Category Archives: The Academy

น้ำผลไม้ยุคนี้ “สุขภาพ” ไม่พอ! ต้องสดใหม่ถึงจะ WOW

ถึงจะไม่ใช่หน้าร้อนที่เกมตลาดเครื่องดื่มจะสู้รบกันอย่างดุเดือด แต่ในช่วงปลายปีนี้กลับเกิด “สงครามย่อยๆ” ในกลุ่มตลาดน้ำผลไม้ที่มีมูลค่า 12,000 ล้านบาท โดยได้เกิดปรากฏการณ์ 3 แบรนด์เรียงคิวเปิดตัวสินค้าใหม่ในเวลาที่ไล่เลี่ย “หายใจรดต้นคอ” กันเลยทีเดียว

แต่… ความน่าสนใจไม่ได้อยู่แค่นั้น หากแต่ทั้ง 3 แบรนด์ใหม่ในตลาดต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าตัวเองเป็นสินค้าใหม่ “แกะกล่อง” ในตลาดที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน

เหตุผลที่ทุกรายต่างพูดว่า “ใหม่” เพราะเวลานี้ตลาดน้ำผลไม้มีอัตราเติบโตเพียง 2 -3% เท่านั้น อีกทั้งที่ผ่านมานวัตกรรมสินค้าน้ำผลไม้เดินอยู่แค่เรื่องเดิมๆ คือ น้ำผลไม้ 100% กับไม่เต็มร้อย ที่ถูกยึดติดมาอย่างยาวนาน

ทำให้การลอนซ์สินค้าใหม่ในครั้งนี้ ก็เพื่อสร้างเส้นทางเลือกอันหลากหลายให้แก่ผู้บริโภค ไม่แปลกที่ทั้ง 3 รายต่างสร้าง “จุดขาย” ที่โดนใจเพื่อให้ผู้บริโภคยอมรับ New Product ที่ตัวเองสร้างขึ้นมา

แต่ใครจะเข้าเส้นชัย คงต้องไปวัดกันว่า “ผู้บริโภคจะเลือกแบรนด์ไหน ในสนามแข่งตามตู้แช่ทั่วประเทศ”

ล้อมกรอบ

สัดส่วนตลาดน้ำผลไม้มูลค่า 12,000 ล้านบาท

ผลไม้ 100% กลุ่ม Premium : 40%  ผลไม้ 40% กลุ่ม Midteer : 10%  ผลไม้ 25% หรือต่ำกว่า : 50%

น้ำผลไม้กับแสตมป์

“ไม่มี ไม่ได้แล้ว” 

กลายเป็นเทรนด์ยอดฮิตในทุกสินค้ากับการแจกแสตมป์ 7-Eleven เพื่อใช้แลกของหรือแลกซื้อสินค้า น้ำผลไม้ทั้ง3 แบรนด์น้องใหม่ก็ใช้กลยุทธ์การตลาดแจกแสตมป์กันหลายดวงเมื่อซื้อสินค้าของตัวเอง โดยมีเป้าหมายก็เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น

เมื่อมีหลายสินค้าที่วางขายใน 7-Eleven เลือกใช้ยุทธวิธีนี้ ทำให้บางสาขามีแสตมป์ไม่เพียงพอต่อลูกค้า

ถอดรหัสพฤติกรรมคนทาน “น้ำผลไม้”

              *น้ำผลไม้ 100% ที่มีมูลค่า 4,800 ล้านบาท ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะดื่มเพื่อสุขภาพตัวเองอย่างแท้จริง โดยชื่นชอบน้ำส้มเป็นพิเศษ อีกทั้งยังไม่ค่อยเปลี่ยนแบรนด์หากถูกใจชื่นชอบยี่ห้อไหนแล้วจะดื่มแบรนด์นั้นตลอด โดยตลาดในกลุ่มนี้มี “ทิปโก้” กับ “มาลี” ที่แข่งขันกันอย่างหนัก

*กลุ่มน้ำผลไม้ไม่ 100% มีมูลค่า 7,200 ล้านบาท ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะดื่มเพื่อดับกระหายเป็นหลัก อีกทั้งยังชอบการเปลี่ยนแบรนด์ใหม่เพื่อทดลองอยู่ตลอดเวลา ในตลาดนี้มีการแข่งขันอยู่หลายแบรนด์และนิยมใช้กลยุทธ์ทางด้านราคาเพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่าย

“มาลี เฮลติพลัส”

ดื่มน้ำผลไม้ก็ “สวยได้”

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยผู้หญิงไทยยังปรารถนาที่จะมี “ผิวสวย” จึงไม่แปลกที่จะเห็นพวกเธอพร้อมจ่ายเงินให้กับสินค้าความงามอย่างง่ายๆ เพื่ออัพเกรดตัวเองให้ดูดี รวมไปถึงกลุ่มเครื่องดื่มที่ใช้ “จุดขาย” ดื่มแล้ว “สวยวันสวยคืน” ถือเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่สาวไทยชื่นชอบ

กลายเป็นโอกาสของ “มาลี” เครื่องดื่มน้ำผลไม้ Premium ที่มองเห็นพฤติกรรมดังกล่าวพร้อมกับสร้าง New Product และ New Segment ในตลาดน้ำผลไม้ด้วยการลอนซ์ “มาลี เฮลติพลัส” ที่มีจุดขายคือ “ผิวชุ่มชื่น” โดยใช้สูตรการปรุงคือน้ำผลไม้ 20% + น้ำแร่ 80%

“เราต้องการจับกลุ่มสาวๆ อายุ 18 – 24 ปี ซึ่งเป็นตลาดที่มาลีไม่แข็งแกร่ง เราจึงคิดที่จะจับตลาดนี้ด้วยการสร้างปรากฏการณ์ครั้งแรกในวงการน้ำผลไม้ที่ยังไม่เคยมีแบรนด์ไหนทำมาก่อนด้วยการผสมน้ำแร่ 80% เข้าไปในน้ำผลไม้พร้อมกับสื่อสารถึง Benefit ว่าช่วยในเรื่องผิวพรรณชุ่มชื่น” รุ่งฉัตร บุญรัตน์ กรรมการและรองผู้จัดการใหญ่สายการขายและการตลาด บริษัท มาลีสามพราน จำกัด (มหาชน) เล่าถึงเหตุผลในการลอนซ์สินค้า

Economy ในร่างไฮโซ

ไม่ใช่แค่สูตรผสมทาง Product ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน แต่ยังรวมไปถึงการสื่อสาร Benefit ของน้ำผลไม้ที่ส่วนใหญ่เลือกจะสื่อสารถึงดื่มเพื่อสุขภาพ แต่ “มาลี เฮลติพลัส” เลือกที่จะบอกว่าดื่มแล้วผิวพรรณสวยเด้ง

ความน่าสนใจอีกอย่างคือการมีส่วนผสมน้ำผลไม้ 20% ทำให้ “มาลี เฮลติพลัส” จะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Economy ตามกฎของ เอซี นีลเส็น ที่ใช้วิธีการแบ่งสัดส่วนตลาดน้ำผลไม้ตามอัตราความเข้มข้น

เพราะอย่างที่รู้ตลาดนี้ แต่ละแบรนด์เลือกที่จะใช้ราคาขายที่ถูก ในขณะที่ “มาลี เฮลติพลัส” เลือกที่จะขายในราคาใกล้เคียงกับน้ำผลไม้แท้ 100% ที่อยู่ในกลุ่ม Premium

“มาลี เฮลติพลัส ถึงจะมีน้ำผลไม้แค่ 20% แต่ในความคิดของเราจัดให้อยู่ในกลุ่ม Premium ที่มีราคาขาย 25 บาททั้ง 3 รสชาติ และเราขอโฟกัสให้ยอดขายเติบโตมากที่สุด ไม่ได้สนใจในเรื่อง Segment”

พูดง่ายๆ คือแม้กฎทางการตลาดจะตีตราว่าเป็นสินค้าในตลาดล่าง แต่ “มาลี เฮลติพลัส” ขอฉีกกฎด้วยการขอเป็นสินค้าตลาดล่างที่มีชนชั้นเทียบเท่าน้ำผลไม้เกรด Premium เพราะหากมองถึงส่วนผสมอีก 80% ที่เหลือคือน้ำแร่ธรรมชาติที่มีคุณภาพสูงที่ “มาลี” พิถีพิถันยอมลงทุนมหาศาลสร้างท่อใหม่ต่อไปยังโรงงานเพื่อผลิตน้ำแร่

และไม่ใช่แค่นั้น แต่ยังรวมไปถึงการทำ Test Product มากกว่า 15 ครั้งกับกลุ่มตัวอย่างจนเมื่อมีผู้บริโภคตอบว่า ” OK” มากถึง 90% ถึงค่อยลอนซ์สินค้าวางขายในตลาด โดยเริ่มต้นที่ “7-Eleven” หลังจากนั้นจึงค่อยกระจายไปยังช่องทางการขายต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมกับใช้งบการตลาด 50 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของบริษัทเพื่อกระตุ้นยอดขาย

Product ที่ทำให้แบรนด์ดู “สาว”

