Category Archives: Money

ไทยพาณิชย์ดูแลลูกค้าเต็มที่ ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบอุทกภัย ทุกกลุ่ม และร่วมบรรเทาทุกข์ให้กับผู้เดือดร้อนอย่างเร่งด่วน

ธนาคารไทยพาณิชย์ ออกมาตรการพิเศษบรรเทาความเดือดร้อนให้กับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระในระยะการฟื้นฟู โดยเปิดให้ลูกค้ายื่นขอพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย เพิ่มวงเงินพิเศษเพื่อเสริมสภาพคล่อง และยกเว้นการเรียกเก็บดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ สำหรับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม ในพื้นที่ประสบอุทกภัยตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อรับมาตรการช่วยเหลือได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 ธันวาคม 2560

นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า จากเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในหลายจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่ใกล้เคียง ได้สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน ทรัพย์สิน และกิจการของลูกค้าทั้งทางตรงและทางอ้อม ธนาคารจึงได้ออกมาตรการพิเศษอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ลดภาระจากผลกระทบ และคลายความกังวลใจของลูกค้าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และช่วยเหลือให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างปกติโดยเร็ว รวมถึงการส่งความช่วยเหลือเร่งด่วนให้แก่พี่น้องผู้ประสบอุทกภัย

 

รายละเอียดมาตรการช่วยเหลือลูกค้ามีดังนี้

ลูกค้าบุคคล ได้แก่ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิต  พิจารณามอบความช่วยเหลือ ได้แก่ 1) พักชำระหนี้เป็นเวลา สูงสุด 3 เดือน สำหรับลูกค้าสินเชื่อทุกประเภทดังกล่าวข้างต้น  2) ลดดอกเบี้ย 50-100% แล้วแต่ประเภทของสินเชื่อ 3) ขยายระยะเวลาการผ่อนชำระสำหรับลูกค้าสินเชื่อบุคคล 2 เดือน ลูกค้าสินเชื่อรถยนต์ 3 เดือน และสำหรับลูกค้าสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย สูงสุดไม่เกิน 5 ปี

ลูกค้าธุรกิจผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ธนาคารมอบความช่วยเหลือให้ทั้งผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางตรง คือ สถานประกอบการตั้งอยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัยและทรัพย์สินของกิจการได้รับความเสียหาย และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม คือ สถานประกอบการตั้งอยู่นอกพื้นที่ แต่มีคู่ค้าอยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัยส่งผลให้ธุรกิจของลูกค้าไม่สามารถดำเนินการตามปกติได้ ธนาคารจะให้ความช่วยเหลือผ่าน 5 มาตรการหลัก ได้แก่ 1) พักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด 6 เดือน 2) ขยายเวลาการผ่อนชำระสูงสุด 24 เดือน 3) ลดดอกเบี้ยจากอัตราเดิม 4) วงเงินหมุนเวียนชั่วคราวสำหรับเสริมสภาพคล่องในการทำธุรกิจ สูงสุด 20% ของวงเงินหมุนเวียนเดิมหรือสูงสุด 10 ล้านบาท 5) วงเงินกู้สำหรับปรับปรุง ซ่อมแซมหรือซื้อทดแทนทรัพย์สินของกิจการที่เสียหายระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุด 7 ปี ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 ธันวาคม 2560

สำหรับลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารฯ พร้อมจะให้ความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ อย่างเต็มที่ ซึ่งพิจารณาตามผลกระทบที่เกิดขึ้นของลูกค้าแต่ละราย เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าอย่างทันท่วงที โดยลูกค้าสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ดูแลลูกค้าของธนาคารฯ

สำหรับความช่วยเหลือเพื่อร่วมบรรเทาทุกข์ให้กับผู้เดือดร้อน เพื่อเป็นการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ในเบื้องต้นธนาคารฯ ได้จัดส่งน้ำดื่ม 12,000 ขวด และอาหารพร้อมรับประทานไปยังจังหวัดสกลนคร ผ่านสำนักงานเขตของธนาคารฯ ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง อีกทั้งได้จัดถุงยังชีพ ภายในประกอบด้วยเครื่องอุปโภค บริโภค ของใช้จำเป็น และยารักษาโรค จำนวน 1,000 ถุง ซึ่งดำเนินการภายใต้โครงการ “ช่วยผู้ประสบภัยกับไทยพาณิชย์” เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดสกลนครและจังหวัดอื่นๆ ทางภาคอีสาน

 

นอกจากนี้ธนาคารได้เชิญชวนคนไทยร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือ ผ่านทางบัญชีเดินสะพัด ชื่อบัญชี “มูลนิธิสยามกัมมาจล-ไทยพาณิชย์ เพื่อผู้ประสบภัย” เลขที่บัญชี 111-3-90911-5 สาขารัชโยธิน โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินข้ามเขต สามารถบริจาคผ่านเครือข่ายสาขาและเครื่อง ATM ของธนาคารทั่วประเทศ รวมถึงผ่านบริการ SCB Easy Net โดยจะส่งมอบเงินบริจาคของประชาชน และเงินบริจาคสมทบเพิ่มเติมจากธนาคารอีกจำนวน 1,000,000 ล้านบาทให้แก่มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

ลูกค้าที่สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สาขา และ SCB Call Center 0-2777-7777

กสิกรไทยออกมาตรการด่วน ช่วยเอสเอ็มอีฝ่าวิกฤตน้ำท่วมจากพายุเซินกา

สถานการณ์น้ำท่วมจากพายุเซินกาเข้าขั้นวิกฤตกระทบหลายจังหวัด กสิกรไทยเข็นมาตรการด่วนช่วยลูกค้าเอสเอ็มอีฝ่าวิกฤตน้ำท่วม หวังช่วยลดภาระให้ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ พักชำระเงินต้นสูงสุด 12 เดือน ขยายเทอมตั๋วสัญญาใช้เงินและวงเงินต่างประเทศสูงสุด 6 เดือน พร้อมสนับสนุนวงเงินซ่อมแซม และส่งทีมงานลงพื้นที่ดูแลช่วยเหลือลูกค้าอย่างใกล้ชิด

นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากผลของพายุเซินกาที่พัดถล่มเข้าประเทศไทย ทำให้หลาย ๆ จังหวัดต้องเผชิญกับวิกฤติน้ำท่วมฉับพลัน โดยเฉพาะจังหวัดในภาคตะวันออกฉียงเหนือ ภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางตอนบน ซึ่งส่งผลกระทบต่อลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับความเสียหายทั้งสถานประกอบการ สินค้าและวัตถุดิบที่เก็บไว้ในสต็อก และไม่สามารถขายสินค้าได้ ธนาคารจึงออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ ให้ลูกค้าสามารถฟื้นตัวได้เร็วและดำเนินธุรกิจต่อไปได้
มาตรการการช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้ ประกอบด้วย การพักชำระเงินต้นนานสูงสุด 12 เดือน ขยายเทอมตั๋วสัญญาใช้เงินและวงเงินการค้าต่างประเทศสูงสุด 6 เดือน และภายหลังสถานการณ์คลี่คลายธนาคารพร้อมสนับสนุนวงเงินเพื่อซ่อมแซมสถานประกอบการ เครื่องจักร รวมถึงชดเชยสต็อกสินค้าที่เสียหายจากน้ำท่วม โดยพักชำระเงินต้นนานสูงสุด 6 เดือน และไม่ต้องประเมินราคาหลักประกัน

นายสุรัตน์ กล่าวตอนท้ายว่า ธนาคารได้ให้การช่วยเหลือลูกค้าในทุกครั้งที่เกิดวิกฤติและได้รับผลกระทบ เพื่อให้ลูกค้าของธนาคารสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยในปีนี้ธนาคารได้ให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ไปแล้ว 126 ราย วงเงิน 657 ล้านบาท และสำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ ธนาคารอยู่ระหว่างเร่งสำรวจและประเมินความเสียหายในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อติดตามให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างใกล้ชิด โดยหวังว่ามาตรการการช่วยเหลือในครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระและให้ลูกค้ามีสภาพคล่องเพียงพอในการดำเนินธุรกิจต่อไปจนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะเข้าสู่ภาวะปกติ
ลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้ สามารถติดต่อขอรับมาตรการช่วยเหลือได้ที่ผู้ดูแลความสัมพันธ์ลูกค้า หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ K-Biz Contact Center โทร 02-8888822

เปิดรับสิ่งใหม่! ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี วัน แบงก์ บัญชีเพื่อธุรกิจหนึ่งเดียวของไทย ที่ให้เอสเอ็มอี หมดกังวลเรื่องค่าธรรมเนียม

ทีเอ็มบี เปิดตัวบัญชี “ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี วัน แบงก์” (TMB SME One Bank) รูปแบบใหม่ บัญชีเพื่อธุรกิจหนึ่งเดียวของไทย ให้ลูกค้าเอสเอ็มอี โอน-รับ-จ่าย ข้ามธนาคาร ข้ามเขต ได้ทันที ไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ไม่จำกัดจำนวนเงิน ผ่าน TMB Business Touch โมบายแอปพลิเคชัน เพื่อให้ลูกค้าใช้ชีวิตเต็มที่ในแบบที่ต้องการในยุคดิจิทัล ตั้งเป้าเพิ่ม 100,000 บัญชีภายในสิ้นปีนี้

 

นายรัชกร ชยาภิรัต หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารธุรกรรมทางการเงินภายในประเทศ ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ธนาคารได้เดินหน้ากลยุทธ์ในการสร้างประสบการณ์แบบทีเอ็มบี (TMB-branded Customer Experience) ธนาคารจึงได้พัฒนา “ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี วัน แบงก์” บัญชีเพื่อธุรกิจ ที่จบปัญหาด้านค่าธรรมเนียม ซึ่งเป็นเหมือน ‘ต้นทุนที่ไม่จำเป็น’ ที่ผู้ประกอบการมองข้ามหรือเคยชิน แต่ก็มีความต้องการที่กำจัดค่าธรรมเนียมเหล่านี้ ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี วัน แบงก์ จึงเป็นบัญชีธุรกิจที่เข้าใจความต้องการนี้ ด้วยการมอบประโยชน์ให้ลูกค้า สามารถ โอน-รับ-จ่าย ข้ามธนาคาร ข้ามเขต ได้ทันที ฟรีค่าธรรมเนียม ทุกรายการแบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง โดยไม่ต้องคงเงินขั้นต่ำในบัญชีอีกด้วย เมื่อทำธุรกรรมด้วยช่องทางดิจิทัล คือ TMB Business Touch โมบายแอปพลิเคชันสำหรับเอสเอ็มอี ทำให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมทุกที่ ทุกเวลา”


“บัญชีเพื่อธุรกิจ ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี วัน แบงก์ เจาะกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี ที่มีความคุ้นเคยกับการทำธุรกรรมในระบบดิจิทัล โดยธนาคารตั้งเป้าเพิ่ม 100,000 บัญชีภายในสิ้นปีนี้ อีกทั้งหากลูกค้าใช้บัญชี ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี วัน แบงก์ อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ธนาคารมีข้อมูลเกี่ยวกับในการทำธุรกรรมของลูกค้า  และสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์      และบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้านอื่นๆ ได้อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ด้านสินเชื่อ” นายรัชกรกล่าว

นอกจากนี้ บัญชีเพื่อธุรกิจ ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี วัน แบงก์ ยังเป็นบัญชีหนึ่งเดียว ที่ตอบโจทย์ความต้องการในธุรกิจของลูกค้าเอสเอ็มอีอีกมากมายในด้านการจ่าย เช่น การโอนหรือถอนเงินผ่านเครื่อง ATM ฟรีไม่จำกัดจำนวนครั้ง ได้ทุกธนาคาร, การจ่ายเงินเดือนพนักงานได้ทุกธนาคารได้ฟรี, รวมไปถึงการจ่ายบิลต่างๆ นอกจากนี้ ในด้านรายรับ ลูกค้ายังได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากการเรียกเก็บเช็คข้ามเขต ข้ามธนาคาร ไม่มีค่าธรรมเนียม และซื้อสมุดเช็ค 1 เล่ม แถม 1 เล่ม ไม่จำกัดจำนวน ทั้งหมดนี้ สามารถช่วยให้ลูกค้าสามารถประหยัดต้นทุนในการทำธุรกรรมได้อย่างมาก

