Category Archives: The Academy

8 ต้นทุนล่องหน ธุรกิจเจ๊งมานักต่อนัก

ปัจจุบันการเป็นนายตัวเอง หรือ Self Employed นั้นทำได้หลายรูปแบบ 1.ฟรีแลนซ์ 2.ขายของออนไลน์แบบง่ายๆ หรือ 3.การมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทุกเพศ ทุกวัย ต้องเคยคิดในหัวบ้าง ว่าฉันอยากเปิดร้านนู้น ฉันอยากทำธุรกิจนี้

แต่ไม่ว่าจะเป็น SMEs หรือ Startup สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเจอคือ ต้นทุน และค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งเชื่อเถอะว่าผู้ประกอบการทุกคนก็ต้องคำนวณต้นทุนมาดีแล้ว แต่ถึงเวลาบวกลบ กำไร ขาดทุน จริงๆ … อ้าววว ขาดทุนซะยังงั้น

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณกำลังวางแผนเพื่อทำธุรกิจจริงๆ (เสียภาษี) มาทำความรู้จัก กับต้นทุนล่องหนที่พร้อมจะออกมาหลอกหลอนเจ้าของธุรกิจได้ทุกเมื่อ

 

– – – 1.กู้เงินในอัตราที่สูง – – – 

ไม่ใช่แค่ธุรกิจขนาดเล็กเท่านั้นที่เจอปัญหานี้ สตาร์ทอัพบางราย ไม่สามารถรอการระดมทุนได้ จึงต้องกู้เงินเพื่อมาแก้สภาพคล่องก่อน

และ ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจ ยังไม่ได้จัดตั้งบริษัทอย่างถูกต้อง (มีระบบภาษีและการทำบัญชีที่ถูกต้อง) หรือไม่มีเครดิต เงินกู้ที่คุณได้ไปจะแพงกว่ามาก และวงจรอุบาทว์ก็จะเริ่มขึ้น

เมื่อเครดิตไม่ดี ดอกเบี้ยก็สูง ค่าใช้จ่ายก็เยอะตาม และถ้าการกู้เงินนั้นไม่ได้เอามาใช้กับเรื่องที่ต้องใช้ ธุรกิจก็ไม่สามารถทำกำไร และใช้หนี้ได้

– – – 2.ผลตอบแทนพนักงาน – – – 

การคำนวณเงินเดือนนั้น ไม่ใช่แค่ว่า เอาเงินเดือนไปคูณ 12 เดือนแล้วจบ เพราะยังมีภาษี สวัสดิการ และผลตอบแทนด้านอื่นๆ ที่คุณนึกไม่ถึง

จากงานวิจัยของ Joseph G. Hadzima Jr. of the MIT Sloan School of Management ต้นทุนเงินเดือนของพนักงานหนึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 1.25 ถึง 1.4 เท่า ของที่บริษัทต้องจ่าย ซึ่งส่วนที่เพิ่มมานั้นมาจาก ภาษี ผลตอบแทนชดเชย ค่าประกัน วันหยุด วันลา รวมไปถึง โบนัส

ถ้าคุณมีพนักงานเงินเดือน 20,000 บาท 3 คน ต้นทุนหนึ่งปีคำนวณได้ 20,000 x 3 x 12 = 720,000 บาท แต่ค่าใช้จ่ายจริงๆ มันมากกว่านั้น 1.2 เท่า จะเท่ากับ 864,000 บาท ซึ่งมากกว่าที่คุณคำนวณตอนแรกถึง 142,000 บาทเลยทีเดียว

– – – 3.ของหาย (Shrinkage) – – – 

สำหรับธุรกิจที่เป็นขายของเป็นชิ้น จะมีความเสี่ยงที่ของจะหายอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น การขโมย การฉ้อโกงของพนักงาน หรือเอกสารผิดพลาด ในสหรัฐฯ มีการคาดการณ์ว่ามีของหายแล้วจับมือใครดมไม่ได้ถึง 6% หรือคิดเป็น 45,000 ล้านเหรียญในสหรัฐฯ ทุกๆ ปี

สำหรับผู้ประกอบการ มีมาตรการที่สามารถลดปัญหาเหล่านี้ได้ หลากหลายแบบ วิธีง่ายๆ ก็ติดตั้งกล้องวงจรปิด แต่วิธีที่ถูกต้องคือสร้างระบบตรวจสอบสินค้า และปิดช่องโหว่ที่จะทำให้ของหาย

 

– – – 4.ประกัน – – – 

ในตอนเริ่มต้น คุณอาจจะไม่ต้องการประกันนั่นนี่มากนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป รายได้ของธุรกิจเพิ่มขึ้น มูลค่าของธุรกิจเพิ่มขึ้น ประกันก็จะยิ่งสำคัญเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นประกันธุรกิจ ประกันหนี้สิน ประกันอุบัติเหตุ หรือประกันทรัพย์สิน เรียกได้ว่าอะไรที่คิดเป็นเงินได้ ก็มีประกันทั้งนั้น

– – – 5.ค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย – – – 

เรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล ในไทยอาจยอมความกันง่ายๆ แต่ในประเทศอย่างสหรัฐฯ พวกเขาสู้เต็มที่เพื่อสิทธิ์ของพวกเขา บางครั้งธุรกิจเล็กๆ ต้องเจอกับทนายหัวหมอ ทนายเหล่านี้รู้ว่าบริษัทเล็กๆ ไม่มีกำลังทรัพย์ในการต่อสู้คดี ฉะนั้นการยอมความ การไกล่เกลี่ย เป็นทางออกที่ดีที่สุด และถึงแม้จะยอมความกันได้ แต่ธุรกิจของคุณจะเสียต้นทุนค่าพรีเมียมของประกันมากขึ้น

ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ แม้มันอาจจะแค่ 1,000 เหรียญ แต่สำหรับธุรกิจที่กำลังจะ Kick Off เงิน เวลา และพลังใจเป็นสิ่งสำคัญมากจริงๆ

– – – 6.ภาษี – – – 

ตอนเป็นพนักงาน คุณแค่รับเงินเดือน และจ่ายภาษีเงินได้ ซึ่งไม่ได้ยุ่งยากมากนัก เมื่อเทียบกับการทำธุรกิจจริงๆ ฉะนั้นหากในทีมไม่มีใครที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ก็จำเป็นต้องมีการซื้อบริการด้านบัญชี และภาษีเพิ่มขึ้นตามมา

ยิ่งธุรกิจเติบโตมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องเสียภาษีมากขึ้นเท่านั้น ทางที่ดีคือการลดหย่อนภาษีอย่างถูกต้อง

 

– – – 7.ค่าธรรมเนียม และใบอนุญาต – – – 

ในการทำธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมายมีเรื่องที่ต้องปวดหัวมาก และแตกต่างกันไปในแต่ละอุตสาหกรรม ถ้าเป็น FinTech Startup ก็ต้องไปคุยกับแบงก์ชาติ ถ้าเป็นเรื่องอาหารและยา ก็ไปหาอย. ถ้ามีแรงงานต่างด้าว ก็ต้องไปกระทรวงแรงงาน เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ใช้ทั้งเงินและเวลา

