Category Archives: Digital

ดีแทค ให้ลูกค้าใช้งานฟีเจอร์ซื้อดาต้าในแอป YouTube เป็นเจ้าแรกในไทย ใช้งานได้ราบรื่น ไม่สะดุด ดูเพลินทุกที่ ทุกเวลา

ดีแทค นำเสนอฟีเจอร์ซื้อดาต้าในแอป YouTube ให้ลูกค้าเพลิดเพลินกับการใช้งา นแอปพลิเคชั่น YouTube ซึ่งเป็นบริการดูวิดีโอยอดนิยม ลูกค้าสามารถใช้งานได้สะดวกสบาย ไม่มีสะดุด เป็นการนำเสนอฟีเจอร์ที่ตอบสนอง การใช้งานการชมวิดีโอผ่าน YouTube แบบอย่างเพลิดเพลินและไม่เสียอร รถรส  โดยเสนอทางเลือกให้กับลูกค้าสาม ารถซื้อแพ็กเกจดาต้าได้ทันทีเมื่ อความเร็วอินเทอร์เน็ตของลูกค้ าที่ใช้งานตามแพ็กเกจที่ใช้อยู่ ใกล้ครบตามแพ็กเกจ ภายในแอปพลิเคชั่น YouTube ได้ทันทีโดยไม่ต้องออกจากหน้าจอ YouTube ทำให้การรับชมไม่สะดุด  ซึ่งดีแทคเป็นผู้ให้บริการดิจิทั ลรายแรกในไทยที่เปิดให้บริการฟี เจอร์นี้ร่วมกับแอปพลิเคชั่น YouTube  ลูกค้าดีแทคจะได้สนุกกับการเชื่อมต่อความบันเทิงบน YouTube ได้แบบไม่มีลิมิต ดีแทคขอมอบแพ็กเกจดาต้าให้ลูกค้ าคนพิเศษได้สัมผัสประสบการณ์ชมวิ ดีโอผ่าน YouTube แบบจัดเต็ม ดูเพลินทุกที่ ทุกเวลา ในราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 15 บาท  เฉพาะลูกค้าดีแทคที่ใช้โทรศัพท์ มือถือระบบแอนดรอยเท่านั้น สำหรับลูกค้าที่ใช้โทรศัพท์มือถื อระบบ IOS สามารถใช้บริการได้  เร็วๆ นี้

 

นายสิทธิโชค นพชินบุตร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นจำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า  “ฟีเจอร์ซื้อดาต้าในแอป YouTube อยากดูต้องได้ดู เป็นอีกหนึ่งบริการที่ดีแทคตอกย้ำ ข้อเสนอสินค้าและบริการ กับปรากฏการณ์ Flip It “พลิก” มุมมองให้ชีวิตง่ายกว่าที่เคย ให้ลูกค้าได้สัมผัสกับความง่าย และตรงไปตรงมาในทุกการใช้งาน ปัจจุบันความนิยมของลูกค้าในการ ใช้ YouTube นั้นสูงมาก จากสถิติพบว่าลูกค้าใช้บริการจา ก YouTube ถึง 1 ใน 3 ของการใช้งานดาต้าทั้งหมด ดีแทคได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่เพื่ อตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าให้ สะดวกสบายมากขึ้น  ผมเชื่อมั่นว่าฟีเจอร์ตัวใหม่นี้ จะตอบรับพฤติกรรมการดูวิดีโอสตรี มมิ่งออนไลน์ นอกจากนี้ดีแทคยังมีแพ็กเกจ GO โนลิมิต ที่ให้ลูกค้าดูวิดิโอสตรีมมิ่งผ่ าน YouTube ฟรี เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบกา รณ์ที่ลื่นอย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด ใช้ความเร็วสูงสุด ไม่อั้น ไม่ลดสปีด  ดีแทคพัฒนาความร่วมมือกับพันธมิ ตรระดับโลกอย่างต่อเนื่อง  เพื่อสร้างสรรค์บริการที่เข้าถึ งและโดนใจลูกค้า พร้อมประสบการณ์ดิจิทัลอย่างไร้ ขีดจำกัด”

 

จากข้อมูลพบว่าครึ่งหนึ่งของการ ใช้บริการจาก YouTube นั้นทำผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นการใช้งานในเวลาที่เยอะ และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วบนเครื อข่ายโทรศัพท์มือถือ ในขณะที่ลูกค้าใช้งานดาต้าจนหมด แพ็กเกจ ความเร็วของดาต้าจะลดลง ทำให้ลูกค้ามีประสบการณ์ไม่ราบรื่ น การนำเสนอฟีเจอร์นี้ขณะที่ลูกค้ ากำลังต้องการใช้งานจะช่วยให้ลู กค้ามีทางเลือกในการควบคุมการใช้ งานดาต้าของพวกเขามากขึ้น  โดยฟีเจอร์นี้จะปรากฏอยู่สองตำ แหน่ง ตำแหน่งแรกจะปรากฏด้านล่างวิดิโ อที่ลูกค้าทำการรับชมอยู่ อีกตำแหน่งจะปรากฏอยู่บนหน้าโปร ไฟล์เพจของผู้ใช้งาน 

 

ดีแทคขอมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้ าได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่นี้ด้ วยแพ็กเกจดาต้าดู YouTube ฟรี ลูกค้าสามารถกดรับสิทธิ์ได้ทันที ผ่านเมนูสมัครบริการของหน้าข้ อมูลส่วนตัวของสมาชิก YouTube  (Buy data Menu) ในแอป YouTube ได้ทุกวันศุกร์ตลอดเดือนกรกฎาคม นี้ หรือ สามารถกดรับสิทธิ์รับแพ็กเกจดาต้ าดู YouTube ฟรีผ่านช่องทางตามสื่อต่างๆของดี แทค เช่น SMS, LINE OA หรือ Facebook เป็นต้น ลูกค้าสามารถรับสิทธิ์ไ ด้โดยการกดลิงค์ผ่านช่องทางของดี แทค ซึ่งระบบจะพาท่านไปสู่เมนูการสั่งซื้อในแอป YouTube ได้เลย

 

การร่วมมือกับแอปพลิเคชั่นยอดนิ ยมอย่าง YouTube เป็นการร่วมมือกับพันธมิตรระดับ โลก ทำให้ดีแทคสามารถให้บริการลูกค้ าได้รวดเร็วขึ้นในเวลาที่ลูกค้า ต้องการเพื่อประสบการณ์การรับชม วิดิโอสตรีมมิ่งที่ต่อเนื่อง และฟีเจอร์ครั้งนี้ยังเป็นการตอ กย้ำเป้าหมายของดีแทคในการเป็ นผู้ให้บริการดิจิทัลอันดับ 1 และเป็นแบรนด์ที่ลูกค้านึกถึงใน การดำเนินชีวิตยุคดิจิทัลเช่นกั น

“อีเบย์” ปักหมุดผู้นำด้านอี-คอมเมิร์ซระดับโลก ชูกลยุทธ์หนุนคนไทยเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ง่ายๆ บนอีเบย์

อีเบย์ (eBay) ผู้นำด้านอี-คอมเมิร์ซระดับโลก เปิดตัวโกลบอลแบรนด์ แฟลตฟอร์มใหม่ “Fill Your Cart With Color” เจาะกลุ่มคนยุคมิลเลนเนียล เฉลิมฉลองความพิเศษที่อีเบย์ช่วยให้นักช้อปค้นหาสินค้าที่ต้องการได้ตอบโจทย์ตรงใจ เติมเต็มนิยามความลงตัวในแบบของตนเอง พร้อมเปิดแผนการตลาดในไทยเน้น 2 กลยุทธ์ สนับสนุนให้คนไทยทำธุรกิจออนไลน์ขายสินค้าส่งออกไปยังทั่วโลกโดยเริ่มต้นง่ายๆ บนอีเบย์ 1) เปิดตัวเว็บไซต์แพลตฟอร์มใหม่ที่ช่วยให้ผู้ขายวิเคราะห์อินไซต์ตลาดเพื่อวางแผนการขายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่ผู้ซื้อสามารถค้นหาสินค้าที่ต้องการได้รวดเร็ว ง่ายดาย ตอบโจทย์ความต้องการได้มากที่สุด 2) ผลักดันแผนเสริมศักยภาพผู้ขายในเมืองไทยให้โดดเด่นและประสบความสำเร็จในตลาดออนไลน์โลก

นายบุญพันธุ์ บุญประยูร ผู้จัดการประจำประเทศไทยของอีเบย์ กล่าวว่า “กว่า 21 ปีที่อีเบย์เป็นผู้นำด้านอี-คอมเมิร์ซระดับโลก จากเดิมที่เป็นเว็บไซต์ประมูลสินค้าพัฒนาสู่แพลตฟอร์มตลาดค้าปลีกออนไลน์ระดับโลกปัจจุบันอีเบย์มีผู้ซื้อกว่า 169 ล้านรายทั่วโลก ที่ทำการซื้อขายสินค้าบนอีเบย์กว่า 1,100 ล้านรายการ รวมมูลค่าการซื้อขายในไตรมาสที่ 1 ปี 2560 มากถึง 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สะท้อนความสำเร็จของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซและไลฟ์สไตล์ของคนยุคดิจิตอล ที่ทุกวันนี้โลกอยู่ใกล้แค่มือเรา เพียงไม่กี่คลิกก็สามารถซื้อขายสินค้าไปทั่วโลกได้ง่ายๆ สอดคล้องกับเทรนด์ล่าสุดที่การซื้อของบนอีเบย์ผ่านทางมือถือและแท็บเล็ต คิดเป็นสัดส่วนถึง 60% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด”

”เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจและเข้าถึงกลุ่มคนยุคมิลเลนเนียล ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของอีเบย์ที่มีอิทธิพลอย่างมากในตลาดออนไลน์ อีเบย์จึงทำการรีแบรนด์ครั้งใหญ่เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านอี-คอมเมิร์ซระดับโลก ชูโกลบอลคอนเซ็ปต์ “Get Your Version of Perfect” เลือกสิ่งที่ใช่ ใช้ชีวิตที่ชอบ โดยในประเทศไทยใช้ธีม #MyPerfect ที่เรียบง่ายและตรงใจ เน้นที่การเพิ่มโอกาสให้ผู้ขายสามารถขายสินค้าไปที่ไหนก็ได้ในโลก มีอิสระในการใช้ชีวิตและมีรายได้แบบที่สอดคล้องกับเป้าหมายของตนเอง พร้อมทางเลือกหลากหลายที่จะเติบโตเป็นนักธุรกิจอีเบย์ระดับมืออาชีพ ขณะเดียวกันทางด้านผู้ซื้อ อีเบย์ช่วยให้ทุกคนค้นเจอสินค้าทุกสิ่งที่ต้องการได้ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ทั้งสินค้าใหม่และไอเท็มสุดพิเศษที่เป็นของหายาก เติมเต็มทุกความต้องการอย่างลงตัว ง่ายดายและรวดเร็ว จากรายการสินค้าที่มีให้เลือกสรรเป็นพันล้านรายการบนอีเบย์” นายบุญพันธุ์กล่าว

