Category Archives: Marketeer Today

บริหารอย่างไรให้ได้ใจพนักงาน? ถอดกลยุทธ์จากเจ้าของรางวัลสุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทย 2017

ถึงแม้จะได้รับรางวัล Best Employers Thailand หรือรางวัลสุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทยมาหมาดๆ แถมยัง ติดต่อกันเป็นปีที่สอง แต่นพ.สุรพล โล่สิริวัฒน์ ผอ.โรงพยาบาลพญาไท 3 ยังออกตัวตั้งแต่ประโยคแรก ว่าความสำเร็จวันนี้ไม่ใช่เพราะเขาหรือใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความสำเร็จของพนักงานทุกคนที่ร่วมกัน สร้างวัฒนธรรมองค์กรต้นแบบเกิดขึ้น

วัฒนธรรมต้นแบบในความหมายของเขา คือการที่พนักงานทุกคนที่เปรียบเสมือนฟันเฟืององค์กร ร่วมกันทำงานอย่างเต็มศักยภาพ ด้วยทีมเวิร์ค ด้วยความสร้างสรรค์ และสามารถสร้างนวัตกรรมการบริหารจัดการ  ตลอดจนการบริการให้คนไข้ได้รับประโยชน์และได้รับความปลอดภัยสูงสุด ประการหลังคือเป้าหมายสำคัญที่สุด

และการรับรางวัลระดับสากลดังข้างต้น ยิ่งสะท้อนว่าไม่ใช่แค่คำพูด แต่ทำได้จริง

วันนี้มีโอกาสมาพูดคุยกับหัวเรือใหญ่ของโรงพยาบาลที่แอดมินเชื่อว่าเป็นที่พึ่งยามเจ็บไข้ของใครหลายคน รวมทั้งตัวแอดมินเอง เรียกว่าถ้าเป็นย่านโรงพยาบาลเอกชนฝั่งตะวันตก นี่คือเบอร์หนึ่งฝั่งธนที่ทุกคนเชื่อมั่น และแนวคิดหลายอย่างที่น่าสนใจ ไม่ใช่แค่ในแวดวงโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ปรับใช้ได้ทุกธุรกิจ ทุกอุตสาหกรรม

Best Employers Thailand สุดยอดนายจ้างดีเด่น

Best Employers Thailand หรือโครงการสุดยอดนายจ้างดีเด่น เป็นการสำรวจโดยบริษัท เอออน ฮิววิท ซึ่งผ่านการสำรวจด้วยเครื่องมือในการวิเคราะห์ที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถบ่งชี้จุดที่องค์กรสามารถพัฒนาต่อไปในด้านความผูกพันของพนักงาน, การสร้างภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพ, การสร้างองค์กรเป็นที่จดจำ และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเพื่อมุ่งสู่ประสิทธิภาพของการทำงานที่ยอดเยี่ยม

“ต้องบอกว่าเราไม่เคยมีแผนที่จะคว้ารางวัลนี้ ไม่มีนโยบายที่จะคว้ารางวัลหรือการประกวดใดๆ สิ่งที่เราทำคือการมุ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนเบอร์หนึ่งของฝั่งตะวันตก ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพการรักษา และบริการ สิ่งที่เห็น คือสิ่งที่เราทำมาโดยตลอด ต้องขอบคุณทางคณะกรรมที่มองเห็นความสำคัญ และมอบรางวัลให้กับเราตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งปีนี้พิเศษกว่าเดิม เพราะได้รางวัลทั้งเครือโรงพยาบาลพญาไท” ผู้บริหารอธิบาย

โดยการสำรวจครั้งนี้ผ่านการประเมินโดยผู้ตอบแบบสอบถามจากหลากหลายกลุ่มธุรกิจ และทั้งนี้เพื่อให้การประเมินการค้นหาสุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทยมีความสอดคล้อง และมุ่งเน้นต่อการพัฒนาบุคลากร และองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ เอออน ฮิววิท จึงร่วมมือกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยวิเคราะห์ และประเมินผลร่วมกัน

จากการสำรวจและรวบรวมข้อมูลกว่า 80 องค์กร ผ่านการตอบแบบสอบถามจากพนักงานถึง 184,033 คน เพื่อเฟ้นหาสุดยอดนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทย ประจำปี 2016 ปรากฏว่ามี 7 องค์กรได้รับรางวัล โดยมีบริษัท โรงพยาบาลพญาไท 3 จำกัดเป็นหนึ่งในนั้น

 

ความสุขของพนักงาน คือความสำเร็จขององค์กร

ด้วยเวลาที่จำกัดเราจึงขอให้ผู้บริหาร ถอดกลยุทธ์สำคัญๆ สู่ความสำเร็จของโรงพยาบาล

“มีคนถามตลอดว่าทำอย่างไรให้องค์กรเดินหน้า คำตอบสั้นๆของผมคือคุณทำอย่างไรก็ได้ให้พนักงานมีความสุข ให้เขามีความภาคภูมิใจในองค์กร และเห็นคุณค่าในงานของเขา เรื่องของจิตใจนี่สำคัญมาก หน้าที่ของผมคือการให้ทุกคนทำงานด้วยความสุข ที่เหลือเมื่อพวกเขามีความสุข เมื่อพวกเขาเห็นคุณค่า พวกเขาก็จะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆให้องค์กรได้”

เขาเน้นย้ำว่างานที่ดี หรือที่ทำงานที่ดี ต้องให้คุณมีความสุขสองอย่าง หนึ่งสุขกาย สองสุขใจ ทั้งสองปัจจัยนั้นเกื้อหนุนกัน ถ้างานรายได้ดีแต่เสียสุขภาพ ระยะยาวก็คงไม่ดี

ด้วยความที่เป็นโรงพยาบาล ดังนั้นเรื่องสุขกายนี่จึงไม่ต้องห่วง ที่นี่ดูแลดีอยู่แล้ว สวัสดิการสุขภาพของพนักงานดูแลเต็มที่ตามมาตรฐานสากล มีการตรวจสุขภาพเป็นประจำ ซึ่งอาจารย์สุรพลเล่าว่าบังคับตรวจ วัคซีนก็บังคับฉีดสม่ำเสมอ เพื่อให้พนักงานมีสุขภาพกายที่ดีที่เอื้อต่อสุขภาพจิตใจ และที่สำคัญแน่นอน ค่าจ้าง ที่ต้องให้ตามเหมาะสม ไม่น้อยกว่ามาตรฐาน

 “คุณต้องใส่ใจรายละเอียดของพนักงาน ไม่ใช่แค่วางนโยบาย หรือพูดในที่ประชุมเท่านั้นนะ แบบนั้นใครๆก็พูดได้ ทำจริงมันต้องใส่ใจรายละเอียด ใส่ใจความเป็นอยู่ของพนักงาน ที่สำคัญคือต้องสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดี”

นพ.สุรพล โล่สิริวัฒน์ ผอ.โรงพยาบาลพญาไท 3

Bad day แค่ไหน ทีมเวิร์คต้องมาก่อน

ใครๆก็อยากได้บรรยากาศที่ทำงานดีๆ ว่าแต่เรื่องพวกนี้ผู้บริหารสามารถสร้างได้หรือไม่ และถ้าสร้างได้ต้องสร้างอย่างไร

 “ผมเน้นย้ำเรื่องความสามัคคีหรือทีมเวิร์คอันนี้เป็นบรรยากาศที่ทุกคนต้อง Keep ให้ได้ ผมเชื่อว่าถ้า Good day เราก็คงไม่มีปัญหากัน ทีนี้มันจะวัดกันตอน Bad day นี่ล่ะ หลายครั้งที่ความผิดพลาดทำให้ความสามัคคีนั้นเริ่มสั่นคลอน เริ่มที่จะหาข้อผิดพลาด เริ่มที่จะเกี่ยงโทษกัน หาจำเลย ซึ่งจุดนี้ที่ผมยอมไม่ได้”

“ทุกคนตั้งใจทำงาน แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางครั้งมันอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ ผมโอเคหากเกิดความผิดพลาดขึ้น แต่ที่นี่เราจะพยายามไม่โทษความผิดกัน หมายความว่า ทุกคนต้องยอมรับความผิดพลาด และก็หาทางแก้ไขพร้อมๆกัน”

“องค์กรที่ประสบความสำเร็จจะดูว่าวันที่ Bad day แล้ว ยังสามัคคีกันหรือเปล่า อย่างที่บอกคือทุกคนเท่าเทียมกันหมด ถ้ามีเคสผิดพลาด ผู้บริหารหรือผู้จัดการต้องเรียกมาคุยก่อน ไม่ใช่ว่าอะไรโยนให้ลูกน้องผิดตลอด เพราะคุณต้องคอยถามลูกน้องมีอะไรให้ช่วย ขาดเหลืออะไร ซึ่งวิธีนี้ทำให้ระดับหัวหน้าเองก็ทำงานละเอียดขึ้น ส่วนผู้ปฏิบัติการเองก็จะเห็นว่าเราเข้าใจเขา ให้ความสำคัญกับเขา มันจึงก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันได้”

 

3 N สร้างบรรยากาศแห่งความสุข

เพื่อให้ผู้บริหาร พนักงานเข้าใจชัดเจนขึ้น ผู้บริหารให้หลักการมา 3 N ประกอบด้วย

No Harm   การทำงานต้องเน้นไม่ทำให้ผู้ป่วยเสียผลประโยชน์ หรือไม่ปลอดภัย ต้องรัดกุมในคุณภาพการรักษาและการบริการ

NO Shame หากเกิดข้อผิดพลาด ต้องไม่อายที่จะบอกความจริง ห้ามหมกเม็ด ซ่อนปัญหาไว้ นี่เป็นหลักการสำคัญ ทุกคนต้องซื่อสัตย์ต่อทั้งองค์กร เพื่อนร่วมงาน และคนไข้ เมื่อทำสิ่งที่ผิดพลาดต้องกล้าที่จะยอมรับ การเป็นองค์กรที่ซื่อสัตย์จะได้รับความเชื่อมั่นเชื่อใจในระยะยาว และที่สำคัญการยอมรับความผิดพลาดเป็นประตูสำคัญของการแก้ไข

