงขึ้น ทำให้มูลค่าโดยรวมยังคงที่ ส่วนงบประมาณอาหารเจต่อวันอยู่ที่ 300 บาท เฉลี่ยมื้อละ 100 บาทนั่นเอง

 

ทางเลือกแรกของผู้บริโภคก็คือ ซื้ออาหารเจมาไปทานที่บ้าน และที่ทำงาน เพราะสะดวก มีตัวเลือกเยอะ และไม่แพงมาก

แต่ถึงอย่างนั้นช่องทางออนไลน์ หรือการสั่งแบบเดลิเวอรี่ ก็กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่คนทำงาน หรือคนที่ไม่สะดวกในการออกไปหาร้านอาหาร

51% ของกลุ่มตัวอย่างสนใจกินเจ 57% ของคนที่สนใจกินเจ เคยสั่งอาหารผ่านทางออนไลน์/เดลิเวอรี่ ดังนั้นเท่ากับว่า 1 ใน 4 ของกลุ่มตัวอย่าง มีโอกาสที่จะสั่งซื้ออาหารเจในช่องทางออนไลน์ในปีนี้ ซึ่งมีทั้ง ร้านอาหารทำออนไลน์เอง (โซเชียลมีเดีย) กับร้านอาหารที่อยู่บน LINE Man, Uber Eat และ Food Panda

 

 

ผู้บริโภคที่สั่งอาหารเจออนไลน์  มีแนวโน้มที่จะสั่งอาหารจานเดียวค่อนข้างสูง เพราะราคาอาหารเจสูงกว่าอาหารทั่วไป และไม่ได้คาดหวังว่ารสชาติของอาหารเจจะต้องอร่อยเหมือน อาหารปกติอยู่แล้ว

ส่วนคำว่าอาหารคลีน/ออร์แกนิค กับ อาหารเจ ดูจะซ้ำซ้อนไปหน่อย ทำให้คนไม่สนใจมากนัก

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับอาหาร คือ รสชาติและราคา แต่สำหรับอาหารเจนั้น การปรุงสดใหม่ มีเมนูหลากหลาย มีคุณค่าสารอาหารครบ เป็นสิ่งที่สำคัญ

ในขณะที่การสั่งออนไลน์/เดลิเวอรี่ ก็ต้องมีความรวดเร็ว และใช้งานง่าย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยรักษาฐานผู้บริโภคให้ร้านค้า หลังจากช่วงเทศกาลกินเจด้วย

 

ที่มา : K Research

 

 

หลักเกณฑ์การประเมินภาวะตลาดที่อยู่อาศัย

ในปัจจุบันความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่จะใช้ประเมินภาวะตลาดที่อยู่อาศัยยังไม่ถูกต้อง เช่น จำนวนหน่วยที่เปิดขายใหม่ เป็นเพียงตัวชี้โอกาสในการได้ที่ดินใหม่ เพื่อใช้ทำโครงการของผู้ประกอบการ แต่ไม่ใช่ตัวชี้ว่าผู้บริโภคจะซื้อที่อยู่อาศัยที่เปิดใหม่มากน้อยเพียงใด อีกทั้งไม่ได้คำนึงถึงว่า จำนวนที่อยู่อาศัยคงค้างเพื่อขายมีจำนวนเท่าใด

ความพยายามในการบอกภาวะตลาดด้วยเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของจำนวนหน่วยที่ขายได้ก็ไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน เนื่องจากจำนวนหน่วยที่ขายได้ขึ้นอยู่กับโอกาสของที่ดินที่เหมาะสมแก่การทำโครงการจะออกสู่ตลาด หรือการส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการเฉพาะที่อยู่อาศัยบางรูปแบบ เช่น ทาวน์เฮ้าส์บูม เป็นต้น

ที่จริงแล้ว ความต้องการที่อยู่อาศัยควรจะต้องขยายตัวด้วยอัตราที่ใกล้เคียงกับประชากรที่ตั้งครอบครัวใหม่ หรือแม้แต่ประชากรที่ไม่ได้ตั้งครอบครัวใหม่แต่เจริญเติบโตขึ้น และควรจะเป็นอัตราที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ ไม่ควรจะเพิ่มหรือลด ในอัตราที่มากเกินไปอย่างที่เกิดขึ้นจริง

ราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้บริโภคที่ไม่อาจมีกำลังซื้อบ้านเดี่ยวได้มีมากขึ้น และเป็นช่องทางให้แก่ผู้ประกอบการในการนำเสนอทาวน์เฮ้าส์ในทำเลกึ่งกลางระหว่างชานเมืองกับในเมืองอย่างขนานใหญ่ ทำให้จำนวนบ้านเดี่ยวที่ขายได้มีแนวโน้มระยะยาวลดลง (ดังรูปที่ 1)

ส่วนจำนวนทาวน์เฮ้าส์กลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก (ดังรูปที่ 2)

ในขณะเดียวกันปัญหาการจราจรที่ติดขัด นำไปสู่การนำเสนอโครงการอาคารชุดในตัวเมืองที่พุ่งขึ้นอย่างมากเช่นเดียวกัน และในช่วงระยะเวลาเดียวกัน (ดังรูปที่ 3)

จนกระทั่งจำนวนหน่วยอาคารชุดที่ขายได้มากกว่าบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ รวมกันเสียอีก

อย่างไรก็ตาม การได้มาซึ่งที่ดินโครงการของผู้ประกอบการไม่ได้อยู่ที่ตัวผู้ประกอบการเอง  แต่ขึ้นอยู่กับเจ้าของที่ดินว่า ยินดีจะขายหรือไม่ บางครั้งที่ดินทำโครงการอาจมีเพิ่มมากขึ้นในบางปี แต่หลังจากนั้นก็ต้องแสวงกลุ่มผู้ขายที่ดินรายใหม่ๆ ซึ่งจะต้องใช้เวลา นี่คือที่มาของการเพิ่มขึ้นและลดลงอย่างฮวบฮาบของจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยที่มีเสนอขายและผู้บริโภคจะหาซื้อได้ และนำไปสู่จำนวนที่อยู่อาศัยที่ขายได้ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง หลายสิบเปอร์เซ็นต์ระหว่างปี ซึ่งบุคคลทั่วไปคงจินตนาการได้เองว่า จำนวนประชากรคงไม่ได้เพิ่มหรือลดปีละหลายสิบเปอร์เซ็นต์เป็นแน่

