Category Archives: Marketeer Today

5 ปัจจัยต้องรู้! ทำไมการจดทะเบียนประกอบธุรกิจในรูปนิติบุคคลจึง”ดี” ทั้งภาษีและสินเชื่อ

หลังจาก “มาตรการส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปของนิติบุคคล” ได้ผ่านมติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2559

สาระสำคัญของมาตรการนี้ คือปรับอัตราค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมินการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากเดิมให้หักได้ 60-85% เหลือ 60% เท่านั้น! จุดนี้เสมือนเป็นการจูงใจให้บุคคลธรรมดาเปลี่ยนมาจัดตั้งนิติบุคคลประกอบธุรกิจ นอกจากนี้ยังให้สิทธิประโยชน์ที่มากกว่า จูงใจอีกต่อหนึ่งด้วย

อย่างที่เห็นในปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจซึ่งโดยเกือบทั้งหมดไม่มีการเก็บภาษีอย่างถูกต้อง พูดง่ายๆคือไม่มีใครอยากจะเข้าระบบ ซึ่งนั่นทำให้เกิดปัญหาในกระบวนการจัดการภาษีทั้งในระยะต้นตลอดจนระยะยาวในอนาคต

จึงนับเป็นความพยายามของภาครัฐที่จะจัดการระบบการจัดเก็บภาษีให้เป็นระบบและมีความยุติธรรม ที่สำคัญคือเพื่อรวบรวมข้อมูลของผู้ประกอบการ เพื่อที่จะพัฒนาทั้งนโยบายการช่วยเหลือ ตลอดจนนโยบายส่งเสริมอย่างละเอียดในอนาคตอีกด้วย นี่คือเป้าหมายสูงสุดของการตีกรอบ “คนที่ต้องเสียภาษี” ให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีที่ถูกต้องมากขึ้น เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรม SME ไทยอย่างยั่งยืน

สำหรับมาตรการและสิทธิประโยชน์ที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง ลองมาดูกัน

ที่มา: กรมสรรพากร

1.ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ให้แก่บุคคลธรรมดาสำหรับการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินใดๆ ที่บุคคลธรรมดาโอนให้แก่นิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้ง ตั้งแต่วันถัดจากวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบในมาตรการฯ ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 เพื่อใช้ทรัพย์สินนั้นเป็นทุนในการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล

2.หักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่าเป็นเวลา 5 รอบระยะเวลาบัญชี โดยกำหนดให้นิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้ง ตั้งแต่วันถัดจากวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบมาตรการฯ ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 โดยมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาทและมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท สามารถนำรายจ่ายอันเกิดจากการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล รายจ่ายค่าทำบัญชีและค่าสอบบัญชีมาหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่าเป็นเวลา 5 รอบระยะเวลาบัญชี

  1. ปรับปรุงอัตราการหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (7) และ (8) แห่งประมวลรัษฎากร ให้ลดลงเหลือร้อยละ 60 สำหรับเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 เป็นต้นไป
  2. ลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับธุรกรรมการโอนอสังหาริมทรัพย์และธุรกรรมการโอนห้องชุดของผู้ถือหุ้นเพื่อชำระค่าหุ้นให้แก่นิติบุคคลที่จัดตั้งใหม่ตามมาตรการนี้จากร้อยละ 2 ของราคาประเมินทุนทรัพย์เหลือ ร้อยละ 0.01 โดยมีผลตั้งแต่วันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงนามในประกาศกระทรวงมหาดไทยถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560
  3. กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกในการพิจารณาให้บุคคลธรรมดาสามารถโอนใบอนุญาตในการประกอบกิจการให้นิติบุคคลตั้งใหม่ได้

จะเห็นว่ามาตรการนี้พุ่งเป้าดึงผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เข้ามาอยู่ในระบบฐานภาษี เพื่อให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ขณะเดียวกันก็จะมีข้อมูลในมือสำหรับจัดทำนโยบายและมาตรการสนับสนุนช่วยเหลือได้ตรงเป้านั่นเอง

 

KTB SMEs บัญชีเดียว

นอกจากภาษีที่ลดหย่อนลงแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า “สินเชื่อ” คือปัจจัยสำคัญของการหล่อเลี้ยงธุรกิจและการต่อยอด  ซึ่งในส่วนของภาคการเงินก็มีธนาคารกรุงไทย ที่สนับสนุนสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลจัดตั้งใหม่ด้วยเช่นกัน

โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์สินเชื่อ  KTB SMEs บัญชีเดียว ดอกเบี้ยต่ำสุด 5% ด้วยวงเงินสูงสุด 100 ล้านบาท ซึ่งมีเงื่อนไขต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนภายใน 31 ธันวาคม 2560 นี้ หรือ นิติบุคคลที่มีการจดแจ้งบัญชีชุดเดียวต่อกรมสรรพากร เมื่อ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ถึง 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา

 

นี่จึงเป็นอีกการผลักดันธุรกิจ SMEs ให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยสินเชื่อที่พิเศษกว่า สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาแหล่งเงินทุน สามารถติดต่อและขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://goo.gl/TSdRkZ  หรือโทร 02-111-1111

 

 

 

 

แรง ครอบคลุม คุ้มค่า! เน็ตบ้านเจ้าใดเจ๋งสุด จนได้รางวัลระดับโลก

หากพูดถึงผู้นำธุรกิจเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในครัวเรือนอันดับหนึ่ง เป็นใครไม่ได้นอกจาก ทรูออนไลน์ที่แข็งแกร่งและมีแต้มต่อมานาน กุมความได้เปรียบทั้งนวัตกรรมที่ทันสมัยที่สุด และด้วยโครงสร้างองค์กรที่แข็งแกร่งตลอดจนเครือข่ายการให้บริการที่ครอบคลุมที่สุด ทำให้ครองใจผู้บริโภคเป็นอันดับหนึ่ง

ล่าสุดสำหรับการรับรางวัล Brand of The Year ในหมวด Broadband / Internet Service Provider จาก World Branding Forum (WBF) การันตีความสำเร็จของการเป็นหนึ่งในใจผู้บริโภคคนไทยอีกครั้ง

บอกเลยว่ารางวัลนี้เป็นที่ยอมรับของวงการ นักการตลาดระดับโลก และที่สำคัญเป็นเจ้าเดียวในกลุ่มโอเปอร์เรเตอร์ที่ได้ไป พระราชวังเคนซิงตัน กรุงลอนดอน เพื่อรับรางวัลในครั้งนี้ ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

วันนี้เรามาพูดคุยกับ คุณเจริญ ลิ่มกังวาฬมงคล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่ม ด้านการพาณิชย์ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ถึงกุญแจความสำเร็จในวันนี้

เจริญ ลิ่มกังวาฬมงคล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่ม ด้านการพาณิชย์ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น

เร็ว เสถียร ครอบคลุมด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุด

ตั้งแต่ประเทศไทยมีอินเทอร์เน็ตใช้ที่ครัวเรือน เราจะเห็นทรูเป็นผู้ริเริ่มนวัตกรรมมาโดยตลอด ตั้งแต่เริ่มการเปลี่ยนรูปแบบ Dial Up เป็น ADSL จนตอนนี้เป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยี Fiber optic และกำลังขยายสัญญาณครอบคลุมให้ได้ทุกพื้นที่การใช้งานในประเทศในเร็ววันนี้ ซึ่งนวัตกรรม เทคโนโลยีในผลิตภัณฑ์นั่นเอง เป็นพื้นฐานความสำเร็จแรกของทรูออนไลน์

“เราให้ความสำคัญเรื่องของความเร็วและความเสถียร เรื่องเทคโนโลยีนี่เราเป็นคนแรกที่นำเสนอสิ่งใหม่ๆในตลาด มีการปรับสปีดความเร็วเพิ่มขึ้นในแพ็คเกจ ตั้งแต่ตอนยุคความเร็วยังไม่ถึง 1 Mpbs. จนตอนนี้ไปถึง 1,000 Mpbs. โดยโครงข่าย ถูกวางไว้ให้รองรับการใช้งานในอนาคตได้ถึง 10 Gbps

และเราไม่ได้หยุดที่การมีสปีดที่มากกว่าเท่านั้น เราเน้นว่าต้องครอบคลุม และต้องเสถียรที่สุดด้วย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมปัจจุบันเราจึงเป็นผู้ให้บริการที่มีโครงข่ายไฟเบอร์ครอบคลุมมากที่สุดในประเทศ”

การมีเทคโนโลยีที่ดีที่สุดย่อมครองใจผู้บริโภคในระยะยาว เพราะลูกค้าย่อมเชื่อมั่นไม่ว่าจะได้สิ่งที่ดีที่สุด นี่เป็นอีกจุดที่ลูกค้าพร้อมใจโหวตให้เรื่องเทคโนโลยีของทรูออนไลน์ดีที่สุด โดยปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวน 22 ล้านครัวเรือน ในปีที่ผ่านมา ทรูออนไลน์ มีโครงข่ายไฟเบอร์ครอบคลุมกว่า 10 ล้านครัวเรือน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศไทย

คุณเจริญเล่าว่าแต่ละปี จำนวนครัวเรือนใช้ทรูออนไลน์เพิ่มขึ้นปีละ 13-15 % ตัวเลขนี้น่าสนใจ ท่ามกลางการเติบโตของสมาร์ทโฟน ผู้คนติดหน้าจอมือถือมากกว่าพีซี อย่างไรก็ตามอินเทอร์เน็ตบ้านก็มีคนใช้มากขึ้น หมายความว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเองก็แยกส่วนระหว่างอินเทอร์เน็ตแพ็กเกจสมาร์ทโฟน กับอินเทอร์เน็ตที่บ้าน ตัวเลขการเติบโตจึงไปได้ดีทั้งคู่

ที่สำคัญเมื่อไฟเบอร์ออพติค “ไปถึง”ที่บ้านไหน บ้านนั้นก็พร้อมที่จะเปลี่ยนทันที แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเองก็ตอบรับกับความเร็วที่มากขึ้น

 