จะเห็นได้ว่า “มาลี” ทุ่มเทและคาดหวังกับ Product ใหม่ของตัวเองอย่างมาก แต่ความท้าทายที่ถูกจับตามองคือ การเลือกจับกลุ่มลูกค้าวัยทีน ในขณะที่ Image Brand ของตัวเองผู้บริโภคมองว่าเหมือนคุณป้าอายุ 40 ปี นับเป็นอะไรที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง และถือเป็นสิ่งที่มาลีต้องขบคิดไม่ใช่น้อย

“ที่ผ่านมาเราเองพยายามแต่งตัวให้แบรนด์ใหม่เพื่อให้ดูทันสมัยมากขึ้น โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ลุคเราค่อยๆ เปลี่ยนดู Young กว่าเดิม แต่ขณะเดียวกันเราก็อยากจะเก็บความน่าเชื่อถือของแบรนด์เอาไว้”

พูดง่ายๆ “มาลี” อยากให้ Image Brand ตัวเองทันสมัยมากขึ้น แต่ก็ยังต้องแฝงไปด้วยความน่าเชื่อถือ เหตุผลเพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ยุคสมัย พฤติกรรรมการซื้อน้ำผลไม้อันดับแรกต้องเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคยอมรับคุณภาพ

น้ำผลไม้ VS Functional Drink

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น “มาลี เฮลติพลัส” เลือกจะแหวกแนวตลาดน้ำผลไม้ด้วยการสื่อสารถึง Benefit เรื่องดื่มแล้วผิวพรรณสวยงาม ซึ่งตรงกับการสื่อสารของแบรนด์ต่างๆ ในกลุ่มเครื่องดื่ม Functional Drink ที่กำลังเกิดสภาวะวิกฤติในเรื่องยอดขายเมื่อผู้บริโภคดื่มแล้วเห็นผลไม่ทันใจหรือ “สวยอืดอาด” นั่นเอง

“ด้วยราคาไม่ต่างกันเท่าไรและ Benefit สินค้าใกล้เคียงกันคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะชน Functional Drink แต่ในแง่วิธีสื่อสารกับผู้บริโภคเราจะไม่ Over Claim แบบดื่มแล้วผิวสวยทันตาเห็น มาลีขอยืนอยู่ใน Core Benefit แบบระยะยาวสื่อสารกับผู้บริโภคว่าให้ดื่มแล้วสวยแบบยืนยาวจากภายในสู่ภายนอก”

หากจะสรุปสั้นๆ แนวทางของ “มาลี เฮลติพลัส” คือไม่ได้ใช้ Message การสื่อสารที่หวือหวาเพื่อสร้างฐานลูกค้าอย่างรวดเร็ว แต่ขอแบบ “ช้าแต่ชัวร์” เพราะหากสังเกตจากการตั้งเป้ายอดขาย 4 เดือนแรกคือ 100 ล้านบาท แล้วเมื่อถึงสิ้นปี 2014 “มาลี เฮลติพลัส” จะมีสัดส่วน 10% จากรายได้ทั้งหมดของบริษัท

ล้อมกรอบ

3 ความยากของ New Segment

การสร้าง New Segment ขึ้นมาในตลาดน้ำผลไม้ของ “มาลี” ต้องเจอกับ 4 เกมการตลาดที่ยากพอสมควร

1.ถึงจะไม่เคยมีแบรนด์ไหนในตลาดน้ำผลไม้ Economy เลือกที่จะใช้สูตรผสมน้ำแร่เข้าไป 80% แต่ถ้าวันหนึ่ง “มาลี เฮลติพลัส” สามารถสร้างยอดขายได้ดี ย่อมเกิดการ Copy สินค้าแน่นอน โดยเฉพาะสินค้าประเภทเครื่องดื่มเป็นอะไรที่ Copy สูตรผสมกันได้ง่ายมาก

2.Image ของแบรนด์ดูมีอายุ ขณะที่กลุ่มเป้าหมายของ Product คือวัยทีน ทำให้ต้องสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายอย่างหนักเพื่อให้เกิดการทดลองซื้อสินค้า

3. เป็นที่รู้กันดีว่าแต้มต่อของ “มาลี” คือการได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างสูงถึงคุณภาพของสินค้า แต่กับการตั้งราคาขาย “มาลี เฮลติพลัส” อยู่ที่ 25 บาท/กล่อง ทำให้ผู้บริโภคที่ Sensitive เรื่องราคาอาจตัดสินใจซื้อยากหน่อย

Game Challenge

ของน้ำผลไม้ขวดใหม่ที่ชื่อว่า If

ต้องบอกว่าตลาดน้ำผลไม้มูลค่า 12,000 ล้านบาท เปรียบเสมือนเค้กก้อนใหญ่ที่ใครๆ ก็อยากแย่งชิง จึงไม่แปลกที่จะได้เห็นเทรนด์การแข่งขันอัดกันด้วยโปรโมชั่นดุเดือด ตลอดจนเทรนด์การสร้าง Segment ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนในตลาด เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค

หากมองดูตลาดน้ำผลไม้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 สนามรบใหญ่คือ น้ำผลไม้แท้ 100% กับน้ำผลไม้ไม่ 100% ผสมกับน้ำอื่นๆ โดยตลาดนี้ถือว่ามีการแข่งขันอย่างรุนแรง เพราะทุกแบรนด์รู้ดีว่าการจะช่วงชิงในตลาดน้ำผลไม้ Premium 100% เป็นเรื่องยากมาก เพราะมี “ทิปโก้”และ “มาลี” จับจองมาอย่างยาวนาน

จึงไม่แปลกที่แบรนด์น้องใหม่ในตลาดอย่าง If เลือก Move ไปยังน้ำผลไม้ไม่ 100% โดยใช้สูตรน้ำผลไม้ + วิตามิน = ฟรุตตามิน บรรจุขวด PET โดยมี 2 รสชาติให้เลือกคือ”เลมอน” และ “องุ่นขาว” วางขายราคา 20 บาท

พงศกร พงษ์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดริ้งค์โคโลจีสต์ จำกัด เจ้าของแบรนด์ If บอกว่าที่ผ่านมาในตลาดน้ำผลไม้ไม่ 100% ยังไม่เคยมีแบรนด์ไหนคิดสูตรผสมน้ำผลไม้เหมือนอย่างที่ If ทำ ณ เวลานี้

ไม่ใช่ Functional Drink อย่างที่คิด

ถึงมองดูผิวเผิน If จะมีความเหมือนกับเครื่องดื่มประเภท Functional Drink ไม่ว่าจะเป็นบรรจุขวด PET ที่มีดีไซน์สีสันสดใส กลุ่มเป้าหมายเดียวกันคือนักศึกษาและวัยทำงานเริ่มต้น.รวมไปถึงการมีราคาขายมาตรฐานเดียวกับ Functional Drink คือ 20 บาท แต่ถึงอย่างไรในความคิด พงศกร If ไม่ใช่ Functional Drink

“If ไม่ได้วางตัวเองเป็น Functional Drink ที่ชูจุดขายดื่มแล้วจะสวยผิวขาว แต่เราชูจุดขายแรกในการเป็นเครื่องดื่มเพื่อความสดชื่นและมีชิ้นเนื้อผลไม้อยู่ในขวด ส่วนจุดขายต่อมาคือการเป็นเครื่องดื่มที่คัดสรรสิ่งดีๆ จากธรรมชาติ”

เหตุผลที่ทำให้ If เลือกที่จะใช้จุดขายดื่มเพื่อความสดชื่นเป็นอันดับแรก เพราะเป็น Benefit ที่ผู้บริโภคเข้าใจได้ง่ายที่สุด แต่หากจะเร่งสร้าง Brand Awareness ให้ตัวสินค้าเพื่อให้ผู้บริโภคทดลองดื่มอย่างรวดเร็ว การใช้ Presenter เป็นสิ่งที่เครื่องดื่มน้องใหม่ในตลาดเลือกจะใช้กันทั้งนั้น

“เจมส์ มาร์” ที่เวลานี้กลายเป็น Presenter สุด HOT เพราะเวลาเพียงไม่กี่เดือนหลังจากแจ้งเกิดในละคร “สุภาพบุรุษ จุฑาเทพ” เขารับงานเป็น Presenter มากถึง 8 แบรนด์สินค้าและหนึ่งในนั้นก็คือ If

“จริงๆ Presenter ก็คุยกับดาราหลายคน แต่ที่เลือก เจมส์ มาร์ เพราะความคงเส้นคงวาในจอทีวีเป็นอย่างไรนอกจอก็เป็นอย่างนั้น รวมไปถึงการที่เขาเป็นคนตีกอล์ฟและรักษาสุขภาพ”

โปรโมชั่นแบบ ยั่งยืน

การเข้ามาในตลาดด้วยการเปิด Segment ใหม่ที่ยังไม่มีใครเดินตามของ If จำเป็นต้องงัดลูกเล่นการตลาดหลายวิธีเพื่อทำให้แบรนด์แจ้งเกิด ไม่ว่าจะเป็นการแจก iPhone 5C จำนวน 6 เครื่องผ่าน Facebook ของตัวเอง รวมไปถึงโปรโมชั่น ณ จุดขายใน 7-Eleven แจกแสตมป์ 3 ดวงเมื่อซื้อ If 1 ขวด