บางครั้งเมื่อมีจำนวนที่อยู่อาศัยออกเสนอขายมากและผู้บริโภคก็ซื้อกันมากในคราวเดียวกัน จำนวนที่ขายได้หลังจากนั้นอาจลดลงก็ได้ เนื่องจากความต้องการถูกนำไปใช้ล่วงหน้าแล้ว เหมือนกับกรณีรถยนต์คันแรก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม จำนวนที่อยู่อาศัยที่ต้องการในระยะสั้นสัก 5 ปี มีจำนวนค่อนข้างสม่ำเสมอ (ดังรูปที่ 4)

ดังนั้น ควรเลิกเสียทีกับการบอกภาวะตลาดที่อยู่อาศัยด้วยจำนวนเพิ่มลดเป็นเปอร์เซ็นต์

 

 

ข้อมูลโดย: ศูนย์วิจัยศุภาลัย ดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรม

กู้สถานการณ์อย่างไร เมื่อทำงานไม่ทันเส้นตาย

บอกให้รู้แต่เนิ่นๆ – ในทางการแพทย์โรคร้ายยิ่งตรวจเจอเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีเพราะจะทำให้ผู้ป่วยมีเวลารักษาตัวและลดโอกาสการเสียชีวิต ส่วนกับบริบทการทำงานคุณต้องกล้าบอกข่าวร้าย โดยถ้าประเมินแล้วว่าปิด Job ไม่ทันเสร็จตายแน่นอน การให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกระดับทราบว่าเกิดวิกฤต จะช่วยให้มีเวลาคิด ตระเตรียมวิธีและลงมือแก้ไขก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป อย่างไรก็ตามควรเตรียมใจรองรับอารมณ์หัวหน้าไว้ด้วย เพราะเขามีสิทธิจะหัวเสียที่คุณทำงานที่มอบหมายให้ไม่สำเร็จตามเป้า

แจงเหตุผลที่เกินเส้นตาย – หลังแจ้งข่าวร้ายแล้ว ที่ต้องทำถัดมาคือชี้แจงเหตุผลว่าทำไม ไม่ต่างจากแพทย์ที่เผยให้ผู้ป่วยและญาติได้รู้ว่าโรคนี้มีสาเหตุมาจากอะไร โดยควรบอกไปตรงๆ และยอมรับความผิดที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ควรโทษผู้อื่นๆ แก้ตัวใดๆ หรืออ้างเหตุผลร้อยแปด เพราะการสารภาพว่าคุณเองที่พลาด เป็นการแสดงให้รู้ว่าคุณมีรับผิดชอบและไม่เสื่อมเสียหากถูกเปิดโปงความลับที่ปิดไว้

เสนอสิ่งชดเชยความเสียหาย – ในที่สุดก็ถึงเวลาพลิกวิกฤตเป็นโอกาส โดยที่ต้องทำต่อหลังรู้ชัดแล้วว่างานเสร็จไม่ทันเส้นตายพร้อมสาเหตุของความล่าช้า คือการบอกให้ทุกฝ่ายรู้ว่าคุณจะชดเชยความเสียหายนั้นอย่างไร เช่น อาจเป็นความคืบหน้าล่าสุดและสิ่งทดแทนอย่างส่วนลด ซึ่งหากสิ่งที่เสนอให้เป็นที่น่าพอใจ ความคิดด้านลบที่เกิดจากความผิดพลาดก็จะลดลง สวนทางกับความเชื่อมั่นและความอุ่นใจที่เพิ่มขึ้น

ทำตามเส้นตายใหม่อย่างเคร่งครัด – พึงระลึกไว้เสมอว่าการทำงานไม่ทันเส้นตาย ส่งผลให้คุณดูไม่ต่างจากคนทำผิดที่อยู่ในช่วงทัณฑ์บนหรือคนต้องคดีที่อยู่ระหว่างคุมความประพฤติ ดังนั้นไม่ว่าเสนอสิ่งชดเชยอะไรไว้ควรทำให้ได้ตามที่พูด โดยความเชื่อมั่นที่มาพร้อมโอกาสครั้งที่ 2 นี้ ควรให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวคุณเอง เพราะถ้าทำสำเร็จไม่ใช่แค่ชื่อเสียงของคุณจะกลับมา แต่ยังช่วยให้คุณมีความเป็นมืออาชีพอีกด้วย แต่ถ้าครั้งนี้ยังพลาดอีกคุณอาจหมดที่ยืนในความคิดของทุกฝ่ายที่ได้รับเสียหายก็เป็นได้

หาทางสกัดไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย – แก้วที่เคยร้าวหากตกอีกครั้งก็คงแตก ไม่ต่างจากความเชื่อมั่นและชื่อเสียงที่ควรรักษาไว้ไม่ให้เสียหายอีก ดังนั้นควรหาวิธีไม่ให้ทำงานเกินเส้นตายอีก ซึ่งมีอยู่ 5 ขั้นตอนคือ วางปฏิทินไว้ใกล้ตา อย่าชะล่าใจเรื่องเวลา หาคนช่วย สร้างกันชนไว้ด้วยเผื่อฉุกเฉินและถ้าเดินต่อไม่ไหวให้ถอนตัว / themuse

 

5 อนาคต ของ วงการโฆษณา

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา วงการสื่อเปลี่ยนแปลงเยอะมากเพื่อ รองรับความคาดหวังของผู้บริโภค และรองรับการมาของเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงนี้สร้างโอกาสมากมายในอุตสาหกรรม และก็สร้างความซับซ้อนให้นักการตลาด เช่นเดียวกัน

