Category Archives: How To

ย้าย ‘บัตรประกันสังคม’ ลงมือถือ ง่ายไม่กี่คลิก แถมตรวจสอบข้อมูลสำคัญได้ตลอดเวลา

ที่จริงระบบ SSO Connect  หรือการเปิดให้โหลดข้อมูลบัตรประกันสังคมมาลงไว้บนมือถือของทางสำนักงานประกันสังคมนั้นได้เริ่มเปิดให้ใช้งานตั้งแต่ช่วงต้นปี 2017 ซึ่งต้องบอกว่ามีขั้นตอนที่ง่ายมาก

เพียงแค่ กรอกข้อมูล >> อ่านเงื่อนไข / ยอมรับ >> สแกน QR Code >> บัตรประกันสังคมจะมาอยู่ในมือถือได้ทันที!

คือต้องเล่าให้ฟังก่อน ว่าทำไมจู่ๆ แอดมินถึงลุกขึ้นมาควานหาบัตรประกันสังคม…. เพราะว่าใกล้ปลายปีแบบนี้จึงอยากเช็คสิทธิทันตกรรม + ดูยอดสมบทชราภาพ ว่าทำงานมากันตั้งหลายปีเรามีเงินเก็บเท่าไหร่แล้วนะ

หลังจากนั้นจึงเริ่มเสิร์จหาข้อมูลไปเรื่อยๆ และเจอเข้ากับ SSO Connect เเละหลังจากที่ได้ทดลองใช้เป็นที่เรีนยร้อย ก็รู้สึกว่ามีประโยชน์ จึงอยากหยิบมาแชร์เพื่อคนที่ยังไม่รู้ และถือว่าเป็นนโยบายด้านดิจิทัลของทางสำนักงานประกันสังคมที่มีการอัพเดท เพื่อรองรับนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” และยุคของ QR Code ได้แบบไม่ตกเทรนด์สุดๆ

 

เริ่มต้นโดยการเข้าไปที่ ssoconnect.mywallet.co  และ กรอกเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และเบอร์โทรศัพท์ ลงบนเว็ปไซต์ ให้เรียบร้อย อย่าลืม อ่านเงื่อนไข และกดยอมรับต่อไปได้เลย

  • ถ้าเป็น iOS ก็สามารถเปิดแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า Wallet เพื่อสแกน QR Code ได้ทันที
  • สำหรับ Android ผู้ใช้งานต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า My Wallet ก่อนถึงจะใช้งานได้

เพียงเท่านี้ทุกคนก็จะมีบัตรประกันสังคมอยู่ในสมาร์ทโฟนเป็นที่เรียบร้อย “ใช้ได้เสมือนบัตรประกันสังคมใบจริง” บวกกับสามารถตรวจสอบสิทธิ์ เช็คโรงพยาบาลที่ลงทะเบียนไว้ และสามารถดูยอดเงินสมทบชราภาพ ตรวจสอบสิทธิทันตกรรม ซึ่งข้อมูลทั้งหมดยังอัพเดทให้ตลอดเวลาอีกด้วย

นอกจากความสะดวกสบายที่ผู้ใช้งานได้รับแล้ว… หากมองให้ลึกลงไป ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวของหน่วยงานราชการในบ้านเรา ที่เริ่มมีการปรับเปลี่ยนอย่างชัดเจน ใช้งานได้จริง โดยใช้พลังของดิจิทัลมาช่วยขับเคลื่อนองค์กร และอำนวยความสะดวกสบายให้กับประชาชนได้ดีมากยิ่งขึ้น ถือเป็นเรื่องน่าชื่นชน รวมถึงยังน่าสนับสนุนให้เกิดการต่อยอดไปยังองค์กรอื่น เเละทุกภาคส่วนเพื่อเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็น “ไทยแลนด์ 4.0” ได้ในเร็ววัน!

 

4 วิธี “ปรับโทนสีภาพ เว็บไซต์ 40%” สำหรับช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เดือนตุลาคม 60

เนื่องด้วยในเดือนตุลาคม 2560 เป็นช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตามที่ทางสมาคมมีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) ได้ประกาศแนวทางสำหรับสื่อประเภท Digital Owned Media หมายความถึง Website, VDO, Content บน Digital หรือ Social Platform และชิ้นงาน On-line / Digital Material ที่จะจัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ในช่วงวันที่ 1-27 ตุลาคม 2560 โดยมีแนวทางให้ปรับ รูปแบบการนำเสนอชิ้นงานเพื่อถวายความอาลัยดังนี้

1.ใช้เฉดสีเทา (Grayscale) ระดับ 40% คลุมทั้ง Website, VDO, Content บน Digital หรือ Social Platform และชิ้นงาน On-line / Digital Ad หรือ

2.ปรับสีองค์ประกอบต่างๆ โดยแนะนำให้ใช้โทนสีขาว-เทา-ดำ แทน หรือ

3.ใช้สีหน้าเว็บตามปกติ แต่เพิ่มแถบข้อความหรือสัญลักษณ์ด้านบนของหน้าเว็บ (ริบบิ้นถวายอาลัยสีดำ) หรือชิ้นงาน On-line / Digital Material เพื่อถวายความอาลัย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจและความสามารถของแต่ละรายที่สามารถจะดำเนินการได้เป็นสำคัญ

สำหรับ บริษัท / ห้างร้าน / SME / ผู้ประกอบกิจการ e-Commerce / ขายสินค้าออนไลน์ ที่มีทีมงานกราฟิก หรือผู้รับผิดชอบด้านเว็บไซต์ สามารถปรับเว็บไซต์ รูปภาพ วิดีโอ คอนเทนต์ และเว็บไซต์ทั้งหมดให้อยู่ใน เฉดสีเทา (Grayscale) ระดับ 40% คลุมทั้งหมดได้ตั้งแต่วันที่ 1  ตุลาคม 2560 ได้เป็นต้นไป

โดยผู้ที่ใช้งานเว็บไซต์บนแพลตฟอร์ม WordPress สามารถคลุมสีเว็บไซต์ และติดตั้งริบบิ้นถวายอาลัย ได้ด้วยการ ดาวน์โหลด Plugins WP Easy Grayscale ได้ที่นี่ www.tannysoft.com

 

วิธีการลง Plugins : WP Easy Grayscale

1.เข้าที่หลังบ้าน Dashboard ของคุณ เลือกที่เมนู Plugin >> Add New >> Upload Plugins

>> เลือกไฟล์ wp-easy-grayscale-v1.2.Zip ที่ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ www.tannysoft.com ติดตั้งได้ทันที

เมื่อติดตั้งเสร็จ

2.สามารถปรับค่าสีขาวดำ (1-100%) และ ริบบิ้น ให้กลับไปที่ Dashboard ของคุณ เลือกที่เมนู Setting >> WP Easy Grayscale >> ปรับค่าสีขาวดำมาอยู่ที่ 60 >>คลิกเลือก ริบบิ้น

