Category Archives: Marketeer Today

“เอส ฟรี” เครื่องดื่มปราศจากน้ำตาลไร้แคลอรี่

คุณฐิติวุฒิ์ บุลสุข พลอย-เฌอมาลย์ และคุณปริญญา เพิ่มพานิช

4 สิงหาคม 2557 – เครื่องดื่มเอส นำโดย ฐิติวุฒิ์ บุลสุข กรรมการผู้จัดการบริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) จัดงานปาร์ตี้ครั้งยิ่งใหญ่ “เอส ฟรี พรีเซนต์ ลิฟฟรี ฟรีฟอร์มปาร์ตี้” (est Freepresents Live Free, Free Form Party) เปิดตัว “เอส ฟรี” เครื่องดื่มปราศจากน้ำตาล ไม่ต้องกังวลกับแคลอรี่ ภายใต้แนวคิด “ชีวิตอิสระสุดขั้ว” สดชื่นได้อย่างที่ใจต้องการ ปลดปล่อยความเป็นอิสระออกมาอย่างไร้ขีดจำกัด ให้คุณได้สัมผัสกับชีวิตอิสระ สุดขั้วในแบบคุณ เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์คำว่า “ฟรี” ที่เมื่อไปอยู่กับคำใดก็ตาม ก็จะเพิ่มความหมายของความอิสระเข้าไปในคำนั้น และเมื่อชีวิตเดิมๆ ในแต่ละวันได้สัมผัสกับ “เอส ฟรี” ผลลัพธ์ ก็เท่ากับการปลดปล่อยความอิสระแบบสุดขั้วให้กับชีวิต

“เอส ฟรี” เนรมิตปาร์ตี้สุดชิคในสไตล์สุดขั้วขึ้น ประเดิมด้วยกิจกรรม Free Hug โดยเน็ตไอดอลหนุ่มสุดฮ็อต และกิจกรรม Free Paint ละเลงสีเพ้นท์ตัวเรืองแสงในแบบฟรีสไตล์ ต่อด้วยการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่กับโชว์ไฮไลต์ “ฟรีฟอร์มสุดขั้ว” โดยได้นักร้องเสียงดีแฟชั่นไอคอน จีน-กษิดิศ สำเนียง มาเซอร์ไพร์ส
ชาวเจนเอสด้วยการแสดงโชว์เพลงรีมิกซ์ “เจ็บลืม” และ “รักสนุก” ฟีทเจอริ่งกับพ่อมดอิเล็กทรอนิกส์ ดีเจโต้-สุหฤท สยามวาลา อย่างเมามันส์ เปิดประสบการณ์ “อิสระสุดขั้ว” ของ “เอส ฟรี” ในสไตล์ที่ไม่เหมือนใครให้แขกผู้มีเกียรติที่ร่วมงานได้สัมผัส สร้างความสนุกสนานและเรียกเสียงกรี๊ดจากผู้ร่วมงานสนั่นลั่นออกนอกงาน เสริมทัพความมันส์ต่อเนื่องด้วยเมดเล่ย์เพลงโดน ๆ จากวง สล็อต แมชชีน สร้างบรรยากาศสนุกสุดขั้วจนต้องแสดงซ้ำอีกครั้งตามคำเรียกร้องของผู้ชม พร้อมส่งท้ายด้วยปาร์ตี้สุดเหวี่ยงยันตีหนึ่งกับสองดีเจชื่อดัง ดีเจเอสเอสดี และดีเจฟังค์โนมีนอน

KTC ชวนเวิร์คช้อปทำเบเกอรี่กับเชฟมืออาชีพ

เคทีซีร่วมกับครัวการบินไทย ชวนเวิร์คช้อปทำเบเกอรี่กับเชฟมืออาชีพ

 “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ รอยัล ออร์คิด พลัส และ ครัวการบินไทย มอบสิทธิพิเศษให้สมาชิกบัตรเครดิต KTC – ROP ที่ชื่นชอบการทำเบเกอรี่ร่วมเวิร์คช้อปทำขนมแสนอร่อยสูตรเฉพาะกับเชฟมืออาชีพจากครัวการบินไทย “Enjoy Cooking by THAI Catering” ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้โครงการ KTC World Lifestyle Workshop” ที่จัดอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 254 – 256 โดยสมาชิกสามารถใช้คะแนนสะสม Forever Rewards 12,500 คะแนน จากปกติ 39,000 คะแนน หรือชำระผ่านบัตรเครดิต KTC – ROP ได้ในราคาพิเศษลด 50% เพียง 1,950 บาท จากปกติ 3,900 บาทต่อคอร์ส ซึ่งสมาชิกสามารถเลือกอบรมได้ถึง 3 คอร์ส ได้แก่การทำ พายมะนาว และ ทาร์ตชอคโกแลต (Lime CurdPie & Chocolate Tart) จะเปิดคอร์สในวันที่ 30 สิงหาคม 2557 ส่วนอีก 2 คอร์ส ได้แก่ มาการอง (Macaron) จะเปิดคอร์สในวันที่ 27 กันยายน 2557 และ บรูเลย์ชอคชิพชีสเค้ก เค้กมะพร้าวอ่อน (Brule Choc-Chip Cheese Cake & Young Coconut Cake) ในวันที่ 25 ตุลาคม 2557 ณ “KTC URBAN LOFT” ชั้น B1 อาคารสมัชชาวาณิช 2 ปากซอยสุขุมวิท 33

ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมเวิร์คช้อปทำขนมจะได้รับอาหารว่าง อาหารกลางวัน ชุดอุปกรณ์และวัตถุดิบในการประกอบอาหาร อาหารกลับบ้าน พร้อมของที่ระลึกทุกท่าน ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ THAI Catering โทรศัพท์ 0-2697-1122 หรือ 0-2697-1000 กด 2

กฟน. ครบรอบ 56 ปี ครึ่งปีแรกทำกำไรกว่า 5 พันล้านบาท

การไฟฟ้านครหลวง ครบรอบ 56 ปี ในวันที่ 1 สิงหาคม 2557 พร้อมก้าวสู่ปีที่ 57 เดินหน้าพัฒนา กฟน. สู่องค์กรสมรรถนะสูง ด้วยงบลงทุนมากกว่า 5 หมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคง พัฒนานวัตกรรมและงานบริการ เดินหน้าโครงการสายใต้ดิน และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องด้านระบบไฟฟ้าแบบครบวงจร พร้อมรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยการสร้างนักอนุรักษ์รุ่นเยาว์อย่างต่อเนื่อง มั่นใจศักยภาพในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้แก่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไทย ทั้งในระดับอาเซียนและในระดับโลก

01

สมชาย โรจน์รุ่งวศินกุล ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของการไฟฟ้า  นครหลวง ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2557 มีรายได้รวม 98,500 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายรวม 93,000 ล้านบาท มีกำไรสุทธิกว่า 5,000 ล้านบาท ด้านสินทรัพย์การไฟฟ้านครหลวงมีสินทรัพย์รวม 175,000 ล้านบาท คาดว่าสิ้นปีสามารถทำกำไรได้มากกว่า 8,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงฐานะการเงินที่มั่นคง มีความสามารถในการลงทุนและชำระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน การไฟฟ้านครหลวงให้บริการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ โดยมีจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้ารวมกว่า 3.3 ล้านราย ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก มีหน่วยจำหน่ายไฟฟ้า 24,000 ล้านหน่วย โดยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด เมื่อวันพุธที่ 23 เมษายน 2557 เวลา 14.00 – 14.30น. อยู่ที่ 8,700 เมกะวัตต์ สำหรับความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2557 ซึ่งวัดจากจำนวนครั้งที่ไฟฟ้าขัดข้องเฉลี่ยต่อราย (SAIFI) อยู่ที่ระดับ 0.819 ครั้ง และระยะเวลาที่ไฟฟ้าขัดข้องเฉลี่ยต่อราย (SAIDI) อยู่ที่ระดับ 23.899 นาที ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด และการไฟฟ้านครหลวงมั่นใจว่า สามารถดำเนินการจ่ายกระแสไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างเพียงพอ มีความมั่นคง ปลอดภัย

