Category Archives: Money

กลุ่มมิตรผล ประกาศวิสัยทัศน์ผู้นำด้านน้ำตาลและชีวพลังงานระดับโลก พร้อมลงทุน 18,000 ล้าน

กลุ่มมิตรผล ประกาศวิสัยทัศน์และกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ความเป็นผู้นำในธุรกิจน้ำตาลและชีวพลังงานระดับโลก ด้วยการพัฒนานวัตกรรมและเสริมความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการ รวมทั้งการสร้างแบรนด์อย่างแตกต่าง เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ด้วยงบลงทุนกว่า 18,000 ล้านบาท เชื่อมั่นสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน พร้อมร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย ด้วยการจ้างงานเพิ่นขึ้นกว่า 400 อัตรา และกระจายรายได้สู่ชุมชนด้วยเม็ดเงินกว่า 22,000 ล้านบาท

 

นายกฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า “ปัจจุบันแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจไทยยังไม่ดีนัก แต่เศรษฐกิจไทยยังคงมีเสถียรภาพที่ดีอยู่ จากสถานการณ์ของบ้านเมืองที่มีความสงบเรียบร้อย รวมทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาวของรัฐบาล จะทำให้ความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและนักลงทุนมีมากขึ้น และทำให้เศรษฐกิจไทยในภาพรวมกลับมาสดใสอีกครั้ง เราจึงเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ได้ลงทุนกว่า 18,000 ล้านบาท และรวมกับกว่า 65,000 ล้านบาท ใน 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเรามีความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยสร้างงานและรายได้ให้ชุมชน รวมทั้งผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอย่างมั่นคงในระยะยาว”

 

“วิสัยทัศน์ของกลุ่มมิตรผล คือการมุ่งสู่ความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและชีวพลังงานในระดับโลก โดยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการจัดการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว เรามีการดำเนินกลยุทธ์ใน 4 ด้าน คือ การเสริมความเป็นเลิศด้านการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนานวัตกรรมและสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ที่มีความแตกต่าง และการขยายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์ทั้งหมดจะช่วยสร้างความแข็งแกร่ง และผลักดันให้กลุ่มมิตรผลยังสามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง” นายกฤษฎา กล่าว

 

ในการดำเนินกลยุทธ์เสริมความเป็นเลิศด้านการผลิต กลุ่มมิตรผลให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยแบ่งการลงทุนในปี 2558 เป็นรายธุรกิจ ดังนี้

  • กลุ่มธุรกิจส่งเสริมและพัฒนาอ้อย จะสนับสนุนงบประมาณเพื่อเผยแพร่แนวทางมิตรผลโมเดิร์นฟาร์มในเขตส่งเสริมการปลูกอ้อยของกลุ่มมิตรผล ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และเพิ่มผลผลิต รวมทั้งลดต้นทุนให้กับชาวไร่อ้อยได้มีอย่างประสิทธิภาพ
  • กลุ่มธุรกิจน้ำตาล จะเสริมความเป็นผู้นำด้านการผลิตและการส่งออก โดยลงทุนขยายกำลังการหีบอ้อย ขยายกำลังการผลิตน้ำเชื่อม และการเสริมเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มคุณภาพสินค้า และความปลอดภัย รวมทั้งความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในทุกโรงงาน
  • กลุ่มธุรกิจพลังงานหมุนเวียน มีแผนลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศไทยในระยะยาว
  • กลุ่มธุรกิจวัสดุทดแทนไม้ มีแผนลงทุนเพื่อเสริมความเป็นผู้นำของพาเนลพลัส ในตลาดวัสดุทดแทนไม้ระดับพรีเมียม

ในด้านการพัฒนาการวิจัยและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ กลุ่มมิตรผลให้ความสำคัญกับการค้นคว้าวิจัยเพื่อสร้างแต้มต่อทางธุรกิจ และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างตรงจุด ทั้งการลงทุนในศูนย์นวัตกรรมและการวิจัยมิตรผล 2 แห่งที่ภูเขียว และอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย การคิดค้นเพื่อพัฒนามูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ (High Value Added) ในทุกกลุ่มธุรกิจ เช่น การพัฒนา Solution Partner ให้กับคู่ค้า การพัฒนาน้ำตาลชนิดพิเศษต่างๆ การติดตั้งโซล่าร์ รูฟท็อป การพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมเอทานอลไปเป็นการผลิตปุ๋ยวิทยาศาสตร์คุณภาพสูง และผลิตภัณฑ์ไม้เคลือบเมลามีน เป็นต้น

 

กลุ่มมิตรผลยังดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกในการสร้างแบรนด์ ผ่านแคมเปญที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแตกต่าง อาทิเช่น กล่มธุรกิจน้ำตาลได้ร่วมกับ สสส. รณรงค์ให้ความรู้ด้านการบริโภคน้ำตาลตามโครงการ“หวานพอดี” และเตรียมที่จะเปิดตัว “แคมเปญเทสตี้ เฮลธ์ตี้” ความจริงใจที่มีต่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย ในส่วนของกลุ่มธุรกิจวัสดุทดแทนไม้ ได้สร้างความแตกต่างของแบรนด์ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหนือกว่า ทั้งเรื่องคุณภาพและการคิดค้นดีไซน์รูปแบบใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ผลิตและลูกค้า รวมทั้งการออกบูธในงานเทรดโชว์ และการจัดกิจกรรมร่วมกับพาร์ทเนอร์อย่างต่อเนื่อง

สำหรับกลยุทธ์ในส่วนสุดท้าย คือการสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจในต่างประเทศ โดยในสาธารณรัฐประชาชนจีน กลุ่มมิตรผลได้ลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลจากชานอ้อยแห่งที่ 2 ขึ้นที่เมืองหนิงหมิง นอกจากนี้ ยังได้ขยายการทำไร่อ้อยแบบมิตรผลโมเดิร์นฟาร์มในเขตส่งเสริมการปลูกอ้อย การขยายสถานีขนถ่ายอ้อยเพื่อช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งให้แก่ชาวไร่ การลงทุนปรับปรุงกระบวนการผลิตน้ำตาลรีไฟน์ที่โรงงานน้ำตาลฝูหนาน รวมถึงการร่วมกับกลุ่มบริษัทศักดิ์สยาม ในการลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยผสมคุณภาพสูงขึ้นที่เมือง หนิงหมิง มณฑลกวางสี เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยที่มีคุณภาพดี ในราคาที่เหมาะสม

 

นอกจากนี้ กลุ่มมิตรผล ยังมีแผนที่จะลงทุนติดตั้งระบบชลประทาน Center Pivot อันทันสมัย 7 ตัว ที่โรงงานน้ำตาลในประเทศออสเตรเลีย เพื่อเพิ่มผลผลิตอ้อยและป้องกันปัญหาในช่วงหน้าแล้ง อีกทั้งยังลงทุนโครงการเพิ่มผลผลิตอ้อยที่โรงงานเซาท์ จอห์นสตัน รวมทั้งเผยแพร่ความรู้ในการทำไร่อ้อยแบบมิตรผลโมเดิร์นฟาร์ม ให้แก่เกษตรกรใน สปป.ลาว อีกด้วย

 

“ปัจจุบันกลุ่มมิตรผลเป็นผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลอันดับที่ 1 ของไทย และอันดับที่ 4 ของโลก นอกจากนี้เรายังเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าชีวมวลอันดับ 1 ในอาเซียน และเป็นผู้ผลิตเอทานอลอันดับ 1 ในเอเชีย เราเชื่อมั่นว่าด้วยกลยุทธ์ทั้ง 4 ด้าน จะช่วยผลักดันการเติบโตของกลุ่มมิตรผลให้สามารถครองความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและชีวพลังงาน รวมทั้งก้าวไปสู่การเป็นผู้นำระดับโลกในอนาคตได้อย่างเต็มภาคภูมิ

 

“เหนือสิ่งอื่นใด เราภูมิใจที่ได้มีส่วนส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย ทั้งในด้านการลงทุนและการสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนและชุมชน ซึ่งถือเป็นปณิธาณภายใต้แนวคิด ‘สร้างคุณค่า สร้างอนาคต’ ที่กลุ่มมิตรผลยึดมั่นเสมอมา” นายกฤษฎา กล่าวทิ้งท้าย

ทำไมต้องธนบัตร 5 แสนบาท

500K-MONEY---CONTENT

ได้กลายเป็นกระแสกับธนบัตรใบละ 5 แสนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยนำมาให้ยลโฉม พร้อมเปิดจอง (อีกครั้ง) ในงาน Money Expo 2015 ในราคา 1 ล้านบาท และธนบัตรในละ 5 แสนบาทมีความน่าสนใจอย่างไร ถึงมีราคาจำหน่าย 1 ล้านบาทได้

1.ธนบัตรใบละ 5 แสนบาท เป็นธนบัตรที่จัดพิมพ์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวันบรมราชาภิเษกสมรส ครบ 50 ปี วันที่ 28 เมษายน 2543 และวันบรมราชาภิเษก ครบ 50 ปี วันที่ 5 พฤษภาคม 2543

2.ประกาศออกใช้ครั้งแรก วันที่ 26 เมษายน 2543 และนำออกใช้วันที่ 8 พฤษภาคม 2543 จำหน่ายในราคา 1 ล้านบาท โดยรายได้จากส่วนต่างธนบัตรมอบทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

3จัดพิมพ์เพียง 1,998 ฉบับ แบ่งเป็น 2 ชุด ได้แก่ 1.ชุดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีตราอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. จำนวน 999 ฉบับ และ 2. ชุดสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีตราอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. จำนวน 999 ฉบับ

4.ผู้ครอบครองธนบัตรสามารถขายคืนธนาคารแห่งประเทศไทยในราคาเท่ากับธนบัตร แต่เมื่อเปลี่ยนมือจะไม่สามารถขายคืนได้ เนื่องจากการซื้อธนบัตรใบละ 5 แสน ทางธนาคารแห่งประเทศไทยโดยเจ้าของจะต้องลงทะเบียบผู้ซื้อเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน

5.วันแรกของการเปิดจองในงาน Money Expo สามารถจำหน่ายได้ 8 ฉบับ มูลค่าทั้งสิ้น 8 ล้านบาท

