Category Archives: Research

Social Media ยอดนิยมคน 4 Gen

  ยุคของโซเชียลมีเดียคือทุกสิ่งในชีวิตคนออนไลน์ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการใช้งานโซเชียลเน็ตเวิร์คติดอันดับต้นๆ ของโลก

 

จากยอดบัญชีรายชื่อโซเชียลมีเดียของคนไทย แม้ Facebook จะเป็นโซเชียลที่มีบัญชีผู้ใช้สูงสุด แต่ก็มีคำถามว่า จริงๆ แล้วคนไทยติดโซเชียลมีเดียไหนสูงสุด

ETDA ได้สำรวจ โซเชียลมีเดียยอดนิยมของคนไทยในรายงานผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยปี 2560 จากคำถามโซเชียลมีเดียที่ใช้ในรอบ 3 เดือน พบว่า YouTube กลับเป็นโซเชียลมีเดียที่มีการใช้งานสูงสุด มากถึง 97.1% ของกลุ่มตัวอย่างเลยทีเดียว และ Pantip.Com เป็นโซเชียลมีเดียของไทยรายเดียวที่มียอดการใช้งานสูง จนกลายเป็นคำคุ้นชินว่าอยากรู้อะไรไปถาม Pantip อยากคอมเพลนอะไรให้แบรนด์ได้ยินก็ต้องบอกผ่าน Pantip เช่นกัน

แม้ YouTube จะเป็นโซเชียลมีเดียยอดนิยมอันดับหนึ่ง แต่ถ้ามองลึกลงไปถึงพฤติกรรมการใช้งานจริงกลับพบว่า Facebook เป็นโซเชียลมีเดียที่มีผู้ใช้งานบ่อยที่สุด วัดจากคำถามในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาใช้โซเชียลมีเดียเหล่านี้มากน้อยเพียงใด

จากผลรวมเหล่านี้ คงมีคำถามว่า Gen ไหน ฮิตใช้โซเชียลมีเดียอะไรที่สุด

 

Marketeer เชื่อว่าผลการสำรวจการใช้งานโซเชียลมีเดียของ ETDA เป็นไกด์ไลน์ให้กับนักการตลาดประกอบการวางแผนในการสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายได้ส่วนหนึ่ง แต่นักการตลาดอย่าลืมว่าการวางแผนสื่อยังคงต้องประกอบอีกหลายๆ ส่วนในการเข้าถึงผู้บริโภคบน Objective ที่ชัดเจน และบ่งบอกความเป็นตัวตนของแบรนด์ ที่ไม่สร้างความน่าเบื่อหน่ายให้กับผู้บริโภค เพราะอย่าลืมว่าผู้บริโภคมากถึง 66.6% มองว่าโฆษณาที่มากเกินระหว่างใช้งานอินเทอร์เน็ตเช่น ฟังเพลง ดูคลิปวิดีโอ หรือแม้แต่ดูซีรีย์ย้อนหลังได้เข้ามาสร้างปัญหาให้กับพวกเขา

 

 

ตลาดอีคอมเมิร์ซ และพฤติกรรมคนออนไลน์ บนคำว่าห้างออนไลน์มาแรง

 

แปลกไหมที่ คนไทยเบื่อโฆษณาออนไลน์ แต่กลับซื้อสินค้าออนไลน์เพราะเห็นจากโฆษณาออนไลน์

จากการสำรวจ พฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย 2560 พบว่ามากถึง 66.6% รู้สึกว่าโฆษณาเข้ามากวนในขณะใช้อินเทอร์เน็ตฟังเพลง, ดูคลิปวีดีโอ, หรือดูละครซีรีส์ย้อนหลังมากเกินไป แต่ในผลสำรวจเดียวกันมากถึง 55.9% กับคลิกเข้าไปดูเว็บไซต์ แอปพลิเคชันขายสินค้าจากโฆษณาออนไลน์(นั่นแหละ) 54.9% ข้อมูลที่ได้จากรีวิว ความคิดเห็นของผู้ใช้สินค้า และ 47.5% เพราะส่วนลดของแถม โดย 41.9% เลือกเข้าเว็บสินค้าออนไลน์จากเว็บที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของ Search Engine

 

ห้างออนไลน์มูลค่าสูง

มูลค่าห้างสรรพสินค้าออนไลน์

2558 167,364.49 ล้านบาท เติบโต 1,081.32%

2559 257,663.28 ล้านบาท เติบโต 53.95%

2560 312,431.70 ล้านบาท เติบโต 21.26%

ที่มา : มูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2560/ETDA, 2560

กลุ่มห้างสรรพสินค้าออนไลน์ (ไม่รวม มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และ C2C : Consumer to Consumer ) ล้านบาท เป็นกลุ่มที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุด ส่วนหนึ่งมาจากผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่น และมั่นใจจะไม่ถูกหลอกจากการใช้บริการ และการขยายตัวของห้างสรรพสินค้าออนไลน์ที่เข้ามาลงเล่นในตลาดอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น

แม้ช็อปปิ้งออนไลน์จะมีมูลค่าสูง แต่ถ้าแยกย่อยเฉพาะการซื้อขายในรูปแบบ B2C : Business to Consumer กับพบว่า กลุ่มการจำหน่ายอาหาร อาหารแปรรูป ผลผลิตทางการเกษตรและประมง กับมีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุดถึง 178,836.69 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 98.14% ของกลุ่มการจำหน่ายอาหาร อาหารแปรรูป ผลผลิตทางการเกษตรและประมงทั้งหมด

ส่วนห้างสรรพสินค้าออนไลน์ในรูปแบบ B2C มีมูลค่าอันดับ 2 ด้วยมูลค่า 175,867.80 ล้านบาท หรือ 56.29% จากมูลค่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซในกลุ่มห้างสรรพสินค้า

และเครื่องสำอาง อาหารเสริม น้ำหอม และอุปกรณ์เสริมความงาม อยู่เป็นอันดับ3 มูลค่า 146,783.78 ล้านบาท สัดส่วน 93.21% จากมูลค่ารวม

 

อีคอมเมิร์ซโอกาสยังมีอีกมาก

ตลาดอีคอมเมิร์ซ (B2C)

2558       509,998.39 ล้านบาท เติบโต 23.87%

2559       703,331.91 ล้านบาท เติบโต 37.91%

2560       812,612.68 ล้านบาท เติบโต 15.54%

ที่มา : มูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2560/ETDA, 2560

 

จากการคาดการณ์คาดการณ์ของ ETDA พบกว่า มูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ปี 2560 ในกลุ่ม B2Cเติบโต 15.54% ด้วยมูลค่าทั้งสิ้น 812,612.68 ล้านบาท และยังมีโอกาสการเติบโตอีกมาก

สิ่งที่ทำให้ ETDA เชื่อเช่นนั้นมาจากการสำรวจผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย 2560 พบว่ามีคนไทยใช้เน็ตมากถึง  40.7% ที่ไม่เคยซื้อสินค้าออนไลน์ แม้เป็นสัดส่วนที่สูงมาก แต่มองอีกด้านคือโอกาสที่จะเติบโตได้อีกไกล ถ้าร้านค้าออนไลน์สามารถจูงใจให้พวกเขายอมที่จะทดลองซื้อสินค้าครั้งแรกได้

ส่วน 38.4% ซื้อสินค้าออนไลน์เดือนละครั้ง 17.7% ซื้อ 2-5 ครั้งต่อเดือน และมากกว่า 5 ครั้งต่อเดือนถึง 3.2%

เมื่อเจาะลึกไปถึงเหตุผลของการไม่ซื้อของออนไลน์พบว่า

51.1% กลัวโดนหลอก

39.9% ไม่ได้สัมผัสและไม่ได้ลองสินค้าก่อนซื้อ

33.9% ไม่พบสินค้าที่ต้องการ

31.1% ชอบเดินชอปปิงมากกว่าสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์

22% ไม่ได้เจอผู้ขายโดยตรง

มองไปที่ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อสินค้า/บริการออนไลน์ของผู้ที่เคยซื้อสินค้าออนไลน์ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาจากการสำรวจของ ETDA พบว่า

85% ง่าย/ประหยัดเวลาและการเดินทาง สั่งซื้อสินค้า

53.4% การได้รับสินค้าสะดวกและ

51.4% มีโปรโมชั่นที่ถูกใจ เช่น มีการแจก โค้ดส่วนลด มีของแถม เป็นต้น

49.7% เปรียบเทียบราคา สามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการที่มีราคาถูกกว่า การซื้อจากร้านค้าที่มีหน้าร้าน รวมไปถึงเว็บไซต์ขายของออนไลน์ มีสินค้าให้เลือกหลากหลาย และมีการเสนอข้อมูลสินค้าหรือบริการ เช่น รูปภาพของสินค้าชัดเจนน่าสนใจ

