Category Archives: Entertainment

5 เหตุผล ทำไม Open Innovation Center โดยเอสซีจี สามารถพลิกโฉมวงการนวัตกรรมได้จริง

ถึงจะเพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่นาน สำหรับ “Open Innovation Center” โดย เอสซีจี แต่ก็สามารถสร้างกระแสความแปลกใหม่ให้เกิดขึ้นกับแวดวงนวัตกรรมได้ไม่น้อย เพราะนอกจากความมุ่งมั่นของเอสซีจีที่ต้องการตอกย้ำการเป็นผู้นำนวัตกรรมอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียนแล้ว เหตุใดศูนย์ฯ แห่งนี้จึงถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการนวัตกรรมอย่างแท้จริง ต้องมาติดตามไปพร้อมกัน…

 

เหตุผลแรก คือ การเป็นศูนย์กลางที่พร้อมเปิดรับความร่วมมือด้านงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมกับทุกหน่วยงาน ให้เกิดการต่อยอดสร้างสรรค์นวัตกรรมแห่งอนาคต เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยแบ่งพื้นที่กว่า 1,600 ตร.ม. ออกเป็น 4 โซนหลัก ได้แก่ 1.) โซนจัดแสดงผลงาน เพื่อต่อยอดการวิจัยระหว่างนักวิจัยเอสซีจีและพันธมิตร 2.) โซนห้องสัมมนาและห้องประชุม เพื่อใช้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิจัย 3.) ห้องปฏิบัติการ เพื่อให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่อยู่ในความสนใจของเอสซีจีใช้วิจัยและพัฒนา 4.) โซนออฟฟิศ สำหรับนักวิจัยและทีมประจำศูนย์ของเอสซีจี

 

เหตุผลที่ 2 คือ การตั้งอยู่ในแหล่งต้นกำเนิดนวัตกรรมเพื่ออนาคต คือ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยและพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เนื่องจากเป็นแหล่งรวมของนักวิจัยกว่า 3,000 คน จึงเป็นโอกาสที่ทุกคนจะได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวคิดระหว่างกัน หรือหากงานวิจัยสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของเอสซีจี ที่มุ่งมั่นส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้บริโภค ก็สามารถพัฒนาต่อยอดสู่งานนวัตกรรมเพื่ออนาคตอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ เอสซีจียังได้สร้าง network of network ที่เป็นพันธมิตรของ สวทช. ในการพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมเพื่อต่อยอดทางธุรกิจให้กว้างขวางต่อไปอีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม งานนวัตกรรมใหม่ๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีห้องปฏิบัติการที่มีความพร้อม ดังนั้น เหตุผลที่ 3 จึงเป็น ห้องปฏิบัติการที่ใช้สำหรับการทดสอบแนวความคิดหรือการสาธิตต้นแบบเพื่อประเมินความเป็นไปได้ในเชิงเทคนิคเบื้องต้น ก่อนที่จะส่งต่อให้กับหน่วยธุรกิจที่มีเครื่องมือครบครันต่อไป

 

เหตุผลที่ 4 ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ คือ การจัดแสดงผลงานนวัตกรรมเพื่อต่อยอดการวิจัย อันเกิดจากแนวคิดที่ว่าไม่ต้องการให้สถานที่แห่งนี้ถูกจำกัดเพียงแค่นักวิจัยเท่านั้น แต่ต้องการเปิดกว้างให้กับบรรดาผู้ที่ต้องการแสวงหาความรู้ด้านนวัตกรรมใหม่ๆ อีกด้วย ในส่วนนี้แบ่งออกเป็น 5 โซนย่อย ได้แก่ 1.) Inspiration starts here บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาอันยาวนานกว่า 100 ปีของเอสซีจี 2.) Performance+ จัดแสดงนวัตกรรมอันโดดเด่นของเอสซีจี เช่น Sea Cement สูตรการผสมปูนที่สามารถนำน้ำทะเลและทรายจากทะเลมาผสมเป็นคอนกรีตใช้งานได้โดยไม่ทำให้เกิดสนิมในเหล็กเสริม รวมทั้งยังทำให้คอนกรีตมีความสามารถในการป้องกันคลอไรด์จากภายนอกได้ ทำให้การก่อสร้างในพื้นที่ชายฝั่งทำได้สะดวกยิ่งขึ้น เป็นต้น 3.) Design for Sustainability การพัฒนาวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การออกแบบสินค้าตามรสนิยมของผู้บริโภค และการพัฒนาสินค้าเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร 4.) Moving Edge เน้นการพัฒนา Solution เพื่อส่งมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับคู่ค้าและผู้บริโภคเพื่อชีวิตที่ดีของทุกคนในภูมิภาค และ 5.) Drawing the Future Together ขยายเครือข่ายการวิจัยและพัฒนากับทุกภาคส่วน ผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพานิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน 60 Technology Platforms

 

เหตุผลที่ 5 การสนับสนุนเครือข่ายสตาร์ทอัพจากทั่วโลก ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) ในการดำเนินงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Sci-Tech) ผ่านโปรแกรม Accelerator เพื่อร่วมพัฒนานวัตกรรมที่มีศักยภาพสูงกับเอสซีจีในกลุ่ม Materials, Clean Technology, Well Being และ Sensor & IoT ก่อนนำไปสู่การต่อยอดธุรกิจร่วมกันในอนาคตอีกด้วย

 

เห็นแบบนี้แล้ว ดีใจแทนบรรดาเหล่านักวิจัยทั้งหลาย ที่จะมีคนมาช่วยสานต่อผลงานวิจัยให้เป็นรูปธรรม รวมทั้งบรรดานักเรียน นักศึกษา องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน หรือผู้ที่ต้องการแสวงหาความรู้ด้านนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะได้มีแหล่งข้อมูลดีๆ เพิ่มอีกแห่งหนึ่ง ใครอยากรู้ว่าศูนย์แห่งนี้จะสามารถเข้ามาพลิกโฉมวงการนวัตกรรมได้จริงหรือไม่ งานนี้ขอบอกว่าต้องรีบไปดูด้วยตาตัวเองได้ที่ Open Innovation Center โดยเอสซีจีด่วนเลย เปิดให้เยี่ยมชมได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น.

แสงไฟที่ส่อง…ไปยังอนาคต

 “เด็กๆ บอกครูหน่อยสิ อนาคตอยากเป็นอะไรกัน?”

อาจเป็นคำถามง่ายๆ ที่หลายคนเคยได้รับ ส่วนคำตอบนั้นก็มีหลากหลายแตกต่างกันไปตามความคิด ของแต่ละคน แต่คุณเคยคิดหรือไม่ว่า สำหรับเด็กๆบางคน จะมีสักกี่คำตอบที่ไปถึงยัง “อนาคต” ที่วาดฝันไว้

“Hello future” เป็น VDO ที่บอกเล่าเรื่องราวของเด็กๆ ในชนบทที่ต้องการ “โอกาส” ที่จะทำให้อนาคตของพวกเขาเป็นจริง ปัจจุบัน ยังมีโรงเรียนอีกหลายแห่งในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ที่ถูกมองข้ามไป ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ เปรียบเสมือนส่วนที่มืดมนในสังคม

หลายๆ คนคิดว่าเห็นคนไปบริจาคกันได้จำนวนมากแล้ว คิดว่าน่าจะเพียงพอแล้ว บางคนอาจจะมองข้ามคุณค่าของเงินเล็กน้อย เราจึงมองเห็นว่า จะทำอย่างไรให้ การบริจาคคนละเล็กคนละน้อย เป็นการร่วมกันดูแลสังคมเด็กๆของประเทศนี้ เปรียบเสมือนช่วยกันสร้าง “แสงแห่งโอกาส” ที่ส่องไปถึงถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ

 

 

Ogilvy & Mather Advertising ได้รับโจทย์จากลูกค้า Philips Lighting ถึงแคมเปญ CSR ร่วมกับ UNICEF ระดมทุนบริจาคไปช่วยเหลือโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ เนื่องจากสินค้าคือ หลอดไฟ “แสง” จึงเป็นไอเดียหลักของ VDO เรื่องนี้ ทีมงาน ต้องการสื่อเรื่องการเปิดอนาคตที่สว่างสดใสของเด็กในโรงเรียนทุรกันดาร ได้มีโอกาสเรียนหนังสือ และมีอนาคตที่สดใส

Creative Idea คือ ต้องการให้ จุดประกายความคิดของคนทั่วไป ให้เห็นความสำคัญต่อการบริจาค ที่อาจเป็นโอกาสที่ส่องสว่างให้ชีวิตเด็กๆได้

“Hello future” อยากสร้างโอกาสจุดประกายให้เกิดความคิดที่ต่อยอดต่อไป..อนาคตของใครบางคน อาจสดใสด้วยแสงสว่างจากมือคุณ

ทีมจุดประกาย K.Noppadon, K.Jutathip, K.Suttisak

Invisible Banner ชิ้นงานโฆษณาใหม่จาก สก๊อต เพียวเร่ ที่กระตุ้นให้ตระหนักถึงภัยอันตรายจากแสงสีฟ้าทางหน้าจอ

บริษัท สก๊อต อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ Scotch Puree’ 10 Berry ออกแคมเปญ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภครับรู้และตระหนักถึงความอันตรายของแสงสีฟ้า ภัยร้ายแรงที่มองไม่เห็น ที่มาพร้อมๆ กับพฤติกรรมการใช้หน้าจอของคนในยุคปัจจุบัน

เป็นที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบันค่าเฉลี่ยของจำนวนชั่วโมงในการใช้งานจอคอมพิวเตอร์และจอโทรศัพท์ มีแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะนอกจากเราจะใช้สายตาเพื่อทำงานกับจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวันแล้ว เรายังใช้โทรศัพท์มือถือและแทปเลตเพื่อติดตามข่าวสาร, เล่นโซเซียล และความบันเทิงต่างๆ ในโลกออนไลน์อีกหลายชั่วโมง โดยยังไม่นับรวมวันพักผ่อน ที่ถึงแม้เราจะไม่ได้ใช้สายตาทำงานติดต่อกัน แต่ก็ใช้จอมือถือและแทปเลตแทบจะตลอดเวลาในกิจกรรมต่างๆ

นอกจากพฤติกรรมดังกล่าวแล้ว อันตรายร้ายแรงที่ตามมาจนกำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่กับคนในวงกว้าง คือ”แสงสีฟ้า” ภัยร้ายที่มากับการใช้งานหน้าจอเหล่านี้เป็นเวลานาน ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจไม่ทันได้ระวัง เนื่องจากแสงสีฟ้า เป็นแสงที่มองไม่เห็น แต่ในความเป็นจริงแล้ว แสงสีฟ้าอยู่ใกล้ตัวเราตลอดเวลา เพราะมีอยู่ในแหล่งกำเนิดแสงเกือบทุกชนิด เช่นในแสงแดด และหลอดไฟที่เราสัมผัสใกล้ชิดในทุกๆวัน แต่จะพบมากในจอคอมพิวเตอร์ มือถือสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต โดยแสงสีฟ้านี้จะทำร้ายตาของเราได้มากกว่าและลึกกว่าแสงสีอื่นๆ โดยทำร้ายลึกถึงจอประสาทตา และเป็นสาเหตุหลักของโรคจอประสาทตาเสื่อม โรคอนาคตสำหรับคนในยุคปัจจุบัน

จากแนวโน้มพฤติกรรมการใช้จอในปัจจุบัน ที่นอกจากจะลดเวลาในการใช้ให้น้อยลงไม่ได้แล้ว ยังมีแนวโน้มว่าสถิติดังกล่าวกลับจะเพิ่มขึ้น พร้อมกับปัญหาทางด้านสุขภาพสายตาของคนในยุค 4.0 จึงเป็นมุมที่แบรนด์ใช้บอกเล่าในสื่อต่างๆ เพื่อมุ่งหวังที่จะช่วยแก้ไขปัญหาในระยะยาวให้กับผู้บริโภค เพราะอย่างน้อยหากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้ แต่ถ้าเราดูแลดวงตาได้อย่างถูกวิธี เราก็จะปกป้องอันตรายและลดความเสื่อมของจอประสาทตาได้เช่นกัน

“ลูทีน” ซึ่งเป็นตัวช่วยในการดูแลรักษาดวงตา ที่มีอยู่ใน Scotch Puree’ 10 Berry จึงถูกใช้เป็นจุดตั้งต้นสำหรับถ่ายทอดเรื่องราวของแสงสีฟ้า และการดูแลรักษาดวงตาหากคุณจำเป็นต้องจ้องหน้าจอ Scotch Puree’ จึงใช้จุดนี้สื่อสารและเน้นย้ำ โดยเริ่มรุกหนักบนโลกออนไลน์ด้วย MV เจมส์ จิรายุ ที่ได้สแตมป์ อภิวัชร์ มาทำเพลงให้  และขยายผลซ้ำด้วย Interactive Banner สิ่งที่แสนจะธรรมดาเรารู้จักกันเป็นอย่างดีบนโลกออนไลน์ ที่หลายๆ แบรนด์อาจลืมกันไปแล้วหรือมองข้ามไป และความน่าสนใจอยู่ที่การหยิบลูกเล่นของสื่อออนไลน์มาผสมผสานให้ลงตัวกับสิ่งที่ต้องการจะสื่อสาร จนเกิดเป็น Invisible Banner ที่ช่วยลดอันตรายจากแสงสีฟ้าในขณะที่เราใช้งานหน้าจอ ซึ่งตรงกับลูทีนส่วนประกอบสำคัญใน Scotch Puree’ 10 Berry

Invisible Banner ตอบโจทย์ในการสื่อสารกับผู้บริโภคบนโลกออนไลน์อย่างชัดเจน เข้าถึง และตรงประเด็น นับเป็นเทคนิคที่พลิกแพลงตามสถานการณ์และพฤติกรรมการออนไลน์ของคนในยุคปัจจุบันได้ถูกจังหวะ  และการที่แบรนด์บอกเล่าถึงปัญหาเพื่อให้คนส่วนใหญ่ได้ตระหนักรู้ถึงอันตรายใกล้ตัว นับเป็นความห่วงใยที่ทาง Scotch Puree’ 10 Berry มุ่งหวังที่จะกระตุ้นให้คนในวงกว้าง หันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จอ และเริ่มหันมาใส่ใจรักษาสุขภาพดวงตาของเราเอง และถ้าหากเป็นการยากที่จะหลีกเลี่ยงจากแสงสีฟ้าในยุคดิจิตอลแบบนี้ เพราะจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ทำงานตลอดเวลา หรือจำเป็นต้องใช้สายตามากๆ เพื่อการสื่อสารต่างๆ อย่างน้อยที่สุดเราก็จะตระหนักรู้ถึงปัญหา ว่าเราควรจะดูแลและปกป้องดวงตาของเราอย่างไร เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานดวงตาของเราให้ดีที่สุด และยาวนานที่สุดในยุคมัลติสกรีนต่อไป