เพียงเท่านี้ทุกหน้าเพจเว็บไซต์ของคุณจะถูกคลุมด้วยเฉดสีเทา ลดโทนสีทั้งหมดลงเหลือ 40%
(สามารถ ยกเลิกการใช้ Plugin ได้หลังจากหมดเดือนตุลาคม ความเข้มของสีทั้งหมดก็จะกลับมาที่ค่าปกติ)
ขอบคุณ Plugin WP Easy Grayscale จาก www.tannysoft.com

 

เเต่เชื่อว่า… ยังมีผู้ประกอบการอีกจำนวนมากที่ไม่มีทีมกราฟิก หรืออาจจัยังไม่ทราบวิธีปรับโทรสีรูปภาพให้เป็น 40% 

Marketeer Online จึงขอนำเสนอ “วิธีการเปลี่ยนโทนสีรูปภาพให้อยู่ในระดับ ไม่เกิน 40% แบบไม่ค่าใช้จ่าย และยังสามารถทำได้ทั้งบน คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ อีกด้วย” (สามารถปิดโหลดสีเทาเว็บไซต์ Marketeer.co.th ได้ที่มุมขวาด้านบน “เลือกปิดโหมดสีเทา” เพื่อชมภาพตัวอย่างการปรับภาพ)

 

Mobile

ที่จริงแล้วทั้ง iOS / Android มีโปรแกรมแต่งภาพมากมายให้เลือกใช้ แต่ในวันนี้เราจะขอใช้แอพที่ชื่อว่า “Snapseedในการปรับโทนสีภาพให้เหลือ 40%

 

1.เริ่มต้นจาก ดาวน์โหลดแอพจากทาง AppStore / PlayStore
Link Download : iOS >> https://itunes.apple.com/us/app/snapseed/id439438619?mt=8
Android >> https://play.google.com/store/apps/details?id=com.niksoftware.snapseed&hl=en

2.เปิดแอพขึ้นมาและเลือกเมนู “Open” ที่มุมซ้ายบน >> เลือกภาพที่ต้องการจะปรับ >> เมื่อเลือกภาพได้แล้ว >> ให้ไปที่คำสั่ง Tools >> เลือกหัวข้อ “Saturation” >> เลื่อนไปทางซ้ายเลขแสดงผลขึ้นที่ -60 เป็นอันเสร็จ

3.สามารถ Export ภาพไปใช้บนโซเชียลเน็ตเวิร์คได้ทันที

 

Website

1.เริ่มต้นด้วยการเปิดเว็บบราวเซอร์ของคุณขึ้นมา และเข้าไปที่เว็บไซต์ https://pixlr.com/editor/

2.ระบบจะสอบถามเกี่ยวกับการติดตั้ง FlashPlayer ให้ตอบตกลง หรือ Allow Plugins ทั้งหมด

 

3.เมื่อเปิดหน้าเว็บไซต์ขึ้นมาเป็นที่เรียนร้อยให้เลือกไปที่เมนู “OPEN IMAGE FROM COMPUTER” >> เลือกภาพจากคอมพิวเตอร์ที่คุณต้องการ

4.ไปที่เมนู Adjustment >> Hue & Saturation >> หลังจากนั้น “ปรับลด Saturation” ให้เป็น -60” กด OK >> สามารถเซฟไฟล์ไปใช้งานได้ทันที

Computer: Window / OSX
โปรแกรมแต่งภาพฟรียอดฮิตอย่าง PhotoScape ยังช่วยเราได้เสมอ (ดาวน์โหลดโปรแกรมที่นี่ : http://www.photoscape.org/ps/main/index.php)

1.เมื่อติดตั้งตัวโปรแกรมเป็นที่เรียบร้อย >> เลือกเมนู “แก้ไขภาพ” เลือกภาพที่คุณต้องการปรับให้เรียบร้อย

2.มองไปที่ด้านล่าง เลือกเมนู “ความสว่า, สี” >> การลดสี (decolor) >> เลือกไปที่ –6 / -60%)

3.เพียงเท่านี้รูปของคุณก็จะถูกปรับเป็นภาพที่โทนสีไม่เกิน 40% เซฟไปใช้งานได้ทันที

คน 8 ประเภท ยิ่งอยู่ใกล้ ยิ่งจิตตก

ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือแฟน การมีสัมพันธ์กับคนรอบข้างเปลี่ยนแปลงเราทีละเล็ก ทีละน้อย จึงมีคำกล่าวที่ว่า “เราจะเป็นยังไงก็ขึ้นอยู่กับคน 5 คนที่เราสนิทด้วยมากที่สุด”

แต่มีคนอยู่ 8 ประเภท ที่เราควรหลีกเลี่ยง หรือใช้เวลาให้น้อยลง ถ้าไม่อยากจิตตก เพราะการจิตตก ส่งผลต่อการทำงาน จิตใจ และสุดท้ายคุณก็จะกลายเป็นคนแบบนั้นในที่สุด..

 

1.โทษคนอื่น

คนประเภทนี้เวลาทำอะไรไม่ได้ดังใจมักจะโทษคนอื่น ที่คนอื่นทำได้เพราะเขามีโอกาสที่ดีกว่า สิ่งที่แย่ที่สุดก็คือพวกเขาจะไม่โทษตัวเองเลย เวลาทำผิดพลาด จะมีข้อแก้ตัวเสมอ การต้องฟังคำแก้ตัว และทัศนคติเหล่านี้เป็นผลเสียต่อทุกคน

 

2.บ่นได้ทุกเรื่อง

ในทุกออฟฟิศจะมีคนแบบนี้อยู่ คนที่บ่นได้ทุกเรื่อง อากาศร้อน รถติด หมาไม่สบาย อาหารไม่อร่อย ตังไม่พอใช้ ทะเลาะกับแฟน การบ่นเป็นการระบายออกอย่างหนึ่ง แต่ถ้าบ่นทุกเรื่อง และใส่อารมณ์กับคนรอบข้างด้วย แนะนำให้อยู่ห่างๆ

 

3.ตัวดูดเวลา

เคยไหม หลวมตัวนั่งคุยที่ทำงาน แล้วรู้ตัวอีกที ก็ถอนตัวออกมาไม่ได้ สิ่งที่คุยนั้นบางครั้งเป็นเรื่องที่มีสาระ แต่ไม่ถูกเวลาและสถานที่ ดังนั้นหากจะเริ่มบทสนทนากับคนเหล่านี้ ควรรู้จักการถอนตัวอย่างมีชั้นเชิง หรือตัดบทแบบสุภาพบ้าง ไม่งั้นไม่ได้ทำอะไรพอดี

 