28.9% สินค้าที่หน่ายทางออนไลน์บางตัวเป็นสินค้าที่ไม่สามารถหาซื้อจากที่อื่นได้

 

รับได้ถ้าจ่ายไม่เกินพัน

โดยส่วนใหญ่แล้วผู้บริโภคที่ ETDA สำรวจผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย 2560 จะมียอดซื้อสินค้าและบริการไม่เกิน 1,000 บาท  โดย 3 อันดับแรก ที่มีการซื้อสินค้า/บริการไม่เกิน 1,000 บาท ได้แก่ เพลง, ภาพยนตร์, เกม, สติ๊กเกอร์ รองลงมาได้แก่สั่งอาหารออนไลน์ และบริการด้านบันเทิง เช่นซื้อตั๋วภาพยนตร์ คอนเสิร์ต และอื่นๆ

แต่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจคือในหมวดของการใช้จ่ายด้านการเงินและการลงทุนกับใช้เงินมากกว่า 10,000 บาท สูงสุดมากถึง39.6% เลยทีเดียว ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการใช้จ่ายด้านการเงินและการลงทุนส่วนใหญ่แล้วจะทำกับสถาบันการเงินซึ่งมีความเชื่อมั่นถึงความปลอดภัยสูง

 

 

ไทยใช้เน็ตเพิ่มแต่เบื่อโฆษณา

 

ยุคนี้เป็นยุคคนไทยติดเน็ต และจะติดเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี

ETDA ได้สำรวจพฤติกรรมคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตประจำปี 2017 พบว่า คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น โดยในวันทำงาน/วันเรียนใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 6.30 ชั่วโมงต่อวัน และวันหยุด 6.48 ชั่วโมงต่อวัน จากค่าเฉลี่ย 6.24 ชั่วโมงในปีที่ผ่านมา

การเติบโตนี้ส่วนหนึ่งมาจาก 61.1% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยอมรับว่าพวกเขาใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเฉลี่ย 3.06 นาทีต่อวัน

30.8% ใช้อินเทอร์เน็ตเท่าเดิม และ 8.1% ใช้อินเทอร์เน็ตน้อยลงเฉลี่ย 2.24 ชั่วโมงต่อวัน

 

โซเชียลมีเดียกิจกรรมยอดนิยมของคนทุก Gen

กิจกรรมที่นิยมทำเมื่อใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดในปีนี้ 5 อันดับแรก ได้แก่

โซเชียลมีเดีย 86.9%

การค้นหาข้อมูล 86.5%

การรับส่งอีเมล 70.5%

การดูทีวีและฟังเพลงออนไลน์ 60.7%

ซื้อสินค้าออนไลน์ 50.8%

 

รถติดมากยิ่งใช้เน็ตระหว่างเดินทางมาก

สถานที่ที่นิยมใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดยังคงเป็นที่บ้าน 85.6%

ที่ทำงาน 52.4%

ระหว่างเดินทาง 24% เพิ่มขึ้นจาก 14% ในปีก่อน

ที่สถานศึกษาลดลงจาก 19.7% เป็น 17.5% ในปีนี้

 

Gen Y ครองแชมป์นักท่องเน็ต

ซึ่งการเติบโตของการใช้อินเทอร์เน็ตนี้ จากรายงานของ ETDA พบว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในกลุ่ม Gen Y ผู้เกิดพ.ศ. 2524-2543  ยังเป็นกลุ่มที่มีการใช้อินเทอร์เน็ตสูงติดต่อกัน 3 ปีซ้อน ในปีนี้ Gen Y ใช้อินเทอร์เน็ตในวันทำงาน 7.12 ชั่วโมงต่อวัน วันหยุด 7.36 นาทีต่อวัน  และยังเป็นกลุ่มที่ใช้อินเทอร์เน็ตระหว่างเดินทางสูงที่สุดเมื่อเทียบกับ Gen อื่นๆ ในสัดส่วนมากถึง 26.8% เมื่อเทียบกับอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตตลอดวัน

ในแต่ละวันพวกเขาใช้เวลากับโลกอินเทอร์เน็ตแบ่งเป็นกิจกรรมหลักๆ ได้แก่

ท่องโซเชียลมีเดีย 3.24 ชั่วโมงต่อวัน โซเชียลมีเดียยอดนิยมได้แก่ Youtube 98.6% Line 97.9% Facebook 97.7%

ดูทีวี อ่านหนังสือ และฟังเพลงออนไลน์ 2.18 ชั่วโมง

เล่นเกม 2.06 นาทีต่อวัน

ส่วน Baby Boomer และ Gen X มีพฤติกรรมการใช้เน็ตคล้ายๆ กันคือ ใช้เน็ตลดลงจากปีที่ผ่านมา และใช้ในช่วงวันธรรรมดามากกว่าวันหยุด

โดย Baby Boomer ใช้เน็ต 4.54 ชั่วโมงต่อวันในวันธรรมดา และในวันหยุด 4.12 ชั่วโมงต่อวัน จากค่าเฉลี่ย 4.5 ชั่วโมงต่อวันในปีที่ผ่านมา

 Gen X ใช้เน็ต 5.48 ชั่วโมงต่อวันในวันธรรมดา และในวันหยุด 5.18 ชั่วโมงต่อวัน จากค่าเฉลี่ย 6.30 ชั่วโมงต่อวัน

สวน Gen Z เป็นกลุ่มที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตในวันหยุดสุดกว่าวันธรรมดาหลายชั่วโมงด้วยกัน โดยวันหยุดกลุ่มนี้ใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตถึง7.12 ชั่วโมง และ5.48 ชั่วโมงในวันเรียนหนังสือ จากค่าเฉลี่ย 5.7 ชั่วโมงในปีที่ผ่านมา

 

ปัญหาหลักยังคงเบื่อโฆษณา

 นอกจากนี้ ETDA ยังได้สำรวจปัญหาที่เกิดจากการใช้อินเทอร์เน็ต พบว่าปัญหาที่กวนในผู้ใช้เน็ตยังคงเป็นปริมาณโฆษณาที่เข้ามากวนในขณะใช้อินเทอร์เน็ตฟังเพลง, ดูคลิปวีดีโอ, หรือดูละครซีรีส์ย้อนหลังมากถึง 66.6%

รองลงมาได้แก่ความล่าช้าในการเชื่อมต่อ/ใช้อินเทอร์เน็ต63.1%

การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตยาก/หลุดบ่อย43.7%

เกิดปัญหาจากการใช้อินเทอร์เน็ตแต่ไม่รู้จะไปขอความช่วยเหลือจากใคร 39.6% ซึ่งปัญหานี้ในปีที่ผ่านมาเป็นปัญหาอันดับท้ายๆ ตาราง

และถูกรบกวนด้วยอีเมลขยะ 34.2%

 

 

 

สื่อออนไลน์ ช่วย FMCG ได้ไหม

 FMCG โตด้วยช็อปออนไลน์ แล้ว สื่อออนไลน์หละ ช่วย FMCG ไหม

 

อัตราการเติบโต 1.7% ในตลาด FMCG 2559 เป็นการเติบโตที่น้อยที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา และปีนี้คาดการณ์จากกันตาร์ เวิร์ลด์พาแนล (ประเทศไทย) ว่ามีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 1.7% จากครึ่งปีแรกเติบโตเพียง 1% เท่านั้น

การเติบโตที่น่าเป็นห่วงนี้ กลายเป็นคำถามที่แบรนด์ FMCG ถามกับ Google ถึงผู้บริโภค FMCG กับสื่อออนไลน์เสมอ และกลายเป็นสิ่งที่ Google ต้องทำการบ้านผ่านงานวิจัยรายปี ถึงพฤติกรรมการซื้อ และพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อสินค้า FMCG 10 หมวด*ของผู้บริโภคออนไลน์ จากกลุ่มตัวอย่าง 4,000 คน อายุ ระหว่าง 18-60 ปีทั่วประเทศในฐานะตัวแทนแต่ละครัวเรือนตลอดปีที่ผ่านมา

พบเส้นทางผู้บริโภคออนไลน์นิยมค้นหาสินค้า FMCG ผ่าน สมาร์ทโฟนมากถึง 59% แบ่งเป็น ค้นหาข้อมูลเบื้องต้น 49% ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม 73%  ค้นหาข้อมูล ณ จุดขาย 42%

จาก 80% ค้นหาข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ หมวดสินค้าเด็กมีการค้นหาข้อมูลผ่านช่องทางนี้สูงถึง 94%

85% Search Engine เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการค้นหาข้อมูล ประกอบการตัดสินใจ

