Category Archives: Auto

บริดจสโตนประกาศเจตนารมณ์ “Our Way to Serve” เน้นความเชี่ยวชาญในการพัฒนางาน CSR ในระดับสากล

บริดจสโตนประกาศเจตนารมณ์ “Our Way to Serve” (วิถีในการดำเนินงานของเรา) เน้นความเชี่ยวชาญในการพัฒนางาน CSR ในระดับสากล

ความท้าทายในระดับสากลในเรื่องความคล่องตัว ทรัพยากรมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม  คือประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

บริดจสโตน คอร์ปอเรชั่น (บริดจสโตน) ประกาศเจตนารมณ์เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ที่เรียกว่า “Our Way To Serve” (วิถีในการดำเนินงานของเรา) ซึ่งจะนำมาใช้กับบริดจสโตนทั่วโลก โดยมี 3 ประเด็นหลักที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ได้แก่ ความคล่องตัว ทรัพยากรมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม

เจตนารมณ์ใหม่นี้ต่อยอดขึ้นจากความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจเป็นระยะเวลากว่าหนึ่งทศวรรษ และจากการเรียนรู้จากกิจกรรม CSR ของบริดจสโตน ทั้ง 22  ประเด็น “Our Way to Serve” (วิถีในการดำเนินงานของเรา) สะท้อนถึงปรัชญาองค์กรของบริดจสโตนซึ่งได้ถูกนำมาใช้สืบเนื่องจนถึงปัจจุบันคือ การรับใช้สังคมด้วยคุณภาพที่เหนือกว่า และการสำนึกว่าบริษัทที่เป็นเลิศ ไม่เพียงดำเนินธุรกิจให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเท่านั้น แต่ต้องมีส่วนร่วมทำให้โลกใบนี้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

“เราอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงของโลกท่ามกลางความไม่เท่าเทียมกันในสังคมที่เพิ่มมากขึ้น ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ หรือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งโลกกำลังเผชิญกับปัญหาต่างๆ มากมาย” มร.มาซาอากิ ทสึยะ ซีอีโอและตัวแทนผู้บริหาร บริดจสโตน คอร์ปอเรชั่น กล่าว “ทีมงานของเรายินดีรับหน้าที่ในการช่วยพัฒนาและแก้ปัญหาต่างๆ ที่โลกกำลังเผชิญอย่างยั่งยืน แต่ตอนนี้เราให้ความสำคัญกับ 3 ประเด็นดังกล่าวข้างต้นเป็นอันดับแรก ซึ่งประสบการณ์เฉพาะของความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของบริดจสโตนจะเป็นประโยชน์ต่อทั้ง 3 ประเด็นข้างต้นได้เป็นอย่างดี”

 

ด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยี บริดจสโตนจึงมุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคด้วยความสะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ด้วยความทุ่มเทของพนักงานในการเชื่อมโยงกับผู้คนทั่วโลก บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความเข้มแข็งและปลอดภัยให้แก่ชุมชนมากยิ่งขึ้น พร้อมกับส่งเสริมให้ผู้คนเข้าถึงการศึกษาได้มากยิ่งขึ้น

บริดจสโตนยังส่งเสริมความยั่งยืนสู่สิ่งแวดล้อม โดยดำเนินธุรกิจที่เกื้อประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับทรัพยากรธรรมชาติ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

“บริดจสโตนเป็นผู้นำในระดับสากล เพราะพนักงานของบริดจสโตนทั่วโลกสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อตอบสนอง การใช้ชีวิต การทำงาน และการพักผ่อนของผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้น” มร.มาซาอากิ ทสึยะ กล่าวเสริม

ในปี 2560 นี้ พนักงานของบริดจสโตนมุ่งมั่นและทุ่มเทปรับปรุงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และกำหนดดัชนีวัดผลสำเร็จของการปฏิบัติงาน (KPIs) ที่สามารถวัดได้จริงในหัวข้อความคล่องตัว และทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นหัวข้อที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โดยอิงจากวิธีปฏิบัติที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

บริดจสโตนยังคงให้ความสำคัญกับหลักการกำกับดูแลกิจการขั้นพื้นฐาน การปฏิบัติตามกฎหมาย และการดำเนินธุรกิจพร้อมความรับผิดชอบต่อสังคม ควบคู่ไปกับ 3 ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญดังกล่าวข้างต้น คือ พื้นฐานในการบริหารธุรกิจของบริดจสโตน อันได้แก่ การปฏิบัติตามกฎหมาย การแข่งขันที่เป็นธรรม การวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) การบริหารความเสี่ยง สิทธิมนุษยชน การดำเนินการด้านแรงงาน ความปลอดภัย สุขอนามัยในอุตสาหกรรม การจัดซื้อจัดจ้าง และคุณภาพและการสร้างคุณค่าให้ลูกค้า

บริดจสโตนดำเนินธุรกิจในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก เราจึงเชื่อมั่นในการสร้างสัมพันธ์อันดีกับผู้คนในชุมชนท้องถิ่นที่เรา บริดจสโตนเข้าไปดำเนินธุรกิจ รวมทั้งส่งเสริมประโยชน์ให้กับชุมชนดังกล่าว ในรายงานความยั่งยืนของบริษัทฯ บริดจสโตนยังมุ่งมั่นสนับสนุนให้ชุมชนปลอดภัย เข้มแข็ง และยั่งยืน

  • รายละเอียดพิ่มเติม สามารถติดตามได้จากเว็บไซต์ด้านล่างข้อมูลทั่วไป

http://www.bridgestone.com/responsibilities/index.html

  • รายงานความยั่งยืนของบริดจสโตนปี 2558 และข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมด้านความยั่งยืน http://www.bridgestone.com/responsibilities/library/pdf/sr2015.pdf
  • รางวัลด้านความยั่งยืนที่บริดจสโตนได้รับ

http://www.bridgestone.com/corporate/news/2017021501.html

http://www.bridgestone.com/corporate/news/2017020301.html

เชฟโรเลตเผยโฉมโคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม ที่สุดแห่งรถกระบะ

เชฟโรเลตเผยโฉมโคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม เน้นย้ำความโดดเด่นด้านรูปลักษณ์ และการตกแต่งเท่รอบคัน สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรถกระบะที่มีดีมากกว่าความแกร่ง โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม เป็นรถกระบะรุ่นสูงสุดของเชฟโรเลตประเทศไทย สะดุดตายิ่งกว่าด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งสีดำเน้นความดุดันบึกบึน

 

โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม เตรียมเปิดตัวสู่สาธารณชนที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38

 

“โคโลราโดได้เสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้า ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนให้เราเดินหน้าลงทุนในตลาดรถกระบะต่อไป ด้วยสไตล์ที่โดดเด่น ศักยภาพที่ยอดเยี่ยม และการใช้งานที่สมบุกสมบัน เชฟโรเลต โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์มจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ และเป็นรถกระบะที่ลูกค้าจะรู้สึกภาคภูมิใจในการครอบครองและขับขี่” มร. เวล ฟาร์กาลี กรรมการผู้จัดการ จีเอ็ม ประเทศไทย และเชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย กล่าว

 

ด้วยรูปลักษณ์ที่สะดุดตา ลวดลายเส้นสายที่ลงตัว และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมทำให้รถกระบะรุ่นนี้มีความสมบูรณ์แบบ สำหรับทั้งการใช้งานในการเดินทางในแต่ละวันหรือการใช้งานอย่างสมบุกสมบัน ชุดตกแต่ง “สตอร์ม” ได้ถูกพัฒนาบนพื้นฐานของกระบะรุ่นโคโลราโด ไฮคันทรี โดดเด่นด้วยอุปกรณ์ตกแต่งสีดำทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นสปอร์ตบาร์ให้ความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเหนือใคร ล้ออัลลอยสีดำดีไซน์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว มือจับเปิดประตู มือจับเปิดฝาท้าย เส้นขอบหน้าต่าง และกันชนท้ายพร้อมเซ็นเซอร์ถอยหลัง

 

ชุดอุปกรณ์ตกแต่งได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันช่วยยกระดับภาพลักษณ์ความดุดันบึกบึนด้วยสีดำทั้งหมด ได้แก่ สติกเกอร์บนฝากระโปรงหน้าพร้อมโลโก้ High Country สติกเกอร์ STORM ตกแต่งด้านข้างตัวรถลายสปอร์ต และกระจกมองข้างสีดำ

 

เชฟโรเลตยังยกระดับ “สีน้ำเงิน” ให้มีความสง่างามขึ้นอีกขั้นด้วยสีตัวถังใหม่ “Blue Me Away” สีน้ำเงินเมทัลลิกที่กำลังได้รับความนิยมและชุดตกแต่งสตอร์ม ซึ่งเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวบนรถกระบะโคโลราโด นอกจากนี้ โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์มยังมีสีแดง Pull Me Over Red สีดำ Black Meet Kettle Metallic สีขาว Summit White สีเทาเมทัลลิก Satin Steel Grey Metallic และสีน้ำตาลเมทัลลิก Auburn Brown Metallic

