Category Archives: Marketeer Today

เอ็มจี6 รุกตลาดไทยอย่างเป็นทางการ

 

เอ็มจี บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติอังกฤษ แนะนำรถยนต์เอ็มจี6 ทั้งรูปแบบรถยนต์นั่งและรถฟาสต์แบ็ค 5 ประตู รถยนต์เอ็มจี6 รถยนต์เทคโนโลยีอังกฤษที่ผลิตในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

“เอ็มจี 6 พัฒนามาจากแนวคิดความสนุกสนานในการขับขี่ที่เรียกว่า “บริท ไดนามิก”(Brit Dynamic) ซึ่งเป็นการประกอบกันของคุณลักษณะที่สำคัญ 4 ประการ อันประกอบไปด้วย สมรรถนะ, การควบคุมรถ, การออกแบบและความปลอดภัย สู่การเป็นเป็นรถยนต์ที่มีความน่าสนใจ เอ็มจี6 เป็นตัวอย่างที่ดีของการที่จิตวิญญาณนักขับถูกผสานเข้ากับวิศวกรรมจากสนามแข่ง ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือยนตรกรรมที่ให้สมรรถนะที่โดดเด่น การออกแบบที่ปราศจากข้อติ การควบคุมที่เน้นให้นักขับเป็นศูนย์กลาง และความปลอดภัยระดับสากล” หวู่ ฮวน กรรมการผู้จัดการ เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี กล่าว

Mr Guy Jones

เอ็มจี 6 ยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ทีซีไอ-เทค 1.8 ลิตร เทอร์โบชาร์จอินเตอร์คูลเลอร์ เครื่องยนต์อลูมิเนียมแท้ทั้งเครื่อง ที่ให้พละกำลังสูงสุด 118 กิโลวัตต์ (161 แรงม้า) ที่ 5,500 รอบต่อนาทีและให้แรงบิดสูงสุด 215 นิวตันเมตรเท่ากับเครื่องยนต์รุ่นปกติขนาด 2.0 ลิตร แต่รอบเครื่องยนต์ต่ำเพียง 2,500 รอบต่อนาที ที่ทำให้เอ็มจี6 มีความยืนหยุ่นที่เป็นเยี่ยมและระบบจ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีดมัลติพอยท์เอ็มเอฟไอ (Multipoint Fuel Injection) และวาล์วแปรผันอัจฉริยะ DVVT(Double Variable Valve Timing) ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำแบบรถแข่ง และระบบการจัดการเครื่องยนต์เจนเนอเรชั่นใหม่ EMS6204 ส่งกำลังอย่างลื่นไหลด้วยระบบ Dual Clutch Transmission (DCT) 6 สปีด พร้อมระบบเกียร์แพดเดิลชิฟท์ที่ติดตั้งอยู่ที่พวงมาลัย เพื่อเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่และความปลอดภัยที่เหนือไปอีกขั้น ระบบเกียร์อัจฉริยะช่วยลดระยะเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ลงเหลือเพียง 0.2 วินาทีเท่านั้น และยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการประหยัดน้ำมันและรองรับการใช้งานน้ำมันเชื้อเพลิงอี20

ระบบรองรับแรงสั่นสะเทือนที่ปรับจูนมาอย่างพอเหมาะ เพื่อสร้างสมดุลที่ดีระหว่างการอัดและการคืนตัวของโช๊คอัพ ช่วงล่างแบบอิสระของเอ็มจี6 ประกอบไปด้วยช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สัน สตรัทและช่วงล่างมัลติลิงค์แบบซี-ไทป์ที่ด้านหลัง มาพร้อมระบบช่วยลดการสั่นสะเทือนที่ยืดหยุ่นตามความเหมาะสมในการใช้งาน ทั้งหมดนี้จะช่วยในเรื่องของการบังคับควบคุมรถที่แม่นยำและเพิ่มความพึงพอใจในการขับขี่ ขณะเดียวกัน ก็ช่วยรักษาเสถียรภาพระดับสูงของตัวรถ

Low-Res CU ไฟหน้า_1

“การออกแบบที่แสดงให้เห็นถึงความหลงใหลแบบยูโรเปียนของเอ็มจี6 สร้างบรรยากาศแห่งความเคลื่อนไหวของตัวรถ แม้แต่ในยามที่รถจอดนิ่งสนิทสปอยเลอร์ที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ มาพร้อมระบบ Air-Flow Tuner Plus ให้สมรรถนะตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการประหยัดน้ำมันอย่างเหนือชั้นล้ออัลลอยมีให้เลือกทั้งแบบ 17 นิ้วและ 16 นิ้ว เสาอากาศรูปทรงครีบฉลามออกแบบแบบยูโรเปียน ได้รับการติดตั้งมาบนหลังคาของรถทุกคันห้องโดยสารภายในให้ความดึงดูดทั้งในเรื่องของรายละเอียดการออกแบบและความกว้างขวางของห้องโดยสาร สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการออกแบบเชิงบูรณาการแบบไดนามิกของเอ็มจี เอ็มจี6 ได้พัฒนาเพื่อให้มีพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง โดยเฉพาะในส่วนของพื้นที่วางขาและพื้นที่ส่วนไหล่ของผู้โดยสาร เพื่อช่วยสร้างบรรยากาศการขับขี่ที่สะดวกสบาย”

ในรุ่นฟาสต์แบ็ค 5 ประตูนั้น พื้นที่บรรทุกสัมภาระได้ถูกขยายเพิ่มเติมเป็น 472 ลิตร พร้อมระบบพับเบาะที่นั่งตอนหลังเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้ทางด้านความปลอดภัยนั้น เอ็มจี6 มาพร้อมนวัตกรรมการออกแบบตัวถัง USD (Ultimate Stiffness Design) ที่โครงสร้างของตัวรถกว่า 63% ถูกสร้างขึ้นมาด้วยโลหะที่มีความแข็งแกร่งและโลหะที่มีความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ ซึ่งทำให้รถคันนี้ผ่านมาตรฐานการทดสอบการชนของยุโรประดับ 5 ดาว ระบบช่วยเหลือทางด้านความปลอดภัย 10 ระบบถูกติดตั้งอยู่ในรถยนต์เอ็มจี6 ซึ่งก็รวมถึงระบบช่วยควบคุมแรงเบรกเมื่อรถไถลลื่น (VSC -Vehicle Stability Control) ระบบเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่โดยลดการลื่นไถล (TCS –  Traction Control System) ระบบป้องกันการลื่นเมื่อเร่งความเร็ว (MSR – Motor Control Slide Retainer) ระบบช่วยควบคุมแรงดันถังเบรก (CBC – Cornering Brake Control) ระบบช่วยกระจายแรงเบรค (EBD – Electronic Brake Distribution) ระบบป้องกันล้อล็อคขณะเบรคฉุกเฉิน (ABS – Anti-lock Braking System) ระบบตรวจสอบแรงดันยางรถยนต์อัจฉริยะ (ITPMS – Indirect Monitor Tire System) ระบบทำความสะอาดจานเบรคอัจฉริยะ (BDC – Brake Disc Cleaning) ระบบควบคุมการเบรคฉุกเฉิน (BA – Brake Assist) และระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน (HAS – Hill Start Assist System)

Low-res CU Paddle Shift พวงมาลัย Main

ในรุ่นท๊อปยังมาพร้อมกับถุงลมนิรภัย 4 ตำแหน่ง ประกอบไปด้วยถุงลมนิรภัย SRS คู่หน้า และถุงลมนิรภัยด้านข้าง ที่ติดตั้งอยู่ที่ตำแหน่งเบาะผู้โดยสารตอนหน้าที่ได้รับการออกแบบเพื่อรองรับน้ำหนักผู้โดยสารโดยเฉพาะรถยนต์เอ็มจี6 เปิดตัวในประเทศไทยพร้อมกัน 2 รูปแบบตัวถัง ได้แก่ ตัวถังสปอร์ตตี้ ฟาสต์แบ็ค 5 ประตู และแบบซีดาน 4 ประตู โดยในรุ่นฟาสต์แบ็คจะแบ่งเป็น 2 รุ่นย่อย (เอ็กซ์และดี) ขณะที่ในรุ่นซีดานจะมี 3 รุ่นย่อยให้เลือก (เอ็กซ์, ดีและซี)เอ็มจี6 สปอร์ตตี้ ฟาสต์แบ็ค ทั้งรุ่นเอ็กซ์และดี จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร เทอร์โบชาร์จเจอร์ วางราคาจำหน่ายที่ 1,108,000 บาท และ 968,000 บาท ตามลำดับ

ขณะที่เอ็มจี6 ซีดาน รุ่นเอ็กซ์และดี จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร เทอร์โบชาร์จเจอร์เช่นกัน และวางราคาจำหน่ายที่ 1,098,000 บาท และ 898,000 บาท ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ในรุ่นเอ็มจี6 ซีดาน ซี จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.8 ลิตรแบบธรรมดา โดยวางราคาจำหน่ายที่ 848,000 บาท