86% ค้นหาข้อมูลออนไลน์เพิ่มเมื่ออยู่ในระหว่างตัดสินใจซื้อ และ 59% ผ่านสมาร์ทโฟน

 

เพื่อให้สอดคล้องกับธุรกิจ Google ได้สอบถามเรื่องการชมวิดีโอมีผลต่อแบรนด์ ปรากฏว่า 95% มีทัศนะคติเชิงบวกต่อแบรนด์มากขึ้นเมื่อดูออนไลน์

59% มีอนาคคใช้วิดีโอออนไลน์ประกอบการตัดสินใจซื้อสินค้า FMCG ในอนาคต

51% ดูวิดีโอออนไลน์สินค้า FMCG เพื่อเปรียบเทียบแบรนด์ที่สนใจกับแบรนด์อื่น

45% หาข้อมูลเพิ่มจากวิดีโอออนไลน์อื่นๆ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ

44% เข้าเว็บไซต์หลักของแบรนด์ที่อยู่ในวิดีโอ

36% ค้นหาข้อมูลเพิ่มภายหลัง

32% ไปร้านค้า

21% ซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์

และเมื่อสำรวจพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยสินค้า FMCG เอพริล ศรีวิกรม์ Industry Head Google ประเทศไทย ให้ข้อมูลจากการสำรวจว่า การใช้จ่ายสินค้าของ FMCG ในกลุ่มตัวอย่าง 4,000 คนทั่วประเทศที่เป็นตัวแทนแต่ละครัวเรือนทั้งกลุ่มที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ต 59% และกลุ่มที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้ 41% พบว่า ครัวเรือนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตมีการใช้จ่ายสินค้า FMCG ในแบรนด์พรีเมียมสูงกว่าครัวเรือนที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตถึง 1.24 เท่า โดยแต่ละ Category FMCG มีสัดส่วนด้านกำลังซื้อสูงกว่าตลาดรวมคิดจากมูลค่าการใช้จ่ายในแต่ละ Category ของผู้บริโภคที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต และไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้รวมกัน ดังนี้

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน สัดส่วน 64%

นม UHT สัดส่วน 64%

Deodorant สัดส่วน 69%

ไอศกรีม  สัดส่วน 69%

ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก สัดส่วน 67%

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า สัดส่วน 79%

ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า สัดส่วน 79%

ผลิตภัณฑ์กันแดด สัดส่วน 78%

ซุปไก่สกัด สัดส่วน 71%

 

*10 Category ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน, นม UHT, Deodorant, ไอศกรีม, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้า, ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า, ผลิตภัณฑ์กันแดด, ซุปไก่สกัด และกาแฟสำเร็จรูป

 

 

 

 

 

 

 

FMCG เติบโตน้อยสุดใน 11 ปี แต่ไม่ทั้งหมด

 

เศรษฐกิจมหาภาคกระทบ FMCG ไหม?

บอกเลยว่ามาก

ด้วยเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะดีในต้นปี จนนักวิเคราะห์หลายสำนัก รวมถึง กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ประเทศไทย) มองว่า FMCG จะกลับมาเติบโตอย่างน่าสนใจอีกครั้งอย่างช้าๆ

วันเวลาผ่านไปความเชื่อมั่นของผู้บริโภคถูกลดทอนลงจากสูงสุด 77% ในเดือนเมษายน เหลือ 74.9% ในเดือนมิถุนายน เป็นผลให้ตลาด FMCG ไม่เติบโตเท่าที่คาดหวังไว้ตั้งแต่ต้นปีที่เคยมองว่าจะเติบโต 2-3%

แต่จากการเก็บตัวเลขของกันตาร์ฯ พบกว่า FMCG ไตรมาส2/17 พบว่าเติบโตเพียง 1% เท่านั้น และถ้าจะให้เติบโต 1.7% เท่ากับปีที่ผ่านมา ต้องเพิ่มการเติบโตให้ได้ถึง 3% ในครึ่งปีหลัง ซึ่งตัวเลขการเติบโตนี้ ถ้าทำได้ก็ถือว่าต้องใช้พลังมหาศาลมากกว่าที่ผ่านมาในการโดฟตลาดเลยทีเดียว และเป็นเรื่องที่ท้าทายนักการตลาดที่จะผ่านข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ และนิสัยการจับจ่ายที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคไทยไปได้แค่ไหน

เพราะในวันนี้ผู้บริโภคซื้อน้อยลงและจ่ายน้อยลงทั้งปริมาณสินค้าที่ซื้อน้อยลง กลุ่มสินค้าที่ถูกซื้อน้อยลง ลดความถี่ในการออกไปจับจ่าย เลือกจับจ่ายเฉพาะสินค้าที่จำเป็นมากกว่าสินค้าที่ไม่จำเป็น เช่นน้ำยาเปลี่ยนสีผม ทิชชู่ในห้องน้ำ

ผลปรากฏว่าผู้บริโภคลดความถี่ในการจับจ่ายจาก 210 ครั้งในปี 2012เหลือเพียง 201 ครั้งในปี 2016 และการลดซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็นออกไป เหลือสินค้าที่ถูกเลือกซื้อต่อปีเพียง 42 Category ในปี 2016 จาก 44 Category ในปี 2012

ซื้อเพราะโปรโมชั่นกับดักที่แบรนด์ควรระวัง

สังเกตได้ว่าสินค้า FMCG จัดโปรโมชั่น ซื้อ 1 แถม 1 ซื้อสินค้าราคาพิเศษ และสินค้าลด แลก แจก แถมมากขึ้น ซึ่งแคมเปญโปรโมชั่นเหล่านี้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าตามโปรโมชั่นถึง 36% ของสินค้า FMCG ที่ซื้อทั้งหมด เมื่อนับย้อนหลังจากไตรมาส2/17 ไป 1 ปี ในช่องทางไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ต จากเพียง 25% ในปี 2012 ซึ่งพฤติกรรมซื้อสินค้าเพราะโปรโมชันของผู้บริโภคการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี

FMCG ซื้อเพราะโปรโมชั่น

2012       25%

2013       30

2014       31%

2015       34%

2016       35%

Q2/2017               36%

*สัดส่วนซื้อสินค้า FMCG เพราะโปรโมชั่นจากจำนวนสินค้า FMCG ที่ซื้อทั้งหมด

แต่การดึงกำลังซื้อด้วยโปรโมชั่น โดยเฉพาะซื้อ 1 แถม 1 เป็นเหมือนดาบ 2คม ที่อาจกระตุ้นยอดจำหน่ายในช่วงเวลานั้นให้เติบโตอย่างน่าดีใจ แต่เป็นเรื่องน่ายินดีใจช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ก่อนที่จะซึมลึกไปอีกนานเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าในช่วงลดราคาตุนไว้จำนวนมากและค่อยๆ นำออกมาใช้จนกว่าสินค้าจะหมดเพื่อซื้อตุนไว้อีกครั้งเมื่อมีแคมเปญลดราคา

ซึ่งวัฏจักรนี้ สินค้าใน Category Personal Care ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ การเติบโตของกลุ่มนี้เหลือเพียง 1.5% ในไตรมาส 2/17 จาก 6.2% ในช่วงเดียวกันของปี 2016 โดยกลุ่มแชมพูสระผมได้รับผลกระทบนี้มากเป็นพิเศษ

สำหรับ Category หลักอื่นๆ อย่าง  Food & Beverage เป็น Category ที่ได้ขึ้นชื่อว่าได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจเป็น Category แรกๆ และเมื่อตีบวกกับพฤติกรรมผู้บริโภคให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพมากและได้เปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มจากน้ำอัดลมเป็นน้ำเปล่าเพื่อแก้กระหายในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาตลาดน้ำดื่มได้โตอย่างน่าสนใจ ส่วนปีนี้ตลาดน้ำดื่มได้รับผลกระทบด้วยการเติบโตที่ทรงๆ เท่านั้น

ส่วน Home Care เป็น Category หลัก Category เดียวที่มีการเติบโตจาก 3.3% ในไตรมาส2/16 ขึ้นเป็น 4.1% จากนวัตกรรมของสินค้าที่แบรนด์พัฒนาฟีเจอร์ของสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างจุดต่าง ให้ผู้บริโภครู้สึกว่าฟีเจอร์ที่เพิ่มขึ้นมาอำนวยความสะดวกใช้ชีวิตสะดวกสบายและส่งเสริมให้ชีวิตดีขึ้นจนยอมจ่ายที่มากกว่าเพื่อซื้อสินค้าใช้งาน เช่นน้ำยาซักผ้าสูตรเข้มข้นพิเศษ เก็บความหอมได้ยาวนาน และทำให้ผ้ารีดง่ายเป็นต้น