ไม่ต้องมองไปไกลมาก แค่ 10 ปีที่แล้วตอนที่โซเชียลมีเดียยังไม่ใช่สื่อหลัก โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ มีรายได้จากค่าโฆษณาเยอะมาก แต่ในปี 2017 เม็ดเงินโฆษณาในสื่อดิจิทัล (Digital) แซงสื่อดั้งเดิม (Traditional) ไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งสาเหตุหลักไม่ได้เป็นเพราะ โซเชียลมีเดียมีความเร็วหรือสนุกแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะ การเล็งกลุ่มผู้บริโภค (Targeting) และการวัดผล (Measurement) ที่ดีกว่าสื่ออื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด

เพราะฉะนั้นนี่คือเทรนด์ ที่ตอนนี้เกิดขึ้น และจะยังทวีความเข้มข้นในอนาคตที่กำลังจะถึง

 

1.จากจอเดียวไปสู่หลายจอ

โทรทัศน์เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในบ้านมาช้านาน ในห้องนั่งเล่นจะต้องมีโทรทัศน์อย่างน้อยหนึ่งเครื่อง ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่ แต่ในมือของคนที่นั่งดูโทรทัศน์นั้น ทุกคนมีอีกหน้าจออยู่ในมือ ไม่ว่าจะเป็นเด็กอายุ 10 ขวบ หรือ ผู้สูงวัยอายุ 60+ ก็ตาม

ในช่วงเริ่มแรกของสมาร์ทโฟน ผู้ใหญ่มักจะเตือนเด็กวัยรุ่นให้อย่าก้มหน้าก้มตา ตอนที่ทานข้าว หรือใช้เวลากับครอบครัว แต่ตอนนี้เสียงเหล่านั้นน้อยลงไปมาก เพราะผู้ใหญ่ก็เล่นกับเด็กไปพร้อมๆ กัน ถ้าไม่เชื่อลองดูครอบครัวที่ไปทานข้าวดู มักจะเป็นผู้ใหญ่ ที่ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปอาหาร แล้วเอาไปอวดลงกลุ่มไลน์ของพวกเขา

*มีการประมาณว่า จะมีอุปกรณ์ที่สามารถเล่นวิดีโอได้ อย่างน้อย 8 เครื่อง ใน 1 บ้าน (ของผู้เขียนอยู่กัน 4 คน นับได้ 8 เครื่องรวมโน้ตบุ้ค) และในปี 2020, 83% จองประชากร จะดูวิดีโอในรูปแบบดิจิทัล

นั่นหมายความว่าโฆษณาต้องตามผู้บริโภคไปอยู่ในคอนเทนต์ที่พวกเขาอยู่ ปัจจุบันโฆษณาจะโต้ตอบกับเราได้มากขึ้น สั้นขึ้น และเล่าเรื่องในวิธีที่สร้างสรรค์มากขึ้น

 

2.โฆษณาโทรทัศน์เปลี่ยน Target จาก Contextual-Based เป็น Audience-Based

การซื้อโฆษณาโทรทัศน์ในแบบเดิม คือการคาดการณ์ว่าผู้ชมรายการจะเป็นใคร ยกตัวอย่าง 1)รายการเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก กลุ่มส่วนใหญ่อาจจะเป็นคุณแม่ที่มีลูกแล้ว หรือ ผู้หญิงที่กำลังจะมีลูก  2)ละครที่เกี่ยวตัวเอกเป็นชายรักชาย คุณพอจะเดาได้ไหมว่า กลุ่มคนดูส่วนใหญ่เป็นใครกันแน่ ชายรักชาย หรือ แฟนคลับชอบจิ้น ? … และปัจจุบันละคร มีเนื้อหาที่หลากหลายยิ่งขึ้น การวิเคราะห์คนดูก็ต้องละเอียดขึ้นด้วย

ปัจจุบันมีการเก็บข้อมูลของผู้ชมโทรทัศน์ที่ดีขึ้น และวิเคราะห์ผู้ชมจากช่องทางอื่นๆ ควบคู่กัน ในอนาคตจะมีการรวมสอง Analytics ระหว่างแพล็ตฟอร์มที่ดียิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง ในรายการสดของโทรทัศน์ จะมีการพักโฆษณาอยู่ประมาณ 3-4 ครั้งในหนึ่งชั่วโมง ในตอนที่เริ่มโฆษณา ผู้ชมก็จะหยิบมือถือขึ้นมาเล่นทันที ทำให้ตัวเลขโซเชียลมีเดีย หรือการเปิดหน้าจอจะเพิ่มขึ้น ซึ่งผู้ที่มีข้อมูลในมือ ก็สามารถดึงเอาคนที่เล่นโซเชียลมีเดียในเวลาพักโฆษณามา Match กับผู้ชมรายการได้

 

3.Programmatic Advertising กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อเก็บข้อมูลได้มากขึ้น ก็สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น โดยสมัยก่อนอำนาจชี้ขาดอยู่ที่มนุษย์เป็นด่านสุดท้าย (Media Planner) แต่ด้วย Programmatic นักการตลาดตั้งค่าได้เลยว่า ถ้ายอดวิวในยูทูปของวิดีโอนี้ได้รับผลตอบ 1 ล้านวิว ภายใน 3 วันให้เพิ่มจำนวนโฆษณาเป็นสองเท่า แต่ถ้าแย่กว่าที่คาดการณ์ ก็ให้โยกเม็ดเงินนี้ไปลงในช่องทางอื่น เป็นต้น

 

4.Content Marketing

จำนวนโฆษณาออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้คนหาวิธีการ Block โฆษณาออกไปส่วนหนึ่ง ทำให้นักการตลาดหันไปใช้ Content Marketing เพิ่มขึ้น ซึ่งในปี 2016 นักการตลาด B2C ใช้งบประมาณ 32% ไปกับการทำ Content Marketing และมากกว่าครึ่งเตรียมเพิ่มงบในส่วนนี้ ในแผนการตลาดปีต่อไป

ฉะนั้นไม่ว่าแบรนด์คุณจะทำอะไร ลองหาทางรวมแบรนด์ของคุณกับผู้บริโภคในทางสร้างสรรค์ แล้วคุณจะพบช่องทางในการทำ Content Marketing

 