Seamless Experience เพราะโซลูชั่นสำคัญกว่าราคา

แน่นอนว่าราคาค่าบริการคือปัจจัยสำคัญ ใครๆก็อยากได้ของถูก อย่างไรก็ตาม ถ้าแข่งที่ราคาอย่างเดียวคงไม่ใช่หลักการเติบโตที่ยั่งยืน ทำอย่างไรที่จะเพิ่มมูลค่า ทำอย่างไรที่จะมอบข้อเสนอให้ลูกค้ามองเห็นว่าจ่ายเพิ่มอีกนิด แต่ได้บริการที่ครบถ้วน และตรงความต้องการมากกว่า

นี่คือหัวใจของความสำเร็จประการต่อมา ซึ่งก็มาจากยุทธศาสตร์ Convergence ของกลุ่มที่พูดกันเมื่อสิบกว่าปีก่อน หลายคนตอนนั้นไม่เข้าใจ แปลว่าอะไร แต่ในวันนี้ทรูได้ทำให้เห็นแล้วมันคือการ Bundle Solution หรือ  “แพ็กเกจแบบรวมบริการ”ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งนี่คือแต้มต่อของทรูที่ “เหนือกว่า”

ย้อนกลับไปปี 2013 ทรูคือเจ้าแรกที่ออกแคมเปญ “สุขคูณสอง” ที่รวมบริการทรูวิชั่นส์กับทรูออนไลน์ไว้รวมกัน แค่เพิ่มเงินอีกนิด ก็ได้บริการสองอย่างในบิลเดียว ซึ่งปรากฏว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จนเกิดสุขคูณสาม ในปีต่อมาจนปัจจุบัน

“การเป็นผู้นำไม่ได้หมายความว่าราคาต้องถูกสุดเสมอไป สิ่งที่เราเน้นมาตลอดกว่าสิบปีคือทำอย่างไรให้ลูกค้าคุ้มค่ามากที่สุด เมื่อเรามีผลิตภัณฑ์ที่ดี ครบเครื่องทุกบริการ คำถามคือทำอย่างไรที่นำสิ่งที่เรามีให้ลูกค้าได้ใช้มากที่สุด  เราได้ประโยชน์ ลูกค้าก็ได้ส่วนลด และด้วยความที่เราทำมานาน มันเลยกลายเป็น Seamless Experience ระหว่าง Platform ต่างๆ ทั้ง ทรูมูฟ เอช ทรูออนไลน์ และทรูวิชั่นส์ เพื่อสร้างประสบการณ์ผ่าน Platform ที่ลูกค้าต้องการ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงต่อยอดได้” คุณเจริญให้มุมมอง

 

Internet broadband provider อันดับหนึ่งที่คนไทยเลือก

ในฐานะที่แอดมินเองก็เป็นคนใช้อินเทอร์เน็ตเหมือนกัน “ขาดน้ำขาดไฟสักชั่วโมงยังพอทนไหว แต่ขาดไวไฟหนึ่งชั่วโมงใครเลยจะใช้ชีวิตอยู่ได้” เชื่อว่าทุกคนก็คงคิดแบบเดียวกัน ดังนั้นสิ่งสำคัญที่นอกจากความแรง โปรโมชั่นแล้ว เรื่องความเสถียร ตลอดจนบริการหลังการขายนี่เป็นอะไรที่สำคัญมากถึงมากที่สุด

“เป็นอีกสิ่งที่เราเน้นย้ำกับทีมวิศวกรของเรา ที่จะต้องให้คำปรึกษาตลอดจนเดินทางไปหน้างานเพื่อแก้ไขปัญหาของลูกค้าทันที ซึ่งด้วยความที่เราทำมานาน ความเชี่ยวชาญเราก็มีมากกว่า ผมคิดว่าเราไม่แพ้ใครเรื่องนี้แน่นอน ซึ่งผลการสำรวจความพึงพอใจลูกค้า ก็เป็นที่น่าพอใจมาตลอด และเราก็ยังคงพัฒนาเรื่องนี้ต่อเนื่อง หยุดไม่ได้”

ความผิดพลาดเป็นเรื่องเกิดขึ้นได้ แต่เมื่อผิดแล้วรีบแก้ไข รีบช่วยเหลือประหนึ่งเป็นครอบครัวเดียวกับลูกค้า ตรงนี้คือสิ่งที่จะได้ใจจากลูกค้า นี่คือการสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนแท้จริง

นอกจากผลิตภัณฑ์และการบริการ การให้ความสำคัญกับลูกค้าของทรู ยังรวมไปถึงการพัฒนาแบบ 360 องศา ครอบคลุมทั้งขยายช่องทางการชำระเงิน ตลอดจนการทำ Royalty Program ต่างๆ ทั้ง ทรูยู, ทรูมันนี่วอลเล็ท, ทรูไอดีเพื่อให้ลูกค้าได้รับสิทธิพิเศษมากขึ้น ยึดใจลูกค้าให้ได้

แพ็กเกจ ซูเปอร์ ไฟเบอร์ พลัส เน็ตแรงไม่อั้น ทั้งในบ้านและนอกบ้าน แรงกว่า ครบกว่า คุ้มกว่า ในราคาเพียงเดือนละ 799 บาท โดยมีความคุ้มค่าตั้งแต่

1) ทรู ซูเปอร์สปีดไฟเบอร์  (TBC) ความเร็ว สูงสุด 50/20 Mbps

2) เน็ตมือถือทรูมูฟ เอช 4G และ 3G แรงไม่อั้น ไม่ลดสปีด ความเร็วสูงสุด 4 Mbps

3) ใช้งาน WiFi by TrueMove H ได้ฟรี  กว่า 100,000 จุด ทั่วประเทศ

4) ได้สิทธิดูทรูวิชั่นส์ เอ็นจอยแพ็กเกจ  พิเศษ สมัครภายใน 31 ธ.ค. นี้ อัพเกรดเป็น Smart Family HD Package ฟรี 3 เดือน

5) ชมความบันเทิงทุกที่ทุกเวลา ผ่านแอป  TrueID ฟรี 12 เดือน

6) โทรศัพท์บ้านทรู โทรหาเบอร์มือถือฟรีทุกเครือข่าย 50 นาที/เดือน นาน 12 เดือน

7) สิทธิพิเศษมากมายจากบัตรทรูเรดการ์ด

ทั้งหมดคือหัวใจที่ทำให้ทรูออนไลน์ได้รับรางวัลการันตีเป็นอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภคอีกครั้ง แต่อย่างที่ผู้บริหารบอก ดีใจแค่หนึ่งวันเท่านั้น เพราะท่ามกลางการแข่งขันที่ขับเคี่ยว ต่อจากนี้ยังต้องพัฒนาเพื่อให้ผู้บริโภคมีความสุขมากที่สุด

 

เปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นทุนการศึกษา ครั้งแรกกับทุนที่พักอาศัยในคอนโดให้กับเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพ

เด็กไทยหลายคนเก่ง

และเด็กไทยหลายคนที่เก่งก็อยู่ในต่างจังหวัด

ซึ่งมีเด็กจำนวนมาก สอบเข้ามหาวิทยาลัยในกรุงเทพได้ หรือแม้กระทั่งได้รับทุนมาเรียน แต่กลับเจอปัญหาเรื่องค่าครองชีพในเมือง โดยเฉพาะค่าที่พักอาศัยที่เกินความคาดหมายไปมาก

ซึ่งทาง AP ก็เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้ จึงเลือกที่จะมอบการศึกษาในแนวทางที่แตกต่างออกไป นั่นคือทุนที่มาในรูปแบบของที่พักอาศัย ให้น้อง ๆ ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในกรุงเทพ

อย่างที่เรารู้ ๆ กันว่า AP คือแบรนด์ที่มักจะตีโจทย์การทำ CSR ในแนวทางที่แตกต่างจากแบรนด์อสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ ในตลาด เพราะนอกเหนือไปจากการพัฒนาสินค้าเพื่อลูกบ้านแล้ว AP ยังตั้งใจนำเอาความเชี่ยวชาญในการออกแบบพื้นที่มาทำประโยชน์ให้แก่สังคมด้วย ซึ่งทั้งหมดได้ตอบโจทย์แบรนด์คอนเซปต์ “พื้นที่ชีวิต เราคิดเพื่อคุณ” เป็นอย่างดี

สะท้อนได้จากผลงานที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็น ‘AP Unusual Football Field’ ที่เปลี่ยนพื้นที่สูญเปล่าในชุมชนแออัดให้เป็นสนามฟุตบอล จนได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทม์ให้เป็น 1 ใน 25 สุดยอดสิ่งประดิษฐ์แห่งปี 2016 และเป็นผลงานแรกของคนไทยที่ไปคว้ารางวัล Grand Prix ในเวที Cannes Lions ปี 2017

รวมถึง The Smallest Space to Save Lives : ขอพื้นที่เล็กๆ ให้หัวใจได้เต้นต่อ ด้วยการติดตั้งเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ AED บนพื้นที่ 0.1 ตารางเมตรภายในคอนโดมิเนียมของเอพีและพื้นที่ในชุมชนที่มีคนหนาแน่น เพื่อเป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตพื้นฐานยามเกิดเหตุฉุกเฉิน

และกับแคมเปญล่าสุดอย่าง ‘Space Scholarship’ ที่ทาง AP ได้มอบทุนการศึกษาเป็น “ที่พักอาศัย” แก่นักเรียนต่างจังหวัด ที่ย้ายเข้ามาศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพเป็นครั้งแรกเป็นเวลา 1 ปีโดยมีนักศึกษาที่ได้รับทุนทั้งหมด 7 คน ซึ่งเป็นน้องๆที่มีผลการเรียนดี ความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

เบนซ์และซุปเป็น 2 ตัวแทนนักศึกษาในโครงการ ที่มาบอกความรู้สึกให้เราฟัง

ไม่ใช่เพียงแค่ให้ที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ AP ยังสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ที่จะช่วยอำนวยต่อการศึกษาของน้องเบนซ์และน้องซุปด้วยเช่นกัน ด้วยการที่ AP Design Lab ไปจับมือร่วมกับ Fabrica ดีไซน์สตูดิโอระดับโลกจากประเทศอิตาลี มาร่วมกันออกแบบพื้นที่ชีวิตแห่งการศึกษานี้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดในทุกตารางเมตรของ Aspire สาทร-ตากสิน (คอปเปอร์โซน) และ Aspire รัตนาธิเบศร์ 2  