#MyPerfect สื่อความหมายให้ผู้ขายสินค้าในเมืองไทยใช้ชีวิตในแบบที่ชอบและสร้างความสำเร็จได้ในสไตล์ของตัวเอง ในขณะที่ผู้ซื้อสามารถค้นหาสินค้าที่ต้องการได้ตรงใจมากที่สุดบนอีเบย์ ซึ่งอีเบย์สร้างโอกาสโดยการเชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขายจากทุกมุมโลกให้เข้าถึงกันด้วย 2 กลยุทธ์ต่อไปนี้:

1.เว็บไซต์ ebay.com ลุคใหม่ ด้วยระบบจัดการคลังข้อมูลอัจฉริยะ (Structured Data)
อีเบย์แพลตฟอร์มลุคใหม่ ตอบโจทย์ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายให้ใช้งานง่าย สะดวก ด้วยระบบจัดการข้อมูลอัจฉริยะ โดยมุ่งมั่นพัฒนาระบบเอไอ (Artificial Intelligence) ให้ “รู้ใจผู้ซื้อ” ด้วยการค้นหาและคัดกรองสินค้าโดยประมวลผลจากรสนิยม สไตล์ แบรนด์ เทศกาล แนวโน้มราคา ฯลฯ ตามที่ผู้ซื้อสนใจ แล้วแสดงผลในรูปแบบแคตตาล็อกที่หลากหลาย ช่วยให้ผู้ซื้อค้นเจอสิ่งของที่ตรงใจได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ผลลัพธ์คือลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่าย รวดเร็ว และมีความถี่บ่อยยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ขาย ระบบจัดการคลังข้อมูลอัจฉริยะของอีเบย์ ช่วยให้ผู้ขายวางแผนการตลาดและขยายธุรกิจได้ง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีเครื่องมือด้านการตลาดหลายชิ้นที่ผู้ขายสามารถใช้งานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น ผู้ขายสามารถประเมินผลการขายของตนเอง ดู Traffic ลูกค้าที่เข้าร้าน และได้รับคำแนะนำในการปรับแต่งรายการสินค้าที่ลงขายให้ดึงดูดใจมากขึ้น ทั้งยังมีการเก็บข้อมูลสินค้าขายดีและสถิติราคาย้อนหลัง เพื่อช่วยผู้ขายวางแผนสรรหาผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ผู้ขายสามารถจัดแคมเปญพิเศษกระตุ้นยอดขายได้ด้วยตนเอง เชื่อมต่อกับลูกค้า
ทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยโปรโมชั่นที่ตรงใจลูกค้ามากขึ้น

 

2.แผนเสริมศักยภาพผู้ขายเมืองไทย
เมืองไทยมีจุดเด่นคือ เป็นแหล่งรวมของสินค้าคุณภาพดี หลากหลาย มีดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งสร้างโอกาสให้ผู้ขายเลือกสรรสินค้าที่น่าสนใจขายไปยังทั่วโลกได้ โดยประเภทสินค้าที่มีการเติบโตสูงสำหรับผู้ขายอีเบย์เมืองไทย คือ เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน สินค้าสุขภาพและความงาม ชิ้นส่วนยานยนต์ และสินค้าสำหรับการซ่อมแซมบ้าน โดยสินค้ากว่า 50% ของผู้ขายอีเบย์เมืองไทยส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกามากที่สุด

อีเบย์มุ่งมั่นพัฒนาและเสริมศักยภาพธุรกิจของผู้ขายคนไทยทุกกลุ่มบนอีเบย์ ทั้งเรื่องแพลตฟอร์ม ฐานข้อมูล รายการสินค้า รวมไปถึงการขนส่ง ดังนี้

  • เปิดตัวเทคโนโลยีล่าสุด “อีเบย์ ดาต้าแลปส์” (eBay DataLabs) เครื่องมือช่วยวิเคราะห์ตลาด-เทรนด์ราคาสินค้า และพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยรวบรวมข้อมูลด้านปริมาณ ราคาขาย คุณภาพสินค้า และรายการสินค้าขายดี เพื่อวิเคราะห์ความฮิต พิชิตยอดขายให้ผู้ขายสามารถวางแผนการตลาดได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ขายอีเบย์และผู้สนใจทุกคนสามารถใช้งาน “อีเบย์ ดาต้าแลปส์” ได้ทันทีที่ datalabs.ebay.com ไม่ต้องลงทะเบียน และไม่มีค่าใช้จ่าย

 

  • กลุ่มผู้ขายใหม่: ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยผลิตสื่อและแหล่งข้อมูลออนไลน์ที่เข้าถึงได้ง่ายในหลากหลายช่องทาง พร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยน-เรียนรู้เทคนิคและเคล็ดลับระหว่างผู้ขายที่ประสบความสำเร็จ ถ่ายทอดสู่ผู้ขายใหม่ บนช่องทางเว็บไซต์ www.eBayMyPerfect.com และโซเชียลมีเดีย Facebook/YouTube: eBay Community Thailand

 

  • กลุ่มผู้ขายอีเบย์ที่มีประสบการณ์: ส่งเสริมการขยายธุรกิจให้โตได้ไม่หยุด ทั้งมีการแชร์เคล็ดลับเพิ่มยอดขาย มีทีมพัฒนาธุรกิจให้คำปรึกษา และมีโครงการพิเศษ B2B2C by eBay Southeast Asia ที่มุ่งสร้าง
    Win-Win Ecosystem โดยเชื่อมต่อผู้ผลิตสินค้า-ผู้ชำนาญด้านไอที-ผู้ให้บริการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ-ผู้ขายที่มีประสบการณ์สูง ให้ทั้ง 4 ฝ่ายได้นำจุดแข็งมาต่อยอดกันและกัน อุดช่องว่างที่เป็นจุดอ่อน ปลดล็อคให้เดินหน้าเติบโตก้าวไปได้อีกขั้น

 

“ด้วยเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการสร้างและมอบโอกาสให้กับทุกคนมีทางเลือกที่จะเติบโตไปตามเป้าหมายและรูปแบบไลฟ์ไตล์ที่ลงตัว อีเบย์เชื่อมั่นว่าการรีแบรนด์ครั้งนี้ พร้อมด้วยนโยบายทางธุรกิจที่ชัดเจนในการพัฒนาทักษะ ส่งเสริมผู้ขายไทยให้ต่อยอดธุรกิจบนอีเบย์ จะช่วยเสริมศักยภาพพร้อมเชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขายทั่วโลกให้เข้าถึงกันในตลาดออนไลน์ให้ก้าวไกลต่อไปและเติบโตต่อไปในอนาคต” นายบุญพันธุ์ กล่าวปิดท้าย

พลัง eBay eMarketplace ทรงพลัง

อีคอมเมิร์ซโลกมูลค่า 1,859.75 พันล้านเหรียญสหรัฐ eMarketplace เป็นหนึ่งในธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ จากการเติบโตของสมาร์ทโฟนที่เปลี่ยนพฤติกรรมคนซื้อสินค้าได้ทุกที่ทุกเวลา

โดยเฉพาะ eBay eMarketplace ระดับโลกที่มีอายุมากกว่า 21 ปีที่ถือกำเนิดจาก เว็บประมูลสินค้า และต่อยอดไปยัง eMarketplace เป็นตัวกลางในการจำหน่ายสินค้าทั้งมือหนึ่งและมือสองที่ให้ผู้ขายเข้ามาขายสินค้าในรูปแบบปกติและเปิดประมูลสินค้าในสัดส่วนยอดจำหน่าย สินค้าใหม่ 80% สินค้ามือสอง 20% และสินค้าฟิกซ์ราคาขาย 80% ประมูล 20% ที่ปัจจุบันมีสินค้าให้เลือกกว่า 1,100 ล้านชิ้น จากผู้ขายทั่วโลก และมีผู้ซื้อทั่วโลกกว่า 169 ล้านคนในไตรมาส 1/2017 เติบโตจาก 167 ล้านคนในไตรมาส 4/ 2016 ซึ่งการเติบโตนี้มาจากความหลากหลายของสินค้าที่บางสินค้าไม่สามารถหาที่ไหนได้

ไทยตลาดหลักเซาส์อีสเอเซีย
ในปีที่ผ่านมามูลค่าสินค้าที่ขายผ่าน eBay เติบโต 7% 60% เป็นการสั่งซื้อผ่านมือถือ มีประเทศอเมริกาต้นกำเนิด eBay เป็นประเทศที่มียอดผู้ขายและผู้ซื้อสูงสุด และประเทศที่มีผู้ขายลองลงมาคือจีน ทั้งๆ ที่จีนมี AliExpress เป็นอีคอมเมิร์ซ B2C ที่แจค หม่าใช้บุกนอกประเทศจีนก็ตาม แต่จุดด้อยของ AliExpress คือยังไม่สามารถเข้าถึงตลาดอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย ตลาดหลัก eBay ได้ทรงพลังเท่า โดยส่วนใหญ่ผู้ขายจีนใช้กลยุทธ์การตลาดตั้งราคาสินค้าบางไอเทมต่ำจนเรียกได้ว่า ขาดทุน เมื่อหักค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้กับ eBay แบ่งเป็นค่าลงรูปสินค้า 50 เซน ค่า Fee เมื่อขายสินค้าได้ 9-12% แล้วแต่สินค้าแต่ละหมวดหมู่ เพื่อสร้างเครดิตให้กับร้านค้า ดึงผู้ซื้อเข้ามาเป็นลูกค้าประจำ เพราะจากการสำรวจของ eBay พบว่าลูกค้าที่ประทับใจกับผู้ขายแล้วจะกลับมาซื้อสินค้าซ้ำเป็นประจำ 
สำหรับเซาส์อีสเอเชีย ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีมูลค่าธุรกิจ eBay สูงสุดในเซาส์อีสเอเชีย เติบโต 2 ดิจิ อย่างต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน รองลงมาคือมาเลเซีย และสิงคโปร์ 
สิ่งที่ให้ประเทศไทยติดอันดับเบอร์หนึ่งในเซาส์อีสเอเชียมาจากสินค้าที่ Unique และมีคุณภาพดึงดูดลูกค้าในอเมริกาที่มีสัดส่วนยอดจำหน่ายมากถึง 50% ยุโรป และออสเตรเลียได้เป็นอย่างดี 


โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอัญมณี และเครื่องประดับ ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอันดับหนึ่งและคนไทยส่งไปขายใน eBay มาอย่างยาวนาน รองลงมาได้แก่ชิ้นส่วนรถยนต์ และสินค้าสุขภาพและความงาม ส่วนสินค้าที่มีการเติบโตสูงสุดคือ เฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งบ้านฝีมือคนไทย สุขภาพและความงาม ชิ้นส่วนรถยนต์ และเครื่องมือซ่อมแซมบ้าน
ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเติบโตอย่างแข็งแรง จากการมองตลาดผู้ขายในประเทศไทย ของบุญพันธุ์ บุญประยูร ผู้จัดการประจำประเทศไทย eBay มองว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา หลัง eBay ตั้งสำนักงานในประเทศไทยพบกว่าจุดอ่อนของผู้ขายไทยคือ Structured Data เพราะคนไทยไม่ค่อยเก็บข้อมูลสินค้าที่ขายดี เพื่อนำมาต่อยอดในธุรกิจในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

