Category Archives: Marketeer Today

อ้วยอันโอสถ ยาโบราณที่โมเดิร์นขึ้นของทายาทรุ่นที่3

 

IMG20141014100853

อ้วยอันโอสถ ผู้ผลิตยาสมุนไพรมาเกือบ 7 ทศวรรษ รีแบรนด์ดิ้งหลังยอดขายเติบโตต่อเนื่อง ปรับโฉมโลโก้ แพคเกจจิ้งดึงดูดลูกค้า นำนวัตกรรมเพื่อเพิ่มคุณค่าให้ผู้บริโภค รุกตลาดโซเชียลมีเดีย ร้านขายยาทั่วประเทศโมเดิร์นเทรด และร้านสะดวกซื้อ ตั้งเป้ายอดขาย ปีหน้าโต   25% พร้อมเล็งขยายโรงงานเพิ่มรองรับตลาดยาสมุนไพรในประเทศที่เติบโตมากขึ้นและตลาดเออีซี

นิชา สมบูรณ์เวชชการ กรรมการบริหารและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัท อ้วยอันโอสถ จำกัด ดูแลด้านการตลาดและฝ่ายบุคคล และในฐานะทายาทสมบูรณ์เวชชการ รุ่นที่ 3 เปิดเผยว่า “เกือบ 70 ปีที่ผ่านมา อ้วยอันโอสถได้พัฒนาปรับภาพลักษณ์แบรนด์ (รีแบรนด์ดิ้ง) ครั้งใหญ่ 2 ครั้ง โดยในครั้งแรกสมัยที่คุณพ่อ (สิทธิชัย สมบูรณ์เวชชการ) เข้ามาขยายกิจการต่อจากร้านขายยาเดิม และได้คิดค้นยาสมุนไพรแคปซูล ยาน้ำต่างๆ ยาอมสมุนไพร ซึ่งยังคงเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน   ความท้าทายในการทำตลาดยาสมุนไพรอยู่ที่ทำอย่างไรให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ แตกต่างจากคู่แข่ง เมื่อผู้บริโภคเดินเข้ามาในร้านขายยาแล้วถามหาแบรนด์อ้วยอันโอสถ จึงเป็นที่มาของการรีแบรนด์ดิ้งครั้งใหญ่ ถึงแม้ว่ายอดขายยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่แบรนด์อ้วยอันโอสถยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายเท่าที่ควร”

“ความจำเป็นที่จะรีแบรนด์ดิ้งครั้งนี้ก็เพื่อปรับแบรนด์อ้วยอันโอสถให้ชัดเจนขึ้น ปรับโลโก้ เปลี่ยนรูปแบบแพคเกจจิ้ง ให้ดูทันสมัยและเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่สำคัญพร้อมที่จะก้าวไปในการแข่งขันในตลาดในประเทศที่เข้มข้นขึ้นและตลาด AEC ในอนาคต ดังนั้นภาพลักษณ์ของอ้วยอันโอสถในการบริหารงานของทายาทรุ่นที่ 3 จึงต้องกลับมาทบทวน Brand Positioning, Brand personality และทิศทางของแบรนด์กันใหม่ เพื่อทำการตลาดที่เข้าถึงใจของผู้บริโภค กลยุทธ์ทางการตลาดที่ผ่านมาบริษัทฯ มุ่งเน้นทางด้านคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นการคัดสรรวัตถุดิบ การผลิตที่ยังรักษาคุณค่าของสมุนไพรไว้ให้ได้มากที่สุด สิ่งที่ทำให้สินค้าของอ้วยอันโอสถแตกต่างจากคู่แข่งคือความน่าเชื่อถือ ประวัติที่มีมายาวนาน การให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ลูกค้า รวมถึงมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการรับรองโดย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ควอลิตี้อวอร์ด 3 ปีซ้อน   และรางวัลจากสถาบันต่างๆ ”

ส่วนกลยุทธ์ทางการตลาดที่เน้นในปีนี้รวมถึงปีหน้าคือ การทำให้สินค้าที่มีคุณภาพของบริษัทฯ เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยการขยายฐานลูกค้าไปในกลุ่มที่ยังไม่เคยใช้ยาจากสมุนไพร มีการทุ่มงบโฆษณา 10 ล้านบาท เพื่อโปรโมทสินค้า โดยเน้นไปที่สินค้าและแบรนด์อ้วยอันโอสถ พัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า รวมถึงการใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ในการเจาะตลาดและสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก  กลุ่มลูกค้าแบ่งเป็นกลุ่มลูกค้ากรุงเทพฯ 60% และต่างจังหวัด 40% โดยยอดขายของบริษัทในปี 2557 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 280 ล้านบาท เติบโตคิดเป็น 15%จากปีที่แล้ว และในปี 2558บริษัทฯ ตั้งเป้าเติบโต 20-25%”

  kamin2

 

 “จากข้อมูลสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กลุ่มสมุนไพร) เพื่อใช้ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาสมุนไพรไทย (พ.ศ.2556-2560) ในรายงานกล่าวถึง มูลค่าการตลาดยาจากสมุนไพรในประเทศ ประมาณ 8,000 ล้านบาท ส่วนอาหารเสริมจากสมุนไพรจากข้อมูลสมาพันธ์สุขภาพและความงาม ปี พ.ศ.2554 ประมาณมูลค่าอาหารเสริมสุขภาพตลาดในประเทศ 80,000 ล้านบาท โดยต้องนำเข้าวัตถุดิบสารสกัดจากสมุนไพรคิดเป็นมูลค่า 20,000 ล้านบาท”

ชนรรค์  สมบูรณ์เวชชการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อ้วยอันโอสถ จำกัด ดูแลฝ่ายผลิต  การควบคุมคุณภาพ R&D  รวมถึง  Export สินค้าไปยังต่างประเทศ กล่าวเสริมว่า ในปี 2558 บริษัทฯมีแผนงานการขยายโรงงาน เนื่องจากกำลังผลิตที่โรงงานปัจจุบันใช้เต็มกำลังการผลิตตามความนิยมในผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรที่มีมากขึ้น ดูได้จากยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC และเน้นการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักต่อผู้บริโภค มีการประชาสัมพันธ์ให้คนมาใช้สมุนไพรและรู้จักแบรนด์อ้วยอันโอสถผ่านสื่อต่างๆมายิ่งขึ้น  เป้าหมายของบริษัทฯคือ  ถ้านึกถึงสมุนไพร  อ้วยอันโอสถจะต้องเป็นแบรนด์แรกที่ผู้บริโภคนึกถึง

