Category Archives: Retail

แฟมิลี่มาร์ท เติมเต็มทุกภารกิจ ชูคอนวิเนียนเซอร์วิส ผนึก Kerry Express ฝากส่งพัสดุ 24 ชม.

แฟมิลี่มาร์ท  เดินหน้าเติมเต็มภารกิจในทุกช่วงเวลาของชีวิต ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค ยุค 4.0 ชูคอนวิเนียนเซอร์วิสครบครันสู่ วันสต๊อปช้อปปิ้ง (One Stop Shopping) ล่าสุดผนึกพันธมิตร เคอรี่ เอ็กซ์เพรส  ฉีกกฎการส่งพัสดุแบบเดิม เอาใจเอสเอ็มอี ฝากส่งพัสดุตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมขยายพื้นที่ให้บริการกว่า 300 สาขาในปี 2560

ปัจจุบันเทคโนโลยีและการบริการใหม่ๆ ต่างเข้ามามีบทบาทเพื่อรองรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของผู้บริโภค ซึ่งรวมถึงการใช้บริการซื้อสินค้าออนไลน์และ การทำธุรกรรมทางการเงินผ่าน  E Payment ดังนั้นธุรกิจร้านสะดวกซื้อต่างจำเป็นต้องหาช่องทาง และการนำเสนอบริการในรูปใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้รับความสะดวกสบายและครบวงจรมากที่สุด

นางจิรนันท์ ผู้พัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลแฟมิลี่มาร์ท จำกัด กล่าวว่า  นอกจากการให้บริการสินค้า อาหารที่สดใหม่ 24 ชั่วโมง แฟมิลี่มาร์ทยังให้ความสำคัญเรื่องความสะดวก และคุณภาพการบริการที่สามารถตอบโจทย์ในทุกภารกิจทุกช่วงเวลาของลูกค้าแบบครบครัน ปัจจุบันเราได้ขยายขอบเขตการบริการ โดยร่วมมือกับพันธมิตร เคอรี่ เอ็กซ์เพรส เปิดให้บริการฝากส่งพัสดุ เพื่อรองรับธุรกิจออนไลน์ที่ให้ความสำคัญเรื่องการจัดส่งที่สะดวกรวดเร็ว พร้อมให้บริการ ชำระเงินในหลายช่องทาง อาทิ Credit Card , Rabbit card , Alipay หรือใช้คะแนนThe 1 Card แทนเงินสด เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิตอลทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ สู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society)”

นางจิรนันท์ กล่าวเสริม อีกว่า “เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (Kerry Express) เป็นการให้บริการรับฝากส่งพัสดุในมิติใหม่ นอกจากจุดเด่นในการให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงที่ร้านแฟมิลี่มาร์ทแล้ว  เคอรี่ เอ็กซ์เพรสยังให้ความเชื่อมั่นด้านความรวดเร็ว ความใส่ใจในการดูแลรับส่งพัสดุในราคาที่เหมาะสมกับลูกค้าที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั้งออฟฟิศสำนักงาน  โรงเรียน  โรงพยาบาล คอนโดมิเนียม และสถานที่ท่องเที่ยว นอกจากนี้เรายังเชื่อว่าการให้บริการรับฝากพัสดุที่แฟมิลี่มาร์ทสามารถช่วยลดภาระของลูกค้าในการเดินทางไปส่งพัสดุในพื้นที่อื่น ขณะนี้

เราจำหน่ายกล่องพัสดุขนาด Mini, S, และ S+ ที่บริเวณเคาน์เตอร์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ ในราคาเริ่มต้นที่ 35 บาท พร้อมทั้งมีพนักงานให้บริการตรวจสอบพัสดุก่อนการจัดส่ง โดยภายในปีนี้แฟมิลี่มาร์ทมีแผนเปิดให้บริการเคอรี่ เอ็กซ์เพรส  350 สาขา ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล และคาดการณ์ว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะครอบคลุมพื้นที่ในต่างจังหวัดทั้งโซนท่องเที่ยวที่มีร้านแฟมิลี่มาร์ทในปีหน้า”

 

คุณอเล็กซ์ อึ้ง ผู้อำนวยการบริหารสายงานธุรกิจรับ-ส่งพัสดุ เคอรี่ โลจิสติกส์กรุ๊ป ประจำสาขาประเทศไทย กล่าวว่า เราพยายามที่จะขยายจุดบริการให้ตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าให้ครอบคลุมและทั่วถึงมากที่สุด สำหรับวิธีการที่จะช่วยให้เราเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว นั่นคือ เราต้องมองหาพันธมิตรเข้ามาเป็นกองทัพเสริม ซึ่งในยุคปัจจุบัน การจับมือหรือผนึกกำลังกับพันธมิตร ถือเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับการต่อยอดธุรกิจ ปัจจัยหลักที่เราหันมาจับมือกับแฟมิลี่มาร์ท เรามองว่า ตำแหน่งร้านและทำเลที่ตั้งของแฟมิลี่มาร์ท มีกระจายอยู่ทั่วทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งชุมชน ออฟฟิศ คอนโด หรือตามแนวรถไฟฟ้าก็ตาม จุดนี้จะทำให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างง่ายดาย สะดวกและรวดเร็ว อีกทั้งภาพลักษณ์ของแบรนด์แฟมิลี่มาร์ท เป็นแบรนด์ที่สื่อถึงความทันสมัย เข้าถึงได้ง่าย ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ในปัจจุบัน ซึ่งตัวเคอรี่เอง ก็วาง position ตัวเองให้อยู่ในกลุ่มนี้เช่นเดียวกัน จึงไม่ยากถ้าเรามาร่วมมือกันเพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์เราให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ของแฟมิลี่มาร์ท จะมีจุดบริการของเคอรี่ เอ็กซ์เพรสอยู่ด้วยทุกที่แน่นอนเรียกได้ว่า เจอแฟมิลี่มาร์ทที่ไหน ส่งของเคอรี่ได้เลยที่นั่น เหมือนสโลแกน “ส่งไว ส่งชัวร์ ทั่วไทย”

การจับมือร่วมกับเคอรี่ เอ็กซ์เพรส  นับว่าเป็นก้าวสำคัญของแฟมิลี่มาร์ทสู่การเป็นคอนวีเนียนเซอร์วิสที่ครบครัน ตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างสะดวกและครอบคลุม อีกทั้งแฟมิลี่มาร์ทยังคงมุ่งพัฒนาความร่วมมือกับพันธมิตรคู่ค้าในการดึงจุดแข็งมาร่วมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้าพร้อมทั้งนำเสนอการบริการที่มีคุณภาพ อาทิ การชำระเงินซื้อสินค้าผ่าน Alipay , Credit Card และ Rabbit Card รวมทั้งบริการทางด้านความบันเทิง  อาทิ Gift Card (Line Card,Joox ) นอกจากนี้แฟมิลี่มาร์ทยังเพิ่มความสะดวกในการชำระบิล ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ บัตรเครดิต โดยมีค่าธรรมเนียมเพียง 5 บาท รวมทั้งการเติมเงินทุกเครือข่าย โดยไม่คิดค่าธรรมเนียม สามารถติดตามข้อมูลโปรโมชั่นอื่น ๆ อีกมากมายได้ที่ Facebook : Familymart Thailand   Line Official : FamilyMart Thailand  และ www.familymart.co.th  รวมทั้งยังสามารถติดตามข้อมูลของทาง Kerry Express ได้ที่ Facebook : Kerry Express Thailand   Line Official : Kerry Express  และ www.kerryexpress.com

 

เอชพี พลิกโฉมตลาดการพิมพ์ระบบดิจิทัลในไทยเสริมพลังให้แบรนด์ ลูกค้า และหุ้นส่วนไทย ให้แข็งแกร่งพร้อมขยายและสร้างความเติบโตให้ธุรกิจ

งาน แพ็ค พริ้นท์อินเตอร์เนชั่นแนล 2560 วันที่ 20 กันยายน 2560 – เอชพี ผู้นำการพิมพ์ดิจิตอลระดับโลก ประกาศในงาน แพ็ค พริ้นท์อินเตอร์เนชั่นแนล ว่าพร้อมนำโซลูชั่นและนวัตกรรมใหม่ของเอชพีเข้ามาพลิกโฉมวงการการพิมพ์ไทย

แบรนด์ชั้นนำในประเทศไทย เริ่มหันมาใช้โซลูชั่นที่ล้ำที่สุดในวงการของเอชพีในการทำแคมเปญสินค้า โดยในงาน แพ็ค พริ้นท์อินเตอร์เนชั่นแนล 2560 เอชพีได้ประกาศการติดตั้งเครื่อง HP Indigo Digital Press 20000 ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดย บริษัท ไทยนำ โพลีแพค จำกัด และ บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคการพิมพ์แบบดิจิตอลเต็มรูปแบบในตลาด flexible packaging ที่กำลังเติบโตแบบไม่หยุดยั้ง

 

การเติบโตของระบบการพิมพ์ดิจิตอลยังได้รับการตอกย้ำด้วยการต้อนรับอย่างกว้างขวางในตลาดบรรจุภัณฑ์ และจากลูกค้าในประเทศไทย โดยลูกค้าอีกสองรายได้ติดตั้ง HP Indigo 12000 คือบริษัท ไอ.เจ.สยาม จำกัด และบริษัท ด่านสุทธาการพิมพ์ จำกัด ติดตั้งเครื่องพิมพ์ HP Indigo 5900

โซลูชั่นของ HP Latex ได้จุดประกายต่อยอดให้ธุรกิจป้ายประชาสัมพันธ์ ดิสเพลย์ และสิ่งตกแต่งในประเทศไทย เห็นได้จากการที่บริษัท เซเบอร์ บีม จำกัด ได้ให้การตอบรับและสนับสนุน HP Latex WS3600 เป็นอย่างดี รวมถึงบริษัท แดงสติ๊กเกอร์ ที่นำนวัตกรรมในรุ่น HP Latex 330 เข้ามาใช้กับลูกค้าเช่นกัน