ประกอบอาหาร/สุขภาพ เติบโตด้วยผู้ซื้อหน้าใหม่

เมื่อเศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ทานข้าวบ้านก็แล้วกัน คำนี้สะกดอยู่ในใจใครหลายคนที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทานข้าวนอกบ้านมาทานข้าวในบ้านแทน

สินค้าประเภทประกอบอาหารจึงกลายเป็นสินค้าที่มีการเติบโตของแนวโน้มที่จะถูกบริโภคมากขึ้นติด Top10 อยู่หลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยกะทิกล่องสำเร็จรูปเป็นกลุ่มสินค้าที่มีผู้ซื้อหน้าใหม่เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 8.4% และเติบโตด้านยอดจำหน่าย 51.8% ส่วนผสมและเครื่องปรุงอาหาร 2.2% น้ำส้มสายชู 1.8% ข้าวบรรจุถุง 1.5%

ผนวกกับกระแสรักสุขภาพกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างนมถั่วเหลืองสเตอริไลซ์ นมสเตอริไลซ์ และนมเปรี้ยวเป็นสินค้ามีการเติบโตด้านผู้ซื้อหน้าใหม่ 2.0% 1.6% และ 1.5% ตามลำดับ

ในวันที่ตลาด FMCG ถูกเศรษฐกิจเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคให้ลดน้อยลง ได้กลายเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับธุรกิจ FMCG ที่จะก้าวข้ามการเติบโตที่ต่ำสุดในรอบ 11 ปีไปให้ได้

 

 

FMCG เติบโตเพราะออนไลน์

 

มันก็ยังซึมๆ อยู่

คำจำกัดความเศรษฐกิจในปีนี้ ที่สร้างความกดดันให้กับตลาด FMCG รวม เติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ต้นปีที่กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล (ไทยแลนด์) คาดว่าจะเติบโตมากกว่า 1.7% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปีที่ตลาด FMCG เติบโตน้อยสุดในรอบ 10 ปี

มันน่าจะเป็นอย่างนั้น

เพราะจากต้นปีที่ผ่านมา ตลาด FMCG ไต่ระดับไปได้สวย จากดัชนีความเชื่อมั่นที่สำรวจความรู้สึกผู้บริโภคที่เป็นส่วนหนึ่งในการชี้ให้เห็นเทรนด์การจับจ่ายของผู้บริโภคในต้นปีค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนมกราคม 74.5% เป็น 75.8% 76.8% 77% ในเดือนกุมภาพันธ์-เมษายนตามลำดับ

แต่มันคือภาพลวงตา เพราะในเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมาความเชื่อมั่นผู้บริโภคหันหัวกลับลงเหลือ 76% และมิถุนายน 74.9% ส่งผลกระทบกับตลาด FMCG ให้เติบโตเพียง 1% จาก 2.4% ในช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา  และเมื่อนับย้อนหลังจากไตรมาส2/2017 ไป 1 ปีเต็ม FMCGยังคงเติบโตแค่  1% จาก 2.7% ในปีที่ผ่านมา นั่นเพราะอะไร

เพราะ 1ใน 3 ของประชากรไทย เป็นเกษตรกร อัตราพืชผลที่ไม่ได้ราคาไม่เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ส่วนสำคัญในการจับจ่ายของคนชนบทที่อาชีพหลักเป็นเกษตรกร

เพราะคนไทยมีหนี้ครัวเรือนสูง ในปี 2015 เป็นปีที่มีหนี้สินครัวเรือนสูงสุดถึง 81% จากปี 2010 ที่หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 59% ของ GDP ก่อให้เกิดการจับจ่ายน้อยลง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากโครงการถยนต์คันแรก

ทำให้ผู้บริโภคเลือกที่จะซื้อสินค้าน้อยลงทั้งลดจำนวนการซื้อ ลด Category ที่ไม่จำเป็น ลดความถี่ในการซื้อสินค้า และลดการใช้จ่ายใน FMCG น้อยลง ทั้งการซื้อสินค้าราคาถูกลง ซื้อบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็กลง ซื้อสินค้าตามโปรโมชั่น และเปลี่ยนช่องทางการซื้อใหม่ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในบริบทของผู้บริโภคในแต่ละราย

ส่งผลให้แต่ละช่องทางได้รับผลกระทบ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ยกเว้น ช่องทางออนไลน์ ที่ยอดการจับจ่ายเติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างน่าสนใจ แม้ในวันนี้สัดส่วนการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์อ้างอิงโดยกันตาร์ฯ ยังคงมีเพียง 0.6% ของตลาด FMCG รวม หรือ 7.3% Penetration ก็ตาม

 

ออนไลน์สร้างยอดจำจ่ายใหม่

การเติบโตของช่องทางออนไลน์ในธุรกิจ FMCG กันตาร์เคยมองไว้ไตรมาส2/2017 ว่าเป็นส่วนที่เข้ามาเป็นช่องทางเสริมให้กับตลาดมากกว่าให้ตลาดนี้เติบโต  จากครัวเรือนในประเทศไทยอยู่ในสังคมชนบทมากถึง 50% ของครัวเรือนทั้งหมด และมีกำลังซื้อสินค้าในแต่ละครั้งที่ต่ำ ไม่มีบัญชีธนาคารเกิดอุปสรรค์ในการชำระเงิน อินเทอร์เน็ตมีการใช้อย่างจำกัด ทำให้การเข้าถึงการซื้อขายผ่านช่องทางนี้เป็นไปได้ยากขึ้น ตลอดจนการขยายตัวของ Hypermarket ก็ยังไม่ครอบคลุมครัวเรือนในชนบทเท่าไรนัก ทำให้คนไทยกลุ่มนี้ยังนิยมซื้อสินค้าผ่านโชว์ห่วยเป็นหลัก

ในเวลานี้คงไม่ใช่สักทีเดียว เพราะจากการเก็บรวบรวมข้อมูลของกันตาร์ฯ หลังเปรียบเทียบมูลค่า FMCG ผ่านช่องทางออนไลน์ในปี 2015 ที่มีมูลค่า 1,183 ล้านบาท กับปี 2016 มูลค่า 2,474 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,291 ล้านบาท  

เมื่อนำตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมาถอดรหัสการซื้อ พบว่า

411 ล้านบาท ซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยช่องทางออฟไลน์ยังคงซื้อเท่าเดิม

489 ล้านบาท ซื้อสินค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์เพิ่มขึ้น

391 ล้านบาท มาจากการเปลี่ยนช่องทางการซื้อจากออฟไลน์เป็นออนไลน์

ซึ่งการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์มีไม่ถึง 1 ใน 3  โยกเงินมาจากออฟไลน์เพื่อซื้อออนไลน์เท่านั้น เท่ากับว่าออนไลน์เป็นช่องทางหนึ่งที่ผลักดันการเติบโตของตลาดในปีนี้

ออนไลน์ซื้อน้อยครั้งแต่จ่ายมาก

ปีนี้กันตาร์ฯ คาดการณ์ Penetration ผ่านช่องทางออนไลน์จะเพิ่มเป็น 10% ในสิ้นปี และส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในเมือง การเติบโตนี้ มีส่วนสำคัญส่วนหนึ่งมาจากธนาคารแห่งประเทศไทยที่เปิดตัว Promptpay และ one QR Code เพื่อยกระดับคนไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสดมากขึ้น ซึ่งอำนวยความสะดวกในการชำระสินค้าและบริการ ซึ่ง one QR Code คาดการณ์เปิดใช้งานจริงในไตรมาสสี่/2017 จากปัจจุบันที่ธนาคารพาณิชย์พัฒนาบริการและทดลองระบบอยู่ในพื้นที่ที่จำกัด

หันกลับมาปัจจุบัน การซื้อสินค้า FMCG ของผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ในปี 2017 เมื่อเทียบกับปี 2016 จากการเก็บข้อมูลในไตรมาสสองของแต่ละปีย้อนหลังไป 1 ปี พบว่า

Penetration เพิ่มจาก 5.3% เป็น 9.4%

ความถี่ในการซื้อ   จาก 2.2%  เป็น 2.8%

มูลค่าการจับจ่ายต่อผู้บริโภค1 คนโดยเฉลี่ยต่อปี จาก1,356 บาท เป็น 1,706 บาท

มูลค่าการจับจ่ายต่อครั้ง จาก 615 บาท เป็น 602 บาท

 

