Category Archives: Digital Marketing

Invisible Banner ชิ้นงานโฆษณาใหม่จาก สก๊อต เพียวเร่ ที่กระตุ้นให้ตระหนักถึงภัยอันตรายจากแสงสีฟ้าทางหน้าจอ

บริษัท สก๊อต อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ Scotch Puree’ 10 Berry ออกแคมเปญ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภครับรู้และตระหนักถึงความอันตรายของแสงสีฟ้า ภัยร้ายแรงที่มองไม่เห็น ที่มาพร้อมๆ กับพฤติกรรมการใช้หน้าจอของคนในยุคปัจจุบัน

เป็นที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบันค่าเฉลี่ยของจำนวนชั่วโมงในการใช้งานจอคอมพิวเตอร์และจอโทรศัพท์ มีแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะนอกจากเราจะใช้สายตาเพื่อทำงานกับจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวันแล้ว เรายังใช้โทรศัพท์มือถือและแทปเลตเพื่อติดตามข่าวสาร, เล่นโซเซียล และความบันเทิงต่างๆ ในโลกออนไลน์อีกหลายชั่วโมง โดยยังไม่นับรวมวันพักผ่อน ที่ถึงแม้เราจะไม่ได้ใช้สายตาทำงานติดต่อกัน แต่ก็ใช้จอมือถือและแทปเลตแทบจะตลอดเวลาในกิจกรรมต่างๆ

นอกจากพฤติกรรมดังกล่าวแล้ว อันตรายร้ายแรงที่ตามมาจนกำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่กับคนในวงกว้าง คือ”แสงสีฟ้า” ภัยร้ายที่มากับการใช้งานหน้าจอเหล่านี้เป็นเวลานาน ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจไม่ทันได้ระวัง เนื่องจากแสงสีฟ้า เป็นแสงที่มองไม่เห็น แต่ในความเป็นจริงแล้ว แสงสีฟ้าอยู่ใกล้ตัวเราตลอดเวลา เพราะมีอยู่ในแหล่งกำเนิดแสงเกือบทุกชนิด เช่นในแสงแดด และหลอดไฟที่เราสัมผัสใกล้ชิดในทุกๆวัน แต่จะพบมากในจอคอมพิวเตอร์ มือถือสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต โดยแสงสีฟ้านี้จะทำร้ายตาของเราได้มากกว่าและลึกกว่าแสงสีอื่นๆ โดยทำร้ายลึกถึงจอประสาทตา และเป็นสาเหตุหลักของโรคจอประสาทตาเสื่อม โรคอนาคตสำหรับคนในยุคปัจจุบัน

จากแนวโน้มพฤติกรรมการใช้จอในปัจจุบัน ที่นอกจากจะลดเวลาในการใช้ให้น้อยลงไม่ได้แล้ว ยังมีแนวโน้มว่าสถิติดังกล่าวกลับจะเพิ่มขึ้น พร้อมกับปัญหาทางด้านสุขภาพสายตาของคนในยุค 4.0 จึงเป็นมุมที่แบรนด์ใช้บอกเล่าในสื่อต่างๆ เพื่อมุ่งหวังที่จะช่วยแก้ไขปัญหาในระยะยาวให้กับผู้บริโภค เพราะอย่างน้อยหากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้ แต่ถ้าเราดูแลดวงตาได้อย่างถูกวิธี เราก็จะปกป้องอันตรายและลดความเสื่อมของจอประสาทตาได้เช่นกัน

“ลูทีน” ซึ่งเป็นตัวช่วยในการดูแลรักษาดวงตา ที่มีอยู่ใน Scotch Puree’ 10 Berry จึงถูกใช้เป็นจุดตั้งต้นสำหรับถ่ายทอดเรื่องราวของแสงสีฟ้า และการดูแลรักษาดวงตาหากคุณจำเป็นต้องจ้องหน้าจอ Scotch Puree’ จึงใช้จุดนี้สื่อสารและเน้นย้ำ โดยเริ่มรุกหนักบนโลกออนไลน์ด้วย MV เจมส์ จิรายุ ที่ได้สแตมป์ อภิวัชร์ มาทำเพลงให้  และขยายผลซ้ำด้วย Interactive Banner สิ่งที่แสนจะธรรมดาเรารู้จักกันเป็นอย่างดีบนโลกออนไลน์ ที่หลายๆ แบรนด์อาจลืมกันไปแล้วหรือมองข้ามไป และความน่าสนใจอยู่ที่การหยิบลูกเล่นของสื่อออนไลน์มาผสมผสานให้ลงตัวกับสิ่งที่ต้องการจะสื่อสาร จนเกิดเป็น Invisible Banner ที่ช่วยลดอันตรายจากแสงสีฟ้าในขณะที่เราใช้งานหน้าจอ ซึ่งตรงกับลูทีนส่วนประกอบสำคัญใน Scotch Puree’ 10 Berry

Invisible Banner ตอบโจทย์ในการสื่อสารกับผู้บริโภคบนโลกออนไลน์อย่างชัดเจน เข้าถึง และตรงประเด็น นับเป็นเทคนิคที่พลิกแพลงตามสถานการณ์และพฤติกรรมการออนไลน์ของคนในยุคปัจจุบันได้ถูกจังหวะ  และการที่แบรนด์บอกเล่าถึงปัญหาเพื่อให้คนส่วนใหญ่ได้ตระหนักรู้ถึงอันตรายใกล้ตัว นับเป็นความห่วงใยที่ทาง Scotch Puree’ 10 Berry มุ่งหวังที่จะกระตุ้นให้คนในวงกว้าง หันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จอ และเริ่มหันมาใส่ใจรักษาสุขภาพดวงตาของเราเอง และถ้าหากเป็นการยากที่จะหลีกเลี่ยงจากแสงสีฟ้าในยุคดิจิตอลแบบนี้ เพราะจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ทำงานตลอดเวลา หรือจำเป็นต้องใช้สายตามากๆ เพื่อการสื่อสารต่างๆ อย่างน้อยที่สุดเราก็จะตระหนักรู้ถึงปัญหา ว่าเราควรจะดูแลและปกป้องดวงตาของเราอย่างไร เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานดวงตาของเราให้ดีที่สุด และยาวนานที่สุดในยุคมัลติสกรีนต่อไป

5 แนวทางความสำเร็จเมื่อคิดทำ Creative Digital

 

ในยุคที่เทคโนโลยีมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและการสื่อสาร

แต่…เมื่อคิดไอเดียแล้วเทคโนโลยีทำได้ไหม?

เป็นคำถามที่ ครีเอทีฟที่คิดงานดิจิทัลทุกคนประสบพบเจอ และส่วนใหญ่จะใช้วิธีการถามเพื่อนข้าง หรือแม้แต่ถาม Google เพื่อหาไอเดียที่คิดว่าเกิดขึ้นที่ไหน และมีใครยอมรับทำไอเดียให้เกิดเป็นความจริงได้บ้าง

และเมื่อไอเดียนี้ได้เสนอกับลูกค้า ต้องพบกับปัญหาทางทฤษฎีดูแล้วน้าจะทำได้ แต่พอเอาเข้าจริงทำได้แต่ไม่ 100% หรือการสื่อสารระหว่างครีเอทีฟ ลูกค้า และผู้สานต่อไอเดียให้เกิดขึ้นจริง เข้าใจไม่ตรงกัน จนเกิดการสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลอุทิศให้กับงานที่ไม่ซักเซสเท่าไร

แล้วจะทำอย่างไรดีหละ

เกียรติยศ พานิชปรีชา แห่ง Bit.Studio บริษัท Creative Technology ผู้อยู่เบื้องหลังแคมเปญที่ใช้สื่อ Interactive ในรูปแบบต่างๆ ที่สร้างปฏิสัมพันธ์กับคนได้อย่างน่าสนใจ ได้แชร์ถึง 5 แนวทางในการสร้าง Creative Digital ให้ประสบความสำเร็จบนเส้นทางของไอเดีย ที่ผสมผสานเทคโนโลยีบน Business object ของลูกค้า ในงาน DAAT Day 2017 อย่างน่าสนใจ