KIDS’ACADEMY THE SCHOOL OF IMAGINATION โรงเรียนของนักคิดและผู้นำในอนาคต

KidsAcademy International School เป็นโรงเรียนที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2003 (ปัจจุบันดําเนินการสอนมาแล้ว 14 ปี) ภายใต้แนวคิดที่ว่า โรงเรียนที่มีคุณภาพจะสามารถเป็นได้มากกว่าสถานที่ ให้ความรู้  โดยใช้หลักสูตรมาตรฐานจากประเทศอังกฤษ เน้นสร้างพื้นฐานในวัยเด็กให้กว้างไกลและสร้างสรรค์  เพื่อให้เด็กแสดงศักยภาพได้รอบด้านและเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ให้เด็กๆได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์และทักษะความเป็นผู้นำด้วยการค้นหาตัวตนของตนเอง ทั้งนี้เราเชื่อมั่นว่านี่คือปัจจัยสําคัญที่สะท้อนความคิดและความมั่นใจตามแนวคิดของโรงเรียนที่ว่า “The Foundation for Leaders of Tomorrow” ที่เชื่อว่าความเป็นผู้นําไม่ว่าด้านใดก็ตาม จะซ่อนอยู่ในตัวเด็กแต่ละ คนเสมอ นอกจากนี้นักเรียนที่จบการศึกษาจากที่นี่ส่วนใหญ่ ยังสามารถเข้าเรียนต่อโรงเรียนนานาชาติชั้นนําของประเทศได้อย่างสม่ําเสมอ ประกอบกับความเอาใจใส่และการพัฒนาเรื่องการ ดูแลเด็กๆ พร้อมพัฒนาหลักสูตรอยู่ตลอดเวลา จึงทําให้โรงเรียนได้รับความไว้วางใจจากคุณ พ่อคุณแม่เสมอมา ปัจจุบันได้ทําการเปิดโรงเรียนแห่งที่ 2 ขึ้นภายใต้ชื่อ Kids’ Academy Sensory ตั้งอยู่ ณ เอกมัย ซ.2 ในซอยเดียวกันกับโรงเรียนแห่งแรกคือ Kids’ Academy Discovery และเพื่อต่อยอดจากพื้นฐานที่วางไว้จากโรงเรียนทั้ง 2 แห่ง ในปีนี้โรงเรียนแห่งที่สามก็จะเปิด ตัวอย่างเป็นทางการด้วยเช่นกัน ภายใต้ชื่อ Kids’ Academy Imagination ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับ อนุบาลไปจนถึงชั้นประถมศึกษา ด้วยเพราะต้องการวางรากฐานก้าวที่สําคัญของเด็กในวัยประถม ศึกษา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สําคัญที่สุดในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ กระบวนการเรียนรู้ ตลอด จนทักษะความเป็นผู้นํา จากเหตุผลนี้ทางโรงเรียนจึงไม่เน้นเพียงความรู้ในห้องเรียน แต่ยังให้เด็กๆ รักที่จะเรียนรู้ ค้นหาตัวตนของตนเอง กล้าคิด กล้าแสดงออกด้านจิตนาการนําไปสู่การต่อยอดสิ่ง ใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่เด็กแต่ละคนจะทําได้ นั่นเองคือ กระบวนการในการสร้างความเป็นผู้นําในอนาคตภายใต้คอนเซ็ปต์ Buildingtheleadersand thinkers of tomorrow

KidsAcademy Imagination จึงถูกออกแบบให้เป็นสถานที่แห่งการสํารวจและจินตนาการ มากกว่าที่จะเป็นโรงเรียน ดังนั้นนักเรียนทุกคนจะรู้สึกสนุกที่ได้มาโรงเรียนที่เปิดกว้างด้านความ คิดโดยปราศจากความจําเจเดิมๆ จุดเด่นเฉพาะตัวที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือเรื่องของการออกแบบ โรงเรียน ที่มีความล้ําหน้าด้านนวัตกรรมเเละดูไม่เหมือนโรงเรียน นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือเสริมการ เรียนรู้ที่พร้อมให้เด็ก ๆ สํารวจและคิดค้นอย่างรอบด้าน อาทิเช่น Science Center Art Center และ Performance Center ที่จะเป็นศูนย์การเรียนรู้และขยายจินตนาการให้เด็กๆ กล้าแสดงออก ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ศิลปะและด้านดนตรี นอกจากนี้ที่ตั้งของโรงเรียนยังอํานวย ความสะดวกสําหรับคุณพ่อคุณแม่ในการ รับ-ส่ง จอดรถ ไปจนถึงหากิจกรรมทําในระหว่างที่รอรับ เด็กๆ อีกด้วย เพราะตั้งอยู่ด้านหลังห้างสรรพสินค้า Paradise Park

KidsAcademy Imagination เป็นโรงเรียนนานาชาติที่สอนโดยใช้หลักสูตรการสอนตาม มาตรฐาน BritishNationalCurriculum โดยสอนทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีนควบคู่กันไปดัง นั้นเด็กๆ จะเรียนรู้เพื่อใช้ทั้งสองภาษาในการสื่อสารได้อย่างมั่นใจในอนาคต อีกทั้งแสดงความคิด เห็นต่าง ๆ ได้โดยไม่มีข้อจํากัดในการใช้ภาษา และที่สําคัญไปกว่านั้นคือเด็ก ๆ จะกล้าที่จะคิดค้น ริเริ่ม และแสดงความคิดได้อย่างเต็มความสามารถ

ทั้งหมดนี้คือทางเลือกที่เด็กๆ จะได้สัมผัสกับสิ่งที่เป็นมากกว่าความรู้ในการเดินทางมาโรงเรียน เนื่องจากเราเชื่อว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพและจุดเด่นที่แตกต่างกัน ซึ่งในแต่ละความต่างนั้นมัก ทําให้ผู้ใหญ่หลายๆ คนคาดไม่ถึง หากพวกเขาได้ดึงทักษะของตัวเองออกมาใช้อย่างเต็มที่เเละ เต็มศักยภาพ และนั่นคือก้าวแรกของการเริ่มต้นที่ดีที่สุดที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้โลกให้สนุกและ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ไปพร้อมกัน นอกจากจะเป็นจุดเริ่มต้นของการมาเรียนที่ Kids’ Academy International School อย่างมีความสุขแล้ว นี่คือก้าวที่ยิ่งใหญ่ในการพัฒนานักคิดที่มีความมั่นใจ เพื่อให้พวกเขาเติบโตไปเป็นผู้นําในเวทีโลก ที่อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

รวมรางวัลโฆษณาจากผลงาน “พินัยกรรมอวัยวะ” ในโครงการ Let Them See Love 2016

สภากาชาดไทย ร่วมกับ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น ได้มอบหมายให้บริษัทตัวแทนโฆษณา บริษัท ชูใจ กะ กัลยาณมิตร จำกัด ผลิตแคมเปญโฆษณาภายใต้แนวคิดพินัยกรรมอวัยวะ ที่มุ่งรณรงค์ให้คนไทยรับรู้และเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการบริจาคอวัยวะและดวงตา จากโครงการ Let Them See Love” ซึ่งนอกจากจะสามารถสร้างความตระหนักและให้ความรู้แก่ผู้ที่จะประสงค์จะบริจาคอวัยวะและดวงตาแล้ว ยังประสบความสำเร็จในเวทีประกวดผลงานโฆษณาอย่างสูงในประเทศไทย และยังได้ก้าวไปสู่เวทีระดับโลกอีกด้วย อันได้แก่

 

Adman Awards & Symposium 2016

การประกวดผลงานด้านการสื่อสารทางการตลาด ที่ส่งเสริมยกย่องผลงานที่มีคุณภาพครอบคลุมการสื่อสารในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งโฆษณา ประชาสัมพันธ์ กิจกรรมส่งเสริมการตลาด กราฟฟิคดีไซน์ และกลยุทธ์การใช้สื่อในรูปแบบใหม่ๆ โดยผลงาน พินัยกรรมอวัยวะ ได้รับ 3 รางวัลใหญ่จากงาน อันประกอบด้วย