นางพรรณวลัย อินทราพิเชฐ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร บริหารการตลาดลูกค้าธุรกิจ ทีเอ็มบี กล่าวว่า “ทีเอ็มบี ได้เตรียมแผนการสื่อสารการตลาดประชาสัมพันธ์ เน้นสื่อออนไลน์เป็นหลัก ทั้งวิดีโอ อินโฟกราฟฟิค และโซเชียล มีเดีย  ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าเอสเอ็มอีที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก เพื่อเข้าถึงและสร้างการรับรู้ได้อย่างตรงจุด  ภายใต้แนวคิด ‘เปิดรับสิ่งใหม่’ ชี้ให้เห็นถึงความเคยชินที่เป็นต้นทุนในธุรกิจ ทั้งเสียค่าธรรมเนียม เสียเวลาเดินทาง เสียเวลาทำธุรกรรมที่สาขา จนไปถึงเสียโอกาสในการทำธุรกิจ ซึ่งการเปิดบัญชีเพื่อธุรกิจ ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี วัน แบงก์ จะเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่ช่วยลดต้นทุน และเปิดโอกาสให้ลูกค้าทำธุรกิจได้อย่างคล่องตัวและสะดวกมากยิ่งขึ้น และมีเงินเหลือจากการประหยัดค่าธรรมเนียมไปทำอย่างอื่น โดยสื่อออนไลน์จะเริ่มเผยแพร่ในวันที่ 11 สิงหาคมนี้”

 

สำหรับเอสเอ็มอีที่สนใจผลิตภัณฑ์บัญชีเพื่อธุรกิจ ‘ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี วัน แบงก์’ สามารถเปิดบัญชีใหม่ได้ที่สาขาของทีเอ็มบีทั่วประเทศ หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.tmbbank.com/sme/open-account/sme-one-bank.html หรือติดต่อศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ TMB SME โทร. 02-828-2828 ทุกวันจันทร์ – เสาร์ เวลา 8.00-20.00 น. ยกเว้นวันหยุดธนาคาร

 

เคทีซีปรับโฉมเว็บไซต์ www.ktc.co.th ใหม่ รองรับทุกอุปกรณ์ใช้งาน เน้นความเรียบง่ายและใช้งานง่ายกว่าเดิม

นายปริญญา อรรถพรมงคล  ผู้จัดการอาวุโส – ธุรกิจบัตรเครดิต  “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เคทีซีได้ปรับรูปแบบเว็บไซต์ www.ktc.co.th ให้มีความทันสมัยต่อการใช้งานของสมาชิกในปัจจุบัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้และสมาชิกเคทีซีทั่วประเทศกว่า 2.9 ล้านบัญชี ในการเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการแบบไม่มีข้อจำกัด ชูจุดเด่น 3 เรื่องหลักคือ 1) ดีไซน์ทันสมัยเข้ากับยุคดิจิทัล เรียบสะอาดตา และใช้งานง่าย รองรับความต้องการใช้งานของคนทุกกลุ่ม  2) สามารถใช้งานผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ได้ทุกที่ทุกเวลาทุกแพลทฟอร์ม ทั้งคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ (Desktop) โทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟน (Smart Phone) และอุปกรณ์แท็บเล็ต (Tablet)  3) ค้นหาข้อมูลง่ายกว่าเดิม ด้วยการจัดหมวดหมู่เนื้อหาข้อมูลต่างๆ ที่เป็นระเบียบมากขึ้น รวมถึงการจัดเรียงเมนูการใช้งานต่างๆ ให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้ง่ายและทันที ทั้งนี้ สมาชิกเคทีซีและผู้ใช้สามารถค้นหาและรับประสบการณ์ใหม่จากเว็บไซต์ www.ktc.co.th ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”   

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรีฯ ย้ำความสำเร็จโรดโชว์ที่ญี่ปุ่น มุ่งขยายฐานลูกค้าต่อเนื่อง

บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด (มหาชน): (หลักทรัพย์ กรุงศรี) ในเครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ประสบความสำเร็จในการร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดโรดโชว์ Invest Thailand Conference 2017 ในวันที่ 3-4 กรกฎาคม 2560 ณ กรุงโตเกียว โดยได้รับความสนใจอย่างสูงจากนักลงทุนสถาบันที่ญี่ปุ่นในการร่วมรับฟังข้อมูลศักยภาพทางเศรษฐกิจ ตลาดทุนและบริษัทจดทะเบียนชั้นนำของไทย พร้อมร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเพิ่มโอกาสในการต่อยอดธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนไทย ถือเป็นลักษณะพิเศษของกรุงศรี กรุ๊ป ในการผสานพลังศักยภาพในฐานะบริษัทในเครือมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) กลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นและเป็น 1 ใน 5 กลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดของโลก

นายอุดมการ อุดมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  “โรดโชว์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีที่นำผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียนชั้นนำ 10 บริษัทจากหลากหลายอุตสาหกรรมพบกับนักลงทุนสถาบันที่ญี่ปุ่น ซึ่งมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหารรวม 4.57 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เรายังมีกิจกรรมพิเศษคือ กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเจรจาการค้าและต่อยอดธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนที่ร่วมงาน โรดโชว์ครั้งนี้เป็นการประชุมแบบ Non-deal Roadshow เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทจดทะเบียนได้พบกับนักลงทุนโดยตรงเพื่อรับฟังแผนธุรกิจและผลประกอบการของแต่ละบริษัท บริษัทจดทะเบียนทั้ง 10 บริษัทมีการประชุมแบบ one-on-one กับนักลงทุนญี่ปุ่นรวมมากกว่า 70 ครั้ง”

