Category Archives: StartUp

Startup จะโตเร็วขึ้น ถ้าใช้บริการ Startup ด้วยกัน

ปัจจุบัน 60% ของสตาร์ทอัพในสิงคโปร์ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ จากการใช้ทรัพยากรและเครื่องมือ ที่สนับสนุนสตาร์ทอัพ เช่น Amazon Web Services, Google Analytics, Github, Trello, Hubspot, Slack หรือ Stripe

Stripe ที่เป็นผู้ให้บริการ Online Payments และ Tools ต่างๆ ทำการศึกษาจาก 235 สตาร์ทอัพที่ได้รับเงินทุนจาก Venture Capital โดย 70% ของสตาร์ทอัพ อยู่ในช่วง Early Stage และเกือบครึ่งหนึ่งจากจำนวนนี้ มีพนักงานห้าคนหรือน้อยกว่านั้น

มาดูกันว่า สตาร์ทอัพสิงคโปร์ ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ อย่างไรบ้าง

 

ถูก และ ง่าย ยิ่งกว่าทุกครั้ง ในการเริ่มธุรกิจ

สตาร์ทอัพส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า การทำธุรกิจในปัจจุบันนั้นมีถูกและง่ายกว่าสมัยก่อน เพราะทรัพยากรเหล่านี้ช่วยให้พวกเขา ไปตลาดสากลได้เร็วยิ่งขึ้น

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือ 64% บอกว่าถ้าย้อนกลับไป 5 ปี ในยุคที่เทคโนโลยียังไม่พร้อมขนาดนี้ สตาร์ทอัพที่ใช้เทคโนโลยีอย่างพวกเขาเริ่มไม่ได้แน่

 

ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่าง

ในการทำธุรกิจไม่ใช่แค่ขายของแล้วจบ และยิ่งเป็นสตาร์ทอัพ อย่างน้อยก็ต้องมี ระบบชำระเงิน ระบบคุยกับลูกค้า ระบบคุยงานในบริษัท เว็บไซต์ที่สร้างและปรับแต่งได้รวดเร็ว

ฉะนั้นสตาร์ทอัพส่วนใหญ่จึงเลือกใช้บริการของสตาร์ทอัพเจ้าอื่นมากกว่าทำขึ้นมาเอง เพราะมีราคาที่รับได้ (ใช้น้อยจ่ายน้อย) และบริการเหล่านั้นออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ

73% ช่วยเพิ่มประสิทธิผลในการทำงาน
63% ช่วยให้ทีมทำงานระยะไกลได้ดียิ่งขึ้น
55% ลดต้นทุนโดยรวม
48% พัฒนาผลิตภัณฑ์ได้เร็วขึ้น

 

ปัจจัยในการเลือกบริการมาใช้

78% ราคารับได้
72% ความสะดวกในการนำมาใช้
57% ความน่าเชื่อถือ
47% การเพิ่มขนาดการใช้งาน
46% การทำงานร่วมกัน ระหว่างเทคโนโลยี

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับสตาร์ทอัพ คือ เรื่องราคา เพราะสตาร์ทอัพต้องทำตัวให้ LEAN เข้าไว้ แต่ด้วยบริการจากสตาร์ทอัพด้วยกันเอง ราคาจึงถูกลงมาก เพราะคิดราคาตามที่ใช้งาน และบางทีอาจมีการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกันอีกด้วย

นอกจากนั้นเทคโนโลยีจากสตาร์ทอัพทำให้ใช้ง่ายที่สุด ฉะนั้นเทคโนโลยีเหล่านี้จะรองรับทุกอุปกรณ์ รองรับทุก OS และสามารถดัดแปลงเพื่อเข้ากับความต้องการของแต่ลัสตาร์ทอัพอีกด้วย

 

“การเสียบปลั๊กกับ เทคโนโลยีบนคลาวด์ ช่วยให้สตาร์ทอัพทำงานได้ง่ายขึ้น พวกเราไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ งานไหนที่สามารถ Outsource แล้วดีกว่า ถูกกว่า ก็ควรทำ และใช้เวลาที่เหลือไปกับการพัฒนาธุรกิจตัวเอง ด้วยเหตุนี้สตาร์ทอัพหลายรายจึงสามารถทำธุรกิจในต่างประเทศได้ตั้งแต่วันแรก” Piruze Sabuncu, head of Stripe for Southeast Asia and Hong Kong

“การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ช่วยไม่ให้สตาร์ทอัพเสียเวลาไปกับปัญหาที่มีคนแก้ได้แล้ว”

 

ยกตัวอย่างการนำสตาร์ทอัพมาใช้

หากคุณทำเว็บไซต์ไม่เป็น โลโก้ยังไม่มี คุณสามารถไปหาที่ เว็บไซต์ฟรีแลนซ์ได้ เช่น Fastwork หรือ FreelanceBay

หากคุณต้องการหาโค้ด หรือโปรแกรมเมอร์ สามารถไปหาได้ที่ GitHub

หากต้องการคนส่งของ มี LINE

หากต้องการระบบจัดการบัญชี มี FlowAccount

หรือ ระบบอื่นๆ อย่าง ระบบภาษี ระบบ Chatbot ระบบส่งของ ระบบสต็อกสินค้า แทบทุกอย่างมีสตาร์ทอัพรองรับทั้งสิ้น

 

ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ทอัพ หรือธุรกิจขนาดเล็ก หากคุณเลือกเทคโนโลยีไปใช้ให้ถูกต้อง ธุรกิจสามารถลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น และสร้างมูลค่าในสิ่งที่จำเป็นอย่าง การหาลูกค้า หรือ R&D ได้

 

ที่มา : Tech in Asia

Seekster สตาร์ทอัพน้องใหม่ กับไอเดียที่ให้คนเรียกแม่บ้านทำความสะอาดผ่านมือถือ

สตาร์ทอัพ Seekster (ซีคสเตอร์) application ช่วยหาช่างซ่อมแซม, คนทำความสะอาดบ้าน แบบออนดีมานด์บนโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ กำลังเป็นที่พูดถึงเป็นอย่างมาก หลังจากที่ได้รับรางวัล Best Performing Startup จากโครงการ dtac Accelerate batch 5 ซึ่งเป็นโครงการลงทุนให้กับ บริษัท สตาร์ทอัพ หน้าใหม่อย่าง Health at Home, Freshket

รวมถึงยังเป็นหนึ่งในสาม startup ที่ได้ถูกคัดเลือกให้เป็น startup finalist จากายการ “The Unicorn สตาร์ทอัพ พันล้าน” ทางช่อง Workpoint TV

สำหรับตัว application “Seekster” นั้นก็พึ่งได้รับเงินลงทุนรอบ Seed Round จาก 3 กองทุนซึ่งได้แก่ Dtac Accelerate, Digital Ventures และ 500 TukTuks ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนบริษัท startup เจ้าใหญ่ในประเทศไทย

Seekster เป็น บริษัทที่ให้บริการ service ด้านการทำความสะอาด, ซ่อมแซม สำหรับบ้าน, คอนโด และสำนักงานแบบ on demand โดยผู้ใช้บริหารสามารถใช้บริการได้ทั้งช่องทางของ application บนมือถือ และผ่านทางเว็บไซต์ seekster.co

สเฮ็บ อนันต์ทรงวิทย์ CEO และ Co – Founder ของ Seekster เห็นว่าการให้บริการขง Seekster นั้นเป็นมากกว่าผู้ให้บริการ เพราะยังเป็นระบบที่ควบคุมดูแลคุณภาพ และความปลอดภัยของผู้ใช้งานอีกด้วย”

ที่มาและ performance ปัจจุบันของ application Seekster นั้น “เกิดจากการบริหารระบบตั้งแต่ขั้นตอนการรับสมัครและคัดกรองผู้ให้บริการไปจนถึงตอนที่เสร็จสิ้นการบริการ Seekster เปิดให้บริการในเดือนมกราคม 2559 ด้วยแนวคิดการพัฒนาแบบมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง พวกเราได้เข้าโครงการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท batch 5 และ DV batch 0 อันเป็นจุดสำคัญในการเรียนรู้ที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วของเรา ปัจจุบันมีงานเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 150-200 งาน หรือ 5,000 – 6,000 งาน ต่อเดือน มีแม่บ้านและช่างถึง 1,800 คน ให้บริการในกรุงเทพฯและปริมณฑล และนอกเหนือจากลูกค้าทั่วไปเราเห็นโอกาสทางธุรกิจที่อยู่ในตลาดธุรกิจ SME โดยเราได้กระโดดเข้ามาเป็นผู้ให้บริการกับ SME มากกว่า 200 เจ้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วในระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา”

ด้านธุรกิจ B2B (Business to business) ที่ทาง Seekster ได้ทำนั้นคือการเป็นพันธมิตรกับ อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์

“Seekster เติบโตและประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง และมีแผนงานที่จะขยายไปในจังหวัดใหญ่ที่ตลาดมีความต้องการ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ร่วมลงทุนทั้ง 3 กลุ่มมั่นใจในศักยภาพของการดำเนินธุรกิจและแผนงานของ Seekster ในอนาคต จนทำให้มีวันนี้ ซึ่งทางบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้ให้โอกาส Seekster เป็นพันธมิตรในการให้บริการแม่บ้าน และซ่อมแซมโครงการของ อนันดา ผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ของไทย” นายสเฮ็บ อนันต์ทรงวิทย์ CEO และ Co – Founder ของ Seekster กล่าว

กลุ่มนักลงทุนที่มาจาก Digital Ventures (DV) ของธนาคารไทยพาณิชย์, dtac accelerate โครงการลงทุนบริษัท startup ของดีแทค และ 500TukTuks กองทุนสำหรับ startup จากซิลิคอน วัลเลย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

เรืองโรจน์ พูลผล หรือที่คนในวงการ startup รู้จักในชื่อของ คุณกระทิง กล่าวเกี่ยวกับการเป็นหนึ่งในผู้ลงทุน Seekster ว่า “ทางเราเองได้มีสตาร์ทอัพจำนานมากที่มีลีกษณะใกล้เคียงกับ Seekster เข้ามาขอทุนมากมาย แต่ทีมนี้เป็นทีมที่ทำให้เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถเอาชนะใจลูกค้าและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดภายในระยะเวลาไม่กี่ปีให้ได้”

“ในวันนั้นพวกเรายังไม่สามารถพูดอะไรได้กับตลาดนี้แต่สิ่งที่เรามองเห็นคือทีมที่มี Passion สูงมาก วันนี้ทาง 500Tuktuks ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะประกาศว่าทาง Seekster ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาทำได้ พวกเขาสามารถมี traction ตัวเลขของลูกค้าที่น่าพึงพอใจ มีพันธมิตรทางธุรกิจมากมาย และที่สำคัญคือมีผลตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้า นอกเหนือไปจากนั้นทีม Seekster เองยังได้รับการยอมนับจากโครงการ Accelerator 2 โครงการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท batch 5 และ Digital Ventures Accelerator batch 0 สุดท้ายนี้ผมก็ยินดีต้อนรับ Seekster เข้าสู่ครอบครัว 500 Tuktuks อย่างเป็นทางการ”

มหกรรมเสริมแกร่ง SME ไทย : จับคู่ดีมีแต่โตพร้อมรับฟังความรู้จากปากมืออาชีพ

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 สำหรับงาน “SME Matching Day 2017 จัดโดยธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับบริษัท บางกอกโพสต์ จำกัด (มหาชน)ภายใต้คอนเซ็ปท์ “รวมพลังคู่ค้า เชื่อมโยงโอกาสธุรกิจไทยและต่างแดน” เปิดโอกาสให้เหล่าผู้ประกอบการได้พบปะเจรจาธุรกิจกับช่องทางการจัดจำหน่ายชั้นนำ 13 ช่องทาง ครบทั้งค้าปลีก ค้าส่ง และช่องทางออนไลน์ ขยายโอกาสเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการ SME ไทย

งานจับคู่ทางธุรกิจในวันนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสครั้งสำคัญ สำหรับ “เหล่าผู้ประกอบการ SME ไทย” เพราะในปัจจุบันผู้ประกอบการไทยไม่ได้ต้องการแค่ การสนับสนุนทางการเงิน เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องการสนับสนุนในเรื่องของเครื่องมือ องค์ความรู้ในการทำธุรกิจ และที่สำคัญที่สุดคือ “เรื่องของช่องทางและการขยายตลาด”

การขยายช่องทางทางการจัดจำหน่าย และการขยายตลาดของเหล่าผู้ประกอบการไทยนั้น ถือเป็นปัญหาที่คนทำเอสเอ็มอีต้องพบเจออยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะการสร้างคอนเนกชั่นเพื่อขยายธุรกิจเข้าสู่โมเดิร์นเทรด รวมถึงการส่งออกไปยังต่างประเทศ และใน ด้านของคู่ค้า ก็ต้องการที่จะมองหาสินค้าคุณภาพ สินค้าใหม่ๆ ที่เกิดจากไอเดีย เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันมากขึ้น

ทางธนาคารกสิกรไทยได้เล็งเห็นถึงโอกาสที่ว่า จัดงาน SME Matching Day ขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางผสาน สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการกว่า 749 บริษัท ที่สมัครเข้ามาร่วมกิจกรรม ได้พบปะจราจาธุรกิจกับช่องทางจัดจำหน่ายระดับประเทศ ภายในงาน ตลอด 1 วันเต็ม!

