Category Archives: Money

QR Code Payment เปิดบริการทั่วประเทศแล้ว

 

สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงินเปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมกับสถาบันการเงินผู้ให้บริการชำระเงินและผู้ให้บริการเครือข่ายบัตรระดับสากล พัฒนามาตรฐาน Thai QR Code Payment ที่ได้มาตรฐานสากลเพื่อใช้ในประเทศไทยและเปิดให้สถาบันการเงินและผู้ให้บริการชำระเงินเข้าร่วมทดสอบการนำมาตรฐานดังกล่าวมาใช้ในการให้บริการชำระเงินผ่าน mobile application ใน regulatory sandbox ของ ธปท.โดยปัจจุบันมีธนาคารที่เข้าร่วมการทดสอบ 8 ธนาคาร

13 พ.ย. 60 ธปท. ได้อนุญาตให้สถาบันการเงินที่เข้าร่วมทดสอบโครงการ QR Code Payment สำหรับการให้บริการผ่านพร้อมเพย์ ซึ่งมีความพร้อมและผ่านการทดสอบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ออกจาก regulatory sandbox และสามารถให้บริการเป็นการทั่วไปได้จำนวน 5 ราย คือ

ธนาคารกสิกรไทย

ธนาคารไทยพาณิชย์

ธนาคารกรุงไทย

ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารออมสิน

โดย ได้พิจารณาความพร้อมครอบคลุมเรื่องสำคัญ คือ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การบริหารความเสี่ยง การคุ้มครองบริโภคและความปลอดภัย รวมทั้งการเตรียมสาขาและ call center ของธนาคารเพื่อให้สามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

บริการชำระเงินด้วยQR Code ของ 5ธนาคารที่ผ่านการทดสอบในครั้งนี้ เป็นการชำระเงินที่ต่อยอดจากบริการพร้อมเพย์ โดยลูกค้าสามารถใช้ mobile application ของธนาคารที่ได้รับอนุญาตสแกน QR Code มาตรฐานที่ร้านค้าเพื่อชำระเงินได้ทันที เหมาะกับการชำระเงินพื้นฐานที่ไม่ซับซ้อน เช่น ร้านอาหาร ร้านค้าขนาดกลางและขนาดเล็ก ตลาดสด รถแท็กซี่ มอเตอร์ไซด์รับจ้าง เป็นต้น

ทั้งนี้ ในระยะต่อไปธนาคารจะมีการทดสอบบริการเพิ่มเติมให้สามารถรองรับแหล่งเงินได้มากขึ้น อาทิ บัตรเครดิต และต่อยอดบริการชำระเงินใหม่ ๆ

การใช้มาตรฐาน Thai QR Code Payment ทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการจ่ายเงินที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และสามารถชำระเงินข้ามธนาคารได้ ด้านร้านค้าสามารถรับชำระเงินทาง อิเล็กทรอนิกส์ได้สะดวก ต้นทุนต่ำมี QR Code เดียวก็รับเงินได้จากหลากหลายช่องทาง  เงินเข้าบัญชีโดยตรง ช่วยให้บริหารจัดการเงินสดง่าย

สำหรับร้านค้าที่ต้องการมี QR Code เพื่อรับชำระเงินสามารถติดต่อธนาคารที่ได้รับอนุญาตได้โดยตรง ส่วนประชาชนที่ต้องการชำระเงินผ่าน QR Code สามารถ download mobile application และศึกษาวิธีใช้งานจากผู้ให้บริการที่ใช้งานอยู่ 

ทั้งนี้ นอกจาก  5 ธนาคารที่ได้รับอนุญาตในครั้งนี้ ธนาคารอื่นที่อยู่ระหว่างการทดสอบโครงการ QR Code Payment ก็มีผลการทดสอบที่ดี ซึ่ง ธปท. จะแจ้งความคืบหน้า ให้ทราบต่อไป

ธนชาตประกาศความพร้อมจับมือ 2 พันธมิตร e-Wallet รายใหญ่ เปิดให้บริการ “เติมเงินพร้อมเพย์” ได้แล้ววันนี้

   ธนาคารธนชาตจับมือ 2 พันธมิตรรายใหญ่ ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์        (e-Wallet) DeepPocket และ BluePay Wallet เปิดให้บริการ “เติมเงินพร้อมเพย์” (Top-up PromptPay) ให้กับผู้ใช้บริการ e-Wallet ได้แล้ววันนี้ โดยธนชาตจะทำหน้าที่เชื่อมต่อระบบของผู้ให้บริการ e-Wallet กับระบบชำระเงินกลาง เพื่อรองรับการทำธุรกรรมตามแผนโครงการ National e-Payment ของรัฐบาล

นายทวีศักดิ์ ทรงสิทธิโชค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาและเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ธนาคารธนชาต เปิดเผยว่า “ธนาคารได้ร่วมกับ 2 พันธมิตรรายใหญ่ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) ได้แก่ DeepPocket และ BluePay Wallet เปิดให้บริการ เติมเงินพร้อมเพย์” (Top-up PromptPay) ให้กับผู้ใช้บริการ e-Wallet โดยธนาคารฯ จะทำหน้าที่เชื่อมต่อระบบของผู้ให้บริการ e-Wallet กับระบบชำระเงินกลาง เพื่อรองรับการทำธุรกรรมตามแผนโครงการ National e-Payment ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ซึ่ง e-Wallet ถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบรับและโอนเงินพร้อมเพย์ด้วย โดยธนชาตมีความพร้อมจะเป็น Sponsor Bank เพื่อเชื่อมต่อระบบให้กับ e-Wallet อื่นๆที่สนใจเข้าร่วมบริการ “เติมเงินพร้อมเพย์” ในอนาคตอีกด้วย”