“นับเป็นโอกาสดีที่หลักทรัพย์ กรุงศรี มีส่วนในการสร้างความเชื่อมั่นในการตัดสินใจลงทุนของผู้จัดการกองทุนต่างชาติที่มีต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ทั้งนี้ หลักทรัพย์ กรุงศรี ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากบริษัทแม่คือธนาคารกรุงศรีอยุธยาและ MUFG รวมทั้งบริษัทในเครือข่าย MUFG อาทิ บริษัท มิตซูบิชิ  ยูเอฟเจ มอร์แกน สแตนลีย์ ซีเคียวริตี้ จำกัด ที่สนับสนุนช่องทางการเข้าถึงเครือข่ายนักลงทุนสถาบันที่ญี่ปุ่น”   

“งานโรดโชว์ครั้งนี้เป็นหนึ่งในแผนกลยุทธ์ทางการตลาดที่จะรุกธุรกิจในต่างประเทศของ หลักทรัพย์ กรุงศรี ที่มุ่งหน้าสู่เป้าหมายการเป็นโบรกเกอร์ระดับภูมิภาคในกลุ่มประเทศ CLMV และด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็น gateway สู่การลงทุนในภูมิภาค CLMV หลักทรัพย์ กรุงศรี จึงพัฒนาระบบแพลตฟอร์มการดำเนินธุรกิจให้สะดวกรวดเร็ว เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น รวมทั้งขยายฐานลูกค้าในประเทศผ่านเครือข่ายของกรุงศรี และลูกค้าต่างประเทศในกลุ่ม CLMV ผ่านเครือข่ายกลุ่ม MUFG ซึ่งมีสาขาครอบคลุมในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพการเติบโตสูง” นายอุดมการกล่าว

 

เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต และทีเอ็มบี ลงนามต่อสัญญาความร่วมมือ การเสนอขายกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านธนาคาร (Bancassurance) ระยะเวลาขั้นต้น 15 ปี

บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) (เอฟดับบลิวดี)  และธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) (ทีเอ็มบี) ลงนามในสัญญาความร่วมมือการเสนอขายกรมธรรม์ประกันชีวิตผ่านธนาคาร (Bancassurance) โดยมีระยะเวลาขั้นต้น 15 ปี  มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป

 

ภายใต้สัญญาดังกล่าวเอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต สามารถเข้าถึงเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่ายของทีเอ็มบี และจะทำงานร่วมกับธนาคารในการพัฒนาและจัดหาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่เป็นนวัตกรรมใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทีเอ็มบี 

 

มร. ฮวิน ทัน ฟง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอฟดับบลิวดีกรุ๊ป กล่าวว่า “เรามีความภูมิใจในการต่อสัญญาความร่วมมือการเสนอขายกรมธรรม์ประกันชีวิตกับทีเอ็มบีในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของความร่วมมือ  ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

รวมถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต และทีเอ็มบี  พร้อมทั้งนำจุดแข็งของทั้งสองธุรกิจมาร่วมกันพัฒนาเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของทีเอ็มบี เรารู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสที่ดีในการทำงานร่วมกันในระยะยาวกับพันธมิตรที่มีความก้าวหน้าครั้งนี้”

 

เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สร้างพันธสัญญาที่แข็งแกร่งขึ้นในประเทศไทยและคาดหวังจะได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริม การประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในการต่ออายุสัญญานี้  และเพื่อดำเนินตามวิสัยทัศน์ของบริษัทในการเปลี่ยนความรู้สึกของคนที่มีต่อธุรกิจประกันชีวิต

 

เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต ได้แต่งตั้งที่ปรึกษาจากธนาคาร Deutsche Bank, HSBC, Standard Chartered, Slaughter และ May ในการร่วมให้ความเห็นในการกำหนดเงื่อนไข และข้อตกลงต่างๆ ตลอดการเจรจาสัญญา

INSIGHTS ตลาด UAE จากประสบการณ์จริง ของ 4 SMEs ไทย

ไม่มีบทเรียนไหนล้ำค่า เท่ากับบทเรียนจากความผิดพลาดและประสบการณ์… เช่นเดียวกับ 4 SMEs ไทย ที่ได้ไปทำธุรกิจ และลุย ตลาด UAE ด้วยตัวเอง

ฉะนั้น Marketeer ขอถ่ายทอด และสรุปเรื่องราวของทั้ง 4 ธุรกิจ ไว้เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับคนไทยที่อยากไปทำธุรกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

1.เครื่องสำอาง ‘YC’ – ดวงฤทัย โชติบูรณ์วงศ์
YC Marketeer

ธุรกิจประเภทความสวยความงาม หน้าตาและรูปลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญ สำหรับผู้ประกอบการ เวลาไปนำเสนอสินค้าตามงานหรือการประชุม ต้องแต่งตัวให้เป็นมืออาชีพ ส่วนบรรจุภัณฑ์ต้องดูแล้วเข้าใจง่าย สวยงาม มีสีสัน เพราะลูกค้ามีโอกาสเห็นแค่ แว๊บเดียวเท่านั้น อย่างถ้าขายครีมทามือ ก็ต้องมีรูปมือสวยๆ บนกล่อง เป็นต้น

เวลาเจอ Dealer ที่ต่างประเทศ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือต้องมีคนที่มีอำนาจการตัดสินใจไป ซึ่งดีที่สุดก็คือ CEO เพราะต้องปิดดีลตรงนั้น สามารถต่อรองราคา และตัดสินใจได้ทันที ถ้าให้ลูกน้องไปลุยตลาดเอง แล้วต้องมาโทรถามทีหลัง.. ก็ไม่มีประโยชน์

 

2.ยาดม ‘เฌอเอม’ – อัครพัจน์ ตั้งตรงจิตร
cheraim Marketeer

สำหรับ หมวดหมู่ยาและสมุนไพรไทย จะแตกต่างกว่าสินค้าอื่น เพราะคนที่นู่นยังไม่เข้าใจ ฉะนั้นต้องทำ Branding และใช้เวลา โดยถ้าติดต่อกับ Dealer ก็ต้องคัดคนด้วย เพราะบางคนรับสินค้าเราไปทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจ สุดท้ายแบรนด์จะเสียได้ง่ายๆ

