Category Archives: Retail

โรบินสัน ผลักดัน ‘จัสท์ บาย’ รุกตลาด ‘ไลฟ์สไตล์ช็อปราคาเดียว’ ปล่อยเอ็มวีอินเตอร์แอคทีฟเพลง ‘Just สบาย’

โรบินสัน ตอกย้ำการเป็น Top of mind ของกลุ่มลูกค้าในตลาด ‘ไลฟ์สไตล์ช็อปราคาเดียว’ ภายใต้แบรนด์ ‘จัสท์ บาย’ (Just Buy) ด้วยการสร้างปรากฏการณ์มาร์เก็ตติ้งมูฟครั้งสำคัญ โดยนายอนวัช สังขะทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายการตลาด บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) เผยว่า “นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของแบรนด์ ‘จัสท์ บาย’ ในการกล้าที่จะคิดนอกกรอบกับการเปิดตัว เอ็มวี (Music Video) อินเตอร์แอคทีฟ (Interactive) ในชื่อเพลง ‘Just สบาย’ ที่สามารถสร้างประสบการณ์ร่วมที่ดีระหว่างแบรนด์และกลุ่มลูกค้า โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ เพื่อสร้างการรับรู้และจดจำแบรนด์ ที่มีสินค้าที่หลากหลาย ซึ่งสามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของทุกเพศ ทุกวัย และทุกโอกาส และเพื่อปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความทันสมัย รวมทั้งสร้างความแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์จากร้านสินค้าราคาเดียวอื่นๆ ผ่านไอเดียการนำเสนอรูปแบบใหม่ เพื่อให้สามารถเจาะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเจนมิลเลนเนียล (Millennial) หรือ เจนวาย (Y) ที่ในปัจุบันกลายเป็นเสมือนขุมทรัพย์ของแบรนด์และนักการตลาด เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ และมีศักยภาพในการจับจ่ายที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยพฤติกรรมที่สำคัญของลูกค้ากลุ่มนี้ คือ กล้าตัดสินใจ ไม่ชอบความจำเจ พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ชอบความสนุกสนาน เสพสื่อดิจิทัลเป็นหลัก ดังนั้นการสื่อสารทางการตลาดแบบเดิมๆ จะไม่สามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ได้  ‘จัสท์ บาย’ จึงต้องมีการปรับตัวโดยวิธีการสื่อสารทางการตลาดรูปแบบใหม่ เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มเจนมิลเลนเนียล (Millennial) หรือ เจนวาย (Y) เพิ่มมากขึ้น

 ‘Just สบาย’ เป็น เอ็มวี (Music Video) อินเตอร์แอคทีฟ (Interactive) ที่ดึงศิลปินแร็ปเปอร์ชื่อดังของเมืองไทย ‘กอล์ฟ – ฟักกลิ้งฮีโร่’ ซึ่งเป็นศิลปินไอคอนที่กลุ่มเป้าหมายชื่นชอบ เนื่องจากมีแนวเพลงที่สนุกสนาน มีเอกลักษณ์เป็นที่จดจำ และเป็นคุณพ่อยุคใหม่ที่ได้รับการชื่นชม มารับหน้าที่ถ่ายทอดโปรดักส์

ไลน์ (Product Line) ของจัสท์ บาย ที่มีมากกว่า 10,000 ไอเท็ม โดยสื่อผ่านคอนเท็นต์ที่โดนใจที่ยกให้ ‘จัสท์ บาย’ (Just Buy) เป็นเสมือนตัวช่วยให้คุณพร้อมยิ้มรับกับปัญหาและช่วยแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว ทำให้คุณสนุกกับการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ ผ่านแนวแพลงแร็ปที่สนุกสนานที่ให้ความรู้สึกฟิลกู๊ดกับคอนเซ็ปต์ที่ว่า  ‘แค่มีปัญหา แค่แก้มันซะ แค่มีใจสู้กับมัน สองนิ้วของคุณเองนั่นแหละ คือ กำลังใจที่ดีที่สุด แล้วทุกอย่างมันจะดี JUST FINE (สบาย)’

 โดยเอ็มวียังใช้เทคนิคพิเศษแบบอินเตอร์แอคทีฟ (Interactive) ง่ายๆ เพียงแค่ผู้ชมเอานิ้วแตะที่หน้าจอ (สำหรับสมาร์ทโฟน) หรือแค่คลิ๊กเม้าส์ (สำหรับคอมพิวเตอร์) ก็จะได้สนุกและมีประสบการณ์ร่วมที่ดีไปกับเอ็มวี  ซึ่งสามารถรับชมผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ทั้งเฟสบุ๊ค (Facebook) JustBuy60THBShop, เฟสบุ๊ค (Facebook) RobinsonDepartmentStore, จูคส์ (Joox), ยูทูป (Youtube), สื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขายของ ‘จัสท์ บาย’  (Just Buy) ที่โรบินสัน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ และศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์     ทั่วประเทศ

สำหรับ ‘จัสท์ บาย’ (Just Buy) นับเป็นกลุ่มสินค้าที่อยู่ในประเภท ‘ไลฟ์สไตล์ช็อปราคาเดียว’  ของ ‘โรบินสัน’ ที่จำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ 60 บาท ซึ่งได้รับความสำเร็จ และการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในช่วงปีที่ผ่านมาแบรนด์ได้มีการปรับตัวเพื่อให้ตรงตามกระแสของตลาดและความต้องการของลูกค้ามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น การปรับปรุงรูปแบบร้านให้มีความทันสมัย การขยายพื้นที่การขายเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า โดยในปัจจุบันแบรนด์มีสาขาให้บริการรวมทั้งสิ้น 42 สาขา

“การปรับตัวครั้งสำคัญของแบรนด์ ‘จัสท์ บาย’ (Just Buy) ในครั้งนี้  โรบินสันคาดว่าจะเป็นการปลุกกระแสตลาด ‘ไลฟ์สไตล์ช็อปราคาเดียว’ ให้กลับมาคึกคัก และมีสีสันมากขึ้น รวมทั้งจะเป็นส่วนช่วยในการเพิ่มยอดขายให้โตตามเป้ากว่า 40% และสร้างความเข้มแข็งให้กับแบรนด์มากขึ้นเช่นกัน” นายอนวัช กล่าวสรุป

กันกุล แอลอีดี ไลท์ติ้ง เปิดตัวผลิตภัณฑ์หลอดไฟ LED ภายใต้แบรนด์ “GLO”(โกลว์)

บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) : “พลังงานสร้างสรรค์  คิดล้ำ ทำจริง” เปิดตัวบริษัทน้องใหม่ กันกุล แอลอีดี ไลท์ติ้ง จำกัด เป็นบริษัทที่ผลิตและจั ดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ส่องสว่ างประเภทแอลอีดี โดยผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ส่อ งสว่างประหยัดพลังงานไฟฟ้าที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ซึ่งผลิตโดยฝีมือคนไทย และได้มาตราฐานสากล (ISO 9001 : 2015 , ISO 14001 : 2015 , OHSAS 18001 : 2007) และยังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์หลอดไ ฟ LED ภายใต้แบรนด์ “GLO”(โกลว์) by gunkul ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ LED ให้บริการอย่างครบวงจร

สนใจผลิตภัณฑ์หลอดไฟประหยัดพลัง งาน LED แบรนด์ “GLO”(โกลว์) สามารถติ ดต่อได้ที่ โทร : 02-2425800 # 5945 , มือถือ : 090-0904867 , แฟกซ์ : 02-2434062 และดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ WWW .GUNKULLED.COM  , WWW.FACEBOOK.COM/GUNKUL.G/ ,  WWW.INSTAGRAM.COM/GUNKUL.GROU P/

สนพ. เปิดตัวหนังแอนิเมชันแนวทางใหม่ Energy 4.0 ให้ความรู้ความเข้าใจพลังงานฐานนวัตกรรม