ถึงจะใช้โปรโมชั่นเป็นเครื่องมือการตลาด ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของแบรนด์น้องใหม่ ที่จะต้องทำตัวเองให้ดูโดดเด่นตามตู้แช่ ณ จุดขายทั่วประเทศ แต่ถึงกระนั้นหากสังเกตโปรโมชั่นของบรรดาแบรนด์น้ำผลไม้ยังไม่มีใคร “ใจถึง กล้าทุ่ม” เหมือนอย่าง “อิชิตัน” และ “โออิชิ” ที่ใช้โปรโมชั่นแรงๆ จนทำให้ขวดชาเขียวของตัวเองโดดเด่นในตู้แช่กว่าเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ

“หาก If ใช้โปรโมชั่นแรง ยอดขายจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อหมดโปรโมชั่นยอดขายจะดิ่งตกลงอย่างน่าตกใจ  แนวทางของ If เลือกค่อยๆ เติบโตทีละน้อย แต่มั่นคง โดยเราตั้งเป้ายอดขาย 4 เดือนสุดท้ายของปีนี้ไว้ที่ 85 ล้านบาท”

ตีโจทย์ ฟรุตตามิน

การใช้ Presenter และโปรโมชั่นถือเป็นสเต็ปแรกในการทำตลาดของ If สเต็ปสองต่อมาที่ทีมการตลาดกำลังวางแผนอยู่คือการสื่อสารถึงคำว่า “ฟรุตตามิน” ว่ามีประโยชน์อย่างไรต่อสุขภาพ โดยจะเริ่มขับเคลื่อนการสื่อสารในช่วงเดือนมกราคมปีหน้า

นั่นเพราะ If รู้ดีว่าผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มเพื่อความสดชื่นเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังต้องการว่าดื่มแล้วฉันได้ประโยชน์อะไร?

“สเต็ป 2 คือความท้าทายของเราว่าจะตีโจทย์ให้ผู้บริโภครู้จักฟรุตตามินอย่างไร เราจะใช้เครื่องมือการตลาดหลายชนิดเพื่อให้ผู้บริโภครู้จักฟรุตตามิน และต้องรู้ในทันทีว่า If คือเครื่องดื่ม Health จริงๆ”

จะเห็นได้ว่าถึงจะเป็นแบรนด์หน้าใหม่ที่มาพร้อมการเปิด Segment ใหม่ในตลาด แต่ If ก็ดูมั่นใจไม่ใช่น้อยว่าจะสามารถแจ้งเกิดในตู้แช่ได้อย่างยั่งยืนอย่างไม่ยากเย็น เฉพาะหากมองถึงจุดแข็งของ If จะพบว่าเบื้องหลังกระบวนการผลิตมีบริษัทแม่ที่อยู่ในสถานะ OEM รับจ้างผลิตเครื่องดื่มให้หลายบริษัท                                                                                       แน่นอน! เมื่อถึงเวลาที่จะต้องมาผลิตสินค้าให้บริษัทในเครือของตัวเอง ย่อมต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ โดย If ใช้เวลาคิดค้นนานกว่า 2 ปีก่อนจะมีการวางขายในตลาด

“ขอทำวันนี้ให้ดีที่สุด และผู้บริโภคจะเป็นคนตัดสินเองว่านวัตกรรมเครื่องดื่มที่เรานำเสนออย่าง If จะตอบโจทย์ความต้องการไหม”

ล้อมกรอบ

จะออกเครื่องดื่มใหม่ ต้องเวลานี้เท่านั้น!

จะเห็นได้ว่าในช่วงใกล้สิ้นปีเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่างน้ำผลไม้และน้ำอื่นๆ ต่างพาเหรดเปิดตัวในตลาดเป็นว่าเล่นไม่ว่าจะเป็น “ฮาบุ” จากค่ายโคคา โคลา, “บี-อิ้ง” รสชาติใหม่จากค่ายสิงห์ “มาลี เฮลติพลัส” และ “คาโกเมะ” เครื่องดื่มมะเขือเทศสกัดจากประเทศญี่ปุ่น รวมไปถึง If

เหตุผลมาจากทุกแบรนด์รู้ดีว่าถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพราะหากเลือกที่จะเปิดตัวเครื่องดื่มใหม่ของตัวเองในช่วงหน้าร้อน มี.ค. – มิ.ย. ซึ่งเป็นฤดูกาลขายเครื่องดื่มจะต้องพบเจอแคมเปญการตลาดของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่ใช้ Big Campaign และงบโฆษณาอย่างมหาศาลเพื่อสร้างยอดขาย โดยเฉพาะชาเขียวอย่าง “โออิชิ” และ “อิชิตัน” ที่ฟาดฟันกันอย่างรุนแรง

แน่นอนย่อมทำให้เครื่องดื่มแบรนด์ใหม่ที่คิดจะเปิดตัวในช่วงหน้าร้อน จะถูกกลบกระแสและเสียงโฆษณาทางการตลาดของตัวเองให้เงียบลงในทันที จึงน่าจะหมดคำถามว่าทำไมเหล่าบรรดาน้องใหม่ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มถึงเลือกช่วงเวลานี้ในการเปิดตัวสินค้า

————————————————————————————

คาโกเมะ

มะเขือเทศผลใหม่ในตลาด

ไม่ใช่แค่ตลาดน้ำผลไม้เพียงอย่างเดียวที่มีสีสันในช่วงปลายปี แต่ตลาดเครื่องดื่มผลไม้สกัดเข้มข้นที่มีมูลค่า 1,800 ล้านบาท ได้เกิดผู้เล่นรายใหม่ที่พกชื่อเสียงโด่งดังมาจากประเทศญี่ปุ่นอย่าง “คาโกเมะ” ที่ตบเท้าเข้ามาในตลาดนี้ โดยใช้จุดขายในการเป็นเครื่องดื่ม “มะเขือเทศสกัดเข้มข้น” ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน

“ในแอฟริกาหลายคนไม่ใส่รองเท้าเขาย่อมที่จะเจ็บเท้า แน่นอนเขาต้องหาความสะดวกสบาย เหมือนอย่างตอนนี้คนไทยรักสุขภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ต้องหาเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมาทาน ทำให้ผมมั่นใจว่าคาโกเมะจะขายได้อย่างแน่นอน” คาซูนาริ ยามาโมโตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอสถสภา คาโกะเมะ จำกัด บอกถึงโอกาสทางการตลาด

จากดื่ม ยากให้เปลี่ยนเป็น ง่าย

ถือเป็นความเชื่อมั่นที่สูงลิ่ว ที่มาจากการเป็นบริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ เพราะ“คาโกเมะ” ในประเทศญี่ปุ่นสามารถครองส่วนแบ่งในตลาดน้ำผักและผลไม้ 60% จากมูลค่าตลาดรวม 60,000 ล้านบาท โดยมีหลาย Product Fighting ที่ใช้วัตถุดิบหลักเป็นมะเขือเทศผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นเครื่องดื่มสุขภาพหลายรูปแบบ

“ในประเทศญี่ปุ่นประชากรส่วนใหญ่ชอบดื่มน้ำมะเขือเทศ เพราะกว่า 80% ของประชากรเขารู้ว่าในน้ำมะเขือเทศมีสารไลโคปีน ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคมะเร็ง และช่วยให้ผิวพรรณสวยงาม”

ไม่ใช่ผู้บริโภคคนไทยไม่รู้ถึง Benefit ของน้ำมะเขือเทศที่ช่วยให้ผิวพรรณดี เพียงแต่ปัญหาของน้ำมะเขือเทศคือรสชาติยังไม่ถูกปากคนไทยแถมยังมีกลิ่นฉุน ทำให้ที่ผ่านมายังไม่มีแบรนด์ไหนกล้าที่จะลงทุนทำตลาดนี้อย่างจริงจัง

เป็นปัญหาที่ “คาโกเมะ” น่าจะรู้ทางดี ทำให้การออกสตาร์ทในเมืองไทยเลือกที่จะว่าจ้างบริษัท OEM ชื่อดังเพื่อทำการผลิต พร้อมกับลงทุนให้ทีมงานฝ่าย R&D และ QC บินตรงมาจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อควบคุมกระบวนการผลิตก่อนวางขาย โดยมีโจทย์การตลาดของสินค้าข้อใหญ่คือ “คาโกะเมะ” ต้อง “ดื่มง่าย”

“คนญี่ปุ่นชอบรสชาติน้ำมะเขือเทศเข้มข้น แต่ในเมืองไทยต้องมีรสหวานผสมนิดหน่อย อีกทั้งผู้บริโภคคนไทยไม่ชอบกลิ่นของมะเขือเทศ อะไรที่ดื่มยากคนไทยจะไม่ดื่ม เราพยายามปรับรสชาติให้ถูกปาก”

โอสถสภา เพื่อนดีมีคุณภาพ         

เพียงแต่ความน่ากังวลใจของ “คาโกเมะ” คือที่ผ่านมามีบริษัทเครื่องดื่มญี่ปุ่นหลายรายไม่ประสบความสำเร็จในเมืองไทย โดย “คาซูนาริ” มองว่าบริษัทเหล่านั้นอาจจะผิดพลาดในเรื่องการเลือก Partner ในการทำธุรกิจที่ดี แต่สำหรับ “คาโกเมะ” แล้วนั้นมีความ “ต่าง” อย่างสิ้นเชิงและเชื่อว่าเป็นเส้นทางการตลาดที่เดินมาถูกทาง