ยกตัวอย่างในไทย หากคุณเป็นคนมีร้านอาหารอยู่แล้ว และเห็นต่างประเทศทำคราฟต์เบียร์กัน เลยทำบ้าง คุณต้องทำให้ได้แสนลิตรต่อปี ห้ามบรรจุขวด มิฉะนั้นโดนโทษปรับ 5,000 บาท หรือจำคุกหนึ่งปี เป็นต้น

ในยุคที่ Disrupt Business เกิดขึ้นมากมาย คงจะเท่ไม่น้อยที่ได้เป็นคนทำลายกรอบเดิมๆ แต่ถ้ากรอบนั้นมีกฎหมายคุ้มครองอยู่ คนที่ถูก Disrupt อาจจะเป็นคุณก็ได้

– – – 8.ค่าอุปกรณ์สำนักงาน – – – 

สำหรับบริษัทใหญ่ๆ จะมีฝ่ายทำงบ เบิกของอยู่แล้ว แต่สำหรับธุรกิจเล็กๆ อาจเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะผู้ประกอบการมองว่ามันนิดๆ หน่อยๆ

แต่ถ้าลองคิดเล่นๆ  อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ พรินเตอร์ เครื่องเขียน ทิชชู่ น้ำดื่ม ซึ่งรวมๆ แล้วก็อาจเป็นหลักพัน หลักหมื่นได้เหมือนกัน ฉะนั้นอย่าประมาทเด็ดขาด

ไม่ว่าคุณกำลังวางแผนทำธุรกิจ พึ่งเริ่มต้น หรือกำลังเติบโต คุณต้องคำนึงถึงต้นทุนล่องหนเหล่านี้ให้ดี เพราะมีคำกล่าวที่ว่า It’s take money to make money.

 

ที่มา : Entrepreneur

 

 

 

แก้ตัวอย่างไรให้ได้ใจหัวหน้า

ถามต่อว่ามีจุดไหนต้องปรับปรุง : แม้เป็นเรื่องไม่พึงประสงค์ แต่ระหว่างเส้นทางการทำงานคงต้องมีสักวันที่เมื่อคุณเสนองานไปแล้วถูกหัวหน้าปฏิเสธกลับมา แน่นอนว่าความรู้สึกที่ตามมาคือความผิดหวัง ทว่าโลกยังไม่แตกและคุณสามารถใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น จนเลื่อนสถานะจากคนที่ถูกมองข้ามสู่คนโปรดของผู้บังคับบัญชาได้ที่สุด เริ่มจากจากถามคู่สนทนาที่ตำแหน่งสูงกว่าคุณกลับไปตรงๆ เลยว่า “มีจุดไหนบ้างที่ต้องปรับปรุง” ,“ผลงานแบบไหนที่หัวหน้าต้องการ” หรือ “มี Idea ไหนที่พอเข้าทางบ้าง” โดยในฝั่งของคุณ ข้อมูลเหล่านี้สามารถใช้เป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ชี้ทางให้รู้ว่าควรทำงานอย่างไร แบบไหนถึงจะเข้าตา และบอกให้ตัวเองลุกขึ้นเดินต่ออีกครั้งในทิศทางที่ถูกต้อง ส่วนในฝั่งของหัวหน้านี่เป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณยินดีรับคำแนะนำ พร้อมแก้ตัวและไม่ถอดใจง่ายๆ จนกว่างานจะสำเร็จ

ลองขอโอกาสเสนองานอีกครั้ง : อย่างที่บอกไปแล้วว่าแค่งานยังไม่เข้าตาหัวหน้า ก็ไม่ได้หมายความโลกจะแตกหรือส่งผลให้คุณถูกพักงานหรือไล่ออก และควรใช้เป็นโอกาสพลิกวิกฤต โดยขั้นตอนต่อมาที่ช่วยการพลิกวิกฤตครั้งนี้คือนัดส่งงานใหม่อีกครั้งและควรเป็นเวลาที่หัวหน้าสะดวกด้วย เพื่อให้แต่ละฝั่งได้มีเวลาถอยไปตั้งหลัก ฝั่งคุณก็จะได้แก้งานแล้วนำมาเสนอใหม่ที่คิดว่าถูกใจ ส่วนฝ่ายเจ้านายก็ได้ตั้งต่อรอดูว่าผลงานที่แก้ไขจะได้ดังใจมากน้อยแค่ไหน และถ้าโชคดีการส่งงานรอบสองครั้งนี้อาจได้เป็นโอกาสให้ปรับความเข้าใจกัน ส่งผลให้การมอบหมายงานใหม่ตรงความต้องการของฝ่ายที่สั่งงานและสอดคล้องกับความสามารถของฝ่ายที่ทำงานด้วย

แสดงให้รู้ว่ายังพร้อมทำงานเสมอ : โอกาสครั้งที่สองไม่ได้มีมาบ่อยๆ และบางครั้งเราก็ทำมันหลุดมือไป โดยบางคนที่โชคร้ายจะเข้าใจเรื่องนี้หากงานที่แก้ไขถูกหัวหน้าปัดตกอีก อย่างไรก็ตามทุกปัญหามีทางออก ซึ่งถ้าคุณเจอเข้ากับสถานการณ์แบบนี้ ที่ควรทำคือ อาสารับงานใดก็ได้ที่หัวหน้าเห็นว่าเหมาะสม เพื่อยืนยันว่าคุณยังต้องการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ไมว่าในตำแหน่งใดก๋็ตาม หากเห็นอย่างนี้ฝ่ายผู้บังคับบัญชาต้องจัดเตรียมทรัพยากรทุกอย่างให้คุณได้ทำงานอย่างเต็มที่ และท้ายที่สุดถ้างานออกมาดี ทุกคนจะยิ้มได้ ขณะเดียวกันตัวคุณเองก็จะได้รู้เสียทีว่าแท้จริงแล้วเหมาะกับตำแหน่งไหนใน Office นี้ โดยสุดท้ายปลายทาง หัวหน้าจะกลับมามีความเชื่อมั่นในตัวคุณอีกครั้ง และหากคุณยังพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง งานดีขึ้นตามลำดับ ในระยะยาวตำแหน่งคนโปรดก็คงไม่ไกล / fastcompany

อธิบายเรื่องยากอย่างไร ให้น่าสนใจตั้งแต่ต้นจนจบ

เกริ่นนำภาพรวมก่อน : ทั้งการเรียนและทำงาน ต้องมีสักวันที่คุณต้องนำเสนอหรืออธิบายเรื่องยาก เรื่องซับซ้อนให้คนหมู่มากฟัง โดยขั้นตอนแรกที่ทำให้งานหินครั้งนี้ราบรื่นคือ เริ่มจากเกริ่นนำถึงภาพรวมคร่าวๆ ก่อนว่าประเด็นที่พูดถึงคือะไร ซึ่งถ้าเปรียบเป็น Sandwich จุดนี้คือการบอกว่าเป็น Sandwich อะไร เป็นอาหารที่ผู้บริโภคทั่วไปกินได้ หรือเหมาะเฉพาะกับกลุ่มผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติเท่านั้น เช่นหากต้องพูดเรื่องการตลาด ก็ให้ประเดิมด้วยการบอกว่าเป็นแนวคิดที่อธิบายถึงกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหม่ ซึ่งเริ่มเป็นที่กล่าวถึงในประเทศใหญ่บางประเทศแล้ว พร้อมชื่อเรียกของแนวคิดนี้

