Category Archives: Real Estate

“ออริจิ้น” เปิดตัวบิ๊กโปรเจกต์ร่วมทุน “Knightsbridge Prime Onnut” มูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท ชูจุดขาย THE PRIME OF LIVING

ออริจิ้น เปิดตัวโครงการใหม่ “ไนท์บริดจ์ ไพร์ม อ่อนนุช” มูลค่า 2,500 ล้านบาท หนึ่งใน 3 โครงการร่วมทุน “โนมูระ” ชูจุดขาย THE PRIME OF LIVING ที่โดดเด่นในเรื่อง PRIME AREA, PRIME DESIGN และ PRIME FACILITY ด้วยความสูง 47 ชั้น สูงสุดในย่านอ่อนนุช ชี้เป็นพื้นที่ทำเลศักยภาพ พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานอีเวนท์ใหญ่ “My Life. My Origin” ณ สยามพารากอน 16-17 ก.ย.นี้

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์เคนซิงตัน, นอตติ้ง ฮิลล์, และไนท์บริดจ์ เปิดเผยว่า จากการร่วมมือกับบริษัท โนมูระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด พัฒนาโครงการร่วมกันและเปิดขายในไตรมาส 3 ปีนี้ จำนวน 3 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 6,100 ล้านบาทนั้น โครงการที่ถือเป็นไฮไลท์และมีมูลค่าโครงการมากที่สุด คือโครงการไนท์บริดจ์ ไพร์ม อ่อนนุช (Knightsbridge Prime Onnut) ซึ่งจะกลายเป็นแลนด์มาร์คที่สูงที่สุดในย่านอ่อนนุช

โครงการดังกล่าว เป็นคอนโดมิเนียม High-rise สูง 47 ชั้น 1 อาคาร จำนวน 600 ยูนิต และ 1 รีเทล มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท พร้อมเฟอร์นิเจอร์แบบ Fully Fitted ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.69 ล้านบาท ประกอบด้วยห้องชุดแบบ 1 ห้องนอน ขนาด 22-31 ตร.ม. และแบบ 2 ห้องนอน ขนาด 55 ตร.ม. ที่ถูกพัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ ช่วงเวลาที่สุดของการใช้ชีวิต (THE PRIME OF LIVING) บนพื้นที่ที่ถือได้ว่าเป็น PRIME AREA แห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ

ที่ตั้งของโครงการอยู่บนเนื้อที่กว่า 2 ไร่ ในซอยสุขุมวิท 77 ติดบิ๊กซี อ่อนนุช ระยะห่างจาก BTS อ่อนนุช เพียง 600 เมตร และใกล้โครงข่ายรถไฟฟ้า 2 สาย ได้แก่ สายสีเขียว (สุขุมวิท) สถานีอ่อนนุช เชื่อมต่อใจกลาง CBD ชั้นนำของกรุงเทพฯ ตลอดจนรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว– สำโรง) อีกทั้งยังใกล้ ทองหล่อ-เอกมัย ที่ถูกจัดให้เป็นแหล่ง Hangout ชั้นนำของกรุงเทพฯ สำหรับการเดินทางเข้า-ออกเมือง ด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็เพียงแค่ 10 นาที จาก 2 จุดขึ้น-ลงทางด่วน (รามอินทราอาจณรงค์ และ เฉลิมมหานคร) และห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิเพียง 20 นาที

ด้านการออกแบบ พัฒนาขึ้นมาด้วยแนวคิด PRIME DESIGN เน้นโทนสีดำ-ทอง ให้ความรู้สึกหรูหราอย่างมีระดับ มาพร้อมวัสดุระดับพรีเมียม ตัวโครงการหันหน้าไปทางทิศเหนือ ติดกับถนนอ่อนนุชฝั่งขาเข้า ทำให้สะดวกต่อการเดินทาง ทุกๆ ห้องจะมีความสูงจากพื้นถึงเพดาน (Floor to ceiling) ถึง 3 เมตร ให้ความรู้สึกโปร่ง โล่ง สบาย สร้างความสุขอย่างมีระดับให้กับผู้พักอาศัย พร้อมให้ความเป็นส่วนตัวด้วยการจำกัดจำนวนยูนิตต่อชั้นสูงสุดเพียง 23 ยูนิต

เหนือชั้นด้วย PRIME FACILITY ที่จอดรถเป็นระบบ Auto Parking ตั้งแต่ชั้น 2-15 รองรับการจอดได้ถึง 65% มีจุดชาร์ตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า รองรับการเปลี่ยนผ่านแห่งอนาคต พื้นที่ส่วนกลางถูกจัดไว้ถึง 3 ชั้น พร้อมพื้นที่สีเขียวกว่า 1 ไร่ โดยส่วน Facility หลัก อยู่ที่ชั้น 37-38 เริ่มต้นจากชั้น 37 ประกอบด้วยส่วน Executive Meeting Room และ Private Meeting Room ห้องประชุมส่วนกลาง ที่มีพื้นที่เชื่อมต่อกันกับ Sky Co-Working Space ตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่ ห้อง Steam แยกชาย-หญิง สระว่ายน้ำขนาด 14.5 x 20 x 1.2 เมตร ที่มีส่วน Pool Bar กับ Pool Bed และ Fitness ขนาดกว่า 100 ตร.ม. ในแบบ Double Space

“Facility ที่โดดเด่นที่สุดอย่างหนึ่งในโครงการนี้ คือฟิตเนส เพราะได้นำแนวคิด Luxmore และวิธีแบบโนมูระเข้ามาผสมผสาน โนมูระมองว่าฟิตเนสไม่ใช่แค่สถานที่ออกกำลังกาย แต่เป็นสถานที่สร้างสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจ จึงได้พัฒนาฟิตเนสที่แบ่งโซนนิ่งชัดเจน ระหว่างโซนออกกำลังกายและโซนรีแลกซ์ โดยในโซนรีแลกซ์จะมีอาร์ตเวิร์คสวยงามเป็นจุดนำสายตา ให้ความรู้สึกเบาสบาย ขณะเดียวกันมีการออกแบบพื้นที่ให้มีช่องแสงที่ลมผ่านได้ แต่คนผ่านไม่ได้ ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว” นายพีระพงศ์ กล่าว

ขณะที่ชั้น 38 มี Sky Co-Culinary Space  เหมาะสำหรับการจัดปาร์ตี้เล็กๆ แบบอบอุ่นระหว่างคนรู้ใจหรือเพื่อนสนิท สามารถชวนกันมาทำอาหารทานกันเองได้ที่ครัวส่วนกลาง พร้อมอุปกรณ์ครบครัน หรือจะจัดสังสรรค์หลังการประชุมก็สามารถทำได้ ภายในชั้นเดียวกันนี้ยังมี BUSINESS LOUNGE ที่ให้บรรยากาศหรูหรา โอ่โถ่งอีกด้วย

สำหรับชั้น 47 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของโครงการ ถูกออกแบบให้เป็นสวนเล่นระดับ เพื่อให้สามารถชมวิวในแบบพาโนรามา สามารถมองเห็นโค้งน้ำเจ้าพระยา พร้อมพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ของบางกระเจ้า มีไฮไลท์อยู่ที่ส่วน Bangkok Skyscraper Deck ซึ่งออกแบบให้เป็นจุดชมวิวแบบพื้นกระจก สร้างบรรยากาศการพักผ่อนรูปแบบใหม่

“โครงการไนท์บริดจ์ ไพร์ม อ่อนนุชจะเปิดขายอย่างเป็นทางการพร้อมกับอีก 2 โครงการร่วมทุน ในงานมหกรรมสุดยิ่งใหญ่ครั้งแรกของออริจิ้นภายใต้ชื่อ My Life. My Origin ณ แฟชั่น ฮอลล์ และรอยัล พารากอน ฮอลล์ 3 ศูนย์การค้าสยาม พารากอน รวมพื้นที่กว่า 3,000 ตร.ม. ในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ 16-17 กันยายนนี้ ภายในงานยังมีโครงการพร้อมอยู่ทำเลรถไฟฟ้าอีกนับสิบโครงการ มาพร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษอยู่ฟรี 3 ปีและส่วนลดสูงสุด 1 ล้านบาท มุ่งหวังจะสร้างมิติใหม่แห่งการอยู่อาศัยแก่ผู้บริโภค” นายพีระพงศ์ กล่าว

พื้นที่บริเวณรอยัล พารากอน ฮอลล์ 3 จะจัดแสดงทั้ง 3 โครงการร่วมทุนกับโนมูระ พร้อมด้วยโครงการที่อยู่ระหว่างพรีเซลและระหว่างก่อสร้างอีก 8 โครงการ ขณะที่บริเวณแฟชั่น ฮอลล์จะจัดแสดงโครงการพร้อมอยู่ 12 โครงการ

นายพีระพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงศักยภาพทำเลอ่อนนุชว่า ในช่วงที่ผ่านมามีผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เข้ามาพัฒนาโครงการในพื้นที่นี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากราคาที่ดินในย่านใจกลางธุรกิจมีราคาเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาขายคอนโดมิเนียมขยับสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้กลุ่มลูกค้าระดับกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของตลาดไม่สามารถหาซื้อที่อยู่อาศัยในย่านธุรกิจได้ ประกอบกับการขยายตัวของทำเลสุขุมวิท และการเปิดใช้อย่างเป็นทางการของรถไฟฟ้าบีทีเอสส่วนต่อขยายจากอ่อนนุชไปแบริ่ง ยิ่งช่วยทวีความน่าสนใจให้กับอ่อนนุชเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากราคาที่อยู่อาศัยยังพอจับต้องได้ และไม่ไกลจากย่านใจกลางธุรกิจ เมื่อเทียบกับโครงการที่อยู่ในส่วนต่อขยายจากแบริ่งไปยังสมุทรปราการ ยิ่งการขยายตัวของแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่เชื่อมต่อจุด Interchange บางนา-สุวรรณภูมิ ยิ่งทำให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น ขณะที่ราคาที่ดินในย่านอ่อนนุชก็ขยับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 10% ทุกปี