นั่นคือการเลือก “Partner” อย่างบริษัทโอสถสภามาเป็นเพื่อนคู่คิดทางการตลาด อีกทั้งบริษัทแห่งนี้ยังเป็นที่ยอมรับในเรื่องความแข็งแกร่งในการกระจายสินค้าได้ครอบคลุมทั่วประเทศ

“โอสถสภาเป็น Partner ที่มีคุณภาพและเขาจะช่วยเราทั้งด้านการตลาดและการกระจายสินค้าไปยังทุกช่องทางการขาย”

ส่วนอีกหนึ่งความเชื่อมั่นของ “คาซูนาริ” ว่าจะทำให้ “คาโกเมะ” แจ้งเกิดในเมืองไทยได้สำเร็จ นั่นคือการตีตราประทับว่าเป็นแบรนด์ญี่ปุ่นที่จะมีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในเครื่องดื่มประเภท Shot ที่มีราคาขายสูง (45 บาท/ขวด) เพราะคนกลุ่มนี้ต้องการ Image Brand ที่มีความน่าเชื่อถือ

แต่หากมองในภาพความจริงไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มสายพันธุ์ไหน ? ที่เลือกเคลมในเรื่องสุขภาพ แน่นอนเมื่อมาอยู่ในตู้แช่ ณ จุดขายทั่วประเทศ ทุกแบรนด์คือคู่แข่งโดยตรงด้วยกันทั้งนั้น ทีนี้ใครจะชนะ ใครจะแพ้ ขึ้นอยู่กับว่าผู้บริโภคจะถูกใจใครมากน้อยกว่ากัน ?

เป็นการแข่งขันรุนแรง แน่นอนผู้อยู่สถานะแบรนด์น้องใหม่ที่ต้องปฏิบัติอย่างเร่งด่วนคือการสร้าง Awareness เพื่อให้ผู้บริโภคทดลองดื่ม “คาโกะเมะ” ทำให้ได้เห็นการใช้งบการตลาดสูงถึง 100 ล้านบาท พร้อมกับตั้งเป้ายอดขายเมื่อถึงสิ้นปี 2014  ไว้ที่ 120 ล้านบาท

ถึงอย่างไรก็ขาย มะเขือเทศ

นับเป็น “หมาก” ตัวแรกของบริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น สิ่งที่น่าจับตามองช็อตต่อมาคือ “หมากรุก” ตัวต่อไปของ “คาโกเมะ” คืออะไร ? เพราะอย่าลืมว่าสินค้าเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพนั้นมีความหลากหลายมากเหลือเกิน

ถึงจะมีความหลากหลายมากเพียงใดก็ตาม แต่วิถีทางของ “คาโกเมะ” เลือกที่จะใช้จุดแข็งในการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุดิบมะเขือเทศที่ตัวเองมีสถาบันวิจัยในประเทศญี่ปุ่นมาพัฒนาและผลิตสินค้าตอบสนองตลาด

“ในอนาคตเรามีแผนที่จะออกสินค้าที่เป็น Mass Product ให้มากกว่าเครื่องดื่มมะเขือเทศสกัดที่ขาย 45 บาท อย่างในประเทศญี่ปุ่นอีกหนึ่งสินค้าที่ได้รับความนิยมคือน้ำมะเขือเทศผสมโซดา แต่เวลานี้ยังไม่ตัดสินใจอะไรขอเฝ้าจับตาดูตลาดว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร”

เป็นความท้าทายของอีกหนึ่งบริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ประเทศญี่ปุ่นที่ต้องการพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถ “อยู่รอด”ในตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในประเทศไทยที่การแข่งขันต่าง “ไม่มีใครยอมใคร”

มารู้จัก ไลโคปีน

อย่างที่รู้สารตัวมีส่วนช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคมะเร็ง และช่วยให้ผิวพรรณสวย โดยจะพบได้ในมะเขือเทศที่มีมากกว่า 10,000 สายพันธุ์ทั่วโลก แต่จะมีเพียง 7,500 สายพันธุ์เท่านั้นที่มีคุณภาพดีเยี่ยม ที่น่าสนใจคือสารตัวนี้ยังถูกนำไปใช้อยากหลากหลาย โดยเฉพาะสินค้าประเภทความงามอย่าง Skin Care และเครื่องสำอางแบรนด์ญี่ปุ่นเลือกที่จะใช้สาร “ไลโคปีน” มาเป็นส่วนผสมของสินค้า

มะเขือเทศ หล่นที่จีน

ปัจจุบัน “คาโกเมะ” ทำธุรกิจอยู่ใน 8 ประเทศ แต่ประเทศที่บริษัทแห่งนี้ต้องปรับกระบวนยุทธ์ทางการตลาดอย่างหนักคือ “ประเทศจีน” ที่ “คาโกเมะ” เลือกใช้วิธีนำเข้าสินค้าของตัวเองจากประเทศญี่ปุ่นทำให้สินค้ามีราคา “ขาย” ที่แพง อีกทั้งรสชาติสินค้านำเข้าจากบริษัทแม่จะมีความเป็นมะเขือเทศที่เข้มข้น ซึ่งไม่ถูกปากคนจีน แตกต่างกับการบุกตลาดประเทศไทยที่มีการปรับเปลี่ยนรสชาติให้ถูกปากและยังมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง “โอสถสภา”

สัดส่วนตลาดเครื่องดื่มสกัดเข้มข้นในเมืองไทยมูลค่า 18,000 ล้านบาท

ซุปไก่สกัด 8,500 ล้านบาท ผลไม้สกัด 1,800 ล้านบาท เครื่องดื่มสกัดอื่นๆ 7,700 ล้านบาท

 

Marketeer เดือนพฤศจิกายน 2556

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม

ภาพ : เมธี ชูเชิด

 

สิงโตผยอง : Internet for All

ดีแทคเปิดตัว TriNet Phone Gen 2 เข้ามาสร้างปรากฏการณ์สมาร์ทโฟนโอเปอเรเตอร์แบรนด์อีกครั้ง หลังจากที่ดีแทคประสบความสำเร็จกับการส่ง TriNet Phone Generation 1 3 รุ่น Cheetah, JoeyและMousey ฟีเจอร์โฟนและสมาร์ทโฟนที่มีความโดดเด่นเฉพาะแต่ละรุ่นในราคาสบายกระเป๋าจากผู้ผลิตหัวเหว่ยเข้ามาอุดช่องว่างด้านดีไวซ์ในช่วงเวลาที่ 3G 2100 MHz เพิ่งถือกำเนิดในประเทศไทย โดยการเปิดตัวในครั้งนี้ ดีแทคได้วางแนวทางการตลาดไว้ 3ประการเพื่อสร้างยอดจำหน่าย 200,000 เครื่องภายใน 6 เดือน

1.เลือกสมาร์ทโฟนแบรนด์ ZTE 3 รุ่นจำหน่ายในนามTriNet Phone Generation 2 เนื่องจากดีแทคจะเป็นผู้กำหนดสเปคและให้แบรนด์ผู้ผลิตมือถือเป็นผู้เสนอราคาเข้ามา โดยGenerationมี 2 รุ่นที่ยังคงชื่อรุ่นCheetahและ Joey เหมือน Generation แรก แต่เติมคำว่า Turbo เข้าไปเพื่อสื่อถึงการอัพเกรดให้เร็วและแรงขึ้นกว่า พร้อมตัดรุ่น Mousey ที่เน้นการคุยเพียงอย่างเดียวออกเนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่สมาร์ทโฟนหน้าจอทัชสกรีนเพื่อรองรับการใช้งานดาต้าที่เพิ่มอย่างต่อเนื่องทำให้ดีแทคเลือกที่จะตัดรุ่น Mousey ซึ่งเป็นมือถือรุ่นล่างที่เน้นการโทรเข้ารับสายและไม่รองรับทัชสกรีนออก และนำรุ่น Lion สมาร์ทโฟนหน้าจอใหญ่มาแทนที่ เพราะที่กลุ่มเป้าหมายในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดมีกำลังซื้อสมาร์ทโฟนมากขึ้น

2.เสนอแพ็คเกจที่เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะ ได้แก่แพ็คเกจดับเบิ้ลบุฟเฟ่ต์ เริ่มต้น 299 บาทโทรเบอร์ดีแทคฟรีตี 5 ถึง 5 โมงเย็น และเน็ตไม่อั้น สำหรับลูกค้ารายเดือน และรับโบนัสมากกว่าค่าเครื่องสำหรับลูกค้าเติมเงิน โดยรุ่น Joey Turbo 4.0 รับเน็ตฟรีทันที 100 MB และรับฟรี 50 MB เมื่อเติมเงินทุก 100 บาท พร้อมโบนัสโทรฟรี 200 บาทต่อเดือน เมื่อเติมเงินสะสมครบ 200 บาท รับสิทธิ์นาน 10 เดือน มูลค่าโบนัสรวม 3,900 บาท รุ่น Cheetah Turbo 4.5 รับเน็ตฟรีทันที 100 MB และรับเน็ตฟรี 50 MB เมื่อเติมเงินทุก 100 บาท พร้อมรับโบนัสค่าโทรฟรี 200 บาทต่อเดือน เมื่อเติมเงินสะสมครบ 200 บาท รับสิทธิ์ได้นาน 17 เดือน มูลค่าโบนัสรวม 6,000 บาท และรุ่น Lion 5.0 HD เน็ตฟรีทันที 100 MB และรับเน็ตฟรี 50 MB เมื่อเติมเงินทุก 100 บาท พร้อมรับโบนัสค่าโทรฟรี 300 บาทต่อเดือน เมื่อเติมเงินสะสมครบ 200 บาท รับสิทธิ์ได้นาน 18 เดือน มูลค่าโบนัสรวม 8,100 บาท และสำหรับลูกค้าที่เปิดใช้งานซิมของขวัญที่มาพร้อมเครื่องเติมเงินทุก 100 บาท รับเน็ตฟรี 50 MB สูงสุด 3 ครั้งต่อเดือน นาน 6 เดือน