สิ่งที่สำคัญเวลาไปตลาดใหม่ก็คือ การทดลองตลาด เฌอเอมมีหลากหลายสินค้า ฉะนั้นเราจึงทดลองทุกตัวให้หมด จากนั้นก็สังเกตและวิเคราะห์ว่าอะไรเหมาะกับตลาด UAE แล้วค่อยปรับสัดส่วนสินค้าเอา

อีกเรื่องที่สำคัญเวลาทำธุรกิจกับคนต่างประเทศก็คือ ‘กล้า Fight’ เพราะธรรมชาติของคนไทยคือยอมไปก่อน ไม่อยากขัด อะไรก็ได้… แต่ในตอนสุดท้ายก็ต้องมาขัดแย้งกันอยู่ดี ฉะนั้นถ้าไม่พอใจจุดไหน ให้พูดตั้งแต่ต้น จะได้เคลียร์และไปต่อได้

 

3.กระเป๋า ‘Jane Lily’ – ประภัสสรา รติพรทิพย์
Jane Lily Marketeer

แบรนด์ Jane Lily เริ่มขายอยู่ที่ MBK ทำให้เห็นพลังการจับจ่ายของชาวตะวันออกกลาง จึงกล้าไปเปิดตลาดและมีตัวแทนจำหน่ายอย่างจริงจังที่ UAE

Insights สำคัญที่ Jane Lily พบคือ ผู้หญิงใน UAE ชอบแมวมากกว่าหมา (หรือสัตว์ชนิดอื่นๆ) ถ้าเป็นสินค้าที่มีแมว เห็นปุ๊ปหยิบเลย ส่วนสินค้าที่มีรูปน้องหมานั้นขายไม่ค่อยออก

อย่างที่รู้กันหญิงชาวอาหรับมักจะคลุมผ้าสีดำ ฉะนั้น Item ชิ้นอื่นๆในตัวจึงต้องเฉิดฉายเป็นพิเศษ มีลวดลาย มีสีสัน… แต่ก็ต้องศึกษาเรื่องข้อห้ามทางศาสนา และกฎเกณฑ์ต่างไ ให้ดีด้วย เพราะไม่ใช่ทุกอย่างที่จะมีสี

รัฐบาล UAE สนับสนุนให้คนมีลูกเยอะ เพื่อการขยายประเทศ ฉะนั้นสินค้าแม่และเด็กจึงขายดี Jane Lily จึงทำกระเป๋า 7 ไซส์ สำหรับเด็กทุกช่วงวัยเวลาไปโรงเรียน และกิจกรรมที่ครอบครัว UAE ชอบทำก็คือ การปิกนิกในสวน หรือริมทะเลสาบ ดังนั้นจึงมี Picnic Bag ไซส์ใหญ่ที่มีช่องสำหรับใส่กาน้ำชา หรืออาหารได้

 

4.ธุรกิจผลิตและส่งออก ‘อาหารและเครื่องดื่ม’ – ภูริตา อัคฆกาญจนสุภา

สินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม ต้องมีการปรับตัวตามรสนิยมคนในแต่ละประเภท เพราะคนบางประเภทชอบมัน ชอบหวาน ชอบเค็มแตกต่างกันไป หน้าที่ของแบรนด์คือศึกษาเรื่อง Taste ให้ละเอียด

อาหารและเครื่องดื่มเป็นสินค้าที่หมดอายุเร็ว ฉะนั้นต้องสุ่มตรวจสินค้าตอนก่อนปิดตู้คอนเทนเนอร์ให้ดี ห้ามไว้ใจใครตรวจเด็ดขาด!!! เพราะมีคนหมดเนื้อหมดตัว โดนตีคืนสินค้ายกตู้มาแล้ว และจัดการเรื่อง Logistics ให้ถึงมือลูกค้าให้เร็วที่สุด

หากคุณเริ่มสนิทระดับหนึ่งคุณอาจจะเจอวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนบ้านเรา เช่น ชวนทานข้าวตอนดึกๆ ซึ่งดึกในที่นี้ไม่ใช่ 2-3 ทุ่ม แต่เป็น ห้าทุ่ม-เที่ยงคืน และเป็นทานข้าวจริงๆ ไม่ใช่ชวนดื่ม เพราะฉะนั้นถ้าเจอเรื่องนี้ในช่วงแรกๆ อาจต้องปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมเขา เพื่อสร้างความประทับใจที่ดี

จากซ้ายไปขวา แบรนด์ YC, เฌอเอม, Vega Group, Jane Lily และ Trading A plus

 

สิ่งที่อยากย้ำและฝากผู้ประกอบการไทย ก็คือ

1.Good not Excellent

สินค้าไทยในสายตาของชาว UAE คือ “Good Quality Good Price คุณภาพดี ราคาเหมาะสม” แต่ไม่ถึงขั้น Excellent เพราะฉะนั้นแบรนด์ไทยต้องวาง Position ของตัวเองให้ดี และทำการตลาดให้เหมาะสม

2.CEO ต้องไปเอง

ถ้าทีมงานยังทำงานไม่ได้เท่า CEO ยังไงเจ้าของก็ต้องไปเอง ถึงแม้จะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ก็ต้องไปเพราะในการดีลธุรกิจ ความตั้งใจและความจริงใจสำคัญมากๆ ซึ่งสำหรับ SMEs ไทยทั้ง 4 แบรนด์ ก็ใช้วิธีเดียวกัน

3.Trust และ Logistics

หากคุณสามารถดีลกับชาวอาหรับได้สำเร็จ และทำธุรกิจได้ราบรื่น โอกาสที่คุณจะเติบโตก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้นเพราะชาวอาหรับเก่งเรื่องโลจิสติกส์มากๆ สามารถกระจายสินค้าของคุณได้อย่างรวดเร็ว และนั่นก็เป็นเหตุผลสำคัญในการทำธุรกิจที่ UAE เพราะ UAE เป็นประเทศที่ผลิตได้น้อย แต่ทดแทนด้วยระบบโลจิสติกส์ที่ดีมาก การขนส่งทางบก เรือ และอากาศ สามารถเชื่อมกันได้แบบไร้อรอบต่อ

 

