Category Archives: Retail

นักโภชนาการเผย ‘ข้าวอินทรีย์’ คือซุเปอร์ฟู้ดที่ดีที่สุดของคุณแม่และคุณลูก

หากใครใช้ชีวิตตามวิถีเฮลท์ตี้อยู่ในช่วงนี้ มักจะได้ยินกันบ่อยๆ ว่าควินัว คือสุดยอดแห่งซูเปอร์ฟู้ด แต่แท้จริงแล้วข้าวสายพันธุ์นานาชนิดของไทยที่ปลูกแบบอินทรีย์ต่างหากคืออาหารซูเปอร์ฟู้ดที่แท้จริง โดยเฉพาะหากเป็นคุณแม่ในช่วงวัยต่างๆ หรือกำลังต้องเลี้ยงดูเบบี้ตัวน้อยที่กำลังเติบโต ข้าวคืออาหารที่ตอบโจทย์อย่างแท้จริง โดยในกิจกรรม ‘Rice Time Workshop…ข้าวจานนี้ฝีมือแม่’ ที่จัดขึ้นโดย บริษัท ปทุมไรซมิล  แอนด์  แกรนารี จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายข้าวสารบรรจุถุงตราข้าวมาบุญครองและประกอบธุรกิจเอ็ม บี เค ฟู้ด โซลูชั่น หนึ่งในธุรกิจของเอ็ม บี เค กรุ๊ป จึงถือโอกาสนี้เผยเรื่องราวความลับของข้าวอินทรีย์ ซูเปอร์ฟู้ดของไทย และการเลือกอาหารตามหลักโภชนาการสำหรับแม่และเด็กในแต่ละช่วงวัย พร้อมเพิ่มความอบอุ่นให้กับเทศกาลวันแม่ในปีนี้ด้วยความน่ารักของครอบครัวคุณแม่เซเลบริตี้ชื่อดัง คุณเจนนิส ยังพิชิต และลูกแฝดสุดน่ารัก น้องจาณีนและน้องเจส ที่มาร่วมกันปรุงอาหารฝีมือแม่จากข้าวอินทรีย์

คุณสมเกียรติ มรรคยาธร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  “ข้าวมาบุญครองใส่ใจคัดสรรข้าวคุณภาพดีมาสู่ทุกครอบครัวเสมอมา โดยสำหรับกระบวนการผลิตข้าวอินทรีย์ (Organic Rice) จะมีความพิถีพิถันในการคัดเลือกเมล็ดข้าวมากเป็นพิเศษ ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวคุณภาพดี แปลงเพาะปลูกและสภาพแวดล้อมต้องปราศจากสารเคมี ตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป เน้นการปลูกในแถบภูมิภาคอีสาน เพื่อให้มีรสชาติอมหวาน กลิ่นหอมและคุณภาพดีที่สุด จนทำให้ข้าวอินทรีย์ภายใต้แบรนด์ข้าวมาบุญครองได้รับการรับรองมาตรฐานสูงสุดคุณภาพข้าวอินทรีย์ จาก EU และ USDA ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากล ซึ่งผู้บริโภคมั่นใจในความปลอดภัยได้แน่นอน นอกจากนี้ความพิเศษของข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ภายใต้แบรนด์ข้าวมาบุญครอง คือความนุ่มอร่อย สามารถหุงได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องแช่น้ำ เหมาะที่สุดสำหรับเลือกให้คนที่เรารักบริโภค โดยเฉพาะในเวิร์คช็อปที่เราได้นำข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์มาปรุงเมนูโฮมเมดให้คุณลูกและคุณแม่ได้รับประทานด้วยกัน”

ข้าวมาบุญครองจึงได้รวบรวมเกร็ดความรู้เกี่ยวกับโภชนาการของข้าวโดย คุณแววตา เอกชาวนา นักโภชนาการผู้คร่ำหวอดในสายงานสุขภาพกว่า 34 ปี ที่มาร่วมกิจกรรมเวิร์คช็อปในครั้งนี้ มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้แม่ๆ มีสุขภาพแข็งแรง และลูกๆ มีพัฒนาการที่ดีและเหมาะสม

ข้าวอินทรีย์คืออาหารคลีน

การเลือกข้าวและผักต้องเลือกตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก ซึ่งแบ่งเป็น 3 แบบ คือ ‘ปลูกแบบอนามัยทั่วไป’ จะมีการใช้เคมีในทุกขั้นตอนการปลูก ทั้งปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืช ต่อมาคือ ‘ปลูกแบบปลอดสารพิษ’ ยังคงใช้สารเคมีอยู่แต่มีระยะเวลาการเก็บเกี่ยวที่ปลอดภัย ทั้งสองแบบแรกนี้แน่นอนว่ายังมีสารตกค้าง แต่ก็ปลอดภัยเพียงพอต่อการบริโภค แต่เพื่อให้คลีนแท้ไร้ห่วง ต้องเป็นการปลูกแบบอินทรีย์ ซึ่งมีกรรมวิธีที่พิถีพิถัน ต้องเตรียมดินให้ปลอดสารทุกชนิดเป็นเวลา 3 ปีขึ้นไป และทุกขั้นตอนใช้ปุ๋ยจากธรรมชาติเท่านั้น แถมต้องผ่านการรับรองจากสถาบันที่ทั่วโลกยอมรับ เพราะฉะนั้นเพื่อสุขภาพของครอบครัวควรให้ข้าวอินทรีย์เป็นตัวเลือกแรก

ข้าวสำหรับคุณแม่ช่วงอุ้มท้อง

ว่ากันว่าหากแม่เลือกทานสิ่งดีๆ เบบี้ตัวน้อยจะโตมาฉลาดเฉลียวและมีพัฒนาการที่ดี ดังนั้นจึงควรดูแลตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ช่วงนี้คุณแม่ขาดคาร์โบไฮเดรตไม่ได้ โดยให้เน้นข้าวอินทรีย์เป็นหลัก ส่วนแป้งจากแหล่งอื่นๆ ให้เป็นรอง นอกจากนี้ คุณแม่ช่วงนี้ต้องระวังโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ด้วย จึงจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตแปรรูปที่มีน้ำตาลปริมาณมาก

คุณแม่ให้นมต้องทานข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์

พืชที่มีสีดำเป็นพืชที่มีธาตุเหล็กสูง ซึ่งจำเป็นมากสำหรับคุณแม่ที่กำลังให้นม ดังนั้นคุณแม่ช่วงนี้ควรเลือกรับประทานข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์เป็นหลัก เพราะคุณแม่ต้องการพลังงานสูงและต้องการน้ำนมที่เพียงพอ ยิ่งหากคุณแม่ต้องการควบคุมน้ำหนักด้วยแล้วยิ่งดี เพราะคาร์โบไฮเดรตจากข้าวไรซ์เบอร์รี่จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลอย่างช้าๆ ทำให้คุณแม่มีพลังงานเพียงพอและไม่หิวระหว่างมื้ออีกด้วย