3.ขยายช่องทางจัดจำหน่ายไปยังร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่นอีเลฟเว่นทั้ง 4,000 สาขาทั่วประเทศที่มีอยู่ในปัจจุบัน เสริมศักยภาพช่องทางจำหน่ายไฮเปอร์มาร์ท เช่น บิ๊กซี เทสโก้ โลตัส ดีแทคช็อป ทีจีโฟน เจมาร์ท และตู้จำหน่ายมือถือรายย่อยที่มีอยู่เดิม และทำให้ดีแทคมีช่องทางจัดจำหน่าย TriNet Phone รวมกันทั้งสิ้น 20,000 แห่งทั่วประเทศ

 

TriNet Phone Success

-TriNet Phone Generation 1 มีสัดส่วนยอดจำหน่าย 20% เมื่อเทียบกับยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟน 500,000 เครื่องที่จัดจำหน่ายโดยดีแทค เป็นอันดับ 3 รองจากไอโฟนและซัมซุง และทำให้ดีแทคมีผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนในระบบทั้งสิ้น 9 ล้านราย

-TriNet Phone Generation 1 เพิ่มยอดลูกค้าใหม่ให้กับดีแทค 45% ของลูกค้าใหม่ทั้งหมด และผลักดันให้ลูกค้าดีแทคที่ใช้งานฟีเจอร์โฟนมากถึง 60% ตัดสินใจลองใช้  TriNet Phone

-เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้ยอด ARPU โพสต์เพดดีแทคเพิ่มขึ้น 6% จาก 651 บาทเป็น 687 บาท การใช้งานดาต้าเพิ่ม 58% จาก 295 MB เป็น 465 MB และยอด ARPU พรีเพดเพิ่ม 18% จาก 296 บาทเป็น 348 บาท การใช้งานดาต้าเพิ่ม 88% จาก 404 MB เป็น760 MB

-ยอดการใช้งานดาต้ารวมของลูกค้าดีแทคเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านเพิ่มขึ้น 50% โดยยอดดาต้าที่ใช้งานผ่าน TriNet Phone Genaration 1 เพิ่ม 86%

 

TriNet Phone Generation 2

TriNet Phone Generation 2 ทั้ง 3 รุ่นของดีแทคประกอบด้วย

Lion – สมาร์ทโฟนจอมพลัง แรง คมชัด เต็มประสิทธิภาพ มาพร้อมหน้าจอสัมผัส 5 นิ้ว IPS ความละเอียด 720x 1280 คมชัดระดับ HD พร้อมระบบประมวลผล Quad-Core 1.2 GHz ที่มีในสมาร์ทโฟนระดับไฮเอ็นด์ รองรับ 3G ความเร็วสูงสุด 42Mbps  กล้อง 8 ล้านพิกเซล พร้อมกล้องหน้า 1 ล้านพิกเซล และหน่วยความจำ 4 GB และ Ram 1 GB พร้อมเพิ่ม MicroSD ได้สูงสุดถึง 32 GB ราคา 5,990 บาท (เมื่อซื้อพร้อมแพ็คเกจ)

Cheetah  – ครบครันด้านเอนเตอร์เทนเม้นท์ หน้าจอสัมผัส 4.5 นิ้ว ความละเอียด 480 x 854ระบบประมวลผล Quad-Core 1.2 GHz กล้อง 5 ล้านพิกเซล พร้อมกล้องหน้า 1.3 ล้านพิกเซล และหน่วยความจำ 4 GB และ Ram 1 GB พร้อมเพิ่ม MicroSD ได้สูงสุดถึง 32 GB ราคา 4,790 บาท (เมื่อซื้อพร้อมแพ็คเกจ)

              Joey  – ครบเครื่องเรื่องโซเชียล โหลด แชท และแชร์ หน้าจอสัมผัสขนาด 4 นิ้ว  ความละเอียด 480 X 800 ระบบประมวลผล Dual-Core 1.2 GHz กล้อง 3 ล้านพิกเซล และหน่วยความจำ 4 GB พร้อมเพิ่ม Micro SD ได้สูงสุด 32 GB ราคา 2,890 บาท (เมื่อซื้อพร้อมแพ็คเกจ )

 

Marketeer  เดือนมกราคม 2557

เรื่อง : ณัฐจิตต์ บูราณทวีคูณ

เทย์เลอร์ สวิฟต์ “แรงสุดโคน”

คอร์นเนตโตส่งโปรโมชั่นใหญ่ ลุ้นชมเทย์เลอร์ สวิฟต์ติดขอบเวที ขานรับกระแสคอนเสิร์ต บัตรหมดตั้งแต่เปิดขายในชั่วโมงแรก
มาริสา จงคงคาวุฒิ (ขวาสุด) ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาตลาดไอศกรีมวอลล์ บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด จัดโปรโมชั่นแรงๆ รับซัมเมอร์ “พลิกฝา พามันส์” ชวนวัยรุ่นสาวกชาวโคนมาดับร้อนกับไอศกรีมคอร์นเนตโต พร้อมลุ้นรางวัลโดนๆ มากมายมูลค่ากว่า 3.9 ล้านบาท แจกจริงทุกสัปดาห์รวมกว่า 637 รางวัล ได้แก่ รางวัลใหญ่ บัตรคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์ เดอะเรด ทัวร์ พรีเซ็นต์เต็ด บาย คอร์นเนตโต” ในโซนที่นั่งวีไอพีรางวัลละ 2 ใบรวมมูลค่ากว่า 13,000 บาท
“คอร์นเนตโต-เทย์เลอร์ สวิฟต์ เรด เซท” ของรางวัลลิมิเต็ดเอดิชั่นลิขสิทธิ์เฉพาะจากคอร์นเนตโตและเทย์เลอร์ สวิฟต์ ประกอบด้วย เสื้อยืดลายเทย์เลอร์ สวิฟต์ เคสไอโฟน 5 หูฟัง ปิ๊กกีต้าร์ และกระเป๋าสะพายสุดคูล มูลค่ากว่า 4,110 บาท และแว่นตากันแดดปรอทสีแดงสุดเท่ มูลค่ารางวัลละ 10,400 บาท
ร่วมสนุกง่ายๆ เพียงซื้อไอศกรีมคอร์นเนตโตรสใดก็ได้ พลิกใต้ฝาแล้วพิมพ์ CN ตามด้วยรหัสใต้ฝา 8 หลัก ส่ง SMS มาที่ 4642333 หรือส่งรหัสมาทางwww.facebook.com/CornettoThailand เพื่อลุ้นรางวัลสุดโดนจากคอร์นเนตโตถึง 28 พ.ค. นี้เท่านั้น โอกาสสุดท้ายที่จะได้ชมเทย์เลอร์ สวิฟต์ติดขอบเวที!

Buffet ท่วมเมือง : Premium Mass คือทางออก

Marketeer ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2557

แม้ AKAจะเป็นแบรนด์แรกๆ ในการนำเสนอเทรนด์ร้านอาหารปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่า “ยากินิคุ” ในพื้นที่ศูนย์การค้าพร้อมกับวาง Model ธุรกิจของตัวเองเป็นปิ้งย่างสไตล์ “บุฟเฟ่ต์”

จนเมื่อในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาภาพการแข่งขันธุรกิจ “ปิ้งย่าง” เพิ่มอุณหภูมิร้อนระอุมากขึ้นเมื่อมีแบรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับขยายสาขาอย่างมากมายด้วยรูปแบบ “บุฟเฟ่ต์” ที่เหมือนกับAKA จนกลายเป็น Effect ที่ทำให้ตลาดปิ้งย่างเติบโตอย่างรวดเร็วจากในปี 2012 มีมูลค่า 3,200 ล้านบาท จนนมาถึงในปี 2013 ที่ผ่านมามีมูลค่า 4,300 ล้านบาท

การเติบโตดังกล่าว นอกจากการเปิดเกมรุกในการขยายสาขาแล้วนั้น แต่ละแบรนด์ในตลาดยังพร้อมใจใช้โปรโมชั่นขับเคลื่อนกันอย่างรุนแรงที่เห็นกันอย่างชินตาคือรูปแบบมา 4 จ่าย 3 มา 3 จ่าย 2

ผลกระทบที่ตามมาคือบรรดาร้าน “ปิ้งย่าง บุฟเฟ่ต์” ต้องเน้นขายในจำนวนมากๆ เนื่องจากกำไรต่อลูกค้าหนึ่งหัวน้อยนิด ส่วนในมุมลบของผู้บริโภคคือการได้รับคุณภาพ “วัตถุดิบต่ำลง” เพราะแบรนด์สไตล์ “บุฟเฟ่ต์” ต้องการควบคุมต้นทุนให้ต่ำที่สุด