เมื่อพิจารณาในส่วนของ Traffic และ Demand ของการปล่อยเช่า ถือว่าอยู่ในระดับสูงทั้งจากกลุ่มลูกค้าคนไทยและต่างชาติ โดยอัตราค่าเช่าในสุขุมวิท 77 ของห้องชุดขนาด 24 ตร.ม. อยู่ที่ประมาณ 10,000-15,000 บาทต่อเดือน อัตราผลตอบแทน (YIELD) อยู่ที่ 5-6% ในส่วนของอัตราค่าเช่าตามแนวถนนสุขุมวิทอยู่ที่ 15,000-25,000 บาทต่อเดือน  YIELD อยู่ที่ 4-6%

“ในอนาคต อ่อนนุชจะกลายเป็นศูนย์กลางของการขยายตัวเป็นชุมชนชาวต่างชาติ โดยมีองค์ประกอบจากหลากหลายส่วน เช่น การขยายตัวของความต้องการอยู่อาศัยในราคาที่เหมาะสมของชาวต่างชาติ ความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต การขยายตัวของที่พักอาศัย ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ” นายพีระพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ปัจจุบัน บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ประกอบด้วย 1.ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย (Project Development Business) พัฒนาคอนโดมิเนียมมาแล้วประมาณ 38 โครงการ รวมมูลค่าโครงการกว่า 36,000 ล้านบาท 2.ธุรกิจที่สร้างรายได้หมุนเวียนต่อเนื่อง (Recurring Income Business) เช่น โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ ค้าปลีก 3.ธุรกิจบริการ (Service Business) เช่น ธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ และยังมีวิสัยทัศน์ในการขยายประเภทธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร

ศุภาลัย รุกหนักเปิด 3 คอนโดฯใหม่ มูลค่ารวม 5,770 ล้านบาท นำเสนอ 3 แบรนด์ 3 สไตล์ 3 ทำเลฮอตโดนใจคนกรุง

บมจ.ศุภาลัย  ลุยเพิ่มคอนโดฯใหม่ 3 โครงการ  มูลค่ารวม 5,770 ล้านบาท ภายใต้ 3 แบรนด์  “ศุภาลัย พรีเมียร์ เจริญนคร” “ศุภาลัย ลอฟท์ สถานีแยกไฟฉาย” และ“ศุภาลัย ปาร์ค สถานีตลาดพลู” บน 3 ทำเลฮอตย่านฝั่งธนบุรี เชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟฟ้า พร้อมชูเอกลักษณ์การออกแบบเฉพาะตัว และไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นแตกต่างกันในแต่ละโครงการ ให้เลือกสรรตรงความชื่นชอบของการอยู่อาศัย

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ มุ่งเน้นขยายตลาดอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ใหม่ๆ ด้วยการพัฒนาสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคในทุกเซ็กเมนต์ และล่าสุดเตรียมพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมแห่งใหม่ในย่านฝั่งธนบุรี พร้อมเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้ จำนวน 3 โครงการ โดยมีเอกลักษณ์การออกแบบ และไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นแตกต่างกัน บนทำเลที่น่าจับจองเป็นเจ้าของห้องชุดพักอาศัย ภายใต้ 3 แบรนด์ “พรีเมียร์” “ลอฟท์” และ “ปาร์ค”

โครงการที่เปิดตัวสู่ตลาดในวันที่ 22 – 24 กันยายนนี้ ณ สำนักงานขาย บริษัทฯ พัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมหรู บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ มูลค่า 2,800 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ “ศุภาลัย พรีเมียร์ เจริญนคร” ชูคอนเซ็ปต์ “ชีวิตอิสระ ชีวิตที่คุณเลือกได้ กับสุดยอดทำเล ในย่านเจริญนคร-คลองสาน” อาคารพักอาศัย สูง 26 ชั้น 1 อาคาร  โดยมีห้องชุดพักอาศัย 578 ยูนิต ร้านค้า 6 ยูนิต ขนาดห้องชุดตั้งแต่ 1 – 3 ห้องนอน และ Penthouse 4 ห้องนอน ขนาด 34.5 – 331 ตร.ม. ในราคาเริ่ม 3.1 ล้านบาท

โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์การออกแบบอาคารที่มีแรงบันดาลใจมาจากเพชร สร้างสรรค์ให้เป็นอาคารสไตล์ Modern รูปตัวแอล ผสมผสานความเรียบหรูด้วยการตกแต่งจากหินอ่อนลายสวย ตัดกับเส้นสายงานดีไซน์ โชว์ความหรูหราได้อย่างลงตัว พร้อมใกล้ชิดธรรมชาติ กับพื้นที่สีเขียวกว่า 2 ไร่ และ Open Space กับสวนลอยฟ้า ที่คำนึงถึงความสุขของการเป็นเจ้าของคอนโดฯ วิวแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างแท้จริง

ทำเลติดรถไฟฟ้าสายสีทอง สถานีคลองสาน ทำให้ผู้พักอาศัยเดินทางสู่กลางมหานครได้ง่ายดาย และใกล้ถนนสายหลักอย่างเจริญนคร  สาทร  กรุงธนบุรี  ใกล้ทางด่วน  พร้อมจุดเชื่อมต่อการคมนาคมทางเรือ  อาทิ ท่าเรือคลองสาน ท่าเรือท่าดินแดง ท่าเรือเป๊ปซี่ แวดล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน อาทิ ICONSIAM  The Jam Factory  Asiatique  The Riverside Plaza หรือจะท่องเที่ยวย่านเมืองเก่า ไม่ว่าจะเป็นเยาวราช พาหุรัด ฝั่งธนบุรี

และอีก 2 โครงการที่จะเปิดจองพร้อมกัน วันที่ 7 – 13 กันยายน 2560 ที่เดอะมอลล์ ท่าพระ คือ “ศุภาลัย ลอฟท์ สถานีแยกไฟฉาย” คอนโดมิเนียมหรู บนพื้นที่ประมาณ 2 ไร่กว่า มูลค่า 1,170 ล้านบาท สร้างสรรค์โครงการภายใต้แนวคิด “สู่อีกขั้น…ของชีวิตสมบูรณ์แบบ” กับไลฟ์สไตล์ที่คล่องตัวอิสระในทุกมุมมอง กับที่พักอาศัยในบรรยากาศสุดคลาสสิคบนทำเลย่านเมืองกรุงของฝั่งธนบุรี เชื่อมต่อทุกการเดินทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ทั้งรถ เรือ และเข้าสู่ใจกลางเมืองด้วยโครงข่ายรถไฟฟ้า ใกล้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สถานีแยกไฟฉาย 350 เมตร และเพียง 9  สถานีเชื่อมต่อรถไฟฟ้า BTS สถานีศาลาแดง  สู่ย่านศูนย์กลางธุรกิจสีลมและสาทร  อีกทั้งติดถนนพระเทพฯ พรานนก – พุทธมณฑล สาย 4 และเชื่อมสู่ถนนสายหลักสำคัญ

การออกแบบตัวอาคารสูง 24 ชั้น 1 อาคาร ตกแต่งในสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ ทันสมัย เรียบหรู การออกแบบห้องพักอาศัยเน้นสูง โปร่ง เปิดหน้าห้องให้กว้างเพื่อรับลมและแสงแดดจากธรรมชาติได้ดี อีกทั้งให้ความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนห้องพักอาศัยเพียง 366 ยูนิต ร้านค้า 4 ยูนิต มีขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 1 – 2 ห้องนอน 35 – 77.5 ตร.ม. ในราคาเริ่ม 2.17 ล้านบาท

ขณะที่ “ศุภาลัย ปาร์ค สถานีตลาดพลู” พัฒนาโครงการบนทำเลพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ มูลค่า 1,800 ล้านบาท ด้วยแนวคิด The Beginning of next step” ทุกก้าวที่ลงตัว Balance ชีวิตสมบูรณ์แบบ เพื่อให้ผู้พักอาศัยได้ก้าวสู่ทุกความลงตัวของการใช้ชีวิต กับการเดินทางที่คล่องตัวและง่ายดาย เนื่องจากใกล้รถไฟฟ้าสถานีตลาดพลู เพียง 250 เมตร แค่ 4 สถานีถึงสาทร รายล้อมไปด้วยร้านอร่อยขึ้นชื่อย่านตลาดพลู ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง

อาคารพักอาศัย สูง 34 ชั้น 1 อาคาร ห้องชุดพักอาศัย 785 ยูนิต ร้านค้า 3 ยูนิต มีพื้นที่ใช้สอยแบบห้องสตูดิโอ – 2 ห้องนอน ขนาด 27.5 – 72.5 ตร.ม. ราคาเริ่ม 1.61 ล้านบาท การออกแบบอาคารให้ผู้พักอาศัยรู้สึกผ่อนคลายกับพื้นที่สีเขียวในแบบ Step Terrace Garden สวนสวยส่วนกลางที่มีมากถึง 7 ชั้น   อีกทั้งอยู่สบายกับอาคารประหยัดพลังงาน  ด้วยกระจกเขียวตัดแสง ใช้หลอด LED ทั้งอาคาร อีกทั้งวางผังโครงการให้แนวอาคารอยู่ห่างจากถนนสายหลัก ลดผลกระทบจากมลภาวะทางเสียงและอากาศ ตลอดจนออกแบบห้องพักเน้นเปิดหน้าห้องให้กว้าง เพื่อสามารถรับลมและแสงแดดจากธรรมชาติได้ดี

บริษัทฯ เชื่อมั่นว่า คอนโดฯใหม่ทั้ง 3 โครงการที่สร้างสรรค์พัฒนาภายใต้ 3 แบรนด์ของศุภาลัย จะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าเป็นอย่างมาก เพราะเป็นทำเลที่โดดเด่นและมีศักยภาพของการลงทุนเพื่อการอยู่อาศัยในระยะยาวของฝั่งธนบุรี ด้วยการพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าที่จะเชื่อมต่อพื้นที่กรุงเทพฯ และฝั่งธนบุรี ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม รถไฟฟ้าสายสีทอง ซึ่งจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการขยายตัวของศูนย์กลางธุรกิจทั้งอาคารสำนักงาน ร้านค้า ร้านอาหาร รวมถึงห้างสรรพสินค้า บนทำเลของฝั่งธนบุรีในอนาคต  สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลโทร. 1720 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.supalai.com Facebook : Supalai Society และ Line : @supalai