รีแบรนด์ดิ้งสู่คนยุคมิลเลเนียล 
ด้วยอายุ 21 ปี กลุ่มผู้ใช้งานทั้งผู้ซื้อและผู้ขายส่วนใหญ่จึงเป็นคนยุค Gen X เสียส่วนใหญ่ ที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของ eBay กลายเป็น eMarketplace ที่ดูค่อนข้างมีอายุไม่ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงในปัจจุบันและอนาคต 
ในปีนี้ eBay ได้รีแบรนด์ดิ้งครั้งใหญ่ในรอบ 3 ปี ด้วยแคมเปญ “Fill Your Cart With Color” เจาะกลุ่มคนยุคมิลเลนเนียล ปรับเว็บให้มีสีสันสดใส ค้นหาง่าย และสินค้าที่แสดงในหน้าแรกจะอิงตามความสนใจของลูกค้าแต่ละคน ส่วนในประเทศไทยได้นำแคมเปญนี้มาปรับใช้ผ่านแคมเปญ#MyPerfect นำเสนอ Core Value ของ eBay ที่ช่วยให้ผู้บริโภคค้นหาสินค้าที่ลงตัวกับชีวิต ซึ่งแคมเปญนี้ในประเทศไทยเน้นการทำตลาดออนไลน์เป็นหลัก

 

เรื่อง : ณัฐจิตต์ บูราณทวีคูณ วลัยรัตน์

 

ทำไมคลื่น 2300 MHz จะมาทำให้ดูหนังบนมือถือลื่นขึ้นกว่าเดิม

เทรนด์หนึ่งที่เห็นได้ชัดจากสถิติการเติบโตของทั้ง YouTube ที่มีคนดูผ่านทางมือถือมากขึ้นถึง 90% และยอดเข้าชม LINE TV สูงกว่าปีก่อน 136% ในช่วงปีที่ผ่านมา เข้ามายืนยันถึงไลฟ์สไตล์ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนในประเทศไทย ที่ไม่ได้ติดอยู่กับการใช้งานสมาร์ทโฟนเพื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ค แค่การสนทนา หรืออ่านเนื้อหาต่างๆ เพียงอย่างเดียว แต่กำลังขยายออกไปอยู่บนยุคที่การรับชมคลิปวิดีโอทั้งในช่วงระหว่างเดินทางบนท้องถนน และใช้เป็นความบันเทิงยามพักผ่อนในแต่ละวัน

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการใช้งานนั้น ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างพื้นฐานอย่างการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ยิ่งในยุคที่การให้บริการ 4G LTE หรือการใช้โมบายดาต้า เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้ใช้งานเข้าถึงเนื้อหาที่หลากหลาย รอบด้านมากขึ้น ก็เพิ่มความบันเทิงได้ง่ายขึ้น

การเลื่อนดู LIVE หรือวิดีโอที่น่าสนใจ ผ่านหน้าไทม์ไลน์บน Facebook กลายเป็นกิจวัตรประจำวันเวลาที่หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาถืออยู่ในมือ หรือถ้ามีช่วงเวลาว่างสักชั่วโมงการรับชมละคร หรือซีรีส์ย้อนหลังจาก Youtube และ LINE TV ได้กลายเป็นทางเลือกให้คนเข้าถึงคอนเทนต์วิดีโอได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น

 

ในมุมของผู้ให้บริการ หรือโอเปอเรเตอร์ ที่เห็นข้อมูลสถิติเหล่านี้ชัดเจน จากปริมาณการใช้งานดาต้าเฉลี่ยต่อคนต่อเดือนที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากในปีที่ผ่านมาอยู่ประมาณเฉลี่ยเดือนละ 2 GB กลายเป็น 5-6 GB ต่อเดือน จากจำนวนผู้ใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยที่มีอยู่ทั่วประเทศ

ประกอบกับเมื่อปริมาณแบนด์วิดท์ส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้งานกับการสตรีมมิ่งคอนเทนต์ที่เป็นวิดีโอ ซึ่งต้องใช้ความเร็วที่มากขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับการรับ-ส่งข้อมูลที่เป็นรูปภาพ หรือตัวอักษร ดังนั้นการให้บริการ 4G LTE จึงได้ถูกปรับแต่งให้รับกับพฤติกรรมเหล่านี้

เพียงแต่ว่าในปัจจุบันการให้บริการ 4G LTE ในประเทศไทย จะอยู่บนคลื่นที่ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า FDD (Frequency Division Duplex) มาให้บริการ เช่น บนคลื่น 1800 MHz และ 2100 MHz

โดยรูปแบบการทำงานของ FDD จะใช้วิธีการรับ-ส่งข้อมูลบนคลื่นความถี่ที่แบ่งเป็นคนละชุด และต้องใช้งานรับ-ส่งไปพร้อมๆกันเป็นคู่กัน เช่น คลื่น 2100 MHz ที่ให้บริการด้วยแบนด์วิดท์ 15MHz นั่นคือจะมีคลื่นแบนด์วิธ 15 MHz สำหรับรับข้อมูลหรือดาวน์โหลด และคลื่นอีกชุดที่มีแบนด์วิดท์ 15 MHz เช่นกันเพื่อทำการส่งข้อมูล คลื่น 2 ชุดทั้งรับและส่งจะต้องใช้งานควบคู่กันตลอดเวลา แม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วพฤติกรรมผู้ใช้จะเน้นการดาวน์โหลดข้อมูลก็ตาม

ลองนึกถึงภาพถนนซูเปอร์ไฮเวย์ 6 เลนส์ ที่มีทั้งขาเข้าเมืองและขาออกเมือง มีจำนวนเลนส์ถนนใช้งานเท่ากันฝั่งละ 3 เลนส์ โดยมีแบริเออร์หรือกำแพงปูนกั้นกลางแบ่งแนวถนนสำหรับสองฝั่งชัดเจน ดั้งนั้น การใช้งานแม้ว่าตอนเช้าขาเข้าเมืองจะมีปริมาณรถมาก ขาออกนอกเมืองปริมาณรถจะน้อย ด้วยการที่ถนนแบ่งชัดเจน เราอาจจะเห็นว่าอีกฝั่งใช้งานหนาแน่นรถติด อีกฝั่งโล่งมีรถไม่กี่คันวิ่งกันสบาย แต่เราก็ต้องใช้งานตามที่กำหนดมาตายตัวแบบนั้น

โดยพื้นฐานการให้บริการของคลื่นที่ใช้เทคโนโลยีแบบ FDD จะถูกจำกัดด้วยปริมาณแบนด์วิดท์ที่สามารถมาจัดสรรให้บริการหรือนำออกมาประมูลใบอนุญาตในปัจจุบันที่ใบละไม่เกิน 15-20 MHz การให้บริการ 4G หรือการใช้งานดาต้าบนมือถือยิ่งมีคลื่นกว้างคลื่นมากจะยิ่งดี และยิ่งเป็นคลื่นเดียวที่มีแบนด์วิดท์กว้างมากจะยิ่งดีเพิ่มไปอีก

แต่แน่นอนว่าเมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปมาเน้นการใช้งานดาต้าความเร็วสูง รูปแบบการให้บริการ 4G บนแค่คลื่นที่ใช้การรับ-ส่งแบบ FDD คงไม่ตอบโจทย์การใช้งานต่อเนื่องในอนาคต เพราะจากสถิติต่างๆ ตอกย้ำให้เห็นถึงรูปแบบการใช้งานของผู้บริโภคที่เน้นการดาวน์โหลดข้อมูลเข้ามาในการสตรีมมิ่งวิดีโอคอนเทนต์ต่างๆ

เทคโนโลยีอย่าง 4G LTE-TDD (Time Division Duplex) จึงถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยเฉพาะการดาวน์โหลดข้อมูลที่สามารถขึ้นไปใช้งานระดับ Gigabit Network ได้ (ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่รองรับ)

ดังนั้น การที่ดีแทคเข้าไปเป็นพันธมิตรกับทางทีโอทีในการให้บริการ 4G LTE-TDD บนคลื่นความถี่ 2300 MHz มาเปิดให้บริการจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้งานดาต้าในไทย เพราะคลื่น 2300MHz จะใช้เทคโนโลยีการรับ-ส่งข้อมูลแบบ TDD ทำให้ยกระดับเครือข่าย 4G LTE ในประเทศไทยให้กลายเป็นผู้นำอันดับแรกๆ ของโลก ที่ให้บริการ 4G LTE-TDD บนแบนด์วิดท์ที่กว้างถึง 60 MHz และที่สำคัญคือเป็นผืนเดียวติดกัน

ในขณะที่ประเทศอื่นๆ แม้แต่ในเกาหลี จีน และญี่ปุ่น ที่มีการนำ 4G LTE-TDD ไปใช้งาน ก็ไม่มีแบนด์วิดท์บนคลื่นเดียวกันที่กว้างขนาดนี้

 

ที่น่าสนใจคือ TDD จะมีรูปแบบการรับ-ส่งข้อมูลที่แตกต่างจาก FDD เพราะใช้คลื่นเดียวสำหรับการรับ-ส่งข้อมูล แต่เป็นการสลับช่วงเวลาในการรับ-ส่งข้อมูลแทน ทำให้สามารถใช้งานคลื่นเดียวได้เต็มที่ด้วยการออกแบบคลื่นให้มีปริมาณการรับ-ส่งข้อมูลตามพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ซึ่งนี่คือจุดเด่นของ TDD คลื่นที่จะนำมารองรับการใช้งานดาต้าในอนาคต เพราะส่วนใหญ่ผู้ใช้งานดาต้านั้นจะใช้งานรูปแบบ downlink มากกว่า ลองนึกถึงการใช้งานของเราที่ดูหนัง หรือโหลดเพลง อ่านคอนเทนท์ต่างๆ บนโลกโซเชียล นี่คือการใช้งานแบบด้าน downlink มากกว่านั่นเอง เราใช้งาน uplink ด้วยเช่นกัน เช่น ถ่ายภาพอัปโหลดขึ้นเฟซบุ๊ก แต่การใช้งานฝั่ง uplink อาจจะด้วยปริมาณไม่มากเท่ากับที่เราใช้งาน downlink

ตอนนี้ ลองนึกถึงภาพถนนซูเปอร์ไฮเวย์ภาพเดิมที่มีทั้งขาเข้าเมืองและขาออกเมือง แต่ถ้าจำนวนถนนที่เรามีทั้งหมด 6 เลนส์ สำหรับรองรับการใช้งาน ไม่ต้องแบ่งเป็นขาเข้าเมือง 3 เลนส์ ขาออกเมือง 3 เลนส์ให้เท่ากันแบบนี้ จะดีกว่าหรือไม่ เพราะถ้าคนใช้งานฝั่งขาเข้าเมืองมากกว่า เราจะออกแบบให้ถนนฝั่งขาเข้าเมืองมี 4 เลนส์ ฝั่งขาออกนอกเมืองมี 2 เลนส์ หรือถ้าคนใช้งานกันแต่ฝั่งเข้าเมืองเรามาออกแบบเป็น ถนนฝั่งขาเข้าเมือง 5 เลนส์ และฝั่งขาออกนอกเมือง 1 เลนส์พอ แบบนี้จะดีกว่าหรือไม่