          การไฟฟ้านครหลวงได้จัดสรรงบประมาณลงทุนรวม 57,000 ล้านบาท ประกอบด้วยงบประมาณลงทุน  เพื่อการพัฒนาระบบไฟฟ้า ระบบบริการ ระบบเทคโนโลยีและสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง โดยปรับปรุงและขยายระบบจำหน่ายพลังไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดำเนินการเปลี่ยนระบบสายป้อนอากาศเป็นสายป้อนใต้ดิน  ซึ่งการไฟฟ้านครหลวงได้ดำเนินโครงการไปแล้วในหลายพื้นที่ เช่น โครงการพหลโยธิน โครงการพญาไท โครงการสุขุมวิท โครงการปทุมวัน โครงการจิตรลดา โครงการพระราม3 และโครงการนนทรี ซึ่งโครงการที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว คือ โครงการรัชดาภิเษก จำนวนระยะทาง 23 กม. วงเงินลงทุนรวม 9,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้ระบบจำหน่าย ลดปัญหาไฟฟ้าตก ไฟฟ้าดับ เนื่องจากอุบัติเหตุและภัยธรรมชาติ ตลอดจนปรับปรุงทัศนียภาพของเมืองหลวง

ด้านงานบริการ การไฟฟ้านครหลวงแบ่งพื้นที่การให้บริการออกเป็นเขตต่าง ๆ ประกอบไปด้วย 18 เขต และ 12 สาขาย่อย ซึ่งแต่ละเขต มีศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่องานบริการที่สะดวกรวดเร็ว และเปิดช่องทางรับชำระค่าไฟฟ้าสำหรับให้บริการผู้สูงอายุเป็นพิเศษ ณ เคาน์เตอร์บริการ พร้อมนำระบบ e – Service มาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการขอใช้ไฟฟ้า มีการพัฒนาศูนย์ข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้า MEA Call Center 1130 ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อรองรับงานบริการ นำระบบ GIS มาใช้ในงานบริการลูกค้าเพื่อความสะดวก รวดเร็ว ตลอดจน

นวัตกรรม MEA Smart Life ซึ่งเป็น Application บนสมาร์ทโฟน แสดงแผนที่ทั่วเขตจำหน่ายของการไฟฟ้า นครหลวงได้อย่างละเอียดแม่นยำ พร้อมแจ้งประกาศดับไฟ การตรวจสอบค่าไฟฟ้า และให้บริการรับชำระค่าไฟฟ้าผ่านตัวแทนแบบ Online Payment เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้า นอกจากนี้ การไฟฟ้านครหลวงได้ติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า จำนวน 10 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่เขตจำหน่ายของการไฟฟ้านครหลวง เพื่อรองรับการให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

การไฟฟ้านครหลวงพร้อมก้าวสู่ปีที่ 57 ด้วยการพัฒนาสู่องค์กรสมรรถนะสูง (High Performance Organization : HPO) โดยกำหนดเป้าหมาย ด้วยหลัก QSCG อันประกอบไปด้วย Q : Quality การพัฒนาคุณภาพการทำงาน, S : Speed ปฏิบัติงานด้วยความรวดเร็ว ฉับไว C : Cost Effectiveness บริหารและควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ และ G:Green/Governance องค์กรโปร่งใส ยึดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกัน ของผู้บริหารการไฟฟ้านครหลวงทุกระดับ เพื่อเป็นการประกาศเจตจำนงการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งสอดรับกับนโยบาย คสช.และโครงการมหาดไทยใสสะอาดตลอดจนการใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อม

นอกจากภารกิจในการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าแล้ว การไฟฟ้านครหลวงยังมีธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กร ได้แก่ ธุรกิจบริการและคุณภาพไฟฟ้า ธุรกิจบริการต่างประเทศ ธุรกิจบริการสารสนเทศภูมิศาสตร์ ธุรกิจบริการโครงข่าย ให้บริการโครงข่ายเส้นใยแก้วนำแสง (Fiber Optic Network) แก่ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สนใจ การให้เช่าห้องมั่นคง เพื่อใช้ในการเก็บรักษาระบบฐานข้อมูล อุปกรณ์ระบบเทคโนโลยีและระบบสื่อสารที่สำคัญ

การไฟฟ้านครหลวงตระหนักถึงการดำเนินภารกิจอย่างยั่งยืนและระยะยาว ทั้งด้านการจำหน่ายไฟฟ้าและ การให้ความสำคัญกับสังคมและสิ่งแวดล้อม (Corporate Social Responsibility : CSR) การอนุรักษ์พลังงาน ความปลอดภัย รวมถึงชุมชนและสังคม ด้วยการดำเนินงานแบบ CSR In Process การหล่อหลอมและเสริมสร้างเยาวชน ให้เป็นนักอนุรักษ์ ผ่านโครงการ Young MEA และโครงการ Energy Mind Award ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 7 เพื่อมุ่งส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านการใช้พลังงานอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพของบุคลากรในสถานศึกษา นอกจากนี้ การไฟฟ้านครหลวงยังมีโครงการ“คอมฯ เก่ามาเล่าใหม่” โดยนำคอมพิวเตอร์ของการไฟฟ้านครหลวงที่มีอายุการใช้งานมาแล้ว 5 ปี มาดำเนินการปรับปรุงโดยพนักงานผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำไปบริจาคให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนคอมพิวเตอร์ทั่วประเทศ โดยในเบื้องต้นตั้งเป้าไว้ที่จำนวน 800 เครื่อง เพื่อมอบโอกาสทางการเรียนรู้ และลดปริมาณการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม

จากความมุ่งมั่นตั้งใจตลอด 56 ปี ของการไฟฟ้านครหลวง ในการพัฒนาระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคง พร้อมรองรับการเติบโตของมหานครและภาคธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า พร้อมก้าวสู่ปีที่ 57 ด้วยความมุ่งมั่นสู่องค์กรสมรรถนะสูง ต่อยอดสู่วิถีชีวิตอนาคต ยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองมหานคร โดยมอบงานบริการที่เป็นเลิศ ตอบสนองทุกความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้า พร้อมห่วงใยสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยการดำเนินงาน แบบ CSR In Process เพื่อการต่อยอดสู่วิถีชีวิตแห่งอนาคตของคนเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ซีทีเอช บียอนด์ เดอะ เกมส์ ต้อนรับมหกรรมฟุตบอลยอดนิยมบาร์เคลย์สพรีเมียร์ลีก