5.พัฒนาการของ Virtual Reality และ Augmented Reality

VR และ AR เป็นเรื่องที่พูดกันมานาน เทคโนโลยีก็มีมานานแล้ว แต่ปัจจุบันพึ่งเริ่มมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ VR จริงจัง อย่างในไทยก็มีร้านเกม VR ดังๆ 2-3 เจ้า ส่วนเทคโนโลยี AR ก็เริ่มถูกพัฒนาในสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ เพราะฉะน้นตอนนี้ก็จะเริ่มชัดเจนแล้วว่า VR อาจจะเหมาะกับสายเกม และสำหรับร้านค้ามากกว่า ในขณะที่ AR สามารถใช้ได้กับสมาร์ทโฟน และใช้โดยไม่รู้สึกเขินอายเท่า VR

ในปี 2021 ตลาด AR/VR สามารถเติบโตไปถึง 108,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็น AR ถึง 83,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ VR 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสาเหตุก็คือ VR ต้องมีอุปกรณ์ทั้งแว่นตา และ ซอฟต์แวร์สำหรับ VR ในขณะที่ AR สามารถโหลดแอปฟรี และค่อยไปเสียเงินทีหลัง

 

ที่มา : AT&T AdWorks Lab และ Advertising Age

4 วิธี “ปรับโทนสีภาพ เว็บไซต์ 40%” สำหรับช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เดือนตุลาคม 60

เนื่องด้วยในเดือนตุลาคม 2560 เป็นช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตามที่ทางสมาคมมีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) ได้ประกาศแนวทางสำหรับสื่อประเภท Digital Owned Media หมายความถึง Website, VDO, Content บน Digital หรือ Social Platform และชิ้นงาน On-line / Digital Material ที่จะจัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ในช่วงวันที่ 1-27 ตุลาคม 2560 โดยมีแนวทางให้ปรับ รูปแบบการนำเสนอชิ้นงานเพื่อถวายความอาลัยดังนี้

1.ใช้เฉดสีเทา (Grayscale) ระดับ 40% คลุมทั้ง Website, VDO, Content บน Digital หรือ Social Platform และชิ้นงาน On-line / Digital Ad หรือ

2.ปรับสีองค์ประกอบต่างๆ โดยแนะนำให้ใช้โทนสีขาว-เทา-ดำ แทน หรือ

3.ใช้สีหน้าเว็บตามปกติ แต่เพิ่มแถบข้อความหรือสัญลักษณ์ด้านบนของหน้าเว็บ (ริบบิ้นถวายอาลัยสีดำ) หรือชิ้นงาน On-line / Digital Material เพื่อถวายความอาลัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจและความสามารถของแต่ละรายที่สามารถจะดำเนินการได้เป็นสำคัญ

สำหรับ บริษัท / ห้างร้าน / SME / ผู้ประกอบกิจการ e-Commerce / ขายสินค้าออนไลน์ ที่มีทีมงานกราฟิก หรือผู้รับผิดชอบด้านเว็บไซต์ สามารถปรับเว็บไซต์ รูปภาพ วิดีโอ คอนเทนต์ และเว็บไซต์ทั้งหมดให้อยู่ใน เฉดสีเทา (Grayscale) ระดับ 40% คลุมทั้งหมดได้ตั้งแต่วันที่ 1  ตุลาคม 2560 ได้เป็นต้นไป

โดยผู้ที่ใช้งานเว็บไซต์บนแพลตฟอร์ม WordPress สามารถคลุมสีเว็บไซต์ และติดตั้งริบบิ้นถวายอาลัย ได้ด้วยการ ดาวน์โหลด Plugins WP Easy Grayscale ได้ที่นี่ www.tannysoft.com

 

วิธีการลง Plugins : WP Easy Grayscale

1.เข้าที่หลังบ้าน Dashboard ของคุณ เลือกที่เมนู Plugin >> Add New >> Upload Plugins

>> เลือกไฟล์ wp-easy-grayscale-v1.2.Zip ที่ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ www.tannysoft.com ติดตั้งได้ทันที

เมื่อติดตั้งเสร็จ

2.สามารถปรับค่าสีขาวดำ (1-100%) และ ริบบิ้น ให้กลับไปที่ Dashboard ของคุณ เลือกที่เมนู Setting >> WP Easy Grayscale >> ปรับค่าสีขาวดำมาอยู่ที่ 60 >>คลิกเลือก ริบบิ้น

เพียงเท่านี้ทุกหน้าเพจเว็บไซต์ของคุณจะถูกคลุมด้วยเฉดสีเทา ลดโทนสีทั้งหมดลงเหลือ 40%
(สามารถ ยกเลิกการใช้ Plugin ได้หลังจากหมดเดือนตุลาคม ความเข้มของสีทั้งหมดก็จะกลับมาที่ค่าปกติ)
ขอบคุณ Plugin WP Easy Grayscale จาก www.tannysoft.com

 

เเต่เชื่อว่า… ยังมีผู้ประกอบการอีกจำนวนมากที่ไม่มีทีมกราฟิก หรืออาจจัยังไม่ทราบวิธีปรับโทรสีรูปภาพให้เป็น 40% 

Marketeer Online จึงขอนำเสนอ “วิธีการเปลี่ยนโทนสีรูปภาพให้อยู่ในระดับ ไม่เกิน 40% แบบไม่ค่าใช้จ่าย และยังสามารถทำได้ทั้งบน คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ อีกด้วย” (สามารถปิดโหลดสีเทาเว็บไซต์ Marketeer.co.th ได้ที่มุมขวาด้านบน “เลือกปิดโหมดสีเทา” เพื่อชมภาพตัวอย่างการปรับภาพ)

 

Mobile

ที่จริงแล้วทั้ง iOS / Android มีโปรแกรมแต่งภาพมากมายให้เลือกใช้ แต่ในวันนี้เราจะขอใช้แอพที่ชื่อว่า “Snapseedในการปรับโทนสีภาพให้เหลือ 40%

 

1.เริ่มต้นจาก ดาวน์โหลดแอพจากทาง AppStore / PlayStore
Link Download : iOS >> https://itunes.apple.com/us/app/snapseed/id439438619?mt=8
Android >> https://play.google.com/store/apps/details?id=com.niksoftware.snapseed&hl=en