Low-res_Page15&16

ทั้งนี้ เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทยเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ตั้งเป้าหมายที่จะจำหน่ายเอ็มจี6 ไว้ทั้งสิ้น 2,000 คัน ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ 30 รายทั่วประเทศได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ และพร้อมที่จะเดินหน้าทำตลาดได้ในปีนี้ โดยตัวแทนจำหน่าย 9 แห่งแรกพร้อมที่จะเปิดให้บริการในวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 ตัวแทนจำหน่ายอีก 16 แห่งจะเปิดให้บริการในเดือนสิงหาคม เอ็มจีเชื่อว่าเพื่อการสร้างการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาว การพัฒนาเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายให้เข้มแข็งจะเป็นหลักการที่สำคัญในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า และจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งของตราสินค้าในประเทศไทย

 

 

ตลาดกาแฟเต็มไปด้วยโอกาส

เนสกาแฟ พลิกโฉมแบรนด์ครั้งสำคัญตามนโยบายทั่วโลก เพื่อเสริมแกร่งแบรนด์ ต่อยอดความสำเร็จด้วยภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ไม่หยุดนิ่ง รวมถึงยกระดับประสบการณ์การดื่มกาแฟของผู้บริโภคแบบ “ทุกที่ทุกเวลา” ทั้งในบ้านและนอกบ้าน

4

ภายใต้การพลิกโฉมแบรนด์ระดับโลก เนสกาแฟ ได้เปิดตัวแคมเปญ “Life Possibilities. Start Now.” ชูแนวคิด “ชีวิตเต็มไปด้วยโอกาสแค่เริ่ม” เพื่อเสริมแกร่งผู้นำตลาดของเนสกาแฟ แบรนด์กาแฟยอดนิยมของไทยและคนทั่วโลก เพื่อมอบประสบการณ์กาแฟถ้วยโปรดจากเนสกาแฟแบบ “ทุกที่ทุกเวลา” โดยส่งกิจกรรมการตลาดครบวงจรแบบฉีกแนว เพื่อเข้าถึงและสื่อสารให้หนุ่มสาววัยทำงานให้ลุกขึ้นทำตามความฝัน ด้วยกาแฟคุณภาพ ที่มีให้เลือกสรรหลากหลายรูปแบบ และนวัตกรรมกาแฟที่ตอบรับทุกอรรถรสและไลฟ์สไตล์ทันสมัยของผู้บริโภค ด้วยงบประมาณสนับสนุนกว่า 400 ล้านบาท

คริสโตฟ สเติร์น ผู้อำนวยการบริหารหน่วยธุรกิจกาแฟและครีมเทียม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “แคมเปญ ‘Life Possibilities. Start Now.’ (ชีวิตเต็มไปด้วยโอกาส แค่เริ่ม) จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนมุ่งมั่นก้าวออกมาเพื่อไขว้คว้าความฝัน ซึ่งโอกาสนั้นอาจเกิดขึ้นในทุกวัน ทุกที่ ทุกเวลา เริ่มต้นจากกาแฟถ้วยโปรด เป็นพลังในการดำเนินชีวิตอย่างเต็มที่ แคมเปญนี้จะเน้นการสื่อสารตรงไปยังกลุ่มเป้าหมาย   คอกาแฟคนรุ่นใหม่”

“ด้วยความแข็งแกร่งของเนสกาแฟ ที่พิถีพิถันในการคัดสรรกาแฟคุณภาพ ใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต ผ่านการค้นคว้าวิจัยหลายขั้นตอน รวมถึงการประเมินผล เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีรสชาติอร่อยและมีโภชนาการที่สมดุล จนได้กาแฟที่มีรสชาติกลมกล่อม หอมกรุ่น พร้อมทั้งการนำเสนอนวัตกรรมกาแฟที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์การดื่มกาแฟที่หลากหลายเพื่อผู้บริโภคอย่างไม่หยุดนิ่ง เราคาดว่าแคมเปญ ‘Life Possibilities. Start Now.’ จะสามารถส่งเสริมให้เนสกาแฟครองใจผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี”

พัทนัย เหลืองตระกูล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์กาแฟปรุงสำเร็จ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ได้กล่าวถึงกิจกรรมการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้ของแคมเปญ “Life Possibilities. Start Now.” ว่า “จากการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภคเป้าหมาย คือคนทำงานรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์อินเทรนด์ พบว่า ผู้บริโภค กลุ่มนี้ต้องการการยอมรับในสังคม และมีความคิดเป็นของตนเอง จึงมองหาสิ่งที่ช่วยจุดประกายความคิด เปิดตา เปิดใจเสมอ เพื่อช่วยในการตัดสินใจทำสิ่งต่างๆ ในชีวิต ซึ่งเนสกาแฟ คือ กาแฟที่ช่วยเสริมสร้างแรงบันดาลใจในทุกๆ วัน กระตุ้นให้กล้าคว้าโอกาสในชีวิต จึงเป็นทางเลือกที่ลงตัวอย่างแท้จริง”

“วางแผนสร้างกระแสเนสกาแฟถ้วยโปรดด้วยการเปิดตัว ‘เนสกาแฟ ป๊อบ อัพ คาเฟ่’ ในสไตล์สุดเก๋ เป็นครั้งแรกในวงการกาแฟผงสำเร็จรูปของไทย เพื่อสามารถเข้าถึงผู้บริโภค และให้สามารถลิ้มลองความแปลกใหม่ และมีประสบการณ์กับเนสกาแฟในรูปแบบใหม่อย่างแท้จริง โดยมีบริการชิมฟรี จำหน่าย และสาธิต การปรุงเมนูกาแฟคุณภาพที่ อร่อยกลมกล่อม หอมกรุ่นตามแบบฉบับเนสกาแฟ โดยบาริสต้าผู้เชี่ยวชาญของเนสกาแฟ ด้วยเมนูกาแฟอร่อยง่ายทั้งร้อนและเย็น เอาใจคอกาแฟสุดเทรนดี้ ถึง 9 เมนู อาทิ คาปูชิโน่ โซ คูล, คาราเมล แมคคิอาโต้ โซนาต้า, มอคค่า มาชแมลโล่, มอคค่า แบล็ค ฟอเรสซ์, เซซามี วนิลา คอฟฟี่ และ ออเรนจ์ แจม คอฟฟี่ สามารถรับประสบการณ์เนสกาแฟถ้วยโปรดที่เนสกาแฟ ป๊อบ อัพ คาเฟ่ กว่า 100 จุดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 12 สิงหาคม2557”

2(1)

นอกจากเมนูสุดสร้างสรรค์จากเนสกาแฟแล้ว ภายในเนสกาแฟ ป๊อบ อัพ คาเฟ่ ยังมีกิจกรรมให้ผู้บริโภคถ่ายภาพสุดแนวกับ “อินเตอร์แอคทีฟ วอลล์” สถานที่ในฝัน และ “คำคมสร้างแรงบันดาลใจ ตามแนวคิดของแคมเปญ “Life Possibilities. Start Now.” เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถนำไปโพสต์ และแชร์ต่อ สร้างกระแสการรับรู้ของแคมเปญผ่านทางดิจิตอลมีเดียได้ต่อไป

“เพื่อตอกย้ำแนวคิด ‘Life Possibilities. Start Now’ หรือ ‘ชีวิตเต็มไปด้วยโอกาส แค่เริ่ม’ เราได้เตรียมกลยุทธ์การสื่อสารการตลาด ที่ฉีกแนวไม่เหมือนใคร อาทิ ภาพยนตร์โฆษณาโทรทัศน์ความยาว 45 วินาที 3 เรื่อง และ ‘Let’s Start’ ซึ่งคือภาพยนตร์สั้นทางออนไลน์ เพื่อนำเสนอว่าชีวิตเต็มไปด้วยโอกาส และในทุกๆ โอกาสก็มีความเป็นไปได้เพียงแค่เริ่มต้นและเลือกทางเดิน โดยผู้บริโภคเลือกตอนจบเองได้ถึง 14 แนวทาง นอกจากนี้ยังรสร้างสรรค์ ‘คำคมสร้างแรงบันดาลใจ’ (Quote) พร้อมภาพประกอบ เผยแพร่บนเฟสบุ๊คแฟนเพจของเนสกาแฟ เพื่อให้ผู้บริโภคได้กล้าเริ่มต้นคว้าโอกาสที่ผ่านเข้ามาในชีวิตและลงมือทำ อาทิ ‘ความฝันหมดอายุได้ ถ้าไม่รีบทำ’ และ ‘ชีวิตไม่ใช่รูปถ่าย ทำไมต้องอยู่ในกรอบ’ ซึ่งผู้บริโภคชื่นชอบและตอบรับอย่างท่วมท้น สร้างปรากฏการณ์กด ‘ไลค์ และ แชร์’ ใหม่ทางโชเชียลเน็ตเวิร์ค”