กลับมาในมุมของผู้ใช้จะได้ประโยชน์อะไรจาก 4G LTE-TDD หนึ่งเลยคือ จะได้ความเร็วในการใช้อินเทอร์เน็ตที่เร็วขึ้น โดยเฉพาะในแง่ของการดาวน์โหลดคอนเทนต์ เมื่อเทียบกับ 4G บนคลื่นแบบFDD ดังนั้น 4G บนคลื่น 2300MHz จะให้การใช้งานสตรีมมิ่งวิดีโอคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็น Youtube Facebook Live LINE TV และดูคลิปวิดีโอผ่านช่องทางต่างๆ ก็จะรวดเร็วขึ้น ลื่นขึ้น

ที่สำคัญ เมื่อคลื่น 2300 MHz มาเปิดให้บริการพร้อมกับ 4G LTE-TDD นี่คือคลื่นใหม่ที่มาเพิ่มจากคลื่นเดิมอื่นๆ ที่ให้บริการอยู่แล้ว ผู้ใช้บริการไม่ต้องกังวลในการใช้งานว่ามือถือที่ใช้จะเลือกจับคลื่นใด หรือใช้เทคโนโลยีอะไร เพราะผู้ให้บริการจะวางแผนเน็ตเวิร์คและจัดสรรเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมาให้บริการ บนความเร็วในการเชื่อมต่อที่แรงที่สุดในพื้นที่นั้นๆ มาให้ลูกค้าได้ใช้งาน

สุดท้ายการมาของ 4G LTE-TDD จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านเครือข่ายไร้สายในประเทศไทย ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สร้างความเท่าเทียมให้แก่ผู้ใช้งานในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องระดับไฮเอนด์แต่ก็เข้าถึงโมบายบรอดแบนด์ได้

Local Alike สตาร์ทอัพไทยคว้ารางวัล Booking.com 11.4 ลบ

 

 

Booking.com ผู้นำระดับโลกที่เชื่อมโยงผู้เดินทางกับตัวเลือกที่พักหลากหลายประเภทได้ประกาศรายชื่อผู้ชนะการแข่งขันจากโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อ “Booking.com Booster” ที่ได้เริ่มต้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2560 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คำปรึกษา และสนับสนุนเงินทุนสำหรับสตาร์ทอัพจากทั่วทุกมุมโลกที่ต้องการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้แก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกในด้านต่างๆ อาทิ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การดำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรม หรือประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการเติบโตด้านการท่องเที่ยวที่เป็นกลไกช่วยสนับสนุนและพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน

 

หลังจากการเข้าร่วมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ผู้เข้าชิงทั้ง 10 รายได้นำเสนอแผนงานเพื่อสร้างการเติบโตให้ธุรกิจต่อหน้าผู้ชมและคณะกรรมการ และผู้ที่ได้รับรางวัลสูงสุดเป็นจำนวนเงิน 400,000 ยูโร หรือประมาณ 15.2 ล้านบาท ได้แก่ Backstreet Academy ส่วน Local Alike สตาร์ทอัพจากประเทศไทยได้รับเงินรางวัลสนับสนุนกว่า 300,000 ยูโร หรือราว 11.4 ล้านบาท

 

กิลเลี่ยน แทนส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Booking.com กล่าวว่า “ความมุ่งมั่นและนวัตกรรมทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เราได้เห็นจากบรรดาสตาร์ทอัพทั่วโลกที่เข้าร่วมโครงจาก Booking.com Booster ในปีนี้นั้นน่าทึ่ง และสามารถสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างแท้จริง ดิฉันรู้สึกประทับใจในวิสัยทัศน์ของผู้ประกอบการเหล่านี้ในการจัดการกับอุปสรรคด้านการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนต่างๆ ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นแผนงานของพวกเขาเป็นจริงขึ้นมา และสร้างการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนให้ขยายไปยังจุดหมายอื่นๆ ทั่วโลก”

 

จามอน ม็อก ซีซวน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Backstreet Academy กล่าวว่า “การได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Booking.com Booster นั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง เราตื่นเต้นที่จะนำความรู้ที่ได้รับจากโครงการกลับไปต่อยอดเพื่อขยายธุรกิจของเรา ลดปัญหาความยากจน และฟื้นคืนชีพให้แก่แหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก้ เรามุ่งมั่นที่จะนำแนวคิดการสร้างผลกระทบเชิงบวกในการท่องเที่ยวไปใช้กับทุกจุดหมายทั่วโลก ด้วยการช่วยเหลือจากเครือข่ายของ Booking.com

 

สมศักดิ์ บุญคำ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Local Alike เสริมว่า “เรารู้สึกยินดีมากที่ได้รู้จักกับผู้คนที่มีอุดมการณ์เดียวกันจากทั่วโลกที่มาเข้าร่วมโครงการ Booking.com Booster เราได้รับความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ มากมาย และยังได้รับแรงบันดาลใจในการผลักดันวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนและคุณค่าให้แก่ชุมชนท้องถิ่น โดยการขยายและมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนไปยังจุดหมายใหม่ๆ และผู้คนทั่วโลก

 

 

รายชื่อสตาร์ทอัพจากโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน 2017 รายอื่นที่ได้รับเงินรางวัลสนับสนุน ได้แก่ Seabin (ออสเตรเลียและสเปน) จำนวน 13.3 ล้านบาท (350,000 ยูโร) Good Hotel (กัวเตมาลา สหราชอาณาจักร และประเทศเนเธอร์แลนด์) และ Awake (โคลอมเบีย) จำนวน 11.4 ล้านบาท (300,000 ยูโร) Authenticook (อินเดีย) จำนวน 7.6 ล้านบาท (200,000 ยูโร) และ Desolenator (สหราชอาณาจักร) จำนวน 5.7 ล้านบาท (150,000 ยูโร)

 

นอกจากนี้ Seabin ยังได้รับเลือกให้เป็นขวัญใจทีมงาน จากการนำเสนอผลงานภายใน 30 วินาที และได้รับเงินรางวัลสำหรับจองที่พักบน Booking.com จำนวนกว่า 380,000 บาท หรือ 10,000 ยูโร

 

ถึงแม้ MovingWorlds (ทั่วโลก) MEJDI Tours (ตะวันออกกลางและยุโรป) และ Visit.org (ทั่วโลก) จะไม่ได้รับเงินสนับสนุนธุรกิจ แต่ก็จะได้รับได้รับคำแนะนำในการดำเนินธุรกิจจากผู้เชี่ยวชาญของ Booking.com อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับสตาร์ทอัพทุกรายที่เข้าร่วมโครงการ

 

อนึ่ง ในปี 2017 มีสตาร์ทอัพกว่า 700 ราย จาก 102 ประเทศทั่วโลก สมัครเข้าร่วมโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนของ Booking.com

ทรูมันนี่ รุกตลาดครั้งใหญ่ ผนึกพันธมิตรร้านค้า รองรับชำระเงินผ่าน ทรูมันนี่ และอาลีเพย์ วอลเล็ท

ทรูมันนี่ ผู้นำบริการด้าน fintech และอีเพย์เมนท์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รุกสร้างตลาดด้วยการแต่งตั้ง 6 ตัวแทนเป็นขุนพลจัดหาพันธมิตรรับชำระเงินผ่าน ทรูมันนี่ และอาลีเพย์ วอลเล็ท ตั้งเป้าขยายฐานร้านค้าที่รับบริการชำระเงิน จาก 12,000 ร้านค้าเป็นกว่า 100,000 ร้านทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด เพื่อผลักดันและส่งเสริมนโยบาย National E-Payment และ Thailand 4.0 หวังกระตุ้น Cashless LIfestyle

นางสาวสราญรัตน์ ศรีจิรารัตน์ กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย บริษัท ทรู มันนี่ จำกัด เปิดเผยว่า “สังคมไทยตอนนี้ยังเป็นสังคมเงินสด (cash economy) เราต้องการผลักดันให้เกิดสังคมไร้เงินสด (cashless lifestyle) อย่างครบวงจรและเป็นรูปธรรมในประเทศไทย ให้ตรงกับพันธกิจของ ทรูมันนี่ ที่ต้องการสร้างโอกาสให้ทุกคน ได้เข้าถึงนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการขยายจุดรับชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์หรืออีวอลเล็ท คือหนึ่งในเป้าหมายหลักของเราในปีนี้ โดยได้ตั้งเป้าไว้ที่ 100,000 จุดรับชำระทั่วประเทศ ผ่านตัวแทนจำนวน 6 ราย โดยตัวแทนของ ทรูมันนี่ ทั้งหมดจะเป็นคนกลางในการประสาน สรรหาร้านค้า ธุรกิจบริการที่ได้คุณภาพและตรงกับชีวิตประจำวันของผู้ใช้ ทรูมันนี่ วอลเล็ท รวมถึงร้านค้าที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวจีนเพื่อการชำระผ่าน อาลีเพย์ วอลเล็ท”

นอกจากการขยายเครือข่ายธุรกิจร้านค้า ทาง ทรูมันนี่ ยังคงมองหาตัวแทนอย่างเป็นทางการ ที่มีศักยภาพในการเสาะหาธุรกิจร้านค้า เพื่อเข้ามาเป็นพันธมิตรในการให้บริการชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน ทรูมันนี่ และอาลีเพย์ วอลเล็ท สำหรับบริษัทที่ได้รับมอบประกาศนียบัตร การแต่งตั้งตัวแทนผู้จัดหาเครือข่ายในการรับชำระเงินค่าสินค้าและบริการผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย 6 บริษัท คือ:

⦁ บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด
⦁ บริษัท ฮวนยูจิ จำกัด
⦁ บริษัท จีมู่ อินเตอร์เน็ต เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด
⦁ บริษัท เพย์วิง (ประเทศไทย) จำกัด
⦁ บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด
⦁ บริษัท วงใน มีเดีย จำกัด

 

“ร้านค้าสามารถมั่นใจได้ว่า ตัวแทนอย่างเป็นทางการทั้ง 6 จะเป็นตัวแทนในการสรรหาธุรกิจร้านค้าต่างๆ ที่มีคุณภาพ ให้กับทรูมันนี่ และอาลีเพย์ วอลเล็ท รวมทั้งการสร้างความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงผลประโยชน์ที่ร้านค้าจะได้รับจากการเข้ามาร่วมเป็นเครือข่าย การเพิ่มโอกาส ในการสร้างรายได้ให้ธุรกิจมากขึ้น และเป็นการช่วยผลักดันให้เกิดสังคมไร้เงินสดอย่างครบวงจรและเป็นรูปธรรมในประเทศไทย ที่เห็นได้ชัดมากยิ่งขึ้น” นางสาวสราญรัตน์กล่าว