นายไพศาล ธรรมโพธิทอง ผู้อำนวยการอาวุโส บริหารธุรกรรมการเงิน สายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ลูกค้าธุรกิจ ธนาคารธนชาต กล่าวว่า “นอกเหนือจากที่ธนาคารทำหน้าที่เชื่อมต่อระบบให้กับ e-Wallet แล้ว ธนาคารยังมีความพร้อมในการให้บริการโอนเงินจากช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร ได้แก่ Thanachart Connect โมบายแอพ และ ตู้ ATM ธนชาตทั่วประเทศไปยังพร้อมเพย์ ทั้งประเภทเลขประจำตัวบัตรประชาชน 13 หลัก, หมายเลขโทรศัพท์มือถือ 10 หลัก และ “เติมเงินพร้อมเพย์” ด้วยหมายเลขกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet ID) 15 หลัก   อีกทั้ง ธนาคารฯ ยังพร้อมรับโอนเงินจาก e-Wallet ID ที่ได้รับการยืนยันตัวตนตามมาตรฐานของ ธปท. มายังบัญชีธนาคารธนชาต อีกด้วย และสำหรับลูกค้าของผู้ให้บริการ e-Wallet DeepPocket และ BluePay Wallet จะได้รับประโยชน์จากบริการ “เติมเงินพร้อมเพย์” นี้อย่างมาก กล่าวคือ จะสามารถทำรายการเติมเงินเข้าหรือโอนเงินออกจาก e-Wallet ด้วยค่าธรรมเนียมรายการที่ถูกลง และช่องทางของธนาคารที่เพิ่มขึ้น  พิเศษสุดสำหรับลูกค้าธนาคารธนชาต จะได้รับฟรีค่าธรรมเนียมสำหรับการ “เติมเงินพร้อมเพย์” เข้า e-Wallet DeepPocket และ BluePay Wallet รวมถึงการโอนเงินออกจาก e-Wallet   มายังพร้อมเพย์ที่ผูกกับบัญชีธนชาตด้วย

นายทวีชัย ภูรีทิพย์ ประธานบริหาร บริษัท ทีทูพี จำกัด ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ DeepPocket  กล่าวว่า “ตลอดมา บริษัท ทีทูพี จำกัด พยายามสร้างนวัตกรรมทางการเงินเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงการทำธุรกรรมทางการเงินได้ โดยทำให้ทุกคนสามารถจับจ่ายใช้สอยได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น การเปิดให้บริการ “เติมเงินพร้อมเพย์” ร่วมกับธนาคารธนชาต ทำให้การโอน- จ่าย- รับกับบัญชีธนาคารที่มีพร้อมเพย์ได้ และปลดพันธนาการข้อจำกัดเดิมๆ หลายอย่าง ซึ่งทำให้ผู้ใช้งาน DeepPocket สามารถทำธุรกรรมการเงินที่สะดวกรวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ตามมาตรฐานเดียวกับสถาบันทางการเงิน”

นายวราพงษ์  วัชรพงษ์ไพฑูรย์ รองประธานกรรมการ บริษัท บลูเพย์ จำกัด ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยของคนไทย ภายใต้แบรนด์ BluePay Wallet กล่าวว่า “BluePay เล็งเห็นเทคโนโลยีในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ดังนั้นจึงพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน เพื่อตอบโจทย์ชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมให้ง่ายขึ้น ด้วย BluePay Wallet แอปพลิเคชั่นเดียวที่รวมทุกธุรกรรมทางการเงินและสิทธิประโยชน์มากมาย เน้นการบริการที่สะดวกและปลอดภัย  ทั้งด้านการเงินหรือด้านข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า สำหรับการเปิดให้บริการ “เติมเงินพร้อมเพย์” ผ่าน BluePay Wallet ร่วมกับธนาคารธนชาต ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับคนไทย  และพร้อมก้าวเข้าสู่ Cashless Society หรือสังคมที่ไม่ใช้เงินสดประเภทธนบัตรและเหรียญอย่างแท้จริง”

ทั้งนี้ ลูกค้า DeepPocket และ BluePay Wallet ที่สนใจจะใช้บริการ “เติมเงินพร้อมเพย์” ลูกค้าจะต้องทำการยืนยันตัวตนตามมาตรฐานของ ธปท. ซึ่งวิธีการยืนยันตัวตน สามารถทำผ่านแอปพลิเคชั่น e-Wallet ที่ใช้งานอยู่ได้ทันที ตามขั้นตอนที่แนะนำภายในแอปฯ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เปิดตัวโครงการ “ฉลาดคิด ฉลาดใช้” ชวนคนรุ่นใหม่ใส่ใจบริหารเงิน หวังลดปัญหาหนี้ครัวเรือน

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้นำในธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล เปิดตัวโครงการ “ฉลาดคิด ฉลาดใช้” โครงการให้ความรู้ด้านการบริหารการเงินส่วนบุคคลสำหรับบุคคลทั่วไป และกิจกรรมประกวดสื่อให้ความรู้ทางการเงินสำหรับนิสิต นักศึกษา ส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีวินัยทางการเงินที่ดี หวังลดปัญหาหนี้ครัวเรือน

นายฐากร ปิยะพันธ์   ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์  กล่าวว่า “โครงการ ฉลาดคิด ฉลาดใช้ โดยกรุงศรี คอนซูมเมอร์ เป็นโครงการที่บริษัทริเริ่มขึ้น เพื่อกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของการวางแผนทางการเงิน และมีวินัยทางการเงินที่ดี โดยประกอบด้วยกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารการเงินส่วนบุคคลผ่านทางสื่อออนไลน์สำหรับบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มวัยเริ่มทำงาน และกิจกรรมประกวดสื่อให้ความรู้ทางการเงินสำหรับนิสิต นักศึกษาทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมในกลุ่มเยาวชนที่จะเติบโตเป็นวัยทำงานในอนาคต จะได้สามารถสื่อสารความเข้าใจได้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยกัน และเสริมสร้างความเข้าใจอันดีเกี่ยวกับการวางแผนทางการเงินที่เหมาะสม ลดปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะยาว”

“จากสถิติของธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่า อัตราส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทย ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา มีอัตราเฉลี่ยสูงถึงเกือบ 80% ซึ่งนับว่าสูงมาก จนอาจกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้ จากข้อมูลของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ชี้ให้เห็นว่า คนไทยมีหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยครึ่งหนึ่งของวัยเริ่มทำงานจะมีหนี้ และเมื่อพิจารณาถึงสัดส่วนหนี้ที่ผิดนัดชำระ พบว่า กลุ่มคนวัยเริ่มทำงานเป็นกลุ่มที่มีหนี้เสียสูงที่สุด โดย 1 ใน 5 ของคนกลุ่มนี้มีหนี้เสีย ที่น่าวิตกไปกว่านั้น คือ ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า  แม้จะก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ แต่ปริมาณหนี้ก็ไม่ได้ลดลงมากนัก แสดงให้เห็นว่าคนวัยทำงานจำนวนมาก หากไม่รู้จักวิธีวางแผนการใช้จ่ายและเก็บออมให้สัมพันธ์กับรายรับ ขาดการวางแผนทางการเงินที่ดี ก็จะก่อให้เกิดปัญหาใช้เงินเกินตัว ส่งผลให้พื้นฐานเศรษฐกิจของไทยอ่อนแอ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ จึงเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องเร่งส่งเสริมให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้งนักศึกษา และวัยเริ่มทำงาน มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการบริหารการเงินส่วนบุคคล และมีวินัยทางการเงินที่ดี จึงริเริ่มโครงการฉลาดคิด ฉลาดใช้ขึ้น” นายฐากร อธิบายถึงความเป็นมาของโครงการ