พร้อมกันนี้ เนสกาแฟยังได้แนะนำสัญลักษณ์ (โลโก้) ใหม่ ของเนสกาแฟทั่วโลกซึ่งเปิดตัวในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย สัญลักษณ์ใหม่ดังกล่าวเพิ่มความโค้งมนลงของตัวอักษรที่ประกอบเป็นชื่อแบรนด์ เพื่อสื่อถึงความโดดเด่น เท่ ทันสมัย และไม่หยุดนิ่ง แต่ยังคงความแข็งแกร่งของแบรนด์ในด้านของคุณภาพ รสชาติกลมกล่อมและกลิ่นอันหอมกรุ่นของเนสกาแฟไว้ รวมถึงเพิ่มความชัดเจนของเครื่องหมาย “อั๊ก-ซอง” ลงบนตัวอักษร e ตัวสุดท้าย เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการจุดประกายแรงบันดาลใจ

ทั้งนี้ เนสกาแฟ คือกาแฟผงสำเร็จรูปแบรนด์แรกของโลก ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ที่ครองใจคนทั่วโลกมากว่า 75 ปี และกว่า 30 ปีในประเทศไทย ปัจจุบันเนสกาแฟคือแบรนด์กาแฟผู้นำตลาดระดับโลก ซึ่งมีคนดื่มเนสกาแฟถึง 5,500 ถ้วยในทุกๆ วินาทีทั่วโลก

 

สปริงนิวส์รุกตลาดดิจิตอลสร้างความแตกต่างสถานีข่าว

 

สปริง นิวส์ประกาศยกระดับสถานีข่าวดิจิตอล ช่อง 19 ขึ้นเบอร์ 1 สถานีข่าว เสริมทัพคนข่าว เทคโนโลยี ปูทางใช้ “สื่อสมัยใหม่” ขยายช่องทางการติดตามข่าวแบบครบวงจร หวังตอบโจทย์วิถีชีวิตคนไทยทั่วประเทศ เผย 3 ยุทธศาสตร์หลัก ปรับรูปแบบนำเสนอ พร้อมชูจุดต่างย้ำปรัชญาการนำเสนอข่าวจริง ครบรอบด้าน ทันเหตุการณ์ เห็นอนาคต ด้วยปรากฏการณ์ “ที่สุดของความจริง ข่าวจริงสปริงนิวส์”

ทันยา วงษ์โอภาสี รองประธานกรรมการบริหารด้านธุรกิจองค์กร บริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้บริหาร สถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ เปิดเผยในงานแถลงข่าวเปิดตัวทีวีดิจิตอล สปริงนิวส์ ช่อง 19 ว่า ในปี 2557 ซึ่งก้าวขึ้นสู่ปีที่ 5 ของการนำเสนอข่าว บริษัทเตรียมแผนขยายธุรกิจเพื่อเตรียมความพร้อมก้าวเข้าสู่สถานีข่าวดิจิตอล ซึ่งถือเป็นปีที่สำคัญที่สถานีข่าวสปริงนิวส์จะสามารถขยายเครือข่ายการรับชม ไปสู่กลุ่มคนไทยทั้งประเทศได้เพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้สถานีข่าวสปริง นิวส์ได้วางกรอบยุทธศาตร์การสร้างปรากฏการณ์ข่าวจริงประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่

ยุทธศาสตร์ที่1 การนำเสนอข่าวจริงที่เป็นที่สุดของความจริง ใน 3 รูปแบบ (The 3 UltimateFeatures of Spring News) ครอบคลุมตลอดทั้งวัน ได้แก่ ข่าวที่ทันต่อเหตุการณ์ นาทีต่อนาทีด้วย “Spring Update” ที่สุดของความเร็ว (The Ultimate Speed), รายการ “ปรากฏการณ์ข่าวจริง” ที่สุดของความจริง (The Ultimate Truth) คือ รายการข่าวที่รวบรวมความเคลื่อนไหวในรอบวัน พร้อมสังเคราะห์นำเสนอความจริงทั้งเบื้องหน้าและความจริงเบื้องหลังให้ ประชาชนคนไทยได้รับรู้ และ “Spring Hot Zone” ที่สุดของความลึก (The Ultimate Delve) ข้อมูลเชิงลึก ที่ครบ รอบด้าน เป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

ยุทธศาสตร์ ที่2 การนำเสนอข่าวจริงที่เติมเต็มช่องทางการรับชมอย่างไม่จำกัด เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนไทยทั่วประเทศ ด้วยการเพิ่มช่องทางการนำเสนอข่าวสารของสปริงนิวส์ผ่านช่องทางที่มีความหลาก หลายเข้าถึงผู้ชมได้กว้างกว่าเดิมด้วยการใช้สื่อสมัยใหม่เพื่อการนำเสนอ ลิฟท์โดยสารตามสำนักงานต่างๆ รถแท็กซี่ รถไฟฟ้า รวมถึงแอพพลิเคชั่นบนสื่อออนไลน์ เฟซบุ๊ค มือถือ ไอแพด เว็บไซต์ และยังรวมถึงการบูรณการข่าวสปริงนิวส์ผ่านสถานีวิทยุด้วย เพื่อให้ครบถ้วนช่องทางสื่อที่หลากหลายและสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้รับชมรับฟังข่าวของสปริงส์นิวส์ได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

ยุทธศาสตร์ ที่3 การนำเสนอข่าวจริงสปริงนิวส์ทุกเวลา ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักของสถานี และสปริงนิวส์ถือเป็นสถานีเดียวที่ให้ความสำคัญของการนำเสนอข่าวสูงถึง 80% ของเวลาออกอากาศ ขณะเดียวกัน   ในข่าวจริง 80% ของสปริงนิวส์เป็นข่าวจริงในหลายรูปแบบ อีกทั้งหากข่าวจริงนั้นเกิดการพัฒนาเหตุการณ์จริงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงและ เป็นผลกระทบต่อประชาชนคนไทยที่ต้องรับรู้ สถานีก็พร้อมที่จะอัพเดตการนำเสนอข้อมูลทันที หรือที่เรียกว่า “ล้มผัง” เพื่อนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ให้แก่ผู้ชม

“ทั้ง 3 ยุทธศาสตร์ที่สถานีวางไว้ เชื่อว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะนำพาสถานีข่าวแห่งนี้ได้ดำเนินไปตาม แนวทางปรัชญาของสถานีตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบันที่มีปณิธานแน่วแน่ใน การเป็นสถานีข่าวที่เป็นที่สุดของความจริง และเป็นที่พึงให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี”

นอกจาก ยุทธศาตร์ทั้ง 3 ข้อที่เป็นหัวใจหลักสำคัญในการขับเคลื่อนสถานีข่าวสปริงนิวส์แล้ว สิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างปรากฏการณ์ข่าวจริงยังได้มีการเสริมทัพบุคลากรคน ข่าวที่มากด้วยประสบการณ์  เข้ามา เช่น พัชระ สารพิมพา ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ วาสนา นาน่วม ไพศาล มังกรไชยา ตลอดจนทีมนักข่าวรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นในการนำเสนอข่าวจริง ที่จะมาร่วมกันเจาะลึกข่าวจริง เป็นกลาง ครบรอบด้าน ทันต่อเหตุการณ์ ให้มีความน่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อผู้ชมอีกด้วย ขณะเดียวกันสถานียังมีแผนที่จะก่อสร้างอาคารสำนักงานของสถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ และการก่อสร้างสตูดิโอใหม่ ให้มีความทันสมัย   ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบอาคารและจัดทำรายละเอียดแผนงาน

อย่าง ไรก็ตามหลังจากที่สถานีข่าวสปริงนิวส์ก้าวเข้าสู่ระบบทีวีดิจิตอลแล้ว มั่นใจว่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางการสื่อสารข่าวจริง ครบรอบด้าน ไปยังกลุ่มผู้ชมได้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดได้อีกสถานีหนึ่ง และ จะสามารถบริหารจัดการองค์กรให้เดินไปในกรอบนโนยายที่วางไว้ และจากผลการตอบรับที่ดีจากผู้ชมตั้งแต่เป็นสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม จนมาสู่สถานีข่าวดิจิตอล จึงมั่นใจว่าสามารถบริหารจัดการสถานีและพร้อมจะเห็นการเติบโตของรายได้ได้ภายใน 3-5 ปี อย่างแน่นอน

ศุทธิชัย บุนนาค ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ความตั้งใจของตนเองในฐานะนักข่าว การนำเสนอข่าวสารต่างๆควรนำเสนอข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนรอบด้าน ทันต่อเหตุการณ์ โดยใช้วิจารณญาณในการพิจารณาถึงข้อเท็จจริงความถูกต้องของข่าวสารที่กำลัง เกิดขึ้นในเหตุการณ์นั้นๆ

“การก้าวเข้าสู่สถานีข่าวดิจิตอลของสปริง นิวส์ ถือเป็นมิติใหม่ของวงการข่าวที่พร้อมจะก้าวสู่การเป็นสถานีข่าวที่เหนือกว่า ด้วยปรากฏการณ์ของข่าวจริง ข้อมูลเป็นกลาง ทันเหตุการณ์ เห็นอนาคต โดยให้ผู้ชมมองเห็นทิศทางในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ตลอดจนการนำเสนอสาระที่เป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ชมได้อย่างครบทุกมิติของการ นำเสนอข่าว

 

เคทีซี ชูความต่างตามแนวคิด “Make It better”

 

เคทีซีเผยตัวเลขใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 5 เดือนแรกฉลุย สวนกระแสเศรษฐกิจซบ ประกาศครึ่งปีหลังปรับกลยุทธ์การตลาดสร้างความต่างตามแนวคิด “Make It Better” พัฒนาแผนงานทุกด้าน กรุยทางขึ้นแท่นผู้นำธุรกิจบัตรเครดิต ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนพันธมิตร ขยายฐานสมาชิกกลุ่มไฮเอนด์และจังหวัดหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ เจาะลึกพฤติกรรมการใช้จ่ายที่แตกต่างตามทำเลที่ตั้ง พร้อมเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับคะแนนสะสม Forever Rewards ด้วยกิจกรรมสุดเซอร์ไพรส์ตลอดปี 57 ประเดิมเปิดแผนงานครึ่งปีหลังในหมวด “กิน ดื่ม ช้อป” อัดแคมเปญเน้นคืนความสุขให้สมาชิก คาดส่งผลยอดใช้จ่ายผ่านบัตรตลอดปีโตไม่ต่ำกว่า 15%

พิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ยอดรวมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีโดยรวมตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2557 อยู่ที่ประมาณ 51,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา    ฐานสมาชิกบัตรเครดิตรวม 1.6 ล้านบัตร ยอดเฉลี่ยการใช้จ่ายต่อบัตรเครดิตอยู่ที่ 6,500 บาท หรือสูงขึ้น 3% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2556 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของธุรกิจในช่วง 5 เดือนแรกของปี ถึงแม้จะเป็นช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจอยู่ในภาวะซบเซาก็ตาม สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง เคทีซีได้ปรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำของธุรกิจบัตรเครดิต ภายใต้แนวคิดหลักขององค์กร “Make It Better” โดยเน้นเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และสิทธิประโยชน์ที่ดีกว่าเดิม คำนึงถึงความต้องการของสมาชิก เพื่อคัดสรรโปรโมชั่นที่สมาชิกจะได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ ได้เตรียมแผนงานขยายฐานสมาชิกไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่ ได้แก่ กลุ่มสมาชิกที่มีรายได้สูง (ไฮเอนด์) รวมถึงสมาชิกที่มีถิ่นฐานอยู่ในจังหวัดหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับโปรแกรมการตลาดแบบเฉพาะกลุ่ม ศึกษาพฤติกรรมการใช้จ่ายของสมาชิกเชิงลึก แบ่งตามอายุ รายได้ รวมถึงถิ่นที่อยู่อาศัยที่แตกต่าง เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เข้าถึง และตรงตามความต้องการของสมาชิกมากที่สุด”

“นอกจากนี้ เคทีซียังให้ความสำคัญกับคะแนนสะสม Forever Rewards แม่เหล็กสำคัญที่ใช้สร้างความผูกพันระยาวระหว่างองค์กรและสมาชิก ด้วยการจัดกิจกรรมเพิ่มมูลค่าคะแนนสะสม อาทิ Friday Delight ทุกศุกร์สิ้นเดือน รวมถึงกิจกรรมสุด Surprise ซึ่งสมาชิกให้การตอบรับและใช้คะแนนสะสมเข้าร่วมสนุกกับกิจกรรมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน เคทีซีมีจำนวนคะแนนสะสมในพอร์ตประมาณ 14,000 ล้านคะแนน โดยสมาชิกใช้คะแนนแลกรับสินค้าหรือบริการมากที่สุดในหมวดร้านอาหาร และหมวดช้อปปิ้ง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 60%จากจำนวนคะแนนที่สมาชิกนำมาใช้แลกสินค้า จากพฤติกรรมดังกล่าวเคทีซีจึงเลือกแยกวางกลยุทธ์การตลาดในหมวด “กิน ดื่ม ช้อป” ซึ่งสมาชิกมีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง เป็นกลุ่มที่แอคทีฟ และมองหาสิ่งแปลกใหม่ตลอดเวลา”

ประณยา นิถานานนท์ ผู้อำนวยการ – ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สำหรับกลยุทธ์การตลาดในหมวดร้านอาหาร ประกอบด้วย1)การขยายร้านค้า           สิทธิประโยชน์ ทั้งร้านอาหารแบบมีสาขา (Chain) และร้านอาหารเดี่ยว (Stand Alone) เพื่อให้ครอบคลุมสมาชิก     ผู้ถือบัตรที่อาศัยอยู่ทั่วประเทศด้วยการขยายตลาดไปสู่จังหวัดอื่นๆ ที่เป็นหัวเมืองใหญ่ในทุกภาค อาทิ เพชรบุรี / ประจวบคีรีขันธ์ / ชลบุรี / เชียงใหม่ / ขอนแก่น / อุดรธานี และภูเก็ต นอกจากนี้ เรายังได้ร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งด้านศูนย์รวมร้านอาหาร เช่น บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า และเซ็นทรัลเฟสติวัล 24 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงคอมมูนิตี้ มอลล์ ที่กำลังเป็นที่นิยม เช่น โครงการเสนาเฟสท์ ที่จับกลุ่มคนย่านฝั่งธน เพื่อจัดโปรแกรมการตลาดแบบเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีโดยเฉพาะ2) การใช้ Loyalty Program ที่มีคะแนนสะสม Forever Rewards เป็นอาวุธสำคัญตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา สมาชิกใช้คะแนนสะสมแลกรับสินค้าในหมวดร้านอาหารเฉลี่ยเดือนละ 95 ล้านคะแนน การออกแคมเปญพิเศษ อาทิ “999 คะแนนแลกเมนูอร่อย” ร่วมกับร้านอาหาร 12 แห่งนั้นสมาชิกให้การตอบรับดี มีจำนวนคะแนนสะสมที่สมาชิกนำมาแลกสูงถึง 40 ล้านคะแนน ส่งผลให้ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตโตขึ้นกว่า 20% ในช่วงโปรโมชั่น สำหรับในช่วงครึ่งปีหลัง การแลกคะแนนในหมวดร้านอาหารก็จะเข้มข้นขึ้น ด้วยการขยายร้านค้ารับคะแนนสะสมมากขึ้น และจะมีลูกเล่นใหม่ๆ ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนกับพันธมิตรรายใหญ่ โดยจะเปิดตัวแคมเปญดังกล่าวในช่วงปลายไตรมาส 3 3) การสร้าง Customer Experience มอบประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครให้กับสมาชิกเคทีซี ด้วยการดึงจุดเด่นของเคทีซีที่มีบริการท่องเที่ยวและเดินทางสำหรับสมาชิกเคทีซี จัดกิจกรรม “เอ็กซ์คลูซีฟ ทริป” เปิดโอกาสให้สมาชิกได้ร่วมสนุกกับการเดินทางลิ้มรสชาติอาหารอร่อยที่ไม่เหมือนใครในช่วงไตรมาสที่ 3-4 โดยตั้งเป้าหมายว่าสิ้นปี 2557 เคทีซีจะมียอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในหมวดร้านอาหารเพิ่มขึ้น 15% ”

ปริม ปัญญาเสรีพร ผู้อำนวยการ – ฝ่ายการตลาดเพื่อการท่องเที่ยวและสันทนาการ (โรงแรม) “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “นอกจากร้านอาหารแบบมีสาขา (Chain) และร้านอาหารเดี่ยว (Stand Alone) แล้ว เคทีซียังให้ความสำคัญกับการขยายฐานการตลาดไปสู่ร้านอาหารในโรงแรม เพื่อจับกลุ่มสมาชิกคนเมืองที่มีรายได้ระดับกลางถึงบน (Middle to high) สำหรับกลยุทธ์หลักในหมวดร้านอาหารในโรงแรมประกอบด้วย 1) ขยายฐานพันธมิตรในโรงแรมชื่อดังและโรงแรมเปิดใหม่ เพื่อเพิ่มความหลากหลายครอบคลุมไลฟ์สไตล์สมาชิกที่แตกต่าง 2) สร้างความคุ้มค่ากับสิทธิพิเศษที่จูงใจ เพื่อกระตุ้นยอดและเพิ่มความถี่ในการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต เช่น โปรแกรมการตลาด “Dine & Stay with KTC” มอบความคุ้มค่าด้วยส่วนลดพิเศษสูงสุด 30% พร้อมรับห้องพักฟรี! ทันทีที่รับประทานอาหารครบตามกำหนด (เริ่มต้นเพียง 1,500 บาท) กับ 6 โรงแรมหรู ได้แก่ โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท / เรดิสัน บลู และเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท วันนี้ – 31 สิงหาคม 2557 และโปรแกรม “Best Buffet” อาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติ มอบส่วนลดสูงสุด 50% กับ 10 โรงแรมดัง อาทิ โรงแรม       เรอเนสซองซ์ กรุงเทพ ราชประสงค์ / เซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว / เดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท และบันยันทรี กรุงเทพ 3) สร้างความจดจำต่อเนื่อง ด้วยการจัดโปรโมชั่นพิเศษทุกช่วงเทศกาล ทั้งนี้ เคทีซีมั่นใจว่าสิ้นปีนี้ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในหมวดร้านอาหารในโรงแรมจะปรับตัวสูงขึ้น 15%”

ณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้อำนวยการ – ธุรกิจบัตรเครดิต “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สำหรับหมวดช้อปปิ้ง เน้นการวางกลยุทธ์ 2 ด้านคือ 1) การรักษาและขยายส่วนแบ่งการตลาดในห้างสรรพสินค้า ดิวตี้ฟรี ศูนย์การค้า ดิสเคาน์สโตร์ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ อาทิ     โรบินสัน เซ็นทรัล เดอะมอลล์ ดิเอ็มโพเรี่ยม สยามพารากอน คิงเพาเวอร์ ศูนย์การค้าในย่านราชประสงค์ (RSTA) เทสโก้ โลตัส โฮม เฟรช มาร์ท กูร์เม่ต์ มาร์เก็ต และท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต 2) การขยายจำนวนพันธมิตร และคัดสรรสิทธิประโยชน์ที่มีสีสันโดนใจสมาชิกมากขึ้น ในส่วนของการขยายฐานพันธมิตรแยกเป็นสินค้าที่เจาะกลุ่ม   สมาชิกไฮเอนด์ และสมาชิกระดับกลางโดยคัดสรรร้านค้าที่อยู่ในกระแสนิยม รวมถึงร้านค้าที่มียอดใช้จ่ายผ่าน       บัตรเครดิตเคทีซีค่อนข้างสูง สำหรับกลุ่มไฮเอนด์ ได้แก่ ร้านค้าและบูติคแบรนด์ต่างประเทศ เช่น คลับทเวนตี้วัน /    ร้านเพนดูลัม (ตัวแทนจำหน่ายนาฬิกา อาทิ Panerai /Frank Muller / Breitling / IWC / Chopard) / ร้าน TKI Perpetual (ตัวแทนจำหน่ายนาฬิกา Patek Philippe) สำหรับกลุ่มระดับกลาง ได้แก่ ร้านค้าในกลุ่ม Retail Fashion ทั้งร้านค้าเดี่ยว (Stand alone) และร้านค้าที่มีสาขา (Chain) เช่น ยัสปาลกรุ๊ป รีโนกรุ๊ป ซีเอ็มจีกรุ๊ป ซาบีน่า ยูบิลี่     ลอรีอัลกรุ๊ป อีฟโรเช่ และบอดี้ ช้อป เป็นต้น สำหรับการวางสิทธิประโยชน์ให้แตกต่างนั้น เคทีซีเลือกใช้คะแนนสะสม Forever Rewards สร้างอำนาจต่อรอง และมอบความคุ้มค่าให้สมาชิกได้มากกว่า โดยจะเน้นทั้งโปรแกรมที่สมาชิกจะได้คะแนนสะสมมากกว่าปกติ (Earn) พร้อมๆ กับเพิ่มมูลค่าคะแนนในการแลกสินค้าอีกด้วย (Burn) นอกจากนี้ ยังมีการนำคะแนนรอยัล ออร์คิด พลัส (ROP) มาเป็นของรางวัลสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางและเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกระดับไฮเอนด์   ทั้งนี้ ยังจำกัดเรื่องการมีเงื่อนไขต่างๆ ของการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขายให้น้อยที่สุดและตอกย้ำการให้สิทธิประโยชน์แก่สมาชิกบัตรฯ แบบได้ไม่จำกัดอีกด้วย”

“สำหรับแคมเปญการตลาดในหมวดกิน ดื่ม ช้อป ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เคทีซีมั่นใจว่าจะตอบสนองความต้องการของสมาชิกได้อย่างตรงใจ โดยคาดว่าตลอดปี 2557 สมาชิกจะใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในหมวดดังกล่าวเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 15 %”พิทยากล่าวทิ้งท้าย

Dermanour รุกตลาดคนรักผิวและสุขภาพอย่างยั่งยืน

 

บิวตี้ แอบโซลูท ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว Dermanour แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาด 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือน กรกฎาคม 2557 ในราคาเริ่มต้น 300บาท ในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายผู้รักผิวและสุขภาพอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างรายได้ในครึ่งปีหลังทั้งสิ้น 100 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดจำหน่ายผ่าน Online 70 ล้านบาท และผ่านหน้าร้าน 30ล้านบาท

“เป็นครั้งแรกของวงการผลิตภัณฑ์ความงามในเมืองไทยที่มีการนำนวัตกรรมทันสมัยทางวิทยาศาสตร์ผสมผสานกับสารสกัดจากธรรมชาติ ที่ทำให้ชีวิตผู้บริโภคดีขึ้นโดยเฉพาะเรื่องความงามและสุขภาพท่ามกลางยุคแห่งนวัตกรรมความงามที่ทำให้ผู้คนหลงเชื่อในโฆษณามากกว่าความจริง จึงทำให้ใครหลายๆคนสูญเสียเงินหรือผิวที่ดีไปเพียง เพราะคำโฆษณา แต่ ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาผิว บำรุงผิวหน้า และผิวการ แบรนด์ Dermanour (เดอร์มาเนอร์) จึงได้กำเนิดคอนเซ็ปต์ที่ว่า “ทุกคำโฆษณาคือข้อเท็จจริง”” ชัยพงษ์ จรัสวิเศษโสภณ ประธานกรรมการใหญ่ บิวตี้ แอบโซลูทกล่าว

IMG20140618150327

โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Dermanour ได้แก่

1.Acne Detoxification กำจัดและยับยั้ง เชื้อสิว พร้อมทั้งกระตุ้นหลุมสิวในหนึ่งเดียว

2.Miracle White Perfect ปรับสภาพผิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ เพื่อผิวกระจางใสแบบในอุดมคติ

3.Advance Youth Revovery มหัศจรรย์ย้อนวัย สู่วัยใส ไร้ริ้วรอย

4.Super Skin Supplement อาหารผิวชั้นเลิศ ผิวนุ่มชุ่มชื้น อย่างปรารถนา

5.FitFixFun กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับจุดซ่อนเร้น สู่ความสุข ไร้ขีดจำกัด อวบอิ่ม เต่งตึง ทนนาน

ซัมซุงสร้างเทรนด์ชีวิตสุดอัจฉริยะ

เครื่องซักผ้าซัมซุงฝาหน้ารุ่น WW9000

ซัมซุง เปิดตัวตู้เย็นฟู้ดโชว์เคส และเครื่องซักผ้าหน้าจอสัมผัส สั่งงานได้จากสมาร์ทโฟน พร้อมไลน์อัพผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกกว่า 76 รุ่น ภายใต้แนวคิด Creating Happier Homes เพื่อความสุขที่มากขึ้นของทุกคนในครอบครัวตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคในการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านทุกวันนี้แตกต่างไปจากอดีต

“ผู้บริโภคจะมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีทันสมัย รวมถึงความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สั่งงานผ่านระบบดิจิตอล และระบบสัมผัสที่มีเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการในชีวิตที่เร่งด่วน ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น และมองหาเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่รูปแบบสวยงาม มีสไตล์ไม่ซ้ำใคร เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านก็เปรียบเสมือนเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งที่ต้องมีดีไซน์เข้ากับบ้าน เพื่อส่งเสริมให้บ้านน่าดูและน่าอยู่ยิ่งขึ้น” “อาณัติ จ่างตระกูล รองประธานองค์กร ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าว

“ซัมซุงทั่วโลกได้ทุ่มงบประมาณ 6-7 %ของยอดขายกับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดีไซน์ การใช้งานที่ง่ายขึ้น เพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ที่มีความสุขมากกว่าเดิม ตามแนวคิด “Creating Happier Homes” โดยในปีนี้ซัมซุงได้สร้างปรากฎการณ์พลิกโฉมวงการเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านตั้งแต่ต้นปี กับการเปิดตัวเครื่องปรับอากาศในดีไซน์สามเหลี่ยมใหม่ The Triangle ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของซัมซุงในการบุกเบิกเทรนด์เทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง”

เสาวณีย์ สิราริยกุล ผู้อำนวยธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าวว่า “ในปีนี้ซัมซุงนำเสนอผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านรุ่นใหม่ทั้งสิ้น 76 รุ่นแบ่งเป็นเครื่องปรับอากาศ 32 รุ่น ตู้เย็น 14 รุ่น เครื่องซักผ้า 23 รุ่น เตาอบไมโครเวฟ 4 รุ่น และเครื่องดูดฝุ่น 3 รุ่น  โดยในช่วงครึ่งปีหลังซัมซุงได้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทรนด์เตรียมแนะนำผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ ตู้เย็นซัมซุง ฟู้ดโชว์เคส (Food ShowCase) และเครื่องซักผ้าฝาหน้าซัมซุงรุ่น WW9000 โดยผลิตภัณฑ์ทุกรุ่นของซัมซุงได้รับการคิดค้นและออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์สุดพิเศษแบบพรีเมียมไลฟ์สไตล์ผ่านทางนวัตกรรมที่ก้าวล้ำและดีไซน์ที่โดดเด่นซึ่งซัมซุงเชื่อมั่นว่าจะกระตุ้นตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านในช่วงครึ่งปีหลังให้คึกคักอย่างแน่นอน”