  1. Film ในสาขา Charities, Public Health & Safety, Public Awareness Message หรือผลิตภาพยนตร์โฆษณารณรงค์ประชาสัมพันธ์โครงการประเภทส่งเสริมสังคมยอดเยี่ยม ได้รับรางวัลประเภท Gold
  2. Public Relations ในสาขา Charities, Public Health & Safety, Public Awareness Message หรือแผนประชาสัมพันธ์โครงการส่งเสริมสังคมยอดเยี่ยม ได้รับรางวัลประเภท Gold
  3. AD That Works (Effective Communication) รางวัลใหญ่ของงาน สำหรับผลงานการสื่อสารที่สร้างผลลัพธ์ยอดเยี่ยม ได้รับรางวัลประเภท Bronze

นอกจากนี้ยังมีสาขาอื่นๆที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าเป็น finalist อีก 4 รางวัล อันประกอบด้วย

  • Digital & Interactive Media ในสาขา Non-profit / Self promotion หรือการใช้สื่อดิจิตอลในการรณรงค์ประชาสัมพันธ์โครงการประเภทส่งเสริมสังคมยอดเยี่ยม
  • Film ในสาขา Charities, Public Health & Safety, Public Awareness Message หรือผลิตภาพยนตร์โฆษณารณรงค์ประชาสัมพันธ์โครงการประเภทส่งเสริมสังคมยอดเยี่ยม อีก 3 รางวัล สำหรับภาพยนตร์โฆษณาทั้งหมดอีก 3 เรื่องที่ผลิตมาเสริมในแคมเปญ


B.A.D. Awards 2016

ผลงาน “พินัยกรรมอวัยวะ” ได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 10 สุดยอดผลงานความคิดสร้างสรรค์แห่งปี 2016 ในประเภท Best Creativity ซึ่งตัดสินจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในวงการโฆษณาเพื่อคัดเลือกผลงานที่โดดเด่น “Best of B.A.D.” ประจำแต่ละปี

สมาคมผู้กำกับศิลป์บางกอก (Bangkok Art Directors’ Association) จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2528 เพื่อส่งเสริมศิลปะและการสร้างสรรค์ให้แก่สมาชิกผู้ประกอบอาชีพธุรกิจโฆษณาในประเทศไทย และเพื่อยกระดับมาตรฐานในด้านการสร้างสรรค์ให้สูงขึ้นโดยให้รางวัลผลงานดีเด่นในด้านการสร้างสรรค์และผลิตงานโฆษณา

 

Cannes Lion Awards 2017

ล่าสุดกับเทศกาลแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการโฆษณาโลก ณ เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ที่ตอบรับผลงาน “พินัยกรรมอวัยวะ” ที่ส่งเข้าประกวดโดยได้รับคัดเลือกให้เข้าเป็น finalist ในรางวัล PR Lions  ในสาขา Charities, Non-profit หรือแผนประชาสัมพันธ์โครงการส่งเสริมสังคมยอดเยี่ยม

ทั้งนี้ โครงการ Let Them See Love พินัยกรรมอวัยวะ เป็นโครงการที่เครือเจริญโภคภัณฑ์และทรู คอร์ปอเรชั่น จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อรณรงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการให้อันยิ่งใหญ่ นั่นคือการให้ชีวิตเพื่อนมนุษย์ และให้คนในสังคมได้รับรู้และเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องของการบริจาคอวัยวะและดวงตา

แคมเปญโฆษณาของโครงการ Let Them See Love ได้ถ่ายทอดแนวคิดพินัยกรรมอวัยวะ เชิญชวนให้บริจาคอวัยวะแล้วต้องแจ้งการบอกญาติด้วย ให้รับรู้ความตั้งใจของผู้บริจาคที่มีความจำนงที่จะบริจาคอวัยวะและดวงตาให้ญาติทราบ ซึ่งจะส่งผลให้ญาติสามารถสานต่อเจตนารมณ์ให้บรรลุผลตามที่ตั้งใจไว้ โดยได้รณรงค์โครงการผ่านสื่อภาพยนตร์โฆษณา และสื่อออนไลน์ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะให้เกิดผลเป็นวงกว้างต่อไป

 

“STADIUM ONE” สปอร์ต คอมมูนิตี้ แลนด์มาร์คแห่งใหม่ ใจกลางกรุงเทพฯ เปิดบ้านต้อนรับคู่ค้าธุรกิจ เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นการลงทุน

สเตเดียม วัน (STADIUM ONE) สปอร์ต คอมมูนิตี้ แหล่งรวมไลฟ์สไตล์สำหรับคนรักสุขภาพแห่งแรกของประเทศไทย และใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดงาน STADIUM ONE OPEN HOUSEเพื่อเปิดบ้านต้อนรับคู่ค้าธุรกิจ เยี่ยมชมโครงการฯ พร้อมฟังวิสัยทัศน์การดำเนินงานโครงการฯ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญทางการค้าที่จะร่วมสร้างพื้นที่ในตำนานด้านกีฬากลับมาคึกคักอีกครั้ง สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง พร้อมตั้งเป้าดึงดูดกลุ่มคนรักสุขภาพได้มากถึง 10,000 คนต่อวัน

 

นายพงศ์วรรธน์ ติยะพรไชย ผู้บริหารโครงการสเตเดียมวัน (STADIUM ONE) กล่าวว่า โครงการ สเตเดียม วัน โดยบริษัท เดอะ สปอร์ต โซไซตี้ จำกัด ประกอบด้วยทีมผู้บริหาร ได้แก่ นายสิทธิชัย ศรีสงวนกุล CEO, นายถนอมเกียรติ สัมมาวุฒิชัย Executive Director, นายณัฐภัค รีกิจติศิริกุล Director ได้ร่วมกันจัดงาน “STADIUM ONE OPEN HOUSE” ขึ้น เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นแก่พันธมิตร และคู่ค้าทางธุรกิจ หลังจากได้รับสัมปทานพื้นที่จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการก่อสร้างและบริหารโครงการ สเตเดียม วัน ด้วยงบการลงทุนมูลค่ารวมราว 200 ล้านบาท บริหารงานภายใต้แนวคิด “Stadium of Life” ซึ่งเป็นศูนย์รวมค้าปลีกเกี่ยวกับกีฬาและไลฟ์สไตล์ของคนรักการออกกำลังกายที่ครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทยและใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งยังเล็งเห็นภาพรวมตลาดสินค้าและบริการด้านสุขภาพที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และการขยายตัวของตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพและการออกกำลังกาย รวมถึงพฤติกรรมและความสนใจด้านสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้น คาดว่าจะสามารถดึงกลุ่มคนรักสุขภาพได้มากถึง 10,000 คนต่อวัน

 