4.ทำงานน้อย อยากได้มาก

ในที่ทำงานจะมีคนที่ทำงานหนักกว่าคนอื่นอยู่เสมอ และทุกคนก็สัมผัสได้ ส่วนใหญ่คนเหล่านี้มักจะไม่เรียกร้องอะไรมาก ในขณะเดียวกัน ก็จะมีคนอีกแบบที่ทำงานสบายกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด แต่มักจะคิดว่าตนทำงานหนักแล้ว และคิดว่าควรค่ากับความสำเร็จ การคลุกคลีกับคนประเภทนี้จะทำให้เราหมดความกระตือรือร้นในการทำงาน

 

5.เจ้ากี้เจ้าการ

ในการทำงาน คนที่ทำงานเป็นมักจะวางแผนการทำงานไว้แล้ว แต่คนประเภทนี้จะเข้ามาทำให้ระบบพัง พวกเขาจะขอให้ทำนู่นนี่ให้ และไม่สนว่าคนอื่นจะเดือดร้อนหรือไม่ คนเหล่านี้จะจู้จี้จุกจิก แก้งานไม่มีวันสิ้นสุด ส่วนใหญ่คนที่ตกเป็นเป้าของคนเจ้ากี้เจ้าการคือคนที่ไม่ค่อบมีปากเสียงกับใคร

 

6.ไม่จริงใจ

การพูดความจริง 100% อาจทำร้ายจิตใจคนอื่นได้ การพูดโกหกจึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่บางครั้งการอยู่กับความไม่จริงใจนี้ ทำให้เราติดอยู่ใน Comfort Zone และไม่พัฒนาตัวเอง ฉะนั้นพยายามมองหาเพื่อนร่วมงานที่จริงใจ และให้คำแนะนำที่มีประโยชน์

 

7.สายปาร์ตี้

Work Hard, Play Hard เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ แต่บางครั้งเพื่อนของคุณอาจชวนคุณให้ Play Harder เกินพอดีได้ ฉะนั้นถ้าคุณมีเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ แล้วการปาร์ตี้มันส่งผลต่อเป้าหมายนั้น ก็เพลาๆ บ้างก็ได้ ไม่ต้องไปตามคำเชิญทุกครั้ง

 

8.ยอมแพ้ง่ายๆ

คนที่ประสบความสำเร็จมักจะคอยมองหาโอกาสที่จะช่วยผู้อื่นเสมอ แต่คนที่ยอมแพ้มักจะหาข้ออ้าง และถอดใจไปก่อน ดังนั้นถ้าคุณอยากทำงานให้ดีขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงตัวเองในทางที่ดีขึ้น ลองหาไอดอลสักคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พี่น้อง ครอบครัว และใช้เวลากับคนเหล่านั้นให้มากขึ้น

 

บทความนี้อาจจะรุนแรง และตรงไปตรงมา แบบ American Style แต่ก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะปัจจุบันบริษัทไทยหลายแห่ง ก็มีผู้บริหารเป็นคนต่างชาติ เพื่อปลูกฝังค่านิยมที่ดีในการทำงาน ฉะนั้นแล้วลองดูว่าตัวคุณเอง หรือ คนรอบข้าง มีลักษณะ 8 ข้อเหล่านี้หรือไม่ ถ้ามีสามารถเปลี่ยนแปลงได้ไหม?

 

ที่มา : Inc

7 วิธีกระตุ้นตัวเองให้พร้อมกลับมาลุยงานแบบ 100%

 “คนทำงาน” โดยทั่วไปอาจมีช่วงเวลาที่รู้สึกขาดแรงจูงใจในการทำงาน รู้สึกหมดไฟจนอาจส่งผลกระทบกับผลงานที่ทำออกมา ซึ่งไม่ดีแน่ถ้าปล่อยให้สนิมแห่งความเฉื่อยชาหมดไฟแบบนี้มากัดกินตัวเองจนอันไม่เป็นทำอะไร เห็นแบบนี้ Marketeer Online เลยขอเสนอ 7 วิธีง่ายๆ ที่คุณเองก็ทำได้ เพื่อกระตุ้นให้ตัวเองพร้อมกลับมาลุยงานแบบ 100% กันดีกว่า!

 

 

1. ลองลุกออกจากโต๊ะ! บ้าง

ให้นั่งอยู่กับโต๊ะหรือสถานที่เดิมๆ แน่นอนว่าคุณจะไม่สามารถหลุดจากความเฉื่อยชาที่กัดกินคุณอยู่ได้อย่างแน่นอน ลองพาตัวเองออกไปที่อื่นบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวแบบทริปสั้นๆ เพื่อพักผ่อน หรือหากไม่สะดวกไม่มีเวลาก็แค่ลองเปลี่ยนที่นั่งทำงานใหม่ ลองไปนั่งทำงานที่ร้านกาแฟดู หรือเข้าห้องสมุด  หรือนั่งทำงานตามพื้นที่สาธารณะต่างๆ เพื่อให้ประสาทสัมผัสด้านการรับรู้ของคุณทำงาน สายตาได้มองผู้คุณเดินไปมา หูได้ฟังเสียงที่มากกว่าแค่เพลงใน YouTube รวมถึงยังได้เรียนรู้การเข้าสังคมใหม่ๆ ไปด้วยอีกทาง

 

2. จัดระเบียบโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย

หลังจากที่คุณต้องเจอเข้ากับงานยุ่งๆ ประชุมสุดเครียดที่ทำให้ปวดหัวเล่นเอาหมดพลังไปทั้งวันแล้วล่ะก็ พอกลับมาที่โต๊ะทำงานยังมาเจอเข้ากับโต๊ะที่รกรุงรังไม่เป็นระเบียบเข้าอีก รับรองว่าจิตใจคุณจะต้องยิ่งหดหู่มากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นหนึ่งในวิธีกระตุ้นพลังในตัวคุณให้มีไฟอีกครั้งง่ายๆ นั่นก็คือการ จัดระเบียบโต๊ะทำงานของตัวเองให้เข้าที่เข้าทางดูบ้าง นอกจากโต๊ะทำงานจะดูเป็นระเบียบมากขึ้นแล้วยังช่วยให้หยิบจับหาของอะไรก็สะดวกขึ้น หรืออาจจะลองหารูปภาพกิจกรรมสนุกๆ ที่ทำไปเมื่อวันหยุดมาแขวนไว้ที่โต๊ะดู เพื่อเป็นการเตือนตัวเองว่าชีวิตเรายังมีกิจกรรมหลังเลิกงานที่เราชื่นชอบอีกมากมายรออยู่

 

