Category Archives: Auto

บริดจสโตนคว้ารางวัล “The Most Powerful Brand of Thailand 2016”

[กรุงเทพฯ] ( 22 กุมภาพันธ์ 2560 ) – บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับรางวัล “แบรนด์ที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่สุดในประเทศไทยประจำปี 2016- กลุ่มยางรถยนต์ ” หรือ “ The Most Powerful Brand of Thailand 2016” ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากผลสำรวจของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 12,000 คน นับเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งของแบรนด์บริดจสโตน สะท้อนถึงความสำเร็จของบริดจสโตนที่ได้ทุ่มเท มุ่งมั่น พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เปี่ยมด้วยคุณภาพนำเสนอต่อผู้บริโภคตลอดระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจ โดยมี นายวินิจ ปรุงพาณิช ผู้จัดการฝ่ายการตลาด สายงานธุรกิจยางรถยนต์นั่งและรถบรรทุกขนาดเล็ก บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้แทนรับรางวัล จาก ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ โรงละครแบงค์สยามพิฆเนศ สยามสแควร์วัน

The Most Powerful Brand of Thailand 2016 ในปีนี้นับเป็นปีที่ 3 ของการจัดกิจกรรม โดยครั้งแรกจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 75 ปี ของการสถาปนาคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยภาควิชาการตลาดได้ดำเนินโครงการวิจัยเพื่อจัดอันดับสินค้าแบรนด์ที่แข็งแกร่งและมีพลังที่สุดของประเทศไทยในสินค้า 6 ประเภท 32 กลุ่มผลิตภัณฑ์ องค์ประกอบหลักที่ใช้ในการวัด คือ (1) ความตระหนักในแบรนด์ (Awareness) (2) ความชื่นชอบในแบรนด์ผลิตภัณฑ์ (Preference) (3) การใช้ผลิตภัณฑ์จริง (Usage) (4) ภาพลักษณ์ในมุมมองผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ (Image) โดยสำรวจไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เป็นประชาชนทั่วไป ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพ และอีก 13 จังหวัด จำนวน 12,000 คน

คุณวินิจ ปรุงพาณิช ผู้จัดการฝ่ายการตลาด สายงานธุรกิจยางรถยนต์นั่งและรถบรรทุกขนาดเล็ก บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวหลังจากรับรางวัลว่า “การที่บริดจสโตนได้รับรางวัล The Most Powerful Brand of Thailand 2016 นับเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งของ แบรนด์บริดจสโตน ด้วยความมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีเยี่ยม พร้อมทั้งการสื่อสารเกี่ยวกับตราสินค้าที่เข้าถึงผู้บริโภคผ่านรูปแบบการจัดกิจกรรมต่างๆที่ตอบสนองไลฟ์ไตล์การใช้ชีวิตอันหลากหลาย บริดจสโตนยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้วยคุณภาพที่เหนือกว่าเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า นับเป็นหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จ ของบริดจสโตน มาจนถึงวันนี้”

เวิลด์ แทร็คเตอร์” ผนึก “ดูซาน” แบรนด์ยักษ์ใหญ่ยอดขายอันดับหนึ่งในเกาหลี

  • “เวิลด์ แทร็คเตอร์” ผู้นำด้านเครื่องจักรกลหนักครบวงจรกว่า 30 ปี คว้าสิทธิ์ผู้แทนจำหน่ายเครื่องจักร “ดูซาน” (DOOSAN) แบรนด์ยักษ์ใหญ่อันดับ 1 เกาหลี แต่เพียงผู้เดียวในไทย
  • มั่นใจยอดขายพุ่งพรวด 35% ดันรายได้รวมทะลุ 1,500 ล้าน เติบโตเฉลี่ยปีละ 25%
  • ทุ่มงบพันล้านขยายโชว์รูมทั่วประเทศ ลุยขยายฐาน 3 กลุ่มหลัก “รับเหมา-เหมือง- เกษตร”

กิติพงศ์ บุญรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิลด์ แทร็คเตอร์ (1996) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท เวิลด์ แทร็คเตอร์ (1996) จำกัด ดำเนินธุรกิจเครื่องจักรกลหนักครบวงจรมานานกว่า 30 ปี มีสินค้ามากกว่า 20,000 รายการ สินค้าหลักเป็นสินค้าประเภทช่วงล่างเครื่องจักรกลหนัก เช่น โซ่ ลูกโรลเลอร์ สป็อกเก็ต ล้อนำ แผ่นแทรก และอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีอะไหล่และอุปกรณ์ไฮดรอลิคต่างๆ เช่น ปั๊ม มอเตอร์ ตัวเดิน ห้องสวิง ออบิทมอเตอร์ คอนโทรลวาล์ว พร้อมศูนย์บริการครบวงจรตอบสนองลูกค้าทั่วประเทศอย่างหลากหลาย ทั้งในอุตสาหกรรมคมนาคม รับเหมาก่อสร้าง เหมืองแร่ โรงโม่ บ่อดิน เป็นต้น

ล่าสุด เวิลด์ แทร็คเตอร์ ได้รับเลือกจากแบรนด์ “ดูซาน” ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักรกลหนักคุณภาพอันดับ 1 ของประเทศเกาหลี แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยบริษัทแม่ที่เกาหลีมีความเชื่อมั่นในประสบการณ์ด้านธุรกิจของเวิลด์ แทร็คเตอร์ ที่มียาวนานกว่า 30 ปี มีฐานลูกค้าทั่วประเทศ และทีมช่างบริการผู้เชี่ยวชาญ พร้อมที่จะต่อยอดธุรกิจอย่างเต็มที่ โดย เวิลด์ แทร็คเตอร์ มุ่งมั่นดูแลลูกค้าเก่าที่มีเครื่องจักรดูซานใช้อยู่แล้ว ให้ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานของดูซาน และเปิดตลาดลูกค้ากลุ่ม ใหม่ ๆ เพื่อขยายฐานให้กว้างขึ้นใน 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มผู้รับเหมาทั่วไป กลุ่มงานเหมือง-โรงโม่ และกลุ่มสินค้าการเกษตร คิดเป็นสัดส่วน 50%, 30% และ 20% ตามลำดับ พร้อมจุดแข็งของ เวิลด์ แทร็คเตอร์ ที่มีประสบการณ์ในการทำอะไหล่มากว่า 30 ปี ลูกค้าจึงเชื่อมั่นได้ว่าจะไร้ปัญหาด้านอะไหล่ และบริการอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ เวิลด์ แทร็คเตอร์ ยังทุ่มทุนปรับโฉมโชว์รูมสาขารังสิต เพื่อรองรับการทำธุรกิจตัวแทนจำหน่ายดูซาน มีนโยบายสต๊อกสินค้าตัวรถทุกรุ่น รวมไม่ต่ำกว่า 100 คัน เพื่อการส่งมอบเครื่องจักรถึงมือลูกค้าได้ทันตามความต้องการ รวมทั้งวางแผนขยายสาขาและศูนย์บริการไปยังหัวเมืองสำคัญต่าง ๆ เช่น ลำปาง อุดรธานี อุบลราชธานี สุราษฏร์ธานี ซึ่งจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2560 งบลงทุนรวม 1,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังจัดตั้ง DOOSAN CARE CALL CENTER ให้บริการด้านการขายและบริการอย่างรวดเร็ว ตามนโยบายคุณภาพที่จะส่งมอบสินค้าและบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า การได้เป็นตัวแทนจำหน่ายดูซานแต่เพียงผู้เดียวของเวิลด์ แทร็คเตอร์ จะทำให้บริษัทฯ สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อสูงที่มุ่งเน้นถึงคุณภาพ เป็นการเกื้อหนุนกันทั้งในส่วนของเครื่องจักรดูซานและธุรกิจเดิมที่ทำอยู่ ผลักดันรายได้รวมของบริษัทเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 25% ต่อปี