 

มร. ฟาร์กาลี กล่าวระหว่างงานแถลงข่าวเปิดตัวรถกระบะโคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์มที่อิมแพ็ค สปีด พาร์ค ซึ่งสื่อมวลชนได้มีโอกาสขับรถโกคาร์ตในการกิจกรรม Power & Challenge ว่า โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม เป็นผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบของการผสมผสานระหว่างนวัตกรรม สมรรถนะ ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย รถกระบะรุ่นนี้ได้รับการออกแบบเพื่อการขับขี่อย่างมีสไตล์ทั้งในเมือง บนถนนทางไกล หรือบนเส้นทางออฟโรด

 

“โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม เป็นรถกระบะเชฟโรเลตที่ดีที่สุดในประเทศไทย จริงๆ แล้วโคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์มเป็นมากกว่าแค่รถกระบะ แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความเป็นตัวตนของเจ้าของรถกระบะรุ่นนี้อีกด้วย” มร. ฟาร์กาลี กล่าวเพิ่มเติม

 

โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 4 สูบ ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร ด้วยระบบเทอร์โบแปรผันหรือ VGT (Variable Geometry Turbocharger) ช่วยให้เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 2.5 ลิตรรุ่นนี้มีพละกำลัง 180 แรงม้า (132 กิโลวัตต์) ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิด 440 นิวตันเมตร (325 ฟุต-ปอนด์) ที่รอบต่ำ 2,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ที่ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 4 รุ่นนี้ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มีทั้งระบบขับเคลื่อนสองล้อและขับเคลื่อนสี่ล้อ

 

ในเรื่องของความปลอดภัยยังคงมีความสำคัญสูงสุดสำหรับเชฟโรเลต และโคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์มสะท้อนปรัชญานี้ด้วยระบบความปลอดภัยแบบแอคทีฟและแพสซีฟ ทั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตลอดจนถุงลมนิรภัยป้องกันหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่ ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและการลื่นไถล  Traction Control System (TCS), ระบบช่วยเบรกกะทันหัน Panic Brake Assist (PBA), ระบบกระจายแรงเบรก Electronic Brake Force Distribution (EBD), ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Electronic Stability Control (ESC), ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ Anti-Rolling Protection (ARP), ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน Hill Descent Control (HDC) และระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางชัน Hill Start Assist (HSA) โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์มยังมีระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร ระบบแจ้งเตือนการชนด้านหน้า ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและหลัง และระบบตรวจวัดและแจ้งเตือนแรงดันลมยาง

 

โคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ครบครัน ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและกล้องมองหลังช่วยให้การขับขี่ในที่คับแคบมีความสะดวกง่ายดายมากขึ้น มีเซ็นเซอร์ตรวจจับน้ำฝน ไฟหน้าเปิด/ปิดอัตโนมัติ และฟังก์ชั่นรีโมทสตาร์ทครั้งแรกในรถระดับเดียวกัน รถกระบะรุ่นล่าสุดนี้ยังมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอย่างระบบเชฟโรเลต มายลิงค์ อินโฟเทนเมนท์ การเชื่อมต่อแอปเปิล คาร์เพลย์ และสิริอายส์ฟรี ขณะที่ฟังก์ชั่นอื่นๆ ยังรวมถึงกระจกหน้าต่างคู่หน้าที่เลื่อนลงเล็กน้อยเพื่อช่วยในการปิดประตู

 

เชฟโรเลตจะเปิดตัวโคโลราโด ไฮคันทรี สตอร์ม สู่สาธารณชนและประกาศราคาจำหน่ายที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม ถึง 9 เมษายน 2560 นี้

ยามาฮ่าประกาศความพร้อม ส่งทัพนักบิดลงชิงเจ้าความเร็วแห่งเอเชีย

นางสาวจินตนา อุดมทรัพย์ (คนที่ 4 จากขวา) ผู้จัดการใหญ่ด้านการค้า และผู้บริหารระดับสูง บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด พร้อมด้วยนักแข่งสังกัด YAMAHA THAILAND RACING TEAM นำโดย เดชา ไกรศาสตร์ #24, เฉลิมพล ผลไม้ #65 2 แชมป์เก่าลงทำการแข่งขันในรุ่น SuperSport 600 cc ถ่ายภาพร่วมกับนายเนวิน ชิดชอบ (คนกลาง) ประธานที่ปรึกษา สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต และนายตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์ (คนที่ 3 จากซ้าย) กรรมการผู้อำนวยการ สนาม บุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต นายอนุสรณ์ แก้วกังวาล (คนที่ 4 จากซ้าย) ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ และมร.เคซี ทีโอ (คนที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ทูวิลส์ มอเตอร์ เรซซิ่ง ฝ่ายจัดการแข่งขัน เอเชียโร้ด เรซซิ่ง แชมปเปี้ยนชิพ ในงานแถลงข่าวการแข่งขัน FIM ASIA ROAD RACING CHAMPIONSHIP 2017 สนามที่ 2 ที่จะระเบิดความมันส์ ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัย์ ระหว่างวันที่ 14-15 เมษายน 2560 นี้ ส่วนในรุ่น Asia Production 250 cc ยามาฮ่าส่งดาวรุ่งแชมป์ประเทศไทยอย่างอนุภาพ ซามูล #500, พีระพงศ์ หลุยบุญเป็ง #14 และพีรพงศ์ บุญเลิศ #39 ลงทำการป้องกันแชมป์ โดยงานแถลงข่าวครั้งนี้จัดขึ้น ณ ลาน Promotion Area PM1 ศูนย์การค้า เดอะสตรีท รัชดา เมื่อเร็วๆ นี้

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัว บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 โฉมใหม่ 2 รุ่นพร้อมเทคโนโลยี iPerformance และ M Performance

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัวทัพรถยนต์รุ่นใหม่ นำโดย บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ที่มาพร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo และมอเตอร์ไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence พร้อมด้วยบีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance และบีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Luxury รุ่นปรับโฉมใหม่ ณ โรงแรมเดอะ สุโขทัย ถนนสาทร เตรียมให้ได้สัมผัสสุนทรียะแห่งการขับขี่ในแบบฉบับของบีเอ็มดับเบิลยูในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์  ครั้งที่ 38 ที่กำลังจะมาถึงนี้

มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 ใหม่นี้ถือเป็นอีกขั้นของนวัตกรรมด้านยนตรกรรมจากบีเอ็มดับเบิลยู ที่ได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับสมรรถนะและความปราดเปรียวในการขับขี่ ด้วยการนำเทคโนโลยีจากบีเอ็มดับเบิลยู ตระกูล i มาสู่รุ่นแฟลกชิปของแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยูนี้ ไม่ว่าจะเป็นการผสมผสาน BMW eDrive เข้ากับขุมพลัง BMW TwinPower Turbo หรือโครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบาแบบ Carbon Core เพื่อคงความเป็นรถซีดานที่หรูหราและทรงประสิทธิภาพที่สุด นับเป็นมาตรฐานใหม่ของนวัตกรรมทางเทคโนโลยีในเซ็กเมนต์นี้”

“นอกจากนี้ เรายังนำสุดยอดแห่งนวัตกรรมของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ใหม่ บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 12 สูบอันทรงพลังด้วยเทคโนโลยี M TwinPower Turbo ในห้องเครื่อง ที่พร้อมจะทะยานไปด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 3.7 วินาทีเท่านั้น”

“และเพื่อเป็นการมอบประสบการณ์ในการขับขี่คล่องแคล่วสไตล์สปอร์ต พร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำยุค เรายังได้แนะนำบีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance รุ่นพิเศษพร้อมชุดแต่ง M ในราคาที่คุ้มค่า พร้อมด้วยบีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport และ 320d GT Luxury โฉมใหม่ ที่ได้รับการออกแบบโฉบเฉี่ยว โดดเด่นยิ่งขึ้น ครบเครื่องด้วยประโยชน์ใช้สอยและความหรูหรา”

บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence พร้อมเทคโนโลยีปลั๊กอิน ไฮบริด

ราคาจำหน่าย 6,699,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

โดดเด่นด้วยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี BMW eDrive ในบีเอ็มดับเบิลยูตระกูล i นำมาสู่บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence พร้อมโครงสร้าง Carbon Core และแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูง ผสานด้วยเทคโนโลยีเฉพาะ BMW TwinPower Turbo ขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า ให้สุนทรียะแห่งการขับขี่เหนือระดับ และความหรูหราสะดวกสบายในการขับขี่ระยะไกล นอกจากนี้ ยังสามารถนำเทคโนโลยี Efficient Dynamics มารวมเข้ากับยนตรกรรมได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดารถยนต์ภายใต้แบรนด์บีเอ็มดับเบิลยูด้วยกัน

 