เซวาส พรอพเพอตี้ส์ อสังหาฯ น้องใหม่เลือดผสม เปิดตัวโครงการ “นิวาติ” คอนโดระดับ Super Luxury ชูดีไซน์เด่น บนทำเลย่านทองหล่อ

“เซวาส พรอพเพอตี้ส์” บริษัทอสังหาฯ รายใหม่ ร่วมทุนไทย-ฮ่องกง ประเดิมเปิดตัวคอนโดหรู โครงการแรกภายใต้แบรนด์ “นิวาติ” (NIVATI) คอนโด 7 ชั้น 52 ยูนิต มูลค่า 1,600 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 17 ล้านบาท วางเป้าเปิดตัวโครงการต่อเนื่อง ทั้งแนวสูง และแนวราบ โดยมุ่งพัฒนาสินค้าระดับ Luxury เป็นหลักชูจุดเด่น เน้นงานดีไซน์คลาสสิคแบบร่วมสมัย และสเปควัสดุคุณภาพสูง โฟกัสทำเล อโศก ถึง เอกมัย

 

นายดักลาส เฉิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซวาส พรอพเพอตี้ส์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท เซวาส พรอพเพอตี้ส์ จำกัด เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับ Super Luxury โดยเป็นการร่วมทุนระหว่างไทยและฮ่องกง ในสัดส่วนการถือหุ้น 79:21 การพัฒนาโครงการในช่วง 5 ปีแรก จะเน้นพัฒนาโครงการบนทำเลอโศกถึงเอกมัย ครอบคลุมทั้งคอนโดมิเนียมและวิลล่า เจาะกลุ่มเป้าหมายระดับบนเป็นหลัก เบื้องต้นตั้งเป้าพัฒนาปีละ 2-3 โครงการขึ้นอยู่กับสภาพตลาด เฉลี่ยมูลค่าโครงการละประมาณ 1,500-3,000 ล้านบาท

“อโศกและเอกมัยถือเป็นทำเลศักยภาพของกรุงเทพฯ แม้จะเป็นทำเลที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง แต่เรามีจุดแข็งคือ สามารถนำวัสดุชั้นเลิศและดีไซน์สุดหรูมาผสมผสานจนกลายออกมาสู่โลกของความเป็นจริงได้ เรายังมีผู้บริหารและทีมงานที่มีประสบการณ์ทั้งชาวไทยและชาวฮ่องกงที่เข้าใจสภาพตลาดและความต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างดี มีแนวทางการควบคุมคุณภาพโครงการที่เข้มงวด จึงมั่นใจว่าจะสามารถพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ของผู้บริโภคได้ และในระยะ 10 ปี เรามีแผนจะขยายไปสู่ตลาดอาเซียนด้วย” นายดักลาส กล่าว

สำหรับโครงการแรก ได้จัดตั้งบริษัทขึ้นมาอีกบริษัทภายใต้ชื่อ บริษัท 888 ทองหล่อ จำกัด เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับ Super Luxury ภายใต้แบรนด์ “นิวาติ” เป็นโครงการคอนโดมิเนียมสูง 7 ชั้น 52 ยูนิต มูลค่ารวม 1,600 ล้านบาท บนทำเลทองหล่อซึ่งเป็นทำเลที่มีมูลค่าที่ดินสูงมากในกรุงเทพฯ

นายวิวัฒน์ พิภักดิ์สมุทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท 888 ทองหล่อ จำกัด โดย เซวาส พรอพเพอตี้ส์ ผู้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับ Super Luxury ภายใต้แบรนด์ “นิวาติ” เผยว่า ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมานานกว่า 30 ปี จึงได้ร่วมกับนายดักลาสในการจัดตั้งบริษัทขึ้นมา โดยบริษัทได้วางกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาโครงการอย่างชัดเจน เพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภคระดับ A ทั้งในและต่างประเทศ บนทำเลอโศกถึงเอกมัย ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อ และเป็นกำลังซื้อคุณภาพ แม้กระทั่งผู้เช่าในทำเลนี้ก็เป็นกลุ่มผู้เช่าคุณภาพเช่นกัน ทำให้เป็นตลาดที่มีความเสี่ยงน้อย และมีโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาชิงส่วนแบ่งอีกมาก

“ในขณะที่ตลาดคอนโดราคาระดับ 1 ล้านบาทขึ้นไปนั้น มีตัวเลือกในตลาดเป็นจำนวนมาก ผมในฐานะผู้มาใหม่อาจจะไม่เหมาะที่จะพัฒนาโครงการที่ต้องลงไปใน red ocean แบบนั้น อีกประการหนึ่ง คือ ผม คุ้นชินกับทำเลย่านนี้ มาทำงาน,แฮงเอาท์  จึงอยากเริ่มต้นที่นี่ และที่สำคัญทีมงานของเราก็หาที่ดินละแวกนี้มาตลอด การพัฒนาโครงการย่านนี้ ผลักดันให้เราพัฒนาโครงการระดับลักซัวรี” นายวิวัฒน์ กล่าว

 

จากผลการศึกษาทำเลบนทองหล่อโดย บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาด้านการตลาดและการขาย พบว่า

อุปทาน ในปี 2560 ผู้พัฒนาโครงการยังคงเชื่อมั่นในการเติบโตของตลาดคอนโดมิเนียมในทำเลทองหล่ออย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงสองปีที่ผ่านมาจนถึงช่วงไตรมาส 3 ปี 2560 มีอุปทานทั้งหมด 1,130 หน่วย โดยเฉพาะในปี 2560 ตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ถึง ไตรมาสที่ 3 มีอุปทานของคอนโดมิเนียมที่เปิดใหม่ 4 โครงการ รวม 515 หน่วย แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อคอนโดมิเนียมในทำเลนี้

อุปสงค์ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตลอดจนไตรมาสที่ 3 ของปี 2560 คอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่อยู่ในทำเลทองหล่อมียอดขายประมาณ 671 หน่วย หรือประมาณ 59%  จากทั้งหมด 1,130 หน่วย โดยมียอดขายเฉลี่ยต่อเดือน 16 หน่วย จะเห็นได้ว่าความต้องการห้องชุดยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ในด้านราคานั้น ทำเลทองหล่อช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผู้พัฒนาโครงการมุ่งนำเสนอโครงการระดับ Super Luxury ซึ่งมีการแข่งกันอย่างสูง แต่สำหรับปี 2560 เริ่มมีผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่ และรายใหม่ให้ความสนใจพัฒนาโครงการโลว์ไรซ์ระดับ Luxury และโครงการไฮไรซ์ระดับพรีเมี่ยม โดยนำเสนอความแปลกใหม่ จุดขายที่แตกต่าง และราคาเสนอขายที่ดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคในตลาดทำเลทองหล่อ ซึ่งมีราคาขายเฉลี่ย 275,000 บาทต่อตารางเมตร

ตลาดคอนโดมิเนียมทำเลทองหล่อกับด้านการลงทุนนั้น คอนโดมิเนียมทำเลทองหล่อมีศักยภาพในการปล่อยเช่าสูง โดยให้ค่าเช่าเฉลี่ยสำหรับคอนโดมิเนียมระดับลักซัวรี 1,000 ถึง 1,200 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ซึ่งหลายโครงการนำมาใช้เพื่อกระตุ้นยอดขายห้องชุดบางส่วน ซึ่งถือว่าสามารถช่วยผู้ซื้อที่ต้องการลงทุนได้มาก โดยผู้เช่าหลักเป็นครอบครัวชาวญี่ปุ่นที่มาประกอบอาชีพในกรุงเทพมหานคร

 

สำหรับโครงการ “นิวาติ” เป็นคอนโดมิเนียมหรู 7 ชั้น  จำนวน 52  ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,600  ล้านบาท ราคาเริ่มต้นที่     17 ล้านบาท และสูงสุด 65 ล้านบาท บนที่ดินขนาด 1-1-34 ไร่ ตั้งอยู่บนทองหล่อ 23 ทำเลที่มีไลฟ์สไตล์ ผนวกไปกับย่านธุรกิจ ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ทองหล่อยังคงน่าหลงใหลอย่างไม่เสื่อมคลาย โดยโครงการนี้มีแนวคิด ในการพัฒนาโครงการ  คือ Elegant Classic Contemporary จุดเด่นเรื่องดีไซน์สไตล์ “Timeless classicism of the architecture” สถาปัตยกรรมคลาสสิกหรูร่วมสมัย ให้ความรู้สึกสวยงามไร้กาลเวลา โครงการเน้นการเลือกใช้วัสดุระดับพรีเมี่ยม เพื่อให้ความรู้สึกหรูหรา มีระดับ การตกแต่งทั้งภายนอกและภายใน สะท้อนให้เห็นการทำงานแบบศิลปะขั้นสูงโดยในทุกหน้าต่าง ทุกบานประตู ใช้วัสดุกรุผนังภายนอกอาคารด้วย Limestone โทนสีครีม เป็นสีสะท้อนความคลาสสิค ร่วมสมัย ให้ความรู้สึกหรูหรา อบอุ่น สำหรับผู้อาศัย ชาร์ตแบตให้เต็มเปี่ยมเพื่อออกไปสู่โลกของการทำงาน และการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มพลัง

 

ขณะที่ส่วนกลางนั้นครบถ้วนทั้งฟังก์ชั่นการใช้งาน และความสวยงามในการใช้ชีวิต อาทิ ล็อบบี้หรู, Business Lounge, Swimming Pool, Fitness, ที่จอดรถใต้ดินแบบ Automatic underground car parking ถึง 78 คัน  และการรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนสเปควัสดุที่คัดสรรมาให้นั้นล้วนเป็นวัสดุอิมพอร์ตระดับไฮเอนด์ทั้งสิ้น อาทิ ชุดครัวจากพอเกนโพล (Poggenpohl) ชุดเครื่องครัวแบรนด์ลำดับต้นๆ ของโลก ซึ่งมาพร้อมอุปกรณ์แบรนด์ดัง อย่าง Siemens และ Dornbracht, Villeroy & Boch สุขภัณฑ์คุณภาพเยี่ยมจากเยอรมัน พร้อมก๊อกน้ำและอุปกรณ์ภายในห้องน้ำ คุณภาพสูงจากแบรนด์ Gessi ซึ่งนำเข้าจากประเทศอิตาลี เป็นต้น