 

1.Concept / Execution / Objective

ไอเดียส่วนใหญ่ของ Creative ในประเทศไทยจะนำ Content และ Execution มารวมกันเสมอ เมื่อเทียบกับต่างประเทศที่จะแยก Concept, Execution และ Objective ออกจากกันโดยสิ้นเชิง

เกียรติยศ แนะนำว่าควรเริ่มจากการคิด Concept ก่อน และมาคิด Execution ต่อยอด Concept ซึ่ง Execution นี้สามารถมีได้หลาย Executionใน 1 งาน เพื่อตอบโจทย์ Objective ของลูกค้า ใน Concept ที่คิดไว้

 

2.Work together, Think Together, Decide Together

คิดรวมกันระหว่าง ลูกค้า Creative และเทคโนโลยี ส่วนใหญ่แล้ว การทำงานทั้ง 3 ส่วนนี้จะแยกออกจากกัน ถ้านำมาทำงานร่วมกัน พูดคุยและปรึกษากันสม่ำเสมอ จะเกิดความแข็งแกร่งในงานมากขึ้น เช่นการคิดงานของ Creative ลูกค้าจะตอบได้ว่าตรงกับ Objective ไหม ส่วนทีม Innovation จะเป็นผู้ฟันธงว่าไอเดียที่ตอบโจทย์ลูกค้าทำได้หรือไม่

 

3.Prototyping & Multiple iterations

Walt Disney ที่มีแนวความคิดว่าไอเดียที่เพอร์เฟค จะมาจากไอเดียที่ขัดเกลามาแล้วถึง 10 เพราะไอเดียแรกไม่ใช่ไอเดียที่ดีที่สุด

งาน Innovation ทำได้หรือไม่ต้องอยู่ที่การลองทำ การลองทำ Prototype ขนาดย่อมๆ เพื่อยืนยัน Execution ที่คิดมาว่าทำได้จริง และตรงกับความต้องการของลูกค้าหรือไม่

ในต่างประเทศมองการทำ Prototype มีความจำเป็นอย่างมากที่จะช่วยลูกค้าไม่เสียเงินเปล่ากับการนำเงินก้อนไปทุ่มกับการทำโปรเจคจริง ถ้าโปรเจคที่คิดไว้ทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ และยังเป็นการต่อยอดไอเดียเพิ่มเติมจากที่เรียนรู้ในงาน Prototype ได้อีกมากมาย

 

4.Time & Budget

งาน Innovation ต้องใช้เวลา เพราะ Creative Technology ไม่เท่ากับ Traditional Product

ทางที่ดีควรแบ่งงบประมาณ และเวลา ออกมา 30% และซอยย่อยเป็น 10-10-10 ทำ Prototype 3 ชิ้น เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ว่า Prototype ไหนเวิร์คสุด ก่อนทำเป็นโปรเจคจริง และถ้าทั้ง 3 Prototype ไม่เวิร์คสักอัน สามารถพับเก็บได้และเสียงบประมาณเพียง 30% ไม่ใช่ 100%

 

5.Keep Up With Technology Trends

เทคโนโลยีเปลี่ยน ถ้าไม่ศึกษาเทรนด์ก็คงจะไม่งาม เทรนด์ที่เกียรติยศคาดการณ์จะได้ไปต่อในปีนี้คือ AI Machine Learning AR และ VR

AI และ Machine Learning ถูกนำมาใช้กับวงการโฆษณามาก ในรูปแบบการสอนให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้และแยกแยะเหมือนคน ที่สามารถสอนให้เรียนรู้ได้ทุกรูปแบบ และตีความหมายว่าอย่างไร ไม่ว่าจะเป็น คำพูด Text วิดีโอ ภาพถ่าย พบมากในรูปแบบ Chat Bot หรือการเดารูปถ่ายที่ถ่ายมามี Subject อะไรอยู่ในนั้น และส่วนใหญ่แล้วจะทำควบคู่ไปกับ Big Data

AR เป็นเทคโนโลยีที่มีมานาน 4 ปีที่ผ่านมา AR จะถูกนำมา แมชต์กับ Maker ที่เป็นภาพ เพื่อแสดงผล เช่น แคมเปญ CR-V ที่ให้ถ่ายภาพทะเบียนรถอะไรก็ได้ เพื่อเปลี่ยนรถคันนั้นเป็น Honda CR-V โดย Maker คือทะเบียนรถ ซึ่งจุดอ่อนของการมี Marker เป็นภาพที่กำหนดคือ ถ้ากล้องหลุดจาก Maker ที่จับ AR จะไม่ทำงานทันที เช่นเมื่อเดินออกจากหน้ารถ ไปข้างรถ AR จะใช้งานไม่ได้ 

ส่วนในอนาคตเทคโนโลยี AR จะไม่พึ่ง Maker อีกต่อไป แต่จะใช้ทุกอย่างเป็น Marker แทน โดยวิเคราะห์ลักษณะต่างๆ ที่อยู่ในภาพ เช่นถ่ายภาพห้องรับแขกมาประมวลผลและส่งภาพ AR ออกมา จุดเด่นคือสามารถเคลื่อนไหวไปที่ไหนก็ได้ตามใจต้องการ ซึ่งนักการตลาดสามารถมาประยุกต์ใช้กับการตลาดที่หลากหลายขึ้น

VR เทคโนโลยีมีมานานหลายปี แต่เพิ่งมาฮิตไม่นานมานี้ และนับจากนี้ VR จะฮิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะผู้สร้าง User Experience ให้กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

เทคโนโลยี VR ในวันนี้มี 2 แพลตฟอร์มหลักคือ 1 มือถือ ที่มีข้อดีคือไม่มีสายต่อเชื่อมให้รกรุงรัง เคลื่อนย้ายสะดวก แต่ภาพแสดงผลไม่คมชัด เมื่อเทียบกับ 2.คอมพิวเตอร์ ที่มีข้อดีคือหน้าจอใหญ่ แสดงผลภาพคมชัด แต่ผู้ใส่ไม่สามารถเดินไปมาได้สะดวก

และแสดงผ่านคอนเทนต์ 2 รูปแบบได้แก่ 3D Content ที่มีต้นทุนการผลิตสูง จะเข้าถึงคอนเทนต์ได้ทุกมุมมอง และ Media 360 องศา มีต้นทุนการผลิตที่ถูก แต่ไม่สามารถเข้าถึงคอนเทนต์ได้เฉพาะมุมที่ภาพถ่ายไว้เท่านั้น

แต่ข้อจำกัดของ VR คือการเล่นคนเดียว เห็นคนเดียว สนุกคนเดียว เกิดไวรัลได้ยาก ถ้าไม่สามารถแชร์สิ่งที่เห็นให้คนอื่นรู้ได้

 ทางออกคือนำภาพที่เห็นใน VR มาแชร์ให้ผู้อื่นเห็นในรูปแบบต่างๆ เช่นใช้กล้องจับภาพท่าทางที่ผู้ใส่ VR มาสวมกับภาพใน VR ที่เห็นเป็นภาพถ่ายหรือวิดีโอเพื่อแชร์ให้ผู้อื่นเห็นตามนั้นด้วย หรือแม้แต่การพัฒนาร่วมกับ AR ทำแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนที่ซิงค์ไปกับคอนเทนต์ใน VR ให้ผู้ที่อยู่รอบข้างได้เห็นตาม และสิ่งเหล่านี้สามารถปรับมาใช้กับวงการอื่นๆ ได้ เช่นอสังหา ที่พนักงานขายอสังหาสามารถเห็นตามที่ลูกค้าเห็นใน VR และอธิบายรายละเอียดตาม เป็นต้น