2.เปิดแอพขึ้นมาและเลือกเมนู “Open” ที่มุมซ้ายบน >> เลือกภาพที่ต้องการจะปรับ >> เมื่อเลือกภาพได้แล้ว >> ให้ไปที่คำสั่ง Tools >> เลือกหัวข้อ “Saturation” >> เลื่อนไปทางซ้ายเลขแสดงผลขึ้นที่ -60 เป็นอันเสร็จ

3.สามารถ Export ภาพไปใช้บนโซเชียลเน็ตเวิร์คได้ทันที

 

Website

1.เริ่มต้นด้วยการเปิดเว็บบราวเซอร์ของคุณขึ้นมา และเข้าไปที่เว็บไซต์ https://pixlr.com/editor/

2.ระบบจะสอบถามเกี่ยวกับการติดตั้ง FlashPlayer ให้ตอบตกลง หรือ Allow Plugins ทั้งหมด

 

3.เมื่อเปิดหน้าเว็บไซต์ขึ้นมาเป็นที่เรียนร้อยให้เลือกไปที่เมนู “OPEN IMAGE FROM COMPUTER” >> เลือกภาพจากคอมพิวเตอร์ที่คุณต้องการ

4.ไปที่เมนู Adjustment >> Hue & Saturation >> หลังจากนั้น “ปรับลด Saturation” ให้เป็น -60” กด OK >> สามารถเซฟไฟล์ไปใช้งานได้ทันที

Computer: Window / OSX
โปรแกรมแต่งภาพฟรียอดฮิตอย่าง PhotoScape ยังช่วยเราได้เสมอ (ดาวน์โหลดโปรแกรมที่นี่ : http://www.photoscape.org/ps/main/index.php)

1.เมื่อติดตั้งตัวโปรแกรมเป็นที่เรียบร้อย >> เลือกเมนู “แก้ไขภาพ” เลือกภาพที่คุณต้องการปรับให้เรียบร้อย

2.มองไปที่ด้านล่าง เลือกเมนู “ความสว่า, สี” >> การลดสี (decolor) >> เลือกไปที่ –6 / -60%)

3.เพียงเท่านี้รูปของคุณก็จะถูกปรับเป็นภาพที่โทนสีไม่เกิน 40% เซฟไปใช้งานได้ทันที

ตลาดอีคอมเมิร์ซ และพฤติกรรมคนออนไลน์ บนคำว่าห้างออนไลน์มาแรง

 

แปลกไหมที่ คนไทยเบื่อโฆษณาออนไลน์ แต่กลับซื้อสินค้าออนไลน์เพราะเห็นจากโฆษณาออนไลน์

จากการสำรวจ พฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย 2560 พบว่ามากถึง 66.6% รู้สึกว่าโฆษณาเข้ามากวนในขณะใช้อินเทอร์เน็ตฟังเพลง, ดูคลิปวีดีโอ, หรือดูละครซีรีส์ย้อนหลังมากเกินไป แต่ในผลสำรวจเดียวกันมากถึง 55.9% กับคลิกเข้าไปดูเว็บไซต์ แอปพลิเคชันขายสินค้าจากโฆษณาออนไลน์(นั่นแหละ) 54.9% ข้อมูลที่ได้จากรีวิว ความคิดเห็นของผู้ใช้สินค้า และ 47.5% เพราะส่วนลดของแถม โดย 41.9% เลือกเข้าเว็บสินค้าออนไลน์จากเว็บที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของ Search Engine

 

ห้างออนไลน์มูลค่าสูง

มูลค่าห้างสรรพสินค้าออนไลน์

2558 167,364.49 ล้านบาท เติบโต 1,081.32%

2559 257,663.28 ล้านบาท เติบโต 53.95%

2560 312,431.70 ล้านบาท เติบโต 21.26%

ที่มา : มูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2560/ETDA, 2560

กลุ่มห้างสรรพสินค้าออนไลน์ (ไม่รวม มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และ C2C : Consumer to Consumer ) ล้านบาท เป็นกลุ่มที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุด ส่วนหนึ่งมาจากผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่น และมั่นใจจะไม่ถูกหลอกจากการใช้บริการ และการขยายตัวของห้างสรรพสินค้าออนไลน์ที่เข้ามาลงเล่นในตลาดอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น

แม้ช็อปปิ้งออนไลน์จะมีมูลค่าสูง แต่ถ้าแยกย่อยเฉพาะการซื้อขายในรูปแบบ B2C : Business to Consumer กับพบว่า กลุ่มการจำหน่ายอาหาร อาหารแปรรูป ผลผลิตทางการเกษตรและประมง กับมีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุดถึง 178,836.69 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 98.14% ของกลุ่มการจำหน่ายอาหาร อาหารแปรรูป ผลผลิตทางการเกษตรและประมงทั้งหมด

ส่วนห้างสรรพสินค้าออนไลน์ในรูปแบบ B2C มีมูลค่าอันดับ 2 ด้วยมูลค่า 175,867.80 ล้านบาท หรือ 56.29% จากมูลค่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซในกลุ่มห้างสรรพสินค้า

และเครื่องสำอาง อาหารเสริม น้ำหอม และอุปกรณ์เสริมความงาม อยู่เป็นอันดับ3 มูลค่า 146,783.78 ล้านบาท สัดส่วน 93.21% จากมูลค่ารวม

 

อีคอมเมิร์ซโอกาสยังมีอีกมาก

ตลาดอีคอมเมิร์ซ (B2C)

2558       509,998.39 ล้านบาท เติบโต 23.87%

2559       703,331.91 ล้านบาท เติบโต 37.91%

2560       812,612.68 ล้านบาท เติบโต 15.54%

ที่มา : มูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2560/ETDA, 2560

 

จากการคาดการณ์คาดการณ์ของ ETDA พบกว่า มูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2560 ในกลุ่ม B2Cเติบโต 15.54% ด้วยมูลค่าทั้งสิ้น 812,612.68 ล้านบาท และยังมีโอกาสการเติบโตอีกมาก