15 ปี Money Expo 2015

 

เปิดงานอลังการฉลองครบรอบ 15 ปี งานมหกรรมการเงิน ครั้งที่ 15 Money Expo 2015 พบแคมเปญโปรโมชั่นพิเศษสุดจากแบงก์ นอนแบงก์ ประกัน บล. บลจ. สินเชื่อบ้าน 0% นาน 10 เดือน สินเชื่อเพื่อคนมีรถอนุมัติภาย ใน 15 นาที  สมัครบัตรเครดิตรับบัตรใน 1 ชั่วโมง สินเชื่อเอสเอ็มอีแจก iPad เงินฝากดอกเบี้ยสูงสุด 3.78% ต่อปี  สลากออมสิน Double Prize จ่ายเงินรางวัล Double เป็น 2 เท่า  ซื้อประกันบินฟรีสวิส-ญี่ปุ่น ซื้อทองลุ้นทอง แจกฟรีเมนูหุ้นแซ่บ 5 สไตล์  ด้านแบงก์ชาติเปิดให้แลกธนบัตรใบละ 5 แสนบาท กระทรวง ICT เปิดตัว Digital Economy บริการตู้ Kiosk เช็คข้อมูลเครดิตบูโร/ประกันสังคม โดยใช้บัตรประชาชน วันที่ 7-10 พ.ค.นี้ ที่ชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี
_ONE3347
เปิด งานอย่างยิ่งใหญ่ฉลองครบรอบ 15 ปี สำหรับ งานมหกรรมการเงิน ครั้งที่ 15 Money Expo 2015    ที่ วารสารการเงินธนาคาร  จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-10 พฤษภาคม 2558 ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิดหลัก “Beautiful ASEAN” เพื่อต้อนรับการเกิดขึ้นของ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ASEAN Economic Community หรือ AEC ที่จะรวมเป็นหนึ่งเดียวกันในปี 2558 โดยมี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานในวันที่ 7 พฤษภาคม 2558 เวลา 08.39 น.
นาย สันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานจัดงานมหกรรมการเงิน Money Expo เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีที่งานมหกรรมการเงิน Money Expo ครบรอบ 15 ปี จึงได้จัดงานอย่างยิ่งใหญ่บนพื้นที่กว่า 45,000 ตารางเมตร  โดยมีธนาคาร บริษัทการเงิน (นอนแบงก์) บริษัทประกัน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) และบริษัทผู้ค้าทองคำ/โกลด์ฟิวเจอร์ส รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมงานกว่า 240 แห่ง ซึ่งปีนี้ได้เพิ่มโซนพิเศษขึ้นอีก 2 โซน คือ Digital Economy และโซน SE&CSR  เพื่อสอดรับกับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและการสร้างกิจการ เพื่อสังคมของรัฐบาล รวมทั้งยังมีโซน ตลาดเงิน, ตลาดทุน, ตลาดทอง, ประกันชีวิต/ประกันภัย, Digital Banking, อสังหาริมทรัพย์, รถยนต์, SME & Lifestyle, Shop/Chim in the Garden
_ONE3360
แบงก์/นอนแบงก์/ประกัน
กู้บ้าน 0% นาน 10 เดือน
นายสันติกล่าวว่า ธนาคาร บริษัทการเงิน (นอนแบงก์) และบริษัทประกันชีวิตประกันภัย ได้นำเสนอบริการทางการเงินอย่างครบวงจรภายในงาน พร้อมเตรียมแคมเปญโปรโมชั่นพิเศษสุดแห่งปีมาแข่งขันกันอย่างเต็มที่ เช่น สินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ย 0 % นานถึง 10 เดือน, สินเชื่อที่ใช้รถยนต์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน อนุมัติภายใน 15 นาทีสมัครบัตรเครดิตสามารถรับบัตรได้ทันทีภายใน 1 ชม., เงินฝากอัตราดอกเบี้ยสูงสุด 3.78% ต่อปี, เงินฝากคู่ประกันอัตราดอกเบี้ยสูง สุด 5%, สลากออมสิน Double Prize ที่จ่ายเงินรางวัล Double เป็น 2 เท่า เช่น ถูกรางวัล 10 ล้านบาทจะได้รับเงินรางวัล 20 ล้านบาท, ประกันชีวิตบินฟรีสวิตเซอร์แลนด์-ญี่ปุ่น, ประกันภัยรับส่วนลดสูงสุด 26%, ประกันสุขภาพรับส่วนลดสูงสุด 18% สามารถผ่อนชำระเบี้ยประกันได้
พร้อมด้วยแคมเปญชิงโชคลุ้นรางวัลสำหรับผู้ที่ทำธุรกรรมทางการเงินและการลงทุนภายในงานอีกมากมาย เช่น รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า,  iPhone6, iPad, ตั๋วเครื่องบินเกาหลี-ฮ่องกง เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีบริการใหม่ที่ธนาคาร นำมาเปิดตัวในงาน เช่น  ธนาคารกรุงไทย มาเปิดตัว Virtual Teller Machine (VTM)  นวัตกรรมด้าน Virtual Bank แห่งแรกของประเทศที่ให้บริการเสมือนทำรายการที่สาขาผ่านระบบ VDO Banking  ซึ่งลูกค้าสามารถเปิดบัญชีและออกบัตรเดบิตได้ด้วยตัวเอง พร้อมเปิดตัวบัตรเดบิตลายน้องวายุ รุ่น Limited Edition  ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์เปิดตัว  SCB Virtual Prepaid Card ฟีทเจอร์ใหม่ที่จะมอบประสบการณ์  ช้อปออนไลน์แบบไม่ต้องง้อบัตร และเปิดตัวไลน์สติ๊กเกอร์น้องอีซี่เวอร์ชั่นใหม่รูปแบบ Interactive  ด้านธนาคารออมสินมาเปิดตัวบริการโมบายแบงกิ้ง  “MyMo”  เป็นต้น
แบงก์ชาติเปิดให้แลก
ธนบัตรใบละ 5 แสนบาท 
ในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ได้นำธนบัตรที่ระลึกเนื่องในอภิลักขิตสมัยมหามงคลวันราชาภิเษกสมรส ครบ 50 ปี ชนิดราคา 500,000 บาท มาแสดง พร้อมเปิดให้ประชาชนที่สนใจสามารถแลกได้ในราคาฉบับละ 1 ล้านบาท พร้อมธนบัตรที่ระลึกชนิดราคา 100 บาท เนื่องในโอกาสงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ฉลองพระชนมายุ 5 รอบ ที่ได้จัดพิมพ์เพิ่มมาให้ผู้ที่สนใจแลกได้ในบูธแบงก์ชาติ และยังมีธนบัตรที่ระลึกที่ได้จัดพิมพ์ในโอกาสอื่นๆ มาให้แลกอีกจำนวนมาก
แคมเปญสินเชื่อบ้าน/รีไฟแนนซ์บ้าน/ทรัพย์ NPA
ธ.ออมสิน : สินเชื่อบ้าน อัตราดอกเบี้ย 0% 10 เดือน
ธ.กรุงไทย : สินเชื่อที่อยู่อาศัย อัตราดอกเบี้ย 0% 6 เดือน
ธ.กรุงศรีอยุธยา : สินเชื่อบ้านอัตราดอกเบี้ย 0% 3 เดือน, ทรัพย์สิน NPA ลดสูงสุด 60%
ธ.กสิกรไทย : สินเชื่อบ้าน รับสิทธิ์บินฟรี กรุงเทพ-เชียงใหม่
ธ.อาคาร สงเคราะห์ (ธอส.) : สินเชื่อบ้าน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.99% 3 ปี, ทรัพย์ NPA “เงินดาวน์ผ่อนได้”       อัตราดอกเบี้ย 0% 12 เดือน
ธ.ทหารไทย : สินเชื่อบ้าน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.99% 3 ปี ฟรี ค่าธรรมเนียมประเมินหลักทรัพย์ ค่าประกันอัคคีภัย
_DSC7685
แคมเปญสินเชื่อเอสเอ็มอี
ธ.กรุงไทย : สินเชื่อเอสเอ็มอี กรุงไทยเอาใจไซส์เล็ก วงเงินกู้สูงสุด 20 ล้านบาท ผ่อนนาน 10 ปี
ธ.กรุงเทพ : สินเชื่อเอสเอ็มอี วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท
ธ.ไทยพาณิชย์ : สินเชื่อเอสเอ็มอี แจก iPad mini
ธ.เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) : สินเชื่อ 108 อาชีพ กู้ง่ายไม่ต้องมีหลักประกัน
_DSC7675
แคมเปญเงินฝาก/สลากออมทรัพย์ 
ธ.เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การ เกษตร (ธ.ก.ส.) : เงินฝากดอกเบี้ยสุขใจ 11 อัตราดอกเบี้ยสูงสุด 3.78%,        เงินฝากคู่ประกัน อัตราดอกเบี้ย 5%, เงินฝากออมทรัพย์ทวีโชค ลุ้นรางวัลรถยนต์
ธ.ธนชาต : เงินฝากปลอดภาษีมหาเศรษฐี 24 เดือน อัตราดอกเบี้ยสูงสุด 3.50%, โปรโมชั่น “การเงินติดปีก”       มอบส่วนลดตั๋วเครื่องบินนกแอร์ลดสูงสุดถึง 50% เมื่อสมัครใช้บริการและผลิตภัณฑ์ของธนาคาร
ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย : Beat Banking อัตราดอกเบี้ย 2%
ธ.ออมสิน : โปรโมชั่น “สลาก Double Prize”  ฝากสลากออมสินพิเศษภายในงาน ตั้งแต่ 50 บาท ไม่เกิน 500,000 บาท และสมัครใช้บริการโมบายแบงก์กิ้ง  “MyMo” พร้อมเปิดใช้บริการ  หากถูกรางวัลจะได้รับรางวัล Double เป็น 2 เท่า, โปรโมชั่น  “x3 รับ iPhone”  เปิดบัญชีเงินฝากสงเคราะห์ชีวิต  2 ล้านบาท,   ฝากสลากออมสินพิเศษ  50,000 บาท  และสมัครบัตรออมสินเดบิต สมาร์ท แคร์ หรือ บัตรออมสินเดบิต สมาร์ท ไลฟ์   เลือกรับรางวัล   iPhone 6 หรือ iPhone 6 plus
แคมเปญบัตรเครดิต/สินเชื่อบุคคล/สินเชื่อรถ
ธ.กรุงศรีอยุธยา : บัตรเครดิต อนุมัติบัตรทันทีใน 1 ชม.
ธ.กรุงไทย : สินเชื่อ Super Easy วงเงินกู้ 5 เท่าของรายได้ ไม่ต้องมีหลักประกัน อัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 20%
ต่อปี
ธ.ซีไอเอ็มบี ไทย : บัตรเครดิต รับสิทธิ์ผ่อน 0% ทุกรายการทั่วโลก นาน 3 เดือน