สอดคล้องกับภาพรวมตลาดเครื่องจักรกลหนักและรถขุดในประเทศไทย ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูงมาก เนื่องจากรัฐบาลวางแผนทยอยเรียกประกวดราคาเพื่อการลงทุนด้านระบบชลประทานและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

“สืบเนื่องจากเมกะโปรเจคต์ของรัฐ โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทางคมนาคม ถนน มอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ และรถไฟความเร็วสูง รวมถึงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ และเพิ่มท่าเรือรองรับการนำเข้าส่งออก ตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปี 2565 ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 43,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะในปี 2560 จะเป็นปีแห่งการขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ก็ยิ่งส่งผลให้ตลาดเครื่องจักรกลหนักและรถขุดมีความต้องการสูงขึ้นหลายเท่าตัว ยังไม่นับรวมงานลงทุนของภาคเอกชนและงานด้านการเกษตร จึงเห็นได้ว่ายังมีโอกาสอีกมากสำหรับการเติบโตของดูซาน” กิติพงศ์กล่าว

ด้าน มร.อัน จอง ซอน รองประธานกรรมการบริหารและผู้อำนวยการฝ่ายเครื่องจักรกลหนัก บริษัท ดูซาน อินฟราคอร์ จำกัด (Doosan Infracore Co., Ltd) กล่าวว่า บริษัทดูซานมีนโยบายอยากให้ลูกค้าชาวไทยได้ใช้เครื่องจักรกลหนักที่มีคุณภาพระดับสากลในราคาที่เหมาะสม

“เวิลด์ แทร็คเตอร์ มีประสบการณ์ในด้านสินค้าอะไหล่ช่วงล่างและเครื่องจักรกลหนักมามากกว่า 30 ปี มีสัมพันธ์อันดีกับโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ OEM ที่มีชื่อเสียงระดับโลก อีกทั้งยังมีโรงซ่อม และช่างที่มีประสบการณ์พร้อมในการให้บริการ ดังนั้น เราจึงมั่นใจว่า เวิลด์ แทร็คเตอร์ จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับความพึงพอใจสูงสุด” มร.อัน จอง ซอน กล่าว

ในการรุกตลาดไทยครั้งนี้ ต้องการให้ประเทศไทยเป็นผู้นำเพื่อขยายเข้าสู่ตลาดอื่นๆ ในแถบอาเซียน ซึ่งอยู่ในช่วงการพัฒนาโครงการสาธารณูปโภคเกือบทุกประเทศ

ทั้งนี้ “ดูซาน” ถือเป็นแบรนด์ชั้นนำด้านเครื่องจักรกลหนักระดับโลกที่มีชื่อเสียงมากว่า 70 ปี ภายใต้สโลแกน “ดูซาน เครื่องจักรเพื่ออนาคตที่ดีกว่า” ปัจจุบันครองส่วนแบ่งในตลาดเกาหลีถึง 60% มีสินค้าหลากหลายตอบสนองทุกความต้องการ เช่น รถขุด รถตัก รถตักล้อยาง รถบรรทุกดิน เครื่องจักรดูซานที่จำหน่ายในประเทศไทยผลิตและประกอบทั้งคันจากประเทศเกาหลี 100% รวมถึงอุปกรณ์เสริมพิเศษต่าง ๆ ที่ได้รับการยอมรับจากลูกค้า ทั้งด้านคุณภาพการผลิต ประสิทธิภาพ และการประหยัดน้ำมันเป็นเลิศ จึงมั่นใจได้ว่าชาวไทยจะได้ใช้เครื่องจักรที่มีมาตรฐานเดียวกับที่จำหน่ายในประเทศเกาหลีและทั่วโลก

เอ.พี.ฮอนด้า จัดแข่งขัน “ทักษะขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า ระดับประเทศ ครั้งที่ 14”

บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการทำกิจกรรมขับขี่ปลอดภัยภายใต้โครงการ “ฮอนด้า เมืองไทย ขับขี่ปลอดภัย”  (Safety Thailand) จัดการแข่งขัน “ทักษะขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า ระดับประเทศ ครั้งที่ 14″ เฟ้นหาสุดยอดครูฝึกขับขี่ปลอดภัย เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพทักษะการขับขี่ปลอดภัยให้กับ ครูฝึกประจำร้านผู้จำหน่าย เจ้าหน้าที่วิทยากรของหน่วยงานภาครัฐ (ตำรวจ) อาจารย์และนักศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จากทั่วประเทศ ณ ศูนย์ฝึกอบรมขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า กรุงเทพฯ

นายอารักษ์ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า การแข่งขันทักษะขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า ระดับประเทศ ครั้งที่ 14 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานของ Honda Safety Riding และพัฒนาทักษะของวิทยากรครูฝึกขับขี่ปลอดภัย ตลอดจนสร้างความเข้าใจและสัมพันธ์อันดีของวิทยากรระหว่างภาครัฐบาลและภาคเอกชน ในการพัฒนายกระดับคุณภาพการขับขี่ปลอดภัย รวมทั้งสร้างขวัญกำลังใจแก่วิทยากรครูฝึกขับขี่ปลอดภัย โดยมีครูฝึกจากทั่วประเทศเข้าร่วมแข่งขัน ทั้งสิ้น 206 คน แบ่งเป็น จากร้านผู้จำหน่าย 117 คน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 58 คน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 31 โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องทดสอบคุณสมบัติว่าเป็นผู้ฝึกสอนที่มีประสิทธิภาพในการขับขี่รถจักรยานยนต์มากน้อยเพียงใด และระดับความสามารถในการขับขี่ได้มาตรฐานน่าเชื่อถือได้เพียงใด โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องผ่านการแข่งขันทั้งหมด 3 สถานี ประกอบด้วย 1.การเบรก (Braking), 2.ความคล่องตัว (Slalom) และ 3.การขับขี่ทรงตัวบนกระดานแคบ (Narrow Plank) ซึ่งผู้เข้าแข่งขันที่มีทักษะขับขี่ปลอดภัยยอดเยี่ยมและถูกหักคะแนนน้อยที่สุดจากคะแนนเต็มสถานีละ 1,000 คะแนน จะเป็นผู้ชนะ

ผลการแข่งขันปรากฏว่าผู้ชนะในแต่ละประเภท มีดังนี้ รุ่นบิ๊กไบค์ ผู้ชนะเลิศได้แก่ นายจารุวัตร ขันเงิน (บริษัท ฮอนด้า สมุทรปราการ จำกัด จ.สมุทรปราการ) ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้เดินทางไปแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19-20 ตุลาคม 2560

ส่วนรุ่นครูฝึกชาย ผู้ชนะเลิศได้แก่ นายอัครพล พรมแตง (บริษัท ที เค ซี มอเตอร์ไบค์ จำกัด จ.กำแพงเพชร) รุ่นครูฝึกหญิงผู้ชนะเลิศได้แก่นางสาวอัญชลี ช่อฟัก (บริษัท ที เค ซี มอเตอร์ไบค์ จำกัด จ.กำแพงเพชร) รุ่นเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ชนะเลิศได้แก่   ส.ต.อ.คงกฤษณ์ ประสงค์ (กองกำกับการอารักขา 2 กรุงเทพฯ) รุ่นครู-อาจารย์ ผู้ชนะเลิศได้แก่ นายนพพร สมคิด (วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ จ.ศรีสะเกษ) รุ่นนักเรียน ผู้ชนะเลิศได้แก่ นายจิราวัฒน์ ประภาศรี (วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น จ.ขอนแก่น) และรุ่นทีมศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า ผู้ชนะเลิศได้แก่ บริษัท ที เค ซี มอเตอร์ไบค์ จำกัด จ.กำแพงเพชร