สำหรับงาน “SME Matching Day 2017” ในครั้งนี้ เป็นการจัดขึ้นเป็นปีที่ 3 เเละยังเป็นงานจับคู่ธุรกิจงานใหญ่ งานเดียวของประเทศที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างโอกาสให้กับคนทำธุรกิจมากมายในทุกๆ ปีเเละนอกจากการจับคู่ธุรกิจเเล้ว ภายในงานยังมีสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวการทำธุรกิจ SME จากกูรู และผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจากหลากหลายธุรกิจ ภายในงานยังมีโซนให้คำปรึกษา และโซน SME Solution ติดปีกด้านเทคโนโลยี เสริมแกร่งให้กับธุรกิจ SME ไทยบินไกลกว่าเดิม…

 SME Matching Day 2017 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 60 ณ ห้องบางกอกคอนแวนชันเซ็นเตอร์ บี 2 ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิร์ด

ตลอดระยะเวลา 1 วันเต็ม นอกจากผู้ประกอบการ SME จะได้พบปะกับเหล่าตัวแทนช่องทางจัดจำหน่ายชั้นนำของไทยและต่างประเทศ ปรึกษาปัญหารับฟังคำแนะนำจากหน่วยงานภาครัฐและทางเอกชนกันอย่างเต็มอิ่มแล้ว ไฮไลท์ของงานในวันนี้คงหนีไม่พ้นความรู้จากเวทีสัมมนาที่ได้ผู้เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนของการทำธุรกิจ SME เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับฟังความรู้ ไขทุกกลยุทธ์ เพื่อนำไปปรับใช้กับธุรกิจของตนเอง

 

ปาฐกถาพิเศษ “SME ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย”

คุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “SME ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย”

คุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า SME ถือเป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง เพราะผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในบ้านเราคือผู้ประกอบการในระดับ SME จะเห็นได้ว่าประเทศที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง SME ในประเทศนั้นจะต้องเติบโตไปพร้อมกันด้วย

“จากข้อมูลล่าสุดที่ทาง สสว. ระบุว่า ในประเทศไทยมีผู้ประกอบธุรกิจในลักษณะธุรกิจขนาดเล็ก หรือ SME สูงถึง 2,790,000 ราย ยื่นจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอยู่ที่ 636,000 ราย ”

ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ในประเทศกว่า 42% จากทั้งหมด 2 ล้านกว่าราย เป็นธุรกิจที่อยู่ในภาค “การค้า” ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งช่องทางจัดจำหน่าย สอดคล้องกับงานวันนี้ที่ทางธนาคารกสิกรไทย เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบกับช่องทางการจัดจำหน่ายชั้นนำ เพื่อพัฒนาศักยภาพทางการขาย และขยายโอกาสเปิดประตูการค้าทั้งไทยและต่างประเทศ

ภาพบรรยากาศภายในงาน “มหกรรมจับคู่ดี SME แห่งชาติ”

 

“การจับคู่เจรจาธุรกิจกับทางตัวแทนจำหน่าย หรือการ Matching กันในวันนี้ จึงถือเป็นหัวใจของการทำธุรกิจ และเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากในการเติบโตและเพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจของตนเอง”

นอกจากนี้ SME ยุคใหม่ยังต้องมีการ “ผสมผสานเอาเทคโนโลยี” มาปรับใช้ รวมถึงแนวความคิด ไอเดีย แบบ “สตาร์ทอัพ” ที่สามารถพลิกโฉมการทำธุรกิจแบบเดิมๆ ได้ ซึ่งที่จริงแล้ว SME ทั้ง 2 ล้านกว่ารายในบ้านนั้นคือผู้ที่ช่วยกันคิดจุดประกายไอเดียธุรกิจแบบสตาร์ทอัพที่จะเปลี่ยนให้ธุรกิจบนโลกใบนี้ไม่เหมือนเดิม บวกกับเทรนด์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ส่งผลให้องค์กรใหญ่ รวมถึงสถาบันทางการเงิน ทั้งในไทยและต่างประเทศ ยินดีที่จะให้ความช่วยเพื่อต่อยอดความสำเร็จ

ภาพบรรยากาศภายในงาน “มหกรรมจับคู่ดี SME แห่งชาติ”

นอกจากนั้นผู้ประกอบการในปัจจุบันต้องรู้จักการคิดวิธีการทำธุรกิจแบบ CrossIndustry Innovation หรือ “การข้ามสายพันธุ์ของธุรกิจ” เหมือนกับที่ เทสล่า (Tesla) คิดกระเบื้องที่เป็นโซล่าเซลล์ในตัว ไม่จำเป็นต้องติดตั้งแผงรับแสงอาทิตย์เพิ่ม และพลังงานที่ได้นั้นก็เปลี่ยนเป็นไฟฟ้าสำหรับใช้งานในบ้าน ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ทางเทสล่าเองเป็นผู้ผลิต

จะเห็นได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำธุรกิจในปัจจุบันนั้นก็คือ ความคิด และ การจับคู่ทางธุรกิจ ทั้งการจับคู่กับช่องทางการค้า จับคู่ธุรกิจของเราเข้ากับเทคโนโลยี เข้ากับแนวความคิดใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหา ก่อให้การธุรกิจยุคใหม่แข็งแกร่งกว่าเดิม และเมื่อคนทำ SME แข็งแกร่งแล้ว แรงเล็กๆ จากคนทำธุรกิจเล็กๆ จะรวมกันเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้เดินหน้าได้สำเร็จ

บรรยากาศหน่วยงานต่างๆ ที่มาออกบูท พร้อมให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ SME

 

เปิดขุมทรัพย์ตลาดตะวันออกกลาง

คุณอัครวุฒิ ตั้งศิริกุศลวงศ์ รองประธานสภาธุรกิจไทยในดูไบ และรัฐตอนเหนือของอาหรับเอมิเรตส์ ผู้บุกเบิกและผู้เชี่ยวชาญตลาดตะวันออกกลาง ขึ้นบรรยายในหัวข้อ “เปิดขุมทรัพย์ตลาดตะวันออกกลาง” พูดถึงโอกาสของผู้ประกอบการ SME ชาวไทย ว่าตลาดตะวันออกกลางนั้นยังเป็นตลาดที่ใช่อยู่หรือเปล่า พร้อมอัพเดตสถานการณ์ โอกาสในตะวันออกกลาง และชาวตะวันออกกลางนั้นมองสินค้าของไทยอย่างไร เพราะอะไรตะวันออกกลางยังเป็นขุมทรัพย์ทางธุรกิจของผู้ประกอบการ

“ในทุกวันนี้ตลาดทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นแอฟริกา ยุโรป อเมริกา หรือ CLMV ล้วนเป็นตลาดที่ดี แต่ตลาดที่ดีที่สุด “ลงทุนน้อย ระยะเวลาสั้นและประสบความสำเร็จได้เร็วที่สุด” คือ ตลาดตะวันออกกลาง แม้ประชากรแต่ละประเทศในตะวันออกจะมีน้อยก็จริง แต่อยากให้มองกลุ่มประเทศที่มีกำลังซื้อเหล่านี้เป็นประเทศเดียวกัน เพราะพวกเขามีกฎหมาย ศาสนา แนวความคิด และความชอบไม่ชอบ ที่คล้ายกันมาก ที่สำคัญคือพฤติกรรม “การซื้อตาม ใช้ดีแล้วบอกต่อ” ถ้าสินค้าสามารถเจาะเข้าไปยังประเทศใดประเทศนึงได้ และเป็นสินค้าใช้ดี มีคุณภาพ อีกไม่นานสินค้าของคุณก็จะไปอยู่ในทุกประเทศ” อัครวุฒิ กล่าว

นอกจากนี้กลุ่มประเทศตะวันออกกลางมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจสูง จีดีพีของคนในประเทศสูง ประชากรส่วนใหญ่ร่ำรวยจากการทำธุรกิจ ดังนั้นถ้าสินค้าที่นำเข้าไปขาย “มีคุณภาพ” และ “ตรงกับความต้องการ” แล้วล่ะก็ ไม่ใช่เรื่องยากที่ SME อย่างเราๆ จะ “เปิดขุมทรัพย์แห่งตลาดตะวันออกกลาง” แห่งนี้

อัครวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญตลาดตะวันออกกลาง เสริมว่า “ประเทศที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ในการบุกตลาดตะวันออกกลางนั่นก็คือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE ด้วยความเป็นเมืองท่าสำคัญทั้ง ทางเรือ ทางอากาศ ระบบขนส่งและโลจิสติกส์ที่สามารถกระจายสินค้าไปยังกลุ่มประเทศในระแวกที่สะดวกสบายที่สุด

“ในตะวันออกกลางอีกหนึ่งประเทศที่ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสนใจ นั่นก็คือ กาตาร์ การเปิด Visa on Arrival นับว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสของผู้ประกอบการไทย สินค้าพรีเมียมจำนวนน้อยชิ้น แต่ราคาสูง คือสิ่งที่กาตาร์กำลังจับตามองสินค้าประเภทนี้จากไทย”

คุณอัครวุฒิ ตั้งศิริกุศลวงศ์ รองประธานสภาธุรกิจไทยในดูไบ และรัฐตอนเหนือของอาหรับเอมิเรตส์ ผู้บุกเบิกและผู้เชี่ยวชาญตลาดตะวันออกกลาง

คุณอัครวุฒิ ตั้งศิริกุศลวงศ์ รองประธานสภาธุรกิจไทยในดูไบ และรัฐตอนเหนือของอาหรับเอมิเรตส์ ผู้บุกเบิกและผู้เชี่ยวชาญตลาดตะวันออกกลาง

คุณอัครวุฒิ ยังอยากให้ผู้ประกอบการไทยจับตา งาน Expo 2020 ที่ดูไบไว้ให้ดี เพราะงานนี้จะก่อให้เกิด “ความต้องการสินค้าเป็นจำนวนมาก และเกิดขึ้นในเวลาอันสั้น” เท่ากับการเปิดประตูเพื่อมองหาสินค้า และความร่วมมือจากทั่วโลก เพื่อเตรียมความพร้อมงานใหญ่ระดับโลกงานนี้