IMG20140801165805

CTH ร่วมกับ ทริปเปิล วี บรอดคาสท์, สถานีโทรทัศน์ไทยรัฐ, สถานวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3, เอไอเอส เอ.พี. ออนด้า บุญรอดบริวเวอรี่ และ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จัดงาน ‘ซีทีเอช บียอนด์ เดอะ เกมส์’ (CTH Beyond the Games) เปิดตัวมหกรรมฟุตบอลยอดนิยมของโลกบาร์เคลย์สพรีเมียร์ลีกอังกฤษประฤดูกาล 2014-15 พร้อมเผยโฉมกล่องบอลอังกฤษ (Barclays Premier League Box) เพื่อเติมเต็มความสุขให้กับแฟนพันธุ์แท้ฟุตบอลบาร์เคลย์สพรีเมียร์ลีก ทั่วประเทศ พร้อมทั้งคอนเท้นต์เอนเตอร์เทนเม้นท์ระดับพรีเมี่ยม เอาใจคอลูกหนังชาวไทย ณ ลานพาร์คพารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยมีเหล่าเซเลบริตี้ ผู้ประกาศข่าว นักแสดง และนักร้องชื่อดังตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ภายในงาน CTH Beyond the Games ณ ลานพาร์คพารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน ถูกเนรมิตให้กลายเป็นสเตเดียมฟุตบอลขนาดย่อม จำลองบรรยากาศความสนุกสนานของการเฉลิมฉลองมหกรรมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษที่กำลังจะมาถึง โดยมีผู้บริหารจากซีทีเอชและเหล่าพันธมิตรขึ้นกล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ต่อด้วยการแสดงแฟชั่นโชว์ชุด บีพีแอล นิวเจอร์ซีส์ (BPL New Jerseys) โดยเหล่านางแบบและนักแสดงมืออาชีพซึ่งเป็นตัวแทนของสโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกทั้ง 20 ทีม ก่อนจะปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ตสุดมันจากศิลปินสุดแนว Jetset’er

สำหรับคอลูกหนังชาวไทยสามารถติดตามชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษได้ครบทุกแมตช์ผ่านกล่องฟุตบอลอังกฤษ (Barclays Premier League Box) จากซีทีเอช ในราคาเพียง 4,995 บาท และยังได้เต็มอิ่มกับช่องดิจิทัล รวมทั้งรายการสาระบันเทิงต่างๆจากซีทีเอช ไม่ว่าจะเป็น ช่อง FOX ไทย,ช่อง FOX Action Movie HD ที่รวบรวมหนังแอ๊คชั่นชื่อดังจากต่างประเทศมาไว้อย่างคับคั่ง, ช่องCelestial Classic Movie สำหรับคอหนังคลาสสิค, ช่อง Cinema, ช่องFamily Guide สำหรับทุกคนในครอบครัว, ช่อง Stadium 1-5, ช่อง Mahidol channel, ช่อง NAT Geo Wild สุดยอดสารคดีที่จะพาคุณผจญภัยสู่อาณาจักรสัตว์โลก,ช่องWisdom , ช่อง เก้ายอด, ช่องSports Spirit HD, ช่อง Smile, ช่องChernyim, และ ช่อง Star Sports ฟรีตลอดทั้งปี นอกจากนี้ผู้ซื้อกล่องฟุตบอลจากซีทีเอช จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลไปชมศึกฟุตบอลคู่แดงเดือด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด – ลิเวอร์พูล ที่ประเทศอังกฤษทันที

 

JobThai.com เปิดตัว Mobile App หางานตรงใจเวอร์ชั่นล่าสุด

JobThai.com เปิดตัว Mobile App หางานตรงใจเวอร์ชั่นล่าสุด

1 สิงหาคม 2557- JobThai.com เว็บไซต์หางานอันดับ 1 ของไทย ภายใต้บริษัท ทิงค์เน็ต จำกัด รุกตลาดบริการหางานบนออนไลน์เต็มสูบ เปิดตัว JobThai.com Mobile App หางานตรงใจผ่านมือถือ เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด! ตอบโจทย์ทุกการค้นหางานได้ยิ่งกว่าด้วย 3 ฟังก์ชั่นพิเศษ คือ ฟังก์ชั่น NEAR ME ค้นหางานในรัศมีใกล้ตัวคุณ ฟังก์ชั่นค้นหางานจากสายรถเมล์ และฟังก์ชั่นค้นหางานเจาะลึกนิคมอุตสาหกรรม พร้อมระบุพิกัดแผนที่บริษัทและการเดินทาง ถือเป็นฟีเจอร์ใหม่ที่เสริมฟังก์ชั่นการค้นหาผ่าน Mobile App จากในเวอร์ชั่นแรกเพื่อตอบโจทย์การหางานให้ตรงใจมากขึ้น คือ หางานตามการเดินทาง ตามเส้นทาง BTS, MRT , และ BRT ทั้งยังรองรับทั้งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และไอโอเอส คาดมีผู้ใช้งานที่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น รวมกว่า 300,000 คน ภายในสิ้นปี

SONY DSCแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ หัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ บริษัท ทิงค์เน็ต จำกัด กล่าวว่า JobThai.com เปิดให้บริการหางานออนไลน์เป็นเว็บไซต์แรกๆ ของประเทศไทย โดยเริ่มเปิดให้บริการเมื่อปี 2543 ปัจจุบันเราก้าวสู่ปีที่ 14 และเป็นผู้นำอันดับ 1 ด้านเว็บไซต์หางาน และรับสมัครงาน พร้อมทั้งรับฝากประวัติส่วนตัว หรือเรซูเม่ให้กับผู้ที่กำลังหางานอีกด้วย เรามีการอัพเดทงานทุกวันกว่า 70,000 อัตราต่อวัน ครอบคลุมทุกสาขา อาชีพกว่า 130 อาชีพ จากทั้งในประเทศและต่างประเทศและมีผู้เข้าใช้บริการเยี่ยมชมเว็บไซต์สูงสุดถึง 120,000คนต่อวัน มีเพจวิวกว่า 38 ล้านหน้าต่อเดือน สถิติโดยศูนย์วิจัยนวัตกรรมอินเทอร์เน็ตไทย (True Hit) ระบุว่า JobThai.com มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ปี 2556 สูงถึง 350 ล้านเพจวิว ที่ผ่านมามีการเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 15 เปอร์เซ็นต์ สำหรับปี 2557 คาดอัตราเฉลี่ยการเติบโตของเพจวิวประมาณ 20% ขึ้น เมื่อเทียบจากปี 2556

“ในฐานะที่เราเป็นผู้ให้บริการเว็บไซต์หางานและรับสมัครงานมาอย่างยาวนานตลอดระยะเวลา 14 ปี เราเข้าใจ ถึงพฤติกรรมของผู้ที่ต้องการหางาน เพื่อช่วยให้การค้นหาจากหน้าเว็บไซต์ให้เป็นไปอย่างสะดวก ง่ายดาย และ รวดเร็วที่สุด ทั้งยังจัดหมวดหมู่งานได้ครอบคลุมตอบโจทย์ความต้องการของทั้งผู้ที่กำลังมองหางาน และผู้ที่ต้อง การรับสมัครพนักงาน และในวันนี้เราได้เปิดบริการ JobThai.com Mobile App เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด เพื่อขยายช่องทางการค้นหางานให้ได้สะดวกยิ่งขึ้นผ่านสมาร์ทโฟน รองรับทั้งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์และ ไอโอเอส โดยเราคาดว่าจะมีผู้ใช้งานที่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นรวมกว่า 300,000 คน ภายในสิ้นปี” นางสาว แสงเดือน กล่าว

 