สำหรับกติกา ผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นวิทยากรครูฝึกขับขี่ปลอดภัยประจำหน่วยงาน ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่บริษัทฯ กำหนด ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ครูฝึกชายประจำร้านผู้จำหน่าย (ผ่านหลักสูตร Instructor), เจ้าหน้าที่ครูฝึกหญิงประจำร้าน (ผ่านหลักสูตร Sub Instructor, Instructor), เจ้าหน้าที่วิทยากรขับขี่ปลอดภัยจากภาครัฐ (ครู , ตำรวจ) และนักศึกษา ในสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งการแข่งขันมีทั้งสิ้น 3 สถานี ประกอบด้วย สถานีทดสอบที่ 1 : การเบรก (Braking) เพื่อวัดความสามารถในการเบรก ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญยิ่งของครูฝึก โดยจะทดสอบการเบรกหยุดรถจักรยานยนต์อย่างนุ่มนวล ในระยะทางสั้นที่สุด พร้อมด้วยท่าทางการขับขี่ที่ถูกต้องสมเป็นครูฝึก, สถานีทดสอบที่ 2 : ความคล่องตัว (Slalom) เพื่อทดสอบความคล่องตัวในขณะขับขี่ สามารถบังคับรถจักรยานยนต์ ใช้คันเร่ง เกียร์ เบรก ท่าทางการขับขี่ได้อย่างสัมพันธ์กัน และสถานีทดสอบที่ 3 : การขับขี่ทรงตัวบนกระดานแคบ (Narrow Plank) เพื่อทดสอบความสามารถในการขับขี่ทรงตัว ด้วยความเร็วต่ำ เคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ และใช้ทางท่าทางการขับขี่ที่ถูกต้อง โดยผู้เข้าแข่งขันทุกคนมีคะแนนสะสมคนละ 1,000 คะแนน ในทุกสถานี ซึ่งคะแนนจะถูกตัดออกไปในกรณีที่ผู้แข่งขันเข้าข่ายที่ต้องเสียคะแนนตามที่ถูกระบุอยู่ในแต่ละสถานี เช่น รถล้ม,เท้าแตะพื้น, ชนกรวยยาง ฯลฯ โดยผู้ที่มีคะแนนสะสมสูงสุดหลังแข่งขันครบทั้ง 3 สถานี จะเป็นผู้ชนะ

เชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย แต่งตั้งปิยะนุช จตุรภัทร์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขายและพัฒนาเครือข่าย

กรุงเทพฯ – เชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทยประกาศแต่งตั้งคุณปิยะนุช จตุรภัทร์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขายและพัฒนาเครือข่ายคนใหม่ มีผลตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์นี้

คุณปิยะนุชจะประจำอยู่ในกรุงเทพฯ และรายงานต่อมร. เวล เอ. ฟาร์กาลี กรรมการผู้จัดการ จีเอ็ม ประเทศไทย และเชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย บทบาทหน้าที่หลักของคุณปิยะนุชคือ การกำกับดูแลการปฏิบัติงานด้านการขายและเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายของแบรนด์เชฟโรเลตในประเทศไทย

“เรามีความยินดีที่ได้ต้อนรับคุณปิยะนุชเข้าร่วมทีมผู้บริหารของจีเอ็ม ประเทศไทย” มร. ฟาร์กาลีกล่าว “คุณปิยะนุชมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมรถยนต์ยาวนานหลายปี ทั้งด้านการขาย การพัฒนาเครือข่าย การฝึกอบรมการขาย การบริหารจัดการลูกค้า และการตลาด ความเชี่ยวชาญของเธอจะช่วยให้เราเดินหน้าสร้างแบรนด์เชฟโรเลตให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้จัดจำหน่ายของเราในตลาดเมืองไทยที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง”

ก่อนร่วมงานกับเชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย คุณปิยะนุชเคยทำงานกับบริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัดในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2558 อีกทั้งยังเคยเป็นผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริหารปฏิบัติการขาย และผู้จัดการทั่วไปฝ่ายบริหารจัดการลูกค้าและฝึกอบรมที่นิสสัน

คุณปิยะนุชเริ่มทำงานในอุตสาหกรรมรถยนต์ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่บริษัท ออโต เทคนิค (ประเทศไทย) จำกัด ก่อนจะดำรงตำแหน่งผู้จัดการอาวุโสฝ่ายฝึกอบรมการขายที่บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด คุณปิยะนุชสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี บริหารธุรกิจบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เชฟโรเลตจัดจำหน่ายรถทั้งหมด 14,931 คันในประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว โดยได้แรงขับเคลื่อนมาจากการเปิดตัวรถกระบะโคโลราโด และรถเอสยูวีเทรลเบลเซอร์ที่ผลิตในประเทศไทย สำหรับในปี 2560 เชฟโรเลตจะเปิดตัวรถเพิ่มเติมและยกระดับการบริการ รวมถึงการนำเสนอคอนเน็คชั่น เซ็นเตอร์ที่ผู้จัดจำหน่ายเชฟโรเลตทั่วประเทศ

MG สรุปผลงานปี 2559 ด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า

  • เอ็มจี เติบโตขึ้นอย่างมั่นคง ด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้นถึง 120% จากปีที่แล้ว
  • MG GS 1.5 ลิตร เทอร์โบ ได้เสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป
  • MG3 ยังคงครองความนิยมในตลาดซับคอมแพ็คคาร์ ด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้น 70%
  • MG เตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่รุกตลาดอเนกประสงค์เอ็มพีวี เจาะตลาดครอบครัว

 

กรุงเทพฯ, 06 กุมภาพันธ์ 2560 – บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ “เอ็มจี” แบรนด์รถยนต์ชั้นนำจากประเทศอังกฤษ ประกาศผลการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2559 ด้วยยอดจำหน่ายรถยนต์เติบโตมากกว่าเท่าตัว หลังจากประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการเปิดตัวรถอเนกประสงค์รุ่นใหม่อย่าง MG GS 1.5 ลิตร เทอร์โบ และการปรับโฉมเพิ่มรุ่นย่อยของ MG3 รถซับคอมแพกต์ที่มีสีสันและความโดดเด่นในตลาด พร้อมเตรียมแผนการขยายตลาดรถอเนกประสงค์เอ็มพีวีรุ่นใหม่ในปี2560

2

เอ็มจี ได้รับเสียงตอบรับทีดี่เยี่ยมตลอดทั้งปีจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เริ่มจาก MG GS รถสปอร์ตเอสยูวี เครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ 4 สูบ 2.0 ลิตร พละกำลังสูงสุด 218 แรงม้า สู่ตลาดเมืองไทยครั้งแรกที่งานบางกอก มอเตอร์โชว์ ในเดือนมีนาคม สำหรับงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ที่เพิ่งผ่านไป เอ็มจี เดินหน้ารุกตลาดด้วยการนำเสนอMG GS รุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.5 ลิตร เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น ทั้งนี้ MG GS รุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.5 ลิตร ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี โดยมียอดจองเฉพาะภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ด้วยจำนวน 260 คัน จากยอดจองรวมทุกรุ่นของ เอ็มจี ที่ 1,455 คัน

 