ด้านนางสาวพิภาวิน สดประเสริฐ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย – ANT Financial Services Group ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์อาลีเพย์ (Alipay) กล่าวว่า “อาลีเพย์เป็นแอปพลิเคชันที่ใช้ในการตอบสนองไลฟ์สไตล์ดิจิทัลสำหรับผู้ใช้ชาวจีนทุกรูปแบบ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้อาลีเพย์เป็นประจำ (active users) มากกว่า 450 ล้านคน และในจำนวนนี้ มีผู้ใช้อาลีเพย์ซึ่งเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยปีละเกือบ 10 ล้านคน และยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี การขยายเครือข่ายร้านค้าและบริการที่รับชำระเงินด้วยระบบอาลีเพย์ที่ชาวจีนมีความคุ้นชินและชื่นชอบอยู่แล้ว จึงเท่ากับเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับร้านค้า ไปสู่ฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง เช่น นักท่องเที่ยวชาวจีน ทาง Ant Financial Services Group ให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตของร้านค้า และหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้ SME ไทยมีโอกาสได้ทดลอง เรียนรู้ และพัฒนาไปสู่โลกดิจิทัล ตามหลักการ Thailand 4.0 ของรัฐบาลไทย ทางเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับทาง ทรูมันนี่ เราเห็นถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจ และเชื่อมั่นในศักยภาพและมาตรฐานทางด้านการให้บริการทางการเงินของ ทรูมันนี่ ซึ่งดำเนินการอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์การให้บริการอีเพย์เมนต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย และเชื่อมั่นว่านอกจาก ทรูมันนี่ จะช่วยร้านค้าให้เติบโตจากรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนผ่านอาลีเพย์ วอลเล็ทแล้ว ทรูมันนี่ ยังสามารถสร้างโอกาสให้ร้านค้าเพิ่มช่องทางการตลาดสู่ผู้บริโภคชาวไทย ผ่านทาง ทรูมันนี่ วอลเล็ท อีกด้วย”

ทั้งนี้ ร้านค้าที่สนใจร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อรับชำระเงินผ่านอาลีเพย์ และ ทรูมันนี่ วอลเล็ท สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อีเมล [email protected]

แบล็คเบอรี่ ผนึกพันธมิตร ดาต้าวัน เอเชีย รุกตลาด Mobility Enterprise รองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

แบล็คเบอรี่ เผยเทรนด์ดิจิทัลในเอเชียแปซิฟิกมาแรงดันตลาดไอทีโต ประกาศจับมือพันธมิตร ดาต้าวัน เอเชีย    เปิดตัวโซลูชัน Enterprise Mobile Management รองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 หลังภาครัฐและเอกชนขานรับนโยบาย เดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนำพาองค์กรสู่  Digital Transformation ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

บริษัท แบล็คเบอรี่ (สิงคโปร์) จำกัด ประกาศจับมือพันธมิตรทางธุรกิจกับ บริษัท ดาต้าวัน เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ในกลุ่ม Network และ Security ชั้นนำ เพื่อเปิดตลาด Enterprise Mobile Management หรือ โซลูชันการจัดการอุปกรณ์เคลื่อนที่ขององค์กรในประเทศไทย โดยคาดการณ์ว่าแนวโน้มในอีก 3 ปีข้างหน้า องค์กรในเอเชียแปซิฟิกจะมุ่งสู่การทำ Digital Transformation อย่างเต็มรูปแบบ ประกอบกับมองเห็นศักยภาพของตลาดของลูกค้าองค์กรในประเทศไทยที่มีความพร้อมทั้งภาครัฐและเอกชน จากนโยบายไทยแลนด์ 4.0  ที่ส่งเสริมและผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล  จึงเล็งเห็นถึงความต้องการในด้านการสนับสนุนให้องค์กรเป็น Mobility Enterprise  เพิ่มขึ้น เนื่องจากองค์กรในธุรกิจปัจจุบัน จำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์ในการทำหน้าที่ประสานกระบวนการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ งานบริการและโซลูชัน ให้องค์กรสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า พร้อมปรับเปลี่ยนขั้นตอนการทำงานให้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น เพื่อช่วยสร้างความพร้อมทางธุรกิจในการแข่งขันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ที่ผ่านมาแบล็คเบอรี่มีประสบการณ์กว่า 10 ปี ในการทำงานสนับสนุนเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลบนเครื่องสมาร์ทโฟนและร่วมกับบริษัทชั้นนำทั่วโลกกว่า 100 บริษัท ในการให้บริการด้านระบบ Mobility Enterprise และ Security ด้วยการพัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลทำงานผ่านระบบและอุปกรณ์ไอทีใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้ทราบถึงความจำเป็น ปัญหา และความสำคัญของการนำอุปกรณ์ที่หลากหลายมาใช้งานในองค์กร ซึ่งโซลูชัน Unified Endpoint Manager (UEM) จากแบล็คเบอรี่ จะมาช่วยทำหน้าที่จัดการอุปกรณ์เคลื่อนที่ต่าง ๆ ให้สอดรับกับนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจเพื่อการทำงานในยุคดิจิทัล พร้อมยืนยันความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่งด้วยผลรายงานการวิเคราะห์จาก Gartner  เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์พกพาอย่าง โน๊ตบุ๊ค สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์เชื่อมต่ออื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นขององค์กรหรือของส่วนตัวผู้ใช้เอง พร้อมใช้งานเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานเชิงธุรกิจ ภายใต้นโยบายด้านความปลอดภัยขององค์กร โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้งานส่วนตัว

 

นายพูลสุข วัฒนายิ่งเจริญชัย  ผู้อำนวยการ บริษัท ดาต้าวัน เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การร่วมมือทางธุรกิจระหว่างดาต้าวันฯและแบล็คเบอรี่ในครั้งนี้ เพราะแบล็คเบอรี่ได้มองเห็นศักยภาพของตลาดลูกค้าองค์กรในประเทศไทย จากนโยบายไทยแลนด์ 4.0  ที่ส่งเสริมและผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล และร่วมกันเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อเปิดตลาดโซลูชั่นด้าน Mobility Enterprise สำหรับองค์กร เพื่อช่วยจัดการอุปกรณ์เชื่อมต่อที่หลากหลาย ที่มาพร้อมระบบความปลอดภัยในการดูแลรักษาข้อมูลด้วยเทคโนโลยีระดับโลก โดยลูกค้าเป้าหมายที่ทางดาต้าวัน ฯ จะเข้าไปเปิดตลาดจะเป็นลูกค้ากลุ่มธนาคาร ประกันภัย และภาครัฐ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลในระดับสูง

สำหรับโซลูชัน UEM ของแบล็คเบอรี่ สามารถรองรับการบริหารจัดการอุปกรณ์พกพาบนแพลตฟอร์มที่หลากหลาย ได้แก่ Android, iOS, Windows 10, MacOS และ BlackBerry โดยผู้ใช้งานสามารถลงทะเบียนเพื่อเริ่มใช้งานด้วยตนเอง ผ่านการตั้งค่าอุปกรณ์เบื้องต้น เช่น E-mail , Wi-Fi และ VPN โดยอัตโนมัติ การควบคุมการติดตั้งและใช้แอปพลิเคชัน การป้องกันการ Jailbreak/Root ไปจนถึงการค้นหาตำแหน่งของอุปกรณ์และการล้างข้อมูลทิ้งเมื่ออุปกรณ์สูญหาย ที่สำคัญคือผู้ดูแลระบบสามารถเลือกวิธีบริหารจัดการจากศูนย์กลางแบบ On-premise หรือระบบคลาวด์ก็ได้ ซึ่งค่อนข้างยืดหยุ่นในการทำงานร่วมกับระบบที่แตกต่างกันในแต่ละองค์กร      

“ในช่วงปีที่ผ่านมา หลังจากรัฐบาลประกาศเดินหน้าประเทศไทยด้วยนโยบายเศรษฐกิจไทยแลนด์ 4.0 ส่งผลให้ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างวางแผนนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาสนับสนุนธุรกิจและสร้างมูลค่าให้แก่องค์กร ไม่ว่าจะเป็นการหันไปใช้ระบบคลาวด์ หรือการนำ IoT (Internet of Things) มาพัฒนาธุรกิจ และนำข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ได้จากอุปกรณ์ ไอทีต่าง ๆ นำมาวิเคราะห์ (Big Data Analytics) และนำผลการวิเคราะห์ที่ได้มาสร้างฟีเจอร์ใหม่ ๆ ให้กับผลิตภัณฑ์และบริการขององค์กร ซึ่งแนวทางที่จะได้มาซึ่งข้อมูลที่เป็น Big Data นั้น สามารถนำมาออกแบบการทำงานให้เป็นแบบ Mobility เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น และความคล่องตัว ในการทำงานให้มากยิ่งขึ้น โดยหัวใจสำคัญของการพัฒนาศักยภาพเพื่อนำองค์กรสู่การแข่งขันในยุคนี้คือ เทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้เรื่องของระบบการรักษาความปลอดภัย เป็นปัจจัยสำคัญที่องค์กรให้ความสำคัญสูงสุด” นายพูลสุข  กล่าวทิ้งท้าย

ความง่ายของผู้ช่วยอัจฉริยะสั่งการด้วยเสียง ดึงผู้บริโภคสู่จุดเปลี่ยนสำคัญทางเทคโนโลยี

ใช้สมาร์ทโฟนเกือบร้อยละ 40 ทั่วโลก และร้อยละ 64 ในจีน ตื่นเต้นกับโลกอนาคตที่ผู้ช่วยอัจฉริยะผ่านระบบสั่งการด้วยเสียง สามารถคาดเดาสิ่งที่พวกเขาต้องการและช่วยเสนอแนะได้

ยุคของเทคโนโลยีสั่งงานด้วยเสียงพูดกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยความปรารถนาที่จะมีวิธีการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และผลการวิจัยทั่วโลกโดยเอเยนซีในเครือดับบลิวพีพี ได้แก่ เจ. วอลเตอร์ ธอมสัน, มายด์แชร์ และ กันตาร์ ยังพบว่าผู้บริโภคในโลกอันเร่งรีบของประเทศเศรษฐกิจในเอเชีย กำลังรับบทเป็นทัพหน้าในการเปิดรับเทคโนโลยีนี้

รายงานฉบับใหม่ที่ชื่อ “สปีค อีซี่” (Speak Easy) ซึ่ง เจ. วอลเตอร์ ธอมสัน อินโนเวชั่น กรุ๊ป และ มายด์แชร์ ฟิวเจอร์ส ร่วมกันจัดทำขึ้น เปิดเผยว่าร้อยละ 45 ของกลุ่มผู้ใช้ทั่วโลกที่ใช้เทคโนโลยีเสียงพูดอยู่เป็นประจำบอกว่า พวกเขาเลือกใช้เทคโนโลยีนี้เพราะมีความรวดเร็วกว่า และร้อยละ 71 รู้สึกว่าในปัจจุบันการพูดกับอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ

พัฒนาการทางด้านการจดจำเสียงพูดและการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing – NLP) ทำให้ในทุกวันนี้เราสามารถพูดคุยกับคอมพิวเตอร์ได้ในแบบที่เมื่อสองสามปีก่อน ยังคงถูกมองเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ ในปัจจุบันนี้ อัตราข้อผิดพลาดในการจดจำเสียงพูดได้พัฒนาขึ้นสู่ระดับที่ใกล้เคียงกับมนุษย์เป็นครั้งแรก Ovum ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการวิจัยเทคโนโลยี ประเมินว่าภายในปี 2564 อุปกรณ์ที่เปิดใช้งานและมีผู้ช่วยดิจิทัลติดตั้งไว้โดยกำเนิดจะมีจำนวนมากกว่า 7,500 ล้านเครื่อง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าหนึ่งเครื่องต่อคนเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรโลก

เทคโนโลยีเสียงพูดไม่เพียงจะทำให้ชีวิตของเราง่ายยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังจะนำมาซึ่งความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างผู้คนกับแบรนด์ที่พวกเขาชื่นชอบอย่างมีความหมายมากยิ่งขึ้น

เอเยนซีในเครือดับบลิวพีพีได้ทำงานร่วมกับ Neuro-Insight ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยตลาดเชิงประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) เพื่อศึกษาการตอบสนองของสมองต่อเสียงพูดเมื่อเปรียบเทียบกับการแตะหรือการพิมพ์ และพบผลที่มีความคงที่ว่าปฏิสัมพันธ์ทางเสียงจะมีระดับการทำงานของสมองน้อยกว่าการแตะเพื่อทำในสิ่งเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าการตอบสนองต่อเสียงเป็นภาระแก่สมองน้อยกว่าการทำสิ่งเดียวกันผ่านหน้าจอ

ในขณะเดียวกัน การศึกษาดังกล่าวยังพบว่าเมื่อคนเราถามคำถามที่มีชื่อแบรนด์อยู่ด้วย การทำงานของสมองของ
พวกเขามีการตอบสนองทางอารมณ์เด่นชัดกว่า เมื่อเปรียบเทียบผลกับผู้ที่พิมพ์คำถามเกี่ยวกับแบรนด์ซึ่งเป็นคำถามเดียวกัน ดังนั้น การพูดชื่อแบรนด์จึงดูเหมือนจะทำให้ความเชื่อมโยงทางอารมณ์ที่มีอยู่เดิมแล้วนั้นจะยิ่งมีผลขึ้นมากกว่าการพิมพ์

นอกจากนี้ ความง่ายของปฏิสัมพันธ์ทางเสียงยังมีส่วนสำคัญอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่ใช้ภาษาระบบอักขระ (character-based language) โดยเราพบว่าร้อยละ 51 ของกลุ่มผู้ใช้ในประเทศจีน และร้อยละ 57 ของกลุ่มผู้ใช้ในประเทศญี่ปุ่นที่ใช้เทคโนโลยีเสียงพูดอยู่เป็นประจำ เลือกใช้เสียงพูดสั่งงานเพราะว่าทำให้พวกเขาไม่ต้องพิมพ์

เอลิซาเบธ เชอเรียน ผู้อำนวยการ เจ. วอลเตอร์ ธอมสัน อินโนเวชั่น กรุ๊ป ประจำสหราชอาณาจักร กล่าวว่า “เทคโนโลยีเสียงพูดเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก เพราะมันสามารถซุกตัวอยู่ตรงมุมใดมุมหนึ่งในห้องครัวของคุณในร่างของลำโพงอัจฉริยะ หรืออาจฝังตัวอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่คุณต้องใช้อยู่เป็นปกติอยู่แล้ว เช่น รถยนต์ พร้อมกับคอยให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างสม่ำเสมอในฐานะ “ผู้รับใช้ยุคดิจิทัล” (Digital Butlers) ที่จะคอยรับคำสั่งของคุณ จึงไม่น่าแปลกใจว่าร้อยละ 87 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกเห็นด้วยว่า “เมื่อเทคโนโลยีเสียงพูดทำงานได้ดีตามที่ควรจะเป็น มันจะช่วยให้ชีวิตของฉันง่ายขึ้นอย่างมาก” เมื่อพัฒนาการทางด้านปัญญาประดิษฐ์ให้ความแม่นยำได้ดีขึ้น ผู้คนจะหันมาใช้เสียงพูดเพื่อดูแลจัดการชีวิตของพวกเขามากยิ่งขึ้น ในวันนี้แบรนด์ต่างๆ มีโอกาสมากมายมหาศาลที่จะเริ่มต้นบทสนทนาเหล่านี้กับผู้บริโภค พร้อมกับพิสูจน์คุณประโยชน์ของตนเองตลอดจนความรับผิดชอบต่อข้อมูลส่วนตัว”

เจเรอมี พาวน์เดอร์ ผู้อำนวยการ มายด์แชร์ ฟิวเจอร์ส กล่าวว่า “เทคโนโลยีเสียงพูดพร้อมแจ้งเกิดแล้ว เพราะว่าโดยพื้นฐานมันคือปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยีในรูปแบบที่เป็นไปโดยสัญชาตญาณของเรามากกว่า ผู้คนต่างชื่นชอบมันเพราะไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องทางเทคนิค และมันตอบสนองสิ่งที่พวกเขาต้องการได้รวดเร็วกว่าโดยไม่ต้องพยายามมากมาย ดังที่ผู้ตอบแบบสอบถามท่านหนึ่งของเราเปรียบว่า “มันให้ความรู้สึกเหมือนมนต์วิเศษ” เมื่อความสัมพันธ์กับ
ผู้ช่วยผ่านเสียงพูดมีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น ความท้าทายของแบรนด์ต่างๆ จะอยู่ที่การสร้างหลักประกันว่าพวกเขาคือ
แบรนด์ที่ได้รับเลือกจากผู้คุมประตูเชื่อมต่อสู่ผู้บริโภค ซึ่งนับวันจะทรงอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ”

 

ข้อค้นพบสำคัญอื่นๆ ในรายงานฉบับนี้มีดังนี้

  • ผู้บริโภคชาวจีนเป็นกลุ่มที่ใช้งานมากที่สุด โดยมีอัตราการเลือกใช้เสียงพูดสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกในกิจกรรมส่วนใหญ่ที่ทำการศึกษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงว่ามีความกระหายเทคโนโลยีเสียงพูดอย่างสูงในประเทศจีน การหาข้อมูลผลิตภัณฑ์และสืบค้นข้อมูลออนไลน์เป็นรูปแบบการใช้งานที่พบมากที่สุด เนื่องจากผู้บริโภค
    ชาวจีนมีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ยุ่งรัดตัวและเร่งรีบ นอกจากนี้การใช้เสียงพูดยังมีบทบาทสำคัญในเรื่องการใช้เวลาว่างอีกด้วย โดยใช้เพื่อความสนุกสนานและการฟังเพลงเป็นหลัก
  • สำหรับในญี่ปุ่น การใช้เทคโนโลยีเสียงพูดโดยส่วนใหญ่เป็นการใช้เพื่อสืบค้นข้อมูลออนไลน์ (ร้อยละ 63) และการใช้เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่สนใจ (ร้อยละ 55)
    การใช้เทคโนโลยีเสียงพูดในกลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟนในประเทศไทยมีอัตราต่อสัปดาห์สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก โดยอยู่ที่ร้อยละ 51 ผู้ใช้สมาร์ทโฟนชาวไทยโดยรวม (ซึ่งส่วนใหญ่มีคุณสมบัติร่วมกันคือ อยู่ในวัยหนุ่มสาว อาศัยอยู่ในเมือง และมีความใฝ่ฝัน) มีความสนอกสนใจในเทคโนโลยีเสียงพูดเป็นอย่างมาก และมีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้นที่ไม่เคยใช้เลย
  • ผู้คนต่างหลงรักผู้ช่วยดิจิทัลของตน โดยเกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 43) ของกลุ่มผู้ใช้ทั่วโลกที่ใช้เทคโนโลยีเสียงพูดอยู่เป็นประจำระบุว่า พวกเขาชื่นชอบผู้ช่วยผ่านเสียงพูดของตนอย่างมากจนถึงขั้นที่อยากให้มัน
    มีตัวตนเป็นคนจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่เปิดรับเทคโนโลยีเสียงพูดอย่างสนอกสนใจ อาทิ จีน
    (ร้อยละ 65) และไทย (ร้อยละ 61)
  • สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ร้อยละ 29 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกบอกว่าพวกเขาเคยมีจินตนาการทางเพศเกี่ยวกับผู้ช่วยผ่านเสียงพูดของตน
    เทคโนโลยีเสียงพูดทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้น ร้อยละ 39 ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั้งหมดรู้สึกตื่นเต้นที่ในอนาคตผู้ช่วยผ่านเสียงพูดของตนจะสามารถคาดเดาสิ่งที่พวกเขาต้องการและลงมือทำหรือให้ข้อเสนอแนะ โดยความรู้สึกนี้ชัดเจนเป็นพิเศษในประเทศแถบเอเชียที่เปิดรับเทคโนโลยีเสียงพูดอย่างรวดเร็ว เช่น จีน
    (ร้อยละ 64) และไทย (ร้อยละ 57)
  • เทคโนโลยีเสียงพูดจะช่วยให้ผู้คนใกล้ชิดกันมากขึ้น ร้อยละ 53 ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั่วโลกคิดว่า “เทคโนโลยีเสียงพูดจะช่วยให้ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นเนื่องจากพวกเขาจะไม่ก้มหน้ามองหน้าจออยู่ตลอดเวลา”
  • ความเป็นส่วนตัวยังคงเป็นข้อกังวลที่สำคัญ การรับรองความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวคือประเด็นที่ติดอันดับหนึ่งในประเทศต่างๆ 5 ประเทศจากจำนวนทั้งหมด 9 ประเทศที่ทำการสำรวจ
  • นอกจากนี้ ครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามของเราทั่วโลกยังเป็นห่วงว่าบริษัทต่างๆ จะสามารถฟังสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกับผู้ช่วยผ่านเสียงได้ เช่น ผู้ใช้เทคโนโลยีเสียงพูดร้อยละ 65 ในสิงคโปร์มีความกังวลในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม ออสเตรเลียมีท่าทีที่ผ่อนคลายกว่ามากในเรื่องนี้ (เพียงร้อยละ 33 เท่านั้นที่แสดงความกังวล)
  • การกำหนดค่าอัลกอริธึมที่เหมาะที่สุดจะเป็นรูปแบบใหม่ในการกำหนดค่าเสิร์ชเอ็นจินที่ดีที่สุด (SEO) ในโลกที่มีผู้ช่วยผ่านเสียงพูดคั่นอยู่ตรงกลาง แบรนด์ต่างๆ จะต้องสร้างหลักประกันว่าตนเองจะเป็นแบรนด์ที่ถูกเลือกให้อยู่เหนือกว่าคู่แข่งของตน