สองผู้บริหารซัมซุงโชว์ซัมซุงฟู้ดโชว์เคส

ตู้เย็นซัมซุง ฟู้ดโชว์เคส (Food ShowCase) ได้รับการออกแบบมาเพื่อไลฟ์สไตล์ครอบครัวยุคใหม่โดดเด่นด้วยการจัดสรรพื้นที่การจัดเก็บและจัดวางอาหารอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยแนวคิด Smart Organization ที่ช่วยให้เก็บอาหารได้มากขึ้นถึง 23% และเข้าถึงอาหารที่ต้องการได้เร็วขึ้นถึง 2 เท่า โดยการแบ่งชั้นวางอาหารออกเป็น 2 ส่วน คือ ช่องแช่เย็นแบบโชว์เคส (ShowCase) ที่ออกแบบมาคล้ายตู้โชว์อาหารช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการหยิบของที่ต้องใช้บ่อยในทันทีที่เปิดตู้ สามารถจัดเก็บอาหาร เครื่องดื่มได้อย่างเป็นสัดส่วนตามการใช้งาน  พร้อมด้วยช่องแช่เย็นแบบอินเนอร์เคส (InnerCase) สำหรับการเก็บรักษาอาหารสดและวัตถุดิบต่างๆ ให้สดใหม่อยู่เสมอ วางจำหน่ายในราคาเริ่มต้น 74,990 บาท

เครื่องซักผ้าฝาหน้าซัมซุงรุ่น WW9000 ขนาด 10 กิโลกรัม ที่ปฎิวัติวงการเครื่องซักผ้าด้วยการออกแบบที่เรียบหรู โค้งมน มาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 5 นิ้ว ช่วยให้การควบคุมสะดวกสบายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติ ออโต้ ออพติมัล วอช (Auto Optimal Wash) โปรแกรมซักอัฉริยะที่ปรับตั้งรูปแบบการซักอัตโนมัติทั้งปริมาณน้ำ ปริมาณผงซักฟอก ระยะเวลาซัก จำนวนรอบล้างน้ำ และระยะเวลาปั่นหมาดเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงเทคโนโลยี อีโค่ บับเบิ้ล (EcobubbleTM) ที่ช่วยให้ซักผ้าได้สะอาด ไม่ทิ้งคราบตกค้าง อีกทั้งยังสามารถควบคุมเครื่องซักผ้าผ่านแอพลิเคชันสมาร์ทคอนโทรลในสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย เท่านี้การซักผ้าที่ยุ่งยากก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายๆ วางจำหน่ายในราคา 59,990 บาท

 

ความเชื่อมั่นประเทศไทยกลับมาแล้วหรือ?

คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (Colliers International Thailand) ผู้นำด้านธุรกิจที่ปรึกษาและตัวแทนขายด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร การันตีความเชื่อมั่นด้วยรางวัลแห่งความสำเร็จอันทรงเกียรติ 6 รางวัลจากไทยแลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ดส ประจำปี พ.ศ.2555 และ 2556 ถึง 2 ปีซ้อน พร้อมก้าวเข้าสู่ปีที่ 8 แบบก้าวกระโดดรุกจับกระแสผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ในเขตประชาคมอาเซียน และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสถาณการณ์ทางการเมืองในประเทศ

นายไทรมั่น ลัญฉน์ดี ประธานกรรมการบริหาร คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า    “คอลลิเออร์ส ประเทศไทย เติบโตมาจากฐานะของบริษัทผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ กับเจ้าของโครงการ ดีเวลลอปเปอร์ และผู้ซื้อ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างมากที่ได้รับการยอมรับในวงการอสังหาริมทรัพย์และลูกค้าของบริษัท จากรากฐานที่มั่นคงนี้ จึงเป็นข้อได้เปรียบในการให้บริการด้านตัวแทน ซึ่งมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยให้คำปรึกษาอย่างตรงไปตรงมาจากพื้นฐานของธุรกิจที่แท้จริง

ธุรกิจยังอยู่ในทิศทางที่ดีจากปัจจัยพื้นฐานที่มั่นคง ทั้งในส่วนของบริษัท และเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งเห็นได้ว่าบางส่วนของตลาดยังเติบโตได้ดีในปีที่ผ่านมา แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยยังคงร้อนแรงในช่วงปลายปี จนถึงต้นปีนี้ ทำให้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ แต่ ธุรกิจทางด้านอสังหายังคงเติบโตต่อไปได้ และคาดว่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นหลังรัฐประหาร

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของคนไทยที่ยืดเยื้อยาวนานมาสิ้นสุดลงเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมารัฐประหารเพื่อยุติปัญหา และความขัดแย้งภายในประเทศ จากนั้นตามมาด้วยการจัดตั้งทีมบริหารเพื่อสะสางปัญหาที่ค้างคามานานโดยเฉพาะเรื่องเงินจำนำข้าว ซึ่งถือว่าเป็นผลดีเพราะจะทำให้เงินส่วนนี้ที่จ่ายให้ชาวนากระจายไปสู่ส่วนอื่นๆ ในสังคมจากการจับจ่ายใช้สอย นอกจากนี้ทีมบริหารที่จัดตั้งขึ้นโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ยังมีการแถลงข่าวว่าจะยังคงเดินหน้าโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ต่อไป แต่อาจจะสลับกันในเรื่องของระยะเวลาในการเริ่มโครงการ

นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วง 5 เดือนแรกของปีพ.ศ.2557 ประเทศไทยยังคงเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจหดตัวอย่างต่อเนื่องจากช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี พ.ศ.2556 ซึ่งส่งผลต่อสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดคอนโดมิเนียมที่จำนวนคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในกรุงเทพมหานครในช่วง 5 เดือนแรกลดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีพ.ศ.2556 โดยมีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่เพียงแค่ประมาณ 16,617 ยูนิต ลดลงประมาณ 21.6% จากจำนวนประมาณ 21,215 ยูนิตในช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันแต่อาจจะยังไม่เห็นผลกระทบมากนัก เช่น ตลาดพื้นที่ค้าปลีกที่กลุ่มผู้เช่ารายย่อยบางรายที่มีปัญหาขาดสภาพคล่อง เนื่องจากกำลังซื้อหดหายไปพอสมควรตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ตลาดอาคารสำนักงานยังคงมีการขยายตัวแม้ว่าบริษัทต่างชาติบางส่วนเลือกที่จะชะลอการลงทุนในไทยออกไปก่อน เช่นเดียวกันกับการลงทุนของต่างชาติที่ต้องการรอดูความชัดเจนต่างๆ ก่อนที่เดินหน้าลงทุนตามแผน รวมทั้งการที่ยังไม่มีคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่มีอำนาจเต็มเพื่ออนุมัติโครงการที่ขอส่งเสริมการลงทุน”

เตรียมผจญภัยอลังการท่องอวกาศในไทย

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด(มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น จับมือ บริษัท บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด(มหาชน) ร่วมด้วย บริษัท ไทยคม จำกัด(มหาชน)   เตรียมนำประสบการณ์ยิ่งใหญ่สู่สายตาชาวไทย กับนิทรรศการอวกาศ “นาซา เอ ฮิวแมน แอดเวนเจอร์” (NASA – A HUMAN ADVENTURE) การเดินทางอันยิ่งใหญ่ในห้วงอวกาศเพื่อเหล่ามวลมนุษยชาติ โดยจะมีการจัดแสดงขึ้น ณ บางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ (Bangkok Convention Center) ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าวตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2557 จนถึง1 กุมภาพันธ์ 2558

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น ได้กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า “ซีพีเอ็นมุ่งเน้นการมอบประสบการณ์แปลกใหม่ในทุกมิติที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า จึงพยายามสรรหากิจกรรมและนิทรรศการระดับโลก โดยเฉพาะงานที่ไม่เคยจัดขึ้นในประเทศไทย มาจัดแสดงที่ศูนย์การค้าของเรา เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์ เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกับบีอีซี-เทโรในการนำเสนอสุดยอดประสบการณ์อวกาศระดับโลกกับนิทรรศการประวัติศาสตร์ “นาซา เอ ฮิวแมน แอดเวนเจอร์” ในครั้งนี้ ซึ่งเราตั้งใจให้เป็นนิทรรศการที่ยิ่งใหญ่ระดับภูมิภาค เราเล็งเห็นว่านิทรรศการอวกาศ “นาซา เอ ฮิวแมน แอดเวนเจอร์” ซึ่งเป็นนิทรรศการที่รวบรวมสุดยอดเรื่องราวแห่งอวกาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระดับโลกนี้ จะเป็นนิทรรศการที่สามารถจุดประกายสร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายด้านความคิดและองค์ความรู้ทางอวกาศ และวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กและเยาวชนรวมถึงผู้ที่สนใจทั้งชาวไทยและต่างชาติซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่านิทรรศการนี้จะเป็นเสมือนของขวัญที่มีค่ายิ่งแก่คนไทยที่เราตั้งใจมอบให้กับทุกคน”

มร. นีล ทอมป์สัน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า “การนำเอ็กซิบิชั่นยิ่งใหญ่ระดับโลกและหาชมได้ยากอย่าง “นาซา เอ ฮิวแมน แอดเวนเจอร์” มาจัดแสดงในเมืองไทย  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับความร่วมมืออันดีจากพาร์ทเนอร์ที่มีความแข็งแกร่งอย่างซีพีเอ็น และมีพลังสนับสนุนจากบริษัท ไทยคม จำกัด(มหาชน) นิทรรศการอวกาศ“นาซา เอ ฮิวแมน แอดเวนเจอร์”    จะแสดงถึงการเดินทางสู่อวกาศของมนุษย์ที่มีเรื่องราวน่าตื่นตาตื่นใจ เพราะทุกอย่างที่นำมาจัดแสดงนั้นมาจากมันสมองและสองมือของมนุษยชาติเพื่อมนุษยชาติอย่างแท้จริงเราเชื่อว่านอกเหนือจากความรู้ และความแปลกใหม่ที่ผู้ชมจะได้รับจากการเข้าชมนิทรรศการอวกาศ “นาซา เอ ฮิวแมน แอดเวนเจอร์” แล้ว แน่นอนว่าเอ็กซิบิชั่นนี้จะสร้างแรงบันดาลใจและต่อยอดการเรียนรู้ไปสู่การศึกษาและโอกาสในการพัฒนาด้านอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะสำหรับเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ เหมือนเช่นที่ผู้ชมในประเทศอื่นๆได้มีโอกาสเช่นนี้มาแล้ว”

เอกชัย ภัคดุรงค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานกิจการองค์กร บมจ.ไทยคม ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ กล่าวว่า ไทยคมเป็นผู้ให้บริการดาวเทียมไทย ซึ่งดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอวกาศมานานกว่า 23 ปีในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ไทยคมจะได้นำเทคโนโลยีอวกาศของไทยมาร่วมแสดง นอกจากนี้ เรายังได้นำ Satellite Launching Simulator จำลองการส่งดาวเทียมไทยคมสู่วงโคจร รวมถึงชิ้นส่วนดาวเทียมไทยคมที่ไม่เคยจัดแสดงที่ใดมาก่อน โดยมีเป้าหมายเพื่อบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับดาวเทียมไทยในอวกาศอย่างเต็มรูปแบบและสัมผัสได้จริง ไทยคมหวังว่างานนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจ และเปิดโลกทัศน์ให้เยาวชนของชาติได้สนใจด้านวิทยาศาสตร์และอวกาศ ในนิทรรศการระดับโลก“นาซา เอ ฮิวแมน แอดเวนเจอร์”ซึ่งจัดเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงเดือนธันวาคม”

นาซา เอ ฮิวแมน แอดเวนเจอร์ นิทรรศการแห่งอวกาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจของมวลมนุษยชาติกับความพยายามที่จะศึกษา ค้นคว้าและทำทุกวิถีทางเพื่อเดินทางออกนอกโลกไปสำรวจอวกาศ โดยนิทรรศการดังกล่าวเกิดจากบริษัท จอห์น นูมิเน็น อีเวนต์ ภายใต้ความร่วมมือจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติหรือที่รู้จักกันในนาม “องค์การนาซา” The Kansas Cosmosphere and Space Center และ The U.S. Space and Rocket Center เป็นโอกาสเดียวที่ผู้ชมจะได้พบกับชิ้นส่วนยานอวกาศพร้อมอุปกรณ์ต่างๆ ราว 350 ชิ้นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในอวกาศ รวมทั้งชิ้นส่วนที่ผ่านการใช้จริงในอวกาศ มาจัดแสดงให้บุคคลทั่วไปเข้าชมอย่างใกล้ชิด

โดยภายในงาน ผู้ชมจะได้ตื่นตาตื่นใจไปกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ตลอดถึงความทุ่มเททั้งแรงใจและแรงกายของมนุษย์ในการทำความฝันให้เป็นจริง จนถึงวันที่มนุษย์อวกาศคนแรกขึ้นไปเหยียบบนดวงจันทร์ได้สำเร็จและกลับมาสู่พื้นโลกอย่างปลอดภัย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาแสดงให้ได้ชมอย่างใกล้ชิด รวมทั้งข้อมูลอื่นๆอีกมากมายที่หลายๆคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนก็จะถูกนำมาเปิดเผยด้วย นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์อีกมากมายที่นำมาแสดงให้ชม อาทิ เช่น แผงบังคับยานอวกาศ แอทแลนติส (Atlantis) ของจริง, ร่มชูชีพขนาดยักษ์ที่นำนักบินอวกาศกลับสู่โลกอย่างปลอดภัย, สัมผัสประสบการณ์เสมือนขึ้นบินออกไปยังวงโคจรได้กับเครื่อง G Force simulator, อาหารของนักบินอวกาศของจริง, วิวัฒนาการชุดนักบินอวกาศในยุคต่าง ๆ รวมถึงกิจกรรมถ่ายรูปในชุดนักบินอวกาศเป็นครอบครัว เป็นต้น

โดยภายในนิทรรศการ นาซา เอ ฮิวแมน แอดเวนเจอร์ ได้แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้

  1. ส่วนแสดงเทคโนโลยีอวกาศ เป็นส่วนที่แสดงยานอวกาศ ชุดอวกาศ ดาวเทียม รถยนต์อวกาศ หุ่นยนต์อวกาศ อาหารอวกาศ ห้องน้ำอวกาศ เครื่องมือติดต่อสื่อสารในโครงการอวกาศ กระสวยอวกาศและเครื่องยนต์ขับดัน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อวกาศ ห้องบังคับการภาคพื้นโลกและภาคพื้นอวกาศ และ วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการอวกาศ โดยโครงการอวกาศของนาซาที่นำมาแสดงจะเริ่มจากยุคของยานเมอร์คิวรี่ (Mercury) และเจมินี่ (Gemini) ไปสู่ยุคของยานอพอลโล (Apollo) และกระสวยอวกาศ (Space Shuttle) นอกจากนี้ ยังมีวัตถุเทคโนโลยีอวกาศของโครงการอวกาศรัสเซียมาร่วมจัดแสดงด้วย ได้แก่ ดาวเทียมสปุตนิค (Sputnik) และ ยานหุ่นยนต์สำรวจดวงจันทร์ลูโนคอด (Lunokhod) เป็นต้น นอกจากนี้ ไฮไลท์ของส่วนนี้ยังประกอบด้วย ชุดนักบินอวกาศจำลองที่ Neil Armstrong ใส่ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์, เครื่องยนต์ Titan1 ที่เป็นตัวขับดันจรวด Saturn V ที่มีทรงพลังมากที่สุดของโลก, แผงบังคับยานและเครื่องยนต์ Lunar Module ที่ร่อนลงบนดวงจันทร์ แผงบังคับการจำลองของยาน Apollo ที่ประกอบด้วยเครื่องมือในการฝึกของจริงด้านใน และ ประตูยานอพอลโลจำลอง (Apollo Command Module Main Hatch) เป็นต้น
  2. ส่วนเครื่องเล่น เป็นส่วนที่จัดแสดงไว้และอนุญาตให้ผู้เข้าชมสามารถทดลองหรือร่วมสนุกได้ ได้แก่

2.1. G-Force Simulator ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่จะทำให้ผู้เล่นรู้สึกถึงแรงจี (G-Force) ขณะยานอวกาศทะยานออกสู่วงโคจรโลก และขณะกลับเข้าสู่ภาคพื้นโลกอีกครั้งหนึ่ง

2.2. The Globe เป็นจอภาพทรงกลม มองเห็นได้ 360 องศา ผู้เล่นจะมีแท่นบังคับการสามารถออกคำสั่งให้ The Globe แสดงข้อมูลของดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ต่าง ๆ ในระบบสุริยจักรวาลได้ ตั้งแต่ ดาวพุธ, ดาวศุกร์, โลก, ดาวอังคาร, ดาวพฤหัส, ดาวเสาร์, ดาวยูเรนัส, ดาวเนปจูน และดาวพลูโตโดยการแสดงข้อมูลจะเป็นแบบอินเตอร์แอ็คทีฟสนุกสนานเหมือนการเล่นเกมส์

2.3. Photo Activity Club เป็นจุดที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมงานสามารถเก็บความประทับใจเป็นภาพถ่าย และสัมผัสความรู้สึกในการมีส่วนร่วมในอวกาศอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการลองใส่ชุดนักบินอวกาศ หรือการถ่ายภาพในสภาวะไร้น้ำหนัก เป็นต้น

  1. ส่วนขายของที่ระลึก เลือกซื้อของที่ระลึกที่เกี่ยวกับโครงการอวกาศและงานนิทรรศการ เช่น แจ็คเก็ตอวกาศ แบบจำลองยานอวกาศรุ่นต่างๆ พวงกุญแจยานอวกาศ ปากกาอวกาศที่ใช้ในภารกิจจริง และ Tag ต่าง ๆ เช่นเดียวกับที่เห็นในห้องบังคับการภารกิจ
  2. Space Café ผู้เข้าชมสามารถสัมผัสบรรยากาศเหมือนเข้าไปอยู่ในห้วงอวกาศ และมีโอกาสได้ลองเมนูอาหารพิเศษที่มีเฉพาะที่ Space Café แห่งนี้