“โครงการ สเตเดียม วัน ตั้งอยู่บนถนนพระราม 1 ตัดกับถนนบรรทัดทอง ใกล้กับสนามกีฬาแห่งชาติ และสนามฟุตบอลเทพหัสดิน จุดเชื่อมต่อกับพื้นที่อุทยานจุฬาฯ 100 ปี สวนสาธารณะขนาดใหญ่กว่า 30 ไร่ ภายในโครงการฯ ประกอบด้วยร้านค้าปลีกจำนวน 129 ร้าน ในพื้นที่ค้าปลีกขนาด 5,000 ตารางเมตร แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนของร้านค้าปลีกด้านกีฬา และส่วนของศูนย์บริการการออกกำลังกาย –  ลานจัดกิจกรรมด้านกีฬาขนาด 2,000 ตารางเมตร เป็นแห่งแรกของประเทศไทยด้วยเช่นกัน ด้วยวัตถุประสงค์หลักของโครงการฯ คือต้องการเปลี่ยนสถานที่ในตำนานด้านกีฬาให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ทั้งยังส่งเสริมพฤติกรรมคนกรุงเทพฯ ให้หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพ และการออกกำลังกายมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้โครงการฯ ได้ช่วยตอบโจทย์ความต้องการด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็น ห้องอาบน้ำ ล็อกเกอร์เก็บสัมภาระ ลานจอดรถที่รองรับมากถึง 150 คัน และที่จอดรถบริเวณโดยรอบโครงการฯ รวมราว ๆ 700 คัน เป็นต้น นอกจากนี้ โครงการ สเตเดียม วัน ยังประกอบด้วยโซนต่าง ๆ ทั้งหมด 6 โซน ได้แก่ โซนค้าปลีก โซนวิ่งและปั่นจักรยาน โซนร้านสินค้าเกี่ยวกับกีฬาทุกประเภท โซนอาหารและเครื่องดื่ม โซนเพื่อสุขภาพ และโซนเกี่ยวกับครอบครัว เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์” นายพงศ์วรรธน์ กล่าวเสริม

ด้าน นายวิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด หนึ่งในพันธมิตรคู่ค้าธุรกิจรายใหญ่ กล่าวว่า เมื่อได้ทราบถึงโมเดลโครงการฯ และวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่ต้องการชุบพื้นที่ตำนานด้านธุรกิจเสื้อผ้า และอุปกรณ์กีฬา ซึ่งทางวอริกซ์ (Warrix) ได้เจาะการตลาดเสื้อผ้ากีฬาสัญชาติไทย โดดเด่นเรื่องคุณภาพในราคาที่จับต้องได้ และสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้โดยตัวสินค้าเอง โดยในปีนี้ได้เซ็นสัญญาจับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับทางทีมฟุตบอลชาติไทย ยาวนานถึง 4 ปี ด้วยการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของวอริกซ์ จึงได้เล็งเห็นโอกาสในการเปิดพื้นที่ Flag Ship Store แห่งใหม่ ซึ่งนับได้ว่าเป็นช้างศึก Official Store แห่งแรกในประเทศไทย ด้วยคลังสินค้าที่ใหญ่ที่สุด มูลค่าสินค้ารวมกว่า 20 ล้านบาท พร้อมความเชื่อมั่นว่าแลนด์มาร์คแห่งนี้จะสามารถเป็นศูนย์กลาง และรวมกลุ่มลูกค้าที่รักในกีฬาฟุตบอล และการออกกำลังกาย

 

“Warrix Store ในโครงการสเตเดียม วัน มีขนาดพื้นที่กว่า 1,500 ตร.ม. รวม 9 ห้องคูหา ซึ่งประกอบด้วยอาคาร 3 ชั้น โดยชั้น 1-2 เป็นสโตร์สินค้า ส่วนชั้น 3 จัดสรรเป็น Stock Hub ด้วยการดีไซน์อาคารที่เชื่อมต่อกัน เพื่อรองรับแผนการตลาดในปลายปี 2560 จนถึงปี 2561 ที่ทางวอริกซ์จะมีการพัฒนาต่อยอดประเภทสินค้าอื่น ๆ เพิ่มขึ้น สอดรับกับเทรนด์ด้านสุขภาพของไทย อาทิ สินค้ากึ่งวิทยาศาสตร์การกีฬา ด้านกล้ามเนื้อโดยเฉพาะ   ด้านกีฬาวิ่ง แบดมินตัน และมวย เป็นต้น”

 

นายพร้อมพงษ์ ตันติวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เอสซีจี ยามาโตะ เอ็กซ์เพรส จำกัด ในเอสซีจี ซิเมนต์ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง หนึ่งในพันธมิตรคู่ค้าธุรกิจรายใหญ่ กล่าวว่า เอสซีจี เอ็กซ์เพรส บริหารงานธุรกิจบริการส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วน ร่วมทุนธุรกิจกับยามาโตะ กรุ๊ป ประเทศญี่ปุ่น เชี่ยวชาญด้านระบบการขนส่งอย่างมืออาชีพ ซึ่งได้ทราบถึงวิสัยทัศน์ของทางผู้บริหารโครงการ สเตเดียม วัน พร้อมมีความเชื่อมั่นในหลาย ๆ ด้านว่าโครงการฯ จะกลายเป็นศูนย์รวมด้านกีฬา และสปอร์ต แลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางเมือง ด้วยจำนวนคนรักสุขภาพที่พร้อมใจกันมาที่แห่งนี้ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของตนเอง ประกอบกับเป็นสถานที่ที่เดินทางสะดวกสบาย ทั้งรถยนต์ส่วนตัว รถสาธารณะ หรือโดยรถไฟฟ้าบีทีเอส รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ที่ทางโครงการฯ จัดไว้อย่างครบครัน ด้วยเหตุนี้ เอสซีจี เอ็กเพรส จึงได้เล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจ ตัดสินใจเปิดจองพื้นที่เพื่อขยายสาขาจุดบริการสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ทั้งยังตอบโจทย์ และรองรับตลาดสินค้าเสื้อผ้า อุปกรณ์กีฬา และอื่น ๆ ทั้งจำหน่ายโดยหน้าร้าน และตลาดซื้อ-ขายออนไลน์ที่ขยายตัวสูงขึ้นทุกปี พร้อมคาดการณ์ว่าสามารถเปิดให้บริการได้ในกลางเดือนสิงหาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 7.00 – 19.00 น. อนาคตตั้งเป้าเปิดบริการ 24 ชั่วโมง

ภายในงาน STADIUM ONE OPEN HOUSE มีผู้ประกอบการทั้งรายเล็ก รายใหญ่ และพันธมิตรทางธุรกิจที่ให้ความสนใจเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง อาทิ Nike, Super Sport, Avarin, Banana Run และบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นต้น สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามการจองพื้นที่ได้ที่สำนักงานขาย โทร. 09-7031-1222 หรือ [email protected] และดูรายละเอียดโครงการฯ เพิ่มเติมได้ที่ Website: http://stadiumone.net/, https://www.facebook.com/stadiumonebkk/

คูโบต้าส่งโฆษณาสุงเจ๋ง เล่าถึงความเหมือนที่แตกต่าง อย่างรถขุดคูโบต้าผ่านชีวิต 2 พี่น้องนักสู้

ใครจะรู้ว่าแบรนด์คูโบต้า ไม่ได้เป็นผู้นำแค่เครื่องจักรกลการเกษตรกรเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผู้นำตลาดรถขุดขนาดเล็กในไทยอีกด้วย ล่าสุดคูโบต้าได้ทีมงานมือดีมาช่วยตีโจทย์ ส่งโฆษณาสุดเจ๋งที่เล่าเรื่องราวผ่าน 2 พี่น้องที่มีความแกร่งแตกต่างกัน เริ่มจากน้อง ที่เป็นนักมวยพันธุ์แกร่ง ไม่ว่าจะเวทีไหนก็ชนะมาตลอด ส่วนคนพี่ ก็มีหัวใจที่แกร่งไม่แพ้กัน พร้อมทำทุกอย่างเพื่อน้องชาย

เรื่องราวเปรียบเหมือนกับรถขุดของคูโบต้าที่สามารถลุยได้กับทุกสภาพพื้นที่ การทำงานที่สมบุกสมบัน รองรับงานหนักได้เต็มประสิทธิภาพ จนหลายคนยกให้เป็นรถขุดที่แกร่งรอบตัว