แม้เทคโนโลยีจะเข้ามาเสริมให้การตลาดดิจิทัลมีความน่าสนใจขึ้น แต่เทคโนโลยีก็เป็นได้เป็น Tool เท่านั้น ขึ้นอยู่กับไอเดียที่จะนำไปประยุกต์ใช้มากกว่า

 

 

คนไทย = Social Addict Spend บน Platform ไหนถึงดัง

 

ในวันที่โซเชียลมีเดียคือลมหายใจของคนใช้เน็ต ไม่แปลกเลย ที่จะกลายเป็น Social Addict ที่ขาดไม่ได้ของคนไทย

ใครๆ อยากดังต้องมาเฟซบุ๊ก

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการใช้งานเฟซบุ๊กสูงอันดับต้นๆ สื่อเฟซบุ๊กจึงกลายเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลในการสื่อสารในวันนี้  และจากตัวเลขของ DAAT พบว่าในปีนี้สื่อเฟซบุ๊กมียอดสเปนสูงถึง 3,418 ล้านบาทการเติบโตนี้ เพราะอะไร

ราชศักดิ์ อัศวศุภชัย กรรมการสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) วิเคราะห์การเติบโตของ เฟซบุ๊ก ในงาน DAAT Day 2017 ว่า เกิดจากเฟซบุ๊กสามารถตอบโจทย์ด้านmarketing ได้มากจากบริการใหม่ๆ ที่เฟซบุ๊กออกต่อเนื่องในทุกๆ ปี เช่นการออก VDO หรือ Facebook TV ที่จะให้บริการในอนาคต  และเฟซบุ๊กยังเปลี่ยนการเข้าถึงในรูปแบบ engagement model เป็น reach model บน data base ที่เฟซบุ๊กเก็บมานาน ที่สามารถสร้าง awareness ผ่าน VDO ได้อีกด้วย

คนไทยไม่ชอบอ่านแต่ชอบดูวิดีโอ Youtube

อัตรายอดสเปนผ่านยูทูป ในปีนี้คาดการณ์ 1,651 ล้านบาท การที่ ยูทูปเป็นหนึ่งในแฟลตฟอร์มที่แบรนด์นึกถึงเป็นรายแรกๆ เมื่อต้องการไปดิจิทัล พัชรี เพิ่มวงษ์อัศวะ กรรมการสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่ามาจากยูทูปได้ปรับตัวเข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคและความต้องการของแบรนด์ในการสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยล่าสุดได้เปลี่ยนการซื้อแอดให้สามารถเลือกซื้อเป็น reach ได้ และเปลี่ยนโมเดลโฆษณาที่สคิปไม่ได้ ให้สั้นลงเหลือ 6-15 วินาที เพื่อไม่ให้รบกวนผู้บริโภคจนเกินไป และยังมีการจัด Category ให้ Lead ผู้ชมในรูปแบบต่างๆ รวมถึงทำแพคเก็จสปอนเซอร์ชิพ เปิดขายโฆษณาให้กับสปอนเซอร์ เพียง 6 รายเพื่อลงโฆษณาในซีรีย์ หรือโชว์ดังๆ โดยสปอนเซอร์ไหนตอบรับก่อนผู้บริโภคจะเห็นโฆษณาเป็นแบรนด์แรกเรียงกันไปตามการตอบรับ

Display ยอดตกนิดๆ

ส่วนดิสเพลย์มีการปรับตัวลดลง ยอดสเปนในปีนี้ 1,331 ล้านบาท จาก 1,461 ในปีที่ผ่านมา ราชศักดิ์ เล่าว่าความท้าทายนี้มาจากการใช้สื่อที่ลดลง จากการซื้อไดเรคเป็น Programmatic เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายถูกที่ถูกเวลาและช่วงอารมณ์ และปรับการพูดตรงๆ ถึงลูกค้าผ่านหน้าดิสเพลย์เป็นการพูดอ้อมๆ ผ่าน Native ads เพราะพฤติกรรมคนไทยในวันนี้เบื่อและไม่ต้องการอ่านหรือดูโฆษณา

ไวรัลโซเชียลโหนกระแส

นอกจากสื่อเฟซบุ๊ก ยูทูป ดิสเพลย์แล้ว พัชรี ยังมองว่าจากพฤติกรรม Social Addict ของคนไทยนักโฆษณาดิจิทัลยังอาศัยโซเชียลมีเดียโหนกระแสออนไลน์สร้าง earn media ในแคมเปญต่างๆ ด้วยการจ้าง influencer พูดถึงสินค้าหรือแคมเปญนั้นๆ ให้เป็นกระแส เพื่อหวังให้เกิดการพูดถึงและแชร์ต่อ ซึ่งการใช้ influencer โปรโมทในรูปแบบไวรัลนั้นไม่ประสบความสำเร็จทุกราย ขึ้นอยู่กับไอเดียในการนำเสนอด้วย

Online VDO Platform Non Youtube

จะเห็นได้ว่าในวันนี้ออนไลน์วิดีโอมีแพลตฟอร์มใหม่ๆ เกิดขึ้น ช่องทีวีปรับตัวสู่การทำแพลตฟอร์มวิดีโอคอนเทนต์ของตัวเอง เช่น BUGABOO.TV ที่ช่อง 7 ใช้เป็นช่องทางปล่อยรายการออนไลน์ของช่องเพียงช่องทางเดียวที่ให้บริการมาอย่างต่อเนื่องนานหลายปี และช่อง 3 ที่เริ่มหันมาทำแพลตฟอร์มวิดีโอเป็นของตัวเองในปีนี้ ซึ่งราชศักดิ์มองว่าในวันนี้เอเยนซี่ซื้อวิดีโอไดเรคลดลง และหันไปซื้อวิดีโอในรูปแบบ Programmatic มากขึ้น

Digital Ad Spending 2017 โตเกินคาด

 

ในงาน DAAT DAY 2017 สัมมนาประจำปีโดยสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประทศไทย)ได้เปิดเผยงบโฆษณาดิจิทัล ปี 2017 เติบโตกว่าที่คาดการณ์ไว้ 11,700 ล้านบาทในต้นปี เป็น 12,195 ล้านบาท หรือ29% จากปี 2016 ซึ่งเป็นการเติบโตด้านมูลค่าสูงสุดนับตั้งแต่ DAAT เก็บรวบรวมตั้งแต่ปี 2012

สิ่งที่ทำให้โฆษณาดิจิทัลเติบโตเกินคาดการณ์ในต้นปีพัชรี เพิ่มวงษ์อัศวะ กรรมการสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) มองว่ามาจากทุกแบรนด์ให้ความสำคัญกับดิจิทัลโดยเฉพาะการ reach เข้าถึง Target Segment ที่ฉลาดขึ้น สามารถเลือกไม่แสดง reach ไปยังบุคคลที่เป็น Target Segment ที่ไม่สนใจข้อมูลที่สื่อไปได้ รวมถึงการขยายแฟลตฟอร์มและสื่อใหม่ๆ
จากจาก display social และ search ไปยังรูปแบบต่างๆ ทั้ง native ads และอื่นๆ รวมถึงการโยกเม็ดเงินจากออฟไลน์ไปยังดิจิทัลของทุกบริษัทที่ปรับตัวสู่ digital transformation ที่ผลักดันให้เกิดการเติบโตด้านดิจิทัลที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเชื่อมั่นว่านับจากนี้ต่อไปการเติบโตของโฆษณาดิจิทัลจะเติบโต 20-30%ต่อเนื่องทุกๆ ปี
ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคที่ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากกว่าหนังสือ โดยคนไทยใช้เวลาอยู่หน้าคอมพิวเตอร์มากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน หน้าจอมือถือมากกว่า3 ชั่วโมงต่อวันอ้างอิงจาก We Are
Social