โครงการนิวาติ มีเพียง 52 ยูนิตเท่านั้น เนื่องจากต้องการสร้างความรู้สึกเป็นส่วนตัวให้ผู้อาศัย โดยมีห้องให้เลือกแบบ 1 ห้องนอน เริ่มต้นที่ 70.80 ตร.ม., แบบ 2 ห้องนอน เริ่มต้นที่ 104.4 ตร.ม., 3 ห้องนอน ขนาด   178.9 ตร.ม. และดูเพล็กซ์ ขนาด 110-221 ตร.ม. โดยโครงการจะเริ่มก่อสร้างโครงการในไตรมาส 4 ของปี 2560 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 1 ของปี 2562 บริหารงานขายและการตลาดโดย บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด  พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน VIP Sales วันที่ 16 กันยายน 2560 ณ โรงแรม Grande Centre Point ทองหล่อ เวลา 10.00-18.00 น. พร้อมรับสิทธิพิเศษในงาน* ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  www.nivaticondo.com หรือ โทร. 095-914-9888

แสนสิริปักหมุดทำเลเจริญกรุงเป็นครั้งแรก เปิดตัว “สิริ สแควร์ เจริญกรุง 80” พร้อม “สิริ อเวนิว เพชรเกษม 81”

แสนสิริบุกตลาดโฮมออฟฟิศและช็อปเฮาส์ ลุย 2 ทำเลใหม่ ปักหมุดเจริญกรุงครั้งแรก! ผุด โฮมออฟฟิศ “สิริ สแควร์ เจริญกรุง 80” ใกล้เอเชียทีค เพียง 850 เมตร จำนวน 35 ยูนิต มูลค่าโครงการ 530 ล้านบาท และ ทำเลเพชรเกษม ผุดช็อปเฮาส์ “สิริ อเวนิว เพชรเกษม 81” จำนวน 93 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 530 ล้านบาท ตอบสนอง real demand     เผยเจริญกรุงที่ดินหายาก  เหตุราคาที่ดินสูงทะลุ 200,000 แสนบาท/ตร.ว.แล้ว ขณะที่เพชรเกษม ราคาที่ดินสูงดีดขึ้นเกือบ 60% โดยปัจจุบันราคาอยู่ที่ 50,000 บาท/ตร.ว. ขึ้นมาจาก 3 ปีก่อนที่มีราคาอยู่ที่ 32,000 บาท/ตร.ว .ชี้ตลาดโฮมออฟฟิศและช็อปเฮาส์ ดีมานด์ยังสูงต่อเนื่อง มั่นใจตลาดยังสดใสเติบโตต่อไปในอนาคต

 

นายสมเกียรติ หงษ์ทรัพย์ภิญโญ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แสนสิริลุยพัฒนาโฮมออฟฟิศและช็อปเฮาส์ โดยรุก 2 ทำเลใหม่ เจริญกรุงและเพชรเกษม ที่ไม่เคยเข้าไปพัฒนาโครงการมาก่อนและมองเห็นว่ามีศักยภาพทางธุรกิจสูง โดยพัฒนาภายใต้แบรนด์ สิริ สแควร์ โฮมออฟฟิศใจกลางเมือง ระดับราคา 10-30 ล้านบาท ในชื่อโครงการ  “สิริ สแควร์ เจริญกรุง 80” ใกล้เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนต์ เพียง 850 เมตร จำนวน 35  ยูนิต มูลค่าโครงการ 530 ล้านบาท และแบรนด์ สิริ อเวนิว ช็อปเฮาส์ใกล้เมืองที่สามารถเข้าสู่ตัวเมืองได้ง่าย ระดับราคา 5-10 ล้านบาท ชื่อโครงการ “สิริ อเวนิว เพชรเกษม 81” จำนวน 93 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 530 ล้านบาท

 

“ตลาดโฮมออฟฟิศและช็อปเฮาส์ มี real demand สูงต่อเนื่อง โดยสำหรับย่านเจริญกรุงมีดีมานด์ โฮมออฟฟิศที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นทำเลที่สามารถเชื่อมสู่ใจกลางย่านธุรกิจอย่าง สีลม สาทร พระราม 3 และสุขุมวิท ได้อย่างรวดเร็ว และในปัจจุบันไม่มีที่ดินในการพัฒนาโฮมออฟฟิศ เพราะหาที่ดินในการพัฒนายาก โดยปัจจุบันราคาที่ดินสูงทะลุ 200,000 แสนบาทต่อตารางวา เพิ่มขึ้น 10% จากปี 2559 ที่มีราคาอยู่ที่ 100,000-150,000 บาทต่อตารางวา จึงทำให้ สิริ สแควร์ เจริญกรุง 80 เป็นโฮมออฟฟิศโครงการเดียวในย่านเจริญกรุงเปรียบเสมือนเป็นไข่แดงล้ำค่าในทำเลศักยภาพ แต่มีราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับราคาคอนโดมิเนียมในทำเลนั้น โดยราคา 55,000 บาทต่อตารางเมตร น้อยกว่าคอนโดมิเนียมที่ราคา 100,000 บาทต่อตารางเมตร ขณะที่ทำเลเพชรเกษม เป็นทำเลศักยภาพสูงในการทำธุรกิจ เชื่อมต่อได้หลายเส้นทาง อาทิ ถ.เพชรเกษม, ถ.บางบอน, ถ.พระราม 2, ถ.วงแหวนกาญจนาภิเษก และอนาคตกำลังจะมีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่จะเปิดใช้บริการในปี 2562 จึงทำให้ราคาที่ดินดีดสูงขึ้นมาก โดยปัจจุบันราคาอยู่ที่ 50,000 บาทต่อตารางวา ขึ้นมาจาก 3 ปีก่อนที่มีราคาอยู่ที่ 32,000 บาทต่อตารางวา หรือเพิ่มขึ้นเกือบถึง 60% แสนสิริจึงมองเลือกพัฒนาโฮมออฟฟิศและช็อปเฮาส์ ใน 2 ทำเลดังกล่าวทั้งเจริญกรุงและเพชรเกษม เพราะเห็นศักยภาพในการทำธุรกิจ และเชื่อว่าในอนาคตจะกลายเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจที่สร้างรายได้ในระยะยาวต่อไป” นายสมเกียรติ กล่าว

“สิริ สแควร์ เจริญกรุง 80” เป็นโฮมออฟฟิศ 4 ชั้น หน้ากว้างประมาณ 6 เมตร พื้นที่ใช้สอยประมาณ 284 ตารางเมตร ขนาดที่ดิน ประมาณ 27 – 54.80 ตารางวา 3 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องรับแขก 2 pantry ที่จอดรถ 2 คัน ตั้งอยู่พื้นที่ 5 ไร่ของถนนเจริญกรุง ซอยเจริญกรุง 80 ออกแบบสไตล์ New York Loft ที่ได้แรงบันดาลใจจากยุศตวรรษที่ 19 ที่มักดัดแปลงโกดังเก่าในย่าน SO HO ของนิวยอร์ค มาทำเป็นบ้านหรือสตูดิโอ มีรูปแบบเปิดโล่งเพดานสูงให้ความรู้สึกโมเดิร์น และการออกแบบพื้นที่คำนึงถึงการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่สามารถให้ผู้อยู่อาศัยสามารถออกแบบฟังก์ชั่นภายในบ้านได้เอง นอกจากนี้ยังวางผังแปลงบ้านเป็นกลุ่ม Cluster ขนาดเล็ก ถนนหลักภายในโครงการกว้าง 11 เมตร ถนนซอยกว้าง 9 เมตร ทำให้ไม่รู้สึกแออัด และมีความเป็นส่วนตัวสูง วัสดุทุกชิ้นผ่านการออกแบบและคัดสรรให้ได้มาตรฐานชั้นเยี่ยม แวดล้อมด้วยสังคมที่ครบครัน พร้อมตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ ใกล้ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม3, โฮมโปร พระราม 3สถานศึกษา ร.ร. นานาชาติโชรส์เบอรี่, ร.ร. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และโรงพยาบาล สถานที่ราชการ ราคาเริ่มต้นที่ 14.39 ล้านบาท จัดโปรโมชั่น ผ่อนเบาๆ 29,000 บาทเดือน พร้อมเฟอร์นิเจอร์ world class design

“สิริ อเวนิว เพชรเกษม 81” เป็นช็อปเฮาส์ 3.5 ชั้น หน้ากว้างประมาณ 4 เมตร บนพื้นที่ 9 ไร่ ถนน   เพชรเกษม 81 โดดเด่นด้วยสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ ที่เปิดโล่ง ไม่มีข้อจำกัด ทำให้ห้องดูโปร่ง สบาย สามารถจัดฟังก์ชันการใช้งาน ให้เหมาะสมกับธุรกิจของได้ง่าย ไม่ว่าธุรกิจแบบไหน ดีไซน์และฟังก์ชันก็ลงตัวทุกตารางนิ้ว  รองรับลูกค้าได้จำนวนมาก ด้วยที่จอดรถส่วนกลางจำนวน กว่า 100 คัน พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง และสวนส่วนกลางร่มรื่นสำหรับ การพักผ่อนของผู้อยู่อาศัย ราคาเริ่มต้นที่ 4.59 ล้านบาท พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษ ฟรีเฟอร์นิเจอร์ทั้งหลัง และค่าส่วนกลาง 1 ปี