โครงการ ฉลาดคิด ฉลาดใช้ โดยกรุงศรี คอนซูมเมอร์ เป็นแคมเปญการสื่อสารผ่านทางสื่อออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ วัยเริ่มทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยชูแนวคิด “ฉลาดคิด ฉลาดใช้ ออมให้ได้ 20% เพื่อส่งเสริมให้กลุ่มคนวัยเริ่มทำงาน รู้จักวางแผนทางการเงิน โดยการวางแผนงบการใช้จ่ายอย่างง่าย ๆ เริ่มต้นด้วยการหักเงินรายรับที่ได้มา 20% มาเป็นเงินออมก่อนเพื่อสร้างวินัยทางการเงินที่ดี  ส่วนที่เหลือให้ประเมินรายจ่ายในแต่ละเดือน และกันงบสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นไว้ก่อน ส่วนที่เหลือจึงเอาไว้ใช้จ่ายเพื่อความสุขส่วนตัว เป็นการฝึกจัดสรรการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับรายรับอย่างเป็นระบบ เพื่ออนาคตทางการเงินที่มั่นคง สามารถติดตามเกร็ดความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการบริหารการเงินส่วนบุคคลได้ทางสื่อออนไลน์ต่าง ๆ และเว็บไซต์ www.krungsri.com/krungsri-consumer/moneymatters

“ต้องยอมรับว่า ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่นั้นมีค่าครองชีพสูง เมื่อเทียบกับอัตราเงินเดือนเริ่มต้นของคนวัยทำงาน หากไม่วางแผนการใช้จ่ายให้เหมาะสม รู้จักแยกแยะระหว่างความจำเป็นกับความต้องการ อาจเกิดปัญหาใช้เงินเกินตัวจนทำให้ต้องกู้หนี้ยืมสิน วิธีง่าย ๆ ในการบริหารเงินที่เราอยากแนะนำ คือ แบ่งสัดส่วนเงินสำหรับใช้จ่าย ด้วยการกันเงินออมออกมาก่อน 20%  โดย 10% แรกสำหรับไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เช่น เจ็บป่วย ส่วนอีก 10% สำหรับความฝันในอนาคต เช่น เป็นเงินทุนสำหรับเรียนต่อ หรือเปิดกิจการของตนเอง ส่วนการแบ่งงบสำหรับใช้จ่ายในเรื่องจำเป็น และใช้จ่ายเพื่อความสุขส่วนตัวนั้น ก็จะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า ด้วยรายได้ในปัจจุบันของแต่ละคน จะเหลือเงินใช้จ่ายได้เท่าไร หากคิดจะเป็นหนี้ก้อนใหญ่ เช่น ซื้อบ้าน หรือรถยนต์ จะสามารถรับภาระหนี้ได้หรือไม่” นายฐากร อธิบาย

นอกจากโครงการให้ความรู้ด้านการบริหารการเงินสำหรับบุคคลทั่วไปผ่านทางสื่อออนไลน์แล้ว กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ยังได้จัดกิจกรรม “ฉลาดคิด ฉลาดใช้ U Contest”  กิจกรรมประกวดสื่อให้ความรู้ทางการเงินสำหรับนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย เพื่อสร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สื่อด้วยเนื้อหาที่ดึงดูดใจ เพื่อนำไปใช้รณรงค์การสร้างวินัยทางการเงินที่ดีในกลุ่มนิสิตนักศึกษา และประชาชนทั่วไป ชิงทุนการศึกษาให้ผู้ชนะในลำดับที่ 1, 2 และ 3 เป็นจำนวน 100,000 บาท, 50,000 บาท และ 30,000 บาท ตามลำดับ เปิดรับสมัครตั้งแต่ 15 สิงหาคม ถึง 30 กันยายน 2560 รายละเอียดและเงื่อนไขการสมัครเข้าร่วมโครงการ ติดตามได้จาก https://www.krungsri.com/bank/th/krungsri-consumer/money-matters-ucontest.html หรือFacebook : ฉลาดคิด ฉลาดใช้

สมรภูมิ Cashless QR Code ใครเข้าถึงผู้ใช้มากกว่าชนะ

 

Cashless Society คือทิศทางที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องการไป

การร่วมมือสร้างมาตรฐานกลาง QR Code ใช้เป็นตัวกลางในการชำระสินค้าและบริการผ่านแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนเป็นหนึ่งในนั้น โดยมี Promptpay อยู่เบื้องหลังการให้บริการ พร้อมต่อยอดไปยังบริการอื่นๆ ในอนาคต

ด้วยเหตุผลอุดช่องว่างบัตรเครดิต และเดบิต ที่มีอุปกรณ์จำนวนผู้ใช้บัตร และจำนวนเครื่องรับบัตรที่กระจุกตัวในร้านค้า ขนาดใหญ่  โดยความร่วมมือนี้ได้ประกาศชัดเจนเมื่อพฤษภาคม 2560 ก่อนธนาคารนำไปต่อยอดเป็นบริการให้กับลูกค้า ซึ่งในวันนั้นคาดการณ์ธนาคารจะสามารถให้บริการลูกค้าได้ในไตรมาส 4ปีเดียวกัน

เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ธนาคารกสิกรไทย และไทยพาณิชย์ 2 ธนาคารแรกที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ทดลองให้บริการ QR Code ชำระสินค้าและบริการอื่นบน Regulatory Sandbox ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย พัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นพื้นที่ทดลองเทคโนโลยีด้านการเงินในวงจำกัดก่อนเปิดให้บริการในวงกว้าง ด้วยเหตุผลคือเป็น 2 ธนาคารแรกที่ให้ความสนใจขออนุญาตทดลองระบบดังกล่าวในบางพื้นที่ที่ขอเปิดให้บริการ เปิดตัวบริการพร้อมกันในวันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมีธนาคารกรุงเทพ กรุงไทย กรุงศรี ออมสิน ทีเอ็มบี ธนชาต รอการอนุมัติเป็นเฟสถัดไป

จึงไม่แปลกเลยที่จะเห็นไทยพาณิชย์และกสิกรไทย ลงกำลังโปรโมทบริการ QR Code พร้อมกับแคมเปญการตลาด educate ลูกค้า ไปพร้อมๆ กับผลักดันให้เกิดการใช้งาน สร้างประสบการณ์ความง่าย เพื่อให้ลูกค้าติดอกและติดใจใช้อย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดนี้ใครเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้าได้มากกว่า เร็วกว่าคนนั้นได้ลูกค้าประจำไป เพราะ การชำระเงินผ่าน QR Code ในอนาคต ธนาคารค่ายไหนก็สามารถทำธุรกรรมได้

 

QR Code คือหนึ่งใน สังคมไร้เงิน

ธนาคารแห่งประเทศไทยวาง QR Code เป็นกลยุทธ์สำคัญในการชำระเงินในร้านค้าออฟไลน์และออนไลน์ เป็นหน้ากากให้กับผู้ซื้อในการโอนเงินจากบัญชีหนึ่งไปยังอีกบัญชีหนึ่งผ่าน Promptpay แก้ปัญหา eWallet ที่เปิดให้บริการในประเทศไทยไม่สามารถให้บริการร้านค้าข้างทางรับชำระเงินผ่านช่องทางนี้ได้ และยังเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงสังคมไร้เงินของร้านค้าทั่วไปไม่ต้องพึ่งเครื่องรับบัตร EDC ที่มีต้นทุนในการติดตั้งแต่ค่า Fee ในการบริการ

 

สร้างความเคยชินกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

เรียกได้ว่าทั้ง 2 ธนาคารทั้ง SCB ไทยพาณิชย์ และ KBank กสิกรไทย มองเห็นตัวเปิดเกมตลาดคือการเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันผู้บริโภคมากที่สุดเหมือนกันๆ โดยเน้นไปยังอาหารและเครื่องดื่ม ร้านสินค้าแฟชั่น การเดินทางในชีวิตประจำวัน เช่นวินมอเตอร์ไซค์ และเลือกพื้นที่นำรองทดลองบริการใกล้เคียงกันและทับซ้อนในบางพื้นที่ ได้แก่ ตลาดนัดจตุจักร แต่แตกต่างกันที่ดีเทลในการสร้างลูกค้าและการตลาด

SCB ใช้วิธีการปรับแอป SCB Easy โฉมใหม่หมดเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ที่มาพร้อมกับบริการชำระเงินผ่าน QR Code ภายใต้ชื่อ SCB Easy Scan ได้มีสีสันหวือหวา ที่สุดธนาคารหนึ่ง ด้วยการสร้างประสบการณ์การชำระสินค้าและบริการจริง ผ่านกองทัพโรดโชว์สโตล์ ธนา เธียรอัจฉริยะ รักษาการ CMO ไทยพาณิชย์ ที่เปิดเกมสร้างประสบการณ์ การใช้แอป SCB Easy แสกน QR Code ชำระเงิน ด้วยตัวเองในตลาดนัดจตุจักร ในร้านค้าที่เปิดรับชำระเงินผ่าน QR Code และอื่นๆ

ซึ่งก่อนโรดโชว์ ทาง SCB ได้เข้าไปเอ็ดดูเคทประโยชน์ที่ร้านค้าจะได้จาก QR Code และความสะดวกสบายของลูกค้าสร้างความเข้าใจกับพ่อค้าแม่ค้าก่อน

รวมถึงซัพพอร์ตค่าบริการวินมอเตอร์ไซค์ที่พหลโยธิน 34 ให้ผู้ใช้บริการจ่ายวินมอเตอร์ไซค์ราคาถูกในช่วงเวลาที่กำหนด ก่อนขยายไปยังวินอื่นๆ นำร่อง 200 คันตามแนวรถไฟฟ้าให้เปิดรับค่าโดยสารผ่าน QR Code เพื่อสร้างความคุ้นเคยในการใช้บริการจนกลายเป็นความเคยชิน  เพราะเป้าหมายของ SCB คือยอดผู้ใช้ SCB Easy 8 ล้านรายในสิ้นปี 61

 

จ่ายแอปไหนก็ได้แต่ผู้รับขอเป็น KBank

ธนาคารกสิกรไทยการตลาดอาจจะดูไม่หวือหวาเท่าเพียงแค่เพิ่มฟีเจอร์สแกน QR Code ลงไปใน แอป K-Mobile Banking Plus พร้อมไอคอน QR Code เล็กๆ เขียนว่า “จ่าย” เพื่อให้ผู้ใช้รับรู้ว่าปุ่มนี้คือปุ่มจ่ายเงินด้วย QR Code

และหันไปเอาดีพัฒนาแอปใหม่ K PLUS SHOP แอป แอปสำหรับพ่อค้าแม่ขาย เพื่อช่วยการจัดการเงินในบัญชีได้ทันทีพร้อมมีการแจ้งยอดรายการ โดยสรุปยอดขายได้ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน โดยมีข้อแม้ว่า ผู้ใช้บริการ K PLUS SHOP จะต้องใช้บริการ K-Mobile Banking Plus ด้วย

การที่ KBank เลือกโฟกัสไปยังมุมคนขาย จากการมองโมบายแบงก์กิ้งธนาคารไหนก็จ่ายเงินได้ แต่กลุ่มผู้ขายเป็นกลุ่มที่มีเงินหมุนเวียนในแต่ละวันเป็นจำนวนเงินที่สูงซึ่งถ้าลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ KBank เป็นธนาคารหลัก ธนาคารสามารถต่อยอดไปยังบริการต่างๆ เช่นบริการสำหรับ SME และอื่นๆ ได้ นั่นหมายถึงรายได้ของธนาคารจะเพิ่มขึ้น

โดยพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ตั้งเป้าหมายว่าในสิ้นปี มีร้านค้าดาวน์โหลด K PLUS SHOP ไม่ต่ำกว่า 200,000 ร้านค้า และมีมูลค่าการทำธุรกรรม 800 ล้านบาท

เลือกทำตลาดด้วยการโปรโมทการใช้งาน QR Code ไปพร้อมๆ กับโปรโมท K PLUS SHOP ในสโลแกน ยิงปิ๊บ จ่ายปั๊บ แต่ในส่วนของ K PLUS SHOP มีโปรโมชั่นรับเครดิตเงินคืน 50 บาทเมื่อลูกค้าจ่ายเงินผ่าน QR Code เข้าบัญชีที่ผูกกับ K PLUS SHOP มากกว่า 300 บาทต่อหนึ่งรายการ สิ้นสุด 31 ธันวาคม 60 ดึงดูดให้พ่อค้าแม่ค้าสมัครแอปใช้บริการและโปรโมทเป็นกระบอกเสียงเชิญชวนลูกค้าของร้านให้จ่ายเงินผ่านช่องทางนี้ให้เกิดการใช้งานอย่าแพร่หลายมากขึ้น

 

จีน สู่ ไทย ทำไม QR Code ถึงน่าสนใจที่สุด

หลายประเทศในโลกนำ QR Code มาใช้เป็นเครื่องมือในการชำระเงิน โดยประเทศจีนมีความโดดเด่นที่สุด

การใช้ QR Code ชำระเงินในจีนเป็นฟังกัชั่นที่นิยมมากที่สุดในการชำระเงินผ่าน ePayment มาจากความสะดวกไม่ต้องพกเงินสดและเงินทอน ไม่ต้องกดเบอร์บัญชี หรือเบอร์โทรศัพท์ลดปัญหาเงินหาย หรือถูกมิจฉาชีพวิ่งราว เพียงเปิดแอป ePayment ที่มีผู้ให้บริการหลักคือ Alipay จาก Alibaba และ “WeChat Pay” จาก Tencent ก็สามารถจ่ายได้อย่างง่ายดาย และสามารถชำระเงินสกุลย่อยๆ อย่างเงินเจี่ยว (ประมาณเงินสตางค์บ้านเรา) ได้ เพราะปัญหาของประเทศจีน คือร้านค้าไม่มีเงินเจี่ยวทอนให้ลูกค้าและส่วนใหญ่ถ้ามีการซื้อขายเป็นเงินเจี่ยวขึ้นร้านค้าจะปัดเศษขึ้นหรือตัดเศษทิ้งเพื่อความง่าย และการที่จีนเข้าสู่สังคมไร้เงินนั้น ส่วนหนึ่งจากการลดปัญหาเงินปลอมในระบบที่ถูกปลอมขึ้นเป็นจำนวนมาก และจากข้อมูลของ FT Confidential Research 2016 อ้างอิงโดยธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าคนใช้จ่ายเงินผ่าน ePayment สูงกว่าเงินสดกับบัตรเครดิตรวมกัน

โดยประเทศจีนการใช้ QR Code จะต่างจากประเทศไทยคือเป็น QR Code ที่ generate ขึ้นมาเฉพาะของ แอป ePayment นั้นๆ โดยในประเทศจีนมีแอปให้บริการ ePayment มากกว่า 20 แอป บางแอปให้บริการเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น

ต่างจากประเทศไทย เป็น QR Code เดียวที่เป็น standard ใช้กับแอปโมบายแบงก์กิ้งได้ทุกแอป เหมือนกับประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศแรกที่ร่วมมือกับ วีซ่า มาสเตอร์การ์ด อเมริกันเอ็กซ์เพรส จัดทำ one QR Code มาตรฐานเดียวที่สามารถใช้ร่วมกันได้

โดย QR Code ในประเทศไทยมี 2 รูปแบบคือ

1 เป็น QR Code บัญชี Promptpay ของผู้ขายโดยให้ผู้ซื้อเป็นผู้กรอกจำนวนเงินทีต้องการชำระเอง เหมาะสำหรับร้านค้าที่มีสินค้าจำนวนมาก แต่ข้อเสียคือมีโอกาสกรอกจำนวนเงินผิด

2.QR Code ที่ระบุจำนวนเงินและเลขบัญชี ผู้ซื้อสามารถกดโอนเงินได้ทันที เหมาะสำหรับร้านค้าที่มีสินค้าหรือบริการน้อยชิ้น

และจากการลองใช้งานชำระเงินผ่าน QR Code ของ Marketeer พบว่า ขั้นตอนในการเข้าแอปและชำระเงินค่อยข้างหลายขั้นตอน ไปนิดแม้จะใช้เวลาไม่นานก็ตาม ตั้งแต่ 1.เปิดแอปโมบายแบงก์กิ้ง 2.ใส่พาสเวิร์ด 3.กดเปิดใช้งานฟังก์ชั่น QR Code 4. สแกน QR Code ระบบเด้งไปยังหน้าจ่ายเงิน 5.กรอกจำนวนเงินและกดชำระเงิน ซึ่งในชีวิตจริง บางครั้งการควักเงินสดออกมาจ่ายง่ายกว่า

แต่ในวันนี้ QR Code ในประเทศไทย เพิ่งเริ่มต้น ซีเคียวริตี้ และสร้างความมั่นใจในการชำระเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในอนาคต Marketeer เชื่อว่าธนาคารจะปรับการใช้งานลดขั้นตอนให้น้อยลงกว่านี้ได้แน่นอน  

 

แก๊งหมีกรุงศรี Line Stickers กลับมาครั้งใหม่สดใสกว่าเดิมในแบบสามมิติ อนิเมชั่นดุ๊กดิ๊กน่ารักสุดว้าว กับคอนเซ็ปต์เอาใจคน #StayYoung

ในโลกยุคดิจิตอลที่ผู้คนต่างเปลี่ยนพฤติกรรมการสื่อสารจากการพูดคุยทางโทรศัพท์เป็นการสื่อสารผ่านหน้าจอผ่านแอพฯ ซึ่งสำหรับคนไทยนั้นคงไม่พ้น Line ที่มีอิทธิพลที่สุดในตอนนี้ โดยวัดจากตัวเลขของ user ที่ใช้ไลน์กว่า 33 ล้านคน

Krungsri ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญนี้และได้พัฒนา Line Official เพื่อทำการสื่อสารกับคนไทย ทั้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และข่าวสารความรู้ที่ทันสมัยต่าง ๆ อีกทั้งยังออก Line Sticker น้องหมีน่ารักทั้ง 5 Seasons ที่ผ่านมาให้ชาวเน็ตและแฟน ๆ กรุงศรีได้นำไปใช้งานกัน ซึ่งแน่นอนว่า สติกเกอร์เซ็ตใหม่ Season 6  ล่าสุดนี้ ทาง Krungsri จึงได้พัฒนาความน่ารักของแก๊งหมี ทั้ง 4 คาแร็กเตอร์ให้แอดวานซ์ขึ้นในแบบสามมิติ 3D Animation โดยหมีน้อยทั้ง Billy & Bella และผองเพื่อนจอมป่วน ได้รับการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ #StayYoung ปลุกความเป็นเด็กในตัวทุกคน พร้อมรับความสดใสร่าเริงในชีวิตได้ทุกวัน กับลีลาท่าทางน่าเอ็นดูประกอบประโยคเด็ดโดนใจที่ใช้งานได้บ่อย ๆ อาทิ ดึงสติ, ห้ะ, กราบล่ะ, ฝันดีจุ๊บ ๆ และ สุดยอด เป็นต้น นอกจากคำฮิตติดจอติดใจแล้วนั้น ที่พิเศษสุดของซีซั่นนี้ยังมีธีม “สวัสดีวันจันทร์” ยันวันศุกร์ ให้ได้ใช้ส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงกันทุกเช้า จัดไปครบเซตให้เลือกใช้ตลอดสัปดาห์ และที่ต้องพูดถึงในความใส่ใจของการออกแบบครั้งนี้ คือ มีสติกเกอร์ให้ส่งบอกรักคุณพ่อ บอกรักคุณแม่ ได้ทุกวันด้วย เรียกว่าเป็นสติกเกอร์เซ็ต 16 ตัวที่มีไว้คงใช้ได้บ่อยสุด ๆ เพราะในความเรียบง่าย Simple ตามสไตล์กรุงศรีก็สามารถเลือกสื่อสารตรงใจ      ยกเซ็ตเลย

ใครไม่อยากตกเทรนด์อยากได้ Sticker น้องหมีจากกรุงศรีไปใช้ สามารถเข้าไปดาวน์โหลดใน Application Line ได้ โดย Search คำว่า Krungsri Simple ซึ่งนอกจากได้ Sticker แก๊งหมีไปใช้งานแล้ว            ยังสามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลต่าง ๆ จากกรุงศรี โดยนอกจากช่องทาง Official Line แล้วยังมี www.krungsri.com  และ Facebook Fanpage : www.facebook.com/KrungsriSimple อีกด้วย

 

เปิดรับสิ่งใหม่! ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี วัน แบงก์ บัญชีเพื่อธุรกิจหนึ่งเดียวของไทย ที่ให้เอสเอ็มอี หมดกังวลเรื่องค่าธรรมเนียม

ทีเอ็มบี เปิดตัวบัญชี “ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี วัน แบงก์” (TMB SME One Bank) รูปแบบใหม่ บัญชีเพื่อธุรกิจหนึ่งเดียวของไทย ให้ลูกค้าเอสเอ็มอี โอน-รับ-จ่าย ข้ามธนาคาร ข้ามเขต ได้ทันที ไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ไม่จำกัดจำนวนเงิน ผ่าน TMB Business Touch โมบายแอปพลิเคชัน เพื่อให้ลูกค้าใช้ชีวิตเต็มที่ในแบบที่ต้องการในยุคดิจิทัล ตั้งเป้าเพิ่ม 100,000 บัญชีภายในสิ้นปีนี้

นายรัชกร ชยาภิรัต หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารธุรกรรมทางการเงินภายในประเทศ ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ธนาคารได้เดินหน้ากลยุทธ์ในการสร้างประสบการณ์แบบทีเอ็มบี (TMB-branded Customer Experience) ธนาคารจึงได้พัฒนา “ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี วัน แบงก์” บัญชีเพื่อธุรกิจ ที่จบปัญหาด้านค่าธรรมเนียม ซึ่งเป็นเหมือน ‘ต้นทุนที่ไม่จำเป็น’ ที่ผู้ประกอบการมองข้ามหรือเคยชิน แต่ก็มีความต้องการที่กำจัดค่าธรรมเนียมเหล่านี้ ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี วัน แบงก์ จึงเป็นบัญชีธุรกิจที่เข้าใจความต้องการนี้ ด้วยการมอบประโยชน์ให้ลูกค้า สามารถ โอน-รับ-จ่าย ข้ามธนาคาร ข้ามเขต ได้ทันที ฟรีค่าธรรมเนียม ทุกรายการแบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง โดยไม่ต้องคงเงินขั้นต่ำในบัญชีอีกด้วย เมื่อทำธุรกรรมด้วยช่องทางดิจิทัล คือ TMB Business Touch โมบายแอปพลิเคชันสำหรับเอสเอ็มอี ทำให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมทุกที่ ทุกเวลา”

“บัญชีเพื่อธุรกิจ ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี วัน แบงก์ เจาะกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี ที่มีความคุ้นเคยกับการทำธุรกรรมในระบบดิจิทัล โดยธนาคารตั้งเป้าเพิ่ม 100,000 บัญชีภายในสิ้นปีนี้ อีกทั้งหากลูกค้าใช้บัญชี ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี วัน แบงก์ อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ธนาคารมีข้อมูลเกี่ยวกับในการทำธุรกรรมของลูกค้า และสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ และบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้านอื่นๆ ได้อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ด้านสินเชื่อ” นายรัชกรกล่าว

นอกจากนี้ บัญชีเพื่อธุรกิจ ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี วัน แบงก์ ยังเป็นบัญชีหนึ่งเดียว ที่ตอบโจทย์ความต้องการในธุรกิจของลูกค้าเอสเอ็มอีอีกมากมายในด้านการจ่าย เช่น การโอนหรือถอนเงินผ่านเครื่อง ATM ฟรีไม่จำกัดจำนวนครั้ง ได้ทุกธนาคาร, การจ่ายเงินเดือนพนักงานได้ทุกธนาคารได้ฟรี, รวมไปถึงการจ่ายบิลต่างๆ นอกจากนี้ ในด้านรายรับ ลูกค้ายังได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากการเรียกเก็บเช็คข้ามเขต ข้ามธนาคาร ไม่มีค่าธรรมเนียม และซื้อสมุดเช็ค 1 เล่ม แถม 1 เล่ม ไม่จำกัดจำนวน ทั้งหมดนี้ สามารถช่วยให้ลูกค้าสามารถประหยัดต้นทุนในการทำธุรกรรมได้อย่างมาก

นางพรรณวลัย อินทราพิเชฐ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร บริหารการตลาดลูกค้าธุรกิจ ทีเอ็มบี กล่าวว่า “ทีเอ็มบี ได้เตรียมแผนการสื่อสารการตลาดประชาสัมพันธ์ เน้นสื่อออนไลน์เป็นหลัก ทั้งวิดีโอ อินโฟกราฟฟิค และโซเชียล มีเดีย ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้าเอสเอ็มอีที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก เพื่อเข้าถึงและสร้างการรับรู้ได้อย่างตรงจุด ภายใต้แนวคิด ‘เปิดรับสิ่งใหม่’ ชี้ให้เห็นถึงความเคยชินที่เป็นต้นทุนในธุรกิจ ทั้งเสียค่าธรรมเนียม เสียเวลาเดินทาง เสียเวลาทำธุรกรรมที่สาขา จนไปถึงเสียโอกาสในการทำธุรกิจ ซึ่งการเปิดบัญชีเพื่อธุรกิจ ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี วัน แบงก์ จะเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่ช่วยลดต้นทุน และเปิดโอกาสให้ลูกค้าทำธุรกิจได้อย่างคล่องตัวและสะดวกมากยิ่งขึ้น และมีเงินเหลือจากการประหยัดค่าธรรมเนียมไปทำอย่างอื่น โดยสื่อออนไลน์จะเริ่มเผยแพร่ในวันที่ 11 สิงหาคมนี้”

สำหรับเอสเอ็มอีที่สนใจผลิตภัณฑ์บัญชีเพื่อธุรกิจ ‘ทีเอ็มบี เอสเอ็มอี วัน แบงก์’ สามารถเปิดบัญชีใหม่ได้ที่สาขาของทีเอ็มบีทั่วประเทศ หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.tmbbank.com/sme/open-account/sme-one-bank.html หรือ ติดต่อศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์ TMB SME โทร. 02-828-2828 ทุกวันจันทร์ – เสาร์ เวลา 8.00-20.00 น. ยกเว้นวันหยุดธนาคาร

 

LHBANK ฉลองความสำเร็จผนึก CTBC Bank ไต้หวัน “รมว.คลัง-ผู้ว่าแบงก์ชาติ” ร่วมแสดงความยินดี

บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHBANK บริษัทแม่ของกลุ่มการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ประกาศความสำเร็จในการร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ กับ CTBC Bank นำทีมโดย นายรัตน์ พานิชพันธ์ ประธานกรรมการ บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) พร้อมได้รับเกียรติจาก นายอภิศักดิ์  ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นประธานในพิธีประกาศความสำเร็จการร่วมเป็นพันธมิตร  ภายใต้สโลแกน Together Towards Success” นอกจากนี้ โดยมี นางศศิธร พงศธร  (ฉัตรศิริวิชัยกุล) กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)และคณะผู้บริหารระดับสูง เข้าร่วมงานประกาศความสำเร็จในครั้งนี้ด้วย

กสิกรไทย คว้า 4 รางวัลใหญ่ จากวารสารเอเชียน แบงกิ้ง แอนด์ ไฟแนนซ์

นายศีลวัต สันติวิสัฎฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ และนางสาวศุภนีวรรณ จูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้แทนธนาคารรับ 4 รางวัลยอดเยี่ยม จากวารสารเอเชียน แบงกิ้ง แอนด์ ไฟแนนซ์ ได้แก่  รางวัลธนาคารผู้ให้บริการจัดการด้านการเงินสำหรับธุรกิจบรรษัทยอดเยี่ยมในประเทศไทย รางวัลธนาคารพาณิชย์เพื่อลูกค้ารายย่อยยอดเยี่ยมในประเทศไทย เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน รางวัลการริเริ่มสร้างสรรค์ด้านธนาคารบนมือถือยอดเยี่ยมในประเทศไทย  และ  รางวัลการริเริ่มสร้างสรรค์ด้านบัตรเครดิตยอดเยี่ยมในประเทศไทย จากแคมเปญ รูดล่าแสงเหนือ ณ โรงแรมแชงกรีล่า ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเร็ว ๆ นี้

ธนชาตออกมาตรการ “ตั้งหลัก” ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคอีสาน ให้พักชำระหนี้ได้นานสูงสุดไม่เกิน 4 เดือน พร้อมดูแลรถเสียหาย บ้านพัง ขาดสภาพคล่อง

ธนชาตห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคอีสาน ออกมาตรการช่วยเหลือให้สามารถ “ตั้งหลัก” ฝ่าวิกฤต สามารถขอพักชำระหนี้ได้นานสูงสุดไม่เกิน 4 เดือน พร้อมช่วยเหลือทุกกลุ่มทั้งลูกค้ารายย่อยและเจ้าของธุรกิจ ครอบคลุมทั้งลูกค้ารถยนต์ บ้าน ธุรกิจส่วนตัว หรือ ผู้ที่ขาดสภาพคล่อง หวังบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว

นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ธนชาตมีความห่วงใยจึงได้ออกมาตรการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน และช่วยฟื้นฟูความเป็นอยู่และกิจการภายหลังน้ำลดให้ลูกค้าของธนชาตสามารถ “ตั้งหลัก” และกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติสุขอีกครั้งโดยเร็ว โดยมาตรการที่ออกมาครอบคลุมลูกค้าทุกด้านทั้ง รถยนต์ บ้าน ธุรกิจ ตลอดจนกลุ่มที่ขาดสภาพคล่อง ที่อยู่ในพื้นที่ประสบพิบัติภัยตามประกาศของทางการ โดยลูกค้าสามารถยื่นขอรับความช่วยเหลือจากธนชาตได้จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2560

โดย ลูกค้ากลุ่มที่มีรถยนต์ และใช้บริการ สินเชื่อรถยนต์ กับธนาคาร  ที่ได้รับความเดือดร้อนขาดสภาพคล่องทางการเงินจากปัญหาอุทกภัยสามารถขอขยายระยะเวลาการผ่อนชำระค่างวด (Hire Purchase Reschedule) เพื่อช่วยลดภาระค่างวดลง โดยธนาคารจะเลื่อนวันผ่อนงวดแรกออกไปอีกสูงสุดไม่เกิน 4 เดือน   สำหรับประชาชนทั่วไปที่มีรถยนต์เป็นของตัวเองแต่ต้องการเงินสดไปใช้จ่ายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน สามารถนำรถยนต์มาใช้บริการสินเชื่อรถแลกเงินได้ โดยธนาคารจะมอบสิทธิพิเศษให้ คือช่วย “ตั้งหลัก”ด้วยการรับเงินไปก่อน และเริ่มผ่อนงวดแรกในอีก 90 วัน

ส่วนผู้ที่ทำ ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจกับธนชาตประกันภัย และรถเสียหายจะได้รับบริการรถยกฟรีไปที่อู่ พร้อมการประสานไปยังอู่รถยนต์และศูนย์บริการที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดซ่อมรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมให้ สำหรับผู้ที่ทำประกันภัยรถ ประเภท 1, One Lite Plus, One Lite, Super Lite, 2 บวกจัดเต็มคุ้มครองน้ำท่วม, 2 บวกคุ้มครองน้ำท่วม และ 2 บวกโกลด์คุ้มครองน้ำท่วม หากรถเสียหายสามารถเคลมประกันน้ำท่วมได้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์

ลูกค้าที่ใช้ บริการสินเชื่อเคหะ กับธนาคาร แม้บ้านไม่ได้รับความเสียหาย แต่ได้รับความเดือดร้อน สามารถขอพักชำระหนี้กับธนาคารได้นานสูงสุดไม่เกิน 4 เดือน หรือขอปรับลดค่างวดได้นานสูงสุด 12 เดือน ส่วนลูกค้าที่ทำประกันอัคคีภัยที่อยู่อาศัยและประกันภัยรักบ้านห่วงบ้าน และซื้อความคุ้มครองภัยน้ำท่วมเพิ่มเติมกับ ธนชาตประกันภัย สามารถเคลมประกันน้ำท่วมได้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ โดยผู้ที่ทำ ประกันภัยรักบ้านห่วงบ้าน จะได้รับความคุ้มครองสำหรับการขนย้ายซากทรัพย์สินที่เสียหายให้ด้วย
สำหรับลูกค้าซึ่งใช้บริการ บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อสารพัดนึก และได้รับความเดือดร้อนขาดสภาพคล่อง สามารถขอพักชำระหนี้กับธนาคารได้นานสูงสุดไม่เกิน 4 เดือน

ขณะที่เจ้าของธุรกิจที่ใช้บริการ สินเชื่อ SME และได้รับผลกระทบ สามารถขอพักชำระหนี้ได้นานสูงสุดไม่เกิน 4 เดือน และขยายเวลาการชำระหนี้ได้สูงสุด 12 เดือน
“ธนชาตและลูกค้าถือว่าเป็นหุ้นส่วนกัน ในยามปกติเราก็สนับสนุนให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้โดยสะดวก เป้าหมายหลักคือเพื่อประโยชน์ของลูกค้า ดังนั้นในยามที่ลูกค้าเดือดร้อนลำบาก เราก็พร้อมที่จะเข้าไปบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือลูกค้าด้วยเช่นกัน และเชื่อว่ามาตรการที่ออกมาในครั้งนี้จะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและแบ่งเบาภาระของลูกค้าได้เป็นอย่างดี” นายสมเจตน์ กล่าว

ทีเอ็มบีให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้าและประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม

ทีเอ็มบีออกมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วมในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ในขณะนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและสนับสนุนการฟื้นฟูให้สามารถกลับมาประกอบธุรกิจอย่างแข็งแกร่งและดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในขณะนี้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการในวงกว้าง ทีเอ็มบี จึงใคร่ขอแสดงความเสียใจมายังท่านที่ได้รับผลกระทบจากภาวะอุทกภัยในครั้งนี้ และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ โดยได้จัดให้มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเอสเอ็มอี และลูกค้าธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย การพักชำระเงินต้นและขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไปนานสูงสุด 12 เดือน ขยายเทอมตั๋วสัญญาใช้เงินและวงเงินการค้าต่างประเทศสูงสุด 6 เดือน พร้อมทั้งเสนอดอกเบี้ยอัตราพิเศษสำหรับลูกค้าวงเงินหมุนเวียน เพื่อบรรเทาภาระของลูกค้าในช่วงที่ประสบปัญหาน้ำท่วม จนกระทั่งสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ

สำหรับลูกค้าบุคคล ธนาคารมีมาตรการผ่อนผันให้ลูกค้าสินเชื่อบ้าน,สินเชื่อสวัสดิการประเภทไม่มีหลักประกัน, สินเชื่อแคชทูโก และ สินเชื่อเรดดี้แคช โดยลูกค้าสามารถติดต่อแจ้งความประสงค์ที่จะขอพักชำระหนี้ได้สูงสุด 3 เดือน และขยายระยะเวลาผ่อนชำระได้แล้วแต่ประเภทของสินเชื่อ ในส่วนของลูกค้าสินเชื่อบ้านที่ต้องการซ่อมแซมบ้านที่ได้รับความเสียหาย สามารถยื่นขออนุมัติสินเชื่อเพิ่มเติมเพื่อสร้างหรือซ่อมแซมบ้าน ในวงเงินสูงสุด 20% ของมูลค่าหลักประกันด้วย”

นอกจากนี้ ธนาคารยังได้เปิดรับบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ผ่านบัญชีมูลนิธิทีเอ็มบี เลขที่ 001-9-35960-3 ชื่อบัญชี “มูลนิธิทีเอ็มบี เพื่อโครงการสาธารณกุศล” เพื่อส่งมอบให้สภากาชาดไทยนำไปใช้ในการบรรเทาทุกข์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้ โดยธนาคารจะร่วมบริจาคสมทบอีก 1 เท่า ของยอดเงินบริจาคในบัญชี ณ วันที่ 15 สิงหาคม ศกนี้ ทั้งนี้ ผู้บริจาคสามารถขอใบเสร็จจากมูลนิธิทีเอ็มบีเพื่อใช้ในการหักลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปี โดยส่งสำเนาสลิปการโอน พร้อมชื่อที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้ ไปที่อีเมล [email protected] หรือ แฟกซ์ไปที่ 02 242 3114 และสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ tmbbank.com