Communication ยังคงอันดับหนึ่งเจ้าบุญทุ่ม
สำหรับมูลค่าสื่อโฆษณาดิจิทัลในปีนี้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมยังคงเป็น category ที่ใช้เม็ดเงินสูงสุดอย่างต่อเนื่อง ด้วยมูลค่า 1,302 ล้านบาท ซึ่ง ราชศักดิ์ อัศวศุภชัย กรรมการสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่ามาจากมือถือค่ายใหญ่ทั้ง 3ราย ทั้ง เอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟ เอช ทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์สร้าง awareness และนำเสนอแพคเก็จผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น รวมถึงการเข้ามารุกตลาดของมือถือ MVNO ของไลน์ โมบาย และซิม เพนกวิ้น
นอกจากนี้ในส่วนดีไวซ์อย่างไอโฟน และซัมซุง มีมือถือเรือธงออกมาสู่ตลาดจำนวนรุ่นมากขึ้น และใช้ช่องทางนี้ในการสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงมือถือแบรนด์จีนทั้งออปโป้ วีโว และหัวเว่ยที่ communicate ตลาดอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าปีหน้าการแข่งขันบนเทคโนโลยี 5G จะเข้ามาปลุกยอดการใช้จ่ายในอุตสาหกรรมนี้ให้ร้อนแรงต่อไป

ส่วนยานยนต์ เป็นกลุ่มที่มีมูลค่างบโฆษณาเป็นอันดับสองด้วยมูลค่า 1,280 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาเป็นcategory ที่ใช้จ่ายโฆษณาดิจิทัลอยู่ในอันดับสี่ พัชรี วิเคราะห์ว่าการเติบโตนี้มาจากยอดจำหน่ายยานยนต์ที่เติบโตมากถึง 11% ในครี่งปีแรก ก่อให้เกิดการใช้เม็ดเงินที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการสื่อสารแบบ one on one ผ่านไลน์ ออฟฟิเชียลแอคเคาน์ รวมถึงการสื่อสารผ่านเฟซบุ๊ก เนทีฟแอด ที่มีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด และการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาปรับใช้ เช่นนำโลเคชั่น เบส ดึงกลุ่มเป้าหมายไปโชว์รูมเพื่อทดลองขับ เป็นต้น

กลุ่มสกินแคร์ยังคงอันดับสามที่ใช้มูลค่าเม็ดเงินที่ลดลงเหลือเพียง 682 ล้านบาท จาก842 ล้านบาทในปี 2016 และการลดลงของอุตสาหกรรมนี้ราชศักดิ์ ให้ความเห็นว่ามาจากสกินแคร์ใช้จ่ายในอุตสาหกรรมโฆษณารวมลดลง โดยเฉพาะสื่อวิดีโอที่มีการลดลงอย่างชัดเจน และหันไปทำตลาดผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น โดยเฉพาะ IG ที่มีการเติบโตมากถึง 1,000% เทียบกับปี 2016
ส่วนอันดับสี่ได้แก่น็อนแอบกอฮอลล์ 645 ล้านบาท และแอลกอฮอลล์ 602 ล้านบาทเป็นอันดับห้า

 

การเงินดาวรุ่งพุ่งแรง

Category ที่มีการเติบโตสูงสุดจนเรียกได้ว่าเป็น Rising Stars มี Spending เติบโตที่น่าจับตา เช่น
Insurance จาก 312 ล้านบาท เป็น 519 ล้านบาท
Credit/Debit Cards 128 ล้านบาท เป็น 285 ล้านบาท
Banks จาก 385 ล้านบาท เป็น 551 ล้านบาท
การเติบโตของทั้ง3 Category นี้พัชรีมองว่ามาจากการเงินเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคชอบเปรียบเทียบจากแคมเปญที่ออกมาคล้ายๆ กันซึ่งดาต้าของผู้บริโภคสามารถ cross sale นำเสนอบริการที่ใกล้เคียงกับความต้องการเฉพาะบุคคลได้ รวมถีงกระแส cashless society และ fintech ได้ผลักดันให้การสื่อสารไปยังกลุ่ม Gen M ที่เปิดใจกับบริการออนไลน์ได้เป็นอย่างดี
Electrical จาก 112 ล้านบาท เป็น 210 ล้านบาท เติบโตสูงสุดบน youtube จากการนำมาเสริมสื่อทีวีและสามารถแบ่งTarget สื่อสารตามสินค้าได้ และบางแบรนด์ต่อยอดร่วมกับพาร์ทเนอร์ลิงค์ไปหน้าร้านออนไลน์ จำหน่ายสินค้า
Petrol จาก 141 ล้านบาทเป็น 347 ล้านบาท ราชศักดิ์ให้ความเห็นว่า เป็นcategory น้องใหม่ที่มาแรง เติบโตมากถึง 146% จาก 141 ล้านบาท เป็น 347 ล้านบาท จากการทำ CRM marketing ของแบรนด์น้ำมันทั้ง ptt เชลล์ เอสโซ่ คาลเท็กซ์ โดยเน้นไปที่ไลน์ และล่าสุดมีซัสโก้เข้ามาลงเล่นในสื่อออนไลน์ด้วย

Thailand Digital Playbook 2017/2018

กรุ๊ปเอ็ม (ประเทศไทย) กลุ่มเอเยนซี่ผู้นำด้านการบริหารและวางแผนการซื้อสื่อ จัดทำสรุปภาพรวมประจำปีของตลาดออนไลน์รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในสื่อดิจิตอลของประเทศไทยภายใต้ชื่อ Thailand Digital Playbook 2017/2018

 

เนื้อหาของหนังสือเป็นการรวบรวม และประมวลผลงานวิจัยของกรุ๊ปเอ็มฯ รวมถึงข้อมูลและตัวเลขจากพันธมิตรสื่อต่างๆ เพื่อนำเสนอข้อมูลการตลาดเชิงลึก เทรนด์ และข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์มหาภาคให้แก่ลูกค้าของบริษัทในเครือได้แก่ มายด์แชร์ เเม็กซัส เอ็มอีซี มีเดียคอม และเอ็มอินเตอร์แอคชั่น รวมถึงบุคคลทั่วไปที่สนใจ

 

แพน จรุงธนาภิบาล ผู้จัดการแผนกพัฒนาและการตลาด กรุ๊ปเอ็ม (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า “หนังสือ Thailand Digital Playbook ในปีนี้ได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจอาทิเช่น ภาพรวมของตลาดสื่อดิจิตอลที่เติบโตขึ้นอย่างมากเนื่องมาจากจำนวนของกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนหน้าใหม่ในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นจนกลายเป็นกำลังซื้อที่สำคัญ ทั้งนี้มีการประมาณการว่าจะโตขึ้นอีกกว่า 20% ในปี 2561”

 

แพนยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันการรับสื่อและการใช้เงินของผู้บริโภคมีความหลากหลายมากขึ้น ดังนั้นแบรนด์และนักการตลาดจึงจำเป็นต้องเท่าทันถึงพฤติกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น และสร้างประสบการณ์ที่ไม่ยุ่งยากเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

 

หนังสือ Thailand Digital Playbook ประกอบไปด้วยเนื้อหาที่สำคัญจำนวน 5 หัวข้อได้แก่ ภาพรวมการตลาดสื่อดิจิตอลของประเทศไทย, ยุคแห่งสมารท์โฟน = ยุคทองของความไว, เจาะลึกพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิตอล, รูปแบบการใช้เงินที่เปลี่ยนไปของคนไทย, และก้าวทันคนยุคดิจิตอลอย่างเข้าใจ

 

01 Digital Ad Spending & Growth (ภาพรวมการตลาดสื่อดิจิตอลของประเทศไทย)
งบประมาณโฆษณาดิจิตอลที่เพิ่มตัวสูงขึ้นถึง 17% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะใน 3 หมวดหลักได้แก่ หมวดการสื่อสาร หมวดเครื่องดื่มไม่ผสมแอลกอฮอล์ และหมวดผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ที่มีมูลค่างบโฆษณาดิจิตอลรวมกว่า 9,400 ล้านบาท ทั้งนี้มีการประมาณการว่าภาพรวมของตลาดสื่อดิจิตอลจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอีก 24% ในปีหน้า