 

โซ ลอว์เรนซ์ ผู้อำนวยการดิจิทัลและอินไซต์ของ กันตาร์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “เสียงพูดคือพรมแดนใหม่ในการเชื่อมต่อกับผู้บริโภคอย่างแน่นอน และมันกำลังจะเปลี่ยนแปลงวิธีที่ผู้บริโภคใช้ตัดสินใจและมีส่วนร่วมกับแบรนด์ ซึ่งแบรนด์จะต้องใช้ความอย่างระมัดระวังในการก้าวเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่เกิดจากเทคโนโลยีใหม่ใดๆ ก็ตาม และในกรณีนี้ยิ่งมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากเทคโนโลยีเสียงพูดเป็นสภาพแวดล้อมที่มีความเป็นส่วนตัวสูง การปรากฏตัวของแบรนด์ต้องมีความเหมาะสมอย่างเต็มที่และไม่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัว สำหรับแบรนด์ที่กำลังเริ่มคิดถึงเรื่อง “ทักษะ” หรือ “การลงมือทำ” แล้ว สิ่งสำคัญที่จะทำให้ได้รับการยอมรับคือ ต้องมั่นใจได้ว่าตนกำลังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประสบการณ์ลูกค้า”

“ผู้บริโภคในเอเชียชื่นชอบการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ที่ล้ำสมัยและน่าตื่นเต้น และเราเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเทคโนโลยีสั่งงานด้วยเสียงพูดได้รับความสนใจอย่างมากจนน่าเหลือเชื่อทั่วทั้งภูมิภาคของเรา ผู้คนที่เราได้พูดคุยด้วยต่างเพลิดเพลินกับการมีปฏิสัมพันธ์กับบ็อตเสียงของตน” โล เชง ยาง ประธานคณะกรรมการฝ่ายสร้างสรรค์ของ เจ. วอลเตอร์ ธอมสัน เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “มันเป็นแพลทฟอร์มขนาดมหึมาที่แบรนด์ต่างๆ จะสามารถใช้กระชับความสัมพันธ์กับผู้บริโภคของตน การเสาะหาเสียงพูดของแบรนด์ที่มีความพิเศษเฉพาะตัวเพื่อพูดคุยกับแฟนๆ ของตนจะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง”

 

รายงาน “Speak Easy” ชี้ให้เห็นแนวโน้มหลัก 9 ประการที่จะกำหนดโฉมหน้าว่าผู้บริโภคเปิดรับเทคโนโลยีเสียงพูดอย่างไรบ้าง ซึ่งแนวโน้มบางประการเหล่านี้ คือ

แนวโน้มที่ 1: ความอยากใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้ช่วยผ่านเสียงพูดของตน
ร้อยละ 74 ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั่วโลกเห็นด้วยว่า “ถ้าผู้ช่วยผ่านเสียงพูดสามารถเข้าใจฉันได้อย่างที่ควรจะเป็น และพูดตอบฉันเหมือนกับมนุษย์ ฉันจะใช้มันตลอดเวลา” เมื่อการเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) มีพัฒนาการดีขึ้น ผู้ช่วยผ่านเสียงพูดจะเข้าใจผู้ใช้ได้มากยิ่งขึ้น และผู้คนจะใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้ช่วยของตนมากขึ้น
ที่จริงแล้วการสำรวจยังแสดงให้เห็นว่า ร้อยละ 42 ของผู้ใช้เคยคุยกับอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีของตนในยามที่รู้สึกโดดเดี่ยว ในขณะที่ร้อยละ 37 เคยบอกกับมันว่าพวกเขารักมัน
สำหรับแบรนด์ต่างๆ แล้ว โอกาสจะอยู่ที่การดูแลจัดการความสัมพันธ์ที่ยิ่งใกล้ชิดกันมากขึ้นเช่นนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ผู้ช่วยผ่านเสียงพูดเหล่านี้กำลังกลายเป็นผู้คุมประตูสู่ลูกค้าที่นับวันจะยิ่งทรงอิทธิพลขึ้นเรื่อยๆ โดยความท้าทายสำคัญจะอยู่ที่การสร้างหลักประกันว่าแบรนด์หรือคอนเทนท์ของคุณจะได้รับเลือก การกำหนดค่าอัลกอริธึมที่เหมาะสมที่สุดจะเป็นรูปแบบใหม่ในการทำ SEO


แนวโน้มที่ 2: เสียงพูดช่วยแบ่งเบาภาระการรับรู้ของสมอง
รายงาน “Speak Easy” แสดงให้เห็นว่าแรงจูงใจหลักอย่างหนึ่งในการใช้เทคโนโลยีเสียงพูด คือ ความมีประสิทธิภาพ โดยที่ผู้ใช้เทคโนโลยีเสียงพูดเป็นประจำในสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 45) บอกว่าพวกเขาเลือกใช้มันเนื่องจากรวดเร็วกว่า และร้อยละ 35 บอกว่าพวกเขาเลือกใช้มันในเวลาที่รู้สึกขึ้เกียจ
ในการจัดทำรายงานฉบับนี้ เจ. วอลเตอร์ ธอมสัน อินโนเวชั่น กรุ๊ป และ มายด์แชร์ ยังได้ทำงานร่วมกับ Neuro-Insight ซึ่งเป็นกลุ่มนักประสาทวิทยาศาสตร์ชั้นนำ เพื่อศึกษาการตอบสนองของสมองต่อเสียงพูดเมื่อเปรียบเทียบกับการการแตะหรือการพิมพ์
การศึกษาพบว่าปฏิสัมพันธ์ด้วยเสียงพูดมีระดับการทำงานของสมองน้อยกว่าการใช้วิธีแตะ เพื่อทำในสิ่งเดียวกัน ซึ่งชี้ว่าการตอบสนองต่อเสียงเป็นภาระแก่การรับรู้สมองน้อยกว่า
การวิจัยดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าการพูดกับแบรนด์ทำให้เกิดความเชื่อมโยงทางอารมณ์ความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่าปฏิสัมพันธ์จากการพิมพ์หรือการแตะ การพูดชื่อแบรนด์ช่วยทำให้ความเชื่อมโยงทางอารมณ์ซึ่งมีอยู่เดิมแล้วนั้นยิ่งเพิ่มสูงขึ้นกว่าการพิมพ์ ซึ่งเรื่องนี้ยิ่งเน้นย้ำว่า แบรนด์ต่างๆ จำเป็นต้องพิถีพิถันกับเสียงที่จะมาเป็นเสียงพูดของตนอย่างจริงจัง

 

แนวโน้มที่ 3: เสียงพูดจะปลดปล่อยผู้บริโภคให้เป็นอิสระจากหน้าจอ
ร้อยละ 53 ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั่วโลกคิดว่า “เทคโนโลยีเสียงพูดจะช่วยให้ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้นเนื่องจากพวกเขาจะไม่ก้มหน้ามองหน้าจออยู่ตลอดเวลา” จึงเชื่อกันว่าเทคโนโลยีเสียงจะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดปล่อยผู้ใช้งานอีกจำนวนมากให้เป็นอิสระจากหน้าจอดังที่พบเห็นได้ทั่วไปในทุกวันนี้
สิ่งนี้จะทำให้แบรนด์ได้พบกับโอกาสใหม่ๆ ที่น่าสนใจในการสร้างการมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมาย พร้อมกับความท้าท้ายที่จะเพิ่มทวีขึ้นเป็นสองเท่า
ประการแรก พวกเขาจะต้องมั่นใจให้ได้ว่าบริการหรือคอนเทนท์จะเข้าถึงได้ง่ายโดยการใช้เสียงพูดในรูปแบบที่เรียบง่ายและสร้างการมีส่วนร่วม ประการที่สอง พวกเขาจะต้องคิดหาวิธีการว่าจะดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคผ่านคอนเทนท์ที่มีให้เข้าถึงได้ในโลกไอโอที (Internet of Things) ได้อย่างไร

 

แนวโน้มที่ 4: ผู้บริโภคจะปล่อยให้ “ผู้รับใช้ยุคดิจิทัล” ดูแลจัดการสิ่งต่างๆ
ความก้าวหน้าเหล่านี้จะรวมไปถึงการที่ผู้ช่วยผ่านเสียงนั้นวิวัฒนาการขึ้นเป็นบริการเชิงรุกซึ่งให้ข้อเสนอแนะที่มีประโยชน์ โดยผู้ตอบแบบสอบถามหลายรายบอกว่าพวกเขาจะยอมให้ผู้ช่วยผ่านเสียงตัดสินใจเลือกแทนพวกเขาได้ ซึ่งในทางปฏิบัติคือการยกฐานะให้พวกมันเป็น “ผู้รับใช้ยุคดิจิทัล” (Digital Butlers) นั่นเอง
สำหรับแบรนด์ต่างๆ แล้ว ความท้าทายสำคัญจะอยู่ที่การสร้างหลักประกันว่าพวกเขาจะต้องเป็นแบรนด์ที่ “ผู้รับใช้ยุคดิจิทัล” (Digital Butlers) เลือกนำมาแนะนำก่อนหน้าคู่แข่ง

แนวโน้มที่ 5: ความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว
การรับรองความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว คือ ประเด็นที่ติดอันดับหนึ่งในประเทศต่างๆ 5 ประเทศ
(สหราชอาณาจักร เยอรมนี สเปน จีน และออสเตรเลีย) จากจำนวนทั้งหมด 9 ประเทศที่ทำการสำรวจ โดยผู้ที่ไม่ใช่ผู้ใช้งานถูกถามว่าอะไรคือสิ่งที่จะชักจูงให้พวกเขาหันมาใช้เทคโนโลยีเสียงพูด ส่วนประเทศที่เหลือทุกประเทศจัดให้ประเด็นนี้อยู่ในลำดับที่สอง ในขณะเดียวกัน ครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกได้แสดงความกังวลถึงการที่บริษัทต่างๆ อาจสามารถฟังสิ่งที่พวกเขาสนทนากับผู้ช่วยผ่านเสียงของตน
ผู้ให้บริการจะต้องสร้างความเชื่อถือผ่านเรื่องราวความสำเร็จของบริการที่ผ่านมาเสียก่อน จึงจะทำให้เกิดความไว้วางใจได้มากขึ้น พวกเขาจะต้องบรรเทาความกังวลของผู้ใช้ในเรื่องความเป็นส่วนตัวและแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อข้อมูลส่วนตัวที่จำเป็นต้องนำมาใช้ในการให้ข้อเสนอแนะต่างๆ

 

ท่านสามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้โดย https://www.jwtintelligence.com/trend-reports/speak-easy-global-edition/ ซึ่งจะรวมถึงสิ่งที่แบรนด์ต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้อีกด้วย

เอเซอร์ แนะ 7 ข้อ เตรียมพร้อมก่อนปั่น ใกล้ไกล เก็บครบทุกไมล์ เก็บทุกความประทับใจกับอุปกรณ์ไมล์รับยุค IoTs