Android_1สำหรับ JobThai.com Mobile App ในเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดนี้ ได้เพิ่มฟังก์ชั่น NEAR ME การค้นหาจากรัศมี ใกล้ตัวคุณ เพียงใส่คำที่ต้องการค้นหาและเลือกระยะรัศมีใกล้ตัวคุณตามต้องการซึ่งสามารถค้นหาได้ตั้งแต่ระยะ ห่าง 1 กิโลเมตร ถึง 30 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังเพิ่มค้นหางานจากสายรถเมล์ในฟังก์ชั่น BUS Routeและการค้นหางานในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ พร้อมแสดงการค้นหาระบุพิกัดแผนที่บริษัทและการเดินทาง ด้วยโปรแกรมMAPMAGIC ผู้ให้บริการแผนที่ดิจิตอลและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นอีกบริการที่พัฒนา ด้วยทีมงานวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่ออนไลน์ที่บริษัทฯพัฒนาขึ้นมาเอง ถือเป็นการผนวกนวัตกรรมเข้ากับ JobThai.com เพื่อสร้างฟังก์ชั่นใหม่ๆ เสริมประสิทธิภาพการให้บริการมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้หางาน เมื่อทำการค้นหางานและพบงานตรงใจ หากเป็นสมาชิก JobThai.com และมีเรซูเม่ที่ได้ผ่านการ ตรวจสอบ สามารถสมัครงานได้ทันที ทุกที่ ทุกเวลาเพียงเลือกกดปุ่ม APPLY NOW เพื่อตอบโจทย์การทำงาน ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และครอบคลุมทุกการใช้งานยิ่งขึ้น ทั้งนี้ JobThai.com ได้เปิดให้บริการ JobThai.com Mobile App เป็นรายแรกของไทยเมื่อปี 2553 ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นเดียวที่สามารถค้นหางานในบริษัทที่ตั้งอยู่ บริเวณแนวรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินได้

“เรามองทิศทางตลาดบริการหางานบนออนไลน์ว่ามีแนวโน้มว่าจะมีการแข่งขันสูงขึ้น โดยจะแข่งขันกันที่การ ให้บริการ และการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงของผู้บริโภคได้สะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงย่นระยะเวลาในการใช้งาน ทั้งนี้ เรายังคงเน้นการพัฒนาบริการทั้งในส่วนของ Website และ Mobile App อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การหาคน และ การหางานเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด เรามองว่า JobThai.com Mobile App เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยเปิดตลาด ให้กว้างขึ้น ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมทางการตลาดที่เน้นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง“

ไอมี่ มาไทยแล้ว

“ไอมี่ เทคโนโลยี” ทุ่มกว่า 300 ล้านบาท เปิดตัวโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน   แบรนด์น้องใหม่ “iMI” (ไอมี่) จากประเทศฮ่องกง 3 รุ่นรวด Messi No.1 , Lady  รุ่น Beauty Perfume Phone โทรศัพท์กลิ่นหอม และ iWatch (ไอวอทช์) นาฬิกาสมาร์ทโฟน ด้วยรูปลักษณ์ที่แตกต่าง และคุณสมบัติอันโดดเด่น เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลางจนถึงลูกค้าระดับ Hi-End และ New Tech ซึ่งตอบสนองความต้องการ สำหรับการใช้งานได้อย่างตรงจุด ตามสไตล์ของแต่ละคน โดยเฉพาะโทรศัพท์ Smart Phone ประเภท Andriod ซึ่งมีจำนวนผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วโลก หวังโกยยอดขายปี 57 กว่า 10 ล้านเครื่อง

แจ๊คกี้ จางเจริญสุข ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอมี่ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิต นำเข้า และจัดจำหน่ายโทรศัพท์ มือถือคุณภาพดี มีประสิทธิภาพสูงจากประเทศฮ่องกง เปิดเผยว่า   เนื่องจากในตลาดโทรศัพท์มือถือโลก Smart Phone ประเภท Andriod ได้รับการตอบรับและมีกระแสดี มีจำนวนผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วโลก และมีฐานการผลิตอยู่ที่ประเทศจีน ไต้หวัน และฮ่องกง ทางบริษัทฯ ได้เล็งเห็นช่องทางและศักยภาพในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ซึ่งในตลาดมีหลากหลายแบรนด์

ที่เป็นที่รู้จัก ดังนั้นเราจึงทุ่มงบการลงทุนกว่า 300 ล้านบาท เปิดตัวสินค้า ภายใต้ชื่อแบรนด์ว่า “iMI” เพื่อให้ได้สินค้าที่ผลิตออกมาอย่างมีคุณภาพสูง และตอบสนองการใช้งานได้เป็นอย่างดี และจะทำให้ยอดขายเติบโตอย่างแน่นอน โดยคำนึงถึงคุณภาพ และการให้บริการ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง จนถึง ลูกค้าระดับ Hi-End และ New Tech

ไอมี่ สุดยอดนวัตกรรมโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ที่ออกมาเอาใจกับ 3 รุ่น 3 สไตล์นั่นคือ Messi No.1 ด้วยขนาด และรูปลักษณ์ที่ทันสมัย เหมาะสำหรับผู้ชาย หน้าจอแสดงผล OGS ถึง 5 นิ้ว ความละเอียดกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล และกล้องหลังถึง 13 ล้านพิกเซล ด้วยฟังก์ชั่นใหม่ Smart Tap to Wake ให้การใช้งานรวดเร็วและง่ายขึ้น ด้วยการสไลด์หน้าจอขึ้นด้วยปลายนิ้ว เพื่อการเปิดหน้าจอ หรือสไลด์หน้าจอลงเพื่อเปิดกล้อง ก็จะสามารถถ่ายภาพ หรือบันทึก VDO ได้เลย

และ รุ่น Lady 1 โทรศัพท์มือถือรุ่น Beauty Perfume Phone ที่เจาะกลุ่มลูกค้าผู้หญิงโดยเฉพาะ มีการออกแบบดีไซน์ให้สวยงามและทันสมัย โดดเด่นด้วยตัวเครื่องมีสีสันสดใส ด้านหลังเครื่องออกแบบมาให้คุณผู้หญิงสามารถพ่นน้ำหอมที่ตัวเองชอบลงไปได้ และกล้องหน้ามีความละเอียดถึง 8 ล้านพิกเซล และกล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล มีแอพพลิเคชั่นช่วยแต่งรูปในตัว ทำให้รูปที่ถ่ายออกมานั้น มีสีผิวสวยงาม ดวงตากลมโตขึ้นมาทันที มาพร้อมกับ โปรแกรม Beauty camera (กล้องมีแอพพลิเคชั่นแต่งรูปในตัว) และระบบสั่งถ่ายรูปด้วยเสียง เพียงพูดคำว่า Cheese ก็สามารถถ่ายรูปได้ทันที มือถือรุ่นนี้จะนำพาความสวย ความหอมมาให้คุณ เสมือนเครื่องสำอางที่ผู้หญิงจะขาดไม่ได้

และรุ่นสุดท้าย iWatch นาฬิกาสมาร์ทโฟนโทรศัพท์มือถืออัจฉริยะบนข้อมือ คู่หูที่ดีที่สุดของคุณ เป็นนาฬิกาแฟชั่นอัจฉริยะ ที่เป็นโทรศัพท์ด้วยในตัว เพียงคุณใส่ซิมเข้าไปก็สามารถใช้โทร ถ่ายภาพ ฟังเพลง เล่นเกม เล่นอินเตอร์เน็ต ด้วยระบบ 3G และระบบการค้นหาเชื่อมต่อที่เรียกว่า GPRS เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของคุณ อีกทั้งยังมีโหมดจับวัดการเต้นของหัวใจเพื่อให้คุณบรรลุเป้าหมายในการออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ หมดกังวลเรื่องเหงื่อ และน้ำ ด้วยคุณสมบัติการกันน้ำ ที่เรียกว่าทันสมัยสุดๆ ด้วยนวัตกรรมใหม่นี้ iWatch จะนำคุณสู่ประสบการณ์การสัมผัสที่เหนือกว่า