สิ่งที่ทำให้ ETDA เชื่อเช่นนั้นมาจากการสำรวจผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย 2560 พบว่ามีคนไทยใช้เน็ตมากถึง  40.7% ที่ไม่เคยซื้อสินค้าออนไลน์ แม้เป็นสัดส่วนที่สูงมาก แต่มองอีกด้านคือโอกาสที่จะเติบโตได้อีกไกล ถ้าร้านค้าออนไลน์สามารถจูงใจให้พวกเขายอมที่จะทดลองซื้อสินค้าครั้งแรกได้

ส่วน 38.4% ซื้อสินค้าออนไลน์เดือนละครั้ง 17.7% ซื้อ 2-5 ครั้งต่อเดือน และมากกว่า 5 ครั้งต่อเดือนถึง 3.2%

เมื่อเจาะลึกไปถึงเหตุผลของการไม่ซื้อของออนไลน์พบว่า

51.1% กลัวโดนหลอก

39.9% ไม่ได้สัมผัสและไม่ได้ลองสินค้าก่อนซื้อ

33.9% ไม่พบสินค้าที่ต้องการ

31.1% ชอบเดินชอปปิงมากกว่าสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์

22% ไม่ได้เจอผู้ขายโดยตรง

มองไปที่ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อสินค้า/บริการออนไลน์ของผู้ที่เคยซื้อสินค้าออนไลน์ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาจากการสำรวจของ ETDA พบว่า

85% ง่าย/ประหยัดเวลาและการเดินทาง สั่งซื้อสินค้า

53.4% การได้รับสินค้าสะดวกและ

51.4% มีโปรโมชั่นที่ถูกใจ เช่น มีการแจก โค้ดส่วนลด มีของแถม เป็นต้น

49.7% เปรียบเทียบราคา สามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการที่มีราคาถูกกว่า การซื้อจากร้านค้าที่มีหน้าร้าน รวมไปถึงเว็บไซต์ขายของออนไลน์ มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย และมีการเสนอข้อมูลสินค้าหรือบริการ เช่น รูปภาพของสินค้าชัดเจนน่าสนใจ

28.9% สินค้าที่หน่ายทางออนไลน์บางตัวเป็นสินค้าที่ไม่สามารถหาซื้อจากที่อื่นได้

 

รับได้ถ้าจ่ายไม่เกินพัน

โดยส่วนใหญ่แล้วผู้บริโภคที่ ETDA สำรวจผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย 2560 จะมียอดซื้อสินค้าและบริการไม่เกิน 1,000 บาท  โดย 3 อันดับแรก ที่มีการซื้อสินค้า/บริการไม่เกิน 1,000 บาท ได้แก่ เพลง, ภาพยนตร์, เกม, สติ๊กเกอร์ รองลงมาได้แก่สั่งอาหารออนไลน์ และบริการด้านบันเทิง เช่นซื้อตั๋วภาพยนตร์ คอนเสิร์ต และอื่นๆ

แต่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจคือในหมวดของการใช้จ่ายด้านการเงินและการลงทุนกับใช้เงินมากกว่า 10,000 บาท สูงสุดมากถึง39.6% เลยทีเดียว ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการใช้จ่ายด้านการเงินและการลงทุนส่วนใหญ่แล้วจะทำกับสถาบันการเงินซึ่งมีความเชื่อมั่นถึงความปลอดภัยสูง

 

 

ทำอย่างไรให้งานเสร็จทันก่อนวันเส้นตาย

วางปฏิทินไว้ใกล้ตา – ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเส้นตายแต่ก็แปลกที่คนส่วนใหญ่ไม่ว่าในสาขาอาชีพใด มักพาตัวเองไปตายเพราะทำงานเกินเส้นที่กำหนดไว้อยู่เสมอ โดยหากอยากหลีกให้ไกลวิกฤตนี้ที่ต้องทำอย่างแรกคือหาปฏิทินมาวางไว้บนโต๊ะหรือบริเวณที่อยู่ในระยะสายตาพร้อมวงวันเส้นตายไว้เพื่อเตือนตัวเองให้ตระหนักอยู่เสมอว่าเหลือเวลาทำงานอีกกี่วัน และเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย พร้อมเปิดดูได้ตลอดไม่ว่าอยู่ที่ไหน ควรใช้ Function แจ้งเตือนใน Smartphone ให้เป็นประโยชน์ด้วย

อย่าชะล่าใจเรื่องเวลา – หลายครั้งหลายหนที่เราบ่นในใจว่า “ถ้ารู้อย่างนี้ รีบทำตั้งแต่แรกก็ดี” หรือ “ถ้ามีเวลามากกว่านี้” เมื่อรู้ตัวว่างานต้องรีบปั่นงานให้เสร็จก่อนหรือให้ทันเส้นตายที่กระชั้นเข้ามา แน่นอนว่าผลงานที่ได้คงห่างไกลความสมบูรณ์แบบ โดยคนที่ก่อวิกฤตดังกล่าวขึ้นมาไม่ใช่ใครที่ไหนก็ตัวเราเอง ดังนั้นเพื่อไม่ต้องตกที่นั่งลำบาก เมื่อได้งานมาให้ควรเร่งวางแผน ลงมือทำและอย่าผลัดวันประกันพรุ่งเด็ดขาด

หาคนช่วย – หลังรู้กำหนดส่งงานและไม่ประมาทแล้ว วิธีถัดมาที่พาให้งานเสร็จทันก่อนเส้นตายคือการเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ซึ่งความเอื้อเฟ้อที่คุณร้องขอจากผู้อื่นนี้แบ่งออกได้เป็น2ส่วน ได้แก่ งานที่คุณไม่ถนัดและงานเล็กๆน้อยๆที่สามารถวานให้ รุ่นน้องหรือลูกน้องทำแทนได้ ทั้งหมดเปิดโอกาสให้คุณทุ่มเวลาทำส่วนที่ถนัดได้เต็มที่เพื่อให้งานโดยรวมออกมาดีและเสร็จทันเวลา โดยความสามัคคีและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นจะเป็นกำไรที่ได้ควบคู่กันมาทุกครั้งหลังงานเสร็จ ดังนั้นควรตอบรับการช่วยเหลือเมื่อถูกร้องขอ หากมันไม่ให้งานคุณลำบากเพราะอนาคตอาจเป็นคุณเองที่ต้องการความช่วยเหลือบ้าง