ขยับสู่ตอนที่เป็นใจความสำคัญ : หลังจากเกริ่นนำแล้วจึงเข้าสู่ใจความสำคัญ บอกให้รู้ว่าเรื่องยากที่พูดถึงนี้คืออะไร โดยหากเปรียบเป็น Sandwich นี่คือการเผยว่าไส้ในของ Sandwich เป็นอะไร เนื้อหมู เนื้อไก่ กุ้งหรือผักผลไม้ปลอดสารพิษ ส่วนกับบริบททางการตลาด ขั้นตอนนี้คือการบอกให้ผู้ฟังรู้ว่า ผู้บริโภคกลุ่มใหม่นี้มีที่มาอย่างไร มีจำนวนมากน้อยแค่ไหน มีรสนิยมอย่างไร และส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางการตลาดอย่างไร

ตามด้วยรายละเอียดปลีกย่อย : มาถึงขั้นตอนสุดท้ายคือส่วนเสริมที่จะขาดไม่ได้ อันได้แก่รายละเอียดเชิงลึก ข้อมูลทางเทคนิคหรือเคล็ดลับต่างๆ โดยถ้าเปรียบเป็น Sandwich ชิ้นเดิมนี่คือการเพิ่มเติมว่า เครื่องปรุงหรือส่วนผสมพิเศษมีอะไร เช่น อาจเป็นซอสสูตรลับ ขนมปังทำจากแป้งคัดพิเศษ และกรรมวิธีการทำแตกต่างจากร้านอื่น ซึ่งกับบริบททางการตลาดคือการเผยให้รู้วิธีมัดใจผู้บริโภคกลุ่มนี้ กระตุ้นแบบไหนให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าบ่อยๆ และทำอย่างไรให้พวกเขาบอกปากต่อปากให้คนใกล้ชิดซื้อด้วย หรือจะโน้มน้าวอย่างไรให้กลุ่มนี้ช่วย Promote ผ่านการ Share เรื่องของแบรนด์บน Social Media / fastcompany

เรียนรู้ทักษะใหม่อย่างไร ให้ได้ภายในเวลาไม่นาน

ง่ายไว้ก่อน : เมื่อเป็นเรื่องใหม่ ย่อมหมายความว่าคุณไม่เคยรู้มาก่อน โดยเคล็ดลับข้อแรกที่ช่วยให้คุณเข้าใจเรื่องที่ไม่คุ้นได้เร็วขึ้น คือการเริ่มจากประเด็นง่ายๆ ก่อนแล้วจึงไต่ระดับขึ้นไปสู่ระดับที่ยากกว่าจนเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ในที่สุด เช่นอยากเรียนเปียโน ก้าวแรกก็ควรเป็นการเล่นเพลงทั่วไปไม่ซับซ้อน อาจเป็นเพลงฮิตติดหูต่างๆ จากนั้นเมื่อคล่องแล้วจึงเลื่อนขึ้นไปเล่นเพลงที่ยากขึ้น จนวันหนึ่งสามารถพรมนิ้วได้อย่างพริ้วไหวกับเพลงคลาสสิคแสนซับซ้อน จริงอยู่ที่ไม่มีเรื่องไหนยากเกินความพยายาม แต่ก็ควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะถ้าใจเร็วด่วนได้ ข้ามขั้นอยากเทียบชั้นกับมืออาชีพตั้งแต่วันแรก สิ่งที่จะได้ไม่ใช่ทักษะใหม่ แต่เป็นบทเรียนเจ็บปวดหลังคุณได้รู้ว่าเป็นได้แค่มือสมัครเล่นเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ขอถอดใจกลางทาง

แยกย่อยให้พอดีคำ : ทุกครั้งหากต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ความคิดแรกที่มักผุดขึ้นในใจเราทุกคนคือ “ยากจัง” “จะทำได้ไหมเนี่ย” เมื่อไหร่จะเก่งเหมือนคนอื่นนะ” เพื่อให้ความคิดเหล่านี้หายไป คุณต้องลงมือปฏิบัติและค่อยๆ ฝึกฝน และเรียนรู้อย่างมีแบบแผน โดยควรเตือนตัวเองให้แยกการสร้างทักษะใหม่นี้ออกเป็นขั้นตอน เป็นลำดับ ฝึกฝนตามกำลังความสามารถและตามเวลาในแต่ละวันจะเอื้ออำนวย เพราะเมื่อเก็บเล็กผสมน้อยไป ในไม่ช้าความชำนาญก็จะตามมา ไม่ต่างจากการสร้างอาคารขนาดใหญ่ที่มีองค์ประกอบมากมายล้วนต้องเริ่มจากอิฐก้อนเล็กๆ นั่นเอง

จำได้ดีถ้ามีเวลาอ่าน : กับการป้อนข้อมูลสิ่งใหม่เข้าสู่สมอง ทำได้หลายทาง หนึ่งในนั้นคือการอ่าน ซึ่งการอ่านออกเสียงช่วยเพิ่มความจำได้ดีกว่าการอ่านเงียบๆ คนเดียว เนื่องจากสมองจะตอบรับกับข้อมูลที่ใช้ประสาทสัมผัสหลายด้าน ยืนยันได้จากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัย Montreal ในแคนาดาเมื่อปี 2015 ที่ปรากฏว่ากลุ่มนักศึกษาที่อ่านข้อความบนกระดานแบบออกเสียงจดจำข้อความได้ดีกว่ากลุ่มที่อ่านในใจ นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไม่เมื่อเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ การอ่านออกมาดังๆ จึงเป็นเรื่องจำเป็น

จดที่รู้ลงมากระดาษ : ชีวิตเราทุกวันนี้ มีสิ่งอำนวยเต็มไปหมด แต่ถ้าพึ่งพาตัวช่วยมากเกินไป อาจส่งผลเสียอย่างที่เราคาดไม่ถึง โดยใกล้ตัวที่สุดคือการบันทึกข้อความต่างๆ ซึ่งปัจจุบัน เราเปลี่ยนมาบันทึกข้อความผ่านทางการพิมพ์ข้อความโดยใช้ Computer ทั้งแบบตั้งโต๊ะหรือพกพา รวมถึงอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ (Mobile Device) แทนการเขียนลงไปบนกระดาษ อย่างไรก็ตามการจดบันทึกแบบเดิมต่างหากคือวิธีช่วยให้เราจดจำ ข้อความหรือทักษะใหม่ๆ ได้ดีกว่า เพราะทุกครั้งเมื่อจะเขียนอะไรลงไป เราต้องทำความเข้าใจก่อนระดับหนึ่ง และคิดถึงตัวอักษรกับพยัญชนะที่ประกอบกันเป็นคำขึ้นมา หรืออาจกล่าวได้ว่า สมองจะจดจำเรื่องใหม่ได้แม่นยำขึ้นถ้าคุณใช้ประสาทสัมผัสหลายอย่างประกอบกัน ซึ่งสอดคล้องกับการเขียนที่คุณต้องใช้ทั้งทักษะในการจดจำ ทำความเข้าใจ มองเห็นและเคลื่อนไหวมือเป็นตัวอักษรที่ตรงกับคำในภาษาที่ตัวคุณเองเข้าใจประกอบกัน