3. เช็คเป้าหมาย หรือ ลองรีเซท เป้าที่ตั้งไว้ดู

ห้ามปล่อยให้ตัวเองทำงานไปแบบจบไปวันๆ เป็นอันขาด เพราะคุณจะเบื่อหน่ายกับงานที่ทำ แถมยังไม่มีเป้าหมายในชีวิตอีกด้วย ดังนั้นหากเริ่มรู้สึกหมดไฟในการทำงานให้ลองทบทวนถึงเป้าหมายในการทำงานดูอีกครั้ง หรืออาจปรับเป้าหมายที่มีให้เป็นเหมือนเกมสนุกๆ ขยับให้เป้าให้ใกล้ตัวขึ้น เพื่อให้เหมือนมีเกมหรือกิจกรรมที่เราต้องทำตลอดเวลา หรือลองปรึกษากับทีมเพื่อรวมกันระดมความคิดตั้งเป้าหมายร่วมกันและฝ่าฝันไปพร้อมๆ กับทีม

 

4.จดและจัดลำดับความสำคัญ สิ่งที่ต้องทำก่อนหลัง

การจด หรือ Take note ไล่เลียงลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำนั้นเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่ทำให้คุณเห็นเป้าหมายชัดเจนขึ้น นอกจากนั้นคุณอาจจะตั้งรางวัลเล็กน้อยๆ สำหรับสิ่งที่ทำสำเร็จ เพื่อเป็นการเติมกำลังใจให้กับตัวเอง และสร้างความท้าทายให้กับตัวเองได้อีกทาง

 

5. เริ่มลงมือทำ!

สิ่งที่ยากที่สุดของการทำงาน นั่นก็คือ การลงมือทำ ดังนั้นคุณต้องลงมือทำทันทีที่พร้อม ไม่ใช่ปล่อยให้ตัวเองเฉื่อยชาหมดไฟไม่กล้าที่จะทำอะไรสักอย่าง เพราะแน่นอนว่าเมื่อคุณไม่เริ่มลงมือทำ งานก็ย่อมไม่เสร็จ แถมยังเป็นการปลูกฝังนิสัยความเป็นคนไม่กระตือรือร้นให้กับตัวเองอีกด้วย

 

6. ลองตั้งเดดไลน์ ให้งานที่ทำดู

เป็นอีกหนึ่งวิธีกระตุ้นตัวเองชั้นดีนั่นก็คือการกำหนดเดดไลน์ หรือ เวลาที่คุณจำเป็นต้องส่งงาน / ทำงานเสร็จ การตั้งเดดไลน์นอกจากจะทำให้สามารถจัดสรรวางแผนเวลาอย่างเป็นระบบแล้ว ยังช่วยกระตุ้นให้มีสมาธิในการทำงานเพื่อเสร็จทันส่งตามเวลาอีกด้วย

 

7. หาเวลาพักผ่อน

หลังจากที่ลุยงานหนักมาทั้งวันก็ควรที่จะหาเวลาพัก ละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์หรืองานที่ทำเพื่อพักผ่อนบ้างวันละ 10 – 20 นาทีระหว่างที่ทำงานกำลังเหมาะ เพื่อไม่ให้ร่างกาย สายตา และตัวคุณเครียดมากเกิดไป แถมยังเป็นการช่วยให้คุณรู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้นและมีแรงกลับมาสะสางงานที่ค้างอยู่จนเสร็จอีกด้วย

 

 

“เกินคาดหมาย” เซอร์ไพรส์กว่า “เกินเป้าหมาย” เยอะ

หลายคนใช้โอกาสในช่วงปีใหม่ ตั้งเป้าหมายใหม่และเริ่มลงมือทำ แอดมินเองก็เป็นหนึ่งในนั้น จนกระทั่งเมื่อวานหยิบหนังสือ “มองเห็นโอกาสที่คนอื่นมองข้าม มองข้ามอุปสรรคที่คนอื่นมองเห็น” ของคุณสุริพงษ์ ตันติยานนท์ มาอ่าน นั่นทำให้เห็นอีกหนึ่งมุมที่เราไม่เคยคิด

คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ ‘เป้า’ จนหลายครั้งเหมารวมเอาว่าการทำอะไร ‘เกินเป้า’ คือหนทางเดียวสู่ผลงานที่ยอดเยี่ยม

 

ถูก…แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เป้าหมายสำคัญแน่ ๆ แหละ แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลหลักในการประเมินว่าใครคือคนที่ใช่เสมอไป เพราะใคร ๆ ก็เคยเห็น

เกินเป้า…แบบฟลุคๆ

เกินเป้า…แบบตามน้ำ

เกินเป้า…เพราะเป้าเตี้ยติดดิน

 

เอาเข้าจริง การ “เกิน” ที่การันตีความสำเร็จในอาชีพไหน ๆ คือการทำอะไรที่ “เกินความคาดหมาย” อีกอย่างทำ ‘เกินคาดหมาย’ มันง่ายกว่าและน่าประทับใจกว่า ‘เกินเป้า’ เยอะ แถมยังโชคดีที่ “การทำเกินความคาดหมาย” ไม่ได้จำกัดอยู่แต่กับเรื่องใหญ่ๆ

การเสนอตัวช่วยงานนอกความรับผิดชอบเสมอ ๆ / คนอื่นยอมแพ้ แต่เราดั้นด้นหาทางออกเสมอ ๆ / ครบครันด้วยข้อมูลมากกว่าที่ถูกขอเสมอ ๆ

ทำ “เกิน” เสมอ ๆ เพื่อให้ ‘คนคาดหวังเจอเรื่องไม่คาดหวัง’ จากเรา วิธีนี้การันตีความสำเร็จได้แม่นยำกว่าเยอะแน่ ๆ

 

ว่าแล้วก็จะลองเปลี่ยนจาก “ทำเกินเป้า” เป็น “ทำเกินคาด” ดูซิ ไม่เสียหายอะไรนี่นา

5 วิธีเช็คข่าวจริง “ดึงสติ” ก่อนตื่นตระหนก หลังจากเหตุการณ์ ‪#‎falsealarm‬ บน Facebook ‬

เมื่อคืนวันที่ 27 ธันวาคม 2016 ที่ผ่านมา เหล่าผู้ใช้งาน Facebook ในประเทศไทยโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพและโดยรอบ คงตกอกตกใจกันไม่น้อยหลังจากที่จู่ๆ “ระบบเตือนภัย” หรือ “Facebook Safety Check” ก็มีการแจ้งเตือนว่าเกิดเหตุระเบิดในพื้นที่เขตกรุงเทพ  “The Explosion in Bangkok, Thailand” แต่ที่จริงแล้วเป็นเพียงความผิดพลาดของระบบของทาง Facebook ที่ไปตรวจจับเอาข่าวเก่า ซึ่งเป็นข่าวระเบิดป่วนกรุงเทพเมื่อปี 2558 จากเพจประเภทคลิกเบท (Clickbait) ที่เอาข่าวระเบิดเหล่านั้นกลับมาแชร์ หวังเรียกยอดไลค์หรือด้วยเหตุผลอื่นๆ ก็ตาม จึงก่อให้เกิดความตื่นตระหนกกันยกใหญ่