ที่สุดของสองโลก: เทคโนโลยี BMW eDrive และ BMW TwinPower

บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ให้กำลังสูงสุดที่ 190 กิโลวัตต์/258 แรงม้า ด้วยเทคโนโลยี BMW TwinPower นับเป็นขุมพลัง 4 สูบที่ทรงพลังที่สุด ระบบการขับขี่ไฟฟ้ามอบกำลังเพิ่มเติมสูงสุดอีก 83 กิโลวัตต์/113 แรงม้า พร้อมตอบสนองในเสี้ยววินาที โดยเมื่อใช้งานร่วมกัน เครื่งยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าชุดนี้จะมอบกำลังสูงถึง 240 กิโลวัตต์/326 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร

 

ยิ่งไปกว่านั้น มอเตอร์ไฟฟ้ายังรับหน้าที่ส่งพลังด้วยการสำรองพลังงานขณะแตะเบรก หรือด้วยการเพิ่มค่าภาระเครื่องยนต์ตามระบบไฮบริดที่เลือกใช้ จากนั้นจึงดึงพลังเข้าสู่แบตเตอรี่แรงดันสูง และเมื่อขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence จะสามารถสร้างระยะทางสูงสุดได้ถึง 41 กิโลเมตร (ระยะทางสูงสุดอาจแตกต่างไปตามประเภทยางรถยนต์) มอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำมารวมเข้ากับระบบเกียร์ 8 สปีด Steptronic อย่างสมบูรณ์ เพื่อตอกย้ำประสิทธิภาพขั้นสูงสุดของการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าที่สร้างความปราดเปรียวขณะขับขี่ และการนำพลังงานส่วนเกินกลับมาใช้จากระบบเบรก

 

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อถาวรสำหรับการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้า

บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence เดินตามรอยบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive40e ในฐานะรถยนต์รุ่นที่สองที่จ่ายพลังงานด้วยการขับเคลื่อนสี่ล้อ ทั้งในการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้า การขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ หรือเมื่อขับขี่ทั้งสองระบบในเวลาเดียวกัน ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะยังช่วยให้ยึดเกาะถนนได้อย่างดียิ่ง และให้เสถียรภาพอันเหนือชั้น รวมไปถึงความปราดเปรียวที่พร้อมรับมือทุกสภาวะอากาศและทุกสภาพถนน

ด้วยการจ่ายพลังงานระหว่างล้อหน้าและล้อหลังที่สมบูรณ์แบบ บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence สามารถเร่งเครื่องได้อย่างทรงพลัง ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรภายใน 5.3 วินาที โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 45.5 กิโลเมตรต่อลิตร อัตราการปล่อย CO2 ที่ 49 กรัมต่อกิโลเมตร ในขณะที่อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดของบีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence อยู่ที่ระหว่าง 13.9 ถึง 13.2 กิโลวัตต์ ต่อ 100 กิโลเมตร (ตัวเลขคำนวนจาก EU test cycle สำหรับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด อาจแตกต่างไปตามประเภทยางรถยนต์)

 

ปุ่ม eDrive และสวิทช์ปรับโหมดขับขี่

ผู้ขับขี่สามารถกดปุ่ม eDrive บริเวณกลางคอนโซลเพื่อเปลี่ยนไปสู่การขับขี่ปลั๊กอินไฮบริดได้อย่างง่ายดาย และในการใช้งาน AUTO eDRIVE hybrid ซึ่งเป็นระบบการจัดการพลังงานอัจฉริยะ ช่วยเสริมประสิทธิภาพให้เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานด้วยกันได้อย่างสูงสุดเต็มกำลัง เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นเลิศที่สุด

ผู้ขับขี่ยังสามารถปรับไปใช้โหมดไฟฟ้าล้วน MAX eDRIVE ด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว โดยโหมดนี้จะเปลี่ยนไป ใช้พลังงานจากเครื่องยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังสามารถดึงขุมพลังจากเครื่องยนต์มาใช้ได้ตลอดเวลาหากเหยียบคันเร่งจนสุด ด้วยโหมด MAX eDRIVE บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence สามารถให้ความเร็วสูงสุดจากพลังงานไฟฟ้าที่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ยังมาพร้อมกับสวิทช์ปรับโหมดขับขี่ที่ออกแบบใหม่ล่าสุด ซึ่งติดตั้งอยู่บนคอนโซล ผู้ขับขี่สามารถเปิดสวิทช์เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการขับขี่อันปราดเปรียวและสะดวกสบาย ยิ่งไปกว่านั้น สวิทช์ปรับโหมดขับขี่ยังเสนออีกหนึ่งทางเลือกด้วย ADAPTIVE mode ซึ่งสามารถตอบสนองต่อสไตล์การขับขี่และข้อมูลเส้นทางของผู้ขับขี่อย่างเห็นได้ชัด

 

ประสิทธิภาพชั้นเลิศที่มาพร้อมกับสุนทรียะในการขับขี่ ความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางระยะไกล และความหรูหราเฉพาะตัว

มาตรฐานอันเหนือชั้นของ บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ยังรวมไปถึงไฟหน้า Adaptive LED กุญแจ BMW Display Key ระบบนำทางแบบ Professional และระบบปฏิบัติการ iDrive ที่รวมถึงฟังก์ชันทัชสกรีนบนหน้าจอ และ BMW Gesture Control การสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ บริเวณห้องโดยสารด้านหน้าและด้านหลังมาพร้อมกับเบาะนั่งที่สะดวกสบาย ด้วยระบบระบายอากาศในเบาะและฟังก์ชันนวดเพื่อสุขภาพ และฟังก์ชั่นในการปรับเบาะให้อุ่นได้ บีเอ็มดับเบิลยู 740Le xDrive Pure Excellence ยังเติมเต็มที่สุดแห่งความสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารด้านหลังด้วยเบาะที่นั่ง Executive Lounge Seating และหลังคากระจกแบบ Sky Lounge Panorama

 

บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence

ราคาจำหน่าย 12,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence ได้กลายเป็นรุ่นแฟลกชิปอีกหนึ่งรุ่นของตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 ด้วยความประณีตหรูหราเหนือระดับ พร้อมขุมพลังในทุกช่วงเวลาการขับขี่จากเครื่องยนต์ 12 สูบ ผสานพลังเทคโนโลยี M Performance TwinPower Turbo จึงยกระดับสถานะของบีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น

 

เปี่ยมด้วยขุมพลังแห่งการขับขี่

บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence เปิดตัวขุมพลังใหม่ล่าสุด M Performance TwinPower Turbo พร้อมเครื่องยนต์ 12 สูบ เครื่องยนต์ V12 ภายใต้ตราประทับ “M Performance” มีปริมาตรกระบอกสูบขนาด 6.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 448 กิโลวัตต์/610 แรงม้า ที่ 5,500 ถึง 6,500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตรที่ 1,550 ถึง 5,000 รอบต่อนาที (อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงรวมอยู่ที่ 8.2 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราการปล่อย CO2 รวมที่ 291 กรัมต่อกิโลเมตร)

ด้วยเทคโนโลยี M Performance TwinPower Turbo อันเหนือชั้น บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence สามารถให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรภายในเวลาเพียง 3.7 วินาที จำกัดความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ่ายโอนพลังงานผ่านระบบเกียร์ 8 สปีด Steptronic Sport ซึ่งถูกปรับแต่งตามคุณลักษณะของเครื่องยนต์ V12 โดยเฉพาะ

 

พิชิตทุกคู่แข่งในเซกเมนต์ในด้านความปราดเปรียวและความสะดวกสบายในการขับขี่

ระบบกันสะเทือนนวัตกรรม Executive Drive Pro คือบัตรผ่านของความปราดเปรียวอันเฉียบคมและความสะดวก สบายในการขับขี่ที่เหนือกว่า ระบบการรักษาเสถียรภาพรถแบบ Active roll ช่วยลดการสะเทือนของตัวรถให้น้อยที่สุด ผสมผสานกับสมรรถนะจากยางรถยนต์ด้วยล้ออัลลอยพิเศษน้ำหนักเบาขนาด 20 นิ้ว เพื่อสร้างความคล่องแคล่วในการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในคลาสรถยนต์เดียวกันให้กับบีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความสะดวกสบายและประสิทธิภาพในการขับขี่แม้แต่น้อย

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ BMW xDrive ที่ถูกออกแบบเพื่อเน้นการขับขี่ที่ล้อหลัง ช่วยกระจายแรงขับเคลื่อนสู่ล้อทั้งสี่ขณะเข้าโค้งได้อย่างสมดุล ความคล่องแคล่วในการขับขี่และระบบความปลอดภัยยังเป็นคุณสมบัติเพิ่มเติมจากระบบเลี้ยวทั้งสี่ล้อของบีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence ช่วยเสริมการเข้าโค้งของเพลาล้อรถด้านหน้าได้อย่างแม่นยำ ด้วยการปรับมุมการเข้าโค้งของล้อหลังได้ตามแต่ละสถานการณ์ นอกจากนี้ ชุดเบรก M Sport ใหม่ ที่มากับคาลิปเปอร์สีน้ำเงินเมทัลลิคติดตราอักษร M ภายใต้ล้ออัลลอย W-Spoke ขนาด 20 นิ้ว เป็นการตีประทับให้กับคลังอาวุธอันปราดเปรียวของบีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence ซึ่งพร้อมที่จะผ่อนกำลังหรือหยุดรถในทุกเวลาได้อย่างเหนือชั้น

บีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence มาพร้อมแถบโครเมียมพาดยาวตลอดช่วงหน้ากว้างของช่องดักอากาศ ในขณะที่กระจังหน้าไตสีเงินก็มาพร้อมกับแถบโครเมียมด้านหน้า และล้อมกรอบด้วยโครเมียมสว่าง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับรายละเอียดตามจุดต่างๆ ของตัวรถที่ตกแต่งด้วยโครเมียมสว่างเช่นกัน พร้อมติดตรา “V12” ที่ขอบฝากระโปรงท้ายอีกด้วย

ภายในห้องโดยสารตกแต่งอย่างหรูหราด้วยไม้บริเวณพวงมาลัย และตัวอักษร V12 ที่จะปรากฎขึ้นบนหน้าปัดรถเมื่อผู้ขับขี่สตาร์ทเครื่องยนต์ ขอบประตูรถตกแต่งด้วยโลโก้ V12 เรืองแสง สร้างความตื่นตาตื่นใจพร้อมความรื่นรมย์ในการขับขี่ที่จะเกิดขึ้น โดยโลโก้ V12 ยังอวดโฉมอยู่บนคอนโซลและหน้าจอ Touch Command Panel บริเวณที่วางแขนของห้องผู้โดยสารด้านหลัง

 

ความสะดวกสบายที่มาพร้อมกับความทันสมัยหรูหราเหนือระดับ

 

เบาะด้านหน้าอันสะดวกสบายสามารถปรับเอนได้ด้วยระบบไฟฟ้าและฟังก์ชันจดจำตำแหน่งของผู้นั่ง เมื่อจับคู่เข้ากับพรมหนานุ่มพิเศษของห้องผู้โดยสารด้านหลัง จึงช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความหรูหราอันเหนือชั้น ขณะที่ตัวเบาะ บริเวณข้างที่นั่ง พนักพิงศีรษะ ประตูด้านในรถ และที่วางแขนตรงกลางและด้านข้าง หุ้มด้วย หนังแกะคุณภาพเยี่ยม เติมเต็มบรรยากาศแห่งความหรูหราได้อย่างมีรสนิยม

 

เช่นเดียวกับบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 โฉมใหม่รุ่นอื่นๆ จอมอนิเตอร์ระบบ iDrive ของบีเอ็มดับเบิลยู M760Li xDrive Model V12 Excellence แสดงผลบนหน้าจอและควบคุมด้วยการสัมผัส รวมถึงระบบการสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวในระบบ iDrive เป็นครั้งแรกของตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 รวมไปถึงตัวยึดโทรศัพท์มือถือบริเวณคอนโซลซึ่งสามารถชาร์จโทรศัพท์มือถือได้แบบไร้สาย ผ่านการเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าได้เป็นครั้งแรกในรถยนต์

 

เสริมทัพในกลุ่มเครื่องยนต์ดีเซล BMW TwinPower Turbo อีก 2 รุ่น: บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Luxury

 

ราคาจำหน่าย บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance: 2,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ราคาจำหน่าย บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Luxury: 2,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

 

บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance รุ่นประกอบในประเทศ โดดเด่นและเฉียบคมยิ่งขึ้นด้วยชุดแต่ง M กับ front splitter สีดำด้าน กันชนหน้าและหลังติดสติ๊กเกอร์ Giugiaro สร้างความเร้าใจให้กับผู้ขับขี่ด้วยรูปลักษณ์แบบสปอร์ต ยังมาพร้อมกับกระจังหน้าไตสีดำเงาและฝาครอบรอบกระจกข้างแบบคาร์บอน ช่องระบายอากาศด้านหลังและสปอยเลอร์หลังมาในสีดำด้าน พร้อมกรอบประตูสีดำด้านที่ติดตราประทับ ‘M Performance’ ขณะที่ฉายแสงแอลอีดีด้วยโลโก้บีเอ็มดับเบิลยูบริเวณประตู สร้างประสบการณ์อันเหนือชั้นให้แก่ผู้ขับขี่ก่อนเข้าสู่ตัวรถ

 

ด้วยชุดกันชนหน้าที่มีช่องระบายอากาศดีไซน์ใหม่ เน้นย้ำถึงความกว้างของตัวรถ เช่นเดียวกับชุดกันชนหลังและไฟท้ายแอลอีดีที่ช่วยเสริมมาดความสปอร์ตของตัวรถ พร้อมไฟหน้าและไฟตัดหมอกแอลอีดีเพื่อทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น

กุญแจอันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยูมาในระบบ comfort access system ที่สามารถสั่งการอย่างง่ายดายได้ด้วยสัญญาณทางไกล พร้อมเซ็นเซอร์น้ำฝนที่สร้างทัศนวิสัยอันปลอดโปร่งในทุกเวลา บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance ยังมีระบบ cruise control ช่วยให้ผู้ขับขี่กำหนดความเร็วสูงสุดและสร้างความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางไกลได้อย่างไร้กังวล ขณะที่กระจกมองหลังด้านในและกระจกข้างฝั่งคนขับยังช่วยป้องกันดวงตาของผู้ขับขี่ไม่ให้พร่ามัวด้วยฟังก์ชันป้องกันแสงจากไฟรถ

บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Performance มาพร้อมกับขุมพลังระดับ 190 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที ที่ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 27 กิโลเมตรต่อลิตร พร้อมอัตราการปล่อย CO2 เพียง 99 กรัมต่อกิโลเมตร ระบบเกียร์ 8 สปีด Steptronic ใหม่ มีส่วนช่วยลดอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 ด้วยประสิทธิภาพอัตราการทดเกียร์ที่กว้างขึ้น และตัวแปลงแรงบิดที่สูญเสียกำลังน้อยลงในขณะเปลี่ยนเกียร์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 ลงได้ราว 3 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic Sport 8 สปีด และก้านเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

 

โฉบเฉี่ยวด้วยบีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Luxury โฉมใหม่

บีเอ็มดับเบิลยูต่อยอดความสำเร็จของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3 เพิ่มนวัตกรรมล่าสุดให้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 320d GT Luxury โฉมใหม่ ผสมผสานยนตรกรรมหรูหราแบบซีดานเข้ากับความโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตอย่างแท้จริง และยังคงประสิทธิภาพเอนกประสงค์ของรถยนต์ในแนวทัวริ่งไว้อย่างครบถ้วน มาพร้อมการออกแบบทั้งภายนอกและภายในที่โฉบเฉี่ยว โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยไฟหน้าแอลอีดีและเทคโนโลยี BMW Selective Beam เพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัยยามค่ำคืนบนถนนอันคดเคี้ยว รวมไปถึงระบบปรับการทำงานไฟสูง ไฟตัดหมอกแอลอีดี และไฟท้ายแอลอีดี ภายในตัวรถประกอบด้วยคอนโซลสีดำเงาและระบบ iDrive ใหม่ล่าสุดที่อำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่ควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ของรถได้โดยไม่เสียสมาธิจากการขับขี่บนถนน

New Honda MSX125SF โฉมใหม่ จัดเต็มเทคโนโลยีเบรก ABS ครั้งแรกของมินิสปอร์ตไบค์เมืองไทย

บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ฮอนด้าในประเทศไทย เอาใจนักบิดผู้ชื่นชอบการขับขี่ มินิสปอร์ตไบค์ เผยโฉม New Honda MSX125SF โฉมใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ “Endorphins Clutcher ฟินไม่มีสะดุด สนุกทุกการคอนโทรลมินิไบค์สายพันธุ์สปอร์ตที่ มาพร้อมการออกแบบอันโฉบเฉี่ยวล้ำ สมัย ชูสมรรถนะการควบคุมด้วยระบบคลั ทช์มือที่ให้ความสนุก เร้าใจ ใช้งานในเมืองได้อย่างสะดวกคล่ องแคล่ว พร้อมอัดแน่นเทคโนโลยี ตวามปลอดภัยด้วยระบบเบรก ABS โดดเด่นลงตัวกับการจับคู่สีสั นใหม่ เริ่มทยอยวางจำหน่ายตั้งแต่วั นนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์จำหน่ายและบริการ Honda Wing Center ทั่วประเทศ
นายสุชาติ อรุณแสงโรจน์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดรถจักรยานยนต์ประเภทสปอร์ ตไบค์ในเมืองไทยกำลังขยายสัดส่ วนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของฮอนด้าที่ มีความโดดเด่นและได้รับการยอมรั บจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี นั่นคือ รุ่น Honda MSX125SF ซึ่งหลังจากเปิดตัวโฉมแรกตั้ งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา มินิไบค์สายพันธุ์สปอร์ตรุ่นนี้ ก็ครองความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง ในกลุ่มรถสปอร์ตขนาดไม่เกิน 150 ซีซีโดยทันที รวมถึงล่าสุดในปีที่ผ่านมา ด้วยยอดขายรวมสูงสุดถึง 125,000 คัน
ในฐานะที่ฮอนด้าเป็นผู้ นำตลาดจักรยานยนต์ในเมืองไทย 28 ปีซ้อน พร้อมให้คำยืนยันว่า บริษัทยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภั ณฑ์เพื่อตอบสนองความต้ องการของผู้บริโภคชาวไทยอย่างดี ที่สุดต่อไป และในปี 2017 นี้ ฮอนด้าจึงได้ยกระดับ New Honda MSX125SF ขึ้นมาใหม่ให้มีความสมบูรณ์ และเหนือกว่าไปอีกขั้น ด้วยการเติมเต็มเทคโนโลยี ระบบเบรก ABS นับเป็นครั้งแรกจากบิ๊กไบค์หรื อรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่สู่มินิ สปอร์ตเมืองไทย ซึ่งทำให้ New Honda MSX125SF โฉมใหม่ นอกจากจะมีรูปลักษณ์การออกแบบที่ โฉบเฉี่ยวล้ำสมัย ให้สมรรถนะการขับขี่ที่สนุ กสนานเร้าใจแล้ว ยังให้การควบคุมสั่งการทำงานหยุ ดรถได้อย่างมั่นใจ และมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้นด้วย
New Honda MSX125SF ปี 2017 โฉมใหม่ ได้รับการออกแบบภายใต้คอนเซปต์ “Endorphins Clutcher ฟินไม่มีสะดุด สนุกทุกการคอนโทรลโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์มินิไบค์ สายพันธุ์สปอร์ต มาพร้อมการจับคู่สีสั นลวดลายใหม่, ฝาครอบเครื่องยนต์สีทอง, ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟสูงแยกดวง, แผงหน้าปัดแบบฟูลดิจิตอล แสดงทุกสถานะการทำงานของตัวรถ, ฝาถังน้ำมันแบบติดกับตัวถังให้ ความสะดวกขณะเติมน้ำมันเชื้ อเพลิง, กุญแจแบบพับได้เพื่ อความสะดวกสบายในการพกพา, ระบบช่วงล่างสไตล์สปอร์ต โช้คหน้าแบบหัวกลับ-หลังโช็คเดี่ ยว ลงตัวกับขอบล้อสีเดียวกันขนาด 12 นิ้ว
ด้านขุมพลังเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ขนาด 125 ซีซี. ระบบหัวฉีด PGM-FI ผ่านมาตรฐานไอเสียระดับ 6 และรองรับน้ำมัน E20 ตัดต่อการส่งกำลังด้วยระบบคลั ทช์มือ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่สนุก เร้าใจ และมีความคล่องตัว ขณะที่ความปลอดภัยเหนือกว่า ด้วยระบบเบรก ABS พร้อมดิสก์เบรกหน้า-หลัง
นอกจากการปรับโฉมครั้งใหม่ของ New Honda MSX125SF ปี 2017 แล้ว เอ.พี.ฮอนด้ายังได้นำเสนอเวอร์ ชั่นพิเศษ The Ultimate Pink ที่มาพร้อมชุดแต่ง H2C ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,000 คัน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ รักการแต่งรถอีกด้วย
เอ.พี.ฮอนด้า พร้อมเริ่มทยอยวางจำหน่าย New Honda MSX125SF ปี 2017 โฉมใหม่ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์จำหน่ายและบริการ Honda Wing Center ทั่วประเทศ โดยรุ่น Standard มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ ดำ-ชมพู (สีใหม่) และดำ-น้ำเงิน (สีใหม่) ดำ-เหลือง แดง-ดำ ราคาแนะนำโดยประมาณเริ่มต้นที่ 70,500 บาท ส่วนรุ่น ABS มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ แดง-เทา และดำ-เทา ราคาแนะนำโดยประมาณเริ่มต้นที่ 78,000 บาท ขณะที่รุ่นตกแต่งพิเศษ The Ultimate Pink ผลิตจำนวนจำกัด 1,000 คัน ราคาแนะนำโดยประมาณที่ 83,600 บาท ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจสามารถติ ดตามรายละเอียดเพิ่มเติม  New Honda MSX125SF ปี 2017 โฉมใหม่ ได้ที่ www.aphonda.co.th

เอสเอไอซี คว้ารางวัล “ไอเอฟ ดีไซน์” ด้านการออกแบบยอดเยี่ยม จาก โรวี อาร์เอ็กซ์5 และ โรวี อีอาร์เอ็กซ์5

คณะกรรมการตัดสินรางวัลการออกแบบของประเทศเยอรมัน หรือ ที่รู้จักกันดีภายใต้ชื่อ ไอเอฟ ดีไซน์ อวอร์ด (iF Design Award) ประกาศให้รถเอสยูวีของ เอสเอไอซี มอเตอร์ รุ่น โรวี อาร์เอ็กซ์5 และ โรวี อีอาร์เอ็กซ์5 (รุ่นพลังงานทางเลือกใหม่) คว้ารางวัล “ไอเอฟ ดีไซน์ อวอร์ด 2017” นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จด้านการออกแบบของ เอสเอไอซี และแบรนด์ โรวี

ด้วยรูปลักษณ์การออกแบบทั้งภายในและภายนอกที่โดดเด่นสะดุดตาอย่างยิ่งของ โรวี อาร์เอ็กซ์5 คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รถเอสยูวีรุ่นนี้ได้เสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมและประสบผลสำเร็จด้านยอดจองจากลูกค้าในประเทศจีนอย่างรวดเร็ว และยังมาพร้อมกับการเปิดมิติใหม่ด้านการออกแบบ ที่ช่วยลดการผูกขาดของผู้ชนะเลิศในการรับรางวัลด้านการออกแบบในสาขายานยนต์นี้ ซึ่งถูกครอบครองและสลับกันอยู่ในวงจำกัดเพียงไม่กี่แบรนด์นยุโรปมาอย่างยาวนาน  “ดีไซน์ด้วยเส้นสายที่มีจังหวะ” (Rhythm Design) คือ หัวใจสำคัญของ โรวี อาร์เอ็กซ์5 ในการออกแบบที่มีความโดดเด่น ทั้งนี้การออกแบบในภาพรวมของ โรวี อาร์เอ็กซ์5 ที่ผสมผสานความลงตัวของเส้นสายและฟังค์ชั่นเทคโนโลยีต่างๆ ที่สอดคล้องกับเอกลักษณ์และรสนิยมการขับขี่รถยนต์ของลูกค้า ซึ่งการออกแบบดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งหมดโดยฝีมือของทีมนักออกแบบรุ่นใหม่จาก เอสเอไอซี ด้วยการออกแบบที่ผสานกันอย่างลงตัวของเส้นสายและเหลี่ยมมุมทั้งในแบบตะวันตกและตะวันออก รวมถึงการออกแบบที่คำนึงถึงความสมดุลกันระหว่างความแข็งแกร่งและความสง่างามช่วยเติมเต็มบุคลิกที่โดดเด่น โฉบเฉี่ยว มาดมั่น และหรูหราของรถเอสยูวีที่สามารถขับบนถนนในเมืองใหญ่อย่าง โรวี อาร์เอ็กซ์5 ได้เป็นอย่างดีเยี่ยม

ทั้งนี้ทุกรายละเอียดของ โรวี อาร์เอ็กซ์5 ยังได้รับการออกแบบ “ด้วยความพิถีพิถันสูงสุด” อาทิเช่น รายละเอียดของชิ้นส่วนตัวถังที่มีรัศมีส่วนโค้งแคบที่สุดเพียง 3.5 มม. รวมทั้งพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสารที่ตกแต่งและบุด้วยวัสดุที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ เพื่อก่อให้เกิดความรู้สึกที่โปร่งโล่งและกว้างขวางมากที่สุด ดีไซน์ภายนอกด้านหน้าของตัวรถยังสามารถดึงดูดสายตาด้วย “กระจังหน้าทรงปีกแบบสามมิติ” ที่มาพร้อมกับกรอบไฟหน้าแบบแอลอีดีสไตล์เมทริกซ์ สันขอบด้านข้างมาพร้อมเส้นสายที่คมชัดซึ่งถ่ายทอดแนวคิดการออกแบบมาจากตัวอักษรในภาษาจีน โรวี อาร์เอ็กซ์5 ทุกรุ่นยังมาพร้อมกับซันรูฟแบบพาโนรามิกขนาดใหญ่ที่เปิดองศาในทุกมุมมอง เพียบพร้อมและลงตัวในทุกการออกแบบที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและเทคโนโลยีอันยอดเยี่ยมของ เอสเอไอซี ซึ่งได้พัฒนาให้ทัดเทียมและได้มาตรฐานในระดับสากลเทียบเท่ากับรถยนต์แบรนด์ยุโรปชั้นนำที่ต่างเคยได้สัมผัสและครอบครองรางวัลการออกแบบนี้ในปีก่อนๆ