“ทริคสำคัญในการพิชิตตลาดตะวันออกกลาง คือ ผู้ประกอบการทุกท่านต้องเรียนรู้พฤติกรรมการซื้อ-ขาย ของคนที่นั่น ยกตัวอย่างเช่น “การตั้งราคาเพื่อต่อรอง, ตลาดผู้สูงอายุ ผู้หญิงคือตลาดสำคัญ, อุปกรณ์ก่อสร้าง ตกแต่งบ้านยังคงได้รับความนิยม, ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษาหากคิดจะไปค้าขายที่นั่น เพราะผู้คนส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี

ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ “คุณภาพของสินค้า” และ “ห้ามคิดว่าพวกเขาไม่รู้จักเรา” ความจริงแล้วชาวตะวันออกกลางรู้จักประเทศไทยดีกว่าที่หลายคนคิด จากการมาท่องเที่ยว และเข้ามารักษาพยาบาลในบ้านเรา

 

ก้าวแรก SME ไทย สู่ตลาด CLMV

คุณสยาม รามสูต กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ตัวกลางซื้อ-ขาย ส่งไปยังกลุ่มประเทศ CLMV เผยว่า “ข้อได้เปรียบของสินค้าไทยในการเจาะตลาด CLMV คือ “คุณภาพที่วางใจได้” บวกกับพฤติกรรมผู้บริโภคของกลุ่มประเทศ CLM (Cambodia ประเทศกัมพูชา, Laos ประเทศลาว, Myanmar เมียนมาร์) ค่อนข้างใกล้เคียงบ้านเรา (ส่วน V หรือ ประเทศเวียดนามจะค่อนข้างแตกต่างออกไป)

หากมองไปที่ CLMV ทั้ง 4 ประเทศ คุณสยาม มองว่า ตลาดประเทศลาว คือตลาดที่เหมาะสำหรับผู้ประกอบการ SME รายใหม่ๆ ที่คิดออกต่างประเทศ น่าไปทำธุรกิจมากที่สุด ด้วยความที่ผู้บริโภคในประเทศค่อนข้างคุ้นเคยกับสื่อของไทย ดูช่องทีวีไทย รับชมโฆษณา มีภาษา และพฤติกรรมใกล้เคียงกับเรามากที่สุด ส่วน ตลาดเวียดนาม ยังคงเป็นตลาดที่หินมากที่สุดในกลุ่ม นอกจากพฤติกรรมที่แตกต่างแล้ว การแข่งขันกันเองในประเทศยังสูงที่สุดในกลุ่ม

ทางด้าน ตลาดกัมพูชา สกุลเงินที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เเละพฤติกรรมการจับจ่ายซื้อของคนที่กัมพูชาคือ “มีเท่าไหร่ใช้ ใช้เดี๋ยวนี้เลย” พฤติกรรมที่ว่านี้เกิดจากการที่ประชาชนส่วนใหญ่ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากเเละสงครามมาอย่างยาวนาน ทำให้ผู้บริโภครู้สึกไม่มีความแน่นอนในชีวิต เเละยังส่งผลให้ประชากรที่กัมพูชาไม่นิยมฝากเงินไว้กับธนาคาร หรือใช้บัตรเครดิต ส่วนใหญ่ยังคงเก็บเงินในรูปแบบเงินสดไว้ที่บ้าน เก็บไว้กับตัว เเละเมื่อพอมีเงินก็จะจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าที่อยากได้ทันที

เเละประเทศสุดท้าย เมียนมาร์ ด้วยจำนวนประชากรกว่า 53 ล้านคน (เป็นลำดับที่ 3 รองจากเวียดนามและไทย) ส่งผลให้ตลาดเมียนมาร์เป็นอีกหนึ่งตลาดไซส์ใหญ่ที่กำลังเติบโตเเละจับตามอง ถึงแม้ว่ารายได้เฉลี่ยของประชากรในประเทศยังไม่สูงนัก (เฉลี่ย 3,000 บาท/เดือน) แต่ด้วยทัศนคติที่ดีต่อสินค้าไทย และมองว่าสินค้าไทยมีคุณภาพสูง ส่งผลให้เมื่อมีการนำเข้าสินค้าจากไทยเข้าไปสู่ตลาด สินค้าไหนตีเเบรนด์ไทย ติดฉลากไทย ก็จะถูกจัดอยู่ในหมวดสินค้าคุณภาพสูง เชื่อมั่นได้ คล้ายกับ ตลาดประเทศลาว เเละ ตลาดประเทศกัมพูชา เเละจะเห็นได้ว่าพ้อยท์สำคัญที่สุดสำหรับผู้ประกอบการไทยที่คิดจะบุกตลาด CLMV  นอกจากการหาช่องทางในการเจาะตลาดเเล้ว การรักษามาตรฐานรักษาคุณภาพของสินค้าที่ผลิตไว้ให้ได้ คือสิ่งที่ผู้ประกอบการห้ามละเลยไปเป็นอันขาด

คุณสยาม รามสูต กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ตัวกลางซื้อ-ขาย ส่งไปยังกลุ่มประเทศ CLMV

 

สำหรับจุดเริ่มต้นของผู้ประกอบการ SME ไทยที่คิดเปิดตลาดใน CLMV ผมคิดว่าควรเริ่มจาก “การค้าชายแดน” ก่อน เพราะใช้ต้นทุนไม่เยอะ ทำคู่ขนานไปกับการเข้าไปศึกษาพฤติกรรมของคนที่ประเทศนั้นๆ ให้มากที่สุด เข้าไปดูตลาดจริงเพื่อศึกษาว่าสินค้าของเรานั้นเหมาะกับผู้บริโภคในตลาดหรือไม่ เเละหลังจากนั้นควรหา “ผู้กระจายสินค้า (distributor) ที่เชี่ยวชาญในประเทศนั้นๆ เพื่อให้เขาเป็นผู้ดูเเล จัดส่งสินค้าของเรา ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนเเละความยุ่งยากต่างๆ ไปได้อีกเยอะ” คุณสยาม กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับสินค้าที่กลุ่มประเทศ CLMV มีความต้องการนั่นก็คือ สินค้ากลุ่มประเภทอุปโภค บริโภค อุปกรณ์การก่อสร้างทุกชนิด วัสดุตกแต่งบ้าน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องดื่ม-อาหาร รวมถึงร้านอาหารไทยและบริการ

และสุดท้าย คุณสยาม ยังฝากข้อคิดดีๆ สำหรับผู้ประกอบการที่รับฟังสัมมานาภายในงาน SME Matching Day 2017 ไว้ว่า  “การทำธุรกิจใน CLMV จะรุ่งหรือจะร่วงนั้นอยู่ที่เราเรียนรู้ผู้บริโภคในประเทศนั้นดีพอหรือยัง บางสิ่งบางอย่างที่เราคิดว่าใช่ แต่อาจไม่เหมาะกับพื้นที่นั้นๆ จริงก็ได้ ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการเข้าไปสำรวจเอง เพื่อให้รับรู้ถึงพฤติกรรมที่แท้จริงของผู้บริโภค”

ในช่วงบ่าย เหล่าผู้ประกอบการ SME ยังคงฟังสัมนา เเละจับคู่ธุรกิจกันอย่างต่อเนื่อง

 

เสริมแกร่ง SME ด้วย Digital Tools

คุณนันทิศา อัครเกษมพร ผู้ช่วยผู้จัดการธุรกิจ [email protected] ไลน์ ประเทศไทย เผยเกี่ยวกับเทรนด์ของการโซเชียลมีเดียและผู้ประกอบการจะสามารถปรับเอาพฤติกรรมตรงนี้มาช่วยในการทำธุรกิจได้อย่างไร “จากสถิติจะเห็นว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ Mobile Fist Country อย่างเต็มตัว 70% ของประชากรภายในประเทศใช้สมาร์ทโฟน มีกว่า 44 ล้านคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟน หมายความว่า โทรศัพท์ในปัจจุบันได้กลายเป็นแทบทุกอย่างของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการดูทีวี อ่านข่าว ใช้งานโซเชียล รวมถึงสิ่งสำคัญคือ การซื้อ-ขาย สินค้าออนไลน์

ยังมีอีกหนึ่งสถิติที่น่าสนใจคือ “กิจกรรมยอดฮิตในการใช้งานอินเตอร์เน็ต” แน่นอนเบอร์ 1 คือการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค อยู่ที่ 96.1% แต่ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการควรศึกษาคือ 59% ของผู้ใช้งาน “เคยช้อปปิ้งออนไลน์” และ 33.8% “เคยขายของออนไลน์”

คุณนันทิศา อัครเกษมพร ผู้ช่วยผู้จัดการธุรกิจ [email protected] ไลน์ ประเทศไทย

ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรสำหรับ การซื้อ-ขาย สินค้าออนไลน์ แต่ในฐานะผู้ประกอบการยุคใหม่ต้องหันมาใส่ใจตลาดออนไลน์ให้มากขึ้น มาดูกันว่า สถิติที่ทาง [email protected] รวบรวมไว้ยังบอกอะไรคุณได้อีก

อะไรทำให้ลูกค้าซื้อของบนร้านออนไลน์คุณ

51.2% ซื้อพราะ การนำเสนอข้อมูลสินค้าได้น่าสนใจ
50.5% ซื้อเพราะ รูปภาพของสินค้าชัดเจน น่าสนใจ
46.4% ซื้อเพราะ ราคาถูกกว่าร้านอื่น
46.2% ซื้อเพราะ ประหยัดเวลาและการเดินทาง สั่งได้ 24 ชั่วโมง
41.6% ซื้อเพราะ โปรโมชั่นที่ถูกใจ

จากสถิติจะเห็นได้ว่า “การทำคอนเทนต์ที่ให้ข้อมูลตัวสินค้าได้ครบถ้วน จูงใจ มีรูปที่สวยงาม” ส่งผลให้ลูกค้าซื้อของกับร้านเรามากเกินกว่า 50% ดังนั้นการที่ร้านค้ามีการทำคอนเทนต์ที่ดี จะช่วยให้ทำการตลาดบนโลกออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อมีคอนเทนต์ที่ดีแล้วการมีแพลตฟอร์มที่ดีๆในการส่งคอนเทนต์ไปยังผู้บริโภคได้คืออีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้การสื่อสารของผู้ขายไปยังลูกค้าได้สมบูรณ์แบบและเข้าถึงได้มากขึ้น

ปัจจุบันกว่า 94% ของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟนกว่า 44 ล้านคน ใช้งานแอพพลิเคชัน Line รวมถึงในทุกช่วงอายุยังใช้งานอินเตอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟนเพื่อเล่นโซเชียลมีเดีย ดังนั้นไลน์เองซึ่งเป็นหนึ่งในแอพพลิเคชันที่ให้บริการด้านโซเชียลมีเดีย จึงคิดหาช่องทางเพื่อเป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถทำตลาดผ่านช่องทางของไลน์ที่ชื่อว่า [email protected]

ฟีเจอร์หลักในการใช้งาน คือการใช้ติดต่อสื่อสารกับผู้ที่สนใจสินค้าและกดติดตามเป็น Follower กับทางร้าน ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น สามารถช่วยให้ร้านค้าบรอดแคสต์ข้อความออกไปยังผู้ติดตามทั้งหมดในทีเดียว อาจเป็นข้อมูล รูปภาพ หรือลูกเล่นคอนเทนต์อื่นๆ อีกมากมายที่ทางไลน์จัดทำเพื่อผู้ประกอบการได้ใช้งาน

 

