Category Archives: Entertainment

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป เดินหน้าเปิดสาขาต่อเนื่องทุกเดือน ล่าสุดเปิด สาขาบิ๊กซี ปทุมธานี สาขาที่ 4 ในปีนี้

         นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังเดินหน้าขยายสาขาในพื้นที่อำเภอต่าง ๆ ตามแผนการขยายสาขา     ในปีนี้อย่างต่อเนื่อง หลังเปิดให้บริการให้บริการโรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ไปแล้ว 3 สาขา ที่ เทสโก้ โลตัส สามพราน จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 6 เมษายน, ที่ โรบินสัน เพชรบุรี เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม และ ที่ สามแยกปักธงชัย จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา

 

          ล่าสุดพร้อมเปิดให้บริการโรงภาพยนตร์แห่งใหม่ “เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สาขาบิ๊กซี ปทุมธานี” เป็นสาขาที่ 4 ของปีนี้ ซึ่งเป็นสาขาลำดับที่ 117 ตั้งอยู่ชั้น 1 ของ บิ๊กซี ซูปเปอร์เซ็นเตอร์ จำนวน 5 โรง 1,300 ที่นั่ง ซึ่งในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีเดิมมีสาขาที่เปิดให้บริการโรงภาพยนตร์ไปแล้ว 4 สาขา คือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สาขารังสิต จำนวน 10 โรง 3,465 ที่นั่ง, สาขาฟิวเจอร์ ปาร์ค รังสิต 10 โรง 1,701    ที่นั่ง, สาขาโลตัส นวนคร จำนวน 4 โรง 1,194 ที่นั่ง และ สาขาบิ๊กซี ธัญบุรี จำนวน 4 โรง 1,020 ที่นั่ง

 

          ทั้งนี้ในโอกาสฉลองเปิดให้บริการสาขาใหม่ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ บิ๊กซี ปทุมธานี ระหว่างวันที่     6-16 กรกฎาคม 2560 เพียงลูกค้าแสดงแอพพลิเคชั่น Major Movie Plus รับฟรีทันทีบัตรชมภาพยนตร์ 1 ที่นั่ง แจกฟรีวันละ 200 ที่นั่ง รวม 2,200 ที่นั่ง

     

          นอกจากนี้ ลูกค้าที่ซื้อบัตรชมภาพยนตร์ทุก 2 ที่นั่ง ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม-30 กันยายน 2560 รับสิทธิ์ลุ้นรับ มอเตอร์ไซด์ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ 1 รางวัล มูลค่า 45,000 บาท และบัตรชมภาพยนตร์ฟรี   50 รางวัล ๆ ละ 2 ที่นั่ง รวมมูลค่ากว่า 60,000 บาท ตลอดจน ให้ลูกค้าได้ร่วมสนุกลุ้นรับรางวัลหลังชมภาพยนตร์จบกับ “กิจกรรม Major Thanks” เมื่อซื้อบัตรชมภาพยนตร์ทุก 2 ที่นั่ง ระหว่างวันที่ 1-15 สิงหาคม 2560 ลุ้นรับบัตรชมภาพยนตร์ 2 ที่นั่ง หรือ ตุ๊กตาหมี เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์

 

          ปัจจุบัน เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ มีสาขาทั้งสิ้น 117 สาขา 694 โรง 161,841 ที่นั่ง

          – สาขาในกรุงเทพฯและปริมณฑล 43 สาขา 358 โรง 80,562 ที่นั่ง

          – สาขาต่างจังหวัด 71 สาขา (42 จังหวัด)  320 โรง 77,466 ที่นั่ง

          – ต่างประเทศ 3 สาขา 16 โรง 3,813 ที่นั่ง กัมพูชา 7 โรง และ ลาว 2 สาขา เวียงจันทร์ 5 โรง,

            ปากเซ 4 โรง     

อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ บุกตลาดท่องเที่ยวเวียดนาม สร้างสรรค์โปรเจคครั้งแรกของที่สุดแห่งเส้นทางวิ่งมนต์เสน่ห์แห่งเมืองมรดกโลก

อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ เดินหน้าบุกตลาดท่องเที่ยวประเทศเวียดนามอย่างเต็มกำลัง สร้างสรรค์โปรเจคพิเศษ “ฮอยอัน อินเตอร์เนชั่นแนล มาราธอน 2017” (Hoi An International Marathon 2017) ครั้งแรกของเส้นทางวิ่งมาราธอนเมืองมรดกโลกที่สวยงามที่สุด พร้อมดึงนักท่องเที่ยวทั้งใน และต่างประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจเวียดนามเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการตลาดเชิงสร้างสรรค์อย่างครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน บริษัท ครีเอทีฟอีเว้นท์ อันดับ 7 ของโลก (จัดอันดับโดยนิตยสารสเปเชี่ยล อีเว้นท์ แม็กกาซีน ประเทศสหรัฐอเมริกา) กล่าวว่า “เมืองฮอยอัน (Hoi An) ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก้ให้เป็นมรดกโลก และถือเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น รวมถึงติดอันดับเมืองแห่งการท่องเที่ยวของโลก โดยอินเด็กซ์ฯ ได้รับสิทธิ์จากรัฐบาลเวียดนามในการเข้าไปพัฒนาพื้นที่เปล่าของเมืองให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในหลากหลายแง่มุม เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศ และต่างประเทศจากทั่วทุกมุมโลก

ล่าสุดได้ประสบความสำเร็จจากการจัดงาน “ฮอยอัน ไลท์ เฟสติวัล 2017 (Hoi An Light Festival 2017)” โดยเนรมิตเมืองฮอยอันให้สว่างไสวทั่วเมือง พร้อมสร้างสีสันด้วยแสงสี และเรื่องราววัฒนธรรมของเมืองมรดกโลกอันล้ำค่า ผ่านไอเดียสร้างสรรค์ และนวัตกรรมต่างๆ อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ และในครั้งนี้บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัท กรีนแฮท จำกัด โลคอลออแกไนซ์เซอร์ชั้นนำของเวียดนาม และสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เตรียมสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ของงานมาราธอนในเมืองฮอยฮัน ภายใต้งาน “ฮอยอัน อินเตอร์เนชั่นแนล มาราธอน 2017” (Hoi An International Marathon 2017)

โดยความพิเศษของงานนี้อยู่ที่เส้นทางการวิ่งที่สวยงามที่สุดในประวัติศาสตร์ ให้นักวิ่งชื่นชมไปกับทัศนียภาพ และความสวยงาม ผ่านโบราณสถาน และมรดกวัฒนธรรมมากมาย พร้อมร่วมสัมผัสความเก่าแก่ของ สถาปัตยกรรม วัฒนธรรม วิถีชีวิตที่เรียบง่าย และสวยงามของชาวเมืองฮอยอัน นอกจากนี้ยังโอบล้อมด้วยธรรมชาติ และที่สุดของวิวสวยงามตลอดเส้นทางการวิ่ง ทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่พร้อมสรรพสำหรับนักท่องเที่ยว โดยมีรูปแบบการวิ่งทั้งระยะสั้น (Fun run) และระยะยาว (Marathon) แบ่งเป็นระยะทาง 5, 10 และ 42 กิโลเมตร พร้อมดึงดูดนักวิ่งจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์ของเมืองฮอยอันในแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน รองรับนักวิ่งกว่า 2,400 คน

“ฮอยอัน อินเตอร์เนชั่นแนล มาราธอน 2017” (Hoi An International Marathon 2017) ได้วิ่งเหมือนได้เที่ยว เปิดประสบการณ์ใหม่พร้อมสัมผัสบรรยากาศเมืองฮอยอันด้วยสองเท้าของคุณ งานจะจัดขึ้นในวันที่ 17 กันยายน 2560 ณ เมืองฮอยอัน ประเทศเวียดนาม โดยเปิดจำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ ในราคา 900 1,200 และ 2,500 บาท ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และสมัครได้ที่ www.fabmotion.co.th หรือโทร. 099-354-4228