ปวิณ วรพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอชพี อิงค์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “นวัตกรรมที่เราค้นคิดตอบโจทย์เอื้อให้ความคิดสร้างสรรค์ที่น่าทึ่งและไม่ซ้ำแบบใครเป็นจริงขึ้นมาได้  เทคโนโลยีการพิมพ์ขนาดใหญ่ของเอชพีจะสร้างจุดเปลี่ยนในอุตสาหกรรม ทำให้ผู้ให้บริการด้านการพิมพ์สร้างความแตกต่างที่ลูกค้าทึ่งและประทับใจในที่สุด

 

ในงาน แพ็ค พริ้นท์อินเตอร์เนชั่นแนล ที่จะจัดขึ้นในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 20-23 กันยายนนี้ เอชพีจะ    ทำให้เห็นว่าโซลูชั่นที่ค้นคิดขึ้นจะช่วยแบรนด์ต่างๆ รวมทั้งผู้ให้บริการด้านการพิมพ์ในประเทศสามารถสร้างโอกาสของชัยชนะในธุรกิจ ผ่านแอพพลิเคชั่นที่สร้างสรรค์ เปิดแนวทางใหม่ๆ ในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงมีคำตอบสำหรับธุรกิจที่ยืนยาว

 

โดยในงานนี้ เอชพีพร้อมนำเสนอเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่สุดในอุตสาหกรรม ประกอบไปด้วย

  • HP Indigo WS6800 Digital Press เครื่องพิมพ์ดิจิตอลที่เป็นผู้นำด้านการพิมพ์ฉลากหน้าแคบในปริมาณมากรวมถึงแพคเกจจิ้ง โดยหลายแบรนด์ชั้นนำของโลกเลือกใช้ เพื่อสร้างสรรค์แคมเปญที่ล้ำสมัยและทรงพลัง
  • HP Indigo 5900 Digital Press เครื่องพิมพ์ดิจิตอลที่ขยายความสามารถของการพิมพ์ลงบนวัสดุพื้นผิวหนาขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงตลอดสายการผลิต พร้อมหมึกพิมพ์พิเศษและเทคโนโลยีใหม่ๆในการลงสีพื้น
  • HP Latex 315 Print & Cut solution เครื่องพิมพ์และตัดด้วยระบบการทำงานสองโซลูชั่นเพื่องานพิมพ์ที่ต่อเนื่องพร้อมตัดชิ้นงานในครั้งเดียวและสามารถลดเวลาการทำงานลงครึ่งหนึ่ง
  • HP Latex 3600 เครื่องพิมพ์ดิจิตอลสำหรับรองรับการพิมพ์ในปริมาณที่มากกว่าและเพิ่มประสิทธิภาพให้รอบงานในแต่ละเดือน
  • HP DesignJet Z5600 และ HP DesignJet D5800 สร้างสรรค์งานภาพถ่ายคุณภาพสูง ป้าย POP โรลอัพแบนเนอร์ และป้ายสัญลักษณ์ในร่มสีสันสดใส

 

ภายในบูธของเอชพี ผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสประสบการณ์สุดสร้างสรรค์และการได้ลองแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย

  • HP Indigo ElectroInks สีสะท้อนแสงเหลือง เขียว ส้ม และชมพู ซึ่งหมึกสามารถเรืองแสงได้ภายใต้แสงยูวี นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดง HP Indigo ElectroInk Premium White  ซึ่งเพิ่งเปิดตัวใหม่  สามารถส่งมอบงานพิมพ์ที่มีความทึบต่างๆกันจนถึงระดับมาตรฐานซิลค์สกรีนได้ภายในการพิมพ์ครั้งเดียว  เทคโนโลยี HP Indigo เพิ่มความสามารถให้ผู้แปรรูปบรรจุภัณฑ์สามารถส่งมอบงานที่ผ่านมาตรฐานที่เข้มงวดของแบรนด์ได้ ด้วยผลงานการเทียบสีที่สมบูรณ์แบบ และความแตกต่างในการแข่งขันที่สำคัญ
  • เอชพีจะสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้เข้าชมงานด้วยการจัดแสดงแอพพลิเคชั่นที่สร้างสรรค์ ซึ่งรวมถึงงานสั่งทำต่างๆ ตั้งแต่ผนังไปจนถึงงานเคลือบกระจกในกลุ่มตลาดตกแต่งภายในด้วย HP Latex อีกทั้งยังเผยให้เห็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการประยุกต์แอพพลิเคชั่นอันหลากหลายจากงานพิมพ์แบคลิทบนวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษ ฟิล์ม โพลีโพรพีลีน และสิ่งทอ สู่งานพิมพ์ป้ายประชาสัมพันธ์ดิจิตอลโดยความร่วมมือจากแผ่นสติ๊กเกอร์สะท้อนแสง 3M
  • เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอนทำงานของโซลูชั่นต่างๆ เช่น cloud-based HP PrintOS ในการเพิ่มความสามารถในการทำธุรกิจ และ HP SmartStream Mosaic 3.0 หรือเทคโนโลยีข้อมูลตัวแปร
  • งานอินเตอร์แอคทีฟและตัวอย่างงานจากลูกค้าซึ่งเป็นแคมเปญต่างๆ ในประเทศไทย

 

เครื่องพิมพ์ดิจิตอล HP Indigo ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์การพิมพ์ดิจิตอลเพื่อสิ่งแวดล้อม ลดการสูญเสีย และการใช้พลังงานในการพิมพ์ต่อหน้า ส่วนเครื่องพิมพ์ HP Latex ทุกรุ่นใช้ส่วนผสมที่เป็นน้ำ 100% ลดคาร์บอนฟุตปรินท์ และมีความปลอดภัยสำหรับเด็ก

สื่อออนไลน์ ช่วย FMCG ได้ไหม

 FMCG โตด้วยช็อปออนไลน์ แล้ว สื่อออนไลน์หละ ช่วย FMCG ไหม

 

อัตราการเติบโต 1.7% ในตลาด FMCG 2559 เป็นการเติบโตที่น้อยที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา และปีนี้คาดการณ์จากกันตาร์ เวิร์ลด์พาแนล (ประเทศไทย) ว่ามีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 1.7% จากครึ่งปีแรกเติบโตเพียง 1% เท่านั้น

การเติบโตที่น่าเป็นห่วงนี้ กลายเป็นคำถามที่แบรนด์ FMCG ถามกับ Google ถึงผู้บริโภค FMCG กับสื่อออนไลน์เสมอ และกลายเป็นสิ่งที่ Google ต้องทำการบ้านผ่านงานวิจัยรายปี ถึงพฤติกรรมการซื้อ และพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อสินค้า FMCG 10 หมวด*ของผู้บริโภคออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่าง 4,000 คน อายุ ระหว่าง 18-60 ปีทั่วประเทศในฐานะตัวแทนแต่ละครัวเรือนตลอดปีที่ผ่านมา

พบเส้นทางผู้บริโภคออนไลน์นิยมค้นหาสินค้า FMCG ผ่าน สมาร์ทโฟนมากถึง 59% แบ่งเป็น ค้นหาข้อมูลเบื้องต้น 49% ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม 73%  ค้นหาข้อมูล ณ จุดขาย 42%

จาก 80% ค้นหาข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ หมวดสินค้าเด็กมีการค้นหาข้อมูลผ่านช่องทางนี้สูงถึง 94%

85% Search Engine เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการค้นหาข้อมูล ประกอบการตัดสินใจ

86% ค้นหาข้อมูลออนไลน์เพิ่มเมื่ออยู่ในระหว่างตัดสินใจซื้อ และ 59% ผ่านสมาร์ทโฟน

 

เพื่อให้สอดคล้องกับธุรกิจ Google ได้สอบถามเรื่องการชมวิดีโอมีผลต่อแบรนด์ ปรากฏว่า 95% มีทัศนะคติเชิงบวกต่อแบรนด์มากขึ้นเมื่อดูออนไลน์

59% มีอนาคคใช้วิดีโอออนไลน์ประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้า FMCG ในอนาคต

51% ดูวิดีโอออนไลน์สินค้า FMCG เพื่อเปรียบเทียบแบรนด์ที่สนใจกับแบรนด์อื่น

45% หาข้อมูลเพิ่มจากวิดีโอออนไลน์อื่นๆ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ

44% เข้าเว็บไซต์หลักของแบรนด์ที่อยู่ในวิดีโอ

36% ค้นหาข้อมูลเพิ่มภายหลัง

32% ไปร้านค้า

21% ซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์

และเมื่อสำรวจพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยสินค้า FMCG เอพริล ศรีวิกรม์ Industry Head Google ประเทศไทย ให้ข้อมูลจากการสำรวจว่า การใช้จ่ายสินค้าของ FMCG ในกลุ่มตัวอย่าง 4,000 คนทั่วประเทศที่เป็นตัวแทนแต่ละครัวเรือนทั้งกลุ่มที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ต 59% และกลุ่มที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้ 41% พบว่า ครัวเรือนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตมีการใช้จ่ายสินค้า FMCG ในแบรนด์พรีเมียมสูงกว่าครัวเรือนที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตถึง 1.24 เท่า โดยแต่ละ Category FMCG มีสัดส่วนด้านกำลังซื้อสูงกว่าตลาดรวมคิดจากมูลค่าการใช้จ่ายในแต่ละ Category ของผู้บริโภคที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต และไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้รวมกัน ดังนี้

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน สัดส่วน 64%

นม UHT สัดส่วน 64%

Deodorant สัดส่วน 69%

ไอศกรีม  สัดส่วน 69%

ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก สัดส่วน 67%

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า สัดส่วน 79%

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า สัดส่วน 79%

ผลิตภัณฑ์กันแดด สัดส่วน 78%

ซุปไก่สกัด สัดส่วน 71%

 

*10 Category ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน, นม UHT, Deodorant, ไอศกรีม, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า, ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า, ผลิตภัณฑ์กันแดด, ซุปไก่สกัด และกาแฟสำเร็จรูป

 

 

 

 

 

 

 

“โฟร์โมสต์” รุกตลาดครึ่งปีหลัง ส่ง “โฟร์โมสต์ โอเมก้า 369” สูตรใหม่! ชูจุดเด่น “กรดอะมิโนจำเป็น 9 ชนิด และโอเมก้า 369”

โฟร์โมสต์” รุกตลาดครึ่งปีหลัง ส่ง “โฟร์โมสต์ โอเมก้า 369” สูตรใหม่! ชูจุดเด่น “กรดอะมิโนจำเป็น 9 ชนิด และโอเมก้า 369” พร้อมโภชนาการที่ครบถ้วนสำหรับเด็ก ตั้งเป้ารั้งตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งตลาดนมพร้อมดื่มสำหรับเด็กอย่างต่อเนื่อง