เหตุผลที่เด็กๆ ต้องรับประทานข้าว

อาการแพ้ในวัยทารกเกิดขึ้นได้มากมาย เช่น แพ้นมวัว แพ้แป้งสาลี แต่แพ้ข้าวนักโภชนาการบอกเลยว่าเป็นเปอร์เซ็นที่น้อยมากๆ เพราะฉะนั้นเพื่อ “ปิดประตูแพ้” เสียแต่เนิ่นๆ ทั้งคุณแม่และคุณลูกควรรับประทานข้าวเป็นหลัก โดยทารกวัยแบเบาะควรเริ่มเสริมคาร์โบไฮเดรตเมื่อมีอายุ 5 เดือนขึ้นไป เลือกข้าวอินทรีย์ไม่ว่าจะเป็นข้าวขัดสี ข้าวกล้องหรือไรซ์เบอร์รี่ต้มและบดให้นิ่ม เพื่อเป็นสารอาหารบำรุงร่างกายของลูกน้อย ซึ่งคุณเจนนิส ยังพิชิต เซเลบริตี้ชื่อดัง เป็นคุณแม่คนหนึ่งที่เลือกข้าวอินทรีย์ให้ 2 แฝดสุดน่ารักน้องจาณีนและน้องเจส โดยคุณเจนนิสกล่าวว่า “ปกติที่บ้านชอบทำอาหารรับประทานเอง เพราะเราสามารถที่จะเลือกใช้วัตถุดิบสดใหม่ เลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และยังมั่นใจในความสะอาดของขั้นตอนการทำ บางครั้งเด็กๆ ก็จะได้มีส่วนช่วยในการทำอาหารของตัวเอง ถือเป็นช่วงเวลาที่ทั้งครอบครัวได้ใช้ร่วมกัน และเป็นการเสริมพัฒนาการของเด็กด้วย สำหรับเด็กๆ วัยนี้แบบน้องจาณีนและน้องเจสเป็นวัยกำลังโตและทานเก่งมากๆ ซึ่งเรากินข้าวเป็นอาหารหลักในทุกๆ มื้อ จึงเลือกข้าวอินทรีย์ชนิดต่างๆ เพราะเชื่อมั่นในคุณค่าและความปลอดภัย”

นอกจากข้าวอินทรีย์จะเวิร์คสำหรับคุณแม่และคุณลูกแล้ว ยังเหมาะกับทุกเพศทุกวัย เพียงแค่ต้องเลือกรับประทานในปริมาณที่เพียงพอและเหมาะสม สำหรับผู้หญิงแล้วคือมื้อละ 2 ทัพพี ส่วนผู้ชายเพิ่มมานิดหน่อยเป็นมื้อละ 3 ทัพพี ส่วนใครกลัวทานข้าวแล้วอ้วน นักโภชนาการยืนยันว่าไม่ต้องกังวล เพียงแค่ลดข้าวมื้อเย็นลง 1 ทัพพี แต่ห้ามตัดข้าวออกจากมื้อใดเด็ดขาด เพราะกลูโคสจากข้าวคืออาหารสมองที่สำคัญ ถ้าไม่รับประทานข้าวความจำของเราจะค่อยๆ แย่ลง จึงแนะนำให้ใช้เทคนิคเดียวกับคุณแม่ให้นมคือเลือกข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้องอินทรีย์แทน เพราะแป้งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลช้ากว่าทำให้อิ่มท้องนานกว่า ข้าวของไทยที่หลายๆ คน เข้าใจว่าทำให้อ้วน จริงๆ แล้ว ดีจนต้องยกให้เป็นหนึ่งในซูเปอร์ฟู้ดเลยทีเดียว

ติดตามข้อมูลที่น่าสนใจ และโปรโมชั่นของข้าวมาบุญครอง ได้ที่ Facebook.com/Mahboonkrongrice ร้านอาหารญี่ปุ่นฮินะ ได้ที่ Facebook.com/HinaJapaneseRestaurant  และร้านสุกี้ยากี้นัมเบอร์วัน ได้ที่ Facebook.com/SukiNumber1

“โออิชิ อีทเทอเรียม” เดินหน้าขยายสาขาใหม่ บุกยึดพื้นที่กรุงเทพฯ โซนเหนือ รองรับความต้องการลูกค้าโซนรังสิต – ปทุมธานี

เปิดประสบการณ์อาหารญี่ปุ่น…ไม่รู้จบ! “โออิชิ” เจ้าตำรับอาหารญี่ปุ่น เดินหน้าลุยขยายสาขาใหม่อย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งแบรนด์น้องใหม่มาแรง “โออิชิ อีทเทอเรียม” (OISHI EATERIUM) นิยามใหม่ของร้านอาหารญี่ปุ่น…แห่งที่สามของประเทศไทย! บุกยึดพื้นที่กรุงเทพฯ โซนเหนือ ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต รองรับความต้องการลูกค้าโซนรังสิต – ปทุมธานี

หลังสร้างปรากฎการณ์ต่อแถวเข้าคิวยาวเป็นหางว่าว จนเกิดเป็นกระแสทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ สนั่นโลกโซเชียล กับแบรนด์น้องใหม่ กำลังมาแรงอย่าง “โออิชิ อีทเทอเรียม” นิยามใหม่ของร้านอาหารญี่ปุ่น ล่าสุด ! เดินหน้าลุยขยายสาขาและพื้นที่บริการต่อเนื่องไปยังพื้นที่กรุงเทพฯ โซนเหนือ ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับเส้นทางออกสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต เพื่อรองรับลูกค้าโซนรังสิต – ปทุมธานี และพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมชูแนวคิดหลัก 3 ด้าน “EAT EXPLORE –  PREMIUMนำเสนออาหารญี่ปุ่นรสชาติเยี่ยมจากวัตถุดิบที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี และส่วนผสมของความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ผสานวัฒนธรรมการกินของญี่ปุ่นอย่างลงตัว ดื่มด่ำกับมหัศจรรย์ของอาหารญี่ปุ่น ผ่านรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อย่างครบครัน กับประสบการณ์ครั้งแรกของการรับประทานอาหารญี่ปุ่น ที่ให้คุณสนุกเพลิดเพลินไปกับเส้นทางแห่งรสชาติหลากหลาย ผ่านการรังสรรค์อย่างพิถีพิถันจากเชฟผู้เชี่ยวชาญทางด้านอาหารญี่ปุ่น ด้วยมาตรฐานชั้นสูง ตามวิถีชาวอาทิตย์อุทัย เพื่อให้เป็นมื้อแสนพิเศษของคุณ

สำหรับบรรยากาศภายในของ “โออิชิ อีทเทอเรียม” นั้น ถูกตกแต่งและนำเสนอในรูปแบบที่แตกต่างตามสไตล์ “ยาไต” (Yatai) ให้ความรู้สึกเสมือนว่าเดินอยู่บนย่านอาหารการกินในญี่ปุ่น ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านอาหารอร่อยและบรรยากาศดีมากมายหลายสิบร้าน พร้อมเสิร์ฟประสบการณ์ที่น่าประทับใจผ่าน 8 โซนเด็ด ประกอบด้วย (1) Sushi & Sashimi โซน ซูชิและซาชิมิ (2) Temaki โซน เตมากิ (3) Kushikatsu & Yakitori โซน คุชิคัตสึและยากิโทริ (4) Soup, Salad & Chawanmushi โซน ซุป, สลัด, และไข่ตุ๋นญี่ปุ่น (5) Teppanyaki โซน สเต็กเคาน์เตอร์สไตล์ญี่ปุ่น (6) Main Dish โซน อาหารนานาชาติชั้นเลิศ (7) Kakigori โซน น้ำแข็งใสเกล็ดหิมะสไตล์ญี่ปุ่น และ (8) Cafe โซน กาแฟและเครื่องดื่ม รวมทั้งสิ้น 88 รายการที่คัดสรรแล้วว่า อร่อย…ยอดเยี่ยม!