 

02 The Mobile Era is Here (ยุคแห่งสมาร์ทโฟน = ยุคทองของความไว)

การเข้ามาของสมาร์ทโฟนที่เพิ่มโอกาสการใช้งานอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ที่หันเริ่มใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มกว่า 1,040% และยังได้เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความคาดหวังที่จะได้รับความสะดวกสบายจากบริการต่างๆ ในแบบเรียลไทม์ ทำให้นักการตลาดต้องคำนึงถึงการออกสินค้าและบริการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการนี้

 

03 Consumer Behavior in the Digital Age (เจาะลึกพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิตอล)

ปัจจุบันผู้บริโภคมีทางเลือกในการรับสื่อที่มากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นความท้าทายสำหรับนักการตลาดที่จะวางแผนการสื่อสารให้ตรงกับความชื่นชอบ และความคาดหวังของผู้บริโภคในสื่อประเภทต่างๆ ผ่านองค์ความรู้รวมไปถึงข้อมูลการใช้งานของผู้บริโภคที่ถูกต้อง จะทำให้แบรนด์สามารถสื่อสารเข้าถึงกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

04 Virtual Currency (รูปแบบการใช้เงินที่เปลี่ยนไปของคนไทย)

บริการทางการเงินในระบบดิจิตอลไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป ข้อมูลในบทนี้กล่าวถึงกลุ่มผู้บริโภค 4 ประเภทที่มีพฤติกรรมที่ต่างกันออกไปในการใช้เงินเพื่อเลือกซื้อสินค้าและบริการผ่านทางระบบดิจิตอลที่มีจำนวนผู้ใช้กว่า 18 ล้านคน

 

05 The Golden Age of Millennial (ก้าวทันคนยุคดิจิตอลอย่างเข้าใจ)

ในความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค นอกจากความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพแล้วนักการตลาดยังต้องคำนึงถึงการออกแบบภาพรวมของการสร้างประสบการณ์ที่เรียบง่ายไม่ยุ่งยาก ความพร้อมของข้อมูลที่จะถูกเสริชเพื่อเปรียบเทียบ และสามารถตอบสนองความต้องการแบบทันท่วงทีอีกด้วย

 

ณัฐวีร์ ณีว มาวิจักขณ์ ผู้อำนวยการแผนกพัฒนาและการตลาด กรุ๊ปเอ็ม (ประเทศไทย) กล่าวเสริมว่า “หนังสือ Thailand Digital Playbook ถูกจัดทำขึ้นเป็นปีที่ 3 ตามเจตนารมณ์ของบริษัทฯ ที่ต้องการแบ่งปันความรู้ให้แก่บุคลากรในวงการดิจิตอล โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตัวหนังสือได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งลูกค้า รวมถึงนักการตลาดจากทั้งใน และต่างประเทศ”

 

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดหนังสือ Thailand Digital Playbook 2017/2018 ได้ที่ https://issuu.com/groupmthailand/docs/thailand_digital_playbook_2017-2018

4 เหตุผล ทำไมแบรนด์ควรโฟกัส Identity มากกว่า Data

Identity หรือ Data ???

เราเห็นคำว่า Data บ่อยมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น Big Data , Data Analytic หรือ Data Driven Technology ฉะนั้นจะเปรียบว่า Data สำคัญยิ่งกว่าน้ำมันก็ว่าได้

ภาพหน้าปกของ Economist ฉบับพฤษภาคม 2017 แสดงให้เห็นความสำคัญของ Data

โดยธรรมชาติ นักการตลาดมักจะกังวลกับเรื่องข้อมูล เพราะพวกเขาไม่ได้มีข้อมูลมหาศาลเป็นของตัวเอง เหมือน 6 บริษัทข้างต้น จึงลงทุนกับ Marketing Technology ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น Programmatic, Social Listening, Analytic และอีกมากมาย

แต่เอาเข้าจริงๆ ข้อมูลที่ได้มา ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรอยู่ดี… ANA ได้ชี้ว่าปัญหาที่แท้จริงของอุตสาหกรรมในการเติบโต คือ การจัดการและการวัดผลของ Digital Media ไม่เพียงพอ

ฉะนั้นแบรนด์ควรสนใจที่ ตัวตนของผู้บริโภค (Identity) มากกว่าการมุ่งหน้าเก็บข้อมูล และใช้มันเพียงอย่างเดียว มาดูว่าทำไม?

 

Cookies ไม่ใช่ คน

การเก็บ Cookies ช่วยให้เว็บไซต์รู้จักคนมากขึ้น แต่การมีแค่ Cookies อีเมล์ หรือ ข้อมูลที่ผู้บริโภคให้มาในออนไลน์ ไม่สามารถ จำลองตัวของคนคนนั้นขึ้นมาได้จริงๆ … อธิบายให้เห็นภาพมากขึ้น หากเพจที่เกิดใหม่อยากได้ยอด Engagement เพิ่ม แต่ไม่อยากสร้างคอนเทนต์ ก็เลยเอาเงินไปซื้อไลค์เถื่อนแทน คุณอาจได้ยอดไลค์จริง แต่เข้าไปดูรายชื่อคนกดไลค์ดูสิ จะเห็นชื่อแปลกๆ หน้าแปลกๆ เต็มไปหมด ซึ่งไม่ช่วยอะไรกับแบรนด์คุณเลย

การรู้จักผู้บริโภคไม่สามารถทำได้แค่การเก็บ Cookies หรือดูคนมาไลค์ มาแชร์ อีกต่อไป

 

สนใจโลกออฟไลน์บ้าง

การรู้จักผู้บริโภคตัวเป็นๆ ทำได้หลายวิธี ออกบูธ ออกร้าน หรือทำกิจกรรม Roadshow

หากเป็นสินค้าที่เป็นพวก FMCG การลงไปสำรวจตลาดแบบดั้งเดิมเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ เพราะว่าเราได้เห็นผู้บริโภคตัวเป็นๆ ซึ่งหากนำเทคโนโลยีเข้าไปใช้ ก็สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น เช่น ในบูธที่ขายสินค้า อาจมีกล้องที่มี AI ดูว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นใคร เพศอะไร อายุเท่าไหร่ เป็นต้น

 

ยืนยันข้อมูล

ในขณะที่แบรนด์พยายามมีข้อมูลเป็นของตัวเอง คำถามคือ ข้อมูลของคุณดีแค่ไหน? ก่อนที่คุณจะซื้อข้อมูล หรือซื้อโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูล ลองเช็คคะแนนของมัน หรือหารีวิวดูว่าข้อมูลนั้น ใหม่ และดีขนาดไหน

ในสหรัฐฯ ผู้คนมากกว่า 75 ล้านคน เปลี่ยนระบบมือถือทุกปี และมากกว่า 2 ล้านคน เปลี่ยนชื่อจริงๆ ของพวกเขาไปเลย Cookies ที่เก็บไปจะหมดอายุใน 30 วัน และงานวิจัยของ Neustar พบว่าเมื่อผ่านไป 2 ปี 60% ของข้อมูลนั้น ก็เก่าเกินไปแล้ว

 

ตีโจทย์ให้ออก

ทุกธุรกิจอยากได้ข้อมูลผู้บริโภคทั้งนั้น แต่อย่าลืมว่าผู้บริโภคยุคนี้ก็มีความรู้มากขึ้น และมีหลายตัวตน เช่น อีเมล์ที่ใช้ก็แบ่งเป็นเรื่องงาน กับ เรื่องส่วนตัว, Facebook ก็มีอันดั้งเดิม กับอีกอันที่เอาไว้เล่นเกม รับของรางวัล, เบอร์โทรที่มียังใช้ได้อยู่รึเปล่า ที่อยู่ปัจจุบันอยู่ที่ไหน