ผลิตภัณฑ์นมที่อยู่คู่ครอบครัวคนไทย โดย บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 60 เปิดเกมรุกตลาดนมพร้อมดื่มสำหรับเด็ก ส่ง “โฟร์โมสต์ โอเมก้า 369” สูตรใหม่ ชูจุดเด่นที่ “กรดอะมิโนจำเป็น 9 ชนิด และโอเมก้า 369” ที่มาพร้อมกับโภชนาการที่ครบถ้วนสำหรับเด็กในช่วยวัย 1-6 ปี ทั้งยังเตรียมปูพรมส่งกิจกรรมการตลาดทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ หวังเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคุณแม่รุ่นใหม่ ตั้งเป้าครองความเป็นเจ้าตลาดนมพร้อมดื่ม (UHT) สำหรับเด็กด้วยส่วนแบ่งการตลาด 40%

 

พิมจันทร์ วิมุกตานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “จากการสำรวจทางการตลาดพบว่า ในทุกๆ ปีอัตราการบริโภคนมของคนไทยขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ โฟร์โมสต์จึงไม่หยุดที่จะคิดค้นสูตรและออกผลิตภัณฑ์นมอย่างต่อเนื่อง พร้อมเน้นย้ำเรื่องสารอาหารจากน้ำนมที่ครบถ้วน และสินค้าที่เหมาะสมกับผู้บริโภคทุกกลุ่ม โดยล่าสุดในโอกาสที่บริษัทฯ ก้าวสู่ปีที่ 60 จึงได้เปิดตัว “โฟร์โมสต์ โอเมก้า 369” ผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มสำหรับเด็กสูตรใหม่ ซึ่งเป็นสินค้าไฮไลท์ในช่วงครึ่งปีหลังของบริษัทฯโดยผลิตภัณฑ์ “โฟร์โมสต์ โอเมก้า 369” สูตรใหม่นี้ มีจุดขายสำคัญอยู่ที่สารอาหาร “กรดอะมิโนจำเป็น 9 ชนิด และโอเมก้า 369” ซึ่งมีส่วนช่วยในเรื่องของพัฒนาการทางร่างกาย และสติปัญญา รวมถึงช่วยควบคุมกลไกการทำงานของร่างกายให้เป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมด้วยสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นอย่างครบถ้วน ซึ่งเหมาะสำหรับเด็กในช่วงวัย 1-6 ปี โดยมีวางจำหน่ายทั้งรสจืด รสช็อกโกแลต และรสหวานกลิ่นวานิลลา”

ในการเปิดตัวสินค้าใหม่ครั้งนี้โฟร์โมสต์จึงได้ทุ่มงบกว่า 80 ล้านบาท ปูพรมกิจกรรมทางการตลาดแบบเต็มรูปแบบ ทั้งภาพยนตร์โฆษณา (TVC) จัดทำบทความให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญ และประโยชน์ของ “กรดอะมิโนจำเป็น 9 ชนิด และโอเมก้า 369” ผ่านสื่อออนไลน์และสื่อออฟไลน์ กิจกรรมออนไลน์ รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในร้านค้าไฮเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ เพื่อมุ่งให้กลุ่มเป้าหมายได้เกิดประสบการณ์ตรงกับผลิตภัณฑ์

“โฟร์โมสต์ โอเมก้า 369” เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราการเติบโตสูง และมีอัตราการเติบโตมากกว่าตลาด ดังจะเห็นได้จากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดมากกว่าตลาดถึง 2 ดิจิต ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 40% ดังนั้นบริษัทฯ จึงมั่นใจว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “โฟร์โมสต์ โอเมก้า 369” สูตรใหม่นี้ จะได้รับการตอบรับที่ดีจากฐานลูกค้าเดิมที่มีความ   ชื่นชอบในแบรนด์ และคุณแม่รุ่นใหม่ที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ด้านโภชนาการที่ครบถ้วนสำหรับลูกน้อย โดยตั้งเป้าการเติบโตของเซ้กเม้นต์ผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่มสำหรับเด็กอยู่ที่ 15% ต่อปี ซึ่งจะช่วยผลักดันยอดขายของบริษัทให้เติบโตบรรลุตามเป้าที่ได้วางไว้อย่างแน่นอน” นาวสาวพิมจันทร์ กล่าวทิ้งท้าย

พบกับ “โฟร์โมสต์ โอเมก้า 369” ผลิตภัณฑ์น้ำนมพร้อมดื่มยูเอชทีที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญเพื่อพัฒนาการสมองของลูกน้อยได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ที่ร้านสะดวกซื้อ เเละห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ ในขนาด 110 มิลลิลิตร และ 180 มิลลิลิตร ทั้งรสจืด รสช็อกโกแลต และรสหวานกลิ่นวานิลลา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก Foremost Family หรือศูนย์ข้อมูลผู้บริโภค โทร. 02-620-1980

FMCG เติบโตน้อยสุดใน 11 ปี แต่ไม่ทั้งหมด

 

เศรษฐกิจมหาภาคกระทบ FMCG ไหม?

บอกเลยว่ามาก

ด้วยเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะดีในต้นปี จนนักวิเคราะห์หลายสำนัก รวมถึง กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ประเทศไทย) มองว่า FMCG จะกลับมาเติบโตอย่างน่าสนใจอีกครั้งอย่างช้าๆ

วันเวลาผ่านไปความเชื่อมั่นของผู้บริโภคถูกลดทอนลงจากสูงสุด 77% ในเดือนเมษายน เหลือ 74.9% ในเดือนมิถุนายน เป็นผลให้ตลาด FMCG ไม่เติบโตเท่าที่คาดหวังไว้ตั้งแต่ต้นปีที่เคยมองว่าจะเติบโต 2-3%

แต่จากการเก็บตัวเลขของกันตาร์ฯ พบกว่า FMCG ไตรมาส2/17 พบว่าเติบโตเพียง 1% เท่านั้น และถ้าจะให้เติบโต 1.7% เท่ากับปีที่ผ่านมา ต้องเพิ่มการเติบโตให้ได้ถึง 3% ในครึ่งปีหลัง ซึ่งตัวเลขการเติบโตนี้ ถ้าทำได้ก็ถือว่าต้องใช้พลังมหาศาลมากกว่าที่ผ่านมาในการโดฟตลาดเลยทีเดียว และเป็นเรื่องที่ท้าทายนักการตลาดที่จะผ่านข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ และนิสัยการจับจ่ายที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคไทยไปได้แค่ไหน

เพราะในวันนี้ผู้บริโภคซื้อน้อยลงและจ่ายน้อยลงทั้งปริมาณสินค้าที่ซื้อน้อยลง กลุ่มสินค้าที่ถูกซื้อน้อยลง ลดความถี่ในการออกไปจับจ่าย เลือกจับจ่ายเฉพาะสินค้าที่จำเป็นมากกว่าสินค้าที่ไม่จำเป็น เช่นน้ำยาเปลี่ยนสีผม ทิชชู่ในห้องน้ำ

ผลปรากฏว่าผู้บริโภคลดความถี่ในการจับจ่ายจาก 210 ครั้งในปี 2012เหลือเพียง 201 ครั้งในปี 2016 และการลดซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็นออกไป เหลือสินค้าที่ถูกเลือกซื้อต่อปีเพียง 42 Category ในปี 2016 จาก 44 Category ในปี 2012

ซื้อเพราะโปรโมชั่นกับดักที่แบรนด์ควรระวัง

สังเกตได้ว่าสินค้า FMCG จัดโปรโมชั่น ซื้อ 1 แถม 1 ซื้อสินค้าราคาพิเศษ และสินค้าลด แลก แจก แถมมากขึ้น ซึ่งแคมเปญโปรโมชั่นเหล่านี้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าตามโปรโมชั่นถึง 36% ของสินค้า FMCG ที่ซื้อทั้งหมด เมื่อนับย้อนหลังจากไตรมาส2/17 ไป 1 ปี ในช่องทางไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ต จากเพียง 25% ในปี 2012 ซึ่งพฤติกรรมซื้อสินค้าเพราะโปรโมชันของผู้บริโภคการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี

FMCG ซื้อเพราะโปรโมชั่น

2012       25%

2013       30

2014       31%

2015       34%

2016       35%

Q2/2017               36%

*สัดส่วนซื้อสินค้า FMCG เพราะโปรโมชั่นจากจำนวนสินค้า FMCG ที่ซื้อทั้งหมด

แต่การดึงกำลังซื้อด้วยโปรโมชั่น โดยเฉพาะซื้อ 1 แถม 1 เป็นเหมือนดาบ 2คม ที่อาจกระตุ้นยอดจำหน่ายในช่วงเวลานั้นให้เติบโตอย่างน่าดีใจ แต่เป็นเรื่องน่ายินดีใจช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ก่อนที่จะซึมลึกไปอีกนานเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าในช่วงลดราคาตุนไว้จำนวนมากและค่อยๆ นำออกมาใช้จนกว่าสินค้าจะหมดเพื่อซื้อตุนไว้อีกครั้งเมื่อมีแคมเปญลดราคา

ซึ่งวัฏจักรนี้ สินค้าใน Category Personal Care ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ การเติบโตของกลุ่มนี้เหลือเพียง 1.5% ในไตรมาส 2/17 จาก 6.2% ในช่วงเดียวกันของปี 2016 โดยกลุ่มแชมพูสระผมได้รับผลกระทบนี้มากเป็นพิเศษ

สำหรับ Category หลักอื่นๆ อย่าง  Food & Beverage เป็น Category ที่ได้ขึ้นชื่อว่าได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจเป็น Category แรกๆ และเมื่อตีบวกกับพฤติกรรมผู้บริโภคให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพมากและได้เปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มจากน้ำอัดลมเป็นน้ำเปล่าเพื่อแก้กระหายในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาตลาดน้ำดื่มได้โตอย่างน่าสนใจ ส่วนปีนี้ตลาดน้ำดื่มได้รับผลกระทบด้วยการเติบโตที่ทรงๆ เท่านั้น