“เรามีความมั่นใจในการขยายตลาดไปในประเทศ AEC ใน 2 ปีข้างหน้านี้ ปัจจุบันบริษัทมีการส่งออกผลิตภัณฑ์จำหน่ายในประเทศลาว และกัมพูชา สินค้าที่ส่งออกได้แก่ ยาอมสมุนไพร ยาน้ำเขากุยและยาน้ำแก้ไอมะแว้ง ฯลฯ การที่เราจะแข่งขันกันในตลาด AEC นอกจากความน่าสนใจของผลิตภัณฑ์แล้ว คุณภาพของสินก็สำคัญ ดังนั้นบริษัทจึงมีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการควบคุมคุณภาพตั้งแต่คุณภาพของวัตถุดิบจนส่งมอบสินค้าถึงมือผู้บริโภค นอกจากนี้ได้ส่งออกไปยังประเทศโรมาเนีย ออสเตรีย และอิสราเอล โดยมีการขึ้นทะเบียนยาผ่านองค์การอาหารและยาของประเทศเหล่านี้อย่างถูกต้อง ปัจจัยสำคัญในจดทะเบียนสินค้าในประเทศเหล่านี้คือคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์  ผลิตภัณฑ์ที่เราส่งออกได้แก่ยาแคปซูล มะรุม ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร และส้มแขก นอกเหนือจากคุณภาพสินค้า Innovation หรือนวัตกรรม ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในธุรกิจยาสมุนไพร อ้วยอันโอสถจึงมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น ฟ้าทะลายโจรสกัด ขมิ้นชันพลัส  เป็นนวัตกรรมทั้งในด้านเทคโนโลยี และงานวิจัยสมุนไพร ผสมผสานกัน เข้ามาปรับใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของตัวยา เช่นยาขมิ้นชันพลัส เรานำขมิ้นชันมาสกัดด้วยวิธี solvent extraction, oil separation, evaporation, และ spray drying เพื่อเพิ่มความเข้มข้น ทั้งยังได้คิดสูตรที่ทำให้สาร curcuminoid ในขมิ้นชันนั้นได้ถูกซึมซับเพิ่มมากขึ้นถึงเท่าตัว”

ในด้านมาตรฐานการผลิต อ้วยอันโอสถได้รับมาตรฐานการผลิต ASEAN GMP เป็นมาตรฐานที่สูงที่สุดของยาแผนโบราณในขณะนี้ นอกจากมาตรฐานด้าน GMP แล้วเรายังมีระบบการตรวจสารสำคัญเพื่อทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นว่าการใช้สมุนไพรของเราทุกครั้ง จะได้ยาที่มีมาตรฐานที่ดีเหมือนกันทุกครั้ง มีสารสำคัญอยู่ในตัวยาในปริมาณที่เราสามารถวัดได้ ด้วยเครื่อง spectophotometer และ high performance liquid chromatography (HPLC)

“แม้ว่าอ้วยอันโอสถจะมีอะไรหลายๆ อย่างที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบยาที่ทันสมัยมากขึ้น การใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่ทันสมัยเช่นเดียวกับยาแผนปัจจุบัน  แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงรักษาไว้ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย   ก็คือชื่อแบรนด์ “อ้วยอันโอสถ” ที่แปลเป็นไทยว่า การผลิตยาที่ “สะอาด และ ปลอดภัย” ซึ่งเป็นดั่งปรัชญาธุรกิจที่มีมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ หน้าที่ของพวกเราคือ คงรักษา “คุณค่า” ที่ดีงามเหล่านี้ไว้ เพื่อให้ยังครองใจผู้บริโภคทุกยุคสมัยตลอดไป”

LEVI’S® COMMUTER แค่ยีนส์นักปั่นไม่พอต้องมีแอพสำหรับนักปั่นด้วย

levi (4)
ลีวายส์® เอาใจนักปั่นอย่างต่อเนื่อง เปิดตัวแอพพลิเคชั่น “LEVI’S® COMMUTER” ที่รองรับทั้งระบบ IOS และ ANDROID หลังจากที่ “LEVI’S® COMMUTER” คอลเลคชั่นเสื้อผ้าสำหรับนักปั่นจักรยาน ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากเหล่านักปั่นชาวไทย เมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา
ด้วยคุณสมบัติมากมายของแอพพลิเคชั่น “LEVI’S® COMMUTER” การเดินทางด้วยจักรยานจะสะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยนักปั่นสามารถแทรคเส้นทางด้วยแผนที่กูเกิลและเก็บข้อมูล เช่น ความเร็วเฉลี่ย ระยะทาง ระยะเวลา พลังงานแคลอรี่ที่เผาผลาญไปจากการปั่นจักรยานในแต่ละทริป และสามารถแชร์และโพสต์ข้อมูลอวดเพื่อนๆ บนโซเชียลมีเดียได้ด้วย
นอกจากนี้นักปั่นสามารถร่วมกิจกรรมท้าทายสุดพิเศษอย่าง SPECIAL “501” KM RIDE และยังสามารถเก็บภาพความประทับใจระหว่างทริปโดยมีฟิลเตอร์แต่งภาพให้เลือกกว่า10 แบบ เตือนนักปั่นผู้ร่วมทางถึงตำแหน่งจุดอันตรายบนท้องถนน รับทราบที่ตั้งร้านลีวายส์® รวมทั้งข่าวคราวและข้อเสนอต่างๆ ของลีวายส์® บนแอพพลิเคชั่น
ปีเตอร์ ฮอร์นบี ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มสินค้าแฟชั่น บริษัท ดีเคเอสเอ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายลีวายส์® ในประเทศไทย กล่าวว่า “ลีวายส์® ได้หยิบเทรนด์ในสังคมมาเสนอให้ลูกค้าก่อนเสมอ”
“ประเทศไทยมีการใช้จักรยานเดินทางในเมืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้ในกรุงเทพฯ มีนักปั่นจักรยานกว่า 250,000 คน และในประเทศไทยมีนักปั่นจักรยานกว่า 2.6 ล้านคน เห็นได้ว่าแอพพลิเคชั่นและเสื้อผ้าคอลเลคชั่น “LEVI’S® COM-MUTER” เป็นเพียงตัวอย่างอีกวิธีหนึ่งในการนำเทรนด์ของแบรนด์”