สร้างกันชนไว้ด้วยเผื่อฉุกเฉิน – ต่อให้วางแผนไว้ดีแค่ไหน เรื่องไม่คาดคิดที่ส่งผลให้งานสะดุดก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอ โดยการเผื่อเวลาสามารถแบ่งเบาความรุนแรงของปัญหาและผลกระทบต่อเนื่องที่จะตามมา ไม่ต่างจากกันชนหน้ารถที่บรรเทาความร้ายแรงของอุบัติเหตุ ดังนั้นก่อนลงมือทำงานทุกครั้งควรกำหนดเส้นตายล่วงหน้าไว้ด้วย เพราะนอกจากมีพื้นที่หายใจให้คุณระหว่างคลี่คลายสถานการณ์แล้ว เมื่องานเสร็จไม่ว่าก่อน ทันหรือหลังเส้นตาย ภาพลักษณ์คุณในสายตาหัวหน้างานหรือลูกค้าก็จะดีกว่าคนที่ทั่วไป เพราะได้รับการชื่นชมที่เตรียมพร้อมเสมอและกู้สถานการณ์ได้นั่นเอง

เดินต่อไม่ไหวให้ถอนตัว – หากเลือกได้คงไม่มีใครอยากเจอความล้มเหลว โดยเพื่อปิดทางให้ไปถึงจุดนั้น บางครั้งคุณต้องยอมรับว่าไม่ไหวจริงแล้วถอนตัวออกมาแต่เนิ่นๆ ก่อนอะไรจะสายเกินแก้ โดยในบริบทของการทำงาน เมื่อประเมินแล้วว่าไม่ไหวจริงๆ ควรเร่งบอกผู้บังคับบัญชา เพื่อหาคนที่เหมาะสมกว่าทำแทนให้งานเสร็จทันเส้นตาย / howstuffwork

สร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ ในยุคข่าวปลอม

ในยุคที่โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลมากกว่าสื่ออย่างโทรทัศน์ แค่เพจหนึ่งเพจลงข่าวโยงดารากับมือที่สาม ก็สามารถปั่นกระแสคนได้เป็นแสนคน แต่คำถามคือ เพจ หรือ แบรนด์เหล่านั้นจะอยู่ได้ยาวขนาดไหน?

เพราะฉะนั้น หากคุณอยากสร้างแบรนด์ให้ยั่งยืนจริงๆ ความน่าเชื่อถือ กับ Trust เป็นสิ่งที่สำคัญ

มาดู Infographic ที่ใช้ข้อมูลจากรายงานของ Edelman Trust Barometer ที่ว่าด้วย “5 ขั้นตอนในการ สร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ ”

 

1.Content

คอนเทนต์ ไม่จำเป็นต้องเป็นบทความ รูปภาพ หรือ วิดีโอ แต่เป็นอะไรก็ได้ที่แบรนด์ต้องการจะบอกให้คนฟัง แต่ที่สำคัญที่สุด เนื้อหาที่ออกไปต้องมีคุณค่ากับผู้บริโภคในช่วงเวลานั้นๆ

83% ของผู้ที่มีอำนาจการตัดสินใจในองค์กร เชื่อว่าการเป็นผู้นำทางความคิดช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในองค์กร

 

2.Communicate

60% ผู้บริโภคเชื่อเสียงของผู้บริโภคด้วยกันมากที่สุด

ดังนั้นแบรนด์ต้องสื่อสารด้วยเสียงแบบเพื่อนคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถาม หรือ การเล่าเรื่อง มนุษย์ก็ยังอยากมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกันอยู่ดี

 

3.Community

เมื่อเกิดการ Communicate มากพอ Community ก็จะเกิดขึ้น ซึ่งบางแบรนด์สร้าง Community ให้เกิดขึ้นได้จริง เวลาต้องการความเห็น คำแนะนำ ผู้บริโภคก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และถ้าแบรนด์เป็นส่วนหนึ่งกับ Community ได้เมื่อไหร่ แบรนด์มีโอกาสจะเข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น และแก้ปัญหาให้ผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ

61% ผู้บริโภคคิดว่าโซเชียลมีเดียน่าเชื่อถือกว่าโฆษณา

 

4.Constant

70% ของผู้บริโภคชอบแบรนด์ที่สม่ำเสมอ มากกว่าแบรนด์ที่ดังเพราะแคมเปญๆ เดียว เพราะความสม่ำเสมอ ก็เป็นส่วนหนึ่งของความน่าเชื่อถือเช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น น้ำชาเขียวในไทยที่แจกของอย่างล้นหลาม ซึ่งคนที่เข้าหาแบรนด์ก็มาเพราะอยากได้ของ แต่ในวันที่แบรนด์หยุดแจกของ แบรนด์ก็ไม่เหลืออะไร

 

5.Context

จากรายงานพบว่าคอนเทนต์ใน LinkedIn ได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่า โซเชียลมีเดียอื่นๆ ถึง 3 เท่า นั่นก็เป็นเพราะ LinkedIn เป็นศูนย์รวมความรู้ และคอนเนคชั่นด้านการทำงานที่สร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์มาอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

ฉะนั้นไม่จำเป็นว่าคุณต้องสร้างแบรนด์ใน LinkedIn ก็ได้ แต่คำภามที่คุณต้องตอบให้ได้ คือ ผู้บริโภคของคุณคือใคร และช่องทางไหนที่จะติดต่อพวกเขาได้ดีที่สุด Facebook Instagram LINE LinkedIn Pinterest Twitter หรือ Pantip  เป็นต้น

 

ที่มา : LinkedIn Business และ Social Media Today

 

 

เชื่อไหมว่า วันนี้ผู้บริโภคซื้อรถใหม่ ตัดสินใจเร็วขึ้นกว่าเดิม

 

วันนี้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อรถใหม่จาก 3 เดือนในปี 2014-2015 เหลือเพียง 2 เดือน และยังไปที่โชว์รูมก่อนตัดสินใจซื้อ