นอกจากงาน“ฮอยอัน อินเตอร์เนชั่นแนล มาราธอน 2017” (Hoi An International Marathon 2017) อินเด็กซ์ฯ ไม่หยุดที่จะสร้างสรรค์ พัฒนา และมอบประสบการณ์พิเศษ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย และเชื่อมั่นว่าจะสามารถต่อยอดธุรกิจต่างประเทศของอินเด็กซ์ฯ ในรูปแบบใหม่ๆ ให้เติบโตมั่นคงแบบต่อเนื่องอย่างแน่นอน” นายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน กล่าวทิ้งท้าย

โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ประกาศเปิดให้บริการถึงวันที่ 16 เมษายนปีหน้า (2561)

โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ประกาศจะเปิดให้บริการจนถึงวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561 (ปีหน้า) พร้อมจัดแคมเปญพิเศษอย่างต่อเนื่องทั้งปี เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าและแขกที่มาเข้าพัก เพื่อร่วมฉลองความทรงจำอันแสนงดงามตลอด 48 ปี และเป็นการส่งท้ายตำนานบทแรกของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ที่มีจุดเด่นด้านเอกลักษณ์การให้บริการด้วยรากฐานของความเป็นไทยแห่งนี้ ก่อนจะเข้าสู่การเตรียมความพร้อมสำหรับการสร้างโรงแรมดุสิตธานีโฉมใหม่ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสมที่จะเปิดตัวในปี พ.ศ. 2565

หนึ่งในไฮไลท์ของกิจกรรมจากแคมเปญสุดพิเศษที่ทางโรงแรมฯ จัดขึ้นนี้ คือ ความทรงจำแสนพิเศษสำหรับคู่รักแต่งงาน โดยทางโรงแรมฯ จะมอบบัตรกำนัลรับประทานอาหารชุดพิเศษฟรี (เซ็ทเมนู 3 คอร์ส) สำหรับมื้อกลางวันหรือมื้อค่ำ) ให้แก่คู่รักทุกคู่ที่เคยจัดงานแต่งงานที่โรงแรมฯ นับตั้งแต่โรงแรมเปิดให้บริการเมื่อปี พ.ศ. 2513 จนถึงปัจจุบัน ด้วยกติกาง่ายๆ เพียงแสดงภาพแต่งงาน เพื่อรับสิทธิ อีกทั้งคู่รักยังจะได้รับหนังสือวิธีการปรุงอาหารไทยของดุสิต “Thai Way of Life: The Dusit Cookbook” และส่วนลดพิเศษ 27% เพื่อใช้เป็นส่วนลดค่าอาหารในโรงแรม ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 15 เมษายน พ.ศ. 2561

โปรโมชั่นสำหรับลูกค้าที่จองห้องพักผ่าน www.dusit.com ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2560 จะได้รับราคาที่ดีที่สุดของ “ดุสิตเบสท์เรท” เป็นการการันตี นอกจากนี้ยังได้รับการอัพเกรดห้องพักเป็นระดับถัดไป (ขึ้นอยู่กับจำนวนห้องพักที่ว่าง) เป็นอภินันทนาการ พร้อมเข้าเช็คอินได้แต่ 06.00 น. และ ยืดเวลาเช็คเอ้าท์จนถึง 18.00 น. รวมทั้งตั๋วรถไฟฟ้าบีทีเอสท่านละ 1 ใบต่อวัน

และสำหรับ ผู้ที่ทำการจองห้องพักแบบซูพีเรีย ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2560 เพื่อเข้าพักภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2560 จะได้รับการอัพเกรดเป็นห้องพักแบบ ดุสิตรูม (เอ็กเซ็กคูทีฟ สวีท ที่มีห้องนั่งเล่นแยกเป็นสัดเป็นส่วน – 60 ตรม.) ในราคาพิเศษเพียง 4,800 บาท++ต่อคืน รวมอาหารเช้าสำหรับ 2 ท่าน

โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ได้รับการก่อตั้งโดยท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย และเริ่มเปิดดำเนินกิจการเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2513 เมื่อในอดีตโรงแรม 5 ดาว แห่งนี้เคยเป็นตึกที่สูงและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อีกทั้งยังได้ชื่อว่า เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ อีกด้วย โดยเป็นโรงแรมห้าดาวแห่งแรกที่ให้บริการที่มีรากฐานมาจากคุณค่าความเป็นไทย อีกทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มนำกรุงเทพฯ ไปสู่มาตรฐานของการท่องเที่ยวแบบใหม่ ด้วยรูปแบบการรับประทานอาหารนอกบ้าน การสังสรรค์ ไปจนถึงวิถีในการจัดงานแต่งงาน

นางสุกัญญา จันทร์ชู ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ กล่าวว่า “ดุสิตธานี กรุงเทพฯ ประสบความสำเร็จในฐานะสัญลักษณ์คู่บ้านเมืองมาอย่างยาวนานผ่านทางผู้คนต่างๆ มากหน้าหลายตาที่ได้ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ขึ้นมา ทางโรงแรมฯ มีความซาบซึ้งใจในการสนับสนุนของทุกๆ ท่านตลอดเวลาที่ผ่านมา และในโอกาสนี้ก็ได้จัดกิจกรรมและโปรโมชั่นพิเศษที่คัดสรรมาเพื่อแสดงความขอบคุณลูกค้าและพนักงาน รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนที่ให้การสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังเพื่อรำลึกถึงมรดกความเป็นตำนานของโรงแรมที่จะได้รับการถ่ายทอดไปสู่โรงแรมแห่งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้”

โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ แห่งใหม่ จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบผสม (mixed use) ซึ่งประกอบไปด้วย โรงแรม อาคารที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และห้างสรรพสินค้า รวมทั้งพื้นที่สีเขียวรอบโครงการ ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) และบริษัท เซ็นทรัล พัฒนา จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทฯ วางแผนที่จะคงเอกลักษณ์และความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมของโรงแรมปัจจุบัน เช่น ยอดตึก และต้นไม้ดั้งเดิมที่สูงใหญ่และสวยงาม ไปไว้ในโรงแรมแห่งใหม่ด้วย ทั้งนี้ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ จะเป็นส่วนที่ถูกก่อสร้างก่อนส่วนอื่นๆ เนื่องจากโรงแรมจะถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นที่ดินที่ได้มาเพิ่มตรงบริเวณอาคารรกร้างว่างเปล่าบนถนนพระราม 4 ที่อยู่ติดกับโรงแรมในปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2565 ในขณะที่ส่วนอื่นๆ ของทั้งโครงการจะแล้วเสร็จภายในปี 2567
โปรดดูรายละเอียดของกิจกรรมต่างๆ และโปรโมชั่นพิเศษเพิ่มเติมได้ที่ www.dusit.com/48anniversary

บางกอกแอร์เวย์สคว้า 2 รางวัล สายการบินแห่งภูมิภาคที่ดีที่สุดในโลกและดีที่สุดในเอเชีย

บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ได้รับรางวัลสายการบินแห่งภูมิภาคยอดเยี่ยมของโลกและรางวัลสายการบินแห่งภูมิภาคยอดเยี่ยมของเอเชีย จากการประกาศผลรางวัล สกายแทร็กซ์ เวิลด์ แอร์ไลน์ อวอร์ด ประจำปี 2560 (SKYTRAX World Airline Awards 2017) โดยมีนายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ที่ 4 จากขวา) และคณะผู้บริหารของสายการบินฯ เข้ารับมอบรางวัล ในงานปารีสแอร์โชว์ 2017 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณผู้โดยสารทุกท่านที่เห็นคุณค่าในการบริการตลอดจนความทุ่มเทของบางกอกแอร์เวย์ส และโหวตให้เราเป็นสายการบินแห่งภูมิภาคที่ดีที่สุดในโลกและที่ดีที่สุดในเอเชีย รางวัลสกายแทร็กซ์ เวิลด์ แอร์ไลน์ อวอร์ด เป็นรางวัลอันทรงคุณค่ามากที่สุดในอุตสาหกรรมการบิน การได้มาถึง 2 รางวัลเป็นครั้งที่ 3 ทำให้เรามีแรงผลักดันที่จะทำงานและพัฒนาบริการต่อไปเพื่อความพึงพอใจสูงสุดของผู้โดยสารที่ได้มอบความไว้วางใจให้กับเรา และส่วนหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้เราประสบความสำเร็จคือความร่วมมือร่วมใจและความทุ่มเทของพนักงานทุกคนที่ต้องการมอบการบริการที่ดีที่สุดให้กับผู้โดยสาร”