ผ้าอ้อมเด็กใบเบิกทาง FMCG ออนไลน์

มาถึงบรรทัดนี้คงมีคำถามว่า อะไรขายดีในออนไลน์

คำตอบคือ Personal Care 80% ใน Category สุขภาพและความงาม เช่นเมคอัพ รวมไปถึงสินค้าเด็กอย่างผ้าอ้อมสำเร็จรูปเด็ก โดยผ้าอ้อมสำเร็จรูปเด็กเป็นสินค้าที่ขึ้นชื่อว่าขายดีสุดๆ ในออนไลน์ ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ด้วยเหตุผลเป็นสินค้าที่ใช้สิ้นเปลือง พ่อแม่ไม่มีเวลาไปซื้อตามห้าง และซื้อผ่านออนไลน์ได้ราคาถูกกว่า แต่ประเทศไทยแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ตรงที่ 50% ของการซื้อขายผ้าอ้อมสำเร็จรูป ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก ที่มีแม่ค้ามือสมัครเล่นมาประกาศขาย

เกาหลีนักช็อปออนไลน์ตัวยง

ในอนาคตเทรนด์การซื้อสินค้า FMCG ผ่านช่องทางออนไลน์จะไปยังสินค้าที่มีขนาดหรือมีน้ำหนักไม่สะดวกในการหิ้วจากช่องทางออฟไลน์มากขึ้นตามเทรนด์โลก โดยเฉพาะเกาหลีการซื้อสินค้าผ่านช่องทางนี้มีสัดส่วนมากถึง 16.6% ของตลาด FMCG รวม หรือ 66.7% penetration ของผู้บริโภคทั้งหมด และซื้อออนไลน์มากถึง 14 ครั้งต่อปี

มาจากสังคมเกาหลีใต้เป็นสังคม Urbanization ครอบครัวมีขนาดเล็ก อาศัยอยู่ตามคอนโดมีเนียม ชนชั้นคนทำงานมีเวลาการทำงานที่ยาวนานกว่าปกติของคนเอเชีย ทำให้ไม่มีเวลาว่างที่มากพอที่จะเดินเล่นเลือกซื้อสินค้าผ่าน Traditional และออนไลน์มีสินค้าทุกอย่างที่ต้องการ บนระบบ Payment Infrastructure ที่ดี และคนเกาหลียังมีการดำเนินชีวิตในรูปแบบ Digital Creativity จากอัตราการเข้าถึงสมาร์ทโฟนสูงบนอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุมและรวดเร็ว

สำหรับประเทศไทยออนไลน์เป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่สำคัญในธุรกิจ FMCG ซึ่งกันตาร์ฯ เชื่อว่าจะสามารถเติบโตไปเร็วกว่านี้แน่ ถ้าเกิดการกระตุ้นให้เกิดยอดการจับจ่ายที่เพิ่มขึ้น เช่นในประเทศจีน Alibaba จัดงาน 11.11 ลดกระหน่ำสินค้าราคาพิเศษตลอด 24 ชั่วโมง และเปิดโอกาสให้คนทั่วโลกเข้ามาเลือกซื้อสินค้าในเทศกาลนี้ได้  ซึ่งความสำเร็จของแคมเปญ 11.11 ในปีที่ผ่านมา สามารถสร้างมูลค่าได้สูงถึง 1.207 แสนล้านหยวน หรือ 1.78 หมื่นล้าน USD

หรือการเลือกสินค้า exclusive จำหน่ายในช่องทางออนไลน์เท่านั้น เช่น FMCG อย่าง P&G ในต่างประเทศได้เลือกสินค้าพิเศษบางไอเทมขายเฉพาะช่องทางออนไลน์เป็นกิมมิกถึงผู้บริโภคเข้ามาซื้อสินค้าเป็นต้น

 

7 ประเทศ FMCG ออนไลน์ มาแรง

 

เกาหลีใต้   7 พันล้าน USD สัดส่วน 25% ของ FMCG ทั้งหมด

จีน           36 พันล้าน USD สัดส่วน 15% ของ FMCG ทั้งหมด

สหราชอาณาจักร  14 พันล้าน USD สัดส่วน 12% ของ FMCG ทั้งหมด

ฝรั่งเศส                   11 พันล้าน USD สัดส่วน 11% ของ FMCG ทั้งหมด

ไต้หวัน                    1  พันล้าน USD สัดส่วน 8% ของ FMCG ทั้งหมด

อเมริกา                   50 พันล้าน USD สัดส่วน 6 % ของ FMCG ทั้งหมด

เนเธอร์แลนด์          1.3 พันล้าน USD สัดส่วน 5% ของ FMCG ทั้งหมด

*คาดการณ์  2568

Cross Platform ปังหรือแป๊ก

 

โลก 4.0 เปลี่ยนผู้บริโภคไปจากเดิม เคยมีคนตั้งคำถามว่ามัลติสกรีน การมาของ Youtube Line TV และยังมี Facebook Live ที่ช่องทีวีเอามาไลฟ์สดดึง eye ball ผู้บริโภคไทยที่ใช้เวลาอยู่บนอินเทอร์เน็ต 4 ชั่วโมงกว่าต่อวัน และเกิดการตั้งคำถามว่าคนดูทีวีลดลงไหม?

เพราะตัวเลขจาก Youtube จากการว่าจ้าง TNT สำรวจ ในปีที่ผ่านมาพบว่า

62% ของ Internet User คนไทย ดูYoutubeมากกว่าทีวี และการเติบโตของการดูคอนเทนต์วิดีโอผ่านมือถือสูงถึง 90% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านั้น 

ส่วนสถิติในปีนี้เมื่อเอาชั่วโมงดูYoutubeทั้งหมดของคนไทยมารวมกันพบว่า ประเทศไทยติดอันดับ 10 ประเทศที่ดู Youtube สูงสุดในโลก และเป็นอันดับหนึ่งในเอเชียแปซิฟิก

คนไทยดูYoutube เฉลี่ยประมาณ 2 ชั่วโมงต่อวัน  

89% เข้ามาดู Youtube ทุกวัน

71% เข้ามาวันละหลายๆ ครั้ง

86% มองว่า Youtube ให้อิสระในการดูสามารถดูที่ไหนเมื่อไรก็ได้

83% มองว่าเป็น First Choice ในการดูคอนเทนต์

84% อยากเห็นคอนเทนต์ใน Youtube มีความหลากหลายกว่านี้

78% ดูคอนเทนต์อื่นใน Youtube แทน เมื่อ Search หาคอนเทนต์ที่ต้องการไม่เจอ

 

ตัวเลขนี้อาจทำให้ตกใจ คนไทยใช้เน็ตไม่ดูทีวีแล้วหรือ?

คนไทยยังดูทีวี อยู่ เพราะมีมากถึง

81% ชอบดูรายการบน Youtube แต่ถ้ามีเวลาจะเลือกดูสดบนทีวีเพราะได้ Experience ที่ดีกว่า

และเมื่อพวกเขาพลาดรายการสดบนทีวี 88% จะมาดูใน Youtube

85% รู้สึกดีถ้าเห็นคอนเทนต์ทางทีวีมาอัพลงบน Youtube ภายใน 24 ชั่วโมงหลังออนแอร์

พฤติกรรมเหล่านี้ ทีวี และ Youtube มา Cross Platform ส่งเสริมกันและกันได้หรือไม่?

 

Youtube ได้ลองสำรวจผู้ชม Youtube 1,000 คน อายุละหว่าง 16-60 ปี ในกรุงเทพและจังหวัดอื่นๆ ถึงการรับชมรายการโทรทัศน์ หรือรายการใน Youtube 25 ประเภทรายการ ในไตรมาสแรกปีนี้ พบว่า

88% เปิดดูทีวีมากขึ้นเมื่อดูคอนเทนต์รายการนั้นๆ บน Youtube

โดยมุกพิม อนันตชัย หัวหน้าฝ่ายพันธมิตรธุรกิจบันเทิง YouTube ประเทศไทย ได้ยกตัวอย่างของ 3 ประเภทรายการ ได้แก่ เรียลลิตี้ โชว์ กีฬา และรายการสำหรับวัยรุ่นอายุ 12-21 ปี ที่ Cross Platform ระหว่าง Youtube ทีวี พบว่า

 

เรียลลิตี้โชว์ – High Viewership on TV and Youtube

จากผลสำรวจพบกว่า เรียลลิตี้โชว์ เป็นรายการที่มีผู้ชมสูงทั้งทีวีและ Youtube ด้วยยอด Tune in ซึ่งกันและกันเติบโตมากถึง 10% ซึ่งทีวีบางช่องได้อัพโหลดรายการที่ออนแอร์บนทีวีไปพร้อมๆ กันบน Youtube จากความคิดที่ว่าถ้าส่งคอนเทนต์ไปถึงผู้บริโภคทันเวลารวดเร็วมากพอก็จะสนับสนุนเรทติ้งซึ่งกันและกัน

 