ธ.สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) : สินเชื่อบุคคล อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% 3 เดือน
ธ.เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) : สินเชื่ออุ่นใจคนไกลบ้าน มาทำงานต่างจังหวัดก็สามารถกู้ได้ ดอกเบี้ย 1 บาทต่อเดือน ฟรีประกันชีวิต 100,000 บาท
บมจ.อิออ น ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) : สมัครใช้บริการ ลุ้นรับ iPhone6, สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท, กระเป๋าเดินทางล้อลาก Caggioni, บัตรโดยสารจาก THAI Smile
แคมเปญสินเชื่อรถ
ธ.กสิกรไทย : สินเชื่อรถช่วยได้ รับโบนัสเงินคืนสูงสุด 40,000 บาท
ธ.ไทยพาณิชย์ : สินเชื่อรถคือเงิน อัตราดอกเบี้ย 0% 2 เดือนแรก
กรุง ศรี ออโต้ : คาร์ฟอร์แคช วงเงินสูงสุด 120% ผ่อนนาน 72 เดือน อนุมัติเร็วภายใน 15 นาที, นิวคาร์ ดาวน์ 5% ผ่อนนาน 84 เดือน, บิ๊กไบค์ ผ่อนนาน 48 เดือน ไม่ต้องมีผู้ค้ำ, แคชทูคาร์ วงเงินสูงสุด 90% ผ่อนนาน 72 เดือน
แคมเปญประกันชีวิต/ประกันภัย
บมจ.ไทย ประกันชีวิต : ซื้อประกันรับทันที แพ็คเกจทัวร์สวิตเซอร์แลนด์ 2 ที่นั่ง (เบี้ย 8 แสนบาท), แพ็คเกจทัวร์สวิตเซอร์แลนด์ 1 ที่นั่งหรือทัวร์ญี่ปุ่น 1 ที่นั่ง (เบี้ย 5 แสนบาท), iPhon6 Plus (เบี้ย 2 แสนบาท), Gift Voucher Central หรือ The Mall มูลค่า 10,000 บาท (เบี้ย 1 แสนบาท), Gift Voucher Central หรือ The Mall มูลค่า 2,000 บาท (เบี้ย 5 หมื่นบาท), กระเป๋า Birdland (เบี้ย 3 หมื่นบาท), ตู้ไปรษณีย์ไทย (เบี้ย 1 หมื่นบาท)
บมจ.กรุงเทพประกันภัย : ซื้อประกันภัย รับส่วนลดสูงสุด 26%
บ.บูพา (ประเทศไทย) : ซื้อประกันสุขภาพ รับส่วนลดสูงสุด 18% ผ่อนชำระเบี้ยรายเดือนและรายปี
บริการใหม่ที่เปิดตัวในงาน
ธ.กรุง ไทย : เปิดตัว Virtual Teller Machine (VTM) ลูกค้าสามารถเปิดบัญชี และออกบัตรเดบิตได้ด้วยตัวเอง, เปิดตัวบัตรเดบิตลายน้องวายุ รุ่น Limited Edition
ธ.ออมสิน : เปิดตัวบริการโมบายแบงก์กิ้ง  “MyMo”
ธ.ไทย พาณิชย์ : เปิดตัว SCB Virtual Prepaid Card ช้อปออนไลน์โดยไม่ต้องใช้บัตร และเปิดตัวไลน์สติ๊กเกอร์    น้องอีซี่เวอร์ชั่นใหม่รูปแบบ Interactive
_ONE3673
SET-TFEX Digitopolis 
สร้างโอกาสมั่งคั่งอย่างเหนือชั้น
สำหรับบริการทางการลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ร่วมกับตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เปิดพื้นที่ 1,000 ตารางเมตร ด้วยแนวคิด “SET-TFEX Digitopolis เลือกลงทุนได้ ใช้เครื่องมือเป็น”  เพื่อสร้างโอกาสการลงทุนให้มั่งคั่งอย่างเหนือชั้นด้วย หุ้น อนุพันธ์ กองทุนรวม กับกิจกรรมสร้างพอร์ตด้วยตัวเองด้วยเครื่องมือดิจิตอล ใน 5 โซนหลัก คือ
1. Delicious Stock สอนเลือก “หุ้นแซ่บ” ในแบบของคุณ ด้วยข้อมูลและเครื่องมือสุดล้ำ 2. Derivatives Duo Trade มือใหม่ มือเก๋า “ใช้อนุพันธ์ สร้างโอกาสทำกำไร” แบบมืออาชีพ 3. Digital Investor “เหนือชั้นด้วยเทคโนโลยี” เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน ง่าย สะดวก รวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ 4. Design to Success “สร้างพอร์ตแกร่งจากกูรูคนเก่ง” กับสัมมนา และ Workshop ครบเครื่องทั้งวางแผน สแกนหุ้น พร้อมเทคนิคลงทุนอย่างเหนือชั้น และ 5. D D Services “ปรึกษาทุกเรื่องการลงทุน” กับบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำ พร้อมเปรียบเทียบทุกเครื่องมือเพื่อการลงทุนอย่างมั่นใจ
แคมเปญบริการการลงทุน 
ตลาดหลักทรัพย์ฯ : รับฟรีเมนูเด่นหุ้นแซ่บ  5 สไตล์, รับฟรีหนังสือนักธุรกิจหุ้นมือใหม่ สร้างแผนแรก ก่อนการลงทุน, คู่มือเทรดออนไลน์, ซีดีสอนเทรดหุ้น อนุพันธ์, หนังสือซีรีส์ ชุดกองทุนรวม
บ.เอ็ม ทีเอส โกลด์  : ลดค่ากำเหน็จ 80% เมื่อซื้อทองรูปพรรณภายในงาน, กิจกรรม “วงล้อทองมหาสมบัติ” เพียงกด Like Facebook MTS Gold แม่ทองสุกทั้ง 3 เพจ ลุ้นรับทองคำหนัก 1 สลึง ทุกวัน
เปิดตัว Digital Economy
ใช้บัตรประชาชนเช็คเครดิตบูโร
ในงานมหกรรมการเงิน ครั้งที่ 15 Money Expo 2015 รัฐบาลโดยกระทรวงไอซีทีจะมาเปิดตัว Digital Economy  เพื่อให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัล ประกอบด้วยบูธของ 6 หน่วยงานภายใต้กระทรวงไอซีที ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (SIPA), บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, บมจ.กสท โทรคมนาคม (CAT), สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETAD), สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (EGA) และ บมจ.ทีโอที (TOT)
ภายในโซน Digital Economy  ประชาชนจะได้ทดลองใช้บริการดิจิทัลจากภาครัฐ เช่น บริการตู้ Kiosk ตรวจสอบสิทธิประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจากภาครัฐโดยใช้บัตรประชาชน Smart Card เช่น ข้อมูลประกันสังคม เบี้ยผู้สูงอายุ หรือตรวจสอบข้อมูลบุคคลในทะเบียนบ้าน รวมทั้งข้อมูลเครดิตบูโร, บริการ GAC ศูนย์กลางแอพพลิเคชั่นภาครัฐที่รวบรวมแอปพลิเคชั่นเกือบ 100 แอพพลิเคชั่นจากภาครัฐเพื่อให้ประชาชนค้นหาได้ง่าย,  บริการ Cloud service  ธุรกิจรูปแบบใหม่ที่นำเทคโนโลยีผสานกับการนำเสนอสินค้าและบริการ ด้าน IT Service เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีโซน SE (Social Enterprise) & CSR (Corporate Social Responsibility) ซึ่งเป็นโซนที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทจดทะเบียน และองค์กรรัฐวิสาหกิจ   มานำเสนอโครงการตัวอย่างด้านวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ SE และด้านกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR ที่ประสบความสำเร็จ เพื่อเป็นต้นแบบให้ภาคธุรกิจได้นำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาสังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมมีกิจกรรมพิเศษ SE showcase on Stage แนะนำต้นแบบของ SE เพื่อให้ธุรกิจเอกชนนำไปพัฒนา SE ในรูปแบบของตัวเอง และ SE นัดเจอคนดี กิจกรรมเวิร์กช็อปจาก SE
_ONE3652
สัมมนา/Workshop/มินิคอนเสิร์ต
สาระความรู้มาคู่ความบันเทิง
ในงานยังมี การให้คำปรึกษาปัญหาการเงิน/การลงทุน ฟรี โดยมีผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษาเรื่องวางแผนการเงิน/การลงทุนส่วน บุคคล วางแผนธุรกิจกับคลินิกเอสเอ็มอี วางแผนภาษี เป็นต้น รวมทั้ง การสัมมนาเรื่องการลงทุนในหุ้น อนุพันธ์ กองทุนรวม และทองคำ และ Workshop จาก stock2morrow และ K-Expert  ในหลากหลายหัวข้อ  เช่น รวยด้วยกองทุน, จัดทัพหุ้นเด็ดรับเออีซี, คู่หู…คู่หุ้น, ไขรหัสลับรวยหุ้น, เล่นหุ้น เล่นทอง  ซื้อ Long หรือขาย Short, พิชิต TFEX อย่าง Pro ด้วยระบบเทรดยุคใหม่, จัดการเงินให้มั่งคั่งด้วยตนเอง, แกะวิธีลงทุนหุ้น 5 เด้ง, เทรดเทคนิค พิชิตหุ้นปั่น, แกะหุ้นพื้นฐาน หุ้นน่าลงทุนปี 58, หาหุ้นเด็ด ด้วยเทคนิคอล, เลือกทางรวยด้วย Option, เทรดหุ้นไทย ด้วยเทคนิคสไตล์ญี่ปุ่น รวยด้วยหนี้, กู้ให้ผ่าน ผ่อนบ้านให้หมดไว, รวยด้วยอสังหาฯ, รู้ทันก่อน…ทำประกัน, บ้านมือ 2 อยู่ก็ดี ลงทุนก็รวย เป็นต้น
พร้อมด้วย มินิคอนเสิร์ตจากศิลปิน-ดาราสุดฮิต เช่น เจมส์ จิรายุ, เกรท วรินทร์, อาร์ต พศุตม์, มอส ปฏิภาณ, ฌอห์ณ  จินดาโชติ, เอสเธอร์  สุปรีย์ลีลา, มิว นิษฐา, แพนเค้ก เขมนิจ, มิ้น มิณฑิตา, หนูนา หนึ่งธิดาเบนซ์ พรชิตา,  มิค บรมวุฒิ, ก้อง สหรัฐ, พีท พีระ, ตู่ ภพธร, ว่าน ธนกฤต, มาตัง-เอก-ปู้-แกงส้ม-เกรซ The Star, หนุ่ม-นนท์-สงกรานต์-ชาติ-แม็กซ์  The Voice, เต๋า-นัทธิว AF, bedroom audio, ดีเจภูมิ, ดีเจนุ้ย, ดีเจบุ๊กโกะ เป็นต้น

อยากมี Six Packs ต้องมาเมืองไทย

เมืองไทยประกันชีวิตเปิดตัว “MTL Six Packs” ปักธงบริษัทประกันชีวิตผู้ริเริ่มคัดสรรสุดยอด “6 แพ็คสิทธิประโยชน์หนุนคนไทยสุขภาพดีรอบด้าน

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ค่ายประกันชีวิตสีบานเย็น เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทฯ ได้กำหนดกลยุทธ์มุ่งเน้นการเป็นผู้นำด้านสุขภาพแบบครบวงจร โดยในไตรมาส 1 ได้เปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นไฮไลท์ไปแล้ว ได้แก่ โครงการเมืองไทย เบาหวาน เบาใจและ CI Perfect Care ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดี ทั้งนี้ ในไตรมาส 2 บริษัทฯ จึงนำเสนอเรื่องของสุขภาพในมุมมองที่ใหญ่ขึ้น ครอบคลุมทุกมิติ ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่องค์รวมที่ดี ภายใต้ชื่อโครงการ“MTL Six Packs” ซึ่งเป็นแคมเปญสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างครบวงจรที่จะส่งเสริมให้ลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการนี้ มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีอย่างครบวงจร ผ่าน 6 องค์ประกอบ (หรือ 6 แพ็ค) ที่เชื่อว่าเมื่อทำทุกอย่างครบถ้วนแล้วจะทำให้ลูกค้าเป็นผู้มีสุขภาพดี ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจและสุขภาพทางการเงิน ประกอบด้วย

 

1. Power Body Pack แพ็คแห่งการสร้างร่างกายให้แข็งแรง มีพลัง การใช้กล้ามเนื้อ การออกแรง การเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม อาทิ การเข้าฟิตเนส การวิ่งมาราธอน ชกมวย เตะฟุตบอล โยคะ การเล่นกีฬาและการออกกำลังกาย

2. Pure Medical Pack แพ็คแห่งการตรวจสุขภาพเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมและแข็งแรงอยู่เสมอ อาทิ การตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจเลือด ตรวจความดัน และรวมถึงการตรวจความแข็งแรงของร่างกาย

3. Pleasure Pack แพ็คแห่งความรื่นรมย์ทางจิตใจ ความเบิกบาน เป็นการสร้างสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งจะส่งผลต่อความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกาย อาทิ การท่องเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลง กิจกรรมบันเทิงต่าง ๆ

4. Perfect Food Pack แพ็คแห่งการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ อาทิ การรับประทานคอร์สลดความอ้วน การรับประทานผักผลไม้ การรับประทานวิตามินและอาหารเสริม

5. Protection Pack แพ็คแห่งการเตรียมความพร้อมรับมือกับโรคภัยหรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นอย่าง ไม่คาดฝันจากผลิตภัณฑ์ของเมืองไทยประกันชีวิต ช่วยรับมือกับความเสียหายและค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น

6. Prosperous Pack แพ็คแห่งการเตรียมความพร้อมเพื่อสุขภาพทางการเงินที่ดี มีความมั่นคง และความมั่งคั่งให้แก่ชีวิตผ่านผลิตภัณฑ์ของเมืองไทยประกันชีวิต

 

แคมเปญนี้ เมืองไทยประกันชีวิตได้รวมเอาศักยภาพของบริษัทฯ คือ ความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต มาผนวกกับความแข็งแกร่งของกิจกรรมเพื่อความบันเทิงที่จัดโดย เมืองไทย Smile Club” พร้อมกระชับความสัมพันธ์ที่มีกับพันธมิตรต่างๆ ของบริษัทฯ มาร่วมกันส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ของคนไทยอย่างครบถ้วนในแคมเปญนี้

 

สำหรับลูกค้าที่ร่วมโครงการ “MTL Six Packs” และเข้าร่วมกิจกรรมหรือสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพในแต่ละแพ็ค จะได้รับ สติ๊กเกอร์เพื่อนำไปใช้แลกรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย หรือสามารถนำสติ๊กเกอร์แลกเป็น Smile Point เพื่อใช้ร่วมกิจกรรมความสุขและรอยยิ้มกับ เมืองไทย Smile Club”

 

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะเปิดให้ลูกค้าที่สนใจเข้ามาลงทะเบียนออนไลน์ เพื่อสะสมสติ๊กเกอร์และแลกรับของรางวัลกับแคมเปญในช่วงเดือนกรกฏาคมนี้ โดยสามารถติดตามรายละเอียดได้ที1766 เมืองไทย Smile และ www.muangthai.co.th

 

เราตั้งเป้าหมายจะให้แคมเปญ “MTL Six Packs” เป็นคำตอบของสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่อย่างครบวงจร หรือ Total Wellness Solution เพื่อลูกค้าคนหัวคิดทันสมัยอย่างแท้จริง ซึ่งบริษัทฯ พัฒนาแคมเปญนี้ขึ้นมาให้สอดรับกับเทรนด์ความสนใจของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจการดูแลสุขภาพมากขึ้นในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การตรวจเช็คสุขภาพสม่ำเสมอ รวมไปถึงการดูแลสุขภาพจิตใจ ขณะเดียวกัน เราครอบคลุมไปถึงการนำประกันชีวิตเข้ามาช่วยบริหารความเสี่ยง และเป็นหลักประกันชีวิตจากเหตุไม่คาดฝันต่างๆ อีกด้วย ทั้งหมดนี้เพื่อตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ภายใต้นโยบาย ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางที่เมืองไทยประกันชีวิตยึดถือเป็นนโยบายหลักในการดำเนินธุรกิจนายสาระ กล่าว./

กสิกรไทย ดันกลยุทธ์ดิจิตอล แบงกิ้ง เต็มรูปแบบ มุ่งลูกค้าใหม่ 4 ล้านราย

กระแสดิจิตอล แบงกิ้งยังแรง ไตรมาสแรกธุรกรรมเพิ่ม 52% กสิกรไทยชู 3 กลยุทธ์สู่ยุคเศรษฐกิจดิจิตอลเต็มรูปแบบ ด้วยคอนเซ็ปท์ “ไลฟ์สไตล์ ดิจิตอล เอ็กซ์พีเรียน” (Lifestyle Digital Experiences) นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่มากกว่าการทำธุรกรรมการเงินให้ลูกค้าใช้งานสอดคล้องกับเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมอัดแคมเปญ “รีวอร์ด พลัส” (Reward PLUS) รับส่วนลดจากร้านค้าต่างๆ ถึงสิ้นปี 58 คาดสามารถเพิ่มลูกค้าใหม่ได้อีกราว 4 ล้านราย

นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่าภาพรวมไตรมาสแรกของปี 2558 ลูกค้าดิจิตอล แบงกิ้งของธนาคารกสิกรไทย ทั้งบริการธนาคารทางโทรศัพท์มือถือ (K-Mobile Banking Plus) และธนาคารทางอินเทอร์เน็ต (K-Cyber Banking) เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยผู้ใช้บริการรายใหม่เติบโตถึง 40% และปริมาณการธุรกรรมเติบโตถึง 52% มีเงินหมุนเวียนเฉลี่ยสูงถึง 280,000 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเป็นผลมาจากการกระแสความนิยมในการใช้สมาร์ทโฟนและการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ทั้งการทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ การซื้อสินค้าออนไลน์ และการชำระเงินค่าสินค้าและบริการออนไลน์ที่ช่วยให้ลูกค้าทำธุรกรรมได้สะดวก รวดเร็วขึ้น ตลอด 24 ชั่วโมง

ดังนั้น ธนาคารกสิกรไทยจะให้ความสำคัญในการใช้กลยุทธ์เชิงรุกเพื่อขยายฐานลูกค้าดิจิตอล แบงกิ้งอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าพัฒนาสู่บริการดิจิตอล แบงกิ้ง เต็มรูปแบบและรักษาความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้านดิจิตอลแบงกิ้ง ด้วยคอนเซ็ปท์ “ไลฟ์สไตล์ ดิจิตอล เอ็กซ์พีเรียน” (Lifestyle Digital Experiences) ที่จะมุ่งพัฒนาบริการให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพิ่มจำนวนลูกค้าและอัตราการใช้บริการให้มากขึ้น ด้วย 3 กลยุทธ์ คือ

1) มุ่งเพิ่มจำนวนลูกค้าและอัตราการใช้บริการ โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของการทำธุรกรรมการเงินที่มากกว่าธุรกรรมระหว่างธนาคารกับธนาคาร โดยสามารถทำธุรกรรมการเงินที่หลากหลาย ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะกับธนาคารเท่านั้น (Bank to Non-Bank) เช่น การร่วมมือกับวิง ผู้นำในการให้บริการด้านการโอนเงินรายใหญ่ในกัมพูชาให้บริการโอนเงินข้ามแดนไทย–กัมพูชา ตลอดจนสร้างกิจกรรมทางการตลาดดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น2) พัฒนานวัตกรรมและยกระดับการให้บริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ การใช้ชีวิต และสร้างมูลค่าเพิ่มของการใช้บริการ เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในปัจจุบันที่พึ่งพาเทคโนโลยี ทั้งโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร 3) พัฒนาศักยภาพมาตรการในการรักษาความปลอดภัยทางข้อมูลขั้นสูง เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในการใช้บริการ

“การพัฒนาธุรกรรมด้านดิจิตอล แบงกิ้ง ให้สอดรับกับเศรษฐกิจดิจิตอลต่อจากนี้ให้สอดคล้องกับแนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภค ประกอบด้วย 3 เรื่องหลัก (3C) ได้แก่ (1) Connect สร้างประสบการณ์ที่ดีในการใช้บริการด้วยการรวมข้อมูลทุกช่องทางบริการให้เป็นทิศทางเดียวกัน (Omni-channel)  ไม่ว่าลูกค้าจะใช้บริการผ่านสาขา เอทีเอ็ม หรือโทรศัพท์มือถือ (2) Create การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเอื้อให้เกิดความรวดเร็วในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ตลอดจนมาตรการในการป้องกันการโจรกรรมข้อมูล (3) Capture การใช้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงกับข้อมูลของโซเซียลมีเดียที่ธุรกิจจะสามารถนำไปประมวลผลเพื่อการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค และต่อยอดทางธุรกิจเพื่อการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย” นายปกรณ์กล่าว

นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทยได้เปิดตัวแคมเปญ “รีวอร์ด พลัส” ให้ลูกค้าที่ใช้บริการทำธุรกรรมหรือชำระเงินผ่านบริการดิจิตอล แบงกิ้งของธนาคารกสิกรไทย ทั้ง K-Mobile Banking PLUS หรือ K-Cyber Banking จะได้สิทธิ์รับส่วนลดร้านค้าต่างๆ เช่น รับเครื่องดื่มฟรีจากแบล็ค แคนยอน, ส่วนลดการสินค้าที่ท็อปส์ มาร์เก็ต, ส่วนลดชมภาพยนตร์ในเครือ SF Cinema, โบนัสค่าโทรจากการเติมเงิน และส่วนลดอาหารในเครือ CRG โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้ –31 ธันวาคม 58

 

นายปกรณ์ กล่าวตอนท้ายว่า ความท้าทายในการพัฒนาดิจิตอล แบงกิ้งยุคต่อไป คือ การออกบริการที่รวดเร็ว ใช้งานสะดวก สามารถตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของลูกค้าและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี รวมทั้งมีความปลอดภัยสูงเพื่อให้ลูกค้ามีความมั่นใจในการใช้บริการมากขึ้น ซึ่งกลยุทธ์เชิงรุกดังกล่าวจะทำให้ธนาคารกสิกรไทยคงความเป็นผู้นำด้านบริการดิจิตอล แบงกิ้ง ที่ให้บริการเจาะเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของทุกกลุ่มเป้าหมายได้ในทุกที่ ทุกเวลา และมั่นใจว่า ในปีนี้จะมีจำนวนลูกค้าใหม่ที่ใช้บริการดิจิตอล แบงกิ้ง เพิ่มอีกราว 4 ล้านราย

“เปิดเทอม” เริ่มแล้ว พ่อแม่ทุ่ม 25,000 ล. เพื่อลูก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ผู้ปกครองในกรุงเทพฯ มีการใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมใหญ่ปี 2558 คิดเป็นเม็ดเงินสะพัดกว่า 25,000 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.6 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยผู้ปกครองส่วนใหญ่มีการวางแผนการใช้จ่ายโดยรวมเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ทำให้ผู้ปกครองเมืองกรุงฯ ร้อยละ 67 ยังมีความกังวลต่อภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม แต่ด้วยการศึกษาของบุตรหลานเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น จึงมีการเตรียมพร้อมจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้เอาไว้โดยงบประมาณส่วนใหญ่มาจากเงินเก็บ/ เงินออม ในขณะที่ผู้ปกครองบางส่วนหันมาปรับพฤติกรรมโดยการประหยัดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยบางส่วนเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่อาจจะเพิ่มขึ้นในช่วงเปิดเทอมนี้

การตรึงราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องของบรรดาผู้ประกอบการ น่าจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองไปได้บางส่วน อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการอาจจะต้องทำกลยุทธ์การตลาดเพิ่มเติม เพื่อดึงดูดกำลังซื้อของผู้ปกครอง โดยอาจจะเน้นไปที่กลยุทธ์ด้านความคุ้มค่าของสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องให้แก่กลุ่มลูกค้าเดิมและกลุ่มลูกค้าใหม่ หรือการจัดโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจ อาทิ การให้สิทธิพิเศษต่างๆ เงื่อนไขการชำระเงิน รวมไปถึงเน้นให้บริการหลังการขาย ซึ่งก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นยอดขายในช่วงเทศกาลเปิดเทอมได้เป็นอย่างดี

เปิดเทอมใหญ่ปี 2558 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความกังวลให้กับผู้ปกครองที่พำนักอาศัยในกรุงเทพฯ พอสมควร แต่ถึงกระนั้น การศึกษาถือได้ว่าเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่มั่นคงของบุตรหลานดังนั้น ผู้ปกครองในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ยังคงวางแผนและทำทุกวิถีทางเพื่อให้บุตรหลานได้มีโอกาสศึกษาต่อ

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ทำการสำรวจ “ค่าใช้จ่ายเปิดเทอมใหญ่ปี 2558ของผู้ปกครองในกรุงเทพฯ[1]” ในช่วงระหว่างวันที่17เมษายน– 24เมษายน 2558จากกลุ่มตัวอย่าง400คน ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ ดังนี้

 

สำหรับมุมมองของผู้ปกครองที่มีต่อการจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลานในช่วงเปิดเทอมปี 2558 จากผลการสำรวจพบว่า ในแต่ละเดือนผู้ปกครองเมืองกรุงฯ ได้มีการจัดสรรค่าใช้จ่าย/ เงินออม เพื่อใช้จ่ายในแต่ละด้าน ซึ่งค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลานนั้น มีสัดส่วนนำมาเป็นอันดับสอง (ร้อยละ 17) รองจากค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะค่าอาหารและค่าเดินทาง (ร้อยละ 30) แสดงให้เห็นว่า ปัจจัยด้านการศึกษาของบุตรหลานค่อนข้างมีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการรายได้ของผู้ปกครองในแต่ละเดือนมากพอสมควร

ผู้ปกครองเมืองกรุงฯ ร้อยละ 67 ยังมีความกังวลต่อภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรหลานในช่วงเปิดเทอมใหญ่ปีนี้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ปกครองที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน หรือกลุ่มผู้ปกครองที่มีภาระหนี้สินที่ต้องชำระจากหนี้ที่ได้ก่อไว้ในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ผู้ปกครองเมืองกรุงฯ ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า แม้ว่าจะเผชิญกับแรงกดดันด้านค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น แต่การศึกษาถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับบุตรหลาน ดังนั้น ในแต่ละปีก็ยังคงมีการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ไว้ให้บุตรหลานในช่วงเปิดเทอมอยู่เสมอ โดยในช่วงเปิดเทอมปีนี้ผู้ปกครองส่วนใหญ่หันไปปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย โดยเลือกที่จะประหยัดหรือลดค่าใช้จ่ายปกติอื่นๆ อาทิ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวัน รวมถึงค่าใช้จ่ายซื้อของใช้ส่วนตัวที่ไม่จำเป็น เพื่อไม่ให้กระทบกับค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลานในช่วงเปิดเทอม

เงินเก็บ/ เงินออม/ เงินที่แบ่งจัดสรรไว้สำหรับค่าใช้จ่ายของบุตรหลาน คือ แหล่งงบประมาณที่จะนำมาใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมของผู้ปกครองเมืองกรุงฯ คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดที่ร้อยละ 82 ซึ่งงบประมาณในส่วนนี้ผู้ปกครองได้มีการเตรียมพร้อมและจัดสรรจากรายได้ตลอดทั้งปี เพื่อสำรองไว้ใช้ในช่วงเปิดเทอม ในขณะที่แหล่งงบประมาณอื่นๆ ที่ผู้ปกครองเมืองกรุงฯ คาดว่าจะนำมาใช้ในช่วงเปิดเทอม ได้แก่ การนำสินทรัพย์ไปจำนำที่โรงรับจำนำ (ร้อยละ 12) เงินจากการเล่นแชร์ (ร้อยละ 12) และการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน (ร้อยละ 11) ตามลำดับทั้งนี้ แหล่งงบประมาณของผู้ปกครองบางรายอาจจะเกิดจากหลายแหล่ง เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมของบุตรหลาน

 

ปี’58: ภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองเมืองกรุงฯ ช่วงเปิดเทอม “เพิ่มขึ้น”

โดยเฉพาะค่าชุดนักเรียน – ค่ากวดวิชา

ภาระค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลานของผู้ปกครองเมืองกรุงฯ ปี 2558 โดยรวม “เพิ่มขึ้น”: ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากในปีนี้ สถานการณ์การเมืองภายในประเทศกลับสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้ผู้ปกครองเริ่มมีความมั่นใจและตัดสินใจซื้อมากขึ้น หลังจากในปีที่แล้วผู้ปกครองส่วนใหญ่จำกัดงบประมาณและปรับลดค่าใช้จ่ายบางส่วนลง อาทิ การซื้อเครื่องแบบนักเรียน/ อุปกรณ์การเรียนต่างๆ รวมถึงค่าเรียนกวดวิชา เป็นต้น

 

 ค่าใช้จ่ายที่มีแนวโน้ม เพิ่มขึ้น:จะอยู่ที่ค่าเทอม ค่าชุดนักเรียน ค่าเรียนกวดวิชาและเสริมทักษะ

ค่าเทอม (ค่าเล่าเรียน) โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนที่ส่วนใหญ่จะปรับค่าเทอมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณร้อยละ 5-10 ในขณะที่โรงเรียนรัฐบาล ยังคงได้รับเงินอุดหนุนจากทางภาครัฐ ซึ่งอาจจะไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

ค่าเรียนกวดวิชาและเสริมทักษะต่างๆ มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจากปัจจัยจำนวนนักเรียนที่เรียนกวดวิชาเพิ่มขึ้น รวมถึงการปรับเพิ่มราคาค่าเรียนต่อหลักสูตรการเรียน อันเนื่องมาจากต้นทุนการประกอบธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้นของโรงเรียนกวดวิชา นอกจากนี้ ภายหลังจากมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลกับโรงเรียนกวดวิชาเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา ส่งผลให้คาดว่า เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ ต้นทุนการประกอบธุรกิจของโรงเรียนกวดวิชาในระยะข้างหน้าอาจจะจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

ค่าชุดนักเรียน แม้ว่าผู้ปกครองจะได้รับเงินอุดหนุนจากทางภาครัฐ แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในส่วนของชุดนักเรียนที่เพิ่มขึ้นอาจจะไม่ได้มาจากเหตุผลของราคา เนื่องจากปีนี้บรรดาผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงตรึงราคาจำหน่ายชุดนักเรียนให้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แต่อาจจะเป็นผลที่เกิดจากจำนวนชุดนักเรียนที่ซื้อในปีนี้ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3-4 ชุด/คน หลังจากที่ปีที่แล้วได้ลดปริมาณการซื้อลงเหลือเพียง 2-3 ชุด/คน อย่างไรก็ดี ผู้ปกครองก็ยังคงคำนึงถึงความประหยัดและความคุ้มค่า โดยอาจจะซื้อชุดนักเรียนให้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าตัวของบุตรหลานเล็กน้อย เพื่อให้สามารถใส่ได้นานขึ้น

 

ค่าใช้จ่ายที่มีแนวโน้ม ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว: ได้แก่ค่าหนังสือ/ อุปกรณ์การเรียน และค่ากิจกรรมพิเศษในโรงเรียน

ค่าหนังสือ/ อุปกรณ์การเรียน รวมถึงค่ากิจกรรมพิเศษในโรงเรียน อาทิ ค่ากิจกรรมพิเศษหลังเลิกเรียน (เช่น เรียนพิเศษ/ สอนเสริมทำการบ้าน เป็นต้น) กิจกรรมระหว่างปีการศึกษา (เช่น ซัมเมอร์แคมป์)

จากแนวโน้มค่าใช้จ่ายเปิดเทอมของผู้ปกครองกรุงเทพฯ ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากเหตุผลต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมของบรรดาผู้ปกครองในกรุงเทพฯ ในปีนี้ น่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดกว่า 25,000 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.6 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในส่วนของค่าเล่าเรียนโรงเรียนเอกชน (ค่าเทอม) และค่าเรียนกวดวิชา/เสริมทักษะ ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันกว่าร้อยละ 70 ของเม็ดเงินสะพัดทั้งหมดในกรุงเทพฯ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ภายใต้แรงกดดันด้านกำลังซื้อของกลุ่มผู้ปกครองที่มีการวางแผนการใช้จ่ายอย่างระมัดระวังนั้น นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ท้าทายสำหรับบรรดาผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าในช่วงเปิดเทอม โดยเฉพาะธุรกิจจัดจำหน่ายชุดนักเรียน ธุรกิจกวดวิชา/เสริมทักษะ หรือแม้แต่ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก

ดังนั้น แม้ว่าการตรึงราคาจำหน่ายสินค้าของผู้ประกอบการ จะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองได้ในระดับหนึ่ง แต่ถึงกระนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจก็จำเป็นต้องมีการทำกลยุทธ์ทางการตลาดในช่วงเปิดเทอมใหญ่เพิ่มเติมเพื่อดึงดูดกำลังซื้อของผู้ปกครอง เพราะถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจที่น่าจะทำยอดขายได้มากที่สุดของปี โดยผู้ประกอบการอาจจะเน้นไปที่กลยุทธ์ด้านความคุ้มค่าไปสู่ผู้บริโภค ทั้งกลุ่มลูกค้าเดิมและกลุ่มลูกค้าใหม่ หรือการจัดโปรโมชั่นที่ดึงดูดใจผู้บริโภคให้ตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า อาทิ การให้สิทธิพิเศษส่วนลดต่างๆ และเงื่อนไขการชำระเงิน รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับบริการหลังการขาย ซึ่งก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นยอดขายในช่วงเทศกาลเปิดเทอมได้เป็นอย่างดี

 

 

TDRI ชี้ ต้องเร่งสร้างคนรุ่นใหม่เป็น Smart Farmer รับวิกฤตแรงงาน

ทีดีอาร์ไอ เผย สถานการณ์แรงงานภาคเกษตรของไทยอยู่ในขั้นวิกฤติส่วนใหญ่อายุมากและมีจำนวนลดลงร้อยละ 1 ต่อปี และจะพึ่งพาแรงงานต่างด้าวทดแทนได้น้อยลง โดยเฉพาะภายหลังจากเปิดเออีซีแล้ว คาดอีก 6 ปีจะยิ่งตึงตัวหากไม่เร่งปรับโครงสร้างภาคเกษตรและสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาทำงานบนผืนดินภาคเกษตรที่ยิ่งใหญ่ของไทยเป็น Smart farmerให้มากขึ้น

ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวถึงผลกระทบของแรงงานภาคการเกษตรของไทยกับการเปิดประชาคมอาเซียน โดยระบุว่า มีการพูดถึงผลกระทบจากการเปิด AEC ในสิ้นปี 2558 ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 8 เดือน กับภาคการเกษตรไม่มากนัก ประเด็นที่สำคัญคือภาคการเกษตรของไทย ไม่ว่าเป็นการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์  ทำประมง หรือปลูกไม้ยืนต้น ไม้ผล สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศเพียงร้อยละ 8.32 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (ลดลงจาก 9.61% เมื่อ 10 ปีก่อน) เท่านั้น เทียบกับภาคอุตสาหกรรมและบริการ แต่ที่สำคัญมิได้อยู่ที่มูลค่าเพิ่มแต่เพียงอย่างเดียวที่ทำให้การเกษตรมีความสำคัญ เพราะว่าภาคเกษตรเป็นแหล่งวัตถุดิบหรือเป็นต้นน้ำสำหรับการแปรรูปอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอันดับดาวเด่นของประเทศไทย เป็นแหล่งจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตมากที่สุดเกือบ 1.5 ล้านคน

ความสำคัญของภาคการเกษตรของไทยอีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นผู้ทำมาหากินอยู่บนพื้นดินมากกว่า 120 ล้านไร่กระจายอยู่ทั่วประเทศคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 35 ของการจ้างงานของประเทศซึ่งถือว่าภาคเกษตรเป็นตลาดแรงงานใหญ่ที่สุด แต่สภาพของจำนวนแรงงานในภาคเกษตรปัจจุบันเทียบกับเมื่อ 10 ปีก่อนลดลงถึง 1.5 ล้านคนหรือร้อยละ 1 ต่อปี  ขณะที่คนทำงานในภาคนี้มีรายได้ต่ำที่สุด เนื่องจากผลผลิตไม่แน่นอน เน่า เสียง่าย ราคาผลผลิตตกต่ำผันผวน เกษตรกรยังขายผลิตผลขั้นต้นเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่ได้แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มเท่าที่ควร

การลดลงของคนทำงานภาคเกษตรกอปรกับอายุมากขึ้น (43% อายุมากกว่า 50ปี) และเป็นกลุ่มมีการศึกษาต่ำ(มีผู้จบประถมศึกษาหรือต่ำกว่ามากกว่า 74%) ทำกินบนผืนดินที่เสื่อมสภาพลงทุกปี มีการใช้เทคโนโลยีต่ำ ทำให้เกษตรกรตกอยู่ในวงวนของความยากจน คุณภาพชีวิตตกต่ำ เป็นภาคการผลิตที่คนทำงานแรงงานรุ่นใหม่ไม่สนใจ เป็นตลาดแรงงาน 3D คือ ทำงานยากลำบาก ต่ำต้อย และอันตราย ทำให้คนทำงานภาคเกษตรลดน้อยลงจำนวนมาก ต้องพึ่งพาแรงงานรับจ้างมากขึ้น ซึ่งก็ต้องเผชิญกับปัญหาลูกจ้างในภาคการเกษตรที่เป็นคนไทยลดลงมากกว่า 1 ล้านคน เหลือเพียง1.5 ล้านคนเศษ ไม่เพียงพอและมีค่าจ้างเฉลี่ยต่ำที่สุดประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน เทียบแรงงานนอกภาคเกษตรซึ่งมีรายได้มากกว่าเดือนละ 11,000 บาท และต้องเผชิญกับปัญหางานที่หนัก งานไม่แน่นอนและไม่มีสวัสดิการรองรับเป็นส่วนใหญ่ แรงงานใหม่ ๆ สนใจทำงานนอกภาคเกษตรมากกว่า

ดร.ยงยุทธ กล่าวว่า จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัยแรงงานเกษตรมาจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นทุกปีจนปัจจุบัน ไทยต้องจ้างแรงงานต่างด้าวในระดับล่างเกือบ 3 ล้านคน ซึ่งร้อยละ 95 เป็นแรงงานทักษะต่ำจากจำนวนแรงงานทั้งหมดที่มีการขึ้นทะเบียนไว้ในปี 2558  เป็นแรงงานในภาคการเกษตรถึง 658,877 คนหรือร้อยละ 22 ของแรงงานต่างด้าวทักษะต่ำทั้งหมดที่ไทยผ่อนผันให้ทำงานจากประเทศในอาเซียน คือ เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา ซึ่งถ้าประเทศไทยยังไม่ปรับโครงสร้างภาคเกษตรโดยใช้เครื่องจักรกล(Mechanization)มาทดแทนแรงงานมากขึ้น การพึ่งพาแรงงานต่างด้าวในอนาคตในภาพรวมในปี 2564 หรืออีก 6 ปีข้างหน้า อาจจะถึง 4 ล้านคน ทำให้แรงงานต่างด้าวในภาคการเกษตรอาจจะมีมากกว่า 8 แสนคน