ที่มา : งานสัมมนา “เจาะตลาด UAE ” โดย ธนาคารกสิกรไทย

 

 

 

 

 

 

กสิกรไทยจับมือซันร้อยแปด พัฒนาตู้จำหน่ายสินค้ารับชำระเงินผ่านอาลีเพย์ได้ครั้งแรกในไทย

3 ยักษ์ใหญ่ กสิกรไทย ซันร้อยแปด และอาลีเพย์ จับมือพัฒนาตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติที่สามารถรับชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดของอาลีเพย์ได้เป็นครั้งแรกในไทย ช่วยนักท่องเที่ยวจีนซื้อสินค้าสะดวกขึ้น เริ่มติดตั้ง 24 ตู้ พร้อมตั้งเป้า 3 ปีเพิ่มเป็น 500 ตู้ในแหล่งท่องเที่ยวคนจีนและห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ รับนักท่องท่องเที่ยวจีนเข้าไทย 9.8 ล้านคน

 

นางสาวศุภนีวรรณ จูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทย ซันร้อยแปด และอาลีเพย์ ได้ร่วมกันพัฒนาระบบชำระเงินผ่านตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติด้วยการติดตั้งเครื่องอ่านคิวอาร์โค้ดเพื่อเพิ่มช่องทางในการชำระเงินค่าสินค้าจากลูกค้าชาวจีนผ่านอาลีเพย์ ซึ่งเป็นระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ภายในแอปพลิเคชันอาลีเพย์ เพียงแค่เปิดแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือแล้วสแกนคิวอาร์โค้ด ก็สามารถจ่ายเงินได้ทันที เป็นการอำนวยความสะดวกในการชำระเงินให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งปกตินิยมใช้อาลีเพย์สำหรับยอดชำระเงินที่มีจำนวนเงินไม่สูงนัก โดยผู้ใช้จะเติมเงิน ผูกบัญชีธนาคาร หรือบัตรเครดิตเข้ากับอี-วอลเล็ต 

 

ความร่วมมือกับซันร้อยแปดและอาลีเพย์ครั้งนี้เป็นการตอกย้ำศักยภาพของธนาคารในฐานะผู้นำอันดับหนึ่งในการให้บริการรับชำระเงินข้ามพรมแดน ซึ่งธนาคารกสิกรไทยเป็นพันธมิตรกับอาลีเพย์ และผู้ให้บริการชั้นนำอื่น ๆ โดยธนาคารกสิกรไทยวางแผนจะขยายโอกาสทางธุรกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการของชาวจีนที่มีการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีกำลังซื้อและนิยมซื้อสินค้าและบริการในประเทศไทยสูง และมีความคุ้นเคยกับการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดบนสมาร์ทโฟน(Mobile Payment)

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซันร้อยแปด จำกัด ผู้นำธุรกิจตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ภายใต้ชื่อ SUN108Vending เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจตู้จำหน่ายสินค้า (Vending Machine) มีผู้ให้บริการในตลาดประมาณกว่า 10,000 ตู้ ซึ่งบริษัท ฯ มุ่งพัฒนาระบบรองรับการให้บริการใหม่ ๆ มาโดยตลอด เพื่อตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค เช่น การร่วมกับพันธมิตรพัฒนาตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติที่สามารถซื้อสินค้าได้เพียงใช้แอปพลิเคชันอาลีเพย์สแกนคิวอาร์โค้ดที่ปรากฎบนหน้าตู้สินค้า ปัจจุบันตู้จำหน่ายสินค้าที่รับชำระด้วยอาลีเพย์ได้มี 24 ตู้ กระจายติดตั้งในบริเวณแหล่งท่องเที่ยว เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พระราม 9 เซ็นทรัล เวสต์เกต เซ็นทรัล ศาลายา และเซ็นทรัล พัทยา และตั้งเป้าจะติดตั้งเพิ่มเป็น 500 เครื่องภายใน 3 ปี

 

นางสาวพิภาวิน สดประเสริฐ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย Ant Financial Services Group ผู้ให้บริการการชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ระบบอาลีเพย์ กล่าวว่า ชาวจีนมีความคุ้นเคยในการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันอาลีเพย์แทนการใช้จ่ายเงินสด  ปัจจุบันหมวดสินค้าที่ชาวจีนนิยมใช้อาลีเพย์ใช้จ่ายในประเทศไทยมากที่สุด 3 หมวดแรก คือ หมวดช้อปปิ้ง 27% ที่พัก 26% อาหารและเครื่องดื่ม 18% การร่วมมือกับพันธมิตรทั้งธนาคารกสิกรไทยและซันร้อยแปดจึงเป็นการขยายรูปแบบการให้บริการแบบใหม่ในประเทศไทย  ช่วยให้นักท่องเที่ยวชาวจีนนอกจากที่จะสามารถทำการใช้จ่ายด้วยแอปพลิเคชันอาลีเพย์ในร้านค้ารายใหญ่และรายย่อยมากกว่าหมื่นจุดในปัจจุบัน  สามารถมีช่องทางในการใช้บริการเพิ่มขึ้นที่ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ  เป็นการเติมเต็มความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวจีน  ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทยมากเป็นอันดับ 1 และคาดว่าในปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวจีนมาไทยสูงถึง 9.8 ล้านคน

สำรวจ UAE ตลาดกระเป๋าหนักแห่ง ตะวันออกกลาง

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE เป็นประเทศเติบโตอย่างมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทุกคนรู้อยู่แล้วว่า UAE รวยมาจากน้ำมัน แต่เมื่อมองลงไปที่ ตัวเลขการค้าระหว่างไทยกับ UAE (ไม่นับน้ำมัน) มูลค่า 5,200 ล้านเหรียญสหรัฐ พบว่าเป็นของ บริษัทใหญ่ๆ ทั้งนั้น

สำหรับ SMEs นี่คือโอกาสที่ดีมากที่จะเข้าสู่ตลาดที่กระเป๋าหนักที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

เรามาดูข้อมูลจาก Thai Trade Exhibition UAE 2017 กัน ว่าผู้บริโภค และตลาด UAE เป็นอย่างไร