ระบบ Facebook Safety Check ที่ว่าเป็นระบบที่ก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย ยกตัวอย่างเช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวหลายๆ ครั้งที่ญี่ปุ่น ก็มักจะเห็นผู้คน ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนๆ ในสังคมออนไลน์ที่อยู่ในพื้นที่ภัยพิบัติ/พื้นที่เกิดเหตุ กด “I’m safe” หรือ “ฉันปลอดภัย” เพื่อเป็นการแจ้งข่าวให้ทุกคนที่เป็นเฟรนด์กันใน Facebook ได้ทราบ

แต่ด้วยความผิดพลาดด้านระบบตรวจจับ และอาจไม่มีคนจริงๆ หรือพนักงานค่อยมอนิเตอร์ ทำให้เกิดความผิดพลาด หรือที่เรียกว่า ‪#‎falsealarm ขึ้นเมื่อคืน

และจากความผิดพลาดที่ผ่านมาทำให้ได้บทเรียนว่าการเสพข่าว หรือรับข่าวสารจากสังคมออนไลน์ โซเชียลเน็ตเวิร์ค ทั้งหลาย “ควรมีสติ  อย่าตื่นตระหนก” และเช็คข่าวให้แน่ชัดก่อนที่จะแชร์ ส่งต่อ หรือทำอะไรลงไป

Marketeer Online เลยขอเสนอ 5 วิธีง่ายๆ เช็คข่าวจริง “ดึงสติ” ก่อนตื่นตระหนก ได้ลองทำตามกัน

FACEBOOK-FALSEALARM---contenta

ตั้งสติ : สติเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเหตุการณ์แบบนี้ ไม่ว่าจะเป็น ภัยพิบัติ เหตุระเบิด หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ส่งผลกระทบกับคนหมู่มาก หากไม่มีสติตื่นตระหนกจนเกินเหตุ อาจทำให้เรากลายเป็นผู้ส่งสารที่ขาดสติและกระจายข่าวที่ผิดๆ ออกไป

FACEBOOK-FALSEALARM---contentb

เช็คข่าวจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ : จากเหตุการณ์ ‪#‎falsealarm จะเห็นได้ว่าหลายคนนั้นยังไม่ทันได้เช็คข่าว หรือหาข้อมูลก็ได้ทำการกด “I’m safe” บอกว่าฉันปลอดภัยจากเหตุการณ์นี้เป็นที่เรียบร้อย แม้ว่าคุณจะปลอดภัยก็จริง แต่การที่ไม่เช็คข่าวว่าเหตุการณ์ที่ว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่ การกดแจ้งเตือนจึงกลายเป็นสิ่งที่สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้อื่นโดยทันที แนะนำว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นควรเช็คข่าวจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือก่อนที่จะแชร์หรือกดแจ้งเตือนออกไป

FACEBOOK-FALSEALARM---contentc

ข่าวจากบล็อกหรือแฟนเพจอาจผิดพลาดได้ ควรเช็คที่มาให้แน่ชัด : ในข้อนี้คือต้นเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมด ระบบตรวจจับอัตโนมัติหรือที่เรียกว่า Bot ของ Facebook อาจยังไม่ถูกพัฒนาให้วิเคราะห์ข่าวจริง ข่าวหลอก รวมถึงการตรวจหาที่มาของข่าวได้แม่นยำแบบ 100 % ทำให้ครั้งนี้ระบบของ Facebook จึงโดนเพจคลิกเบทหลอกเข้าเต็มๆ แสดงให้เห็นว่าในบางครั้งข่าวจากเพจ หรือ บล็อกต่างๆ อาจมีข้อผิดพลาดได้ ควรตรวจสอบถึงที่มาและอ้างอิงให้ชัดเจนก่อน

FACEBOOK-FALSEALARM---contentd

พิจารณาแหล่งที่มาจากหลายๆ แหล่งประกอบ : “สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง” สุภาษิตนี้ยังคงใช้ได้กับทุกยุคสมัย อย่างที่เห็นกัน ระบบอัลกอริทึมที่แสนจะชาญฉลาดของ Facebook ยังพลาดให้เห็น รวมถึงแหล่งข่าวต่างๆ เองก็ตามก็อาจมีข้อผิดพลาดนำเสนอข่าวผิดๆ ออกไป ดังนั้นจะดีที่สุดควรเช็คข่าวจากหลายๆ แหล่งเพื่อประกอบการตัดสินใจ เราจะได้ไม่ตกเป็นส่วนหนึ่งในการแชร์ข่าวสารที่ผิดพลาดออกไป

FACEBOOK-FALSEALARM---contente

ไม่มั่นใจ อย่าเพิ่งแชร์ : สำหรับเหตุการณ์ ‪#‎falsealarm ต้องบอกว่าไม่มั่นใจอย่าเพิ่งกด! เพราะการที่ไม่มั่นใจในข่าวหรือเหตุการณ์นั้น แถมยังส่งสารส่งข่าวผิดๆ ออกไปอีก จะยิ่งเป็นการช่วยให้ข้อมูลที่ผิดพลาดกระจายออกไป ทางที่ดีควรเช็คข้อมูลให้แน่ชัดอย่างมีสติ มองหาแหล่งที่มาและเปรียบเทียบข่าวที่ว่าจากหลายๆ แหล่งจนมั่นใจได้และค่อยแชร์หรือส่งต่อออกไป

สื่อผู้ทรงอิทธิพล Key Shopper FMCG

 

เป็นคำถามในใจนักการตลาดเสมอว่าจะแพลนโฆษณาไปสื่อไหนดีให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล สำรวจพฤติกรรมนักช็อปในการเสพสื่อต่างๆ พบความน่าใจของสื่อทรงอิทธิพลของนักช็อปแต่ละกลุ่ม

Shopper วัยรุ่นเล่นเฟซบุ๊กอย่างเดียวไม่พอยังเข้าเพจของแบรนด์ด้วย

Key Shopper เริ่มเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้นจาก 46% ในปี2558 เป็น 59% ในปี 2559 หรือประมาณ 3-4 ล้านครัวเรือน และเมื่อเจาะลึกลงไปพบว่าเฟซบุ๊กเป็นสื่อหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้า และเป็นโอกาสที่น่าสนใจของนักการตลาดในการโฆษณาสินค้าผ่านเพจแบรนด์ และโฆษณาในรูปแบบต่างๆ

จากการสำรวจของกันตาร์ฯ พบว่า

เข้าเยี่ยมชมเพจของแบรนด์เพิ่มขึ้นจาก 62% ในปี 2558 เป็น 68% ในปี 2559

ดูโฆษณาเกี่ยวกับแบรนด์บนเฟซบุ๊กเพิ่มขึ้นจาก 60% ในปี 2558 เป็น 65% ในปี 2559

คลิกไปยังโฆษณาของแบรนด์เพิ่มขึ้นจาก44% ในปี 2558เป็น 68% ในปี 2559

คลิกเพื่อลิงค์ไปยังหน้าเพจ eCommerce / Online Store เพิ่มขึ้นจาก33% ในปี 2558เป็น 37% ในปี 2559