ส่วน Home Care เป็น Category หลัก Category เดียวที่มีการเติบโตจาก 3.3% ในไตรมาส2/16 ขึ้นเป็น 4.1% จากนวัตกรรมของสินค้าที่แบรนด์พัฒนาฟีเจอร์ของสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างจุดต่าง ให้ผู้บริโภครู้สึกว่าฟีเจอร์ที่เพิ่มขึ้นมาอำนวยความสะดวกใช้ชีวิตสะดวกสบายและส่งเสริมให้ชีวิตดีขึ้นจนยอมจ่ายที่มากกว่าเพื่อซื้อสินค้าใช้งาน เช่นน้ำยาซักผ้าสูตรเข้มข้นพิเศษ เก็บความหอมได้ยาวนาน และทำให้ผ้ารีดง่ายเป็นต้น

ประกอบอาหาร/สุขภาพ เติบโตด้วยผู้ซื้อหน้าใหม่

เมื่อเศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ทานข้าวบ้านก็แล้วกัน คำนี้สะกดอยู่ในใจใครหลายคนที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทานข้าวนอกบ้านมาทานข้าวในบ้านแทน

สินค้าประเภทประกอบอาหารจึงกลายเป็นสินค้าที่มีการเติบโตของแนวโน้มที่จะถูกบริโภคมากขึ้นติด Top10 อยู่หลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยกะทิกล่องสำเร็จรูปเป็นกลุ่มสินค้าที่มีผู้ซื้อหน้าใหม่เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 8.4% และเติบโตด้านยอดจำหน่าย 51.8% ส่วนผสมและเครื่องปรุงอาหาร 2.2% น้ำส้มสายชู 1.8% ข้าวบรรจุถุง 1.5%

ผนวกกับกระแสรักสุขภาพกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างนมถั่วเหลืองสเตอริไลซ์ นมสเตอริไลซ์ และนมเปรี้ยวเป็นสินค้ามีการเติบโตด้านผู้ซื้อหน้าใหม่ 2.0% 1.6% และ 1.5% ตามลำดับ

ในวันที่ตลาด FMCG ถูกเศรษฐกิจเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคให้ลดน้อยลง ได้กลายเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับธุรกิจ FMCG ที่จะก้าวข้ามการเติบโตที่ต่ำสุดในรอบ 11 ปีไปให้ได้

 

 

FMCG เติบโตเพราะออนไลน์

 

มันก็ยังซึมๆ อยู่

คำจำกัดความเศรษฐกิจในปีนี้ ที่สร้างความกดดันให้กับตลาด FMCG รวม เติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ต้นปีที่กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์) คาดว่าจะเติบโตมากกว่า 1.7% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปีที่ตลาด FMCG เติบโตน้อยสุดในรอบ 10 ปี

มันน่าจะเป็นอย่างนั้น

เพราะจากต้นปีที่ผ่านมา ตลาด FMCG ไต่ระดับไปได้สวย จากดัชนีความเชื่อมั่นที่สำรวจความรู้สึกผู้บริโภคที่เป็นส่วนหนึ่งในการชี้ให้เห็นเทรนด์การจับจ่ายของผู้บริโภคในต้นปีค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนมกราคม 74.5% เป็น 75.8% 76.8% 77% ในเดือนกุมภาพันธ์-เมษายนตามลำดับ

แต่มันคือภาพลวงตา เพราะในเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมาความเชื่อมั่นผู้บริโภคหันหัวกลับลงเหลือ 76% และมิถุนายน 74.9% ส่งผลกระทบกับตลาด FMCG ให้เติบโตเพียง 1% จาก 2.4% ในช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา  และเมื่อนับย้อนหลังจากไตรมาส2/2017 ไป 1 ปีเต็ม FMCGยังคงเติบโตแค่  1% จาก 2.7% ในปีที่ผ่านมา นั่นเพราะอะไร

เพราะ 1ใน 3 ของประชากรไทย เป็นเกษตรกร อัตราพืชผลที่ไม่ได้ราคาไม่เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ส่วนสำคัญในการจับจ่ายของคนชนบทที่อาชีพหลักเป็นเกษตรกร

เพราะคนไทยมีหนี้ครัวเรือนสูง ในปี 2015 เป็นปีที่มีหนี้สินครัวเรือนสูงสุดถึง 81% จากปี 2010 ที่หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 59% ของ GDP ก่อให้เกิดการจับจ่ายน้อยลง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากโครงการถยนต์คันแรก

ทำให้ผู้บริโภคเลือกที่จะซื้อสินค้าน้อยลงทั้งลดจำนวนการซื้อ ลด Category ที่ไม่จำเป็น ลดความถี่ในการซื้อสินค้า และลดการใช้จ่ายใน FMCG น้อยลง ทั้งการซื้อสินค้าราคาถูกลง ซื้อบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กลง ซื้อสินค้าตามโปรโมชั่น และเปลี่ยนช่องทางการซื้อใหม่ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในบริบทของผู้บริโภคในแต่ละราย

ส่งผลให้แต่ละช่องทางได้รับผลกระทบ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ยกเว้น ช่องทางออนไลน์ ที่ยอดการจับจ่ายเติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างน่าสนใจ แม้ในวันนี้สัดส่วนการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์อ้างอิงโดยกันตาร์ฯ ยังคงมีเพียง 0.6% ของตลาด FMCG รวม หรือ 7.3% Penetration ก็ตาม

 

ออนไลน์สร้างยอดจำจ่ายใหม่

การเติบโตของช่องทางออนไลน์ในธุรกิจ FMCG กันตาร์เคยมองไว้ไตรมาส2/2017 ว่าเป็นส่วนที่เข้ามาเป็นช่องทางเสริมให้กับตลาดมากกว่าให้ตลาดนี้เติบโต  จากครัวเรือนในประเทศไทยอยู่ในสังคมชนบทมากถึง 50% ของครัวเรือนทั้งหมด และมีกำลังซื้อสินค้าในแต่ละครั้งที่ต่ำ ไม่มีบัญชีธนาคารเกิดอุปสรรค์ในการชำระเงิน อินเทอร์เน็ตมีการใช้อย่างจำกัด ทำให้การเข้าถึงการซื้อขายผ่านช่องทางนี้เป็นไปได้ยากขึ้น ตลอดจนการขยายตัวของ Hypermarket ก็ยังไม่ครอบคลุมครัวเรือนในชนบทเท่าไรนัก ทำให้คนไทยกลุ่มนี้ยังนิยมซื้อสินค้าผ่านโชว์ห่วยเป็นหลัก

ในเวลานี้คงไม่ใช่สักทีเดียว เพราะจากการเก็บรวบรวมข้อมูลของกันตาร์ฯ หลังเปรียบเทียบมูลค่า FMCG ผ่านช่องทางออนไลน์ในปี 2015 ที่มีมูลค่า 1,183 ล้านบาท กับปี 2016 มูลค่า 2,474 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,291 ล้านบาท  

เมื่อนำตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมาถอดรหัสการซื้อ พบว่า

411 ล้านบาท ซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยช่องทางออฟไลน์ยังคงซื้อเท่าเดิม

489 ล้านบาท ซื้อสินค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์เพิ่มขึ้น

391 ล้านบาท มาจากการเปลี่ยนช่องทางการซื้อจากออฟไลน์เป็นออนไลน์

ซึ่งการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์มีไม่ถึง 1 ใน 3  โยกเงินมาจากออฟไลน์เพื่อซื้อออนไลน์เท่านั้น เท่ากับว่าออนไลน์เป็นช่องทางหนึ่งที่ผลักดันการเติบโตของตลาดในปีนี้

ออนไลน์ซื้อน้อยครั้งแต่จ่ายมาก

ปีนี้กันตาร์ฯ คาดการณ์ Penetration ผ่านช่องทางออนไลน์จะเพิ่มเป็น 10% ในสิ้นปี และส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในเมือง การเติบโตนี้ มีส่วนสำคัญส่วนหนึ่งมาจากธนาคารแห่งประเทศไทยที่เปิดตัว Promptpay และ one QR Code เพื่อยกระดับคนไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสดมากขึ้น ซึ่งอำนวยความสะดวกในการชำระสินค้าและบริการ ซึ่ง one QR Code คาดการณ์เปิดใช้งานจริงในไตรมาสสี่/2017 จากปัจจุบันที่ธนาคารพาณิชย์พัฒนาบริการและทดลองระบบอยู่ในพื้นที่ที่จำกัด

หันกลับมาปัจจุบัน การซื้อสินค้า FMCG ของผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ในปี 2017 เมื่อเทียบกับปี 2016 จากการเก็บข้อมูลในไตรมาสสองของแต่ละปีย้อนหลังไป 1 ปี พบว่า

Penetration เพิ่มจาก 5.3% เป็น 9.4%

ความถี่ในการซื้อ   จาก 2.2%  เป็น 2.8%

มูลค่าการจับจ่ายต่อผู้บริโภค1 คนโดยเฉลี่ยต่อปี จาก1,356 บาท เป็น 1,706 บาท

มูลค่าการจับจ่ายต่อครั้ง จาก 615 บาท เป็น 602 บาท

 

ผ้าอ้อมเด็กใบเบิกทาง FMCG ออนไลน์

มาถึงบรรทัดนี้คงมีคำถามว่า อะไรขายดีในออนไลน์

คำตอบคือ Personal Care 80% ใน Category สุขภาพและความงาม เช่นเมคอัพ รวมไปถึงสินค้าเด็กอย่างผ้าอ้อมสำเร็จรูปเด็ก โดยผ้าอ้อมสำเร็จรูปเด็กเป็นสินค้าที่ขึ้นชื่อว่าขายดีสุดๆ ในออนไลน์ ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ด้วยเหตุผลเป็นสินค้าที่ใช้สิ้นเปลือง พ่อแม่ไม่มีเวลาไปซื้อตามห้าง และซื้อผ่านออนไลน์ได้ราคาถูกกว่า แต่ประเทศไทยแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ตรงที่ 50% ของการซื้อขายผ้าอ้อมสำเร็จรูป ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก ที่มีแม่ค้ามือสมัครเล่นมาประกาศขาย