งาน “บ้าน ธอส.เอ็กซ์โป @ กรุงเทพฯ” เงินสะพัดกว่า 13,200 ล้านบาท

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน“บ้าน ธอส. เอ็กซ์โป @ กรุงเทพฯ” โดยมีพลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ประธานกรรมการ ธอส. นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธอส. พร้อมด้วยคณะกรรมการ และผู้บริหารธนาคารร่วมในพิธี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 สิงหาคม 2560 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีประชาชนให้ความสนใจเดินทางมาร่วมงานและจองสิทธิ์ใช้บริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินของ ธอส. และจองที่อยู่อาศัยของหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนตลอด 4 วันของการจัดงาน คิดเป็นมูลค่ารวม กว่า 13,200 ล้านบาท โดยเฉพาะสินเชื่อ Home For All อัตราดอกเบี้ย 2.90% นาน 3 ปีแรก พ่วง 4 ฟรีค่าธรรมเนียมยอดจองขอสินเชื่อแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท ติดต่อยื่นคำขอกู้และทำนิติกรรมภายในวันที่ 29 ธันวาคม 2560  หรือภายใต้กรอบวงเงินรวมที่ธนาคารกำหนด 20,000 ล้านบาท ส่วนเงินฝากออมทรัพย์เงินเต็มบ้าน มีผู้ที่จองสิทธิ์ 876 ล้านบาท สามารถติดต่อเปิดบัญชีที่สาขาของธนาคารภายในวันที่ 8 กนยายน 2560 นอกจากนี้ยังมีผู้ซื้อและประมูลบ้านมือสอง หรือ ทรัพย์ NPA ของ ธอส. ที่นำมาออกจำหน่ายในงานโดยลดราคาสูงสุดถึง 50% จากราคาปกติ จำหน่ายได้กว่า 83 ล้านบาท สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 หรือ www.ghbank.co.th และ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์

เนอวานา ไดอิ (NVD) แถลงรายได้ครึ่งปีแรก 1,315 ล้านบาท เติบโต 226% เตรียมเปิดอีก 2 โครงการใหม่รวมมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท เดินหน้า ธุรกิจรับสร้างบ้าน จัดทัพผู้บริหารมือดีเสริมความแกร่ง

บมจ. เนอวานา ไดอิ (NVD) เปิดตัวเลขผลประกอบการครึ่งปีแรก บันทึกรายได้รวม 1,315 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 226% สร้างกำไรสุทธิ 112 ล้านบาท เผยแผนครึ่งปีหลังเปิดตัวอีก 2 โครงการ มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท มั่นใจยอดขายหลักมาจากคอนโดระดับพรีเมียม Banyan Tree Residences Riverside Bangkok และโครงการ Define ศรีนครินทร์-พระราม 9 พร้อมรุกธุรกิจรับสร้างบ้านโฉมใหม่ เปิดโอกาสให้ลูกค้าเป็นเจ้าของบ้านเนอวานา บนที่ดินของลูกค้าเอง เร่งสร้าง Nirvana Home Building Center ศูนย์รับสร้างบ้านแห่งใหม่ พร้อมจัดทัพผู้บริหารระดับมือดีมาดูแลด้านการเงิน ออกแบบ งานขาย งานก่อสร้าง

 

นายศรศักดิ์ สมวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) หรือ NVD เผยว่าช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา NVD ทำรายได้รวม (Total Revenue) ทั้งสิ้น 1,315 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลการดำเนินงานที่มีการเติบโตเป็นที่น่าพอใจ  และ NVD ได้เสริมความแข็งแกร่งของทีมงาน และได้ผู้บริหารมืออาชีพ ทั้งด้านการดำเนินธุรกิจ การบริหารงานก่อสร้าง การเงินและการจัดการเข้ามา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานให้บริษัทบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ การที่ บริษัท เนอวานา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ได้ควบรวมกับ บริษัท ไดอิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) นับเป็นการผนวกจุดเด่นด้านเทคโนโลยีการก่อสร้างที่นำสมัย มั่นคงแข็งแรง เข้ากับความสามารถด้านการออกแบบที่ตรงใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเนอวานา ซึ่งจะนำมาซึ่งประโยชน์แก่ NVD เป็นอย่างมาก เป็นที่มาของแผนยุทธศาสตร์ Synergistically Beyond”

“ในด้านการทำการตลาดนั้น เราวางกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ NVD คือ กลุ่ม B ถึง A++ ที่มีไลฟ์สไตล์ทันสมัย ชอบความแตกต่าง เน้นรายละเอียด เพราะโครงการที่เราพัฒนานั้น จะพัฒนาภายใต้แนวความคิด Life is Full of Details เน้นการใช้ Human-Centered Design ในการออกแบบ โครงการจะถูกออกแบบในสไตล์โมเดิร์น ระดับพรีเมียม  ตอบรับ high-end lifestyle สำหรับด้านคุณภาพนั้นเรามีการก่อสร้างที่มีคุณภาพ โดยใช้พื้นฐานนวัตกรรมของไดอิ ที่จะสร้างความรวดเร็วในการก่อสร้าง ทั้งยังมีความแข็งแกร่ง สวยงาม และทนทาน  ตอบโจทย์การขยายตลาดในวงที่กว้างขึ้น ทั้งธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจรับสร้างบ้าน  ทั้งหมดนี้คือกลยุทธ์ Synergistically Beyond ที่จะตอบสนองการเติบโต ในช่วงเวลา 5 ปีข้างหน้า

 

ทั้งนี้นายศรศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินธุรกิจของ NVD แบ่งเป็น  3 หมวด คือ

1) ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ครอบคลุมโครงการทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม โฮมออฟฟิศ ภายใต้แบรนด์ Nirvana Beyond, Nirvana Define, Nirvana @WORK และคอนโดมิเนียมแบรนด์ Banyan Tree Residences Riverside Bangkok

2ธุรกิจรับสร้างบ้าน ลูกค้าสามารถสร้างบ้านเนอวานา ในที่ดินของลูกค้า โดยบริษัทมองเห็นโอกาสทางการตลาดที่จะเติบโตไปได้ต่อเนื่องและยั่งยืน อีกทั้งยังมีความพร้อมที่จะต่อยอดธุรกิจนี้ไปได้ด้วย Synergistically Beyond โดยมีแผนสร้าง Nirvana Home Building Center แห่งใหม่บริเวณพระราม 9 ให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์รูปแบบใหม่ของการรับสร้างบ้าน ที่จะมีบ้านจริงให้ลูกค้าเลือก คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2561

และสุดท้าย 3) ธุรกิจวัสดุก่อสร้างรูปแบบทันสมัย ธุรกิจนี้จะใช้ศักยภาพเชิงเทคโนโลยีการผลิตวัสดุก่อสร้างเดิมของไดอิ โดยเสริมการออกแบบที่แตกต่างและทันสมัย ในสไตล์ของเนอวานาเข้าไป เป็น Innovative Product รูปแบบใหม่ ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของลูกค้า คาดว่าธุรกิจนี้จะเติบโตไปพร้อมกับ NVD และตลาดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยรวม

 

ด้านนายจิรเดช นุตสถิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารมืออาชีพในวงการการเงิซึ่งได้เข้ามาร่วมทัพผู้บริหารเมื่อไม่นานมานี้ โดยรับผิดชอบสายงานการเงินของ NVD กล่าวถึงผลการดำเนินงานของ NVD ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาว่า “ในครึ่งปีแรก NVD บันทึกรายได้รวม 1,315 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 912 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 226 เมื่อเปรียบเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2559 โดยการเติบโตนั้นมาจากธุรกิจทั้3 ส่วนของ NVD คือ 1) รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นเงิน 997 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 722 ล้านบาท ในครึ่งปีแรกของปี 2560 เนื่องจาก โครงการใหม่ๆ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี อาทิ โครงการ @WORK รามอินทรา และลาดพร้าว-เกษตร นวมินทร์ และโครงการ Define พระราม ส่วนที่ 2) รายได้จากบ้านสั่งสร้างและธุรกิจรับสร้างบ้าน เป็นเงิน 265 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 137 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และส่วนที่ 3) รายได้จากการขายวัสดุก่อสร้างเป็นเงิน 53 ล้านบาท กำไรขั้นต้นเป็นเงิน 415 ล้านบาทในครึ่งปีแรกของปี 2560 เพิ่มขึ้น ร้อยละ 290 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 112 ล้านบาท ในครึ่งปีแรกของปี 2560 และ ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 NVD มีรายได้รอรับรู้ (Backlog) อยู่ประมาณ 920 ล้านบาท

ในช่วงครึ่งปีหลัง NVD จะเปิดตัวอีก 2 โครงการ มูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท  ได้แก่ โครงการคอนโดมิเนียม ภายใต้   แบรนด์ Banyan Tree Residences Riverside Bangkok มูลค่า 6,000 ล้านบาท และโครงการ Define ศรีนครินทร์-พระราม 9 มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท” 

“โครงการ Define ศรีนครินทร์-พระราม 9 เป็นโครงการนำร่องบนที่ดินผืนใหญ่ของ NVD ขนาด 237 ไร่ ติดสองฝั่งถนนตัดใหม่ ศรีนครินทร์-ร่มเกล้า ย่านกรุงเทพกรีฑา  NVD มีแผนจะพัฒนา 6-7 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 13,000  ล้านบาท ให้แล้วเสร็จในอีกประมาณ 5 ปีข้างหน้า ส่วนโครงการคอนโดมิเนียม Banyan Tree Residences Riverside Bangkok น่าจะทยอยโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงปลายปี 2561 เป็นต้นไป”

ซีเอ็มซี กรุ๊ป ผุดคอนโดโลว์ไรส์แนวรถไฟฟ้า ชูจุดเด่น “ลากูน ลีฟวิ่ง”

ซีเอ็มซี กรุ๊ป เชื่อคอนโดแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินยังคงมีดีมานต์สูงจากกลุ่มเจ้าของกิจการและพนักงานออฟฟิศ โดยเตรียมเปิดโครงการล่าสุด “แบงค์คอก ฮอไรซอน ไลท์ @สถานีเพชรเกษม 48”คอนโดมิเนียมในรูปแบบโลว์ไรส์ (Low Rise) เน้นจุดขาย “ไพรเวซี่ (Privacy)” ที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูง บนทำเลใกล้รถไฟฟ้า เพียง 1นาที จากรถไฟฟ้าสถานีเพชรเกษม 48 พร้อมเนรมิตพื้นที่ส่วนกลางให้เป็น “ลากูน ลีฟวิ่ง” แห่งเดียวบนถนนเพชรเกษม รองรับไลฟ์สไตล์ของการอยู่อาศัยตลอด 365 วัน ในราคาเริ่มต้น 1.69 ล้านบาท พรีเซล 5-6 สิงหาคมศกนี้