คุณอภิชญา เตชะมหพันธ์ Head of Channel Partnerships ตัวแทนจาก Google Thailand

คุณอภิชญา เตชะมหพันธ์ Head of Channel Partnerships ตัวแทนจาก Google Thailand ได้ขึ้นพูดต่อเกี่ยวกับการ เสริมแกร่ง SME ด้วย Digital Tools เผยว่า “ตลาด South East Asia เป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกในเชิงประชากร และในเชิงของ Internet Market ยังเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก จากการคาดการณ์ขอ Google ในปี 2020 จะมีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตสูงถึง 480 ล้านคน และตัวเลข 480 ล้านคนที่ว่าก็คือกลุ่มคนที่มีโอกาสเป็นลูกค้า ในการทำตลาดออนไลน์นั่นเอง ซึ่งมูลค่าของตลาดดิจิทัลในตอนนี้อยู่ที่ 31,000 ล้านดอลลาร์ แต่ในอีก 8 ปีตัวเลขจะพุ่งสูงถึง 200,000 ล้านดอลลาร์ เติบโต 6.5 เท่า”

แม้ในวันนี้ เม็ดเงินในกลุ่มอีคอมเมิร์ซ บนตลาดดิจิทัลใน South East Asia ยังแพ้ กลุ่มธุรกิจประเภทท่องเที่ยว จองตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม ซึ่งเป็นเม็ดเงินมหาศาลที่เราคุ้นชินกับการจองตั๋ว จองห้องพักผ่านช่องทางออนไลน์ แต่ในอนาคต เม็ดเงินจากกลุ่มอีคอมเมิร์ซ จะโตขึ้นอย่างมหาศาล “ดังนั้น ขั้นแรกของผู้ประกอบการในวันนี้ คือการเริ่มทำตลาดออนไลน์ เพราะจะเห็นได้ ว่าบนโลกออนไลน์มีลูกค้าอยู่มากมายมหาศาลจริงๆ”

คุณอภิชญา เตชะมหพันธ์ Head of Channel Partnerships ตัวแทนจาก Google Thailand

มาดูข้อมูลของประเทศไทยกันบ้าง ว่า “Thailand ECommerce” จะเติบโตหลัก 11,000 ล้านดอลลาร์ได้อย่างไร?

ปัจจัยแรก : “ขาช้อปออนไลน์” หรือ เหล่า Online Shoppers ที่จะเพิ่มขึ้นจากปี 2015 มีอยู่ประมาณ 11 ล้านคน ตามที่คาดการณ์ในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นเป็น 29 ล้านคน

ปัจจัยที่สอง : ตะกร้าของขาช้อปออนไลน์ก็จะใหญ่ขึ้น ปัจจุบันบิลการซื้อ 1 ครั้งจะตกประมาณ 600 บาท แต่ในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 บาท/ต่อการช้อปออนไลน์ 1 ครั้ง

ปัจจัยสุดท้าย : เมื่อผู้บริโภคคุ้นชิ้นกับการซื้อของออนไลน์มากขึ้น ก็จะก่อให้เกิดการซื้อที่ถี่ขึ้น บ่อยครั้งขึ้น นั่นเอง

“และเมื่อตลาดมีความต้องการซื้อ ที่มากขึ้น ก็เท่ากับ “โอกาสของผู้ประกอบการ” ที่สามารถหาสินค้ามาเสิร์ฟให้กับ Online Shoppers เหล่านี้ได้”

 

ในช่วงสุดท้ายของงานสัมมนา ผู้ประกอบการ SME ไทยที่เข้าร่วมงานทุกท่าน ยังได้พบกับ SME ไทย 3 รายที่ประสบความสำเร็จ มาร่วมแชร์ประสบการณ์เส้นทางการทำธุรกิจ ตลอดจนการทำตลาดในหัวข้อ “ยอดขายร้อยล้าน ปั้นง่ายนิดเดียว”

ประกอบไปด้วย คุณชนิสรา โททอง ผู้ก่อตั้ง Diamond Grains กราโนล่าสายคลีนเจ้าแรกในไทย, คุณช่อทิพย์ ประสิทธิชัย ผู้ก่อตั้ง COSLUXE เครื่องสำอางแบรนด์ไทย โกอินเตอร์, คุณทัดรัฐ ฉันทธรรม์ ผู้ก่อตั้ง แมลงอบกรอบไฮโซ นวัตกรรมแมลงกรอบเจ้าแรก

คุณอูน – ชนิสรา โททอง ผู้ก่อตั้ง Diamond Grains กราโนล่าสายคลีนเจ้าแรกในไทย
เล่าถึงความเป็นมาของธุรกิจที่เกิดขึ้นเพราะ “ฝันอยากเป็นเจ้าของธุรกิจที่ยั่งยืน และต้องแก้ปัญหาให้กับผู้บริโภค”

ตอนนั้นอูนกับแฟนอายุประมาณ 19 ปี ก็มีความฝันว่าอยากทำธุรกิจกับแฟนเหมือนวัยรุ่นทั่วไป เราทั้งคู่จึงเริ่มต้นจากสิ่งที่เราชอบนั่นก็คือ อาหาร ประกอบกับมองเห็นเทรนด์ อาหารสุขภาพ ทั้งในไทยและต่างประเทศที่กำลังมา และน่าจะเป็นเทรนด์ที่ยั่งยืน”

รวมถึงโอกาสที่เธอมองเห็นจากปัญหาของผู้บริโภค มีคนจำนวนไม่น้อยที่อยากหันมาทานอาหารเพื่อสุขภาพแต่ไม่อยากเสียเวลาในการจัดเตรียม กราโนล่าที่คิดขึ้นมาจึงเข้ามาแก้ปัญหาตรงจุดนี้ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถมีมื้ออร่อยง่ายๆ แถมยังส่งผลดีต่อสุขภาพได้อีกด้วย

“และกว่าที่แบรนด์ Diamond Grains จะเป็นที่ยอมรับได้นั้นก็ถูกปฏิเสธจากร้านค้าที่นำสินค้าตัวไปเสนอแบบนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งจากบทเรียนที่เรียนรู้จากการถูกปฏิเสธ ก็ทำให้เราพบว่าที่จริงแล้วไม่ควรฝากการทำตลาดไว้กับร้านค้าอื่นเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องหันกลับมาทำตลาดที่ตัวสินค้าเราเองก่อน พัฒนาสินค้าจนทำให้ร้านค้ารู้สึกว่าการนำสินค้าเราไปวางขายมันช่วยให้ร้านเขาดีขึ้น และเมื่อสินค้าดี มีการทำตลาดที่ดี ร้านอื่นๆ ก็จะติดต่อมาเอง”

นอกจากนั้นชนิสรายังฝากข้อคิดดีๆ ให้กับผู้ประกอบการ SME ที่เข้ามาฟังสัมมนาในวันนี้ไว้ว่า ที่จริงแล้ว นักธุรกิจคือนักแก้ปัญหา อย่าท้อกับสิ่งที่เจอ เพราะยังไงการทำธุรกิจก็ย่อมมีปัญหา เราต้องผ่านมันไปให้ได้ เพราะนี่คืออาชีพของเรา

คุณกิ๊ฟ – ช่อทิพย์ ประสิทธิชัย ผู้ก่อตั้ง COSLUXE เครื่องสำอางแบรนด์ไทยโกอินเตอร์ เผยถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญ… จับมือกับเพื่อนรักสมัยมหาวิทยาลัยหันหลังให้กับงานประจำ และร่วมกัน สร้างแบรนด์เครื่องอางที่เกิดจากความชอบ และเห็นถึงโอกาสเติบโต

“กิ๊ฟและเพื่อน (พี – วิไลวรรณ สุชาติสุนทร) ปรึกษากันว่าอยากทำแบรนด์เครื่องสำอางเพื่อหารายได้เป็นค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ เพราะเราทั้งคู่ก็มีงานประจำที่ทำอยู่ และในตอนนั้นเทรนด์การแต่งหน้าด้วย อายไลเนอร์ กำลังฮิตมาก แต่ในตลาดยังมีตัวเลือกน้อย จึงมองเห็นโอกาสในการเริ่มทำแบรนด์เครื่องสำอางเป็นของตนเอง โดยเริ่มด้วยการขายอายไลเนอร์เป็นสินค้าตัวแรก”

จุดเด่นของ COSLUXE คือการพัฒนาสินค้าเพื่อให้แก้ปัญหาของผู้ใช้งานได้จริง เช่นการพัฒนาให้มีหัวที่เขียนง่ายขึ้น ไม่เลอะขอบตา พัฒนาสีใหม่แบบที่ในตลาดยังไม่มี จนแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักติดตลาดในประเทศ จนสามารถส่งไปยังประเทศเมียนมา พร้อมกับแผนบุกตลาดเครื่องสำอางประเทศจีนในอนาคต

 

คุณต่อ – ทัดณัฐ ฉันทธรรม์ ผู้ก่อตั้งแมลงอบกรอบไฮโซนวัตกรรมแมลงอบกรอบเจ้าแรก เผยถึงจุดเริ่มต้นในการทำธุรกิจไว้ว่า หลังจากเริ่มอิ่มตัวกับงานประจำจึงมองธุรกิจเป็นของตนเอง ลองผิดลองถูกมาหลายธุรกิจ ก่อนจะมาเจอไอเดียธุรกิจแมลงทอด แหล่งโปรตีนชั้นดีแต่หาทานยาก จึงอยากทำให้ทุกคนได้กินง่ายขึ้น

ที่สำคัญหากคิดลงมือทำแล้วจะต้องแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เอาความคิดสร้างสรรค์ที่เรามีใส่ลงไป บวกกับการทำตลาดออนไลน์ที่เขามีติดตัว ทุกคนจึงได้แบรนด์เห็นแบรนด์ แมลงอบกรอบไฮโซ เป็นที่พูดถึงในโลกออนไลน์ทั้งคอนเทนต์ โฆษณา ขยายสู่ออฟไลน์ และโมเดิร์นเทรด

“ตอนที่ตัดสินใจลงมือทำก็ดีใจ รู้สึกว่าธุรกิจเราแปลกใหม่ แต่ก็มาพร้อมกับความกังวลว่ามีคนกินรึเปล่า ในช่วงแรกก็มีเสียงจากลูกค้ากลับมาว่ารสชาติไม่เหมือนตามรถเข็นเลย จึงต้องมองหานวัตกรรมเมื่อมาปรับปรุงสินค้าของเรา พอดีกับตอนนั้นได้ไปแข่ง SME ตีแตก ชนะจนได้เงินมาก้อนนึง จึงเอามาพัฒนาสูตรใช้วิธีการอบแทนการทอด รสชาติที่ได้ก็ถูกปากลูกค้าขึ้น สามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้น และปรับให้ผลิตภัณฑ์อยู่ในเทรนด์สุขภาพมากขึ้นด้วย”

ทัดณัฐเสริมถึงเรื่องของโอกาสและการทำตลาดในอนาคตว่า “เราต้องเตรียมความพร้อมเสมอสำหรับโอกาส และสิ่งที่ทำต้องแตกต่างไม่ซ้ำใคร ใช้ไอเดียในการพัฒนาผลิตภัณฑ์” และถ้าอยากก้าวสู่ระดับโลกการวางตัวเป็นมืออาชีพ สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า-คู่ค้าได้คือสิ่งสำคัญที่เขามองกลับมายังตัวผู้ประกอบการ

 

 

***

เเละท้ายที่สุด ทางธนาคารกสิกรไทย ยืนยันว่าจะเดินหน้าจัดงานดีๆ
เพื่อผู้ประกอบการไทยทุกคนในทุกปีเเน่นอน

ติดตามความรู้ดีๆ เกี่ยวกับ SME
เเละข่าวสารงาน SME Matching Day 2018
ได้ที่ Facebook :
KSME

***

ทำไมไลน์ ประเทศไทย ต้องมีนักพัฒนาเป็นของตัวเอง

 