นอกจากนี้ MG3 ยังคงประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดขายที่มีสัดส่วนราว 70 เปอร์เซ็นต์จากยอดขายรวมทุกรุ่น โดยปัจจุบัน เอ็มจี มียอดขายรวมทุกรุ่นตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคมของปี 2559 อยู่ที่ 8,319 คัน ซึ่งนับเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 120 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2558 ซึ่งทำได้เพียง 3,779 คัน
1

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ดีสำหรับ เอ็มจี ในประเทศไทย ที่กำลังก้าวสู่เป้าหมายที่เราได้กำหนดไว้อย่างชัดเจน ซึ่งได้แก่การเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์ยอดนิยมของประเทศไทย ทั้งนี้ด้วยยอดขายที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางตลาดที่ยังคงอยู่ในสภาวะทรงตัว แสดงให้เห็นว่าลูกค้ามีความมั่นใจ และเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการบริการของเรา ซึ่งความสำเร็จในปีที่ผ่านมาจะเป็นพลังขับเคลื่อนที่จะยกระดับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิม และนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึงการมอบการบริการเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า”

 

ด้านการบริการ เอ็มจี ได้นำเสนอและเน้นย้ำเรื่อง “แพสชั่น เซอร์วิส” การบริการที่มอบสิทธิประโยชน์และความพึงพอใจสูงสุดให้แก่เจ้าของรถยนต์ เอ็มจี ทุกคนที่นำรถเข้ามารับบริการที่ผู้แทนจำหน่ายและศูนย์บริการของ เอ็มจี ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนทั้งหมด 55 แห่งทั่วประเทศ  โดยอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีก 29 แห่ง ทั้งนี้ เอ็มจี มีแผนการที่ชัดเจนในการสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าของ เอ็มจี ด้วยการเร่งขยายและเปิดตัวผู้แทนจำหน่ายและศูนย์บริการมาตรฐานให้เพิ่มมากขึ้นโดยมุ่งหวังให้ครอบคลุมการให้บริการทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย รวมทั้งโรงงานผลิตรถยนต์ เอ็มจี แห่งใหม่ ที่จะสร้างแล้วเสร็จตามแผนงานในอีก 2 ปีถัดจากนี้ และจะส่งผลให้ เอ็มจี ในประเทศไทย มีบทบาทที่สำคัญในระดับนานาชาติ ด้วยการเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ เอ็มจี พวงมาลัยขวาทั้งระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในระดับสากล

 

สำหรับแผนธุรกิจในปีหน้า เอ็มจี เตรียมปรับเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ให้โดดเด่นมากขึ้น โดยมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มเติมเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น โดยมีความพร้อมในการนำเสนอทางเลือกใหม่ “รถอเนกประสงค์เอ็มพีวี” สำหรับกลุ่มลูกค้าครอบครัว เนื่องจาก เอ็มจี เล็งเห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเริ่มให้ความสนใจในรถที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ต้องการห้องโดยสารที่กว้างขวางมากขึ้นและเพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายต่างๆ เพื่อรองรับผู้โดยสารที่เป็นสมาชิกหลายคนในครอบครัวให้สามารถเดินทางท่องเที่ยวและทำกิจกรรมร่วมก้นเพื่อสร้างความอบอุ่นในครอบครัว ตลอดจนยังมีเนื้อที่เพียงพอสำหรับการขนสัมภาระได้มากขึ้น เพื่อให้สามารถตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างครอบคลุม

 

“เอ็มจี จะดึงเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จของ เอสเอไอซี มอเตอร์ มาสู่ตลาดยานยนต์ในประเทศไทย และเรามีความมุ่งมั่นที่จะขยายตลาดเพิ่มเติม โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์และการใช้งานของลูกค้าที่แตกต่างกันออกไป ถึงแม้ตลาดรถอเนกประสงค์เอ็มพีวีจะมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกๆปี” นายพงษ์ศักดิ์กล่าว

สแกนเนีย เซอร์ไพรส์ตลาดสร้างสถิติใหม่ยอดขายสูงสุดในรอบ 30 ปี

สแกนเนีย สร้างเซอร์ไพรส์ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ขนาดใหญ่ โชว์สถิติใหม่ยอดขายรถบรรทุกปี 59 พุ่งสูง 424 คัน ส่วนปี 60 คาดตลาดรถบรรทุกขนาดใหญ่เพื่อการพาณิชย์แนวโน้มดีจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐที่เป็นรูปธรรมและการลงทุนภาคเอกชนที่เริ่มฟื้นตัว ล่าสุดสั่งรถบรรทุกรุ่นพิเศษ G-Series จำกัดจำนวนเพียง 30 คัน เฉพาะฉลองครบรอบ 30 ปี สแกนเนียในประเทศไทย พร้อมกางแผนการลงุทนใหม่เตรียมงบแปดร้อยล้านบาท ตั้งโรงงานประกอบในไทย ในปี 61

1

นายสเตฟาน ดอร์สกี กรรมการผู้จัดการ บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด (Mr.Stefan Dorski, Managing Director) เปิดเผยถึงภาพรวมของตลาดรถบรรทุกขนาดใหญ่เพื่อการพาณิชย์และรถบัสโดยสารในปีที่ผ่านมา (2559) ว่า ตลาดรวมของรถบรรทุกมีการเติบโตประมาณ 8.5%หรือ ประมาณ 17,000 คัน ส่วนตลาดรวมของรถบัสโดยสารเติบโตประมาณ 9.7% หรือ ประมาณ 1,600 คัน ถือเป็นแนวโน้มการฟื้นตัวและเป็นสัญญาณที่ดีว่าตลาดรถบรรทุกและรถบัสโดยสารได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

ซึ่งในปี 2559 นั้น ถือว่า สแกนเนีย ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยสามารถสร้างยอดขายรวมของกลุ่มรถบรรทุกได้ถึง 424 คัน นับเป็นสถิติสูงสุดใหม่ โดยความสำเร็จดังกล่าวมาจากการที่ลูกค้าให้การยอมรับในประสิทธิภาพของนวัตกรรมและเทคโนโลยีรถ สแกนเนีย ทั้งในเรื่องการประหยัดเชื้อเพลิง มีความปลอดภัยสูง และ มีการพัฒนาบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาและการให้บริการการตรวจเช็กสภาพ ซ่อมฟรียาวถึง 2 ปี ด้านตลาดในกลุ่มรถบัสโดยสารนั้น สแกนเนีย มีการส่งมอบรถให้แก่ลูกค้า 91 คัน ซึ่งหากดูจากจำนวนรถที่จดทะเบียนกับกรมขนส่งทางบกแล้ว จะเห็นได้ว่ากลุ่มรถบัสโดยสาร สแกนเนีย ยังแข็งแกร่งและรักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มค่ายยุโรปได้เป็นอย่างดี ซึ่งล่าสุดได้มีการสั่งรถบรรทุกรุ่นพิเศษ G-Series จำกัดจำนวนเพียง 30 คัน เข้ามาเพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 30 ปี สแกนเนียในประเทศไทยอีกด้วย

สำหรับแนวโน้มการเติบโตของตลาดรถบรรทุกในปี 2560 นั้น คาดว่าน่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 5-10% หรือประมาณ 19,000 – 20,000 คัน ส่วนรถโดยสารจะอยู่ที่ประมาณ 1,600 คัน โดยได้รับอานิสงค์จากนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐที่เป็นรูปธรรม สัญญาณการส่งออกที่เริ่มฟื้นตัว ราคาผลผลิตในภาคเกษตรบางชนิดที่เริ่มมีราคาสูงขึ้น การเติบโตของการท่องเที่ยวและมูลค่าการค้าในกลุ่มเออีซีที่ยังคงขยายตัว