นางสาวอนงค์ลักษณ์ แพทยานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) หรือที่รู้จักกันในนาม ซีเอ็มซี กรุ๊ป (CMC Group) เปิดเผยว่า จากการศึกษาข้อมูลของฝ่ายการตลาด ซีเอ็มซี กรุ๊ป พบว่า ผู้บริโภคมีความมั่นใจโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่จะเปิดให้บริการในอนาคตอันใกล้นี้โดยรถไฟฟ้าสายนี้จะผ่านชุมชนเมืองที่มีขนาดใหญ่และมีความหนาแน่นสูง จึงส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินนี้ ยังคงเป็นที่ต้องการของกลุ่มเจ้าของกิจการและกลุ่มพนักงานออฟฟิศ ที่มีทำเลที่ตั้งสำนักงานบนถนนเพชรเกษม ดังนั้น ซีเอ็มซี กรุ๊ป จึงได้วางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ “แบงค์คอก ฮอไรซอน ไลท์ @สถานีเพชรเกษม 48 (Bangkok Horizon Lite @Phetkasem 48 Station)” คอนโดมิเนียมในรูปแบบโลว์ไรส์ (Low Rise) เน้นความเป็นส่วนตัวบนทำเลที่ดี ที่นับวันจะเพิ่มมูลค่าในอนาคต และรองรับไลฟ์สไตล์ของการอยู่อาศัยตลอด 365 วัน

โครงการ แบงค์คอก ฮอไรซอน ไลท์ @สถานีเพชรเกษม 48 โดดเด่นด้วยแนวคิด 4 ประการ 1) ความเป็นส่วนตัว (Privacy) ด้วยจำนวนยูนิตที่มีความเหมาะสมลงตัวมีความเป็นส่วนตัวสูง 2) คุ้มค่า(Wealthy) ด้วยทำเลใกล้รถไฟฟ้า เพียง 1 นาที จากรถไฟฟ้าสถานีเพชรเกษม 48ทำเลที่นับวันยิ่งเพิ่มค่าทวีคูณ 3) ให้ทุกๆ วันของผู้อยู่อาศัยได้รู้สึกผ่อนคลายด้วยการจัดวางพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ ด้วยคอนเซ็ปต์ “ลากูน ลิฟวิ่ง (Lagoon Living)” ลากูนแห่งเดียวบนถนนเพชรเกษม ที่มาพร้อมสระว่ายน้ำฟรีฟอร์มขนาดใหญ่และฟิตเนสที่สามารถชมวิวได้ 360 องศา ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกผ่อนคลายทั้งสุขภาพกายและใจ (Healthy)4) ระบบความปลอดภัยระดับมาตรฐานสากล (Security) อาทิ กล้อง CCTV, ลิฟท์ล็อคชั้น, Keycard Access, Digital Door Lock เป็นต้น สามารถตอบสนองวิถีชีวิตคนเมืองอย่างลงตัว ทั้งฟังก์ชั่นและสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย

โครงการแบงค์คอก ฮอไรซอน ไลท์ @สถานีเพชรเกษม 48 มีมูลค่าโครงการทั้งสิ้น 1,500 ล้านบาท เป็นอาคารพักอาศัย 8 ชั้น จำนวน 3 อาคาร บนเนื้อที่ทั้งหมด 5 ไร่ โดยมีจำนวนห้องพักทั้งสิ้น 741 ยูนิตมีให้เลือกทั้งขนาด 1 ห้องนอนและ 2 ห้องนอน พร้อมฟังค์ชั่นการใช้งานที่ลงตัว ซีเอ็มซี กรุ๊ป มีกำหนดเปิดพรีเซล (Pre-Sale)โครงการแบงค์คอก ฮอไรซอน ไลท์ @สถานีเพชรเกษม 48 ในวันที่ 5-6 สิงหาคมศกนี้ ราคาเริ่มต้นที่ 1.69 ล้านบาท

ฮาบิแทท กรุ๊ป เตรียมผุด 2 โครงการใหญ่ครึ่งปีหลัง มูลค่ากว่าพันล้านบาท เจาะตลาดไฮเอนด์

ฮาบิแทท กรุ๊ป มั่นใจตลาดอสังหาฯ ระดับพรีเมี่ยมครึ่งปีหลังไปได้สวย บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าตามแผนงาน เตรียมเปิด 2 โครงการใหญ่ในช่วงครึ่งปีหลัง 2560 ได้แก่ โครงการคอนโดมิเนียมในทำเลวงศ์อมาตย์ พัทยา และโครงการบ้านเพื่ออยู่อาศัยระดับลักซัวรี่ ในทำเลร่วมฤดี กรุงเทพฯ มูลค่าการลงทุนรวมกว่าพันล้านบาท  

นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด หนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมี่ยมเพื่อการลงทุน เปิดเผยความคืบหน้าในการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 ว่า  “ฮาบิแทท กรุ๊ป ยังคงเดินหน้าตามแผนการลงทุนปี 2560 มูลค่า 2.5 พันล้านบาท โดยบริษัทฯ ยังคงโฟกัสเป้าหมายการพัฒนาโครงการอยู่ในทำเลพัทยา จำนวน 6 โครงการ ซึ่งทุกโครงการจะอยู่ในรูปแบบที่อยู่อาศัยและคอนโดมิเนียมระดับพรีเมี่ยมเพื่อการลงทุน ที่การันตีผลตอบแทนจากค่าเช่าในอัตรา 7% ต่อปี ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปี โดยผู้ซื้อจะได้รับสิทธิ์ในการเข้าพักในโครงการจำนวน 14 วันต่อปีและมีการบริหารจัดการการเช่าโดยเครือโรงแรม 5 ดาวที่ได้มาตรฐานระดับโลก”

โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 ฮาบิแทท กรุ๊ป ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมแห่งใหม่ในทำเลพัทยา จำนวน 3 โครงการอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ โครงการครอสทู พัทยา โอเชียนเฟียร์ (X2 Pattaya Oceanphere) โครงการเบสท์ เวสเทิร์น พรีเมียร์ เบย์เฟียร์ พัทยา (Best Western Premier Bayphere Pattaya) และโครงการบลูเฟียร์ พัทยา แมเนจบาย เบสท์ เวสเทิร์น พรีเมียร์ คอลเล็คชั่น (Bluphere Pattaya Managed by BW Premier Collection) โดยสามารถปิดยอดการขายทุกโครงการรวมเฉลี่ยแล้วกว่า 70% ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงโครงการครอสทู ไวบ์ พัทยา ซีเฟียร์ (X2 Vibe Pattaya Seaphere) ที่สามารถปิดการขายได้ภายใน 6 เดือนแรกและเตรียมพร้อมเปิดให้บริการได้ในช่วงปลายปีนี้ และโครงการ เดอะวิลล์ จอมเทียน โครงการแรกของฮาบิแทท กรุ๊ป ที่ปิดการขาย 100% ได้ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี ซึ่งโครงการฯ ได้เข้าสู่โปรแกรมการลงทุน ตั้งแต่ปี 2558 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“พัทยา ยังคงเป็นทำเลยุทธศาสตร์ของฮาบิแทท กรุ๊ป เนื่องจากเป็นทำเลที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วและมีศักยภาพมาก ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนมาจากจำนวนการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยว โดยในปี 2559 มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเดือนละกว่า 78% และเป็นทำเลเดียวที่มีนักท่องเที่ยวเต็มตลอดทุกฤดูกาล นอกจากนี้ ด้วยนโยบายส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกของภาครัฐ และการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจ็ค อาทิ สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งมีเป้าหมายในการรองรับจำนวนผู้โดยสารจำนวน 1.2 ล้านคนจาก 700,000 คนต่อปี และท่าเรือสัตหีบ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางได้ 1-2 ชั่วโมง รวมไปถึงมอร์เตอร์เวย์สายใหม่สู่ระยอง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะยิ่งส่งผลในเชิงบวกต่อการดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว  อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้ยังส่งผลต่อราคาที่ดินในพัทยาให้พุ่งสูงขึ้นอีก โดยเฉพาะในทำเลวงศ์อมาตย์ และนาจอมเทียน ที่เป็นทำเลที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายรายให้ความสนใจเป็นอันมากรวมถึงฮาบิแทท กรุ๊ป เองที่มีทำเลส่วนใหญ่ใน 2 ทำเลยุทธศาสตร์นี้

เพื่อเตรียมรองรับการขยายตัวในพื้นที่นี้ เนื่องจากมั่นใจว่า จะสามารถตอบโจทย์ด้านการลงทุนและการท่องเที่ยวให้แก่นักลงทุน และนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี”นายชนินทร์กล่าว  

สำหรับแผนการลงทุนในครึ่งปีหลังของฮาบิแทท กรุ๊ป เตรียมเปิดโครงการใหม่จำนวน 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาท โดยยังคงปักหมุดที่ทำเลพัทยา ซึ่งถือเป็นทำเลยุทธศาสตร์ของฮาบิแทท กรุ๊ป จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการคอนโดมิเนียมจำนวน 192 ยูนิต ภายใต้พื้นที่ 1 ไร่ ตั้งอยู่ในทำเลวงศ์อมาตย์ พัทยา มูลค่ากว่า 800 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดตัวโครงการในไตรมาส 4 ของปี 2560  นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดตัวโครงการที่พักอาศัย อีกหนึ่ง โครงการ ในไตรมาส 4 ของปีนี้เช่นเดียวกัน โดยเป็นโครงการบ้านพักอาศัยระดับลักซัวรี่ ขนาดพื้นที่ไม่เกิน 1 ไร่ ในทำเลร่วมฤดี มูลค่ากว่า 250 ล้านบาท โดยมั่นใจว่า ทั้งสองโครงการดังกล่าวจะได้รับการตอบรับที่ดีเนื่องจากตลาดบ้านพักและคอนโดมิเนียมระดับลักซัวรี่ ในทำเลใจกลางกรุงเทพฯ ยังเป็นที่ต้องการของทั้งผู้ซื้อชาวไทย และชาวต่างประเทศเป็นอันมาก   