ได้มีข่าวมาก่อนหน้านั้นว่า ไลน์ ประเทศไทย เข้าซื้อกิจการสตาร์ทอัพที่มีชื่อว่า DMG59 เหมาทีมนักพัฒนาทั้งหมดเข้ามาเป็นนักพัฒนาที่เป็นพนักงานประจำกลุ่มแรกของไลน์ ซึ่งวิธีซื้อกิจการทำให้ไลน์ ประเทศไทย ขยายทีมนักพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในการขยายธุรกิจในรูปแบบนี้ของไลน์ประเทศไทย ก่อนหน้านั้น ไลน์ ประเทศไทย เคย joint venture เปิดธุรกิจ Rabbit Line Pay มาก่อน

 

แต่นี่เป็นครั้งแรกไลน์ ประเทศไทย มีนักพัฒนาเป็นของตัวเอง

อริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ ไลน์ ประเทศไทย เปิดตัวทีมนักพัฒนาเป็นของตัวเอง กับผู้สื่อข่าวหลังจากพวกเขาเข้าเป็นพนักงานไลน์ ประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากปีเศษที่อริยะ เคยประกาศยุทธ์ศาสตร์ไลน์ ประเทศไทยต้องมาจากทีมนักพัฒนาของตัวเอง เพื่อพัฒนาต่อยอดบริการใหม่ๆ ในไลน์ ประเทศไทย ที่มีความเป็น Localize เข้าถึงคนไทยมากขึ้น และทำให้ไลน์ ประเทศไทย มีบริการที่รวดเร็วตอบโจทย์ผู้ใช้งาย บนความยืดหยุ่นที่มากขึ้น จากเดิมที่การพัฒนาบริการต่างๆ จะต้องพึ่งนักพัฒนาจากไลน์  ญี่ปุ่น เป็นหลัก ซึ่งเทรนด์การรับนักพัฒนาโลคอลนั้นได้เกิดขึ้นกับไลน์ประเทศอื่นๆ เช่น อินโดนีเซียเป็นต้น

ซึ่งกว่าจะถึงวันนี้อริยะ ยอมรับว่า เขาไม่ใช่มาจากสาย developer  การเฟ้นหาจึงเป็นเรื่องลำบากที่ จะรีครูซ คนที่รู้จักบิซิเนสโมเดล และเทคโนโลยีของไลน์ ที่สำคัญสามารถพูดภาษาเดียวกัน และ “คลิก” กันอย่างลงตัว ซึ่งวันนี้ DGM59 คือคำตอบ

 

ทำไม DGM59 ถึงถูกใจอริยะ

อริยะเล่าว่า เหตุผลที่เลือก DGM59 เป็นผู้บุกเบิกทีมพัฒนา ไลน์ ประเทศไทย มาจากเหตุผล หลักๆ คือ มีประสบการณ์ในการพัฒนาโซลูชั่นให้กับไลน์ ประเทศไทยมาก่อน มีความรู้ความเข้าใจมนแพลตฟอร์มไลน์ และมีแนวคิดในการทำงานไปในทิศทางเดียวกับไลน์

“DGM59 เป็นบริษัทสตาร์ทอัพนักพัฒนาซอฟท์แวร์ที่มีอายุกว่า 7 ปี มีซินหมิง จ้าว, ภูมิพัฒน์ เตชะพูลผล และวิเชาวน์ แสงหิรัญวัฒนา ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง DGM59  โดยทั้ง 3 คน รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนที่สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  และ ณัชพล ไตรวงศ์วรนาถ เข้ามาร่วมงานกับ DGM59 เมื่อปี 2013 เป็นแกนนำหลัก เคยขอทุนจากนักลงทุนที่เรียกตัวเองว่าแองเจิ้ลในปี 2015 และเคยร่วมงานกับ ไลน์ ประเทศไทย ในฐานะ 1 ใน 20 Business Connect Partner ตั้งแต่ปลายปี 2015 หลังจากไลน์ ประเทศไทย เปิดกว้างให้กับนักพัฒนาร่วมเป็นพาร์ทเนอร์พัฒนาบริการให้กับลูกค้าไลน์ในส่วนคอร์เปอเรท เพื่อสร้างสรรค์บริการใหม่ๆ บนแพลตฟอร์มไลน์ที่ให้บริการ”

และที่ผ่านมาทีม DGM59 คือผู้อยู่เบื้องหลัง บริการ BCRM เครื่องมือในการช่วยบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าสำหรับ ไลน์ ออฟฟิเชียล ในรูปแบบ ออฟฟิเชียล คอนเน็คท์ ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง รองรับการเติบโตของแชทบอท และพฤติกรรมคนไทยไม่โหลดแอพของแบรนด์มาใช้แอพเดี่ยวๆ โดยที่ผ่านมาได้พัฒนาโซลูชั่นให้กับลูกค้าไลน์ ออฟฟิเชียล มากถึง 20 บริษัท ทั้ง FMCG, Auto และ Finance เช่น บ. Citibank SCB และเป็นทีมผู้ชนะ Line Hack Thailand จากการแข่งขัน Hackathon ที่จัดเป็นครั้งแรกในปีที่ผ่านมา

 

เมื่อได้มาแล้ว เขาจะทำอย่างไรต่อไป

 

โจทย์ที่อริยะได้ให้กับทีมพัฒนากลุ่มนี้คือ

หนึ่ง-พัฒนาบริการ โซลูชั่นใหม่ๆ ที่คิดโดยคนไทยเพื่อคนไทย เช่นที่ผ่านมาไลน์ ประเทศไทย เปิดบริการไลน์ทูเดย์ ไลน์ทีวี และไลน์แมน บริการที่มีเฉพาะไลน์ ประเทศไทยมาก่อนหน้านี้

สอง-อัพเกรดบริการเดิมของไลน์ ให้ Localize เข้ากับพฤติกรรมของคนไทยมากขึ้น

สาม-พัฒนาบริการร่วมกับไลน์ โกลบอลในบางกระบวนการ จากทีมไลน์ โกบอลที่เห็นความสามารถของกลุ่มนี้ จากที่เคยพัฒนาบีคอน เชื่อมต่อกับไลน์ในงานเป็น prototype project ของตัวเองโดยไลน์ยังไม่ได้เปิดข้อมูลหลังบ้านให้ออกมาทดลองในงานโตเกียว คอนเฟอร์เรนซ์ที่ผ่านมา

                “วิถีการใช้ชีวิตของคนแต่ละประเทศมีความแตกต่าง โจทย์ของไลน์คือพยายาม Localize บริการให้เข้ากับคนไทยมากที่สุด ยกตัวอย่างเช่นไต้หวัน ใช้เครดิตการ์ด อย่างแพร่หลาย แต่ไทยไม่ และจะทำอย่างไรให้คนไทยเข้าถึงช่องทางชำระเงินที่ได้ง่ายขึ้น อีคอมเมิร์ซเช่นกัน ไทยเป็นประเทศเดียวที่โซเชียลคอมเมิร์ซเติบโตสูง คนขายเปิดร้านค้าในเซียลไม่พึ่งเว็บอีคอมเมิร์ซใหญ่ จากพฤติกรรมการซื้อสินค้าแตกต่างจากประเทศอื่น ซึ่งวิถีชีวิตที่แตกต่างของคนไทยเป็นหน้าที่หนึ่งของทีมนักพัฒนาจะพัฒนาบริการตอบโจทย์พฤติกรรมเหล่านี้”

อริยะเชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้ จะได้เห็นบริการใหม่ และอัพเกรดบริการเก่าออกจากนักพัฒนากลุ่มนี้อย่างแน่นอน เพราะในปัจจุบันไลน์ ประเทศไทย มีโปรเจคมากกว่า 20 บริการ ทั้งบริการเก่าและใหม่รอให้นักพัฒนากลุ่มนี้ลงมือทำ รวมถึงโครงการให้นักพัฒนากลุ่มนี้ทาบทามเพื่อนๆ ในวงการเข้ามาเป็นนักพัฒนาของไลน์ ตามเป้าที่วางไว้คือ 3 เท่าในปัจจุบัน

 

 

ปั้นการเติบโตเป็นสเต็ป

                อริยะ ให้ความเห็นว่าการสรรหาบริการใหม่ๆ มาพร้อมความเสี่ยง แต่ถ้าเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้งานก็จะเติบโตได้ สร้างการเติบโตให้กับไลน์ ประเทศไทย ได้ โดยบริการใหม่ๆ ที่จะประสบความสำเร็จจะต้องประกอบด้วย 3 สเต็ปด้วยกันได้แก่

                หนึ่ง – โปรดักท์ ต้องเป็นบริการที่ผู้บริโภครัก และประทับใจ ซึ่งอริยะมองว่าถ้า โปรดักท์ ไม่ตอบโจทย์ 2 ข้อนี้ไม่ควรทำต่อ เพราะถือว่าเป็นการพ่ายแพ้ตั้งแต่เริ่มต้น

                สอง-สเกล ได้ผลตอบรับดี สามารถขยายฐานลูกค้าได้กว้าง

                สาม –สร้างรายได้ ซึ่งธุรกิจ Localize อย่าง ไลน์ทูเดย์เริ่มสร้างรายได้ในเดือนมิถุนายน 2560 จากการขายโฆษณา จากฐานลูกค้าที่เพิ่มสูงในระดับหนึ่ง ส่วนไลน์ทีวี สร้างรายได้จากการขายโฆษณาไปก่อนหน้านั้นแล้ว

 

จากสตาร์ทอัพ สู่มนุษย์เงินเดือน

                กลับมาคุยในมุมของ DGM59 ที่ได้ตัดสินใจร่วมกับไลน์ ประเทศไทย บนพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่นิยมเป็นนายตัวเองมากกว่าพนักงานบริษัท DGM59 ให้เหตุผลว่า เพราะสเกลฐานลูกค้าไลน์ที่ใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักพัฒนาทุกคนใฝ่ฝันที่จะพัฒนาซอฟท์แวร์หรือบริการที่ตัวเองคิดให้กับคนจำนวนมากได้ใช้งาน ซึ่งลำพัง DGM59 อาจจะไม่สามารถดึงผู้ใช้งานจำนวนมากเข้ามาใช้บริการได้

เพราะวันนี้ ไลน์ประเทศไทย มีผู้ใช้มากถึง 41 ล้านคน หรือ 94% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมด 45 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพที่สำคัญสำหรับ ไลน์

ทีมนักพัฒนาของไลน์จึงไม่จำเป็นต้องกระจุกตัวอยู่เฉพาะที่เกาหลี ญี่ปุ่น และไต้หวัน อีกต่อไป

 

 

 

10 หมัดเด็ด Growth Hacking เทคนิคเพิ่มฐานลูกค้าจากศูนย์ถึงแสนภายใต้งบจำกัด

เจาะลึกเทคนิค “Growth Hacking” เพิ่มฐานลูกค้าจากศูนย์ถึงแสนคนในระยะเวลาและงบการทำการตลาดที่จำกัด กับบียอร์น ลี กูรูแห่งวงการสตาร์ตอัพระดับเอเชีย

ปัจจุบันกระแสการทำธุรกิจสตาร์ตอัพนั้นเติบโตขึ้นมาก สตาร์ตอัพไทยในยุคนี้มีความคิดริเริ่มและความคิดสร้างสรรค์ที่อย่างสร้างสิ่งใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ปัญหาของคนในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี แต่หลายครั้งที่สตาร์ตอัพไทยมักจะพลาดท่า มองแต่ตลาดและความต้องการของคนภายในประเทศ จนลืมที่จะมองหาโอกาสที่กว้างขึ้นในอนาคต ทำให้ธุรกิจของตัวเองไม่สามารถที่จะต่อยอดหรือขยายไปยังต่างประเทศได้ สิ่งสำคัญที่นักการตลาดหรือผู้ประกอบการธุรกิจสตาร์ตอัพควรคำนึงถึงนั่นคือ การทำธุรกิจให้ก้าวกระโดดและไปได้ไกลกว่าโดยลงลึกในเรื่องของการใช้เทคนิค และเทคโนโลยีมาช่วย เพื่อให้ได้ฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในระยะเวลาและงบประมาณที่จำกัด เพื่อมัดใจผู้ใช้และขยายตลาดที่กว้างขึ้นในอนาคต หรือเรียกว่า Growth Hacking นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่ได้กูรูแห่งวงการสตาร์ทอัพ บียอร์น ลี ผู้อยู่เบื้องหลังและมีประสบการณ์ในการทำงานกับบริษัทสตาร์ทอัพมาก่อน และเป็นหนึ่งในเทรนเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Growth Hacking จากโครงการ ดีแทค เอคเซอเลอเลท batch 5 อีกด้วย