บางกอกแอร์เวย์สเป็นสายการบินที่ให้บริการเต็มรูปแบบ (Full Service) ภายใต้สโลแกน “ASIA’S BOUTIQUE AIRLINE’ หรือ ความประทับใจแห่งเอเชีย” มีการให้บริการอันเป็นเอกลักษณ์เพื่อทำให้การเดินทางของผู้โดยสารทุกคนเป็นความรู้สึกพิเศษ อาทิ บริการห้องรับรองผู้โดยสารที่ให้บริการผู้โดยสารทั้งชั้นธรรมดาและชั้นธุรกิจ บริการเสิร์ฟอาหารทุกเที่ยวบิน โดยเมนูอาหารมีการสร้างสรรค์และได้รับการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เป็นที่ชื่นชอบของผู้โดยสาร” นายพุฒิพงศ์ กล่าวเสริม

“นอกจากนี้ บางกอกแอร์เวย์สยังสร้างพันธมิตรทางการบิน หรือ Codeshare Partners กับ 23 สายการบินชั้นนำจากทั่วโลก เพื่อเพิ่มศักยภาพของเครือข่ายพันธมิตรการบินและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่เดินทางเชื่อมต่อไปยังจุดหมายปลาย

ทางทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชีย โดยปัจจุบัน บางกอกแอร์เวย์สให้บริการเที่ยวบินสู่ 26 จุดหมายปลายทางใน 12 ประเทศ กว่า 68 เส้นทางบินไปยังเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย อาทิ สมุย ภูเก็ต กระบี่ เชียงใหม่ หลวงพระบาง (สปป.ลาว) เสียมราฐ (กัมพูชา) ย่างกุ้ง (เมียนมาร์) ดานัง (เวียดนาม) มุมไบ (อินเดีย) กวางโจว (จีน) และ มัลดีฟส์ ทั้งนี้เพื่อให้บางกอกแอร์เวย์สเป็นสายการบินแห่งภูมิภาคที่ดีที่สุดในใจของผู้โดยสารตลอดไป” นายพุฒิพงศ์กล่าวสรุป

สายการบินบางกอกแอร์เวย์สได้รับรางวัลสายการบินแห่งภูมิภาคยอดเยี่ยมของโลกครั้งแรกในปี 2557 ครั้งที่สองในปี 2559 และล่าสุดปี 2560 ซึ่งถือเป็นครั้งที่สามที่สายการบินฯ สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้มาครอง นอกจากนี้ บางกอกแอร์เวย์สยังได้รับรางวัลสายการบินแห่งภูมิภาคยอดเยี่ยมของเอเชียมาตั้งแต่ปี 2547 ปี 2548 ปี 2551 ปี 2552 ปี 2557 ปี 2559 และล่าสุดปี 2560 รวมทั้งได้รางวัลสายการบินแห่งภูมิภาคยอดเยี่ยมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี 2549 และ ปี 2550

แอร์เอเชียคว้ารางวัลสายการบินราคาประหยัดที่ดีที่สุดในโลก 9 ปีซ้อน จากสกายแทรกซ์!

แอร์เอเชียได้รับโหวตจัดอันดับจากสกายแทรกซ์ ให้เป็นสายการบินราคาประหยัดที่ดีที่สุดของโลก เป็นสมัยที่ 9 ติดต่อกัน (2552-2560) คู่กับรางวัลสายการบินราคาประหยัดที่ดีที่สุดในเอเชีย ด้านสายการบินระยะไกล แอร์เอเชีย เอ็กซ์ ได้รับรางวัลชั้นโดยสารพรีเมี่ยมและที่นั่งชั้นพรีเมี่ยมดีที่สุด กลุ่มบินประหยัด เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ในงาน 2017 Skytrax Word Airline Awards ซึ่งจัดขึ้นที่งาน Musée de l’Air et de l’Espace ( มูเซ่ เดอ แลร์ เอ เดอ เลสปาซ ) ณ ท่าอากาศยาน Le Bourget (เลอบูกเช่) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

สำหรับรางวัลจากการจัดอันดับของสกายแทรกซ์ เปรียบเสมือนรางวัลออสการ์สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมการบิน เนื่องจากชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพและความเป็นเลิศทางการบิน ผ่านแบบสอบถามจากคนทั่วโลกมากกว่า 19.9 ล้านคน ครอบคลุม 105 ประเทศ โดยใช้ 49 ตัวชี้วัด ครอบคลุมทั้งด้านการบริการและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของสายการบิน

ทั้งนี้ในการรับรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นที่ Musée de l’Air et de l’Espace ( มูเซ่ เดอ แลร์ เอ เดอ เลสปาซ ) หรือ Paris Air Show โดยมีโทนี่ เฟอร์นานเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มแอร์เอเชีย ซูไฮลา ฮัสซัน ผู้อำนวยการฝ่ายพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน กลุ่มสายการบินแอร์เอเชีย เป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัล พร้อมทั้งนายธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย นายนัตดา บุรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ผู้บริหารจากประเทศต่างๆ ที่ให้เกียรติร่วมงาน ร่วมด้วยนักร้องชื่อดัง เดวิด ฟอสเตอร์ และ อดีตนักฟุตบอลชื่อดังชาวบราซิล โรแบร์โต้ คาร์ลอส ร่วมแสดงความยินดีในโอกาสดังกล่าวด้วย

โทนี่ เฟอร์นานเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มแอร์เอเชีย กล่าวว่า “วันนี้ อาเซียนได้สร้างสถิติโลก โดยเราเป็นสายการบินสัญชาติอาเซียนที่ได้รับรางวัลนี้ติดต่อกันเป็นปีที่ 9 สำหรับเราแล้ว โดยการรักษา “แชมป์โลก” เป็นสิ่งที่เราจริงจังและให้ความสำคัญมาก และเราจะยังคงมุ่งมั่นรักษาและพัฒนาการให้บริการของเราเพื่อให้ดีที่สุดต่อทั้งผู้โดยสารและผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมาเราได้สร้างแบรนด์ที่ดี และตั้งเป้าในอีก 15 ปีข้างหน้าเราจะมุ่งหน้าสู่ความเป็นหนึ่ง ภายในแนวคิด One AirAsia สายการบินแห่งอาเซียนอย่างแท้จริง และเราจะมุ่งมั่นทำให้เราเป็นสายการบินแห่งโลกดิจิตัล โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆเพื่อขับเคลื่อนองค์กรที่มีคุณค่ามากขึ้น

“เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับการสนับสนุนที่ดีตลอดมาจากผู้โดยสารของเรา และเราขอขอบคุณจากใจที่ทุกท่านได้ร่วมโหวตให้เราได้เป็นแชมป์โลกถึง 9 ปีติดต่อกัน ผมได้ขอให้คุณเดวิดและคุณโรแบรโต้ ได้ร่วมเป็นเกียรติรับรางวัลดังกล่าวในครั้งนี้พร้อมกับซูไฮลา เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับทีมงานของแอร์เอเชีย ด้วยทั้งสองท่านต่างเป็นบุคคลที่มหัศจรรย์ เป็นสุดยอดระดับโลกทั้งในวงการดนตรีและวงการกีฬา และยังเป็นตัวอย่างถึงความทุ่มเทในทุกๆสิ่งที่พวกเขาเลือกทำ”