ซึ่งตรงนี้ก็ยังช่วยตัดปัญหาในเรื่องของการเดินทางไปเรียน และความไม่ปลอดภัยของน้อง ๆ ที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ตามลำพังอีกด้วย

คงมีไม่กี่แบรนด์ ที่ทำ CSR ได้สร้างสรรค์ และสื่อสารตัวตนของแบรนด์ออกมาได้ชัดเจนและแตกต่างแบบนี้ สำหรับแคมเปญนี้ เอพียังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ “พื้นที่”อีกครั้งหนึ่ง เพราะพื้นที่นี้ เป็นมากกว่าแค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่แห่งโอกาส ที่ทำให้น้องๆ ได้สานฝันของตัวเอง ได้ก่อกำเนิดมิตรภาพใหม่ๆ และได้รับรู้ความสำคัญของการให้อีกด้วย

ฉลาด! คงน่าจะเป็นคำนิยามของอสังหาฯ แบรนด์นี้ได้ดีที่สุด

และคุณก็สามารถสัมผัสความฉลาดแห่งการออกแบบของ AP และ Fabrica ได้ที่นิทรรศการ SPACES WITHIN SPACE – A VISION OF CO-LIVING GENERATION ให้คุณได้รู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในห้องพักจริง เพราะในห้องยังมีรายละเอียดอีกมาก ที่ผ่านการคิดอย่างฉีกกรอบเสมือนเป็นวิสัยทัศน์แห่งการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในอนาคตเลยทีเดียว

โดยนิทรรศการจะจัดแสดงวันที่ 22-26 พฤศจิกายนนี้ ที่ WOOF PACK BANGKOK ศาลาแดง ซอย 1 ที่จะเปิดให้ทุกคนได้เข้าชมกันแบบฟรี ๆ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://goo.gl/CxxdvQ

 

เปิดตัว 4 โครงการสไตล์ยุโรปที่อยู่ในเมืองไทย สวยจนไม่อยากไปเที่ยวไกลบ้าน

หากถามว่า “รางวัลของชีวิตคุณ”คืออะไร

บางคนตอบว่าคือการได้ท่องเที่ยวไปทั่วทุกมุมโลก แต่สำหรับบางคน รางวัลชีวิตคือการได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายใน “พื้นที่ส่วนตัว”ท่ามกลางบรรยากาศที่ดีที่สุด ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และที่สำคัญสะท้อนรสนิยมที่เป็นอัตลักษณ์ นั่นอาจจะเป็นรางวัลสุดท้ายที่เขาจะมอบให้กับตนเองและครอบครัว

แต่จะดีแค่ไหนถ้าทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องเดียวกัน จะดีแค่ไหนถ้าได้พักผ่อนในบ้านของเรา ที่มีพื้นที่และบรรยากาศไม่ต่างจากหมู่บ้านต่างประเทศ ดีแค่ไหนถ้าได้วิ่งออกกำลังกายในหมู่บ้านอารยธรรมแบบนอร์ดิก (Nordic) หรือขี่จักรยานเลาะเล่นในหมู่บ้านริมธาร คล้าย ย่าน Bourton on the Water เมืองเล็กๆ ของประเทศอังกฤษ ที่มีธารน้ำรอบเมือง

นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิด “Staycation Homes” ที่เป็นศัพท์ใหม่เกิดจากการรวมกันของคำว่า Stay + Vacation หมายถึงการพักผ่อนอยู่บ้าน ที่รวบรวมเอาแรงบันดาลใจจากเมืองท่องเที่ยวทั่วโลก เสมือนยกบรรยากาศจากเมืองนอกมาอยู่ที่เมืองไทย

แคมเปญนี้สร้างสรรค์โดย SC Asset กับแบรนด์บางกอก บูเลอวาร์ด ซึ่งได้เปิดตัวไปแล้ว 4 โครงการ และล่าสุดกำลังจะเปิดอีก 4 โครงการด้วยกัน บอกเลยว่าตอบโจทย์คนที่ชื่นชอบการเดินทางต่างประเทศ และมีรสนิยมสถาปัตยกรรมแบบยุโรปโดยเฉพาะ

ปรัชญาการออกแบบบ้านซีรีส์ใหม่ที่เก็บแรงบันดาลใจจากเมืองท่องเที่ยวทั่วโลกมาเป็นแนวคิดการออกแบบบ้าน ภายใต้ชื่อแคมเปญ #StaycationHomes ที่ทำให้ผู้อาศัยได้สัมผัสการพักผ่อนจนไม่อยากออกไปไหนอีก

4 โครงการที่ว่าประกอบด้วย 4 ทำเล ได้แก่

บางกอก บูเลอวาร์ด แจ้งวัฒนะ 2

บางกอก บูเลอวาร์ด สาทร-ปิ่นเกล้า 2

บางกอก บูเลอวาร์ด (ซิกเนเจอร์) สาทร-ราชพฤกษ์

บางกอก บูเลอวาร์ด (ซิกเนเจอร์) ราชพฤกษ์

 

เริ่มจาก 2 โครงการแรก สำหรับคนที่ชื่นชอบแนว Luxury Nordic 

การแต่งบ้านนอร์ดิกสไตล์(Nordic Style) หรือบางครั้งเรียกว่าสไตล์สแกนดิเนเวียน (Scandinavian Style)  เป็นคำที่ใช้เรียกการแต่งบ้านของคนในแถบยุโรปเหนือที่ประกอบด้วยเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน และฟินแลนด์ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีอากาศหนาว การตกแต่งบ้านจึงเน้นให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น ไม่ซับซ้อน เน้นความปลอดโปร่ง โดยมักใช้เพดานสูงและโชว์โครงสร้างของหลังคา ในขณะเดียวกันก็เป็นการออกแบบที่เน้นรูปลักษณ์ธรรมชาติ ผ่านวัสดุอุปกรณ์อย่างการใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ บุหนัง รวมไปถึงการใช้โทนสีอ่อนไปจนถึงขาวเป็นหลักเพื่อให้บรรยากาศดูสว่างและอบอุ่นมากขึ้น
  1. บางกอก บูเลอวาร์ด แจ้งวัฒนะ 2 – Forest is Everywhere

เริ่มจากบรรยากาศในโครงการ ที่ดึงจุดเด่นของความเป็น นอร์ดิก นั่นคือ ต้นสน มี Shape Form มุมแหลมตั้งแต่หน้าโครงการ คลับเฮ้าส์ จนกระทั่งหลังคาของทุกบ้าน ก็มีทรงจั่วสูงมุมแหลมสอดคล้องกับบรรยากาศแบบนอร์ดิกด้วย ผสมผสานกับความโมเดิร์น ทั้งหมดทำให้รู้สึกเหมือนเดินอยู่ในหมู่บ้านแถบยุโรปเหนืออย่างเดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดนก็ไม่ผิด

สวนฤดูใบไม้ร่วง “relaxing moment”
สวนฤดูร้อน “exploring moment”
สวนฤดูหนาว “gathering moment”

โดยสวนส่วนกลางมี 3 สวน กระจายทั่วโครงการรองรับลูกบ้าน โดยมี Design Concept คือ Sense of the Season ซึ่งหมายถึงพันธุ์ไม้ของแต่ละสวน ก็จะเป็นไปตามฤดูนั้นๆ สร้างความสดชื่นในทุกช่วงเวลา

ที่น่าสนใจคือตัวโครงการมี Bike lane รอบโครงการ สามารถปั่นจักรยานวนไปสวนทั้ง 3ได้ พร้อมคลับเฮ้าส์ที่บอกเลยว่าสวยสุดๆ ประกอบด้วย สระว่ายน้ำขนาดใหญ่  21 เมตร และ ฟิตเนสที่ให้ลูกบ้านได้ใช้บริการได้เต็มอิ่ม

คลับเฮาส์หรู

 

2. บางกอก บูเลอวาร์ด สาทร-ปิ่นเกล้า 2 The Nordic by The River

เชื่อว่าการมีบ้านริมน้ำคือความฝันของใครหลายๆคน และนี่น่าจะเป็นอีกโครงการหรูที่จัดสรรธรรมชาติผสมผสานกับความทันสมัยได้มาเป็นความผ่อนคลายในการพักผ่อนอย่างที่สุด

เป็นที่มาของโครงการบางกอก บูเลอวาร์ด สาทร-ปิ่นเกล้า 2 ซึ่งมีความพิเศษเนื่องจากโครงการนี้ ติดกับคลองมหาสวัสดิ์ จึงดึงเส้นสายของแม่น้า เข้ามาประกอบกับการออกแบบ ภายใต้ดีไซน์แบบนอร์ดิก มีส่วนของเหลี่ยมมุม แปลกตา แต่มีเอกลักษณ์ น่าจดจำ

ความลงตัวของอาคาร โทนสีเทา น้าตาล ประกอบกับ สีเขียวจาก ต้นไม้ สนามหญ้า ผสมผสานความร่มรื่นในทุกช่วงเวลา

 

Main Gate แปลกไปจากทางเข้าโครงการแบบ ปกติ โดยการดึงเอา Symbolic ของความเป็นนอร์ดิกออกมา
ตัวอาคาร Clubhouse มีรูปร่าง เป็นเหลี่ยมมุม แปลกน่าจดจำ โดยตัวอาคารติดคลองมหาสวัสดิ์ มี Pool Terrace ชมบรรยากาศคลองมหาสวัสดิ์ พร้อม Walk way ริมน้ำ และลานกิจกรรม หน้าสระว่ายน้าขนาดใหญ่ (6.5×21ม.)