กีฬา – High Viewership TV ไม่เท่ากับ Youtube

กีฬาเป็น Moment of now คนชอบดูกีฬาสดผ่านทีวี จากความต้องการเชียร์กีฬา และรู้ผลแข่งขันเดี๋ยวนั้น Youtube จะทำหน้าที่เป็นเพียง โปรโมทรายการกีฬาให้คนไปดูบนจอทีวีเท่านั้น และเกิดยอด Tune in จาก Youtube ไปทีวีประมาณ 15%

 

รายการวัยรุ่น – High Viewership Youtube ไม่เท่ากับ TV

บอกเลยว่าคอนเทนต์รายการวัยรุ่นบน Youtube ไม่ได้ดึงให้คนเข้ามาดูทีวีเลย แม้วัยรุ่นจะดู Youtube มากแค่ไหนก็ตาม

 

แม้ในบางรายการ Youtube กับไม่มีผลกับทีวี แต่การเชื่อม 2 ช่องทางระหว่าง Youtube กับ ทีวี สามารถส่งเสริมซึ่งกันและกันได้เช่นการโปรโมทช่วงเวลาของรายการสดบน Youtube ดึงให้ผู้ชมรายการผ่านช่องทางออนไลน์ไปดูบนหน้าจอหลัก หรือโปรโมท Channel บน Youtube ในรายการทีวีที่ออนแอร์ เพื่อดึงให้ผู้ชมรายการสามารถเข้าไปชมย้อนหลังผ่าน Youtube ได้โดยไม่ต้องค้นหา เพราะในวันนี้ Screen ได้ก้าวข้ามคำว่า Second Screen เป็น Main Screen และ Support Screen ไปแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าผู้ชมจะเลือก Screen ไหนขึ้นมาเป็น Main Screen

แต่ก็เป็นความท้าทายของ Youtube อยู่เหมือนกัน เพราะคู่แข่งอย่าง Facebook ก็เป็น Platform หนึ่งที่ ช่องทีวีเลือกที่จะนำเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงผู้ชม และทีสำคัญ คนไทยอยู่กับ Facebook ตลอดเวลา

 

 

 

 

3 Mindsets เอาตัวรอดใน Disruptive World โลกที่ทุกคนพร้อมโค่นผู้นำ

ปัจจุบันคำว่า Disrupt หรือ Disruption ถูกนำมาใช้ในวงการธุรกิจ การตลาด และ Startup อย่างกว้างขวาง เนื่องจากเกิดธุรกิจที่เข้ามาทำลายธุรกิจเดิมมากมาย… ทำลายขั้นตอนที่ยุ่งยาก ทำลายปัญหาของผู้บริโภค ทำลายต้นทุน และที่น่ากลัวที่สุด.. ทำลายธุรกิจเดิมๆ ออกไปจากตลาด

Chuck Eesley (ชัค อีสลีย์) ผู้ช่วยศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้อธิบายไว้ว่า หากเปรียบกับมวย ธุรกิจเดิมก็คือนักมวยอาชีพที่มี การเคลื่อนที่ การหลบ การโยก การแย็บ  หมัดตรง หรืออัปเปอร์คัต ทุกอย่างทำได้ดี แต่ไม่ดีที่สุด… ในขณะที่ Startup ที่กำลังเกิดใหม่เรื่อยๆ มุ่งโฟกัสไปที่อย่างเดียวเท่านั้น ฉะนั้นถ้ามีการแข่งอัปเปอร์คัตเพียงอย่างเดียว Startup ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องอัปเปอร์คัตก็จะชนะ เพราะซ้อมเรื่องนี้เพียงอย่างเดียว

ฉะนั้นโลกทุกวันนี้ไม่ใช่ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก แต่เป็นปลาเล็กๆ หลายตัวที่จะรุมกินปลาใหญ่

 

โดยอายุเฉลี่ยของของบริษัทจดทะเบียนก็น้อยลงตาม โดยจากข้อมูลของ Stanford พบว่า 30 ปีหลังตั้งแต่ปี 1980 -2010 อายุเฉลี่ยลดลงจาก 55 ปี เหลือ 25 ปี เท่านั้น นี่จึงเป็นอีกข้อมูลที่ย้ำชัดถึงเทรนด์นี้ได้เป็นอย่างดี

 

ตัวอย่างของ Disruptive World ที่ใกล้มาก จนเราไม่รู้ตัว

หากคุณดูไปที่หน้าจอ Smartphone ของคุณตอนนี้ ก็จะเห็นว่า มี App หลายประเภทที่มีหน้าที่ทับซ้อนกัน อย่างแค่ Camera เชื่อว่าทุกคนก็ต้องมีอย่างน้อย 2-3 App และมีแอพแต่งรูปเพิ่มต่างหากด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Facebook ถึงมีฟีเจอร์หลายอย่างใน App เดียว

 

บริษัทใหญ่อย่าง FedEx ขนส่งระดับโลก ก็มีคู่แข่งในทุกบริการ

ตั้งแต่ บริการรับส่งของเล็กๆ จนถึงสินค้าที่เป็นตู้คอนเทนเนอร์ จนถึง ระบบจัดการ Logistics แน่นอนสำหรับบริษัทใหญ่ที่เป็นลูกค้า FedEx มาตลอดก็อาจยังเชื่อมันใน FedEx แต่สำหรับลูกค้ารายย่อยล่ะ ถ้ามีบริการที่ถูกกว่า และมี Feedback ที่ดี ก็พร้อมจะลองเป็นธรรมดา

Fin Tech ยิ่งแล้วใหญ่

ลองดูตัวอย่างเว็บไซต์ Well Fargo ที่มีบริการทั้ง การเงิน ที่ปรึกษา ประกัน เครดิต หรือสินเชื่อ ทุกบริการมี Fin Tech Startup ที่เป็นคู่แข่งไม่น้อยกว่า 10 ราย และยังไม่รวมของต่างประเทศด้วย

 

พอเห็นภาพของ Disruptive World แล้วใช่ไหม..

เพราะฉะนั้นถ้าอยากเอาตัวรอดในตลาดนี้ให้ได้ นี่คือ 3 Mindsets ที่ Chuck Eesley อยากให้คุณควรท่องไว้ให้ขึ้นใจ ถ้าไม่อยากถูก DISRUPT

 

1.โฟกัสที่ผู้บริโภคเป็นหลัก

เวลาคุณจะทำธุรกิจอะไร คุณต้องฟังเสียงผู้บริโภคจริงๆ เพราะไม่งั้นคุณจะเจอ คำตอบ 2 แบบ 1.False Positive คือเพื่อนสนิทที่บอกว่า ไอเดียนี้สุดยอดเลย ฮิตแน่นอน และ 2.False Negative คือ ความเห็นจากโลกโซเชียลทั้งหลาย

Chuck บอกว่าธุรกิจที่ไปไม่รอดส่วนใหญ่ยังหาผู้บริโภคของที่แท้จริงของตัวเองยังไม่เจอด้วยซ้ำ

บริษัทใหญ่ๆ อย่าง Google หรือ Microsoft ก็เคยผลิตภัณฑ์ที่ พลาด มามากมาย นี่คือ Google Graveyard ที่เป็นเครื่องเตือนใจ ว่ากว่าจะมีผลิตภัณฑ์ดังๆ ที่ครองโลกขณะนี้ Google ก็เคยเจ็บมาเยอะ

 

2.Action Bias (Pretotyping)

“Building The Right It” ก่อน “Building It Right”

การหา The Right It  นั้นทำได้โดยการ Pretotyping หรือ ทำสินค้าทดสอบ Feedback นั่นเอง โดยสาเหตุที่ต้องทำก็เพราะ ต้อง Fail Fast เจ็บตัวให้เร็ว เพราะยิ่งเวลาผ่านไปนานก็ยิ่งเหนื่อย ลงทุนเยอะ ยิ่งผ่านไปนานก็ยิ่งหยุดยาก และสุดท้ายก็ต้องล้มเหลวอยู่ดี

ยกตัวอย่างการ Pretotype ที่น่าสนใจ

-FAKE DOOR Pretotype : สร้างสินค้าจำลองขึ้นมา โดยในรูปแสดงให้เห็น รูปตุ๊กตาของ Michael Bolton ที่ไม่มีอยู่จริงขึ้นมา โดยเมื่อกด Ad ใน Google จากนั้นก็จะเข้าเว็บไซต์ปลอม แล้วก็มีปุ่มซ์้อหลอกๆ หากกดเข้าไปซื้อก็จะมีช่องให้ใส่อีเมล์ติดต่อกลับนั่นเอง

โดยทำแบบนี้แล้วได้อะไร? ได้รู้ว่าขณะนั้นคนสนใจและกด Ad เราใน Google เท่าไหร่ >> กดเข้ามาแล้วกด BUY เท่าไหร่ >> กด BUY แล้วใส่อีเมล์อีกเท่าไหร่

 