ซูไฮลา ฮัสซัน ผู้อำนวยการฝ่ายพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน กลุ่มสายการบินแอร์เอเชีย กล่าวว่า “ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นตัวแทนพนักงานออลสตาร์แอร์เอเชียขึ้นรับรางวัลดังกล่าว เป็นช่วงเวลายาวนานและแสนพิเศษ จากการเป็นเพียงสายการบินที่กำเนิดในประเทศมาเลเซียให้บริการภายในประเทศ จนมาสู่สายการบินระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับระดับโลก เรามีทีมงานที่เต็มไปด้วยพลัง พร้อมทำงานหนักร่วมกัน และเรายังคงมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อให้เราเป็นสายการบินที่ดีที่สุดต่อไป”

ทั้งนี้สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับแอร์เอเชียและแอร์เอเชียเอ็กซ์ได้ที่ Facebook (facebook.com/AirAsia) และ Twitter (twitter.com/AirAsia)

สกู๊ตประเดิมเที่ยวบินระยะไกล สิงคโปร์ – เอเธนส์

สายการบินสกู๊ต (Scoot) ฉลองอีกก้าวของความสำเร็จ ด้วยเที่ยวบินแรกไปยังกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ นครแห่งอารยธรรมโบราณ ซึ่งนอกจากจะเป็นเที่ยวบินตรงเที่ยวบินเดียวระหว่างสิงคโปร์และเอเธนส์แล้ว ยังเป็นเที่ยวบินแรกของสายการบินไปยังทวีปยุโรป และเป็นครั้งแรกที่สกู๊ตทำการบินในเส้นทางระยะไกล

เที่ยวบินนี้ให้บริการด้วยเครื่องโบอิ้งรุ่น 787 ดรีมไลนเนอร์ ลำใหม่ล่าสุดของสกู๊ต ที่มีชื่อว่า Mous-Scoot-Ka (มู-สกู๊ต-ก้า) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อเมนู Moussaka (มูซาก้า) อาหารพื้นเมืองกรีกขึ้นชื่อ โดยมีเที่ยวบินออกจากสิงคโปร์ทุกวันอังคาร พฤหัสบดี เสาร์ และอาทิตย์ ใช้เวลาบิน 11 ชั่วโมงครึ่ง ผู้โดยสารในเที่ยวบินแรกต่างประทับใจในประสบการณ์การเดินทางแบบ Scootitude (สกู๊ตติจูด) และยังสนุกสนานไปกับการเล่นเกมและการแจกรางวัลต่างๆ

“ปัจจุบัน สกู๊ตเป็นเพียงสายการบินเดียวที่ให้บริการเที่ยวบินตรงระหว่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยังประเทศกรีซ โดยบินตรงจากสิงคโปร์สู่กรุงเอเธนส์” มร.ลี ลิก ซิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินสกู๊ต กล่าว “จากความสำเร็จของการเปิดเส้นทางบินระยะไกลเป็นครั้งแรกนี้ เรายังมีแผนที่จะเปิด 5 เส้นทางบินใหม่ภายในปีหน้า ประกอบด้วยเที่ยวบินระยะไกล 1 เส้นทาง และระยะใกล้ถึงระยะกลางอีก 4 เส้นทาง ซึ่งเป็นการเพิ่มตัวเลือกในการเดินทางให้กับผู้โดยสารชาวเอเชียรวมถึงยุโรป โดยเริ่มต้นจากเส้นทางสิงคโปร์ – เอเธนส์”

 

Mous-Scoot-Ka เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติเอเธนส์ (AIA) เมื่อเวลาประมาณ 8.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น (12.45 น. เวลาประเทศไทย) โดยมีพิธีต้อนรับด้วยอุโมงค์น้ำ (water cannon salute) และงานเลี้ยงมูซาก้า เพื่อสร้างความสนุกสนานและเป็นการต้อนรับผู้โดยสารที่เดินทางมาพร้อมกับเที่ยวบินแรกนี้

สกู๊ตได้นำเสนอชุดอาหารสุดพิเศษให้ผู้โดยสารเลือกอิ่มท้องได้ตลอดการเดินทางบนเที่ยวบินนี้ ประกอบด้วย อาหารมื้อหลักที่เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง 2 อย่างกับเครื่องดื่ม และอาหารมื้อรองพร้อมของว่างกับเครื่องดื่ม ซึ่งมีการนำเมนูอาหารกรีก เช่น สลัดกรีก และมูซาก้า รวมอยู่ในเมนูของสกู๊ต คาเฟ่ อีกด้วย ผู้โดยสารสามารถสั่งอาหารล่วงหน้า 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง

กรุงเอเธนส์ เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวในฐานะแหล่งกำเนิดอารยธรรมกรีกโบราณ ประกอบด้วยโบราณสถานสำคัญต่างๆ อาทิ อะโครโพลิสแห่งเอเธนส์ (Acropolis of Athens) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก เป็นที่ตั้งมรดกทางด้านสถาปัตยกรรมที่สำคัญอย่าง วิหารพาร์เธนอน (Pathenon) นักท่องเที่ยวยังสามารถเพลิดเพลินไปกับอาหารกรีกอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งมีการเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นทั้งอาหารทะเล ธัญพืช ผัก และเนื้อสัตว์ต่างๆ นอกจากนี้ เอเธนส์ยังเป็นจุดตั้งต้นในการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น มิโคนอส และซานโตรินี รวมถึงเมืองต่างๆ ในยุโรป

การเติบโตด้านเครือข่ายของสกู๊ตเป็นผลมาจากความสำเร็จในการรวมตัวกันระหว่างสกู๊ดและไทเกอร์แอร์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เครือข่ายที่แข็งแกร่งของไทเกอร์แอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถือเป็นการวางรากฐานอันมั่นคงสำหรับสกู๊ตที่จะนำผู้โดยสารจากเมืองต่างๆ ในภูมิภาคมาทำการต่อเครื่อง (connecting flight) ไปยังเที่ยวบินระยะไกลของสกู๊ต การเปิดเส้นทางบินสิงคโปร์-เอเธนส์ ในครั้งนี้ ทำให้ในปัจจุบัน สกู๊ตและไทเกอร์แอร์มีเที่ยวบินไปยังจุดหมายปลายทาง 60 แห่ง ใน 17 ประเทศ

“การเปิดเส้นทางบินใหม่สู่เมืองเอเธนส์ในครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นบทใหม่สำหรับสกู๊ต เรามีแผนที่จะนำเสนอสิ่งดีๆ ให้กับผู้โดยสารอีกมากมาย และเราได้เตรียมการที่จะเปิดเผยแผนเหล่านั้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้” มร.ลี กล่าวสรุป

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเปิดเส้นทางบินใหม่นี้ สกู๊ตเสนอโปรโมชั่นสุดพิเศษ ด้วยราคาบัตรโดยสารสำหรับที่นั่งชั้นประหยัดเริ่มต้นเพียง 7,623 บาทต่อเที่ยวบิน และชั้นธุรกิจ (ScootBiz) เริ่มต้นที่ 20,090 บาทต่อเที่ยวบิน เริ่มจองได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2560 ที่ www.flyscoot.com

“สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย” ผนึกกำลัง”ทรู” เดินหน้าเสริมนโยบายรัฐบาลในยุทธศาสตร์ “สปอร์ต ทัวริซึ่ม”

สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยผนึกกำลัง ทรูเดินหน้าเสริมนโยบายรัฐบาลในยุทธศาสตร์ สปอร์ต ทัวริซึ่มเปิดบ้านเป็นเจ้าภาพต้อนรับแมตช์ใหญ่ระดับโลก 3 รายการ พร้อมพัฒนาวงการหวดลูกขนไก่ไทยก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติ

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล นายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายโทมัส ลุนด์ เลขาธิการสหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) และ นายพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา ผู้ช่วยบริหารงานประธานคณะผู้บริหาร และหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านคอนเทนต์และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงข่าวพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือการพัฒนาและส่งเสริมกีฬาแบดมินตันในประเทศไทย ระหว่าง สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมผนึกกำลังจัดการแข่งขัน 3 รายการใหญ่ระดับโลกในเมืองไทย ได้แก่ ปรินเซส สิริวัณณวรี ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส, โธมัส อูเบอร์คัพ และ เอสซีจี ไทยแลนด์ โอเพ่น 2018 (เวิลด์ ซูเปอร์ซีรีส์)