เกาหลีนักช็อปออนไลน์ตัวยง

ในอนาคตเทรนด์การซื้อสินค้า FMCG ผ่านช่องทางออนไลน์จะไปยังสินค้าที่มีขนาดหรือมีน้ำหนักไม่สะดวกในการหิ้วจากช่องทางออฟไลน์มากขึ้นตามเทรนด์โลก โดยเฉพาะเกาหลีการซื้อสินค้าผ่านช่องทางนี้มีสัดส่วนมากถึง 16.6% ของตลาด FMCG รวม หรือ 66.7% penetration ของผู้บริโภคทั้งหมด และซื้อออนไลน์มากถึง 14 ครั้งต่อปี

มาจากสังคมเกาหลีใต้เป็นสังคม Urbanization ครอบครัวมีขนาดเล็ก อาศัยอยู่ตามคอนโดมีเนียม ชนชั้นคนทำงานมีเวลาการทำงานที่ยาวนานกว่าปกติของคนเอเชีย ทำให้ไม่มีเวลาว่างที่มากพอที่จะเดินเล่นเลือกซื้อสินค้าผ่าน Traditional และออนไลน์มีสินค้าทุกอย่างที่ต้องการ บนระบบ Payment Infrastructure ที่ดี และคนเกาหลียังมีการดำเนินชีวิตในรูปแบบ Digital Creativity จากอัตราการเข้าถึงสมาร์ทโฟนสูงบนอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุมและรวดเร็ว

สำหรับประเทศไทยออนไลน์เป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่สำคัญในธุรกิจ FMCG ซึ่งกันตาร์ฯ เชื่อว่าจะสามารถเติบโตไปเร็วกว่านี้แน่ ถ้าเกิดการกระตุ้นให้เกิดยอดการจับจ่ายที่เพิ่มขึ้น เช่นในประเทศจีน Alibaba จัดงาน 11.11 ลดกระหน่ำสินค้าราคาพิเศษตลอด 24 ชั่วโมง และเปิดโอกาสให้คนทั่วโลกเข้ามาเลือกซื้อสินค้าในเทศกาลนี้ได้  ซึ่งความสำเร็จของแคมเปญ 11.11 ในปีที่ผ่านมา สามารถสร้างมูลค่าได้สูงถึง 1.207 แสนล้านหยวน หรือ 1.78 หมื่นล้าน USD

หรือการเลือกสินค้า exclusive จำหน่ายในช่องทางออนไลน์เท่านั้น เช่น FMCG อย่าง P&G ในต่างประเทศได้เลือกสินค้าพิเศษบางไอเทมขายเฉพาะช่องทางออนไลน์เป็นกิมมิกถึงผู้บริโภคเข้ามาซื้อสินค้าเป็นต้น

 

7 ประเทศ FMCG ออนไลน์ มาแรง

 

เกาหลีใต้   7 พันล้าน USD สัดส่วน 25% ของ FMCG ทั้งหมด

จีน           36 พันล้าน USD สัดส่วน 15% ของ FMCG ทั้งหมด

สหราชอาณาจักร  14 พันล้าน USD สัดส่วน 12% ของ FMCG ทั้งหมด

ฝรั่งเศส                   11 พันล้าน USD สัดส่วน 11% ของ FMCG ทั้งหมด

ไต้หวัน                    1  พันล้าน USD สัดส่วน 8% ของ FMCG ทั้งหมด

อเมริกา                   50 พันล้าน USD สัดส่วน 6 % ของ FMCG ทั้งหมด

เนเธอร์แลนด์          1.3 พันล้าน USD สัดส่วน 5% ของ FMCG ทั้งหมด

*คาดการณ์  2568

“ไวตาบูสท์” เปิดตัวธุรกิจดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลแบบส่งตรงถึงบ้าน

ไวตาบูสท์ เปิดตัวธุรกิจใหม่ บริการดูแลสุขภาพด้วยเวชศาสตร์ชะลอวัยเฉพาะบุคคลแบบส่งตรงถึงบ้าน เน้นจุดแข็ง 4 ประการคือง่าย-ปลอดภัย-สะดวก-ประหยัด ผู้บริโภคไม่ต้องเลือกยี่ห้อ/ชนิดวิตามินที่มีมากมายในท้องตลาดเอง เพราะมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยเลือกและจัดปริมาณให้เหมาะสมกับคน ๆ นั้นมากที่สุด ตั้งเป้ารายได้สิ้นปีแรก 10 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งตลาดอาหารเสริมและวิตามิน 1% ในอีก 5-7 ปี  พร้อมแผนบุกตลาดพม่า สิงหาคมนี้

 

พ.ญ.พลอยลดา ธนาไพศาลวรกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย สมาชิก American Board of Anti-Aging / Regenerative Medicine (ABAARM)  กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไวตาบูสท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปัจจุบันในวงการแพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยยอมรับกันว่าการทานอาหารเสริมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการมีสุขภาพที่ดีเพราะในปัจจุบันคุณค่าทางอาหารในผักผลไม้ที่เราทานลดลงจากกระบวนการในการปรุงอาหารจนเหลือน้อยมาก และการทานอาหารให้ครบห้าหมู่ทานผักผลไม้ครบทุกสีในแต่ละวันเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเนื่องจากไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของคนยุคนี้ที่ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย พอเหนื่อยก็ไปหาของอร่อยทาน (งานสำรวจของสำนักโรคไม่ติดต่อ กระทรวงสาธารณสุขก็พบว่ามีคนไทยเพียงร้อยละ 26 ที่ทานอาหารครบห้าหมู่และทานผักผลไม้เพียงพอ)

ถึงแม้จะทานครบก็อาจจะขาดวิตามินบางตัวที่มีน้อยมากในอาหารต้องได้รับจากแสงแดด เช่น วิตามิน D ซึ่งจากที่เราได้ตรวจเลือดผู้ใช้บริการมาเจ็ดเดือน เราพบว่าร้อยละ 98 ขาดวิตามินแร่ธาตุหรือมีวิตามินแร่ธาตุเกินอยู่ในระดับอันตราย ไม่ตัวใดก็ตัวหนึ่ง ที่น่าสนใจคือพบว่าร้อยละ 95 ขาดวิตามิน D หรือมีวิตามินดีไม่เพียงพอ (< 30 ug/L) เนื่องจากคนยุคนี้ชอบหลบแดดและทาครีมกันแดด ซึ่งการขาดวิตามิน D เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนเป็นโรคกระดูกพรุน โรคซึมเศร้า โรคมะเร็งบางชนิดกันมากขึ้น

ไวตาบูสท์มีทีมแพทย์ เภสัชกร พยาบาลและนักกำหนดอาหารที่เชี่ยวชาญในการใช้วิตามินช่วยดูแลสุขภาพ โดยเราให้บริการปรุงวิตามินสูตรเฉพาะบุคคล (Personalized vitamin) ซึ่งปรุงจากวัตถุดิบอาหารเสริมนำเข้าพรีเมี่ยมกว่า 100 ชนิด ซึ่งแต่ละคนจะได้รับชนิดและปริมาณ (dosage) วิตามินแตกต่างกันตามอายุ เพศ น้ำหนัก, เป้าหมายด้านสุขภาพ, ระดับวิตามิน แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระในเลือด, ไลฟ์สไตล์, ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น แอลกอฮอล์ บุหรี่ ความเครียด เพื่อให้เหมาะกับร่างกายคน ๆ นั้นมากที่สุด

ความจริงแล้ววิตามินปรุงเฉพาะบุคคลไม่ใช่เรื่องใหม่ในประเทศไทย มีการให้บริการนี้ในโรงพยาบาลและคลินิกเอกชนมาเป็นเวลาสิบกว่าปีแล้วและได้ผลลัพธ์ดีมากต่อผู้ใช้บริการ แต่ยังมีข้อจำกัดในเรื่องราคาที่สูงมาก ค่าวิตามินเดือนละหลัก 15,000 – 30,000 บาทต่อเดือนจึงทำให้ผู้ใช้บริการจำกัดอยู่ในระดับกลุ่ม A และ B+ และยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลาย แต่ไวตาบูสท์ไม่ได้ต้องการที่จะไปแย่งลูกค้ากลุ่มนั้นจากโรงพยาบาล เป้าหมายของเราคือต้องการที่จะจับตลาดกลุ่มผู้ที่ซื้อวิตามินและอาหารเสริมรับประทานเองอยู่แล้วให้มีทางเลือกที่ปลอดภัยขึ้น ได้ทานวิตามินที่มีคุณภาพดีที่สุดในราคาที่จับต้องได้  เป้าหมายสูงสุดของเราคือดูแลผู้ใช้บริการทุกคนไปตลอดชีวิตให้มีสุขภาพดีขึ้นเหมือนคนในครอบครัวของเราเอง โดยโปรแกรมเสริมสุขภาพของไวตาบูสท์มีให้เลือก  ตามเป้าหมายสุขภาพของแต่ละคน  และ โปรแกรมเสริม (Add-on program) ”

 

                 ไวตาบูสท์มีรูปแบบธุรกิจสองรูปแบบ  ลูกค้ารายบุคคล เป็นระบบสมาชิก (subscription) สามารถสมัครรับบริการได้ตั้งแต่ 1/3/6/12 เดือน หรือจะขอใช้บริการครั้งเดียวก็ได้ โดยค่าบริการผลิตวิตามินและจัดส่งถึงบ้านจะอยู่ที่ 1,100 – 7,100 บาทต่อเดือน และมีค่าตรวจเลือดจะอยู่ที่ 4,000 – 10,000 บาทต่อครั้งซึ่งปีหนึ่งควรตรวจอย่างน้อยหนึ่งครั้งและหลังจากทานวิตามินไป 3-6 เดือนก็ควรเจาะเลือดในรายการที่มีปัญหาเพื่อติดตามผล

ตลาดลูกค้าองค์กร ไวตาบูสท์ยังมีโปรแกรมดูแลสุขภาพของผู้บริหารและพนักงานในองค์กรต่าง ๆ โดยในปัจจุบันมีบริษัทในตลาดหลักทรัพย์และ start-up ชื่อดังหลายเจ้าให้เราเข้าไปช่วยแก้ pain point ด้านสุขภาพของผู้บริหารและพนักงานที่ไม่มีเวลาออกกำลังกาย พักผ่อน หรือทานอาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งถ้าสุขภาพของคนในองค์กรดีบริษัทก็จะมี Productivity มากขึ้นลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพได้มหาศาล ซึ่งหลังจากได้ลองทำตลาดแล้วก็ถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และไวตาบูสท์ยังมีบริการรับจ้างผลิต (OEM) วิตามินเฉพาะบุคคลให้แก่คลินิกและโรงพยาบาลอื่น ๆ