 

ทั้ง 2 โครงการมีแบบบ้านให้เลือก 4 แบบได้แก่ 1.HOST  2. VAREN 3. VINTEREN และ4. SOMMEREN

โดยไฮไลต์คือแบบ SOMMEREN บ้านหรูสไตล์นอร์ดิก 5 ห้องนอน 5 ห้องน้า พร้อมดีไซน์หลังคาทรงจั่วสูง ซึ่งทำให้ Master Bedroom มีเพดานสูงถึง 4.4 เมตร พร้อมบานประตู หน้าต่าง เป็นกระจก เชื่อมต่อระเบียง ขนาดใหญ่ ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งนอกจากนี้ยังมี Widely Walk-in Closet กว้างถึง 4.6 เมตร ภายในตัวบ้านมีฟังก์ชั่น Robi พื้นที่ถอดรองเท้าภายในบ้าน ที่ช่วยให้บ้านเป็นระเบียบ และปลอดภัยจากสัตว์เลื้อยคลาน รวมถึงไม่ให้รองเท้าตากแดด และเปียกฝนอีกด้วยโดดเด่นด้วย Skylight Living Room ห้องนั่งเล่นที่มีบานหน้าต่างสูง เป็นช่องแสง ให้ห้องนั่งเล่นดูสว่าง โปร่งโล่ง เหมาะสำหรับการพักผ่อน

SOMMEREN บ้านหรูสไตล์นอร์ดิก 5 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ

 

 

 LUXURY ENGLISH

ถ้าใครเคยไปหมู่บ้านชนบทเล็กๆที่อังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นเมืองคอทส์โวลส์ (The Cotswolds) หรือเมือง Bourton on the Water ความน่ารักของรูปทรงบ้านที่ทำจากอิฐโบราณ และหินสีน้ำผึ้ง ที่เก่าแก่คลาสสิค ผสานกับบรรยากาศธรรมชาติเป็นหนึ่งเดียวกัน บอกเลยว่าอยากจะนอนอยู่ในบ้านไม่อยากไปไหนแล้ว ซึ่งอีก 2 โครงการของ บางกอก บูเลอวาร์ด ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก เมืองตากอากาศของประเทศอังกฤษ

 

3. บางกอก บูเลอวาร์ด(ซิกเนเจอร์) สาทร-ราชพฤกษ์ Bourton on the Water

จุดเด่นของโครงการอย่างที่บอกคือการนำเอากลิ่นอายแบบฉบับของบ้านอังกฤษ มาใช้ออกแบบไม่ว่าจะเป็นธารน้ำรอบเมือง, สะพานหินโค้ง, หญ้า, ต้นไม้ ประกอบกับบ้านรูปทรงยุโรปที่เพิ่มมูลค่าความหรูหรา และความสุขอย่างลงตัว

สวนส่วนกลางขนาดใหญ่ 4 ไร่ อยู่บริเวณกลางโครงการทำให้บ้านได้ Paranomic View ทั้งสนามหญ้าขนาดใหญ่,ธารน้ำและสะพานหินที่ให้อารมณ์เสมือนพักผ่อนอยู่ ที่เมือง Bourton ประเทศอังกฤษ นอกจากนี้ยังมี Tea House ชมสวนสวย สไตล์อังกฤษ Jogging Track รอบสวนอีกด้วย

ขณะที่บรรยากาศที่เป็นอัตลักษณ์แล้ว สิ่งที่เสริมเติมความสุขคือส่วนกลางของโครงการที่จัดเต็มไม่ว่าจะเป็น สนามเทนนิส และสนามบาสเกตบอลร่วมกัน ในส่วน Clubhouse ก็แบ่งเป็นอาคารต่างๆ ทั้งฟิตเนส และส่วนสระว่ายน้ำ ขนาดใหญ่ ที่เป็น Infinite Edge  ออกกำลังกายไปด้วยท่ามกลางวิวทิวทัศน์ที่ร่มรื่นที่สุด

 

ไฮไลต์ของโครงการนี้ คือแบบบ้าน WESTMINSTER ที่เป็นบ้านหรูสไตล์นอร์ดิก 4 ห้องนอน ดีไซน์หลังคาทรงจั่วสูง ทำให้ Master Bedroom มีเพดานสูง 5 เมตร พร้อมบานประตู หน้าต่าง เป็นกระจก เชื่อมต่อระเบียงขนาดใหญ่ ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง เหมาะสาหรับการพักผ่อน นอกจากนี้ยังมี Walk-in Closet ขนาดใหญ่รองรับครอบครัวขนาดใหญ่ กับ Double Living Room ต่อเนื่องไปกับส่วนทานอาหาร และ Pantry ห้องครัวขนาดใหญ่ พร้อม Maid Plaza ห้องซักรีด และห้องแม่บ้านชั้นบน มีห้องนั่งเล่นส่วนกลาง สามารถจัดเป็นห้องโฮมเทียเตอร์ และพื้นที่จัดเตรียมเป็นห้องพระจอดรถ 4 คัน

 

 

4. บางกอก บูเลอวาร์ด (ซิกเนเจอร์) ราชพฤกษ์ Private Luxury English Village

แรงบันดาลใจหลักของโครงการ คือ เมืองตากอากาศของประเทศอังกฤษ ผสมผสานกับความหรูหรา แต่คงกลิ่นอาย ไว้ด้วยวัสดุธรรมชาติ เช่น อิฐ ไม้ และรูปร่างอาคาร ที่เป็นเอกลักษณ์ ประกอบกับบรรยากาศของต้นไม้ ที่ให้ความร่มรื่น เหมาะสาหรับทุกๆวันที่เป็นวันพักผ่อน

 

อีกตัวเลือกหนึ่งของการพักผ่อนแบบมีรสนิยม ด้วยคลับเฮ้าส์ที่เชื่อมต่อสวนส่วนกลาง สามารถออกกำลังกาย ชมวิวสวน สระว่ายน้ำ บริเวณสวน มีพื้นที่นั่งพักผ่อน ใต้ร่มเงา ของต้นไม้ใหญ่

ความพิเศษของโครงการนี้คือสังคมที่ส่วนตัวด้วยจำนวนยูนิตเพียง 15 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 18-24 ล้านบาท โดยมีแบบบ้านที่เป็นไฮไลต์คือ Bibury คฤหาสน์หรูกลิ่นอาย Luxury English Village ที่มี Master Bedroom เพดานสูงถึง 4.4 เมตร พร้อมบานประตู หน้าต่าง เป็นกระจก เชื่อมต่อระเบียง ขนาดใหญ่ รับวิวภายนอกได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังมี Widely Walk-in Closet ห้องแต่งตัวขนาดใหญ่ เชื่อมต่อห้องน้ำในตัว

BIBURY บ้านหรูสไตล์นอร์ดิก 4 ห้องนอน 4 ห้องน้า

ด้วยแนวคิดและจุดเด่นของโครงการบ้านทั้ง 4 โครงการ ทำให้แคมเปญ #StaycationHomes การอยู่บ้านที่เปรียบเสมือนการพักผ่อนชัดเจนมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญทำให้ ‘บ้าน’ มีความหมายมากกว่าคำว่าที่พักอาศัย

นี่คือหัวใจความสำเร็จของบ้านจาก SC Asset และเป็นคำตอบสุดท้ายของคนที่อยากค้นพบการพักผ่อนที่แท้จริง

11-12 พ.ย.นี้ เปิดจองโครงการใหม่ครั้งแรก ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษ www.scasset.com/staycation

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.1749

#StaycationHomes #BangkokBoulevard #BangkokBoulevardSignature #SCASSET

 

Origin ดัน Park 24 ผุดอาณาจักรมิกซ์ยูสล้อมรอบ ภายใต้ชื่อ Origin 24

แม้ในภาพรวมของตลาดคอนโดมิเนียมในประเทศไทยที่ผ่านมาจะมีการเคลื่อนไหวน้อยมาก แต่นั่นก็เกิดเฉพาะในตลาดกลาง-ล่างเท่านั้น ซึ่งส่วนทางกับตลาดคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีที่เดินหน้าเปิดตัวโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับอุปทานที่เพิ่มขึ้น

นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เหล่าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต่างหันมาเล่นในตลาดลักชัวรี โดยชูจุดขายคือทำเลที่ตั้งในย่านธุรกิจ ใจกลางเมือง พร้อมเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า

และการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองมากที่สุดในนาทีนี้เห็นจะเป็น โครงการ Park 24” คอนโดมิเนียมกลางสวนใหญ่บนพื้นที่ 10 ไร่ ใจกลางสุขุมวิท 24 ซึ่งเป็น Mega Project ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท พราวด์ เรสซิเดนซ์ จำกัด

Big Deal Big Project

ย้อนกลับไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ออริจิ้นเพิ่งเดินหน้าร่วมทุนครั้งสำคัญกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชื่อดังจากญี่ปุ่น “โนมูระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์” ในครั้งนั้น ออริจิ้นได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านโนว์ฮาว นวัตกรรม และดีไซน์ในการพัฒนาคอนโดมิเนียมแบบญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยเพิ่มศักยภาพให้ออริจิ้นสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง

และความร่วมมือครั้งล่าสุดนี้ก็เช่นกัน เพราะแม้ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการตลาดหุ้น ที่หลายคนออกมาวิเคราะห์ถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาจาก Big Deal แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การขยับขยายของออริจิ้น เพราะหลังจากที่ซื้อหุ้นของพราวเรสซิเดนซ์แล้ว โครงการ Park 24 ยังเป็นโครงการที่เพิ่ม Port Luxurious Segment ให้กับออริจิ้นมากขึ้นอีก จากเดิมที่มีเพียง 3 แบรนด์ คือ Knightsbridge, Notting Hill และ Kensington อยู่แล้ว

ที่สำคัญ ออริจิ้นได้เพิ่ม Value ให้กับโครงการ Park 24  ด้วยการผุด โปรเจคมิกซ์ยูสแบบลีสโฮลด์ ตั้งอยู่ใจกลางสุขุมวิท 24 ตรงข้ามโครงการ บนพื้นที่กว่า 4 ไร่ ประกอบด้วย 2 อาคาร แบ่งเป็นโรงแรม, เซอวิสอพาร์ทเมนท์ และคอมมูนิตี้มอลล์ ภายใต้ชื่อโครงการ “ORIGIN 24”

ORIGIN 24 โครงการมิกซ์ยูส ตรงข้าม Park 24

เจาะลึก PARK 24 คอนโด Hi-End บนทำเลระดับ Super Luxury

แน่นอนว่า PARK คือแบรนด์คอนโดฯ ที่มาเสริมแกร่งให้กับออริจิ้นในกลุ่มลูกค้าระดับบน และโครงการล่าสุดที่บอกไว้ข้างต้นคือ PARK 24 คอนโดฯ ขนาดใหญ่ใจกลางซอยสุขุมวิท 24 บนเนื้อที่ 12 ไร่ จำนวน 6 อาคาร แบ่งเป็น เฟส 1 : 3 อาคาร (1, 2 และ3) และ เฟส 2 : 3 อาคาร (4,5 และ 6)