10 เทคนิคหมัดเด็ดของ Growth Hacking จากบียอร์น ลี

  1. Pick the right battle (fields) หรือ การใช้แพลตฟอร์มทางการตลาดที่ถูกต้อง เช่น สินค้าหรือบริการต้องอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ใช้ง่ายและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็ว
  2. Make ads your drones หรือ การใช้สื่อโฆษณาที่สร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้าและบริการที่สามารถสื่อสารและสร้าไงจุดเด่นของแบรนด์ได้อย่างง่าย เช่น การใช้ influencers ที่เป็นกระบอกเสียงสำคัญ
  3. Everyone is lazy. YouTube หรือ การสร้างจุดเด่นของสินค้าและบริการในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งปัจจุบันแบรนด์ต้องสร้าง content เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการใช้ VDO บน YouTube หรือ Facebook ที่สั้น กระชับและตรงประเด็น จะช่วยให้ลูกค้ามีความสนใจในสินค้าหรือบริการเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
  4. Be a great artist. Steal your competitors PR strategy หรือ การเรียนรู้กลยุทธ์ทางการตลาดและการประชาสัมพันธ์จากคู่แข่ง เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคต
  5. Associate with brands cheaply. Hire freelancers smartly หรือ การจัดหาจัดจ้างฟรีแลนซ์ที่มีประสบการณ์มาช่วยในการทำงานและไว้ใจได้ เพื่อช่วยสร้างกำไรและธุรกิจในอนาคต
  6. Positioning for media & mainstream : frame your shit in “X “for “Y” term หรือ ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดและการสื่อสารที่ง่าย ฉับไว เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจได้ง่ายและใช้ง่าย
  7. 80-20 rule for cold emails หรือ การใส่ key message ที่สำคัญไว้บน subject ของอีเมล์ ทั้งนี้เพื่อสร้างจุดเด่นและทำให้ลูกค้าเข้าใจง่าย ชัดเจน และ ทำให้ลูกค้ารับสารได้อย่างรวดเร็ว เพราะเวลาที่จำกัดของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน
  8. Fake it till you make it หรือการสร้าง community หรือชุมชนเล็กๆเพื่อให้คนอื่นๆที่อยากเข้ามาได้เห็นว่ายังมีคนอื่นๆที่ใช้อยู่ โดยอาจจะเริ่มจาก ครอบครัว เพื่อน หรือ คนรู้จักเข้ามาคอมเมนต์ โพส หรือ แชร์เรื่องราวต่างๆ บนโลกออนไลน์ เพื่อให้คนหมู่มากได้เห็นในอนาคตเพิ่มขึ้น
  9. Plant seeds in forum – หรือ การเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Community ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ เพื่อที่แบรนด์จะได้เข้าใจและรับรู้ว่าผู้บริโภคต้องการอะไร
  10. Paying for traffic หรือ การใช้เงินเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การซื้อสื่อบน Facebook หรือ การทำการตลาดออนไลน์ เพื่อให้ได้ลูกค้า 1 รายและเปรียบเทียบกับความคุ้มในระยะยาวของบริษัท

ทั้งนี้บียอร์น ลียังได้เผยถึงความแตกต่างของการทำสตาร์ตอัพในประเทศไทยและต่างประเทศอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ รวมถึงยังได้เล่าถึงทิศทางการทำธุรกิจสตาร์ตอัพไว้ว่า

  1. สตาร์ตอัพไทยมีความคิดริเริ่มและความคิดสร้างสรรค์มากกว่าสตาร์ตอัพในระดับเอเชีย ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้เราแตกต่างจากสตาร์ตอัพในฝั่งต่างประเทศ ซึ่งต้องคำนึงถึงปัญหาของการขยายตลาดหรือฐานลูกค้าไปยังต่างประเทศด้วย
  2. การทำธุรกิจสตาร์ตอัพนั้นจะต้องเข้าใจและตอบโจทย์ปัญหาของผู้บริโภคได้ ซึ่งต้องทำการบ้านเป็นอย่างดี ศึกษาตลาด กลยุทธ์และวิธีการทำการตลาดต่างๆเพื่อครองใจผู้บริโภคได้
  3. ทิศทางการทำธุรกิจสตาร์ตอัพในไทยนั้นเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเห็นได้จากการลงทุนของทั้งภาครัฐและเอกชนที่ให้ความสนใจและได้รับการลงทุนเพิ่มจาก VC

สตาร์ทอัพโครงการดีแทค แอคเซอเลอเลท เผยเคล็ดลับการเติบโตทางธุรกิจจาก Growth Hacking

นายปตินันต์ วชิรมน ผู้ร่วมก่อตั้ง Scout Out แอปพลิเคชั่นที่ช่วยการจัดหางาน เพื่อที่ให้คนที่ใช่ได้ไปเจอกับงานที่ชอบโดยผ่านคำแนะนำของเพื่อน หรือ การ refer กล่าวว่า “การใช้เทคนิค Growth Hacking สามารถช่วยธุรกิจในเรื่องของ การวัดผล การหาจุดวัดผล หรือจุดตอบรับที่สามารถชี้ชัดว่าเราอยู่จุดไหนของตลาดและเราจะโตยังไง”

อีเทียน มาร์ แรนคอร์ท ประธานฝ่ายปฏิบัติการ Cookly สตาร์ทอัพแหล่งรวมโรงเรียนสอนทำอาหารจากทั่วทุกมุมโลก กล่าวว่า “การใช้ Growth Hacking ช่วยต่อยอดธุรกิจให้สามารถเติบโตได้  เช่น การใช้เทคนิค 80-20 rule for cold emails เพราะการสร้างจุดเด่นหรือ impact เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนยุคนี้ ด้วยการดำเนินชีวิตของคนปัจจุบันที่เร่งรีบมักจะทำให้คนไม่สนใจ และ อ่านอะไรที่รวดเร็ว ตรงประเด็น ซึ่งการใช้วิธีนี้ช่วยในเรื่องการตอบอีเมล์ให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่ายขึ้น และ การซื้อสื่ออย่าง Facebook Ad ที่ครอบคลุมและอยู่บนแพลตฟอร์มที่ลูกค้าเข้าใจได้ง่ายจะช่วยให้การทำธุรกิจเป็นเรื่องง่ายเช่นกัน

4 บทเรียนบ้านๆ Zanroo สตาร์ทอัพที่หาเงินล้าน ในเดือนแรก

ในงานแถลงข่าวที่ ‘ Zanroo แสนรู้ ’  ระดมทุน 7.4 ล้านเหรียญ จาก Shift Ventures … Marketeer ได้มีโอกาสพูดคุยกับสอง Co-Founder ของ ‘ Zanroo แสนรู้ ’ เป็นเวลาสั้นๆ แต่สิ่งที่สัมผัสได้นั้นคือ Passion ที่มีต่อการทำธุรกิจของพวกเขา และวิธีการคิดที่น่าสนใจ

ฉะนั้นถ้าคุณเป็น Startup หรือผู้ประกอบการ ลองดู 4 บทเรียนบ้านๆ จาก Zanroo ดู แล้วคุณจะรู้ว่า วิธีบ้านๆ ก็สามารถพาธุรกิจไประดับโลกได้

 

1.ไม่รอพร้อม

ในปี 2556 แสนรู้ มีเพียง 4 คนคือ ไฟต์ อ๋อม และพนักงานอีก 2 คน ซึ่งตอนนั้นหน้า Interface เว็บไซต์ ออฟฟิศ โลโก้ และอีกหลายๆ อย่างยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่พวกเขาเชื่อว่า ซอฟต์แวร์ Social Listening ของพวกเขาสามารถช่วยลูกค้าได้ทันที พวกเขาจึงตัดสินใจวิ่งไปหาคอนเนคชั่นที่พวกเขารู้จัก และขายแบบบ้านๆ เลย แต่ด้วยคุณภาพของซอฟต์แวร์ล้วนๆ พวกเขาจึงปิดดีลจาก 3 บริษัท และสามารถหาเงิน 1 ล้านบาท ภายในเดือนแรกที่ทำธุรกิจ

นอกจากนั้นในตอนที่พวกเขาเตรียมขยายไปต่างประเทศ สิ่งที่พวกต้องทำก็คือบินไปต่างประเทศ และหาทีมงานในประเทศนั้นๆ ให้ได้ ซึ่งในตอนแรกออฟฟิศของพวกเขาคือห้องเช่าที่ไม่มีอะไรเลย ก่อนที่จะทำธุรกิจ เก็บเงิน และขยับขยายในที่สุด

นี่คือคุณสมบัติที่ดีของ Startup คือต้องไม่รอพร้อม ไม่ติดหรู และทำตัวให้ Lean เข้าไว้

 

2.มีวิสัยทัศน์

ในตอนที่ไฟต์ ตั้งใจแล้วว่าจะทำ Zanroo เขาได้ชวน อ๋อม เพื่อนสนิทของเขามาทำ Startup ด้วยกัน แต่ ณ ตอนนั้น อ๋อม ผู้ซึ่งจบวิศวกรรมซอฟต์แวร์ มีดีกรีอันดับหนึ่งจากการแข่งขันโครงการ Imagine Cup ของ Microsoft มีหน้าที่การทำงานที่ดี และเงินเดือนดีมากๆ อยู่แล้ว แต่ด้วยวิสัยทัศน์ที่ไฟต์ เล่าให้อ๋อมฟัง ทำให้อ๋อมตัดสินใจลาออกมาทำ แสนรู้

ที่ตลกก็คือ อ๋อม ตื่นเต้นจนลาออกก่อนที่ ไฟต์ จะ ลาออกเสียด้วยซ้ำ

นอกจากวิสัยทัศน์จะทำให้ดึงคนเก่งๆ ได้ การจะรมทุนจาก Venture Capital นั้นก็ต้องมีวิสัยทัศน์ที่สุดยอดเช่นกัน โดยผู้ก่อตั้งของ Shift Ventures ‘วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง’ เล่าให้ฟังว่าสาเหตุที่ Shift Ventures ตัดสินใจให้เงินลงทุน 7.4 ล้านเหรียญนั้น ก็เพราะ Passion และ Vision ของที่กว้างไกล และรอบคอบ

“แสนรู้ สามารถบอกได้ว่า 7.4 ล้านเหรียญจะเอาไปทำอะไรบ้าง และรู้ว่าจะรับมือกับการแข่งขันอย่างไร”

วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Shift Ventures

 

3.ไม่ยอมแพ้

สิ่งที่ ไฟต์ CEO ของ แสนรู้ อยากจะบอกกับผู้ประกอบการทุกคนก็คือ อย่ายอมแพ้… ถ้าเรารู้ว่าเราทำอะไรไม่ได้ เราก็ต้องไปหาคนที่เขาทำได้ ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ก็ต้องเรียนรู้และทำให้ได้เอง ซึ่ง Zanroo เป็นตัวอย่างของความไม่ยอมแพ้

โดยไฟต์เล่าโมเดลธุรกิจของ Zanroo ให้เจ้านายเก่าที่เป็นคนมาเลเซียฟังมาตลอด 2 ปีแรกๆ จนสุดท้าย เจ้านายเก่าก็ตัดสินใจมาทำ Zanroo ด้วย และเป็นคนลุตตลาดมาเลเซียให้ Zanroo ในที่สุด

หรือในตลาดที่ยากอย่างจีน เพราะจีนไม่มี Facebook LINE Instagram หรือโซเชียลมีเดียอื่นๆ…  Zanroo ก็ต้องหาทางเอาซอฟต์แวร์ของตัวเอง ไปผูกกับระบบที่นู่นให้ได้ ซึ่งตอนนี้พวกเขาก็หาพันธมิตรที่จีนได้แล้ว และกำลังพัฒนาระบบเพื่อใช้ในจีนให้ได้ภายในปี 2019-2020

 

4.ลำดับความสำคัญให้เป็น

สิ่งสุดท้ายที่ ไฟต์ อยากบอกสำหรับคนที่เริ่มธุรกิจใหม่ก็คือ ต้องจัดลำดับความสำคัญของการทำงานให้เป็น รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

สำหรับ Startup สิ่งที่ต้องรู้ให้ไวก็คือ Test สินค้า และแก้ไข เพื่อสามารถหาฐานลูกค้าให้เร็วที่สุด

ไฟต์ เล่าถึงแผนของ Zanroo ให้ฟังว่า “ถึงแม้ว่าตลาด Marketing Tech ของสหรัฐฯ และยุโรปมีขนาดใหญ่มาก แต่ตลาดนั้นเลยจุด Peak มาแล้ว และกลายเป็น Red Ocean โดยสมบูรณ์ ซึ่งต่างจาก ASEAN ที่บริการประเภท Social Listening ยังเล็กอยู่ ฉะนั้น Zanroo ก็จะค่อยๆ ขยายจากประเทศไทยไปรอบๆ ให้แข็งแรงก่อน จากนั้นค่อยบุกตลาดสหรัฐฯและยุโรปก็ไม่สาย เพราะว่าบริษัทข้ามชาติส่วนใหญ่ก็มีสาขาในอาเซียน ฉะนั้นถ้าเราพิสูจน์กับทุกประเทศในอาเซียนให้ได้ ถึงเวลาที่เปิดตัวในสหรัฐฯและยุโรป บริษัทแม่ทั้งหลายก็มั่นใจได้ระดับหนึ่ง”

 

Marketeer หวังว่า 4 บทเรียนนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับ Startup ผู้ปกระกอบการ และคนทำงานทุกคนนะครับ

 

จาก 4 คน ในปี 2556 สู่ 150 คน 15 ประเทศ ในปี 2017

ที่มา : Zanroo

Local Alike สตาร์ทอัพไทยคว้ารางวัล Booking.com 11.4 ลบ

 

 

Booking.com ผู้นำระดับโลกที่เชื่อมโยงผู้เดินทางกับตัวเลือกที่พักหลากหลายประเภทได้ประกาศรายชื่อผู้ชนะการแข่งขันจากโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อ “Booking.com Booster” ที่ได้เริ่มต้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2560 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คำปรึกษา และสนับสนุนเงินทุนสำหรับสตาร์ทอัพจากทั่วทุกมุมโลกที่ต้องการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้แก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกในด้านต่างๆ อาทิ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การดำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรม หรือประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการเติบโตด้านการท่องเที่ยวที่เป็นกลไกช่วยสนับสนุนและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน

 

หลังจากการเข้าร่วมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ผู้เข้าชิงทั้ง 10 รายได้นำเสนอแผนงานเพื่อสร้างการเติบโตให้ธุรกิจต่อหน้าผู้ชมและคณะกรรมการ และผู้ที่ได้รับรางวัลสูงสุดเป็นจำนวนเงิน 400,000 ยูโร หรือประมาณ 15.2 ล้านบาท ได้แก่ Backstreet Academy ส่วน Local Alike สตาร์ทอัพจากประเทศไทยได้รับเงินรางวัลสนับสนุนกว่า 300,000 ยูโร หรือราว 11.4 ล้านบาท

 

กิลเลี่ยน แทนส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Booking.com กล่าวว่า “ความมุ่งมั่นและนวัตกรรมทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เราได้เห็นจากบรรดาสตาร์ทอัพทั่วโลกที่เข้าร่วมโครงจาก Booking.com Booster ในปีนี้นั้นน่าทึ่ง และสามารถสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างแท้จริง ดิฉันรู้สึกประทับใจในวิสัยทัศน์ของผู้ประกอบการเหล่านี้ในการจัดการกับอุปสรรคด้านการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนต่างๆ ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นแผนงานของพวกเขาเป็นจริงขึ้นมา และสร้างการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนให้ขยายไปยังจุดหมายอื่นๆ ทั่วโลก”

 

จามอน ม็อก ซีซวน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Backstreet Academy กล่าวว่า “การได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Booking.com Booster นั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง เราตื่นเต้นที่จะนำความรู้ที่ได้รับจากโครงการกลับไปต่อยอดเพื่อขยายธุรกิจของเรา ลดปัญหาความยากจน และฟื้นคืนชีพให้แก่แหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก้ เรามุ่งมั่นที่จะนำแนวคิดการสร้างผลกระทบเชิงบวกในการท่องเที่ยวไปใช้กับทุกจุดหมายทั่วโลก ด้วยการช่วยเหลือจากเครือข่ายของ Booking.com

 

สมศักดิ์ บุญคำ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Local Alike เสริมว่า “เรารู้สึกยินดีมากที่ได้รู้จักกับผู้คนที่มีอุดมการณ์เดียวกันจากทั่วโลกที่มาเข้าร่วมโครงการ Booking.com Booster เราได้รับความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ มากมาย และยังได้รับแรงบันดาลใจในการผลักดันวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนและคุณค่าให้แก่ชุมชนท้องถิ่น โดยการขยายและมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนไปยังจุดหมายใหม่ๆ และผู้คนทั่วโลก

 

 

รายชื่อสตาร์ทอัพจากโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน 2017 รายอื่นที่ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน ได้แก่ Seabin (ออสเตรเลียและสเปน) จำนวน 13.3 ล้านบาท (350,000 ยูโร) Good Hotel (กัวเตมาลา สหราชอาณาจักร และประเทศเนเธอร์แลนด์) และ Awake (โคลอมเบีย) จำนวน 11.4 ล้านบาท (300,000 ยูโร) Authenticook (อินเดีย) จำนวน 7.6 ล้านบาท (200,000 ยูโร) และ Desolenator (สหราชอาณาจักร) จำนวน 5.7 ล้านบาท (150,000 ยูโร)

 

นอกจากนี้ Seabin ยังได้รับเลือกให้เป็นขวัญใจทีมงาน จากการนำเสนอผลงานภายใน 30 วินาที และได้รับเงินรางวัลสำหรับจองที่พักบน Booking.com จำนวนกว่า 380,000 บาท หรือ 10,000 ยูโร

 

ถึงแม้ MovingWorlds (ทั่วโลก) MEJDI Tours (ตะวันออกกลางและยุโรป) และ Visit.org (ทั่วโลก) จะไม่ได้รับเงินสนับสนุนธุรกิจ แต่ก็จะได้รับได้รับคำแนะนำในการดำเนินธุรกิจจากผู้เชี่ยวชาญของ Booking.com อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับสตาร์ทอัพทุกรายที่เข้าร่วมโครงการ

 

อนึ่ง ในปี 2017 มีสตาร์ทอัพกว่า 700 ราย จาก 102 ประเทศทั่วโลก สมัครเข้าร่วมโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนของ Booking.com

“เอสซีจี ตั้ง AddVentures เสริมแกร่งศักยภาพสตาร์ทอัพทั่วโลก”

เอสซีจี ตั้ง “AddVentures” บริษัทในรูปแบบ Corporate Venture Capital                     วางวิสัยทัศน์ “You Innovate, We Scale” เสริมศักยภาพสตาร์ทอัพทั่วโลก ยกระดับ Ecosystem ด้วย                    องค์ความรู้ เครือข่าย และฐานลูกค้าทั่วอาเซียน ปูพรมพัฒนานวัตกรรม 3 กลุ่มหลัก “Enterprise-Industrial-B2B” เพื่อพลิกโฉมธุรกิจ-เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน-สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่ดีและเร็วยิ่งกว่าให้ลูกค้า

            นายยุทธนา เจียมตระการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-การบริหารกลาง เอสซีจี กล่าวว่า เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค Digital Transformation ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง ผู้คนมีความต้องการหลากหลายและเป็นปัจเจกมากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังมีบทบาทในการพลิกโฉมธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ สร้างทั้งโอกาสและความท้าทายแก่ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ทั่วโลก ที่ผ่านมา เอสซีจีจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เสมอมา                 แต่ด้วยบริบทของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เอสซีจี จึงตั้งบริษัทในรูปแบบ Corporate Venture Capital หรือ CVC ภายใต้ชื่อ “AddVentures” ขึ้น เพื่อเสริมศักยภาพและลงทุนในสตาร์ทอัพไทยและทั่วโลก                        ให้เอสซีจีสามารถเชื่อมโยงนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน รวมทั้งยังทำให้ลูกค้าได้ใช้สินค้าและบริการที่ดีขึ้น รวดเร็วขึ้น ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพชีวิตให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

            ทั้งนี้ การจัดตั้ง AddVentures ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่เอสซีจีจะได้ร่วมสร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีศักยภาพสูง กับกลุ่มสตาร์ทอัพที่มีจุดเด่นในเรื่อง Spirit ของ Entrepreneurship และการสร้าง Innovation                   ที่ถือเป็น Outside-in innovation จากการมองในมุมของผู้บริโภคอย่างแท้จริง เมื่อประกอบกับ Speed ในกระบวนการทำงานที่เรียกว่า Lean Startups รวมทั้งการใช้ Digital technology จึงทำให้ข้อจำกัดในการทำธุรกิจแบบเดิมๆ หายไป และทำให้ผลผลิตของสตาร์ทอัพทุกวันนี้มีพลังมหาศาลแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

            “เราเชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพที่มีความเชี่ยวชาญในการคิดหนทางแก้ปัญหาที่น่าสนใจให้กับลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และมีความโดดเด่นเฉพาะตัวของสตาร์ทอัพแต่ละราย โดยไม่ยึดติดกับวิธีการหรือข้อจำกัดเดิมๆ จะสามารถสนับสนุนให้พวกเขา Scale up หรือขยายให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้ พร้อมทั้งยังช่วยเสริมรากฐานระยะยาว           ให้เอสซีจีกลายเป็นองค์กรที่มีการนำดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต” นายยุทธนา กล่าว

            การจัดตั้ง AddVentures ยังมีจุดมุ่งหมายเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุน Startup Ecosystem ของไทยและอาเซียนให้แข็งแกร่ง โดยนำศักยภาพและจุดแข็งต่างๆ ของเอสซีจีเข้าไปช่วยต่อยอด และก่อให้เกิดประโยชน์จากการสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาแวดวงธุรกิจในองค์รวมให้ดียิ่งขึ้น สอดรับกับนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ที่ต้องการต่อยอดอุตสาหกรรมเดิม และยกระดับให้เกิด New S-Curve อุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและรังสรรค์นวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในเวทีโลกได้

            นายยุทธนา กล่าวอีกว่า เพื่อให้การดำเนินงานของ AddVentures เป็นไปได้ตามเป้าหมาย เอสซีจีจึงได้แต่งตั้งผู้บริหารใหม่ คือ ดร.จาชชัว แพส ซึ่งมีประสบการณ์คร่ำหวอดในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมมานับ 10 ปี และมีความชำนาญในหลากหลายแวดวงธุรกิจ ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ AddVentures ดูแลทิศทางภาพรวมของบริษัท