แอพพลิเคชั่น “LEVI’S® COMMUTER” มีคุณสมบัติมากมาย ดังนี้
ROUTE SHARING
นักปั่นสามารถติดตามหรือแทรคเส้นทางและเก็บข้อมูลการปั่นเพื่อช่วยในการบ่งบอกถึงตัวตนและไลฟ์สไตล์ในการปั่นได้ โดยแอพพลิเคชั่นจะแทรคเส้นทางการปั่นผ่านแผนที่บนกูเกิลและเก็บข้อมูล เช่น ความเร็วเฉลี่ย ระยะทาง เส้นทางการปั่น รวมถึงพลังงานแคลอรี่ที่เผาผลาญไปจากการปั่นจักรยานในแต่ละทริป เพื่อไว้แบ่งปันกับเพื่อนๆ บนโซเชียลมีเดีย (SOCIAL MEDIA) ไม่ว่าจะเป็น FACEBOOK, TWITTER, YOUTUBE

levi (1)
DANGER ZONE WARNING
นักปั่นจะสนุกกับการขับขี่จักรยานคู่ใจได้อย่างปลอดภัยไร้กังวลยิ่งขึ้น เนื่องจากมีระบบแจ้งเตือนเส้นทางอันตรายทั้งยังสามารถแชร์เพื่อเตือนภัยแก่เพื่อนๆ นักปั่นผ่านทางโซเชียลมีเดียได้ นอกจากนี้ยังมีไฟฉายสำหรับให้แสงสว่างในการขี่ยามค่ำคืน พร้อมทั้งสัญญาณไฟ SOS สำหรับขอความช่วยเหลือ และสามารถแจ้งตำแหน่งเพื่อขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ในคอมมูนิตี้ยามฉุกเฉินได้อีกด้วย
COMMUTER CAMERA
นักปั่นสามารถเก็บภาพความประทับใจระหว่างทริปเพื่อแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา ทั้งยังมีลูกเล่นฟิลเตอร์กว่า 10 แบบ ให้เลือกแต่งภาพสวยๆ กันอย่างจุใจ

levi (2)
CHALLENGING EVENT
สิทธิพิเศษสำหรับนักปั่นที่เป็นลูกค้าลีวายส์® ที่ใช้แอพพลิเคชั่น “LEVI’S® COM-MUTER” รับสิทธิร่วมกิจกรรมสนุกๆ ของลีวายส์® และสามารถนำไมล์ระยะทางที่สะสมในแอพพลิเคชั่นไปแลกรับส่วนลดพิเศษสำหรับซื้อเสื้อผ้าแบบสบายๆ ได้ที่ร้านลีวายส์® หรือเลือกซื้อสินค้าคอลเลคชั่นสำหรับนักปั่นอย่าง “LEVI’S® COMMUTER” ได้ที่ร้านลีวายส์® ตามตำแหน่งที่แสดงในแอพพลิเคชั่น “LEVI’S® COMMUTER” ได้เลย
นอกจากนี้ ในอนาคตอันใกล้ แอพพลิเคชั่นจะมีคุณสมบัติ หรือ FEATURES เพิ่มเติมเพื่อเอาใจนักปั่นด้วยการแบ่งปัน  BIKE COMMUNITY LOCATION ช่วยให้สามารถมองหาร้านจักรยานหรือ BIKE CAFÉ ได้อีกด้วย

ก้าวต่อไปของยูนิลีเวอร์ไทยภายใต้ CEO หญิงคนแรก

 หลังจากที่สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ ขึ้นรับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารคนใหม่ กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ ประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 25574 เธอได้วางแนวทางผลักดันธุรกิจยูนิลีเวอร์เป็นผู้นำตลาดใน
8 ประเภทผลิตภัณฑ์ให้เติบโตยิ่งขึ้นไว้ 5 ประการผ่านแผนการลงทุน 3 ปี ตั้งแต่ 2557-2559 มูลค่า 8,000 ล้านบาท ได้แก่

1.สร้างความรักความผูกพันต่อแบรนด์

         ด้วยการสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมคอนเนคและสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคด้วยการตลาดแบบดิจิตอลมากขึ้น เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราร่วมเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ตลอดจนการสร้างเซกเมนต์ตลาดใหม่ๆ เพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ของยูนิลีเวอร์ให้หลากหลายและครอบคลุมทุก ๆ ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย

2.การผลิตมาตรฐานระดับโลก

ลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในฐานะที่เป็นฐานการผลิตหลักที่มีกำลังการผลิตใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก และมีศักยภาพการผลิตสินค้าคุณภาพเยี่ยมจำนวน 4,700 ล้านชิ้นต่อปี และที่สำคัญ คือ กระบวนการผลิตมุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยโรงงานทั้ง 8 โรงของยูนิลีเวอร์ประเทศไทย ภายในนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังและเกตเวย์ประสบความสำเร็จในการลดขยะฝังกลบเป็นศูนย์(Zero Wasteto Landfill) เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

3.พันธมิตรทางการค้า

โดยสร้างความร่วมมือระหว่างยูนิลีเวอร์กับคู่ค้าให้เกิดแผนการทำงานร่วมกันในทุกช่องทาง ทั้งโมเดิร์นเทรด และร้านค้าแบบดั้งเดิม เพื่อตอบสนองลูกค้าทุกคนในทุกช่องทางอย่างเหมาะสม

4.บุคลากรของเรา

ยูนิลีเวอร์ได้รับการคัดเลือกให้เป็น “นายจ้างดีเด่นอันดับหนึ่ง” ในกลุ่มบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคที่ลูกจ้างอยากทำงานด้วย เน้นการสร้างผู้บริหารรุ่นใหม่เพื่อให้พร้อมสำหรับการพัฒนาในอนาคต ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เน้นการเรียนรู้และการสร้างผลงาน และเร่งสร้างและสนับสนุนคนไทยที่มีความสามารถในการหาประสบการณ์การทำงานในต่างประเทศ  ทั้งนี้เพื่อเป็นการพัฒนาบุคลากรระดับบริหารให้มีความสามารถทัดเทียมในระดับนานาชาติ

5.ปฏิบัติการเป็นเลิศในทุกๆวัน

ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่กระตือรือร้น โฟกัสที่เป้าหมายเพื่อผู้บริโภคเป็นหลัก จะช่วยให้กลยุทธ์ที่วางแผนไว้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

 

ทั้งนี้การเติบโตของธุรกิจยูนิลิเวอร์ไทย เดินอยู่ในกรอบของแผนการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนของยูนิลีเวอร์ (Unilever Sustainable Living Plan) รูปแบบใหม่ในการดำเนินธุรกิจที่ยูนิลีเวอร์ทั่วโลกยึดถือเป็นหัวใจและแนวทางในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอดที่ได้เปิดตัวไปเมื่อปี 2553 โดยจะสร้างการเติบโตทางธุรกิจ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค ซึ่งแผนนี้จะช่วยผลักดันให้เราเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน

 