ด้วยความภาคภูมิใจในการรับรางวัลและผลงานการออกแบบของ โรวี อาร์เอ็กซ์5 ถือเป็นการเริ่มต้นของการแข่งขันที่แบรนด์รถยนต์จากประเทศจีนจะไม่แข่งขันกับแบรนด์รถยนต์จากยุโรปและแบรนด์ชั้นนำอื่นๆ ด้วยราคาต้นทุนการผลิตและราคาจำหน่ายอีกต่อไป แต่การได้รับรางวัลการออกแบบดังกล่าวนี้ คือ ก้าวย่างที่สำคัญของยุคสมัยแห่งการแข่งขันด้วย “คุณภาพ” ที่สมดุลและเท่าเทียมกัน ซึ่งจะทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนสู่การปฏิรูปและพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ของประเทศจีนให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นต่อไป

ทีมประเทศไทยฉลองชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์ BMW Golf Cup International World Final 2016 เป็นครั้งแรก

โฉมหน้าแชมป์ทีมไทย คุณปนัดดา อริยสัจกุล (ที่สองจากซ้าย) คุณกฤษนันท์ วีรวรรณ (กลาง) และคุณเกรียงไกร กล่อมฤทธิ์ (ที่สี่จากซ้าย) ที่สามารถคว้าชัยชนะจาก 40 ประเทศในการแข่งขัน BMW Golf Cup International World Final 2016

การแข่งขันกอล์ฟมือสมัครเล่นระดับเวิลด์คลาสที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ดูไบ. ตัวแทนนักกอล์ฟทีมประเทศไทยคว้าแชมป์ประเภท National Team Category ใน BMW Golf Cup International World Final 2016 การแข่งขันกอล์ฟมือสมัครเล่นระดับเวิลด์คลาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ด้วยคะแนน 317 แต้ม เอาชนะทีมตัวแทนนักกอล์ฟที่เข้าแข่งขัน 114 คน จาก 40 ประเทศ สร้างชัยชนะครั้งแรกให้แก่ประเทศไทยในการแข่งขันทัวร์นาเมนต์นี้ ซึ่งจัดขึ้นที่สนามเดอะ เอมิเรตส์ กอล์ฟ คลับ ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในระหว่างวันที่ 5 – 10 มีนาคม พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา

นายสเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ชัยชนะของทีมตัวแทนประเทศไทยครั้งนี้แสดงให้โลกได้เห็นถึงความภาคภูมิใจของคนไทยในความเป็นไทย และเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของการสร้างประวัติศาสตร์ในวงการนักกอล์ฟมือสมัครเล่นของไทย ในโอกาสพิเศษนี้ ทีมตัวแทนประเทศไทยได้นำพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นรับรางวัลบนเวทีตามธรรมเนียมปฏิบัติของวงการกีฬาไทย เพื่อร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ และในนามของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ผมขอแสดงความยินดีกับทีมประเทศไทยทั้งสามท่านในความสำเร็จกับการแข่งขันกอล์ฟมือสมัครเล่นที่ใหญ่ที่สุดในระดับโลกนี้ ด้วยความมุ่งมั่นในการฝึกฝนอย่างหนักและความสามารถด้านกีฬาของทั้งสามท่าน ส่งผลต่อชัยชนะในการแข่งขัน BMW Golf Cup International World Final 2016 ครั้งนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ”

ทีมประเทศไทยคว้าแชมป์ในประเภท National Team Category ด้วยคะแนน 317 แต้ม (106-105-106) และนักกอล์ฟสองท่านยังได้รับถ้วยรางวัลในการแข่งขันประเภทเดี่ยว โดยมีรายละเอียดผลการแข่งขัน ดังนี้

1. ประเภท: Category Men 1 (แฮนดิแคป 8) – คุณเกรียงไกร กล่อมฤทธิ์ ชนะเลิศอันดับที่ 3 ในการแข่งขันประเภทบุคคลชาย (41-33-34, Total: 108)

2. ประเภท: Category Men 1 (แฮนดิแคป 8) – คุณกฤษนันท์ วีรวรรณ อันดับที่ 4 (32-36-38, Total: 106)

3. ประเภท: Category Lady (แฮนดิแคป 11) – คุณปนัดดา อริยสัจกุล ชนะเลิศอันดับที่ 2 ในการแข่งขันประเภทบุคคลหญิง (33-36-34, Total: 103)

BMW Golf Cup International เป็นการแข่งขันกอล์ฟมือสมัครเล่นระดับเวิลด์คลาสที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 100,000 คนจากกว่า 50 ประเทศ ที่เข้าร่วมการแข่งขันถึงกว่า 800 ทัวร์นาเมนต์ทั่วโลก

ฮอนด้าบิ๊กไบค์เปิดตัว All New CBR1000RR ดึง นิกกี้ เฮเด้น อดีตแชมป์ MOTO GP ร่วมเปิดตัวสุดยิ่งใหญ่

ฮอนด้าบิ๊กไบค์ทำเซอร์ไพรส์เปิดตัว All New CBR1000RR ที่สุดแห่งยนตกรรมสายพันธุ์สปอร์ต ดึง นิกกี้ เฮเด้น อดีตแชมป์ MOTO GP ร่วมเปิดตัวสุดยิ่งใหญ่

บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าบิ๊กไบค์ในประเทศไทย ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำสายพันธุ์สปอร์ตตัวจริงด้วยการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ได้แก่ All New Honda CBR1000RR และ All New Honda CBR1000RR SP ที่ครั้งนี้ได้เปลี่ยนโฉมใหม่ภายใต้แนวคิด “Total Control’” โดดเด่นทั้งในด้านขุมพลังของเครื่องยนต์ที่ถ่ายทอดจากสนามแข่งและที่สุดแห่งการควบคุม เสริมด้วยเทคโนโลยีการขับขี่กับชุดอุปกรณ์ควบคุม อิเล็กทรอนิคที่จะช่วยเพิ่มความสนุกเร้าใจในการขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น และยังเป็นรถที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในรถคลาสเดียวกัน พร้อมดึง นิกกี้ เฮเด้น สุดยอดนักบิดชาวอเมริกันเจ้าของดีกรีแชมป์โลกโมโต จีพี ปี 2006 และสเตฟาน แบรดเดิล แชมป์โลกโมโตทู ปี 2011 สังกัดทีม Red Bull Honda World Superbike มาร่วมเปิดตัวสุดยอดยนตกรรมสายพันธุ์สปอร์ตให้คนไทยได้สัมผัสเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และพร้อมให้จับจองเป็นเจ้าของได้ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 นี้

 

นายสุชาติ อรุณแสงโรจน์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าบิ๊กไบค์ในประเทศไทย เปิดเผยว่า “ความนิยมรถบิ๊กไบค์ในเมืองไทยมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเภทรถสปอร์ตที่มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับกลุ่ม รถประเภทอื่น ซึ่งแน่นอนกลุ่มประเภทรถสปอร์ตของฮอนด้าก็ต้องเป็นรถในตระกูล CBR ที่มีชื่อเสียงในด้านสมรรถนะและการควบคุมรถ ที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะ CBR1000RR ที่มีจุดกำเนิดตั้งแต่ปี 1992 และมีแนวคิดการพัฒนาคือ การนำเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูง และ การควบคุมการขับขี่ที่ง่าย เข้ามาไว้ด้วยกัน ซึ่งฮอนด้าได้ยึดถือแนวคิดการออกแบบนี้มาจนถึงปัจจุบัน”

“ทั้งนี้ ฮอนด้าได้พัฒนา All New Honda CBR1000RR ขึ้นมาใหม่ ให้เป็นรถซุปเปอร์สปอร์ตที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสนามแข่งสู่การขับขี่ท้องถนนได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดอีกรุ่นหนึ่ง น้ำหนักที่เบาลง และสามารถควบคุมได้ง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น ประกอบกับสีสันและดีไซน์ที่ดูสปอร์ตโฉบเฉี่ยวสไตล์เรซซิ่งไบค์ และในครั้งนี้เรายังได้นำรุ่น CBR1000RR SP ที่เป็นรุ่นระดับท็อปที่มีเทคโนโลยีระดับรถที่ใช้แข่งขันเข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยเป็นครั้งแรกอีกด้วย”