“รูปแบบการแข่งขันในตลาดปิ้งย่างเวลานี้ สวนทางกับนโยบายบริษัท ทำให้แผนการตลาดต่อไปนี้ของ AKA ใน 12สาขาจะค่อยๆ เริ่มทยอยปรับเปลี่ยนจากบุฟเฟ่ต์มาเป็นแบบอาลาคาร์ทในทุกๆ สาขา ที่ลูกค้าจะต้องสั่งทานตามเมนูรายการอาหาร โดยเราได้วางตำแหน่งทางกาารตลาดเป็น Premium Mass” ชิตพล วิวัฒนาเกษม กรรมการผู้จัดการกลุ่มแบรนด์ AKA บอกถึงเหตุผลการเปลี่ยน  Business Model

 

พฤติกรรม “อัพเกรด”

ความยากอันแสนสุดจะท้าทายของ AKAคือหากมองสัดส่วนตลาดปิ้งย่างแบ่งตาม Segment จะพบว่า “บุฟเฟ่ต์” มีสัดส่วนสูงถึง 70% ในขณะที่ Premium Mass มีส่วนแบ่ง 25% เท่านั้น

“เทรนด์ปีนี้เรามองว่าPremium Mass จะมีสัดส่วนเติบโตมากขึ้น เนื่องจากฐานตลาดบุฟเฟ่ต์ ผู้บริโภคจะเขยิบอัพเกรดขึ้นมา เพราะเขาเริ่มรู้สึกว่าการทานบุฟเฟ่ต์ในทุกๆ ร้านจะได้แต่เมนูอาหารที่คล้ายๆ กัน แต่ถ้าเลือกแบบอาลาคาร์ท ผู้บริโภคสามารถเลือกเมนูที่ตัวเองอยากทานได้หลากหลาย”

ถึง AKAจะประกาศตัวชัดเจนว่าจะเปลี่ยนมาสู่ “อาลาคาร์ท” แต่สิ่งหนึ่งที่ห้ามหลงลืมคือพฤติกรรมการทานอาหารในห้างสรรพสินค้าผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังถามหาความ “คุ้มค่า” อยู่เสมอในการเลือกว่ามื้อพิเศษนี้จะเลือกทานร้านไหนดี

เป็นโจทย์ทางการตลาดที่ AKA เตรียมพร้อมรับมือมาเป็นอย่างดีจึงมีการจัดชุดอาหารสุดคุ้ม AKA New Year Party Set ที่มีราคา 590 บาท/690บาท/790 บาท ในทุก ๆ สาขาของตัวเอง จากนั้นเมื่อถึงเวลาเช็คบิลเก็บค่าอาหารพนักงานจะมาคำนวณความคุ้มค่าในการทานของลูกค้าเพื่อนำไปเปรียบเทียบราคาเฉลี่ยตัวหัวแบบ “บุฟเฟ่ต์”

กลวิธีทั้งหมดก็เพื่อสลาย Perception ของผู้บริโภคเพื่อแสดงให้เห็นว่าการทานปิ้งย่าง “อาลาคาร์ท” ก็อิ่มคุ้มค่าไม่แพ้ “บุฟเฟ่ต์”

“ตรงนี้จะทำให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้แล้วว่าการทานบุฟเฟ่ต์ต่อหัวที่ราคาประมาณ 350– 400 บาทเมื่อนำมาหารเฉลี่ยราคาจะไม่แตกต่างกันกับอาลาคาร์ท แถมยังได้ประสบการณ์การทานที่แปลกใหม่ และเลือกสั่งเมนูที่ตัวเองอยากทานได้ตามใจชอบ”

AKA ขอ “ลุย”

การปรับตัวเองจากหน้ามือเป็นหลังมือครั้งนี้ AKA ได้เตรียมตัวมาตั้งแต่ปีที่แล้วด้วยการลงทุนสูงถึง 50 ล้านบาทในการพัฒนาครัวกลางและระบบหลังบ้านเพื่อเตรียมความพร้อมในแง่ของคุณภาพวัตถุดิบ

ส่วนในปีนี้ได้ลงทุนเพิ่มอีก 100 ล้านบาทที่จะใช้ในการรีโนเวททั้ง 12 สาขาและเปิดอีก 3 สาขาใหม่คือ เดอะมอลล์บางแค, พาซิโอ คอมมูนิตี้ มอลล์ และ เมกาบางนา พร้อมกับตั้งเป้ายอดขายเติบโตจากในปี 2013 ที่มีรายได้ 450 ล้านบาทแต่เมื่อถึงสิ้นปี  2014 จะต้องมีรายได้ 600 ล้านบาท

ส่วนอีกหนึ่งความน่าสนใจที่มากกว่าในเรื่องรายได้ที่เติบโตคือหากมองกระแส “อร่อย & แชร์” ผ่านโลกของ Facebook ในการทานปิ้งย่างที่เวลานี้จากข้อมูลของทีมกาารตลาด AKAระบุว่าพฤติกรรมผู้บริโภคไม่นิยมที่จะถ่ายรูปอาหารปิ้งย่างประเภท “บุฟเฟ่ต์” มากนัก เพราะไม่มีการจัดวางวัตถุดิบสวยงาม ผิดกับเมนูแบบ “อาลาคาร์ท” ที่มีการจัดวางสวยงามและวัตถุดิบที่มีสีสันสวยงามน่ารับประทานมากกว่า

“อาลาคาร์ท รูปแบบสวยงามและวัตถุดิบคุณภาพดีกว่าบุฟเฟ่ต์แบรนด์อื่นๆ ผู้บริโภคจึงนิยมถ่ายรูปอัพขึ้น Facebook และ Instagram เพราะรู้สึกภูมิใจในการได้สั่งเมนูอาหารสวยๆ และมากไปกว่านั้นพฤติกรรมตรงนี้มีผลในการดึงดูดให้ผู้บริโภคคนอื่นๆ เข้าร้านเมื่อพบเห็นใน Facebook”

สัดส่วนตลาดปิ้งย่างแบบญี่ปุ่น & เกาหลี (ไม่นับ “บาร์บีคิว พลาซ่า) ปิ้งย่างสไตล์มองโกเลีย

                      Segment        สัดส่วน%                              กลุ่มร้านต่าง ๆ
Premium5เป็นกลุ่มร้าน Standalone ที่ตั้งอยู่ในย่าน   ทองหล่อ, เอกมัย, สีลม   โดยจะเน้นวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ 90%
Premium Mass25มีกลุ่ม  Standalone เหมือนกันแ ต่ถ้าในพื้นที่ศูนย์การค้ามีแบรนด์ “ซูกิชิ” ที่แข็งแกร่ง   ล่าสุดมีผู้ท้าชิงคือ AKA
Buffet70หลายแบรนด์อาทิเช่น นิกุยะ, มิยาบิ และอื่น ๆ มากมาย

 

 

ZEN Attack

            กลุ่มร้านอาหาร ZEN ถือเป็นแบรนด์ที่ซุ่มเก็บตัวเงียบมาโดยตลอด จนเมื่อมาถึงในปี 2013ที่ผ่านมาภัตตาคารอาหารญี่ปุ่น ZEN ได้เริ่มใช้งบโฆษณาผ่านสื่ออย่างครบวงจร สาเหตุมาจากเวลานี้ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นเติบโตอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งคู่แข่งโดยตรงที่เป็นในรูปแบบภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นเหมือนกันอย่าง ฟูจิ, โอโตยะ ก็เปิดเกมรุกตลาดอย่างรุนแรง

ส่วนในปีนี้เองกลุ่ม ZEN ยังไม่ยอมหยุดนิ่งเลือกที่จะขับเคลื่อนซับแบรนด์ปิ้งย่างในเครือตัวเองอย่าง AKA ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปีนับตั้งแต่เปิดร้านที่ AKA จะรุกตลาดปิ้งย่างอย่างจริงจัง

นับว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองไม่น้อยจากองค์กรที่อยู่เฉยๆ ไม่เน้นใช้งบการตลาดต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองในยามที่การแข่งขันร้านอาหารญี่ปุ่นรุนแรงมากขึ้นตลอดเวลา

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม

 

กสิกรไทยลุยสัมมนาออนไลน์ เน้นเอสเอ็มอี

กสิกรไทย จับมือสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย จัดโครงการ SME Webinar สัมมนาออนไลน์ฟรี ผ่านเว็บไซต์ให้ความรู้เอสเอ็มอีของไทยตลอดทั้งปีกับ 10 หัวข้อจาก 10 วิทยากรชื่อดัง พร้อมแชทถามตอบสดทุกข้อสงสัยได้ทันที เริ่ม 19 มีนาคมนี้ คาดจะมีผู้สนใจเข้าชมประมาณ 2,000 รายต่อครั้ง

            นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทย ได้ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (TASME) จัดโครงการ SME Webinar ซึ่งเป็นโครงการสัมมนาออนไลน์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจยุคใหม่ สำหรับเอสเอ็มอีหรือผู้สนใจผ่านเว็บไซต์ www.kasikornbank.com/smewebinar ด้วยหัวข้อที่น่าสนใจจากวิทยากรชื่อดังที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องต่าง ๆ เช่น การทำตลาดผ่านช่องทางดิจิตอล การทำโปรโมชั่น การบริหารบุคลลากร การวางแผนภาษี การสร้างจิตสำนึกในการให้บริการ ฯลฯ ผ่านการสัมมนาที่สนุกสนาน และเข้าใจง่าย โดยผู้ประกอบการ จะได้รับเนื้อหาสาระที่มีคุณภาพ ครบถ้วน และครอบคลุมประเด็นสำคัญในการทำธุรกิจ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

            ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหรือผู้ที่สนใจ สามารถชมการถ่ายทอดงานสัมมนาผ่านเว็บไซต์ www.kasikornbank.com/smewebinar โดยเริ่มครั้งแรกในวันพุธที่ 19 มีนาคมนี้ ในหัวข้อ “SME ยุคดิจิทัลค้าคล่องด้วยออนไลน์”  โดยคุณสุธีรพันธุ์  สักรวัตร  พิเศษในเวลา 18.00-19.00 น. และสามารถแชทสด ถาม ตอบกับวิทยากร คลายทุกข้อสงสัย ได้ตลอด 1 ชั่วโมงเต็ม และสามารถติดตามชมสัมมนาออนไลน์ ของโครงการ SME Webinar ตลอดปี 2557 ทั้งหมด 10 ครั้ง ในทุกวันพุธที่ 3 ของเดือน พร้อมแชทสดถามตอบกับวิทยากรในช่วงเวลา 18.00 – 19.00 น.

            นายพัชร กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ธนาคารได้มอบองค์ความรู้ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านโครงการ SME Webinar โดยเป็นการถ่ายทอดงานสัมมนาผ่านช่องทางออนไลน์ จำนวน 22 ครั้ง สำหรับในปีนี้ โครงการ SME Webinar สัมมนาออนไลน์ ยังคงให้ความรู้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างเข้มข้นเหมือนเช่นเดิม โดยปรับรูปโฉมใหม่ที่มีความทันสมัย เน้นสนุก แต่เข้มข้นด้วยเนื้อหาสาระครบถ้วนกับ 10 หัวข้อสัมมนายอดฮิตจาก 10 วิทยากรชื่อดัง ที่ได้รับการคัดเลือกจากทางสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย เพื่อให้ตรงกับความต้องการของเอสเอ็มอี ซึ่งธนาคารเชื่อว่าความรู้และโอกาสทางธุรกิจที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะได้รับจากการสัมมนาออนไลน์ จะสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการได้ในอนาคต
            ด้านนางแก้วเก้า เผอิญโชค นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย หรือ TASME เปิดเผยว่า สมาคมผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและย่อมไทย มีหน้าที่เป็นองค์กรและศูนย์กลางที่ให้ความช่วยเหลือ ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ให้มีความพร้อม และมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจในทุกๆ ด้าน รวมถึงให้ความช่วยเหลือในด้านการส่งเสริมการขยายกิจการ การหาช่องทางการค้า รวมทั้งการพัฒนาบุคลากร เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การบริหาร จัดการองค์กร เพื่อความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน และสามารถแข่งขันทางธุรกิจในระดับภูมิภาคอาเซียนและระดับโลกต่อไป ซึ่งปัจจุบันสื่อดิจิตอลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ดังนั้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านสื่อดิจิตอลจะช่วยให้การเผยแพร่เป็นไปได้อย่างกว้างขวางไร้ข้อจำกัด และจะช่วยเอสเอ็มอีตอบโจทย์ปัญหาต่างๆ รวมถึงสามารถนำความรู้ไปปรับใช้และต่อยอดในเชิงธุรกิจ เพื่อการเติบโตอย่างเข้มแข็งต่อไป  

เจมส์ จิรายุ : Timeline of Branding

จากเด็กมัธยมปลายในจังหวัดพิจิตร ใส่แว่นหนาเตอะ เวลาว่างส่วนใหญ่ใช้ชีวิตไปกับเกมออนไลน์ ชอบที่จะอยู่ในโลกส่วนตัว อีกทั้งยังเป็นเด็กขี้อายไม่ชื่นชอบวงการบันเทิงอีกต่างหาก

แต่เมื่อ “คุณแม่ขอร้อง” พร้อมกับแอบเอารูปถ่ายของตัวเองส่งเข้าประกวดมิสทีน ฟรายเดย์ 2011จนเมื่อได้เข้ารอบจึงตัดสินใจเข้าประกวดอย่างเต็มตัวและได้รับตำแหน่งชนะเลิศในที่สุด

หลังจากนั้นเลือกที่จะกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมตามปกติ จนเมื่อได้มาเจออดีตนักปั้นดารามือทอง “ปิ๊ก ฌาณฉลาด” พร้อมกับตกลงที่จะจูงมือก้าวไปสู่เส้นทาง “ซุปตาร์” ด้วยกัน ซึ่งในเวลาไม่นานนักได้มีผลงานละครเรื่องแรก “สุภาพบุรุษจุฑาเทพ” ในบทบาท “คุณชายพุฒิภัทร”

กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กหนุ่มอายุ 19 ปี “ จิรายุ ตั้งศรีสุข” ได้กลายเป็น Rising Star ที่กำลังครองใจแฟนคลับ, แบรนด์สินค้า และผู้จัดละคร แม้กระแสจะไม่รุนแรงเทียบเท่าดารารุ่นพี่อย่าง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” ในช่วงที่ Hot สุดขีด แต่ “เจมส์ จิ” ก็สามารถสร้างปรากฏการณ์ที่ดาราในเมืองไทยไม่เคยทำได้มาก่อน

14 ล้านบาท คือตัวเลขที่สื่อบันเทิงคาดการณ์เมื่อ “เจมส์ จิ” ตัดสินใจรับงานเป็น Presenter ให้แก่ AIS 3G 2100 นับเป็นค่าจ้างที่ทุบสถิติดาราในเมืองไทยทุกคนเท่าที่เคยมีมา

6,000 บาท คือค่าบัตรที่นั่งระดับ VIP ที่มีขายจำนวน 300 ใบเพื่อเข้าชมคอนเสิร์ต “James Ji Monkey King Fan Meeting” ที่จัดขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลายเป็นบัตรคอนเสิร์ตราคาแพงที่สุดในเมืองไทยในทันที

และล่าสุดกับการสวมบทบาท Presenterให้แก่น้ำส้ม “มินิทเมด” เบียดดารารุ่นพี่อย่าง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” ที่เคยเป็น Presenter ให้แก่น้ำส้มแบรนด์นี้ในปีที่แล้ว

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าไม่ใช่เด็กหนุ่มมหัศจรรย์ที่ใครๆ เรียกกันสั้นๆ ว่า “เจมส์ จิ” ก็คงยากที่จะหาดาราคนไหนในเวลานี้ที่ทำได้

ที่น่าสนใจมากกว่านั้นทั้งตัว “เจมส์ จิ” และผู้จัดการส่วนตัว ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ณ เวลานี้เป็นแค่จุดเริ่มต้น “ยังไม่ถึงขั้น ซุปตาร์” อย่างที่ใครหลายคนคิดในเวลานี้

ขนาดไม่ถึงขั้น “ซุปตาร์” แต่สามารถสร้างปรากฏการณ์ “เหลือเชื่อ” ได้อย่างมากมายในระยะเวลาเพียง 1 ปีนับจากแจ้งเกิดในวงการบันเทิงเต็มตัว

หลายคนสงสัยว่านอกจากจุดขายในเรื่อง “หน้าตา” อะไรที่ทำให้เด็กหนุ่มอายุ 19 ปีคนนี้ครองใจมหาชน

Marketeer เองก็สงสัยเหมือนกันจึงต้องทำการ “ถอดรหัสสูตรลับทางการตลาด” ในการเกิดปรากฎการณ์ “เจมส์ จิ ฟีเว่อร์” ในครั้งนี้

อ่านฉบับเต็มได้จาก Marketeer ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2557

POP! of the Town

Feature / เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล 

อิทธิพลของการ “ฟิน” Garrett ทำให้เกิดธุรกิจป๊อปคอร์นพรีเมี่ยมในเมืองไทยเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคคนไทยกำลังเปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยคุ้นชินกับการกินป๊อปคอร์นแค่ในโรงหนังเท่านั้น

หลายแบรนด์กำลังเดินหน้าทำยอดขายได้ดีและอาจจะเกิดแบรนด์ใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ถ้า การ์เร็ต ตัวจริงจากชิคาโกไม่บินมาเปิดสาขาแรกที่สยามพารากอนเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา

งานนี้จะ “ดับฝัน” ผู้ประกอบการรายย่อยของไทย หรือยิ่งสร้าง“กระแส” ป๊อปคอร์น ฟีเว่อร์ กันแน่ อีกไม่นานคงได้รู้กัน

ราคาถูกกว่า แต่คุณภาพพรีเมี่ยม

จักรพันธ์ และปิยานุช สมศักดิ์รักสันติ  เจ้าของแบรนด์ ป๊อปโค่ (Popco) ที่เปิดตลาดมานานกว่า 3 ปี บอกว่าแรงบันดาลใจที่สำคัญในการเปิดร้านเพราะมั่นใจว่าการทำป๊อปคอร์นรสชาติดี ไม่จำเป็นต้องราคาแพงมากก็ได้