ซึ่งเรื่องราวของทั้งคูจะเกี่ยวโยงสะท้อนความแกร่งออกมาได้เหมือนกับรถขุดคูโบต้าอย่างไรนั้น

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่
Link VDO บน Youtube : https://www.youtube.com/watch?v=dNNYVDMFq9Y&t=10s

Facebook Page : https://www.facebook.com/KubotaExcavator/

 

สายการบินบริติช แอร์เวยส์ขนเหล่าดาราเซเลบริตี้ชื่อดังมาร่วมแสดงวีดีโอสาธิตความปลอดภัยตัวใหม่

สายการบินบริติช แอร์เวยส์ยกขบวนบรรดาดาราและเซเลบริตี้ชื่อดังจากเกาะอังกฤษอาทิเช่น Gordon Ramsay, Rob Brydon, Sir Ian McKellen และ Thandie Newton มาร่วมแสดงในวีดีโอสาธิตความปลอดภัยตัวใหม่ซึ่งจะเริ่มออกอากาศในเดือนกันยายนนี้

ในวีดีโอตัวใหม่นี้เหล่าศิลปินขวัญใจชาวอังกฤษมาร่วมกันสร้างสีสันให้กับการสาธิตความปลอดภัยบนเครื่องบินแก่ผู้โดยสารในขณะเดียวกันจะมีการรณรงค์ให้ร่วมบริจาคเงินภายใต้แคมเปญ “Flying Start” ซึ่งเป็นแคมเปญที่สายการบิน บริติช แอร์เวยส์ได้ร่วมกับองค์กร Comic Relief.

 “มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่ลูกค้าของเราจะต้องเรียนรู้และเข้าใจเรื่องความปลอดภัยจากวีดีโอสาธิต เราจึงเชิญบรรดาดาราและเซเลบริตี้ที่ทุกคนชื่นชอบมาร่วมสร้างสรรค์ความสนุกในวีดีโอตัวใหม่ที่ทุกคนจะต้องอยากดูตั้งแต่ต้นจนจบและสามารถตราตรึงอยู่ในใจ” อเล็กซ์ ครูซประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสานการบินบริติช แอร์เวยส์กล่าว

 “เราทำงานร่วมกับ Comic Relief ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 และลูกค้าของเราได้ร่วมกันบริจาคเงินโดยมียอดบริจาคสูงถึง16.5 ล้านปอด์น หรือประมาณ 700 ล้านบาท เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวีดีโอตัวใหม่นี้จะช่วยกระตุ้นยอดบริจาคให้สูงถึง 20 ล้านปอด์น หรือ 840 ล้านบาทภายในปี พ.ศ. 2563”

ในวีดีโอจะเป็นการฉากออดิชั่นนำโดยนักแสดงและผู้กำกับคนดัง Asim Chaudhry จากคาแรกเตอร์ Chabuddy G ในละครตลกเสียดสีสังคมยอดนิยมในอังกฤษ People Just Do Nothing เพื่อออดิชั่นเซเลบทั้ง 10 คนโดยสคริปออดิชั่นเป็นสคริปสำหรับการสาธิตความปลอดภัยบนเครื่องบินแต่จะสอดแทรกอารมณ์ขันในแต่ละตอนได้อย่างแนบเนียน อาทิเช่น  Chabuddy G ในบทผู้กำกับหลงตัวเองที่คิดว่าเซเลบสาวสวยอย่าง Gillian Anderson แอบเล่นหูเล่นตาให้แถมยิงมุกจีบ Thandie Newton แบบเชยๆ ที่สาวไม่เล่นด้วย Gordon Ramsay ที่โดนแกล้งให้พูดสคริปผิดจนมีการสบถตามสไตล์เชฟคนดัง แถมเชฟยังบอกอีกว่าถ้าต้องเดินทางไฟลท์ยาวแล้วนั่งติดกับผู้กำกับ Chabuddy G (Asim Chaudhry) ตนยอมเป็นมังสวิรัติซะยังจะดีกว่า

ไฮไลท์ของวีดีโอนี้คือคาแรกเตอร์ที่จะออกมาในตอนจบ โรวาน แอทคินสันหรือที่คนทั่วโลกรู้จักกันดีในนามมิสเตอร์บีนถือซอง Flying Start ที่จะมีแจกในทุกไฟลท์ของสายการบินเพื่อร่วมบริจาคโครงการ  Comic Relief ในฉากนี้ มิสเตอร์บีนควานหาเหรียญในกระเป๋ากางเกงตัวเองเพื่อร่วมบริจาคในโครงการแต่ก็ไม่วายสร้างความป่วนแบบคลาสสิคตามสไตล์มิสเตอร์บีน กว่าจะนำเหรียญใส่ซองบริจาคได้สำเร็จเล่นเอาคนดูลุ้นกันจนเหนื่อยทีเดียว

*วีดีโอเวอร์ชั่น “Director’s cut” จะสั้นกว่าวีดีโอจริงที่ฉายบนไฟล์ของสายการบิน บริติช แอร์เวยส์เล็กน้อย เซเลบริตี้ที่อยู่ในวีดีโอนี้ได้แก่ Gordon Ramsay, Rob Brydon, Sir Ian McKellen, Rowan Atkinson, Chiwetel Ejiofor, Jim Broadbent, Thandie Newton, Gillian Anderson, Warwick Davis, Jess Glynne, Chabuddy G (Asim Chaudhry)

AIS มอบที่สุดของสิทธิพิเศษ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกวัน ให้ลูกค้ากว่า 40 ล้านคน

AIS ยกระดับการดูแลลูกค้า ภายใต้แนวคิด “AIS LIVE 360º” มอบที่สุดของสิทธิพิเศษ ทั้ง AIS Privilege และ AIS Serenade ด้วยกลยุทธ์ “ครอบคลุมและเข้าถึงทุกความต้องการของลูกค้าทั่วประเทศ (Reach More), ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของลูกค้า (Unique More) และยกระดับความเอ็กซ์คลูซีฟให้ลูกค้าคนพิเศษ (Exclusive More) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกวันให้กับลูกค้า ที่มีอยู่กว่า 40 ล้านคน
นางบุษยา สถิรพิพัฒน์กุล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานบริหารลูกค้าและการบริการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “AIS ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ให้บริการรายแรก ที่พัฒนาโปรแกรม CRM (Customer Relationship Management) มายาวนานกว่า 20 ปี และ “สิทธิพิเศษ” ถือเป็นหัวใจสำคัญในการตอบแทนลูกค้าทุกคนที่ไว้วางใจใช้บริการของ AIS  มาโดยตลอด เราจึงมุ่งมั่นในการพัฒนาและคัดสรรความพิเศษให้แก่ลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง

จากการวิเคราะห์ ทำความเข้าใจพฤติกรรมความชื่นชอบสิทธิพิเศษ รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าในช่องทางต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ AIS นำมาพัฒนาสิทธิพิเศษให้ตรงใจลูกค้ายิ่งขึ้น ด้วยกลยุทธ์

  • Reach More: ครอบคลุม และเข้าถึงทุกความต้องการของลูกค้าทั่วประเทศ
  • Unique More: ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของลูกค้า
  • Exclusive More: ยกระดับความเอ็กซ์คลูซีฟให้ลูกค้าคนพิเศษ (Serenade)

โดยการเพิ่มเติมสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ความต้องการทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้ากว่า 40 ล้านคนทั่วประเทศ ใน 2 โปรแกรมการดูแลลูกค้า ได้แก่

1) “AIS Privilege” สำหรับลูกค้า AIS ทั่วประเทศ กับ “7 ช่วงเวลาดี ๆ กับ AIS Privilege”
เพื่อตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในทุกมิติการใช้ชีวิต ด้วยสิทธิพิเศษส่วนลดที่มีอยู่ทุกที่ และในทุกช่วงเวลา