“ฮาบิแทท กรุ๊ป มั่นใจว่า การดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากนโยบายด้านเศรษฐกิจและการลงทุนด้านต่างๆ ที่มีความชัดเจนขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการกลับมาเดินหน้าลงทุนในโครงการต่างๆ ไว้ตามแผนงาน รวมถึง จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีแนวโน้มจะซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้นจะกลายเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายที่น่าจับตามองต่อไป  ทั้งนี้ ฮาบิแทท กรุ๊ป คาดว่า ในปี 2560 บริษัทฯ จะสามารถปิดยอดขายพรีเซลล์ได้จำนวนรวมกว่า 1,500 ล้านบาท และสามารถมีรายได้จากค่าเช่าเพิ่มขึ้น 20% ในอีก 3 ปีข้างหน้านี้ เพื่อสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ชื้อตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ได้อย่างแน่นอน” นายชนินทร์ กล่าวปิดท้าย

ศุภาลัย ลุยคอนโดฯ ย่านเพชรเกษม-บางแค ชูแนวคิด Convenience of Life #ชีวิตติดสบาย

บมจ.ศุภาลัย ลุยตลาดอสังหาฯ ทำเลเพชรเกษม-บางแค เปิดตัวคอนโดฯใหม่ “ศุภาลัย เวอเรนด้า สถานีภาษีเจริญ”  พัฒนาภายใต้แนวคิด “Convenience of Life #ชีวิตติดสบาย” ทำเลสะดวกสบาย ติดถนนเพชรเกษม ติดรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สถานีภาษีเจริญ  เน้นการพักอาศัยแบบอยู่สบาย ด้วยการออกแบบเป็นอาคารประหยัดพลังงาน ในราคาสบายกระเป๋า เริ่ม 1.5 ล้านบาท ผ่อนสบายๆ เริ่มเดือนละ 4,900 บาท เตรียมเปิดจองวันที่ 5 – 6 สิงหาคม 2560 นี้

 

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เพชรเกษม-บางแค เป็นอีกหนึ่งทำเลที่มีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีการพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน เชื่อมต่อกับสายสีเขียวที่สถานีบางหว้า และเป็นถนนสายสำคัญของฝั่งธนบุรี สามารถเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางธุรกิจได้อย่างง่ายดายและสะดวกสบาย อีกทั้งเป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่สำหรับการอยู่อาศัย แหล่งช้อปปิ้ง แหล่งการศึกษา และร้านอาหารเก่าแก่มากมาย ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้บริษัทฯ เตรียมพัฒนาโครงการใหม่ในรูปแบบคอนโดมิเนียม คือ ศุภาลัย เวอเรนด้า สถานีภาษีเจริญ บนพื้นที่โครงการประมาณกว่า 10 ไร่ มูลค่าโครงการ 4,400 ล้านบาท

ศุภาลัย เวอเรนด้า สถานีภาษีเจริญ พัฒนาโครงการภายใต้คอนเซปต์ Convenience of Life #ชีวิตติดสบาย เพื่อทำให้ทุกการใช้ชีวิตเป็นเรื่องง่าย โดยเลือกสรรสิ่งที่ใช่ และเชื่อมต่อทุกสิ่งเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ฉับไว และสะดวกสบายในทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตสำหรับผู้พักอาศัยในโครงการแห่งนี้

โครงการตั้งอยู่ในทำเลสะดวกสบายติดถนนเพชรเกษม เดินทางไปยังเส้นทางต่างๆ ได้ง่ายดาย ทั้งถนนราชพฤกษ์ ถนนกาญจนาภิเษก  และถนนบรมราชชนนี  อีกทั้งใกล้รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน สถานีภาษีเจริญ เพียง 150 เมตร          ใช้เวลาเดินทางเพียง 2 สถานี ถึงจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีบางหว้า และเชื่อมต่อสู่ BTS สถานีสะพานตากสิน สามารถเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองทั้งสาทรและสีลม รวมถึง CBD ได้อย่างรวดเร็ว ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง  กิน  เที่ยว  ช้อป  Community Mall  สุดฮิปสำหรับคนรุ่นใหม่  อาทิ  ซีคอนบางแค  เดอะมอลล์บางแค THE BLOC J ARENA และโลตัส บางแค ใกล้แหล่งการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยสยาม นอกจากนี้ยังใกล้กับโรงพยาบาลพญาไท 3

อาคารชุดพักอาศัย 1 อาคาร 2 Tower แบ่งเป็น Tower A สูง 34 ชั้น Tower B สูง 30 ชั้น โดยมีห้องพักอาศัย 1,802 ยูนิต ร้านค้า 8 ยูนิต มีพื้นที่ใช้สอยแบบห้องสตูดิโอ – 2 ห้องนอน ขนาด 28 – 69.5 ตร.ม. การออกแบบตัวอาคารเน้นการพักอาศัยแบบอยู่สบาย เนื่องจากเป็นอาคารประหยัดพลังงาน โดยเลือกใช้หลอดไฟ LED ประหยัดไฟทั้งอาคาร ตลอดจนคำนึงถึงทิศทางลม ทิศทางแดด ให้อากาศถ่ายเทได้ดี

ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ อาทิ สระว่ายน้ำระบบเกลือ JACUZZI ห้องออกกำลังกาย ห้องแอโรบิค ห้อง Lifestyle Space (พื้นที่ห้องเกมส์ ปิงปอง และที่นั่งพบปะพูดคุย) Kid’s Room Sauna Jogging Track Co- living space (พื้นที่นั่งพักผ่อน ทำงาน ประชุม ) Street Basketball Court Meeting Room และที่จอดรถ พร้อมด้วยพื้นที่สีเขียวรวมกว่า 4 ไร่ เพิ่มความสบายใจกับมาตรฐานความปลอดภัยแบบมืออาชีพ ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง กล้อง CCTV อีกทั้งระบบป้องกันอัคคีภัย Smoke & Heat Detector และ Fire Alarm ตลอดจน Elevator Access Control System (ลิฟท์ล็อคชั้น)

ศุภาลัย เวอเรนด้า สถานีภาษีเจริญ เปิดจองอย่างเป็นทางการ วันที่ 5 – 6 สิงหาคม 2560 ที่สำนักงานขายโครงการ  ในราคาสบายกระเป๋า  เริ่ม 1.5 ล้านบาท  ผ่อนสบายๆ  เริ่มเดือนละ  4,900 บาท  สอบถามข้อมูลโทร 1720 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.supalai.com

‘เอพี ไทยแลนด์’ เผยโฉม ‘VITTORIO’ อัลตร้า-ลักซ์คอนโดฯ ที่สุดแห่งการใช้ชีวิตระดับมาสเตอร์พีซ ใจกลาง The Em District

  • ที่สุดในทุกมิติระดับ Masterpiece ทั้งการออกแบบ ตกแต่ง ก่อสร้าง ทำเล วัสดุที่เลือกสรร และงานศิลป์ระดับบรมครู
  • ที่สุดแห่งทำเลที่ตั้งใจกลางย่านที่มีสีสันที่สุดของสุขุมวิท เพียง 1 นาทีจากบีทีเอสพร้อมพงษ์
  • ที่สุดแห่งความงามสง่าควรค่า ด้วยสุดยอดหินอ่อน ‘Palissandro Bluette’ ที่หายากที่สุดในโลก เป็นที่ยอมรับด้านคุณค่าความงามสำหรับงานตกแต่ง สั่งตรงข้ามฟ้าจากอิตาลี
  • ที่สุดแห่งความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนเรสซิเดนซ์เพียง 88 ยูนิต เริ่มต้นที่ 28 ล้านบาท

บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สำหรับคนเมือง พร้อมเผยโฉม ‘VITTORIO’ (วิตโตริโอ) คอนโดมิเนียมระดับอัลตร้า-ลักซ์แห่งใหม่ ภายใต้แนวคิด ‘LIVING IN THE MASTERPIECE’ ที่สุดของที่สุดในทุกมิติ ที่ซึ่งสุนทรียะผสานเข้ากับการใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบมูลค่าโครงการกว่า 3,500 ล้านบาท เอพี (ไทยแลนด์) ชูความเป็นเลิศในเรื่องของทำเล ราคา คุณค่าของงานศิลป์ การออกแบบ และการดูแลรักษาให้คงคุณค่าเสมือนครั้งแรกพบ ทั้งให้ความสำคัญสูงสุดกับความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย โดยมีจำนวนเรสซิเดนซ์ เพียง 88 ยูนิต ภายในอาคารที่พักอาศัยความสูง 28 ชั้น ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้อยู่อาศัยระดับอัลตร้า-ลักซ์

VITTORIO ตั้งอยู่ในพื้นที่ขนาด 1.29 ไร่ บนทำเลทองต้นซอยสุขุมวิท 39 เพียงไม่กี่ก้าวเดิน จากสถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์ และย่านการค้า The Em District มอบความสะดวกสบายในการเดินทางและสีสันการใช้ชีวิต ราคาเริ่มต้น 28 ล้านบาท

VITTORIO ได้รับการรังสรรค์อย่างประณีตและพิถีพิถัน โดยมีแรงบันดาลใจในการดีไซน์มาจากสถาปัตยกรรมอันเลื่องชื่อแห่งเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ไม่ว่าจะเป็น Uffizi Gallery’ พิพิธภัณฑ์ศิลป์ด้านจิตรกรรมและประติมากรรมชื่อก้องโลก และ Vasari Corridor’ โถงทางเดินระหว่างพระราชวังถึงคฤหาสน์ที่สะท้อนหลักคิดในการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนตัวสูงสุด ทุกพื้นที่ภายใน VITTORIO สง่างามด้วยงานฝีมือที่เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในโลก ตั้งแต่การเลือกใช้ Palissandro Bluette ซึ่งหายากและมีเพียงแห่งเดียวในโลกเท่านั้น รวมถึงการร่วมมือกับนักสร้างสรรค์งานคราฟต์ระดับโลกอย่างอเล็กซานเดอร์ ลามอนต์ (Alexander Lamont) ในการออกแบบลักชัวรี่เฟอร์นิเจอร์ ดีไซน์พิเศษให้กับ VITTORIO โดยเฉพาะ