การตัดสินใจเร็วขึ้น เข้าโชว์รูมน้อยลงไม่ใช่ว่าพวกเขาจะไม่หาข้อมูล แต่เพราะโลกออนไลน์ทำให้ Journey ของคนเปลี่ยนไป

ก่อนจะเข้าไปถึงพฤติกรรมการตัดสินใจและ Journey ของผู้บริโภคในการหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อรถยนต์สักคัน

ถ้าถามว่าวันนี้ทำไมคุณถึงต้องการซื้อรถ

จากวิจัยของ Google ในหัวข้อ Drive to Decide ให้เหตุผลการซื้อรถคันใหม่หรือซื้อรถคันแรกของผู้บริโภคในยุค 2017 มาจาก

52% คนซื้อรถใหม่เพราะสถานะการเงินที่ดีขึ้น

26% ครอบครัวขยาย เช่นมีลูก

17% เปลี่ยนงานใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วหมายถึงเดือนที่สูงขึ้น

16% แต่งงาน

14% เหตุผลด้านสุขภาพ และอายุ

ซึ่งเหตุผลการตัดสินใจซื้อรถขั้นต้นนี้ เป็นเครื่องตั้งต้นที่ดีให้กับแบรนด์รถและดิลเลอร์ในการเข้าไปอยู่ในทุกช่วงโมเมนต์ แต่จะรู้เพียงโมเมนต์อย่างเดียวคงไม่พอ

 

 Journey ในการหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อรถยนต์คันใหม่ใน 12 เดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

80% ผู้บริโภคก่อนซื้อรถใหม่จะมีแบรนด์อยู่ในใจประมาณ 2.9 แบรนด์ก่อนเริ่มต้นหาข้อมูลรองรับการตัดสินใจ

แม้จะมีแบรนด์รถอยู่ในใจแต่ 74% ก็ไม่มั่นใจว่า จะซื้อแบรนด์ไหน และรุ่นอะไร ซึ่งอาจดูเหมือนกว่า พวกเขาต้องไปโชว์รูม ดูรถ ขอข้อมูล เช็คราคา โปรโมชั่นจากพนักงานขายบ่อยขึ้น

เปล่าเลย วันนี้ผู้บริโภคที่จะซื้อรถใหม่กลับเข้าโชว์รูมน้อยลงเรื่อยๆ ในทุกๆ ปีจาก 2.5 ครั้ง ในปี 2015 เหลือเพียง 2.3 ครั้งในปีนี้ บน Touch Point ที่มากมายและยุ่งเหยิง

Touch Point ที่มีอิทธิพลในการกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคที่คิดจะซื้อรถใหม่พบว่า

96% ค้นหาข้อมูลจาก Search Engine

88% หาข้อมูลจาก Online VDO

82% จาก Social Media

55% เข้าชมโชว์รูม

47% สอบถามพนักงานขาย

46% เข้าเว็บไซต์แบรนด์รถ

45% เทสต์ไดร์ฟ

41% Word of Mouth

37% เว็บไซต์เปรียบเทียบ

36% โฆษณาผ่านทีวี

36% เว็บไซต์ดิลเลอร์

29% โบชัวร์ หนังสือ ใบปลิว

22% นิตยสารและหนังสือพิมพ์

 

ดู VDO Online แล้วไปต่อ

Search Engine และ VDO Online เป็น 2 Touch Point อันดับต้นๆ ที่มีความน่าสนใจคือส่วนใหญ่แล้วผู้บริโภคจะ Search หาข้อมูลและไปสิ้นสุดการตัดสินใจหลังดู VDO Online ที่มี 5 คอนเทนต์ยอดนิยมได้แก่

47% รีวิวรถ / ทดลองขับ การทดสอบการเปรียบเทียบ

44% ทดสอบความปลอดภัยของรถ

40% ชมรูปลักษณ์ภายในและภายนอก

39% วิดีโอที่มีเนื้อหาเสมือนจริง

39% สมรรถนะรถยนต์

ผู้บริโภคยังยอมรับว่าการดู VDO Online ยังทำให้ผค้นพบรถรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่เคยนึกถึงมากก่อนถึง 87%,77% ทำให้กรอบการพิจารณาแคบลง และ 94% ดูจบหาข้อมูลเพิ่มจากแหล่งอื่นๆ ประกอบด้วย 49% ไปยังเว็บไซต์ดิลเลอร์ 44% ขอใบเสนอราคา 40% ร่วมงานอีเวนต์ 40% มองหาโชว์รูมใกล้บ้าน  

 

 บุคคลใกล้ชิดยังเป็นผู้ทรงอิทธิพล

การหาข้อมูลด้วยตัวอาจยังไม่พอ 49% ยอมรับว่าบุคคลรอบข้าง บุคคลใกล้ชิดยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่จะสามารถโน้มน้าวในการเลือกซื้อรถด้วยเช่นกัน เมื่อแยกเป็นผู้ซื้อรถยนต์คันแรก และผู้ซื้อรถยนต์คันใหม่ ผู้ทรงอิทธิพลจะมีความสำคัญไม่เท่ากันดังนี้

แฟน/สามี หรือภรรยา – ผู้ซื้อรถคันแรก 47% ผู้ซื้อรถคันใหม่ 56%

พ่อแม่ – ผู้ซื้อรถคันแรก 38% ผู้ซื้อรถคันใหม่ 25%

สมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ – ผู้ซื้อรถคันแรก 19% ผู้ซื้อรถคันใหม่ 15%

เพื่อน – ผู้ซื้อรถคันแรก 8% ผู้ซื้อรถคันใหม่ 7%

ลูก – ผู้ซื้อรถคันแรก 5% ผู้ซื้อรถคันใหม่ 11%

ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย ลดลง 4% การเข้าถึง Journey ผู้บริโภคให้แบรนด์เข้าไปเป็น 1 ใน 2.9 แบรนด์ที่เป็นทางเลือกของผู้บริโภคตั้งแต่เริ่มต้น บนประสิทธิภาพของรถยนต์ และการบริการการขายที่ดี การประสบความสำเร็จด้านยอดจำหน่ายไม่ไกลเกินเอื้อม

อ่านเพิ่ม คนซื้อรถต้องการอะไรในโลกออนไลน์  http://marketeer.co.th/archives/102357