หาโอกาสพักสมองบ้าง : จะเกิดอะไรขึ้นถ้าใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์กลไกอย่างหนักและยาวนาน แน่นอนเครื่องคงร้อนและพังในที่สุด นี่จึงเป็นเหตุว่าทำไมต้องพักเครื่องกันบ้าง เช่นกันกับคนที่ทุกครั้งเมื่อเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ แม้อยากจำได้ ต้องการให้ชำนาญขึ้นอย่างไร ก็ไม่ควรหักโหมเรียนหรือฝึกซ้อมมากเกินไปจนสมองล้าและร่างกายบาดเจ็บ เพราะร่างกายที่ไม่เต็มร้อยคงยากที่จะซึมซับทักษะใดๆก็ตามได้อย่างเต็มที่

มองความเหมาะสมด้วย : กว่าจะฝึกทักษะใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยได้จนชำนาญ ย่อมต้องผ่านการเรียนรู้และฝึกฝนมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง นับรวมๆ แล้วอาจได้หลายร้อย หลายพันหรือแม้กระทั่งเป็นหมื่นชั่วโมง ทว่าแต่ละคนมีลักษณะร่างกาย เวลาที่เอื้ออำนวยและความถนัดต่างกันไป วิธีที่ว่าใช้การได้ดีอาจไม่สามารถใช้การกับทุกคนเสมอไป ดังนั้นทุกครั้งเมื่อต้องเรียนรู้ทักษะอะไรก็ตาม ควรคำนึงถึงวิธีการที่เหมาะสม และที่คุณสามารถทำได้โดยไม่ลำบากด้วย

ยิ่งไปได้สวยถ้าได้ใช้จริง : เคยรู้สึกไหมว่าไม่รู้จะเรียนทักษะใหม่บางอย่างไปทำไม หรือทักษะนั้นไม่เห็นจะเป็นประโยชน์กับชีวิตประจำวันตรงไหน เช่น จะมีกี่คนที่ใช้สูตรแคลคูลัสในการซื้อของกินของใช้ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าสูตรคณิตศาสคร์แสนยากและสุดซับซ้อนจะไม่มีประโยชน์เลย ดังนั้นระหว่างก่อนตัดสินใจเพิ่มทักษะใหม่ใดก็ตามให้กับตัวเอง ควรคิดให้รอบคอบก่อนว่าใช้การได้จริงมากน้อยแค่ไหน หรืออย่างน้อยก็ควรมีประโยชน์ในระยะยาวเพื่อเป็นแรงบันดาลใจได้เรียนรู้ และฝึกฝนให้ชำนาญเมื่อถึงคราวจำเป็น เช่น ถ้ารู้ว่าแคลคูลัสเป็นสูตรที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนากิจการไฟฟ้า การสื่อสาร เศรษฐศาสตร์หรือแม้กระทั่งกิจการด้านอวกาศ คงทำให้หลายคนไม่ท้อถอยในการเรียนรู้

ไม่มองข้ามประโยชน์ของสมาธิ : ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าหากสมองงานไม่ได้เต็มร้อยหรือประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ก็ยากที่จะจดจำได้อย่างแม่นยำหรือเรียนรู้ทักษะใหม่ได้จนชำนาญ โดยเพื่อให้สมองทำงานได้ดีขึ้น การทำสมาธิก็เป็นกิจกรรมที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเมื่อสามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งใดได้นานๆ และไม่ไขว้เขวไปกับอะไรก็ตามที่เข้ามารบกวน ข้อมูลใหม่ก็จะเข้าสู่สมองได้ราบรื่นขึ้น และแน่นอนว่าทำให้ประหยัดเวลาในการเรียนรู้หรือฝึกฝนได้มากทีเดียว / entrepreneur

วางตัวอย่างไร สร้างความประทับใจได้ตั้งแต่แรกพบ

เตรียมตัวมาดี : การสร้างความประทับใจแรกพบไม่ต่างจากการเปิดประตูใจ ทลายกำแพงและก้าวแรกที่พาให้ทุกอย่างที่ตามมาจากนั้นราบรื่น ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเจรจาธุรกิจทุกประเภท โดยเคล็ดลับข้อแรกที่ช่วยให้การพบกันทุกครั้งสะดวกโยธินคือการเตรียมตัว ทำการบ้านมาก่อนว่าคนที่คุณกำลังจะไปเจอ ชอบ-ไม่ชอบอะไร บริษัทของคู่สนทนาหรือคู่ค้าดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอะไร ค่านิยมที่พวกเขายึดถือ และแน่นอนการแต่งตายของคุณต้องสุภาพ เรียบร้อยหรืออย่างน้อยก็ดูดีเพื่อให้เกียรติอีกฝ่าย จำไว้ว่าเมื่อมีเวลาเตรียมตัวควรใช้ให้เกิดประโยชน์ เพราะแวบแรกที่พบกันจะประทับในความทรงจำไปอีกนาน ดังนั้นอย่าไปปล่อยให้ตัวเองเป็นนักดนตรีที่ประมาท คิดว่าเก่งแล้ว ชะล่าใจไม่เตรียมตัวและขาดการฝึกซ้อม จนแพ้การด้นสด (Improvisation) กับนักดนตรีอีกคนที่อาจไม่มีพรสรรค์แต่ซ้อมมาดีกว่า

ไม่ให้มีคลื่นแทรก : ยุคนี้จะมีอะไรทำให้การสนทนาขาดตอนได้มากเท่าเสียงเรียกเข้าของ Smartphone หรือการแจ้งเตือนของความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ Mobile Device ดังนั้นถ้าอยากสร้าง First Impression ให้ได้ ควรปิดทางไม่ให้คลื่นเหล่านี้เข้ามารบกวน ขณะเดียวกันบริบทแวดล้อมต่างๆในการพบกันอย่าง สถานที่ ตำแหน่งที่นั่ง หรืออาหารและเครื่องดื่ม ในกรณีที่ภัตตาคารหรือจุดนัดพบก็ควรให้ความสำคัญ เพราะแสดงให้เห็นว่าคุณใส่ใจรายละเอียดที่จะทำให้การพบกันราบรื่น และทำให้ทั้งสองฝ่ายมีสมาธิอยู่กับการพูดคุยได้อย่างเต็มที่

ใส่ใจท่าทีของตัวเองและคู่สนทนา : เริ่มจากการเตรียมตัว ตามด้วยตัดสิ่งรบกวนรอบข้าง โดยเคล็ดลับข้อต่อมาที่จะสร้างความประทับใจแรกพบคือ การใส่ใจทุกองค์ประกอบการสื่อสารของทั้งตัวคุณและคู่สนทนา ตั้งแต่คำพูด ภาษากาย และอะไรก็ตามที่มีนัยสื่อความหมาย เช่น การทักทายอย่างสุภาพ แต่เมื่อพูดต้องชัดถ้อยชัดคำ และการเพิ่มองค์ประกอบบางอย่างที่ทำให้การพบกันน่าจดจำ เช่น มุกตลกคลายเครียด การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบก่อนเมื่อเริ่มพูดคุย และไม่รุกไล่อีกฝ่ายให้จนมุมหากคุณอยากได้คำตอบหรือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ ดังนั้นควรจำให้ขึ้นใจว่าหากอยากให้อีกฝ่ายทำดีด้วย คุณก็ต้องยื่นไมตรีจิตให้ก่อนเป็นอันดับแรก