All New Honda CBR1000RR ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ขนาด 1000ซีซี. ที่ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบาด้วยอัตราส่วนกำลังอัดที่ 13.0 และสามารถทำกำลังสูงสุดได้ 141 กิโลวัตต์ที่ 13,000 รอบต่อนาที เพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยให้การขับขี่สนุกมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็น TBW & APS เทคโนโลยีคันเร่งไฟฟ้า (Throttle by Wire) ที่ทำงานประสานกับเซ็นเซอร์ APS ที่ฝังอยู่ใน Handlebar grip เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่ตอบสนองกับแรงบิดของผู้ขับขี่ได้อย่างดีที่สุด, Power Selector ระบบการตั้งค่าการขับขี่ โดยผู้ขับขี่เลือกตั้งค่ากำลังจากเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับแรงบิดของคันเร่ง, HSTC (Honda Selectable Torque Control) ระบบควบคุมแรงบิดแบบเลือกได้ของฮอนด้า เพื่อตรวจจับความเร็วล้อด้านหน้าและด้านหลัง ช่วยให้การควบคุมรถได้อย่างราบรื่น และ Engine Brake Control ซึ่งสามารถปรับเลือกได้ตามโหมดขับขี่ที่ที่ตั้งไว้เป็นค่ามาตรฐานหรือผู้ใช้สามารถตั้งค่าเองได้ตามต้องการ สะท้อนภาพลักษณ์รถสปอร์ตได้อย่างลงตัวด้วยชุดไฟหน้า ไฟท้ายและไฟเลี้ยวแบบ LED และ ท่อไอเสียดีไซน์ใหม่ที่ทำจากไทเทเนียมทำให้มีน้ำหนักเบาแต่ยังคงความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของ CBR1000RR มีสองสีให้เลือกด้วยกัน ได้แก่ สีแดง (Victory Red) และ สีดำ (Mat Ballistic Black Metallic)

ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับรุ่น All New CBR1000RR SP พร้อมกับชุดสีดีไซน์ใหม่แบบ Tri-color (Victory Red) โดยถังน้ำมันได้ถูกทำขึ้นจากวัสดุที่มีน้ำหนักเบาอย่างไทเทเนียม ทำให้รถรุ่นนี้มีน้ำหนักเบากว่ารุ่นปัจจุบันถึง 17 กิโลกรัม และยังอัดแน่นด้วยสุดยอดเทคโนโลยีจากสนามแข่ง ไม่ว่าจะเป็น ระบบ Quick shifter ที่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้โดยไม่ต้องบีบคลัทช์ ระบบโช๊ค Ohlins ทั้งหน้า-หลัง ที่สามารถปรับด้วยระบบไฟฟ้า และระบบเบรคคู่หน้าเป็นคาลิปเปอร์เบรค Monoblock 4 POT จาก Brembo เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้เพื่อช่วยเพิ่มการควบคุมรถสำหรับการ ขับขี่ในสนามแข่งได้สนุกยิ่งขึ้น

ฮอนด้า บิ๊กไบค์พร้อมวางจำหน่าย All New Honda CBR1000RR และ All New Honda CB1000RR SP ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ที่จะถึงนี้ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของรถ All New CBR1000RR ทั้ง 2 รุ่น ได้ที่เว็ปไซต์ www.hondabigbike.com และ www.facebook.com/hondabigbikeTH

อีซูซุประเดิมฉลองครบรอบ 60 ปีส่ง “The New Isuzu MU-X” ลุยตลาด

อีซูซุเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีในไทย  ประเดิมส่ง “The New Isuzu MU-X” ที่ปรับโฉมครั้งใหญ่ จัดเต็มทั้งภายนอกและภายใน เน้นความสปอร์ตหรู งามสง่า ภายใต้นิยาม Signature of Privilege  เอกลักษณ์แห่งเอกสิทธิ์  ตอบสนองการใช้ชีวิตของผู้ใช้รถยุคใหม่ได้สูงสุดในทุกด้าน    ด้วยความสะดวกสบายสมบูรณ์แบบ พร้อมนวัตกรรมเปลี่ยนโลก เครื่องยนต์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์   เทคโนโลยีดีเซลยุคใหม่ ให้พลังแรง ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงสุด   ในราคาเริ่มต้นเพียง 1,099,000 บาท อีกทั้งยังได้แนะนำรถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์  ไฮแลนเดอร์ รุ่นพิเศษ!”  ที่มาพร้อมชุดตกแต่งพิเศษรอบคัน ผลิตจำนวนจำกัดเพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ชีวิตเมือง

กลุ่มตรีเพชร โดย มร. โทชิอากิ  มาเอคาวะ  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อีซูซุได้เผยแพร่โฆษณาก่อนออกจำหน่าย (Teaser) ในสื่อต่างๆ เพื่อแจ้งกำหนดการเปิดตัวโมเดลรุ่นล่าสุดของ “อีซูซุมิว-เอ็กซ์” จึงก่อให้เกิดกระแสการพูดถึงในโซเชียลมากมาย เนื่องจาก “อีซูซุมิว-เอ็กซ์” เป็นหนึ่งในรถธงที่นำความสำเร็จมาสู่กลุ่มอีซูซุในประเทศไทย นับตั้งแต่เริ่มจำหน่ายครั้งแรกในปี พ.ศ.2556 โดยในครั้งนั้นได้สร้างประวัติศาสตร์ให้วงการรถยนต์เมืองไทยด้วยยอดจองที่สูงกว่า 5,000 คันในเวลาเพียง 10 วันแรก และได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มผู้ใช้รถอเนกประสงค์ระดับหรูมาโดยตลอด และในเดือนมีนาคม พ.ศ.2559 ที่ผ่านมา “อีซูซุมิว-เอ็กซ์” ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำอีกครั้ง ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด “อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” (ISUZU 1.9 Ddi Blue Power) ขุมพลังดีเซลแห่งอนาคต สามารถสร้างยอดขายท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ  และยังเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในตลาดรถอเนกประสงค์ที่ผู้ใช้รถไว้วางใจ  ท่ามกลางการแข่งขันและเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ ในตลาดรถยนต์เมืองไทย พร้อมกันนี้ยังได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงสุดในด้านคุณภาพรถใหม่ ในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงขนาดใหญ่ จากการสำรวจความคิดเห็นจากเจ้าของรถใหม่ ที่จัดทำโดย เจ.ดี.พาวเวอร์ อีกด้วย

สำหรับปี พ.ศ.2560 นี้   ซึ่งเป็นวาระแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีของการดำเนินธุรกิจอีซูซุในประเทศไทย อีซูซุจึงประเดิมตลาดโดยส่ง “The New Isuzu MU-X” ภายใต้นิยาม  Signature of Privilege  เอกลักษณ์แห่งเอกสิทธิ์ ที่จะสร้างสีสันให้วงการรถยนต์ไทยอีกครั้ง  ภายใต้การออกแบบ

และปรับโฉมครั้งใหญ่ เพื่อสร้างเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนที่แตกต่างและโดดเด่นยิ่งขึ้น  ด้วยสไตล์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว ทันสมัย เหนือระดับมากยิ่งขึ้น  พร้อมบรรยากาศในห้องโดยสารที่กว้างขวาง และการออกแบบใหม่ให้หรูหราสง่างาม นั่งสบายในแบบฉบับรถยนต์นั่งระดับหรู โดยยังคงจุดเด่นสำคัญคือ เครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์  ที่ให้การตอบสนองการขับขี่ที่ดี โดยเน้นความประหยัดน้ำมันและรักษาสิ่งแวดล้อม  พร้อมช่วงล่างที่นุ่มนวล รวมถึงเทคโนโลยีและฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ตอบสนองการใช้ชีวิตยุคใหม่ให้ผู้ใช้รถได้สูงสุดในทุกด้าน เราจึงมั่นใจว่า “The New Isuzu MU-X” จะเป็นอาวุธสำคัญของกลุ่มตรีเพชรในการสร้างยอดขายที่แข็งแกร่ง และเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่จะพากลุ่มอีซูซุไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือ การพัฒนาและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพสำหรับผู้ใช้รถในประเทศไทยและทั่วโลก   พร้อมจำหน่าย ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม ศกนี้  เป็นต้นไป”

เอกลักษณ์ใหม่ที่สร้างความโดดเด่นให้กับ “The New Isuzu MU-X” ประกอบด้วย

SIGNATURE OF STYLE   เต็มตาด้วยดีไซน์ภายนอก สุดเท่ งามสง่าทุกมิติ ออกแบบใหม่หมดทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ปรับลุคให้สปอร์ตทันสมัย โดดเด่น และหรูหราสง่างามเหนือระดับยิ่งขึ้น ให้ความรู้สึกถึงพลังที่ไม่หยุดนิ่ง สะดุดตาทุกครั้งที่มอง

  • กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ แบบ Sport 3D  ให้มิติสูงสง่า เด่นชัด สปอร์ต หรูหราขึ้นอีกระดับ
  • ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ แบบ Bi-LED ให้ความสว่างมากขึ้น ปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ ไม่รบกวนสายตาผู้ร่วมทาง พร้อมไฟ Daylight อยู่ในโคมเดียวกัน โดดเด่นด้วยเส้นนำแสง LED Guiding Light เพิ่มลุคโฉบเฉี่ยวทันสมัยแบบรถยนต์นั่งระดับหรู
  • กันชนหน้า – หลังดีไซน์ใหม่  เสริมลุคสปอร์ตให้ทันสมัยยิ่งขึ้น
  • ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ แบบ Sharp Horizon โดดเด่น ลงตัว
  • ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ 18 นิ้ว Cross Star สง่างาม
  • Roof Spoiler รูปทรงใหม่ สีทูโทน รับกับตัวรถ