หากได้ข้อมูลบางส่วน ก็เหมือนเห็นคนแค่บางมุมเท่านั้น และถ้าตัดสินใจทำการตลาด หรือลงทุนจากข้อมูลที่ไม่ครบก็อาจพลาดได้

เพราะฉะนั้นนักการตลาดต้องวิเคราะห์เป้าหมายที่ต้องการ ตีโจทย์ให้ออก จะได้เลือกเอาข้อมูลมาประกอบกันได้

 

ข้อมูล 4 ประเภทที่ต้องรู้ ถ้าอยากได้ข้อมูลผู้บริโภคครบทุกด้าน (Perfect Identity)
1.ข้อมูลทางการ : ชื่อ, นามสกุล, อีเมล์หลัก, เบอร์มือถือ และ เลขประชาชน
2.ข้อมูลที่อยู่ : ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ที่อยู่ปัจจุบัน
3.ข้อมูลการใช้อินเตอร์เน็ต : Cookies, Pixel Tags, IP Address และ Mobile Data ทั้งหลาย
4.ข้อมูล IoT : Smart TV, Personal Assistant หรือ Devices ทุกประเภท

 

ที่มา : Forbes, Adweek และ Neustar

https://www.neustar.biz/blog/category/marketing

 

เฟซบุ๊ก เปิดตัว Groups for Pages ให้เพจสร้างกลุ่มย่อยได้

ปกติ Groups หรือ กลุ่ม สร้างไว้เพื่อติดต่อสื่อสารใน Network เช่น เพื่อนมัธยม เพื่อนมหาลัย กลุ่มออฟฟิศ หรือ กลุ่มเตะบอล.. ซึ่งเดิมคนที่สร้าง Groups ก็คือ Users ธรรมดาๆ นี่แหละ

แต่คราวนี้ Facebook ประกาศแล้วว่า Pages สามารถสร้าง Linked Group ได้แล้ว

โดยหน้าตาก็เหมือน Group ทั่วไป มี Public Group, Closed Group และ Private Group แต่ความต่างคือ มันเป็น Group ที่ Page เป็นคนจัดการ

 

จุดประสงค์ของ Groups for Pages

1.แบ่งความชัดเจน

เมื่อ Page เริ่มมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น คอนเทนต์ในนั้นจะกว้างมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการมีกรุ๊ปจะทำให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น Page ธนาคาร ก็จะมีข่าวสารของธนาคารอัพเดต แต่ในคอมเมนต์ส่วนใหญ่ก็จะมีคนมาบ่น มาคอมเมนต์ สิ่งต่างๆ นอกเหนือจากเรื่องนั้น ซึ่งทำให้มันจัดการได้ยาก

ฉะนั้นการมี Group ต่างหากก็จะแบ่งความชัดเจนได้ อย่าง Page ธนาคาร ก็อาจจะมี Group เพื่อให้ลูกค้าร้องเรียนโดยเฉพาะ หรือ Group สำหรับ SMEs โดยเฉพาะ

2.บริหารจัดการได้

คำถามต่อมาก็คือ ทำไมไม่ไปสร้างเพจใหม่? คำตอบก็คือ มันสร้างง่าย แต่บริหารจัดการยาก…

ถ้าเปรียบให้เห็นภาพ ในเว็บไซต์ก็จะมีเมนูข้างๆ Page ก็เหมือนเว็บไซต์ /Group ก็เหมือนเมนูด้านข้าง แทนที่เราต้องไปพิมพ์เว็บไซต์ใหม่ๆ เราก็แค่กดเมนูด้านข้างแทน

3.เพิ่ม Engagement

Mark Zuckerberg อาจจะบอกว่าการสร้าง Group จะช่วยทำให้ทุกคนเข้าใกล้กันมากยิ่งขึ้น “Bring The World Closer Together”

แต่จริงๆ แล้วมันก็คือการทำใช้งาน Facebook ได้นานยิ่งขึ้น เข้าถึงเรายิ่งขึ้น และเพิ่ม Engagement มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ยกตัวอย่างของ Washington Post ที่มี 2 กรุ๊ป ได้แก่ Post This ที่เปิดโอกาสให้นักข่าวมาโพสข่าวที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งในสหรัฐ ส่วนอีก Follow the Virginia Governor’s Race ก็ตามข่าวการเลือกตั้งของ Virginia gubernatorial election, 2017 โดยเฉพาะ

หรือถ้าเป็นสำนักข่าวไทย ก็อาจจะมี กลุ่มเพื่อตามติดสถาณการณ์ อย่าง กลุ่ม Human Trafficking กลุ่มภัยน้ำท่วม เป็นต้น

 

 

 

 

 

คาราท ยกระดับความแม่นยำการวางแผนการสื่อสารสู่ผู้บริโภคยุคดิจิทัล

ข้อมูล หรือดาต้า เป็นอาวุธที่สำคัญมากในเศรษฐกิจโลกยุคปัจจุบัน ซึ่งผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วคลิก ข้อมูลเหล่านี้มีส่วนสำคัญตั้งแต่ขั้นตอนก่อนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคด้วยซ้ำไป ดังนั้น นักสื่อสารการตลาดจึงต้องให้ความสำคัญต่อการทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคตลอดวงจรการตัดสินใจซื้อ เพื่อให้มั่นใจว่าแบรนด์ของตนได้เข้าไปอยู่ในความรู้สึกนึกคิด และในใจของผู้บริโภคในทุกๆ ขณะอย่างมีความหมายและนัยยะ

คาราท ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ เดนท์สุ อีจิส  เน็ตเวิร์ค กลุ่มบริษัทที่ให้บริการด้านสื่อสารการตลาดครบวงจรชั้นนำของโลก ซึ่งมีบริการวางแผนและซื้อสื่อโฆษณาที่ได้รับการจัดอันดับ “คุณภาพสูงที่สุด” โดย เร็คม่า มาโดยตลอดหลายปีตืดต่อกัน (RECMA = REsearch Company Evaluating the Media Agency) ซึ่งจากการให้สัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้บริหารระดับสูงของ คาราท ได้เปิดเผยถึงความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดและทันสมัยที่สุด  ในการวางกลยุทธ์การสื่อสารระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในข้อมูลที่รอบด้านและครบวงจร

นายปริทัศ มุ่งประสิทธิชัย  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราท (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่วงการมีเดียยังคงยึดถือกับข้อมูลกลางที่เอเจนซีทุกแห่งใช้ร่วมกัน  คาราท ได้ก้าวล้ำไปอีกขั้นโดยพัฒนาศักยภาพด้านข้อมูลหรือดาต้าด้วยตนเอง จนทำให้คาราทมีชุดเครื่องมือใหม่ๆ ที่นำมาใช้งานได้เหนือกว่าเครื่องมือที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบันนี้”

 

เครื่องมือพื้นฐานที่เป็นตัวจักรขับเคลื่อนสำคัญในชุดเครื่องมือใหม่นี้ คือ  Consumer Connection System (CCS) หรือ ซีซีเอส (ระบบเชื่อมความสัมพันธ์กับผู้บริโภค) ซีซีเอส ถือเป็นเสมือนแหล่งรวมของข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  มีข้อมูลครอบคลุม ด้านสื่อ ข้อมูลด้านการตลาด และข้อมูลพฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคในหลากหลายกลุ่ม  ซึ่งได้จากการศึกษาวิจัยผู้บริโภคเชิงปริมาณขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมประชากรจำนวนกว่า 3 แสนคนในกว่า 60 ประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงผู้บริโภค 3 พันคนในประเทศไทยด้วย  คาราทใช้ข้อมูลจาก CCS ผนวกกับเครื่องมืออันล้ำหน้ากว่าใครในอุตสาหกรรมสื่อปัจจุบัน คือ CCS PLANNER ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการจัดสรรงบประมาณสื่ออย่างเหมาะสมและคุ้มค่าการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นสื่อแบบดั้งเดิม (Traditional) หรือสื่อดิจิทัล (Online)  โดยสามารถประมวลผลให้เห็นภาพการทับซ้อนของช่องทางการรับสื่อ เพื่อวัดผลการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายร่วมเป็นภาพเดียวกัน (Combined Reach) ทำให้การวางแผนมีประสิทธิภาพและให้ผลตอบแทนต่อการลงทุนได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ คาราทยังได้ลงทุนเพิ่มเติมใน CCS Journey เครื่องมือตัวล่าสุดที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการสื่อสารถึงผู้บริโภคได้ตลอดเส้นทางของการตัดสินใจซื้อ  โดย Brand Strategist ของเราทุกคนได้รับการอบรมให้มีความชำนาญในการใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ช่องทางในการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างไรจึงจะให้ได้ผลดีที่สุด ผ่านการสื่อสารแบบบูรณาการ (Integrated Communication)

