Category Archives: Marketeer Today

“มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เมื่อภาคธุรกิจขานรับวิสัยทัศน์ประเทศไทย 4.0 ด้วยแนวคิดเกื้อกูลสังคม

“มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” คือวิสัยทัศน์ที่จะนำพาประเทศก้าวสู่การเป็น “ประเทศไทย 4.0” ด้วยความมุ่งมั่นว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยยึดหลักตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่ว่าคนไทยจะมีความสุข อยู่ดี กินดี สังคมมีความมั่นคง เสมอภาคและเป็นธรรม

ซึ่งหากต้องการให้วิสัยทัศน์ดังกล่าวเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ก็ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีกำลังในการผลักดันสูง ไม่ว่าจะในแง่ของเงินทุน ทรัพยากร บุคลากร และเครือข่ายต่างๆ

และเป็นเรื่องน่ายินดีว่า ภาคธุรกิจหลายฝ่ายก็เริ่มหันมาทำธุรกิจแบบที่ให้สังคมและชุมชนมีส่วนร่วม (Inclusive Business) โดยเน้นสร้างผลประโยชน์ให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืนมากกว่าจะสร้างภาพลักษณ์และผลประโยชน์ให้แก่ชุมชนในระยะเวลาสั้นๆ เหมือนแต่ก่อน ทำให้ชาวบ้านในชุมชนสามารถยืนด้วยลำแข้งของตัวเองต่อไปได้โดยไม่ต้องคอยพึ่งพาความช่วยเหลือหรือเงินสนับสนุน

แอดมินชอบตัวอย่างแนวคิดหนึ่ง ในเรื่อง Inclusive Business ที่สร้างความมั่นคง มั่งคั่งให้แก่คนในชุมชน

ก็คือ ชุมชนต้นแบบท่ามะนาว เริ่มต้นเกิดจากความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ต้องทนทุกข์กับกลิ่นเหม็นจากฟาร์มหมู ทาง ปตท. และชาวบ้านจึงร่วมกันวางท่อส่งก๊าซชีวภาพ จากฟาร์มหมูไปสู่ชุมชน ทั้งนี้การเลี้ยงหมู 700-800 ตัวต่อ 1 ฟาร์ม สามารถผลิตเชื้อเพลิงให้ชาวบ้านใช้ได้ประมาณ 40 ครัวเรือน ช่วยชุมชนประหยัดเงินค่าใช้ไฟฟ้าได้ราว 6,990 บาท/ปี ลดค่าใช้จ่ายด้านก๊าซหุงต้ม (LPG) ได้ประมาณ 65,230 บาท/ปี และประหยัดค่าน้ำมันดีเซลที่ใช้ผลิตไฟฟ้าในฟาร์มถึง 67,500 บาท/ปี รวมถึงยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 196.5 ตันคาร์บอนไดออกไซด์/ปี อีกด้วย

 

อีกเคสหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นโซล่าเซลล์ลอยน้ำ พลังงานสะอาดเพื่อความยั่งยืนของชุมชน ก็เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่มีแนวคิดแบบ Inclusive Business ระบบโซล่าเซลล์แบบติดตั้งลอยน้ำ หรือ Floating PV ในชุมชน ต.คำแคน จ.ขอนแก่น เป็น 1 ใน 4 แห่งที่ ปตท. ทำการศึกษาและขยายผลไปสู่ศูนย์การเรียนรู้พลังงานชุมชนทั่วประเทศ โดยสามารถลดค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำให้ชุมชนได้ถึง 22,000 บาท/ปี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2.56 ตันคาร์บอนไดออกไซด์/ปี และสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน 22 ครัวเรือน

นอกจากนี้ บางธุรกิจก็ทำธุรกิจเพื่อช่วยกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำภายในสังคม สร้างงานและอาชีพที่มั่นคงให้แก่คนในชุมชน อันเป็นรากฐานความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของการเป็นมนุษย์

อย่างเช่น ธุรกิจ Once Again Hostel โฮสเทลที่ร่วมมือกับคนชุมชนย่านเก่าแก่ในกรุงเทพมหานครที่กำลังจะถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยความคึกคักของนักท่องเที่ยว ด้วยการสร้างเครือข่ายชุมชน ที่ให้แขกที่มาพักในโฮสเทลได้ลงไปสัมผัสวิถีชีวิตในย่านเก่าแก่ การว่าจ้างงานคนในชุมชนให้มาทำงานในโฮสเทล รวมไปถึงการสร้างโรงเรียนสำหรับเด็กๆ ในวันหยุด ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างเอื้อประโยชน์ให้แก่กัน เป็นวงจรธุรกิจที่ยั่งยืน

ขอบคุณรูปจาก www.onceagainhostel.com

หรือกิจการการท่องเที่ยวชุมชนไอเดียดีอย่าง Local Alike ก็สร้างธุรกิจขึ้นมาภายใต้แนวคิดที่ว่า การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนคือ การที่ชาวบ้านหรือชุมชนต้องเป็นเจ้าของทรัพยากร สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจการท่องเที่ยวนั้นๆ ได้ โดยมี Local Alike เป็นพาร์ทเนอร์เชื่อมโยงระหว่างนักท่องเที่ยวและชุมชนเข้าด้วยกัน

Local Alike จะทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อค้นหาว่าอะไรคือจุดแข็งที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้อยากเข้ามาสัมผัสประสบการณ์เฉพาะตัวของชุมชน เช่น วิถีชีวิตชาวประมงที่เกาะยาวน้อย จ.ภูเก็ต บริการโฮมสเตย์ หรือจุดชมวิวที่สวยงามแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ซึ่งธุรกิจนี้ นอกจากจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้กับทั้งชุมชนและ Local Alike เองแล้ว ยังช่วยพัฒนาสิ่งแวดล้อมในชุมชนไปพร้อมกันด้วย เช่น เมื่อหมู่บ้านหนึ่งๆ มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมเยอะขึ้น ก็เกิดการจัดการขยะที่ดีขึ้น หรือเกิดการอนุรักษ์หวงแหนทรัพยากรให้สวยงามคงเดิมหรือดียิ่งๆ ขึ้น เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามเอาไว้นั่นเอง

ขอบคุณรูปภาพจาก www.creativemove.com และ Local Alike

เพราะว่าการสร้างความ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ตามวิสัยทัศน์ของประเทศไทย 4.0 นั้น ทุกๆ ฝ่ายต้องร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจหรือชุมชน ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นแต่การสร้างผลกำไรเท่านั้น แต่ยังต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และพลวัตของวิถีชุมชนในสังคมที่จะต้องไม่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง และยังคงดำเนินอยู่ไปพร้อมกัน อย่าง “เกื้อกูล”นั่นเอง

 

อ้างอิง

http://www.thaigov.go.th/uploads/document/22/2016/09/pdf/p1.pdf

http://www.prd.go.th/ewt_news.php?nid=182784&filename=index5

http://www.creativemove.com/interview/local-alike/

http://www.jobthai.com/REACH/inspiration/ทำความรู้จักตัวอย่างธุรกิจ-social-enterprise-ที่น่าสนใจในเมืองไทย.html

 

กลับมาอีกครั้ง กับงาน “DM HOME WAREHOUSE SALE” พร้อมส่วนลดสูงสุดถึง 80% กับแคมเปญ On-Top ลุ้น รับ แลก ของรางวัลมากมาย

DM HOME ผู้นำเข้าเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ชั้นนำระดับลักซ์ชัวรี่ จัดงานใหญ่กว่าครั้งไหนๆ เพื่อส่งท้ายปลายปี กับมหกรรมลดราคาเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีเพื่อคนรักการตกแต่งบ้าน ในงาน “DM HOME WAREHOUSE SALE” พร้อมมอบส่วนลดสูงสุดถึง 80%” กับแคมเปญ ON-TOP ที่ให้คุณได้รับมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