นายศรัณย์ ชัยปาณี ประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติการ และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไวตาบูสท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “จุดเด่นของไวตาบูสท์ เราเน้นหลัก 4 ประการคือ ง่าย-ปลอดภัย-สะดวก-ประหยัด

  1. 1. ง่าย – เราทำให้การทานวิตามินแบบได้ผลและปลอดภัยเป็นเรื่องง่าย ผู้ใช้ไม่ต้องปวดหัวว่าจะเลือกทานอะไร ปริมาณเท่าไหร่ นานเท่าไหร่ และผู้ใช้ไม่ต้องเสียเวลาในการจัดวิตามินและอาหารเสริมลงกล่องยาในแต่ละวัน
  2. 2. ปลอดภัย – เราออกแบบโปรแกรมระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ที่ชื่อว่า Vitalyzer มาช่วยแพทย์ในการคำนวณปริมาณ ชนิดของอาหารเสริมที่เหมาะสมของแต่ละคน และยังมีระบบช่วยจดจำและหยุดการทานต่อเนื่องโดยอัตโนมัติของวิตามินบางตัวที่อาจสะสมในร่างกาย
  3. 3. สะดวก – เรามีบริการส่งพยาบาลวิชาชีพไปเก็บตัวอย่างเลือดถึงบ้านเพื่อประหยัดเวลาการเดินทาง เข้าคิวรอ และเรายังมีบริการส่งวิตามินรายเดือนไปถึงบ้านโดยขนส่งเอกชน
  4. 4. ประหยัด – บริการของเรามีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการไปซื้ออาหารเสริมชนิดเดียวกันและเกรดระดับเดียวกันทานเอง โดยค่าวิตามินเริ่มตั้งแต่ 1,100 – 7,100 บาทต่อเดือนแล้วแต่โปรแกรมและแพคเกจ และบริการของเรายังมีราคาถูกกว่าศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัยอื่นอยู่มากพอสมควร

นายศรัณย์ ชัยปาณี ได้เสริมว่าเกี่ยวกับแนวทางการทำการตลาดว่า กลยุทธ์การตลาดในช่วงแรกจะเป็นการให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทานอาหารเสริมสูตรเฉพาะบุคคลซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับตลาดซึ่งต้องอาศัยการอธิบายผ่านการทำคอนเทนท์  โดยการทำการตลาดจะเป็นการทำประชาสัมพันธ์แบบ IMC (integrated marketing communication) จะแบ่งเป็น online และ offline โดยด้านออนไลน์จะเน้นโซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้ง Facebook, Instagram, [email protected] เพราะเข้าถึงตรงสู่มือถือผู้บริโภค และทำออฟไลน์ควบคู่กันไปโดยการออกบูธตามที่ต่าง ๆ และออกอีเว้นท์ที่เกี่ยวกับด้านความงาม   และสำหรับลูกค้าชาวต่างชาติ เรากำลังทำตลาดกลุ่ม expats ที่อยู่ในประเทศไทยโดยการนำเสนอลูกค้ากลุ่มองค์กร และเริ่มทำ health and wellness tourism โดยสร้างศูนย์ Wellness Center ที่เอกมัยและทำโปรโมชั่นร่วมกับบริษัททัวร์ต่างๆ เพื่อขยายฐานลูกค้า

นายสุวิชชา เนติวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไวตาบูสท์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า “ไวตาบูสท์ยังมีบริการแอพพลิเคชั่น Vitaboost ซึ่งทำหน้าที่สมุดพกสุขภาพเก็บข้อมูลสุขภาพต่างๆไว้ในมือถือ และสามารถสมัครขอรับบริการวิตามินปรุงเฉพาะบุคคลได้โดยตรงจากในแอพพลิเคชั่นผ่านบัตรเครดิตอีกด้วย

เราให้อยากให้คนที่ไปตรวจสุขภาพกับโรงพยาบาลหรือกับไวตาบูสท์มีสมุดพกที่จะเก็บประวัติสุขภาพไว้ตลอดชีวิตในแอพพลิเคชั่นเดียว  ถ่ายรูป  ผลเลือดแล้วส่งมาให้เราเลยในแอพ เราจ้างทีมมากรอกข้อมูลให้  ระบบ แปลผลเลือดให้คือเราไม่ได้เพียงแต่บอกว่าค่าตัวไหน สูง หรือ ต่ำ และแสดงผลเป็นสีจราจร แดง ส้ม เหลือง เขียว และมีคำแนะนำจากแพทย์และตำราแพทย์ให้โดยละเอียดว่าคุณต้องปฏิบัติตัวอย่างไรต่อ และหากเริ่มมีปัญหาสุขภาพ เช่น ไขมันสูง น้ำตาลสูง ขาดวิตามินก็มาสมัครใช้บริการของเราได้ตลอดเวลา เป็นบริการ online-to-offline เชิงป้องกันโรคอย่างแท้จริง อีกหน่อยแอพเราจะสามารถเป็น Personalised Health Coach ช่วยแนะนำการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะคนด้วย”

                นายศรัณย์ ชัยปาณี เปิดเผยข้อมูลวิจัยจากศูนย์ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ปี 2015 พบว่า ตลาดอาหารเสริมและวิตามินในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 6 หมื่นล้านบาท และในปี 2016 พบว่า มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 6.6 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มว่าจะโตขึ้นเรื่อย ๆ  ไวตาบูสท์อยากจะเข้าไปในตลาดกลุ่มนี้ จึงเริ่มธุรกิจบริการดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคลแบบ Home Service และเป็นรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะไวตาบูสท์มีบริการส่งบุคคลากรทางการแพทย์ไปเจาะเลือดถึงบ้านและส่งวิตามินสูตรเฉพาะบุคคลถึงบ้าน อำนวยความสะดวกและประหยัดเวลาให้กับผู้ใช้บริการ เนื่องจากเข้าถึงง่ายและราคาไม่แพงจึงได้รับความสนใจจากผู้ใช้บริการจำนวนมากหลังจากเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการไปเมื่อ มิ.ย. 2017

นอกจากนั้น ไวตาบูสท์ได้เริ่มศึกษาบุกตลาดพม่าโดยได้เริ่มจ้างแพทย์ชาวพม่าตั้งแต่เดือน ก.ค. 2560 เพื่อดำเนินการจัดตั้งและขออนุญาตต่าง ๆ เพื่อเอาโมเดลของเราไปทดลองในตลาดพม่า ซึ่งระบบ Vitalyzer ของเรานั้นสามารถช่วยคำนวณวิตามินได้สำหรับคนทุกชาติ ทุกศาสนาเพราะเวชศาสตร์ชะลอวัยเป็นศาสตร์สากล และเรามีแผนที่จะบุกตลาด CLMV ด้วย

                สำหรับเป้าหมาย รายได้ในปี  2017 ตั้งเป้า ที่ 10 ล้านบาท และ ปี 2018 ตั้งเป้าที่ 25 ล้านบาท ส่วนผู้ใช้บริการ ตั้งเป้า 500 คนในปี 2017 (ปัจจุบันหลังเริ่มให้บริการมค-กค 2017มีผู้ใช้บริการ 230 คน)  ฐานลูกค้าปัจจุบัน มาจากคนที่รู้จักไวตาบูสท์จาก social media, การออกบูธ , Words of mouth จากผู้ใช้ไวตาบูสท์ที่ใช้ดีแล้วบอกต่อ  มีอายุตั้งแต่ 20-75 และโดยตั้งเป้าว่าไวตาบูสท์จะมีส่วนแบ่งตลาด 1% ของตลาดอาหารเสริมและวิตามินภายใน 5-7 ปี

Platinum Group โตครึ่งปีแรก 8% พร้อมเปิด The Market ปลายปี 2561

ธุรกิจหลักของ Platinum Group ก็คือ โรงแรม, ธุรกิจให้เช่า และ การขายอาหารและเครื่องดื่ม สาเหตุหลักที่ทำให้ Platinum Group โตในระดับ 8-9% ก็เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

Positioning ที่ Platinum Group มองตัวเองก็คือ Commercial Developer มากกว่าจะเป็น Residential Developer เพราะตลาดนั้นแข่งขันกันสูงมาก อย่างโครงการ Holiday Inn ที่สมุย Platinum Group ก็มีเปิด The Wharf ที่เป็น Shopping Plaza อยู่แล้ว ไม่ได้เปิดโรงแรมเดี่ยวๆ

1.Hotel – Novotel Bangkok Platinum ถือเป็นโรงแรมที่อยู่ใจกลางเมือง และติดศูนย์การค้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็น ตั้งแต่ระดับหรูหราที่สุดอย่าง เกสร เซ็นทรัลเวิลด์ กลุ่มขายส่งแบบ แพลทินัม บิ๊กซี กลุ่มไอทีพันธ์ทิพย์ กลุ่มMass แบบโซนประตูน้ำเป็นต้นไป ฉะนั้นอัตราเข้าพักในปี 2015 และ 2016 จึงอยู่ในระดับ 86-87% และก็น่าจะคงระดับนี้ต่อไป แต่ที่สำคัญก็คือ Average Room Rate ที่เพิ่มขึ้น 4-6% ทำให้กำไรในเครือยังเพิ่มขึ้นได้

2.Shopping Plaza – Platinum Fashion Mall หัวใจหลักของธุรกิจก็คือ ธุรกิจให้เช่าพื้นที่และบริการ ซึ่งปัจจุบันมีการปรับพื้นที่ให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น รวมถึงกิจกรรมการตลาดที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อดึงคน

3.Talad Neon – อัตราเช่า 80% ของพื้นที่ เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวยามค่ำคืน

ผลการดำเนินงาน ครึ่งปีแรกของปี 2560
รายได้รวม 997 ล้านบาท เติบโต 9%
กำไรสุทธิจำนวน 371 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8%

 

เหตผุลสำคัญที่ทำให้ Platinum Group ยังเติบโตได้สูง เมื่อเทียบกับห้างที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไป (เฉลี่ยเติบโต 3-5%) ก็เพราะกลุ่มลูกค้าของ Platinum ก็คือ Wholesale