  • Coffee Time กับร้านกาแฟท้องถิ่นชื่อดัง 77 จังหวัดทั่วไทย นอกเหนือจาก Black Canyon, Segafredo, au bon Pain และ Chao Doi เป็นต้น
  • Dining Time อิ่มอร่อยกับส่วนลดสูงสุด 50% ที่ร้านอาหารชื่อดังในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อาทิ เซ็นทรัลพลาซา และ ดิ เอ็มควอเทียร์ (ส.ค. – ก.ย. 60) เช่น ร้าน SAVA Dining, กับข้าว’ กับปลา และ Ramen Misoya เป็นต้น และรับส่วนลดเมนูอร่อยที่ร้านอาหาร และร้านขนมยอดนิยม เช่น KFC, Pizza Hut, S&P, Sizzler, Bread Talk และ Mister Donut เป็นต้น
  • Family Time มีความสุขทั้งครอบครัวกับส่วนลดสวนสนุก และสวนสัตว์ชื่อดังทั่วประเทศ เช่น Dinosaur Planet, Sea Life Bangkok Ocean World, Bounce Thailand, Madame Tussauds และสวนสัตว์ 7 แห่งทั่วประเทศ
  • Entertaining Time ชมหนังดังเข้าใหม่ เพียง 80 บาท นอกจากส่วนลดปกติในวันศุกร์, เสาร์ และอาทิตย์ ที่โรงภาพยนตร์ SF และ Major ทั่วประเทศ
  • Shopping Time ช้อปปิ้งสุดคุ้มในห้างและร้านดังที่ Tops Supermarket, Central, Siam Paragon, Robinson, B2S และ SE-ED เป็นต้น
  • Traveling Time มอบความพิเศษให้ทุกการเดินทางทั้ง MRT, บขส. และพิเศษกับส่วนลด 10% เมื่อเดินทางกับ Emirates Airline รวมทั้งยังมีส่วนลดเติมน้ำมันที่บางจาก, ส่วนลด 50% ใช้บริการ B-Quik และพักฟรี 1 คืน เมื่อจองห้องพัก 2 คืนที่โรงแรมในเครือดุสิต
  • Lucky Time ลุ้นทองคำได้ง่าย ๆ รวมทั้งสิ้นกว่า 9 ล้านบาท ในรายการ “ไมค์ทองคำ” ทางช่อง Workpoint
    นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถนำ Point ที่สะสมจากยอดค่าใช้บริการ มาแลกรับค่าเน็ต, ค่าโทร, ส่วนลดมือถือ และของพรีเมียมต่าง ๆ จาก AIS  ได้ด้วย


2) “AIS Serenade” ยกระดับงานบริการและสิทธิพิเศษ ด้วย “4 ที่สุดของประสบการณ์พิเศษ” (The Ultimate Life Experience)  

  • The Ultimate Service: ที่สุดของงานบริการ เพิ่ม Serenade Club เป็น 11 แห่งทั่วประเทศ และปรับโฉมให้เป็น Premium Service Center
  • The Ultimate Happening: ที่สุดของความบันเทิง กับปาร์ตี้สุดเอ็กซ์คลูซีฟใจกลางเมือง @My Kitchen กับศิลปินสุดฮอต วันที่ 23 ก.ค. นี้ พบกับ “เป๊ก-ผลิตโชค” และ “ชิน-ชินวุฒ” โดยจัดต่อเนื่องถึงสิ้นปี
  • The Ultimate Inspiration: ที่สุดของเส้นทางสู่ความสำเร็จ ร่วมกับ Google จัดสัมมนาธุรกิจบนโลกดิจิทัล และ Business Inspiration Trip สัมผัสการทำงานในแบบของ Google ที่ประเทศสิงคโปร์
  • The Ultimate Privilege: ที่สุดของสิทธิพิเศษ กับส่วนลดร้านอาหาร Top 10 ย่านทองหล่อ – เอกมัย ที่คัดสรรโดย Wongnai และสิทธิพิเศษตลอดการเดินทางทั้งในประเทศ และต่างประเทศ  เพิ่มความพิเศษ กับบริการรถรับส่งสนามบินฟรี โดย Black Tie สำหรับลูกค้า Platinum และส่วนลดสูงสุด 60% กับบริการห้องรับรองพิเศษ Miracle Lounge 11 แห่ง ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง

เนื่องจากปัจจุบัน จำนวนลูกค้าที่ใช้งานมากกว่า 1 เลขหมายมีมากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา AIS จึงให้สิทธิ์ลูกค้าที่ยังไม่ได้รับสิทธิ์เซเรเนด ในการรวมการใช้งานจากทุกเลขหมายที่จดทะเบียนภายใต้เลขบัตรประชาชนเดียวกัน รวมถึง AIS Fibre เพื่อนำมาพิจารณาสิทธิ์เซเรเนด คาดว่าสิ้นปีนี้ จำนวนลูกค้าเซเรเนดจะเพิ่มขึ้นจาก 3.5 ล้านคน เป็น 4 ล้านคน 

และเพื่อให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าจากการรับสิทธิพิเศษที่มีอยู่ทั่วประเทศได้มากที่สุด AIS จึงพัฒนาเมนู Nearby ในแอป my AIS ที่ช่วยในการค้นหาสิทธิพิเศษที่อยู่รอบตัวได้ง่ายๆ รวมทั้งสามารถติดตามสิทธิพิเศษใหม่ ๆ ได้ที่ AIS Privilege Line Official, AIS Facebook Fanpage, www.ais.co.th/privilege และ www.ais.co.th/serenade

 

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ AIS มุ่งมั่น และตั้งใจทำเพื่อลูกค้าที่มีอยู่ทั่วประเทศ เราสัญญาว่าจะยังคงเดินหน้าสรรหาสิ่งที่ดีที่สุด และตรงกับความต้องการของลูกค้ามากที่สุดมามอบให้ทุกคน เพื่อเป็นการตอบแทนที่ ทุกท่านไว้วางใจ AIS ตลอดมา” นางบุษยา กล่าวสรุป

เคทีซีจัดแคมเปญ “Colours of Boutique Stay เที่ยวไทยค้นหาถึงที่” เลือกเที่ยวแบบที่เป็นคุณกับ 30 รายการท่องเที่ยวทั่วไทย

เคทีซีร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ผนึกสองพันธมิตรธุรกิจท่องเที่ยว หนุ่มสาวทัวร์และ โลเคิล อไลค์ ภายใต้การสนับสนุนจากสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส มาสเตอร์การ์ด และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดแคมเปญ “Colours of Boutique Stay เที่ยวไทยค้นหาถึงที่” เลือกเที่ยวแบบที่เป็นคุณ กับ 30 รายการท่องเที่ยวทั่วไทย พร้อมต่อยอดจากโครงการประกวดสุดยอดโรงแรม บูติกไทย Thailand Boutique Awards ทั้งทริปสไตล์บูติกแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ (Exclusive Trips) ทริปท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุ และทริปท่องเที่ยวแบบชุมชน 9 จังหวัด 20 เส้นทาง Local is New Luxury สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีรับสิทธิพิเศษ บริการแบ่งชำระ KTC FLEXI 0% นานสูงสุด 4 เดือน พร้อมรับสิทธิ์ลุ้นรับบัตรโดยสารภายในประเทศ จากสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส รวม 5 รางวัลๆ ละ 2 ท่าน ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2560