มหกรรมลดราคาส่งท้ายปลายปี กับขบวนเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน หลากหลายสไตล์ จากทั่วทุกมุมโลก สำหรับคนรักการตกแต่งบ้านทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็น Classic, Transitional หรือ Modern ยิ่งช้อปเยอะ ยิ่งรับเยอะ กับส่วนลดเพิ่มเติมสูงสุดถึง 40,000 บาท และร่วมสนุกไปกับ Lucky Draw เพื่อลุ้นรับของรางวัลอีกมากกว่า 100 รายการ* (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด)

พบกันวันที่ 17-26 พฤศจิกายน นี้ ที่ DM HOME Warehouse ซ. ศรีนครินทร์ 40 | 10 am – 7 pm

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมสินค้าอัพเดททุกวันได้ที่ โทร 085-488-5548,

www.facebook.com/dmhomebangkok และ IG: www.instagram.com/dmhomebkk

ทีมปั้นเค้กน้ำตาลไทยเฮ! คว้าแชมป์เวที “Cake International 2017” สะท้อนความเป็นไทยผ่านงานศิลปะบนหน้าเค้ก

ทัพศิลปินสร้างสรรค์เค้กน้ำตาลปั้นสัญชาติไทย ได้เฮลั่น!! ร่วมคว้าแชมป์อันดับ1 เวที Cake International 2017 ณ เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ชนะพร้อมกับธีมเด่นตราตรึงใจชาวต่างชาติและได้ใจกรรมการในการตัดสิน กับ(ธีม Ancient Temple Fair ) สะท้อนวิถีชีวิตและเอกลักษณ์ความเป็นไทยให้ต่างชาติได้รับรู้ สนับสนุนโดยกลุ่มน้ำตาลไทยรุ่งเรือง เจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำตาลลิน

กลุ่มน้ำตาลไทยรุ่งเรือง เจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำตาลลิน พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความคิดสร้างสรรค์คนไทย ไม่ได้เป็นรองใครในโลก โดยการนำทีมเค้กดีไซเนอร์ นักปั้นน้ำตาลคนไทยที่ชนะการประกวดจากงานLin Thailand Sweet Creation ไปคว้ารางวัลใหญ่ Best of Gold จากเวทีประกวด Cake International 2017 ที่เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ

งานนี้จัดว่าเป็นงานประกวดเค้กน้ำตาลปั้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีผู้ส่งผลงานจากนานาชาติ ทั้งเอเชียและยุโรป ปีนี้มีผู้ส่งงานเข้าร่วมแข่งขันกว่า 1,800 ผลงาน และมีผู้เข้าชมงานมากกว่าสองแสนคน ซึ่งปีนี้งานจัดขึ้นในวันที่ 3 – 5 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา  ซึ่งทุกๆปีจะมีศิลปินสร้างสรรค์เค้กน้ำตาลปั้นสัญชาติไทยส่งผลงานเข้าร่วมประกวดเสมอ และปีนี้ทีมคนไทยตัวแทนน้ำตาลลิน ประสบความสำเร็จนำความภูมิใจกลับมาด้วยการคว้ารางวัลจากการ

รัชต์นิดา เทาวงษ์ และ อริญรดา ปิติกุลธราวุธ 

ทีม Lin Thailand Sweet Creation 1

ผลงานเค้ก : Ancient Temple Fair in Thailand

ได้รับรางวัลเหรียญทองอันดับที่ 1 Best of Gold ในประเภท Cake Collaborations  เค้กขนาดใหญ่ 180 cm x 80 cm

ที่มาของความคิดสร้างสรรค์ คือ การสื่อถึงวิถีชีวิตคนไทยที่เชื่อมโยงกับพระพุทธศาสนา ผ่านงานรื่นเริงที่มาพร้อมลมหนาว คือ “งานวัด” ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต ศาสนา และวัฒนธรรมในยุคสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อนำเสนอเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่มีเอกลักษณ์ให้ชาวต่างชาติได้รับรู้ด้วย

วริษฐ์ จันทวิชานุวงษ์ และ เดโชกุล สิงห์อำไพ 

ทีม Lin Thailand Sweet Creation 2

ผลงานเค้ก : The Giant King Bird

ได้รับรางวัลเหรียญเงิน ในประเภท Cake Collaborations เค้กขนาดใหญ่ 180 cm x 80 cm

ที่มาของความคิดสร้างสรรค์ คือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของไทย ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีพระมหากรุณาธิคุณต่อปวงชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย นางฟ้าและเหล่าสัตว์เทพชั้นสูงในป่าหิมพานต์  ซึ่งเป็นป่าในตำนานไทย ร่วมส่งเสด็จพระองค์สู่สรวงสวรรค์

 

นอกจากผลงานที่ชนะการประกวดโดยทีม Lin Thailand Sweet Creation ยังมีผลงานของศิลปินนักปั้นน้ำตาลคนไทยไปกวาดรางวัลจากงานนี้ได้อีกเพียบ

ชื่อทีม Siam

ไอนา เลาหวกุล
คัมภีร์ พิศดาร
ศิริปุรพ์ แจ่มแสง
มัลลิกา เรียนรู้
ปัณฑา แบร์ริงตันบินส์

ผลงานเค้ก :  Valedictory ceremony for the King Rama IX น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย (ปวงชนชาวไทย รวมใจส่งเสด็จในหลวงรัชกาลที่9 สู่สวรรคาลัย)
ได้รับรางวัลชมเชย ในประเภท Cake Collaborations เค้กขนาดใหญ่ 180 cm x 80 cm

………………..

ทิวารัตน์ ศิริปุ 
ผลงานเค้ก : มโนราห์

ได้รับรางวัลเหรียญทอง ในประเภท International Class

 

มัลลิกา เรียนรู้
ผลงานเค้ก : พระมหากษัตริย์ปวงชนชาวไทย 

ได้รับรางวัลเหรียญเงิน ในประเภท International Class

 

บุษราภรณ์ ครุธผาสุข
ผลงานเค้ก : ลอยกระทง 

ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง ในประเภท International Class

 

……………

 

สุภัตรา พรโชคหิรัณย์
ได้รับรางวัลเหรียญเงิน ในประเภท Small decorative exhibit

 

เสาวณี ศังขวณิช
ผลงานTea set for my King ชุดน้ำชา ดอกดารารัตน์ ได้รับรางวัลชมเชย ในประเภท Small decorative exhibit

……………

 

กานดา การไชยแสง
ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง ในประเภท Decorated cookies for Santa

……………

 

ชิตโสเพ็ญ ทิพย์ กรีฟ
ได้รับรางวัลเหรียญทอง ในประเภท Cup Cakes – Tasted และรางวัลเหรียญเงิน ในประเภท Cup Cakes – Not Tasted

……………

 

สำหรับคนที่อยากมีโอกาสชมเค้กผลงานคนไทยที่ชนะการประกวดระดับโลก ไม่ต้องเสียค่าตั๋วบินไกลถึงอังกฤษ แค่รอชมผลงานเค้กจริง  ที่จะนำกลับมาโชว์ในงาน Lin Thailand Sweet Creation 2017

ในวันที่ 30 พฤศจิกายน – 3 ธันวาคม 2560 ที่ลานแฟชั่นฮอลล์   ชั้น 1 สยามพารากอน

งานนี้มีไอเดียสร้างสรรค์ดีๆ ให้ได้ชมมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ทั้งผลงานเค้กรางวัลระดับโลก และงานสร้างสรรค์เค้กเทคนิคพิเศษโดยเค้กดีไซเนอร์ระดับท็อปของประเทศ ภายในงานยังมีการประกวดตกแต่งเค้กในธีม New Year และ Wedding พร้อมทั้งการแข่งขันชิงแชมป์ Barista และ Mixologist ที่ได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในงานนี้ด้วย

 

เอลลิโอ เดล เนสท์ คอนโดใกล้ BTS อุดมสุข ที่ชูจุดเด่นส่วนกลางพรีเมี่ยมขนาดใหญ่

ปกติเราจะเห็นคอนโดชูจุดเด่นตัวเองด้วยทำเลที่เดินทางสะดวก ใกล้รถไฟฟ้า ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งดึงดูดใจให้ผู้คนอยากจะเข้ามาจับจองได้เป็นอย่างดี

แต่ถ้าหากมาวิเคราะห์กันดี ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นการเน้นความสะดวกสบายที่อยู่ภายนอกคอนโด

ซึ่งในยุคที่มีคอนโดผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเจ้าแห่งคอนโดแนวรถไฟฟ้าอย่างอนันดา จึงเลือกที่จะทำ Marketing ในรูปแบบใหม่ด้วยการชูจุดเด่นในเรื่องของส่วนกลาง

และคอนโดที่เรากำลังพูดถึงนี้คือโครงการ เอลลิโอ เดล เนสท์ บนพื้นที่ส่วนกลางใหญ่มากอีกแล้ว ที่อยู่ห่างจาก BTS สถานีอุดมสุขเพียง 750 เมตร โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 2.29 ล้านบาท

แม้จะเป็นโลเคชั่นที่อยู่ค่อนข้างใกล้กับตัวเมือง แต่นี่เป็นคอนโดที่จะทำให้คุณได้มีความเป็นส่วนตัวด้วย Unit ในแต่ละอาคารที่มีเพียงแค่ 200 Unit เท่านั้น นั่นเท่ากับว่าคุณจะได้มีเพื่อนบ้านในปริมาณที่เหมาะสม ไม่น้อยจนเงียบเหงา และไม่เยอะจนรบกวนความเป็นส่วนตัวมากไป

พื้นที่ส่วนกลางใหญ่มาก! 

เพราะนี่เป็นคอนโดที่มีสระน้ำถึง 2 โซน แบ่งเป็นโซน On ground และ High Scene ให้คุณได้ว่ายน้ำท่ามกลางบรรยากาศคอนโด ที่ตกแต่งไปด้วยต้นไม้สุดร่มรื่น หรือจะว่ายน้ำในวิว On Top กับสระน้ำที่สร้างอยู่บนตึกจอดรถก็ได้ทั้งนั้น

หรือจะนั่งดูวิวริมสระน้ำ พักผ่อนหย่อนใจใน Shelter Lobby ที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบไม้สีอ่อน บวกกับเก้าอี้นั่งชิลล์ที่คล้ายกับรังนก เสมือนได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติก็ได้เช่นกัน

ทั้งยังรายล้อมไปด้วยสวนและต้นไม้รอบโครงการ สมกับคอนเซปต์ Blending the Urban Life with Nature ผสมผสานธรรมชาติและชีวิตในเมืองได้อย่างลงตัว

นอกจากนั้นยังมีร้านค้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อยู่อาศัยมากถึง 11 ร้านด้วยกัน ทั้งยังมี Co-Working Space เอาไว้รองรับการทำงานของคนรุ่นใหม่ ที่สามารถมานั่ง Brainstrom กันในบรรยากาศสุดชิลล์ได้ ทั้งยังมีบริการรับส่งผู้อยู่อาศัยระหว่างตัวโครงการกับ BTS สถานีอุดมสุข

อีกไฮไลท์หนึ่งของตัวโครงการนั่นคือ Fitness ที่มาในรูปแบบของ 360 Scenic Tubular ให้คุณได้ออกกำลังกาย ฟิตแอนด์เฟิร์มพร้อมวิวธรรมชาติแบบรอบด้าน ที่มีสวนหย่อมขนาดเล็กคอยสร้างบรรยากาศอยู่ในนั้นด้วย

-เพราะไม่ใช่แค่ความสะดวกสบาย

แต่การมีไลฟ์สไตล์แบบพรีเมี่ยมคืออีกหนึ่งเหตุผล

ที่ทำให้หลายคนเลือกอยู่คอนโดด้วยเช่นกัน-

โดย เอลลิโอ เดล เนสท์ อุดมสุข มีห้องให้คุณได้เลือกอยู่ 3 รูปแบบด้วยกัน นั่นคือ

1.แบบสตูดิโอ พื้นที่ใช้สอย 26-27 ตรม.

2.แบบ 1 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 31-41.5 ตรม.

3.แบบ 2 ห้องนอน 52-52.5 ตรม.

และเอลลิโอ เดล เนสท์ อุดมสุขก็ยังไม่ทิ้งหัวใจสำคัญของการเป็นคอนโด เพราะนอกจากความสะดวกสบายภายในแล้ว ภายนอกโครงการหากเพียงเดินข้ามถนนไปก็จะพบกับ Makro Food Center ให้คุณเลือกซื้ออาหารและของสดกันได้อย่างสะดวกสบาย

-อยู่ห่างจาก Central Plaza บางนา เพียง 3.3 กิโลเมตร

-อยู่ห่างจากตลาดรถไฟศรีนครินทร์ 6 กิโลเมตร

-อยู่ห่างจากเดอะมอลล์ บางกะปิ 1.3 กิโลเมตร

คาดว่าแล้วเสร็จทั้งโครงการปี 2563 และได้เปิดให้จองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับใครที่อยากจะใช้ชีวิตที่ผสมผสานความเป็นธรรมชาติกับตัวเมือง และส่วนกลางขนาดใหญ่ได้อย่างลงตัวแบบนี้แล้วล่ะก็ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://goo.gl/z2cNtt

 

‘เพย์เลส ชูส์ซอส’ เปิดตัวผ้าใบแนวสปอร์ต ‘แอร์วอล์ค กัสโต้’ เอาใจกลุ่มนักช้อปมิลเลนเนียล สานต่อโครงการเพื่อสังคม ‘AIRWALK GOOD SHOE PROJECT’

         เพย์เลส  ชูส์ซอส’ (Payless ShoeSource) ร้านรองเท้ามัลติแบรนด์ชั้นนำจากอเมริกา  ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘มีสไตล์จ่ายน้อย แตกต่างด้วยประสบการณ์ใหม่แบบ Self Selection’ ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เดินหน้ารุกตลาดรองเท้าผ้าใบแฟชั่นเพื่อกระตุ้นนักช้อปในช่วงปลายปี 2560 ด้วยการเปิดตัวเอ็กซ์คลูซีฟคอลเลคชั่นของแบรนด์รองเท้าขายดีอันดับหนึ่งของช็อปอย่าง ‘แอร์วอล์ค’ (Airwalk) กับรุ่น ‘แอร์วอล์ค กัสโต้’ (Airwalk Gusto)  รองเท้าผ้าใบแฟชั่นแนวสปอร์ต ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นและดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งความยืดหยุ่นด้วยพื้นรองเท้า Memory Foam ที่รองรับน้ำหนัก นิ่ม และคืนตัวได้ดีเยี่ยม ให้ความรู้สึกเบาสบายเสมือนเดินบนอากาศทุกครั้งที่สวมใส่  มีให้เลือกหลายแบบ หลายสีทั้งสีเรียบและสีสดใส ตอบรับกับทุกไลฟ์สไตล์และเอเวอรี่เดย์ลุคของกลุ่มนักช้อปยุคใหม่    

        อภิสุวีร์ ชัยอำนวยสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบริหารสินค้าต่างประเทศ บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์เพย์เลส ชูส์ซอส ประเทศไทย กล่าวว่า“แอร์วอล์ค กัสโต้ เป็นรองเท้าเอ็กซ์คลูซีฟคอลเลคชั่นสำหรับชายและหญิง ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ที่มีขายเฉพาะในร้านเพย์เลส ชูส์ซอส ประเทศไทยที่อยู่ในโรบินสัน และช็อปสแตนด์อโลนเท่านั้น เนื่องจากเราเล็งเห็นว่าตลาดรองเท้าผ้าใบแฟชั่นของไทยเป็นตลาดที่น่าสนใจ และยังคงมีความต้องการรองเท้าผ้าใบแฟชั่นที่มีฟังก์ชั่นและดีไซน์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อซัพพอร์ทไลฟ์สไตล์ของกลุ่มนักช้อปยุคใหม่ของไทย หรือที่เรียกว่ากลุ่มนักช้อปเจนมิลเลนเนียล ที่ในปัจจุบันกำลังมีบทบาทและมีอิทธิพลกับตลาดสินค้าต่างๆ ของไทยเป็นอย่างมาก โดยนักช้อปกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และมีความเป็นตัวตนสูงมาก โดยจะไม่นิยมซื้อรองเท้าแฟชั่นที่มีเพียงแค่ความสวยงามที่ฉาบฉวยเท่านั้น  แต่จะเน้นที่คุณภาพของฟังก์ชั่นการใช้งาน และดีไซน์ที่ไม่ตกเทรนด์

การเปิดตัวเอ็กซ์คลูซีฟคอลเลคชั่นใหม่นี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งมาร์เก็ตติ้งมูฟทางการตลาดที่สำคัญของเพย์เลส ชูส์ซอส ของไทยในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปี 2560 นอกจากนี้เพย์เลสยังเตรียมความพิเศษในด้านของราคา เพื่อให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงฟื้นตัว และดึงดูดกลุ่มนักช้อปในช่วงเทศกาล ทั้งสินค้า One Price ราคาพิเศษ 995 บาท สำหรับแอร์วอล์คผู้ใหญ่ทั้งชายและหญิง และราคาพิเศษ 795 บาท สำหรับแอร์วอล์คเด็ก ทุกคอลเลคชั่น รวมถึงเอ็กซ์คลูซีฟคอลเลคชั่นอย่าง แอร์วอล์ค กัสโต้ ที่เพิ่งเปิดตัวด้วย พร้อมช้อปครบ 2,000 บาทขึ้นไป รับฟรีกระเป๋า Payless Shoe Bag มูลค่า 850 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 27 พฤศจิกายน 2560 ที่เพย์เลส ชูส์ซอส 38 สาขาทั่วประเทศ โดยเพย์เลส ชูส์ซอส ยังเตรียมความพิเศษในด้านของราคาและโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง อาทิ สินค้ารองเท้าในราคาเริ่มต้นเพียง 300 บาท สูงสุดไม่เกิน 1,500 บาท มีให้เลือกกว่า 700 แบบ ซึ่งเรามั่นใจว่ากลยุทธ์การดำเนินงานทั้งหมดจะช่วยผลักดันให้ธุรกิจเพย์เลส ชูส์ซอสของไทย เติบโตกว่า 50%”  

 

และในปีนี้ เพย์เลส ชูส์ซอส ประเทศไทย ยังพร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ซีเอสอาร์ มาร์เก็ตติ้ง สานต่อโครงกา เพื่อสังคม  ‘AIRWALK GOOD SHOE PROJECT’ (แอร์วอล์ค กู้ด ชูส์ โปรเจกต์) เป็นปีที่สาม โดยเปิดโอกาสให้นักช้อปร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันรองเท้าแก่เด็กๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้มอบรองเท้า ‘แอร์วอล์ค’ (Airwalk)  แก่น้องๆ ที่ยากไร้ของไทยไปแล้วเป็นจำนวนกว่า 200 กว่าคู่

“สำหรับนักช้อปที่ต้องการร่วมแบ่งปันรองเท้าแก่น้องๆ ในปีนี้ เพียงช้อป รองเท้าแอร์วอล์ค รุ่นใดก็ได้เท่ากับได้ร่วมสมทบทุนในการบริจาครองเท้าแก่น้องๆ ที่อยู่ในการดูแลของมูลนิธิเด็ก โสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ตั้งแต่วันนี้ – 27 พฤศจิกายน 2560 ที่ร้านเพย์เลส ชูซอร์ส 38 สาขาทั่วประเทศที่ร่วมรายการ


 

ร้านเพย์เลส ชูซอร์ส มีสาขาในปัจจุบันทั้งหมด 38 แห่ง ทั้งรูปแบบ Shop in Shop ในห้างสรรพสินค้าโรบินสัน สาขาจังซีลอน, สุขุมวิท, รังสิต, รัตนาธิเบศร์, บางรัก, พระราม 9,  ศรีราชา,  ศรีสมาน, นครศรีธรรมราช 2 สาขา, อุดรธานี, ตรัง,  สระบุรี, กาญจนบุรี, สุพรรณบุรี, เชียงใหม่, ราชบุรี, ซีคอนสแควร์, จันทบุรี, ลพบุรี, เพชรบุรี, ฉะเชิงเทรา, เชียงราย,ชลบุรี,สมุทรปราการ, บุรีรัมย์ และสาขา Stand Alone ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แจ้งวัฒนะ, หาดใหญ่, เชียงใหม่, ปิ่นเกล้า, เวสต์เกท, พระราม 2, พิษณุโลก, สุราษฏร์ธานี, พัทยา บีช, อุบลราชธานี รวมทั้งศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ และศูนย์การค้าเมกา บางนา  โดยติดตามข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจของ เพย์เลส ชูส์ซอส’ (Payless ShoeSource)   ได้ที่

https://www.facebook.com/PaylessShoeSourceThailand  และ https://www.instagram.com/paylessthailand

 

จาก Brand Heritage กว่า 50 ปี สู่รถยนต์ MINI 5-Door Hatch และ 3-Door Hatch

เรื่องราวของ มินิ ต้องย้อนกลับไปในช่วง หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1920 เศรษฐกิจในอังกฤษย่ำแย่ ผู้คนไม่สามารถซื้อรถขนาดใหญ่ ที่มีราคาแพงได้ Austin และ Morris สองบริษัทรถยนต์จึงรวมตัวกันตั้งบริษัทใหม่ที่ชื่อว่า British Motor Corporation (BMC) เพื่อสร้างรถที่ตอบโจทย์ผู้คน

โดยรถยนต์ Austin Seven และ Morris Minor จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อตอบสนองคนในยุคนั้น ที่ต้องการรถที่ขนาดไม่ใหญ่ และราคาไม่แพง ซึ่งรถทั้งสองรุ่นนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

 

แต่ Alec Issigonis หนึ่งในทีมวิศวกรของ Morris Minor ไม่หยุดแค่นั้น เขาและทีมวิศวกรคิดค้นวิธีการวางเครื่องยนต์แนวขวาง ซึ่งช่วยให้ห้องโดยสารกว้างขึ้น และควบคุมรถได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย รถมินิคันแรกจึงถือกำเนิดขึ้น ในปี 1959 โดยใช้ชื่อว่า Austin Seven 850 Deluxe หรือที่เรียกกันติดปากว่า Austin Mini

 

ในปีนั้นเอง BMC ผลิต Austin Mini ได้ 20,000 คัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการตลาด เพราะด้วยราคาไม่ถึง 790 ดอลลาร์สหรัฐ Austin Mini จึงชนะทั้งด้านสมรรถนะ การดีไซน์ และราคา … ภายในปี 1962 รถมินิก็ถูกผลิตออกไปถึง 200,000 คัน

 

 

ในยุคปี 1960 BMC ได้ส่งรถมินิเข้าแข่งขันแรลลี่ เพราะการแข่งขันมีสปอนเซอร์ มีโฆษณามากมาย ถึงแม้ว่ารถมินิจะทำได้ดีในการเข้าโค้งและเกาะถนน แต่เมื่อเทียบรถแข่งอื่นๆ เครื่องยนต์ของมินิยังสู้ไม่ไหว และจากตรงนั้นเอง โชคชะตาของ MINI และ Cooper ก็มาบรรจบกัน

John Cooper ซึ่งเป็นเพื่อนของ Alec Issigonis มองเห็นโอกาสในรถมินิ จึงโน้มน้าวให้ BMC จ้างเขาในการทำรถมินิ เพื่อใช้ในการแข่งขันขึ้น ซึ่ง BMC ก็ตอบตกลง เพราะ John Cooper เป็นคนที่มีฝีมือ และทีมของ John Cooper ก็เคยชนะการแข่งขัน ‘World Driving Championship’

โดยในปี 1964 ผลงานของ John Cooper ก็ปรากฏสู่สาธารณะ ในชื่อรุ่นว่า MINI Cooper S ใช้เครื่องยนต์ 70 แรงม้า ซึ่งมากกว่ารุ่นเดิม 2 เท่า ด้วยความเชี่ยวชาญในการแข่งรถของ John Cooper และการออกแบบของ Alec Issigonis รถยนต์ MINI Cooper S สามารถคว้าชัยชนะในรายการ Monte Carlo ปี 1964 ไปครอง รวมไปถึงปี 1965 และ ปี 1967 สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการรถแข่ง และชื่อของ MINI ก็โด่งดังไปทั่วโลกตั้งแต่นั้นมา

 

ไปดูวิวัฒนาการของ MINI ตั้งแต่ ปี 1959 กัน

 

หากคุณไล่ดูรถมินิทุกรุ่น คุณจะสังเกตเห็น สัญลักษณ์ของมินิที่ใครก็เลียนแบบไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้ากลม หลังคากับหน้าต่างที่ขนานกันเป็นแนวตรงยาว และรายละเอียดอีกยิบย่อยที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และในปี 2017 นี้ ถึงเวลาแล้วที่คุณจะได้พบกับ..

รถยนต์ที่จะปลุกความสนุกในการขับขี่ของคุณอีกครั้ง

MINI 5-Door Hatch และ MINI 3-Door Hatch

 

การออกแบบ

1.เรียบ หรู และคงความเป็น มินิ : ถึงแม้ว่า มินิ จะเปลี่ยนผู้ผลิตมาตั้งแต่ BMC เป็น Rover Group และปัจจุบันเป็น BMW แต่การออกแบบของรถมินิ ยังคงอยู่เหนือการเวลา

2.Toggle Switch สไตล์รถแข่ง : การเดินทางจะดีหรือไม่ เริ่มนับตั้งแต่ตอนสตาร์ทรถ ด้วย Toggle Switch สไตล์รถแข่ง การขับรถมินิคันนี้เที่ยวในเมือง ก็ให้อารมณ์เหมือนขับรถแข่งในสนาม

 

3.ภายในสไตล์ Glow-Kart สวยล้ำด้วยไฟ LED เลือกเฉดสีได้ : การตกแต่งด้วยไฟ LED เป็นการผสมผสานระหว่างความล้ำสมัยในยุคปัจจุบัน กับ ดีไซน์แบบ Classic British

 

ความปลอดภัย

1.Advanced Braking : เทคโนโลยีที่ช่วยให้คุณควบคุมรถได้สมบูรณ์แบบ เบรก Anti-Lock รุ่นล่าสุดช่วยให้หยุดรถได้รวดเร็วในพื้นผิวที่ลื่น ,Electronic Breakforce Distribution (EBD) กระจายแรงเบรกในทุกล้อ และ  Corner Braking Control (CBC) ช่วยให้เลี้ยวรถในโค้งแคบๆ ได้เนียนยิ่งขึ้น

 

2.Runflat Tyres : เมื่อยางแตก รถของคุณจะไม่เกิดอาการเสียหลัก และพลิกคว่ำ ด้วยเทคโนโลยีที่ทำให้ล้อรถสามารถขับต่อไปได้แม้ยางแบน ด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง

 

3.Split-Second Airbags : เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ถุงลมนิรภัยจะพุ่งออกมากางเป็นเกราะล้อมรอบผู้โดยสาร

 


แผงควบคุม Mini Centre Instrument

คือศูนย์รวบรวมเทคโนโลยี และบริการออนไลน์ต่างๆ ไว้ด้วยกัน อย่างเช่น MINI Connected ที่เชื่อมมือถือกับรถไว้ด้วยกัน ทำให้จัดการทั้งโทรศัพท์ วิทยุ หรือแผนที่ ได้อย่างง่ายดาย

 

หากคุณกำลังมองหารถ ที่ไม่ได้เป็นแค่ยานพาหนะ แต่เป็นเพื่อนร่วมทางที่จะเติมเต็มความรู้สนุกในการขับขี่ของคุณ MINI 3-Door Hatch และ MINI 5-Door Hatch คือรถยนต์ที่คุณกำลังมองหา

 

สัมผัสเรื่องราวของ MINI ได้ทาง Website และ Facebook

 

Priceza E-Commerce Awards 2017 งานรวบรวมเทรนด์ ทิศทางและข้อมูล ที่ผู้ประกอบการ E-Commerce ห้ามพลาด

ในยุคนี้ธุรกิจ E-Commerce จะเติบโตและไปได้ไกลต้องอาศัยปัจจัยหลักอีกสามขา ซึ่งก็คือ ระบบ Logistics, ระบบ Payment และพฤติกรรมผู้บริโภค สำหรับผู้ที่อยู่ในวงการนี้หากจะติดอาวุธให้กับธุรกิจตัวเอง คงต้องรู้ทิศทางและก้าวให้ทันเทรนด์ทั้ง 3 อย่าง

และเร็วๆ นี้ กำลังจะมีงานดีๆ ที่รวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่ผู้ที่ทำธุรกิจ E-Commerce ควรรู้ ทั้งภาพรวมอุตสาหกรรม ทิศทางการเติบโต เทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคแบบอินไซด์จากศูนย์ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ นั่นคืองาน Priceza E-Commerce Awards 2017 งานประกาศรางวัลสุดยอด E-Commerce แห่งปี

แต่ก่อนจะพูดถึงรายละเอียดของงาน Marketeer ขอเล่าถึงที่มาที่ไปของการจัดงานประกาศรางวัลครั้งนี้ พร้อมกับ Story ของผู้จัดงานให้ฟังคร่าวๆ

ผู้ที่จัดงานครั้งนี้คือ “Priceza” ซึ่งผู้ให้บริการเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น Pricezaเครื่องมือค้นหาสินค้าและเปรียบเทียบราคา (Shopping Search Engine) อันดับ 1 ของประเทศไทย ที่ครองตลาดกว่า 90% หลายคนเคยใช้บริการ แต่เชื่อว่าน้อยคนที่จะรู้เรื่องราวจุดเริ่มต้นของ Priceza

Priceza ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2553 โดย ธนาวัฒน์ มาลาบุฟผา ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ่า จำกัด และเพื่อนสมัยเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ จุฬาฯ ผู้ร่วมก่อตั้งอีก 2 คน ด้วยมองเห็นว่า ณ ตอนนั้นธุรกิจ E-Commerce ในไทยยังมีโอกาสโตมากกว่านี้ จึงใช้ความรู้ที่เรียนมาเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่มีแพลตฟอร์มเป็นการให้บริการเก็บข้อมูล เทียบราคาสินค้าบนเว็บไซต์ ช่วยให้ลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าออนไลน์ เปรียบเทียบราคา และข้อเสนอได้ตรงตามความต้องการ

ปัจจุบัน Priceza ให้บริการในเว็บไซต์และแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ใน 6 ประเทศคือ ไทย / อินโดนีเซีย / มาเลเซีย / เวียดนาม / สิงคโปร์  / ฟิลิปปินส์ มีสมาชิกกว่า 1.2 ล้านคน ด้วยฟังก์ชั่นที่มากกว่าการค้นหาข้อมูลสินค้าและเปรียบเทียบราคา แต่ยังรวบรวมและเปรียบเทียบข้อเสนอ โปรโมชั่น บริการการจัดส่ง การชำระเงิน ฯลฯ ของร้านค้าต่างๆ บนโลกออนไลน์ ทำให้มีผู้ใช้บริการตั้งแต่ต้นปี 2560 จนถึงตอนนี้เฉลี่ยเดือนละ 11.5 ล้านคน และคาดว่าจะขยับขึ้นเป็นเดือนละ 12 ล้านคนภายในสิ้นปีนี้ รวมทั้งมีฐานข้อมูลสินค้าทั้งหมด 30 ล้านรายการ นั่นทำให้ Priceza มีจุดแข็งที่เหนือกว่าคู่แข่งหลายเท่าตัว

นอกจากนี้แล้ว Priceza ยังมีทีม Content ที่คอยรวบรวมข้อมูลสินค้าไว้อย่างละเอียด ที่สำคัญผลพวงจากการมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ยังทำให้เกิดการรีวิวจากผู้ใช้จริง รวมถึงการให้ข้อเสนอแนะในมุมผู้ใช้ จนกลายเป็น Community ของผู้บริโภคที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์

จากข้อมูลทั้งหมด ทำให้ Priceza เป็นศูนย์กลางการรวบรวมข้อมูลสินค้า, ร้านค้า E-Commerce และพฤติกรรมผู้บริโภค ขนาดใหญ่

“ในแพลตฟอร์มของ Priceza มีร้านค้า E-Commerce มากกว่า 1 หมื่นราย ตั้งแต่ Lazada, Central Online, Power Buy และร้านค้า SME รายเล็กๆ ที่อาจไม่เป็นที่รู้จักแต่ได้รับคะแนนรีวิวสูง นี่เป็นที่มาของการจัดงาน Priceza E-Commerce Awards เราต้องการเป็นพื้นที่สื่อกลางให้กับร้านค้าและ Marketplace ที่ดีและน่าเชื่อถือทุกขนาด เพื่อให้ทุกคนในระบบ E-Commerce เติบโตไปด้วยกัน”

นอกจากการมอบรางวัลทั้ง 18 รางวัลแล้ว อีกหนึ่งเป้าหมายของ Priceza คือการผลักดัน E-Commerce ไทยเป็น Eco-System ที่มีความแข็งแกร่ง ภายในงานจึงมีข้อมูลตัวเลขสถิติจาก Priceza ที่จะบอกถึงเทรนด์และพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมถึงการจัดงานสัมมนาเพื่ออัพเดทเทรนด์ต่างๆ ที่ผู้ประกอบการต้องรู้ ในหัวข้อ  3 Trends Talk คือ

  • E-Commerce and The Future of Retail 2018 ทิศทางอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย
  • E-Logistics – Trends to of Follow แนวโน้มระบบอีโลจิสติกส์ในอนาคต
  • E-Payment – The Present & Future สถานการณ์ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน

จาก Guest Speakers ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญและคร่ำหวอดในวงการทั้ง 12 ท่าน คือ
หัวข้อทิศทางอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย คุณศิวัตร เชาวรียวงษ์ CEO บริษัท เอ็มอินเตอร์เอคชั่น จำกัด และคุณผรินทร์ สงฆ์ประชา CEO บริษัท นาสเกต รีเทล จำกัด
หัวข้อแนวโน้มระบบอีโลจิสติกส์ในอนาคต คุณสุทธิเกียรติ จันทรชัยโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิปป๊อป จำกัด, คุณสันทิต จีรวงศ์ไกรสร ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ลาลามูฟ อีซี่แวน (ประเทศไทย) จำกัด และคุณโยจิ ฮามะนิชิ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอสซีจี ยามาโตะ เอ็กซ์เพรส
หัวข้อสถานการณ์ระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน คุณสมคิด จิรานันตรัตน์ ประธาน Kasikorn Business-Technology Group, คุณศุภวิทย์ หงส์อมรสิน ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ ประจำประเทศไทย บริษัท แอร์เพย์ (ประเทศไทย) จำกัด, คุณกิติพงศ์ มุตตามระกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ จำกัด และคุณสมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการ PayPal ประจำประเทศไทย

ข้อมูลทั้งหมดนี้ นับเป็นการติดอาวุธให้กับผู้ประกอบธุรกิจร้านค้าออนไลน์ทั้งเก่าและใหม่ เพื่อไปใช้เพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนาและปรับปรุงธุรกิจของตนเองให้มีศักยภาพในการแข่งขันและยืนหยัดอยู่ในตลาด E-Commerce ได้อย่างแข็งแกร่ง

ผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจในตลาดสินค้าออนไลน์จึงไม่ควรพลาดงานนี้ด้วยประการทั้งปวง

Priceza E-Commerce Awards 2017 จดขึ้น ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 เวลา 13.00-18.00 น.

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ >> https://www.priceza.com/priceza-awards-2017

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 02-860-6125

 

 

 

 

โรงเรียนนานาชาติ ‘โชรส์เบอรี’ ทุ่ม 2,600 ล้าน เปิดแคมปัสใหม่รองรับความต้องการศึกษามากขึ้น

ไม่ว่าจะมีการจัดอันดับมากี่ปี ‘โชรส์เบอรี’ ก็มักจะมีชื่อติดในโผโรงเรียนนานาชาติที่ค่าเทอมแพงที่สุดในประเทศไทย ด้วยจำนวน 640,000 บาท / ปี (1 ปีมี 3 เทอม เท่ากับว่าเทอมละประมาณ 213,000 บาท)

แม้โรงเรียนนานาชาติจะดูเป็นการศึกษาราคาแพงในสายตาของคนส่วนใหญ่ แต่เชื่อหรือไม่ว่าทุกวันนี้โชรส์เบอรี อีกหนึ่งโรงเรียนนานาชาติชั้นนำของเมืองไทยกลับไม่สามารถรองรับความต้องการของผู้ที่เข้ามาสมัครเรียนได้เพียงพอ นั่นทำให้โชรส์เบอรีจำเป็นต้องปฎิเสธเด็กที่เข้ามาสมัครกว่า 640 คน

เมื่อ Demand มากเกินกว่า Supply โชรส์เบอรีจึงตัดสินใจที่จะเปิดแคมปัสใหม่ที่ใช้ชื่อว่า โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพ ซิตี้ แคมปัส ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 15 ไร่ ใจกลางเมืองย่านสุขุมวิท-พระราม 9 ด้วยงบลงทุนกว่า 2,600 ล้านบาทของชาลี โสภณพนิช ผู้ก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติโชร์สเบอรี กรุงเทพ หนึ่งในทายาทตระกูลโสภณพนิชหรือที่เรารู้จักกันดีในนามเจ้าของธนาคารกรุงเทพ

โดยโชรส์เบอรี กรุงเทพ ซิตี้ แคมปัส จะรองรับนักเรียนในระดับชั้นอนุบาล-ประถมศึกษากว่า 640 คน

เมื่อเทียบสัดส่วน ขนาดของพื้นที่อาจจะดูมากกว่าจำนวนของนักเรียน และถ้ามองในทางธุรกิจโชรส์เบอรี ยังสามารถรับนักเรียนเพิ่มได้อีกจำนวนมาก

แต่ชาลีกลับมองไปถึงเรื่องคุณภาพของการศึกษา เพื่อให้การศึกษาระดับอนุบาลและประถมในประเทศไทยก้าวไปอีกขั้น ด้วยสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ทันสมัย ปลอดภัย และมีพื้นที่สีเขียวของธรรมชาติให้เด็กได้ใช้สอย

ซึ่งสภาพแวดล้อมเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการศึกษาและการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ให้เกิดประสิทธิภาพ แตกต่างจากการเรียนการสอนแบบเดิม ๆ ที่ถูกสอนด้วยตำราและคำบอกของครูในห้องสี่เหลี่ยม ๆ เท่านั้น

“การมีสถาบันการศึกษาชั้นเลิศในประเทศไทย เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลดีต่อระดับความน่าสนใจของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายของการลุงทนจากต่างประเทศ เนื่องจากผู้บริหารระดับสูงชาวต่างชาติจะคำนึงถึงเรื่องการศึกษาของบุตรหลานเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆในการตัดสินใจเลือกประเทศที่จะเข้าไปอยู่อาศัยและทำธุรกิจ “-ชาลี โสภณพนิช ผู้ก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติโชร์สเบอรี กรุงเทพ 

แม้ในปัจจุบันจะมีการแข่งขันของโรงเรียนนานาชาติในบ้านเรามากมาย แต่สิ่งทีี่ทำให้โชรส์เบอรียังคงเป็น Top Of Mind ในความรู้สึกของผู้ปกครองหลาย ๆ คนนั่นคือเรื่องของการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะเป็นจากประสบการณ์กว่า 15 ปีของโชรส์เบอรีจนกลายเป็น Branding ที่ผู้ปกครองต่างไว้วางใจ หรือบุคลากรและคุณครูส่วนใหญ่ที่มีประสบการณ์สอนทั้งในไทยและประเทศอังกฤษ

และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือความต่อเนื่องของบุคลากร ซึ่งกว่า 85-90% ยังคงทำงานอยู่ที่โชรส์เบอรี และนั่นก็ทำให้การเรียนรู้ของเด็ก ๆ เป็นไปอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

โดยตอนนี้โชรส์เบอรี กรุงเทพ ซิตี้ แคมปัส กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดการเรียนการสอนในเดือนสิงหาคมปี 2018 ซึ่งเป็นการก่อสร้างแบบเสร็จสมบูรณ์ ไม่มีการต่อเติมหรือสร้างเพิ่มในขณะเปิดการเรียนการสอน ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร

และแม้จะยังสร้างไม่เสร็จ แต่กลับมีผู้ปกครองเข้ามาจองสิทธิ์การศึกษาให้กับบุตรหลานของตัวเองแล้วมากถึง 40 ที่ ซึ่งการเรียนชั้นอนุบาล-ประถมที่โชรส์เบอรี กรุงเทพ ซิตี้ แคมปัส ยังสามารถการันตีได้ด้วยว่า นักเรียนจะได้รับสิทธิ์ในการศึกษาต่อระดับชั้นมัธยมที่โชรส์เบอรี กรุงเทพ – ริเวอร์ไซด์ แคมปัส อย่างแน่นอน

 

ผ่าอาณาจักรคลังห้องเย็น “JWD Group”และโอกาสในการเติบโตควบคุมอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ

อุตสาหกรรมอาหารถือเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศที่มีความสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ และมีศักยภาพการส่งออกในระดับสูง ปัจจุบันการส่งออกอาหารของไทยมีมูลค่าสูงติดอันดับ Top 5 ของโลก มีการส่งออกอาหารหลากหลายประเภท ทั้งสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป และอาหารทะเล จากความอุดมสมบูรณ์และทำเลที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน โดยภาครัฐคาดการณ์ว่า ปีนี้การส่งออกอาหารของไทยจะมีมูลค่าประมาณ 26,538 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงกว่า 8%

เมื่ออุตสาหกรรมอาหารเติบโตขึ้น แน่นอนว่าธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมนี้ย่อมมีแนวโน้มที่ดีตามไปด้วย โดยเฉพาะธุรกิจคลังห้องเย็นที่มีความสำคัญต่อการรักษาคุณภาพอาหารให้สดใหม่ โดยความต้องการใช้พื้นที่ห้องเย็นเพิ่มขึ้นจากความนิยมของผู้บริโภค ซึ่งต้องการอาหารที่สดใหม่และคงคุณค่าทางโภชนาการ การบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำจึงต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาคุณภาพอาหารที่ดีจนถึงมือผู้บริโภค

ธุรกิจคลังห้องเย็นจึงเป็นที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะคลังห้องเย็นที่ตั้งอยู่ในทำเลใกล้แหล่งกระจายสินค้าอาหารสดและอาหารทะเลหรือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบขนส่งต่างๆ เช่น ท่าเรือหรือสนามบิน ซึ่งจะสามารถรองรับการขนส่งสินค้าไปต่างประเทศได้ โดยจังหวัดสมุทรสาครและฉะเชิงเทราถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของธุรกิจดังกล่าว จากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม อยู่ใกล้ระบบคมนาคมขนส่งหลักของประเทศ

 

บมจ. เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ หรือ กลุ่ม JWD Group ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์อย่างครบวงจรถือเป็นผู้นำตลาดของธุรกิจคลังห้องเย็นระดับประเทศ โดยกลุ่ม JWD Group มีคลังห้องเย็นที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ และยังเป็นผู้ให้บริการรับฝากและบริหารสินค้าควบคุมอุณหภูมิแช่เย็นและแช่แข็งรายแรกในประเทศไทย ที่มีคลังห้องเย็นในพื้นที่เขตปลอดอากร (Free Zone)  สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมอาหารที่มีปริมาณการนำเข้าและส่งออกสูง ทำให้ลูกค้าสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ทางอากรได้หลายรูปแบบ   นอกจากนี้ กลุ่ม JWD Group ยังเป็นผู้ให้บริการคลังห้องเย็นรายแรกในประเทศไทยที่ได้รับใบรับรอง MSC (Marine Stewardship Council) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในด้านการทำประมงอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบของผู้มีส่วนได้เสียในทุกกระบวนการ

ความแข็งแกร่งของธุรกิจคลังห้องเย็นภายใต้กลุ่ม JWD ในระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลความสำเร็จของธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็น ซึ่งยังคงเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในการเติบโต ควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ …

Gift for Sharing จากขยะไร้ค่า สู่การสร้างรายได้ผู้บกพร่องทางสติปัญญาอย่างสร้างสรรค์

ตัวเลขผลกำไร อาจไม่ใช่เป้าเหมายหลักเพียงอย่างเดียวของการทำธุรกิจในปัจจุบัน เราจึงเห็นองค์กรต่างๆ จัดกิจกรรมส่งเสริมช่วยเหลือสังคมกันอยู่บ่อยๆ นั่นก็เพื่อให้ธุรกิจสามารถขยายกิจการให้เจริญเติบโตในสังคมและชุมชนที่ธุรกิจดำเนินอยู่ได้อย่างยั่งยืน

และกิจกรรมที่ว่าจะส่งดีต่อทุกฝ่ายหรือได้ผลลัพธ์ที่ต้องการหรือไม่ ขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจกรรมว่าสามารถต่อยอดได้มากน้อยแค่ไหน รวมถึงความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนจากองค์กร สังคม และชุมชนที่เกี่ยวข้อง

Marketeer มีโอกาสได้รู้จักกับโครงการ เปลี่ยนขยะเป็นอนาคต (Gift for Sharing)’ จาก เอ็ม บี เค กรุ๊ป ที่แตกต่างจากโครการทั่วๆ ไป เพราะการออกแบบแพลตฟอร์มที่ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วม มีการต่อยอดที่ชัดเจน การนำไอเดียสร้างสรรค์จากคนรุ่นใหม่มาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม และที่สำคัญสามารถแก้ไขปัญหาขยะได้อย่างยั่งยืน

โครงการ ‘เปลี่ยนขยะเป็นอนาคต’ เป็นการต่อยอดมาจากโครงการ ‘Real Recycle (รักโลกจริง เลิกทิ้งเลิกเท)’ เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา

“เอ็ม บี เค กรุ๊ป เป็นองค์กรใหญ่ มีธุรกิจให้เครือหลากหลายกลุ่มธุรกิจ และการที่มีบุคลากรจำนวนมากนั้นก็ทำให้เราเป็นหนึ่งในผู้ที่ก่อให้เกิดขยะอย่างเลี่ยงไม่ได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะเมื่อเป็นหนึ่งในผู้สร้างขยะแล้ว เอ็ม บี เค กรุ๊ป ก็ขอเป็นส่วนของการแก้ไขปัญหาขยะล้นเมือง โดยเริ่มจากการจัดการขยะในสำนักงาน ในธุรกิจของเราเอง รวมไปถึงขยะในชุมชนโดยรอบองค์กรของเรา” กนกรัตน์ จุฑานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) เล่าถึงที่มาที่ไปของโครงการให้ฟัง

กนกรัตน์ จุฑานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน)

เปลี่ยนขยะเป็นอนาคต ด้วยดีไซน์ที่สร้างสรรค์

แน่นอนว่าถ้าเป็นโครงการรีไซเคิลขยะธรรมดาๆ เราคงไม่หยิบมาเล่าให้ฟังกัน แต่เพราะโครงการ ‘เปลี่ยนขยะเป็นอนาคต’ นั้นมีความพิเศษ ตรงที่ เอ็ม บี เค กรุ๊ป สามารถนำเรื่องน่าเบื่อๆ อย่างโครงการ CSR หรือการเปลี่ยนขยะให้มีค่า มาเป็นแพลตฟอร์ม CSR ที่ทั้งสนุกและยั่งยืน

โครงการเปลี่ยนขยะเป็นอนาคต ได้แบ่งเป็น 2 กิจกรรมหลัก อย่างแรกคือ กิจกรรมภายใน ‘ซุกสุขสิ้นเดือน’ ที่จัดขึ้นเพื่อให้พนักงานรู้คุณค่าของการแยกขยะ โดยให้คัดแยกขยะประเภทขวดน้ำพลาสติกและกระดาษซึ่งมีมากที่สุดในองค์กร มาแลกเป็นของกินของใช้ในทุกสิ้นเดือน ซึ่งภายใน 5 เดือน เอ็ม บี เค กรุ๊ปสามารถแยกขยะได้มากถึง 2 ตัน และขยะทั้งหมดนี้ได้กลายมาเป็นวัตถุดิบหลักในโครงการเปลี่ยนขยะเป็นอนาคตนี่เอง

กิจกรรมถัดมาคือ การประกวด ‘WOW Design Awards 2017’ ที่ให้คนรุ่นใหม่ใช้ศิลปะของการออกแบบมาเปลี่ยนขยะเหลือใช้ให้เป็นของขวัญหรือผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์และมีมูลค่าเพื่อการแบ่งปัน โดยแบ่งเป็น 3 หมวด คือ ของใช้ ของแต่งบ้าน และเครื่องประดับ ซึ่งมีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดกว่า 200 ทีม นอกจากนี้ยังมีดีไซเนอร์ชั้นนำเข้าร่วมออกแบบถึง 3 ทีม รวมถึงการเป็นที่ปรึกษาการให้ทีมที่เข้ารอบการประกวด

จากทั้ง 2 กิจกรรมสู่ไฮไลท์สำคัญคือ องค์ความรู้จากงานดีไซน์ของผลิตภัณฑ์ที่ชนะการประกวดทั้ง 3 หมวดหมู่ จะถูกนำไปถ่ายทอดให้แก่ผู้บกพร่องทางร่างกายและการได้ยิน จากมูลนิธิและโรงเรียนที่ร่วมโครงการทั้ง 3 แห่ง เพื่อต่อยอดและพัฒนาทักษะการทำงานของผู้พิการและเด็ก

28 P โดมิโนจากกระดาษที่ใช้แล้ว ชนะรางวัลในหมวดของใช้ ผลงานการออกแบบจาก “ณัฐกานต์ เหมพานนท์”
Rocks Pepers Sisters เครื่องประดับที่ความสวยงามเกิดขึ้นจากชั้นของกระดาษ ชนะรางวัลในหมวดเรื่องประดับ ผลงานการออกแบบจาก “สุรัชนา ภควลีธร” และ “แพร สฤษชัยนันทา”
Fliper โคมไฟจากกระดาษที่ใช้แล้ว ชนะรางวัลในหมวดของแตกบ้าน ผลงานการออกแบบจาก “กมลนัทธ์ ธุวโรจน์สกุล” และ “ตรีสุวัชช์ หอนรเศรษฐ์กุล”

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ถูกพัฒนาภายในโครงการครั้งนี้รวมกว่า 900 ชิ้น ซึ่งเป็นฝีมือของกลุ่มเด็กพิเศษและผู้พิการทั้ง 3 แห่ง คือ มูลนิธิสถาบันแสงสว่าง, ศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพคนพิการ พระประแดง และโรงเรียนโสตศึกษา ทุ่งมหาเมฆ จะอยู่ภายใต้แบรนด์ ‘ว้าว (WOW: Worth of Waste)’ พร้อมวางจำหน่ายที่โซเชี่ยลคอร์เนอร์ ณ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ชั้น 2 โซนบี ประตูทางเข้า (เชื่อมไปยัง A La Art) และ ชั้น 6 โซนคราฟท์ วิลเลจ หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่เฟซบุ๊ก WowDesign ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจะจำหน่ายตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนจนถึงสิ้นปีนี้เท่านั้น

โดยรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย จะส่งต่อให้มูลนิธิ เพื่อสถาบันราชานุกูล นำไปใช้ประดิษฐ์เก้าอีบำบัดเสริมทักษะและพัฒนาการของผู้บกพร่องทางสติปัญญา

มาถึงตรงนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสำเร็จของโครงการเปลี่ยนขยะเป็นอนาคต คือแพลตฟอร์มการจัดการขยะอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำที่แท้จริง จากกิจกรรมภายในองค์กรสู่การประกวดที่ให้คนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม และการส่งมอบองค์ความรู้ให้กับชุมชน เพื่อการลดปริมาณขยะ คัดแยกขยะ และนำกลับมาใช้ใหม่ได้จริง ที่สำคัญเป็นการต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะผ่านงานดีไซน์อย่างสร้างสรรค์ และทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วมในกิจกรรมครั้งนี้ซึ่งเป็นความยั่งยืนที่แท้จริง