กิจกรรมการปั่นจักรยานไปทำงาน เพื่อการออกกำลังกาย ระยะสั้นหรือยาว มีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ภาพพาหนะสองล้อแล่นฉิวตามริมถนนทั้งช่วงเช้าหรือค่ำ และยังคงมีกลุ่มคนปั่นจักรยานข้ามจังหวัดหรือประเทศให้เห็นกันอยู่เนืองๆ กลุ่มคนที่ปั่นด้วยใจรักในความผาดโผนและท้าทาย ขึ้นขี่จักรยานเสือภูเขา (Mountain)   เสือหมอบ (Road Bike) หรือจักรยานแบบพับได้ (Folding Bikes) แล้วแต่รูปแบบและเส้นทางการปั่น ออกกำลังกายทั้งทีต้องดีทั้งสุขภาพร่างกาย จิตใจ และปลอดภัยขณะขับขี่ วันนี้ Xplova ขอแนะวิธีสนุกแบบเซฟๆ ให้กับเหล่าสิงห์นักปั่นรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่ควบคู่กันไป

ศึกษาเส้นทางปั่น: ก่อนลงสนามจริงนักปั่นควรศึกษาภูมิทัศน์ ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่โดยละเอียด ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้เราคำนวณเวลา กะความเร็วที่จะปั่น วางแผนคร่าวๆ ให้พอลำดับเหตุการณ์ได้ หรือใช้จีพีเอสนำทางที่ติดตั้งแผนที่แบบ OSM (OpenStreetMap) แผนที่ที่เปิดให้บริการสำหรับผู้ใช้งานทุกคน แสดงข้อมูลอย่างละเอียด เช่น จุดสำคัญ บริเวณลาดชัน หรือจุดชมวิวก็จะช่วยได้มากเช่นกัน

รู้ขีดจำกัดร่างกายของตนเอง: ข้อมูลจาก I Ride Bicycle เว็บไซต์ผู้ใช้จักรยานเพื่อวางแผนและส่งเสริมการใช้จักรยานในประเทศไทย เผยจำนวนนักปั่นที่ร่วมโครงการอยู่ที่ 13,347 คน โดยมีนักปั่นในช่วงอายุระหว่าง 30-39 ปี และ 40-49 ปี เป็นสองอันดับแรกของกลุ่ม ฉะนั้นการประเมินศักยภาพก่อนและระหว่างการปั่นจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก  อุปกรณ์จำพวก connected devices หลายรุ่นนั้นสามารถแสดงผลความเหนื่อยล้าทางกายได้แบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยในการป้องกันไม่ให้ร่างกายไปถึงจุดช็อค  หรือหมดสติได้

ฝึกซ้อมก่อนลงสนามจริง: ยืดหยุ่นกล้ามเนื้อทั้งร่างกาย ฝึกการปั่นจักรยานด้วยการลงน้ำหนักสองเท้า เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อขาล้าเร็วจนเกินไป จากนั้นก็เข้าโหมด “ฝึกซ้อม” ลองปั่นสะสมระยะเพิ่มความอึดและขีดจำกัดทางร่างกาย

 

อุปกรณ์ยังชีพครบไหม: ตรวจสัมภาระก่อนออกเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำ เครื่องดื่ม เครื่องแต่งกาย หมวกกันน็อคจักรยาน อุปกรณ์พื้นฐานซ่อมจักรยาน โทรศัพท์มือถือ หรืออื่นๆใดที่จะช่วยเซฟคุณตลอดการเดินทาง

ตัวช่วยยามหลงทางกลางถิ่นไม่คุ้นเคย: คงไม่ดีแน่ๆถ้าต้องหลงทางกลางถิ่นที่เราอาจจะไม่คุ้นทั้งโลเคชั่น ภาษา ในสถานการณ์นี้ นอกจากแนะนำให้ใช้จีพีเอสนำทางแล้ว ควรเสริมด้วยระบบติดตาม (Live Tracking) บอกตำแหน่งเพื่อนร่วมทริปในพิกัดที่แม่นยำผ่านการทำงานบนระบบเน็ต 3จี และฟีเจอร์ดีๆอย่างแผนที่ออฟไลน์ที่สามารถนำทาง ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางที่ทำให้ชีวิตง่ายดายขึ้น

 

เก็บหลักฐานตลอดทริปปั่น: อีกหนึ่งลูกเล่นสำหรับผู้ใช้ยานพาหนะปั่นสองล้อที่ไม่ควรพลาด กับการบันทึกนาทีปั่นจักรยานครั้งสำคัญบน Smart Video กล้องบันทึกภาพวิดีโออัตโนมัติในตัว ที่ทำหน้าที่คล้ายกับกล้องจิ๋วบนรถยานยนต์ทั่วไป แต่ปรับความละเอียดกล้อง 720P คู่กับเลนส์มุมกว้าง 120 องศา ที่ไม่ว่าพื้นจะราบเรียบหรือผาดโผนแค่ไหนก็เอาอยู่ทุกเหตุการณ์

 

สำคัญยิ่งกว่าอะไรคือ ‘จิตใจ’: ความยากของการปั่นคือการทำให้ผิดพลาดให้น้อยที่สุด ไม่ว่าเราจะวางแผนดีแค่ไหนก็ยังสามารถเกิดสิ่งเซอร์ไพรส์ระหว่างทางได้ทุกเมื่อ การมีสติและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือสิ่งจำเป็นที่นักปั่นทุกคนควรมี โดยเฉพาะเมื่อเรากำลังอยู่บนยานพาหนะที่เคลื่อนตัวบนความเร็วแบบนี้ด้วยแล้ว

 

“Keep Calm and Ride A Bike” ไปปั่นจักรยานทางไหนก็ต้องพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ และแก๊ดเจ็ทคู่ใจที่เติมเต็มพลังงานให้คุณผาดโผนโจนทะยานได้ทุกที่   รับรองว่านอกจากน้ำหนักจะลด กล้ามเนื้อจะเฟิร์มช่วยกระตุ้นหัวใจทำงานดีขึ้น สมองปลอดโปร่งแล้ว ผู้ปั่นยังได้เพลินกับทิวทัศน์ตามเส้นทาง เห็นอิริยาบถของผู้คนที่หลากหลาย อันจะส่งผลดีต่อจิตใจ ซึ่งตรงกับผลการศึกษา New Economics Foundation พบว่าคนใช้จักรยานเป็นยานพาหนะเดินทางมีความเครียด “น้อยกว่า” ผู้ที่ขับรถยนต์หรือใช้ระบบขนส่งมวลชน เป็นแบบนี้ไม่ปั่นไม่ได้แล้วล่ะ!

เว็บไซต์ Sanook! จับมือกับ เว็บไซต์ Beartai (แบไต๋) เสริมแพลตฟอร์มแชร์คอนเทนต์ข่าวสารนวัตกรรมไอที ภายใต้ชื่อ “ Sanook! Hitech Powered by Beartai”

จุดประสงค์ของการร่วมมือของแบไต๋ ของบริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด และ Sanook! ของบริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) คือเพื่อแชร์ คอนเทนต์ และเพิ่มพื้นที่สำหรับเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้มากขึ้น และตั้งเป้าเผยแพร่คอนเทนต์คุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวไอทีถึงผู้ใช้งาน Sanook! กว่า 36 ล้านคน

โดย 7 หมวดหมู่ที่ทาง Beartai.com จะแชร์เนื้อหาให้นั้นคือ 1. Tech Update ติดตามทุกกระแสบนโลกเทคโนโลยี 2. Review & Spec เล่นแล้วบอกต่อพร้อมคำแนะนำ 3. Scoop & How to เกร็ดความรู้ที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นอีกขั้น 4. Video งานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ พร้อมรีวิวการใช้งานแบบเข้าใจง่าย 5. Enterprise Guide 

คำแนะนำดีๆ ในการเลือกอุปกรณ์การใช้งานให้เหมาะกับคุณ 6. Webboard พูดคุยตอบคำถามเรื่องเทคโนโลยีที่คุณอยากรู้ 7. *Beartai Recommend หมวดหมู่ใหม่ที่เนื้อหาจะถูกคัดเลือกจากบรรณาธิการเว็บไซต์ Beartai.com ทุกวัน วันละ 20 ชิ้น


นายพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด กล่าวว่าจากจำนวนผู้ใช้งานเว็บไซต์ Sanook! กว่า36 ล้านคนต่อเดือน จะช่วยให้คอนเทนต์คุณภาพของแบไต๋ได้รับการเสพและกระจายความรู้ไปได้ในวงกว้าง เรามุ่งมั่นผลิตข่าวสารและคอนเทนต์เชิงวิเคราะห์ที่หลากหลายและลึกยิ่งขึ้น ด้วยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่า 20 คน ผ่านการเขียนสไตล์ใหม่ที่จะทำให้การเสพข่าวเทคโนโลยีเป็นเรื่องง่าย และเข้าถึงคนทุกเพศทุกวัยได้ดียิ่งขึ้น ความพิเศษคือเราจะเพิ่มเนื้อหาที่เกี่ยวกับสตาร์ทอัพ ในรูปแบบสกู๊ปและสัมภาษณ์สดผ่านทางเครือข่ายสื่อของเทนเซ็นต์(ระเทศไทย) โดยผู้ใช้งาน รวมถึงสถาบันการศึกษาจะสามารถเข้าถึงข้อมูลความสำเร็จธุรกิจสตาร์ทอัพ เพื่อเป็นแนวทางในการผลักดันและส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายยิ่งขึ้น

คุณศรีสุดา วินิจสุวรรณ์ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจเนื้อหา บริษัท เทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) จำกัด ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการช่วยสร้างคลังความรู้ทางด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และไอที ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนศักยภาพของ News Portal Platform ให้มีคุณภาพและสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานจำนวนมากได้ดียิ่งขึ้น โดยเทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) ตระหนักดีว่าเทคโนโลยีมีบทบาทกับชีวิตประจำวันในทุกๆ มิติ ทั้งเรื่องของการใช้ชีวิต การทำงาน การหารายได้ และการพัฒนาตนเอง ซึ่งเว็บไซต์ Sanook! เข้าถึงประชาชนในกลุ่มที่หลากหลาย ดังนั้นการเพิ่มเนื้อหาที่จะมาทำให้คนเข้าใจเทคโนโลยี และนำไปประยุกต์ใช้ให้ตรงกับความต้องการ ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเอง สังคม และประเทศ เป็นสิ่งที่เราเล็งเห็น จึงเกิดความร่วมมือ Sanook! Hitech Powered by Beartai โดยหมวดใหม่ที่คนอ่านเว็บ Sanook! อาจจะยังไม่คุ้นเคย คือ เรื่องของแวดวงสตาร์ทอัพ ซึ่งเทนเซ็นต์ (ประเทศไทย) ยินดีเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างชุมชนธุรกิจสตาร์ทอัพให้มีศักยภาพและสนับสนุนสตาร์ทอัพหน้าใหม่