ด้านแผนงานบริการนั้น สแกนเนีย มีการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพงานบริการอยู่ตลอดเวลาเพื่อสร้างความพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ล่าสุดได้มีการเปิด Scania Assistance Center ศูนย์ช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง โดยลูกค้าสามารถโทรแจ้งปัญหาหรือขอคำปรึกษาได้ฟรี ที่เบอร์ 1800-019-888 ส่วนความคืบหน้าด้านการขยายและปรับปรุงศูนย์บริการนั้น ในเดือนมกราคม ได้มีการย้ายศูนย์บริการแหลมฉบัง ไปยังบริเวณสี่แยกทางหลวงหมายเลข 7 ถนน 331 ซึ่งมีความสะดวกในการเข้ารับบริการเพิ่มมากขึ้น และ ในเดือนพฤษภาคม จะมีการเปิดศูนย์บริการแห่งใหม่ที่จังหวัดระยอง บริเวณถนนหมายเลข 36 พร้อมทั้งยังเดินหน้าลงทุนในการขยายศูนย์บริการต่อไปเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศมากที่สุด

ส่วนทิศทางการลงทุนในประเทศไทยนั้น นายสเตฟาน ดอร์สกี กล่าวเพิ่มเติมว่า ถือเป็นข่าวดีเนื่องจาก สแกนเนีย มีการเตรียมงบลงทุนโรงงานประกอบรถบรรทุก หัวเก๋ง และ แซสซีรถโดยสารแห่งใหม่ในประเทศไทยไว้ถึง 800 ล้านบาท โดยมีกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานในปี 2561 ซึ่งการลงทุนในครั้งนี้เนื่องจากเห็นว่าไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญและเป็นศูนย์กลางของทั้งอุตสาหกรรม การค้า และ การขนส่งของอาเซียน มีอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะคนไทยซึ่งมีศักยภาพสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว การลงทุนก่อตั้งโรงงานในไทยจะทำให้สแกนเนียมีความใกล้ชิดกับลูกค้าในภูมิภาคอาเซียน เอเชีย และโอเชียเนียเพิ่มขึ้นอีกด้วย

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จับมือการบินไทยและบริดจสโตน เปิดตัวโปรแกรม “The Ultimate JOY Experience”

กรุงเทพฯ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เปิดตัวโปรแกรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “The Ultimate JOY Experience” นำเสนอที่สุดของประสบการณ์ ครบครันทั้งกิจกรรมไลฟ์สไตล์ในประเทศ และทริปสู่จุดหมายอันสุดตระการตาทั่วโลกที่เลือกสรรมาเพื่อลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูโดยเฉพาะ

มร. ลาร์ส นีลเซ่น ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย กล่าวว่า “โปรแกรม The Ultimate JOY Experience นี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของเราในการมอบความสุขที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่สุนทรียภาพในการขับขี่เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงไลฟ์สไตล์ด้านอื่นๆ ของลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูด้วยประสบการณ์ที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านการท่องเที่ยว กีฬา ความบันเทิง สุขภาพ ช้อปปิ้ง หรือแม้แต่อาหาร”

กิจกรรมไฮไลท์แรกในโปรแกรม “The Ultimate JOY Experience” เป็นความร่วมมือระหว่างบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย และการบินไทย เพื่อพาเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูบินลัดฟ้าไปสัมผัสกับประสบการณ์การขับรถบนพื้นผิวหิมะและน้ำแข็งในกิจกรรม BMW Alpine xDrive* ซึ่งจะจัดขึ้นที่ Southern Hemisphere Proving Ground บนยอดเขา Cardrona ประเทศนิวซีแลนด์ ในวันที่ 3-8 สิงหาคม 2560 นี้ โดยผู้ร่วมทริปจะได้ทดสอบสมรรถนะของระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ xDrive ในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ท่ามกลางสภาวะที่ท้าทาย ภายใต้ความดูแลของนักขับมืออาชีพ พร้อมสนุกสนานไปกับการผจญภัยและเครื่องเล่นมากมายในDart River Wilderness Safari และชื่นชมความงามของสถานที่ท่องเที่ยวสุดประทับใจ ทั้งแพ็คเกจรวมมูลค่า 180,000 บาท โดยสำหรับเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูที่ลงทะเบียนร่วมโปรแกรมดังกล่าว บีเอ็มดับเบิลยูจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายจำนวนครึ่งหนึ่งในแพ็คเกจนี้

3

คุณกรกฏ ชาตะสิงห์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย-ประเทศไทย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในฐานะสายการบินแห่งชาติ การบินไทยยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนโปรแกรมสุดพิเศษนี้ และได้มีโอกาสมอบความสุขให้แก่เจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ทั้งการเดินทางที่ราบรื่นและการได้รับบริการระดับพรีเมียม เพื่อให้ถึงที่หมายสบายผิดกัน เช่นสโลแกนของเรา ความร่วมมือกันในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการร่วมกันมอบความพิเศษให้แก่ลูกค้าของเราแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่จะมีต่อไปในอนาคต”

นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ยังได้ร่วมกับยางรถยนต์บริดจสโตน จัดหลักสูตรฝึกทักษะการขับขี่ปลอดภัย BMW Driving Experience ที่สนามทดสอบ ไทยบริดจสโตน จังหวัดสระบุรี พร้อมด้วยกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายที่ตอบโจทย์หลากหลายไลฟ์สไตล์ ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรในภาคธุรกิจเพื่อนำเสนอประสบการณ์ JOY ให้กับเจ้าของรถบีเอ็มดับเบิลยูทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นใดก็ตาม

มร. ชินยะ ฮิซาดะ ผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจยางรถยนต์นั่งและรถบรรทุกขนาดเล็ก บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “บริดจสโตนยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการมอบความสุขให้แก่เจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ผ่านการสร้างประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นเร้าใจบนถนนที่มาพร้อมการขับขี่อย่างปลอดภัย และเราเชื่อมั่นว่านี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างบริดจสโตนและบีเอ็มดับเบิลยู ในการนำเสนอความแตกต่างที่เหนือระดับให้แก่ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยู”

2

“สำหรับแฟนบีเอ็มดับเบิลยูที่ชื่นชอบในกีฬากอล์ฟ เรายังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมดวลวงสวิงในรายการ BMW Golf Cup International การแข่งขันกอล์ฟสมัครเล่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่จะจัดรอบคัดเลือกในประเทศไทยรวมกว่า 20 รอบในปี 2560 นี้ พร้อมด้วยการแข่งขัน BMW Golf Cup – Special Edition รายการกระชับมิตรที่จัดขึ้นเพื่อตามรอยเส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศระดับโลกของ BMW Golf Cup International ซึ่งจะจัดขึ้นที่ Emirates Golf Club นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขณะที่ผู้ที่ชื่นชอบกีฬาวิ่งมาราธอน ก็สามารถเลือกสัมผัสประสบการณ์ระดับโลกได้ในรายการ BMW Berlin Marathon อีกด้วย” มร. ลาร์ส นีลเซ่น กล่าวเสริม

นอกจากประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่จะสร้างสีสันแห่งความสุขให้แก่ลูกค้าของบีเอ็มดับเบิลยูทั้งหมดนี้แล้ว ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูที่ลงทะเบียนร่วมโปรแกรม “The Ultimate JOY Experience” ภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 ยังมีโอกาสเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 118i M Sport พร้อมเพิ่มโอกาสเป็นผู้คว้ารางวัลได้อีกเท่าตัว หากตัดสินใจเข้าร่วมเดินทางในทริปสู่นิวซีแลนด์ด้วย

เจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับสิทธิพิเศษจาก “The Ultimate JOY Experience” ด้วยการสมัครเข้าร่วม The Ultimate JOY Lounge คลับของคนรักบีเอ็มดับเบิลยูได้ที่ www.BMWultimateJOY.com

 

เผยเรื่องราวความผูกพันกับบีเอ็มดับเบิลยูของคุณในหนังสั้น #BMWstories

นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ยังสานต่อกิจกรรม #BMWstories ที่มุ่งบอกเล่าเรื่องราวของคนรักรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูจากทั่วโลก ด้วยการเปิดตัวภาพยนตร์สั้น 2 เรื่อง จากเรื่องราวของแฟนบีเอ็มดับเบิลยูตัวจริง 2 ท่านอย่าง คุณอู๋ นภัทร อัสสกุล ผู้ชื่นชอบความเร็วผสมผสานความคลาสสิกของบีเอ็มดับเบิลยูM3 E30 (https://youtu.be/FHToFVdzTS0) และคุณจอร์จ ธนิษฐ์ เรืองสวัสดิพงษ์ ที่มาเล่าเรื่องราวความผูกพันกับคุณพ่อ ผ่านรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3E21 (https://youtu.be/mlLMZxj2maU)

เจ้าของรถยนต์และคนรักบีเอ็มดับเบิลยูในประเทศไทยทุกท่านสามารถมีโอกาสร่วมแบ่งปันประสบการณ์ และความผูกพันกับบีเอ็มดับเบิลยูของตนเองได้เช่นกัน เพียงแชร์เรื่องราวผ่านทางเฟซบุ๊ค แฟนเพจ ของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ที่ https://www.facebook.com/BMW.Thailand ภายในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ – 11 มีนาคม 2560 โดยเรื่องราวที่ยอดเยี่ยมที่สุดเพียงหนึ่งเดียวจะถูกคัดเลือกมาสร้างเป็นภาพยนตร์สั้นจากฝีมือของคุณเต้น สีหบุตร ชุมสาย ณ อยุธยา แห่ง Tritonผู้กำกับภาพยนตร์สั้นระดับแนวหน้า และ Plan B เพื่อเผยแพร่สู่สายตาผู้ชมทั่วโลก

 

เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุกตลาดรถหรูรับปี 2560 ประเดิมเปิดตัว The E-Class เจนเนอเรชั่นที่ 10

กรุงเทพฯ – บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมด้วยการเปิดตัว The E-Class เจนเนอเรชั่นที่ 10 รุ่นประกอบในประเทศไทย ที่มาพร้อมกับฟังก์ชั่นอันล้ำสมัย สามารถตอบโจทย์ความต้องการ และตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของสาวกดาวสามแฉกชาวไทยได้อย่างลงตัว โดยรถยนต์รุ่นนี้มีให้เลือกสรรถึง 3 แบบ ได้แก่  The E 220 d Avantgarde ราคา 3,390,000 บาท, The E 220 d Exclusive ราคา 3,690,000 บาท และ The E 220 d AMG Dynamic ราคา 3,990,000 บาท ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมพร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์  อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่งทั่วประเทศ

 

มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะไม่หยุดนิ่งในการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า ดังนั้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงได้มีการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในปีพ.ศ. 2560 นี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จึงได้เตรียมรุกตลาดรถหรูอย่างเต็มกำลังด้วยการประเดิมเปิดตัวยนตกรรม The E-Class ที่สุดแห่งยนตกรรมซีดานอัจฉริยะ เจอเนอเรชั่นที่ 10 รุ่นประกอบในประเทศไทย โดย The E-Class นับเป็นรถยนต์ในกลุ่ม Contemporary Luxury ที่เป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ และได้สร้างมาตรฐานใหม่ๆ ให้กับกลุ่มรถยนต์สำหรับนักธุรกิจอยู่เสมอ ทั้งโดดเด่นในด้านรูปลักษณ์ สมรรถนะอันทรงพลัง ทุกองค์ประกอบสอดรับกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบตามหลัก Sensual Purity รวมถึงเทคโนโลยียนตกรรมใหม่ล่าสุด ยกระดับแนวคิดการพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติไปอีกขั้น อีกทั้งยังเป็นรถยนต์ที่มีอัตราการใช้พลังงานต่ำลง และได้รับการสรรสร้างให้ขับขี่สนุกขึ้นเพื่อมอบสุนทรีย์ให้กับผู้ขับขี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วย”

 

 

มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหาร ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์  (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “The E-Class รุ่นประกอบในประเทศโมเดลล่าสุดนี้ ถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 10 ในตระกูล E-Class ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นที่สุดแห่งยนตกรรมซีดานอัจฉริยะ ทั้งในเรื่องสมรรถนะเครื่องยนต์ที่ช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันและการปล่อยก๊าซ COลงได้อย่างดีเยี่ยม ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยให้การขับขี่และโดยสารมีความสะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อาทิ ระบบไฟหน้า MULTIBEAM LEDแบบความละเอียดสูง ที่ทำงานด้วยระบบดิจิตอลทั้งหมด รวมถึงระบบ Active Light ที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าเป็นครั้งแรกของโลก สำหรับ The E-Class รุ่นประกอบในประเทศไทย มีให้เลือกสรรถึง 3 ดีไซน์ คือ The E 220 d Avantgarde, The E 220 d Exclusive และ The E 220 d AMG  Dynamic”

2

ดีไซน์ภายนอก The E-Class มีขนาดตัวถังและฐานล้อที่ยาวและกว้างขึ้น ผสานกับฝากระโปรงหน้าที่ดูยาว เส้นสายของส่วนหลังคาที่ออกแบบในสไตล์รถคูเป้ ทอดตัวเป็นเส้นโค้งยาวจรดด้านหลังของตัวรถ นอกจากนี้  รูปลักษณ์ด้านหลังของตัวรถได้รับการออกแบบให้ซุ้มล้อหลังดูกว้างกว่าซุ้มล้อหน้า เพื่อแสดงเอกลักษณ์ของสมาชิกใหม่ในกลุ่มรถซาลูนของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมติดตั้งโคมไฟท้ายแบบชิ้นเดียว ทำให้มีรูปลักษณ์ที่ดูสง่างามอย่างมีระดับ สำหรับ  The E 220 d Avantgarde มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED High Performance สำหรับรุ่น    The E 220 d Exclusive และ The E 220 d AMG  Dynamic มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED, ระบบส่องสว่างอัจฉริยะ (ILS – Intelligent Light System), ระบบปรับโคมไฟหน้ารถตามการเลี้ยวของพวงมาลัย (ALS – Active Light System), ระบบเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (cornering light), ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist) โดย The E 220 d AMG  Dynamic จะเพิ่มเติมความพิเศษด้วยล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว,หลังคาพาโนรามิคซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิด     ได้ด้วยระบบไฟฟ้า, กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้างดีไซน์สปอร์ตแบบ AMG, ดิสก์เบรกหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน และสัญลักษณ์ Mercedes-Benz บนคาลิปเปอร์เบรกหน้า

 