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า “กีฬาแบดมินตันนับเป็นกีฬาที่คนไทยประสบความสำเร็จในอันดับต้นๆ ของโลกมากที่สุดในปัจจุบัน เห็นได้จากการก้าวขึ้นเป็นมืออันดับ 1 ของโลกในประเภทหญิงเดี่ยวของน้องเมย์รัชนก อินทนนท์ และยังมีนักกีฬาแบดมินตันไทยอีกหลายคนทั้งชายและหญิงที่ติดอันดับท็อป 20 ของโลก

ในส่วนของกระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมกีฬาแบดมินตันระดับโลกในครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานและพัฒนาการกีฬาแบดมินตันอาชีพให้มีความมั่นคงและเจริญรุดหน้ามากขึ้น

ในบทบาทของภาครัฐต่อการสนับสนุนส่งเสริมการกีฬาและการท่องเที่ยว ขอแสดงความยินดีในความร่วมมือครั้งนี้ ที่ทั้งสององค์กรจะช่วยกันผลักดันให้เกิดการพัฒนากีฬาแบดมินตันของไทยให้ไปสู่ระดับโลก พร้อมกับสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติในฐานะเจ้าบ้านที่จะต้อนรับนักกีฬาจากทั่วโลก การที่เราได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรายการใหญ่ระดับโลก นอกจากจะช่วยให้นักกีฬาของเราไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเดินทางไปแข่งขันที่ต่างประเทศแล้ว ยังเป็นการช่วยดึงชาวต่างชาติเข้ามาใช้จ่ายในประเทศ ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ตามนโยบายสปอร์ตทัวริสซึ่มของรัฐบาล เพราะในช่วงแข่งขันจะมีนักกีฬา เจ้าหน้าที่ทีม ครอบครัว และกองเชียร์เดินทางมามีส่วนร่วมในการแข่งขันเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นการสร้างประโยชน์ให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล

การที่กระทรวงฯ ได้มาร่วมเป็นหนึ่งในกิจกรรมครั้งนี้ ก็เพื่อส่งเสริม และสนับสนุนการกีฬาระดับประเทศ และระดับนานาชาติ สู่ระดับโลกอย่างเป็นระบบ อีกทั้งกีฬาถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างคนให้มีคุณภาพ มีวินัย สร้างรายได้ และที่สำคัญที่สุด คือ สร้างเกียรติภูมิให้แก่ประเทศชาติ รวมถึงประชาชนชาวไทย ได้ภาคภูมิใจตลอดจนปลูกฝังค่านิยมที่ดีต่อเยาวชนของชาติ ให้หันมาสนใจกับการกีฬามากขึ้นอีกด้วย

ในนามของรัฐบาล ขอชื่นชมและขอขอบคุณสมาคมกีฬาแบดมินตันฯ และ บริษัท ทรูฯ ที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการมุ่งมั่นพัฒนาวงการกีฬาแบดมินตันไทยเพื่อยกระดับมาตราฐานให้สูงขึ้นสู่ระดับสากล ทำให้กีฬาแบดมินตันเป็นที่ยอมรับและนิยมแพร่หลายมากขึ้น ขออวยพรให้การดำเนินการตามเจตจำนงบรรลุผลสำเร็จตามที่มุ่งหวังทุกประการ”

ขณะที่ คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล นายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ เผยว่า “เป็นที่น่ายินดีที่สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ มีโอกาสร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมนโยบายของภาครัฐเรื่องสปอร์ต ทัวริซึ่ม โดยการเป็นเจ้าภาพการจัดแข่งขันแบดมินตันระดับโลกในประเทศไทย ถึง 3 รายการใหญ่ ได้แก่ โธมัส อูเบอร์คัพ, ปรินเซส สิริวัณณวรี ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส และ เอสซีจี ไทยแลนด์ โอเพ่น 2018 (เวิลด์ซูเปอร์ซีรีส์)

หลังจากที่ประเทศไทยได้รับเกียรติและความไว้วางใจจากสหพันธ์แบดมินตันโลก ให้เป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันแบดมินตันทีมชาย และทีมหญิงชิงแชมป์โลก รายการ โธมัสอูเบอร์ คัพ รอบสุดท้าย ในปี 2018 อีกไม่นานหลังจากนั้น ยังได้รับโอกาสในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันระดับซูเปอร์ซีรี่ส์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และระดับกรังด์ปรีซ์ โกลด์ เป็นเวลา 4 ปี ระหว่างปี 2018-2021 ส่งผลให้กีฬาแบดมินตันของไทยมีการพัฒนาไปสู่ความเป็นสากลอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจและทุ่มเทการทำงานอย่างหนักของสมาคมฯ ที่ต้องการยกระดับศักยภาพนักกีฬาแบดมินตันของไทยให้สูงขึ้น พร้อมผลักดันนักกีฬารุ่นใหม่ให้ก้าวไปสู่การแข่งขันระดับนานาชาติในเเนวทางและมาตราฐานที่ถูกต้อง เพื่อสร้างชื่อเสียงและนำความสุขให้ประชาชนชาวไทย และประเทศชาติ

นโยบายหลักที่สำคัญอย่างหนึ่งของสมาคมคือ เรามุ่งมั่นพัฒนากีฬาแบดมินตันด้วยหลักธรรมาภิบาลให้เป็นที่ยอมรับ และนี่จะเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่นักกีฬาแบดมินตันไทยจะได้แสดงศักยภาพ สู่สายตาผู้ชมทั่วโลก อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นว่า นักกีฬาไทยมีมาตรฐานในระดับสากล

การที่สมาคมฯ เสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการจัดมหกรรมกีฬาแบดมินตันอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ เพราะเชื่อว่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าในทางเศรษฐกิจของสังคมไทย สอดรับกับนโยบายของรัฐ อีกทั้งยังเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะได้พัฒนาบุคลากรกีฬาแบดมินตันให้มีศักยภาพและขีดความสามารถสูงสุด เชื่อว่าความร่วมมือกับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในพิธีลงนามครั้งนี้ จะช่วยให้สมาคมฯ สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และจะนำมาซึ่งการเพิ่มสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย ทั้งยังได้ร่วมกันขับเคลื่อนให้วงการแบดมินตันของไทยมีความก้าวหน้า พร้อมกับยกระดับขีดความสามารถของนักกีฬาไทยสู่การแข่งขันระดับโลกต่อไป”

ทางฝั่งของ นายโทมัส ลุนด์ เลขาธิการสหพันธ์แบดมินตันโลก กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีในความร่วมมือที่จะช่วยกันผลักดันวงการแบดมินตันไทยในระดับโลก ด้วยศักยภาพและความมุ่งมั่นตั้งใจของทั้งสององค์กร จึงเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการจัดแข่งขัน 3 รายการใหญ่ดังกล่าวได้อย่างดีแน่นอน รวมถึงการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่สหพันธ์แบดมินตันโลก (AGM Meeting) ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยเช่นกัน”

ด้าน นายพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา ผู้ช่วยบริหารงานประธานคณะผู้บริหาร และหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านคอนเทนต์และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เป็นที่น่ายินดีที่กลุ่มทรู ได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมนโยบายของภาครัฐ เรื่องสปอร์ต ทัวริซึ่ม รวมทั้งร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของสมาคมฯ ซึ่งเป็นไปตามความตั้งใจของกลุ่มทรู ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและยกระดับวงการกีฬาไทยให้ก้าวไกลเทียบเท่ามาตรฐานสากลมาโดยตลอด โดยจะถ่ายทอดสดให้คนไทยทั้งประเทศได้รับชมและเชียร์การแข่งขัน 3 รายการใหญ่นี้ ผ่านทรูวิชั่นส์ ทรูโฟร์ยู (ช่อง 24) และทางออนไลน์ที่ทรูวิชั่นส์ เอนิแวร์ บนเครือข่ายทรูมูฟ เอช ซึ่งมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าการผนึกกำลังร่วมกับสมาคมฯ เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน 3 แมตช์ใหญ่ระดับโลกครั้งนี้ จะช่วยพัฒนาวงการหวดลูกขนไก่ไทยก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติอย่างแท้จริง”