1.ด้านประชากร

ประชากรใน UAE มีประมาณ 9 ล้านคน ในปี 2015 ซึ่งเพิ่มจาก 4.88 ล้านคนในปี 2006 ฉะนั้นที่นี่คือประเทศที่กำลังขยายสูงมาก

โดย 85% ของประชากรคิดเป็น คนที่ย้ายถิ่นฐานมาทำงานที่นี่ (EXPAT) ฉะนั้นหากจะทำธุรกิจจริงๆ ควรเก็บข้อมูลให้ละเอียดกว่านี้ว่า 85% นี้แบ่งเป็นชนชาติอาหรับเท่าไหร่ ยุโรปเท่าไหร่ เอเชียเท่าไหร่

ด้วยความที่เป็นประเทศอาหรับ ผู้ชายจึง Power มากกกว่าผู้หญิง แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สิทธิชายหญิง เริ่มเท่าเทียมกันมากขึ้น ผู้หญิงมีการศึกษาและบทบาทในเศรษฐกิจมากขึ้น

 

2.ธุรกิจที่น่าสนใจ

8 ธุรกิจน่าสนใจ มีตามภาพด้านบนเลย แต่ขอเจาะลึกลงไปใน 3 หมวดดังนี้

1.ธุรกิจก่อสร้าง : ด้วยเมืองที่กำลังขยาย การใช้ทรัพยากรจึงมีสูง และ UAE ก็ไม่สามารถผลิตวัตถุดิบได้มาก ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง การตกแต่งจะมีความต้องการที่สูงมากๆ เช่น คอนโดที่นู่นส่วนใหญ่จะเป็นห้องว่างๆ ให้ตกแต่งเอง IKEA จึงขายดิบขายดีมาก เนื่องจากเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ประกอบเอง ประหยัดพื้นที่ในการขนส่ง จึงมีราคาที่ถูกสำหรับคนใน UAE

2.ธุรกิจที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ : ในอีก 5-10 ปี UAE จะมีประชกรที่อายุมากกว่า 60 ปี จำนวนมาก และเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยในที่สุด แต่ผู้สูงวัยในที่นี้มีกำลังจ่ายสูงมาก ฉะนั้นสินค้าที่เป็น Health and Wellness จะมีความต้องการเพิ่มเรื่อยๆ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือการที่ชาวอาหรับมักจะบินมาไทย เพื่อมารักษาพยาบาล เพราะที่ไทยราคาถูก ฉะนั้นถ้ามีบริการหรือสินค้าด้านสุขภาพจากไทยไปรองรับที่นู่น ก็สามารถเจาะตลาดได้ไม่ยาก

3.ธุรกิจการค้าออนไลน์ : ด้วยความที่ UAE อากาสร้อนแห้ง ในระดับ 40 องศา ไม่ใช่ทุกคนที่อยากออกนอกบ้าน ฉะนั้นการมีช้อปปิ้งออนไลน์เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ และต้องสะดวกสบายที่สุด

ยกตัวอย่างในช่วง รอมฎอน ที่ชาวมุสลิมถือศีลอดทั้งเดือน เดือนนี้ควรจะเป็นเดือนที่เงียบที่สุดในการทำธุรกิจ คุณว่าไหม? แต่ไม่ใช่สำหรับร้านอาหารไทย Little Bangkok ที่นู่น โดยร้านนี้ได้พัฒนาบริการสั่งอาหารออนไลน์ขึ้นมา ทำให้ลูกค้าที่ไม่ได้ถือศีลอดมีตัวเลือกมากขึ้น ยอดขายในช่วง รอมฏอนของร้านนี้ คิดเป็น 25% ของยอดขายทั้งหมด… ฉะนั้นเข้าใจผู้บริโภคให้มากๆ

 

3.Socila Media

Social Media เป็นสิ่งที่สำคัญในการทำธุรกิจ ฉะนั้นหากอยากติดต่อสื่อสารใน UAE คุณควรไปหัดใช้ WhatsApp ได้เลย เพราะที่นี่ WhatsApp ใหญ่สุด สาเหตุก็มาจากชาว Expat ที่มาจากสหรัฐฯ และ ยุโรปด้วย ที่ใช้ WhatsApp ในการคุยเรื่องงาน เรื่องธุรกิจ

 

4.ภาษา

ด้านภาษาก็เป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะ UAE เป็นประเทศอาหรับ ถ้าคุณพูดอังกฤษได้ คุณก็มีโอกาสมากในระดับหนึ่ง แต่ถ้าต้องดีลการค้ากับชาว UAE ที่พูดอังกฤษไม่แข็ง ยังไงมีล่ามก็ดีกว่า ฉะนั้นก่อนไปศึกษาเรื่องภาษาไว้ให้ดี

และเรื่องความจริงใจก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะจากประสบการณ์ของนักธุรกิจไทยที่ไปลุยมา ถึงแม้ภาษาอังกฤษจะพร้อม ล่ามจะมี แต่ความจริงใจ ความตั้งใจนี่แหละเป็นภาษาที่ดีที่สุด

 

ที่มา : งานสัมมนา “เจาะตลาด UAE ”ของธนาคารกสิกรไทย และข้อมูลจาก ThaiTradeEx

ไทยพาณิชย์ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลแบงกิ้ง ส่งบริการรับโอนเงินข้ามประเทศผ่าน Blockchain ครั้งแรกของประเทศไทย

ธนาคารไทยพาณิชย์ ผนึก Ripple และ SBI Remit จากประเทศญี่ปุ่น ต่อยอดความก้าวหน้าทางด้านนวัตกรรมทางการเงิน ประสบความสำเร็จนำเทคโนโลยี บล็อกเชน (Blockchain) ยกระดับการให้บริการรับโอนเงินข้ามประเทศแบบเรียลไทม์สำหรับลูกค้ารายย่อยเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ความก้าวหน้าครั้งสำคัญของการสร้างระบบนิเวศทางการเงินยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ตอบสนองเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่สู่โลกการเงินดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมนำร่องให้บริการต้นแบบครั้งแรกด้วยบริการโอนเงินข้ามประเทศจากประเทศญี่ปุ่น มายังบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ในประเทศไทยโดยตรง เริ่มตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไป พร้อมเตรียมเปิดบริการครอบคลุมกลุ่มประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก ต่อไป