และเมื่อศึกษาลึกลงไป Key Shopper ที่ให้ความสนใจเพจแบรนด์ โฆษณา และลิงค์ไปซื้อสินค้าออนไลน์เป็นกลุ่มคนอายุ 18-34 ปี เป็นหลัก

 

ทีวียังดูเกือบทุกบ้าน

ทีวีก็ยังคงเป็นสื่อที่เกือบทุกบ้านขาดไม่ได้ แต่อยู่ในสัดส่วนเวลารับชมที่น้อยลง โดย Key Shopper ดูทีวีมากถึง 98% ของครัวเรือนที่ถูกสำรวจทั้งหมด เป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 1% จากปีที่ผ่านมา โดยช่อง 3 และช่อง 7 ยังคงเป็น 2 ช่องหลักที่มีเรทติ้งสูงสุดในกลุ่มผู้ชมที่แตกต่างกันไป โดยช่อง 7 ได้รับเรทติ้ง 92.1% กลุ่มผู้ชมหลักเป็นกลุ่มคนต่างจังหวัด ส่วนช่อง 3 เรทติ้ง 91.4% เป็นกลุ่มคนกรุงเทพ ปริมณฑล และหัวเมืองในต่างจังหวัด

ประเภทรายการทีวีที่ชอบดูนั้นพบกว่า  Key Shopper มีความชอบชมรายการที่แตกต่างกัน โดย 10 อันดับที่คนกรุงเทพและปริมณฑลนิยมได้แก่ ข่าว ละคร เกมโชว์ วาไรตี้โชว์ ซิทคอม สารคดี ทาเลนท์โชว์ คุกกิ้งโชว์ เรียลริตี้โชว์  และภาพยนตร์ตามลำดับ ส่วนหัวเมืองในต่างจังหวัดเหมือนกับคนกรุงเทพเกือบทั้งหมด แตกต่างกันอันดับสุดท้ายคือพวกเขานิยมชมรายการประเภทเอ็ดดูเคชั่น

ต่างจังหวัดในชนบท เป็นกลุ่มผู้ชมที่มีความนิยมแตกต่างจากกลุ่มอื่นใน 6 อันดับหลัง ได้แก่ ข่าว ละคร เกมโชว์ ซิทคอม วาไรตี้โชว์ ทาเลนท์โชว์ สารคดี คุกกิ้งโชว์ เรียลริตี้โชว์ และอื่นๆ ซึ่งนักการตลาดถ้าจะลงเล่นในตลาดต่างจังหวัดในชนบทอาจจะต้องมองหารายการประเทพซิทคอม วาไรตี้โชว์ ทาเลนท์โชว์ เป็นรายการอันดับต้นๆ ในการสื่อสาร

 

วิทยุอยู่ยั้งยืนยงในชนบท

ถึงแม้ว่าอัตราการรับฟังวิทยุของ Key Shopper ทั่วประเทศจะลดน้อยลงจาก 68% ในปี 2558 เหลือ67% ในปี2559 แต่วิทยุก็ยังคงมีความขลังเมื่อใช้สื่อถึงคนสูงอายุในชนบทต่างจังหวัด

กันตาร์ฯ ยืนยันด้วยผลสำรวจว่ากลุ่มผู้ฟังวิทยุในชนบทมีสัดส่วนมากถึง 72.5% เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ฟังในหัวเมืองที่มีสัดส่วนน้อยสุดเพียง 57.5% และคนกรุงเทพ ปริมณฑล 62.7% ด้วยเหตุผลคือคนต่างจังหวัดยังคงนิยมเปิดวิทยุไว้เป็นเพื่อนแก้เหงาในการทำกิจกรรมต่างๆ เหมือนในอดีต โดยเฉพาะคนรุ่น 50-54ปี และ 60 ปีขึ้นไปเป็นกลุ่มที่ฟังวิทยุมากที่สุดด้วยสัดส่วนเท่ากันคือ 73% รองลงมาคือกลุ่ม อายุ 55-59 ปี สัดส่วน 68% และอายุ 40-44 ปี 67% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าถ้าสินค้าที่เจาะกลุ่มผู้สูงวัยในชนบทสื่อวิทยุยังคงได้ผลสำหรับคนกลุ่มนี้

 

หนังสือพิมพ์และนิตยสารยังคงทำหน้าที่ได้ดีในคนกรุง และหัวเมือง

ท่ามกลางการปิดตัวของสื่อหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่หลายคนมองว่าไม่มีคนอ่าน แต่ความจริงแล้วสัดส่วน Key Shopper ยังคงอ่านหนังสือพิมพ์มากถึง 62.7% ในกรุงเทพ ปริมณฑล 57.6% ในหัวเมือง และ47.1% ในชนบท โดยกลุ่มที่อ่านหนังสือพิมพ์มากที่สุดคือกลุ่มอายุ 40-44 ปีในสัดส่วน 60% รองลงมาคือกลุ่ม 50-54 ปี 56% และ 54% ในกลุ่ม 30-34 ปี และ 55-59 ปี

ส่วนนิตยสารก็ยังคงได้รับความนิยมจากผู้อ่านหัวเมืองในสัดส่วน 37.3% ลองลงมาคือ กรุงเทพ ปริมณฑล 36.4% และชนบท 27.6% โดยกลุ่มที่นิยมอ่านนิตยสารนั้นอยู่ในกลุ่มอายุ 30-34 ปี 40% 18-24 ปี 35% และ40-44 ปี 34% ซึ่งนักการตลาดสามารถใช้เป็นสื่อที่ตอกย้ำ Key Shopper ในการตัดสินใจซื้อสินค้า FMCG ได้ดีอีกสื่อหนึ่ง

 

สื่อตามรถมีก็เหมือนไม่มี

สื่อเอาท์ดอร์สื่อหนึ่งที่มีการเติบโตของยอดสเปนดิ้ง แต่สำหรับ Key Shopper พวกเขาอาจเห็นสื่อเอาท์ดอร์ที่อาจจะไม่เหมือนกับนักการตลาดคิด

เพราะสื่อเอาท์ดอร์ประเภทสื่อ Transport กลับเป็นสื่อที่ Key Shopper มองข้ามไป จากการสำรวจพบว่า Key Shopper เพียง 4% เท่านั้นที่สนใจดูสื่อ Transport 7% เห็นสื่อบิลบอร์ด และ 18% ในสื่ออินสโตร์ และสิ่งที่ทำให้สื่ออินสโตร์เห็นเด่นชัดในสายตานักช็อปมาจากพวกเขาต้องการกวาดสายตาดูโปรโมชั่นสินค้าที่จะซื้อก่อนหยิบสินค้าไปเคาน์เตอร์จ่ายเงิน