“ตลาด Smart Phone ในปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูงมาก ถือได้ว่าเป็นตลาด “เรดโอเชียน” เลยก็ว่าได้ แต่ด้วยสินค้า และคุณภาพของ “ไอมี่” สามารถที่จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยได้อย่างสบายแน่นอน ด้วยช่องทางจำหน่ายกว่า 600 ร้านค้าทั่วประเทศ และผ่านสื่อโฆษณาโทรทัศน์ และโฆษณาออนไลน์ โดย “ไอมี่” ตั้งเป้ายอดขายในช่วงครึ่งปีแรกนี้กว่า 1.5 แสนเครื่อง พร้อมกับอัดโปรโมชั่นสุดพิเศษกับลูกค้าที่เซ็นสัญญาเป็นตัวแทนจำหน่ายในยอดครึ่งปีมียอดขายมากกว่า 10,000 เครื่องขึ้นไปจะได้รับ “รถยนต์ 1 คัน” และยอดขาย 5,000 เครื่องขึ้นไป “นาฬิกา Rolex 1 เรือน” และยอดขาย 3,000 เครื่องขึ้นไปรับ “แพคเกจ ทัวร์ยุโรป 1 แพคเกจ” และยอดขายมากกว่า 2,000 เครื่องขึ้นไปรับ “แพคเกจ ทัวร์เกาหลีหรือญี่ปุ่น 1 แพคเกจ” และ 1,000 เครื่องขึ้นไปรับ “แพคเกจ ทัวร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 1 แพคเกจ” อีกด้วย”

วินด์เซอร์แตกไลน์ธุรกิจ“วินด์เซอร์ ฟาสต์ รีนิว” เปลี่ยนเฟรมด่วน

บริษัท นวพลาสติกอุตสาหกรรม จำกัดผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไวนิลของอาเซียนมายาวนานกว่า 44 ปี บริษัทในเครือเอสซีจี (SCG)เปิดตัวบริการใหม่ภายใต้แบรนด์วินด์เซอร์“วินด์เซอร์ ฟาสต์ รีนิว”(WINDSOR Fast Renew) บริการเปลี่ยนประตู หน้าต่างเก่าเป็นหน้าต่างไวนิลสวย เสร็จไวภายใน 1วันด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะ เทคโนโลยี ฟาสต์ เฟรม(Fast Frame Technology)จากทีมผู้เชี่ยวชาญของวินด์เซอร์เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าบ้านเก่าตั้งเป้าครองตลาดประตู หน้าต่างสำหรับบ้านรีโนเวทในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

ธีรัตถ์ อุทยานัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท นวพลาสติกอุตสาหกรรม จำกัดกล่าวว่า แบรนด์วินด์เซอร์ เป็นแบรนด์ชั้นนำด้านอุปกรณ์ก่อสร้างและตกแต่งจากไวนิล โดยมีสินค้าแบ่งออกเป็น2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มประตูหน้าต่างไวนิล และอีกกลุ่มได้แก่สินค้าทดแทนไม้ที่มีให้เลือกสรรหลากหลายการใช้งาน อาทิ ระบบไม้พื้น ระบบระแนงระบบฝ้าชายคารบบตกแต่งผนัง รางน้ำฝนและกลุ่มเอาท์ดอร์ (outdoor) อื่นๆ  ซึ่งมีความโดดเด่นแตกต่างจากสินค้าไวนิลอื่นๆ ด้วยตัววัสดุไวนิลสูตรพิเศษ (WINDSOR Advance Vinyl)ที่คิดค้นเพื่อรองรับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นสูงของเมืองไทยโดยเฉพาะ จึงมีความทนทานต่อ ความร้อน แสงแดดและความชื้นช่วยยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้น

โดยปัจจุบันประตู หน้าต่างของบริษัทฯ ถือครองส่วนแบ่งตลาดคิดเป็น80% ของตลาดประตู หน้าต่างไวนิลทั้งหมด ซึ่งในปี 2557ตั้งเป้าขยายตลาดสู่ฐานลูกค้ากลุ่มผู้อยู่อาศัยมากขึ้นโดยมีอัตรา การเติบโตในไตรมาสสองเพิ่มขึ้น12% เมื่อเทียบกับปีก่อน และในช่วงครึ่งหลังปี 2557 วินด์เซอร์ได้วางแผนเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าบ้านรีโนเวท หรือบ้านเก่าซึ่งมีขนาดตลาดใหญ่กว่าตลาดบ้านสร้างใหม่ประมาณ 15เท่า ประกอบกับเป็นกลุ่มที่มีไลฟ์สไตล์ในการเอาใจใส่ดูแลบ้านและมีความสนใจตกแต่งบ้านอยู่สูง ดังนั้นจึงเป็นตลาดที่มีศักยภาพ และยังไม่มีใครเข้ามาจับกลุ่มนี้มากเท่าไหร่นัก

ทางวินด์เซอร์จึงได้พัฒนานวัตกรรมใหม่เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเจ้าของบ้านเก่า ด้วยบริการ “วินด์เซอร์ ฟาสต์ รีนิว” (WINDSOR Fast Renew) โดยนำเทคโนโลยีฟาสต์เฟรม (Fast Frame Technology)เข้ามาใช้ในการเปลี่ยนประตูหน้าต่างเก่าให้เป็นประตูหน้าต่างไวนิลใหม่ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่วินด์เซอร์ พัฒนาขึ้นและเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ที่เดียวในประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องความยุ่งยาก และเสียเวลาในการเปลี่ยนประตู หน้าต่างเก่าที่ทรุดโทรม หรือมีปัญหาในการใช้งาน เช่นการชำรุด ผุพังของบานประตู หน้าต่าง ประตู หน้าต่างเปิดปิด ลำบาก เป็นต้น โดยเทคโนโลยีนี้สามารถเปลี่ยนหน้าต่างเก่าให้สวยใหม่ ได้ภายใน 1 วัน โดยที่ไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้อยู่อาศัยในบ้าน โดยใน 2 ปีแรกนี้จะนำร่อง เปิดตลาดลูกค้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลก่อน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 680,000 หลัง ด้วยการเปิด โชว์รูมวินด์เซอร์ ฟาสต์ รีนิว ในปีนี้ 2 แห่ง แห่งแรกคือ ที่สาขามอเตอร์เวย์ และกำลังจะเปิดสาขาพระราม 2 ภายในไตรมาสที่ 3เพื่อรองรับการให้บริการกลุ่มเจ้าของบ้านในเขตเมืองอย่างครอบคลุม โดยตั้งเป้ายอดขายวินด์เซอร์ ฟาสต์ รีนิวประมาณ 120 ล้านบาท ภายในสิ้นปี2558”

สัมพันธ์ ลู่วีระพันธ์ รองกรรมการผู้จัดการบริษัท นวพลาสติกอุตสาหกรรม จำกัด เปิดเผยว่า “ด้วยนวัตกรรมใหม่ เทคโนโลยี ฟาสต์ เฟรม ที่วินด์เซอร์พัฒนาขึ้น เป็นการช่วยให้การติดตั้งทำได้ง่าย และรวดเร็ว เนื่องจากการเปลี่ยนประตู หน้าต่างวิธีเดิมนั้น ต้องรื้อถอนบานและวงกบเดิมออก ซึ่งต้องมีการสกัดปูนทำให้เกิดเสียงดังและฝุ่นฟุ้งกระจาย และใช้เวลาประมาณ 3-5วัน หลังจากติดตั้งวงกบใหม่พร้อมกรอบบานหน้าต่างแล้ว งานจะยังไม่เสร็จ เพราะต้องซ่อมผนังปูน ทำสี และเก็บงานให้เรียบร้อยซึ่งใช้เวลาอีกประมาณ 6-7วันโดยขั้นตอนต่างๆ ต้องขึ้นอยู่กับฝีมือช่างซึ่งมีความไม่แน่นอน รวมถึงงบประมาณที่บานปลายเนื่องจากต้องมีงานปูนและงานสีเพิ่มเข้ามา และอาจกระทบต่อการใช้ชีวิตภายในบ้านของผู้อยู่อาศัย

          แต่สำหรับเทคโนโลยี ฟาสต์ เฟรมสามารถนำบานประตู หน้าต่างไวนิล มาสวมทับได้โดยไม่ต้องถอดวงกบเดิมออกเพียงแค่นำชุดประตู หน้าต่างไวนิลมาสวมทับวงกบเดิม ก็จะได้บานประตู หน้าต่างใหม่ที่สวย ทนทาน เต็มประสิทธิภาพ ไม่ต้อง เก็บงาน ทำสี เนื่องจากมีสีในตัววัสดุดังนั้นจึงช่วยประหยัดเวลาและความยุ่งยากต่างๆ ไม่ทิ้งฝุ่น และสภาพเลอะเทอะต่างๆ และมั่นใจได้ในความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สินของสมาชิกในบ้าน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ที่สุด นอกจากนี้ยังหมดปัญหาเรื่องงบประมาณบานปลาย ซึ่งตรงนี้คิดว่าเจ้าของบ้านวางใจได้เลย

นอกจากการติดตั้งที่สะดวก รวดเร็ว วินด์เซอร์ ฟาสต์ รีนิว ยังรับประกันคุณภาพประตู หน้าต่างมาตรฐานวินด์เซอร์เช่นเดิม ทั้งในเรื่องระบบป้องกันสูงสุด (Ultimate Protection) จากความร้อน เสียงและน้ำรั่วซึม ทั้งยังมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบตอบโจทย์การใช้งานทุกมุมของบ้าน พร้อมบริการด้วยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญทุกขั้นตอนตั้งแต่ การให้คำแนะนำ ประเมินและเข้าวัดหน้างานที่บ้านลูกค้าก่อน 1 วัน แล้วจึงดำเนินการสั่งผลิตชุดประตู หน้าต่าง ตามขนาดและจำนวนที่ต้องการที่โรงงานของเรา แล้วจึงทำการรื้อถอนและติดตั้งชุดประตู หน้าต่างให้แล้วเสร็จภายใน 1 วัน สำหรับประตูหน้าต่าง ขนาดมาตรฐานประมาณ10 บานทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพหน้างาน”

ทั้งหมดนี้ถือเป็นจุดขายสำคัญที่ทำให้วินด์เซอร์เหนือกว่าคู่แข่ง และยังไม่มีเจ้าใดทำได้มาก่อน โดยบริการวินด์เซอร์ ฟาสต์ รีนิว เป็นการให้บริการที่ครบวงจร (One Stop Service) ผ่านช่องทาง การให้บริการหลัก 2 ช่องทาง ได้แก่ ช่องทางที่ 1 เข้ามาใช้บริการที่โชว์รูม วินด์เซอร์ ฟาสต์ รีนิว จะมีพนักงาน คอยให้บริการ แนะนำและให้คำปรึกษา พร้อมทั้งลูกค้าสามารถชมผลิตภัณฑ์ และขั้นตอนการติดตั้ง ด้วยเทคโนโลยีฟาสต์ เฟรม ได้ที่โชว์รูมอีกด้วย หรือช่องทางที่ 2โทรสอบถามข้อมูลเบื้องต้นที่Call Center 02-555-0333หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์www.windsorfastrenew.comเพื่อขอรับบริการและนัดหมายให้พนักงานเข้าวัดหน้างานที่บ้านลูกค้าต่อไป

โชว์รูมวินด์เซอร์ ฟาสต์ รีนิว สาขาแรกตั้งอยู่ที่ ถนนมอเตอร์เวย์ ซอย 1 พร้อมให้บริการลูกค้าแล้ว วันนี้ และจะทำการขยายสาขาไปที่ถนนพระราม 2 ในเดือนกันยายนปีนี้

จานด่วนเม็กซิกันบุกไทย ตั้งฐานก่อนลุยเอเชีย

บริษัท แซด ฟู้ด กรุ๊ป ประเทศไทย จำกัด เจ้าของแฟรนไชด์ร้านอาหาร แซมเบรโร่ (ZAMBERRO) ร้านอาหารแบบ QSR (Quick Service Restaurants) อาหารจานด่วนสไตล์แม็กซิกัน ที่โด่งดังที่สุดจากประเทศออสเตรเลีย ได้ทำการเปิดร้านที่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ววันที่ 31 กรกฏาคม 2557 ณ ศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 6 ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกของ แซมแบรโร ในการบุกตลาดเอเชีย
 
สจ๊วต คุ๊ก CEO ZAMBRERO GROUP กล่าวว่า เราเลือกประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางของเอเชีย เพราะคนไทยเข้าใจถึงรสชาติอาหารที่แปลกใหม่และมีความต้องการที่จะลองของใหม่ๆตลอด โดย ZAMBRERO เราจะเสิร์ฟอาหารแม็กซิกันแบบจานด่วนที่ยังคงความสดใหม่ มีคุณภาพ และดีต่อสุขภาพ ด้วยสูตรพิเศษเฉพาะจากแซมเบรโรโดยการนำวิธีการปรุงแบบ ซูวี SOUS-VIDE มาใช้ทำ ซึ่งยังทำให้รสชาติวัตถุดิบยังคงสดและใหม่ และพิเศษยิ่งกว่าใคร เนื่องในโอกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย แซมเบรโร จึงจัดกิจกรรมสุดพิเศษแจกฟรี!!! เบอร์ริโต้ 1000 ชิ้น ในวันเปิดร้าน 31 กรกฏาคม 2557 นี้ ให้ได้ไปลิ้มลองก่อนใคร และสำหรับ ผู้โชคดี 100 ท่านแรกในงาน ยังได้ลุ้นสิทธิ์ทาง แซมเบโร ฟรีตลอดปี
สำหรับเมนูสุดซิคของ แซมเบโร คือ เบอร์ริโต้ BURRITO เป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่ทาง แซมเบรโรตั้งใจนำเสนอ ซึ่งมีให้เลือก ทั้ง ไก่ หมู และ เนื้อ และนอกจากเรือธง เบอร์ริโต้ ยังมีเมนูแม็กซิกันสุดซิคให้เลือกอีกกว่า 9 เมนู ที่ยังคงความเป็นแม็กซิกันแท้ๆไว้ในอาหารทุกเมนู โดยราคาเริ่มต้นเพียง 69-189 บาท เท่านั้น
นอกจากนี้แซมเบรโรสาขาแรกในประเทศไทยยังยึดหลักเดียวกับแซมเบรโร่ ประเทศออสเตรเลีย คือ การมอบรอยยิ้มและความสุขจากการได้มีโอกาสแบ่งปันความอิ่มให้แก่ผู้หิวโหยผ่านแคมเปญ PLATE 4 PLATE ทุกครั้งที่ลูกค้าซื้อ เบอร์ริโต้ BURRITO ทาง แซมเบโร่ จะแบ่งปันรายได้ส่วนหนึ่งให้กับผู้ยากไร้ผ่าน แคมเปญ PLATE 4PLATE ที่ทางแซมเบรโร่จัดทำขึ้นด้วยความตั้งใจที่จะช่วยเหลือผู้ยากไร้ในประเทศต่างๆทั่วโลก

เอสซีจีแถลงผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2557

ผลประกอบการเอสซีจีไตรมาสที่สอง มีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาขายของธุรกิจเคมีภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น แต่กำไรลดลง เนื่องจากความต้องการสินค้าในประเทศชะลอตัวลง เชื่อมั่นในระยะยาวเศรษฐกิจไทยและอาเซียนยังเติบโต มุ่งพัฒนาสินค้าHVA และเดินหน้าโครงการลงทุนในภูมิภาคต่อเนื่อง ตามวิสัยทัศน์ก้าวสู่ผู้นำอย่างยั่งยืนในอาเซียน พร้อมเสนอจ่ายปันผลงวดระหว่างกาลในครึ่งปีแรก 5.5 บาทต่อหุ้น

นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่างบการเงินรวมก่อนสอบทานของเอสซีจี ในไตรมาสที่สอง ปี 2557 มีรายได้จากการขาย 124,795 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักเนื่องจากราคาขายของธุรกิจเคมีภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มขึ้นร้อยละ2 จากไตรมาสก่อน มีกำไรสำหรับงวด 8,532 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 14 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลการดำเนินงานที่ลดลงของธุรกิจการลงทุนและธุรกิจเคมีภัณฑ์ รวมทั้งความต้องการสินค้าวัสดุก่อสร้างในประเทศชะลอตัวลง ทำให้ต้องเพิ่มสัดส่วนการส่งออก ซึ่งมีมาร์จิ้นน้อยกว่า แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 2จากไตรมาสก่อน เนื่องจากเป็นช่วงที่มีรายได้เงินปันผลรับจากธุรกิจการลงทุน ซึ่งชดเชยผลการดำเนินงานของทุกธุรกิจที่ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนได้

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2557 เอสซีจี มีรายได้จากการขาย 246,560 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นของทุกธุรกิจ มีกำไรสำหรับงวด 16,913 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 10 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากธุรกิจมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2556 ประกอบกับในปีนี้มีการปันกำไรในบริษัทย่อยไปให้ส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุมมากขึ้น และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง

            สำหรับธุรกิจของเอสซีจีในอาเซียนนอกเหนือจากประเทศไทย ในช่วงครึ่งปีแรกของปี2557 มีรายได้จากการขาย 21,361 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9 ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 จากช่วงเดียวกันของ
ปีก่อน ทั้งนี้ ในไตรมาสที่สองของปี 2557 ธุรกิจของเอสซีจีในอาเซียนนอกเหนือจากประเทศไทย มีรายได้จากการขาย 11,100 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9 ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการขายที่เพิ่มขึ้นของ Prime Group ผู้ผลิตกระเบื้องเซรามิกรายใหญ่สุดของเวียดนาม คอนกรีตผสมเสร็จในเมียนมาร์ และปูนซีเมนต์ในกัมพูชา ทั้งนี้ เอสซีจี มีสินทรัพย์รวมในอาเซียน ณ วันที่30 มิถุนายน 2557 มูลค่า 76,811 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 17 ของสินทรัพย์รวมของบริษัท

สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2557 มีมูลค่า 462,386 ล้านบาท

ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่สอง ปี 2557 แยกตามรายธุรกิจดังนี้

เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้จากการขายในไตรมาสที่สอง 46,378 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการดำเนินงานที่ดีขึ้นของ Prime Group ผู้ผลิตกระเบื้องเซรามิกชั้นนำของเวียดนาม และการรับรู้รายได้ของบริษัทสยามซานิทารีแวร์ จำกัด และบริษัทสยามซานิทารีฟิตติ้งส์ จำกัด ตั้งแต่ไตรมาสที่สาม ปี 2556 แต่ลดลงร้อยละ 2 จากไตรมาสก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยมีกำไรสำหรับงวด 3,445 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงร้อยละ 16 จากไตรมาสก่อน

เอสซีจี เคมิคอลส์ มีรายได้จากการขายในไตรมาสที่สอง 64,958 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 24จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น โดยมีกำไรสำหรับงวด 2,259 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 14 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 9จากไตรมาสก่อน เนื่องจากการปันกำไรในบริษัทย่อยไปให้ส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุมมากขึ้น ส่วนต่างราคา PVC-EDC/C2 ลดลงค่อนข้างมาก และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง

เอสซีจี เปเปอร์ มีรายได้จากการขายในไตรมาสที่สอง 15,856 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นของสายธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ แต่ลดลงร้อยละ 1 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากปริมาณการขายที่ลดลงของสายธุรกิจเยื่อและกระดาษ มีกำไรสำหรับงวด 887 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 14 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ29 จากไตรมาสก่อน

นายกานต์ กล่าวว่า สำหรับสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (HVA products and services) มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในครึ่งปีแรกของปีนี้ เอสซีจีมียอดขายสินค้า HVA 84,678 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นร้อยละ 34 ของยอดขายรวม ขณะที่สินค้าSCG eco value มียอดขาย 74,338 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 46 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นร้อยละ 30 ของยอดขายรวม

“เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกชะลอตัวลง และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงไตรมาสที่สาม แต่ด้วยความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นของภาคประชาชนและธุรกิจ ประกอบกับทิศทางการส่งออกที่น่าจะปรับตัวดีขึ้น จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวกลับคืนมาได้ในไตรมาสสุดท้าย และจะเห็นผลชัดเจนในปี 2558 ทั้งนี้ เอสซีจี ได้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ดังกล่าวมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นขยายการส่งออกเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้รายได้จากการส่งออกของเอสซีจีในไตรมาสที่สอง ปี 2557 เท่ากับ 37,794 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่ารายได้จากการส่งออกในปีนี้น่าจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน นอกจากนี้ เอสซีจี ยังเชื่อมั่นว่าในระยะยาวเศรษฐกิจของไทยและอาเซียนจะมีความแข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน จึงขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงยังคงเดินหน้าโครงการลงทุนในภูมิภาคตามแผนที่ได้วางไว้ อาทิ โครงการโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ใน สปป.ลาว อินโดนีเซีย เมียนมาร์ และกัมพูชา โครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในเวียดนาม ตามวิสัยทัศน์มุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจอย่างยั่งยืนในอาเซียน”นายกานต์ กล่าว