เวลาเศรษฐกิจซบเซา พ่อค้าแม่ค้าที่ไม่ได้ขายสินค้าแฟชั่นก็ต้องหาธุรกิจทำเพิ่ม กลุ่มที่ขายสินค้าแฟชั่นอยู่แล้วก็ต้องหาสินค้าใหม่ๆ เพื่อสร้างความแตกต่าง เวลาเศรษฐกิจดี Platinum ก็ยิ่งขายดี เพราะฉะนั้นจะไม่เหมือนห้าง Retail อื่นๆมากนัก

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Platinum Fashion Mall เติบโตได้ดีก็คือ R Walk ที่เชื่อมระหว่าง สยาม ชิดลม และ Platinum ทำให้ปัจจุบัน มี 10% จากจำนวนคนที่เดิน R Walk ทั้งหมด ไหลเข้า Platinum มากขึ้น

นอกจากนั้น Platinum Group สนับสนุนให้ผู้ขายพลิกแพลงการทำธุรกิจ ให้ขายปลีกมากยิ่งขึ้น ขายออนไลน์ได้ด้วย ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้ โดยตอนนี้มีบริษัท Logistics 3 รายที่เช่าพื้นที่ใน Platinum ได้แก่ ไปรษณีย์ไทย KerryExpress และ DHL

 


ตำแหน่งโซนร้านค้าของ The Market

ชั้น 4 – Fitness&Spa
ชั้น 3 เป็นโซนอาหาร Food
ชั้น M 1 และ 2 เป็นโซน Plaza
ชั้นG เป็น Food&Supermarket
ชั้น B เป็นที่จอดรถ

ในส่วนของ Plaza นั้น The Market ตั้งใจให้มีร้านไซส์เล็ก 800-1,000 ร้าน และเป็นร้านไซส์ใหญ่ 300 ร้าน ซึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ร้านเหล่านี้ต้องดึงดูดลูกค้าให้อยากเดินให้นานที่สุด เพราะฉะนั้น The Market จะพยายามหาแบรนด์ที่ดี และแปลกใหม่ เข้ามาอยู่ให้มากที่สุด

ภาพนี้เป็นภาพ Perspective ล่าสุดที่เปลี่ยนด้านหน้าห้างให้สวยงามมากยิ่งขึ้น ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนี่คือโฉมหน้าห้างที่จะได้เห็นปลายปีหน้า

ในส่วนของอาคารสำนักงาน ตอนนี้อยู่ระหว่างยื่นคำขอ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มสร้างในปี 2019 และเปิดใช้ 2021 ซึ่งการสร้าง Office Tower นั้นจะช่วยเติมเต็มระบบของห้างให้ดียิ่งขึ้น และทำเลตรงนั้นก็ดีไม่แพ้ The Office ของ Central World เพียงแค่เดินตรงมาจาก BTS ชิดลม ทะลุเกสรมาเท่านั้น

 

การดีไซน์ และสถาปัตยกรรมนั้น เป็นแบบผสมผสาน มีความทันสมัย แต่ก็ยังสื่อถึงความเป็นไทย มีความ Colonial และ Urban รวมอยู่ด้วย โดยแต่ละชั้นก็จะมีการออกแบบเพื่อ Match กับฟังก์ชั่นในชั้นนั้นๆด้วย

*กำหนดเปิดไตรมาสที่ 4 ปี 2561

 

 

 

 

“แคนนอน ไฮยีน” ตั้งเป้าครองแชมป์ตลาดสุขอนามัยภัณฑ์ในไทย ด้วยศักยภาพทุกด้านของผลิตภัณฑ์ ได้รับมาตรฐานแบรนด์ระดับโลก

แคนนอน ไฮยีน เป็นผู้นำด้านบริการด้านสุขอนามัยภัณฑ์ในห้องน้ำ (The Most Hygiene Washroom) ที่ส่งมอบประสบการณ์ในห้องน้ำที่ดีกว่าให้แก่ลูกค้ามายาวนานกว่า 60 ปี ในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ภายใต้การบริหารของ บริษัท รักษาความปลอดภัย พีซีเอส และ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิสเซส จำกัด ในเครือโอซีเอส กรุ๊ป ประเทศอังกฤษ นอกจากผลิตภัณฑ์และการบริการในระดับลักชัวรีแล้ว ยังคิดค้นนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมรูปทรงดีไซน์ที่ทันสมัยโดดเด่น เพราะห้องน้ำมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสะท้อนถึงภาพลักษณ์ทางธุรกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานและลูกค้าที่มาใช้บริการ โดยในปัจจุบัน แคนนอน ไฮยีน มีลูกค้ากว่า 1,000 รายทั่วประเทศ ครอบคลุมในกลุ่มธุรกิจหลักๆ เช่น กลุ่มโรงพยาบาล อาคารสำนักงาน และ ห้างสรรพสินค้า โดยตั้งเป้าครองแชมป์ตลาดสุขอนามัยภัณฑ์ในประเทศในปี 2020  เน้นรุกหนักเล็งการขยายฐานลูกค้าครอบคลุมทุกธุรกิจ ทั้งระดับกลางและระดับไฮเอ็น

ความสำคัญของสุขอนามัยภัณฑ์ในห้องน้ำ

นางสาวอคริมา อภิพรพัชร ผู้อำนวยการส่วนธุรกิจแคนนอน ไฮยีน กล่าวว่า “การให้ความสำคัญ เรื่องสุขอนามัยในห้องน้ำและผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมกับพนักงานและลูกค้าในทุกองค์กร ถือว่าเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตโดยคำนึงถึงความปลอดภัยและให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า และเป็นการรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งนี้ ดำเนินการโดยได้รับมาตรฐานการรับรองจาก ISO 9001 V 2004 และ ISO 14001(มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม”

นอกจากนี้ แคนนอน ไฮยีน เพิ่งได้รับรางวัล Good Design Award สำหรับผลิตภัณฑ์ซีรี่ย์ Imagine Range เมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งรางวัลดังกล่าวเป็นรางวัลระดับโลกที่ทาง The Chicago Athenaem Museum of Architecture and Design ร่วมกับ The European Centre for Architecture, Art, Design and Urban Studies พิจารณามอบให้แก่องค์กรที่ออกแบบผลิตภัณฑ์ได้อย่างโดดเด่น โดย Good Design Award นี้ถือเป็นเวทีที่เก่าแก่ในการพิจารณารางวัลด้านออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จักทั่วโลก และหลายองค์กรต้องการที่ไปถึงจุดนี้ ดังนั้น รางวัลดังกล่าวจึงเป็นการการันตรีว่าแคนนอน ไฮยีน ได้รับมาตรฐานและนวัตกรรมที่ทั่วโลกให้การยอมรับ เพราะการดูแลห้องน้ำให้มีความสะอาดถูกสุขลักษณะอยู่เสมอ จึงถือเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับ ทุกองค์กร ทั้งนี้ ชุดผลิตภัณฑ์สุขอนามัยในห้องน้ำของแคนนอน ไฮยีน ตอบโจทย์ครบวงจรแก่ลูกค้าที่ครอบคลุมถึงธุรกิจที่ให้ความสนใจภาพลักษณ์ระดับมาตรฐานโลก ดังนั้น แคนนอน ไฮยีน จึงมีนวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้และเจ้าของธุรกิจ ซึ่งครอบคลุมการดูแลความสะอาดด้านต่างๆ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ ต่อไปนี้

 

  • สุขอนามัยภัณฑ์เพื่ออากาศอันพึงประสงค์ (Air care) ได้แก่ CANNON Fresh เป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอากาศอัตโนมัติ ปลอดสาร CFC และทำให้อากาศในห้องน้ำมีกลิ่นอันพึงประสงค์ และยังมี CANNON Eco FreshTM ที่ใช้เทคโนโลยี Microtrans ในการกำจัดกลิ่นและปลอดสารตกค้างที่เป็นอันตรายต่างๆ
  • สุขอนามัยภัณฑ์สำหรับมือ (Hand Care) เป็นผลิตภัณฑ์ที่จ่ายสบู่อัตโนมัติและคุณภาพสบู่ที่เหนือกว่า ทั้งในด้านความสะอาดและการดูแลผิวมือให้ชุ่มชื้น มีค่า pH เป็นกลางและ CANNON Air Jet นวัตกรรมเครื่องเป่ามือรูปแบบใหม่ที่ทำให้มือแห้งได้ภายในเวลาเพียง 10 วินาที และปลอดเสียงรบกวนพร้อมช่วยลดค่าใช้จ่ายแก่ธุรกิจเพราะมีอายุการใช้งานนานถึง 7 ปี
  • สุขอนามัยภัณฑ์เพื่อพื้นผิวปลอดเชื้อ (Surface Care) ได้แก่ น้ำยาทำความสะอาดที่นั่งส้วม ที่ต้านเชื้อไมโครเบียล ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้ใช้ห้องน้ำสาธารณะติดเชื้อโรคหลังใช้ห้องน้ำต่อเนื่องกัน
  • สุขอนามัยภัณฑ์เพื่อสุภาพสตรี (Feminine Hygiene)  ได้แก่ ถังขยะสำหรับป้องกันการติดเชื้อ ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติอย่างมีเอกลักษณ์ อย่างน้ำมันอบเชย
  • สุขอนามัยภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม (Environmental Care) ได้แก่ เครื่องกำจัดกลิ่นและทำให้อากาศมีกลิ่นหอมอัตโนมัติ เหมาะสำหรับล็อบบี้โรงแรม และห้องโถงของสำนักงานและออฟฟิศต่างๆ และยังมีถังสำหรับทิ้งขยะติดเชื้อที่แหลมคม เหมาะสำหรับโรงพยาบาล ที่ต้องการความสะอาดและปลอดภัยสูง

 