รู้ถึงความสำคัญของชื่อ : ทุกอย่างมีชื่อเรียก แต่กับคนชื่อยิ่งทวีความสำคัญขึ้นอีกหลายเท่า ดังนั้นไม่ว่าชื่อคู่สนทนาจะออกเสียงลำบาก อ่านยากอย่างไร คุณต้องเรียกให้ถูก และจำให้ได้ โดยถ้าเข้าตาจน อ่านไม่ออกจริงๆ ทั้งด้วยเป็นคำในภาษาที่ไม่คุ้นเคยหรือเรียงตัวอักษรแปลกๆ เพื่อหวังความเป็นมงคล ก็ไม่ต้องอายที่จะถาม เพราะนอกจากช่วยให้เรียกได้อย่างถูกต้องแล้ว ยังอาจต่อยอดสู่บทสนทนาใหม่ที่สามารถทลายละลายกำแพงใจของทั้ง 2 ฝ่าย อย่าง ที่มาของชื่อ และภูมิลำเนา ซึ่งทั้งหมดบ่งบอกให้คู่สนทนารู้ว่าคุณใส่ใจ และสิ่งที่คุณจะได้กลับมาคือความเป็นคนพิเศษนั่นเอง

ถือว่าการฟังคือเรื่องต้องใส่ใจ : ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ปัจจัยหนึ่งจะทำให้คุณได้ความประทับใจแรกพบจากคู่เจรจาคือ ความผ่อนคลาย เป็นกันเอง และไม่รุกไล่คนที่คุยอยู่ให้จนมุม นั่นหมายความว่าคุณต้องเป็นผู้ฟังที่ดี จับสาระสำคัญที่อีกฝ่ายพูดให้ได้ ตอบกลับไปในเวลาที่เหมาะสมและด้วยคำถามที่ฉลาด โดยข้อมูลที่ได้จากการฟังเหล่านี้หากใช้ให้ดีก็สามารถผลักดันให้การสนทนาลื่นไหล ได้บทสรุปที่ทุกฝ่ายพอใจและอาจเป็นต้นธารสู่การสานสัมพันธ์ระยะยาวต่อไป / fastcompany

ทำได้ตามนี้ แล้วจะมีทักษะการฟังดีขึ้น

จดจ่ออยู่กับผู้พูด : ต่อให้ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร การสื่อสารด้วยคำพูดก็ยังจำเป็น อย่างไรก็ตามการส่งสารจะไม่ครบวงจรถ้ามีคนพูดแต่ไร้คนฟัง โดยเคล็ดลับข้อแรกที่ช่วยให้ทักษะการฟังของคุณดีขึ้นคือ การจดจ่ออยู่กับผู้พูด ไม่วอกแวกไปกับบริบทรอบข้างหรืออะไรก็ตามที่เข้ามาแทรก ซึ่งในยุคนี้ที่คลื่นข้อมูลข่าวสารโถมใส่เราอยู่ตลอด คลื่นรบกวนที่เลี่ยงไม่ได้เลยคือ เสียงแจ้งเตือนผ่าน Mobile Device ให้รู้ว่ามีสายเรียกเข้า ข้อความใน Chat App และความเคลื่อนไหวบน Social Media นั่นเอง ดังนั้นเพื่อไม่ยังมีสมาธิอยู่กับคำพูดและอวัจนภาษาของคู่สนทนา ควรเว้นว่างจากการหยิบอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่เอาไว้ก่อนจนกว่าจะคุยกับคนตรงหน้าจบ

รับรู้สถานการณ์ของคู่สนทนา : เคล็ดลับข้อถัดมาที่พาให้ทักษะการฟังของคุณดีขึ้นคือ การเอาใจเขามาใส่ใจเรา ลองคิดว่าสาเหตุอะไรที่ผลักดันให้คู่สนทนาต้องมาคุยด้วย เขาผ่านอะไรมา และต้องการอะไรจากการสื่อสารครั้งนี้ เพราะเมื่อคุณเข้าอกเข้าใจ ความใส่ใจก็จะตามมาและแน่นอนว่าอีกฝ่ายจะสัมผัสได้ว่าคุณสนใจเรื่องที่กำลังพูดอยู่ ไม่ใช่แค่พูดกับภูเขาหรือต้นไม้ที่ไร้ใจและไม่เคยมีข้อความตอบกลับ แม้ว่าบางครั้งที่เขาหรือเธออยากได้จากคุณจะเป็นเพียง การระบายความในใจหรือขอแค่คนรับฟังก็ตาม

หาช่องถามกลับบ้าง : ไม่ว่าฝ่ายที่คุยด้วยเป็นใครและเขาหรือเธออาจขอเพียงขอได้ระบายความในใจ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งต่างก็ต้องการสัญญาณที่ชัดเจนว่าอีกฝ่ายเข้าใจเรื่องที่พูด โดยเพื่อแสดงให้พวกเขารู้ว่าคุณไม่ได้ใจลอยไปที่อื่น คุณควรจับใจความให้ได้และโต้ตอบกลับไปบ้าง ผ่านคำถาม คำแนะนำ หรือขอให้ขยายความประเด็นที่ยังคาใจ ไม่ใช่แค่ อือๆ ออๆ ไปกับทุกประโยค เพราะเมื่อทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน การสื่อสารครั้งนี้จะดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและคุ้มค่าเวลาของทั้งสองฝ่าย

ถ้าว่างฝึกการโต้ตอบกับคนใกล้ชิด : ขึ้นชื่อว่าทักษะย่อมต้องมีการฝึกฝน ทักษะการฟังก็เช่นกัน ดังนั้นหากมีเวลาว่างควรฝึกการโต้ตอบบทสนทนากับคนใกล้ชิด ที่อาจเป็นเพื่อนหรือคนในครอบครัว ซึ่งได้ทั้งแบบที่บอกให้ทราบล่วงหน้าและคุยกันจบแล้วจึงบอก โดยทุกครั้งให้ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดไปสักระยะ จับใจความให้ได้ก่อนแล้วจึงกล่าวเสริมขึ้นมา ให้คำแนะนำหรือถามเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน จากนั้นเมื่อบทสนทนาสิ้นสุดให้ถามผู้พูดว่า ทักษะการฟังและดำเนินการสนทนาของคุณเป็นอย่างไร ทำให้พวกเขาสะดวกใจหรือรู้สึกอึดอัดการคุยด้วย เพื่อให้การนำไปใช้กับสถานการณ์จริงมีความเป็นธรรมชาติและสบายใจกันทั้งสองฝ่าย

ใช้เป็นโอกาสมองโลกผ่านสายตาผู้อื่น : ทักษะที่คุณมีจะไม่เกิดประโยชน์เลยหรือไม่มีทางรู้ว่าอยู่ในระดับไหนแล้ว ถ้าไม่เคยได้ใช้จริง ดังนั้นควรหาโอกาสใช้ทักษะการฟังบ่อยๆ โดยเพื่อสร้างโอกาสทองดังกล่าว คุณเริ่มจากต้องบอกตัวเองอยู่เสมอว่าการฟังเปิดทางให้คุณได้เข้าใจโลกผ่านมุมมองผู้อื่น และตัวคุณเองไมได้รู้ ไม่ได้เก่งไปหมดทุกอย่าง นอกจากนี้หลังได้ใช้ทักษะการฟังทุกครั้งยังเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์และความรู้คร่าวๆ โดยที่คุณไม่ต้องไปลำบากเอง รวมถึงยกระดับให้คุณเป็นที่ปรึกษาที่ไว้ใจได้ในสายตาผู้อื่นอีกด้วย /fastcompany