NO Blame สามัคคี ไม่โทษความผิดกันและกัน ร่วมรับผิดชอบและแก้ไขไปพร้อมกัน

ทั้งหมดเป็นหลักการสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน อย่างไรก็ตามกรอบหรือหลักการอาจจะเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่จะหลอมรวมความสามัคคีจริงๆ คือความรักความผูกพันกันในเพื่อนร่วมงาน ซึ่งนอกจากบรรยากาศในการทำงานแล้ว ควรเสริมด้วยกิจกรรมภายนอกที่ให้พนักงานทำร่วมกัน ซึ่งที่โรงพยาบาลพญาไท 3 มีกิจกรรม CSR อย่างต่อเนื่อง เสริมความสามัคคีและสร้างคุณค่าในการทำงาน

โครงการ ทุ่มเทที่ได้ให้ สุขใจที่ได้รับ โดยจัดให้มีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและตาต้อกระจกฟรี ให้สำหรับผู้มีรายได้น้อย ให้กับประชาชนผู้ด้อยโอกาส โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อพัฒนาสุขภาพที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน เพื่อคุณภาพที่ดีขึ้นโดยมิได้คิดค่าใช้จ่าย

“คนทุกคนต้องการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ผมพยายามทำให้พนักงานทุกคนเห็นคุณค่าในตนเอง ด้วยการสนับสนุนกิจกรรมให้พวกเขาได้ช่วยเหลือชุมชนและสังคม”

สิ่งที่สะท้อนตลอดการพูดคุย คือการให้ความสำคัญกับพนักงานทุกระดับโดยเฉพาะพนักงานตัวเล็กๆ เขาบอกว่าองค์กรจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆได้ด้วยฟันเฟืองตัวเล็กๆ เพราะเป็นผู้ปฏิบัติงานจึงมองเห็นจุดแข็ง และจุดอ่อนได้มากกว่า

“บางเรื่องพนักงานตัวเล็กๆนี่ล่ะ ที่รู้สถานการณ์มากกว่า เราต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายเรียนรู้ตามเขา ไม่ควรบล็อกความคิดเห็นเวลาเขานำเสนอ ผมเปิดโอกาสให้ทุกคนผิดพลาดได้ เพราะการผิดพลาดคือการเรียนรู้ แต่อย่าผิดบ่อยละกัน”เขายิ้ม

 

 

 

 

ของดีต้องดู! CAN The Series ดราม่าไซไฟเรื่องแรกฝีมือคนไทย กับบทสัมภาษณ์เบื้องหลังความสำเร็จ

“เพียงแค่เปิดกระป๋อง คุณจะลองไปที่ไหนก็ได้ แล้วจะเลือกใช้ชีวิตเป็นใครก็ได้ ตามที่คุณต้องการ”

โควตคำพูดเรียกแขกของ “CAN The Series” แค่ประโยคนี้ก็น่าจะพอปลุกอะดรินาลีนแฟนหนังไซไฟให้ตื่นขึ้น และเชื่อว่าถ้าใครได้ดู เอาแค่ตอนแรกก็พอ ต้องมี “ว้าว” ในลำคอเบาๆเหมือนเราแน่ๆ

CAN The Series ผลงานชิ้นโบว์แดงของ บัตรเครดิต KTC ที่สร้างสรรค์โดยทีม Ogilvy ซึ่งบอกเลยว่านี่คืองานโฆษณาที่แหวกที่สุด สนุกตื่นเต้นครบทุกรส เต็มไปด้วยไอเดีย แบบชนิดที่เรียกว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับการทำแบรนด์คอนเทนต์ผ่านซีรีย์

แบ็คกราวด์เรื่อง เล่าถึงโลกอนาคตที่มีนวัตกรรม “EVE” (Eve Instant Experiences) หรือ “ประสบการณ์อัดประป๋อง” คือการอัพโหลดความทรงจำบรรจุกระป๋อง โดยทุกคนสามารถนำความทรงจำของตนเอง อัพโหลดใส่กระป๋องแบบเดียวกับน้ำอัดลม ขณะเดียวกันใครก็ตามเพียงเปิดกระป๋องแล้วสูดลมหายใจลึกๆคุณก็สามารถรับชมความทรงจำ เรียกว่ามาทั้งภาพ กลิ่น เสียง ที่ผู้อัพโหลดกระป๋องนั้นๆได้สัมผัสเลยทีเดียว

ว่ากันง่ายๆ คือถ้าคุณอยากรู้ว่ายอดเขาหิมาลัยเป็นอย่างไร หรือความรู้สึกของโซระ อาโออิเป็นอย่างไร คุณสามารถสัมผัสประสบการณ์ต่างๆ ที่คุณสนใจได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเดินทาง หรืออยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้น เพียงแค่คุณมีกระป๋องและเปิดมันเท่านั้น!

CAN The Series เล่าเรื่องราวของ “ม่อน” หญิงสาวผู้ที่เริ่มลองใช้กระป๋อง ออกไปท่องโลกของคนอื่นแบบมากมายนับไม่ถ้วนจนผันตัวเองจากผู้ใช้กลายเป็นนักรีวิวประสบการณ์อัดกระป๋องมืออาชีพ และ “Pairry Vol.9” คือ กระป๋องที่เธอเลือกรีวิวกระป๋องนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านอกเวลางาน

เพราะมีบางสิ่่งในกระป๋องที่เธอชอบและคอยเฝ้าติดตามอยู่ตลอดเวลาบางสิ่งที่ทำให้เธอเชื่อมโยงถึง “เขียน”อดีตคนรักของเธอ ผู้ที่ต่อต้านการใช้ประสบการณ์อัดกระป๋อง จนเป็นเหตุที่ทำให้เขากับเธอเลิกกัน จนวันหนึ่งที่เขียนตัดสินใจลองก้าวเข้าไปในโลกของ EVE เพื่ออยากเข้าใจโลกของม่อนมากขึ้น ก็กลับทำให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดที่จะเชื่อมโยงประสบการณ์ของทุกคนในเรื่องไปพร้อมกับคุณ

แค่พล็อตเรื่องก็ว้าวแล้ว ใครยังไม่ได้ดู รับประกันว่า 1 ชั่วโมงหลังจากบรรทัดนี้ จะไม่ทำให้คุณเสียดายค่าเน็ต ค่าไฟแม้แต่นาทีเดียว (ลิงก์อยู่ด้านล่าง)

โดยวันนี้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหาร KTC และทีม Ogilvy

ที่อยู่เบื้องหลังงานเจ๋งๆชิ้นนี้ มาเล่าที่มาพร้อมถอดกลยุทธ์การสร้างแบรนด์รูปแบบใหม่ครั้งนี้

 

ขึ้นชื่อว่า KTC ต้องแตกต่าง

ท่ามกลางการสื่อสารกับผู้บริโภคในปัจจุบันที่มีความหลากหลายมากขึ้น การสร้างคอนเทนต์ (Content) ที่น่าสนใจให้เกิดการสื่อสารต่อในวงกว้าง ถือเป็นสิ่งที่ทุกแบรนด์ต่างโฟกัส แต่คำถามคือจะทำอะไร และจะทำอย่างไร ในเมื่อทุกคนอยากที่จะแตกต่าง นี่เป็นโจทย์ที่ยากของงานชิ้นนี้

“ถ้าเป็นบัตรเครดิตแบงก์อื่นก็อาจจะเน้นเรื่องโปรโมชั่น แบรนด์ KTC  เราเองก็เคยพูดแบบนั้น แต่ตอนนี้เรากำลังคุยกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งไม่มีใครชอบการยัดเยียดขายของ ในช่วง2-3ปีที่ผ่านมา เราจึงมีการคุยเรื่องแบรนด์คอนเทนต์เยอะขึ้น ทำอย่างไรที่จะตอกย้ำภาพลักษณ์ของบัตรเครดิตเคทีซีคือ คนรุ่นใหม่ ที่มีความทันสมัย และใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาด รู้จักสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเอง ซึ่งการออกมาทำแคมเปญล่าสุดด้วยภาพยนตร์ซีรีย์ ถือเป็นการตอกย้ำ Positioning สร้างความหวือหวาให้กับวงการบัตรเครดิตอีกครั้ง

พลภัทร เวโรจนวัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารการตลาดองค์กร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี เริ่มต้นเล่าที่มา

และการเลือกใช้แพลทฟอร์มใหม่ในการนำเสนอ อย่าง LINE TV และ iflix ไม่เพียงสร้างการบอกต่อหรือ earn media ได้อย่างดีแล้ว ยังตรงอินไซท์ของกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งได้แก่กลุ่มคนรุ่นใหม่ อันเป็นเป้าหมายหลักของ KTC นั่นเอง

ผู้บริหารบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี และทีม Ogilvy ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ CAN The Series

ทุ่ม 20 ล้าน สร้างซีรีย์ระดับมาสเตอร์พีซ

กลยุทธ์หลักของแคมเปญสร้างแบรนด์นี้ ทำอย่างไรที่จะให้ผู้บริโภคยุคใหม่พร้อมที่จะแชร์คอนเทนต์ที่สนุกและมีความเชื่อมโยงกับตนเอง หรือเคยมีประสบการณ์ร่วม เราจึงนำเสนอคอนเทนต์ในรูปแบบของหนังซีรีย์ ที่ไม่เพียงให้ความบันเทิงแก่ผู้บริโภคเท่านั้น หากยังสามารถนำเสนอแก่นสำคัญของการสื่อสาร (Key messages) ที่สะท้อนอารมณ์และทัศนคติของแบรนด์ควบคู่ไปกับแนวคิดใหม่ของการใช้ชีวิตให้กับสมาชิกบัตรเคทีซีได้อีกด้วย

นี่คือคีย์เวิร์ดที่บอสใหญ่ ระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) วางไว้ ที่สำคัญแคมเปญนี้บิ๊กบอส “ไฟเขียว” ต้องมาสเตอร์พีซเท่านั้น

งานนี้ใช้ผู้กำกับมากฝีมืออย่าง อั๋น-วุฒิศักดิ์ อนรรฆพร พร้อมงานโปรดักชั่นที่เนียนละเอียดทุกจุด เพราะใช้งบเทไปทางโปรดักชั่นถึง 14 ล้าน ขณะที่มีเดีย 6 ล้าน เพราะต้องการให้งานออกมาเป็นมาสเตอร์พีซที่สุด

 

คอนเทนต์ดีก็ตรึงคนดูอยู่

 

ขึ้นชื่อว่าหนังโฆษณาออนไลน์ แค่สะกดคนดูไม่ให้ Skip ข้าม หรือเลื่อนเมาส์ข้ามฟีดไปก็ยากแล้ว เรามักรู้สึกว่าหนังโฆษณาไม่ควรเกิน4-5 นาที เพราะคนดูจะรู้สึกถูกยัดเยียดและเป็นผลลบกับแบรนด์ แต่นี่อย่าว่าแค่ 4-5 นาที มาเป็นซีรีย์ แถมมี 4 ตอน คำถามที่ทุกคนคิดในใจเหมือนกันคือจะไหวหรือ?