รู้หรือไม่

-คนไทย 1 คน จะใช้สินค้าของยูนิลีเวอร์อย่างน้อย 3 ครั้งในหนึ่งวัน

-ในประเทศไทยยูนิลีเวอร์ดำเนินการมากว่า 80 ปี ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าแบรนด์ชั้นนำ
ได้แก่ บรีส โอโม ออลล์ ซันไลต์ คอมฟอร์ท ลักส์ วาสลีน ซิตร้า ซันซิล เคลียร์ พอนด์ส โดฟ แอ็กซ์ เรโซนา
โคลสอัพ คนอร์ วอลล์ เบสท์ฟู้ดส์ ลิปตัน และอาวียองซ์

-ยูนิลีเวอร์ในประเทศไทยมีพนักงานประมาณ 4,000 คน และมียอดขายรวม 40,000 ล้านบาทในปี 2556

-สินค้ายอดนิยมของยูนิลีเวอร์ในตลาดโลกได้แก่ แบรนด์ดัง 14 แบรนด์ที่มียอดขายกว่า 1 พันล้านยูโร ได้แก่ คนอร์ เพอร์ซิล/โอโม โดฟ ซันซิล เฮลล์มานน์ส เซิร์ฟ ลิปตัน เรโซนา/ชัวร์ ไอศกรีมวอลล์ ลักส์ ฟลอรา/บีเซล รามา/บลูแบนด์ แม็กนั่ม และแอ็กซ์/ลินซ์

 

 

8,000 ล้านบาท ทำอะไร

-อาคารสำนักงานยูนิลีเวอร์ใหม่ มูลค่า 2,600 ล้านบาท

-คลังสินค้าแห่งใหม่ 2,000 ล้านบาท

-ห้องเย็นไอศกรีมแห่งใหม่ 1,500 ล้านบาทข

ยายโรงงานผลิตเครื่องใช้ส่วนบุคคลชนิดเหลวมูลค่า 1,200 ล้านบาท
การขยายโรงงานผลิตอาหารมูลค่า 700 ล้านบาท

 

 

‘Thailand CONNECT the World’ แคมเปญนี้มั่นใจตลาดไมซ์โต

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บขานรับนโยบายขับเคลื่อนประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมไมซ์ ประกาศแคมเปญสื่อสารแบรนด์ไมซ์ไทยประจำปี 2558 ‘Thailand CONNECT the World’ ภายใต้แบรนด์ ‘Thailand Connect’ ในงานเทรดโชว์ IT&CMA and CTW Asia-Pacific 2014 ชู 3 แนวคิดหลัก นครหลวงแห่งความทันสมัย สวรรค์แห่งการจัดงานไมซ์ระดับโลก/ประตูสู่ศักยภาพการค้า การลงทุนไร้พรมแดนและโอกาสทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก และจุดหมายปลายทางแห่งความสำเร็จด้วยบุคลากรเปี่ยมประสิทธิภาพ กำหนดทิศทางตลาดวางตำแหน่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงธุรกิจขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกผ่านอุตสาหกรรมไมซ์ ตั้งเป้าปีงบประมาณ 2558 นักเดินทางกลุ่มไมซ์ 1 ล้านคน ทำรายได้ 1 แสนล้านบาท

นพรัตน์ เมธาวีกุลชัย ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า “การดำเนินงานส่งเสริมตลาดไมซ์ไทยปี 2558 สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมไมซ์ไทย ที่พร้อมเชื่อมต่อทุกความสำเร็จของธุรกิจไมซ์ในระดับโลก ทีเส็บได้มีการพัฒนาต่อยอดกลยุทธ์สื่อสารตลาดจากปี 2557 ที่ได้เปิดตัวแบรนด์ประเทศไทย ‘Thailand CONNECT’ พัฒนายกระดับไปสู่แคมเปญการสื่อสารแบรนด์ต่อเนื่องในปี 2558‘Thailand CONNECT the World’ มุ่งส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นจุดเชื่อมโยงธุรกิจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไปสู่ความสำเร็จด้วยศักยภาพของอุตสาหกรรมไมซ์ไทย”

ภายใต้แคมเปญการสื่อสาร ‘Thailand CONNECT the World’ ยังคงเน้นจุดแข็งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ไทยผ่าน 3 แกนหลัก 1. จุดหมายปลายทาง (Destination) 2. โอกาสทางธุรกิจ (Business) 3.บุคลากรมืออาชีพ (People) สืบเนื่องจากปีก่อน แต่มีการพัฒนาต่อยอดโดยการรวบรวมความเป็นที่สุดในแต่ละด้านมานำเสนอ

 

  1. จุดหมายปลายทาง –ประเทศไทย: นครหลวงแห่งความทันสมัย สวรรค์แห่งการจัดงานไมซ์ระดับโลก นำเสนอความเป็นที่สุดของประเทศไทย 3 ด้าน ที่สุดของการเป็นจุดหมายปลายทางที่พร้อมเปิดประตูต้อนรับความสำเร็จจากการจัดงานไมซ์ที่เหนือระดับ ตลอด 365 วัน ประเทศไทยเป็นดินแดนที่ไม่เคยหลับใหล มีความพร้อมของสถานที่ บริการ กิจกรรมต่าง ๆ สามารถรองรับการจัดงานไมซ์ได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง / ที่สุดของสาธารณูปโภคระดับโลกรองรับการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัดกับเครือข่ายทันสมัยล่าสุด ด้วยความเป็นนครหลวงแห่งการเชื่อมต่อในทุกมิติ ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เชื่อมโยงทั้งภูมิภาคเข้าไว้ด้วยกันทั้งด้านคมนาคม ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ รวมถึงเทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้สาย ผ่านเครือข่าย 3G / 4G LTE ครอบคลุมร้อยละ 98 ทั่วประเทศ และบริการ Wi-Fi บนเครื่องบินโดยการบินไทยและนกแอร์ / และที่สุดของจุดหมายปลายทางสำหรับกิจกรรมไมซ์ที่เลือกได้ตามความต้องการ หรือ ธุรกิจไมซ์แบบ D.I.Y. (Do Itinerary Yourself) ด้วยความหลากหลายของสถานที่ กิจกรรม และบริการอำนวยความสะดวกต่างๆที่นักเดินทางกลุ่มไมซ์สามารถเลือกสรรได้ตามต้องการ

 

  1. โอกาสทางธุรกิจ – ประเทศไทย: ประตูสู่ศักยภาพด้านการค้าการลงทุนไร้พรมแดนและโอกาสทางธุรกิจครั้งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยความเป็นที่สุดใน 3 ด้าน/ที่สุดของตลาดเสรีทางการค้าขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังเติบโต และเป็นศูนย์กลางโอกาสทางธุรกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลกด้วยจำนวนประชากรกว่า 3,358 ล้านคนใน 16 ประเทศผ่านกรอบความร่วมมือทั้งระดับทวิภาคและพหุภาค อาทิ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership), RCI (Regional Cooperation and Integration), BIMSTEC (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation) และ APEC (Asia Pacific Economic Cooperation) นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางธุรกิจระดับนานาชาติและเป็นผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรมการค้าและการลงทุนสำคัญของโลกที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น