ดีไซน์ภายใน ห้องโดยสารของ The E-Class ออกแบบภายใต้แนวคิดที่ต้องการผสมผสานสไตล์สปอร์ตเข้ากับสุดยอดเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อมอบความรู้สึกสะดวกสบายขณะขับขี่และโดยสาร เบาะที่นั่งจึงถือเป็นหนึ่งในจุดเด่นของรถตระกูลนี้ ด้วยรูปลักษณ์ที่สง่างาม ผสานการออกแบบตามหลักการสรีระศาสตร์ที่เน้นเรื่องความรู้สึกสบายสำหรับการเดินทางไกล โดยเบาะที่นั่งตอนหลังสามารถพับลงแบบ 1/3 และ 2/3 เพื่อความสะดวกในการบรรจุสัมภาระ สำหรับรุ่น The E 220 d Avantgarde และ The E 220 d Exclusive ภายในได้รับการตกแต่งสไตล์หรูหรา มาพร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนัง ARTICO พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง nappa ในขณะที่รุ่น The E 220 d AMG  Dynamic  จะมาพร้อมกับเบาะนั่งหุ้มหนัง nappa, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต   ท้ายตัดหุ้มหนัง nappa, ชุดหน้าจอความละเอียดสูงและหน้าจอดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้ว จำนวน 2 จอ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในห้องโดยสารโดยหน้าจอทั้งสองจะอยู่ติดกันและมีลักษณะลอยตัวแบ่งการแสดงผลเป็น 2 ส่วน คือ แผงหน้าปัดสำหรับแสดงมาตรวัดต่างๆ ซึ่งเป็นหน้าจอแบบ Wide screen ขนาดใหญ่เพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นได้ชัดเจน และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นหน้าจอ อินโฟเทนเมนต์ โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบของแผงหน้าปัดได้ 3 แบบ ตามความชอบส่วนตัว ได้แก่ แบบคลาสสิก แบบสปอร์ต และแบบ Progressive ซึ่งนับเป็น ครั้งแรกของรถยนต์ใน     เซ็กเมนต์นี้ที่มีการติดตั้งจอดังกล่าว รวมถึง ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย (Wireless Charging) เป็นต้น นอกจากนี้ สำหรับรถยนต์รุ่น The E 220 d AMG  Dynamic ที่ประกอบในประเทศไทย จะมาพร้อมกับระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า (Head-up Display)

ในส่วนของระบบมัลติมีเดียนั้น The E 220 d Avantgarde และ The E 220 d Exclusive จะมาพร้อมกับระบบ MB Audio 20 พร้อม Controller และ Touchpad ในขณะที่ The E 220 d AMG Dynamic จะมาพร้อมกับระบบ COMAND Online พร้อม Controller และ Touchpad, ระบบสั่งการด้วยเสียง (LINGUATRONIC) เฉพาะภาษาอังกฤษ, ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® และฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือระบบปฏิบัติการ iOS (Apple CarPlay™)   และ Android (Android Auto) นอกจากนี้ ทั้ง 3 รุ่นยังติดตั้งด้วยระบบแผนที่นำทางและเพิ่มสุนทรียภาพในการโดยสารด้วยระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สีอีกด้วย

 

ความปลอดภัยและเทคโนโลยี ของ The E-Class มาพร้อมกับระบบ “Mercedes-Benz Intelligent Drive” เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความปลอดภัยสูงสุด ด้วยระบบการช่วยเหลือและระบบความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ โดยระบบดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากแนวคิดการปกป้องก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุเข้าไว้ด้วยกันภายใต้ระบบควบคุมอัจฉริยะเพียงหนึ่งเดียวที่ทำงานสอดประสานกัน ไม่ว่าจะเป็น ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE system, ถุงลมนิรภัยด้านหน้า 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร, ถุงลมนิรภัยบริเวณหัวเข่าผู้ขับขี่, ถุงลมนิรภัยด้านข้าง 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า, ม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ป้องกันศีรษะ 4 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร,เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด 5 ที่นั่ง, โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program – ESP), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS  (Anti-lock braking system), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-start Assist, ไฟเบรกกระพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกฉุกเฉิน (Adaptive Brake Light),    ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับรถ (ATTENTION ASSIST), ระบบรักษาความเร็ว (Cruise Control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC), เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด(PARKTRONIC), ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot including Active Parking Assist), ระบบเตือนเพื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ (ASSYST Service interval indicator) และระบบเตือนแรงดันยาง (tyre pressure loss warning system) เป็นต้น สำหรับ The E 220 d Avantgarde จะมาพร้อมกับกล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยรถ ในขณะที่  The E 220 d Exclusive และ The E 220 d AMG Dynamic จะมาพร้อมกับกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง

 

The E-Class มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบที่พัฒนาขึ้นใหม่ และระบบเกียร์อัตโนมัติ ชุดใหม่ 9G-TRONIC ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว ควบคุมแรงเหวี่ยงจากการทำงานของเครื่องยนต์ให้ต่ำลง ช่วยให้สมรรถนะการขับขี่นุ่มนวลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบกับโครงสร้างรถที่ได้รับการพัฒนาด้านอากาศพลศาสตร์ และมีน้ำหนักเบาลงส่งผลให้มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันต่ำเพียง 25.6 กิโลเมตร/ลิตร*และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียงแค่ 102 กรัม/กิโลเมตร*

1

เอ.พี. ฮอนด้า เปิดเกมบุกวางกลยุทธ์พลิกวงการรถจักรยานยนต์ไทยสู่ยุคดิจิตอล เผย 3 กลยุทธ์เด็ดมัดใจผู้บริโภคคนไทย

เอ.พี. ฮอนด้า ตอกย้ำความเป็นผู้นำแห่งวงการรถจักรยานยนต์ไทยเป็นปีที่ 28 ติดต่อกันด้วยยอดจำหน่าย 1.37 ล้านคัน จากตลาดรวมทั้งสิ้น 1.74 ล้านคัน วางเป้าหมายมุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งความยั่งยืน ผ่านกลยุทธ์หลักที่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า ด้วยการสร้างมาตรฐานใหม่ของรถจักรยานยนต์  ด้วยการนำเสนอโมเดลใหม่ถึง 19 รุ่นภายใน 3 ปีข้างหน้า  และตั้งเป้าวางจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า   พร้อมส่งมอบประสบการณ์       การขับขี่หลากหลายในแบบฉบับของฮอนด้าเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ที่เปลี่ยนไป  นอกจากนี้ฮอนด้ายังมุ่งแบ่งปันความสุขสู่สังคม โดยเน้นเรื่องความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมอันเป็นแกนหลัก  พร้อมผนึกกำลังดำเนินกับเครื่อข่ายผู้จำหน่ายฯ  เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่สังคมปรารถนาให้ดำรงอยู่อย่างแท้จริง  วางเป้าการจำหน่ายปี 2017 ไว้ที่ 1.38 ล้านคัน  จากตลาดรวม 1.75 ล้านคัน ประเดิมเปิดศักราชด้วยการเปิดตัว รถรุ่นแรก Honda Rebel 300 รถคัสต้อมบ็อบเบอร์ โดดเด่นสะดุดตาด้วยโครงสร้างแบบ  มินิมอล

1

มร.โยอิจิ มิซึทานิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทยเปิดเผยว่า “ในปี 2016 ที่ผ่านมา ตลาดรถจักรยานยนต์ไทยได้เริ่มมีสัญญาณเติบโตที่ดีขึ้นหลังจากตกติดต่อกันมาเป็นเวลา 3 ปี โดยมีปริมาณตลาดรวม 1.74 ล้านคัน เติบโตเพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อนหน้า สำหรับฮอนด้ามียอดการจำหน่าย 1.37 ล้านคัน เติบโตขึ้น 1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านม่า ในส่วนของตลาดรถ Big Bike เรามียอดจำหน่าย 9,000 คัน จากตลาดรวม 23,000 คัน ซึ่งทำให้ฮอนด้าเป็นอันดับ 1 ในรถทุกประเภท และเป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ติดต่อกันถึง 28 ปีติดต่อกัน”