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันทั้ง 3 รายการ ประกอบด้วย ปรินเซส สิริวัณณวรี ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส 2018  ชิงเงินรางวัลรวม 150,000 เหรียญสหรัฐ แข่งขันวันที่ 9-14 .. 2561 ที่อินดอร์ สเตเดี้ยม หัวหมาก, โธมัส อูเบอร์คัพ แข่งขันวันที่ 20-27 .. 2561 ที่อิมแพ็ค อารีนา เมืองทองธานี และเอสซีจี ไทยแลนด์ โอเพ่น 2018 (เวิลด์ซูเปอร์ซีรีส์) ชิงเงินรางวัลรวม 350,000 เหรียญสหรัฐ แข่งขันวันที่ 7-15 .. 2561 ที่อิมแพ็ค อารีนา เมืองทองธานี

 

“ผู้ให้บริการ OTT แข่งขันแพร่ภาพรายการผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น รับกระแสทีวีออนไลน์เป็นทางเลือกสำหรับผู้ชม” (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)

     ⦁ ผู้ให้บริการกลุ่ม OTT เข้ามาแข่งขันให้บริการแพร่ภาพรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยมีรูปแบบการประกอบธุรกิจที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มที่ให้บริการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์เป็นบริการหลัก สามารถสร้างรายได้ในรูปแบบต่างๆ เช่น ค่าสมัครสมาชิก ค่าใช้บริการจากการชมตามจริง ค่าโฆษณา เป็นต้น ในขณะที่ กลุ่มที่ให้บริการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์เป็นบริการเสริมจากธุรกิจดั้งเดิม สามารถอาศัยการให้บริการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้

     ⦁ การชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ของคนไทยส่วนใหญ่ยังเป็นการชมแบบไม่เสียเงิน โดยเป็นการชมบนแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการกลุ่ม OTT ในกลุ่มผู้ให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์ค และกลุ่มผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล ซึ่งผู้ให้บริการกลุ่มดังกล่าวมีรายได้จากค่าโฆษณา โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า รายได้ค่าโฆษณาของผู้ให้บริการกลุ่ม OTT ในปี 2560 น่าจะอยู่ที่ 6,000-6,200 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 20-24 จากในปี 2559

     ⦁ แม้ผู้ชมมีทางเลือกในการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ แต่ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ค่าใช้จ่ายในการสมัครสมาชิกหรือการชมรายการบางประเภท การจำกัดความเร็วในการใช้งานแพ็คเกจอินเทอร์เน็ต คอนเทนต์รายการทีวีบางประเภทที่ยังตอบโจทย์ผู้ชมเฉพาะกลุ่ม เป็นต้น ส่งผลให้ผู้ชมส่วนใหญ่น่าจะยังชมรายการทีวีผ่านโทรทัศน์เป็นช่องทางหลัก

 

ผู้ให้บริการกลุ่ม Over-the-Top (OTT) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ให้บริการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต เข้ามาแข่งขันให้บริการแพร่ภาพรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้ทางเลือกของผู้ชมในการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์มีความหลากหลายมากขึ้น รวมถึงพฤติกรรมของผู้ชมเปลี่ยนแปลงไป

 

การแพร่ภาพรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์คึกคัก

ผู้ให้บริการ OTT แข่งขันให้บริการแพร่ภาพรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น

     ⦁ ตลาดการแพร่ภาพรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์คึกคัก ตอบโจทย์การชมรายการทีวีได้ตามความสนใจ รวมถึงชมรายการทีวีได้ทุกที่ทุกเวลา  ปฏิเสธไม่ได้ว่า การใช้ชีวิตประจำวันของคนไทยมีแนวโน้มเชื่อมโยงกับโลกออนไลน์มากขึ้น โดยปริมาณการใช้บริการข้อมูลผ่านโครงข่าย 3G/4G ของคนไทยโดยเฉลี่ยในปี 2560 ที่คาดว่าน่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปสู่ 2.9 GB ต่อคนต่อเดือน จากในปี 2556 ซึ่งอยู่ที่ 0.4 GB ต่อคนต่อเดือน สะท้อนว่า คนไทยมีแนวโน้มรับข้อมูลต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ทุกที่และทุกเวลามากขึ้น โดยการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ได้รับความนิยม สอดคล้องกับข้อมูลที่คนไทยใช้เวลาชมคอนเทนต์บน YouTube ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มทีวีออนไลน์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉลี่ยถึง 1.9 ชั่วโมงต่อวัน และส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณาผ่าน YouTube ในปี 2559 อยู่ที่ 1,526 ล้านบาท โดยขยายตัวได้เกือบสองเท่าในระยะเวลาสองปี

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์สามารถตอบโจทย์ผู้ชม ทั้งการเลือกชมรายการทีวีได้ตรงตามความสนใจ รวมถึงสามารถชมรายการทีวีได้ทุกที่และทุกเวลา โดยในระยะที่ผ่านมา ตลาดการแพร่ภาพรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์มีความคึกคักมากขึ้น ทั้งจากการเข้าสู่ตลาดของผู้ให้บริการกลุ่ม OTT รายใหม่ รวมถึงการแข่งขันจัดแพ็คเกจกระตุ้นการสมัครสมาชิกและการชมรายการทีวีออนไลน์บางประเภท

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลส่วนใหญ่ยังรุกขยายช่องทางการชมรายการทีวี ผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่นของตนเอง รวมถึงโซเชียลเน็ตเวิร์ค โดยมุ่งกระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์จากผู้ชมที่ชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น การติดตาม การแชร์รายการทีวี เป็นต้น ซึ่งช่วยกระจายการชมรายการทีวีไปสู่ผู้ชมในโลกออนไลน์ในวงกว้างได้มากขึ้น ที่จะนำมาซึ่งเม็ดเงินโฆษณาจากช่องทางออนไลน์ สอดคล้องกับภาพที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประกาศเพิ่มสัดส่วนรายได้ค่าโฆษณาจากช่องทางออนไลน์ในปี 2560

     ⦁ ผู้ให้บริการกลุ่ม OTT แข่งขันให้บริการแพร่ภาพรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยมีรูปแบบการประกอบธุรกิจที่แตกต่างกัน

ตลาดการแพร่ภาพรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์มีความคึกคักมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ให้บริการกลุ่ม OTT เข้ามาแข่งขันให้บริการแพร่ภาพรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ผู้ให้บริการกลุ่ม OTT ในประเทศไทยจึงมีความหลากหลาย และมุ่งนำเสนอรายการทีวีออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น เว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่นของผู้ให้บริการเอง, YouTube, Facebook, Line TV เป็นต้น โดยมีรูปแบบการประกอบธุรกิจที่แตกต่างกัน ดังนี้


ที่มา : รวบรวมและวิเคราะห์โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

จะเห็นได้ว่า ผู้ให้บริการกลุ่ม OTT ที่ให้บริการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์เป็นบริการหลัก ทั้งผู้ให้บริการอิสระ ผู้ให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ให้บริการแพร่รายการทีวีโดยเฉพาะ อย่าง YouTube และผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล สามารถสร้างรายได้จากการแพร่ภาพรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น ค่าสมัครสมาชิก ค่าใช้บริการจากการชมตามจริง ค่าโฆษณา เป็นต้น