-YouTube Pretotype : เป็นการสร้างวิดีโอแนะนำผลิตภัณฑ์เลย ตั้งใจว่าจะสินค้าจะเป็นแบบไหนก็ทำไปก่อน จากนั้นก็ดู Feedback … เห็นอย่างนี้ Pokemon GO ก็เคยทำตอน April Fool Day ปี 2015 จากนั้นด้วยกระแสที่ล้นหลามพวกเขาก็ดำเนินการต่อให้เสร็จในปี 2016 หรือแม้แต่หนังเรื่อง Deadpool ก็ทำ Teaser ออกมาให้คนดูเล่นๆ แต่คนกลับชอบมาก ก็เลยทำหนังยาวไปเลย เป็นต้น

“พอเจอ The Right Product แล้ว การหาวิธีสร้างก็ไม่ยาก”

 

3.อยู่กับความไม่แน่นอนให้ได้

สิ่งที่ยากที่สุดของการทำธุรกิจในยุคนี้ก็คือ ต้อง Balance ทั้ง 4 เรื่องให้ได้ ระหว่างมองโลกในแง่ดี-ร้าย กับ ความเด็ดเดี่ยว-ความยืดหยุ่น ซึ่งมันเป็นเรื่องยากมากสำหรับคนไม่มีประสบการณ์ และทางเดียวที่จะได้มันมาก็คือ ลองผิด ลองล้มเหลว

การเร่งขั้นตอนการทำงาน เพื้อสร้างธุรกิจ หรือสินค้าที่จะอยู่รอดได้นั้น เหมือนอยู่บนความไม่แน่นอนตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ต้องสามารถรับความเสี่ยง ความไม่แน่นอนให้ได้

 

 

ที่มา : งานสัมมนา Winning The Disruptive Game จัดโดย KBank และ SEAC

 

INSIGHTS ตลาด UAE จากประสบการณ์จริง ของ 4 SMEs ไทย

ไม่มีบทเรียนไหนล้ำค่า เท่ากับบทเรียนจากความผิดพลาดและประสบการณ์… เช่นเดียวกับ 4 SMEs ไทย ที่ได้ไปทำธุรกิจ และลุย ตลาด UAE ด้วยตัวเอง

ฉะนั้น Marketeer ขอถ่ายทอด และสรุปเรื่องราวของทั้ง 4 ธุรกิจ ไว้เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับคนไทยที่อยากไปทำธุรกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

1.เครื่องสำอาง ‘YC’ – ดวงฤทัย โชติบูรณ์วงศ์
YC Marketeer

ธุรกิจประเภทความสวยความงาม หน้าตาและรูปลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญ สำหรับผู้ประกอบการ เวลาไปนำเสนอสินค้าตามงานหรือการประชุม ต้องแต่งตัวให้เป็นมืออาชีพ ส่วนบรรจุภัณฑ์ต้องดูแล้วเข้าใจง่าย สวยงาม มีสีสัน เพราะลูกค้ามีโอกาสเห็นแค่ แว๊บเดียวเท่านั้น อย่างถ้าขายครีมทามือ ก็ต้องมีรูปมือสวยๆ บนกล่อง เป็นต้น

เวลาเจอ Dealer ที่ต่างประเทศ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือต้องมีคนที่มีอำนาจการตัดสินใจไป ซึ่งดีที่สุดก็คือ CEO เพราะต้องปิดดีลตรงนั้น สามารถต่อรองราคา และตัดสินใจได้ทันที ถ้าให้ลูกน้องไปลุยตลาดเอง แล้วต้องมาโทรถามทีหลัง.. ก็ไม่มีประโยชน์

 

2.ยาดม ‘เฌอเอม’ – อัครพัจน์ ตั้งตรงจิตร
cheraim Marketeer

สำหรับ หมวดหมู่ยาและสมุนไพรไทย จะแตกต่างกว่าสินค้าอื่น เพราะคนที่นู่นยังไม่เข้าใจ ฉะนั้นต้องทำ Branding และใช้เวลา โดยถ้าติดต่อกับ Dealer ก็ต้องคัดคนด้วย เพราะบางคนรับสินค้าเราไปทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจ สุดท้ายแบรนด์จะเสียได้ง่ายๆ

สิ่งที่สำคัญเวลาไปตลาดใหม่ก็คือ การทดลองตลาด เฌอเอมมีหลากหลายสินค้า ฉะนั้นเราจึงทดลองทุกตัวให้หมด จากนั้นก็สังเกตและวิเคราะห์ว่าอะไรเหมาะกับตลาด UAE แล้วค่อยปรับสัดส่วนสินค้าเอา

อีกเรื่องที่สำคัญเวลาทำธุรกิจกับคนต่างประเทศก็คือ ‘กล้า Fight’ เพราะธรรมชาติของคนไทยคือยอมไปก่อน ไม่อยากขัด อะไรก็ได้… แต่ในตอนสุดท้ายก็ต้องมาขัดแย้งกันอยู่ดี ฉะนั้นถ้าไม่พอใจจุดไหน ให้พูดตั้งแต่ต้น จะได้เคลียร์และไปต่อได้

 

3.กระเป๋า ‘Jane Lily’ – ประภัสสรา รติพรทิพย์
Jane Lily Marketeer

แบรนด์ Jane Lily เริ่มขายอยู่ที่ MBK ทำให้เห็นพลังการจับจ่ายของชาวตะวันออกกลาง จึงกล้าไปเปิดตลาดและมีตัวแทนจำหน่ายอย่างจริงจังที่ UAE

Insights สำคัญที่ Jane Lily พบคือ ผู้หญิงใน UAE ชอบแมวมากกว่าหมา (หรือสัตว์ชนิดอื่นๆ) ถ้าเป็นสินค้าที่มีแมว เห็นปุ๊ปหยิบเลย ส่วนสินค้าที่มีรูปน้องหมานั้นขายไม่ค่อยออก

อย่างที่รู้กันหญิงชาวอาหรับมักจะคลุมผ้าสีดำ ฉะนั้น Item ชิ้นอื่นๆในตัวจึงต้องเฉิดฉายเป็นพิเศษ มีลวดลาย มีสีสัน… แต่ก็ต้องศึกษาเรื่องข้อห้ามทางศาสนา และกฎเกณฑ์ต่างไ ให้ดีด้วย เพราะไม่ใช่ทุกอย่างที่จะมีสี

รัฐบาล UAE สนับสนุนให้คนมีลูกเยอะ เพื่อการขยายประเทศ ฉะนั้นสินค้าแม่และเด็กจึงขายดี Jane Lily จึงทำกระเป๋า 7 ไซส์ สำหรับเด็กทุกช่วงวัยเวลาไปโรงเรียน และกิจกรรมที่ครอบครัว UAE ชอบทำก็คือ การปิกนิกในสวน หรือริมทะเลสาบ ดังนั้นจึงมี Picnic Bag ไซส์ใหญ่ที่มีช่องสำหรับใส่กาน้ำชา หรืออาหารได้

 

4.ธุรกิจผลิตและส่งออก ‘อาหารและเครื่องดื่ม’ – ภูริตา อัคฆกาญจนสุภา

สินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม ต้องมีการปรับตัวตามรสนิยมคนในแต่ละประเภท เพราะคนบางประเภทชอบมัน ชอบหวาน ชอบเค็มแตกต่างกันไป หน้าที่ของแบรนด์คือศึกษาเรื่อง Taste ให้ละเอียด

อาหารและเครื่องดื่มเป็นสินค้าที่หมดอายุเร็ว ฉะนั้นต้องสุ่มตรวจสินค้าตอนก่อนปิดตู้คอนเทนเนอร์ให้ดี ห้ามไว้ใจใครตรวจเด็ดขาด!!! เพราะมีคนหมดเนื้อหมดตัว โดนตีคืนสินค้ายกตู้มาแล้ว และจัดการเรื่อง Logistics ให้ถึงมือลูกค้าให้เร็วที่สุด

หากคุณเริ่มสนิทระดับหนึ่งคุณอาจจะเจอวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนบ้านเรา เช่น ชวนทานข้าวตอนดึกๆ ซึ่งดึกในที่นี้ไม่ใช่ 2-3 ทุ่ม แต่เป็น ห้าทุ่ม-เที่ยงคืน และเป็นทานข้าวจริงๆ ไม่ใช่ชวนดื่ม เพราะฉะนั้นถ้าเจอเรื่องนี้ในช่วงแรกๆ อาจต้องปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมเขา เพื่อสร้างความประทับใจที่ดี

จากซ้ายไปขวา แบรนด์ YC, เฌอเอม, Vega Group, Jane Lily และ Trading A plus

 

