Category Archives: Digital

ไม่ต้อง Search ขอ Scratch เป็นก็พอ

 

44 ปี เพลง HIP HOP Google มีอะไรให้เล่นสนุกอีกแล้ว

คราวนี้ Google จะพาเราไปสู่ในโลกของ HIP HOP ด้วย Google Doodle ที่พานัก Search ไปเปิดโลกของ HIP HOP ผ่านการสแครชแผ่นเพลง ที่ให้นัก Search มือฉมัง และนัก สแครชมือสมัครเล่นได้เรียนรู้วิธีการใช้เครื่องสแครชและสนุกไปกับเควส 10 เควส ที่สอดแทรกความรู้เกี่ยวกับ HIP HOP อยู่ในนั้น แถมก่อนเข้าเควสยังมี Animation เล่าถึงความเป็นมาของ HIP HOP คราวๆ แบบบรีฟไม่กี่นาทีจบอีกด้วย

มือฉมังแค่ไหน ลอง พิมพ์ www.google.co.th และคลิกที่ Google Doodle ดูสิ

ไม่อยากหัวร้อน แนะนำเว็บดูสายรถเมล์ Cityglide

ช่วงนี้คงไม่มีข่าวไหน ดังเท่า อิมเมจ เดอะ ว๊อยซ์ อีกแล้ว เพราะหลังจากที่โพสข้อความลงทวิตเตอร์ เรื่องการจราจรและประเทศไทย โลกโซเชียลก็ไม่รอช้า ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างทันควัน มีทั้งไม่เห็นด้วย มีทั้งไล่ไปอยู่ที่อื่น หรือ แอบเชียร์อยู่ห่างๆ

แต่เราจะไม่พูดถึงเรื่องนั้น เดี๋ยวยาว…

เราจะพูดถึงตัวช่วยที่จะทำให้ คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นั่นก็คือ เว็บไซต์ดูสายรถเมล์ Cityglide.com

 

ความดีงามของเว็บนี้ คือ เราสามารถเรียกดูสายรถเมล์ได้ ว่าตอนนี้รถเมล์ที่กำลังจะเข้าป้าย มีกี่คัน อยู่ที่ไหนบ้าง โดยมีวิธีใช้ดังนี้

1.เลือกสายรถประจำทาง >> 2.เลือกฝั่ง เข้าเมือง หรือ ออกเมือง >> 3.เลือกป้ายรถเมล์ >> 4.ENJOY !!!

 

PAIN POINT ของคนขึ้นรถเมล์ คือ ไม่รู้ว่ามันจะมาตอนไหน?

ถ้าเป็น BTS เรารู้แน่นอนว่าอีก 5 นาที มันก็มา ถ้าขบวนนี้แน่น รอขบวนหน้าก็ได้

แต่ไม่ใช่สำหรับรถเมล์ ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะเห็นคนวิ่งกรูกันขึ้นรถเมล์ เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าคันต่อไป ต้องรออีกนานขนาดไหน

 

ชีวิตดีขึ้นทันที !!! พอรู้อนาคต เราก็สามารถจัดการตัวเองได้ง่ายขึ้น เช่น

1.ถ้ารู้ว่ารถเมล์คันต่อไป อยู่ไกลมาก หรือ ไม่มีรถเลย

เราก็สามารถเลือกได้ว่า จะไปเดินเล่นในห้างก่อน นั่งสายอื่น หรือ เปลี่ยนวิธีการเดินทาง ซึ่งบอกเลยว่ามันช่วยประหยัดเวลาได้มาก แทนที่เราจะเอาเวลาไปยืนรอ ลมๆ แล้งๆ เราเอาไปทำอย่างอื่นได้

ซึ่งมีคำกล่าวที่ว่า “เวลาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด”

2.มีรถเมล์มาติดๆ กัน

เคยเห็นรถเมล์บางสายที่ชอบมา 3 คันติดกันเลยไหม… ไม่ใช่เขาจัดการปล่อยรถไม่ดี แต่รถติดทำให้เสียระบบ  ฉะนั้นถ้าเราเห็นแล้วว่า เดี๋ยวรออีก 5 นาที คันใหม่ก็มา เราก็สามารถรอได้ เพื่อจะได้เดินทางอย่างสบายใจ ไม่ต้องแออัดกัน

 

จุดที่สามารถพัฒนาให้มันดีกว่านี้ได้

1.Error

จากประสบการณ์ใช้จริงมาหลายเดือน พบว่า รถเมล์บางคันไม่แสดงผลในระบบ ทำให้บางครั้งถ้าไม่ได้ยืนที่ป้าย ก็สามารถพลาดรถเมล์ไปเลย โดย Error ที่เจอมากับตัวมีประมาณ 5% ซึ่งน้อยมาก แต่ถ้าน้อยกว่านี้ก็ยิ่งดี

2.คลอบคลุมน้อยเหลือเกิน

มีแค่รถปรับอากาศเท่านั้นที่ดูใน Cityglide ได้ และก็ไม่ครอบคลุมทุกสายของรถปรับอากาศอีกด้วย  โดยตอนนี้สามารถดูได้ 33 สายเท่านั้น ถ้าเทียบกับสายรถเมล์ทั้งหมดหลายร้อยสายในกรุงเทพฯ

ฉะนั้นถ้าสามารถพัฒนาให้ทุกสายดูในแผนที่ได้ และขยายไปต่างตังหวัดด้วย ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนก็จะดีขึ้นมาก และทุกคนจะได้เท่าเทียมกันอีกด้วย

 

Cityglide เป็นความร่วมมือของ บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) และ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ซึ่ง ผู้เขียนเชื่อว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยากขนาดนั้น แต่ที่ยากคือการร่วมมือของทุกฝ่ายมากกว่า

ซึ่งในยุคที่ Startup มุ้งเน้นไปที่ Financial, Ecommerce หรือ Management หากมีใครตัดสินใจมาทำธุรกิจในกลุ่ม Transportation Tech ก็น่าจะดีไม่น้อย เพราะตลาดนี้มันใหญ่มาก และยังมี Pain Points อีกมากสำหรับการเดินทางในกรุงเทพฯ…

 

ที่มา : Cityglide
ที่มาภาพ : The Voice Thailand

 

 

E-Sport ฮิต โอกาส Notebook Gaming

 

ในปีที่ผ่านมาตลาดอีสปอร์ตในประเทศไทยมีผู้เล่นมากถึง 1.1 ล้านคน และปีนี้คาดการณ์เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากอีสปอร์ตเป็นหนึ่งเกมกีฬาถูกบรรจุให้เป็นการแข่งขันกีฬาชิงเหรียญอย่างเป็นทางการในเอเชียนเกมส์ 2022 และเป็นกีฬาสาธิตในเอเชียนเกมส์ 2018 ส่วนประเทศไทยการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่สามารถจดทะเบียนเป็นสมาคมและส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันในนามทีมชาติไทยได้ รวมถึงที่ผ่านมามีนักกีฬาอีสปอร์ตจากต่างประเทศจำนวนมากที่สามารถสร้างได้ให้กับตัวเองจากการเล่นเกมเพื่อการแข่งขันได้

ยังไม่รวมแบรนด์คอมพิวเตอร์ ที่ผลักดันอีสปอร์ตผ่านอีเวนต์แข่งขันต่างๆ เพื่อจุดหมายคือ สร้าง Awareness และยอดจำหน่ายคอมพิวเตอร์ในกลุ่มเกมมิ่ง ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวในตลาดคอมพิวเตอร์ที่มีอัตราการเติบโต

แม้ตลาดหลักของคอมพิวเตอร์เกมมิ่งยังคงเป็นเดสก์ท็อปในสัดส่วน 90% แต่โน้ตบุ๊กเกมมิ่ง เป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วใน 2 ปีที่ผ่านมา จากเกมเมอร์มีไลฟ์สไตล์ Mobility ต้องการเล่นเกมทุกที่ทุกเวลาเพิ่มขึ้น และผู้บริโภคทั่วไปเลือกซื้อโน้ตบุ๊กเกมมิ่งระดับแมส แทนโน้ตบุ๊กทั่วไประดับไฮเอนด์ จากสเปคที่ดีกว่า

ยืนยันได้จากข้อมูลของ GFK อ้างอิงโดย Asus พบกว่า ในปี 2015 โน้ตบุ๊กเกมมิ่งในประเทศไทยเติบโต 50% จากปี 2014 ปี 2016 เติบโต 30% และปีนี้คาดการณ์เติบโต 18% ท่ามกลางตลาดโน้ตบุ๊กรวมที่ทรงตัว

 

Asus ROG ขอยึดตลาดไฮเอนด์

ในปีที่ผ่านมา Asus เป็นผู้นำตลาดโน้ตบุ๊กเกมมิ่งด้วยส่วนแบ่งตลาด 38% จากสัดส่วนโน้ตบุ๊กเกมมิ่ง 15-17% ในตลาดโน้ตบุ๊กรวม 6-7 แสนเครื่องอ้างอิงจาก GFK

ปีนี้  ศรัณยพงศ์ สินทิพย์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์กลุ่ม ROG หรือ Republic of Gamers โน้ตบุ๊กสำหรับเกมมิ่ง ซับแบรนด์ของ เอซุส มาร์เก็ตติ้ง ไทยแลนด์ มองการแข่งขันในตลาดโน้ตบุ๊กเกมมิ่งรุนแรงมากขึ้นจากคู่แข่งที่เปิดตัวโน้ตบุ๊กกลุ่มนี้เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

การรักษาผู้นำตลาดของ Asus คือ การนำเปิดตัวโน้ตบุ๊กเกมมิ่งอย่างต่อเนื่อง 8 ตลอดทั้งปี แบ่งเป็นไตรมาสละ 1-2 รุ่น โดยเน้นทำตลาดโน้ตบุ๊กเกมมิ่งระดับมิด-ไฮเอนด์ ที่มีราคาจำหน่าย 4หมื่น-2แสนเป็นหลัก แม้ในปีที่ผ่านมาสัดส่วนรายได้ของทั้งสองกลุ่มนี้จะมีเพียง 20% จากรายได้โน้ตบุ๊กเกมมิ่งรวมของ Asus ก็ตาม ด้วยเหตุผลที่ ศรัณยพงศ์ให้ไว้คือ กลุ่มผู้ซื้อโน้ตบุ๊กในเซ็กเมนต์มิด-ไฮเอนด์จะเน้นประสิทธิภาพของเครื่องและการออกแบบให้เหมาะสมกับการเล่นเกมเป็นหลัก ซึ่งต้องมีองค์ประกอบทั้งเมนบอร์ดเกมมิ่งและซีพียูที่ประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว และเป็นจุดเด่นของ Asus ในฐานะผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดเมนบอร์ด

 

แข่งขันอีสปอร์ตสร้างแบรนด์เกมมิ่ง

แม้ในช่วงที่ผ่านมา Asus ROG จะไม่ค่อยออกมาทำตลาดในสื่อต่างๆ มากนัก ในปีนี้ ศรัณยพงศ์ มั่นใจว่าตลาดของ ROG จะมีสีสันอย่างแน่นอน โดยเขาใช้งบการตลาด 10-13 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาใช้งบเพียง 5 ล้านบาท ในการเปิดตัวโน้ตบุ๊กเกมมิ่งรุ่นต่างๆ โปรโมทผ่านอินฟลูเอนเซอร์ในการรีวิวสินค้า ร่วมมือกับพาร์ทเนอร์จัดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงจัดการแข่งขัน ROG Masters 2017 เฟ้นหานักกีฬาอีสปอร์ตชาวไทยไปแข่งขันระดับโลก ซึ่งการแข่งขัน ROG Masters 2017 มีผู้สมัคร527 ทีม รวมเป็นผู้เข้าร่วมมากถึง 2,635 คน ซึ่งถือว่าเป็นการแข่งขันที่มีผู้สมัครค่อนข้างสูง

 

โน้ตบุ๊กเกมมิ่งบางที่สุดในโลก

ล่าสุด Asus เปิดตัวโน้ตบุ๊กเกมมิ่ง ASUS ROG Zephyrus GX501 โน้ตบุ๊กเกมมิ่งที่บางที่สุดในโลก ด้วยความบางเพียง16.9 มิลลิเมตร สเปคสูง ที่มาพร้อมกับระบบระบายความร้อนใหม่ที่ช่วยลดอุณหภูมิมากกว่า20% และยังไม่ก่อให้เกิดเสียงดัง ในราคา 119,990 บาท เจาะกลุ่มเกมเมอร์อีสปอร์ตระดับไฮเอนด์เป็นหลัก เปิดตัวในไทยเป็นประเทศที่ 3 ต่อจากไต้หวัน และอเมริกา

 

แยกแบรนด์ ROG ออกจาก Asus

ที่ผ่านมา ROG อาศัยแบรนด์ Asus เป็นแม่เหล็กดึงดูดสร้าง Awareness ให้กับตลาดมาตลอด ในไตรมาสที่ผ่านมา ศรัณยพงศ์ ได้ดึงแบรนด์ ROG ออกมาสื่อสารเป็นแบรนด์หลัก โดยโน้ตบุ๊ก ROG จะมีคำว่า Republic of Gamers ซึ่งเป็นชื่อเต็มของ ROG ติดอยู่ที่โน้ตบุ๊กเป็นตัวใหญ่ และโลโก้ Asus จะเป็นเพียงโลโก้เล็กๆ เท่านั้นเพื่อให้ผู้ซื้อเข้าใจตรงกันว่า ROG คือแบรนด์เกมมิ่งโดยเฉพาะ

 

ทั้งนี้ในปีนี้ศรัณยพงศ์ เชื่อมั่นว่าจากการรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดมิด-ไฮเอนด์จะผลักดันให้สัดส่วนโน้ตบุ๊กเกมมิ่งมิด-ไฮเอนด์จะเพิ่มขึ้นเป็น 30% ในตลาดโน้ตบุ๊กเกมมิ่งของ ROG ทั้งหมด

เฟซบุ๊ก เปิดตัว Groups for Pages ให้เพจสร้างกลุ่มย่อยได้

ปกติ Groups หรือ กลุ่ม สร้างไว้เพื่อติดต่อสื่อสารใน Network เช่น เพื่อนมัธยม เพื่อนมหาลัย กลุ่มออฟฟิศ หรือ กลุ่มเตะบอล.. ซึ่งเดิมคนที่สร้าง Groups ก็คือ Users ธรรมดาๆ นี่แหละ

แต่คราวนี้ Facebook ประกาศแล้วว่า Pages สามารถสร้าง Linked Group ได้แล้ว

โดยหน้าตาก็เหมือน Group ทั่วไป มี Public Group, Closed Group และ Private Group แต่ความต่างคือ มันเป็น Group ที่ Page เป็นคนจัดการ

 

จุดประสงค์ของ Groups for Pages

1.แบ่งความชัดเจน

เมื่อ Page เริ่มมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น คอนเทนต์ในนั้นจะกว้างมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการมีกรุ๊ปจะทำให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น Page ธนาคาร ก็จะมีข่าวสารของธนาคารอัพเดต แต่ในคอมเมนต์ส่วนใหญ่ก็จะมีคนมาบ่น มาคอมเมนต์ สิ่งต่างๆ นอกเหนือจากเรื่องนั้น ซึ่งทำให้มันจัดการได้ยาก

ฉะนั้นการมี Group ต่างหากก็จะแบ่งความชัดเจนได้ อย่าง Page ธนาคาร ก็อาจจะมี Group เพื่อให้ลูกค้าร้องเรียนโดยเฉพาะ หรือ Group สำหรับ SMEs โดยเฉพาะ

2.บริหารจัดการได้

คำถามต่อมาก็คือ ทำไมไม่ไปสร้างเพจใหม่? คำตอบก็คือ มันสร้างง่าย แต่บริหารจัดการยาก…

ถ้าเปรียบให้เห็นภาพ ในเว็บไซต์ก็จะมีเมนูข้างๆ Page ก็เหมือนเว็บไซต์ /Group ก็เหมือนเมนูด้านข้าง แทนที่เราต้องไปพิมพ์เว็บไซต์ใหม่ๆ เราก็แค่กดเมนูด้านข้างแทน

3.เพิ่ม Engagement

Mark Zuckerberg อาจจะบอกว่าการสร้าง Group จะช่วยทำให้ทุกคนเข้าใกล้กันมากยิ่งขึ้น “Bring The World Closer Together”

แต่จริงๆ แล้วมันก็คือการทำใช้งาน Facebook ได้นานยิ่งขึ้น เข้าถึงเรายิ่งขึ้น และเพิ่ม Engagement มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ยกตัวอย่างของ Washington Post ที่มี 2 กรุ๊ป ได้แก่ Post This ที่เปิดโอกาสให้นักข่าวมาโพสข่าวที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งในสหรัฐ ส่วนอีก Follow the Virginia Governor’s Race ก็ตามข่าวการเลือกตั้งของ Virginia gubernatorial election, 2017 โดยเฉพาะ

หรือถ้าเป็นสำนักข่าวไทย ก็อาจจะมี กลุ่มเพื่อตามติดสถาณการณ์ อย่าง กลุ่ม Human Trafficking กลุ่มภัยน้ำท่วม เป็นต้น

 

 

 

 

 

เอเซอร์ซุ่มทุ่มไม่อั้นจัด Acer Day เพื่อคอเกม พร้อมกัน 12 ประเทศ

บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด ยกทัพนวัตกรรมเกมมิ่งรุ่นล่าสุดโชว์โฉมในงาน Acer Day แคมเปญเด็ดสำหรับคอเกมด้วย 3 กิจกรรม 1.) สะสมคะแนนผ่านช่องทางออนไลน์ www.acer-day.com/th เพื่อแลกสิทธิ์ลุ้นโน้ตบุ๊คในแคมเปญ Acer Day 2.) เมื่อซื้อสินค้ารับส่วนลดเงินสดและสิทธิ์ลุ้นชิงโน๊ตบุ๊ครวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท จากร้านค้าตัวแทนจำหน่ายเอเซอร์ที่ร่วมแคมเปญทั่วประเทศ
3.) พบและสัมผัสนวัตกรรมเกมมิ่งรุ่นล่าสุด Predator 21X, Predator Helios 300, Nitro 5 และร่วมลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษกับเกม Acer Unlocked Game Unlocked Me ในโซน Acer Unlock Zone ร่วมชมและเชียร์การแข่งขันอีสปอร์ต E-Sport Thailand Championship 2017 ในกิจกรรม Acer Day: Game’s On ณ บริเวณลานโปรโมชั่น พันธุ์ทิพย์พลาซ่าประตูน้ำ

 

นายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด กล่าวว่า สำหรับกิจกรรม Acer Day ในครั้งนี้เอเซอร์ได้จัดขึ้น 12 ประเทศพร้อมกัน สำหรับประเทศไทยจัดขึ้นในธีมของ “Acer Day: Game’s On” เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเอเซอร์ในการผลักดันนวัตกรรมไอทีทางด้านเกมมิ่งแมชชีน รวมไปถึงการสนับสนุนกีฬาอีสปอร์ต กิจกรรมนี้จะแบ่งออกเป็น 3 กิจกรรมด้วยกัน โดยจะจัดเป็น กิจกรรมออนไลน์ (Acer Day  Game Site), กิจกรรมหน้าร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ (Nationwide Promotion Campaign) และกิจกรรมพิเศษ (Event Promotion) Acer Day: Game’s On โดยจะจัดขึ้นบริเวณลานโปรโมชั่น พันธุ์ทิพย์พลาซ่าประตูน้ำ

 

โดยแต่ละกิจกรรมมีรายละเอียดดังนี้

 

Acer Day Game Site กิจกรรมออนไลน์สำหรับให้ผู้สนใจร่วมเล่นเกมใน www.acer-day.com/th เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 2560 สำหรับผู้โชคดีนำคะแนนสะสมจากกิจกรรม Acer Day Game Site จากเว็บไซต์ www.acer-day.com/th มาแลกสิทธิ์ในการจับรางวัลในงาน Acer Day โดย 20,000 point =1 สิทธิ์ในการจับรางวัล โดยจะมีคำถามและเกมต่างๆ ให้เล่นเพื่อสะสมคะแนนสำหรับแลกสิทธิ์ในการ ลุ้นชิงโน้ตบุ๊ครวม  4เครื่อง

 

Nationwide Promotion กิจกรรมสำหรับร้านค้าตัวแทนจำหน่าย เริ่มตั้งแต่ 14 กรกฎาคม – 6 สิงหาคม 2560 โดยมีกิจกรรมดังนี้

 

-Nationwide Lucky Draw: สำหรับผู้ซื้อผลิตภัณฑ์เอเซอร์ทุกรุ่น และลงทะเบียนผ่านแมสเซนเจอร์ (Inbox) Facebook Acer Thailand ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม ถึง 6 สิงหาคม รับสิทธิ์ลุ้นชิงรางวัลเอเซอร์โน้ตบุ๊ค 18 เครื่อง มูลค่ากว่า 600,000 บาท

-Cash Back:  สำหรับลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์เอเซอร์ในรุ่นที่กำหนด รับฟรี ส่วนลดเงินสดมูลค่า 2,000 บาท เมื่อลงทะเบียนสินค้าผ่าน แมสเซนเจอร์ (Inbox) Facebook Acer Thailand (จำนวนจำกัด)
รวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท

-Trade in: สำหรับลูกค้าเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์เกมมิ่งแบรนด์และรุ่นที่กำหนด (รายละเอียดสอบถามในงานและร้านค้าตัวแทนจำหน่าย) สามารถนำเครื่องเก่ามาเช็คสภาพ เพื่อตีราคาส่วนลดสำหรับซื้อผลิตภัณฑ์เกมมิ่งเครื่องใหม่ (ในรุ่นที่กำหนด) และลงทะเบียนสินค้าผ่านแมสเซนเจอร์ (Inbox) Facebook Acer Thailand พร้อมใส่ Promotion Code เพื่อรับส่วนลดคืนภายใน 14 วัน กิจกรรมนี้สามารถใช้บริการได้ทั้งในงาน Acer Day: Game’s On และศูนย์บริการเอเซอร์ 10 สาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม – 31 กันยายน 2560 (ตรวจสอบราบละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่ www.tradeinacer.com  ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2560)

Event Promotion: Acer Day: Game’s On ระหว่างวันที่ 3-6 สิงหาคม 2560 ณ. บริเวณลานโปรโมชั่น พันธุ์ทิพย์พลาซ่าประตูน้ำ ในงานนี้จะพบกับนวัตกรรมเกมมิ่งรุ่นล่าสุด ที่ได้รับการตอบรับจากสื่อต่างประเทศจากงาน [email protected] 2017 ถึงดีไซน์และสเปคสุดแรงล้ำของ Predator 21X, Predator Helios 300, Nitro 5 รวมถึงโปรโมชั่นและข้อเสนอสุดพิเศษ โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็น 5 โซนดังนี้

 

  • Acer Unlock Zone: ลุ้นเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์เอเซอร์ ผ่านกิจกรรม Acer Unlocked Game Unlocked Me ในงาน Acer Day: Game’s On เพียงกดรหัส 4 หลักได้ถูกต้อง เมื่อเครื่องเข้าสู่ระบบปฏิบัติการ สามารถรับผลิตภัณฑ์ที่ปลดรหัสกลับบ้านได้เลยทันที
  • Dream Team Zone: สำหรับลูกค้าคอเกมรวมทีมกันมา (5ท่าน : 1 ทีม) ซื้อผลิตภัณฑ์เกมมิ่ง (ในรุ่นที่กำหนด) และออกใบเสร็จในบิลเดียวกัน พร้อมลงทะเบียนสินค้าผ่านแมสเซนเจอร์ (Inbox) Facebook Acer Thailand รับทันทีส่วนลดเงินสดมูลค่า 5,000 บาท / เครื่อง (จำกัดสิทธิ์เฉพาะ 20 ทีมแรกเท่านัน)
  • New Arrival พบกับสุดยอดเกมมิ่งโน้ตบุ๊ค Predator 21X, Predator Helios 300, Nitro 5 ที่จะมาอวดโฉมประชันความแรงให้คอเกมได้สัมผัส พร้อมผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากเอเซอร์ที่ยกทัพมาอวดโฉมในงานนี้  
  • Free Check Up Zone: บริการให้คำปรึกษาตรวจเช็คผลิตภัณฑ์เอเซอร์ ฟรี!ในงาน
  • Clearance Zone: พบกับผลิตภัณฑ์ Clearance จากเอเซอร์กับส่วนลดสูงสุดถึง 70%

 

“นอกจากนี้ในกิจกรรม Acer Day: Game’s On ที่พันธุ์ทิพย์พลาซ่า เอเซอร์ได้ร่วมกับสมาคมไทยอีสปอร์ต (Thai E-Sports Association: TESA) จัดการแข่งขัน E-Sport Thailand Championship 2017 โดยผู้ชนะในการแข่งขันครั้งนี้จะเป็นตัวแทนไปแข่งขันที่ BUSAN 9th E-Sport 2017 World Championship ในเดือนพฤศจิกายน 2560 นี้ โดยจะจัดการแข่งขันในระหว่างวันที่ 3-6 สิงหาคม 2560 ณ Pantip E-Sport Arena, พันธุ์ทิพย์พลาซ่าประตูน้ำ อีกด้วย” นายนิธิพัทธ์ กล่าวเสริม

 

พบกิจกรรมเด็ด โปรโมชั่นโดนๆ ได้ในแคมเปญ Acer Day สำหรับกิจกรรมออนไลน์ www.acer-day.com/th เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 2560 กิจกรรมหน้าร้านตัวแทนจำหน่าย 14 กรกฎาคม –  6 สิงหาคม 2560 ได้ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายเอเซอร์ทั่วประเทศ และกิจกรรม Acer Day: Game’s On ในวันที่ 3-6 สิงหาคม 2560 ณ พันธุ์ทิพย์พลาซ่าประตูน้ำ ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.acerthailnd.com/privilege  และ www.facebook.com/AcerThailand

แกรมมี่ ปล่อยมิวสิคสติกเกอร์ชุดใหม่เอาใจ “คนโสด”

หลังจากสร้างปรากฏการณ์ ด้วยการเปิดตัวมิวสิคสติกเกอร์ ที่มาพร้อมลูกเล่นเสียงเพลงจากนักร้องต้นฉบับความยาวสูงสุด 8 วินาที ครั้งแรกในประเทศไทยของ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ได้รับการตอบรับดีเกินคาด    จนขึ้นเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มมิวสิคสติกเกอร์ ล่าสุดต่อยอดความสำเร็จ ส่งสติกเกอร์เพลงฮิตคนโสด  คัดสรรเพลงฮิตยอดนิยมที่โดนใจ คนโสด ขาแชท มาให้โหลดอีก 24 แบบ

นายภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “จากที่ แกรมมี่ เคยสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้วงการไลน์   ประเดิมเปิดตัวมิวสิคสติกเกอร์ร้องเพลงได้ที่มีความยาว 8 วินาที เป็นเจ้าแรกในประเทศไทย ในชุดสติกเกอร์  ท่อนฮุคเพลงฮิตของคนทำงาน โดยสามารถสร้างกระแสโดนใจและสร้างสถิติยอดขายขึ้นเป็นอันดับ 1 ของชาร์ตดาวน์โหลด และคงความเป็นที่ 1 ต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 สัปดาห์ 

ครั้งนี้แกรมมี่กลับมาต่อยอดความสำเร็จ ส่งมิวสิคสติกเกอร์เซ็ตที่ 2 ชุด “สติกเกอร์เพลงฮิตคนโสด ที่มาพร้อมกับ Insight ที่โดนใจคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “บอกโลกว่า  โสดโปรดจีบ” บอกเล่าสถานะความโสดในรูปแบบที่หลากหลายผ่านการแชทไลน์ อาทิ  คนโสดจริง โสดหลอก เกือบโสด ใกล้โสด อยากโสด ไม่ว่าจะเป็นโสดสถานะไหนก็สามารถโหลดใช้ได้  ซึ่งสติกเกอร์เซ็ตนี้จะเป็นตัวกลางบอกเล่าความโสดหลากหลายอารมณ์ทั้ง เหงา เศร้า อ้อน แบบสนุกๆ ผ่านสติกเกอร์ทั้งหมด 24 แบบ มาพร้อมกับท่อนฮุคเพลงฮิตโดนใจจากศิลปินดัง ครอบคลุมทุกแนวเพลง ไม่ว่าจะเป็น ป๊อป ร็อก และลูกทุ่ง อาทิ อยากโดนเป็นเจ้าของ (เพลง คนไม่มีแฟน ของ เบิร์ด-ธงไชย), คนที่ไม่เข้าตา (เพลง คนที่ไม่เข้าตา ของ ป๊อป-ปองกูล),      I need somebody (เพลง I need somebody ของ บี้-สุกฤษฏิ์), โปรดส่งใครมารักฉันที (เพลง โปรดส่งใครมารักฉันที ของ Instinct), อยากมีคนพิเศษ (เพลง คืนข้ามปี ของ ดา เอ็นโดรฟิน) หรือ ไม่มีแฟนก็ไม่ตาย (เพลง อยู่เย็นเป็นโสด ของ หญิงลี) เป็นต้น ซึ่งเป็นเพลงฮิตติดหูที่คุ้นเคย และสามารถสื่อถึงความรู้สึกของคนกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี

“สำหรับมิวสิคสติกเกอร์ ชุด “สติกเกอร์เพลงฮิตคนโสด สามารถดาวน์โหลด ไปแชทกันได้ตั้งแต่วันนี้ที่แอพพลิเคชั่น LINE หรือ LINE Store  รับรองว่าจะเป็นมิวสิคสติกเกอร์เซ็ตใหม่มาแรงที่ทั้งคนโสด และอยากคนโสดทุกคนต้องมี” นายภาวิต กล่าวเสริม

ดีแทคแจ้งผลประกอบการไตรมาส 2 โชว์กำไรแข็งแกร่ง

ดีแทครายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาส 2 โดยมีรายได้จากการให้บริการที่ไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) และ EBITDA เพิ่มขึ้น 2.3% และ 21% ตามลำดับเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 743 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 426% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2560 ดีแทคมีรายได้รวมจากการให้บริการที่ไม่รวม IC เพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนและ 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ถึงแม้ว่าไตรมาส 2 จะเป็นช่วงที่อ่อนแอตามฤดูกาลและมีการใช้จ่ายน้อยลง ความสำเร็จนี้มาจากประสิทธิภาพของแคมเปญทางการตลาดที่เปิดตัวก่อนหน้านี้ ได้แก่แคมเปญ‘ลื่น…จ๊ะ’ เพื่อเสริมสร้างการรับรู้ภาพลักษณ์ของโครงข่าย แบรนด์แพลตฟอร์ม ‘FLIP IT – แค่พลิก ชีวิตก็ง่าย’ รวมถึงการเปิดตัวของแพ็กเกจ ‘Go โน ลิมิต’ และโปรแกรมดีแทค รีวอร์ด เพื่อสร้างความภักดีต่อสินค้าให้กับผู้ใช้บริการดีแทค นอกจากนี้ ดีแทคยังคงลงทุนในการขยายโครงข่ายอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองการใช้งานดาต้าของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น และขยายพื้นที่ให้บริการ 4G ครอบคลุมมากถึง 82% ของประชากร โดยรวมแล้วโครงข่ายดีแทคมีพื้นที่ให้บริการครอบคลุม 94% ของประชากร รวมถึงความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับ บมจ.ทีโอที ในการให้บริการไร้สายบนคลื่นความถี่ 2300 MHz   ซึ่งเสริมความแข็งแกร่งของปริมาณคลื่นความถี่ในการให้บริการ และสร้างความเชื่อมั่นกับผู้บริโภคต่อแบรนด์และบริการของดีแทค ปัจจัยทั้งหมดดังกล่าว ช่วยผลักดันให้ลูกค้าในระบบรายเดือนและบริการดาต้าเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยมียอดลูกค้าในระบบรายเดือนเพิ่มขึ้นถึง 168,000 ราย

ณ สิ้นไตรมาสที่ 2/2560  ดีแทคมียอดผู้ใช้บริการรวม 23.6 ล้านราย โดยมากกว่า 96% ได้ทำการจดทะเบียนภายใต้ ดีแทคไตรเน็ต (DTN) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งดีแทคไตรเน็ตเป็นบริษัทย่อยที่ถือใบอนุญาตให้บริการคลื่น 2100 MHz จาก กสทช.

ในไตรมาสที่ 2/2560 EBITDA อยู่ที่ 8.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสก่อนและ 21% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน อัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษีนิติบุคคล ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Margin) เพิ่มขึ้นเป็น 41.0% ดีขึ้น 610bps จากไตรมาสที่แล้ว และ 760 bps จากปีก่อน อันเป็นผลมาจากการลดลงของค่าธรรมเนียมและส่วนแบ่งรายได้ ค่าอุดหนุนเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ และค่าใช้จ่ายในการขายและการตลาด ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และการลดค่าธรรมเนียม USO โดย กสทช. อย่างไรก็ตามการแข่งขันทางการตลาดยังคงมีความรุนแรงอยู่ ซึ่งดีแทคพร้อมที่จะรุกตลาดในครึ่งปีหลัง

แม้ว่าค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายจะยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกว่าสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดลง แต่ดีแทคสามารถทำกำไรสุทธิได้ถึง 743 ล้านบาท ในไตรมาสนี้ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้น 224% จากไตรมาสก่อน และ 426% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการเติบโตของ EBITDA กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (นิยามจากกำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่าย ภาษีนิติบุคคล ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA ลบด้วยค่าใช้จ่ายในการลงทุน หรือCAPEX) ในไตรมาส 1/2560 ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 3.9 พันล้านบาทในไตรมาสนี้ เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน

เมื่อเทียบผลประกอบการในครึ่งแรกของปีกับแนวโน้มของผลประกอบการที่เคยให้ไว้ ดีแทคน่าจะสามารถทำได้ตามแนวโน้มดังกล่าว ดังนั้นเราจึงไม่เปลี่ยนแปลงแนวโน้มของปี ซึ่งประกอบด้วย (1) รายได้จากการบริการไม่รวม IC อยู่ในระดับเดียวกันกับปีก่อน (2) EBITDA อย่างน้อยอยู่ในระดับเดียวกันกับปีก่อน และ (3) CAPEX อยู่ในช่วง 1.7 – 2  หมื่นล้านบาท

นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “เราพอใจอย่างยิ่งที่เห็นการเติบโตของรายได้จากการให้บริการเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและปีก่อน แม้ว่าการใช้จ่ายโดยรวมจะลดลง ทำให้เรามั่นใจว่าเราได้เดินมาถูกทาง เรายังต้องสู้ต่อไปเพื่อการแข่งขันในตลาด  ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายในการเสริมสร้างประสบการณ์ที่ไหลลื่นในการใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สาย รวมทั้งกิจกรรมการตลาดที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งยังส่งผลให้ฐานะทางการเงินดีขึ้น โดยสถานะทางการเงินของเรายังมีความยืดหยุ่นเพียงพอและเตรียมพร้อมในปีสุดท้ายที่สัมปทานจะหมดลงในปีหน้า”

หัวเว่ยโชว์ความพร้อมระบบนิเวศไอซีทีหนุนสตาร์ทอัพไทย

หัวเว่ย ผู้จัดหาโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารชั้นนำระดับโลก แสดงความพร้อมระบบนิเวศธุรกิจครบวงจรเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการหน้าใหม่ โดยอาศัยเทคโนโลยีในการเพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจ ตั้งแต่การให้คำปรึกษาแนะนำด้านเทคโนโลยีโดยผู้เชี่ยวชาญแก่ธุรกิจ Startup ต่างๆ รวมทั้งร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษาและเอกชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมโชว์ 3 โซลูชั่นนวัตกรรมใหม่ในงาน Startup Thailand 2017 และเตรียมนำผู้ชนะการประกวด Startup Thailand Pitching Challenge เยี่ยมชมนวัตกรรมเทคโนโลยีที่สำนักงานใหญ่ของหัวเว่ย ในเมืองเซิ่นเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน

หัวเว่ยเดินหน้าสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพในไทย โดยอาศัยเทคโนโลยีเพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจ ตั้งแต่การสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเพื่อให้คำปรึกษาแนะนำให้กับธุรกิจ Startup ต่างๆ ทั้งทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ ภาคการศึกษาและองค์กรเอกชนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้หัวเว่ยยังเดินหน้าลงทุนพัฒนาธุรกิจในไทย ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ได้ประกาศตั้ง หัวเว่ย โอเพ่นแล็ป แบงค์กอก (Huawei Open Lab Bangkok) ด้วยงบกว่า 500 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจต่างๆ รวมถึงกลุ่ม Start Up ในประเทศไทย

สำหรับ หัวเว่ย โอเพ่นแล็ป แบงค์กอก ออกแบบมาเพื่อให้เป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรูปแบบใหม่โดยมีผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย จากบริษัทหัวเว่ย เป็นผู้ให้คำปรึกษา พร้อมด้วยอุปกรณ์ทั้งระบบเครือข่ายเน็ตเวิร์ก ระบบ Cloud ,Data Center , เครือข่าย IoT รวมถึง ซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์อื่นๆ เช่น กล้องซีซีทีวี ที่มีความละเอียดสูง เพื่อใช้ตรวจจับใบหน้าหรือวัตถุ เป็นต้น เพื่อให้พันธมิตรของหัวเว่ยทั้งภาคธุรกิจต่างๆ ตลอดจนสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ทรัพยากรของหัวเว่ยทดสอบและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ผลักดันให้เกิดการสร้างธุรกิจที่เติบโตและยั่งยืน

“หัวเว่ยมีความพร้อมเต็มที่ที่จะให้การสนับสนุนภาคธุรกิจของไทย รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัพ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและโซลูชั่นใหม่ๆ เพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัล และก้าวขึ้นเป็นดิจิทัลฮับของภูมิภาค” มร. โรบิน หลู รองประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “นอกจากนี้ เรายังเชื่อว่า สตาร์ทอัพคืออนาคต และจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างโลกที่เชื่อมโยงสื่อสารได้ดีกว่าเดิม”

ชู 3 โซลูชั่นไฮไลต์
หัวเว่ยนำ 3 โซลูชั่นที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมมาจัดแสดงภายในงาน เพื่อแสดงถึงศักยภาพของหัวเว่ยที่ทำงานร่วมกับพันธมิตรในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

⦁ โซลูชั่น Smart Airport
โซลูชั่น Airport Visualizes Operation ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสนามบินโดยผสมผสานเทคโนโลยี Location Based Services และ GIS ซึ่งพัฒนาเป็นระบบอัจฉริยะที่ช่วยให้สนามบินสามารถบริหารจัดการข้อมูลที่อยู่ภายในเขตสนามบินได้แบบรวมศูนย์ ควบคุมความแม่นยำเรื่องเวลาการบิน ยกระดับความปลอดภัยในสนามบิน ติดตามข้อมูลของรถขนเสบียงและรถขนกระเป๋า ตลอดจนติดตามข้อมูลแบบวิดีโอและภาพด้วยระบบไร้สายในช่วงเวลาฉุกเฉิน ซึ่งจะแสดงผลผ่านแดชบอร์ด

นอกจากนี้ ยังมีโซลูชั่น Smart Passenger Service ที่ช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มความพึงพอใจให้กับผู้โดยสารด้วยการแนะนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาทิ ตารางเวลาของเที่ยวบิน การบอร์ดดิ้ง ระยะทางและเวลาจากจุดที่อยู่จนถึงพิกัดของเคาท์เตอร์เช็คอิน ห้องน้ำ ห้องพยาบาล และสถานที่อื่นๆ

⦁ โซลูชั่น Power IoT
หัวเว่ยมุ่งพัฒนา Unified Networking Platform ที่รวบรวมแอพพลิเคชั่นล้ำยุคสำหรับการใช้งานเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ หรือ IoT ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การทำแพลตฟอร์มสำหรับเครือข่ายการสื่อสาร ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีในอนาคตอย่างการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงผ่านสายไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมในระบบ (PLC : Power Line Communication), คลื่นวิทยุ (RF), GPRS/3G/4G และเทคโนโลยีสื่อสารไร้สาย GPON

หัวเว่ยได้นำเทคโนโลยี IoT มาประยุกต์ใช้ได้ตั้งแต่ระดับควบคุมการเปิดปิดไฟถนนอัจฉริยะในเมือง ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานให้น้อยลง นอกจากนี้ยังพัฒนาสมาร์ท มิเตอร์ ช่วยให้สามารถเก็บข้อมูลการใช้ไฟฟ้าตามบ้านเรือนได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความผิดพลาดในการจดบันทึกข้อมูลแบบเดิมแล้ว ยังนำข้อมูลที่ได้ไปวางแผนการใช้ไฟฟ้าในอนาคตได้ด้วย

⦁ โซลูชั่น Digital Banking
หัวเว่ยนำเสนอขีดความสามารถของเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลเรียลไทม์เพื่อลดความเสี่ยงในการทุจริตในธุรกิจการเงิน โดยสาธิตผ่านโซลูชั่น Real Time Anti Fraud Operating Management Platform ซึ่งหัวเว่ยทำงานร่วมกับพันธมิตรผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สร้างแพลตฟอร์มสำหรับมอนิเตอร์เส้นทางการเงินในหลายระดับ เช่น Geolocation ที่สามารถติดตามข้อมูลการกดเงินจากตู้เอทีเอ็มจากสาขาในพื้นที่ต่างๆ ได้

พร้อมอัดฉีดกลุ่มสตาร์ทอัพ
นอกเหนือจากความพร้อมระบบนิเวศธุรกิจครบวงจร พร้อมนวัตกรรมโซลูชั่นใหม่ ๆ แล้ว หัวเว่ยยังให้การสนับสนุนกิจกรรม Startup Thailand Pitching Challenge ด้วยรางวัลดังต่อไปนี้

⦁ ทริปเยี่ยมชมนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอันทันสมัย ณ สำนักงานใหญ่ของหัวเว่ย ที่เมืองเซิ่นเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน ระยะเวลา 3 วัน สำหรับผู้ชนะลำดับที่ 1-3 จากการแข่งขัน Startup Thailand Pitching Challenge ทั้ง 5 ภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 15 รางวัล
⦁ ทริปเยี่ยมชมนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอันทันสมัย ณ สำนักงานใหญ่ของหัวเว่ย ที่เมืองเซิ่นเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน ระยะเวลา 3 วัน สำหรับผู้ชนะเลิศในรอบ Startup Thailand Pitching Grand Challenge จำนวน 1 รางวัล
⦁ ในรอบ Startup Thailand Pitching Grand Challenge ผู้ชนะเลิศจะได้รับสมาร์ทโฟน รุ่น Huawei Mate 9 จำนวน 1 เครื่อง และผู้ชนะลำดับที่ 2- 5 จะได้รับสมาร์ทโฟน รุ่น Huawei GR5 2017 Premium version จำนวน 1 เครื่อง รวมทั้งสิ้น 5 เครื่อง
⦁ สิทธิพิเศษในการเข้าใช้ Huawei OpenLab Bangkok สำหรับผู้ชนะลำดับที่ 1-3 จากทั้ง 5 ภูมิภาค ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560

มร. เหยา ลู่ ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจและสื่อสาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีที่ได้เห็นการแข่งขัน Startup Thailand Pitching Challenge ได้รับเสียงตอบรับมากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักธุรกิจรุ่นใหม่มีความมุ่งมั่นที่จะช่วยผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัล หัวเว่ยได้สร้างแพลตฟอร์มเพื่อช่วยบ่มเพาะธุรกิจ SME และขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านไอซีทีและเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างเต็มกำลังของเรากับพันธมิตรในด้านต่างๆ อาทิ การฝึกอบรมด้านไอที การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างงาน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาล”

 

ทำไมไลน์ ประเทศไทย ต้องมีนักพัฒนาเป็นของตัวเอง

 

ได้มีข่าวมาก่อนหน้านั้นว่า ไลน์ ประเทศไทย เข้าซื้อกิจการสตาร์ทอัพที่มีชื่อว่า DMG59 เหมาทีมนักพัฒนาทั้งหมดเข้ามาเป็นนักพัฒนาที่เป็นพนักงานประจำกลุ่มแรกของไลน์ ซึ่งวิธีซื้อกิจการทำให้ไลน์ ประเทศไทย ขยายทีมนักพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในการขยายธุรกิจในรูปแบบนี้ของไลน์ประเทศไทย ก่อนหน้านั้น ไลน์ ประเทศไทย เคย joint venture เปิดธุรกิจ Rabbit Line Pay มาก่อน

 

แต่นี่เป็นครั้งแรกไลน์ ประเทศไทย มีนักพัฒนาเป็นของตัวเอง

อริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ ไลน์ ประเทศไทย เปิดตัวทีมนักพัฒนาเป็นของตัวเอง กับผู้สื่อข่าวหลังจากพวกเขาเข้าเป็นพนักงานไลน์ ประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากปีเศษที่อริยะ เคยประกาศยุทธ์ศาสตร์ไลน์ ประเทศไทยต้องมาจากทีมนักพัฒนาของตัวเอง เพื่อพัฒนาต่อยอดบริการใหม่ๆ ในไลน์ ประเทศไทย ที่มีความเป็น Localize เข้าถึงคนไทยมากขึ้น และทำให้ไลน์ ประเทศไทย มีบริการที่รวดเร็วตอบโจทย์ผู้ใช้งาย บนความยืดหยุ่นที่มากขึ้น จากเดิมที่การพัฒนาบริการต่างๆ จะต้องพึ่งนักพัฒนาจากไลน์  ญี่ปุ่น เป็นหลัก ซึ่งเทรนด์การรับนักพัฒนาโลคอลนั้นได้เกิดขึ้นกับไลน์ประเทศอื่นๆ เช่น อินโดนีเซียเป็นต้น

ซึ่งกว่าจะถึงวันนี้อริยะ ยอมรับว่า เขาไม่ใช่มาจากสาย developer  การเฟ้นหาจึงเป็นเรื่องลำบากที่ จะรีครูซ คนที่รู้จักบิซิเนสโมเดล และเทคโนโลยีของไลน์ ที่สำคัญสามารถพูดภาษาเดียวกัน และ “คลิก” กันอย่างลงตัว ซึ่งวันนี้ DGM59 คือคำตอบ

 

ทำไม DGM59 ถึงถูกใจอริยะ

อริยะเล่าว่า เหตุผลที่เลือก DGM59 เป็นผู้บุกเบิกทีมพัฒนา ไลน์ ประเทศไทย มาจากเหตุผล หลักๆ คือ มีประสบการณ์ในการพัฒนาโซลูชั่นให้กับไลน์ ประเทศไทยมาก่อน มีความรู้ความเข้าใจมนแพลตฟอร์มไลน์ และมีแนวคิดในการทำงานไปในทิศทางเดียวกับไลน์

“DGM59 เป็นบริษัทสตาร์ทอัพนักพัฒนาซอฟท์แวร์ที่มีอายุกว่า 7 ปี มีซินหมิง จ้าว, ภูมิพัฒน์ เตชะพูลผล และวิเชาวน์ แสงหิรัญวัฒนา ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง DGM59  โดยทั้ง 3 คน รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนที่สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  และ ณัชพล ไตรวงศ์วรนาถ เข้ามาร่วมงานกับ DGM59 เมื่อปี 2013 เป็นแกนนำหลัก เคยขอทุนจากนักลงทุนที่เรียกตัวเองว่าแองเจิ้ลในปี 2015 และเคยร่วมงานกับ ไลน์ ประเทศไทย ในฐานะ 1 ใน 20 Business Connect Partner ตั้งแต่ปลายปี 2015 หลังจากไลน์ ประเทศไทย เปิดกว้างให้กับนักพัฒนาร่วมเป็นพาร์ทเนอร์พัฒนาบริการให้กับลูกค้าไลน์ในส่วนคอร์เปอเรท เพื่อสร้างสรรค์บริการใหม่ๆ บนแพลตฟอร์มไลน์ที่ให้บริการ”

และที่ผ่านมาทีม DGM59 คือผู้อยู่เบื้องหลัง บริการ BCRM เครื่องมือในการช่วยบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าสำหรับ ไลน์ ออฟฟิเชียล ในรูปแบบ ออฟฟิเชียล คอนเน็คท์ ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง รองรับการเติบโตของแชทบอท และพฤติกรรมคนไทยไม่โหลดแอพของแบรนด์มาใช้แอพเดี่ยวๆ โดยที่ผ่านมาได้พัฒนาโซลูชั่นให้กับลูกค้าไลน์ ออฟฟิเชียล มากถึง 20 บริษัท ทั้ง FMCG, Auto และ Finance เช่น บ. Citibank SCB และเป็นทีมผู้ชนะ Line Hack Thailand จากการแข่งขัน Hackathon ที่จัดเป็นครั้งแรกในปีที่ผ่านมา

 

เมื่อได้มาแล้ว เขาจะทำอย่างไรต่อไป

 

โจทย์ที่อริยะได้ให้กับทีมพัฒนากลุ่มนี้คือ

หนึ่ง-พัฒนาบริการ โซลูชั่นใหม่ๆ ที่คิดโดยคนไทยเพื่อคนไทย เช่นที่ผ่านมาไลน์ ประเทศไทย เปิดบริการไลน์ทูเดย์ ไลน์ทีวี และไลน์แมน บริการที่มีเฉพาะไลน์ ประเทศไทยมาก่อนหน้านี้

สอง-อัพเกรดบริการเดิมของไลน์ ให้ Localize เข้ากับพฤติกรรมของคนไทยมากขึ้น

สาม-พัฒนาบริการร่วมกับไลน์ โกลบอลในบางกระบวนการ จากทีมไลน์ โกบอลที่เห็นความสามารถของกลุ่มนี้ จากที่เคยพัฒนาบีคอน เชื่อมต่อกับไลน์ในงานเป็น prototype project ของตัวเองโดยไลน์ยังไม่ได้เปิดข้อมูลหลังบ้านให้ออกมาทดลองในงานโตเกียว คอนเฟอร์เรนซ์ที่ผ่านมา

                “วิถีการใช้ชีวิตของคนแต่ละประเทศมีความแตกต่าง โจทย์ของไลน์คือพยายาม Localize บริการให้เข้ากับคนไทยมากที่สุด ยกตัวอย่างเช่นไต้หวัน ใช้เครดิตการ์ด อย่างแพร่หลาย แต่ไทยไม่ และจะทำอย่างไรให้คนไทยเข้าถึงช่องทางชำระเงินที่ได้ง่ายขึ้น อีคอมเมิร์ซเช่นกัน ไทยเป็นประเทศเดียวที่โซเชียลคอมเมิร์ซเติบโตสูง คนขายเปิดร้านค้าในเซียลไม่พึ่งเว็บอีคอมเมิร์ซใหญ่ จากพฤติกรรมการซื้อสินค้าแตกต่างจากประเทศอื่น ซึ่งวิถีชีวิตที่แตกต่างของคนไทยเป็นหน้าที่หนึ่งของทีมนักพัฒนาจะพัฒนาบริการตอบโจทย์พฤติกรรมเหล่านี้”

อริยะเชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้ จะได้เห็นบริการใหม่ และอัพเกรดบริการเก่าออกจากนักพัฒนากลุ่มนี้อย่างแน่นอน เพราะในปัจจุบันไลน์ ประเทศไทย มีโปรเจคมากกว่า 20 บริการ ทั้งบริการเก่าและใหม่รอให้นักพัฒนากลุ่มนี้ลงมือทำ รวมถึงโครงการให้นักพัฒนากลุ่มนี้ทาบทามเพื่อนๆ ในวงการเข้ามาเป็นนักพัฒนาของไลน์ ตามเป้าที่วางไว้คือ 3 เท่าในปัจจุบัน

 

 

ปั้นการเติบโตเป็นสเต็ป

                อริยะ ให้ความเห็นว่าการสรรหาบริการใหม่ๆ มาพร้อมความเสี่ยง แต่ถ้าเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้งานก็จะเติบโตได้ สร้างการเติบโตให้กับไลน์ ประเทศไทย ได้ โดยบริการใหม่ๆ ที่จะประสบความสำเร็จจะต้องประกอบด้วย 3 สเต็ปด้วยกันได้แก่

                หนึ่ง – โปรดักท์ ต้องเป็นบริการที่ผู้บริโภครัก และประทับใจ ซึ่งอริยะมองว่าถ้า โปรดักท์ ไม่ตอบโจทย์ 2 ข้อนี้ไม่ควรทำต่อ เพราะถือว่าเป็นการพ่ายแพ้ตั้งแต่เริ่มต้น

                สอง-สเกล ได้ผลตอบรับดี สามารถขยายฐานลูกค้าได้กว้าง

                สาม –สร้างรายได้ ซึ่งธุรกิจ Localize อย่าง ไลน์ทูเดย์เริ่มสร้างรายได้ในเดือนมิถุนายน 2560 จากการขายโฆษณา จากฐานลูกค้าที่เพิ่มสูงในระดับหนึ่ง ส่วนไลน์ทีวี สร้างรายได้จากการขายโฆษณาไปก่อนหน้านั้นแล้ว

 

จากสตาร์ทอัพ สู่มนุษย์เงินเดือน

                กลับมาคุยในมุมของ DGM59 ที่ได้ตัดสินใจร่วมกับไลน์ ประเทศไทย บนพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่นิยมเป็นนายตัวเองมากกว่าพนักงานบริษัท DGM59 ให้เหตุผลว่า เพราะสเกลฐานลูกค้าไลน์ที่ใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักพัฒนาทุกคนใฝ่ฝันที่จะพัฒนาซอฟท์แวร์หรือบริการที่ตัวเองคิดให้กับคนจำนวนมากได้ใช้งาน ซึ่งลำพัง DGM59 อาจจะไม่สามารถดึงผู้ใช้งานจำนวนมากเข้ามาใช้บริการได้

เพราะวันนี้ ไลน์ประเทศไทย มีผู้ใช้มากถึง 41 ล้านคน หรือ 94% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมด 45 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพที่สำคัญสำหรับ ไลน์

ทีมนักพัฒนาของไลน์จึงไม่จำเป็นต้องกระจุกตัวอยู่เฉพาะที่เกาหลี ญี่ปุ่น และไต้หวัน อีกต่อไป

 

 

 

“อสม.ออนไลน์” นวัตกรรมไทย คว้ารางวัลชนะเลิศระดับโลกจาก ITU & UN

“อสม.ออนไลน์” แอปพลิเคชันด้านสาธารณสุขของไทย คว้ารางวัลระดับโลก จาก ITU & UN ตอบโจทย์การนำนวัตกรรมดิจิทัลพัฒนางานสาธารณสุขไทยตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 รางวัลแห่งความภาคภูมิใจของอาสาสมัครสาธารณสุขทั่วประเทศ เดินหน้า AIS Digital For Thais สนับสนุนให้อสม.ได้ใช้งานแอปพลิเคชันที่ได้รับรางวัลระดับโลก ด้วยการจัดประกวดการใช้งานเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดูแลระบบสุขภาพของประชาชน และประเทศไทยอย่างยั่งยืน

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี )กล่าวว่า ในฐานะที่ทำหน้าที่กำกับดูแลภาคเอกชน ผู้ให้บริการระบบสื่อสารโทรคมนาคม รู้สึกภาคภูมิใจที่บริษัทเอกชนได้ให้ความสำคัญ และสร้างสรรค์นวัตกรรมในการนำเทคโลยีดิจิทัลไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆของประเทศเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนในสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้นซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายในการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อก้าวเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0

ทั้งนี้บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)หรือ AIS เป็นภาคเอกชนอีกหนึ่งบริษัทฯ ที่ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลให้ประเทศก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งไม่ใช่แต่ประเทศไทยเท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมไปส่งเสริมเทคโนโลยีดิจิทัล แต่ประเทศต่างๆทั่วโลกก็ยังเห็นความสำคัญของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโลก เช่น การที่สหภาพโทรคมนาคมนานาชาติ(International Telecommunication Union :ITU) และองค์การสหประชาชาติ (United Nations :UN) ได้จัดประกวดโครงการ WSIS Project Prizes 2017 ให้แก่ประเทศสมาชิก ITU ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิทเซอร์แลนด์ เพื่อเป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และพัฒนาสังคมโลก ที่สอดคล้องกับเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals :SDGs) และให้เกิดความร่วมมือระดับโลก

จากวิสัยทัศน์ของ AIS ภายใต้แนวคิด Digital For Thais ที่มุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น โดยได้พัฒนา “แอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์” เพื่อส่งเสริมการทำงานด้านสาธารณสุข จนได้รับรางวัล WSIS 2017 Prizes Winner จากเวทีระดับโลก สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนที่กำลังจะทำให้ประเทศก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างเป็นรูปธรรม