นางสาวเจนจิต ลัดพลี ผู้อำนวยการ – การตลาดเพื่อการท่องเที่ยวและสันทนาการ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เคทีซีได้จัดแคมเปญทางการตลาดเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาได้ร่วมกับสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และมาสเตอร์การ์ด ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก จัดโครงการประกวดสุดยอดโรงแรมบูติกไทย Thailand Boutique Awards ขึ้น เป็นครั้งที่ 4 โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการโรงแรมบูติกขนาดกลางและขนาดเล็กจาก ทั่วประเทศเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งช่วยพัฒนาศักยภาพการทำธุรกิจโรงแรมให้เข้มแข็งและช่วยกระจายรายได้ให้แก่ท้องถิ่นอีกด้วย และเพื่อต่อยอดโครงการ Thailand Boutique Awards เคทีซีจึงได้จัด แคมเปญ “Colours of Boutique Stay เที่ยวไทยค้นหาถึงที่” เลือกเที่ยวแบบที่เป็นคุณ ด้วยการนำเสนอ
ทริปพิเศษ 30 รายการท่องเที่ยวทั่วไทย เพื่อเป็นการสนับสนุนให้สมาชิกท่องเที่ยวในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น โดยในครั้งนี้ เคทีซีได้ร่วมกับ 2 พันธมิตรธุรกิจท่องเที่ยวชื่อดัง ได้แก่ หนุ่มสาวทัวร์ และโลเคิล อไลค์ (Local Alike) จัดแพ็คเกจท่องเที่ยว 3 สไตล์ ให้สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีได้เลือกในแบบที่ต้องการ พร้อมรับบริการ แบ่งชำระสบายๆ กับ KTC FLEXI 0% นานถึง 4 เดือน ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2560”

นายโชติช่วง ศูรางกูร รองกรรมการผู้จัดการ หนุ่มสาวทัวร์ กล่าวว่า “หนุ่มสาวทัวร์ผู้นำธุรกิจท่องเที่ยวแบบครบวงจร (one stop service) มานานกว่า 38 ปี มีการนำเสนอแพ็คเกจท่องเที่ยวในประเทศแบบเฉพาะกลุ่ม และมีนโยบายที่สอดคล้องกับเคทีซีในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศอย่างต่อเนื่อง ในครั้งนี้ เราจึงได้ร่วมมือกับเคทีซี ในการจัดทริปพิเศษ 2 สไตล์ เพื่อมุ่งเน้นให้สมาชิกเคทีซีและคนไทยหันมาเที่ยวในประเทศมากขึ้น ได้แก่ 1) ทริปสไตล์บูติกแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ (Exclusive Trips) 3 วัน 2 คืน กับ 7 ทริปพิเศษ เดินทางด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ไฟลท์บนเที่ยวบินดีรับวันหยุด อาทิ “สุโขทัยเที่ยวนี้ ไม่เหมือนเดิม” ท่องเที่ยวรับเทศกาลวันแม่ ตามรอยประวัติศาสตร์อันยาวนานของสุโขทัย และ 2) ทริปเที่ยวไว้ให้ใจหนุ่มสาว ทริปท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 3 วัน 2 คืน ซึ่งเป็นทริปที่เหมาะกับผู้สูงอายุอย่างแท้จริง ทั้งการตื่นเช้าและเข้านอนเร็ว เน้นอาหารเพื่อสุขภาพ และมีการแวะเข้าห้องน้ำบ่อยตามที่ต้องการ อาทิ “เยือนกรุงเก่า เที่ยวเพื่อสุขภาพ กับธรรมชาติบำบัด” เที่ยวเพื่อสุขภาพ ไหว้พระ และชมกรุงเก่าอยุธยา โดยสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี – บางกอกแอร์เวย์ส และบัตรเครดิตเคทีซี มาสเตอร์การ์ด รับส่วนลดพิเศษเพิ่มทันที 500 บาท”

นายสมศักดิ์ บุญคำ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โลเคิล อไลค์ กล่าวว่า “ทางโลเคิล อไลค์ มีนโยบายที่จะส่งเสริมให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น โดยใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือพัฒนาชุมชนให้เกิดความยั่งยืน ในครั้งนี้ เราจึงได้ร่วมมือกับเคทีซี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวที่เน้นความยั่งยืนและสร้างเทรนด์ท่องเที่ยวใหม่ๆ ในการท่องเที่ยวไทยให้ลึกซึ้งถึงแก่นแท้ โดยได้จัดทริปท่องเที่ยวแบบชุมชน 9 จังหวัด 20 เส้นทาง ภายใต้คอลเลคชั่น Local is New Luxury ได้แก่ เส้นทางการท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษจากชุมชนจับคู่แพ็คเก็จกับที่พักแนวบูติกสุดหรูหรา อาทิ ทริปจันทบุรี… อัญมณีและวิถีประมง Peggy’s Cove Resort ท่องเที่ยววิถีชาวประมง พร้อมสัมผัสชุมชนเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงในการผลิตพลอย และทริปจันทบุรี… ที่นี่อยู่กับช้าง Rabbiz Hill Resort ชมวิถีชีวิตการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนระหว่างคนและช้างพร้อมเข้าพัก ณ Rabbiz Hill Resort เจ้าของรางวัลสุดยอดโรงแรมบูติกไทย Thailand Boutique Awards 2016-2017 โดยสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี – บางกอก แอร์เวย์ส และบัตรเครดิตเคทีซี มาสเตอร์การ์ด รับส่วนลดพิเศษเพิ่มทันที 200 บาท และ ทริปเที่ยวกรุงเทพฯ มุมใหม่ในวันเดียว อาทิ ทริปเรียนรู้วิถีชาวประมงแบบคนกรุง ณ พื้นที่เดียวในกรุงเทพฯ ที่ติดทะเล (ชุมชนแสนตอ บางขุนเทียน) ทริปท่องกรุงเทพฯ ในแดนวัฒนธรรม ค้นหาคำตอบชุมชน 3 ศาสนา 4 ความเชื่อ หรือรู้จักอาหารชาววังตำรับไทย-โปรตุเกส ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ (ชุมชนกุฎีจีน ธนบุรี) ทริปคลองเตย… เคยไปยัง? (ชุมชนคลองเตย) ท่องเที่ยวเพื่อเปลี่ยนมุมมองกับชาวคลองเตย และทริปสาทรใต้เปิดเส้นทางกรุงสไตล์ใหม่ เอาใจนักปั่น ณ 7 สถานที่ Unseen ในย่านสาทรใต้ สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี รับส่วนลด 5% และสมาชิกบัตรเครดิต เคทีซี – บางกอกแอร์เวย์ส และบัตรเครดิตเคทีซี มาสเตอร์การ์ด รับส่วนลด 10%”

สำหรับสมาชิกที่มีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีกับแคมเปญ “Colours of Boutique Stay” 1,000 บาทขึ้นไป รับสิทธิ์ลุ้นบัตรโดยสารสายการบินบางกอก แอร์เวย์ส โดยสามารถเลือกบินเส้นทางในประเทศ ได้ด้วยตนเอง รวม 5 รางวัลๆ ละ 2 ท่าน มูลค่ากว่า 100,000 บาท

“เคทีซี หนุ่มสาวทัวร์ และโลเคิล อไลค์ (Local Alike) หวังเป็นอย่างยิ่งว่าแคมเปญนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างสีสัน รวมถึงเปิดมุมมองใหม่ๆ ในการท่องเที่ยว ให้สมาชิกบัตรเคทีซีได้รับรู้เรื่องราวในแง่มุมต่างๆ ของเมืองไทยมากขึ้นอีกด้วย” นางสาวเจนจิตกล่าวปิดท้าย

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ KTC World Travel Service ศูนย์บริการการเดินทางและท่องเที่ยวสำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี โทรศัพท์ 02 123 5050 และเว็บไซต์ www.ktcworld.co.th