ลูกค้าโซนรังสิต – ปทุมธานี และพื้นที่ใกล้เคียง สามารถสัมผัสรสชาติที่พาคุณเดินทางสู่ญี่ปุ่นด้วยตัวคุณเองได้แล้ววันนี้ ที่ “โออิชิ อีทเทอเรียม” นิยามใหม่ของร้านอาหารญี่ปุ่น สาขาใหม่ล่าสุด ! ชั้น B ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต เพิ่มเติมคลิกโออิชิกรุ๊ปดอทคอม (www.oishigroup.com)

ก.พลังงาน นำทัพสื่อมวลชนส่วนภูมิภาค 100 คน เยี่ยมชมอาคารอนุรักษ์พลังงานเฉลิมพระเกียรติ คลอง 5

นายพงศ์พัฒน์ มั่งคั่ง ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)  กระทรวงพลังงาน กล่าวในกิจกรรม  สื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชม และร่วมสัมมนา การอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน ณ อาคารอนุรักษ์พลังงานเฉลิมพระเกียรติ ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี  ว่า  การนำสื่อมวลชนเข้าร่วมเยี่ยมชมอาคารอนุรักษ์พลังงานเฉลิมพระเกียรติแห่งนี้ เพื่อเป็นการเผยแพร่ให้ทราบถึงนโยบายการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานภายในอาคาร จากกระทรวงพลังงาน และนำข้อมูลความรู้ การบริการต่าง ๆ ภายในศูนย์ฯไปสื่อสารขยายผลประชาสัมพันธ์ต่อประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งอาคารอนุรักษ์พลังงานเฉลิมพระเกียรติ ถือเป็นต้นแบบอาคารประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง และยังเป็นอาคารที่สาธิตเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงานที่ทันสมัย นอกจากจะมีความน่าสนใจในสถาปัตยกรรมภายนอกแล้ว ภายในอาคาร ฯ ยังเป็นที่สถานที่ฝึกอบรมให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาเทคโนโลยีต่างๆ ด้านการอนุรักษ์พลังงาน และนำองค์ความรู้จากอาคาร ฯ แห่งนี้ไปประยุกต์ปรับใช้กับการออกแบบก่อสร้างอาคารอื่นๆ ให้เกิดผลสำเร็จ ถือเป็นการสร้างองค์ความรู้ต่อยอดขยายผลไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ต่อไป ตามนโยบายของผู้บริหารกระทรวงพลังงาน

โดยการเยี่ยมชมในวันนี้ มีสื่อมวลชนจากส่วนภูมิภาค จากจังหวัดสมุทรปราการ นนทบุรี นครปฐม อยุธยาและสระบุรี  จำนวนประมาณ 100 คน เข้าร่วม เยี่ยมชมในพื้นที่สำคัญ ๆ ภายในอาคาร ได้แก่ ส่วนแสดงเทคโนโลยีบ้านที่อยู่อาศัย ซึ่งมีเทคโนโลยีทั้งด้านการอนุรักษ์พลังงานภายในบ้าน และการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ติดตั้งบนหลังคาบ้าน หรือโซลาร์รูฟท็อป  ระบบปรับอากาศและ Ice storage  หรือระบบคลังน้ำแข็ง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจัดเก็บความเย็นในช่วงที่อาคารใช้ความเย็นน้อยหรือในช่วงค่ำ และนำกลับมาใช้ในเวลากลางวัน ส่วนแสดงเทคโนโลยีภาคอุตสาหกรรม การเยี่ยมชมระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งอาคาร ฯ คลอง 5 แห่งนี้สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้สูงสุด 90 กิโลวัตต์ เป็นต้น

ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน พพ. กล่าวต่อว่า อาคารอนุรักษ์พลังงานเฉลิมพระเกียรติ คลอง 5 ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน (สพบ.) เป็นหน่วยงานสำคัญหนึ่งของ พพ.  โดยปัจจุบันเป็นที่น่ายินดีว่า อาคารอนุรักษ์พลังงานเฉลิมพระเกียรติแห่งนี้ ได้ผ่านมาตรฐานการจัดการพลังงาน ISO 50001 ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากล เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่โรงงานและอาคารควบคุมในการจัดการพลังงาน และนับเป็นอาคารภาครัฐแห่งที่ 3 ได้รับรองมาตรฐานนี้

 

สลิม คอนเซ็ป ไทยแลนด์ เดินหน้าสู่ปีที่ 9 เปิดตัวหุ้นส่วนธุรกิจใหม่ พร้อมเดินหน้าสู่ตลาด AEC หวังขยายสาขาเพิ่มอีก 30 สาขาภายใน 1 ปี

 

พุ่งทยานอย่างไม่หยุดยั้งกับสถาบันลดน้ำหนักและสัดส่วนชั้นนำของประเทศ  สลิม คอนเซ็ป ประเทศไทย (Slim Concept Thailand) เปิดขายแฟรนไชส์สถาบันลดน้ำหนักระดับ World Class ค่าลิขสิทธิ์แฟรนไชส์สาขาละ 5 ล้าน ด้วยงบลงทุนกว่า 300 ล้าน ในการสร้างโมเดล สถาบันมาตรฐาน ระดับโลก ดึงผลิตภัณฑ์ Top 5 จากอิตาลี คาดขายแฟรนไชส์ ได้ 30 แห่ง ภายใน 1 ปี

 

ปุณณภา เตชะโรจน์กุล ประธานกรรมการบริหาร สลิม คอนเซ็ป (ประเทศไทย) กล่าวว่า เราเชื่อมั่นจากที่ลงทุนสร้างโมเดลธุรกิจสถาบันลดน้ำหนัก และความงามระดับ Hi-end  กว่า 8 สาขา ด้วยงบลงทุนกว่า 300 ล้านบาท ปัจจุบันได้ผลตอบรับอย่างดีเยื่ยม เมื่อเทียบกับคู่แข่ง เราจึงขึ้นทยานขึ้นมาอยู่ระดับ Top 2 ภายใน 5 ปี และยังไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนานวัตกรรม และสรรหาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำหนักและสัดส่วน และเพิ่มเรื่องความงาม