ในมุมของโลเคชั่นนั้นไม่พูดถึงไม่ได้ ด้วยความที่ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 24 เดินทางสะดวกทั้งจากสุขุมวิท 24 สุขุมวิท 22 และพระราม 4  ทั้งยังห่างจาก BTS สถานีพร้อมพงษ์เพียง 400 ม. ใกล้แหล่งช้อปปิ้ง Emporium, Emquartier, Emsphere, K Village, Big C, A Square, Nihonmashi, Tesco Lotus และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงเป็นศูนย์กลางของย่านธุรกิจ (CBD) ที่สามารถรองรับความต้องการของชาวไทยและชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี ทำให้โลเคชั่นนี้เป็น Destination การช้อปปิ้งใจกลางเมืองอีกแห่ง ที่ผู้อยู่อาศัยและนักลงทุนต่างก็อยากครอบครอง

 

PARK 24 ให้ความสำคัญกับการออกแบบ เพื่อเป็น “Destination within a Destination” (หมายความถึง การที่ได้อยู่ในสถานที่ที่แวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ การเดินทาง ห้อมล้อมด้วยแหล่งช้อปปิ้ง และยังได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ซึ่งเป็นการผสมผสานการอยู่อาศัยอย่างลงตัว ระหว่างธรรมชาติและการใช้ชีวิต) การสร้างพื้นที่สวนส่วนกลางด้วยคอนเซ็ปต์ “Urban Forest” คอนโดพร้อมสวนใหญ่ ผสานชีวิตคนเมืองกับธรรมชาติเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ด้วยการออกแบบอาคารให้มีพื้นที่เปิดโล่ง เพื่อสร้างสรรค์สวนขนาดใหญ่ พร้อมพื้นที่ส่วนกลางที่เน้นสวนขนาดใหญ่ 10 ไร่ ประกอบไปด้วยสวนขนาดใหญ่ 8 สวนภายในโครงการฯ เปรียบเสมือนปอดที่คอยฟอกอากาศ ความอึดอัด หนาแน่น และความวุ่นวายของถนนสุขุมวิท

สำหรับตัวอาคาร PARK 24 เฟสหนึ่ง มีทั้งหมด 3 อาคาร  ตึก 1 (Plaza) สูง 2 ชั้น /ตึก 2 สูง 51 ชั้น 532 ยูนิต/ และตึก 3 สูง 29 ชั้น 300 ยูนิต

มีขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่

  • 1 Bedroom พื้นที่ประมาณ 27-38 ตร.ม.
  • 2 Bedroom พื้นที่ประมาณ 52-54 ตร..
  • Duplex  พื้นที่ประมาณ 80-106 ตร..

ที่พิเศษคือโครงการคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของลูกบ้านจึงออกแบบให้แต่ละชั้นมีจำนวนยูนิตเพียง 12 ยูนิต

ในขณะที่พื้นที่ส่วนกลางอื่นๆ กระจายอยู่ในทั้ง 2 Tower ทำให้ไม่ต้องเดินข้ามตึกเพื่อไปใช้งาน ซึ่งมีทั้ง ฟิตเนสพื้นที่กว่า 800 ตร.ม. พร้อมอุปกรณ์ฟิตเนสนำเข้าระดับพรีเมี่ยม, ห้องสมุด, Yoga Studio และที่เป็นไฮไลท์คือ สระว่ายน้ำลอยฟ้าที่มีขนาดยาวที่สุดคือ ยาว 40 เมตร Tower 2 อยู่ที่ชั้น 50 ส่วน Tower 3 จะอยู่ที่ชั้น 28

ด้วยศักยภาพของทำเลที่ในอนาคตจะกลายเป็น ศูนย์กลางการช้อปปิ้งขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ รวมถึงการมาของโปรเจคมิกซ์ยูศ ORIGIN 24 และตัวโครงการที่มีการออกแบบและคอนเซ็ปต์ให้เป็น Destination within a Destination ที่ผสานธรรมชาติและการใช้ชีวิต กลายเป็นที่อยู่อาศัยได้อย่างลงตัว PARK 24 จึงเป็นอีกหนึ่ง Mega Project ที่ต้องจับตาดู

 

ส่วนใครที่สนใจรายละเอียดโครงการมากกว่านี้ สามารถติดตามได้ที่ https://goo.gl/v9RRZU หรือ Facebook: Park24

Park 24 คอนโดพร้อมอยู่ พร้อมสวนสีเขียวกว่า 10 ไร่ ผืนสุดท้าย ใจกลางสุขุมวิท 24
เพียง 500 เมตร จาก EMDISTRICT

  • ปล่อยใจล่องลอย Cloud Pool สระว่ายน้ำ40 เมตร เหนือชั้น 50
  • Boxing GYM ที่ Active Floor ฟิตเนส เทควิวขอบฟ้า  กว่า 800 ตร.ม.
  • สะดวกด้วยแหล่งชอปปิ้งและร้านอาหารชั้นนำ
  • เดินทางสะดวกเข้าออกได้ทั้งสุขุมวิท 22 และ 24

 

ลงทะเบียนรับสิทธิ์อยู่ฟรี 1 ปีเต็มทันที  พร้อมส่วนลดสูงสุด 100,000.- ได้ที่  https://goo.gl/v9RRZU

แต่งครบ เริ่มเพียง 5.9 ล้าน*  โทร  02-258-3333

By Origin Property

เวทีประกวดภาพถ่าย “EVERY PICTURE TELLS A STORY” ประสบการณ์ล้ำค่าของเยาวชน และการพัฒนาชุมชนไปพร้อมกัน

ก้าวสู่ปีที่ 2 เป็นที่เรียบร้อย… สำหรับโครงการ OLYMPUS: “Every Picture Tells a Story Season 2” บริษัท โอลิมปัส (ประเทศไทย) ร่วมกับนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดินหน้าจัดเวทีประกวดภาพถ่ายสำหรับน้องๆ เยาวชน นักศึกษา ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ภาพเล่าเรื่อง” พื้นที่สร้างสรรค์ปลุกแรงบันดาลใจ และเติมไฟให้กับนักศึกษาทั่วประเทศที่ชื่นชอบในการถ่ายภาพ ได้มีโอกาสทำตามฝันเรียนรู้เทคนิคและแนวความคิดในการถ่ายภาพกับช่างภาพมืออาชีพ พร้อมทั้งลงพื้นที่จริง เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตของคนในชุมชน ก่อนที่จะถ่ายทอดเรื่องราววิถีชีวิตของคนในชุมชน ผ่านม่านชัตเตอร์และคมเลนส์ ชิงรางวัลกว่า 100,000 บาท และของรางวัลพิเศษจากทาง OLYMPUS อีกด้วย

ซึ่งในปีนี้มีผลงานภาพถ่ายจากนักศึกษามากกว่า 650 ผลงานส่งเข้าประกวด ก่อนคัดเลือกเหลือ 30 คนสุดท้าย เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อป “One-Day Photography Workshop & Trip” ที่ จังหวัดเพชรบุรี

คุณอมรศักดิ์ เตียวกุล Training Team Manager , Imaging Division , OLYMPUS Thailand

คุณอมรศักดิ์ เตียวกุล Training Team Manager OLYMPUS Thailand เล่าถึงจุดเริ่มต้นและที่มาของตัวโครงการ EVERY PICTURE TELLS A STORY “ภาพเล่าเรื่อง” ไว้ได้อย่างน่าสนใจ

“สำหรับโครงการ Every Picture Tells a Story Season 2 ในปีนี้ เรายังคงร่วมงานกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่างนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ถือเป็นการสานต่อแคมเปญเพื่อเป็นเวทีให้เหล่านักศึกษาและน้องๆ ที่สนใจและรักในการถ่ายภาพได้มีโอกาสแสดงความสามารถ บวกกับได้เรียนรู้ได้พัฒนาเทคนิคด้านการถ่ายภาพและลงพื้นที่ถ่ายภาพจริงๆ กับช่างภาพของทางนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายๆ”

 

ให้ภาพเล่าเรื่อง

โดยในขั้นแรก ทีมงานเปิดรับภาพถ่ายจากฝีมือของนักศึกษาทั่วประเทศผ่านช่องทางออนไลน์ โดยรูปที่ส่งเข้าประกวดนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นภาพถ่ายจากกล้องคุณภาพสูงหรือถ่ายผ่านเลนส์ราคาแพง อาจถ่ายจากกล้องมือถือ หรือกล้องอะไรก็ได้… แต่พ้อยท์สำคัญที่สุด อยู่ที่มุมมองและการนำเสนอเรื่องราว และตรงตามคอนเซ็ปต์ “ภาพเล่าเรื่อง” ที่ชัดเจนที่สุด

จาก 650 ผลงาน ผ่านการคัดเลือกจากกรรมการจนเหลือ 30 ผลงานสุดท้าย และน้องๆ ทั้ง 30 คนนี้แหล่ะ คือตัวแทนของนักศึกษาจากทั่วประเทศที่ได้มีโอกาสเข้าเวิร์กช็อปกับช่างภาพมืออาชีพ ทำความคุ้นเคยและเรียนรู้การใช้กล้อง OLYMPUS ไปพร้อมๆ กับเก็บเกี่ยวประสบการณ์และวิธีคิด มุมมองการถ่ายภาพจากมืออาชีพ

ก่อนที่ทั้งหมดจะได้ออกไปถ่ายรูปที่สถานที่จริง ณ จังหวัดเพชรบุรี และเวทีนี้แหล่ะคือพื้นที่เรียนรู้จริง และการแข่งขันจริง ที่ทุกคนมีอุปกรณ์เท่าเทียมกัน วัดกันที่มุมมองและไอเดียสร้างสรรค์ในการถ่ายรูปล้วนๆ

“การที่ OLYMPUS เข้ามาสนับสนุนโครงการนี้ นอกจากจะเป็นพาร์ทเนอร์หลักกับทาง นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ยังสนับสนุนในเรื่องของอุปกรณ์การถ่ายภาพของน้องๆ ตลอดโครงการ ไม่ว่าจะเป็นกล้องมิลเลอร์เลส จาก OLYMPUS และเลนส์หลากหลายระยะ เพื่อให้ผู้เข้าประกวดทุกคนสามารถหยิบยืม แลกเปลี่ยนอุปกรณ์ใช้งานได้”

คุณอมรศักดิ์ ยังเล่าให้ Marketeer Online ฟังเกี่ยวกับการเลือก จ.เพชรบุรี เป็นพื้นสำหรับการถ่ายภาพในครั้งนี้ว่า

“จังหวัดเพชรบุรีเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมของประเทศไทย นอกจากนั้นยังมีความหลากหลายของวิถีชีวิตคนในพื้นที่ มีสถานที่ที่น่าสนใจเหมาะกับการถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ป่าชายเลน สวนตาล ชุมชนเก่า และตลาดสดที่ยังคงวิถีชีวิตพื้นเมืองของคนในพื้นที่ไว้ นอกจากนั้นยังมีโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 อีกหลายโครงการ ทำให้การลงพื้นที่ในครั้งนี้จึงมีค่ามากกว่าแค่การไปถ่ายรูป แต่น้องๆ ยังได้ศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้าน เรียนรู้การใช้ชีวิต การประกอบอาชีพที่มีความเกี่ยวพันกับธรรมชาติ ป่าชายเลน ปาดตาล ชีวิตของเด็กๆ ในชุมชน การค้าขายของชาวบ้านในตลาดสด ฯลฯ”

เรื่องราวที่ภาพเล่า

“ภาพเล่าเรื่อง”  คือโจทย์หลักของโครงการในครั้งนี้ ดังนั้นภาพทุกภาพที่ถูกถ่ายจึงต้องสามารถบอกเล่าเรื่องราวของคนในชุมชน บอกเล่าเรื่องราวอะไรบางอย่างของสถานที่ หรือเพื่อสะท้อนอะไรบางอย่างจากสถานที่ที่น้องๆ ได้มีโอกาสไปถ่ายภาพ

“คำว่าภาพเล่าเรื่องในมุมมองของผมนั้นมีความหมายมาก รูปถ่ายที่ผู้เข้าร่วมโครงการทุกคนถ่ายมานั้น บางภาพอาจจะสามารถเล่าให้เห็นถึงวัฒนธรรม วิถีชีวิตที่สวยงาม น่าสนใจ เมื่อรูปภาพนี้ถูกตีเผยแพร่ออกไปยังสาธารณะก็สามารถ สร้างประโยชน์ให้กับชุมชน ได้อีกทาง อาจจะเป็นในแง่ของการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน หรือภาพบางภาพที่ถูกถ่ายอาจ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหา และเมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นถึงปัญหา ก็อาจก่อให้เกิดการแก้ไข หรือปรับปรุงพัฒนาให้ชุมชนและคนในชุมชนมีชีวิตที่ดีขึ้น”

เราจะเห็นได้ว่า “เรื่อง” ที่ภาพเล่า จึงมีความหมายมากกว่าแค่ความสวยงามของภาพ แต่พลังเล็กๆ ในเรื่องราวของรูปภาพที่ถูกถ่ายถอดออกมานั้นอาจกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ย้อนกลับมาพัฒนาชุมชนได้อีกก็เป็นได้…

 

ให้เทคโนโลยีช่วย (เรา) เล่า

การได้ลงพื้นเพื่อสัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และถ่ายภาพนั้น เปรียบเสมือนได้ออกจากห้องเรียนเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากโลกกว้าง ได้ใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาอย่างเต็มที่… แต่แน่นอนว่าการถ่ายภาพนอกสถานที่แบบตลอดทั้งวัน (One Day Trip) นั้นย่อมมีอุปสรรคหลายๆ อย่างเช่น เรื่องของน้ำหนักกล้องที่ต้องสะพายตลอดทั้งวัน เรื่องของการปรับแต่งภาพก่อนและหลังถ่าย ฯลฯ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เราสามารถลดหรือแก้ได้ หากเลือกใช้อุปกรณ์ได้อย่างถูกต้อง

น้ำหนักที่มากไปของกล้องโปร อาจทำให้ One Day Trip ของคุณไม่สนุกเต็มที่ ต้องแบกกระเป๋าใบโตออกจากบ้านพร้อมอุปกรณ์ต่อพ่วงอีกหลายชิ้น… ปัญหาตรงนี้จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตกล้องพัฒนากล้องมิลเลอร์เลสขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งาน ด้วยจุดเด่นของขนาดและน้ำหนักที่เบา ฟังก์ชันครบจบในตัว และเมื่อถ่ายแล้วได้ภาพที่สวยงามใช้งานได้ แน่นอนว่าทำให้คุณสนุกกับการออกทริปและถ่ายภาพได้มากขึ้น

ปรับแต่งภาพก่อนและหลังถ่าย ด้วยเทคโนโลยียุคใหม่ของกล้อง ทำให้ผู้ใช้งานสะดวกขึ้นทุกขั้นตอน รวมถึงขั้นตอนการปรับแต่งภาพให้ได้ตามที่ต้องการ ทั้งก่อนถ่ายและหลังถ่าย ซึ่งเป็นฟังก์ชันนี้น่าจะถูกอกถูกใจยูสเซอร์รุ่นใหม่สายโซเชียล ถ่ายรูปภาพปุ๊ป แต่งภาพสวยจากหลังกล้องและโอนสู่สมาร์ทโฟนแบบไม่ต้องผ่านโปรแกรมแต่งรูปอีกรอบ เพิ่มความสะดวกสบายให้กับตอบโจทย์คนที่อยากได้ภาพสวยแบบทันใจแน่นอน

“เทคโนโลยีของกล้องรุ่นใหม่ๆ ที่ถูกพัฒนาเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานได้มากขึ้นนั้น ผมมองว่ามันเป็นการผสานเอา ศาสตร์และศิลป์ เข้าหากัน และน่าจะช่วยให้คนสนุกกับการถ่ายภาพได้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม”

เล่ามาขนาดนี้แล้ว… หลายคนคงอยากเห็นภาพถ่ายของน้องๆ ที่เข้าร่วมโครงการ และภาพชนะเลิศจากเวทีประกวด OLYMPUS : EVERY PICTURE TELLS A STORY Season 2 by National Geographic Thailand ประจำปี 2017 สามารถรับชมที่ด้านล่างได้เลย!

 

   



เเละท้ายสุด ทาง OLYMPUS Thailand ยืนยันกับ Marketeer Online ว่า
“ในปี 2018 จะมีโครงการดีๆ เเบบนี้ รวมถึงกิจกรรม EVERY PICTURE TELLS A STORY”  เเละโครงการอื่นๆ อีกเเน่นอน”

ติดตามรายละเอียดได้ที่ : https://www.facebook.com/olympusthailand/

Technology Disruption 9 แนวทางปฎิรูปความคิด เพื่อโลกธุรกิจในอนาคต

“คนที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวได้กับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ดีที่สุด” (Chales Darwin) เป็นคำที่อธิบายถึงบริบทที่เปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลได้เป็นอย่างดี
ที่ผ่านมา หลายธุรกิจเผชิญความท้าทายของเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนโลก ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีทำให้บางธุรกิจล้มหายตายจาก แต่ก็สร้างธุรกิจให้เติบโตขึ้นมากมายเช่นกัน ดังนั้นธุรกิจไทยจะปรับตัวและใช้เทคโนโลยีในการสร้างโอกาสได้อย่างไร นั่นคือคำถามสำคัญที่เราต้องตกผลึกออกมาเป็นแนวทางรูปธรรมให้ได้ของตนเอง

Marketeer ร่วมบรรยากาศงาน Krungsri Business Forum 2017 CEO 4.0 : Thinking Transformation ปฎิรูปความคิด พลิกโฉมประเทศไทย ซึ่งต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งงานสำคัญ ที่อัดแน่นด้วยความรู้จากผู้บริหาร บุคคลสำคัญและ CEO ชื่อดังหลายท่าน ที่มาร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ที่จะเกิดขึ้นในโลกธุรกิจอนาคต

โดยเราได้สรุปเนื้อหาใจความสำคัญแต่ละท่านที่ได้แชร์ ซึ่งมีทั้งหมด 9 ท่าน  เป็นที่มาของ Technology Disruption 9 แนวทางปฎิรูปความคิด เพื่อโลกธุรกิจในอนาคต และเชื่อว่าน่าจะเป็นความรู้และสร้างบันดาลใจนักธุรกิจ ตลอดจนผู้ประกอบการไทยได้ดีทีเดียว

 

ดร.พิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

ดร.พิชิต อัคราทิตย์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
ในอีก 5 ปีข้างหน้า โครงการ Eastern Economic Corridor
ผนวกกับระบบ Fintech และ ระบบ logistic ที่สมบูรณ์
มากขึ้น จะทำให้ต้นทุนในการขนส่งสินค้าและบริการ
ต่ำลง ประหยัดเวลาในการขนส่งมากขึ้น และส่งผลให้ความ
สามารถในการแข่งขันของประเทศไทยจะสูงขึ้น

 

คุณโนริอากิ โกโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

คุณโนริอากิ โกโตะ
กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
การปฏิรูปความคิด คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญ
ที่ช่วยให้ผู้นำในองค์กรเห็นโอกาสจากการ
เปลี่ยนแปลงนี้ และนำองค์กรสู่ความสำเร็จได้
นวัตกรรมคือกุญแจสำคัญที่ใช้มอบประสบการณ์
น่าประทับใจให้ลูกค้า กรุงศรีจึงนำเทคโนโลยี
มาใช้ในทุกการทำงาน เพื่อสร้างประสบการณ์
ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของเรา

 

คุณสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

คุณสมชัย เลิศสุทธิวงค์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
องค์กรต้องหา platform ให้เจอ อะไรที่เป็น
value ใหม่จากสินค้าและบริการพื้นฐาน
ของเรา ถ้าหาเจอ เราจะเป็นผู้ชนะ เพราะ
platform นี้มีต้นทุนต่ำและจะขยายได้อย่าง
มากมายมหาศาล

 

คุณชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการ บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด

คุณชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ
รองประธานกรรมการ
บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด
แนวโน้มการใช้รถไฟฟ้า รวมถึงเทคโนโลยีที่
นำไปสู่ยานยนต์ไร้คนขับทำให้หลายธุรกิจ
ต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงนี้ เพราะผล
กระทบไม่ได้เกิดแค่ในวงการอุตสาหกรรม
ยานยนต์เท่านั้น

 

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม และ กลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์
ประธาน บี.กริม และ
กลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์
เรามีทัศนคติที่ดีในการทำธุรกิจ ทำสิ่งใหม่ๆ
อยู่ตลอด พร้อมเปิดรับนวัตกรรม ปรับตัว
ให้ทันสมัยเข้ากับสิ่งแวดล้อม และใช้หลักการ
ทำธุรกิจแบบพรหมวิหาร 4 ที่สำคัญต้องให้
พนักงานมีความสุขในที่ทำงาน สิ่งนี้ทำให้
บี.กริม อยู่มาได้ยาวนานถึง 140 ปี

 

คุณวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร

คุณวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์
กรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร
เทคโนโลยีมาพร้อมกับต้นทุน ผู้บริหารต้อง
คิดทบทวนตลอดเวลาว่าองค์กรยืนอยู่ด้วย
จุดประสงค์อะไร สร้าง environment การ
เปลี่ยนแปลงในองค์กร ผลักดันคนในองค์กร
ให้ทำ project ที่แปลกใหม่กว่าเดิม

 

คุณอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท LINE (ประเทศไทย)

คุณอริยะ พนมยงค์
กรรมการผู้จัดการ บริษัท LINE (ประเทศไทย)
สิ่งที่ทำให้ LINE เติบโต คือการ break business
model แบบเดิม ด้วยการสร้าง platform
ที่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก สร้าง service ที่
ช่วยตอบโจทย์ในชีวิตประจำวันของผู้ใช้ดีขึ้น
สำคัญคือต้องเข้าใจจุดแข็ง รู้จุดอ่อน และหา
partner มาช่วยเติมเต็มสิ่งที่เราไม่มีเช่น
LINE MAN ตอบโจทย์เรื่องร้านอาหาร street food
จับมือวงในที่มีข้อมูลร้านอาหารจำนวนมากในมือ

 

ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)

ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์
รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)
ในอนาคต trend ของอสังหาริมทรัพย์ยุค 4.0
คือ บ้านที่ผลิตไฟใช้เองได้ หรือบ้านติดโซล่าร์
เพราะพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานฟรี
และเป็นหนึ่งใน Disruptive Technology
ที่ราคาถูกลงจากเมื่อก่อน ติดตั้งง่าย และ
เปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตของคน

 

ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานวิจัย

ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่
ผู้บริหารสายงานวิจัย
โลกในบริบทใหม่ที่มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ
ทางเศรษฐกิจโลก การเป็นสังคมเมืองที่มี
ชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น และการเข้าสู่สังคมสูงวัย
รวมถึงการเกิดขึ้นของ Technology Disruption
“กุญแจสู่ความสำเร็จ” ของการทำธุรกิจในโลก
ยุคใหม่คือการใช้ “เทคโนโลยี” และ “นวัตกรรม”

 

 

ท่ามกลางการเข้าร่วมฟังและบรรยากาศที่คราคร่ำไปด้วยผู้บริหาร นักการตลาด และผู้ประกอบการมากมายที่ให้ความสนใจ ซึ่งต้องบอกเลยว่าเป็นอีกความสำเร็จ ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้สนับสนุนผู้ประกอบการไทยปฏิรูปความคิด เพื่อสร้างโอกาสธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

Case Study ผู้นำตลาด : ซีพีเอ็นกับการนำ CRM มาใส่ใน The 1 Card ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ลูกค้าได้รอบด้าน

เทคโนโลยีส่งผลต่อผู้บริโภค ผู้บริโภคส่งผลต่อภาคธุรกิจที่ต้องปรับตัวให้ทันต่อการรองรับพฤติกรรมของลูกค้า ในช่วงปีที่ผ่านมาเราจึงเห็นรีเทลเจ้าใหญ่หลายรายในประเทศไทยนำเทคโนโลยีมาช่วยตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างรอบด้านมากขึ้น

หนึ่งในนั้นคือ ‘ซีพีเอ็น’ ที่ถ้าใครใช้บริการรีเทลในเครือเซ็นทรัลบ่อย ๆ ก็จะรู้จักบัตร ‘The 1 Card’ เป็นอย่างดี

‘The 1 Card’ คือบัตรคอยมอบสิทธิพิเศษต่าง ๆ ให้กับลูกค้าที่ใช้บริการมาตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งนับเป็นเวลากว่า 11 ปี และมีฐานลูกค้าที่ถือบัตรในปัจจุบันอยู่ 12 ล้านคน

11 ปี กับ 12 ล้านคนผู้ถือบัตร นี่ถือเป็นฐานข้อมูลชั้นดีในการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อทำตลาดให้เหมาะสม ตอบสนองต่อพฤติกรรมของลูกค้าได้อย่างรอบด้าน

และเพื่อตอบรับกับเทรนด์การใช้เทคโนโลยีของผู้บริโภคนี้ ล่าสุดทางซีพีเอ็นจึงได้ออกมาทำ 3 แคมเปญใหม่ที่ใช้ชื่อว่า

The 1 Card Everyday ให้ทุกวัน ได้ทุกวัน

The 1 Card Gifts ดีที่สุดในวันพิเศษ

และ The 1 Card Experience สู่ประสบการณ์ที่เหนือกว่า

ไม่เพียงแต่เก็บสะสมคะแนนเพื่อรับของรางวัลได้เหมือนเดิม แต่การหันมาเพิ่มงบลงทุนกว่า 50 ล้านบาทของซีพีเอ็นในครั้งนี้จะเป็นการสร้างประสบการณ์ในการช็อปปิ้งแก่ลูกค้าได้มากขึ้น Personalized มากขึ้น 

เพราะ The 1 Card จะนำ Data ในการใช้จ่ายของคุณมาวิเคราะห์เป็นพฤติกรรมต่าง ๆ ว่าคุณชอบหรือไม่ชอบอะไร ซึ่งนั่นเท่ากับว่าคุณจะได้รับโปรโมชั่นและข้อมูลข่าวสารจากแบรนด์ที่ตัวเองชื่นชอบหรือสนใจเท่านั้น

ถ้ายังไม่เห็นภาพคงต้องขอยกตัวอย่างมาอธิบายให้เข้าใจกันมากขึ้น

หากคุณชอบซื้อเสื้อผ้าจากร้านในเครือ Jaspal ทาง The 1 Card ก็จะมอบสิทธิพิเศษส่งตรงถึงลูกค้าที่ซื้อสินค้าอยู่แล้วและกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ที่มี Lifestyle ที่ตรงกับแบรนด์

หรือแคมเปญ The 1 Card Everyday x Groove ข้อมูลบอกว่ากลุ่ม First Jobber ส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเป็นสมาชิก The 1 Card มากเท่าไหร่นัก The 1 Card ก็เลยชวนร้านอาหารในโซนกรู๊ฟ เช่น Hobs, Wine I Love You, Peek-a-Boo ฯลฯ มาจัดโปรโมชั่น มื้อเที่ยงเริ่มต้นที่ 99 บาทกัน เพราะว่าตรงนั้นมีอาคาร The Offices at CentralWorld อยู่

ผลคือได้รับความสนใจมาก ยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 50% ที่สำคัญเพียงแค่เป็นสมาชิกบัตรเดอะวันคาร์ด ก็สามารถสแกนรับสิทธิ์ได้เลย 

เรียกได้ว่าเป็น Win-Win Situation ทางเซ็นทรัลแฮปปี้-ร้านค้าแฮปปี้-สุดท้ายลูกค้าก็แฮปปี้ตามไปด้วย

นอกจากแคมเปญต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้จะตอบสนองต่อเทรนด์ของผู้บริโภคในปัจจุบันและเสริมภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำรีเทลในประเทศไทย นี่ยังจะเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้ภาพใหญ่ของทางเซ็นทรัลที่หวังจะให้เป็น Center of Life หรือศูนย์กลางของการใช้ชีวิต เป็น One Stop Service ที่มาแล้วตอบโจทย์ทุกความต้องการ สามารถมาได้ทุกวัน แม้จะไม่มีโอกาสพิเศษ 

จะแวะมาซื้อของหรือทำธุระเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้ แต่คำว่าเล็กๆ น้อยๆ นี้ ถ้าคุณมีบัตรเดอะวันคาร์ด คุณจะต้องยิ่งพิเศษกว่าใคร 

เฮ็ดบอท (Hbot) แพลตฟอร์มผลิตแชทบอท เปิดตัวครั้งแรกใน

เฮ็ดบอท (Hbot) แพลตฟอร์มผลิตแชทบอท แพลตฟอร์มสร้างชาติ เปิดตัวครั้งแรกในไทย ให้บุคคลทั่วไปและทุกภาคส่วนเข้าถึงเทคโนโลยีอนาคต เพื่อใช้สร้างนวัตกรรม ขับเคลื่อนธุรกิจดิจิตอล ช่วยสร้างมูลค่าให้กับประเทศไทยอย่างทั่วถึง โดยเปิดให้ใช้งานฟรีเล็งยอดการผลิตแชทบอทในไทยไม่ต่ำกว่า 1,000 ตัวภายในสิ้นปี ซึ่งจะก่อให้เกิดธุรกิจใหม่ หรือพัฒนาต่อยอดธุรกิจเดิมได้อย่างรวดเร็ว   ตั้งเป้าฐานผู้ใช้งานแชทบอทรวมทุกช่องทางกว่า 20 ล้านคนในปี 2561

ดร.โกศล ทรัพย์ประเสริฐ ผู้ก่อตั้งบริษัท เฮ็ดบอท (Hbot) จำกัด ให้ความเห็นผ่านการแถลงข่าวเปิดตัวแพลตฟอร์มสำหรับสร้างแชทบอท ภายใต้ชื่องาน “Open Platform for Chatbot Makers” โดยกล่าวว่า