 

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจคอนโดมิเนียม บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) เผยว่า “เอพี (ไทยแลนด์) คือ ผู้นำด้านที่พักอาศัยติดแนวรถไฟฟ้า เราคำนึงถึงการตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัยทุกกลุ่ม เราจึงตั้งใจสร้างสรรค์ VITTORIO ให้เป็นคอนโดมิเนียมระดับ Masterpiece  เพื่อจับตลาดคอนโดอัลตร้า-ลักซ์โดยเฉพาะ เมื่อเอพีได้ที่ดินผืนนี้ซึ่งเป็นที่ดินระดับมาสเตอร์พีซในย่านพร้อมพงษ์ เรามองเห็นดีมานด์ของลูกค้าระดับอัลตร้า-ลักซ์ที่ต้องการใช้ชีวิตในย่านนี้ เราจึงเข้ามาบุกเบิกพัฒนา VITTORIO โดยเราเป็นผู้นำรายแรกที่ชูความลักชัวรี่ระดับ Masterpiece ที่ให้ความสำคัญใน การเลือกสรรทุกองค์ประกอบในการออกแบบทั้งงานสถาปัตยกรรมและงานอินทีเรียอย่างละเมียดละไมที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากโครงการระดับไฮเอนด์อื่นๆ อาทิเช่น การเลือกใช้หินอ่อน Palissandro Bluette ที่หายาก และมีเพียงแห่งเดียวในโลกมาเป็นวัสดุในการตกแต่งโครงการ และเพื่อให้ได้ หินอ่อนที่ทรงคุณค่า เราจึงใช้ความพิถีพิถันอย่างมากกับขั้นตอนการเลือกหินอ่อนสกัด ที่จะเลือกใช้เฉพาะส่วนที่งดงามที่สุดเพียง 30% เท่านั้น

“เฟอร์นิเจอร์และผลงานศิลป์ที่ใช้ตกแต่งพื้นที่ส่วนกลางของ VITTORIO เอพีคำนึงถึงเมื่อลูกค้าได้เป็นเจ้าของ หรือซื้อไว้เพื่อเป็นมรดกให้กับลูกหลานแล้วต้องมีมูลค่าเพิ่มขึ้น เราจึงเลือกนำชิ้นงานศิลปะหายากที่มีมูลค่าสูงของศิลปินชาวไทยที่โด่งดังในต่างประเทศ อาทิ อ.เขียน ยิ้มศิริ อ.นุกูล ปัญญาดี เป็นต้น (เฉพาะมูลค่างานศิลป์มากกว่า 20 ล้านบาท) มาตกแต่งภายในโครงการ จะเห็นว่าเมื่อเดินเข้ามาในโครงการนอกจากจะเตะตาด้วยหินอ่อนทอประกายระยิบระยับที่สร้างความแตกต่างเพียงหนึ่งเดียวแล้ว ยังเสมือนได้ชื่นชมงานศิลปะ  ทุกครั้งที่ได้ก้าวเข้ามา โดยผลงานของศิลปินชาวไทยนั้นได้วางเคียงคู่กับเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบเป็นพิเศษโดย อเล็กซานเดอร์ ลามอนต์ (Alexander Lamont) พร้อมนำผลงานสร้างชื่อของเขาอย่างหนังกระเบนมาใช้ตกแต่งในโถงไพรเวทลิฟต์ทุกตัวเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ตัวโครงการอีกด้วย” นายวิทการกล่าวเสริม

หลักคิดสำคัญในการออกแบบที่คำนึงถึงเรื่องความเป็นส่วนตัว ทั้งในพื้นที่ส่วนกลาง และภายในเรสซิเดนซ์ VITTORIO จึงมีจำนวนเรสซิเดนซ์เพียง 88 ยูนิต ทุกเรสซิเดนซ์ใน VITTORIO จะเป็นยูนิตหัวมุมเสมือนเป็นห้องเพนท์เฮ้าส์ ในแต่ละชั้นมีเพียง 4 ยูนิต และไม่ใช้ผนังร่วมกับเรสซิเดนซ์อื่นเลย    ความกว้างของโถงทางเดินในแต่ละชั้นที่กว้างถึง 1.6 เมตร แบ่งสเปซพักอาศัยให้แต่ละเรสซิเดนซ์แยกออกจากกัน เป็นหลักประกันถึงสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบเป็นพิเศษ รวมถึงมีลิฟท์ส่วนตัวเฉพาะในแต่ละเรสซิเดนซ์ เลย์เอาท์ภายในแต่ละเรสซิเดนซ์ของ VITTORIO ได้รับแรงบันดาลใจจากที่อยู่อาศัยของตระกูลผู้มั่งคั่งแห่งเมืองฟลอเรนซ์ มีการแบ่งส่วนพักอาศัยและส่วนเซอร์วิส      (back of  the house) ออกจากกัน พร้อมทางเข้า-ออกที่แยกลิฟต์เซอร์วิสออกจากลิฟต์โดยสารเรสซิเดนซ์ อีกทั้งส่วนต้อนรับ ‘VITTORIO Concierge’ ก่อนเข้าสู่ส่วนล็อบบี้ ‘Galleria Medici’  ยังได้รับการออกแบบให้พรั่งพร้อมด้วยระบบเข้าออกอาคารอัจฉริยะ เพื่อความปลอดภัยและสะดวกสบายสูงสุด

ทุกๆ เรสซิเดนซ์ใน VITTORIO มีความสวยงามตระการตาและกลมกลืนต่อเนื่องจากพื้นจรดเพดาน จากห้องรับแขกจนถึงระเบียงที่กว้างขวางโอ่โถง ไปจนถึงห้องนอนใหญ่ ที่ผู้พักอาศัยทุกเรสซิเดนซ์จะสามารถผ่อนคลายด้วยทัศนียภาพที่งดงามกว้างไกลสุดสายตาแบบพาโนรามาได้

นอกจากนั้นแล้วเรายังคำนึงถึงการบริหารจัดการโครงการเพื่อรักษา ดูแลไม่ให้มูลค่าของทรัพย์สินส่วนกลางภายในโครงการเสื่อมลง โดยเฉพาะชิ้นงานศิลปะระดับ Masterpiece ต่างๆ ภายในโครงการ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ เอพี (ไทยแลนด์) ให้ความสำคัญมากอย่างยิ่ง ซึ่งสำหรับโครงการ VITTORIO แห่งนี้เราจะมีเจ้าหน้าที่บริหารอาคารที่มีประสบการณ์และความชำนาญการเฉพาะด้าน ในเรื่องของการบริหารจัดการโครงการระดับอัลตร้า-ลักซ์มาดูแลความงดงามเรียบร้อยของ VITTORIO โดยเฉพาะ ตลอดจนมีการจัดทำคู่มือนำเสนอขั้นตอน และวิธีในการดูแลรักษางานคราฟท์แต่ละชิ้นอย่างละเอียด นอกจากนี้ VITTORIO ยังมีสิ่งอำนวย-ความสะดวกระดับ Masterpiece ที่ครบครันเทียบเท่าโรงแรมระดับห้าดาว ณ ชั้น 27 และ 28 ไม่ว่าจะเป็น ‘Arno Vitality Pool’ สระว่ายน้ำที่มาพร้อมกับระบบ Hydrotherapy ที่มีถึง 7 สเตชั่น ออกแบบภายใต้แนวคิดวารีบำบัดเพื่อบรรเทาอาการเมื่อยล้า หรือความเครียดจากการทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ รวมถึง ‘Club Kinetic’ พื้นที่ออกกำลังกายที่มาพร้อมกับวิวพาโนรามา อีกทั้งยังมีพื้นที่อันเป็นส่วนตัวด้วยการออกแบบสเปซสำหรับเครื่องวิ่งที่แยกเฉพาะบุคคล และนวัตกรรมเครื่องออกกำลังกายแนวใหม่ ‘Kinesis’ จาก Technogym ผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬาชื่อดังของอิตาลี

“สำหรับภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมระดับอัลตร้า-ลักซ์ในเมือง (ระดับราคา 3 แสนบาทต่อตารางเมตรเป็นต้นไป) ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาถือว่าได้รับความสนใจอย่างมาก และยังมีแนวโน้มการเติบโตไปได้อีก เพราะถ้าดูยอดขายที่เกิดขึ้น ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2560 สินค้ากลุ่มอัลตร้า-ลักซ์ที่เปิดตัวในเมืองที่มีสัดส่วนยอดขายรวมประมาณ 70-80% จากสินค้ากลุ่มอัลตร้า-ลักซ์ทั้งหมด และถ้าดูในภาพรวมสินค้ากลุ่มนี้ที่เปิดตัวแล้วสร้างเสร็จยังมีอยู่ไม่มาก ถือว่าจริงๆ แล้วสินค้ากลุ่มอัลตร้า-ลักซ์ในบ้านเรายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น หัวใจสำคัญของการพัฒนาคอนโด เพื่อเจาะกลุ่มตลาดระดับอัลตร้า-ลักซ์จึงไม่ใช่แค่ทำเลต้องดี แต่ทุกๆ รายละเอียดของโครงการต้องสามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้อยู่อาศัยได้ด้วย ตั้งแต่การออกแบบภายนอก ภายใน การบริหารพื้นที่ รวมถึงการดูแลโครงการหลังการขาย เอพีมองว่าถ้าจะนิยามตัวเองว่าเป็นอัลตร้า-ลักซ์ ต้องมี 2 คุณสมบัตินี้มาคู่กัน หนึ่งในนั้น คือ VITTORIO ที่ใส่ใจทุกรายละเอียด เพื่อจะเป็นมาสเตอร์พีซอย่างแท้จริง” นายวิทการกล่าวสรุป

‘VITTORIO’ อัลตร้า-ลักซ์คอนโดมิเนียม โดย เอพี (ไทยแลนด์)                                                                                   พร้อมส่งมอบที่สุดของการใช้ชีวิตระดับมาสเตอร์พีซแล้ววันนี้ www.vittorio-residence.com

 “เอพี (ไทยแลนด์) กล้าที่จะแตกต่าง ผู้นำด้านนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยสำหรับคนเมือง”