Category Archives: Money

กรุงศรีรุกพอร์ตสินเชื่อลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจต่อเนื่อง คาดปีนี้โต 7%

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) เผยกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจขยายตัวต่อเนื่อง คาดการณ์สินเชื่อเติบโต 7% ภายในสิ้นปี ด้วยกลยุทธ์บริการทางการเงินแบบครบวงจรตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ได้อย่างรอบด้าน รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ เพื่อให้กรุงศรีเป็นธนาคารพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า (Trusted Banking Partner) จากศักยภาพความเชี่ยวชาญและเข้าใจธุรกิจไทยของกรุงศรีและเครือข่ายที่แข็งแกร่งระดับโลกของมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) กลุ่มสถาบันการเงินชั้นนำ (Thai Expertise with Global Strength)

นายสุรธันว์ คงทน ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กลยุทธ์สร้างความเติบโตของกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจของกรุงศรีในปีนี้ เรายังมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถทางด้านต่างๆ เพื่อให้บริการทางการเงินแบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งสินเชื่อโครงการ วงเงินสินเชื่อระยะสั้น การจัดหา Syndicated loans และบริการด้านวาณิชธนกิจ ขณะเดียวกันเรากำลังขยายการให้บริการไปยังลูกค้าในจังหวัดหลักในภูมิภาคที่มีศักยภาพ พร้อมชูจุดเด่นในฐานะธนาคารไทยที่มีเครือข่ายในกว่า 50 ประเทศทั่วโลกในการให้คำปรึกษาและบริการทางการเงินแก่กลุ่มลูกค้าที่ต้องการขยายธุรกิจในต่างประเทศ รวมทั้งใน CLMV ที่ธนาคารมีเครือข่ายการให้บริการพร้อมรองรับลูกค้ากลุ่มนี้อย่างครอบคลุม นอกจากนี้เราพร้อมใช้เครือข่ายของ MUFG ในการแนะนำลูกค้าญี่ปุ่นของกลุ่มเพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจของลูกค้าไทยอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเติบโตของสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ของกรุงศรีแสดงถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพทั้งด้านผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าธุรกิจซึ่งมีรายละเอียดความต้องการทางการเงินและบริการที่ต่างจากลูกค้าในกลุ่มอื่นๆ”

ในปี 2559 พอร์ตสินเชื่อรวมกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ของกรุงศรีขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้นกว่า 3 หมื่นล้านบาท เป็นมากกว่า 4.2 แสนล้านบาท นอกจากธนาคารจะให้บริการทางการเงินที่ครบวงจรแก่บริษัทไทย เรายังร่วมสนับสนุนการขยายธุรกิจของบริษัทไทยในต่างประเทศ โดยในปีที่ผ่านมาเราได้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทชั้นนำของไทยในการเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ อาทิเช่น บริษัทผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่ บริษัทผู้ผลิตอาหารทะเลระดับโลก และบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มขนาดใหญ่ ทั้งนี้การให้บริการดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อซื้อกิจการ การช่วยบริษัทในการจัดโครงสร้างเงินทุนและระดมทุนระยะยาว รวมทั้งการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ย

“สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับการค้าระหว่างประเทศทำให้ภาคธุรกิจไทยต้องปรับตัวในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งรวมถึงความต้องการสินเชื่อเพื่อใช้ในการขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ทำให้กรุงศรีสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดจากความเข้าใจในธุรกิจไทยและเครือข่ายระดับโลกของ MUFG นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมในการให้บริการและคำแนะนำทางด้านการเงินเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคธุรกิจไทยถือเป็นหนึ่งในพันธกิจของธนาคารเพื่อร่วมส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยโดยรวมอีกด้วย” นายสุรธันว์กล่าว

ผลสำรวจของวีซ่าเผย คนไทยยังคงชำระเงินแบบอีเพย์เม้นท์มากขึ้น ชี้การใช้เงินสดลดลงเหตุเรื่องความปลอดภัย

  • ผลสำรวจเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องทัศนคติการชำระเงินของผู้บริโภคฉบับล่าสุด พบว่าหกในสิบของผู้ตอบแบบสอบถามพกบัตรชำระเงินในกระเป๋าสตางค์มากขึ้นกว่าเมื่อห้าปีที่ผ่านมา
  • นวัตกรรม: คนไทยรู้สึกสบายใจในการชำระเงินผ่านเทคโนโลยีไบโอเมทริกซ์

การรับรองตัวตน: พฤติกรรมการชำระเงินที่น่าสนใจในระบบเศรษฐกิจออนดีมานด์ (on-demand economy)

ผลสำรวจของวีซ่า1 แสดงให้เห็นว่าคนไทยมั่นใจในการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์หรือ อีเพย์เม้นท์มากขึ้น หลังพบว่าเงินสดนั้นไม่ปลอดภัยและไม่สะดวกในการพกไว้กับตัว

ผลสำรวจครั้งที่สาม ของการสำรวจเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องทัศนคติการชำระเงินของผู้บริโภค ประจำปี 2559 ได้เจาะลึกถึงทัศนคติของผู้บริโภคในปัจจุบันเกี่ยวกับการชำระเงินในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และสำรวจเทรนด์พฤติกรรมของผู้บริโภคจากหกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หนึ่งในผลสำรวจเกี่ยวกับประเทศไทยชี้ให้เห็นว่า 73 เปอร์เซ็นต์กล่าวว่าพวกเขาชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินผ่านบัตร อุปกรณ์เคลื่อนที่ต่างๆอย่างสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์สวมใส่ มากกว่าชำระผ่านเงินสด แสดงให้เห็นถึงการเลี่ยงการใช้เศษเหรียญและธนบัตรอย่างจริงจัง

กลุ่มผู้คนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงนับได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่มีการใช้จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มากที่สุด (83 เปอร์เซ็นต์) เมื่อเทียบกับตลาดทั่วไป (68 เปอร์เซ็นต์) 2 เหตุผลหลักกว่า 60 เปอร์เซ็นต์มาจากเรื่องของความไม่ปลอดภัยในการถือเงินสด ซึ่งมากกว่าปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ 57 เปอร์เซ็นต์ และอีกเหตุผลหนึ่งคือ สามารถเข้าถึงการเบิกถอนเงินสดได้ง่ายยิ่งขึ้น (48 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งเพิ่มจาก 38 เปอร์เซ็นต์ในปี 2558

คุณสุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ด้วยนวัตกรรมใหม่ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้บริโภคหันมาทดลองชำระเงินที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากจำนวนผู้บริโภคชาวไทย (67 เปอร์เซ็นต์) ที่เลือกการชำระเงินแบบอัตโนมัติ ที่ลดขั้นตอนการทำธุรกรรมทางกายภาพทั้งหมด ซึ่งนวัตกรรมนี้เริ่มเข้ามาพร้อมกับตอนที่เราได้เห็นการเติบโตของระบบเศรษฐกิจออนดีมานด์ (on-demand) โดยเฉพาะในแอพพลิเคชั่นสำหรับการเดินทาง ทำให้ทุกคนต่างมองหาการช่องทางที่ รวดเร็ว ปลอดภัย และสะดวกโดยไม่ต้องแสดงบัตรในการชำระเงิน”

นอกจากนี้ ผู้บริโภคชาวไทยยังให้ความสนใจกับเทคโนโลยีไบโอเมทริกซ์ วิธีการในการยืนยันตัวตนเพื่อชำระเงิน ซึ่งกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกสบายใจในการใช้เทคโนโลยีไบโอเมทริกซ์ อาทิ ลายนิ้วมือ และระบบการจดจำใบหน้า ซึ่งถือได้ว่า มีเปอร์เซ็นต์ตอบรับสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกลุ่มคนที่สนใจการระบุตัวตนด้วยไบโอเมทริกซ์จะสามารถเห็นได้ชัดในกลุ่มเจเนอเรชั่นวาย โดย 79 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มนี้ไม่มีปัญหาในการใช้ไบโอเมทริกซ์ เมื่อเทียบกับกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ซึ่งอยู่ที่ 70 เปอร์เซ็นต์3

เห็นได้ชัดว่าการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ซึ่งจากนวัตกรรมที่มีอยู่แล้วอย่าง วีซ่า เพย์เวฟ ซึ่งเป็นการชำระเงินไร้สัมผัสที่มีขยายจุดรับบัตรมากขึ้นไปยัง ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์
มาร์เก็ต และร้านอาหารทั่วประเทศ เราจึงไม่แปลกใจที่เห็นผู้ทำแบบสอบถามกว่า 82 เปอร์เซ็นต์พร้อมที่จะเลือกชำระเงินแบบไร้สัมผัสมากกว่าเงินสด ถ้าร้านค้าแนะนำให้ใช้” คุณสุริพงษ์กล่าวเสริม

การชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับบริการแบบออนดีมานด์ ไม่ว่าจะเป็น การส่งอาหาร การส่งของอุปโภคบริโภค การขนส่ง และการท่องเที่ยว มีความก้าวหน้ามากขึ้นในประเทศไทย

นอกจากนี้ จาก การสำรวจเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องทัศนคติการชำระเงินของผู้บริโภค ยังแสดงให้เห็นว่า 54 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามเคยใช้บริการแบบออนดีมานด์ในประเทศไทยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยมากถึง 29 เปอร์เซ็นต์ใช้บริการราว 2 – 3 ครั้งต่อเดือน โดยบริการบริการจัดส่งอาหารออนไลน์มีผู้ใช้มากที่สุดคือ 3 ใน 4 (75 เปอร์เซ็นต์) ถึงแม้ว่าเงินสดยังคงเป็นช่องทางการชำระเงินหลัก (71 เปอร์เซ็นต์) แต่การชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังไต่อันดับตามขึ้นมา ซึ่งครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม (47 เปอร์เซ็นต์) ตอบว่าพวกเขาอาจจะลองชำระเงินผ่าน “การ์ด ออนไฟล์ (card on file)” หรือการลงทะเบียนบัตรเข้าแอพพลิเคชั่น ในขณะที่ 56 เปอร์เซ็นต์ ตอบว่าพวกเขาต้องการชำระเงินเมื่อได้รับของที่สั่งแล้วด้วย โมบายวอลเล็ต (mobile wallet)

ไม่ว่าจะเป็น โมบายวอลเล็ต เพย์เมนท์ เกตเวย์ หรือเทคโนโลยีการชำระเงิน อื่นๆ ผลสำรวจของเราได้แสดงให้เห็นว่า โดยพื้นฐานแล้ว คนไทยยังคาดหวังให้ประสบการณ์การชำระเงินของพวกเขา ปลอดภัย เร็ว และเชื่อถือได้ (82 เปอร์เซ็นต์) และด้วยเครือข่ายการชำระเงินระดับโลกอย่างวีซ่า ที่สามารถประมวลและควบคุมการทำธุรกรรมได้มากกว่า 65,000 รายการภายในหนึ่งวินาที อย่างมีเสถียรภาพ จะสามารถตอบสนองความต้องการได้มากกว่าที่หวังไว้ได้อย่างแน่นอน” คุณสุริพงษ์กล่าว ปิดท้าย

How about Playboy
1 การสำรวจของวีซ่าเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องทัศนคติการชำระเงินของผู้บริโภค ประจำปี 2559 จัดทำขึ้นโดยบริษัท Toluna ในนามของวีซ่า เมื่อเดือนตุลาคม 2559 ทั้งหมดหกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม โดยมีผู้ร่วมทำแบบสอบถามทั้งหมด 1,000 ราย ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยทั้งหมด 500 ราย เป็นพนักงานอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป มีรายได้เฉลี่ยต่อคนมากกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นการทำแบบสอบถามออนไลน์ 2 จากการสำรวจ กลุ่มผู้มีฐานะที่เพิ่งเกิดใหม่ หมายถึงบุคคลที่มีรายได้มากกว่า 40,000 บาทต่อเดือน และกลุ่มที่อยู่ในตลาดทั่วไปมีรายได้ 15,000 – 39,999 บาทต่อเดือน 3 เจเนอเรชั่นวาย: อายุ 18 – 36 ปี, เจเนอเรชั่นเอ็กซ์ อายุ 37 – 51 ปี

 

กสิกรไทยจับมือเจซีบี เปิดตัว “บัตรเครดิตเจซีบีกสิกรไทย” เจาะทุกไลฟ์สไตล์ญี่ปุ่น

กสิกรไทยจับมือเจซีบี เปิดตัว “บัตรเครดิตเจซีบีกสิกรไทย” เจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์ญี่ปุ่น ชูจุดเด่นสิทธิประโยชน์เต็มสไตล์ โดนใจทั้งในไทย-ญี่ปุ่น ตั้งเป้าในปีแรกมีบัตรใหม่ 1 แสนบัตร มียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 2 พันล้านบาท

นายพิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า กระแสความนิยมญี่ปุ่นของคนไทยยังมีอย่างต่อเนื่องและเป็นปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับต้น ๆ โดยมีคนไทยเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเมื่อปีที่แล้วถึง 900,000 คน มีการใช้จ่ายสูงเป็นอันดับ 6 จากนักท่องเที่ยวทั่วโลก เนื่องจากเสน่ห์ของประเทศญี่ปุ่นทั้งแหล่งช้อปปิ้งและแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม บวกกับกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและโปรโมชั่นอัดแน่นจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องโดยเมื่อปีที่แล้ว มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตกสิกรไทยในประเทศญี่ปุ่นประมาณ 3,300 ล้านบาท ซึ่งหมวดยอดนิยมในการใช้จ่าย 3 อันดับแรก ได้แก่ ที่พัก เครื่องแต่งกาย และร้านค้าปลีก ทำให้ตลาดญี่ปุ่นเป็นตลาดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ดังนั้น ธนาคารกสิกรไทยจึงร่วมกับ เจซีบี อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ให้บริการบัตรเครดิตชั้นนำในประเทศญี่ปุ่น และเอเชียแปซิฟิก ออกบัตรเครดิตเจซีบีกสิกรไทยสำหรับกลุ่มลูกค้าผู้ที่ชื่นชอบไลฟ์สไตล์แบบญี่ปุ่น ด้วยคอนเซปต์ “ขั้นสุดจริง! เพื่อสายอินเจแปน” ประกอบด้วยบัตรแพลทินัม บัตรทอง และบัตรคลาสสิก ด้วยลายหน้าบัตรกราฟฟิกที่ออกแบบมาอย่างประณีต สื่อถึงความเป็นญี่ปุ่นแบบล้ำสมัยและเพิ่มสีสันการใช้งานด้วยซองใส่บัตรลายมัวเร (Moire’) ที่ลวดลายหน้าบัตรจะขยับได้เมื่อดึงบัตรออกจากซองเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายออกบัตรภายใน 1 ปี ประมาณ 1 แสนบัตร และมียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 2,000 ล้านบาท

บัตรเครดิตเจซีบีกสิกรไทยจะมีจุดเด่นที่คัดสรรสุดยอดสิทธิพิเศษที่ครบทุกประสบการณ์ทั้งในประเทศไทยและญี่ปุ่น สำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบไลฟ์สไตล์แบบญี่ปุ่นซึ่งเป็นกลุ่มวัยทำงานนิยมการรับประทานอาหารและช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์ญี่ปุ่น รวมทั้งสนใจส่วนลดและโปรโมชั่นพิเศษของสายการบิน ที่พัก และร้านค้าชั้นนำ ซึ่งจะมอบสิทธิพิเศษเต็มสไตล์ญี่ปุ่น 3 ด้าน ได้แก่

J-Highlighto โดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยสิทธิพิเศษมากมาย เช่น คะแนนสะสม KBank Reward Point 2 เท่า ทุกยอดการใช้จ่ายที่ประเทศญี่ปุ่นไม่มีขั้นต่ำ, แบ่งจ่าย 0% สูงสุด 10 เดือน สำหรับตั๋วเครื่องบินและแพ็คเกจทัวร์เส้นทางญี่ปุ่นที่มาเจสติกทราเวล, ส่วนลดอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลเยน 0.15 บาท สำหรับทุก 100 เยนจากอัตราปกติ เมื่อแลกเงินที่สาขาและบูธธนาคารกสิกรไทยผ่านบัตรเครดิตเจซีบีกสิกรไทย (ยกเว้นสาขาสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง) และบริการห้องรับรองพิเศษทั่วโลก

 

 

J-Discounto อยู่ไทยก็ล้ำ เพราะกินเที่ยวช้อปร้านแนวญี่ปุ่นได้จำนวนมากกว่า เช่น ส่วนลดร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์ชั้นนำสูงสุด 20%, โปรโมชั่นอาหารเมนูพิเศษ, ค่าเช่าพอกเก็ตไวไฟราคาพิเศษ, ตั๋วเครื่องบินสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิคราคาพิเศษ และใช้คะแนนแลกรับส่วนลดพิเศษที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ
J-Benefito เที่ยวญี่ปุ่นก็ล้ำ ด้วยส่วนลดและแต้มสะสมพิเศษ รับส่วนลด และสิทธิพิเศษมากมายที่ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และร้านขายยาชื่อดังมากมายในประเทศญี่ปุ่น เช่น มัทซึยา, ทาเคยา, บิ๊กคาเมรา, มารูอิ, มัทซึโมโต คิโยชิ, ซันดรัก, ซัปโปโรดรักสโตร์, ซึรุฮาดรัก, คิรินโดะ และบิ๊กดรัก รวมถึงประกันคุ้มครองอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางสูงสุดถึง 8 ล้านบาท

ด้าน มร.คิมิฮิซะ อิมาดะ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เจซีบี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่าประเทศไทยเป็นเป้าหมายอันดับต้น ๆ ของเจซีบีในแผนการขยายธุรกิจและการให้บริการแก่ผู้ถือบัตรเจซีบี เนื่องจากความนิยมในประเทศญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยครั้งนี้ นับว่าเป็นก้าวสำคัญอย่างมากต่อยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจของเจซีบีในไทย เพราะธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้นำด้านร้านค้ารับบัตรและด้านยอดใช้จ่ายผ่านบัตรในประเทศไทย ทั้งยังเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่แข็งแกร่งของเจซีบี อินเตอร์เนชันแนล ซึ่งความร่วมมือนี้จะทำให้ผู้ถือบัตรเครดิตเจซีบีกสิกรไทยได้รับความสะดวกในการใช้จ่ายและท่องเที่ยวทั้งในประเทศไทยและที่ประเทศญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน เจบีซี อินเตอร์เนชั่นแนลฯ ได้ออกบัตรเครดิตภายใต้การเป็นตัวแทนชำระเงินของเจซีบี 23 ประเทศทั่วโลก เป็นจำนวน 105 ล้านบัตร ส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการขยายการเติบโตทางธุรกิจของเจซีบีคือการร่วมมือกับพันธมิตร ในฐานะผู้ให้บริการด้านโซลูชันการชำระเงิน (Payment Solution) เจซีบีมุ่งมั่นที่จะมอบผลิตภัณฑ์ และบริการที่มีคุณภาพสูงแก่ลูกค้าทั่วโลก โดยในปัจจุบันเจซีบีมีพันธมิตรที่เป็นธนาคารและสถาบันการเงินชั้นนำทั่วโลกหลายร้อยแห่งเพื่อขยายฐานบัตรเครดิตและร้านค้ารับบัตร

ทีเอ็มบี ทัช เปิดบริการใหม่ให้ลูกค้าสะดวก ง่าย บริหารจัดการบัตรครบวงจรเหนือกว่าใคร

นางสาวมิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ส่งเสริมการตลาดลูกค้าบุคคล ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า ธนาคารได้เพิ่มบริการใหม่ล่าสุดให้ ทีเอ็มบี ทัช โมบายล์แบงก์กิ้ง แอปพลิเคชัน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสะดวก ง่ายในการใช้งาน ทำให้ชีวิตของลูกค้าดีขึ้น โดยจุดเด่นของบริการที่สำคัญ คือ การจัดการบัตรแบบครบวงจรรายแรกของวงการธนาคารไทย

บริการใหม่บนทีเอ็มบี ทัชนี้ ทำให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการบัตรเดบิต บัตรเครดิต และบัตรกดเงินสดเรดดี้แคช ครบวงจรได้ด้วยตนเอง บนทีเอ็มบี ทัชทั้งหมด โดยไม่ต้องโทรเข้าคอลเซ็นเตอร์ หรือออกจากบ้านไปทำรายการที่เครื่องเอทีเอ็ม ตั้งแต่เปิดการใช้งานบัตร เปลี่ยนแปลงรหัสและขอรับรหัสบัตรใหม่ อายัดบัตรด้วยตนเอง และสามารถขอให้ออกบัตรใบใหม่ได้ทันที รวมทั้งลูกค้ายังสามารถเบิกเงินสดจากบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดเรดดี้แคชผ่านทีเอ็มบี ทัชเข้าบัญชีเงินฝากทีเอ็มบีได้ด้วยตัวเอง เต็มที่กับการทำรายบนทีเอ็มบี ทัชแบ่งจ่ายยอดบัตรเครดิตตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป 0% 3 เดือน ทุกยอด ไม่จำกัดจำนวนครั้งกับบริการแบ่งจ่ายรายเดือน ทีเอ็มบี โซกู๊ด (TMB So GooOD)

ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้ายังได้รับความสะดวกเพิ่มมากขึ้นกับการล็อกอินเข้าใช้งานทีเอ็มบี ทัชด้วยระบบยืนยันตัวบุคคลด้วยลายนิ้วมือ (Touch ID) เพราะทีเอ็มบี ทัชเป็นโมบายล์แอปพลิเคชัน แอปแรกของวงการธนาคารไทยที่ลูกค้าสามารถใช้ Touch ID ได้กับทั้งระบบปฏิบัตรการ Android และ iOS

นางสาวมิ่งขวัญกล่าวว่า “ทีเอ็มบีเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร และทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่ที่จะให้บริการที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าอยู่ตลอดเวลา โดยในปัจจุบันเมื่อลูกค้านิยมใช้บริการผ่านทีเอ็มบี ทัชมากขึ้น ทีเอ็มบีจึงพัฒนาให้ทีเอ็มบี ทัชสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าเราให้สามารถทำธุรกรรมที่หลากหลายตามความต้องการอย่างสะดวกและง่าย ลูกค้าไม่ต้องยุ่งยากออกไปทำธุรกรรมที่สาขาหรือที่ตู้เอทีเอ็ม แต่สามารถทำได้บนทีเอ็มบี ทัชที่ไหนก็ได้ และภายในปีนี้ลูกค้าทีเอ็มบีจะได้รับประโยชน์และความสะดวกสบายมากขึ้นจากการใช้งานทีเอ็มบี ทัชตามมาอีกหลายอย่าง เช่น ลูกค้ามีอิสระที่จะสามารถซื้อขายกองทุนรวมดีๆ ยี่ห้อดังๆ จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนถึง 7 บริษัท โดยไม่ต้องจำกัดอยู่กับที่ใดที่หนึ่งเพียงเจ้าเดียว เพียงแค่ทำรายการบนทีเอ็มบี ทัช”

มิ่งขวัญกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ปริมาณธุรกรรมโดยรวมที่ลูกค้าทีเอ็มบีทำผ่านช่องทางอิเลกทรอนิกส์ มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยนับตั้งแต่ ปี 2558 เป็นต้นมา ลูกค้าที่ใช้ทีเอ็มบี ทัชได้หันมาทำธุรกรรมผ่าน ทีเอ็มบี ทัชเป็นหลัก ส่งผลให้อัตราการเติบโตของจำนวนธุรกรรมที่เกิดบน ทีเอ็มบี ทัช สูงขึ้น 221% เทียบกับปี 2559 และมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อไป ทำให้สัดส่วนของการทำธุรกรรมผ่านช่องทางเอทีอ็มหรือสาขาของทีเอ็มบีลดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้สัดส่วนของลูกค้าที่ลงทะเบียนใช้งานทีเอ็มบี ทัชและใช้งานประจำก็มีอัตราเติบโตที่สูงด้วย เพราะความสะดวก ง่าย และมีประสิทธิภาพสามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้ โดยในปัจจุบันลูกค้าที่ใช้งานประจำมีการเติบโต 85% เมื่อเทียบกับปี 2559 ของลูกค้าที่ลงทะเบียนทั้งหมด

สมาคมธนาคารไทยประกาศ Industry SLA คืนเงินลูกค้าบัตรเดบิตใน 1 วัน

สมาคมธนาคารไทย ประกาศ Industry SLA เรื่องการตรวจสอบรายการชำระบัตรเดบิต และการคืนเงินแก่ผู้ถือบัตร ในกรณีที่เครื่องรูดบัตรหรือระบบเครือข่ายของธนาคารขัดข้อง คืนเงินลูกค้าภายใน 1 วัน เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ใช้บัตรเดบิตในการชำระค่าสินค้าและบริการ

นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า จากที่สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิกได้มุ่งมั่นขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรือ National e-Payment ไปสู่การปฏิบัติ โดยในปีที่ผ่านมาได้ดำเนินการโครงการที่ 1 ระบบรับและโอนเงินพร้อมเพย์ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ที่เพิ่มความสะดวกในการรับเงินและโอนเงินด้วยค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าบริการโอนเงินข้ามธนาคารแบบเดิม และในปี 2560 นี้ ได้ดำเนินโครงการที่ 2 ด้านการขยายการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น บัตรเดบิต ได้กว้างขวางขึ้น โดยมีต้นทุนการชำระเงินด้วยบัตรลดลง ทั้งในส่วนของการลดภาระของร้านค้าที่รับบัตร และเพิ่มการกระจายอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้แพร่หลายมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและภาคธุรกิจนั้น

เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้ประชาชนใช้บัตรเดบิตในการชำระค่าสินค้าและบริการมากขึ้น สมาคมธนาคารไทย ธนาคารสมาชิก ธนาคารของรัฐ และสาขาธนาคารต่างประเทศ จึงได้ร่วมกันกำหนดมาตรฐานระยะเวลาในการตรวจสอบรายการใช้บัตรเดบิตและการคืนเงินให้ผู้ถือบัตร ในกรณีที่เครื่องรูดบัตรที่ร้านค้า หรือระบบเครือข่ายของธนาคารขัดข้อง โดยธนาคารจะคืนเงินให้ลูกค้าภายในวันที่ทำรายการ หรืออย่างช้าภายในวันทำการถัดไปแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ธนาคารจะประกาศบนเวบไซต์อย่างพร้อมเพรียงกันในวันที่ 16 มิถุนายน 2560 ทั้งนี้สมาคม ฯ เชื่อมั่นว่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตที่มีความสะดวก ปลอดภัย และมั่นใจ จะส่งผลให้ประชาชนเปลี่ยนรูปแบบการใช้จ่ายด้วยเงินสดไปสู่บัตรอิเล็กทรอนิกส์อย่างแพร่หลาย และครอบคลุมทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น

ไทยพาณิชย์ จับมือ LINE พัฒนา SCB Connect สนองไลฟ์สไตล์แบงก์กิ้งยุคใหม่

ธนาคารไทยพาณิชย์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลแบงก์กิ้งผนึกกำลังแอปพลิเคชั่น Social Network ระดับโลก LINE ประเทศไทย พัฒนา SCB Connect” ช่องทางการให้บริการทางการเงินรูปแบบใหม่ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างธนาคารและลูกค้าผ่านทางแอพพลิเคชั่น LINE เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า นำร่องด้วยฟังก์ชั่นสำหรับลูกค้าบัตรเครดิตไทยพาณิชย์ ด้วยบริการ “เตือน ตอบ ตาม” ได้แก่การแจ้ง”เตือน”ทุกครั้งเมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต “ตอบ”ข้อมูลข้อสงสัยเกี่ยวกับบัตรเครดิตทันที และตามติดทุกโปรโมชั่นที่เลือกสรรเฉพาะลูกค้าแต่ละราย โดยมุ่งหวังให้บริการนี้เป็นตัวช่วยให้เรื่องการเงินในชีวิตประจำวันสะดวก รวดเร็ว ง่ายและปลอดภัย ก่อนขยายสู่บริการด้านการเงินอื่นๆ ในอนาคต เพียงเพิ่มเพื่อน “SCB Connect” ในLINE ผ่านทางโทรศัพท์มือถือทั้งระบบ IOS และ Android ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ซึ่งหลังจากเปิดตัวไปมียอดแอด SCB Connect เป็นเพื่อนกว่า 50,000 ราย โดยมีนายธนา โพธิกำจร (ขวา) ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสาย Digital Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ และนายกฤษณะ งามสม (ซ้าย) หัวหน้าฝ่ายบิสิเนสโซลูชนส์ บริษัท ไลน์ คอร์ปอเรชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด ร่วมแนะนำ SCB Connect เมื่อเร็วๆนี้

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.scb.co.th/scbconnect หรือ เพิ่มเพื่อนโดยค้นหา SCB Connect ใน LINE Official Account

ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดตัว “ยูแพลน” แคมเปญการตลาดข้ามพรมแดน

ยูเนี่ยนเพย์อินเตอร์เนชั่นแนลประกาศ เปิดตัว แคมเปญ “ยูแพลน” ซึ่งเป็นการขยายแพลตฟอร์มทางการตลาดข้ามพรมแดนของยูเนี่ยนเพย์ไปสู่ 1,700 ร้านค้าใน 11 ประเทศทั่วโลก

ผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์จะได้เพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งผ่านแคมเปญยูแพลนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อส่งมอบสิทธิประโยชน์จากแคมเปญยูแพลน โดยที่ผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์สามารถดาวน์โหลด แอพพลิเคชันบนมือถือจากยูเนียนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล บนมือถือที่รองรับระบบปฏิบัติการ iOS และแอนดรอยด์ ก่อนที่จะเดินทางไปท่องเที่ยว นอกจากนี้ผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์จะได้รับส่วนลดและโปรโมชั่นล่าสุดจากทางร้านค้า ณ สถานที่ท่องเทียวที่ไปเยือน และยังดาวน์โหลดคูปองส่วนลดสุดพิเศษจากแคมเปญยูแพลน เพื่อนำมาแสดง ณ จุดขายของร้านค้าที่เข้าร่วมรายการกับบัตรยูเนี่ยนเพย์ (ที่ลงท้ายด้วยหมายเลข 62) ทำให้ผู้ถือบัตรได้เพลินเพลินกับการช้อปปิ้งในตลอดเส้นทางการท่องเที่ยว

นับตั้งแต่แคมเปญยูแพลน (U Plan) ได้เปิดให้บริการเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม ในปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์มทางการตลาดข้ามพรมแดนของยูเนี่ยนเพย์ได้ขยายการใช้บริการมากกว่า 300 ร้านค้าในประเทศฮ่องกง มาเก๊า สิงคโปร์และสำหรับประเทศไทยได้เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน ของปีที่ผ่านมา และเมื่อไม่นานมานี้ แคมเปญยูแพลนได้ขยายตัวไปยังร้านค้าโดยครอบคลุมมากกว่า 1,7000 ร้านค้า ทั่วโลก รวมทั้ง ร้านค้าในประเทศออสเตรเลีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์และสหรัฐอเมริกา

 

รายชื่อร้านค้าที่ร่วมรายการในแคมเปญยูแพลน

 

 

ยูแพลน (U Plan) เป็นแคมเปญการตลาดข้ามพรมแดนที่มีการเปิดตัวเป็นครั้งแรกของโลก โดยมีวัตถุประสงค์สำหรับผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์โดยเฉพาะ ทั้งยังร่วมมือกับผู้ให้บริการทางการเงิน , ท่องเที่ยว และการค้าปลีก นอกจากนี้ แคมเปญยูแพลน (U Plan) ได้ให้บริการแพลตฟอร์มการตลาดแบบครบวงจรสำหรับยูเนี่ยนเพย์และคู่ค้าเพื่อให้บริการสินค้าและบริการให้แก่ผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์ข้ามพรมแดน ผ่านทางแอพพลิเคชั่นมือถือและสถานที่ต่างๆ ยูแพลน (U Plan) ช่วยให้ยูเนี่ยนเพย์และคู่ค้าสามารถให้ข้อมูลและเข้าถึงนักท่องเที่ยวเพื่อส่งมอบสิทธิพิเศษและส่วนลดก่อนการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์สามารถเพลิดเพลินกับสิทธิพิเศษดังกล่าวเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง

 

แคมเปญยูแพลน (U Plan) ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากร้านค้าและผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์ทั่วโลก ยูเนี่ยนเพย์ยังคงเดินหน้าธุรกิจด้วยการวางแผนที่จะขยายแพลตฟอร์มไปยังร้านค้าในทวีปยุโรปและประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อมอบของขวัญสุดพิเศษที่มาพร้อมที่ส่วนลดมากมายอีกทั้ง และคู่มือการช้อปปิ้งสำหรับลูกค้าวีไอพีเพื่อส่งมอบประสบการณ์ให้แก่ผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์ทั้งหมดทั่วโลก

ก.ล.ต.นับหนึ่งไฟล์ลิ่ง “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มน้ำตาลบุรีรัมย์”

...นับหนึ่งไฟล์ลิ่ง กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มน้ำตาลบุรีรัมย์ จัดตั้งโดย บมจ.น้ำตาลบุรีรัมย์และ บลจ.บัวหลวง เตรียมเสนอขายหน่วยลงทุน 350 ล้านหน่วย  เพื่อลงทุนในสิทธิในรายได้สุทธิฯ ของโรงไฟฟ้าชีวมวล บริษัท บุรีรัมย์พลังงาน จำกัด และบริษัท บุรีรัมย์เพาเวอร์ จำกัด ชูจุดเด่น “พลังงานสีเขียว” ผลิตไฟฟ้าและไอน้ำจากกากอ้อย พร้อมได้เมย์แบงก์ กิมเอ็ง รับหน้าที่ FA มือทอง

นายอนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BRR เปิดเผยว่า BRR ร่วมกับ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด จัดตั้ง “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มน้ำตาลบุรีรัมย์” หรือ BRRGIF เพื่อเสนอขายให้แก่นักลงทุนทั่วไปเป็นครั้งแรก โดยจะมีจำนวนหน่วยลงทุนที่เสนอขายต่อผู้จองซื้อทั่วไปประมาณ 115.5 ล้านหน่วย จากทั้งหมด 350 ล้านหน่วย มูลค่าระดมทุนไม่เกิน 3,850 ล้านบาท โดยช่วงราคาที่เสนอขายจะกำหนดต่อไป

สำหรับเงินที่ระดมทุนได้นั้น จะนำไปลงทุนในสิทธิในรายได้สุทธิฯ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการประกอบกิจการโรงไฟฟ้าชีวมวลของ บริษัท บุรีรัมย์พลังงาน จํากัด (BEC) และบริษัท บุรีรัมย์เพาเวอร์ จํากัด (BPC) ทั้งนี้กองทุนฯจะได้รับรายได้สุทธิฯ ตามสูตรการคํานวณภายใต้สัญญาโอนสิทธิรายได้สุทธิฯ ซึ่งประกอบด้วย (1) รายได้ค่าซื้อขายไฟฟ้า (2) รายได้ค่าซื้อขายไอน้ำ (3) รายได้อื่นที่ได้รับจากการประกอบกิจการโรงไฟฟ้า หักด้วย (4) ค่าใช้จ่ายของโรงไฟฟ้า โดยกองทุนฯ มีนโยบายปันผลปีละ 2 ครั้ง ในอัตราไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้ว

นายสุทธิพงศ์ พัวพันธ์ประเสริฐ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจ Real Estate & Infrastructure Investment บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด ในฐานะบริษัทจัดการกองทุน กล่าวว่า กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มน้ำตาลบุรีรัมย์จะลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นฐานที่มีศักยภาพ และสามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน

การเข้าไปลงทุนในสิทธิรายได้สุทธิฯ ของ BEC และ BPC นั้น น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตประเภทพลังงานความร้อนร่วม (Cogeneration System) สามารถผลิตและจำหน่ายได้ทั้งไฟฟ้าและไอน้ำ โดยใช้กากอ้อยซึ่งเป็นเศษวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการหีบอ้อยและผลิตน้ำตาลของโรงงานน้ำตาลในกลุ่มบริษัทฯ เป็นเชื้อเพลิงหลัก ถือเป็น “โรงไฟฟ้าสีเขียว” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ การเข้าทำสัญญาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายไฟฟ้า ไอน้ำ และวัตถุดิบชีวมวล จะเป็นสัญญาระยะยาว มีการกำหนดราคาเริ่มต้น ตลอดจนสูตรการคำนวณราคา/เกณฑ์การปรับราคาที่ชัดเจน

ทั้งนี้ BEC และ BPC มีกําลังการผลิตไฟฟ้าโรงละประมาณ 9.9 เมกะวัตต์ โดยได้เข้าทําสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับ กฟภ. ประเภทผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (Very Small Power Producer : VSPP) ที่ผลิตไฟฟ้าด้วยระบบพลังงานชีวมวล โดยกําหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าแบบ Feed in Tariff (“FiT”) ในปริมาณพลังไฟฟ้าสูงสุด 8 เมกะวัตต์ ในขณะที่ไอน้ำที่ผลิตได้ จะจำหน่ายกลับไปยังโรงงานน้ำตาลต่อไป

นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (...) ได้พิจารณานับหนึ่งแบบไฟล์ลิ่ง “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้ากลุ่มน้ำตาลบุรีรัมย์” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา

BRRGIF จะเป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนในโรงไฟฟ้าชีวมวลโรงแรก ซึ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ การจัดตั้งกองทุน BRRGIF นอกจากจะสนองตอบนโยบายภาครัฐด้านการพัฒนาพลังงานทางเลือกให้เติบโตอย่างมั่นคงแล้ว ยังเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจอย่างยิ่ง สำหรับผู้ลงทุนทุกกลุ่มทั้งสถาบันและบุคคลธรรมดา เนื่องจากจุดเด่นของกองทุนฯ ที่มีความมั่นคงของเชื้อเพลิงชีวมวลที่ป้อนโรงไฟฟ้า โครงสร้างกระแสรายได้ที่ค่อนข้างมั่นคง และยังได้จัดให้มีหลักประกันทรัพย์สินของโรงไฟฟ้าทั้งสองแห่งแก่กองทุนฯเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติหน้าที่ของ BRR BEC และ BPC อีกด้วย

นอกจากนี้ ผู้ลงทุนเองยังได้รับสิทธิประโยชน์ด้านลดหย่อนภาษีเงินปันผล จากการลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานตามประเภทของผู้ลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยจะได้รับยกเว้นภาษีเงินปันผลหัก ณ ที่จ่าย เป็นระยะเวลา 10 ปีภาษีนับแต่ปีภาษีที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งกองทุน

ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี สัญจร ลุยให้ความรู้ทั่วไทย ก้าวทันเศรษฐกิจเปิดโอกาสสู่ตลาดโลก

ธนาคาร “ทีเอ็มบี” สานต่อความสำเร็จ เดินหน้าโครงการ “TMB SME on Tour” ปี 2560  ในหัวข้อ “ก้าวทันเศรษฐกิจ เปิดรับโอกาสธุรกิจสู่ตลาดโลก” ให้ความรู้แก่เอสเอ็มอีไทยถึงพื้นที่ใน 6 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ ระยอง เชียงใหม่ นครสวรรค์ นครราชสีมา ขอนแก่น และสุราษฎร์ธานี เข้าถึงเอสเอ็มอีรวมกว่า 1,200 ราย เป็นสะพานให้ผู้ประกอบการรู้ทันสถานการณ์เศรษฐกิจ สามารถต่อยอดสามารถก้าวสู่ตลาดโลก พร้อมแนะนำโซลูชั่นธุรกรรมการเงินครบวงจรเพื่อเอสเอ็มอี อาทิ สินเชื่อธุรกิจเพื่อเอสเอ็มอี, บัญชีธุรกิจ TMB SME One Bank, TMB Business Touch โมบายแอพพลิเคชั่นแรกที่ออกแบบมาสำหรับเอสเอ็มอี และเครื่องรับบัตร (เครื่อง EDC)

ทั้งนี้ ประโยชน์สำคัญที่ผู้ประกอบการจะได้รับจากการร่วมโครงการดังกล่าว คือ อัพเดทข้อมูลด้านความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจปี 2560 ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำไปประยุกต์ให้กับธุรกิจได้เหมาะสม รวมถึงได้รับความรู้สำหรับการต่อยอดธุรกิจ อาทิ การเพิ่มโอกาสธุรกิจผ่านช่องทาง E-Commerce ระดับโลก Alibaba.com อีกทั้ง รู้จักผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจได้ นอกจากนั้น ยังได้สร้างเครือข่ายสานสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ประกอบการกับสถาบันการเงิน และในหมู่ผู้ประกอบธุรกิจด้วยกันเอง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

บรรยากาศภายในงานสัมมนาแบ่งเป็น 3 ช่วง ประกอบด้วย ช่วงที่1. “ก้าวทันเศรษฐกิจ อัพเดทธุรกิจปี 2560” โดยผู้เชี่ยวชาญจากทีเอ็มบี ช่วงที่ 2. “เจาะลึกโอกาสธุรกิจตลาดออนไลน์” วิทยากรจาก บริษัท เรดดี้แพลนเน็ต จำกัด ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนให้บริการสมัครสมาชิกกับ Ailbaba.com รายแรกในประเทศไทย และ ช่วงที่ 3. “เพิ่มกำไร ลดความเสี่ยง เลี่ยงขาดทุน ด้ายการบริหารธุรกรรมการเงินแบบมีประสิทธิภาพ” จากผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินของทีเอ็มบี

บล.ภัทร ต่อยอดความเป็นผู้นำธุรกิจไพรเวทเวลธ์ นำเสนอบริการลงทุนต่างประเทศ

บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) พัฒนาต่อยอดธุรกิจไพรเวทเวลธ์ โดยทีมผู้บริหาร นางกุลนันท์ ซานไทโว นายณฤทธิ์ โกสาลาทิทย์  และ ดร. พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ร่วมเปิดโมเดลใหม่ ภายใต้ชื่อ “Global Investment Service” หรือ GIS บริการพิเศษสำหรับลูกค้าบุคคลรายใหญ่ เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารเงินลงทุนในต่างประเทศ ผ่านสินทรัพย์ที่หลากหลายตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าให้สามารถเข้าถึงการลงทุนทางการเงินอย่างไร้พรมแดน เผยจากสถิติพบว่าตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าหลักทรัพย์ (market capitalization) เพียง 0.6% ของมูลค่าตามราคาตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าทีมวิจัยลูกค้าบุคคล (CIO Office) บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า การลงทุนภายใต้ระดับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ และสภาวะเศรษฐกิจรวมถึงตลาดการเงินที่ผันผวน ส่งผลให้ผู้ลงทุนเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการสินทรัพย์ การจัดสรรเงินลงทุน ไม่ว่าจะในมุมมองของประเภทสินทรัพย์ หรือรูปแบบผลิตภัณฑ์จึงมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดีการลงทุนเพียงในประเทศที่มีทางเลือกที่จำกัดทั้งในส่วนของความหลากหลายของธุรกิจและประเภทของผลิตภัณฑ์ทางการเงินอาจไม่สามารถตอบโจทย์ผู้ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

 

จากสถิติพบว่าตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization) เพียงแค่ 0.6%[1] เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนไทยยังมีโอกาสในการลงทุน โอกาสในการกระจายความเสี่ยง และโอกาสในการเพิ่มผลตอบแทนจากผลิตภัณฑ์ที่มีหลากหลายทั่วโลกได้อีกมาก ประกอบกับธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ได้ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในต่างประเทศจึงเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนไทยสามารถนำเงินไปลงทุนต่างประเทศได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

นายณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคลบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่าบล.ภัทร มีประสบการณ์ในด้านไพรเวทเวลธ์มากว่า 20 ปี โดยเฉพาะในส่วนของการให้บริการลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูง (high net worth) จึงได้มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพเพื่อขยายการให้บริการแบบไร้ขีดจำกัดด้านพรมแดน ส่งผลให้ปัจจุบันมีความพร้อมในการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ครอบคลุมโอกาสการลงทุนในต่างประเทศทั่วโลก โดยเรียกบริการนี้ว่า Global Investment Service (GIS) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของ บล.ภัทรในการต่อยอดความเป็นผู้นำธุรกิจไพรเวทเวลธ์สำหรับผู้ลงทุนไทย อีกทั้งปรัชญาสำคัญที่บล.ภัทรยึดถือในการให้บริการที่ปรึกษาการลงทุนมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี คือการยึดเอาผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นที่ตั้งให้บริการโดยผู้ดูแลมืออาชีพเน้นความสำคัญของการวิเคราะห์มุมมองลงทุนที่ยึดปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก พร้อมการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนจากหลากหลายสถาบันการเงินที่ผ่านการคัดเลือกโดยทีมนักวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกโดยบล.ภัทร (open architecture) ซึ่งในการนำเสนอบริการ GIS ให้แก่ผู้ลงทุนในครั้งนี้ บล.ภัทรยังคงนำปรัชญาดังกล่าวมาใช้อย่างเคร่งครัด

 

เพื่อรองรับบริการ GIS บล.ภัทรได้ปรับโครงสร้างของทีมวิจัยลูกค้าบุคคล โดยได้ยกระดับเป็นทีม Chief Investment Officer (CIO Office) ที่มีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละประเภทสินทรัพย์จะเป็นผู้วิเคราะห์และให้มุมมองการลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพื่อเป็นตัวช่วยสำหรับการจัดพอร์ตการลงทุนตามระดับความเสี่ยงของนักลงทุน ที่ครอบคลุมในทุกประเภทสินทรัพย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศโดย CIO Office มีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลและงานวิจัยของสถาบันการเงินชั้นนำของโลกหลายแห่งเพื่อใช้เป็นทรัพยากรในการวิเคราะห์มุมมองโดยเฉพาะการลงทุนในต่างประเทศ

 

นอกจากนี้ ภายใต้นโยบาย  Open Architecture ทีมงานคัดเลือกผลิตภัณฑ์ของบล.ภัทร จะทำงานร่วมกับ CIO Office เพื่อทำการคัดเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุนจากสถาบันการเงินชั้นนำทั่วโลก ที่สอดคล้องกับมุมมองการลงทุนและคำแนะนำในการจัดสรรเงินลงทุน โดยผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ครอบคลุมหลากหลายประเภทสินทรัพย์ ในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ซึ่งรวมถึงกองทุนที่บริหารจัดการโดยบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำของโลก และหุ้นกู้อนุพันธ์ (structured products) ที่ออกโดยธนาคารเพื่อการลงทุนชั้นนำของโลกจะทำให้การจัดสรรเงินลงทุนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับบริการการลงทุนต่างประเทศอย่างสมบูรณ์แบบไร้รอยต่อ (seamless service) บล.ภัทร ได้คัดเลือกสถาบันการเงินชั้นนำในต่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมือการพาลูกค้าไปเปิดบัญชีการลงทุนต่างประเทศ โดยได้เริ่มความร่วมมือดังกล่าวกับเครดิตสวิสประเทศสิงคโปร์เป็นแห่งแรก ซึ่งภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว บล.ภัทร สามารถให้บริการแก่ผู้ลงทุนแบบ “เบ็ดเสร็จ”โดยสามารถลงทุนได้ในทุกผลิตภัณฑ์การเงินภายในบัญชีที่ต่างประเทศบัญชีเดียว ทั้งนี้ลักษณะบัญชีดังกล่าวจะมีข้อจำกัดเรื่องจำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำตามนโยบายของแต่ละสถาบันการเงินโดยในส่วนของเครดิตสวิสจะกำหนดจำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำที่ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ บล.ภัทรยังมีบริการลงทุนต่างประเทศอีกรูปแบบที่เน้นความคล่องตัวและต้นทุนการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยสามารถลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ รวมถึงกองทุนและหุ้นกู้อนุพันธ์จากบริษัทจัดการกองทุนและธนาคารชั้นนำของโลกโดยไม่มีข้อกำหนดเกี่ยวกับจำนวนเงินลงทุนขั้นต่ำ เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ลงทุน

 

การให้คำแนะนำแก่ผู้ลงทุนสำหรับการลงทุนในต่างประเทศที่ทางเลือกและรูปแบบผลิตภัณฑ์มีความหลากหลาย และซับซ้อนกว่าทางเลือกในประเทศนั้น เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำการลงทุนแก่ผู้ลงทุนจะมีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในส่วนนี้ผู้ให้คำปรึกษาทางการเงิน (Financial Consultant)ของบล.ภัทร ซึ่งรู้จักและทราบความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี จะอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ลงทุน ตั้งแต่ให้คำปรึกษาการจัดพอร์ตลงทุน การนำเงินออกนอกประเทศ และ การทำรายงานรายเดือนส่งธนาคารแห่งประเทศไทย  ทำให้ผู้ลงทุนมีความสะดวกสบาย สามารถเห็นภาพรวมพอร์ตการลงทุนของตนเองทั้งในและต่างประเทศจากรายงานการลงทุนรวม(consolidated report) ผู้ลงทุนจึงมั่นใจได้ว่าเงินลงทุนและทรัพย์สินทั้งหมดจะได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

 

“ฐานลูกค้าบล.ภัทรมีความสนใจเรื่องการลงทุนหรือทำธุรกรรมข้ามประเทศอยู่แล้วโดยจะเห็นได้ว่า บล.ภัทรมุ่งเน้นพัฒนาบริการGIS ให้มีความพร้อมเพื่อตอบโจทย์อันท้าทายในการบริหารสินทรัพย์ของผู้ลงทุนในยุคของการลงทุนที่ไร้พรมแดน ที่ไม่เพียงจะเหนือกว่าด้วยตัวเลือกที่หลากหลาย แต่ยังรวมถึงการเปิดกว้างในรูปแบบบริการเพื่อแสวงหาโอกาสการลงทุนที่เหมาะสมได้ทั่วโลก ทั้งนี้ ปัจจุบันบล.ภัทรมีสินทรัพย์ภายใต้การให้คำแนะนำ (Asset Under Advice: AuA) อยู่ที่ 398,000 ล้านบาท” นายณฤทธิ์กล่าว

 

 

 

[1]มูลค่า Global Market Capitalization เท่ากับ 74.15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ไทยมีมูลค่า Market Capitalization อยู่ที่ 4.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ

(ข้อมูล ณ 28 พฤษภาคม 2560)