ในระยะแรกของการให้บริการระบบต้นแบบจะรองรับการโอนเงินของลูกค้าบุคคลทั่วไปจากต้นทางประเทศญี่ปุ่นจากสกุลเงินเยน (JPY) มายังปลายทางบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารไทยพาณิชย์ที่ประเทศไทย ในสกุลเงินบาท (THB) ผ่านช่องทางสาขาและตู้เอทีเอ็มของ SBI Remit และที่ทำการไปรษณีย์ ประเทศญี่ปุ่นเข้ามายังบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์โดยตรง โดยหลังจากระบบตรวจสอบแล้ว เงินจะเข้าบัญชีโดยอัตโนมัติภายใน เวลา 20 นาทีต่อรายการเท่านั้น

ดร. อารักษ์ สุธีวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Strategy Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ให้ความสำคัญต่อการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินใหม่ๆ ที่จะสามารถตอบสนองพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคในอนาคตได้อย่างเท่าทัน โดยมี บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด บริษัทในเครือด้านการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินเป็นตัวขับเคลื่อนเป้าหมายที่สำคัญ โดยเน้นการทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพชั้นนำในการนำเทคโนโลยีระดับสูงมาใช้พัฒนานวัตกรรมทางการเงินแห่งอนาคต อาทิ Machine Learning, AI หรือ Blockchain เป็นต้น โดยเฉพาะเทคโนโลยี Blockchain ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงโลกแห่งธุรกรรมการเงิน ซึ่งก่อนหน้านี้ ดิจิทัล เวนเจอร์ส ได้เข้าลงทุนในบริษัท Ripple ผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านการชำระเงินชั้นนำของโลกจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งขณะนี้ความร่วมมือดังกล่าวได้พัฒนามาสู่ความสำเร็จครั้งสำคัญอีกขั้นหนึ่ง โดยธนาคารได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัท SBI Remit จำกัด ผู้ให้บริการด้านการโอนเงินระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ SBI Group เป็นกลุ่มบริษัทที่ให้บริการทางการเงินที่ทันสมัยและครบวงจร ซึ่งเป็นเครือข่ายสถาบันการเงินของ Ripple เพื่อต่อยอดความก้าวหน้าของเทคโนโลยี Blockchain สู่การให้บริการรับโอนเงินข้ามประเทศแบบเรียลไทม์ เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งพร้อมเปิดให้บริการแล้ววันนี้

“การโอนเงินจากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทยแต่ละปีมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท ด้วยการใช้เทคโนโลยี Blockchain นี้จะทำให้คนไทยในประเทศญี่ปุ่นที่มีอยู่ประมาณ 40,000 คน โอนเงินกลับมายังประเทศไทย และผู้รับเงินในประเทศไทยได้รับเงินอย่างรวดเร็วผ่านบัญชีออมทรัพย์ของไทยพาณิชย์”

“นวัตกรรมทางการเงินที่ล้ำหน้าของธนาคารไทยพาณิชย์ในการให้บริการโอนเงินข้ามประเทศผ่านเทคโนโลยี Blockchain ครั้งนี้นับเป็นมิติใหม่ของสถาบันการเงินไทยในการนำ Blockchain มาให้บริการแก่ลูกค้ารายย่อยอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการรับโอนเงินจากประเทศญี่ปุ่นที่ทั้งสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยธนาคารได้ทำงานร่วมกันกับธนาคารแห่งประเทศไทยในการนำบริการดังกล่าวเข้าสู่ Regulatory Sandbox เพื่อให้มั่นใจว่าบริการนี้จะสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า โดยไทยพาณิชย์นับเป็นธนาคารแรกๆ ที่นำเทคโนโลยี Blockchain เข้าทดสอบใน Regulatory Sandbox และได้รับการอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้นำบริการโอนเงินข้ามประเทศผ่านเทคโนโลยี Blockchain มาให้บริการเชิงพาณิชย์ โดยธนาคารมีแผนที่จะขยายการให้บริการโอนเงินข้ามประเทศผ่าน Blockchain ครอบคลุมประเทศต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคในอนาคต อาทิ ทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก” ดร.อารักษ์ กล่าว

ทั้งนี้ ธนาคารจะไม่หยุดอยู่กับที่แต่จะเดินหน้าศึกษาและพัฒนานวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ผ่านเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีอยู่ พร้อมทำการทดลองต่างๆ ด้วยเป้าหมายในการ Disrupt ธนาคารเอง เพื่อค้นหาบทบาทที่เหมาะสมของธนาคารในอนาคต โดยธนาคารไทยพาณิชย์อยู่ระหว่างการทำ Transformation เพื่อมุ่งสู่การเป็นธนาคารที่น่าชื่นชมที่สุด (The Most Admired Bank)

นายมาร์คัส ทรีเชอร์, Global Head of Strategic Accounts, Ripple กล่าวว่า Ripple มีเป้าหมายที่จะพัฒนาการโอนเงินระหว่างประเทศให้เป็นไปอย่างรวดเร็วทันท่วงที ซึ่งเรามั่นใจว่าเครือข่ายเทคโนโลยีของเรานั้นมีประสิทธิภาพมากพอที่จะทำให้เป็นไปได้ ความร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย และเราจะเดินหน้าขยายเครือข่ายบริการไปยังประเทศที่มีศักยภาพทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันเรามีเครือข่ายพันธมิตรกว่า 75 รายที่พร้อมจะเดินหน้าทำงานร่วมกันเพื่อขยายบริการนี้ไปทั่วโลก”

นายโนบูโอะ อันโดะ Representative Director, SBI Remit Co., Ltd. กล่าวว่า SBI มุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับบริการทางด้านโอนเงินให้กับลูกค้า และเทคโนโลยี Blockchain สามารถทำให้ทุกอย่างเป็นได้ตามที่เราคาดหวังและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความเร็วของการโอนเงินซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับลูกค้าของเรา โดยเราจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของเรา”