Category Archives: Marketeer Today

เจมส์ จิ : “ผมไม่ใช่…ซุปตาร์ อย่างที่ใครคิด”

Marketeer ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2557

หากจะลองทำโพลสำรวจความคิดเห็นในเวลานี้ว่าใครคือ นักแสดงชายที่มีเรทติ้งความนิยมสูงสุด Marketeer เชื่อว่าชื่อ ของ “จิรายุ ตั้งศรีสุข” ต้องติดอันดับไม่ 1 ก็ 2 อย่างแน่นอน

หลักฐานความเชื่อดังกล่าวมีอยู่หลายเหตุผลเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการสวมบทบาท Presenter ให้แก่ 6 แบรนด์สินค้า, ผลงานละคร 3 เรื่องและภาพยนตร์ 2 เรื่อง, การเป็นดาราที่จัดคอนเสิร์ต Meeting พบปะแฟนคลับพร้อมสร้างกระแส Talk of The Town ด้วยราคาบัตรเข้าชมสูงสุดในราคา 6,000 บาทที่ขายหมดเกลี้ยงในพริบตา ตลอดจนอีกหนึ่งหลักฐานชิ้นสำคัญในโลกออนไลน์ที่ใน Instagram ของเขามียอดแฟนคลับ Follow มากกว่า 970,000 คน และ Twitter อีก 250,000 คน

ที่น่าสนใจคือความสำเร็จที่เกิดขึ้นทั้งหมดของเด็กหนุ่มคนนี้ใช้ระยะเวลาสั้นๆ แค่ 1 ปีเท่านั้น ซึ่งหากเปรียบเป็นแบรนด์สินค้าต้องบอกว่า “เจมส์ จิ” คือ Brand น้องใหม่ที่มาแรงแซงหน้ารุ่นพี่ในตลาดอย่างทิ้งห่างขาดลอยเลยทีเดียว

Marketeer ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “เจมส์ จิ” พร้อมกับเริ่มต้นคำถามแรกอย่างฉับพลันว่า “ความสำเร็จและผลงานที่ผ่านมาใน 1 ปีคิดว่าตัวเองก้าวขึ้นสู่การเป็น “ซุปตาร์” หรือยัง?

“ผมยังไม่ใช่ Super Star อย่างที่ใครคิดหรอก ภาพของ Super Star ในความคิดของผมต้องอย่างพี่เบิร์ด ธงไชย ที่เขาสามารถพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นตัวจริงมีที่ยืนในวงการบันเทิงได้อย่างยาวนาน”

“และผมว่าชีวิตของการเป็น Super Star มันไม่สนุกหรอกนะ ไม่มีเวลาส่วนตัวเพราะต้องอยู่ในเงื่อนไขกรอบของเวลา และที่สำคัญต้องคิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง ถ้าเราเกิดทำอะไรผิดพลาดเสียหายขึ้นมา ตัวผมไม่เท่าไรหรอก แต่นิสัยผมแคร์คนรอบข้างมากกว่าตัวเอง”

เป็นคำตอบแรกที่โดนใจ ที่เปรียบเสมือนสารกระตุ้นให้เกิดในหลาย ๆ คำถามในเวลา 1 ชั่วโมงที่ได้เจอหนุ่ม HOT คนนี้

แล้วคิดว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ในสถานะไหนในวงการบันเทิง

ผมคิดว่าเป็นเพียงเริ่มต้นเลยนะ ผมไม่เคยมั่นใจในตัวเองว่าจะสามารถอยู่ในวงการบันเทิงได้อีกนานแสนนาน ผมว่าที่ผ่านมาเป็นแค่ความโชคดีที่คนชื่นชอบบทบาทคุณชายพุฒิภัทรในละครสุภาพบุรุษจุฑาเทพมากกว่า”

แต่เวลานี้ “เจมส์ จิ” ได้รับความสนใจมากมาย โดยเฉพาะแบรนด์สินค้าที่เลือกเราเป็น Presenter ถึง 6 แบรนด์คิดว่าเป็นเพราะอะไร นอกจากเรื่องความโด่งดัง

“ขึ้นอยู่กับตัวแบรนด์ด้วยนะผมว่า เขาคงต้องมอวงว่าต้องการดาราแบบไหน แต่หากให้ผมวิเคราะห์ เขาเลือกผมเพราะอยากให้หนังโฆษณาดูสดใส และให้แบรนด์เขาเองดู Freshy ทันสมัย เพราะคาแรคเตอร์ตัวผมเองก็สดใส ร่าเริง และชื่นชอบเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทันสมัย”

เคยได้ยินมาว่าก่อนเข้าวงการบันเทิง “เจมส์ จิ” เก่งในเรื่อง IT มาก ถึงขนาดประกอบคอมพิวเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว

ไม่ใช่แค่นั้น ช่วงปิดเทอมไม่มีเรียน ตื่นเช้ามาไม่อาบน้ำ นั่งเล่น, กินข้าว, อยู่หน้าหน้าคอมพิวเตอร์แบบเช้า กลางวัน ตกเย็นอาบน้ำเข้านอน วงจรชีวิตเป็นอย่างนี้ตลอด จนแม่ต้องมาบอกว่าเจมส์ไปเที่ยวข้างนอกบ้านก็ได้นะลูกแม่ไม่ว่าหรอก

เชื่อไหมผมติดเกมออนไลน์จนศึกษาหาวิธีแฮ็คส์ข้อมูลโกงเกมเลยทีเดียว และคิดว่าโตขึ้นฉันจะเป็นแฮ็คเกอร์ข้อมูล แต่พอมาทำงานวงการบันเทิงเลิกเล่นแล้ว เพราะงานตรงนี้สนุกไปอีกแบบได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา

อย่างเช่น ไปทำงานถ่ายละครก็เจอคนที่ทำงานละคร ไปงานแถลงข่าวก็ต้องเจอนักข่าวหน้าเดิมๆ ผมได้เรียนรู้การทำงานและชีวิตของพวกพี่เขาเยอะมาก

น่าจะเป็นคนที่ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา

ใช่เลย ผมก็เหมือนเด็กคนหนึ่งที่ชอบเรียนรู้ และโตมาพร้อมกับ Google อย่างตอนนี้ถ้าว่างจากการทำงานแป๊บหนึ่งผมก็จะหยิบ Smartphone มาsearch หาข้อมูลที่อยากรู้

โตมากับ Google ติด Smartphone แสดงว่าต้องเป็นคนชื่นชอบ Social Network เป็นชีวิตจิตใจ แล้วคิดว่าดาราในยุค 3G ครองเมืองจำเป็นต้องใช้  Social Network สื่อสารกับแฟนคลับหรือไม่

จำเป็นมาก เด็ก Gen ผมทุกคนเริ่มมี Smartphone เป็นของตัวเองและเล่น Social Network เพราะว่าสนุกกับการโพสต์อะไรไปมีคน Follow เห็นในสิ่งที่เรานำเสนอไป อย่างผมว่างไม่ได้เลย ต้องหยิบมาดู บางทีทำงานอยู่ก็อยากจับมือถือมาดูความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ใน Instagram ที่มีคน Follow มากกว่า 970,000 คน และ Twitter จำนวน 250,000 คน ที่ชอบเล่นตลอดเวลา เพราะผมจะชอบส่งรูปและตอบคำถามแฟนคลับอยู่เสมอ ส่วน Facebook ผมเล่นในช่วงก่อนเข้าวงการ แต่ตอนนี้ผมเลิกเล่นไปแล้ว

เป็นคนชื่นชอบ IT แล้วทำไมถึงเลือกเรียนคณะบริหารธุรกิจ

อย่างที่บอกว่าตอนเด็กฝันอยากเป็นแฮ็คเกอร์ ทำให้ตอนเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนพิจิตรพิทยาคม เลือกเรียนสายวิทย์ คณิต เพื่อจะเรียนต่อวิศวคอมพิวเตอร์ แต่อีกมุมหนึ่งตอนเด็กๆ เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่มีเนื้อหาสร้างแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ อ่านไปก็เข้าใจบางไม่เข้าใจ แต่พอโตขึ้นมาอ่านอีกรอบแล้วรู้สึกว่าชอบเพราะได้อะไรหลายอย่าง เลยเปลี่ยนใจเลือกเรียน คณะบริหารธุรกิจ  มหาวิทยาลัยรังสิต

พักผ่อนมากแค่ไหม เมื่อเปลี่ยนชีวิตตัวเองมาอยู่ในวงการบันเทิง

ถ้าช่วงไหนงานหนักมากๆ นอนวันละ 3 ชั่วโมงเอง แต่ถ้าช่วงไหนตกงานผมนอน 7 ชั่วโมงขึ้นไป ส่วนเวลาว่างจากการทำงานผมก็จะอยู่กับครอบครัว และถ้าว่างจริงๆ ผมชอบที่จะไปถ่ายรูปแรกๆ ก็ใช่ iPhone ถ่ายหลังๆ ลงทุนซื้อกล้อง Leica ชอบถ่ายแนวสตรีทและธรรมชาติ

ได้ยินมาว่าเพิ่งกลับจากประเทศเกาหลี ได้เรียนรู้อะไรอีกไหม นอกจากไปเรียนซ้อมเต้น

เป็นแผนที่ผู้จัดการส่วนตัววางไว้ตั้งแต่แรกว่าต้องไปฝึกฝนตัวเอง แต่ที่สำคัญผมได้เรียนรู้โลกที่กว้างมากขึ้น คือผมเป็นเด็กต่างจังหวัด พอไปถึงที่โน่นก็ได้เรียนรู้วัฒนธรรมและได้เห็นคนที่เตรียมที่จะเป็นศิลปินเกาหลี ต้องฝึกฝนตัวเองหัดเต้นนานกว่า วันละ 15 ชั่วโมง ตรงนี้มันสะท้อนมาที่ความเชื่อของผมว่าขีดความสามารถของมนุษย์เรามันเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ ไม่มีคำว่าหยุดอยู่แค่นี้ เพราะการมาอยู่ตรงจุดนี้คือคุณต้องพัฒนาตัวเองตลอด 

การที่ไม่ “หยุดนิ่ง” พัฒนาตัวเองเป้าหมายเพื่อแข่งขันกับดาราคนอื่นๆ

ผมแข่งกับตัวเอง ไม่อยากให้มองว่าไปแข่งขันกับดาราคนอื่นเลย เราย่อมรู้ดีที่สุดว่าเราทำเพื่ออะไร เพราะผมว่าแฟนคลับที่คอยติดตามผลงาน ละคร ภาพยนตร์ และโชว์อื่นๆ ถ้าผมทำอะไรที่เกินความคาดหวังของเขาอยู่ตลอดเวลา มันจะเป็นเรื่องที่ Surprise สร้างความสุขให้แก่เขา

แต่…การมาอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับการรับมือกับนักข่าวบันเทิง

แรก ๆ ผมตกใจ ลองคิดดูเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งเพิ่งเข้าวงการบันเทิงมีกล้องประมาณ 50 กล้องแล้วมีไมค์มาจ่อที่ปากเราแล้วนักข่าวก็แย่งกันถาม พอมาพักหลังก็คุ้นเริ่มชินมองเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนเวลาเจอคำถามแรงๆ เราก็ตอบตามความจริง

ถ้าอย่างนั้น! ขอถามตามความจริง แคร์ไหมกับการที่คนอื่นมองว่า เจมส์ จิ เข้าถึงตัวยากมาก            

ผมว่าถ้าคนที่พูดอย่างนั้นเขาได้เจอและรู้จักผม เขาจะรักผม ผมเชื่ออย่างนั้น ข่าวที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องของคนที่อาจยังไม่เคยเจอเราแล้วเสพสื่อไม่ได้อ่านทุกคำทุกตัวอักษร จนเกิดความเข้าใจผิดได้ในแง่การสื่อสาร

แต่ก็ต้องยอมรับว่าข่าวที่เกิดขึ้นมันมีผลกระทบในเรื่องงาน แต่ในเรื่องจิตใจผมเฉยๆ อาจเป็นเพราะผมไม่ค่อยสนใจโลกมากกว่า เพราะโลกจริงๆ ของผมคือการเรียนรู้ และหาสิ่งดีๆ ให้แก่คนรอบข้าง

แล้วนิยามความสุขของผู้ชายที่ชื่อ “เจมส์ จิ”

มีคนเคยบอกว่าชีวิตคนเราเหมือนนักกายกรรมไต่เชือก เขาต้องเอียงตัวซ้ายขวาตลอดเวลา เพียงเพื่อต้องการแค่จุด “สมดุล” มันไม่ต่างจากความสุขและความทุกข์ของคนเรา ที่มันต้องมีเอียงซ้ายและขวาตลอดเวลา ไม่ได้อยู่ข้างใดข้างหนึ่งเสมอ ผมว่าชีวิตคนเราจะมีความสุขได้ก็ต้องหาจุด “สมดุล” ให้เจอและพอใจกับจุดนั้น 

ความท้าทายของ “เจมส์ จิ” ในการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้

ผมว่าในโลกใบนี้มันใหญ่มากมีเรื่องราวอีกเยอะแยะมากมายที่ต้องเรียนรู้ วันนี้ที่ผมเจอมามันแค่เล็กน้อย ยกตัวอย่างเรื่องงานวงการบันเทิงผมมองมันแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นในเวลานี้ เรายังไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองว่าเจ๋งสุดๆ เหมือนอย่างพี่ “อ๊อฟ พงษ์พัฒน์” หรือ “พี่นก ฉัตรชัย” ที่เล่นบทละครอะไรแล้วคนก็เชื่อในสิ่งเหล่านั้น อย่างร้องเพลงก็ไม่ได้เพราะถึงขนาดเหมือนศิลปินนักร้องมืออาชีพ

เรื่อง : ฉลองศักดิ์ สุขใจธรรม

วิรัตน์ เตชะนิรัติศัย : ชงเข้ม True Coffee

Marketeer ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2557

จากเดิม ทรู คอฟฟี่ ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นเครื่องมือทางการตลาดเพื่อมาเติมเต็มให้ลูกค้าของทรูคอร์ปอเรชั่นมีความใกล้ชิดกับแบรนด์มากขึ้น

วันนี้ ทรู  เป็นโอเปอเรเตอร์รายเดียวของโลกที่กำลังเอาจริงเอาจังในเรื่องธุรกิจกาแฟ  และเตรียมลุยสร้างแบรนด์ทั้งในประเทศและประเทศใน AEC

ทำอย่างไรให้ ทรู คอฟฟี่ ที่ทุกคนนึกถึงคือแบรนด์ของผู้รู้จริงในเรื่องกาแฟ โดยไม่ต้องนึกถึงแบรนด์มือถืออีกต่อไป เป็นโจทย์สำคัญของ วิรัตน์ เตชะนิรัติศัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรู ไลฟ์สไตล์ รีเทล จำกัด ที่เข้ามาช่วยเสริมความเข้มข้นร่วมกับ ปพนธ์  รัตนชัยกานนท์  ผู้บริหารของทรูคอร์ปอเรชั่น ที่เป็นผู้บุกเบิก ทรู คอฟฟี่

 แนวทางการสร้างแบรนด์ ทรู คอฟฟี่ ในปี 2557

เราเพิ่งปรับโครงสร้างใหม่ไปเมื่อปลายเดือนมกราคมนี้ เพื่อปรับฟังก์ชั่นใหม่ให้ชัดเจน รองรับแนวทางการทำงานจากนี้ไปอีก 3 ปี โดยได้เพิ่มแผนกใหม่คือ New Business  และ Franchise Management  ซึ่งหมายความว่าจะมีการเปิดตลาดใหม่ๆ และขยายแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นอีกมากมายแน่นอน

สิ้นปีที่ผ่านมา เรามีจำนวน 100 สาขา เป็นแฟรนไชส์ประมาณ 30% ปีนี้จะขยายเพิ่มอีก 100 สาขา เป็นแฟรนไชส์ประมาณ 30-40% ซึ่งใน 3 ปีคาดว่าสัดส่วนแฟรนไชส์จะเพิ่มเป็น 50-50 ครับ 

 โลเคชั่นที่ให้ความสำคัญในการขยายตัว และสาขาไหนขายดีที่สุดในเมืองไทย

ออฟฟิศบิวดิ้งมีการเติบโตที่ดีมากครับ อย่างเช่นสาขาที่เพิ่งเปิดไปเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อนในตึกเอ็มไพร์ สาทร  ยอดขายสูงอย่างที่ไม่เคยปรากกฎมาก่อนประมาณวันละ 4 หมื่นบาทซึ่งสูงมาก ทั้งๆ ที่ทำเลเราใกล้กับร้านของคู่แข่งมาก ปกติร้านกาแฟทั่วไปยอดขายจะอยู่ที่ 1.5–2 หมื่นบาทต่อวัน ส่วนในตึกทรู บนถนนรัชดายอดขายก็ไม่ต่ำกว่าวันละ2-3 หมื่นบาท

จุดที่ 2ที่ขายดีคือในมหาวิทยาลัย ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเรามีเกือบทุกคณะแล้ว ทั้งอักษรศาสตร์  ครุศาสตร์ วิศวะ ตอนนี้คณะวิทยาศาสตร์กำลังขอมาอีกแล้ว รวมทั้งที่โรงพยาบาลจุฬาด้วย

ล่าสุดในช่วงปลายเดือมกราคมยังได้ไปเปิดที่ธรรมศาสตร์รังสิต ในแนวคิดที่เรียกว่า True Lab  ของบริษัทแม่ทรู คอร์ปอเรชั่นที่ได้เข้าไปทำชุมชนแห่งการค้นคว้าตามมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยทรูให้การสนับสนุน แล้วดึงเอา ทรู คอฟฟี่เข้าไปด้วยในส่วนของห้องพักผ่อน ซึ่งโปรเจ็กท์นี้จะพัฒนาไปใน 10 มหาวิทยาลัย ซึ่งทยอยเปิดแล้วโปรเจ็กท์ต่อไปก็น่าจะไปที่ มศว. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น 

 แนวทางการบุกตลาดและการยอมรับความเป็นกาแฟแบรนด์พรีเมี่ยมในตลาด AEC

วันนี้เรามีแฟรนไชส์ที่เวียงจันทน์ 2 สาขา ที่กำลังเซอร์เวย์คือหลวงพระบาง  ส่วนกัมพูชามี 3 สาขาคือที่พนมเปญ 2 สาขา ปอยเปต 1 สาขา  และประเทศที่ 3 ที่กำลังเจรจาอยู่คือพม่า

ลาวเป็นประเทศที่พร้อมจะลงทุนกับเรามากที่สุด ส่วนกัมพูชา ผู้ลงทุนเป็นผู้มีฐานะดี และค่อนข้างเป็นที่รู้จัก

ที่ย่างกุ้งมีคนทำทีรูมคาเฟ่ ทำในบ้านเดี่ยวเป็นแบรนด์ของเขาเองคนตรึมเลย มีการต่อคิวด้วย เราก็เอ๊ะทำไม หรือไปกัมพูชากรุงพนมเปญ  ของเราตั้งอยู่ในหมู่บ้านรอบๆ หมู่บ้านเป็นนักท่องเที่ยวและคนต่างชาติที่เข้ามาทำงาน เป็นกลุ่มคนมีฐานะดี ซื้อบ้านเดี่ยวได้ มีโรงเรียนนานาชาติ เราตั้งอยู่ตรงกลาง ซ้ายมือคือคอฟฟี่บีน ขวามือคือแบรนด์คอสต้า กาแฟพรีเมี่ยมจากอังกฤษ แล้วยังมีแบรนด์โลคอลที่ทำเหมือนเมืองนอกมาก  ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเองได้เริ่มเปลี่ยนไปยอมรับในกาแฟแบรนด์พรีเมี่ยมมากขึ้น

ส่วนที่เวียดนามก็มีไฮแลนด์คอฟฟี่เหมือนสตาร์บัคส์เป๊ะ แต่คนเวียดนามกินกาแฟเข้มมาก สตาร์บัคส์ก็เพิ่งเริ่มเข้า เป็นอีกสนามหนึ่งที่ไม่รู้ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนหรือเปล่า ยังเป็นคำถามสำหรับเราอยู่

ปี 2557 ตั้งเป้าหมายไปเปิดกี่สาขา ประเทศไหนบ้าง

ที่ลาวถ้าเราดูผลประกอบการมีโอกาสขยายได้เป็น10 สาขา เพราะตอนนี้เพิ่งไปเวียงจันทน์ที่เดียวเอง หลวงพระบางก็ยังไม่ไปหรือคอมมูนิตี้มอลล์ที่อยู่ชายแดนก็ยังไม่ไปเลย

ที่ย่างกุ้งผมไปเซอร์เวย์ประมาณ 15 จุด ซึ่งย่างกุ้งก็คล้ายๆ ประเทศไทยสมัยก่อน เริ่มมีห้างเข้ามา มีห้างหนึ่งที่เขาเทียบพารากอน แบรนด์เนมอยู่ในนี้หมดเลย กับอีกห้างเป็นโลคอลเหมือนห้างพาต้าบ้านเรา

ปีนี้ที่ย่างกุ้งได้สัก 5  สาขาก่อนก็โอเค คิดว่าจากนี้ไปประมาณ 6 เดือนสาขาแรกที่อยู่ใจกลางเมืองคงเปิดได้ ซึ่งยังไม่ตัดสินใจ แต่มีให้เลือกอยู่ประมาณ 3 – 4จุด  และตอนนี้ทรู คอร์ปอเรชั่นก็ไปสร้างออฟฟิศแล้ว ผมก็จะไปขอพื้นที่ด้านหน้าเพื่อทำเป็นศูนย์เทรนนิ่งเปิดทรูช็อปเพื่อขายด้วย

ปัญหาอย่างหนึ่งในการไปพม่าคือที่หาทำเลยาก เพราะราคาเช่าแพงมาก แต่คิดว่าปีหน้าน่าจะถูกลง เพราะหลายโครงการสร้างเสร็จ  เพราะตอนนี้พื้นที่ออฟฟิศ และโรงแรมมีจำกัด  ผมไปดูตรงข้ามตลาดสก็อต ซึ่งเป็นจุดทัวริสต์พื้นที่ 80 ตารางเมตรราคาค่าเช่าเกือบ 5 แสน แพงกว่าดิจิตอลเกตเวย์ของผมซึ่งมีถึง 300 ตารางเมตร

ส่วนที่พนมเปญก็อาจจะขยายสาขาไปที่เสียมเรียบก็กำลังศึกษาหาที่อยู่เหมือนกัน

แบรนด์คู่แข่งและภาวะการแข่งขันใน AEC  

ประเทศที่เราเข้าไปยังไม่ค่อยมีคู่แข่ง สตาร์บัคส์ก็ยังไม่มี ยิ่งเป็นโอกาสเราที่จะชิงพื้นที่และรุกหนักในเรื่องการสร้างแบรนด์ ในลาวแบรนด์ดาวเขาก็เน้นในเรื่องส่งออก ส่งมาขายใเมืองไทยก็เยอะ แต่ในประเทศไม่ค่อยทำการตลาดเท่าไร 

พฤติกรรมผู้บริโภคของไทย กับคนในAEC เรื่องกาแฟมีความต่างหรือเหมือนกันอย่างไร 

ใกล้เคียงกันมาก กาแฟยอดนิยมของ ทรู คอฟฟี่ ที่สั่งกันมากๆ คือ เอสเพรสโซ  ลาเต้ กาแฟดำก็ขายดีครับ  คือกลุ่มเป้าหมายลูกค้าเรามี 2 กลุ่มคือคนต่างชาติที่เข้ามาทำงานและคนที่มีฐานะดีในประเทศนั้นๆ  อย่างในลาวทดลองเปิดในย่านที่เป็นทัวริสต์กับออฟฟิศบิวดิ้งของเขาซึ่งยอดขายดีมาก  เช่นเดียวกับกัมพูชาที่เปิดรับทัวริสต์ใกล้ทางเข้าปอยเปตก็ขายดี ดังนั้นถ้าเป็นจุดที่มีทัวริสต์กับแหล่งการทำงานของคนต่างชาติก็น่าจะไปได้

 โมเดลในการบุก AEC จะเป็นการขายแฟรนไชส์ หรือลงทุนเอง

ต่างประเทศเป็นแฟรนไชส์หมดเลยครับ 100%  ในช่วงต้นจะเป็นแฟรนไชส์ปกติ แต่ถ้าไปได้ดีอย่างที่พนมเปญ ถ้าเขาสามารถเปิดได้ 5 สาขาและไปได้ดี  เราก็จะแต่งตั้งเขาเป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์  การไปแบบร่วมทุนเราจะเจอข้อกฎหมายจะไปได้ช้า ไปแบบนี้จะเร็วกว่ามาก

ต้องคุยกันเยอะครับสำหรับคนที่เราจะขายแฟรนไชส์ให้ ต้องคุยกันในเรื่องแอดติจูด ดูว่าเขารักในเรื่องการทำกาแฟจริงหรือเปล่า  ลงมือบริหารเองหรือเปล่า พวกที่มีเงินแล้วอยากได้แฟรนไชส์เรา แต่จ้างคนอื่นมาบริหารทั้งหมดอย่างนี้ก็จะพิจารณาอันดับหลังๆ หน่อย แต่ถ้าเขาลงทุนและลงแรงด้วยอย่างนี้อาจคุยกันเข้าใจง่ายหน่อย

อย่างที่ 2 คือดูเรื่องการเงินว่ามีเงินหมุนเวียนพอสำหรับบริหารแคสโฟว์หรือเปล่า สุดท้ายต้องดูในเรื่องเน็ตเวิร์คกิ้งว่าจะมีศักยภาพในการขยายสาขาหรือเปล่าในอนาคต

ปัจจุบันจุดแข็งของทรูคอฟฟี่ประกอบด้วยเรื่องอะไรบ้าง

1.ในเรื่องเน็ตเวิร์คกิ้งของเรา ในความเป็นทรูจะช่วยเอื้อกันได้ในหลายๆ เรื่อง

2.ทีมงานส่วนเป็นคนรุ่นใหม่ที่กำลังแอคทีฟ และเราให้ความสำคัญในเรื่องการเทรนนิ่งอย่างมาก

3. เรื่องของเครื่องดื่มที่เทียบกับคู่แข่งมั่นใจได้เลยว่าคุณภาพไม่แพ้ใคร

4. ให้ความสำคัญในเรื่องการดีไซน์ ที่ผ่านมาในแต่ละสาขาเมนูบอร์ด โลโก้ ยูนิฟอร์มพนักงานเท่านั้นที่เหมือนกัน แต่การตกแต่งการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม่เหมือนกัน แต่ต่อไปเพื่อให้การบริหารจัดการเรื่องต้นทุนชัดเจนขึ้นจะสร้างความเป็นสแตนดาร์ดขึ้นในเรื่องการดีไซน์ 70% คือรูปแบบเดิม อีก 30% คือจะตกแต่งให้สอดคล้องกับเมืองที่สาขานั้นๆ ตั้งอยู่เช่นเมืองชายทะเล หรือเมืองโบราณ   

 จุดอ่อนที่ ทรู คอฟฟี่ ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษในการปรับปรุง

ผมว่าเรื่อง Non-Coffee รวมไปถึงเบเกอรี่ที่ความหลากหลายยังมีน้อย  และความเป็นยูนีคยังไม่มี ปีนี้เราชัดเจนขึ้นตัวไหนไม่ดีเอาออก ตัวไหนขายดีก็พยายามที่จะสร้างให้เป็นซีรี่ส์ เช่น จัมโบ้ซอสเซสที่ขายดีมากก็จะมีซอสเซสธรรมดา ซอสเซสพริก หรือซอสเซสโนริสาหร่าย  เบเกอรี่ถือว่าเป็นจุดอ่อนของเราเวลาไปชนกับคู่แข่ง ก็ต้องใช้ซีพีเอฟเข้ามาช่วยเพราะเราต้องการตัดปัญหาเรื่องโลจิสติกส์ เป็นของที่มีคุณภาพ และเหมือนกันทุกสาขา

ส่วนเรื่องพนักงานก็เคยเป็นจุดอ่อน แต่ตอนนี้ได้ปรับไปแล้ว เรามี Coffee Culture ขึ้นเพื่อให้ทุกคนรักและผูกพันในเรื่องกาแฟ มีการเปลี่ยนหลักสูตรเทรนนิ่งใหม่ให้ทันสมัยขึ้น และจากที่เมื่อก่อนเราให้ความสำคัญในการเทรนนิ่งคนใหม่ที่เข้ามามากกว่าคนเก่า แต่ปีนี้จะให้ความสำคัญกับการเทรนนิ่งคนเก่ามากขึ้น โดยเฉพาะคนที่จะขึ้นไปเป็นผู้บริหารครับ

 

เรื่อง : อรวรรณ บัณฑิตกุล / ภาพ : เมธี ชูเชิด

Jan Koum : From Poor to Phenomenon

 ความยากจนเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาของมนุษย์ แต่บ่อยครั้งกลับเป็นแรงผลักดันชั้นดีให้คนสร้างและหาเพื่อเพิ่มต้นทุนชีวิต เช่นเดียวกับ Jan Koum ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ WhatsApp ซึ่งเคยมีชีวิตวัยเด็กอันแร้นแค้น แต่ปัจจุบันคือผู้สร้างปรากฏการณ์ หลังFacebook ทุ่มเงิน 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซื้อ Message App อายุ 5 ปีที่เขาสร้างขึ้น

              Tech Billionaire คนล่าสุดเป็นชาวยูเครน เกิดเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 1976 ในหมู่บ้านชานกรุง Kiev เผชิญความลำเค็ญวัยเยาว์สารพัด การศึกษาในโรงเรียนโกโรโกโสซึ่งนักเรียนต้องต่อแถวยาวไปถึงลานจอดรถเพื่อเข้าห้องน้ำท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ 20 องศา คงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเห็นภาพความแร้นแค้น จนต้องไปตายเอาดาบหน้า อพยพมายังเมือง Mountain View รัฐ California ของสหรัฐฯ ด้วยวัย 16 ปีพร้อมแม่

ช่วงแรกใน “ดินแดนแห่งเสรีภาพ” เต็มไปด้วยขวากหนาม อาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ 2 ห้องนอน รายได้จากการรับเลี้ยงเด็กของแม่และงานทำความสะอาดร้านขายของชำของตัวเขาก็ไม่พอยาไส้ ต้องพึ่งพาคูปองแลกอาหารของทางรัฐ แย่กว่านั้น ยังมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนที่โรงเรียนไม่เว้นวัน แต่แล้วแสงสว่างปลายอุโมงค์ชีวิตเริ่มปรากฏ หลังเรียนรู้และทำความเข้าใจเครือข่ายคอมพิวเตอร์ด้วยตัวเองผ่านคู่มือเก่าๆ จากร้านหนังสือมือ 2 ขณะที่อายุได้ 18 ปี จนท้ายที่สุดได้เข้ากลุ่มแฮ็กเกอร์ชื่อ w00w00 และได้ Chat กับ Graphic Designerใน Silicon Valley หลายคน รวมถึง Sean Fanning ผู้ร่วมก่อตั้ง Napster ด้วย

สานต่อเส้นทางสาย Cyber ด้วยการเข้าศึกษาในคณะ Computer Science ของ San Jose State University ระหว่างนั้นทำงานกะกลางคืนเป็นฝ่ายทดสอบระบบความปลอดภัยทางข้อมูลให้ Ernst & Young บริษัทบัญชียักษ์ใหญ่ไปด้วย ทำให้เขาได้พบกับ Brian Acton เพื่อนร่วมงานที่นั่งโต๊ะตรงกันข้ามซึ่งจะกลายเป็นเพื่อนคู่คิดซึ่งจะร่วมหัวจมท้ายปั้น WhatsApp ในอนาคต ไม่นานทั้ง 2 ก็พากันลาออกเมื่อได้งานใหม่ที่ Yahoo โดยคำสั่งของหัวหน้าให้รีบออกจากห้องเรียนเพื่อมาซ่อมเซิร์ฟเวอร์ที่เสียเพียง 2 สัปดาห์ของการทำงาน ทำให้ตัดสินใจหันหลังให้โลกการศึกษา

ความอิ่มตัวหลังทำงานกับองค์กรอินเทอร์เน็ตแห่งนี้มา 9 ปี นำมาสู่การยื่นใบลาออก เงินเก็บ 400,000 สหรัฐฯ ทำให้วิศวกรคอมพิวเตอร์ชาวยูเครเนี่ยนมีชีวิตอิสระ ได้ท่องเที่ยวไปทั่วอเมริกาใต้ ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมส่งสมัครงานตามบริษัทต่างๆ เอาไว้ การปฏิเสธคือสิ่งที่ได้กลับมาเป็นประจำ  โดยในจำนวนบริษัทที่ไม่เปิดประตูโอกาสให้นั้นมี Facebook รวมอยู่ด้วย ทว่า iPhone ที่ซื้อมาเมื่อมกราคมปี 2009 และ App Store ที่เพิ่งตั้งไข่เป็นตัวจุดประกายให้ Koum อยากสร้าง Message App เพื่อแทน SMS ที่กำลังตกยุคและตั้งบริษัท

เครือข่ายคนเชื้อสายชาวรัสเซียใน San Jose ความมานะพยายาม เงินจากกลุ่มนักลงทุน Sequoia อาคารที่ต้องใช้ร่วมกับ Evernote และวาทะปลุกกำลังใจจาก Acton ทำให้ WhatsApp ซึ่งมีชื่อพ้องกับ What’s up คำทักทายยอดฮิตตามความชอบของ Koum เปิดตัวได้ในปลายปีนั้น ยอดผู้ใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีก 5 ปีถัดมา โดยปัจจุบันสูงถึง 465 ล้านคนต่อเดือนจน  Facebook ยื่นเงินมหาศาลซื้อกิจการของบริษัทที่มีพนักงานเพียง 55 คน โดยตามข่าวระบุว่า Koum ดีลธุรกิจมูลค่าเทียบเท่างบประมาณประเทศเกิดขึ้นในอาคารเดียวกับที่ Koum มารับคูปองอาหารแลกอาหารนั่นเอง

แม้เข้าเป็น1 ใน 8 บริษัทลูกภายใต้ชายคาของ Facebook แต่คนจริงจังอย่าง Koum ยืนยันว่าจะไม่ให้การขายโฆษณามารบกวนผู้ใช้และเดินหน้าเพิ่มช่องทางเชื่อมโยงคนทั่วโลกด้วย Free Voice Calling ในไตรมาส 2 ของปีนี้

ที่มา :forbes.com,theverge.com,dailymail.co.uk

ไม่ต้องแข่งกับใคร แต่ต้องทำตลาดให้ใหญ่ขึ้น

ผลสำรวจจาก Video Research ในกลุ่มตลาดนมล่าสุด ปรากฏว่าเป็น “โฟร์โมสต์” ที่ยืนจังก้าครองแท่นเบอร์หนึ่งทั้ง 3แท่นได้แก่กลุ่ม UHT (Ultra High Temperature) ด้วยตัวเลข31.5% ,กลุ่มUHT Kid 63.1%และกลุ่ม พาสเจอร์ไรซ์(Pasteurized Milk)66.6%  (คำนวนจากจำนวนผู้บริโภคในกรณีที่บริโภคมากกว่าหนึ่งยี่ห้อ) เรียกว่าเป็นอีกปีที่แบรนด์ผลิตภัณฑ์นมยักษ์ใหญ่จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ครองพื้นที่No.1 Brand Thailandติดต่อกัน

 

แน่นอนโฟร์โมสต์ครองเบอร์หนึ่งยอดขายและการรับรู้ในกลุ่ม UHT มาแต่ไหนแต่ไร แต่ตัวเลขที่เซอร์ไพรซ์พอสมควรคือกลุ่มพาสเจอร์ไรซ์ ชนิดที่ว่ากินแต้มเบอร์สอง และสามขาดหลายช่วงตัว  แม้กลุ่มพาสเจอร์ไรซ์โฟร์โมสต์ถือว่าเพิ่งเริ่มต้นทำตลาดจริงจังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ด้วยความแข็งแกร่งของแบรนด์ดิ้ง กอปรกับจุดแข็งสายส่ง การกระจายสินค้าที่เข้าไปถึงมือผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญคือเรื่องของกิจกรรมทางการตลาดที่เข้มข้น  ก็พออนุมานได้ว่าปัจจัยต่างๆเหล่านี้ drive   “การรับรู้”ของคอนซูเมอร์ปีนี้โตแบบก้าวกระโดด ยืนยันด้วยตัวเลขชัดเจน

เป็นครั้งแรกที่เราเดินทางมาพูดคุยกับ พิมจันทร์ วิมุกตานนท์ ในฐานะ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย)  จำกัด (มหาชน) คนปัจจุบัน กับประเด็นสำคัญที่ทำให้โฟร์โมสต์ประสบความสำเร็จในปีที่ผ่านมาพร้อมทิศทางการตลาดในปีนี้

 

 ผู้นำการขับเคลื่อนตลาด

ปีที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดนมมีการเติบโตหดตัวลง  สาเหตุมาจากปัจจัยหลายอย่าง เช่นมีตัวเลือกใหม่อย่างฟังค์ชันนัลดริ๊งค์เข้ามาทำตลาด รวมทั้งความรุนแรงของเกมการแข่งขันเครื่องดื่มประเภทอื่นๆ อย่างชาหรือน้ำดำมากระทบ อย่างไรก็ตามผู้บริหารอธิบายว่าปัจจัยนอกที่เข้ามากระทบนั้นไม่น่าหวั่นวิตกเท่าไหร่ แต่สิ่งที่น่าวิตกจริงๆคือการรับรู้ของคนที่ปฏิเสธนมมากกว่า

 

“ปัญหาคู่แข่งหรือเครื่องดื่มอื่นที่เข้ามากินส่วนแบ่งเป็นเรื่องธรรมดาก็ยังไม่น่าวิตก ภาพรวมเรายังคงเป็นผู้นำในตลาดนมอย่างมั่นคง สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากกว่า คือพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งต้องยอมรับว่าการรับรู้ของคนเรื่องนมหลายคนยังเข้าใจผิดอยู่ หลายคนเข้าใจว่าดื่มแล้วอ้วน คนที่อายุมากดื่มนมแล้วเสี่ยงต่อการเกิดโรค หลายคนยังเชื่ออยู่ว่าดื่มนมแล้วเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง ซึ่งในฐานะผู้นำตลาด เรามองว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมาก ที่ผ่านมาเราพยายามรณรงค์เรื่องนี้ให้ความรู้คอนซูเมอร์อย่างถูกต้องผ่านกิจกรรมทางการตลาดต่อเนื่อง”

“ตลาดนมไม่ใช่ตลาดที่ต้องแข่งขันกันเอง แต่เป็นตลาดที่ผู้แข่งขันจะต้องช่วยกันสร้างความรู้กระตุ้นให้เกิดการบริโภคเพื่อขยายตลาด” นี่คือสิ่งที่ผู้บริหารสาวสรุปบอกกับเรา และเชื่อว่ามูลค่าตลาดนมรวมทุกประเภทกว่า 10000 ล้านบาทยังสามารถขยายเติบโตต่อไปได้อีก

จริงๆนี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะทุกแบรนด์ทุกค่ายต่างรู้ดีว่าเกมนี้ต้องช่วยกันสร้างตลาด ผลสำรวจหนึ่งเคยระบุว่าคนไทยดื่มนมเฉลี่ยปีละแค่ 12-14 ลิตร ตัวเลขนี้ไม่เพิ่มขึ้นเลยตลอดเกือบ 10 ปี ในขณะที่ปริมาณการดื่มแอลกอฮอร์เพิ่มขึ้นและเติบโตทุกปี

 

แบรนด์ดิ้ง” เกมถนัดของโฟร์โมสต์

เรื่องการสร้างแบรนด์ ต้องบอกว่าโฟร์โมสเป็นผู้นำในเรื่องนี้ แม้ว่าคู่แข่งจะขีดเส้นใต้คำว่าสร้างแบรนด์ด้วยการให้ความรู้เหมือนกัน แต่สิ่งที่โฟร์โมสต์ทำได้เหนือกว่าคือความต่อเนื่อง ชนิดแบบแรงดีไม่มีตกตลอดเวลากว่าครึ่งศตวรรษ

“การขับเคลื่อนตลาดผ่านการ Educate หรือการให้ความรู้ถือเป็นหัวใจสำคัญของโฟร์โมสต์ในตลอดช่วง5-6ปีที่ผ่านมา งบการตลาดกระจายไปในทุกช่องทางสื่อออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งแต่ละช่วงปีจะมีแนวทางยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หัวใจอีกอย่างของเราคือการวิจัยสำรวจหายุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง บางปีเราพบว่าคอนซูเมอร์ส่วนใหญ่เทไปทางฝั่งผู้ใหญ่ ส่วนฝั่งเด็กเติบโตน้อยลง เราก็เสริมแคมเปญให้ความรู้เน้นไปที่เด็กมากขึ้น หรือบางปี เราก็ต้องเน้นไปที่ผู้ใหญ่มากกว่าเป็นต้น เพราะจุดประสงค์ของเราไม่ได้เน้นแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแต่ต้องตอบโจทย์ให้ได้ทุกกลุ่ม ต้องเข้าไปในใจลูกค้าให้ได้ทุกกลุ่ม”ผู้บริหารสาวย้ำ

เราเห็นความต่อเนื่อง หลายๆชิ้นงานโฆษณาเชื่อว่าคงยังติดหูพวกเราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นประโยค “ดื่มโฟร์โมสต์ ดื่มให้กับชีวิต เริ่มโฟร์โมสต์ได้ตลอดชีวิต ดื่มโฟร์โมสต์ได้ตลอดชีวิต” นั่นเป็นยุคก่อน แต่ถ้านับยุคปัจจุบันไม่เกิน 2-3 ปี โฟร์โมสต์โดดเด่นมากเรื่อง Brand Engagement โดยการใช้  Celeb Marketing

ต้องบอกว่าเป็นเกมถนัดของโฟร์โมสต์ ยิ่งในแต่ละปีมีพรีเซนเตอร์ใหม่ๆ เข้ามาจี้ในจุดที่ต้องการสื่อ ที่เห็นชัดๆเริ่มตั้งแต่แคมเปญดื่มนม 24 ชั่วโมง มีณเดชน์กับญาญ่าเป็นพรีเซนเตอร์ เป็นอีก TVC ที่มีคนพุดถึงมากในตอนนั้น ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของนมเพื่อเสริมศักยภาพร่างกายในทุกกิจกรรมไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตตลอด 24 ชั่วโมง แนวคิดที่ว่าดื่มนมแล้วอ้วน ดื่มนมตอนกลางคืนไม่ดีก็ค่อยๆหายไป และได้ภาพลักษณ์ของความเป็นแบรนด์ที่ทันสมัยดาราสุดฮอตอีกด้วย

นอกจากความเชื่อเรื่องดื่มนมแล้วอ้วน ยังมีความเชื่อผิดๆที่ว่ากินนมตอนอายุมากขึ้นเสี่ยงต่อการเป็นโรค โฟร์โมสต์เดินเกมอุดรอยรั่วด้วยแคมเปญ TVC อีกชิ้น ที่ชี้ข้อเท็จจริงให้เห็นว่าคนเราจำเป็นต้องกินนมตลอดชีวิต ตั้งแต่เด็ก เรียนหนังสือ ทำงาน มีครอบครัว จนถึงวัยสูงอายุ

พอสร้างแบรนด์อแวร์เนสได้เป็นที่พอใจ โฟร์ดมสต์ปรับกระบวนยุทธ์อีกครั้ง ปี2555 เปลี่ยนจากแผน Celeb Marketing เป็น Product Hero คือเน้นสร้างการรับรู้ที่โปรดักท์ ชี้ให้เห็นถึงคุณประโยชน์แบบเน้นๆ เริ่มตั้งแต่การปรับแพ็คเกจจิ้งทั้งในส่วน UHT และ พาสเจอร์ไรซ์ ด้วยแนวคิด Quality from Grass to Grass จากยอดหญ้าถึงนมในมือคุณ ให้ผู้บริโภคเห็นคุณประโยชน์จากสารอาหารที่โฟร์โมสต์ย้ำชัดๆข้างกล่อง

 

รักษาพื้นที่ UHT เสริม พาสเจอร์ไรซ์

 

ในปีที่ผ่านมา 2556 พิมจันทร์อธิบายว่า ตัวเลขยอดขายจาก UHT เติบโตน้อยลง เนื่องจากผู้บริโภคสวิชต์ไปในส่วนของพาสเจอร์ไรซ์มากขึ้น ทั้งนี้เหตุผลมาจากเรื่องความเชื่อที่ว่านมพาสเจอร์ไรซ์ได้สารอาหารประโยชน์ที่มากกว่า คราวนี้โฟร์โมสต์จึงกลับมาแก้เกมด้วยแผน Celeb Marketing ที่ถนัดอีกครั้ง

“เราเคยทำ Blind test ระหว่างนมพาสเจอร์ไรซ์กับนม UHT ผลทดสอบปรากฏว่าคนส่วนใหญ่ไม่สามารถแยกรสชาติออกได้ สรุปว่าเป็น receive ของคอนซูเมอร์เอง เรื่องของรสชาติ ส่วนเรื่องคุณประโยชน์สามารถยืนยันได้ว่านม UHT กับพาสเจอร์ไรซ์ต่างกันในเรื่องกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน ซึ่งความร้อนฆ่าเฉพาะเชื้อโรค ไม่ได้ทำลายคุณประโยชน์สารอาหารลงไปด้วย ซึ่งเราจึงจำเป็นต้องพูดตรงนี้มากขึ้น เน้นให้คนเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้อง พร้อมกับแคมเปญที่เน้นเรื่องคุณประโยชน์โภชนาการเหมือนเดิม”

กับแคมเปญ “ก้าวไปให้ไกล ให้สิ่งดีๆ กับตัวเองมากขึ้นกับโฟร์โมสต์ ยูเอชที” ที่ดึงหมาก ปริญ สุภารัตน์ ดีกรีอดีตแชมป์ยูโดเยาวชนแห่งชาติ  มาเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยดื่มนมเพื่อสร้างสิ่งดีๆ  โดยคีย์เมสเสสที่ส่งไปคือ คุณประโยชน์ของนมที่มีต่อระบบประสาทและสมอง ส่งเสริมสมาธิ ความจำและการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยืนยันผลงานวิจัยระดับโลกยืนยันที่สำคัญคือในนมโฟร์โมสต์ยังมีคุณค่าสิ่งดีๆ ถึง 55 ชนิดจากธรรมชาติ

ต่อด้วยการเปิดตัวสินค้าใหม่ โฟร์โมสต์ UHTไขมันต่ำสูตรใหม่ ผสมช็อกโกแลตเข้มขึ้นถึง 40% แต่ลดน้ำตาลน้อยลงอีก 29% เป็นทางเลือกความอร่อยแบบไม่ต้องกลัวอ้วนเพื่อคนรักสุขภาพ โดยใช้ มิ้นต์ ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง เป็นพรีเซนเตอร์ ตอบรับกระแสดื่มนมได้สุขภาพดีและไม่อ้วน ทั้งรักษาและขยายพื้นที่ UHT

 

นอกจากความรู้ทางโภชนาการที่ถูกต้องแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ได้ติดมาคือแบรนด์ดิ้งกับแบรนด์โรยัลตี้ จนดูเหมือนคนติดแบรนด์โฟร์โมสต์ ตั้งแต่ยังไม่ทันดูคุณสมบัติข้างกล่องด้วยซ้ำ

 

Believe Simplification

วิสัยทัศน์ต่อตลาดในปีนี้  ผู้อำนวยการตลาดเชื่อว่าตลาดจะมีการเติบโตที่ดีขึ้น โดยสิ่งที่จะทำเพิ่มขึ้นคือการสร้างรับรู้ให้คอนซูเมอร์ เห็นว่าการดื่มนมเพิ่ม Potential ในการทำสิ่งต่างๆให้ประสบความสำเร็จ แคมเปญที่ออกมาเธอย้ำว่าต้องให้โดนใจทั้งเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ที่อาจกำลังเลิกจะดื่มนม ส่วนโครงสร้างหลักอย่างเรื่อง ดิสทิบิ้วชั่น ก็จะมีการขยายให้ครอบคลุมเรียกได้ว่า จับนมส่งให้ถึงมือผู้บริโภคทุกคน ซึ่งแนวโน้มปีที่ผ่านมา มีการเติบโตตลาดต่างจังหวัดเกิน 10%  และยังสามารถไปไกลได้อีก

“ในส่วนของโปรดักท์เราเชื่อมั่นในเรื่องของคุณภาพ สังเกตโฟร์โมสต์มักจะไม่เปิดตัวสินค้าใหม่บ่อย เรายึดหลักBelieve Simplification ตลาดนมไม่ใช่แข่งกันที่ว่าใครมีรสชาติแปลกใหม่มากกว่า แต่อยู่ที่ว่ารสชาติแปลกใหม่นั้นมีคุณภาพหรือตอบโจทย์ผู้บริโภคได้มากแค่ไหน เวลาล๊อนซ์สินค้า เราต้องทำให้มีอิมแพ็ค เราไม่ได้ล๊อนซ์สินค้าบ่อย เราทำนานๆครั้งแต่ใหญ่ เพราะพฤติกรรมคนดื่มนมส่วนใหญ่ก็เลือกรสจืดกับช็อกโกแลต  เราจึงโฟกัสไปที่การปรับปรุงเรื่องรสชาติ ทำให้อร่อย เพิ่มคุณค่า เติมสารอาหารให้มากกว่า ควบคู่กับการเสริมช่องทางขาย สามารถไปถึงลูกค้าได้ทุกมือ และการสร้างความผูกพันในแบรนด์ ทำให้คนจดจำและทำให้เกิดความรักในแบรนด์”

จึงไม่แปลกที่โปรดักท์ใหม่อย่าง “ยัมมี่” ซับแบรนด์น้องใหม่ที่เข้ามาชิงพื้นที่ตลาดพาสเจอร์ไรซ์ถึงประสบความสำเร็จมากๆ ทั้งที่เริ่มทำตลาดไม่นาน ซึ่งผู้บริหารโฟร์โมสต์เชื่อว่า เป็นเพราะกระบวนการสำรวจความต้องการของตลาด  ลูกค้าส่วนใหญ่พอใจที่จะเพิ่มเงินขึ้นนิดหน่อย เพื่อที่จะได้รสชาตินมที่ดีกว่า เข้มข้นกว่า และเมื่อทำออกมาแล้ว ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ตรงกลุ่มเป้าหมาย ช่องทางจำหน่ายที่แข็งแกร่งที่เข็ญน้องใหม่ยัมมี่ แจ้งเกิดได้ทั้งแบรนด์อแวร์เนส และยอดขายที่โตกว่าตลาดรวม

 

ทั้งหมดถอดมาจากระบบความคิดการบริหารของ แบรนด์ที่เป็นแชมป์ และเป็นมาอย่างยาวนานโดยเฉพาะยอดขายในตลาดนมพร้อมดื่ม UHT อย่าง “โฟร์โมส”  ที่ไม่ว่าผู้บริหารผ่านมาคุยกี่คนต่อกี่คนก็ยังย้ำเหมือนกัน

       ไม่ต้องแข่งกับใคร แต่ต้องทำตลาดให้ใหญ่ขึ้น

วรรษิษฐ์ ไสยวรรณ : ยุคของ Operator Centric

ปัจจุบัน Mobile Penetration ในประเทศไทยประมาณ 120% แต่ใครจะเชื่อล่ะว่าเป็นการใช้งานมาจากตลาดคอนซูเมอร์เกือบทั้งสิ้น ส่วนตลาดลูกค้าองค์กรที่ใช้ชื่อบริษัทจดทะเบียนมือถือยังเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนในตลาดที่เล็กมาก เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญกับการจดทะเบียนมือถือในนามองค์กรที่สามารถสร้างแวลู่ที่กลับมาให้กับธุรกิจในรูปแบบไหนบ้าง และนี่คือโจทย์ที่ท้าทายของ วรรษิษฐ์ ไสยวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายลูกค้าองค์กร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค)

ลูกค้าองค์กร ตลาดจิ๋วแต่แจ๋ว

“ตลาดลูกค้าองค์กรในประเทศไทยเป็นตลาดที่มีสัดส่วนไม่ถึง 5% ถือเป็นตลาดที่เล็กมาก เนื่องจากคนไทยไม่เห็นความแตกต่างระหว่างการความเป็นลูกค้าองค์กรและบุคคลธรรมดา ซึ่งในมุมผู้ให้บริการลูกค้าองค์กรการคือคัดเลือกโซลูชั่นที่ตอบโจทย์การใช้งานทั้งองค์กรมาวิเคราะห์และเสนอราคาแบบเหมาจ่ายทั้งหมดเป็นรายเดือน ส่วนลูกค้าบุคคลธรรมดาจะเน้นไปที่อัตราค่าบริการเพียงอย่างเดียว ซึ่งในช่วงเริ่มต้นค่าใช้จ่ายต่อหน่วยของโซลูชั่นองค์กรอาจจะสูงกว่าลูกค้าบุคคลธรรมดา แต่จะในระยะยาวแล้วจะสามารถสร้างรายได้คุ้มค่ากลับการลงทุน”

จุดที่สร้างความเชื่อมั่นผลักดันให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาเป็นลูกค้าองค์กรคือเมื่อตลาดเสรีประชาคมอาเซียน หรือเออีซีเปิดจะเกิดการแข่งขันจากต่างชาติที่ใช้บริการโซลูชั่นสำหรับองค์กร ซึ่งถ้าบริษัทที่ต้องการอยู่รอดในตลาดอย่างยั่งยืน ก็จะเข้าม้าบริการในที่สุด

ที่ผ่านมาตลาดลูกค้าองค์กรที่มีขนาดเล็กด้วยรายได้ต่อปีของทั้ง 3 โอเปอเรเตอร์รวมกันเพียง 1หมื่นล้านบาทต่อปี แต่วรรษิษฐ์มั่นใจว่า ตลาดองค์กรมีโอกาสในการเติบโตสูงในอนาคตจากการให้บริการ 3G /4G 2100 MHz และการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน  ที่ผลักดันให้องค์กรธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับโซลูชั่นเพื่อช่วยด้านการสื่อสารระหว่างคนกับคนและคนกับเครื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผลที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น โซนยุโรปที่มีสัดส่วนมากถึง 30% นอร์เวย์ 37-38% หรือแม้แต่เอเชียอย่างสิงคโปร์ มีสัดส่วนรายได้ 35% และมาเลเซีย 8-9% ของรายได้โอเปอเรเตอร์ทั้งหมด

BYDO เปลี่ยน Operator Centric

ด้วยพฤติกรรมของพนักงานที่นิยมนำดีไวซ์ของตัวเองมาใช้งานในองค์กรจนกลายเป็นกระแสที่เรียกว่า BYOD : Bring Your Own Device วรรษิษฐ์มองว่าได้กลายเป็นตัวแปรหนึ่งที่ช่วยองค์กรสามารถทำงานในรูปแบบ Mobility โดยไม่ต้องลงทุนด้าน Hardware เป็นสินทรัพย์ขององค์กร

“BYODเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การบริการด้านไอทีของลูกค้าองค์กรเปลี่ยนไปจากอดีตที่ต้องพึ่ง System Integration  Centric ในการสรรหาโซลูชั่นที่เหมาะสมเพื่อให้การทำงานในองค์กรเป็นอย่างคล่องตัวโดยไม่เน้นการใช้งานในรูปแบบ Mobility  เป็น Operator Centric ที่โอเปอเรเตอร์เป็นผู้เชื่อมโยงการทำงานในองค์กรเข้าด้วยกันผ่านโซลูชั่นและอินเทอร์เน็ตที่สามารถเรียกเก็บค่าบริการจากบิลที่ออกโดยโอเปอเรเตอร์เพียง 1 ใบ โดยโอเปอเรเตอร์ทั้ง 3 รายรวมกันมีฐานลูกค้าทั้งสิ้น 90 ล้านราย และสามารถร่วมมือออกบิลร่วมกันได้”

เครื่องกับเครื่องตลาดที่น่าเติบโต

 ที่ผ่านมาธุรกิจธนาคาร ไฟแนนซ์ ประกัน คือลูกค้าอันดับต้นๆ ที่เข้ามาใช้บริการ เพื่อเชื่อมโยงการทำงานระหว่างคนกับคน คนกับอุปกรณ์ และอุปกรณ์กับอุปกรณ์ ซึ่งการเชื่อมโยงระหว่างอุปกรณ์ด้วยกันจะกลายเป็นเทรนด์ที่สร้างการเติบโตให้ตลาดลูกค้าองค์กรได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมคมนาคม

“ในธุรกิจคมนาคมอย่างสายการบินจะมีซิมการ์ดฝังอยู่ในตัวเครื่องบิน เมื่อเครื่องบินแลนดิ้งถึงพื้นระบบจะส่งข้อมูลจากกล่องดำเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์กลางทันทีเพื่อเก็บเป็นดาต้าด้านการบิน หรือแม้แต่รถขนส่งสินค้าที่ติดตามรถด้วย GPS ข้างในนั้นจะมีซิมการ์ดที่รับส่งข้อมูลไปสังส่วนกลางเช่นกัน ซึ่งถ้าเปิดเสรีประชาคมอาเซียนบริการติดตามข้อมูลผ่าน GPS จะเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นมาก ในการติดตามรถขนส่งที่ข้ามแดนไปยังประเทศต่างๆ เพื่อกันสินค้าหายระหว่างทางได้”

แตกต่างที่ “คน”

วรรษิษฐ์ ยอมรับว่าการแข่งขันในตลาดลูกค้าองค์กรของทั้ง 3 โอเปอเรเตอร์แทบจะไม่มีความแตกต่างกันด้านเทคโนโลยี โซลูชั่น และส่วนแบ่งการตลาด ซึ่งเป็นโอกาสอันดีของดีแทคในการสร้างความเติบโตจากตลาดนี้ผ่าน “คน” เป็นหลัก

“ธุรกิจนี้เน้นการเสนอตรงถึงองค์กร ดีแทคสร้างความแตกต่างด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพทั้ง 120 คน โดย70% เป็นพนักงานขายมืออาชีพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง ถ้าไม่เข้าใจธุรกิจของลูกค้าเชิงลึกในแต่ละอุตสาหกรรมจะไม่สามารถตีโจทย์ความต้องการได้อย่างตรงจุด โดยดีแทคได้แบ่งทีมงานออกเป็นเซ็กเม้นท์เพื่อรับผิดชอบโดยเฉพาะ รวมถึงร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในรูปแบบต่างๆ เช่น นำเสนอโซลูชั่นที่เติมเต็มความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลให้กับลูกค้าเป็นอย่างดี”

เพราะวรรษิษฐ์เชื่อมั่นว่า ในตลาดภาคพื้นเอเชียมากกว่า 60% ยัง …???…Adope…???… ธุรกิจจากความต้องการประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน ซึ่งการให้บริการในรูปแบบลูกค้าองค์กรผ่านโซลูชั่นที่เหมาะกับการใช้งานแต่ธุรกิจจะตอบโจทย์นี้ได้

ตลาดองค์กรงานที่ท้าทายของวรรษิษฐ์

ปีเศษที่ผ่านมา วรรษิษฐ์ ได้รับการโปรโมทขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายลูกค้าองค์กรแทน เพ็ตเตอร์ เพ็ดเดอร์เซนที่หมดวาระไป เพื่อดูแลรับผิดชอบตลาดองค์กรทั้งหมด เขายอมรับว่าตลาดนี้เป็นตลาดที่มีความสนุกและท้าทายในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะการผลักดันให้ตลาดที่เติบโตเฉลี่ยปีละ 10-12% ให้ก้าวกระโดดมากกว่าที่ผ่านมา

ปิยะศักดิ์ อุกฤษณ์นุกูล MD ติดล้อ

หลังจาก ศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ หรือบริษัทซีเอฟจี เซอร์วิส แหล่งเงินกู้ที่มีเป้าหมายชัดเจนในการทำตลาดกับกลุ่มรากหญ้าจนเม็ดเงินสินเชื่อโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปีที่ผ่านมานั้นมีอัตราเติบโตเฉลี่ยถึง 57% และสามารถมียอดลูกหนี้รวมเกือบแตะ1หมื่นล้านบาท

ปี 2557  ยังได้ปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหม่ในการขับเคลื่อน โดยตั้งเป้ายอดสินเชื่อรวมไว้ที่ 13,500 ล้านบาท ภายใต้การกุมบังเหียนของ ปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่