ดูแลผิวหน้าเพิ่มเติม เนื่องจากลูกค้ามีความต้องการแลลครบวงจรมากขึ้น ปัจจุบันมูลค่า การตลาดดูแลรูปร่างและสัดส่วน รวมทั้งฟิตเนส อาหารเสริม มีมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะผันผวนแค่ไหน แต่ตลาดด้านความงาม และรูปร่างยังคงเติบโต และกลุ่มคนที่ดูลสุขภาพมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จึงเล็งเห็นช่องทางการเติบโตทางด้านนี้ได้อีกมาก นอกเหนือจากสถาบันลดสัดส่วนแล้ว บริษัทฯ ยังขยายด้านผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้า นำกลับ ไปใช้ที่บ้านได้ และล่าสุดเราได้ร่วมกับแบรนด์ชั้นนำด้านความงามจากยุโรป นำเข้าสินค้า และบริการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างครบวงจร

ส่วนนกลยุทธ์ทางการตลาด เรามุ่งเน้นการออกกิจกรรมส่งเสริมการขายใน ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ที่มีสาขาของเราอยู่ทั้ง 8 สาขา เพื่อเชิญชวนให้ลูกค้าได้ทดลองทรีทเม้นท์ ท้าลองเห็นผลจริงตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ ลูกค้าจึงเกิดความมั่นใจ และให้เราจัดโปรแกรมดูแล รูปร่างเฉพาะบุคคล เกิดความพึงพอใจถึงผลลัพธ์ ก็จะเกิดการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง เราจึงทำ CRM กับลูกค้าปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง อาทิ การจัดกิจกรรม Meet & Greet โดยเชิญ Super Star ชั้นนำของไทยมาสร้างความบันเทิงใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ระดับตำนาน

“ใหม่ เจริญปุระ” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งจากที่เคยมีน้ำหนักตัวมากถึง 68 กก. ลดลงมาเหลือ 55-56 กก. จนสามารถกลับมาใส่ชุดว่ายน้ำโชว์หุ่นสวย ถ่ายรูปลงอินสตาแกรม ให้แฟนคลับได้ตะลึงในรูปร่าง ตอกย้ำความเชื่อมั่นในทรีทเม้นท์ของเราว่าได้ผลจริง

นอกจากนี้ เรายังมุ่งเน้นการทำการตลาดผ่านสื่อ Online เพื่อสร้างกระแสข่าวอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงมั่นใจว่าบริษัทฯมีความพร้อมที่จะขยายแฟรนไชส์ให้กับบุคคลทั่วไป ที่ไม่จำเป็นต้อง เคยทำกิจการด้านนี้มาก่อน สามารถเป็นเจ้าของสถาบันความงามระดับ World Class ได้ด้วยงบ ลงทุนค่าแฟรนไชส์สาขาละ 5 ล้านบาท ขนาดพื้นที่กว่า 250 ตร.ม. ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั้งใน กทม. และต่าง จังหวัด โดยผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ฝ่ายบริหารธุรกิจแฟรนไชส์ สลิม คอนเซ็ป โทร.097-101-1115, 096-011-9620

และอีกหนึ่งความโดดเด่นภายใต้การบริหารของสลิม คอนเซ็ป งานนี้ ได้ฤกษ์ เปิดตัวสองหุ้นส่วนธุรกิจคนใหม่ล่าสุด จากซุปเปอร์สตาร์ดารานักแสดงชั้นนำของไทย บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ และทศพร สิทธิ์พระชัย นักธุรกิจ ดาราและเซเลบริตี้ชื่อดังของสปป.ลาว   ซึ่งร่วมลงทุนธุรกิจกับสลิม คอนเซ็ป (ประเทศไทย) ในปีนี้ ด้วยการร่วมลงทุนเปิดสาขาใหม่ ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา พระราม 2  โดยบอย-ปกรณ์ กล่าวถึงการร่วมลงทุนในครั้งนี้ว่า ผมได้ศึกษาตลาดและการลงทุนธุรกิจ มาพอสมควร และได้เล็งเห็นว่าธุรกิจด้านสุขภาพ และความงามในประเทศไทยยังมีอัตราการ เติบโตอย่างต่อเนื่อง และใกล้ตัวกับงาน ด้านการ แสดงที่ต้องการการดูแลสุขภาพและผิวพรรณ มากเป็นพิเศษ และเมื่อได้ศึกษาธุรกิจ ของสลิม คอนเซ็ป (ประเทศไทย) แล้ว ผมมองเห็นอนาคต ที่เติบโต เนื่องจากสลิม คอนเซ็ปมีการขยาย แฟรนไชส์ของธุรกิจที่เพิ่มขึ้นและมีแผนขยายเป็น 30 สาขาทั่วประเทศภายใน 1 ปี เรียกได้ว่า ตลาดให้การตอบรับดีมากๆ ดังนั้นในแง่ของความคุ้มค่า ในการลงทุน ผมจึงเลือกที่จะร่วมลงทุน และช่วยวางแผนในด้านการส่งเสริมการตลาด โปรโมชั่น แนะนำคอร์สต่างๆ อบรมการให้บริการ กับบุคลากร รวมถึงได้รับเชิญเป็นพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ ล่าสุดของสลิม คอนเซ็ปอีกด้วย

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนนำเข้าเครื่องนวดสูญญกาศ นวัตกรรมและเทคโนโลยี ด้านความงาม ลิขสิทธิ์เพียงหนึ่งเดียวจากประเทศฝรั่งเศส ที่จะช่วยเรื่องการนวดและ ผ่อนคลายผิวพรรณ แบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน พร้อมช่วยเรื่องการลดริ้วรอย กระชับผิวให้ดู อ่อนกว่าวัยและช่วยดีท็อกซ์สารพิษในร่างกาย ให้สวยและจากภายในสู่ภายนอกตั้งแต่หัวจรดเท้า มาให้บริการแก่ลูกค้าเพิ่มอีกด้วย พร้อมกับเดินหน้าลุยตลาด AEC ได้แก่ พม่า,ลาวและเวียดนาม ด้วยการขยายแฟรนไชส์ให้นักธุรกิจที่มีความสนใจลงทุนเปิดสาขาให้ได้อย่างน้อย 5 สาขาในต่างประเทศภายในสิ้นปีนี้

Chevron Enjoy Science เปิดตัวโครงการ Enjoy Science: Young Makers Contest ปี 2

โครงการ Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต นำโดย บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ผนึกกำลัง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมด้วยสถาบันคีนันแห่งเอเซีย จัดโครงการ “Enjoy Science: Young Makers Contest 2” เชิญชวน ‘เมกเกอร์’ หรือนักสร้างสรรค์นวัตกรรมรุ่นใหม่ ในระดับนักเรียน-นักศึกษาสายสามัญและอาชีวศึกษา ร่วมประกวดสิ่งประดิษฐ์เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในชุมชน ชิงรางวัลใหญ่ทริปร่วมงาน Maker Faire Bay Area มหกรรมแสดงสิ่งประดิษฐ์ของเหล่าเมกเกอร์ ณ เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา และรางวัลอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท

นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “หนึ่งในวัตถุประสงค์หลักของโครงการ Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต คือการสร้างความสนใจและแรงบันดาลใจให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรือ สะเต็ม เพื่อผลิตบุคลากรในสาขานี้ให้เพิ่มขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยสิ่งที่โครงการฯ ดำเนินการมาตลอดสองปีที่ผ่านมาคือการสนับสนุนวัฒนธรรมเมกเกอร์ (maker culture) หรือวัฒนธรรมทำเอง ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในสังคมไทย ผ่านกิจกรรมต่างๆ โดยร่วมกับองค์กรพันธมิตรทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงโครงการ Enjoy Science: Young Makers Contest ซึ่งมีสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้ดำเนินการหลัก เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้คิดค้นและลงมือสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์เพื่อพัฒนาสังคมและชุมชนให้ดีขึ้น โดยจัดขึ้นเป็นปีที่สองติดต่อกัน”

นายอาทิตย์ กล่าวต่อไปว่า “สำหรับหัวข้อการประกวดในปีนี้คือ ‘สิ่งประดิษฐ์เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในชุมชน’ เพราะเป็นประเด็นที่มีความสำคัญและมีผลต่อคุณภาพชีวิตตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทั้งยังมีความหมายกว้างขวางและครอบคลุมหลายมิติ อาทิ การป้องกันอุบัติภัยบนท้องถนน อัคคีภัย อาชญากรรม หรือแม้แต่ภัยจากยาเสพติด เราจึงอยากเปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกายการสร้างค่านิยมด้านความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในชุมชน ผ่านการคิดค้นและสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับวัฒนธรรมเมกเกอร์ที่ให้ความสำคัญกับการแบ่งปันและส่งต่อความรู้อีกด้วย”

คุณกุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า “โครงการ Enjoy Science: Young Makers Contest ปีที่หนึ่ง ในหัวข้อสิ่งประดิษฐ์เพื่อผู้สูงอายุและผู้พิการ ได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากนักเรียน-นักศึกษาทั้งในสายสามัญและสายอาชีพ ส่งไอเดียใหม่ๆ เข้าประกวดถึง 257 ผลงาน และมีหลายชิ้นงานที่มีแนวคิดโดดเด่น สร้างสรรค์ และสามารถนำไปใช้หรือพัฒนาต่อยอดได้อีกมาก สะท้อนให้เห็นว่าเยาวชนไทยมีศักยภาพในการคิดค้นและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับประเทศ ซึ่งเมกเกอร์รุ่นใหม่เหล่านี้จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยไปสู่การเป็นสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืน สำหรับในปีนี้ เชื่อว่าโครงการ Enjoy Science: Young Makers Contest ปี 2 จะมีส่วนช่วยในการส่งเสริมวัฒนธรรมเมกเกอร์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ควบคู่ไปกับสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้หันมาสนใจศึกษาและคิดค้นนวัตกรรมเพื่อพัฒนาชุมชนของตนต่อไป”

คุณกรรณิการ์ วงศ์ทองศิริ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวว่า “จากภารกิจหลักของ อพวช. ในการกระตุ้นและส่งเสริมสังคมไทยให้สนใจและเห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์ที่มีต่อการพัฒนาประเทศ ตลอดจนปลูกฝังให้เยาวชนมีทัศนคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อพวช. จึงมีความยินดีที่ได้มีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในโครงการ Enjoy Science: Young Makers Contest เพื่อส่งเสริมความแข็งแกร่งของวัฒนธรรมเมกเกอร์ในประเทศไทย อันจะเป็นอีกทางหนึ่งเพื่อพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศในเวทีโลก สำหรับการประกวดในปีที่ 2 นี้ อพวช. จะยังคงทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของโครงการฯ ทั้งในส่วนของการจัดการพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรม รวมไปถึงการจัดพื้นที่สำหรับจัดแสดงผลงานของเหล่าเมกเกอร์ การติดต่อประสานงานกับโรงเรียนต่างๆ ในประเทศ และการสนับสนุนทางด้านบุคลากร เพื่อขับเคลื่อนให้โครงการฯ บรรลุเป้าหมายในการสร้างแรงบันดาลใจและความสนใจให้กับเยาวชนในการศึกษาสาขาสะเต็มตลอดจนเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อยกระดับความปลอดภัยในชุมชน”

ดร. มงคลชัย สมอุดร ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาเกษตรกรรมและประมง กล่าวว่า “เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การมีเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาล หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการพัฒนากำลังคนของประเทศ โดยเฉพาะกำลังคนด้านอาชีวะให้มีความรู้และทักษะที่สอดคล้องกับการทำงานในศตวรรษที่ 21 ตอบรับกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่จะปรับเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต จึงเป็นอีกส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันการยกระดับคนอาชีวะให้มีความสามารถและทักษะที่สอดคล้องกับการทำงานในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการ ‘Enjoy Science: Young Makers Contest’ ถือเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้นักเรียน-นักศึกษาอาชีวะได้พัฒนากระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์และลงมือทำ รวมถึงได้มีโอกาสในการใช้พลังและความสามารถของตนเองในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับชุมชนและสังคม”

โครงการ ‘Enjoy Science: Young Makers Contest ปี 2’ แบ่งการประกวดเป็น 2 ประเภท คือ นักเรียน-นักศึกษาสายอาชีพ (ระดับไม่เกินปวส.) และนักเรียน-นักศึกษาสายสามัญ (ระดับไม่เกินปริญญาตรี) โดยเปิดรับสมัครไอเดียสิ่งประดิษฐ์เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยในชุมชน ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 31 สิงหาคม 2560 ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดใบสมัคร พร้อมดูรายละเอียดและกติกาการเข้าแข่งขัน เพิ่มเติมได้ที่ www.bangkokmakerfaire.com/ymc2 หรือเพจเฟซบุ๊ก Enjoy Science: Young Makers Contest

กระทรวงพลังงาน มอบรางวัลแชมป์ภาคใต้ “สุดยอดคนพลังงาน”

มหกรรมตลาดนัดพลังงานชุมชน เดินหน้าจัดกิจกรรมมาถึงครั้งที่ 3 โดยจัดขึ้นที่ภาคใต้ กระทรวงพลังงาน เดินสายมอบรางวัล “สุดยอดคนพลังงาน” ต่อเนื่อง โดยมอบรางวัลระดับจังหวัด 14 จังหวัด คัดเข้ารอบระดับภาค 5 จังหวัด 12 รางวัล ใน 4 สาขา เผยชาวใต้ตื่นตัวเรื่องพลังงาน รอลุ้นเป็นกำลังใจผู้ชนะคว้ารางวัลระดับประเทศ