ในขณะที่ ผู้ให้บริการกลุ่ม OTT ที่ให้บริการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์เป็นบริการเสริมจากธุรกิจดั้งเดิม สามารถอาศัยการให้บริการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้ ทั้งผู้ประกอบการเครือข่ายโทรคมนาคม ซึ่งมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว ที่สามารถกระตุ้นให้ลูกค้าใช้บริการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มเติม ที่นำมาซึ่งรายได้จากค่าใช้บริการอินเทอร์เน็ต หรือการสมัครแพ็คเกจการให้บริการใหม่ๆ รวมถึงผู้ให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์คทั่วไป อย่าง Facebook และ Line ซึ่งมีฐานบัญชีผู้ใช้งานจำนวนมากอยู่แล้ว ที่สามารถกระตุ้นให้ผู้ใช้งานมีการใช้เวลาหรือมีปฏิสัมพันธ์บนโซเชียลเน็ตเวิร์คมากขึ้น ที่นำมาซึ่งความสามารถในการขึ้นค่าโฆษณาบนแพลตฟอร์มของตนเองได้

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ของคนไทยส่วนใหญ่ยังเป็นการชมแบบไม่เสียเงิน โดยเป็นการชมรายการทีวีบนแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการกลุ่ม OTT ในกลุ่มผู้ให้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์ค และกลุ่มผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลที่นำรายการทีวีมาแพร่ภาพผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งผู้ให้บริการกลุ่มดังกล่าวมีรายได้จากค่าโฆษณา โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า รายได้ค่าโฆษณาของผู้ให้บริการกลุ่ม OTT ในปี 2560 น่าจะอยู่ที่ 6,000-6,200 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 20-24 จากในปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท

ผู้ชมเปลี่ยนพฤติกรรมจากการดูรายการทีวีผ่านโทรทัศน์ มาสู่การดูผ่านช่องทางออนไลน์
เฉพาะในช่วงที่ไม่มีเวลา ไม่สะดวกชมรายการทางโทรทัศน์ หรือชมเฉพาะรายการที่สนใจ

จากทางเลือกของผู้ชมในการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ที่หลากหลายมากขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้ชมเปลี่ยนแปลงไป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงดำเนินการสำรวจพฤติกรรมการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ ระหว่างวันที่ 1-22 พฤษภาคม 2560

ผลสำรวจที่สำคัญ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 64 ชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ ในขณะที่ กลุ่มตัวอย่างอีกร้อยละ 36 ไม่ได้ชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ส่วนใหญ่ร้อยละ 49 ระบุว่า การถ่ายทอดสดรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ (Live) มีผลให้เปลี่ยนพฤติกรรมการดูรายการทีวี จากการดูผ่านโทรทัศน์เป็นหลัก มาสู่การดูผ่านช่องทางออนไลน์ บ้างในบางครั้ง เฉพาะในช่วงที่ไม่มีเวลา หรือไม่สะดวกชมรายการทางโทรทัศน์

รวมถึงกลุ่มตัวอย่างที่ชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ส่วนใหญ่ร้อยละ 55 ระบุว่า การแพร่ภาพรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์เพียงช่องทางเดียว โดยไม่แพร่ภาพผ่านโทรทัศน์ มีผลให้เปลี่ยนพฤติกรรมการดูรายการทีวี จากการดูผ่านโทรทัศน์เป็นหลัก มาสู่การดูผ่านช่องทางออนไลน์ บ้างในบางครั้ง เฉพาะรายการที่สนใจ

ที่มา : โพลล์ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างที่เปลี่ยนพฤติกรรมการดูรายการทีวี จากการดูผ่านโทรทัศน์เป็นหลัก มาสู่การดูผ่านช่องทางออนไลน์ เป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มตัวอย่างที่อายุต่ำกว่า 25 ปี รองลงมา เป็นกลุ่มตัวอย่างที่อายุ 25-34 ปี และ 35-44 ปี ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่น่าจะมีแนวโน้มเปลี่ยนพฤติกรรมการดูรายการทีวี จากการดูผ่านโทรทัศน์เป็นหลัก มาสู่การดูผ่านช่องทางออนไลน์ มากกว่าช่วงอายุอื่นๆ

จากผลสำรวจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ผู้ชมเริ่มมีแนวโน้มเปลี่ยนพฤติกรรม มาสู่การชมผ่านช่องทางออนไลน์ บ้างในบางครั้ง เฉพาะในช่วงที่ไม่มีเวลา ไม่สะดวกชมรายการทางโทรทัศน์ หรือชมเฉพาะรายการที่สนใจ ซึ่งสะท้อนว่า ผู้ชมมีทางเลือกในการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ทั้งการชมรายการทีวีจากผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล ที่ถ่ายทอดสดรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ (Live) และนำรายการทีวีมาเผยแพร่ให้ชมย้อนหลังผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงการชมรายการทีวีจากผู้ให้บริการกลุ่ม OTT ที่นำรายการทีวีที่ไม่ได้แพร่ภาพผ่านฟรีทีวี มาแพร่ภาพผ่านช่องทางออนไลน์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในปัจจุบัน แม้ผู้ชมมีทางเลือกในการชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ แต่การชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ค่าใช้จ่ายในการสมัครสมาชิกหรือการชมรายการบางประเภท การจำกัดความเร็วในการใช้งานแพ็คเกจอินเทอร์เน็ต คอนเทนต์รายการทีวีบางประเภทที่ยังตอบโจทย์ผู้ชมเฉพาะกลุ่ม เป็นต้น ส่งผลให้ผู้ชมส่วนใหญ่น่าจะยังชมรายการทีวีผ่านโทรทัศน์เป็นช่องทางหลัก

 

สำหรับในระยะต่อไป ยังต้องจับตาพฤติกรรมของผู้ชมที่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปชมรายการทีวีผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ซึ่งยังขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ทั้งทางเลือกของผู้ชมในการชมรายการทีวีในหลากหลายแพลตฟอร์ม การแข่งขันผลิตหรือสรรหารายการทีวีของผู้ให้บริการกลุ่ม OTT เพื่อดึงดูดสายตาผู้ชม รวมถึงคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลผู้ให้บริการกลุ่ม OTT ที่น่าจะส่งผลให้การแข่งขันแพร่ภาพคอนเทนต์ผ่านช่องทางต่างๆ มีความเป็นธรรม สนับสนุนให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ชาวไทยผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ และบรรเทาปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์คอนเทนต์ต่างๆ ได้

ผู้ออกแบบ มาสคอต อาคารประเทศไทยแจงน้องพลังไม่ได้ลอกแบบจากการ์ตูนญี่ปุ่น

จากดราม่าในสื่อโซเซี่ยลมีเดีย เมื่อนายกเทศมนตรี เมืองโอซาก้าออกมาทวิตรูปพร้อมข้อความว่า น้อง “มาสคอตข้าวโพด” ของไทยเหมือนมาสคอตฟูนาชี่ของญี่ปุ่น กลายเป็นประเด็นร้อนในโซเซี่ยล ถึงแม้จะไม่ได้พูดตรงๆ แต่ก็สื่อเป็นนัยๆ ว่า “มาสคอตของไทย” (ก็อปปี้) เลียนแบบฟูนาชี่หรือเปล่า จนเกิดเป็นกระแสในสื่อ โซเซี่ยลมีเดีย ทั้งในประเทศไทย และญี่ปุ่นเอง

โดยผู้ออกแบบ มาสคอต อาคารประเทศไทย น.ส. จันทร์ จันทรวิโรจน์ ครีเอทีฟ ดีไซเนอร์  บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ออกแบบ และพัฒนาแนวคิด (Conceptual design) ของอาคารประเทศไทย และตัวมาสคอต ชี้แจงว่า จากกรณีในโลกโซเซี่ยลมีเดีย ที่กลายเป็นประเด็นเกี่ยวกับความคล้ายของมาสคอตของประเทศไทย กับตัวการ์ตูนของประเทศญี่ปุ่นนั้น เนื่องจากประเทศไทยได้เข้าร่วมงาน โดยเป็น 1 ใน 115 ประเทศ ที่เข้าร่วมงานระดับโลก อัสตานา เอ็กซ์โป 2017 ณ กรุงอัสตานา ประเทศคาซัคสถาน ภายใต้คอนเซปต์ “Bioenergy for All” เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และโดดเด่นในเรื่องของพลังงานชีวภาพ โดยมีเนื้อหาสาระเพื่อแสดงให้ชาวต่างชาติเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในด้านพลังงานชีวภาพ