คำถามก็คือ การที่ประเทศไทยต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้านมากขนาดนี้ เมื่ออาเซียนรวมตัวกันในทางเศรษฐกิจ แน่นอนการเจริญเติบโตในภาคการเกษตรและสาขาอื่น ๆ เช่น การท่องเที่ยว เป็นต้น มีการเคลื่อนย้ายทุน การลงทุน  แล้วเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรี ก็จะทำให้ฐานการผลิตของประเพื่อนบ้านที่มีคนงานจำนวนมากอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะประเทศเมียนมาร์ ก็จะมีการพัฒนาเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ตลาดแรงงานโดยเฉพาะค่าจ้างก็จะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นซึ่งก็จะเป็นปัจจัยดึงดูดให้คนงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่ทำมาหากินกันอยู่ในประเทศของเขาแทนที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทย การลงทุนจากต่างประเทศที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศเพื่อนบ้านของไทยมากขึ้น อัตราค่าจ้างของประเทศเหล่านั้นก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนอาจจะจูงใจให้คนงานที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยเดินทางกลับประเทศมากขึ้น ๆ อีกทั้งคนงานจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งทำงานมานานมากกว่า 10 ปี สะสมเงินออมเพียงพอเขาก็จะกลับไปสร้างอนาคตในประเทศของเขา เมื่อนั้นประเทศไทยก็จะถูกกระทบจากปัญหา “สมองไหล” ไม่มากก็น้อยซึ่งเวลาจะเป็นเครื่องตัดสิน

ดร.ยงยุทธ ย้ำกว่า การจะทำให้ภาคเกษตรไทยมีอนาคต เป็นแหล่งพึ่งพาทำมาหากินและอยู่ได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้นั้น จำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างภาคเกษตรอย่างจริงจัง ซึ่งทำได้หลายรูปแบบตามความเหมาะสม  เช่น การนำโมเดล commercial farming หรือเกษตรกรรมครบวงจรมาใช้ในบางพื้นที่ที่มีข้อมูลสนับสนุนชัดเจน  มีการรวมตัวของเกษตรกรร่วมคิดร่วมทำร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนที่มีความชำนาญ เพื่อสร้างผลผลิตเกษตรต้นทางที่มีคุณภาพเป็นไปตามหลักการทำการเกษตรที่ดี ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แข่งขันได้ หรือการนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฏีใหม่มาใช้ในการส่งเสริมเกษตรกรที่ทำเกษตรทางเลือกอื่น ๆให้มีความเข้มแข็งมากขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้ ลดรายจ่าย และลดการพึ่งพาแรงงาน การดูแลด้านสวัสดิการสังคม  การอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี    การสร้าง “ยุวเกษตรกร” หรือเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่เป็น Smart farmerให้มากขึ้น เพื่อมาทดแทนแรงงานในภาคเกษตรที่สูงอายุ  นอกจากนี้ควรสนับสนุนการใช้เครื่องจักรกลช่วยผ่อนแรงสำหรับแรงงานเกษตรสูงอายุที่ยังคงทำงานอยู่เพื่อให้สามารถทำเกษตรต่อไปได้    ส่วนการใช้แรงงานต่างด้าวก็ควรจะใช้เท่าที่จำเป็นภายใต้กฎหมายและการดูแลที่ไม่ต่างจากแรงงานไทยมิฉะนั้นการใช้แรงงานต่างด้าวจำนวนมากอาจจะกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงที่ไทยต้องแก้ไม่รู้จบ.

ตลาดลูกค้าพรีเมียมของธนาคาร

การแข่งขันของธนาคารทุกวันนี้ เป็นไปอย่างดุเดือด ทั้งการมอบโปรโมชั่น และสิทพิเศษต่างๆ เพราะถ้าสามารถดึงลูกค้า และสามารถรักษาไว้ได้ เม็ดเงินจำนวนมากก็ไม่หนีไปไหน ยิ่งปัจจุบันการใช้จ่ายผ่านออนไลน์มากขึ้น ทำให้ธนาคารสามารถเก็บค่าธรรมเนียมเหล่านี้ได้มากขึ้นด้วย และการแข่งขันดังกล่าวก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นไปอีกเมื่อเป็นลูกค้าระดับ”พรีเมียม”

PREMIUM-BANK-CUS---content1
ลูกค้าพรีเมี่ยม หรือลูกค้าพิเศษ เรียกง่ายๆก็คือลูกค้าที่ใช้เงินกับธนาคารเกิน 10 ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นบัญชีเงินฝาก หรือการลงทุนแบบไหนก็แล้วแต่ ในปี2556 มีลูกค้าพรีเมียมจำนวน 152,000 คน และเพิ่มขึ้น 3% เป็น157,000 คน ในปี2557 ซึ่งอัตราการโต 3% ตลอด 5 ปีที่หลัง เป็นสัญญาณว่าลูกค้ากลุ่มนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นในอัตราที่คงที

PREMIUM-BANK-CUS---content2
ซึ่งนอกจากเม็ดเงินที่ลงทุนจะมากกว่าลูกค้าทั่วไปแล้ว พฤติกรรมยังแตกต่างอีกด้วย เช่น ลูกค้าทั่วไปอาจมีบัญชีธนาคาร1-2 บัญชี แต่ลูกค้าพรีเมียมมีจะใช้ธนาคารเฉลี่ย 4 ธนาคารต่อคน ซึ่งจากดูจากข้อมูลแล้วหลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องใช้มากขนาดนั้น แต่ถ้าพิจารณาจากสิทธิพิเศษของบัตรเครดิตที่ธนาคารมอบให้ เป็นใครก็อยากได้ทั้งนั้น นอกจากนั้นแล้วผลิตภัณฑ์ที่ใช้ยังสูงถึง 5-6 ชิ้นต่อคน นั่นหมายความว่ามีบางธนาคารที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจใช้บริการมากกว่า 1 อย่าง และเม็ดเงินทั้งหมดที่ใช้กับธนาคารยังแบ่งเป็นการออมครึ่งนึง และการลงทุนครึ่งนึง ซึ่งจุดนี้เองคือจุดที่ธนาคารต้องรีบช่วงชิงส่วนแบ่งตรงนี้มาให้ได้

PREMIUM-BANK-CUS---content3
จากการสำรวจของกสิกรไทยพบว่าในจำนวน 4 ธนาคารที่ลูกค้าใช้นั้น เม็ดเงินอยู่กับกสิกรไทยจำนวน 25-30% ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ธนาคารก็น่าจะพอใจ แต่เป้าหมายกสิกรใหญ่กว่านั้นเพราะหวังจะครองเงินในกระเป๋าถึง 40-45% หมายความว่าหากลูกค้ามีเงิน 100 ล้านบาท อย่างน้อยต้องใช้เงิน 40 ล้านบาทกับธนาคารกสิกรไทย และใช้เงินอย่างเดียวยังไม่พอ กสิกรยังต้องการให้ลูกค้ากลุ่มนี้หันมาลงทุนมากขึ้นเป็น 60% เพราะผลตอบแทนที่มากขึ้น ก็จะตกอยู่กับลูกค้าและธนาคารทั้งนั้น แต่การลงทุนมีความเสี่ยง ธนาคารจึงพร้อมให้คำแนะนำแบบพิเศษเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ลูกค้า เพื่อหวังที่จะรักษาฐานลูกค้าอย่างเหนียวแน่น และกลยุทธ์สุดท้ายนั้นก็คือมอบสิทธิพิเศษในการใช้ชีวิต อย่างการมีเดอะวิสดอม เลาจน์ เพื่อเอาใจลูกค้าพรีเมียมตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำอีกด้วย

ที่มา : ธนาคารกสิกรไทย

“แจ๋ว” จับมือ “กรุงไทย” ออกบริการใหม่ขยายช่องทางบริการให้ลูกค้าทั่วประเทศ

 

แจ๋ว จับมือธนาคารกรุงไทย ออกบริการรูปแบบใหม่ เพื่อขยายช่องทางบริการทางการเงินให้เข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ ที่มีและไม่มีบัญชีธนาคาร ให้สามารถทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างกันได้ เพิ่มความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น นายปานเทพย์ นิลสินธพ ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานผลิตภัณฑ์บริการทางการเงิน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เปิดเผยว่า จากการเปิดให้บริการทางการเงินรูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อบริการ แจ๋ว” ที่ให้บริการโอนเงิน รับเงิน และจ่ายบิลกับกลุ่มลูกค้ากว่า 40% ของคนในประเทศไทยที่ไม่มีบัญชีธนาคาร สามารถทำธุรกรรมได้ง่ายๆ แค่มีเบอร์โทรศัพท์มือถือและบัตรประชาชน ผ่านตัวแทนแจ๋วกว่า 7,000 จุดที่ครอบคลุมทุกตำบลในประเทศไทย เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

วันนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของบริการ แจ๋วจากความไว้วางใจที่ได้รับจากธนาคารกรุงไทย ที่ได้ร่วมกันสร้างบริการใหม่ ที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าที่มีและไม่มีบัญชีธนาคาร สามารถโอนเงิน รับเงินระหว่างตัวแทนแจ๋วและธนาคารกรุงไทยได้อย่างสะดวก เนื่องจากที่ผ่านมาเราได้เปิดให้บริการแจ๋ว เจาะกลุ่มลูกค้าที่ไม่มีบัญชีธนาคาร อาทิ กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง กลุ่มลูกค้าที่ทำงานในโรงงาน และกลุ่มลูกค้าประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาทำงานในเมืองไทย  ได้เข้าถึงการโอนเงิน รับเงิน และจ่ายบิลกับตัวแทนแจ๋ว กว่า 7,000 จุดที่ครอบคลุมทุกตำบลทั่วประเทศมาแล้ว แต่เราพบว่า ลูกค้ากลุ่มนี้ยังมีความต้องการที่จะทำธุรกรรมทางการเงิน ทั้งการโอนเงิน และรับเงินกับลูกค้าที่มีบัญชีธนาคารด้วยเช่นกัน เราจึงมองหาสถาบันการเงินหลักของประเทศอย่างธนาคารกรุงไทย เชิญมาร่วมกันสร้างบริการใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ด้วยกัน ซึ่งทำให้เป็นที่มาของบริการใหม่ 3 บริการ นั่นคือ

1.             บริการโอนเงินจากตัวแทนแจ๋ว เข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย

2.             บริการโอนเงินจากธนาคารกรุงไทยไปยังตัวแทนแจ๋ว โดยลูกค้าสามารถไปรับเงินได้ที่ตัวแทนแจ๋วใกล้บ้าน