CCS Journey เป็นเครื่องมือที่เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างคาราทกับ Point Logic ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นผู้นำในการคิดค้นและพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางการตลาด (Marketing Decision-Supporting System) ที่จะช่วยให้การวางแผนสื่อมีความแม่นยำยิ่งขึ้น และได้ผลตอบแทนจากการลงทุนดียิ่งขึ้น ผ่านความเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภค ผู้ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค และสิ่งที่จะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจ ในแต่ละขั้นตอนของวงจรการตัดสินใจซื้อสินค้า (Purchase Decision Journey)  ซึ่งข้อมูลอันทรงคุณค่าเหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถเลือกและจัดลำดับความสำคัญของช่องทางสื่อที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคดิอย่างแม่นยำ ในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการตัดสินใจ  ซึ่งการทำวิจัย CCS Journey นี้ ทำกับผู้บริโภคจำนวน 2,500 รายในประเทศไทย   เครื่องมือดังกล่าวจับจุดในกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆกว่า 20 กลุ่มผลิตภัณฑ์ และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่ได้ออกมาเป็น Infographic ที่ดูเข้าใจง่าย  เพื่อช่วยในกระบวนการวางแผนอย่างแม่นยำ

คำกล่าวที่ว่า “Data is the new currency in a consumer-centric marketplace” หรือ “ข้อมูล คือสินทรัพย์ใหม่ที่สำคัญ ในตลาดการแข่งขันที่ยกเอาผู้บริโภคเป็นจุดศูนย์กลาง” นั้น นับว่าเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินเลยสำหรับสภาวการณ์  ที่เราประสบในปัจจุบัน คาราท จึงทุ่มเทที่จะเป็นผู้ก้าวนำอุตสาหกรรมสื่อ ด้วยการพัฒนาเครื่องมือที่ทันสมัย สร้างข้อได้เปรียบให้กับลูกค้าของเราจากคลังข้อมูลอันมีค่าดังกล่าว ซึ่งจะช่วยให้ทีมงานของเราได้นำเสนอแนวทางการตัดสินใจ และบริการที่เหมาะสมที่สุดแก่ธุรกิจของลูกค้า และในปีนี้ คาราท เตรียมเปิดตัวสินค้าและบริการอันทันสมัยอีกหลายรายการ  เพื่อช่วยให้ลูกค้าของเราพลิกโฉม และพร้อมเป็น ผู้ชนะ (Transform and Win) ในยุคสมัยที่เราก้าวสู่ “เศรษฐกิจแบบดิจิตัล” เต็มตัว (Digital Economy)

Zanroo แสนรู้ – สตาร์ทอัพไทย ระดมทุน 7.4 ล้านเหรียญฯ บุกตลาดโลก

Zanroo แสนรู้  MarTech Startup สัญชาติไทย ระดมทุนจาก Shift Ventures 7.4 ล้านเหรียญฯ บุกตลาดโลก

Zanroo แสนรู้ เป็น Startup ในสายโฆษณาและการตลาด โดยให้บริการ Social Listening, Social Engagemnet และ Consultancy Service ซึ่งรวมกันเรียกว่า ‘Insight Discovery’

 

ทำไมต้องใช้ Marketing Tech ?

ในการทำตลาดออนไลน์ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการรู้ Journey ของผู้บริโภค

เช่น A และ B พึ่งคบกัน โพสประกาศลง Facebook ครั้งแรก >> แบรนด์ไหนได้ประโยชน์ ทานข้าว เที่ยว ของขวัญ ดอกไม้ และอีกมากมาย

ต่อมา A และ B เตรียมแต่งงานกัน >> Wedding Studio และ Honey Moon Trip ก็อยากขายสินค้าให้ A และ B

เมื่อกำลังมีลูก >> โรงพยาบาล สินค้าสุขภาพ ความมั่นคง แม่และเด็ก ก็เป็นสินค้าขั้นต่อไปที่ A และ B สนใจ

Who they are?
What they want?
When they post?
Where they are?

 

ฉะนั้นถ้าแบรนด์สามารถฟังเสียงของโซเชียลเหล่านี้ได้ (Conversations) ก็จะสามารรู้สุขภาพของแบรนด์ตัวเอง (Brand Health) และเลือกทำการตลาดได้ถูกต้อง โดยการทำเปรียบเทียบช่องทางการทำตลาด เช่น Facebook, IG, Blogger หรือ Advertorial (Performance Measurement) ว่าอันไหนดีที่สุด

และสุดท้าย คือ การป้องกันวิกฤติ (Crisis Prevention) ที่เกิดในโซเชียล เพราะเวลาแบรนด์ขยับตัวอะไรก็แล้วแต่ มักจะมีเรื่องลบจากชาวเน็ตอยู่เสมอ ดังนั้นถ้าแบรนด์มีเครื่องมือที่ดี ก็จะสามารถจับตาโลกโซเชียลได้แบบ Real Time เช่นลูกค้ามาโพสด่าแบรนด์ใน Pantip ถ้าแบรนด์สามารถชี้แจงให้ลูกค้าได้ตั้งแต่หน้าแรก เรื่องก็จะไม่บานปลาย แต่รอจนหน้าที่ 5 -10 ก็ไม่ทันแล้ว และ Zanroo เคลมว่าพวกเขาสามารถจับตามองเรื่องเหล่านี้ได้เร็วในหลักวินาที ดังนั้นแบรนด์ก็สามารถจัดการปัญหาได้ทัน

(ซ้าย)ชิตพล มั่งพร้อม และ (ขวา) อุดมศักดิ์ ดอนขำไพร

 

Timeline ของ Zanroo แสนรู้

Zanroo แสนรู้ เป็น Startup ที่เริ่มตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเลย ในปี 2013 คือมีองค์กรทั้งหมด 4 คน ซึ่ง 2 คนที่สำคัญได้แก่ ชิตพล มั่งพร้อม (ไฟท์) และ อุดมศักดิ์ ดอนขำไพร (อ๋อม) โดยไฟต์เป็น Business Hustler ทำหน้าที่วางแผน ขาย ดีลงาน และ CEO ส่วนอ๋อมทำหน้าที่ Geek ก็คืออยู่เบื้องหลังซอฟต์แวร์และเขียนโปรแกรมทุกอย่างของ Zanroo

ซึ่งในเดือนแรกที่เริ่มทำ Zanroo สามารถหาลูกค้าได้ 3 ราย และมีรายได้ 1 ล้านบาท ตั้งแต่ยังไม่มีบริการที่สมบูรณ์ และจากนั้นก็อาศัยความเป็น Startup ในการทำงาน หาลูกค้า และขยายไปในต่างประเทศ

โดยปัจจุบันมีลูกค้า 300 ราย ที่ได้จากการขายแบบบ้านๆ และการบอกต่อของลูกค้าใหญ่ (Refer)

-ปี 2016 มีรายได้จากในไทย 74 ล้านบาท และครึ่งปี 2017 มีรายได้ 70 ล้านบาท

-ส่วนรายได้ทั้งหมด ปี 2016 มากกว่า 100 ล้านบาท และคาดว่าปี 2017 จะปิดที่ 260 ล้านบาท

-ปัจจุบันมีขยายธุรกิจใน 15 ประเทศ และวางแผน 40 ประเทศ ภายในปี 2020

-ได้รับเงินลงทุนจาก Shift Ventures 7.4 ล้านเหรียญ

 

จุดเด่นของ Zanroo แสนรู้ ที่ Marketing Tech เจ้าอื่นไม่มี

-มี Iso 27001 ด้าน Information Security ซึ่งเป็นบริษัทแรกใน ASEAN ที่ได้การรับรองนี้ ทำให้ลูกค้าที่เป็น Big Corp วางใจ
-มีการอัพเดต Software ทุกปี เพื่อรองรับภาษาใหม่ๆ ทำให้รองรับการเปิดตลาดใหม่ได้ง่าย และคู่แข่งเลียนแบบได้ยาก
-เปิดตัว ‘Arun อรุณ’ ระบบประมวลผล Paid Media, Owned Media และ Earned Media ซึ่งมีน้อยมากๆ ที่สามารถรวมบริการเรื่องนี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

 

ได้ 7.4 ล้านเหรียญ จาก Shift Ventures เอาไปทำอะไร ?

1.R&D 40% : อย่างที่บอก Zanroo สร้างระบบซอฟต์แวร์ทุกอย่างด้วยตัวเอง และต้องพัฒนาเรื่อยๆ ไม่ให้ใครตามทัน ฉะนั้นงบในส่วนนี้จึงเยอะที่สุด

2.Organiztion 30% : การขยายทีมในต่างประเทศ ต้องใช้การลงทุนทั้งสถานที่และบุคลากร ซึ่งต้องการคนท้องถิ่นที่เข้าใจในประเทศนั้นจริงๆ

3.Marketing 30% : ที่ผ่านมา Zanroo ขายและทำการตลาดด้วยตัวเองแบบบ้านๆ มาโดยตลอด แต่ด้วยบริการ ‘อรุณ’ ที่ต้องการเจาะตลาด SMEs จึงต้องมีทีมที่ขยายและทำการตลาดที่แข็งแรงมากขึ้น

 

Road to Unicorn Startup

อย่างที่กล่าวไว้ในตอนแรกว่า Zanroo สามารถหารายได้ 1 ล้านบาทตั้งแต่เดือนแรก และมี Cash Flow ที่เป็นบวกมาตลอด และการระดมทุน 7.4 ล้านเหรียญเป็นจุดเริ่มต้นในการขยายธุรกิจในอาเซียนทั้งหมด และค่อยๆ เข้าไปยังสหรัฐฯ กับยุโรปในที่สุด

ปัจจุบัน Zanroo สามารถเข้าไปได้แล้ว 15 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ออสเตรเลีย ศรีลังกา ปากีสถาน และอังกฤษ ซึ่งลูกค้าจากทั้ง 15 ประเทศเหล่านี้ ก็จะ Refer กลับไปยังบริษัทแม่ต่อไป อย่างลูกค้าในญี่ปุ่น เมื่อซื้อบริการของ Zanroo ก็จะทดลองใช้ระบบของ Zanrooในอาเซียนก่อน จากนั้นค่อยเอาไปใช้ในญี่ปุ่น

ดังนั้นการค่อยขยายจาก 15 ประเทศ ในปี 2017 สู่ 40 ประเทศในปี 2020 ก็คือการสร้างฐานลูกค้า และคอนเนคชัน ไปเรื่อยๆ และถ้าปีนี้ พวกเขาสามารถสร้างรายได้ 270 ล้านบาท ได้จริง เราอาจเห็น Unicorn Startup ที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านเหรียญฯ ตัวแรกที่มาจากไทยก็ได้

 

 

 

 

MV คนละชั้น 10 ชั่วโมง ล้านวิว! กับ Key Success ที่ไม่ใช่แค่ความหล่อ แต่คือการตลาดของพ่อเจ เจตริน

เชื่อว่าหลายคนคงจะเคยเห็น MV เพลง คนละชั้นของ เจ้านาย จิณเจษฎ์ วรรธนะสิน ลูกชายคนโตของ เจ เจตริน ผ่านตากันมาบ้าง ไม่ว่าจะจากหน้า Feed ที่เพื่อนใน Facebook แชร์มา หรือจะจากการคลิกเข้าไปดูใน Youtube ด้วยตัวเองก็ตาม

และแม้ MV ตัวที่ว่าจะไม่มีเรื่องราวอะไรให้ชวนติดตามเลยนอกจากการให้เจ้านายมาโชว์ความหล่อ (ซึ่งก็แทบไม่ต่างอะไรจาก Lyric MV ที่ถูกปล่อยก่อนหน้ามาสองอาทิตย์) แต่ Official MV ตัวนี้กลับมียอดวิวแตะ 1 ล้านภายในระยะเวลาเพียงแค่ 10 ชั่วโมงเท่านั้น

หลายคนอาจจะคิดว่าเพราะความหล่อและเพลงเพราะคือ Key หลักที่ทำให้ Official MV ตัวนี้มียอดวิวถล่มทลาย

แต่เรากลับมองไปถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความหล่อของเจ้านาย นั่นก็คือ Marketing ที่แนบเนียนมาก ๆ ของ พ่อเจ เจตริน ซะมากกว่า

จะเรียกว่าการทำ Marketing ของเจ เจตริน เป็น Case Study ที่ดีของการทำ Marketing บน Facebook ก็คงจะไม่ผิด ตั้งแต่การ update ชีวิตของบ้านวรรธนะสินผ่านทาง Facebook Live อยู่บ่อย ๆ ซึ่งตอบสนองกับพฤติกรรมของผู้คนที่มักจะชอบเสพ High-Lifestyle ดีที่ของผู้อื่น

ต่อด้วยการชวนแฟนคลับไปรับเจ้านายที่สนามบิน ที่ยิ่งตอกย้ำภาพของ ‘ความป็อปปูล่า’ ในตัวเจ้านายให้แข็งแรงมากขึ้นไปอีก ผ่านการบิ้วท์ผ่านโพสต์ใน Facebook ที่ Countdown วันที่เจ้านายจะ Landing ถึงประเทศไทย

และเมื่อถึงวันที่จะ Launch Official Mv ก็ได้ชวน Woody มาทำ Facebook Live ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าเป็น Advertorial หรือเปล่า แต่ที่แน่ ๆ คือมีผู้ที่เข้าดูไลฟ์นี้กว่าสองหมื่นคน และสามารถฮุกให้คนตามไปดู MV เพลงคนละชั้น จนมียอดวิวแตะที่ 1 ล้านภายในเวลาเพียง 10 ชั่วโมงได้แม้จะแทบไม่ใช้ Traditional Media เลยก็ตาม

ก็คงจะต้องยกเครดิตตรงนี้ให้กับเจ เจตริน ที่สามารถโปรโมทเพลงควบคู่ไปกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้อย่างฉลาด เพราะถ้าเจ เจตริน ไม่ปูความเป็นเจ้านายมาก่อนหน้า ก็คงไม่อาจจะทำให้ MV ที่ไม่มี Story อะไรเลยข้างในกลายเป็นคลิปที่หลาย ๆ คนแชร์ได้เยอะขนาดนี้ได้

และถ้าเป็นไปตามคาด เราว่าคอนเสิร์ต JDNA ของเจ เจตรินที่จะจัดแสดงในเร็ว ๆ นี้จะต้องมีลูก ๆ ทั้ง 3 เจ้า (เจ้านาย เจ้าขุน เจ้าสมุทร) ขึ้นไปแจมด้วยแน่นอน

มากันเป็นแพ็กเกจเลยงานนี้

#ว่าแต่น้องเขาก็หล่อจริง ๆ เนอะแกรรร