ทั้งนี้ทั้งนั้นการเสพสื่อของ Key Shopper เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้นักการตลาดตัดสินใจเลือกซื้อให้ตรงกลุ่มผู้ซื้อ แต่การที่จะเรียกไลค์จาก Key Shopper เพื่อเปลี่ยนเป็นยอดขายได้นั้น คุณภาพของสินค้า ช่องทางจำหน่าย และ Content ในการสื่อสารก็เป็นตัวแปรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดด้วยเช่นกัน

 

ที่มา : Research Media Profile 2016 กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล, ธันวาคม 2559

 

6 เทคนิคการตลาด ที่จะทำให้คุณมีลูกค้าไปตลอด

1.บันทึกข้อมูลลูกค้าชั้นเยี่ยม : ใครเป็นลูกค้าที่มีค่าและให้กำไรคุณมากสุดบ้าง พวกเขาจ่ายเงินคุณปีละเท่าไหร่ และต้องเข้าใจว่าธุรกิจคุณเองให้คุณค่าอะไรแก่ลูกค้าบ้าง จะได้เติมเต็มความต้องการของเขาได้ต่อเนื่อง
2.พูดคุยกับลูกค้า : คุณต้องตามให้ทันว่าลูกค้าต้องการอะไร และต้องเข้าใจปัจจัยใหม่ ๆ ที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจ หรือกระบวนการตัดสินใจของลูกค้า เตรียมคำถามไว้สัก 10 ข้อ แล้วค่อยสอดแทรกลงในบทสนทนาส่วนตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ
3.ทำการตลาดให้สอดคล้องกับยอดขายที่ตั้งเป้าไว้ : ในธุรกิจขนาดเล็กต้องทำยอดขายและการตลาดควบคู่กัน ควรวางโปรแกรมการตลาดตามตัวเลขยอดขายที่คุณอยากทำให้ได้ เช่น ถ้าตั้งเป้าว่าต้องได้ลูกค้าเป้าหมาย 500 คน เพื่อปิดยอดขายให้ได้ 50 คน ก็กำหมดไว้เลยว่าจะสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางใด วัน/เดือนละกี่ครั้ง ต้องกำหนดกระบวนการขายแล้วค่อยใช้ตลาดรุกคืบเพื่อทำยอดขายให้ได้ตามเป้า
4.จับตาดูคู่แข่งอย่าให้คลาดสายตา : ดูคู่แข่งหลาย ๆ ราย ค้นหาว่าเขาให้ประโยชน์อะไรแก่ลูกค้าบ้าง เข้าไปอ่านเว็บไซต์ของพวกเขาให้เข้าใจ เปรียบเทียบการสร้างแบรนด์ การสร้างและเสนอคุณค่า รวมทั้งราคาของคุณกับของเขา ลองประเมินดูเองและคิดค้นกลยุทธ์ให้ได้อย่างน้อย 3 ข้อ เพื่อวางสถานะตัวเองให้สู้เขาได้ (รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง)
5.ปรับเปลี่ยนการเสนอขายบ้าง : งานสำคัญสุดของธุรกิจขนาดเล็กคือ ขายตัวคุณและธุรกิจของคุณ การอธิบายธุรกิจได้รวบรัดชัดเจนอาจทำให้น่าเชื่อถือก็จริง แต่ไม่ควรเสนอขายแบบเดิมไปตลอด เปลี่ยนบ้างนาน ๆ ครั้ง เช่น เพิ่มรายชื่อลูกค้าไว้สั้น ๆ พูดถึงรางวัลที่ได้รับ และควรเสนอข้อมูลให้พอดี เพื่อให้ ‘ว่าที่’ ลูกค้าตั้งคำถาม
6.ใช้กระดานวิสัยทัศน์ : ทุกธุรกิจย่อมมีขึ้น-ลง วิธีที่คุณใช้ฝ่าฟันจนพ้นช่วงลำบากมาจะเป็นตัวตัดสินว่าคุณมีผลิตภาพมากน้อยแค่ไหน แนะนำให้คนที่ทำธุรกิจขนาดเล็กทั้งหลายจัดทำกระดานวิสัยทัศน์ ให้เห็นเป้าหมายที่เป็นภาพรวมในชีวิตว่า หากบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ อะไรคือ 10 อย่างที่ชีวิตคุณต้องการ และแปะภาพไว้ในแต่ละข้อเพื่อเตือนตัวเองว่าทำไมถึงทำงานหนักขนาดนี้ เหตุผลทั้ง 10 ข้อจะช่วยกระตุ้นให้คุณฮึดได้ ไม่ว่าในวันดี ๆ หรือร้าย ๆ

 
หากนำกลยุทธ์ทั้ง 6 ข้อนี้ มาปรับใช้ คุณจะสามารถประเมินประสิทธิผลตลาดของคุณ และรักษาลูกฮึดของตัวเองให้ทำยอดขายได้ลูกขึ้นเรื่อย ๆ

 

 

 

 

เรียบเรียง : ‘การตลาดที่ดีมีแต่ชนะไม่มีแพ้’ เดวิด นิวแมน สำนักพิมพ์ชอร์ตคัต

สื่อสารอย่างไรให้ Content is King ในยุคผู้บริโภคใจร้อน

ในวันที่ Data ได้กลายเป็นช่องทางในการทำ Real-time Organization เปิดโอกาสให้นักการตลาดทำการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถ engagement เข้าใกล้ผู้บริโภคเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันได้

Content Marketing ผ่านช่องทางหลากหลาย

Content ในวันนี้ต้องเข้ากับ Land Scape ที่เปลี่ยนไปด้วย Data ที่เข้ามาซัพพอร์ตนักการตลาดเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ Content ในโลกออนไลน์ก็ไม่ได้หายไปไหน แต่ยังช่วยให้นักการตลาดสร้างแบรนด์ สร้างความผูกพันกับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ถ้านักการตลาดรู้จักหยิบ Content นำมาใช้ให้เป็น เพราะ Content เมื่อใช้ไม่ถูกที่ถูกทางจะกลายเป็น Negative Impact กับแบรนด์ได้เช่นกัน

การทำตลาดผ่าน Content Marketing ให้ประสบความสำเร็จจำต้องมีช่องทางที่หลากหลายในบริบทที่แตกต่างกัน เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้ามา

หน้าที่ของนักการตลาดในวันที่ Data เกลื่อนเมืองอีกหน้าที่หนึ่งคือการศึกษา Data ที่มีอยู่ให้ละเอียดที่สุด และวิเคราะห์ เลือก Platform ที่สามารถนำ Content ไปใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดบน Cost per Reach ที่ต่ำสุด

Story Telling อย่างมอง Data เป็นตัวเลข

การโฆษณาที่บอกตรงๆ คงไม่ได้ผลเท่าไรนักในวันนี้ ทิศทางในการทำ Content ไม่ใช้เพียง Content ที่โฆษณาสินค้า แต่ต้องทำ Information เป็น Story จะทำให้ Content ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น