ในขณะที่ “ต๊อบ” อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์  เจ้าของต๊อบคอร์น (Top Corn) บอกว่า จุดต่างของต๊อบคอร์นอยู่ที่ราคาและรสชาติที่มั่นใจว่ารู้ใจคนไทยได้มากกว่าใคร

ส่วน สรัลรัตน์ ศุภสิรินันท์  ผู้สร้าง Butter Popper และได้แรงผลักดันสำคัญจากการไปเห็นคิวของการ์เร็ตที่สิงคโปร์ ก็มั่นใจว่าสามารถทำได้อร่อยในราคาที่ไม่แพงเช่นกัน

ป๊อปคอร์นทั้ง 3แบรนด์ใช้วัตถุดิบนำเข้า โดยเฉพาะข้าวโพดจากอเมริกา มาทำเป็นข้าวโพดคั่วสดที่โรงงานหรือหน้าร้าน ใส่แพ็คเกจจิ้งที่เป็นซิปล็อคหรือกล่องสวยงามวางขายตามห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์  หรือออกงานอีเว้นท์ทั่วไป รวมทั้งการขายออนไลน์ โดยมีราคาเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ 60 บาทขึ้นไปถึง 300 บาท ในขณะที่การ์เร็ตเริ่มต้นที่ราคา 90- 2,300 บาท

รสใหม่ รสไทยๆ

 ในขณะที่ แลนซ์ โซดี้  CEO ของแบรนด์ “การ์เร็ต” ยืนยันว่า การ์เร็ตจะยังใช้รสชาติเดิมๆ ที่เปิดขายในต่างประเทศ คือ ชิคาโกมิกซ์ คาราเมล ชีส และรสถั่วต่างๆ รวมทั้งอาจจะมีรสชาติพิเศษตามฤดูกาล แต่ยังไม่คิดค้นรสใหม่เพื่อคนไทยแน่นอน

ต๊อบ อิทธิพัทธ์ กลับชูสโลแกน “Popcorn Beyond Imagination” เป็นอะไรที่เหนือจินตนาการ เพราะจะมีรสชาติอย่างที่คุณคิดไม่ถึง ดังนั้นนอกจากรสทั่วไปที่คล้ายๆ กันแล้ว ป๊อปคอร์นแบรนด์ไทยจึงพยายามคิดค้นรสชาติใหม่ๆ ออกมาเช่น ต๊อบคอร์นมีรสสาหร่ายโนริ เทริยากิ รสมะพร้าว และต่อไปอาจจะมีรสต้มยำกุ้ง ข้าวเหนียวทุเรียน และน้ำปลาหวานตามฤดูกาลต่างๆ

ป๊อปโค มีรสวาซาบิ รสชาติใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปคือ Strawberry, Durian เพื่อต้อนรับเทศกาลวันวาเลนไทน์ ส่วนButter Popper  มีรสต้มยำ ชีสเบอร์เกอร์ เร็วๆ นี้จะมีรสซีซ่าร์สลัดออกมา

Mass Popcorn แจ้งเกิด

ป๊อปคอร์นพร้อมทานในร้านสะดวกซื้อและโมเดิร์นเทรดที่มาแรงตัวหนึ่งคือ ป๊อปคอร์น นิวยอร์ก  ที่มีสโลแกนว่า “ป๊อปคอร์นสไตล์โรงหนัง รสชาติระดับอินเตอร์” มีให้เลือกหลายรสในราคา 17-30 บาท เช่น รสเค็ม ชีส ช็อกโกแล็ต สตรอเบอร์รี่ และยังได้ใช้ดาราดัง “แพนเค้ก”เป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วย  พร้อมสร้างกิจกรรมลุ้นโชคต่อเนื่อง

นอกจากนั้นยังมีโตโร่ ปาร์ตี้ ป๊อปซีเคร็ต โฟร์ซี และต๊อบคอร์นเองก็เตรียมดันแบรนด์เข้าเซเว่นด้วยในราคาขายไม่เกิน 30 บาท

รวมทั้งป๊อปคอร์นโอท็อปที่ทำกันตามบ้านส่งขายกันเองไม่มีแบรนด์ และแบรนด์รถเข็นอย่างเช่น เต้ยป็อปคอร์น

ต๊อบ อิทธิพัทธ์  ให้ข้อมูลว่า ในปีที่ผ่านมาป๊อปคอร์นในโรงหนังและป๊อปคอร์นในร้านสะดวกซื้อและโมเดิร์นเทรดต่างๆ มียอดขายรวมกันไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ไม่รวมยอดขายป๊อปคอร์นพรีเมี่ยมที่มียอดขายประมาณ 300 ล้านบาท

ส่วนปีนี้รวมยอดขายของทุกแบรนด์พรีเมี่ยมไม่น่าต่ำกว่า 600 ล้านบาท

อ่านฉบับเต็มได้จาก Marketeer ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2557

“ปิ้งย่าง” จะแค่ Trendy หรือ Culture

จากการเติบโตของอาหารญี่ปุ่นและเกาหลีในช่วงที่ผ่านมา ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้ร้านอาหารประเภทCategory Killer ที่เสิร์ฟเมนูเฉพาะทางอย่าง ราเมง, ข้าวหน้าต่างๆ และ“ชาบู” ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ไม่เว้นแม้แต่สายพันธุ์ “ปิ้งย่าง” ที่กำลังฮิตติดใจนักชิมทั่วเมือง

ฮิตแค่ไหน ? ก็ถ้าหากย้อนดูอดีต 5 -6 ที่แล้ว การจะหาทานอาหารปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นและเกาหลีต้องไปตามย่านซอยธนิยะ, ทองหล่อ และเอกมัย ที่มีราคาค่อนข้างแพง ซึ่งถือเป็น Niche Market สมบรูณ์แบบ แต่เวลานี้ได้กลายเป็น Mass Food อย่างเต็มตัว เกิดแบรนด์ปิ้งย่างใหม่ๆ ยกพลขึ้นห้างสรรพสินค้าอย่างมากมาย จากแต่เดิมนั้นมีแค่ “บาร์บีคิว พลาซ่า” ปิ้งย่างสไตล์มองโกล เพียงแบรนด์เดียวที่ครอบครองสมรภูมิพื้นที่ห้างสรรพสินค้ามานานกว่า 25 ปี

ทำให้เกิดการขับเคี่ยวในสมรภูมิห้างสรรพสินค้าอย่างดุเดือดของแต่ละแบรนด์ จนทำให้ตลาดปิ้งย่างมีมูลค่า 3,600 ล้านบาทและจะก้าวกระโดดไปถึง 4,400 ล้านบาทเมื่อถึงสิ้นปี 2013 (เป็นมูลค่าที่นับเฉพาะพื้นที่ห้างอย่างเดียว)

แนวโน้มการเติบโตที่เพิ่มขึ้นได้กลายเป็นความหวังของทุกแบรนด์ในตลาดที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเทรนด์“ปิ้งย่าง” จากแค่แฟชั่นมาเป็นวัฒนธรรมในการทานอาหารของคนไทย

แต่จะทำได้ไหม ? ขึ้นอยู่กับว่า “ปิ้งย่าง” เป็นความอร่อย “ตัวปลอม” หรือ “ตัวจริง”

 

ปิ้งย่าง 4 สายพันธุ์

1.ปิ้งย่างญี่ปุ่น อาทิเช่น มิยาบิ, นิกุยะ, คิงคอง 2.ปิ้งย่างมองโกล คือ บาร์บีคิว พลาซ่า 3.ปิ้งย่างเกาหลี เช่น ซูกิชิ 4.โพนยางคำ มีหลายร้านหลายเจ้าของอยู่บนท้องถนนที่เป็นในรูปแบบ Stand Alone

ร้านปิ้งย่างในดวงใจต้องเสิร์ฟอะไรบ้าง ?

ด้วยการมีร้านปิ้งย่างอยู่เกลื่อนห้างสรรพสินค้าทำให้ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ที่ชื่นชอบทดลองและพร้อม Switch Brand แวะชิมร้านใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่จะมีเพียงแบรนด์เดียวที่เป็นร้านในดวงใจ ซึ่งการจะเป็นแบรนด์ที่หนึ่งในหัวใจผู้บริโภคต้องมี 4 ปัจจัย

1.ความสะอาดของร้านในทุก Touch Point 2.จะต้องมีวัตถุดิบหลากหลายให้เลือกทาน 3.ความอร่อยถูกปาก 4.โปรโมชั่นราคาดึงดูด

จุดอ่อนของ “ปิ้งย่างบุฟเฟ่ต์”

ไม่ว่าจะเป็น “ต้มลวก” หรือ “ปิ้งย่าง” ต้องยอมรับว่าผู้บริโภคคนไทยยังชื่นชอบการทานในรูปแบบ“บุฟเฟ่ต์” เพราะสามารถกำหนดค่าใช้จ่ายต่อมื้อต่อคนได้อย่างชัดเจนและทานกันไม่อั้น

ตรงนี้ได้กลายเป็นปัญหาของผู้เล่นในตลาด “ปิ้งย่างบุฟเฟ่ต์” ที่ต้องนั่งคำนวณในเรื่องการใส่วัตถุดิบให้ลูกค้าได้เลือกทานว่าถ้าวัตถุดิบ Premium ราคาแพงใส่ลงไปในเมนูอาหารจะได้กำไรมากน้อยแค่ไหน