“แพลตฟอร์ม Hbot ถือเป็น Open Platform ของคนไทย ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งองค์กรภาครัฐ และเอกชน ธุรกิจเอสเอ็มอี พ่อค้าแม่ค้า หรือแม้กระทั่งนักเรียน นักศึกษาในยุคแห่งสตาร์ทอัพ เพราะการสร้างแชทบอทเพื่อธุรกิจ หรือการสร้างธุรกิจด้วยแชทบอทจะเป็นหนทางที่นำมาซึ่งการก้าวกระโดดของพัฒนาการในประเทศไทยอย่างแท้จริง” โดยพื้นฐานแล้วแชทบอทมีไว้เพื่อช่วยตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการในยุคดิจิตอล แชทบอทสามารถให้คำแนะนำลูกค้าได้อย่างรวดเร็วผ่านการแชทบนมือถือ รวมถึงสามารถนำไปใช้ในกิจกรรมส่งเสริมการตลาด และช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ซึ่งตอบโจทย์ธุรกิจและหน่วยงานต่างๆตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ โดยเมื่อเทียบกับการสร้างแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ที่ต้องใช้เวลานานในการพัฒนาและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก แพลตฟอร์ม Hbot จะช่วยให้เราสามารถผลิตแชทบอทขึ้นได้อย่างง่ายๆและรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรม เพียงแค่ 5 นาที ก็สามารถสร้างแชทบอทขึ้นมาได้ เหมือนคล้ายๆตอนที่เราใช้โปรแกรมแต่งรูป

วัตถุประสงค์ของการลงทุนสร้างแพลตฟอร์ม Hbot ขึ้นมาในครั้งนี้ “ขอให้มองว่ามันคือการสร้างโรงงานผลิตแชทบอท โดยทางเรามีความยินดีที่จะร่วมมือกับองค์กรและหน่วยงานจากทุกภาคส่วน รวมถึงบุคคลทั่วไป ให้มาใช้โรงงานของเราเป็นฐานการผลิตแชทบอท เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในระยะเวลาอันสั้น และสามารถทำให้เกิดธุรกิจใหม่ๆโดยใช้แชทบอทขับเคลื่อนแทนคน”

ถ้าถามว่าทำไม Hbot ต้องสร้างแพลตฟอร์มขึ้นเอง ของต่างชาติมีไหม ดีกว่าไหม ทำไมถึงไม่ใช้ของต่างชาติ

“ผมว่าถ้าเรายังคิดแบบนี้ น่ากลัวว่าประเทศเราก็คงยังไม่มีวันทำได้แบบจีน หรือเกาหลี ที่ประเทศเขาร่วมแรงร่วมใจผลักดัน ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สร้างขึ้นมาจากคนในชาติ ค่านิยมนี้ไม่ใช่เป็นการกีดกัน แต่คือการสร้างสังคมแห่งการพัฒนาเรียนรู้ ผมหวังอยากให้แพลตฟอร์มนี้เป็นตัวกระตุ้นทั้ง GDP และ GDH เพราะนอกจากที่เราจะสามารถสร้างมูลค่าการเรียนรู้และเทคโนโลยีขึ้นมาได้ เราคงจะได้เห็นความร่วมมือร่วมใจของหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ถ้าไม่ช่วยๆกันมันก็คงจะเกิดยาก”

เราอยากให้สโลแกน Hbot ว่าเป็นแพลตฟอร์มสร้างชาติ เพราะเรามองเห็นโอกาส และเชื่อว่ามันเป็นไปได้ และทุกๆ คนก็สามารถมีส่วนร่วมได้เช่นกัน

ชาบูตง ราเมน ชูกลยุทธ์ปรับภาพลักษณ์แบรนด์เน้นความพรีเมี่ยม พร้อมอัดแคมเปญใหญ่กระตุ้นยอด ตั้งเป้าเติบโตกว่า 15%

ชาบูตง ราเมน (CHABUTON) ราเมนต้นตำรับจากประเทศญี่ปุ่น โดยสุดยอดเชฟราเมนทีวีแชมป์เปี้ยน และมิชลินสตาร์ รายแรก และรายเดียวในประเทศไทย ภายใต้การบริหารงานโดย บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) ปรับโฉมแกรนด์เมนูใหม่ เน้นความเป็นราเมนพรีเมี่ยมต้นตำรับจากประเทศญี่ปุ่น พร้อมเปิดตัวแคมเปญใหญ่ส่งท้ายปลายปี กับแคมเปญ “บิน กิน เที่ยว ฟรี! กับชาบูตง ราเมน” เพื่อตอบแทนและมอบเป็นของขวัญแก่ลูกค้าคนพิเศษ รวมมูลค่าของรางวัลกว่า 300,000 บาท

นาย พล ศรีแดง ผู้อำนวยการอาวุโส แบรนด์ ชาบูตง ร้านราเมนต้นตำรับจากประเทศญี่ปุ่น โดย      สุดยอดเชฟราเมนทีวีแชมป์เปี้ยน รายแรก และรายเดียวในประเทศไทย เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจราเมนในประเทศไทยว่า มูลค่าตลาดรวม (เฉพาะตลาดราเมน) ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าราว 3,134.72 ล้านบาท ปัจจุบันชาบูตงมีส่วนแบ่งการตลาดราว 10% จากภาพรวมธุรกิจในช่วงครึ่งปีแรก ยอดขายเป็นไปตามที่คาดไว้ มั่นใจว่าธุรกิจในครึ่งหลังก็น่าจะเป็นไปตามเป้า สิ้นปี 60 คาดยอดขายเติบโตถึง 10-14% โดยตั้งเป้าจะขึ้นแท่นเป็น Top of mind ในกลุ่มราเมนพรีเมี่ยมภายใน 2-3 ปีข้างหน้า

ด้านกลยุทธ์ และเป้าหมายของแบรนด์ “ชาบูตง” ในปี 60 นี้ แบรนด์จะเน้นการสื่อสารกับลูกค้า เพื่อสร้างการรับรู้ ถึงภาพลักษณ์แบรนด์ ที่เน้นความเป็นราเมนพรีเมี่ยมต้นตำรับจากประเทศญี่ปุ่น โดยสุดยอดเชฟ ทีวีแชมเปี้ยน และมิชลินสตาร์ อีกทั้งไลฟ์สไตล์ของผู้มีบริโภคที่ต้องการความหลากหลาย และเลือกทานอาหารที่มีคุณภาพจากวัตถุดิบที่ดี ในราคาเหมาะสม และที่สำคัญที่สุดคือต้องอร่อย ในปีนี้เราจึงทำการปรับเปลี่ยน “Grand Menu 2017” ที่เน้นความจุใจ และความคุ้มค่าของเมนูเพิ่มขึ้น เน้น Topping เพราะคนไทยชอบทานราเมน พร้อมกับ Topping เยอะๆ โดยแบรนด์จะนำเสนอเมนูใหม่ๆ ในทุกๆ 2-3 เดือน/เมนู โดยทุกๆเมนูที่ออกมาจะคัดสรรจากความนิยมของลูกค้าเป็นหลัก

สำหรับแคมเปญทางการตลาดปีนี้ “ชาบูตง” พร้อมทุ่มงบฯ อัดแคมเปญใหญ่เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าของแบรนด์กับแคมเปญ “บิน กิน เที่ยว ฟรี! กับชาบูตง ราเมน” เพื่อตอบแทนและมอบเป็นของขวัญแก่ลูกค้าคนพิเศษ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าแบรนด์ ซึ่งกลุ่มลูกค้าหลักของชาบูตง จะเป็นกลุ่ม นักเรียน นักศึกษา คนวัยทำงาน ที่ชื่นชอบการกิน เน้นการท่องเที่ยว อาทิ แพ็คเกจท่องเที่ยว, ตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพ-ฮ่องกง, ที่พักโรงแรมสุดฮิต, กล้องถ่ายรูป Olympus หรือบัตรกำนัลเพื่อรับประทานอาหารที่ร้านชาบูตง ฟรี 1 ปี เป็นต้น รวมมูลค่าของรางวัลทั้งสิ้นกว่า 300,000 บาท เพียงลูกค้าทานอาหารครบทุก 600 บาท แล้วเขียนชื่อ – ที่อยู่ ลงบนด้านหลังใบเสร็จ หย่อนในกล่องรับชิ้นส่วนได้ที่ร้านชาบูตง ทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 2560 – 28 ก.พ. 2561 จับรางวัล และ ประกาศผลวันที่ 12 มี.ค. 2561 ที่หน้าแฟนเพจ www.facebook.com/ChabutonRamen

 

รายละเอียดของรางวัล

  • รางวัลที่ 1 : ที่พัก Kalima Resort and Spa + HYPE Luxury Boat Club Phuket 3 วัน 2 คืน พร้อมตั๋วโดยสารสายการบิน Bangkok Airways 2 ที่นั่ง (จำนวน 1 รางวัล)
  • รางวัลที่ 2 : ตั๋วเครื่องบินการบินไทย ไป-กลับ กรุงเทพ-ฮ่องกง 2 ที่นั่ง (จำนวน 1 รางวัล)
  • รางวัลที่ 3 : กล้อง Olympus PL7 (จำนวน 1 รางวัล)
  • รางวัลที่ 4 : ที่พัก Kalima Resort and Spa, Phuket 3 วัน 2 คืน+ HYPE Luxury Boat Club (จำนวน 2 รางวัล)
  • รางวัลที่ 5 : บัตรกำนัลทานชาบูตง ราเมน ฟรี 1 ปี (จำนวน 5 รางวัล)
  • รางวัลที่ 6 : ที่พัก Kalima Resort and Spa, 3 วัน 2 คืน (จำนวน 2 รางวัล)
  • รางวัลที่ 7 : ที่พักวาฏิกา รีโซวิลล่า กุยบุรี (จำนวน 1 รางวัล)

 

“การแข่งขันของตลาดในปัจจุบันมีความรุนแรงขึ้น เห็นได้จากผู้ประกอบการทั้งหน้าเก่าและใหม่ รายใหญ่-รายเล็ก พากันนำเข้าแบรนด์มาอย่างหลากหลาย ดูได้จากร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์ใหม่ๆที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารเฉพาะทาง หรือร้านที่จำหน่ายเฉพาะเมนู สะท้อนให้เห็นว่าอาหารญี่ปุ่นยังคงได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อผู้บริโภคได้มีทางเลือกมากขึ้น และทำให้ภาพรวมมีความคึกคัก แต่ก็ส่งผลให้มีการแข่งขันสูงขึ้นตามมาด้วย โดยในปี 2560 ชาบูตงวางงบการโฆษณาเพื่อส่งเสริมการขายเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3-5% แต่ทั้งนี้ หากยอดขายเพิ่มขึ้นจากที่เราตั้งเป้าไว้  ก็จะปรับเปลี่ยนการใช้งบโฆษณา และส่งเสริมการขายเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด” คุณพล กล่าวเสริมในตอนท้าย