นายกณพงศ์ เทพากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในโอกาสครบรอบการดำเนินโครงการพลังงานชุมชน 10 ปี กระทรวงพลังงานได้จัดกิจกรรมพิเศษมอบรางวัล “สุดยอดคนพลังงาน” และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ที่จัดขึ้นในภาคใต้ มอบรางวัลระดับจังหวัด และระดับภาค เพื่อเตรียมคัดเลือกสุดยอดคนพลังงานในดับประเทศต่อไป

“การดำเนินโครงการพลังงานชุมชนตลอด 10 ปี ได้สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนจำนวน 1,676 แห่ง สร้างโอกาสพัฒนาต่อยอดสู่วิสาหกิจชุมชนลดใช้พลังงานกว่า 188 กลุ่ม สำหรับภาคใต้มีความตื่นตัวเรื่องพลังงานมาก เพราะพื้นที่เกาะส่วนใหญ่ของภาคใต้จะใช้พลังงานทดแทนประเภทแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นเรื่องความเหมาะสมของพลังงานในแต่ละพื้นที่ สำหรับการมอบรางวัลที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 ที่ภาคใต้นี้ มีผู้ชนะระดับจังหวัดทั้งหมด 14 จังหวัด จากนั้นได้มาคัดเลือกเฟ้นหาสุดยอดคนพลังงานที่เป็นระดับภาค โดยภาคใต้คว้ารางวัลระดับภาคไปทั้งหมด 12 รางวัล จากผู้ชนะ 5 จังหวัดที่เข้ารอบ  และงานนี้ได้รับความสนใจของคนในจังหวัดและประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี และต้องติดตามต่อไปว่ารางวัลสุดยอดคนพลังงานระดับประเทศจะอยู่ที่ภาคใต้กี่รางวัล”

โดยเกณฑ์การคัดเลือกและมอบรางวัล “สุดยอดคนพลังงาน” ผ่านแนวคิด “พลังงานสร้างคน คนสร้างพลังงานยั่งยืน” ประจำปี พ.ศ. 2560 แบ่งเป็น ระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ   โดยเริ่มมอบรางวัลครั้งที่ 1 ที่ภาคกลาง (จากทั้งหมด 4 ภาคทั่วประเทศ) เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 ครั้งที่ 2 ภาคเหนือ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2560  สำหรับครั้งนี้เป็นการมอบรางวัลสุดยอดคนพลังงาน ครั้งที่ 3 ในภาคใต้ จัดขึ้น ณ โรงเรียนสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเริ่มจากมอบรางวัลผู้ชนะระดับจังหวัด และคัดสุดยอดของแต่ละจังหวัด เป็นผู้ชนะรางวัลระดับภาค โดยภาคใต้นั้นมีจังหวัดผู้ชนะที่เข้าร่วม 14 จังหวัด ใน 4 สาขา และคัดสุดยอดในแต่ละสาขา มาคัดเลือกเป็นผู้ชนะระดับภาคเพื่อเข้าสู่การแข่งขันในระดับประเทศต่อไป

สำหรับ 4 สาขาที่มีการมอบรางวัล ประกอบด้วย 1.สาขาอาสาสมัครพลังงานชุมชนยอดเยี่ยม  2.สาขาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการพลังงานครบวงจรยอดเยี่ยม 3.สาขาวิสาหกิจลดใช้พลังงานยอดเยี่ยม 4.สาขาโครงการพลังงานชุมชนแบบมีส่วนร่วมยอดเยี่ยม ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลระดับภาค และสำนักงานพลังงานจังหวัดจะได้รับเชิญเข้าร่วมในพิธีมอบรางวัล “สุดยอดคนพลังงาน” ระดับประเทศต่อไป โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-17 กันยายน 2560 ณ ห้องไดมอน ศูนย์การค้าเซียร์รังสิต อีกทั้ง ภายในงานยังจัดให้มีกิจกรรม Open House “กิจกรรมเปิดบ้าน…พลังงานชุมชน” อีกด้วย

ด้านนายอุทัย ภูริพงศธร พลังงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า การใช้ไฟฟ้าภาคใต้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.2 % ต่อปี (13,233 – 21,871 เมกะวัตต์) และภาคใต้ยังคงมีความเสี่ยงเรื่องระบบความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง อีกทางหนึ่งจังหวัดก็ทำเรื่องการพัฒนาพลังงานในภาคใต้ควบคู่ไป โดยการให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทน และยังคงส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนได้มีองค์ความรู้เทคโนโลยีพลังงานเพื่อนำไปใช้ในครัวเรือน ลดค่าใช้จ่ายเพิ่มรายได้และเสริมความมั่นคงด้านไฟฟ้าในภาคใต้ได้ต่อไป

“โครงการวางแผนพลังงานชุมชน ได้สร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ด้านพลังงาน ชาวบ้านได้รู้จักเทคโนโลยีที่จะนำไปใช้ผลิตพลังงานใช้เองได้ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในกระบวนการผลิต สามารถประหยัดพลังงานมากขึ้นจากการใช้พลังงานทดแทนซึ่งหาได้จากวัตถุดิบในพื้นที่ สำหรับภาคใต้พื้นที่บนเกาะส่วนใหญ่จะใช้พลังงานทดแทนประเภทแสงอาทิตย์ ด้วยสภาพพื้นที่เหมาะสมและปัจจุบันได้ขยายต่อความรู้ไปยังชุมชนหมู่บ้านต่าง ๆ ในเรื่องพลังงานทดแทนชนิดอื่น ๆ ด้วย ก็หวังว่าในอนาคตเมื่อโครงการพลังงานชุมชนแข็งแกร่งขึ้นจะสามารถเสริมความมั่นคงพลังงานไฟฟ้าให้กับภาคใต้ได้ต่อไป”

ปัจจุบัน โครงการวางแผนพลังงานชุมชน : Local Energy Planning  (LEP)  2549  – 2560 ได้สร้างอาสาสมัครพลังงานชุมชน (อสพน.) จำนวนกว่า 6,042 คน  โดย อสพน. คือประชาชนที่มีจิตอาสาทำงานร่วมกับกระทรวงพลังงาน ในการขับเคลื่อน และพัฒนาพลังงานไทย ด้วยแนวคิด รู้-รักษ์-ตระหนัก-สร้าง กระจายในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ โดยพัฒนาตนเองต่อยอดไปสู่นักวิจัยพลังงาน 380 คน ช่างเทคโนโลยีพลังงานชุมชน 172 คน นักสื่อสารพลังงาน 2,879 คน วิทยากร 514 คน และได้สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน จำนวน  1,676 ชุมชน ก่อเกิดแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงาน 210 แห่ง เกิดอาชีพด้านพลังงานที่ผลิตและจัดจำหน่ายเทคโนโลยีพลังงานระดับชุมชนจำนวน 172 แห่ง สร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงาน 56 สร้างโอกาสพัฒนาต่อยอดสู่วิสาหกิจชุมชนลดใช้พลังงานกว่า 188 กลุ่ม สามารถลดค่าใช้จ่ายพลังงานได้ 5 ล้านบาทต่อปี และลดจากการประหยัดพลังงานของบ้านตัวอย่างได้ 28 ล้านบาทต่อปี เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนของครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการได้กว่า 8 แสนบาทต่อปี