โฆษณาที่ประสบความสำเร็จต้องมาในรูปแบบการนำเสนอเนื้อหาที่มีความน่าสนใจชวนติดตาม พร้อมสอดแทรก Identity ของแบรนด์ให้ชัดเจนในคอนเทนต์นั้นๆ หรือสอดแทรกแบรนด์ทิ้งท้ายโดยไม่เน้นการโฆษณาสินค้า เมื่อผู้บริโภคต้องการซื้อสินค้า เขาก็จะคิดถึงแบรนด์นั้นเป็นแบรนด์แรก และเป็นการสร้าง Long Term Engagement ให้กับแบรนด์ได้เป็นอย่างดี

Content TV ทำอะไรต้องเร็ว บน Cross Platform

ในยุคสื่อทีวีมีการแข่งขันกันสูง การสร้าง Content TV ดึงดูดผู้บริโภค ดึงดูดเรทติ้งได้กลายเป็นเกมที่ท้าทายอันสูงสุดของคนทีวี และในยุคที่ผู้บริโภคใจร้อน คนทำรายการทีวีต้องเปลี่ยนเร็วตามความสนใจที่เปลี่ยนไป  Content TV ก็ต้องแอบใจร้อนตาม เช่น ถ้าเป็นรายการร้องเพลง จะต้องมีเสียงเพลงทันทีในไม่กี่วินาที ละคร ซีรีย์ เจอกันจีบกันใน 7 วินาทีต้องเป็นแฟนกัน รวบรัดตัดตอนให้ละครจบไว โดยเฉพาะถ้าเป็น Content ที่ดูผ่านมือถือผู้บริโภคต้องการรีบดูรีบจบเพื่อไปทำอย่างอื่น

พฤติกรรมคนไทยเสพ Content ละคร ซีรีย์ยังคงชอบ Content รสจัด และในเวลานี้ Content สัตว์ประหลาดอย่าง นาคี พิษวาส ถ้ามาถูกที่ถูกเวลาจะได้รับการตอบรับอย่างน่าแปลกใจ

ในส่วนของทีวีดิจิทัล ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาเรทติ้ง โจทย์ที่สำคัญคือการทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเปิดดูอยู่หน้าจอในช่วงออกอากาศ โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือ reminder แนะนำรายการ ไฮไลท์ที่น่าสนใจของรายการที่กำลังใกล้จะออนแอร์กระตุ้นให้ผู้ชมอยากติดขอบจอเพื่อดูรายการที่สนใจแทนการดูย้อนหลังผ่านช่องทางอื่น

และปี60 ทั้ง Facebook Line และ Youtube จะมีลูกเล่นใหม่ๆ มา และเป็นทิศทางที่ช่องทีวีสามารถใช้เป็นสื่อถึงผู้ชมในรูปแบบ Cross Platform อย่างช่อง Workpoint ที่จะนำ Content มาใช้งานร่วมกันบนลูกเล่นต่างๆที่แต่ละแพลตฟอร์มมีให้บริการเป็นต้น

ที่มา : Marketing Day 2016

Thailand4.0 กว่าจะถึงต้องผ่านอะไรมา

อีกไม่นานประเทศไทยก็จะก้าวสู่ยุค Thailand 4.0 แต่กว่าจะถึงยุค 4.0 ประเทศไทยได้ผ่านยุคอะไรมาบ้างหละ

ยุคขวัญเรียมของThailand1.0

ยุคที่เริ่มมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกๆ ประเทศไทยเติบโตด้วยทุนทรัพยากรในประเทศ จากภูมิศาสตร์ในประเทศที่อุดมสมบูรณ์ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการพัฒนาขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

ยุคฉันทนาที่รัก คือยุคแห่ง Thailand 2.0

จากนาข้าวสู่โรงงานพอผ้า ยุคของสาวโรงงานก่อร่างสร้างตัวจากประเทศให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเบา เช่นโรงงานทอผ้า โรงงานเครื่องนุ่มห่ม ที่นำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้แปรรูป ผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า และส่งออกนอกประเทศ และเป็นยุคที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยแรงงานราคาถูก

In point of Asia -Thailand 3.0

ยุทธศาสตร์เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาประเทศ เกิดอุตสาหกรรมหนัก เกิดอีสเทิร์นซีบอร์ด ผลักดันการลงทุนอุตสาหกรรมหนักในประเทศเพื่อการส่งออกสินค้าที่เหลือจากการผลิตในประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรมรถยนต์ และอิเลคทรอนิกส์ต่างๆ

Startup -Thailand 4.0

ยุคที่มีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และคาดว่าปี 2564 ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบด้วยประชากรที่มีอายุมากกว่า 60ปี สัดส่วนถึง 20% ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการตลาดมองว่าเป็นโอกาส แต่สำหรับภาครัฐคือการจัดสรรงบประมาณมหาศาลในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรกลุ่มนี้

และจาก 3 ยุคที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศสูงในระดับหนึ่ง แต่ความสามารถนี้กลับอยู่ในระดับคงที่มานานพอสมควร จนประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ เริ่มขยับไล่ตามประเทศไทยเข้ามาติดๆ

ทำอย่างไรให้ไทยสปริงบอร์ดสู่ Thailand 4.0 ตอบรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี นำเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนในเมื่อประเทศไทยยังคงติดกับดักอยู่ 3 ประเทศได้แก่

  1. ไทยเป็นประเทศรายได้ปานกลาง นับตั้งแต่ปี2537-ปัจจุบัน ไทยมีการขยายตัวเพียง3-4% ต่อปี เป็นการเติบโตที่ถดถอยจากในอดีต และการหลุดพ้นจากรายได้ปานกลางได้ต้องใช้เวลาถึง20ปี
  2. ความเหลื่อมล้ำความมั่งคั่ง มีคนรวยเพียง10% ของประชาชนทั้งประเทศและในกลุ่มคนรวยมีที่ดินมากถึง20% ของประเทศด้วยกัน
  3. ความไม่สมดุลในการพัฒนา มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย

สิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดัก 3 ประเทศสู่ Thailand 4.0 ได้ คือเทคโนโลยีและ Startup ผ่านแนวคิด

  1. ปรับเปลี่ยนภาคบริการแบบเดิมเป็นการสร้างมูลค่าสูงให้กับการบริการ
  2. สร้างคัสเตอร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่นอุตสาหรกรรมรถยนตร์ไฟฟ้า การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
  3. โตไปด้วยการสร้างเครือข่ายร่วมมือแบบประชารัฐ สร้างเศรษฐกิจชุมชน
  4. ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมสีเชียว ธุรกิจเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แต่สุดท้าย Thailand จะก้าวสู่ยุค 4.0 ได้อย่างยั่งยืน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ “คน” ให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย และความคิดสร้างสรรค์

ที่มา : Marketing Day 2016