คณะกรรมการบริษัท มีมติให้ออกและเสนอหุ้นกู้ชุดใหม่ ครั้งที่ 2/2557(SCC18OA) จำนวนไม่เกิน 10,000  ล้านบาท อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยตามราคาตลาดในขณะที่ออก โดยเงินที่ได้รับจากการออกหุ้นกู้
จะนำไปไถ่ถอนหุ้นกู้ SCC14OA จำนวน 5,000 ล้านบาท ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 1 ตุลาคม 2557และออกหุ้นกู้เพิ่มเติมอีกจำนวน 5,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้นต่อไป โดยเสนอขายให้กับ (1) ผู้ถือหุ้นกู้ (SCC14OA) ที่เป็นผู้ลงทุนประชาชนทั่วไป (2) ผู้ถือหุ้นกู้ SCC ชุดอื่น ๆ ที่เป็นผู้ลงทุนประชาชนทั่วไป และ (3) นักลงทุนที่เป็นผู้ลงทุนประชาชนทั่วไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ตามรายละเอียดที่รายงานต่อ
ตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้ การออกและเสนอขายหุ้นกู้ของเอสซีจีเมื่อรวมหุ้นกู้ชุดใหม่ที่จะออกแล้ว จะมีวงเงินหุ้นกู้ที่ออกรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 151,500  ล้านบาท

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2557 ในอัตรา 5.5 บาทต่อหุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 6,600 ล้านบาท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่
28 สิงหาคม 2557 กำหนดวันที่ XD ในวันที่ 7 สิงหาคม 2557 กำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record date) วันที่ 13 สิงหาคม 2557 และปิดสมุดทะเบียนรวบรวมรายชื่อเพื่อสิทธิรับเงินปันผลวันที่ 14สิงหาคม 2557

เปิดประสบการณ์ใหม่ในการรักษาโรคภูมิแพ้ทางจมูกอย่างครบวงจร

Total Care photo_5857

30 กรกฎาคม 2557– บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด หรือ GSK ร่วมกับ บริษัท บู๊ทส์ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด และเครือโรงพยาบาลพญาไท จัดกิจกรรม “Total Allergy Care Innovation – นวัตกรรมการดูแลรักษาโรคภูมิแพ้ทางจมูกครบวงจร” สนับสนุนให้คนไทยห่างไกลโรคภูมิแพ้ ด้วยการดูแลรักษาอย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร

วิริยะ จงไพศาล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด หรือ GSK กล่าวว่า GSK มีพันธกิจที่มุ่งส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของมวลมนุษย์เพื่อให้มีสุขภาพดีและอายุยืนยาวขึ้น
ในฐานะบริษัทผู้ค้นคว้าวิจัยพัฒนายาและวัคซีนนวัตกรรม และเป็นผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านการรักษาโรคภูมิแพ้และระบบทางเดินหายใจ ในปีที่ผ่านมา GSK ได้ริเริ่มโครงการ Allergy Expert โดยได้รับความร่วมมือกับหลาย
ภาคส่วนเพื่อส่งเสริมการให้ความรู้และการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้และระบบทางเดินหายใจ รวมทั้งสนับสนุนการจัดทำเว็บไซต์ www.allergyexpert.org ของสมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืดและวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย
เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ วิธีการป้องกัน และหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ สำหรับปีนี้ GSK ได้สานต่อโครงการดังกล่าว ผ่านกิจกรรม “Total Allergy Care Innovation – นวัตกรรมการดูแลรักษาโรคภูมิแพ้ทางจมูกแบบครบวงจร” โดยได้ร่วมมือกับบริษัท บู๊ทส์ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด และเครือโรงพยาบาลพญาไท เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการดูแลสุขภาพได้อย่างครบองค์ประกอบ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้สามารถเข้าถึงการรักษาและยาคุณภาพได้มากขึ้นและมีสุขภาพชีวิตที่ดีขึ้น

พิทยา เจียรกิตติมศักดิ์ Commercial Director บริษัท บู๊ทส์ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บู๊ทส์มุ่งมั่นในการยกระดับการให้บริการด้านสุขภาพของเมืองไทยให้ได้มาตรฐาน พร้อมส่งเสริมเภสัชกรให้มีทักษะและความรู้ในการให้คำแนะนำแก่ผู้ที่มาใช้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ เภสัชกรประจำร้านบู๊ทส์ได้ผ่าน
การอบรมแบบ Total CareInnovation ซึ่งเป็นการอบรมแบบครบวงจรของการดูแลผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ ช่วยให้ได้รับ
การดูแลที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น พร้อมทั้งให้ความรู้ความเข้าใจในการใช้ยาได้อย่างถูกต้อง และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งการส่งต่อกรณีผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยเมื่อมีผู้ป่วยมาที่ร้าน เภสัชกรซักประวัติแล้วสามารถประเมินในเบื้องต้นได้ว่า ผู้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้หรือไม่ ถ้าเป็นต้องให้คำแนะนำเบื้องต้นได้อย่างเหมาะสม
เช่น ให้หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ การเลือกใช้ยาที่เหมาะสม ตลอดจนดูอาการว่าควรไปพบแพทย์หรือไม่ และจะให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับการไปพบแพทย์”

นพ.อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท 2 อินเตอร์เนชันแนล กล่าวว่า “จากความร่วมมือของเครือโรงพยาบาลพญาไทกับบริษัท แกล็กโซสมิทไคล์น (ประเทศไทย) จำกัด หรือ GSK และบริษัท บู๊ทส์ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด ในการจัดกิจกรรม “Total Allergy Care Innovation – นวัตกรรมการดูแลรักษาโรคภูมิแพ้ทางจมูกแบบครบวงจร” ในครั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยรวมถึงความรุนแรงของโรคภูมิแพ้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้
ทางจมูก หากได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้องและไม่ตรงสาเหตุ อาจทำให้เชื้อโรคมีอาการดื้อยา รักษาไม่หาย หรืออาจลุกลามและกลายไปสู่โรคอื่น ๆ ได้ เช่น โรคเยื่อจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โรคไซนัสอักเสบ เป็นต้น และอาจมีความรุนแรงมากจนถึงขั้นติดเชื้อ ทางเครือโรงพยาบาลพญาไทตระหนักและเห็นความสำคัญ รวมทั้งต้องการเป็นส่วนหนึ่ง
ในการช่วยลดจำนวนผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ลง จึงมีความร่วมมือในการส่งต่อผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังให้เข้าถึงการรักษา
กับทางเครือโรงพยาบาลพญาไท ด้วยทางเครือโรงพยาบาลพญาไทมีคลินิกโรคภูมิแพ้ที่สามารถให้การรักษาแบบ
ครบวงจร ทั้งมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคภูมิแพ้โดยตรง รวมถึงเครื่องมือที่ทันสมัยในการให้บริการดูแลผู้ป่วยภูมิแพ้และโรคที่สัมพันธ์กับโรคภูมิแพ้โดยเฉพาะ ผู้ป่วยจึงมั่นใจได้หากเข้ารับการรักษากับทางเครือโรงพยาบาล
พญาไท ด้านกระบวนการรักษาของแพทย์ซึ่งจะวินิจฉัย และให้คำแนะนำในการลดสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ และการปฏิบัติตัวขณะเกิดอาการแพ้ รวมทั้งให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องในการป้องกันการเกิดโรคภูมิแพ้ เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย ความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นการบูรณาการให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างครบวงจร
ทั้งเรื่องของยา การดูแลตัวเองและคนใกล้ชิดเพื่อให้ห่างไกล และหายจากโรคภูมิแพ้”

ภายในงาน Total Allergy Care Innovation มีการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ พร้อมเอกสารความรู้ กิจกรรม
ในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการมีสุขภาพที่ดีของคนไทยและเกิดการพัฒนาด้านสาธารณสุขของไทยอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้และระบบทางเดินหายใจเข้าใจถึงการรักษาที่ถูกต้องอย่างครบวงจร