เป้าหมายการเป็นที่ 1 ของผู้นำตลาดสุขอนามัยภัณฑ์สุดหรู

ในปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมของสุขอนามัยภัณฑ์ในประเทศ มีจำนวนมากกว่า 100 ล้านบาท แคนนอน ไฮยีน ในฐานะผู้นำด้านสุขอนามัยภัณฑ์ในห้องน้ำ และสุขอนามัยของผู้หญิงแบบครบวงจร ชูธงจะก้าวเป็นอันดับ 1 ของตลาด เพราะจากครึ่งปีแรกของปี 2017 นี้บริษัทฯ มีผลประกอบการที่ดีเติบโตถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของตลาดโดยรวม ตั้งเป้าว่าสามารถเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดได้มากขึ้น จากการขยายตลาดใน 4 กลุ่มธุรกิจหลักคือ กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม กลุ่มค้าปลีกหรือห้างสรรพสินค้า กลุ่มอาคารสำนักงาน-ที่อยู่อาศัย และกลุ่มโรงพยาบาล-สถานศึกษา ซึ่งปัจจุบัน ทั้ง 4 ธุรกิจหลักนี้ใช้บริการของแคนนอน ไฮยีน มากกว่า 1,000 รายทั่วประเทศ และมีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลมาจากคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการที่ได้มาตรฐานขั้นสูง

มั่นใจเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ในครึ่งปีหลังนี้ เพราะเรามองว่าธุรกิจด้านสุขอนามัยภัณฑ์นี้มีแนวโน้มของตลาดในทิศทางที่ดีและกำลังเป็นที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดในแถบภาคพื้นเอเชียที่กำลังตื่นตัวในเรื่องของการดูแลรักษาความสะอาด เราจึงมองว่าธุรกิจแคนนอน ไฮยีน ยังสามารถเติบโตเป็นดาวรุ่งของกลุ่มโอซีเอสได้เป็นอย่างดี ตราบใดที่เรื่องของสุขอนามัยเป็นปัจจัยสำคัญของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน

 

แคนนอน ไฮยีน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ ทุกผลิตภัณฑ์ของแคนนอน ไฮยีน นอกจากจะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคแล้วผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำยาความความสะอาด น้ำยาฆ่าเชื้อ สเปรย์กำจัดกลิ่น ผลิตจากกระบวนการและเทคโนโลยีที่ใส่ใจกับผลกระทบที่จะเกิดกับสิ่งแวดล้อม และยังคงทำการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อค้นหาวิธีการที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์และบริการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด เพื่อผู้บริโภคและเพื่อโลก

แคนนอนไฮยีนมีบริการที่หลากหลาย อีกทั้งยังกำจัดขยะและของเสียทางการแพทย์ซึ่งต้องใช้ความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการดำเนินการตามขั้นตอน ด้วยความระมัดระวังและเคร่งครัดบริการกำจัดของเสีย อาทิ ของเสียที่ต้องอาศัยการกำจัดโดยวิธีพิเศษ เช่น สารคัดหลั่ง ของเสียจากสถานพยาบาล ของมีคม และของเสียประเภทยาและเวชภัณฑ์ อุปกรณ์จัดการขยะที่เป็นของมีคมได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มั่นใจได้ว่าการเก็บและกำจัดเข็มฉีดยา รวมถึงของมีคมที่มีการปนเปื้อนนั้นเป็นไปอย่างปลอดภัย โดยสามารถป้องกันการทะลุผ่านและรั่วซึมของของเหลว ด้วยระบบล็อคตัวเองในขั้นตอนสุดท้ายซึ่งได้รับรองมาตรฐานความปลอดภัยของประเทศอังกฤษ (British safety standards) โดยแคนนอน ไฮยีน จะเป็นผู้ทำการรวบรวมสิ่งที่ผ่านการใช้งานแล้วนำไปเผาทำลายทิ้ง ด้วยวิธีการที่ถูกต้องได้มาตรฐานเพื่อไม่ให้สารพิษกระจายสู่สิ่งแวดล้อม เพราะขยะและของเสียทางการแพทย์ล้วนเป็นแหล่งรวมเชื้อโรค” นางสาวอคริมา กล่าวสรุปเพิ่มเติม

รวมพลอินสตาแกรมเมอร์สุดคูลในงาน “Instameet” ที่ Open House ชั้น 6 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี

ในยุคที่หลายคนหันมาสื่อสารตัวตนผ่านช่องทางคอมมูนิตี้ออนไลน์อย่าง Instagram และ Facebook ทำให้เราได้พบเห็นมุมมองที่น่าสนใจจากทั่วโลกได้ทุกที่ทุกเวลา และเมื่อเร็วๆ นี้ (5 ส.ค. 60) ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี จับมือกับ Facebook Thailand จัดกิจกรรมสุดครีเอทีฟ “InstaMeet” เป็นครั้งแรก โดยเปิดพื้นที่ “Open House” Co-Living Space แหล่งรวมทุกความคิดสร้างสรรค์ บนชั้น 6 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี เพื่อรวมพลอินสตาแกรมเมอร์ที่มีใจรักในการแชร์ความหลงใหลของภาพถ่ายผ่าน Instagram ให้มาพบปะแลกเปลี่ยนไอเดียสดใหม่ด้วยกัน ซึ่งในงานได้รับเกียรติจาก คุณตั้ม-ชนิพล กุศลชาติธรรม หรือที่รู้จักกันในชื่อ @rockkhound ช่างภาพสตรีทอาร์ทฝีมือดี (Street Photographer) ที่มียอด Follow ถึงแสนกว่าคน และ คุณแน็ตตี้ – กัญญาณัฐ ปิติเจริญ Senior Account Manager ประจำ Facebook สำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์ ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์ให้ได้ฟังกันอย่างเต็มที่

@rockkhound หรือ ตั้ม เริ่มต้นถ่ายทอดมุมมองผ่านเลนส์กล้องโทรศัพท์มือถือ ขยายต่อความรักในการถ่ายภาพจนโด่งดังไปทั่วโลก พัฒนาไปสู่การเป็นคนสร้างคอนเท้นต์วิดีโอและภาพถ่ายที่หลายๆ คนเห็นแล้วอดติดตามไม่ได้ ‘ตั้ม’ มีโอกาสออกเดินทางไปพบปะกับผู้คนท้องถิ่นในหลากหลายประเทศ เริ่มต้นโดยการทำความรู้จักกันผ่าน Instagram แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจด้วยกัน และแน่นอนว่าในครั้งนี้ ‘ตั้ม’ ได้มาชวนทุกคนออกแบ่งปัน
แรงบันดาลใจที่ Open House หลังจากพูดคุยแล้ว ตั้มได้ชวนเหล่าอินสตาแกรมเมอร์ไปเดินถ่ายภาพภายใต้ธีม #ThisBringsMeHere บอกเล่ามุมมองผ่านเลนส์ ว่าจุดไหนที่ดึงดูดให้หลายๆ คนมาที่นี่ ไล่ตั้งแต่ชั้น G มาจนถึง Open House ชั้น 6 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี โดย “Zero Gravity Room” พื้นที่ไร้แรงโน้มถ่วงก็ได้กลายเป็นจุดถ่ายรูปเช็คอินยอดฮิตของเหล่านักสร้างสรรค์

และตั้ม @rockkhound ยังได้ฝากแนวคิดไว้ให้เหล่าอินสตาแกรมเมอร์ในงาน ได้อย่างน่าสนใจ “การที่ผมจะถ่ายภาพ ผมต้องอ่านหนังสือ ดูหนัง เพื่อพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด ถ้าเรามีเป้าหมายใหม่ๆ ให้ตัวเองอยู่ตลอด ก็จะทำให้เราอยากทำสิ่งๆ นั้น”

นอกจากการแบ่งปันแรงบันดาลใจจากช่างภาพสุดคูลแล้ว ยังมี คุณแน็ตตี้ จาก Facebook สำนักงานใหญ่สิงคโปร์ ที่บินตรงมาอัพเดทเทรนด์ต่างๆ ของพฤติกรรมการใช้ Facebook และ Instagram ในประเทศไทย และยังเปิดโอกาสให้ถามคำถามแบบไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน งานนี้เหล่าอินสตาแกรมเมอร์เลยได้ทั้งความคิดสร้างสรรค์ ได้สังคมใหม่ๆ จากการรวมตัวกับคนที่มีความชอบเหมือนๆ กัน และยังได้อัพเดทเทรนด์พร้อมเรียนรู้อินไซต์ของผู้ใช้งาน Instagram และ Facebook ก่อนจะรับของระลึกจาก Instagram กลับบ้านไปอีกด้วย

ก่อนจบการพูดคุย คุณแน็ตตี้ ก็ได้ฝากไว้ว่า “สุดท้ายแล้วทั้ง Facebook และ Instagram ก็เป็นแค่ Platform ที่ถูกออกแบบมาให้ทุกคนได้เล่น แต่จะเป็นยังไงก็ขึ้นอยู่กับทุกคนที่ได้ใช้งานมากกว่า โดยอยากให้
ทุกคนมาร่วม Bring The World Closer Together ด้วยกันนั่นเอง”

ใครอยากตามดูรูปจากกิจกรรมสุดครีเอทีฟในครั้งนี้ ตามไปที่ #CEInstameet #ThisBringsMeHere ส่วนใครที่ชอบศิลปะ รักความคิดสร้างสรรค์ อยากลองออกมาพบปะคนใหม่เพื่อแลกเปลี่ยนไอเดียดีๆ ต้องคอยติดตามกิจกรรมครั้งต่อไปที่ Open House จะจัดขึ้น รับรองว่าครีเอทีฟสมกับเป็นพื้นที่แห่งศิลปะและแรงบันดาลใจแน่นอน

นอกจากนี้ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ยังจัดเต็ม! เนรมิตร “Art Tower” แกลอรี่สีขาวบนพื้นที่ Open House ชั้น 6 ให้เป็น “Zero Gravity Room” หรือห้องไร้แรงโน้มถ่วง เพื่อให้แต่ละคนมาสร้างสรรค์ท่าถ่ายภาพกันสนุกๆ ในสไตล์ของตนเอง พร้อมสนุกับกิจกรรม #ZeroGravityBringsMeHere เพียงถ่ายภาพ ณ ห้องไร้แรงโน้มถ่วงนี้ในสไตล์ของคุณเอง โพสรูปดังกล่าวลงบนอินสตาแกรม พร้อม #ZeroGravityBringsMeHere @centralembassy ลุ้นรับกระเป๋าผ้า Open House ฟรี! จำนวน 50 รางวัล ตั้งแต่วันนี้จนถึง 3 ก.ย. 60