 

ขณะเดียวกันประเทศไทยยังเป็น ที่สุดของข้อตกลงทางการค้าใหม่ล่าสุดของโลก ที่พร้อมเชื่อมโยงสู่ผลกำไรทางธุรกิจ ประกอบด้วย ข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (EURO), ไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ไทย กับ BIMSTEC และไทยกับชิลี ยิ่งกว่านั้น ประเทศไทยยังเป็น ที่สุดของศูนย์กลางรองรับการเชื่อมต่อทุกมิติเพื่อความสำเร็จที่ไม่เป็นรองใคร ด้วยศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นที่ตั้งของหน่วยงานรัฐบาลนานาชาติและองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมโลกหลายหน่วยงาน อาทิ องค์การสหประชาชาติประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific: UNESCAP), องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International), สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nation Development Programs : UNDP), องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF), สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวประจำภูมิภาเอเชียแปซิฟิก (PATA), สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว (Global Business Travel Association : GBTA), สมาคมส่งเสริมการจัดประชุมแห่งภูมิภาคเอเชีย (Asian Association of Convention and Visitor Bureau: AACVB) เป็นต้น จึงเป็นโอกาสแห่งการเชื่อมต่อและบูรณาการความร่วมมือระหว่างกัน

 

  1. บุคลากร – ประเทศไทย: จุดหมายปลายทางแห่งความสำเร็จด้วยประสิทธิภาพของบุคลากรมืออาชีพ กับความเป็นที่สุดใน 3 ด้าน – ที่สุดของบริการระดับโลกสะท้อนรอยยิ้มแห่งสยามเพื่อความสำเร็จแบบไร้รอยต่อ มุ่งเน้นบริการสากลผสานเสน่ห์ท้องถิ่นด้วยความยืดหยุ่นในแบบไทย / ที่สุดของพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลกเพื่ออีกก้าวของความสำเร็จรอบด้าน นำเสนอภาพการจัดงานไมซ์ในประเทศไทยภายใต้ความร่วมมือของทีมงานมืออาชีพในทุกระดับทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดผ่านโครงการความร่วมมือและกลุ่มพันธมิตรต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ไปสู่ความสำเร็จ และที่สุดของหลักสูตรการศึกษาด้านไมซ์ระดับโลกสำหรับผู้นำรุ่นใหม่ในอุตสาหกรรมไมซ์ระดับคุณภาพ ด้วยหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรและมาตรฐานต่างๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล พัฒนาโลกแห่งการเรียนรู้ด้านไมซ์อย่างไร้พรมแดน นำอุตสาหกรรมไมซ์ไทยสู่ความยั่งยืน

 

ในปีนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำทางด้านธุรกิจการจัดงานแห่งเอเชีย หรือ “The 7th Asia for Asia: ROCK THE GENERATION” โดยความร่วมมือระหว่างทีเส็บ และสมาคมส่งเสริมการจัดประชุมแห่งภูมิภาคเอเชีย (AACVB) พร้อมกันกับการจัดงาน IT&CMA 2014 ด้วย ซึ่งจะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความคิดเห็นของกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ทางธุรกิจไมซ์ของเอเซียที่มีต่อเทรนด์อุตสาหกรรมไมซ์ของโลก มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์กันใน 3 หัวข้อ ได้แก่ ทิศทางและแนวโน้มความต้องการของตลาดเอเชีย / ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจในการจัดงานธุรกิจของกลุ่มผู้บริหารรุ่นใหม่/และสิ่งที่ผู้จัดงานควรตระหนักถึงในการดึงความสนใจของกลุ่มตลาดไมซ์จากเอเชีย

 

“ด้วยการขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดเอเชียภายใต้การสนับสนุนอย่างเข้มแข็งจากรัฐบาล ทำให้กลุ่มประเทศในเอเชียทั้ง จีน เกาหลี สิงคโปร์ และประเทศไทย ตลอดจนสมาชิกในกลุ่ม AACVB ต่างดำเนินความพยายามกระตุ้นการจัดงานธุรกิจ และรักษาตำแหน่งความเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดงานไมซ์ในอันดับต้นๆ เอาไว้ ทีเส็บ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเป็นเจ้าภาพจัดงาน IT&CMA 2014 และ The 7th Asia for Asia: ROCK THE GENERATION ครั้งนี้ จะสร้างความมั่นใจและแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมไมซ์ไทยสู่สายตานานาชาติในฐานะจุดเชื่อมต่อธุรกิจนานาชาติที่มีส่วนร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน”

 

สำหรับภาพรวมการดำเนินงานอุตสาหกรรมไมซ์ในปี พ.ศ. 2557 ทีเส็บประมาณการว่าจะมีนักเดินทางกลุ่มไมซ์ จำนวน 888,210 คน สร้างรายได้รวม 87,210 ล้านบาท โดยในปี 2558 ประมาณการว่าจะมีนักเดินทางไมซ์เพิ่มขึ้น 17% คิดเป็นจำนวนนักเดินทางกลุ่มไมซ์ จำนวน 1,036,300 คน สร้างรายได้เพิ่มขึ้น 22% คิดเป็นรายได้ จำนวน 106,780 ล้านบาท

อลิอันซ์ อยุธยา พาน้องเที่ยวบางกอก ปีที่ 9

อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร ประกาศสานต่อ โครงการ “อลิอันซ์ อยุธยา พาน้องเที่ยวบางกอก” ปี 9 เดินหน้ากิจกรรมทัศนศึกษาท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเพิ่มพูนการเรียนรู้สร้างความเข้าใจความเป็นมาของบ้านเมืองและร่วมปลูกฝังสร้างค่านิยมความเป็นไทยให้กับเยาวชนไทยรุ่นใหม่ พร้อมโครงการต่อยอด “อบรมยุวมัคคุเทศก์ โดย อลิอันซ์ อยุธยา” จับมือพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร และโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ผลักดันเยาวชนที่สนใจเข้ารับการอบรม ส่งลงสนามจริง นำเที่ยวเยาวชนรุ่นน้อง ณ สถานที่สำคัญในกรุงเทพมหานคร

พัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหารการตลาดและสื่อสารองค์กร       บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เปิดเผยว่า โครงการ ”อลิอันซ์ อยุธยา พาน้องเที่ยวบางกอก” ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2549 และก้าวสู่ปีที่ 9 ในปีนี้ โดยได้ร่วมกับกรุงเทพมหานคร นำนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ไปทัศนศึกษาสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เน้นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์รอบเกาะรัตนโกสินทร์เป็นหลัก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้เด็กได้มีประสบการณ์การเรียนรู้นอกห้องเรียน พร้อมศึกษาวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติไทย

ตลอดระยะเวลาดำเนินงานจวบจนปัจจุบัน ซึ่งเป็นปีที่ 9 แล้วนั้น มีเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้นกว่า -38,000 คน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ และความสำเร็จดังกล่าวได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้บริษัทฯ เดินหน้าต่อยอดกิจกรรมเพิ่มพูนความรู้ให้เยาวชน โดยได้ร่วมกับกรุงเทพมหานคร พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร และโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จัด โครงการ “อบรมยุวมัคคุเทศก์ โดย อลิอันซ์ อยุธยา เพื่อให้นักเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ที่เคยเข้าร่วมโครงการฯ และสนใจต่อยอดความรู้ ได้พัฒนาและเพิ่มพูนทักษะความรู้ความสามารถ ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ และสามารถประกอบเป็นอาชีพได้

 

สำหรับหลักสูตรอบรมยุวมัคคุเทศก์ ประกอบด้วยภาคทฤษฎี 80 ชั่วโมง ซึ่งอบรมเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม และช่วงฝึกปฏิบัติงานที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ  เป็นระยะเวลา 5 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม (ปีถัดไป) จึงถือเป็นการจบหลักสูตร เพื่อรับประกาศนียบัตรในการทำงานได้จริงตามสถานที่ต่างๆ ตามมาตรฐานของโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต

อรรถพร สุวัธนเดชา รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า “รอบเกาะรัตนโกสินทร์ของกรุงเทพมหานครนั้น มีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์มากมาย การเปิดโอกาสให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เข้ามาสัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมไทยผ่านการท่องเที่ยวนอกสถานที่นั้น ถือว่าก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมาก นอกจากจะเป็นการส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์แล้ว ยังเป็นการช่วยปลูกฝังสำนึกรักประเทศไทยและความภาคภูมิใจที่มีต่อบรรพบุรุษไทยให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ ในนามของกรุงเทพมหานคร รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้สนับสนุนโครงการนี้ต่อเนื่องจนก้าวสู่ปีที่ 9 แล้ว รวมทั้งโครงการต่อยอด “อบรมยุวมัคคุเทศก์” เองก็ถือเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชน ได้เข้ามาเรียนรู้งานมัคคุเทศก์และสร้างอาชีพได้ในอนาคต”

ปัจจุบันอลิอันซ์ อยุธยาปั้นยุวมัคคุเทศก์รุ่นแรกที่ได้รับประกาศณียบัตรแล้ว จำนวน 37 คน ซึ่งบางส่วนได้ลงปฏิบัติงานจริงที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร(วัดโพธิ์)นำเที่ยวเยาชนรุ่นน้องที่ร่วมโครงการในทุกวันเสาร์-อาทิตย์ตลอดช่วงเปิดเทอมที่ผ่านมา ส่วนยุวมัคุเทศก์รุ่นที่ 2 จำนวน 32 คน สำเร็จการฝึกงานภาคปฏิบัติที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร และได้เข้าปฏิบัติงาน บรรยายให้แก่เยาวชนรุ่นน้องเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

“อลิอันซ์ อยุธยา ไม่เพียงมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อความเป็นเลิศในทุกด้าน แต่เรายังคงเดินหน้าทุ่มเทสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสังคมเช่นนี้ไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรมเพื่อเด็กและเยาวชน ภายใต้แนวคิด “ปันความรู้สู่เด็กไทย” เพราะเราเชื่อมั่นและมุ่งหวังที่จะเห็นสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น โดยมีเรา อลิอันซ์ อยุธยา อยู่เคียงข้างคนไทยทุกจังหวะชีวิต”

Click for Clever ติว GAT/PAT ผ่านแอพ

เอไอเอส ร่วมกับ Click for Clever สถาบันกวดวิชาแนวใหม่บนโลกออนไลน์ เปิดตัวโครงการ “Click for U ระเบิดความรู้ สู่มหาวิทยาลัย Season 4” จัดกิจกรรมติวสด GAT/PAT เพื่อให้นักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเตรียมความพร้อมในการสอบเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย โดยเอไอเอสมอบความพิเศษให้วัยทีนติว GAT/PAT ได้อย่างไร้ข้อจำกัด ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแอพพลิเคชัน “AIS U Academy” บนมือถือ ครั้งแรกที่รวมการให้ความรู้และการกำหนดทิศทางแห่งอนาคตมาไว้ในที่เดียวกัน โดยภายในแอปฯ ประกอบไปด้วย แบบทดสอบ “Scan Future” เพื่อให้น้องๆ ร่วมค้นหาตัวเองในการเลือกคณะที่เหมาะสมกับตนเอง นอกจากนี้ยังมีคลิปไฮไลท์การติว , มีข้อสอบเก่าให้ลองทำ และสามารถดาวน์โหลดหนังสือประกอบการติวได้ด้วย

นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “AIS U Academy”มาไว้บนมือถือได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพียงกด *688# แล้วโทรออก (ฟรี) โดยสามารถใช้งานได้กับมือถือในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และจะใช้ได้กับระบบ iOS ในเร็วๆ นี้

อิตัลไทย ผนึกกำลัง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รองรับ AEC ปี 2015

อิตัลไทย (Italthai) เตรียมความพร้อมแรงงานคุณภาพเพื่อก้าวเข้าสู่ AEC เล็งเห็นการพัฒน่ฝีมือแรงงานช่าง เพื่อสร้างฝีมือแรงงานคุณภาพออกสู่ตลาดอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจเครื่องจักรกลหนักที่ต้องใช้ทักษะและประสบการณ์ จึงได้ประกาศความร่วมมือระหว่าง บริษัท อิตัลไทยอุตส่หกรรม จำกัด โดยศูนย์ฝึกอบรมเทคนิค อิตัลไทยหรือ ITA และ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมในการสร้างหลักสูตรปฏิบัติการควบคุมและขับขี่เครื่องจักร 3 ประเภท คือ รถขุด รถตัก และรถปั้นจั่น สำหรับมืออาชีพ ซึ่งจะฝึกด้วยวิธี Simulators สำหรับช่างเทคนิคหรือผู้ประกอบการที่มีความสนใจ อิตัลไทย จึงต่อยอดความร่วมมือในครั้งนี้ เปิดโครงการ “ITI Champion 2014” เข้าสู่กลุ่มนักเรียนระดับอาชีวะเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและแรงจูงใจรวมถึงเพื่อเป็นการสร้างความพร้อมให้กลุ่มนักเรียนในกลุ่มนี้ในการเข้าสู่ตลาดอุตสาหรกรรมในอนาคต โดยโครงการ ITI Champion 2014 ยังเป็นโครงการสำหรับทดสอบความรู้ความสามารถของกลุ่มช่างเทคนิคอิตัลไทยอีกด้วย
ITI Champion 2014 เป็นการแข่งขันที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยมีการทดสอบทักษะความรู้ความสามารถ ในด้าน เครื่องยนต์ ไฮดรอลิค ไฟฟ้า ทั้งในภาคทฤษฏีและปฏิบัติ โดยใช้ระยะเวลาการแข่งขันรวม 3 เดือน ซึ่งในการแข่งขันระดับอาชีวะได้รับความสนใจจากสถาบันอาชีวะในจังหวัดต่างๆ อาทิ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี เป็นต้น เพื่อเป็นการเฟ้นหาบุคลากรคุณภาพมารองรับความต้องการของตลาดแรงงานที่มีความต้องการบุคคลคุณภาพกลุ่มนี้สูงขึ้นในปัจจุบันและ ใน AEC ที่กำลังจะมาถึง
นอกจากนี้สำหรับช่างเทคนิคอิตัลไทย เพื่อเป็นการรองรับการขยายสาขาของ อิตัลไทย เซ็นเตอร์ในอนาคตตลอดจนเพื่อการบริการที่มีคุณภาพแก่ลูกค้าจึงได้นำไปสู่การพัฒนาฝีมือช่างขั้นสูงในการแข่งขันระดับ Volvo Master ที่ประเทศสวีเดนต่อไป สำหรับผู้ชนะในการแข่งขัน ITI Champion 2014 ผู้ผ่านเข้าร่วมรอบสุดท้ายจำนวน 4 คนจะได้รับโอกาศในการร่วมงานกับ บริษัท อิตัลไทยอุตสาหกรรม จำกัด กำหนดมอบรางวัลในวันที่ 21 ตุลาคม 2557 นี้ ซึ่งผลการแข่งขันผู้เข้ารอบสุดท้ายจำนวน 4 คน เป็นนักศึกษาจาก วิทยาลัยเทคนิค จ.นครปฐม จำนวน 1 คน วิทยาลัยเทคนิค จ.ราชบุรี จำนวน 2 คน และ วิทยาลัยเทคนิค จ.สมุทรสงคราม จำนวน 1 คน

ทีเส็บชูกลยุทธ์ “สร้าง-กระจาย-ยกระดับ” ดันงานแสดงสินค้าในประเทศต้อนรับเออีซี

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)  ทีเส็บ เผยแผนดำเนินงานส่งเสริมและยกระดับงานแสดงสินค้าในประเทศปีงบประมาณ 2558

ชูกลยุทธ์ “สร้าง-กระจาย-ยกระดับ” เร่งขับเคลื่อนภาคธุรกิจงานแสดงสินค้าให้เติบโตในอัตราก้าวกระโดด ตามยุทธศาสตร์ “Win” รักษาตลาดเดิม และขยายตลาดเป้าหมาย สนับสนุนอุตสาหกรรม Domestic Exhibition ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาไมซ์ซิตี้สู่ผู้นำในภูมิภาค และเสริมสร้างความเข้มแข็งระหว่างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เตรียมพร้อมงบสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน สมาคม องค์กร และนิติบุคคลรุกตลาดการค้ายุคเออีซี ตอบรับนโยบายรัฐบาลในการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค

ศุภวรรณ ตีระรัตน์ รองผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ ทีเส็บ กล่าวว่า “การส่งเสริมและสนับสนุนงานแสดงสินค้าและนิทรรศการ หรือ Exhibition เป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของทีเส็บมาตั้งแต่แรกเริ่ม คือเป็นส่วนของตัว “E” ในความหมายของอุตสาหกรรม MICE ปัจจุบันประเทศไทยได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมไมซ์เป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาคเอเชีย โดยในปีงบประมาณ 2556 ไทยมีรายได้จากอุตสาหกรรมไมซ์รวม 88,485 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนของงานแสดงสินค้า 13,750 ล้านบาท และนับเป็นการขยายตัวจากปีก่อนหน้าถึง 10.93 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ด้วยนโยบายในการยกระดับไมซ์ไทยสู่ตลาดคุณภาพ ทำให้เป็นที่คาดการณ์ว่า รายได้จากอุตสาหกรรมไมซ์ของไทยสำหรับปี 2557 จะเพิ่มขึ้นเป็น 96,900 ล้านบาท คือมีอัตราการขยายตัวประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน”

ศุภวรรณกล่าวต่อไปว่า มูลค่าตลาดไมซ์ในประเทศ (D-Mice) ปี 2556 อยู่ที่ 13,340 ล้านบาท และเป็นส่วนของงานแสดงสินค้าภายในประเทศอยู่ 5,940 ล้านบาท โดยทีเส็บได้ดำเนินกลยุทธ์ ‘สร้าง’ หรือ Invent การจัดงานแสดงสินค้าใหม่ๆ ที่ไม่เคยจัดมาก่อน รวมทั้ง ‘กระจาย’ หรือ Clone งานแสดงสินค้าในประเทศที่ได้รับความสำเร็จกระจายไปจัดในภูมิภาค ตลอดจนการ ‘ยกระดับ’ หรือ Upgrade งานแสดงสินค้าที่มีการจัดอยู่แล้ว โดยการพัฒนาให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้น

“สำหรับในปีงบประมาณ 2558 ซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนตุลาคมนี้ เราได้เดินหน้าตามกลยุทธ์ ‘สร้าง-กระจาย-ยกระดับ’ งานแสดงสินค้าและนิทรรศการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดรับโอกาสจากการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยจะเน้นการ ‘สร้าง’ งานใหม่กับ ‘กระจาย’งานสู่ภูมิภาคและตะเข็บชายแดนที่สอดรับกับแผนอัดฉีดเศรษฐกิจของภาครัฐในการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน”

ตัวอย่างงานแสดงสินค้าทีเส็บได้ให้สนับสนุนในปีงบประมาณใหม่นี้ ได้แก่ Food & Hotelex 2014 ซึ่งจัดโดย บริษัทเอ็กซ์โปลิงค์ฯ เมื่อวันที่ 2-5 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมาที่ เซ็นทรัลพลาซ่า ขอนแก่น ฮอลล์ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งนับเป็นการกระจายงาน (Clone) ที่มีลักษณะงานต่อยอดมาจากงาน Thaifex ส่วนโครงการใหม่ ได้แก่ งานแสดงสินค้าส่งเสริมการค้าข้ามแดนไทย-เมียนมาร์ (Thai-Myanmar Trade Fair 2014) จัดโดยหอการค้าไทย เป็นงานที่สร้างขึ้นใหม่ (Invent) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-19 ตุลาคม 2557 ณ ศูนย์กลางแสดงสินค้าและศูนย์ประชุมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และที่โรงแรมเซนทาราแม่สอดฮิลล์ รีสอร์ท อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นการส่งเสริมและยกระดับ งานแสดงสินค้าในจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับประเทศในกลุ่ม CLMV โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าจังหวัด และสมาคมต่างๆ

“ในการส่งเสริมงานแสดงสินค้าในประเทศตามโครงการนี้ ทีเส็บได้จัดสรรงบประมาณในการสนับสนุนการจัดงานแสดงสินค้าประเภทยกระดับ (Upgrade) สูงสุดถึงงานละ 500,000 บาท และสูงสุดถึง1,000,000 บาท สำหรับงานประเภทสร้าง (Invent) หรือ กระจาย (Clone) โดยเพิ่มให้เป็นพิเศษจำนวน 100,000 และ 200,000 บาทตามลำดับ หากเลือกจัดใน ‘ไมซ์ซิตี้’ อันหมายถึงเมืองที่ทีเส็บได้เล็งเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในการให้บริการและได้มีการลงนามความร่วมมือส่งเสริมอุตสาหกรรมไมซ์ได้แก่ กรุงเทพมหานคร พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต และขอนแก่น ทั้งนี้ ไม่รวมการส่งเสริมในด้านอื่นๆ อาทิ ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อของทีเส็บ หรือการอำนวยความสะดวกในการประสานงานติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐ เป็นต้น” ศุภวรรณกล่าว

 

 

คาลเท็กซ์ พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน ดี แรงดีเหมือนใหม่ทุกครั้งที่เติม

บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด เปิดตัวน้ำมันดีเซล เกรดพรีเมี่ยม สูตรใหม่ “คาลเท็กซ์ พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน ดี” ภายใต้คอนเซ็ปต์ แรงกว่า ประหยัดกว่า…ยืนยันผลตอบรับดีเยี่ยม สะท้อนคุณภาพระดับพรีเมี่ยมนวัตกรรมล่าสุดจากค่ายเชฟรอน เพื่อเครื่องยนต์ดีเซลยุคใหม่
ซาลมาน ซาดัต ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด เผยว่า เชฟรอน มีความมุ่งมั่นสร้างสรรค์พัฒนานวัตกรรมคุณภาพ เพื่อผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง โดย “คาลเท็กซ์ พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน ดี” เป็นน้ำมันดีเซล เกรดพรีเมี่ยม สูตรพิเศษ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกแก่ผู้ใช้รถเครื่องยนต์ดีเซลทุกประเภท
IMG20141006170551

โดยเฉพาะเครื่องยนต์คอมมอนเรลยุคใหม่ ด้วยคุณสมบัติในการรักษาหัวฉีดน้ำมันให้สะอาดเร่งแรงเต็มสูบ คืนกำลัง 100% เสมือนรถใหม่ ตอบสนองอัตราเร่งของเครื่องยนต์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยประหยัดน้ำมัน ลดควันดำ และลดไอเสียให้น้อยลงพร้อมยืดอายุการใช้งาน ไม่เกิดคราบสนิมทำให้มั่นใจในการปกป้องเครื่องยนต์ และไม่เกิดฟองอากาศทำให้เติมน้ำมันได้เต็มถังอย่างรวดเร็ว จึงมั่นใจว่าน้ำมันคาลเท็กซ์ พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน ดี จะช่วยป้องกันการสึกหรอของเครื่องยนต์ได้เป็นอย่างดี

กลุ่ม ปตท. สร้างสรรค์ “นวัตกรรม”ด้วย “พลังแห่งคำถาม”

หลายครั้งที่เรามุ่งที่จะค้นหาคำตอบในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งนั่นเปรียบได้ดังกับผลลัพธ์ หรือจุดหมายในการเดินทาง หากทว่าทุกคำตอบที่เราค้นพบเหล่านั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจาก “คำถาม”

คำถาม… คือจุดเริ่มต้นของหลายสิ่งหลายอย่างบนโลกใบนี้ นักวิทยาศาสตร์หลายคนสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่และมีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตของพวกเรามาจวบจนถึงทุกวันนี้จากคำถามเพียงสั้นๆ และนั่นคือสิ่งที่สะท้อนถึง “พลังแห่งคำถาม” ที่วันนี้ได้กลายมาเป็นแนวคิดหลักของภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ของ กลุ่ม ปตท.

เนื้อหาของภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ กล่าวถึงนวัตกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีในปัจจุบัน ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการตั้งคำถาม โดยนำเสนอผ่านเด็กผู้ชายที่เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่คนหนึ่งที่เชื่อในพลังของการตั้งคำถาม ด้วยการยกตัวอย่างคำถามในอดีตที่ผ่านมาเช่น
Capture

“ทำไมมนุษย์ถึงบินไม่ได้” ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการคิดค้นเครื่องบินและยานอวกาศ ทำให้ความรู้ก้าวไปไกลสุดขอบจักรวาลพร้อมกับสอดแทรกนวัตกรรมของ กลุ่ม ปตท. ที่ล้วนแต่เป็นรูปธรรมของพลังแห่งคำถามเพื่อตอกย้ำถึงการเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติที่มีความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมเสมอมาของ กลุ่ม ปตท. พร้อมกับทิ้งท้ายด้วยคำถามที่ว่า “เป็นไปได้ไหมที่เราจะเดินทางได้เร็วกว่าแสง” เพื่อให้ผู้ชมได้คิดต่อ เกิดการตั้งคำถามเพื่อค้นหาคำตอบอย่างไม่สิ้นสุดต่อไป
Screen shot 2014-08-27 at 9.55.46 AM

ทั้งนี้ แนวคิดหลักในการสื่อสารดังกล่าว เกิดจากการปรับกลยุทธ์ของ กลุ่ม ปตท. จากเดิมที่ขับเคลื่อนผ่านการใช้ฐานทรัพยากรเป็นหลัก มาเป็นองค์กรที่ใช้ฐานขององค์ความรู้ในทุกกระบวนการ เพราะ กลุ่ม ปตท. เชื่อว่า ทรัพยากรในโลกมีอยู่อย่างจำกัด ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยเท่านั้น ที่จะสร้างอนาคตใหม่ และเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ร่วมกันตั้ง “คำถาม” เพื่อค้นหา “คำตอบ” ไปกับ กลุ่ม ปตท. ได้ตั้งแต่วันนี้!!!