Present งานอย่างไร ให้ลื่นไหลโดนใจลูกค้า

เรียบเรียงประเด็นให้ดี : นอกจากเคล็ดลับในการเรียกความสนใจอย่าง การแปลงภาพเป็นตัวเลข ชี้ให้เห็นประโยชน์ของข้อมูล เพิ่มบริบทจนต้องหยุดมอง และทำให้สะดุดด้วยเรื่องชวนว๊าวแล้ว การจะทำให้ Presentation โดยเฉพาะเพื่อขาย Idea หรือสินค้าให้ประสบความสำเร็จ ต้องใส่ใจเรื่องความลื่นไหลของการนำเสนอด้วย เพราะหากสะดุดกลางคันอาจทำให้ โอกาสที่จะปิดการขายพังลงอย่างน่าเสียดาย โดยเคล็ดลับข้อแรกที่ทำให้คุณไปถึงเป้าหมายดังกล่าวคือ การเรียบเรียงประเด็นที่จะนำเสนอให้ดี เช่นคุณสมบัติของสินค้า จุดเด่นและของสมนาคุณ รวมถึงบริการหลังการขาย ขณะเดียวกันก็ไม่ควรทำให้ทุกอย่างชัดเจนหรือเข้าใจง่ายไปเสียหมดจนไม่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ถามเพิ่มเติมเลย ซึ่งหมายความว่าคุณต้องเตรียมข้อมูลไว้ตอบข้อสงสัยเหล่านี้ด้วย

ยังไม่ต้องบอกหมดว่าจะพูดอะไรบ้าง : เมื่อถึงช่วงที่ต้อง Present สินค้าให้ทยอยพูดถึงประเด็นต่างๆ ที่เตรียมมา แต่ไม่ต้องเกริ่นนำก่อนว่าจะกล่าวถึงอะไรบ้าง เพราะถ้าบอกล่วงหน้าจะทำให้ลูกค้านับถอยหลังว่ามีประเด็นไหนเหลือบ้าง ประกอบกับหากคุณพลาดขึ้นมา อาจเกิดการทักท้วงจนคุณเสียจังหวะและไปไม่เป็น ดังนั้นควรระวังไม่ให้มีคำอย่าง “อันดับแรก” “จากนั้น” หรือ “ท้ายที่สุด” หลุดจากปาก แต่ถ้าจำเป็นจริงให้ใช้คำอย่าง “หนึ่งในสินค้าหลายชิ่้น หลายรุ่นของเรา” แทน

อย่าใช้สรรพนามบ่อย : ในการสนทนาทั่วไปสรรพนาม เช่น คนนั้น คนนี้ อันนี้ และอันนั้น สามารถใช้ได้เพื่อลดความน่าเบื่อและไม่ต้องกล่าวซ้ำ แต่กับการ Present สินค้า สรรพนามเป็นสิ่งที่ควรเลี่ยง เพราะอาจทำให้คู่สนทนาที่จะช่วยธุรกิจคุณเดินหน้า ลืมว่าคุณกำลังกล่าวถึงสินค้าชิ้นไหน รุ่นไหน และการย้ำบ่อยๆ ยังเพิ่มการจดจำที่จะนำมาสู่การซื้อสินค้าในที่สุด ขณะเดียวกันก็จะช่วยให้ตัวคุณเองไม่หลงประเด็นด้วย

พยายามรักษาจังหวะเอาไว้ : เพราะการนำเสนอสินค้าคงไม่จบลงภายใน1 หรือ 2นาที ระหว่างที่คุณกำลังแจกแจงข้อดีและประโยชน์ต่างๆ ที่ลูกค้าจะได้รับจากผลิตภัณฑ์หรือบริการ ลูกค้าอาจแทรกขึ้นมากลางคันเมื่อเกิดข้อสงสัย โดยเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าว ให้หายใจลึกๆ หยุดคิดสักครู่แล้วค่อยตอบให้พวกเขาคลายสงสัย ดีกว่ารีบพูดออกไปแบบไม่ยั้งคิด จากนั้นค่อยกลับมาสู่ประเด็นที่พูดค้างไว้ เพื่อคืนจังหวะให้ Presentation ครั้งนี้ราบรื่นไปจบ และปิดการขายได้ในที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าเพื่อให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบคุณต้องเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี /fastcompany

Present งานอย่างไร เรียกความสนใจได้แน่

แปลงตัวเลขเป็นภาพ : เมื่อชีวิตการทำงานดำเนินมาถึงจุดหนึ่ง เราทุกคนล้วนต้องได้นำเสนอผลงาน ทั้งเพื่ออธิบายให้ทีมงานเข้าใจตรงกันก่อนลงมือทำ แจกแจงรายละเอียดหรือความคืบหน้าให้หัวหน้าได้รู้ และที่ขาดไม่ได้คือนำไปเสนอให้กับลูกค้า แต่บางครั้งกลุ่มเป้าหมายกลับไม่สนใจ Presentation ที่อุตส่าห์ทำมา โดยวิธีแรกที่ช่วยให้ปัญหานี้หมดไปคือ การแปลงตัวเลขหรือข้อมูลมากมายให้เป็นภาพ เพราะเมื่อเห็นภาพแล้ว ไม่ว่าใครก็จะเข้าถึงและสามารถจดจำได้ดีกว่า นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Infograpghic จึงยังไม่เสื่อมความนิยมบน Social Media ,แผนภูมิ Chart และ Graph จึงเรียกความสนใจได้เสมอ เช่นเดียวกับที่ภาพก้อนเมฆ สายฟ้า ฝนและดวงอาทิตย์จึงถูกนำมาใช้เป็นประจำในการเสนอข่าวพยากรณ์อากาศทางโทรทัศน์ แทนการให้บรรดา ‘หนุ่ม-สาวพยากรณ์อากาศ’ พูดถึงแต่อุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนเพียงอย่างเดียว

ชี้ให้เห็นประโยชน์ของข้อมูล : ทุกครั้งเมื่อไป Present งานให้คิดเสมอว่าเป็นการขายของ ซึ่งวิธีที่ทำให้ขายของไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์ แนวคิดหรือสินค้าได้ง่ายที่สุดคือ บอกให้รู้ถึงประโยชน์ และบอกให้ผู้ฟังหรือกลุ่มเป้าหมายรู้ว่าเรื่องที่คุณกำลังพูดอยู่จะทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้นได้อย่างไร นั่นหมายความว่าคุณต้องเน้นที่คุณประประโยชน์มากกว่าคุณสมบัติ เช่นหากต้องนำเสนอผลประกอบการไตรมาสล่าสุดให้เหล่าผู้ถือหุ้นได้ทราบ นอกจากกล่าวถึงตัวเลขและความสำคัญของ Presentation ชิ้นนี้แล้ว ให้เสริมไปด้วยว่าบริษัทจะทำให้ผลประกอบการเพิ่มขึ้นได้อย่างไร และหากเพิ่มขึ้นแล้วจะส่งผลดีต่อบริษัทอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าที่สุดแล้วส่วนแบ่งที่ผู้ถือหุ้นทุกคนจะได้ย่อมมากขึ้นด้วย

เพิ่มบริบทจนต้องหยุดมอง : อีกสาเหตุที่ให้ Presentation ครั้งล่าสุดของคุณดูน่าเบื่อ คือเนื้อหาไม่เปลี่ยนแปลงจากครั้งก่อนมากนัก เช่นปีนี้ส่วนแบ่งตลาดของแบรนด์แทบไม่ขยับขึ้นจากเมื่อปีก่อนเลย ทางออกของเรื่องนี้คือการเพิ่มบริบท อย่างปัจจัยที่ตรึงให้ Market Share เท่าเดิม และวิธีที่จะฉุดให้พ้นจากอาการนิ่งสนิทนี้ อย่าง Campaign ใหม่ เปิดตัวสินค้าตัวใหม่ หรือ Rebrand เข้าไป โดยเมื่อมี เหตุ ผล ปัจจัย หรือทางแก้ปัญหาต่างๆ เข้ามา ผู้รับสารคงไม่อาจมองข้ามข้อมูลของคุณได้อีกต่อไปหรืออย่างน้อยก็ทำให้น่าสนใจขึ้นกว่าเดิม

ทำให้สะดุดด้วยเรื่องน่าสนใจ : ถ้าเปรียบเป็นอาหาร Presentation ที่น่าเบื่อก็เหมือนอาหารเย็นชืด หรือเมนูที่ร้านไหนก็มี เช่นก๋วยเตี๋ยวที่ไม่ว่าร้านไหนก็ขาย เส้นกับน้ำซุปใส่ชามมาเหมือนกัน แต่เหตุที่ทำให้ลูกค้าเลือกร้าน A มากกว่าร้าน B เพราะส่วนผสม เครื่องปรุงและรสชาติ รวมถึงบริการ ดังนั้น ‘ส่วนผสมพิเศษ’ จึงสามารถเปลี่ยนเรื่องที่ดูน่าเบื่อให้น่าสนใจได้ โดยส่วนผสมพิเศษที่ว่าในบริบทของการนำเสนองานคือ ข้อมูลเชิงลึก เรื่องวงใน หรือการคุยกันนอกรอบนั่นเอง เช่น เมื่อต้องนำเสนอรายงานสถานะการเงินของบริษัทปีนี้ที่ไม่ต่างจากปีก่อน การเพิ่มสถานการณ์เศรษฐกิจเชิงลึก หรือความเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายที่กำลังจะเกิดขึ้นจากปากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางบางคนที่คุณรู้จักเข้าไป Presentation ครั้งนี้ก็จะดูน่าสนใจขึ้นมาทันที ซึ่งเมื่อทำให้ผู้รับสารหยุดฟังได้แล้ว ประเด็นต่อๆ มาก็จะได้รับความสนใจเช่นกัน / fastcompany

ทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จได้แบบบุคคลชั้นนำ

มองการณ์ไกล : นอกเหนือจาก Steve Jobs แล้ว Bill Gates ,Jeff Bezos และ Elon Musk คือบุคคลชั้นนำในวงการธุรกิจและเทคโนโลยี ที่ถูกอ้างถึงเป็นประจำ เพราะแต่ละคนเป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริหารที่พา Microsoft ,Amazon และ Tesla ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ จนนักธุรกิจรุ่นใหม่หลายคนมองเป็นต้นแบบ ซึ่งทั้ง 3 มีเคล็ดลับความสำเร็จร่วมกันที่น่าสนใจ เริ่มจากข้อแรกทุกคนล้วนมองการณ์ไกล ยืนยันได้จากจุดเริ่มต้นของแต่ละบริษัท โดยเมื่อปี 1975 ที่ Bill Gates ตัดสินใจออกจากมหาวิทยาลัย Harvard หลังเรียนไป 2 ปี เพื่อก่อตั้ง Microsoft ร่วมกับ Paul Allen เพราะมั่นใจว่า Software จำเป็นต่อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่จะได้รับความนิยมในอนาคต ส่วน Jeff Bezos ที่ก่อตั้ง Amazon – ร้านหนังสือ Online ในปี 1995 พร้อมตั้งเป้าขยายสู่ E-Commerce Website ที่มีสินค้าทุกอย่างไว้รองรับทุกความต้องการ

เชื่อมั่นในตัวเองและทีมงาน : เคล็ดลับความสำเร็จข้อต่อมาของทั้ง 3 คือความเชื่อมั่นในตัวเองและทีมงานว่าเป้าหมายระยะยาวที่วางไว้จะเป็นจริง ซึ่งแน่นอนว่าต้องยอมปล่อยให้รางวัลหรือผลประโยชน์ที่กำลังจะเอื้อมถึงหลุดลอยไป ยืนยันได้จาก Gates ที่ยอมสละโอกาสได้เป็นบัณฑิตคณะคอมพิวเตอร์ในสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของสหรัฐ ส่วน Bezos ที่ตัดสินใจลาออกจาก DE Shaw บริษัทบริหารการลงทุนซึ่งหมายความว่าต้องชวดเงิน Bonus ของปี 1994ด้วย เพราะเชื่อมั่นว่าที่สุดแล้วร้านหนังสือ Online เล็กๆ ที่ใช้โรงรถเป็น Office แห่งแรกจะประสบความสำเร็จ

ไม่ตัดสินใจนานเมื่อต้องออกจาก Comfort Zone : เกียรติยศและเงินทองเป็นตัวฉุดรั้ง ให้หลายคนนั่งรากงอกอยู่ในพื้นที่สุขสบาย (Comfort Zone) แต่ไม่ใช่กับมหาเศรษฐีวงการเทคโนโลยี 3 คนนี้ เพราะพวกเขาเห็นว่าการเสี่ยงครั้งต่อไปจะนำพาความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่ามาให้ โดยในกรณีของ Musk ก่อนที่จะดังไปทั่วโลกจาก Tesla รถพลังงานไฟฟ้า เขาเคยหันหลังให้กับการศึกษาระดับปริญญาเอกในมหาวิทยาลัย Stanford เพื่อไปตั้ง Zip2 บริษัท Software ผลิตหนังสือพิมพ์ร่วมกับน้อยชาย ซึ่งต่อมาCompaq ทุ่มเงิน 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 700 ล้านบาท) ซื้อไป และแทนที่จะนำเงินก้อนนี้ใช้ซื้อหาความสุขแต่ Musk กลับนำไปใช้ตั้ง X.com บริษัทชำระเงิน Online ที่ต่อมาควบรวมกับกิจการกับ Paypal และไม่นานก็ถูก Ebay ซื้อไปด้วยเงินถึง 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 52,000 ล้านบาท)

ต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้ครบวงจร : คนที่ประสบความสำเร็จต้องมองเกมขาดและมีวิสัยทัศน์กว้างไกล รู้ว่าจะก้าวต่ออย่างไรให้ยิ่งใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันต้องมีฐานการผลิตที่ครอบคลุมและต่อยอดผลิตภัณฑ์ได้ครบทุกความต้องการของผู้บริโภค โดยกรณีของ Microsoft เมื่อปี 1994 ซึ่ง Gates ยังนั่งเก้าอี้ CEO ได้มีการซื้อกิจการ Softimage บริษัท Software ด้านภาพ 3 มิติสัญชาติแคนาดา และตามด้วย Altermira บริษัท Software ด้านภาพอีกแห่งในปีถัดมา ส่วน Amazon ที่ยังอยู่ภายใต้การบริหารของ Bezos มาจนถึงปัจจุบัน ได้พัฒนาจากร้านหนังสือ Online สู่ค่าย E-Commerce ที่มีสินค้าหลากหลายพร้อมระบบ Logistic อันทันสมัย

ฝันใหญ่และพยายามไม่ลดละ : เคล็ดลับความสำเร็จข้อสุดท้ายที่ทั้ง 3 มีเหมือนกันคือ การฝันใหญ่และมุ่งมั่นสานฝันให้เป็นจริงอย่างไม่เคยลดละ โดยในกรณีของ Gates ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐีวงการ Software จากเด็กที่หลงไหลในเทคโลโลยีและคอมพิวเตอร์ ส่วน Bezos ที่เริ่มจากเด็กอัจฉริยะ สู่เจ้าของค่าย E-Commerce ยักษ์ใหญ่มีสินค้าหลากหลาย และกำลังก้าวไกลไปอีกขั้นด้วย Blue Origin บริษัทสำรวจอวกาศ เพื่อทำให้ฝันวัยเด็กที่เคยเขียนไว้ในสมุดการบ้านที่ว่า “อนาคตของมนุษยชาตินั้นไมใช่ดาวเคราะห์โลก” เป็นจริง ด้าน Musk ก็ทยอยสะสมเงินทุนจากบริษัทด้านเทคโนโยลีมากมาย เพื่อฝันใหญ่ 2 เรื่องที่เขาหลงไหลมาแต่เด็ก คือรถพลังงานไฟฟ้าและการสำรวจอากาศ ซึ่งปัจจุบันปรากฏให้เห็นแล้วด้วย Tesla และ SpaceX โดยบริษัทหลังมีจุดเริ่มต้นจาก Hitchhiker’s Guide to the Galaxy นิยายวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการท่องอวกาศที่ได้อ่านตอนเด็ก / entrepreneur

Startup จะโตเร็วขึ้น ถ้าใช้บริการ Startup ด้วยกัน

ปัจจุบัน 60% ของสตาร์ทอัพในสิงคโปร์ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ จากการใช้ทรัพยากรและเครื่องมือ ที่สนับสนุนสตาร์ทอัพ เช่น Amazon Web Services, Google Analytics, Github, Trello, Hubspot, Slack หรือ Stripe

Stripe ที่เป็นผู้ให้บริการ Online Payments และ Tools ต่างๆ ทำการศึกษาจาก 235 สตาร์ทอัพที่ได้รับเงินทุนจาก Venture Capital โดย 70% ของสตาร์ทอัพ อยู่ในช่วง Early Stage และเกือบครึ่งหนึ่งจากจำนวนนี้ มีพนักงานห้าคนหรือน้อยกว่านั้น

มาดูกันว่า สตาร์ทอัพสิงคโปร์ ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ อย่างไรบ้าง

 

ถูก และ ง่าย ยิ่งกว่าทุกครั้ง ในการเริ่มธุรกิจ

สตาร์ทอัพส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า การทำธุรกิจในปัจจุบันนั้นมีถูกและง่ายกว่าสมัยก่อน เพราะทรัพยากรเหล่านี้ช่วยให้พวกเขา ไปตลาดสากลได้เร็วยิ่งขึ้น

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือ 64% บอกว่าถ้าย้อนกลับไป 5 ปี ในยุคที่เทคโนโลยียังไม่พร้อมขนาดนี้ สตาร์ทอัพที่ใช้เทคโนโลยีอย่างพวกเขาเริ่มไม่ได้แน่

 

ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่าง

ในการทำธุรกิจไม่ใช่แค่ขายของแล้วจบ และยิ่งเป็นสตาร์ทอัพ อย่างน้อยก็ต้องมี ระบบชำระเงิน ระบบคุยกับลูกค้า ระบบคุยงานในบริษัท เว็บไซต์ที่สร้างและปรับแต่งได้รวดเร็ว

ฉะนั้นสตาร์ทอัพส่วนใหญ่จึงเลือกใช้บริการของสตาร์ทอัพเจ้าอื่นมากกว่าทำขึ้นมาเอง เพราะมีราคาที่รับได้ (ใช้น้อยจ่ายน้อย) และบริการเหล่านั้นออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ

73% ช่วยเพิ่มประสิทธิผลในการทำงาน
63% ช่วยให้ทีมทำงานระยะไกลได้ดียิ่งขึ้น
55% ลดต้นทุนโดยรวม
48% พัฒนาผลิตภัณฑ์ได้เร็วขึ้น

 

ปัจจัยในการเลือกบริการมาใช้

78% ราคารับได้
72% ความสะดวกในการนำมาใช้
57% ความน่าเชื่อถือ
47% การเพิ่มขนาดการใช้งาน
46% การทำงานร่วมกัน ระหว่างเทคโนโลยี

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับสตาร์ทอัพ คือ เรื่องราคา เพราะสตาร์ทอัพต้องทำตัวให้ LEAN เข้าไว้ แต่ด้วยบริการจากสตาร์ทอัพด้วยกันเอง ราคาจึงถูกลงมาก เพราะคิดราคาตามที่ใช้งาน และบางทีอาจมีการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกันอีกด้วย

นอกจากนั้นเทคโนโลยีจากสตาร์ทอัพทำให้ใช้ง่ายที่สุด ฉะนั้นเทคโนโลยีเหล่านี้จะรองรับทุกอุปกรณ์ รองรับทุก OS และสามารถดัดแปลงเพื่อเข้ากับความต้องการของแต่ลัสตาร์ทอัพอีกด้วย

 

“การเสียบปลั๊กกับ เทคโนโลยีบนคลาวด์ ช่วยให้สตาร์ทอัพทำงานได้ง่ายขึ้น พวกเราไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ งานไหนที่สามารถ Outsource แล้วดีกว่า ถูกกว่า ก็ควรทำ และใช้เวลาที่เหลือไปกับการพัฒนาธุรกิจตัวเอง ด้วยเหตุนี้สตาร์ทอัพหลายรายจึงสามารถทำธุรกิจในต่างประเทศได้ตั้งแต่วันแรก” Piruze Sabuncu, head of Stripe for Southeast Asia and Hong Kong

“การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ช่วยไม่ให้สตาร์ทอัพเสียเวลาไปกับปัญหาที่มีคนแก้ได้แล้ว”

 

ยกตัวอย่างการนำสตาร์ทอัพมาใช้

หากคุณทำเว็บไซต์ไม่เป็น โลโก้ยังไม่มี คุณสามารถไปหาที่ เว็บไซต์ฟรีแลนซ์ได้ เช่น Fastwork หรือ FreelanceBay

หากคุณต้องการหาโค้ด หรือโปรแกรมเมอร์ สามารถไปหาได้ที่ GitHub

หากต้องการคนส่งของ มี LINE

หากต้องการระบบจัดการบัญชี มี FlowAccount

หรือ ระบบอื่นๆ อย่าง ระบบภาษี ระบบ Chatbot ระบบส่งของ ระบบสต็อกสินค้า แทบทุกอย่างมีสตาร์ทอัพรองรับทั้งสิ้น

 

ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ทอัพ หรือธุรกิจขนาดเล็ก หากคุณเลือกเทคโนโลยีไปใช้ให้ถูกต้อง ธุรกิจสามารถลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น และสร้างมูลค่าในสิ่งที่จำเป็นอย่าง การหาลูกค้า หรือ R&D ได้

 

ที่มา : Tech in Asia