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เดินหน้านโยบายพลังงานฐานนวัตกรรม “Energy 4.0” ยกระดับประสิทธิภาพของระบบพลังงาน ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มมูลค่า ผสานกับการใช้พลังงานสะอาด เปิดตัวคลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์เรื่อง “Energy 4.0” ดึงมาสคอต ‘ฮีโร่พลังคิด’ มาเป็นตัวเอกเดินเรื่องด้วยข้อมูลที่ย่อยง่ายเพื่อสร้างการเข้าใจถึงทิศทางพลังงานยุคใหม่ ซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นคุณค่า (Value-Based Economy) ซึ่งกระทรวงพลังงานได้มีแผนขับเคลื่อนด้านพลังงานของประเทศด้วยแนวนโยบาย “Energy 4.0” เพื่อให้สอดรับนโยบายของรัฐบาล

โดยการพัฒนาพลังงานฐานนวัตกรรมจะยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน มุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาดสอดรับกับกระแสเทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปในการนี้เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจต่อทุกภาคส่วนเกี่ยวกับ Energy 4.0 สนพ.ได้จัดทำคลิปวิดีโอเรื่อง “Energy 4.0” เพื่อเผยแพร่เนื้อหาในรูปแบบแอนิเมชันให้เกิดความน่าสนใจชวนติดตามชม พร้อมสรุปเนื้อหาให้เกิดความเข้าใจในข้อมูลแบบง่ายๆ

Energy 4.0 เป็นการขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม พัฒนาการใช้พลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพและเพิ่มมูลค่ามากขึ้น ผสมผสานการใช้พลังงานสะอาด ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไปพร้อมกัน

ปัจจุบันมีโครงการที่กำลังดำเนินการภายใต้นโยบาย Energy 4.0 ที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรม ทำให้เกิดพลังงานฐานนวัตกรรมใหม่ๆ ประกอบด้วย 4 โครงการหลัก ได้แก่ กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) ซึ่งเป็นทางเลือกการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายภายในปี 2579 ประเทศไทยจะมีรถ EV 1.2 ล้านคัน และสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charging Station) 690 สถานี โดยตั้งเป้าหมายในปี 2560 จะสนับสนุนการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า 150 สถานี รวมถึงโครงการสนับสนุนเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กเก่าเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า ซึ่ง สนพ. โดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานสนับสนุนงบประมาณปรับเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กทั่วประเทศที่มีอยู่ประมาณ 20,000 คัน เป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าภายใน 5 ปี โดย 2 ปีแรกนำร่องจำนวน 100 คัน

ในด้านเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems) ในระบบผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาพลังงานทดแทนให้มีเสถียรภาพ โดยกองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานได้ให้ทุนวิจัยด้านนี้เป็นงบประมาณ 765 ล้านบาท มีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนรอบแรก 32 โครงการ และอยู่ระหว่างเตรียมจัดทำกรอบวิจัยเพื่อเปิดรับข้อเสนอระยะที่ 2 ต่อไป

นอกจากนี้ยังมี โครงการ SPP Hybrid Firm เปิดให้มีการผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานใช้เชื้อเพลิงได้มากกว่า
1 ประเภททั้งพลังงานจากธรรมชาติ เช่น แสงอาทิตย์ ลม กับพลังงานชีวภาพ เช่น ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ เพื่อลดความผันผวนของพลังงานทดแทน สร้างความมั่นคงต่อระบบไฟฟ้า และยังลดการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่โดยไม่จำเป็น มีเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าทั่วประเทศ 300 เมกะวัตต์ โดยเป็นโรงไฟฟ้าขนาดกำลังการผลิต 10 – 50 เมกะวัตต์

ทั้งนี้รวมถึง โครงการกลุ่ม Smart  ประกอบด้วย โครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) เป็นการพัฒนาสายส่งไฟฟ้าเพื่อบริหารจัดการไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ อยู่ระหว่างการทำโครงการนำร่องที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) เป้าหมาย คือ ส่งเสริมให้มีการออกแบบเมืองอัจฉริยะ เพื่อสร้างต้นแบบเมืองที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันได้คัดเลือกแผนงานโครงการสร้างเมืองอัจฉริยะต้นแบบ 7 แห่งเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ 1. นิด้า : มหาวิทยาลัยอัจฉริยะ

รู้รักษ์พลังงาน สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 2. มช. (เมือง) มหาวิทยาลัยอัจฉริยะพลังงานสะอาด 3. เมืองจุฬาฯ อัจฉริยะ 4. ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต : ต้นแบบเมืองมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ 5. วิสซ์ดอม วัน-โอ-วัน 6. ขอนแก่น Smart City (ระยะที่ 1) : ขนส่งสาธารณะเปลี่ยนเมือง 7. เมืองใหม่อัจฉริยะบ้านฉาง โดยขั้นตอนต่อไปผู้ได้รับคัดเลือกจะต้องจัดทำโมเดลธุรกิจ (Business Model) เพื่อให้สามารถนำไปใช้ และนำไปสู่การจัดหาผู้ร่วมทุนและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้เป็นรูปธรรมต่อไปได้

·ดึง “ฮีโร่พลังคิด”พระเอกหนังแอนิเมชัน

สำหรับคลิปวิดีโอ “Energy 4.0” ได้นำ “ฮีโร่พลังคิด” ซึ่งเป็นคาแร็กเตอร์ของ สนพ. มาเป็นตัวเอกเดินเรื่อง โดยจัดทำในรูปแบบภาพยนตร์แอนิเมชันความยาวประมาณ 3 นาที เพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับทิศทางด้านพลังงาน ของไทยในอนาคตว่าจะมีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนโฉมไปอย่างไรบ้างในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยใช้การถ่ายทำแบบ Stop Motion คือการสร้างภาพเคลื่อนไหวโดยการฉายภาพนิ่งหลายๆ ภาพต่อเนื่องกันด้วยความเร็วสูง ซึ่งคลิป Energy 4.0 ใช้เทคนิคปั้นดินน้ำมัน โดยขยับรูปร่างท่าทางของส่วนประกอบต่างๆ ทีละนิดๆ แล้วใช้กล้องถ่ายไว้ทีละเฟรมๆ พร้อมนำภาพที่ได้ทั้งหมดมาตัดต่อลงในโปรแกรมตัดต่อภาพ และวิดีโอ ซึ่งจุดเด่นของเทคนิคนี้ทำให้ภาพยนตร์แอนิเมชันมีความน่าสนใจ และน่าติดตามชม ซึ่งปัจจุบันช่องทางการสื่อสารสมัยใหม่มีความสำคัญ ไลฟ์สไตล์ ของประชาชนผูกติดกับหน้าจอโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก การประชาสัมพันธ์ผ่านคลิปวิดีโอจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพื่อการสื่อสารที่เข้าถึง

“Create The Future Energy” สร้างสรรค์ ก้าวที่มั่นคง เพื่อพลังงานไทยยั่งยืน

 

 
**ติดตามคลิป Energy 4.0 ได้ที่เฟซบุ๊กเพจ  EPPO Thailand : https://goo.gl/1fMk89

มาลีกรุ๊ปจัดทัพใหม่รอบ 40 ปี มุ่งระดับโลก พร้อมปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่

บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) นำโดย นางสาวรุ่งฉัตร บุญรัตน์ (กลาง) ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ นายโอภาส โลพันธ์ศรี (ซ้าย) กรรมการผู้จัดการ นางชญาณิสา กรีพลฤกษ์(ขวา) รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานการตลาดและการขาย

มาลี กรุ๊ป จัดทัพครั้งยิ่งใหญ่ในรอบ 40 ปี  ทุ่ม 1,500 ล้านบาทเดินหน้าเปิดทิศทางการดำเนินธุรกิจขับเคลื่อนบริษัทจาก “ผู้ผลิตน้ำผลไม้” สู่การเป็น “ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพระดับโลก” ภายในปี 2564 ชูกลยุทธ์ “4R: รีแบรนด์-รีออกาไนซ์-รีโนเวท-รีคอนเนค” สร้างความแข็งแกร่งของบริษัททั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภคในแต่ละประเทศได้อย่างตรงจุด

นางสาวรุ่งฉัตร บุญรัตน์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท มาลี กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า“การปรับทิศทางการดำเนินธุรกิจของมาลีจากการเป็น ‘ผู้ผลิตน้ำผลไม้’ ที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่รับรู้ สู่การเป็น ‘ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพระดับโลก’ ให้ได้ภายในพ.ศ. 2564 นับเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ของบริษัทฯ ในรอบเกือบ 40 ปีที่ได้ดำเนินธุรกิจ เพื่อมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ดูแลสุขภาพให้กับทุกคนบนโลก ด้วยความเชื่อที่ว่า สุขภาพที่ดีคือรากฐานของความพร้อมที่สามารถสร้างชีวิตที่ดีกว่าและมีความสุขที่สุด”

“ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจส่งออกหรืออินเตอร์เนชั่นแนล บิสซิเนส ที่มาลีได้ผลิตและส่งผลิตภัณฑ์ออกไปจำหน่ายทั้งในแบรนด์มาลีและการรับจ้างผลิต (Contract Manufacturing หรือ CMG) ไปยังตลาดต่างๆ ทั่วโลกกว่า 40 ประเทศ อาทิ ภูมิภาค CLMV จีน ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอเมริกา โดยมีอัตราการเติบโตถึง
30-40% โดยนับว่ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของมาลี กรุ๊ป ซึ่งภารกิจต่อจากนี้
ของมาลีกรุ๊ป คือการเพิ่มขีดความสามารถของบริษัทฯ สู่เป้าหมายการเป็นผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม
เพื่อสุขภาพระดับโลก ผ่านกลยุทธ์ ‘4R’ ที่มุ่งเน้นการสร้างความพร้อมในการดำเนินธุรกิจจากภายในองค์กร
สู่ภายนอกองค์กร”

ชูกลยุทธ์ 4R สู่การเป็นผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพระดับโลก

กลยุทธ์ที่ 1 รีแบรนด์ (Rebrand) มาลี เป็นที่รู้จักในตลาดเมืองไทยมาเกือบ 40 ปี ในชื่อของ “มาลีสามพราน” ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น “มาลี กรุ๊ป” ในพ.ศ. 2559 การปรับภาพลักษณ์ของบริษัทในครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยน Brand Identity ใหม่ ที่ได้รับการออกแบบให้ดูทันสมัย สื่อถึงความเป็นสากล และสะท้อนความเป็นตัวตนของมาลี ในการเป็นผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพระดับโลก ภายใต้คอนเซปท์ “Growing Well Together” ที่เน้นการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินธุรกิจ ที่ประกอบด้วย ผู้บริโภค พนักงาน เกษตรกร และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจที่มาลี กรุ๊ป ยึดมั่นและ
ให้ความสำคัญมาตลอด 40 ปี

นอกจากการปรับ Brand Identity ใหม่ของมาลีกรุ๊ปแล้ว ในส่วนของผลิตภัณฑ์แบรนด์มาลี ก็ได้มีการปรับ Product Portfolio ใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่การจัดกลุ่มผลิตภัณฑ์ในปัจจุบัน การออกแบบบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ให้สอดคล้องกับทิศทางของบริษัทที่มุ่งเน้นไปยังผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

กลยุทธ์ที่ 2 รีออกาไนซ์ (Reorganize) สร้างความพร้อมให้กับบุคลากรภายในองค์กร โดยปรับโครงสร้างองค์กรทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดทัพทีมผู้บริหารใหม่ รวมถึงการคัดสรรและผลักดันบุคลากรเดิมของมาลี
สู่ตำแหน่งที่เหมาะสมกับความสามารถ เพื่อให้เกิดการผสมผสานของทักษะและประสบการณ์ รวมทั้ง
การปรับโปรแกรมการพัฒนาบุคลากร ที่ประกอบด้วย 1) เพิ่มศักยภาพและทักษะการทำงานให้แก่พนักงานทุกระดับ โดยการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้ เพื่อลดขั้นตอนการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากขึ้น 2) จัดตั้งหน่วยงานใหม่ เช่น Business Development และInternational Business เพื่อเตรียมความพร้อมและรองรับสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก และ 3) การสร้างแรงจูงใจในการทำงาน ด้วยการสร้างความสามัคคีให้พนักงานทุกคนร่วมมือและเชื่อใจกัน รวมถึงมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ

กลยุทธ์ที่ 3 รีโนเวท (Renovate) จัดสรรงบลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงสถานที่ทำงาน เครื่องจักร และกระบวนการทำงาน ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่นำสมัย เครื่องมือ
ในการวิจัยและพัฒนา ระบบการควบคุมคุณภาพสินค้า และระบบ Back Office เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น ประกอบด้วย 1) การวาง master plan โรงงานใหม่ทั้งหมดให้ทันสมัยขึ้น เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต 2) ลงทุนเครื่องจักรใหม่ที่ทันสมัยมากขึ้น รวมทั้งเพิ่ม
กำลังการผลิตจาก 300 ล้านลิตรเป็น 330 ล้านลิตรต่อปี รองรับความต้องการทั้งในประเทศและต่างประเทศ 3) ระบบ Back Office ด้วยการพัฒนาระบบ IT ระบบ CRM รวมถึงการพัฒนาฐานข้อมูล (data mining) มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมงาน และ 4) ปรับปรุงออฟฟิศใหม่ เพื่อให้พนักงานมีความสุขกับการทำงาน ผ่านแนวคิดในการออกแบบ “ให้ออฟฟิศเป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2” อาทิการแบ่งโซนระหว่างทำงานและผ่อนคลาย รวมทั้งการนำระบบปรับอากาศที่มีการถ่ายเทอากาศออกไปสู่ข้างนอก เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของพนักงาน

และกลยุทธ์ที่ 4 รีคอนเนค (Reconnect) มุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการเสริมแกร่งและพัฒนาความร่วมมือกับบริษัทพาร์ตเนอร์ชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ในการพัฒนาสินค้าใหม่ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิต
การพัฒนาช่องทางขายและการจัดจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ Monde Nissin Corporation ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของประเทศฟิลิปปินส์,  Mega Lifesciences ผู้ผลิตยาและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพ เป็นต้น

แผนความร่วมมือในรูปแบบใหม่ของมาลีกรุ๊ปในครั้งนี้ จะช่วยให้บริษัทฯ สามารถเชื่อมต่อและเข้าถึง
กลุ่มผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองต่อ
สภาพตลาดและความต้องการของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

“เราคาดหวังว่ากลยุทธ์ 4R ที่กล่าวมาข้างต้น จะผลักดันให้มาลี กรุ๊ป ได้รับการยอมรับในฐานะ
‘ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพระดับโลก’ ภายในพ.ศ. 2564 และจะช่วยให้สินค้าแบรนด์ ‘มาลี’ เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ผู้บริโภคมองหาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งนับเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท” นางสาวรุ่งฉัตร กล่าวทิ้งท้าย

‘สยามพิวรรธน์’ ประกาศแต่งตั้ง ‘อุสรา ยงปิยกุล’ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด

บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เจ้าของและผู้บริหารโครงการ สยามพารากอน       สยามเซ็นเตอร์  สยามดิสคัฟเวอรี่  ฯลฯ  และเป็นพันธมิตรใหญ่เจ้าของไอคอนสยาม ประกาศแต่งตั้ง นาง อุสรา       ยงปิยกุล ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด ทำหน้าที่บริหารและกำกับดูแลงานด้านค้าปลีกของกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ภายใต้การนำของ นาง ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด อีกทั้งร่วมกำหนดแนวทางกลยุทธ์ของกลุ่มบริษัท ฯ ในอนาคต 

 

นาง ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันธุรกิจของกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เรามีความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอความแปลกใหม่ในการพัฒนาโครงการต่างๆ  และการค้าปลีกชนิดใหม่ๆ  คอนเซ็ปต์ไลฟ์สไตล์ล้ำยุค  ตอกย้ำสถานะ ‘ความเป็นผู้นำความคิดสร้างสรรค์ที่ล้ำสมัย’ ของวงการพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์  ในปีที่ผ่านมา สยามพิวรรธน์ได้ปรับโฉมสยามดิสคัฟเวอรี่ให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์สเปเชี่ยลตี้สโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สร้างเป็นปรากฏการณ์ด้วยการบันทึกประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของวงการค้าปลีก พร้อมกวาดรางวัลจากเวทีทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศมาครอบครองมากมาย อาทิ Thailand Property Awards, Southeast Asia Property Awards และ ล่าสุดกับรางวัล World Retail Awards ในสาขา Store Design of the Year นับเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญยิ่งของการก้าวเข้ามาทำธุรกิจค้าปลีกที่สร้างความแตกต่าง  บริษัทฯ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและแข็งแกร่ง  จึงได้เชิญ คุณอุสรา เข้ามาเสริมทัพ เนื่องจากเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการงานด้านค้าปลีกที่ยอดเยี่ยมและได้รับการยอมรับในวงการค้าปลีกของประเทศไทย  โดยเชื่อมั่นว่าคุณอุสรา จะเป็นกำลังสำคัญที่จะนำพาองค์กรไปสู่จุดที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในอนาคต เพื่อสร้างปรากฏการณ์แห่งยุคให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมอบประสบการณ์ที่แตกต่างแต่ตรงใจให้แก่ลูกค้าอย่างไม่สิ้นสุด” นาง ชฎาทิพ กล่าว

 

ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด นาง อุสรา ยงปิยกุล มีหน้าที่รับผิดชอบในการกำหนดนโยบาย กลยุทธ์ แผนงานและเป้ามหายของการดำเนินการและการบริหารธุรกิจค้าปลีกของบริษัทในเครือของสยามพิวรรธน์ รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด ให้สอดคล้องและเป็นไปตามเป้าหมายในแผนธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัท สยามพิวรรธน์ รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด และทุกบริษัทธุรกิจค้าปลีกในเครือ รวมทั้งติดตามและกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกในบริษัทร่วมทุนต่าง ๆ ที่อยู่ในกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์         

 

นาง อุสรา ยงปิยกุล  เป็นผู้ที่ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์อย่างกว้างขวางในการบริหารงานด้านค้าปลีกที่ยอดเยี่ยมในธุรกิจหลายรูปแบบให้แก่องค์กรค้าปลีกชั้นนำของไทย และหน่วยงานที่มีชื่อเสียง

“สยามพารากอน วอทช์ เอ็กซ์โป 2017” ขนทัพนาฬิกาหรูระดับโลกกว่า 180 แบรนด์ ชูประเทศไทยศูนย์กลางจัดงานแสดงนวัตกรรมแห่งเวลาระดับโลก

สยามพารากอน วอทช์ เอ็กซ์โป ตอบโจทย์การเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์เหนือระดับและจุดหมายปลายทางระดับโลก สยามพารากอนได้ร่วมกับแบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลกภายในศูนย์การค้าฯ และวอทช์ แกลอเรีย พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ จัดงาน “สยามพารากอน วอทช์ เอ็กซ์โป 2017” (Siam Paragon Watch Expo 2017) ที่สุดของมหกรรมแสดงนาฬิการะดับโลกครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทย และระดับเอเชีย นำเสนอประดิษฐกรรมเรือนเวลาชั้นเลิศ และคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลกกว่า 180 แบรนด์ เอาใจนักสะสมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติพร้อมมอบ 10 ข้อเสนอสุดพิเศษ อีกทั้งส่วนลดสูงสุด 50% โดยงานจะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม ศกนี้ ณ ฮอลล์ ออฟ เฟม, ฮอลล์ ออฟ มิเรอร์, คริสตัล คอร์ท, วอทช์ บูติก และ วอทช์ แกลอเรีย พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ชั้น M และแฟชั่น ฮอลล์, รอบวอยด์ทางเดิน, พื้นที่โซนสตาร์โดม ชั้น 1 สยามพารากอน

นางสาวชนิสา แก้วเรือน รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานกิจกรรมการตลาดและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน เปิดเผยว่า “สยามพารากอน ในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกของการช้อปปิ้ง และให้บริการที่คัดสรรมาอย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นสินค้าลักซ์ชัวรี่จากแบรนด์เนมชั้นนำทั้งนาฬิกา, เครื่องประดับอัญมณี, ยนตรกรรมสุดหรู, บ้าน – คอนโดมิเนียม ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยว ศูนย์กลางการเรียนรู้และความบันเทิงที่ครบทุกมิติมาโดยตลอด งาน สยามพารากอน วอทช์ เอ็กซ์โป 2017 ที่กำลังจะจัดขึ้นเป็นครั้ง 11 นี้ ทางบริษัท ได้ใช้งบประมาณกว่า 45 ล้านบาท เพื่อใช้ในการจัดงานให้เป็นงานแสดงนาฬิกาที่ยิ่งใหญ่แห่งปี บนพื้นที่กว่า 13,000 ตารางเมตร ทั้งในศูนย์การค้าฯ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ The Legendary Timepieces” เพื่อกระตุ้นนักช้อปไฮเอนด์ที่ชื่นชอบการสะสมนาฬิกา และสำหรับการลงทุน ตลอดจนเพื่อให้เป็นงานที่ นักช้อปสามารถมาเลือกซื้อนาฬิกาได้คุ้มค่าที่สุดแห่งปี

ซึ่งในปีนี้มีแบรนด์นาฬิกาชั้นนำกว่า 180 แบรนด์ จำนวนกว่า 30,000 เรือน มาจัดแสดงในธีมที่ โดดเด่นไม่ซ้ำใคร โดยในปีนี้ได้มองว่ากำลังซื้อนาฬิกาซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องแต่งกายที่ช่วยเสริมบุคลิก และภาพลักษณ์ ที่ เรียกว่า “Smart Watch” จะเป็นที่สนใจมากขึ้น โดยยอดขายจะเติบโตสอดคล้องมากขึ้นตามกำลังซื้อและการเพิ่มขึ้นของกลุ่มคนชั้นกลางขึ้นไป โดยในปีนี้พบว่าสัดส่วนนาฬิกา Smart Watch ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยคิดเป็น 15%และ นาฬิกาทั่วไป 85% สัดส่วนการซื้อ นาฬิกา Smart Watch จะมีเพิ่มขึ้นตามกำลังซื้อของคนไทย และภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ถึงระดับ 3-5% ในปีนี้ ทั้งนี้ระดับราคาที่ผู้บริโภคนิยมเลือกซื้อจะอยู่ระหว่าง 50,000 -300,000 บาท เป็นสัดส่วนถึง 55% ช่วงราคาต่ำกว่า 50,000บาท คิดเป็นสัดส่วน 25% และราคามากกว่า 300,000บาทขึ้นไป คิดเป็นสัดส่วน 20% ทั้งนี้คาดการณ์ว่าด้วยโปรโมชั่นที่พร้อมมอบส่วนลด และของสมนาคุณรวมกว่า 10 ล้านบาทในงานนี้จะทำให้เม็ดเงินสะพัดมากที่สุดตั้งแต่เคยจัดงานมาทุกครั้งถึงกว่า 360 ล้านบาทในปีนี้

นอกจากนี้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศไทยยังเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นยอดขายภายในงาน ทั้งนี้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อเติบโตโดดเด่น คือ นักท่องเที่ยวชาวจีน ชาวฮ่องกง และนักท่องเที่ยวแถบเอเชีย” นางสาวชนิสากล่าว

ด้าน นายจักรกฤษณ์ กีรติโชคชัยกุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสบริหารสินค้า วอทช์ แกลอเรีย (Watch Galleria) บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป กล่าวถึงการจัดงานนี้ ว่า “งานสยามพารากอน วอทช์ เอ็กซ์โป ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี นับว่าเป็นงานที่ช่วยผลักดันการเติบโตของตลาดนาฬิกาทั้งในประเทศ และภูมิภาคเอเชีย แบรนด์นาฬิการะดับโลกให้ความสำคัญ สนใจตลาดเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทย ได้รับความสนใจเป็นตลาดหลักในเอเชีย มีการผลิตนาฬิกาตอบรับคนเอเชียมากขึ้น ทำให้สินค้ามีหลากหลายคอลเลคชั่น ส่งผลให้ยอดขายนาฬิกาเติบโตได้ดี ทั้งในกลุ่มผู้ใช้ นักสะสม นักลงทุน

จากรายงานของบาเซิลเวิลด์ 2017 งานนาฬิการะดับโลกที่จัดไปเมื่อต้นปีนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า มูลค่าตลาดรวมนาฬิกาในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 45,900 ล้านบาท แบ่งเป็น ตลาดลักซ์ชัวรี่ (500,000 บาท ขึ้นไป) มูลค่าตลาด 9,180 ล้านบาท คิดเป็น 20%, ตลาดไฮเอ็นด์ (100,000 – 500,000 บาท) มูลค่าตลาด 19,379 ล้านบาท คิดเป็น 42.22% เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 2 %, Middle Market (20,000 – 100,000 บาท) มูลค่าตลาด 10,405 ล้านบาท คิดเป็น 22.67 % และ ตลาดแฟชั่น เทรนด์ (5,000 – 20,000 บาท) มูลค่าตลาด 6,935 ล้านบาท คิดเป็น 15.11 % พบว่ายอดขายนาฬิกาจากทั่วโลกได้มากระจุกตัวอยู่ที่ทวีปเอเชียถึง 49% รองลงมาคือ ทวีปยุโรป คิดเป็นสัดส่วน 36%  ทวีปอเมริกาเหนือ 15% และอื่น ๆ อีกเพียง 2% ทางด้านภาพรวมของ วอทช์ แกลอเรีย หรือแผนกนาฬิกา ภายในห้างสรรพสินค้ากลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป ในครึ่งปีแรกเติบโตประมาณ 4% และคาดว่าจะสามารถเติบโตได้10% ในช่วงครึ่งปีหลัง เนื่องจากผู้ประกอบการแบรนด์นาฬิกาชั้นนำทยอยออกคอลเลคชั่นใหม่ รวมถึงการร่วมมือกันของห้าง แบรนด์ และพันธมิตรทำโปรโมชั่น ข้อเสนอ สิทธิประโยชน์พิเศษ อย่างต่อเนื่อง”

โดยเทรนด์ในการเลือกซื้อนาฬิกาจะมุ่งเน้นที่โทนสี ฟ้า เขียว และเทา ที่กำลังมาแรง และเทรนด์ที่ได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลายคือ นาฬิกาเรือนสตีล ที่สะท้อนถึงความมั่นคง และมุ่งมั่นปราดเปรียวของผู้สวมใส่ โดยนาฬิกาที่กลุ่มนักสะสมและนักลงทุนพลาดไม่ได้ในปีนี้ คือ Hublot รุ่น Big Bang Unico Chronograph Perpetual Calendar Sapphire นวัตกรรมเรือนเวลาที่เหมาะกับยุค 4.0 ที่เผยให้เห็นความงดงามจากภายนอก สู่ภายใน ทั้งกลไกนาฬิกาที่มีความซับซ้อนแต่เรียบง่าย, Montblanc รุ่น 4810 TwinFly Chronograph Limited Edition ที่มีระบบกลไกที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง, และ Maitres Du Temps ประดิษฐกรรมเรือนที่ผลิตจาก White Gold 18 กะรัต สะท้อนความเรียบหรู และ Breitling รุ่น SUPEROCEAN HERITAGE II 46 ที่รองรับความเที่ยงตรงอย่างมีระดับ, สำหรับแบรนด์สวิสน้องใหม่ที่เข้ามาเปิดตัวในตลาดเมืองไทย ได้แก่ ETERNA KonTiki BRONZE MANUFACTURE LIMITED EDITION มีเพียง 300 เรือนเท่านั้น เพื่อฉลองวาระครบรอบ 70 ปี ของเรือ KonTiki และ Thor Heyerdahl, ROTARY LEGACY OCEANAUTOMATIC งดงามและเต็มเปี่ยมไปด้วยฟังก์ชั่นการใช้งาน ด้วยตัวเรือนขนาดใหญ่ 41.5 มม. ติดตั้งกลไกจักรกลอัตโมนัติ Sellita SW200

นอกจากนี้ยังมีนาฬิกาที่น่าจับตามองในปีนี้ ได้แก่ กลุ่ม Heritage ที่แต่ละแบรนด์ต่างยกขบวนทัพมาเพื่อเอาใจนักสะสมในราคาที่จับต้องได้ ภายใต้คอนเซ็ปต์ The Legendary Timepieces ได้แก่ แบรนด์ Breitling, Corum, Eterna,Longines, Seiko และ Smart Watch ที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ อาทิ Casio (GPW – 2000 GPS hybrid wave captor with Bluetooth), Fossil (Q Wander), TAG Heuer (Connected Modular 45), Tissot (Smart-Touch Watch Merges Connected)เป็นต้น

งาน “สยามพารากอน วอทช์ เอ็กซ์โป 2017” ครั้งนี้ได้รวบรวมสุดยอดนาฬิกาเรือนไฮไลท์แห่งปีจาก 180 แบรนด์ชั้นนำ ทั้งกลุ่ม Masterpiece, Luxury และ Trend ส่งตรงจากเวทีระดับโลกอย่าง Basel World และ SIHH ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประเทศผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดแห่งวงการอุตสาหกรรมนาฬิกา งานครั้งนี้ถือเป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญที่จะได้ชื่นชม แลกเปลี่ยนความรู้ ศึกษาเรื่องราวของศาสตร์และศิลป์ชั้นสูง สัมผัสกับความประณีตหรูหราสง่างาม ที่มาพร้อมนวัตกรรมเทคโนโลยีระบบกลไกของความเที่ยงตรงในการจับเวลา ตลอดจนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์การเดินทางอันยาวนานและทรงคุณค่าของแบรนด์นาฬิการะดับโลก โดยในปีนี้ได้รับเกียรติจากหลายๆ แบรนด์ดังในการเนรมิตรพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการที่น่าสนใจมากมาย อาทิ Breitling และ Maurice Lacroix , Grand Seiko, Oris, Gucci , Issey Miyake นอกจากนี้ยังถือเป็นโอกาสพิเศษที่จะได้จับจองคอลเลคชั่นล่าสุดที่ตนเองหมายปองไว้ด้วยข้อเสนอชั้นเลิศที่คุ้มค่าที่สุดเฉพาะภายในงานครั้งนี้เท่านั้น และเหนือสิ่งอื่นใดสยามพารากอนมีความภาคภูมิใจที่ได้บันทึกประวัติศาสตร์หน้าสำคัญในการกระตุ้น และยกระดับภาพรวมอุตสาหกรรมนาฬิกาในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียให้เติบโต และทัดเทียมสากล

ทั้งนี้แบรนด์นาฬิกาชั้นนำของโลกทั้งกลุ่ม Masterpiece, Luxury และ Trend กว่า 180 แบรนด์ที่มาร่วมสร้างสีสันอวดโฉมสุดยอดนาฬิกาไฮไลท์แห่งปี อาทิ ARNOLD&SON, BREITLING, CASIO , CORUM, CHARRIOL, FREDERIQUE CONSTANT, GUCCI, GRAHAM, GRAND SEIKO, HUBLOT, MAURICE LACROIX, MAITRES DU TEMPS, MONTBLANC, NOMOS GLASHUTTE, RADO, RESSENCE, SEIKO, TAG HEUER, LONGINES, ORIS, ISSEY MIYAKE, SEVENFRIDAY และอีกมากมาย นอกจากนี้ภายในงานมีการจัดจำหน่ายนาฬิกาเฉลิมพระเกียรติ รุ่นพิเศษ TITAN EDGE จากแบรนด์ TITAN หนึ่งในบริษัทในเครือ ทาทากรุ๊ป ผู้ผลิตนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 5 ของโลก เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี โดยวางจำหน่ายเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน และ ดิ เอ็มโพเรียม และเดอะมอลล์ ทุกสาขา

พิเศษสุดสำหรับปีนี้สยามพารากอนได้เตรียมมอบ 10 ข้อเสนอสุดพิเศษเหนือกว่าใครในรอบปี ด้วยโปรโมชั่นและของสมนาคุณรวมมูลค่า กว่า 10 ล้านบาท ทั้งส่วนลดเคาน์เตอร์ปกติ 10-30% Fashion & Trend ลดกระหน่ำทั้งเคาน์เตอร์ 50% และสำหรับสมาชิกบัตรเอ็ม การ์ด (M Card) รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 8% ทั้งยังสามารถลดเพิ่มอีก 12.5% เมื่อใช้คะแนนสะสม M Point เท่ากับยอดซื้อ มากไปกว่านั้นสมาชิกบัตรแพลตตินัม เอ็ม การ์ด (Platinum M Card) รับส่วนลดพิเศษเพิ่มอีก นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับสถาบันการเงินและพันธมิตรบัตรเครดิตชั้นนำมอบสิทธิประโยชน์ให้กับลูกค้าเพิ่มเติม ทั้งเครดิตเงินคืนสูงสุด 30% และon top อีก 17% พร้อมโปรแกรมแบ่งชำระ 0% สูงสุด 10 เดือน นอกจากนี้ยังมีของรางวัลสมนาคุณมากมาย ทั้งยังมอบเพิ่มส่วนลดสูงสุดอีก 1,000 บาท เพียงลูกค้าแสดง Watch Galleria Voucher ณ จุดขาย และพลาดไม่ได้สำหรับ
ผู้ที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดในงาน ลุ้นรับตั๋วเครื่องบิน จากไชน่า แอร์ไลน์ เลือกเดินทางท่องเที่ยวไปไกลถึงประเทศสหรัฐอเมริกา หรือแคนาดา มูลค่ากว่า 500,000 บาท ร่วมสัมผัสที่สุดของประสบการณ์ สะท้อนมิติแห่งเรือนเวลาระดับเวิลด์คลาสกว่า 180 แบรนด์ กับข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ในงาน สยามพารากอน วอทช์ เอ็กซ์โป 2017 งานนี้งานเดียวเท่านั้น

สยามพารากอน วอทช์ เอ็กซ์โป 2017” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม ศกนี้ บริเวณพื้นที่จัดแสดง ชั้น M และชั้น 1 สยามพารากอน ณ ฮอลล์ ออฟ เฟม, ฮอลล์ ออฟ มิเรอร์, คริสตัล คอร์ท วอชท์ บูติก และ วอทช์ แกลอเรีย พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ชั้น M และแฟชั่น ฮอลล์,รอบวอยด์ทางเดิน, พื้นที่ฝั่งสตาร์โดมชั้น 1 สยามพารากอน นอกจากนี้ เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ที่ วอทช์ แกลอเรีย เดอะมอลล์ ทุกสาขา, ดิ เอ็มโพเรียม และพารากอน ดีพาร์ทเม้นต์สโตร์ ยังมอบโปรโมชั่นลดสูงสุด 50 % จนถึงวันที่ 30 กันยายน นี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0-2610-8000

MBK Center Thai-Halal Street Food

ตื่นตาไปกับเทศกาลอาหารจากเมืองต่างๆ ทั่วโลกกันไปแล้ว ใครที่ชื่นชอบอาหารสตรีทฟู้ดตามย่านดัง ต้องไม่พลาดเทศกาลอาหารใจกลางกรุงกับ MBK Center Thai-Halal Street Food ตั้งแต่วันนี้ถึง 10 กรกฎาคม 2560 ณ ลานกิจกรรมเอ็ม บี เค อเวนิว ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ เทศกาลที่เหล่าฟู้ดดี้จะได้เต็มอิ่มไปกับอาหารเมนูเด่นจาก 7 ย่านดัง อาทิ ย่านเยาวราช นำโดยเฮียชัยเอ็นหมูตุ๋นต้มยำ เนื้อและเอ็นหมูตุ๋นอย่างดีละลายในปากรสแซ่บ กระเพาะปลาเยาวราชเจ้าอร่อยที่ใครๆ ก็ติดใจในรสชาติและเครื่องที่เต็มแน่น อย่าลืมปิดท้ายมื้อด้วยโบกเกี้ยเย็นฉ่ำจากร้านสวีทไทม์

ย่านมหาชัย แน่นอนต้องให้พื้นที่กับซีฟู้ดมหาชัยสดตรงจากทะเล กุ้งตัวโต เนื้อปูหวานฉ่ำและปลาเนื้อแน่น หรือเลือกซื้ออาหารทะเลแปรรูปกลับไปฝากเพื่อนพ้องน้องพี่ก็หาได้ที่นี่เลย ส่วนย่านราชวัตร หอยทอดแม่ประยูรต้องมา จะสั่งหอยทอดแป้งกรอบๆ หอยแมลงภู่ขนาดกำลังดี ผัดไทยเส้นจันทน์กุ้งสด หรือขนมผักกาด ก็ได้หมด เพราะยกกระทะมาผัดให้ทานกันร้อนๆ

เดินเลยอีกนิดมาจตุจักร แวะทานขนมไทยอันเลื่องลือจากร้านเก้าพี่น้องและชิมทับทิมกรอบจากเจ้าดังตลาดจตุจักร ที่ไม่ต้องรอให้ถึงวันเสาร์อาทิตย์ ส่วนใครที่ชอบข้าวเหนียวมะม่วงตลาดมหานาคจากย่านเสาชิงช้า-นางเลิ้ง ป้าอ้วนก็มา พร้อมจับมือร้านขนมปังปิ้งเจ้าดังนางเลิ้ง มาปิ้งขนมปังร้อนๆ ราดสังขยาหอมๆ อีกด้วย

ส่วนย่านบางรักและย่านสีลม แหล่งรวมอาหารอร่อย นำทีมโดยก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาเจ้เกียว ตามด้วยข้าวซอยสีลม สูตรแท้ดั้งเดิมของชาวเชียงราย ก็มาตั้งหม้อให้ทานกันอย่างเต็มอิ่ม หากยังไม่อิ่ม ในงานยังมีอาหารฮาลาลจากมูลนิธิอิสลามฯ และสถานทูตมาเลเซียมาให้เลือกทานกันต่อ ฟู้ดดี้สายสรรหาของอร่อยต้องห้ามพลาดงานนี้เด็ดขาด ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.mbk-center.co.th หรือเฟซบุ๊ก facebook.com/mbkcenterth

“บีทูเอส” ปรับโฉม สาขา เมกาบางนา สู่คอนเซ็ปต์ใหม่ EVERYDAY LIFESTYLE COMMUNITY SPACE

บีทูเอส เปิดโฉมใหม่ล่าสุด ณ ชั้น 2 สาขาเมกาบางนา ไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้สโตร์โฉมใหม่ล่าสุดในคอนเซปต์ “Everyday Lifestyle Space” คัดสรรครบครันทั้งหนังสือไทยและต่างประเทศ เครื่องเขียน อุปกรณ์ศิลปะ สื่อการเรียนรู้ สำหรับเด็กยุคใหม่ทุกช่วงวัย พร้อมเปลี่ยนบีทูเอสให้เป็นศูนย์รวมไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้ที่สร้างประสบการณ์ใหม่ๆให้ลูกค้าได้ทุกวัน ผ่านกิจกรรมและเวิร์กช้อปที่ช่วยสร้าง แรงบันดาลใจ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของทุกคนในครอบครัว พร้อมเปิดโซนใหม่ Zone Play & Learn โลกแห่งการเรียนรู้ของเด็กยุคใหม่ ที่ให้ทุกคนในครอบครัวได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