‘โรบินสัน’ เดินหน้ากระตุ้นกำลังซื้อนักช้อปไตรมาสสาม เปิดแคมเปญต้อนรับเทศกาลวันแม่ ‘ROBINSON Loving Mom’

นายอนวัช สังขะทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายการตลาด บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โรบินสัน ทุ่มงบการตลาดกว่า 15 ล้านบาท เดินหน้ากระตุ้นกำลังซื้อนักช้อปในไตรมาสที่สามอย่างต่อเนื่อง ประเดิมด้วยกลยุทธ์ซีซันแนล มาร์เก็ตติ้ง เปิดแคมเปญใหญ่ต้อนรับเทศกาลวันแม่ ในชื่อ  ROBINSON Loving Mom (โรบินส์ ออน เลิฟวิ่ง มัม) ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ ‘ตอบโจทย์ของขวัญวันแม่ทุกสไตล์’ กับ ส่วนลด  สูงสุด 30% สำหรับสินค้าแผนกเครื่องสำอาง/น้ำหอม, นาฬิกา/เครื่องประดับ และแฟชั่นสตรี พร้อมรับสิทธิ์ ช้อปครบรับฟรี!  ทั้งคะแนนเดอะวันการ์ด และบัตรของขวัญโรบินสันสูงสุด 12% และ แลกซื้อ ผ้าพันคอดีไซน์เก๋ ของกำนัลแด่คุณแม่ ในราคาพิเศษ 199 บาท จากราคาปกติ 790 บาท  พร้อมผนึกกำลังกับพันธมิตรแบรนด์เครื่องประดับชั้นนำ ‘ยูบิลลี่ ไดมอนด์’ ลุ้นรับ! เครื่องประดับเพชรสุดหรู รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท และ ‘บัตรเครดิตอิออน’ รับเครดิตเงินคืน สูงสุด 3,500 บาท พิเศษ! กับช่องทางการช้อปปิ้งที่สะดวกและรวดเร็วที่ ‘โรบินสันช้อปปิ้งออนไลน์’ www.robinson.co.th ที่คัดสรรสินค้า 21 รายการ ทั้งเครื่องสำอางค์เซ็ตพิเศษในรายการ ’21 เดย์ กิฟท์ ฟอร์ มัม’  (21 Days Gifts for Mom) และสินค้าเครื่องครัวไฟฟ้าในราคาสุดพิเศษ เพื่อเป็นของขวัญแด่คุณแม่ พร้อมบริการส่งฟรี! ถึงบ้านทั่วประเทศ เมื่อช้อปครบ 699 บาท (ในกรุงเทพฯ) และ 1,000 บาท (ในต่างจังหวัด) และสำหรับลูกค้าที่ใช้บริการ ‘Click&Collect’ ช้อปครบ 2,000 บาท รับบัตรของขวัญโรบินสัน 100 บาท พร้อมรับสินค้าที่โรบินสันทุกสาขาใกล้บ้าน ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม – 14 สิงหาคม 2560 ที่โรบินสัน ดีพาร์ทเม้นท์ สโตร์ และศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ทุกสาขา

 

พร้อมสานต่อปณิธาน ‘โรบินสันทำดี’ ด้วยการผนึกกำลังกับพันธมิตรแบรนด์ชุดชั้นในสตรี ‘วาโก้’  เพื่อร่วมสนับสนุนการตระหนักรู้ถึงโรคมะเร็งเต้านมในสตรี ในกิจกรรม ‘วาโก้โบว์ชมพู สู้มะเร็งเต้านม’ ด้วยการมอบสิทธิพิเศษ เพียงช้อปผลิตภัณฑ์ ‘วาโก้’ รับฟรี! บัตรตรวจเอ็กซ์เรย์เต้านม ที่โรงพยาบาลชั้นนำ 28 แห่ง และสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่ได้รับการผ่าตัดแล้ว รับฟรี! Balancing Bra (บาลานซ์ซิ่ง บรา)  โดยติดต่อรับได้ที่เคานท์เตอร์วาโก้  โรบินสัน ดีพาร์ทเม้นท์ สโตร์ และศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ ทุกสาขา

“โรบินสัน คาดว่าแคมเปญ ROBINSON Loving Mom(โรบินส์ ออน เลิฟวิ่ง มัม) จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มนักช้อป และเป็นอีกหนึ่งแคมเปญที่ช่วยสร้างสีสันในตลาดค้าปลีก รวมทั้งสามารถปลุกกำลังซื้อนักช้อปในช่วงต้นไตรมาสที่สามให้คึกคักต่อเนื่องจากไตรมาสที่ผ่านมา โดยโรบินสันยังวางแผนที่จะเปิดตัวแคมเปญการตลาดอีกหลายแคมเปญ ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดที่หลากหลาย เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงครึ่งปีหลังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจและการตอบรับที่ดีจากกลุ่มนักช้อปอย่างแน่นอน”  นายอนวัช กล่าวสรุป

เซ็นทรัล เอ็มบาสซี จับมือกับ Facebook Thailand จัดกิจกรรมสุดครีเอทีฟ “InstaMeet” เอาใจเหล่าอินสตาแกรมเมอร์และคอมมิวนิตี้คนรักการถ่ายภาพ

เพื่อเปิดโอกาสให้เหล่า อินสตาแกรมเมอร์ (Instagrammer) ในประเทศไทยและผู้ที่มีใจรักการถ่ายภาพได้มาพบปะและเป็นพื้นที่ให้ทุกคนได้แชร์ความคิดสร้างสรรค์ พร้อมถ่ายภาพร่วมกันภายใต้ธีม “This Brings Me Here” บอกเล่ามุมมองผ่านเลนส์ของแต่ละคน ว่าสิ่งไหน มุมใด ที่นำพาให้แต่ละคนมาที่เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 5 ส.ค. 60 เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป
ณ Open House ชั้น 6
ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี

ตั้ม-ชนิพล กุศลชาติธรรม

ภายในงานร่วมรับฟังประสบการณ์ แนวคิด และเทคนิคการถ่ายภาพจาก คุณตั้ม-ชนิพล กุศลชาติธรรม หรือที่รู้จักกันในชื่อ @rockkhound ช่างภาพสตรีทอาร์ทฝีมือดี ที่ใช้อินสตราแกรมเป็นแพลทฟอร์มหลักในการแชร์ผลงาน เชื่อมต่อกับหลากหลายช่างภาพฝีมือดีจากทั่วทุกมุมโลก จนปัจจุบันมียอดฟอลโลเวอร์ในไอจีกว่า 112,000 คน  พร้อมด้วยคุณแน็ตตี้ กัญญาณัฐ ปิติเจริญ Senior Account Manager ประจำ Facebook สำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์ ซึ่งบินตรงมาเพื่อบอกเล่าประสบการณ์ในการทำงานกับ Facebook พฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนไปของผู้คนพร้อมทั้งเผยข้อเท็จจริงสนุกๆ ที่ทุกคนอยากรู้เกี่ยวกับอินสตาแกรม และพิเศษเฉพาะงานนี้! รับของที่ระลึกจากอินสตาแกรมภายในงานอีกด้วย