ด้วยเนื้อหาดังกล่าว ทีมผู้ออกแบบจึงได้คัดเลือกพืชพลังงานของไทยมาพัฒนาเป็นมาสคอต โดยในเบื้องต้น ได้เลือกพืชพลังงานหลายชนิดด้วยกัน เช่น ต้นหญ้า มันสำปะหลัง อ้อย มาพัฒนาเป็นมาสคอต และออกแบบกว่า 10 แบบด้วยกัน แต่จากการทำวิจัยศึกษาข้อมูลชาวคาซัคสถานพบว่า ข้าวโพด หนึ่งในพืชพลังงานของไทย เป็นพืชที่ชาวคาซัคคุ้นเคย และรู้จักเป็นอย่างดี ทีมงานทุกคนจึงได้สรุปลงตัวเลือกข้าวโพด มาเป็นสัญลักษณ์นำโชคของอาคารศาลาไทยในงาน Astana Expo 2017 เพราะเชื่อว่าจะทำให้ชาวคาซัคสถานจดจำได้ง่ายมากกว่าพืชอื่นๆ โดยใช้ชื่อว่า “พลัง” (Pa-Lang) เพื่อให้เข้ากับแนวคิดการจัดงานของประเทศเจ้าภาพ ในเรื่องพลังงานแห่งอนาคต   โดยไม่ได้มีการคัดลอกมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นแต่อย่างใด แต่มองว่าเนื่องจากพืช หรือต้นไม้ หรือผลไม้ ที่มีลักษณะเป็นการ์ตูน จะมีลักษณะคล้ายๆ กัน ด้วยสีสัน ซึ่งข้าวโพดก็จะเป็นสีเหลือง และสีเขียว อาจจะทำให้เกิดเป็นประเด็นขึ้นมา ทั้งนี้ส่วนตัวอยากวอนขอว่า ไม่อยากให้มาสคอตเป็นประเด็นร้อนของทั้งสองประเทศ และค่อนข้างตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และด้วยความเป็นจริง ตนเป็นคนวาดร่างแบบตัวน้องพลังขึ้นมาเอง โดยถอดแบบมาจากข้าวโพด และมีทีมงานช่วยกันคัดเลือก ทั้งนี้อยากฝากให้คนไทยช่วยเป็นกำลังใจให้น้องพลัง สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในงานมหกรรมโลก ซึ่งเป็นงานที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากตอนนี้ประเทศไทยจะจัดสร้างอาคารนิทรรศการเสร็จเป็นอันดับแรกของงาน ในส่วนของอาคารที่เปิดงานไปแล้ว ยังได้รับความนิยมอย่างมาก   จนชาวต่างชาติพูดกันบอกต่อปากอีกด้วย รวมถึงประเทศไทย และญี่ปุ่น ก็มีพื้นที่จัดงานอยู่บริเวณใกล้เคียงกัน   และเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน จึงอยากฝากให้เป็นกำลังใจในการช่วยกันสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศมากกว่า

AIS ผนึก WORKPOINT ชวน “เปิดความลับ หลังถอดหน้ากาก” บน AIS PLAY และ PLAYBOX เท่านั้น

  • AIS ผนึก WORKPOINT เขย่าใจเอฟซี จัดเต็มความสนุกสุดขั้วอีกครั้ง กับคอนเทนต์สุดพิเศษ “เปิดความลับหลังถอดหน้ากาก” หรือ “The Mask Secret room by AIS” ให้แฟนๆ ได้ชมสัมภาษณ์เจาะลึก เผยเปิดความลับ ความรู้สึกหลังถอดหน้ากาก ของเหล่าซูเปอร์สตาร์ที่เข้าแข่งขันในแต่ละสัปดาห์ ทุกวันพฤหัสบดี เวลาประมาณ 22.30 น. (หลังจบรายการ The Mask Singer 2) ที่นี่ที่เดียว บนแอป AIS PLAY และกล่อง AIS PLAYBOX ตั้งแต่วันพฤ.ที่ 8 มิ.ย.2560 เป็นต้นไป 
  • เอไอเอส ใส่เกียร์เต็มสูบ รุกหนักวิดีโอแพลตฟอร์ม ทุ่มสร้างเอ็กซ์คลูซีฟคอนเทนต์ เพื่อสร้างความแตกต่างและหลากหลาย จับใจคนดูทุกกลุ่ม จับกระแสไว อะไรฮิต! อะไรเจ๋ง! มีให้ดู! ที่นี่ที่เดียว!
  • ต่อยอดกระแสความดัง The Mask Singer รายการยอดฮิตของคนไทยทั้งประเทศ สู่เอ็กซ์คลูซีฟ คอนเทนต์บนหน้าจอมือถือ หลังคว้า 2 หน้ากากทุเรียน และ จิงโจ้ “ทอม Room 39 – เป๊ก ผลิตโชค” มาเป็นพรีเซนเตอร์ของ AIS และร่วมทำเอ็กซ์คลูซีฟคอนเทนต์ด้วยกัน เรียกเสียงกรี๊ดจากเหล่าแฟนคลับอย่างถล่มทลาย

นายปรัธนา ลีลพนัง รักษาการ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด เอไอเอส เปิดเผยว่า     “ปัจจุบันคนไทยนิยมดู Content VDO เป็นอันดับ 1 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง premium VDO ที่ผลิตแบบ Exclusive ดังเช่นความร่วมมือกับ WORKPOINT ในคอนเทนต์The Mask Secret Room by AIS” ครั้งนี้  ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับนโยบายที่จะร่วมทำงานกับพาร์ทเนอร์อันดับ 1 เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว ที่สำคัญด้วยโครงข่ายทั้ง AIS 4G,  AIS Super WiFi, Fixed Broadband ซึ่งมีคุณภาพและครอบคลุมทั่วประเทศ ก็ช่วยการันตีคุณภาพในการรับชมรายการเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น และยืนยันว่าจากนี้ เราจะหารายการใหม่ๆ เข้ามาในระบบ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทุกกลุ่ม โดยภายในปี 2017 นี้ เราตั้งเป้าผู้ใช้บริการวิดีโอ (ACTIVE USERS) น่าจะอยู่ราว 2,500,000 ราย”

นายชลากรณ์  ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานดิจิทัลทีวี บริษัทเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “AIS กับ WORKPOINT เราเป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกันมานาน ตั้งแต่เราเริ่มทำช่อง เมื่อตลาดคอนเทนต์เติบโตขึ้น จึงเป็นการทำงานร่วมกันที่เหมาะเจาะมาก ทาง Workpoint มีคอนเทนต์ ส่วน AIS ก็มีแพลตฟอร์ม สำหรับรายการ The Mask Singer 2 ถือเป็นรายการยอดฮิตอันดับ 1 ของ WORKPOINT และของประเทศ จึงน่าจะเป็นเรื่องดี ถ้าได้ต่อยอดเรื่องราวในมุมที่แฟนๆ ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน เราจึงคิดสร้าง “The Mask Secret Room” ขึ้น เพื่อออกฉายบนแอป AIS PLAY เท่านั้น ที่มาคือเมื่อเวลาที่ศิลปินถอดหน้ากากแล้ว ก็ยังมีหลายเรื่องในใจที่เค้าอยากจะพูดให้แฟนๆ เค้าฟัง และคนดูยังอินอยู่ เพิ่งเซอร์ไพรส์ ถอดหน้ากากไปเมื่อสักครู่นี้ในทีวี คนดูก็ยังอยากรู้ต่อว่าเค้ารู้สึกอย่างไรเพิ่มเติม ก็มาดูต่อได้บนแอป AIS PLAY หลังจบรายการเลย สร้างความบันเทิงแบบต่อเนื่องเลย ถือเป็นคอนเทนต์ที่พิเศษมากๆ ครับ คือมีความต่อเนื่องจากหน้าจอทีวี สู่หน้าจอมือถืออย่างแท้จริง”