(ซ้าย)พลภัทร เวโรจนวัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารการตลาดองค์กร เคทีซี (ขวา)สลิล ปาลีวงศ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการสื่อสารการตลาดองค์กร เคทีซี

“ต้องบอกว่างานชิ้นนี้เป็นแนวคิดใหม่ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร ทั้งในฝั่งของลูกค้าและเอเยนซี ซึ่งค่อนข้างท้าทาย ถามว่าทำไมต้องเป็นซีรีย์ จริงๆก็คิดกันว่ามันจะเสี่ยงไหม การทำหนังสั้นมันถึงจุดอิ่มตัวแล้วหรือยัง แต่สุดท้ายเราเชื่อว่าถ้าเราทำคอนเทนต์ให้ดี คนดูก็น่าจะตอบรับ ซึ่งอีกอย่างมันก็ตรงกับดีเอ็นเอของ KTC ที่เราเลือกในความแตกต่างอยู่แล้ว ไม่มีบัตรเครดิตไหนทำซีรีย์ เพราะฉะนั้นถ้าเคทีซีกล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ ซีรีย์ก็น่าจะเป็นคำตอบที่น่าจะตอบโจทย์ที่สุด”

 

ถามว่าเสี่ยงไหม พลภัทรมองว่าเสี่ยง ถ้าทำได้ไม่ดี แต่งานนี้มั่นใจต้องเป็นงานคราฟต์ ความเสี่ยงสำหรับเขาคือ ศูนย์

แล้วคำตอบก็ชัดเจน เพียงไม่ถึงเดือนนับตั้งแต่ล๊อนซ์เปิดตัว มีผู้ชมทั้งยูทูบ ไลน์ทีวี iflix และช่องทางอื่นๆ รวมผู้ชมมากกว่าล้านวิว แถมคอนเมนต์ในทางบวกเหมือนกัน หลายคนบอกให้ทำต่ออีกเรื่อง หรือกระทั่งผู้บริหารเล่าว่ามีคนโทรไปสอบถามว่าคอลเซ็นเตอร์ว่าตอนจบเป็นอย่างไร

“ตอนแรกคนเห็นหนังยาว 20 นาที ความคิดแรกต้องมีละ ยาวไปหรือไป เป็นความท้าทายของเรา ทำอย่างไรให้หนังสนุก และชวนให้คนติดตามดูตอนต่อไป ซึ่งหลังจากเราล๊อนซ์ไป คนดูกระแสฟีดแบกดีมาก บางคนถามตอนต่อไปเป็นอย่างไร บอกสั้นไปอยากทำให้เพิ่มอีก  ซึ่งทำให้เรารู้ว่า สิ่งที่เราคิดตั้งแต่แรกนั้นผิด จริงๆแล้ว มันอยู่ที่คอนเทนต์ ถ้าของดีจริง ไม่ต้องห่วงเรื่องเวลาเลย แต่นั่นแหละ คือต้องดีจริงๆ ซึ่งมันยากตรงนี้ เราก็ดีใจว่าเรามาถูกทางแล้ว” พลภัทรให้มุมมอง

 

การทำการบ้านอย่างหนัก ระหว่างครีเอทีฟและผู้กำกับ ทำให้ CAN เนี๊ยบตั้งแต่พล็อต โปรดักชั่น ภาพ

 

ประสบการณ์ให้ความหมายกับชีวิต

การทำซีรีย์ครั้งแรก KTC เลือกเอา Positioning ของตนเองทำการสื่อสาร “ประสบการณ์” คือคีย์เวิร์ดที่ KTC หยิบมาเป็น Core Idea ของแคมเปญนี้

“เราไม่ได้บอกว่าให้คุณเดินทางออกไปข้างนอก แต่ให้คุณออกไปพบกับประสบการณ์จริง ซึ่งเราจะสนับสนุนให้คุณออกไปพบประสบการณ์การนั้นง่ายที่สุด” สลิล ปาลีวงศ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการสื่อสารการตลาดองค์กร เคทีซี ให้ความเห็น

เธออธิบายเพิ่มเติมถึงที่มาของ Copy “ประสบการณ์ให้ความหมายกับชีวิต” เพื่อกระตุ้นในตอนจบของทุกตอน

“ความมุ่งหวังของเราคือให้ผู้ชมเห็นคุณค่าของประสบการณ์ โดยมองว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญของการใช้ชีวิตที่มีคุณค่าความหมาย เมื่อผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วมและสามารถนำมาเชื่อมโยงกับชีวิตตัวเองได้นั้น ย่อมส่งให้ KTC เป็นแบรนด์ในใจของผู้บริโภคในระยะยาว”

“เราเชื่อว่าอีกเหตุผลหนึ่งของความสำเร็จคือความจริงใจของเรา งานชิ้นนี้คือไม่มีการแทรกโฆษณาผลิตภัณฑ์ใดๆทั้งสิ้น ตั้งแต่ต้นจนจบมีเพียง Sponsored by KTC ‘ประสบการณ์ให้ความหมายกับชีวิต’ เท่านั้น เพื่อให้รู้สึกว่านี่คือซีรีย์จริงๆ ไม่อยากให้รู้สึกว่าโดนยัดเยียดขายของ เราถามตัวเองว่าถ้าเราเป็นคนดู เราจะแอนตี้ไหม เพราะเราอยากจะทำหนังที่ไม่ใช่หนังป๊อปคอร์น เราอยากให้คนได้อะไรมากกว่าความสนุกอย่างเดียว”

โดยสรุป ความโดดเด่นของงานนี้น่าจะเป็นความ “ชัดเจน”

ชัดเจนตั้งแต่การตีโจทย์ของทีม Ogilvy กระทั่งผู้กำกับ ที่หยิบจับคำว่า “ประสบการณ์” มาตีความได้อย่างคมกริบ สื่อสารอย่างมีลูกเล่นชั้นเชิง

ซึ่งแน่นอนที่สุด ต้องยกเครดิตไปที่ต้นน้ำอย่าง KTC ที่มีแบรนด์ Positioning เรื่องประสบการณ์ชัดเจนตั้งแต่แรก

“ของดี” เอามาทำให้ “งานดี” มันก็ง่าย

นี่เป็นความเคลื่อนไหวสนุกๆของ KTC ในปีนี้ สำหรับอนาคต แม้พลภัทรยังไม่บอกว่าจะทำอะไร แต่คาดว่าผู้ใหญ่จะยกไฟเขียวให้ลุยเต็มที่ รับประกันว่ามีความท้าทายและความสนุกเพิ่มเติมแน่นอน ตามแบบฉบับ KTC ที่จะต้องสร้างความแตกต่างและสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค

 

 

 

 

Value of Life , Value of Love เมื่อคุณค่าของชีวิตและความรัก สร้างแบรนด์ไทยประกันชีวิตได้ ไม่รู้จบ

เมื่อ “Philip Kotler” ยกโฆษณา “Unsung Hero” ของไทยประกันชีวิต เป็นกรณีศึกษา “SADVERTISING” ในหนังสือ Marketing for Competitiveness : Asia to the World in the Age of Digital Consumers ซึ่งเป็นหนังสือเล่มล่าสุดที่เขาเขียน นี่เป็นการยกตัวอย่ างจากปรมาจารย์การตลาดระดับโลก และเป็นการยืนยันถึงความสำเร็จของงานโฆษณาไทยที่มีอิมแพ็คระดับโลกอีกครั้ง

จริงๆ แล้วหากพูดถึงภาพยนตร์โฆษณา Emotional บาดหัวใจ นี่คือสไตล์ของ “ไทยประกันชีวิต” ที่ทำมานานกว่า 15 ปี ทุกเรื่องดูแล้วซาบซึ้ง สะเทือนใจ มีความพิเศษคือดูแล้วรู้สึกทันทีว่าเรากำลังได้รับข้อความบางอย่าง เป็นข้อความที่ส่งให้เรามองกว้างขึ้น คิดละเอียดขึ้น ให้เราเห็นคุณค่าสิ่งต่างๆรอบตัว ให้ความสำคัญกับครอบครัว ตลอดจนสังคม

และปฏิเสธไม่ได้ว่างานทุกชิ้นมีอัตลักษณ์วิธีการเล่าเรื่องแตกต่างจากโฆษณาทั่วไป รับประกันว่าดูแค่ 10 วินาทีแรกก็รู้ทันที..งานนี้ ไทยประกันชีวิตแน่ๆ

ท่ามกลางความสำเร็จ ทั้งรางวัล ทั้งการยอมรับระดับโลก ทว่าความสำเร็จทั้งหมดไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นมาในปีสองปี แต่มาจากต้นน้ำแห่งความคิดของ ไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หัวเรือใหญ่ที่วางแนวทางการสร้างแบรนด์
ไทยประกันชีวิตไว้นานกว่า 2 ทศวรรษ และวันนี้พิเศษมากๆ กับการนั่งพูดคุยกับเขา เปิดเบื้องลึกแนวคิดกลยุทธ์ SADVERTISING ในการสร้างแบรนด์ที่สร้ างความสำเร็จอย่าง Classic

 

 

ชีวิตคนไทย ต้องคนไทยดูแล

ธุรกิจประกันชีวิตในบ้านเรานั้นมีมานานกว่า100 ปี นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยเริ่มแรกเป็นบริษัทต่างประเทศที่เข้ามาทำธุรกิจ กระทั่งช่วงสงครามโลกครั้งที่สองจากภาวะสงคราม หลายบริษัทจึงขนสินทรัพย์หนีกลับประเทศไป

กระทั่งกลุ่มคนไทยได้รวบรวมกำลังก่อตั้งบริษัทประกันชีวิตนับตั้งแต่ปี 2485 ใช้ชื่อ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด นับเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกของคนไทย

ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษ ไทยประกันชีวิตมีการเติบโตที่ดี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าภาพลักษณ์ของธุรกิจประกันชีวิตยังไม่ดีในสายตาผู้ บริโภค นั่นเพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้เรื่องสินค้าประกันชีวิตหรือประกันภัยดีนัก มองตัวแทนขายประกันเหมือนเซลส์ ขายรถมือสอง ที่ขายไปแล้วก็ไม่เจอหน้ากันอีกเลย หรือเจอปีละหนเพื่อเก็บเบี้ยประกัน

นับเป็นความท้าทายของไชยนับตั้งแต่เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ที่จะต้องนำไทยประกันชีวิตครองใจในตลาดแมสให้ได้ สิ่งที่เขาทำคือการปฏิรูปภาพลักษณ์ใหม่ สร้างแบรนด์ไทยประกันชีวิตให้ แข็งแกร่งเป็นที่ยอมรับของคนไทย

“ไทยประกันชีวิตเป็นบริษัทคนไทย มั่นคงหรือไม่ สู้ของต่างชาติได้หรือเปล่า คำถามพวกนี้เราเจอมาตลอด ผมมองว่าเป็นความท้าทายที่ต้องปลดล็อคโจทย์ทั้งหมด เริ่มจากการตอบคำถามว่าเราเป็นใคร และมาตรฐานของเราไม่แพ้ใครทั้งนั้น ที่สำคัญเราเป็นบริษัทของคนไทย เพื่อคนไทยและไม่มีใครดู แลคนไทยได้ดีกว่าคนไทยด้วยกันเอง”

ไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

นั่นเป็นที่มาของสโลแกน “บริษัทคนไทย เพื่อคนไทย” ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ในการสร้างแบรนด์ยุคแรกของไทยประกันชีวิต และเป็นพื้นฐานของการต่อยอดทำหนังโฆษณาต่อมา

“หัวใจของการสร้างแบรนด์ของผม จะไม่ใช่แค่การพูดว่าเราเป็นใคร แต่จะทำให้เห็นว่าตัวตนของเราเป็นอย่างไร เราเป็นบริษัทของคนไทย 
เราเข้าใจพวกคุณมากกว่า เรารู้ว่าคุณจะรู้สึกดีแค่ ไหนในยามที่เจอปัญหาและมีเราอยู่ด้วย ตัวแทนเราไม่ได้เจอแค่ตอนเก็บเบี้ยปีละครั้งเท่านั้น แต่จะสอดแทรกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวลูกค้า พบเจอในทุกวาระโอกาสสำคัญของชีวิต อวยพรวันเกิด งานแต่งงาน ทำบุญปีใหม่ ผมจะย้ำกับตัวแทนเสมอคุณไม่ใช่ แค่คนมอบเงินในยามที่ลูกค้าลำบาก โอเคนั่นเป็นส่วนสำคัญแต่มันไม่ใช่ทั้งหมด เพราะสิ่งสำคัญจริงๆ คือคุณต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุณดูแลเขาและครอบครั วเขาตลอดเวลา” ไชยย้ำความแตกต่าง

 

ความรัก ความเข้าใจ การดูแล The Biggest Idea for Value of Life

เพราะเป็นคนไทย จึงดูแลคนไทยด้วยความเข้าใจที่มากกว่า และจากความแตกต่างนี้เองที่ค่อยๆ ฉายภาพคำว่า “ดูแล” ของไทยประกันชีวิตชัดขึ้นๆ จนกลายเป็นกุญแจไขความสำเร็ จของการสร้างแบรนด์ถึงปัจจุบัน

ถึงแม้คนจะรู้จักแบรนด์แล้ว แต่ก็ยังไม่ซื้อประกัน ดังนั้นโจทย์ข้อต่อมา ทำอย่างไรให้คนมองเห็นคุณค่าความสำคัญของผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตมากขึ้น ทำอย่างไรที่จะชี้ให้เห็นว่าประกันชีวิตจำเป็นต่อชีวิตเราทุกคนอย่างไร คำตอบของไชยคือการค้นหาอินไซต์ ของลูกค้า เพื่อทำความเข้าใจและสะท้อนออกมาผ่านการสร้างแบรนด์

“ธรรมชาติของคนที่ซื้อประกันชีวิตไม่มีใครอยากใช้ประกันหรอก คนได้ใช้ประกันคือ หนึ่งเสียชีวิต สองเข้าโรงพยาบาล ดังนั้นถามว่าซื้อทำไม คำตอบคือซื้อเพราะเขามีความรัก ซื้อเพราะเขาต้องการดูแลครอบครัวที่อยู่ข้างหลังในวันที่เขาไม่อยู่”

ดังนั้น “ความรัก ความเข้าใจ การดูแล” สามคำนี้เองที่ประกอบเป็นนิยาม “คุณค่าของชีวิตและความรัก Value of Life Value of Love” กลายเป็นที่มาของการสร้างแบรนด์ ไทยประกันชีวิต นับตั้งแต่ปี 2546 กับหนัง “Peace of Mind” (ภรรยาผ่าคลอดก่อนกำหนดเพื่อพาลูกไปให้สามีกอดก่อนที่ จะหมดลมหายใจ) หนังโฆษณาเรื่องแรก โดยทิ้งโจทย์ให้ผู้ชมได้ขบคิดว่าเราเกิดมาเพื่ออะไร และคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตอยู่ที่ไหน

นับเป็นหนังโฆษณาตัวแรกที่สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการโฆษณาสมัยนั้น และเป็น The Biggest Idea โฆษณาของไทยประกันชีวิตเรื่องต่อๆมา โดยวางเรื่องความรัก ความเข้าใจ การดูแล เข้าไปในเส้นเรื่องของหนังทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น “Everlasting Love (2547)”
(ปู่ชิว ผู้ชายที่รักษาคำสัญญาและดู แลคนรักตลอดไป) หรือ “Forget Me Not (2555)” (ชายผู้ที่ดูแลคนรักตามคำสัญญาที่ได้ให้ไว้ แม้ว่าฝ่ายหญิงจะลืมไปแล้วก็ตาม) ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ชัดเจนมากๆ ในคีย์เวิร์ดคำว่า “ดูแล” ที่อบอวลจนอบอุ่นตลอดทั้งเรื่อง

ส่วนเรื่องที่พูดเรื่องครอบครั วได้ประทับใจอีกเรื่อง “My Girl (2549)” เรื่องของลูกสาวที่ท้องก่อนแต่ง ที่สะท้อนความรักของพ่อแม่ที่มี ต่อลูกอย่างไม่เสื่อมคลาย เรื่องนี้ดูแล้วชอบเป็นพิเศษ เพราะการให้อภัยในความผิดที่ อาจเกิดขึ้น ทำให้เราเข้าใจความหมายของคำว่าครอบครัว

ด้วย Message ชัดเจน ถ่ายทอดผ่าน Emotional ที่ซาบซึ้งกินใจ ค่อยๆ บ่มเพาะตกตะกอนมากว่า 15 ปี ผลลัพธ์คือวันนี้ ถ้านึกถึงไทยประกันชีวิต เชื่อว่าทุกคนนึกถึงเรื่องราวของความรัก ความห่วงใย ความเข้าใจของคนในครอบครัว ซึ่งไชยบอกว่านี่คือความสำเร็จของการสร้างแบรนด์ไทยประกันชีวิต

 

ทำไมหนังโฆษณาไทยประกันชีวิตต้องเรียกน้ำตา?

เป็นคำถามที่สงสัยมานาน เชื่อว่าหลายคนคงคิดเหมือนกัน เมื่อ CEO มานั่งอยู่ข้างหน้าแล้ว มีหรือเราจะไม่ถาม

“คุณคิดว่ายี่สิบกว่าปีก่อน ถ้าผมทำหนังขายกรมธรรม์ใครจะดู (หัวเราะ) ไม่มีใครดูหรอก เพราะฉะนั้นเราสู้ทำหนังโฆษณาที่ อย่างน้อยทำให้คนดูรู้สึกว่าดู แล้วโดนใจเขา สร้างแรงบันดาลใจให้เขา และที่สำคัญคือหนังต้องสดใหม่ หมายความว่าไม่เหมือนใครในตลาด เพื่อที่จะเป็นที่จดจำได้”

Philip Kotler นิยามงานทั้งมวลของไทยประกันชีวิตว่า “SADVERTISING” แปลตามความเข้าใจ งานโฆษณาเศร้าๆ น้ำตาไหล ทว่าไชยขยายความว่า SADVERTISING ไม่ได้จำกัดความแค่เศร้าเท่านั้ น แต่เป็นงานโฆษณา ที่ส่งอารมณ์กระทบความรู้สึกผู้ชม ทั้งเศร้า ทั้งสุข
ทั้งซาบซึ้ง เป็น SADVERTISING ได้เหมือนกัน

“หัวใจของ Branding คือการสร้างประสบการณ์หรือการจดจำในแบรนด์ เราต้องทำให้มัน Touch จิตใจคนดู ผมมองว่ากลยุทธ์ SADVERTISING 
คือเครื่องมือที่สื่อสารที่ Touch ผู้บริโภคมากที่สุด” 

“ผมว่านักการตลาดทุกคนเข้าใจเรื่ อง Functional เหมือนกันหมด แต่ใครที่จะนำ message เหล่านั้นไปถึงหัวใจผู้บริ โภคได้ นั่นคือคำตอบความสำเร็จ” ไชยเน้นประโยคนี้

 

ผู้นำต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่

ถามต่อว่าทำหนัง SADVERTISING มาตลอด 15 ปี เบื่อหรือยัง

“ผมว่าทุกวันนี้นักการตลาดสร้ างแบรนด์ผ่าน Emotional Marketing กันหมดแล้วนะ หลายคนกำลังทำในสิ่งที่ เราทำมานานแล้ว ซึ่งนี่ก็พิสูจน์ว่า Emotional มันเป็นเรื่อง Classic นานแค่ไหนก็ใช้ได้เสมอ ซึ่งเราทำสำเร็จมาก่อนใคร ถามว่าเบื่อไหม ผมคิดว่าผม Base ไปที่ผู้ชมหรือผู้บริโภคมากกว่า ว่าเขาเบื่อหรือยัง อันนี้คือสิ่งที่เราแคร์มากกว่า โฆษณาถึงดีจริงแต่ถ้ ามากไปเขาจะรู้สึกถูกยัดเยี ยดหรือไม่ เราก็ต้องมองให้กว้างขึ้น ทำเรื่องให้ไม่น่าเบื่อ”

 “อย่างเรื่อง Unsung Hero (2557) ที่ Philip Kotler ยกมาเป็นกรณีศึกษาในหนังสือของเขา งานนี้ก็ไม่ได้เรียกน้ำตาอะไร เน้น Feel Good มากกว่า เป็นงานอีกชิ้นที่คนทั้งโลกรู้จักเรา” ไชยยกตัวอย่างงานโฆษณาที่ได้รับการแชร์สูงสุดเป็นอันดับ 9 ของโลกในปีที่ผ่านมา ซึ่งงานนี้ได้รับการแชร์จาก Ashton Kutcher ดารา Hollywood ชื่อดังรวมทั้งสำนักข่าวต่างประเทศร่วมแชร์ โดยมียอดวิวในปัจจุบันกว่า 30 ล้านวิว

“เดี๋ยวนี้เห็นหนังโฆษณา Emotional มากขึ้น มีคนทำหนังโฆษณาดราม่าเยอะขึ้น เราเองก็ต้องฉีกกรอบจากตัวเราอีกที เพื่อนำหน้าไม่ให้ใครมาซ้ำได้ ผมคิดว่าผู้นำจำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้ คือความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แต่ไม่ใช่ สนุกอย่างเดียว ผู้บริโภคก็ต้องได้รับสิ่งที่ดีด้วย”

 

“จิตปัญญา” ใช้สมองน้อยๆ ใช้หัวใจมากๆ

ถามอีกว่า ถ้าจะทำหนังโฆษณาให้ “Masterpiece” แบบไทยประกันชีวิต หัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์คืออะไร ไชยยิ้มและตอบสั้นๆ “ใช้สมองน้อยๆ แต่ใช้หัวใจมากๆ”

“งานที่เราทำมาทุกชิ้น มีเรื่อง Value of Life Value of Love เป็นโครงสร้างชัดเจนอยู่แล้ว ที่เหลือก็ต่อยอดต่อไป อย่างงานช่วงหลังๆเห็นชัดว่าเราเริ่มฉีกกว้างขึ้น คือไม่ได้เล่าแค่ในบริบทครอบครัวอย่างเดียว แต่ขยายไปในมุมอื่น โดยยังอยู่ในกรอบ Big Idea เรื่องคุณค่าของชีวิต คุณค่าความรัก ไว้เหมือนเดิม อย่างเรื่องโอกาส Opportunity (2559-2560) ก็ชัดเจนว่าพูดถึงจิตวิญญาณของการเป็นตัวแทนประกันชีวิต ที่มากกว่าการได้ค่าคอมมิชชั่น คือการได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์”

ตรงนี้ที่ไชยบอกว่ามันคือการใช้ จิตปัญญา หรือ Spiritual ในการสร้างสรรค์งาน ซึ่งฟังผิวเผินอาจเข้าใจยาก แต่เชื่อว่าใครที่ดูโฆษณาทุกเรื่องของไทยประกันชีวิตก็จะจับจุดได้ว่าจิตปัญญาที่เขาว่าเป็นอย่างไร

 

ไม่มีเธอ ก็ไม่มีฉัน

จะเห็นได้ว่าความสำเร็จในการสร้ างแบรนด์ตลอดสองทศวรรษของไชยเกิดขึ้นจากการตอบคำถามทีละ Step ตั้งแต่ค้นหาว่าตัวตนเป็นใคร จะเข้าสู่หัวใจกลุ่มเป้าหมายอย่างไร ทั้งหมดไชยสรุปความสำคัญคือต้องรู้จักตัวเอง รู้จักเป้าหมาย

ที่สำคัญไม่ใช่หน้าที่ใครคนหนึ่ง แต่ต้องซึมซับทั้งองคาพยพ ไม่ว่าผู้บริหาร พนักงาน กระทั่งทีมงานโปรดักชั่น ครีเอทีฟ ทุกคนต้องเข้าใจใน message เดียวกัน จึงจะสามารถวางแผนการสร้างแบรนด์ได้อย่างแม่นยำและยืนระยะได้นานขนาดนี้

“ความสำเร็จทั้งหมดเกิดขึ้นจากความร่วมมือ ต้องขอบคุณทาง Ogilvy & Mather พาร์ตเนอร์ที่ทำงานร่วมกับเรามาตลอด ถ่ายทอดตัวตนของไทยประกันชีวิตได้ชัดเจน และที่สำคัญ ตัวตนของเรานั้นจะไม่มีทางชัดเจนได้เลย ถ้าคนของเรา ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร พนักงาน ตลอดจนตัวแทน ไม่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น” 

“ต้องขอบคุณตัวแทน ผมถือว่าพวกเขาคือ Brand Ambassador ขององค์กร ผมจะเน้นย้ำกับพวกเขาเสมอ คุณต้องตกตะกอนคำว่าจิตปัญญาให้ลึกซึ้ง คุณไม่ใช่แค่คนขายสินค้าแต่คุณต้องเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของลูกค้า เมื่อคุณช่วยลูกค้าให้พ้นความทุกข์ เมื่อตอนที่ลูกค้ายิ้มให้คุณ ผมเชื่อว่านั่นคือคุณค่าของชีวิตที่ไม่ใช่ใครก็ได้จะสัมผัส”  ผู้บริหารย้ำท้าย

“GMM GRAMMY OFFICIAL” สร้างปรากฏการณ์ผู้ติดตามทาง YouTube 10 ล้านคน บริษัทแรกในไทยเเละ SEA

เมื่อวันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม 2560 เวลา 16.00 น. GMM GRAMMY OFFICIAL ได้รับการยืนยันว่าเป็นแชนแนลเอนเตอร์เทนเมนท์ที่คนไทยกด Subscribe มากที่สุดถึง 10 ล้านคนเป็นบริษัทแรก และมี viewership มากที่สุดถึง 10,773,288,662 view ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่าย เพราะจริงๆ แล้ว ในประวัติศาสตร์ประเทศไทยก็ยังไม่มีใครสามารถทำได้มาก่อน รวมถึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ยังไม่มีใครที่มีผู้ติดตามมากถึง 10 ล้านคนอีกด้วย

การมีผู้ติดตามมากขึ้น ถึง 10 ล้าน Subscribers นั่นหมายความว่า GMM GRAMMY OFFICIAL     จะได้รับรางวัล Diamond Creator Award เป็นบริษัทแรกจาก YouTube และผู้ติดตามของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่  ก็สามารถรับชม Content ได้หลากหลาย เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกลยุทธ์ของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ก็ไม่ได้แค่จะผลักดันแชนแนลของ GMM GRAMMY OFFICIAL เพียงแชนแนลเดียวเท่านั้น จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ยังมีความตั้งใจจะสร้างแชนแนลอื่นๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของคนดูที่หลากหลาย จะเห็นได้ว่าจะมีแชนแนลในเครือของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ อีกหลายช่องที่ติด TOP 20 Subscriber ไม่ว่าจะเป็นของ genie records, Grammy Gold, GMM25, ONE31, GTH ซึ่งมีผู้ติดตามรวมสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศถึง 31,000,000 ล้านคน สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคมีความนิยมที่จะรับชม Content ที่ดีได้มากมายจากจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ กรุ๊ป

คุณภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค

การได้ Subscriber ถึง 10 ล้านคนเป็นบริษัทแรกนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะ GMM GRAMMY OFFICIAL เป็นแชนแนลเพลง ซึ่งมีการ Upload Content น้อยกว่ารายการทีวีหลายเท่าตัว ความสำเร็จนี้เกิดจากแรงสนับสนุนจากแฟนเพลง แฟนคลับ ที่ชื่นชมศิลปิน และชื่นชมในผลงานของแกรมมี่ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในครั้งนี้

ออมอย่างไรเพื่อให้เหลือใช้ในวัยเกษียณ

กลายเป็นกระแสของสังคมในวงกว้างไปแล้ว  เมื่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ออกมาประกาศว่า  ผลการวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่า การจะดำรงชีวิตแค่พอเพียงในวัยเกษียณต่อไปอีก 20 ปีจะต้องมีเงินเกือบ 3 ล้านบาทเลยทีเดียว

แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น  คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพในประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งเงินออมหลังเกษียณที่สำคัญของเหล่ามนุษย์เงินเดือน   สมาชิกเกือบ 50% มีเงินก้อนในวันเกษียณไม่ถึง 1 ล้านบาท!!!

จึงเป็นที่มาที่ทำให้ ก.ล.ต. ริเริ่มจัดงาน SEC Retirement Savings Symposium 2017 เพื่อกระตุ้นให้นายจ้างและลูกจ้างตระหนักถึงปัญหาเรื่องเงินที่จะต้องเป็นค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ และเห็นความสำคัญของการออมและการลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะการออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพราะการเกษียณนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ควรคิดตั้งแต่สมัยเริ่มต้นทำงานมากกว่าจะมาคิดเมื่อใกล้เกษียณ ซึ่งจะช้าเกินไป

โดยทีม Marketeer เราได้เข้าไปเก็บเกี่ยวความรู้ในงานครั้งนี้   และมั่นใจว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านของเรา โดยเฉพาะทั้งผู้ประกอบการเจ้าของบริษัท ตลอดจนลูกจ้างพนักงานทุกคน

 

นายจ้างและลูกจ้างต้องให้ความสำคัญกับการออมมากกว่านี้

เรื่องนี้นับเป็นปัญหาระดับมหภาค เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งก็คือปี 2568 ที่  20% ของแรงงานในระบบภาคเอกชนจะมีอายุมากกว่า 60 ปี   จากข้อมูลล่าสุดชี้ว่าการออมเพื่อวัยเกษียณของคนไทยดูยังน่าเป็นห่วง  ซึ่งปัญหาหลัก ได้แก่

  1. ปัญหานายจ้างภาคเอกชนในปัจจุบัน มีจำนวนบริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ราว 17,000 บริษัท ซึ่งคิดเป็นจำนวนเพียง 3% ของนายจ้างภาคเอกชนทั้งหมด โดยในจำนวนนายจ้างดังกล่าว มีจำนวนลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่เพียง 3 ล้านคน หรือคิดเป็น 21% ของลูกจ้างในระบบเอกชน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำ
  2. การที่ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ใส่เงินไม่พอเพื่อที่จะใช้จ่ายยามเกษียณ โดยข้อมูลล่าสุดพบว่าอัตราการส่งเงินสะสมเข้ากองทุนผ่านทั้งลูกจ้างและนายจ้าง มีค่าเฉลี่ยอยู่เพียง 4-5% เท่านั้น ซึ่งระดับดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายในวัยเกษียณ จากระดับที่เพียงพอควรจะอยู่ที่ 15-20%
  3. เงินออมผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนใหญ่ หรือมากกว่า 80% ไปลงทุนอยู่กับตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ในขณะที่การลงทุนในหุ้น ซึ่งมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า มีอยู่เพียง 16% เท่านั้น
รพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต.
บรรยากาศในงานสัมมนา

จากปัญหาหลักทั้ง 3 ข้อข้างต้น สรุปได้ว่าคนไทยออมเงินน้อย และขาดความรู้เรื่องการลงทุน ซึ่งเป็นที่มาของความเสี่ยงที่คนไทยส่วนใหญ่จะมีเงินไม่พอใช้ในวัยเกษียณ

ดังนั้นหนึ่งในจุดเริ่มต้นทางออกที่สำคัญ  คือ นายจ้างควรจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับลูกจ้างเพิ่มมากขึ้น  พร้อมเพิ่มทางเลือกการลงทุนที่หลากหลายให้กับลูกจ้างด้วย โดยไม่จำกัดเพียงการลงทุนความเสี่ยงต่ำ หรือ ตราสารหนี้เพียงอย่างเดียว  ส่วนสมาชิกที่เป็นลูกจ้างก็ต้องทำความเข้าใจว่า เงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่เก็บไว้ใช้ในวัยเกษียณ  ซึ่งจะต้องรู้จักบริหารจัดการเงินให้เป็น  ไม่ว่าจะเป็นการเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับตัวเอง รู้จักการคำนวณว่าควรต้องมีเงินเท่าไหร่หลังเกษียณ

 

 

 

และสาระสำคัญที่บริษัทควรจัดทำกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือ เป็นสิ่งแสดงน้ำใจต่อพนักงาน สร้างความเชื่อมั่นเรื่องความมั่นคง และเป็นการดูแลให้รู้จักอดออม และพอเพียงนั่นเอง

ลดภาษีด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ข้อดีของการมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  ทั้งนายจ้างและลูกจ้างมีโอกาสได้รับการเอื้อประโยชน์เรื่องภาษีถึง 3 ต่อ ต่อแรกคือ นายจ้างสามารถนำเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จ่ายให้ลูกจ้างไปคำนวณรวมเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อลดหย่อนภาษีได้  ในขณะที่ลูกจ้างสามารถนำเงินสะสมไปลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน   ต่อที่สอง ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจากการลงทุนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะไม่ถูกเก็บภาษี และต่อที่สาม เมื่อลูกจ้างอายุครบ 55 ปี และเป็นสมาชิกกองทุนต่อเนื่องมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี จะได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในกรณีที่นำเงินออกจากกองทุน   ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึงเท่าไหร่นักในช่วงที่เป็นวัยทำงาน

การวางแผนการเงินสำหรับคนทำงาน

การใช้เงินในชีวิตประจำวันนั้น นอกจากรายรับที่ได้มาแล้วจ่ายออกไปนั้น เราควรเก็บออม และมีเงินทุนสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินขั้นต่ำ 6 เดือน นอกจากนี้ ยังต้องวางแผนเกษียณรวย ในการออมเงินโดยวิธีอื่นๆ เพื่อให้ได้เงินออมที่มากขึ้น อาทิ การลงทุนในกองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเน็จบำนาญข้าราชการ เป็นต้น หรือถ้าอยากเกษียณเร็วขึ้น จะต้องลงทุนเพิ่ม เช่น อสังหาริมทรัพย์ การทำธุรกิจ หุ้น ฯลฯ โดยต้องศึกษาอย่างรอบคอบ เพื่อที่การลงทุนเหล่านั้นจะเป็นแหล่งสร้างรายได้หลังเกษียณได้ในอีกทางหนึ่ง

จักรพงษ์  เมษพันธ์  The Money Coach นักเขียน นักพูดคนดัง ได้ให้แนวคิด Money Fitnessที่น่าสนใจ 1.มีสภาพคล่องในการใช้เงิน คือ ต้องบริหารเงินในแต่ละเดือนให้พอจ่าย มีกิน มีใช้ และมีเหลือเก็บได้อย่างน้อย 10% ทุกเดือน 2.ปลอดหนี้จน คือ ต้องไม่มีหนี้บริโภค เช่น หนี้บัตรเครดิต ค้างชำระ หรือ ไม่ต้องจ่ายขั้นต่ำ และมีหนี้บ้าน และรถยนต์ในระดับที่บริหารจัดการได้ 3.พร้อมชนความเสี่ยง คือ ต้องทราบความจำเป็นของตัวเองต้องมีประกันชีวิตหรือไม่ มีทุนประกันชีวิตครอบคลุมความเสี่ยงหากเกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร หรือป้องกันความเสี่ยงการเจ็บป่วย และอุบัติเหตุไว้อย่างเพียงพอ และมีการจัดการความเสี่ยงกับทรัพย์สินต่างๆ ไว้เป็นอย่างดี 4.สอดคล้องเกณฑ์ภาษี คือ การวางแผนภาษีของตัวเองได้ และใช้สิทธิค่าใช้จ่าย และลดหย่อนได้อย่างถูกต้อง 5.บั้นปลายชีวิตมีทุนเกษียณ คือ ต้องมีการวางแผนชีวิตในการเตรียมเงินไว้ใช้ในยามเกษียณ และต้องวางแผนการออมและการลงทุนสำหรับการเกษียณไว้ให้พร้อม

 

ทั้งหมดคือความรู้เบื้องต้นจากการสัมมนา สำหรับรากฐานที่ดี คือการมีวินัยทางการเงิน และมีความรู้ทางด้านการเงิน รวมถึงมีความรับผิดชอบ เป็นคุณสมบัติของผู้ประสบควมสำเร็จทางการเงิน

นอกจากนั้นยังต้องรู้จักวิธีการบริหารความเสี่ยง สามารถจัดการความเสี่ยงทางการเงิน วางแผนเกษียณรวย และวางแผนเกษียณเร็ว ด้วยหลักคิด และแนวทางบริหารเงินส่วนบุคคล

อย่าลืมว่ารากฐานของความมั่งคั่ง คือการวางแผนอนาคตให้รัดกุมที่สุด และนี่เป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำตั้งแต่วันนี้…

 

ผ่ากลยุทธ์ ADB ผู้นำผลิตภัณฑ์กาวและยาแนว และเม็ดพลาสติกคอมปาวด์ระดับสากล

ผลิตภัณฑ์กาวและยาแนวถือเป็นสินค้าอุตสาหกรรมที่มีอัตรากำไรสูงและตลาดยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดีทั้งในและต่างประเทศ จากความต้องการใช้ในภาคครัวเรือนเพื่อก่อสร้างซ่อมแซม อุดรอยรั่วซึม ตลอดจนการใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรม ความต้องการผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จึงมาจากกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย และนับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตามอง ด้วยศักยภาพการเติบโตตามการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม

บมจ. แอ็พพลาย ดีบี หรือ ADB เป็นบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมกาวและยาแนว และเม็ดพลาสติกคอมปาวด์มายาวนานกว่า 30 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นจากการผนึกกำลังทางธุรกิจระหว่าง บจก. ดีบี เคมีคอล อินดัสเตรียล บริษัทชั้นนำในธุรกิจผลิตกาว และ บจก. แอ็พพลาย เคมิคอล อินดัสตรี้ ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกพีวีซีระดับมาตรฐานสากล และมีเป้าหมายก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจผลิตภัณฑ์กาวและยาแนวและผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกคอมปาวด์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของทั้งสองบริษัทที่โลดแล่นอยู่ในธุรกิจมาอย่างยาวนาน ทำให้ ADB เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยได้รับความไว้วางใจและสามารถส่งออกสินค้าไปจำหน่ายทั่วโลก ทั้งในทวีปเอเชีย อเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

ADB มีการลงทุนเครื่องจักรสำหรับผลิตสินค้าและมุ่งเน้นการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ นับเป็นความโดดเด่นของธุรกิจที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยมีทีม R&D ที่ทำงานใกล้ชิดกับลูกค้าเพื่อคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าเฉพาะราย และยังได้ได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากประเทศไต้หวันที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ ตลอดจนมีความพร้อมด้านฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงและมีมาตรฐานในระดับสากล

โอกาสทางธุรกิจที่เติบโตควบคู่กับทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมของผลิตภัณฑ์อย่างไม่หยุดนิ่ง … ADB จึงเป็นอีกหนึ่งบริษัทฯ ดาวรุ่งในธุรกิจกาวและยาแนว และเม็ดพลาสติกคอมปาวด์ ที่น่าจับตามองและกำลังเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เร็วๆ นี้

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ adb-ipo.com

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

Social Innovation จากท่อส่งน้ำ สู่บ้าน (ของ) ปลา เพื่อประมงพื้นบ้าน

การสร้างองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนนั้น นอกจากจะมีผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพ และการบริหารธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์แล้ว ยังต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กันด้วย

การทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ Corporate Social Responsible – CSR ให้เกิดคุณค่าอย่างยั่งยืนนั้น ต้องมาจากการส่งผ่านองค์ความรู้ หรือการนำนวัตกรรมจากภาคธุรกิจไปสู่ชุมชนและสังคม ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน จนชุมชนสามารถพัฒนาและต่อยอดสร้างความยั่งยืนได้ด้วยตัวเอง นำไปสู่สังคมที่พึ่งพาตนเองได้ในที่สุด

หนึ่งในองค์กรชั้นนำของไทยที่นำแนวคิดด้านนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation) มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานกิจกรรมเพื่อสังคม นั่นก็คือ  “เอสซีจี เคมิคอลส์” ธุรกิจเคมีภัณฑ์ใน เอสซีจี ซึ่งเห็นได้จากหลายโครงการที่ทางบริษัท ฯ ได้ทำร่วมกับชุมชนในพื้นที่ จ.ระยอง ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงาน ยกตัวอย่างเช่น โครงการ “บ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์” (Fish home by SCG Chemicals)

โครงการ “บ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์” เกิดขึ้นในปี 2555 โดยเริ่มจากแนวคิดเรื่องการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่เรียกว่า Waste to Value ซึ่งบริษัท ฯ ได้ส่งเสริมให้ทุกหน่วยงานนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งธุรกิจเม็ดพลาสติกเพื่อผลิตท่อทนแรงดันสูง หรือท่อ PE 100 สำหรับนำไปใช้ในการขนส่งน้ำ หรือ ก๊าซ ได้มีท่อที่เหลือจากการขึ้นรูปเพื่อทดสอบคุณภาพของเม็ดพลาสติก จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการหาวิธีนำท่อเหล่านี้ไปสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อชุมชนแทนการกำจัดตามมาตรฐานของโรงงาน

เนื่องจากโรงงานส่วนใหญ่ของเอสซีจี เคมิคอลส์ ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง ซึ่งมีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล ทำให้พนักงานของเอสซีจี เคมิคอลส์ได้มีโอกาสพบปะใกล้ชิดกับกลุ่มประมงพื้นบ้าน และได้รับทราบปัญหาเรื่องการลดน้อยลงของปลาและสัตว์น้ำต่าง ๆ บริเวณชายฝั่งในพื้นที่  ด้วยเหตุนี้ ทีมงานหลายทีมภายในเอสซีจี เคมิคอลส์ เช่น ทีมวิจัยและพัฒนา (R&D)  ทีมกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) จึงได้เริ่มศึกษาและออกแบบบ้านปลาโดยนำท่อ PE 100 ที่เหลือจากกระบวนการทดสอบมาเป็นวัสดุ ซึ่งท่อเหล่านี้เป็นวัสดุที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการออกแบบบ้านปลาจากท่อ PE 100 ในครั้งนั้น มีหลายภาคส่วนมาร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เช่น สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (สบทช.) และยังได้ภูมิปัญญาพื้นบ้านจากกลุ่มประมงพื้นบ้าน จ.ระยอง มาร่วมแนะนำด้วย

จนกลายมาเป็นบ้านปลาทรงสามเหลี่ยมคล้ายหลังคาบ้านในปัจจุบัน และเกิดเป็นโครงการ “บ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์” (Fish home by SCG Chemicals)

โดยเป้าหมายของโครงการบ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์ ไม่ใช่เพียงแค่ฟื้นฟูท้องทะเลให้สมบูรณ์อีกครั้ง แต่รวมถึงการเป็นเครื่องมือที่ช่วยผลักดันให้ประมงพื้นบ้านไทยกลับมามีวิถีชีวิตที่ยั่งยืน โดย‘ความยั่งยืน’ ในที่นี้ต้องเกิดจากการร่วมมือกันจากหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งภาคเอกชน หน่วยงานราชการ และที่สำคัญคือการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่

ในปีที่ 6 นี้ Marketeer จะพามาดูความคืบหน้า พร้อมผลลัพธ์ของโครงการที่จะทำให้เรารู้ว่า การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนนั้นเป็นอย่างไร

ความร่วมมือร่วมใจ คือ กุญแจสำคัญให้โครงการยั่งยืน

สิ่งสำคัญที่ทำให้โครงการก้าวมาสู่ปีที่ 6 และยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องนั้น เกิดจาก “ความร่วมมือร่วมใจ” และ “การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่” โดยการสร้างบ้านปลาแต่ละครั้งจะมีจิตอาสาทั้งที่เป็นพนักงานเอสซีจี และผู้สนใจจากภายนอกมาร่วมกับชุมชนประมงพื้นบ้าน และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการสร้างบ้านปลา ซึ่งตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบัน สามารถวางบ้านปลาได้กว่า 1,000 หลัง ในพื้นที่ จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี

อย่างไรก็ตาม การสร้างบ้านปลาเพียงอย่างเดียวนั้นคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องจำนวนปลาที่ลดลงได้อย่างยั่งยืน เพราะหัวใจสำคัญอยู่ที่ การดูแลพื้นที่ที่วางบ้านปลาไปแล้ว ซึ่งกลุ่มประมงพื้นบ้านหัวใจอนุรักษ์จะช่วยกันรักษาบ้านปลาที่ได้รับโดยกำหนดบริเวณให้เป็น “พื้นที่อนุรักษ์” ซึ่งกลุ่มประมงจะตกลงร่วมกันว่าจะหาปลานอกเขตนี้เท่านั้น เพื่อให้ที่นี้เป็นแหล่งอนุบาลลูกปลา ให้เหล่าสัตว์น้ำมีระยะเวลาฟื้นฟูเติบโตได้อย่างเต็มที่

และภายหลังที่วางบ้านปลาไป เอสซีจี เคมิคอลส์ ยังร่วมกับ สบทช. และกลุ่มประมงพื้นบ้าน ทำการสำรวจบ้านปลาที่ถูกวางเป็นประจำทุก 3 เดือน พร้อมระบุพิกัด GPS แต่ละจุดเพื่อช่วยในการติดตามอย่างต่อเนื่อง

ก้าวสู่ปีที่ 6 บ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์

จากปี 2555 จุดเริ่มต้นโครงการบ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์ ที่ปากคลองแกลง จ.ระยอง ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีมีการขยายโครงการ ฯ ไปทั่วชายฝั่งระยอง และเริ่มขยายไปที่ จ.ชลบุรี จนมาถึงในปี 2560 บ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์ กว่า 1,000 หลังได้ถูกวางลงสู่ทะเลเป็นบ้านใหม่ให้กับเหล่าปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็กมากมาย ในพื้นที่ทั้งหมด 28 กลุ่มประมง  นอกจากนี้ในอนาคต เอสซีจี เคมิคอลส์ ยังมุ่งมั่นที่จะขยายโครงการ ฯ ไปยังเครือข่ายกลุ่มประมงพื้นบ้านที่มีใจอนุรักษ์ในจังหวัดต่าง ๆ ตลอดชายฝั่งภาคตะวันออกอย่าง ระยอง ชลบุรี จันทบุรี และตราดอีกด้วย

 

ทำไมท่อส่งน้ำจึงเหมาะกับการทำบ้านปลา

รูปแบบบ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์ มีท่อ PE100 เป็นวัสดุหลัก ซึ่งรูของท่อจะช่วยให้น้ำสามารถไหลเข้าออกได้สะดวก  และด้วยโครงสร้างที่ซับซ้อนจึงเหมาะกับการให้ปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็ก เข้ามาอยู่ในช่องว่างต่าง ๆ   โดยการจัดวางบ้านปลาใต้ทะเลนั้นจะถูกวางในพื้นที่ใกล้ชายฝั่ง น้ำลึกไม่เกิน 10 เมตร โดยจัดวางใกล้กันอย่างน้อย 10 หลัง คิดเป็นพื้นที่ราว 20 ตารางเมตรต่อหนึ่งหมู่บ้านปลา

ข้อดีของบ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์ “ทรงสามเหลี่ยมปิรามิด”

  • มุมน้อยลง ลดปัญหาขอบท่อเกี่ยวอวนขาด
  • ประกอบง่ายขึ้น ใช้วัสดุน้อยลง
  • น้ำหนักเบาลง ใช้คนในการขนย้ายน้อยลง
  • สามารถบรรจุในเรือเล็กได้จำนวนมากขึ้น โดยการวางเรียงสลับคว่ำหงายต่อกัน
  • คงทนต่อกระแสน้ำ ไม่พลิกหรือเคลื่อนย้าย เมื่อนำไปวางในทะเล

ความสำเร็จของโครงการบ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์ในวันนี้ ไม่ใช่แค่การขยายพื้นที่ให้ครอบคลุมชายฝั่งทะเลตะวันออกเท่านั้น แต่สิ่งที่น่าชื่นชมคือ การส่งผ่านองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีของภาคธุรกิจให้กับชุมชน จนกลายเป็นการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation) และการร่วมแรงร่วมใจของทุกๆ ฝ่ายที่ช่วยกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และคืนความอุดมสมบูรณ์ของทะเลชายฝั่งไทยให้ดีขึ้นอีกครั้ง

หากใครอ่านแล้ว สนใจโครงการบ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์ ยังสามารถไปตามอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.scgchemicals.com/fishhome

 เมื่อปลาและสัตว์น้ำทั้งหลายกลับมา วิถีชีวิตชาวประมงเรือเล็กก็ยังคงอยู่ ชุมชนสามารถพึ่งพาตัวเองได้ และเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

จิตอาสาพลังแผ่นดิน: TAXI จิตอาสา

ชีวิตที่เผชิญหน้ากับความยากจน การถูกเอารัดเอาเปรียบ กลั่นแกล้งรังแกมาสารพัดรูปแบบตั้งแต่เกิด   จนครั้งหนึ่งเกือบเสียชีวิตด้วยโชคดีที่วันนั้นได้พบคนใจบุญช่วยเหลือจนรอดชีวิตมา จากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ คุณเดี่ยว – สุวรรณฉัตร พรหมชาติ ซาบซึ้งถึงความสุขของคนที่เป็นผู้รับ และตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตของตัวเองทำงานเพื่อช่วยเหลือคนอื่นบ้าง เพื่อตอบแทนสิ่งดี ๆ ที่ตัวเองเคยได้รับมา

“ชีวิตถูกเอาเปรียบมาตลอด ไม่เคยได้รับความเป็นธรรมเท่ากับคนอื่น เลยจำขึ้นใจว่าอย่าไปเอาเปรียบใคร เคยอยากจะฆ่าตัวตายหลายครั้ง แต่โชคดีที่ปรับความคิดได้ว่า ถ้าชีวิตมันเป็นแบบนี้ เราก็ควรจะทำอะไรบางอย่างที่จะทำให้ชีวิตเรามีคุณค่า และในเมื่อทำเพื่อตัวเองไม่ได้ ก็ทำเพื่อคนอื่นดีกว่า ตั้งแต่นั้นเลยทำให้เราเลิกสนใจเรื่องตัวเอง แต่สนใจที่จะช่วยเหลือคนอื่น พอทำแล้วก็รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า มีความสุข ถ้าตายพรุ่งนี้ก็ไม่เสียดายชีวิต”

ทุกวันนี้คุณเดี่ยวทุ่มเทเวลาทั้งหมดเป็นแท็กซี่จิตอาสาเต็มเวลา บริการรับส่งผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต คนชรานอนติดเตียง ผู้ป่วยนั่งรถเข็นช่วยเหลือตัวเองไม่ได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ในแต่ละวันคุณเดี่ยวจะให้บริการรับอุ้มผู้ป่วยจากบ้าน รับส่งจากบ้านไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล บางวันถ้าพื้นที่ไม่ไกลกันมาก สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้สูงถึง 6 ราย นอกจากนี้ ระยะหลังคุณเดี่ยวยังดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยติดต่อเรื่องของ สิทธิผู้พิการ โดยมี พญ.จำเนียร พรหมชาติ ภรรยาคู่ชีวิตทำงานจิตอาสาเคียงข้างไปด้วยกัน

“สิ่งที่ทำเป็นความสุข เป็นคุณค่าที่ทำให้เราอยากมีลมหายใจต่อไป เคยมีผู้ป่วยรายหนึ่งนอนติดเตียง แผลกดทับลึกเต็มตัว ภรรยาเป็นคนทำงานหาเลี้ยง มีลูกสาวอยู่แค่ ป.5 คืนนั้นภรรยาเขาโทรมาขอให้ผมเข้าไปช่วยอุ้มคนป่วยออกมาส่งโรงพยาบาล ตอนไปเจออาการหนักจนเกือบคิดว่าจะตายแล้ว แต่หลังจากเราพาเขาไปติดต่อส่งตัวให้คุณหมอที่โรงพยาบาลรักษาจนเรียบร้อย ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ตอนนี้เขาสามารถกลับมาเดินได้ มีชีวิตใหม่อีกครั้งได้แบบไม่น่าเชื่อ”

คุณเดี่ยวบอกว่าสิ่งที่ทำทุกวันนี้เหมือนการหยอดกระปุกสะสมความสุขไปเรื่อย ๆ และสิ่งที่ทำให้มีความสุขมากขึ้นไปอีก คือการที่เรื่องราวของคุณเดี่ยวกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ใครอีกหลายคนได้เริ่มต้นทำความดี เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความดีที่งอกงามต่อเนื่องไปอย่างไม่สิ้นสุด และคุณเองก็ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำความดีได้ที่ www.palangpandin.com เว็บไซต์ที่รวบรวมการเข้าถึงงานอาสา ส่งเสริมให้ผู้คนออกไปมีประสบการณ์ตรงจากการทำความดี และบอกเล่าแบ่งปันเรื่องราวกิจกรรมการทำดีที่ได้ทำมา เพราะหนึ่งความดีสานต่อเป็นพลังทั้งแผ่นดิน

จิตอาสาพลังแผ่นดิน: ฟองบุญคลินิก

สำหรับบางคนแล้ว การเข้าถึงสิทธิการดูแลสุขภาพ สาธารณสุข ยังคงเป็นเรื่องยากลำบาก โดยเฉพาะคนยากจน คนต่างด้าว แค่ค่ารถเดินทางไปหาหมอยังเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัส ‘ฟองบุญคลินิก’ จึงเกิดขึ้นเพื่อเติมเต็มช่องว่าง ให้คนยากไร้ได้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาและการดูแลสุขภาพอย่างเท่าเทียมกับคนอื่น ๆ ในสังคม

‘ฟองบุญคลินิก’ เปิดให้บริการรักษาโรคทั่วไปให้กับผู้ป่วยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนต่างด้าว คนยากไร้ หรือคนด้อยโอกาส แรกเริ่มเดิมทีตั้งค่ารักษาไว้แค่ 2 บาท ทำให้คนรู้จักในชื่อ ‘คลินิก 2 บาท’ แต่ปัจจุบัน ค่ารักษาเปลี่ยนเป็นการหยอดตู้บริจาคตามจิตศรัทธาและกำลังที่มี และจะหยอดหรือไม่ก็ได้ เพราะจุดประสงค์ของคลินิกแห่งนี้ เปิดขึ้นมาด้วยความตั้งใจที่จะตอบแทนสังคม การทำงานในคลินิกเป็นการทำงานจิตอาสาในช่วงวันหยุดของ คุณหมอเบิร์ด – อ.นพ.ไพฑูรย์ เบ็ญจพรเลิศ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

“จุดเริ่มต้นของคลินิกจริง ๆ มาจากวันหนึ่งคุณแม่พาญาติไปโรงพยาบาลแต่เช้า แต่ด้วยความที่วันนั้น คนไข้เยอะ คุณหมอติดเคสผ่าตัด ทำให้หมดเวลาแล้วก็ยังไม่ได้ตรวจ ทำให้คุณแม่คิดว่า ขนาดเราที่ค่อนข้างพร้อม เวลามาหาหมอยังลำบาก คนที่ด้อยโอกาสน่าจะลำบากกว่านี้เยอะ ก็เลยมีความคิดอยากเปิดคลินิกรักษาฟรี โดยนำรายได้ส่วนหนึ่งของธุรกิจในครอบครัวมาสนับสนุนเป็นค่าใช้จ่าย ใช้วันหยุดของผมคืออาทิตย์ที่ 2 และ 4 ของเดือน เปิดรักษาให้กับทุกคนโดยไม่เลือกว่าจะเป็นใคร”

2 วันต่อเดือนอาจจะดูเล็กน้อย แต่สำหรับคุณหมอแล้ว เป็นช่วงเวลาที่พอดี ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป เพราะเป็นงานจิตอาสาที่ทำได้สบาย ๆ แบบไม่เบียดเบียนตัวเองและคนอื่น เป็นความดีง่าย ๆ ที่ทุกคนก็ทำได้เช่นกัน

“การทำความดีไม่ใช่เรื่องยาก แค่ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็เป็นการทำความดีแล้ว คนกวาดถนนก็กวาดให้สะอาดที่สุด คนขายอาหารก็ขายแต่อาหารที่ดี ไม่มีสารพิษ ถ้าทุกคนมีจิตคิดบวก ไม่ทำอันตรายให้คนอื่น ก็ถือว่าเริ่มต้นทำความดีแล้ว สิ่งเหล่านี้จะเป็นพลังบวกที่ทำให้สังคมเราดีขึ้นได้”

และคุณเองก็ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำความดีได้ที่ www.palangpandin.com เว็บไซต์ที่รวบรวมการเข้าถึงงานอาสา ส่งเสริมให้ผู้คนออกไปมีประสบการณ์ตรงจากการทำความดี และบอกเล่าแบ่งปันเรื่องราวกิจกรรมการทำดีที่ได้ทำมา เพราะหนึ่งความดีสานต่อเป็นพลังทั้งแผ่นดิน

 

จิตอาสาพลังแผ่นดิน: ธนาคารสติ

“ศาสนาและปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องยาก เราสามารถเรียนรู้ได้ทุกขณะในชีวิตประจำวัน”

ข้อความข้างต้นคือนิยามสำคัญที่ ครูดล – ธนวัชร์ เกตน์วิมุต ใช้ในการเรียนรู้งานด้านศาสนาปฏิบัติธรรมด้วยตัวเอง ไปจนถึงการส่งต่อให้คนรอบข้างได้เรียนรู้ ผ่านงานเรียนรู้เรื่องความตาย

 

งานจิตอาสาของเครือข่ายชีวิตสิกขาและเครือข่ายชุมชนออนไลน ที่ชื่อ ‘ธนาคารสติ’

“เวลาสอนหรือประยุกต์กิจกรรมก็จะไม่ค่อยกางตำรา สื่อสารด้วยภาษาง่าย ๆ เพราะเราเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่นักบวช แต่เป็นคนจริง ๆ มันคือการใช้ชีวิต ดังนั้นทุกศาสนา เรียนได้ ปฏิบัติได้ด้วยกัน ถ้าให้นิยามธรรมะแบบนี้ จะทำให้ประยุกต์ได้กับทุกเรื่อง เพราะมันคือการเน้นความรู้สึกตัวในชีวิตประจำวัน เดิน กิน นั่ง นอน แต่มีสติตลอดเวลา”

เครือข่ายชีวิตสิกขา คือกลุ่มชาวจิตอาสาที่มารวมตัวกันจากจุดเริ่มต้นแนวคิดของครูดล กิจกรรมแรกและกลายเป็นกิจกรรมที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายคือ กิจกรรมเย็บถุงผ้าจากชายผ้าเหลืองเพื่อนำไปใส่หนังสือธรรมะมอบให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายในโรงพยาบาล นัยแฝงของกิจกรรมนอกจากการส่งความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดีให้ผู้ป่วยแล้ว การเย็บถุงผ้ายังเป็น ‘ศิลปะภาวนา’ เพราะระหว่างการทำถุงผ้า เข็มและด้ายที่ปักขึ้นลงสร้างลวดลาย จะเป็นอุบายช่วยยึดเหนี่ยว ‘จิต’ ของผู้ทำให้นิ่งสงบ ไม่เคว้งไหลไปอยู่กับอดีตหรืออนาคต ซึ่งเป็นต้นเหตุที่มักทำให้จิตของเราทุกข์และบอบช้ำ

ทว่าในบางครั้งบางครา พายุแห่งความทุกข์ก็อาจทำให้เราไม่สามารถประคองสติไว้ได้ด้วยตัวเอง เมื่อถึงเวลานั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมีกัลยาณมิตรเข้ามาช่วยเหลือ เป็นที่ปรึกษา พูดคุย ซึ่งนั่นคือบทบาทของ ‘ธนาคารสติ’ ที่ครูดลและทีมจิตอาสาได้สร้างขึ้นบนสื่อโซเชียลมีเดีย ทำหน้าที่เป็นเพื่อนช่วยคลี่คลายความทุกข์ เรียกสติของเราให้กลับมาอีกครั้ง

“เราเชื่อว่าทุกคนมีสติ แต่ความทุกข์กดสติของเราให้ขึ้นมาไม่ได้ จิตอาสาในธนาคารสติจะทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร เป็นที่ปรึกษา พูดคุย สะท้อนคิดให้ทุกคนได้กลับไปเจอสติของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง”

ตอนนี้ธนาคารสติทำหน้าที่บนสื่อออนไลน์มา 1 ปีเต็มแล้ว เปิดรับความทุกข์ของคนที่ส่งเข้ามา จิตอาสาที่เข้ามาตอบในฐานะธนาคารสติทุกคนจะได้รับการอบรมจากครูดล ทุกคนคือธนาคารสติ เป็นกัลยาณมิตรที่คอยช่วยพูดคุยคลี่คลายความทุกข์ ซึ่งที่ผ่านมาหลาย ๆ ครั้งก็พบผลลัพธ์ที่ไม่น่าเชื่อว่า เพียงแค่การพูดคุยสะท้อนความคิดในช่องทางออนไลน์ ก็มีพลังที่จะสามารถช่วยให้เขาก้าวพ้นความทุกข์ ค้นพบสติและกลับมามีความสุขในชีวิตได้อีกครั้ง

เรียนรู้ 9 เส้นทางแห่งการทำความดีไปด้วยกันที่ palangpandin.com คุณเองก็เป็นส่วนหนึ่งในการทำความดีให้กับสังคมได้ เพราะ ‘1 พลังทำดี สานต่อเป็นพลังของแผ่นดิน’