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอในส่วนของเทคโนโลยีอวกาศ โดยแบ่งออกเป็น 7 โซน ดังนี้

โซนที่ 1 Gantry โซนทางเข้า โดยเลียนแบบทางเข้าสู่จรวด Saturn V อันทรงพลังที่ไปยังดวงจันทร์

โซนที่ 2 Dreamers เป็นโซนที่กล่าวถึงความฝันของมนุษย์ที่ต้องการศึกษาท้องฟ้าและดาราศาสตร์ และ ทุ่มเทชีวิตเพื่อแสวงหาวิธีการต่าง ๆ ในการสร้างฝันให้เป็นจริง กระทั่งมนุษย์สามารถเอาชนะแรงโน้มถ่วงด้วยการสร้างนวัตกรรมและออกไปสู่นอกโลกและเดินทางไปถึงดวงจันทร์ได้สำเร็จ

โซนที่ 3 Go Fever กล่าวถึงการที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต้องเดินทางไปพร้อมกับบริบททางสังคมและประวัติศาสตร์ โดยในที่นี้ โครงการอวกาศเคยกลายมาเป็นประเด็นที่ประเทศยักษ์ใหญ่ของโลก อย่าง สหรัฐอเมริกา และ สหภาพโซเวียต เคยใช้มาเป็นประเด็นในการแข่งขันเพื่อแสดงให้โลกเห็นว่าใครก้าวหน้ามากกว่ากัน

โซนที่ 4 Pioneers กล่าวถึง การที่ผู้บุกเบิกค้นคิดนวัตกรรมครั้งประวัติศาสตร์ในการสร้างจรวดที่ทรงพลังที่สุดของโลกกระทั่งปัจจุบัน นั่นคือ Saturn V ที่สามารถเดินทางไปดวงจันทร์ได้สำเร็จ

โซนที่ 5 Endurance กล่าวถึงความมานะอดทนและนวัตกรรมการดำรงชีวิตของมนุษย์อวกาศ ตั้งแต่ การแต่งตัว อาหารการกิน และ ชีวิตประจำวันทั่วไป

โซนที่ 6 Innovation กล่าวถึง นวัตกรรมในอวกาศและโครงการสำรวจอวกาศต่าง ๆ รวมถึงนวัตกรรมอวกาศที่นำมาใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป

โซนที่ 7 Thai Innovation เป็นโซนที่รวบรวมนวัตกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับอวกาศของประเทศไทยมาจัดแสดง โดยนิทรรศการในส่วนนี้ ได้รับความร่วมมือจาก ไทยคมและสำนักงานเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ที่จะนำอุปกรณ์ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศมาจัดแสดงร่วมอีกด้วย

นิทรรศการอวกาศ “นาซา เอ ฮิวแมน แอดเวนเจอร์”  โอกาสแห่งการเรียนรู้เพื่อเปิดโลกทัศน์ที่คนไทย     ไม่ควรพลาด   จะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2557 จนถึง 1 กุมภาพันธ์ 2558 ณ บางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว บัตรเข้าชมราคา 500 บาท ติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับโปรโมชั่นต่างๆ และกรุ๊ปเซลล์ ได้ที่ ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา โทร.02 262 3838หรือ www.thaiticketmajor.com

แฮปปี้สโนว์ไวท์กับโปรน่ารักทั้ง 7

 

ดีแทคเปิดตัวโปรโมชั่นเสริมชุดใหม่ “แฮปปี้สโนว์ไวท์” พร้อมโปรโมชั่น 7 แบบ ในราคาเพียงโปรโมชั่นละ 7บาทต่อวัน

ปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า “โดยปกติดีแทคมีการสำรวจความต้องการของลูกค้า หรือ Customer Insight เพื่อนำมาพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพการบริการมาโดยตลอด ล่าสุดเราได้นำ Conjoint Analysis หรือการวิเคราะห์องค์ประกอบร่วมมาใช้ ซึ่งทำให้ทราบว่าลูกค้าชอบไม่ชอบอะไร ผลที่ได้คือ คนไทยชอบความหลากหลาย อยากเลือกก่อนตัดสินใจซื้อ ต้องการอิสระในการเลือกสมัครโปรเสริมในแต่ละวันไม่เหมือนกัน เช่น บางวันเน้นโทร บางวันต้องการเล่นอินเทอร์เนต และที่สำคัญราคาต้องไม่แพง ไม่ผูกมัดจนเกินไป พร้อมทั้งสมัครด้วยตนเองได้อย่างง่ายๆ  ในขณะที่แฮปปี้เองมีจุดแข็งเรื่องความหลากหลายของโปรเสริมอยู่แล้ว เราจึงนำข้อมูลความชอบเด่นๆของลูกค้าบวกกับบุคลิกของแฮปปี้ที่นำเสนอโปรโมชั่นด้วยความสนุกสนาน เป็นกันเองเข้าถึงง่าย ออกมาเป็น แฮปปี้สโนว์ไวท์ กับโปรน่ารักทั้ง 7 โปรเติมความสุขทุกวัน”

โดยโปรนี้ประกอบด้วย”

1 โทรฟรีเบอร์ดีแทค ตั้งแต่ ตี5 ถึง 5โมงเย็น ครั้งละไม่เกิน 60 นาที

2 โทรฟรีทุกเครือข่าย 10นาที ส่วนเกินคิดนาทีละ 25 สตางค์ นาทีแรก 99สตางค์

3 โทรฟรีเบอร์ดีแทค 30นาที พร้อมเล่นเนตฟรี 30นาที

4 เล่น Facebook และ Line ได้ไม่จำกัด

5 เล่นเนตได้ไม่จำกัดช่วงตี5 ถึง 5โมงเย็น ด้วยความเร็วสูงสุด 384 kbps

6 แฮปปี้เบอร์คนโปรด โทรหา 1เบอร์คนโปรดในดีแทค ชั่วโมงละ 1บาท นาทีต่อไป 25 สตางค์

7 ส่ง SMS ฟรีทุกเครือข่าย 50 ข้อความ

 

โดยลูกค้าแฮปปี้สมัครง่ายๆเพียงโทร *7575 ฟรี ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฏาคม 2557

เอปสันเปิดตัว L Series ใหม่ พริ้นต์ 6 สตางค์ต่อแผ่น

 

 

เอปสันตอกย้ำความเป็นเจ้าตลาดการพิมพ์ที่คุ้มค่าสูงสุด เปิดตัวพริ้นเตอร์แทงค์แท้เสริมทัพอีก 4รุ่น ชูจุดเด่นด้านต้นทุนการพิมพ์เพียง 6สตางค์ต่อแผ่น

 

ยรรยง มุนีมงคลทร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอปสัน ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดพริ้นเตอร์ประเถทหมึกความจุสูง (High Yield Printer) มีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ยอดขายเติบโตเป็น 2เท่าทุกปี และเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้ได้กว้างขึ้น ทั้งนี้มาจากที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการประหยัดต้นทุนการพิมพ์มากขึ้น และตระหนักถึงปัญหาพริ้นเตอร์แทงค์เถื่อน เอปสันเองได้ออกสินค้ารุ่น “แอลซีรีย์” หรือรู้จักกันคือ พริ้นเตอร์แทงค์แท้ และได้พยายามกระตุ้นลูกค้าให้ใส่ใจเรื่องการพิมพ์มาตลอด จนในปีที่ผ่านมา แอลซีรีย์ของเอปสันสามารถครองตลาดได้มากกว่า 60% ของตลาดพริ้นเตอร์หมึกพิมพ์ความจุสูง

IMG20140617102120

 

เอปสันเปิดตัวพริ้นเตอร์แทงค์แท้เพิ่มอีก 4รุ่น ทำให้แอลซีรี่ย์ในตลาดเมืองไทยมีถึง 12 รุ่นแล้ว โดยทั้ง 4รุ่นมีดังนี้

 

รุ่น L120 พริ้นเตอร์ซิงเกิ้ลฟังก์ชั่นขนาดกระทัดรัด รองรับการพิมพ์สี 4,000แผ่น สำหรับพิมพ์ขาวดำ 6,500แผ่น วางในตลาดราคา 3,990บาท

 

รุ่น L555 All In One สั่งงานผ่าน Wifi สแกนและแฟกซ์ผ่าน ADF รองรับการพิมพ์สี 4,000แผ่น สำหรับพิมพ์ขาวดำ 6,500แผ่น เปิดตัวราคา 9,490บาท

 

รุ่น L1300 พริ้นเตอร์คุณภาพสูงสี่สีขนาด A3+ มีช่องสำหรับหมึกดำ 2ช่อง พิมพ์ขาวดำได้ถึง 7,100แผ่น และสี 5,100 แผ่น ด้วยหมึกหนึงชุด ราคาเปิดตัวที่13,900 บาท

 

รุ่น L1800 พริ้นเตอร์โฟโต้ ระบบหมึกแทงค์ 6สี รองรับการพิมพ์ไร้ขอบ งานขนาด A3+ และยังสามารถพิมพ์งาน 4R ได้สูงสุดถึง 1,500ภาพ ในต้นทุนเพียง 1.8บาท ต่อแผ่น เปิดตัวราคา 18,900บาท