แน็ตตี้ กัญญาณัฐ ปิติเจริญ

นอกจากนี้ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ยังจัดเต็ม! เนรมิตร “Art Tower” แกลอรี่สีขาวบนพื้นที่ Open House ชั้น 6 ให้เป็น “Zero Gravity Room” หรือห้องไร้แรงโน้มถ่วง เพื่อให้แต่ละคนมาสร้างสรรค์ท่าถ่ายภาพกันสนุกๆ ในสไตล์ของตนเอง พร้อมสนุกับกิจกรรม #ZeroGravityBringsMeHere เพียงถ่ายภาพ ณ ห้องไร้แรงโน้มถ่วงนี้ในสไตล์ของคุณเอง โพสรูปดังกล่าวลงบนอินสตาแกรม พร้อม #ZeroGravityBringsMeHere @centralembassy ลุ้นรับกระเป๋าผ้า Open House ฟรี! จำนวน 50 รางวัล ตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค. – 3 ก.ย. 60

เอ็กซ์คลูซีฟขนาดนี้ คนที่รักการถ่ายรูปห้ามพลาดโดยเด็ดขาด สามารถเข้าร่วมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงสำรองที่นั่งที่  02-119-7777 ต่อ 2603

แลคตาซอย 500 มิลลิลิตร เสิร์ฟความอร่อยคู่ทุกร้าน…คู่ทุกมื้อ

บริษัท แลคตาซอย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายนมถั่วเหลืองแลคตาซอย นำโดย นางสาวพรรวนา มหาทรัพย์ ผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและการตลาดสัมพันธ์ จัดกิจกรรม “คาราวาน แลคตาซอย 500 มิลลิลิตร อร่อยคู่ทุกร้าน…คู่ทุกมื้อ” โดยนำขบวนโรดโชว์ที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ออกปฏิบัติภารกิจค้นหาร้านอาหารรสเด็ดกลางกรุง พร้อมมอบแลคตาซอยขนาด 500 มิลลิลิตร ประกอบด้วย 4 รสชาติยอดฮิต ได้แก่ สูตรต้นตำรับ, รสช็อกโกแลต, รสกรีนที และสูตรไฮแคลเซียม เพื่อเติมเต็มความอร่อยและประโยชน์ให้กับทุกมื้ออาหารคู่ร้านอร่อย  โดยครั้งนี้มีร้านค้าจำนวน 3 ร้าน ได้แก่  ร้านอาหารส้มตำจี๊ดจ๊าด ร้านยืนรอ และร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดกระทุ่มแบน ที่ได้รับแลคตาซอย 500 มิลลิลิตร ฟรี นอกจากนี้ แลคตาซอย ยังเดินขบวนเล่นเกม แจกของรางวัล และนำความอร่อยเต็มอิ่มของแลคตาซอย 500 มิลลิลิตร มามอบให้กับผู้ที่มาเลือกซื้อสินค้าที่บริเวณตลาดนัดสวนจตุจักรอีกด้วย สำหรับผู้สนใจที่จะลิ้มรสความอร่อยคู่ทุกมื้อกับแลคตาซอย 500 มิลลิลิตร ในราคาเบาๆ เพียง 15 บาท ได้ที่ร้านค้าและร้านอาหารทั่วประเทศ

มาแล้วป๊อปอัพสโตร์ SMEs คนดีมีของ ‘ซีพีเอ็น’ เอาใจสายฮิปสเตอร์จัดงาน “รวมมิตรมาร์เก็ต @เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์ วิลล์” วันที่ 14-16 ก.ค. นี้

 

 

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น รวมพลังผู้ประกอบการ SMEs รุ่นใหม่ คอนเซ็ปต์สร้างสรรค์ ซึ่งล้วนกำลังเป็นที่นิยมกว่า 30 แบรนด์ จัดงาน “รวมมิตรมาร์เก็ต @เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์ วิลล์” ในวันศุกร์ที่ 14 – วันอาทิตย์ที่ 16 กรกฎาคม 2560 บริเวณชั้น 1 ลานโปรโมชั่น 3-4 ชวนขาช้อปสายฮิปสเตอร์ คนรักสุขภาพ คนรักงาน DIY ไอเดียเก๋ และสายแฟชั่น มาเลือกซื้อ ชม ชิม สินค้าและบริการไอเดียโดนใจที่เหล่า SMEs ไฟแรงครีเอทมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

 

พบกับไฮไลท์โปรดักท์ เช่น “แบรนด์ BUN101” นำเสนอซาลาเปาโฮลวีท ดีต่อสุขภาพ แคลอรี่ต่ำ ด้วย                0 Gram Trans Fat “แบรนด์ Milk Kid’s Salon & Nails” นำเสนอสินค้าและบริการเพื่อทุกคนในครอบครัว เตรียมสินค้าคอลเล็กชั่นพิเศษผ้าพันคอ Twilly ลายวันแม่ แถมยังใจบุญนำรายได้จากการขายสินค้ารุ่นนี้มอบเป็นทุนการศึกษาให้เด็กด้อยโอกาส “แบรนด์ Selvedgework” กางเกงยีนส์ custom-made ที่ออกแบบเพื่อคุณโดยเฉพาะ ที่งานนี้นำเข้าผ้าจากญี่ปุ่นมาฟอกสีด้วยเทคนิคใหม่ครั้งแรก และ Vintel คอนเซ็ปต์สโตร์” ที่มาพร้อมชุดเครื่องนอนและของแต่งบ้าน คุณภาพดี ดีไซน์เก๋ไม่เหมือนใคร รวมถึงสินค้าและบริการน่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าแบรนด์ Mago Footwear, บริการสปาร์เล็บจาก Chaba Nail & Spa, เบเกอร์รี่น่ากินจาก Café Reverie, อาหารสุขภาพจาก De La Lita และของใช้อย่างสบู่จาก Soap Villa และผ้าพันคอลวยลายไทยจาก Zikul     

 

งาน “รวมมิตรมาร์เก็ต” เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้หลักสูตร CPNlead ซึ่งมุ่งฝึกอบรมและเสริมศักยภาพให้กับธุรกิจ SMEs ที่มีความโดดเด่น เพิ่มความแข็งแกร่งและความสามารถแข่งขันในตลาด โดยผสานความร่วมมือระหว่างกลุ่มเซ็นทรัลนำโดยซีพีเอ็น และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เน้นให้ความรู้เข้มข้นครบทุกมิติ รวมไปถึงพื้นที่และโอกาสให้ SMEs ได้ลงมือทดลองทำตลาดจริง เพื่อนำไปต่อยอดกับธุรกิจของตัวเองได้