สิ่งที่อยากย้ำและฝากผู้ประกอบการไทย ก็คือ

1.Good not Excellent

สินค้าไทยในสายตาของชาว UAE คือ “Good Quality Good Price คุณภาพดี ราคาเหมาะสม” แต่ไม่ถึงขั้น Excellent เพราะฉะนั้นแบรนด์ไทยต้องวาง Position ของตัวเองให้ดี และทำการตลาดให้เหมาะสม

2.CEO ต้องไปเอง

ถ้าทีมงานยังทำงานไม่ได้เท่า CEO ยังไงเจ้าของก็ต้องไปเอง ถึงแม้จะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ก็ต้องไปเพราะในการดีลธุรกิจ ความตั้งใจและความจริงใจสำคัญมากๆ ซึ่งสำหรับ SMEs ไทยทั้ง 4 แบรนด์ ก็ใช้วิธีเดียวกัน

3.Trust และ Logistics

หากคุณสามารถดีลกับชาวอาหรับได้สำเร็จ และทำธุรกิจได้ราบรื่น โอกาสที่คุณจะเติบโตก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้นเพราะชาวอาหรับเก่งเรื่องโลจิสติกส์มากๆ สามารถกระจายสินค้าของคุณได้อย่างรวดเร็ว และนั่นก็เป็นเหตุผลสำคัญในการทำธุรกิจที่ UAE เพราะ UAE เป็นประเทศที่ผลิตได้น้อย แต่ทดแทนด้วยระบบโลจิสติกส์ที่ดีมาก การขนส่งทางบก เรือ และอากาศ สามารถเชื่อมกันได้แบบไร้อรอบต่อ

 

ที่มา : งานสัมมนา “เจาะตลาด UAE ” โดย ธนาคารกสิกรไทย

 

 

 

 

 

 

ทำการตลาดกับคุณแม่… นี่คือ 5 เรื่องที่แบรนด์ควรรู้

งานวิจัยชิ้นนี้ทำโดย MDG Advertising ซึ่งกลุ่มสำรวจเป็นผู้หญิงชาวสหรัฐฯ เป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นแล้วการนำข้อมูลนี้มาใช้ทั้งดุ้น ก็อาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก

แต่ถ้ามองในเรื่องของการใช้โซเชียลมีเดีย คุณแม่สหรัฐฯ 88% ใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งถ้าเทียบกับคุณแม่ในเอเชีย ที่ 82% ท่องโลกออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ก็พอจะเทียบกันได้อยู่

 

นี่คือภาพรวมคร่าวๆ

1.ตลาดคุณแม่ในแต่ละประเทศใหญ่มาก แตกต่างกันออกไปในช่วงอายุ และบทบาททางสังคม

2.ผู้หญิงเป็นฝ่ายตัดสินใจการซื้อสินค้าประเภทอุปโภคบริโภคมากกว่าผู้ชาย

3.แม่ไม่ใช่อาชีพ ไม่ใช่ตำแหน่งวิเศษอะไร เป็นบทบาทที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์

4.คุณแม่หลายคนก็ยังใช้สื่อดั้งเดิมอย่างวิทยุ และโทรทัศน์ แต่พฤติกรรมเหล่านี้กำลังเปลี่ยนไป

5.คุณแม่ยุคใหม่ Hi-Tech และใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลัก

 

ไปชมข้อมูลเชิงลึกได้เลย

1.ตลาดคุณแม่ใหญ่มาก และแตกต่างกันมากกว่าที่คิด

ในแง่ของจำนวน
-70% ของผู้หญิง ที่อายุ 15 ขึ้นไป เป็นคุณแม่ (มีลูกแล้ว)
-ในสหรัฐฯ มีคุณแม่ประมาณ 85 ล้านคน

ในแง่ของอายุ
-อายุเฉลี่ยของคุณแม่ครั้งแรกใหสหรัฐอยู่ที่ 25.8 ปี
-85% ของอัตราการเกิด เกิดจากคุณแม่ที่อายุไม่เกิน 35 ปี แต่ 66% ของคุณแม่ในตลาดอายุมากกว่า 35 ปี
-คุณแม่ที่มีลูกในช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป มีมากขึ้นเป็น 2 เท่า ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา

ในแง่ของแรงงาน
-71% ของคุณแม่ที่มี ลูกอายุน้อยกว่า 18 ปี ยังอยู่ในแรงงาน
-40 ของครัวเรือน มีรายได้จากคุณแม่ทางเดียว ซึ่งมีลูกอายุน้อยกว่า 18 ปี
-40% ของคุณแม่ในสหรัฐฯ มีธุรกิจส่วนตัว

 

2.คุณแม่เป็นกลุ่มลูกค้าที่มีค่ามาก

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า ผู้หญิงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อของในบ้านมากกว่าผู้ชาย แต่จะมากแค่ไหนมาดูกัน (ของใช้ในบ้าน คือ ของใช้รวม)

ในแง่ของตัวเลข
-ผู้หญิงรับผิดชอบ 85% ของการใช้จ่ายในบ้านของสหรัฐฯ
-75 % ผู้หญิง บอกว่าเธอคือผู้ซื้อของเพียงคนเดียวในบ้าน
-งบประมาณที่ผู้หญิงใช้ซื้อของเข้าบ้านนี้เท่ากับ 2.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในแต่ละปี

ในแง่ของกลุ่มสินค้า
-93% ของสินค้าอาหาร ซื้อโดยผู้หญิง
-92% ของการวางแผนเที่ยวทำโดยผู้หญิง
-80% ของสินค้า Health Care ซื้อโดยผู้หญิง
-50% ของสินค้าสำหรับผู้ชาย ซื้อโดยผู้หญิง

 

3.เข้าถึงคุณแม่ ต้องใช้ข้อความที่ใช่

การเข้าถึงคุณแม่ให้ดีต้องมีจังหวะที่ถูกต้อง แต่ไม่น่าเชื่อ ผลสำรวจกลับชี้ว่านักการตลาดไม่ได้เข้าใจคุณแม่เอาซะเลย

-46% ของคุณแม่คิดว่าโฆษณาที่เกี่ยวกับแม่นำเสนอไม่สมจริง
-35% รู้สึกเหมือนถูกแบรนด์ลืม
-28% รู้สึกว่าการตลาดที่เกี่ยวกับคุณแม่ เป็นการเหยียดเพศ
-32% รู้สึกว่าส่วนใหญ่การตลาดที่เกี่ยวกับคุณแม่ มาจากความคิดผู้ชาย

เมื่อทำการสอบถามลงลึกไปพบว่าภาพที่แบรนด์มองคุณแม่ ไม่ตรงกับสิ่งที่คุณแม่เข้าใจ
สิ่งที่แบรนด์คิด : การเป็นแม่ เป็นอาชีพที่หนักที่สุดในโลก การเป็นแม่คือการดูแล การทะนุถนอม
สิ่งที่คุณแม่คิด : การมีลูกไม่ใช่อาชีพ มันคือความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนทางอารมณ์  พวกเรามีเลือดเนื้อ มีลักษณะเฉพาะตัว ไม่ใข่เทวดา

 

4.สื่อดั้งเดิมยังมีอิทธิพลกับคุณแม่ แต่เทรนด์กำลังเปลี่ยน

การดูทีวี
-คุณแม่อายุ 18-49 ปี ดูทีวีเฉลี่ย 30 ชั่วโมง 46 นาที ในหนึ่งอาทิตย์
การฟังวิทยุ
-77% ของคุณแม่ในสหรัฐฯ ฟังวิทยุเป็นปกติ

คุณแม่อายุ 18-49 ปี ครอบครองเทคโนโลยีดังนี้
-97% สมาร์ทโฟน
-72% บริการดูทีวีออนไลน์ (Video-on-Demand)
-54% Smart TV

5.คุณแม่ติดโซเชียลไม่แพ้กลุ่มอื่น

ลักษณะทั่วไป
-95% ของคุณแม่ในสหรัฐฯ ใช้อินเตอร์เน็ต
-83% มี Wi-Fi ที่บ้าน
-คุณแม่ในสหรัฐฯ ใช้เวลาเฉลี่ย 3 ชั่วโมงในโลกออนไลน์
-59% บอกว่าอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อที่สำคัญที่สุดในชีวิต

คุณแม่กำลังเปิดรับเทคโนโลยีในชีวิตมากขึ้น
-53% ฟังเพลงทางวิทยุออนไลน์ ในช่วง 1เดือนก่อนทำแบบสำรวจ
-59% เข้าอินเตอร์เน็ตผ่าน Mobile Device เป็นหลัก

โดยเฉพาะโซเชียล
-88% ของคุณแม่ในสหรัฐฯ ใช้โซเชียลมีเดีย
-66% พึ่งโซเชียลมีเดียในการดูแลลูก
ที่มา : MDG Advertising

http://www.mdgadvertising.com/blog/marketing-to-moms-5-things-brands-need-to-know-infographic/