3.             บริการโอนเงินจากตัวแทนแจ๋ว ไปยังตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย โดยลูกค้าสามารถไปกดรับเงินด้วยตนเองที่ตู้เอทีเอ็มที่ไหนก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีบัญชีหรือบัตรเอทีเอ็มธนาคารกรุงไทย

 

บริการใหม่เหล่านี้จะช่วยทำให้ลูกค้าทั้ง 2 กลุ่ม ได้มีช่องทางในการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างกันได้ และสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งบริการนี้ยังสอดคล้องกับจุดแข็งของบริการแจ๋ว ที่ลูกค้ายังได้ทำธุรกรรมทางการเงินกับคนคุ้นเคย แถมยังมีธนาคารกรุงไทย มาช่วยเสริมในเรื่องของความน่าเชื่อถือและยังเป็นการร่วมกันขยายช่องทางให้กับลูกค้าได้มากขึ้นอีกด้วย

 

ทางด้านนายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารจัดการทางการเงินเพื่อธุรกิจ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า การร่วมมือกับดีแทคในครั้งนี้เป็นการขยายช่องทางบริการทางการเงินของธนาคาร เพื่อให้ลูกค้า และประชาชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึง สะดวกสบาย รวดเร็ว และปลอดภัย ทั้งผู้ที่มีบัญชีและไม่มีบัญชีกับธนาคาร โดยสามารถใช้บริการฝากเงิน โอนเงิน ระหว่างแจ๋วและธนาคารผ่านสาขาของธนาคารกว่า 1,200 สาขา และเครื่องเอทีเอ็ม กว่า 9,000 จุดทั่วประเทศ  ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของธนาคาร KTB Growing Together หรือ กรุงไทย ก้าวไกล ไปกับคุณ ที่มุ่งมั่นสร้างบริการที่มีคุณค่า เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าเติบโต รวมทั้งสร้างคุณภาพที่ดีขึ้นแก่สังคม

ธนาคารมีนโยบายและกลยุทธ์ที่ชัดเจน ในการต่อยอดเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆทางธุรกิจให้กับลูกค้า รวมถึงโอกาสในการขยายธุรกิจจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) นอกจากนี้ธนาคารยังสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจสู่ภูมิภาคของประเทศ โดยในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด สำหรับธุรกรรมจัดการทางการเงินอีก 10% ทั้งจากธุรกิจการค้า ห่วงโซ่ธุรกิจ ธุรกิจบริหารเงินสด สินเชื่อแฟคตอริ่ง ธุรกิจรับฝากหลักทรัพย์ ตลอดจนธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ในกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และ SME รวมทั้งลูกค้าต่างจังหวัด โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจเกษตร เนื่องจากธนาคารมีฐานลูกค้าจำนวนมาก และเป็นธุรกิจที่มีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมาก

SCB FIRST เปิดโลก AEC เจาะลึกกัมพูชา

SCB FIRST (เอสซีบี เฟิร์ส) จัดงานสัมมนาใหญ่ “SCB FIRST เปิดโลก AEC เจาะลึกกัมพูชา 360° ธุรกิจทำได้จริง” รับปีแห่งการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC อย่างเป็นทางการในปลายปีนี้ระดมผู้ทรงคุณวุฒิและนักธุรกิจไทยที่คร่ำหวอดในตลาดกัมพูชา มอบความรู้ครบทุกมิติแบบ 360 องศา ครอบคลุมเนื้อหาทั้งด้านโอกาสในการทำการค้าและการลงทุน กลยุทธ์การตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค กฎหมายการค้า ตลอดจนข้อได้เปรียบทางการค้า และการลงทุนในประเทศกัมพูชา อีกหนึ่งตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงและยังมีเสน่ห์ดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก
นายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส สาย Customer Segment ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวถึงการจัดงานครั้งนี้ว่า “การก้าวสู่เออีซีอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปลายปีที่จะถึงนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจไทยมีโอกาสที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ในการขยายตลาดและการลงทุนสู่ระดับภูมิภาค

กัมพูชานับเป็นอีกหนึ่งในประเทศเพื่อนบ้านที่นักธุรกิจไทยไม่ควรมองข้าม ซึ่งจากการพิจารณาข้อมูลจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) ที่ได้ทำการวิเคราะห์โอกาสด้านการค้าการลงทุนในกัมพูชา พบว่ากัมพูชาเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ค่าแรงต่ำ ทรัพยากรยังอุดมสมบูรณ์ รวมถึงรัฐบาลกัมพูชาสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติอย่างเต็มที่

โดย SCB FIRST ในฐานะ “คู่คิดทางการเงิน” ที่มุ่งสนับสนุนและช่วยต่อยอดความสำเร็จให้กับลูกค้า ซึ่งกว่า 70% เป็นนักธุรกิจและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้พร้อมรับการแข่งขันที่มีความดุเดือดมากยิ่งขึ้น และช่วยลดทอนเวลาในการวางแผนและศึกษาตลาดด้วยการระดมผู้ทรงคุณวุฒิและนักธุรกิจไทยซึ่งคร่ำหวอดในกัมพูชา มามอบความรู้เชิงธุรกิจครบทุกมิติ”
ธนาคารไทยพาณิชย์เองก็มีความพร้อมในการให้บริการทางการเงินในกัมพูชาโดยได้ก่อตั้งและเปิดบริการธนาคารกัมพูชาพาณิชย์ หรือ Cambodia Commercial Bank (CCB) มาตั้งแต่ปี 2534 เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจไทยและลูกค้าในกัมพูชาด้วยบริการธนาคารเต็มรูปแบบ ครอบคลุม 4 เมืองยุทธศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจ ได้แก่ สำนักงานใหญ่กรุงพนมเปญ สาขาพระตะบอง สาขาสีหนุวิลล์ และสาขาเสียมเรียบ
วิทยากรพิเศษที่ให้เกียรติมาร่วมให้ข้อมูล นางจีรนันท์ วงษ์มงคล อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) ประจำกรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กรุงพนมเปญ ซึ่งมีประสบการณ์ในประเทศกัมพูชามากว่า 20 ปี กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้กัมพูชาเป็นประเทศที่น่าจับตามองสำหรับผู้ประกอบการไทย

“ปัจจุบัน กัมพูชามีจำนวนประชากรวัยหนุ่มสาวซึ่งเป็นคนชั้นกลางมากขึ้น กำลังซื้อและความต้องการในการบริโภคจึงมีมากขึ้น การลงทุนจากต่างชาติมีมากขึ้น โดยเฉพาะจากสิงคโปร์ซึ่งส่งผลให้ชาติอื่น ๆ เกิดความมั่นใจ กฎหมายกัมพูชายังอนุญาตให้ต่างชาติถือครองทรัพย์สินและอสังหาริมทรัพย์ในกัมพูชาได้ นอกจากนั้น สาธารณูปโภคต่าง ๆ ก็มีการพัฒนาต่อเนื่อง ไฟฟ้าเพียงพอ เพราะมีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มหลายแห่ง ถนนหนทางก็มากขึ้นตามแนวยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงเส้นทางหลวงข้ามประเทศในภูมิภาค สิ่งเหล่านี้จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนและดึงดูดชาวต่างชาติให้เข้าไปอยู่อาศัยและทำธุรกิจมากขึ้น”
สำหรับธุรกิจที่น่าเข้าไปลงทุน นางจีรนันท์แนะนำว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคล การฝึกอบรมทักษะวิชาชีพต่างๆ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา เช่นการออกแบบที่พักอาศัย ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่มีศักยภาพ เพราะเป็นสิ่งที่กัมพูชากำลังขาดอยู่และมีความต้องการสูง และปัจจัยที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จคือควรศึกษากฏหมาย เข้าใจรูปแบบการจดทะเบียนการทำธุรกิจ ซึ่งกัมพูชาอนุญาตให้ต่างชาติเป็นเจ้าของธุรกิจได้ 100% อยู่แล้ว จากนั้นก็จำเป็นต้องรู้แนวทางการปฏิบัติจริง ทำอะไรให้ถูกช่อง เข้าให้ถูกคน และที่สุดท้ายคือการทำอย่างไรให้ธุรกิจมีความยั่งยืน

ในฐานะตัวแทนภาคเอกชนไทยที่ประสบความสำเร็จในที่กัมพูชาด้วยธุรกิจรถบัสเส้นทางระหว่างไทย-กัมพูชารายแรกของไทย นายวรทัศน์ ตันติมงคลสุข เลขาธิการสภาธุรกิจไทย – กัมพูชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท โลจิสติกส์ วัน จำกัด และประธานคณะทำงานพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

“กัมพูชาเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยโอกาส ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงที่ยังถูกอยู่ การได้รับสิทธิ์พิเศษทางภาษี GSP สำหรับปัจจัยที่สร้างความสำเร็จนั้น ต้องเริ่มจากการมีแรงบันดาลใจก่อน จากนั้นต้องคิดโมเดลทางธุรกิจที่ดี ซึ่งต้องเกิดจากการได้เข้าไปสัมผัส ทำความรู้จักและเข้าใจตลาดเสียก่อน ซึ่งทำให้เราสามารถวางแผนขยายธุรกิจให้มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ เพราะจะสามารถหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนได้ไม่ยาก และสุดท้ายคือต้องคิดทำธุรกิจให้ยั่งยืน นั่นคือต้องเป็นธุรกิจหรือสินค้าที่ผู้คนชื่นชอบ และให้สิ่งดี ๆ แก่ผู้บริโภค
“SCB FIRST หวังว่างานสัมมนาในครั้งนี้จะสามารถช่วยจุดประกายความคิดให้ลูกค้า SCB FIRST ของเราจนนำไปสู่ความสำเร็จที่ทำได้จริงในตลาดกัมพูชา และหลังการสัมมนาครั้งนี้ SCB FIRST ยังเตรียมที่จะต่อยอดด้วยการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ Cambodia 360° FIRST Trip เพื่อนำลูกค้าที่สนใจทำการค้าและลงทุนในกัมพูชา ร่วมเดินทางไปเปิดประสบการณ์เรียนรู้และเพิ่มโอกาสการทำธุรกิจ ในช่วงเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้” นายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ กล่าวปิดท้าย