            ดร.จาชชัว แพส กรรมการผู้จัดการ AddVentures กล่าวว่า การจัดตั้ง AddVentures มาพร้อมด้วยวิสัยทัศน์ “You Innovate, We Scale” สื่อถึงความเป็นองค์กรที่เปิดกว้างสำหรับความร่วมมือกับสตาร์ทอัพที่ต้องการส่งต่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ดีกว่า เร็วกว่า และคุ้มค่ากว่าให้แก่คู่ค้าหรือผู้บริโภค โดย AddVentures จะไม่ได้สนับสนุนแค่ด้านการเงินให้แก่สตาร์ทอัพ แต่จะสนับสนุนทั้งองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงต่างๆ เครือข่ายลูกค้าของเอสซีจีที่มีอยู่ทั่วอาเซียน ตลอดจนทรัพยากรอื่นๆ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้สตาร์ทอัพเหล่านั้นเติบโตได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน ผ่านการทำงานร่วมกันกับสตาร์ทอัพอย่างใกล้ชิด

            สำหรับการลงทุนในช่วง 3-5 ปีแรก วางงบประมาณในการลงทุนเฉลี่ยครั้งละ 1-5 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งการลงทุนออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.การลงทุนใน Digital Technology ในกลุ่มที่เป็น Global Technology Hub อย่างเช่น Silicon Valley ประเทศสหรัฐอเมริกา, Tel Aviv ประเทศอิสราเอล และ Shenzhen ประเทศจีน เป็นต้น โดยจะร่วมมือกับ Venture Capital ชั้นนำในประเทศดังกล่าวเพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ขยายผลกับเอสซีจี หรือทำการเปิดตลาดในประเทศไทยและอาเซียน 2.การลงทุนใน Digital Business Model ในไทยและอาเซียนซึ่งเป็นประเทศที่เอสซีจีมีฐานธุรกิจ โดยจะทำการลงทุนผ่านกองทุน Venture Capital และการลงทุนโดยตรง (Direct Investment) ในสตาร์ทอัพที่พัฒนานวัตกรรมซึ่งสอดคล้องกับทิศทางเทคโนโลยีเป้าหมายของ AddVentures

            พันธมิตรและเทคโนโลยีเป้าหมายที่ AddVentures สนใจลงทุน ประกอบด้วย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.Enterprise 2.Industrial และ 3.B2B โดยภายใต้แต่ละกลุ่มหลัก ยังมีกลุ่มย่อยๆ เช่น Logistics & Supply Chain Tech, Smart Packaging Tech, Chemicals Tech, Construction Tech, Industrial & Manufacturing Tech, Industrial & Construction Product Marketplace เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดจะเป็นเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจหลัก 3 กลุ่มของเอสซีจี ได้แก่ 1.ธุรกิจซิเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง 2.ธุรกิจเคมิคอลส์ และ 3.ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ขณะที่รูปแบบการลงทุนเปิดกว้างทั้งความร่วมมือเชิงพาณิชย์ (Commercial Deal) ทั่วไป การอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (Licensing) การร่วมทุน (Joint Venture) ไปจนถึงการเข้าซื้อกิจการในสตาร์ทอัพนั้นๆ

            “AddVentures เปิดกว้างและอยากเชิญชวนเหล่าสตาร์ทอัพให้เข้ามาร่วมงานกับ AddVentures โดยไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ขอเพียงมีจุดมุ่งหมายในการส่งมอบนวัตกรรมที่ดีกว่า เร็วกว่า และคุ้มค่ากว่าให้แก่สังคม รวมทั้งมีไอเดียและความมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดขึ้นจริง เราก็สามารถเดินทางและเติบโตไปด้วยกันได้ดังวิสัยทัศน์ You Innovate, We Scale” ดร.จาชชัว กล่าว

            สำหรับสตาร์ทอัพทั่วโลกที่สนใจร่วมงานกับ AddVentures สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.addventures.co.th และ facebook.com/AddVentures หรือ LinkedIn: AddVentures by SCG

Digital Ventures นำลูกค้าองค์กรธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดโลกสตาร์ทอัพ ณ เทลอาวีฟ

ปี 2017 เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่เห็นภาพชัดว่าองค์กรใหญ่ๆ ของไทย เริ่มผลักดันตัวเองเข้าสู่การทำ Digital Transformation และหนึ่งในองค์กรที่กำลังทำเรื่องนี้อย่างจริงจังก็คือ Digital Ventures บริษัทผู้พัฒนาฟินเทคในเครือธนาคารไทยพาณิชย์

Digital Ventures ได้จัดทริป “Tel Aviv (Fin)Tech Explorer with Digital Ventures” นำกลุ่มลูกค้าองค์กรของธนาคารฯ ได้แก่ 1.ปตท. 2.SCG 3.Ananda Development และ 4.Central Group เดินทางไปเรียนรู้โอกาสทางธุรกิจ ณ เมือง เทล อาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมืองต้นแบบที่ได้ชื่อว่าเป็น “ศูนย์กลางของธุรกิจสตาร์ทอัพโลก”

 

หลากหลายธุรกิจ แต่เป้าหมายเดียวกัน

นอกจาก ดิจิทัล เวนเจอร์ส แล้ว ทุกบริษัทเป็นลูกค้าองค์กรของธนาคารไทยพาณิชย์ และ 5 บริษัทดังกล่าวมีไซส์ธุรกิจรวมกันเท่ากับ 21% ของมูลค่าตลาดหุ้นประเทศไทย เพราะฉะนั้นการเชิญอีก 4 องค์กรเข้าร่วมทริปครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญ เพราะการที่องค์กรยักษ์ใหญ่ของไทย ทั้ง 5 ราย จับมือร่วมมือกันมองหานวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น Digital  นั้นหมายถึง การช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไทยในยุค 4.0 อย่างแท้จริง

การเดินทางครั้งนี้ทำให้เห็นว่า ดิจิทัล เวนเจอร์ส ที่ได้ชื่อว่าเป็นหน่วยงานด้านฟินเทคของธนาคารไทยพาณิชย์นั้น ได้ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายที่สร้างมาตลอด 1 ปีให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะไม่เพียงแต่การค้นหานวัตกรรมทางการเงินให้กับธนาคาร แต่ยังเห็นโอกาส และต่อยอดเครือข่ายไปยังลูกค้าองค์กรของธนาคารอีกด้วย

 

(ซ้ายมาขวา)พลภัทร อัครปรีดี กรรมการผู้จัดการ หน่วยงานทุนองค์กร บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด, Guy Horowitz – ตัวแทนจาก Deutsche Telekom Capital Partner

 

โดยในทริปนี้อัดแน่นไปด้วยความรู้ เริ่มตั้งแต่ 9 โมงเช้า จนถึง 5 โมงเย็น เป็นเวลา 4 วันเต็มๆ มีการพูดคุยกับสตาร์ทอัพมากกว่า 50 ราย เยี่ยมชมสำนักงานและสถาบันวิจัยต่างๆ พร้อมพบปะหน่วยงานสำคัญทั้งภาครัฐ และเอกชนของอิสราเอล เพื่อเรียนรู้และมองหานวัตกรรม ทั้งจากสตาร์ทอัพ, องค์กร และหน่วยงานต่างๆ ที่จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับแต่ละองค์กรได้ 

สิ่งที่น่าชื่นชมของทริปนี้ คือ การได้เห็นความร่วมมือของทุกองค์กรอย่างไม่มีกั๊ก ทุกคนช่วยกันถามคำถาม ทุกคนช่วยหาคำตอบ มีการแชร์ความรู้ระหว่างองค์กร ทุกบริษัทพยายามตกผลึก และเก็บความรู้ทุกอย่างที่ทำได้เพื่อกลับไปพัฒนาองค์กรให้ได้มากที่สุด

(จากซ้ายมาขวา)ดร. จอร์น เลสลี่ มิลลาร์-ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพัฒนากลยุทธ์-บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด, ชาล เจริญพันธ์ -หัวหน้าโครงการ Digital Ventures Accelerator, Tomer Efraim Babai – Senior Analyst-Clal Tech

 

สุดท้ายนี้ Marketeer ก็ไม่กล้ายืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรได้ว่า หลังจากจบทริปนี้ ทั้ง 5 บริษัทนี้จะนำความรู้และคอนเนคชั่นที่ได้ ไปสร้างเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใด สนใจจะลงทุนอะไรเพิ่ม หรือมีแผนจะร่วมมือกับสตาร์ทอัพเจ้าไหน

แต่การที่ Marketeer ได้มายังเมืองเทลาวีฟ ได้เห็นการสร้างคอนเนคชั่นตั้งแต่ศูนย์ ได้สัมผัสการทำงานของสตาร์ทอัพ ได้ฟังนักลงทุนจากศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพระดับโลก ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากๆ แล้ว และเชื่อว่าในอนาคตประเทศไทย จะมีสตาร์ทอัพและนวัตกรรมที่เกิดจากการมา เมือง เทล อาวีฟ ประเทศอิสราเอล ครั้งนี้แน่นอน

กสิกรไทยทุ่มพันล้านบาท ลงทุนในสตาร์ทอัพไทย-เทศ

กสิกรไทยเปิดตัว บริษัทบีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล  (Beacon Venture Capital) ที่ธนาคารถือหุ้น 100% เพื่อร่วมลงทุนในกองทุน VC  หรือสตาร์ทอัพ ทางด้านฟินเทค   โดยในปี2560 นี้ได้เตรียมเงินไว้ประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท

มี ธนพงษ์  ณ ระนอง เข้ามารับตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัท ธนพงษ์ คืออดีตผู้บริหาร InVent (ของค่ายAIS) ผู้อยู่เบื้องหลังดีลของ Startup ไทยใหญ่ๆ ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย  

แนวทางการลงทุน 2 รูปแบบคือ ลงทุนโดยตรงในฟินเทคสตาร์ทอัพไทยและต่างประเทศเพื่อเอานวัตกรรมใหม่ๆมาเพิ่มคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์และบริการของธนาคาร (ปีนี้คาดว่าจะลง  3–5 แห่ง) และลงทุนผ่านกองทุนเงินร่วมลงทุน ( อีก2–3 แห่ง)เพื่อโอกาสในการเข้าไปเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆของสตาร์มอัพต่างๆ ที่กองทุนเข้าไปลงทุน

 

วันนี้ บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล ได้ประกาศลงทุน ในบริษัทไปแล้ว 2 บริษัท คือ

1. บริษัท FlowAccount ที่นำเสนอเครื่องมือออนไลน์ด้านบัญชีเพื่อฟรีแลนซ์และเจ้าของกิจการขนาดเล็กได้แบบโดนใจสุดๆ

2. ลงทุนผ่านกองทุนเงินร่วมลงทุน (VC Fund) ในสิงคโปร์ชื่อ Dymon Asia ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุนเงินร่วมลงทุนชั้นนำของเอเชียที่เน้นลงทุนทางด้านฟินเทค

นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีแผนลงทุนที่อยู่ระหว่างการดำเนินการอีก 2 ดีล รวมมูลค่าการลงทุนทั้งหมดกว่า 200 ล้านบาท

การจัดตั้งบริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล เป็นส่วนหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ของการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันเชิงกลยุทธ์ด้านดิจิทัล (Strategic Digital Capability) ให้แก่ธนาคาร

ที่ผ่านมา ธนาคารได้ก่อตั้ง KBTG เพื่อมุ่งคิดค้นนวัตกรรม ร่วมกับพันธมิตรทางเทคโนโลยี และจับมือฟินเทคและเทคสตาร์ทอัพสร้างนวัตกรรมทางการเงินรองรับดิจิทัล แบงกิ้งที่เติบโตแบบก้าวกระโดด

และล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทยได้อนุมัติให้ KBTG เข้าร่วมทดสอบบริการการเงินรูปแบบใหม่ใน Regulatory Sandbox เป็นรายแรก โดยเป็นบริการที่ดึงเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในการพิจารณาออกหนังสือค้ำประกันให้ลูกค้า