“ความเป็นผู้นำตลาดยิ่งถือเป็นแรงผลักดันให้ฮอนด้าก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดนิ่ง เราคำนึงถึงสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนไปสู่ยุคดิจิตอลที่ทุกผลิตภัณฑ์สามารถเชื่อมโยงกับอินเตอร์เน็ต และนำเราไปสู่สิ่งที่เราคาดไม่ถึงมากมาย ส่งผลให้วิถึการดำเนินชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก รวมถึงความคาดหวังของลูกค้าที่ต้องการสิ่งที่ดีขึ้นและแสดงความเป็นตัวตนมากขึ้น จากแนวโน้มที่เกิดขึ้นฮอนด้าได้วางแผนการดำเนินงานในอีก 3 ปีข้างหน้า (ปี 2017 – 2019) มุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งความยั่งยืนด้วยการสร้างสรรค์และแบ่งปัน ผ่าน3 กลยุทธ์หลัก”

กลยุทธ์ที่หนึ่ง คือสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า ด้วยการสร้างมาตรฐานใหม่ของรถจักรยานยนต์  นำเทคโนโลยีที่ยกระดับความปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ สะดวกสบายต่อผู้ใช้มาบรรจุในรถจักรยานยนต์ อาทิเช่น ไฟหน้า LED, Smart Technology, AC Socket มาสู่รถทุกรุ่น ตลอดจนนำเสนอสินค้าคุณค่าใหม่ที่ไม่เพียงมอบความสุขในการขับขี่ แต่ยังมอบความภาคภูมิใจในการครอบครอง รวมไปถึงนำเสนอรถสำหรับอนาคตโดยเตรียมวางจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่สามารถตอบสนองการใช้งานในประเทศไทยอย่างแท้จริง ทั้งนี้ฮอนด้าตั้งเป้าวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ 19 รุ่นภายใน 3 ปีต่อจากนี้

กลยุทธ์ที่สอง คือการสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายในแบบฉบับของฮอนด้า (Honda Experiences) เพื่อตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ในยุคดิจิตัล ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงการบริการและเครื่องมือส่งเสริมการขายต่างๆภายใน ฮอนด้า วิง เซ็นเตอร์ ให้ตอบรับยุคดิจิตอลมากยิ่งขึ้น เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่สะดวกกว่า เร็วกว่า มั่นใจกว่า ให้แก่ผู้บริโภค นอกจากนั้นเรายังมุ่งมั่นพัฒนาเครือข่ายใหม่เพื่อส่งเสริมไลฟ์สไตล์การขับขี่ที่แตกต่าง เริ่มจากการขยายสาขา Honda BigWing เพิ่มอีก 5 แห่ง รวมเป็น 24 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2017 รวมไปถึงมอบประสบการณ์การขับขี่เพื่อให้ผู้ใช้ได้เพิ่มความรู้และทักษะความปลอดภัยในการขับขี่กับ Honda Safety Riding Park  และสร้างMotorsport Experience ของฮอนด้า ที่สร้างนักแข่งและทีมช่างไทยสู่การแข่งขันระดับโลก โดยปี 2017 นี้วางเป้าหมายสำหรับทีม เอ.พี.ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ ในการคว้าแชมป์รายการแข่งขัน Asia Road Racing Championship

6

และกลยุทธ์สุดท้าย คือการแบ่งปันความสุขสู่สังคม ฮอนด้าได้ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมเป็นแกนหลักในการดำเนินธุรกิจมาตลอด  และเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดอุบัติเหตุในประเทศไทย ฮอนด้าได้ริเริ่มโครงการสำรวจอุบัติเหตุเชิงลึก เป็นจำนวน 1,000 เคส ในระยะเวลา 4 ปี เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์และหลักสูตรการฝึกอบรมต่อไป  สำหรับด้านสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมาเราได้ร่วมกับเครือข่ายผู้จำหน่ายฯ ดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการ Green Dealer ซึ่งปีนี้เราตั้งเป้ายกระดับให้ลูกค้าได้รับรู้และเชิญชวนเข้าร่วมโครงการบริหารจัดการของเสียที่ Honda Wing Center ให้เพิ่มขึ้น

สำหรับตลาดรถจักรยานยนต์ไทยในปี 2017 คาดการณ์ว่าตลาดรถจักรยานยนต์เติบโตรวมจะมีปริมาณ 1.75 ล้านคัน โดยฮอนด้าตั้งเป้าหมายการจำหน่านที่ 1.38 ล้านคัน ในส่วนของตลาดรถบิ๊กไบค์น่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องคาดการณ์ที่ 27,000 คัน โดยฮอนด้าตั้งเป้าหมายไว้ที่ 10,800 คัน

พร้อมกันนี้ เอ.พี. ฮอนด้า ยังได้เปิดตัว Honda Rebel 300 รถคัสต้อมบ็อบเบอร์ดีไซน์ ที่ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “Express Yourself เป็นตัวเอง…ให้ที่สุด” ดีไซน์โดดเด่นสะดุดตาด้วยโครงสร้างแบบมินิมอลโชว์ให้เห็นความดุดัน ขับขี่สบายด้วยเครื่องยนต์ระบบหัวฉีด PGM-FI ขนาด 300ซีซี เตรียมวางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ศูนย์จำหน่ายและบริการHonda Wing Center ทั่วประเทศด้วยราคาแนะนำโดยประมาณที่ 145,000 บาท

พิเศษสุดในช่วงเปิดตัวฮอนด้าได้จัด Honda Rebel 300 รุ่นแต่งพิเศษ Rebel Raw Edition Red และ Honda Raw Edition Black ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,000 คัน ด้วยราคาแนะนำโดยประมาณที่ 154,200 บาทและ 162,200 บาทตามลำดับ  ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.aphonda.co.th และติดตามกิจกรรมต่างๆของเอ.พี. ฮอนด้าได้ที่เฟซบุ๊ค www.facebook.com/hondamotorcyclethailand.com

2

ครั้งแรกในประเทศไทย นิชคาร์กรุ๊ปจัดโชว์ แลมโบร์กินี ฮูราคาน แอลพี 610-4 สไปเดอร์ ณ โชว์รูมสาขาพารากอน

กรุงเทพฯ บริษัท นิช คาร์ กรุ๊ป จำกัด ตัวแทนจำหน่ายแลมโบร์กินีอย่างเป็นทางการ เพียงรายเดียว ในประเทศไทย จัดแสดงโชว์ แลมโบร์กินี ฮูราคาน แอลพี 610-4 สไปเดอร์ (Lamborghini Huracan 610-4 Spyder) ซูเปอร์คาร์เปิดประทุน สุดยอดแห่งสมรรถนะและไลฟ์สไตล์ ราคาเริ่มต้นที่ 26.8 ล้านบาท ครั้งแรกในประเทศไทย เพียง 3 วันเท่านั้น ในวันพฤหัสที่ 2 – 5 กุมภาพันธ์ พ.. 2560 ณ โชว์รูมแลมโบร์กินี สยามพารากอน ชั้น 2 ผู้เข้าชมจะได้รับโอกาสพิเศษลุ้นของรางวันพรีเมี่ยมจาก Lamborghini Automobili S.p.A เพียงถ่าภาพรถ #Lamborghinithailand #WEOWNTHESKY และ #Nichecarsgroup  โพสลง Instagram หรือ Facebook ของท่านรวม 2 รางวัลมูลค่ากว่าหมื่นบาทประกาศรางวัลใน Facebook.com/LamborghiniTH หลังงาน 
2