นายสมชัย ถาวรรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีทูเอส จำกัด กล่าวว่าบริษัทฯปรับปรุงร้าน “บีทูเอส” สาขา เมกา บางนา ภายใต้คอนเซ็ปต์“Everyday Lifestyle Space” ด้วยการออกแบบตกแต่งดีไซน์ร้านที่ดูทันสมัย มีสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งหนังสือไทยและต่างประเทศ สเตชันเนอรี ปากกาดีไซน์ อุปกรณ์ศิลปะ สินค้าเสริมพัฒนาการแม่และเด็ก เฟอร์นิเจอร์สำนักงานดีไซน์สุดชิค และแอ็กเซสซอรีล้ำทันสมัย สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม รวมทั้งสินค้าที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ตอกย้ำการเป็นไลฟ์สไตล์คอนเซ็ปต์สโตร์ที่ดีที่สุดและตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าทุกเพศทุกวัย

ปัจจุบันบีทูเอส มีสาขาทั้งสิ้น 100 สาขา โดยมีแผนการเปิดสาขาใหม่อีกในช่วงเดือนสิงหาคมศกนี้อีก ทั้งยังจะขยายช่องทางเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้ามากขึ้น กับ B2S Online Shopping ให้เหล่านักชอปสามารถเลือกสินค้าและชอปผ่านออนไลน์ได้ทุกหมวดในร้าน “บีทูเอส” พร้อมอำนวยความสะดวกสบายในการสั่งซื้อสินค้าและชำระเงิน ไม่ว่าจะเป็นการชำระผ่านบัตรเครดิต การโอนเงิน อีกทั้งยังมีบริการจัดส่งถึงบ้านฟรี เพียงมียอดสั่งซื้อตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป เพียงเข้าผ่าน www.central.co.th/b2s สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆได้ที่Facebook/B2Sthailand
       
นายสมชัย กล่าวอีกว่า  ร้าน “บีทูเอส” ยังมีการจัดร้านให้เป็นโซนต่างๆ เพื่อง่ายต่อการเลือกซื้อสินค้า โดยจัดดิสเพลย์นำเสนอสินค้าแบบเข้าถึงง่าย มีตัวอย่างสินค้าให้ทดลองใช้ ทั้งยังมีการคัดเลือกสินค้าที่มีความหลากหลาย ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่ “บีทูเอส” ใช้ในการเพิ่มเสน่ห์เพื่อดึงดูดลูกค้าอยู่เสมอ ภายในร้านเราแบ่งโซนต่างๆ อาทิ        

Books Zone : มุมโปรดของคนรักการอ่าน ครอบคลุมในทุกหมวดหนังสือทั้งไทยและต่างประเทศ

Inspire your style : สวรรค์ของคนรักเครื่องเขียนแบบมีสไตล์ไม่เหมือนใคร มุมสินค้าปากกาดีไซน์สุดชิค และ สมุดสุดเท่ห์ ที่รวมหลายแบรนด์รางวัล DEMARK ระดับโลก เช่น แบรนด์ NuuNa สินค้าอิมพอร์ทที่อินเทรนด์ที่สุดในตอนนี้ ฟีดเจอร์ล้ำเหนือใคร เป็นสมุด ที่ได้รับรางวัล เรทดอทดีไซน์อวอร์ทวินเนอร์ 2016 , สามารถกางได้ 360องศา และบางรุ่น บนปกสมุดจะเปลี่ยนสีได้เมื่อเจอแสงแดด หรืออุณหภูมิความร้อน จำหน่ายที่ B2S ที่เดียวในเมืองไทย

Zone Stationery / Work/Art & Craft: อุปกรณ์เครื่องเขียน อุปกรณ์ศิลปะ เครื่องใช้สำนักงาน พร้อมพื้นที่เวิร์คช้อป creative space เพิ่มไอเดียสร้างสรรค์เติมเต็มจินตนาการใหม่ๆไปกับสินค้าในร้านของบีทูเอส

Zone Design your space: เฟอร์นิเจอร์ดีไซน์สำหรับออฟฟิศของคนรุ่นใหม่  มุมสบายๆ มิสเตอร์โดนัท คาร์เฟ่: ผ่อนคลายในวันสบายๆ อิ่มอร่อยกับ มิสเตอร์ โดนัท และเครื่องดื่มให้บริการ โดยบรรยากาศอบอุ่น รู้สึกเหมือนอยู่บ้านกับครอบครัว

Zone Play & Learn: โลกแห่งการเรียนรู้พัฒนาทักษะของเด็กยุคใหม่ทุกช่วงวัย ครบครันทั้งหนังสือไทย และ ต่างประเทศ หนังสือพัฒนา เตรียมสอบ และ ของเล่นเสริมทักษะของเด็กตั้งแต่ 0-13 ปี พร้อมทั้งกิจกรรมหรือเวิร์คช้อปจากคุณครู/คุณหมอผู้เชี่ยวชาญ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางในการเลี้ยงดูลูกในประเด็นต่างๆ หัวข้อไฮไลท์ เช่น แนวคิดการเลี่ยงลูกเชิงบวก (Positive Parenting) การเลี้ยงลูกด้วยวิธีชี้แนะ (Parent as Coach) การเลือกหนังสือเพื่อพัฒนา STEM ทักษะรอบด้านของเด็ก ทั้งนี้ บีทูเอส ขอเป็นพื้นที่สนับสนุนกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์อันดีให้กับทุกคนในครอบรอบได้มาใช้เวลาร่วมกัน

นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชั่นพิเศษสุดเฉพาะสมาชิก The 1 Card ซื้อสินค้ากลุ่มดีไซน์ (โต๊ะ,เก้าอี้ La-Z-Boy,SERTA,FURRADEC) ลดสูงสุด 50% กลุ่มสินค้าอุปกรณ์ศิลปะ ลดสูงสุด 50% และกลุ่มปากกาดีไซน์ PARKER 1 ชิ้นลด 15%,2ชิ้น 20%,3ชิ้น ขึ้นไปลดพิเศษถึง 35% และสินค้าอื่นๆอีกมากมาย

บีทูเอส สาขาเมกา บางนา พร้อมให้บริการแล้ว ที่จะทำให้คุณเพลิดเพลินกับประสบการณ์สร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆได้ในทุกๆวัน เริ่มต้นที่นี่

5 เหตุผลที่ดึงดูดให้  ‘Kiko Mitzuhara’  มาที่  Central Embassy 

Kiko Mitzuhara นางแบบ นักแสดง และสไตล์ไอค่อนระดับโลก ได้เลือก Central Embassy เป็นจุดหมายในการเดินทางครั้งล่าสุดของเธอ อะไรคือสิ่งที่ดึงดูดให้แฟชั่นไอค่อนมากความสามารถ และมีความเป็นตัวเองอย่างเด่นชัดคนนี้ ได้เลือกเดินทางมาที่ใจกลางกรุงเทพมหานคร และมาใช้ช่วงเวลาดีๆ ที่ Central Embassy ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ระดับโลก  

 

The Most Iconic Retail Landmark  ความมีเอกลักษณ์ คัดสรรรสนิยมที่แตกต่าง สไตล์ที่ไม่เหมือนใคร

คือสิ่งที่โดดเด่นของ Central Embassy เช่นเดียวกับ Kiko เพราะเธอเป็นเทรนด์เซ็ตเตอร์ตั้งแต่อายุยังน้อย Kiko สนใจศิลปะสาขาต่างๆ  และมีเพื่อนศิลปินมากมาย เธอทำหน้าที่ในบทบาทดีไซเนอร์ได้อย่างน่าชื่นชม Kiko เรียนรู้วิธีการมิกซ์แอนด์แมทช์ในสไตล์ที่ผสมผสานจนเป็นเอกลักษณ์ ทั้งชิ้นวินเทจและดีไซเนอร์แบรนด์ระดับไฮเอนด์ก็สามารถมิกซ์แอนด์แมทช์ไว้ด้วยกันได้ เธอมี Passion และแสดงออกมาอย่างเป็นตัวของตัวเอง เช่นเดียวกันกับ Central Embassy จุดหมายใจกลางเมืองที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร  

Open House

Time well spent ไลฟ์สไตล์ชั้นเลิศ และบรรยากาศดีๆ ในการใช้เวลาร่วมกัน

Kiko ชอบใช้เวลาว่างไปกับการช้อปปิ้ง และเธอจะไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองเครียดสมกับเป็นสาวรอยยิ้มจริงใจมากเสน่ห์ ซึ่งที่ Central Embassy ก็มีแม็กเน็ตมากมายที่ช่วยให้เธอใช้เวลาอยู่ได้ทั้งวัน ทั้ง Open House ตามคอนเซ็ปต์ของเทรนด์การใช้ชีวิตแบบ Co-living space ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับให้ทุกเจเนอเรชั่นมาใช้เวลาร่วมกัน มีทั้งหนังสือ ศิลปะ อาหาร ร้านขายของดีไซน์ และสนามเด็กเล่น รวมถึง Co-Thinking Space ที่ตอบโจทย์นักสร้างสรรค์รุ่นใหม่  

Eathai

Eat like a thai สุดยอดความอร่อยของอาหารไทย 4 ภาค และสตรีทฟู้ดชื่อดัง  

หนึ่งในอาหารจานโปรดของผู้คนจากทั่วโลกคือ ‘อาหารไทย’ ที่โดดเด่นด้วยความจัดจ้านและมีวัตถุดิบหลากหลาย เช่นเดียวกับ Kiko เพราะเธอหลงใหลในต้มยำกุ้ง และมีเครื่องดื่มสุดโปรดเป็นน้ำมะพร้าว ซึ่งที่ Central Embassy ก็มีโซน Eat Thai ที่คัดสรรอาหารไทยจากทั้ง 4 ภาค ที่มีความครบเครื่องด้วยรสชาติดั้งเดิมสไตล์โลคอล รวมทั้งมีเมนูอาหารไทยที่ผู้คนทั่วโลกติดใจถูกนำมารวมไว้ครบในที่เดียว    

SIWILAI CITY CLUB

Siwilai City Club พื้นที่สังสรรค์ในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย

Kiko คือสไตล์ไอค่อนที่เติบโตมาในสังคมหลากวัฒนธรรม ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น อเมริกัน ชีวิตของเธอได้พบปะผู้คนหลากหลาย Kiko มีความเชื่อว่า แรงบันดาลใจได้มาจากการสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน และ Siwilai City Club ก็คือพื้นที่ โซเชียลคลับเพื่อสังสรรค์แห่งใหม่ที่รวบรวมวัฒนธรรมการกินดื่ม และกิจกรรมไลฟ์สไตล์เชิงสร้างสรรค์ที่หลากหลายไว้ด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมบรรยากาศที่ผ่อนคลายด้วยวิว Roof top กลางใจเมือง

 

Inspiration ศูนย์รวมแรงบันดาลใจ 

‘Girl Power’ คือสิ่งที่ Kiko ให้คำมั่นสัญญาว่าจะมีไว้ให้กับแฟนๆ ที่ชอบเธอ พลังที่มากมายของ Kiko ทำให้เราเห็นเธอทำหน้าที่ได้หลากหลายบทบาท ทั้งนักแสดง นางแบบ ดีไซเนอร์ Kiko เป็นแรงบันดาลใจ ให้กับคนที่ชื่นชมในตัวเธอได้เป็นอย่างดี เพราะ “ชีวิตหนึ่ง ทุกสิ่งเป็นไปได้ อย่างไร้ขีดจำกัด” One Life Infinite Possibilities เช่นเดียวกับ Central Embassy ที่เป็น The Most Iconic Retail Landmark ที่มีทั้งที่พักระดับเวิลด์คลาสอย่างโรงแรม Park Hyatt Bangkok โซนไลฟ์สไตล์ล้ำๆ ไปจนถึงการจัดแสดงงานศิลปะจากศิลปินระดับโลก ทั้งหมดทำให้ที่นี่กลายเป็นศูนย์รวมแรงบันดาลใจกลางกรุงเทพฯ ที่แม้แต่ไอค่อนระดับโลกที่เป็นแรงบันดาลใจของใครหลายๆ คนยังยกให้เป็นจุดหมายปลายทางของเธอ ซึ่งทั้งหมดนี้คือคำตอบของ #CentalEmbassy #ThisBringsMeHere.

BBDO Bangkok ประกาศแต่งตั้ง อนุวรรต นิติภานนท์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง Deputy Chief Creative Officer

BBDO Bangkok ประกาศแต่งตั้ง อนุวรรต นิติภานนท์ นักโฆษณายุคใหม่ ขึ้นดำรงตำแหน่ง Deputy Chief Creative Officer โดยอนุวรรตจะเป็นผู้บริหารงานด้านครีเอทีฟ วางกลยุทธ์ด้านการสร้างสรรค์ทั้งหมดให้ BBDO Bangkok และเข้าร่วมเป็นหนึ่งในทีมบริหาร

ก่อนหน้านี้อนุวรรตดำรงตำแหน่ง Executive Creative Director โดยจะเข้ามารับผิดชอบการดำเนินงานฝ่ายสร้างสรรค์ของ BBDO Bangkok อย่างเต็มรูปแบบเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและผลงานการโฆษณาในระดับ World Class

อนุวรรตเริ่มต้นก้าวเข้าสู่วงการโฆษณาครั้งแรกที่ BBDO Bangkok หลังจากนั้นได้มีโอกาสร่วมงานกับเอเจนซี่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น OgilvyOne, McCann และ MRM Worldwide ก่อนกลับมาที่ BBDO Bangkok อีกครั้งเมื่อปีพ.ศ.2555 ประสบการณ์ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมาในอุตสาหกรรมโฆษณา อนุวรรต เชื่อมั่นในความเป็นผู้นำด้านการสร้างสรรค์และการสร้างผลงานที่ผลักดันอุตสาหกรรมโฆษณาไทยก้าวไปข้างหน้า นับตั้งแต่เข้าร่วมงาน BBDO Bangkok เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ BBDO Bangkok ประสบความสำเร็จในการเป็นหนึ่งใน 5 บริษัท ที่ได้รับรางวัลมากที่สุดของเอเชียในปี 2016 และได้รับรางวัลสุดยอดเอเจนซี่อันดับหนึ่งในประเทศไทย จัดอันดับโดย Campaign Brief Asia ทั้งยังได้รับยกย่องเป็นเอเยนซี่อันดับ 1 ในประเทศไทยติดต่อกัน 3 ปีซ้อน โดย The Gunn Report ด้วยผลงานโฆษณายุคใหม่

นอกจากนี้ อนุวรรต ยังเป็นครีเอทีฟคนแรกของเมืองไทยที่ได้รับ 2 รางวัลชนะเลิศในหมวด Mobile และ Entertainment จากงานเทศกาลโฆษณานานาชาติ เมืองคานส์ รวมทั้งเป็นหนึ่งในคนไทยที่ได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการหมวด Cyber ในงาน Cannes Lions ประเทศฝรั่งเศส นอกจากนี้ผลงานของเขายังได้รับรางวัลในหลายเวทีประกวดระดับโลกมากมายทั้ง Cannes Lions, Clio, WARC, One Show, LIA, Spikes และ AdFest เป็นต้น

นอกเหนือไปกว่าประสบการณ์ดูแลแบรนด์ชั้นนำต่างๆกว่า 15 ปี อนุวรรตยังมีผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับวงการโฆษณาของประเทศไทย โดยเป็นผลงานการนำเสนอวิธีการโฆษณาในรูปแบบใหม่ๆ รวมไปถึงนวัตกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น AsorbPlate, Helpmet, Safe&Sound Music Player, #HairTagProject, Message From The Lungs, Drive Awake App เป็นต้น

ในฐานะคนโฆษณารุ่นใหม่อนุวรรต มองทิศทางวงการโฆษณาและสื่อในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีความพัฒนาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเข้าสู่ยุคที่ทุกอย่างเป็นไปได้ ข้อจำกัดที่เคยมีในอดีตสามารถทำได้ในทุกวันนี้ ทำให้ไอเดียและวิธีคิดโฆษณาเปลี่ยนก็จะเปลี่ยนไปให้เข้ากับยุคสมัย

อนุวรรต กล่าวว่า “เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับลูกค้าแบรนด์ชั้นนำในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากมายทั้งในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในยุคนี้มีความเป็นไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดสำหรับการสร้างแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จด้วยวิธีของโฆษณายุคใหม่”