SIGNATURE OF LUXURY  เต็มอารมณ์กับประสบการณ์แห่งการเดินทางที่เหนือระดับในบรรยากาศห้องโดยสารใหม่ สีทูโทน Sandstone Beige ตัดด้วยสีดำเข้ม  อบอุ่น กว้างขวาง  สร้างสรรค์ทุกรายละเอียดแบบรถยนต์นั่งระดับหรู  พร้อมการออกแบบภายในด้วยแนวคิด Universal Design ลงตัวกับทุกไลฟ์สไตล์ และความต้องการ

  • เบาะนั่งกึ่งหนังแท้ดีไซน์ใหม่ Sport Cut โอบกระชับรับกับสรีระ นุ่มนวล นั่งสบาย แม้ในเส้นทางยาวไกล
  • ผิวสัมผัสใหม่แบบ Soft Touch เพิ่มความนุ่มนวลให้เหนือระดับ ในบริเวณคอนโซลหน้า แผงข้างประตู และที่พักแขน
  • หรูหราด้วยลายไม้ Fine Walnut ที่แผงข้างประตู หัวเกียร์ และคอนโซลหน้า
  • ชุดตกแต่งสีดำ Piano Black คมเข้มมีสไตล์ บริเวณคอนโซลกลาง และแผงควบคุมกระจกไฟฟ้า
  • ระบบความบันเทิง iConnect พร้อม Built-in Navigator หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อม Air Mirroring รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายกับ Smartphone พร้อมจุดเชื่อมต่อ USB รองรับทั้ง Smartphone เครื่องเล่น MP3 และ Flash Drive
  • หน้าปัดดีไซน์ใหม่ เพิ่มความสปอร์ต หรูหรามีระดับด้วยขอบโครเมี่ยม อ่านค่าง่าย พร้อมหน้าจอสีแสดงข้อมูลการขับขี่ Color Display MID
  • ชุดตกแต่งคอนโซลกลาง ชุดเกียร์ และช่องแอร์ ประดับด้วยขอบโครเมี่ยม สวยสะดุดตา

SIGNATURE OF POWER  ขุมพลังดีเซล “นวัตกรรมเปลี่ยนโลก”  ให้พลังแรง ประหยัดน้ำมัน ทำงานเงียบ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุดในรถระดับเดียวกัน  ตอบสนองการใช้งานที่หลากหลาย

  • เครื่องยนต์ 1.9 ดีดีไอ เน้นความประหยัดน้ำมัน
  • เครื่องยนต์ 3.0 ดีดีไอ เน้นความแรง ขับสนุก
  • พร้อมเกียร์ 6 สปีด ออกตัวแรง ให้กำลังต่อเนื่อง ขับสนุกทุกช่วงความเร็ว มีให้เลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติ แบบ REV TRONIC และเกียร์ธรรมดา พร้อมระบบ Genius Sport Shift  พร้อม “อีซูซุอินไซท์” (Isuzu Insight) เอกสิทธิ์แห่งเทคโนโลยีอัจฉริยะของอีซูซุ เพื่อช่วยในการพัฒนาศักยภาพการขับขี่ให้เต็มสมรรถนะปลอดภัย และประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น

SIGNATURE OF PERFORMANCE  ความเหนือระดับของช่วงล่างแห่งอนาคต ผสานการกระจายน้ำหนักเป็นเลิศ ด้วยการจัดวางตำแหน่งเครื่องยนต์เยื้องหลังเพลาหน้าแบบ Semi-midshipเช่นเดียวกับรถสปอร์ต ผสานการทำงานของช่วงล่างหลังแบบ 5-Link ให้การทรงตัวดีเยี่ยม  ยึดเกาะถนนพร้อมมอบการขับขี่ที่แสนนุ่มสบาย ให้ทุกเส้นทางเต็มไปด้วยความสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง

SIGNATURE OF SAFETY  อุ่นใจทุกเส้นทางกับระบบความปลอดภัยสมบูรณ์แบบด้วย  Active & Passive Safety Systems ปกป้องทุกชีวิตจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้อย่างมีประสิทธิภาพในแบบฉบับของอีซูซุ พร้อมเสริมความปลอดภัยเพิ่มขึ้นอีกระดับด้วย

  • ใหม่! ไฟหน้าแบบ Bi-LED และไฟ Daylight อยู่ในโคมเดียวกัน  สว่าง โดดเด่น เห็นชัดเจนแม้ในระยะไกล พร้อมระบบปรับระดับไฟหน้าสูง-ต่ำอัตโนมัติ ป้องกันการรบกวนสายตาผู้ร่วมทาง
  • ใหม่!  ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC (Hill Descent Control) ช่วยควบคุมความเร็วของรถขณะลงทางลาดชัน ให้ความมั่นใจยิ่งขึ้น

SIGNATURE OF CHOICE  เลือกเอกลักษณ์แห่งตัวตนแบบที่เป็นคุณ ด้วยเครื่องยนต์ 1.9 หรือ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ชุดเกียร์อัตโนมัติ หรือ ชุดเกียร์ธรรมดาแบบ 6 สปีด และระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ หรือ 2 ล้อ  มีให้เลือก 5 สี ได้แก่

  • ใหม่! น้ำตาลฮาวานา (Havana Brown)
  • เงินไอซ์เบิร์ก (Iceberg Silver)
  • บรอนซ์เงินอาร์กติก (Arctic Silver)
  • ขาวมุกเอเวอร์เรสต์ (Everest Pearl White)
  • ดำออสเตรเลียนโคล (Australian Coal Black)

พร้อมกันนี้อีซูซุยังได้นำเสนอ รถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ รุ่นพิเศษ!” สปอร์ตทรงพลัง เติมเต็มอารมณ์สมาร์ท สะกดทุกสายตา  เพิ่มความคุ้มค่าด้วยชุดแต่งดีไซน์รอบคัน พร้อมชุดแต่งกระบะท้าย ออกแบบพิเศษเน้นรูปลักษณ์ให้ยิ่งโดดเด่นมีสไตล์  อีกขีดขั้นของความเท่ โฉบเฉี่ยวทุกมุมมอง  ผลิตมาจำนวนจำกัดเพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ผู้ใช้รถที่ชื่นชอบชีวิตสไตล์เมือง  อาทิ

  • ใหม่! ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ พร้อม SILVER RING เท่สะดุดตา
  • ใหม่! กระจกมองข้างโครเมี่ยม
  • ใหม่! Engine Hood Garnish คิ้วขอบฝากระโปรงหน้า และกระจังหน้าโทนเทา
  • ใหม่! FRONT BUMPER GUARD ทูโทน
  • ใหม่! ล้ออัลลอยดีไซน์พิเศษ! ขนาด 18 นิ้ว 6 ก้าน
  • ใหม่! Robust Extender พร้อม Bed Liner เสริมความบึกบึนเติมเต็มมิติตัวรถ
  • ใหม่! Fender Lip พร้อม Side Molding เช่นเดียวกับรถ SUV ระดับหรู และบันไดข้างสีเทาดำ
  • ใหม่! กันชนท้ายสีทูโทน

เตรียมพบและทดลองขับรถรุ่นล่าสุดจากอีซูซุ ในสัปดาห์แห่งการแนะนำ “The New Isuzu MU-X” ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม – 9 เมษายน ศกนี้ ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ล่าสุด!สำหรับลูกค้าอีซูซุมิว-เอ็กซ์ สามารถเข้าถึงเอกสิทธิ์พิเศษต่างๆ อย่างง่ายดายผ่านแอปพลิเคชั่นมือถือ “อีซูซุมิว-เอ็กซ์ วี.ไอ.พี. คลับ”   ร่วมอัพเดทข่าวสาร พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรม และของรางวัลมากมาย  รวมทั้งแวะสัมผัสความเท่สะดุดตา “อีซูซุดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ รุ่นพิเศษ!”  ติดตามความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com  หรือ  LINE: @isuzuthai

ดูคาติรุกแผนการตลาดครั้งใหญ่ ปรับบริการหลังการขายทั้งกระบวนทัพ

ดูคาติไทยแลนด์ประกาศนโยบายการตลาดปี 2560 ปรับกลยุทธ์บริการหลังการขายรูปแบบใหม่ ปรับลดค่าบริการเช็คระยะทุกโมเดลกว่า 42.5% ปรับเพิ่มประสบการณ์พรีเมียมที่เงินหาซื้อไม่ได้ พร้อมปรับทุกข์บำรุงสุขเพื่อสังคมกับโครงการ Heritage Ride เซอร์ไพรส์เปิดตัวมอนสเตอร์ในตำนานรหัสใหม่ 797

บริษัท ดูคาทิสติ จำกัด หรือดูคาติไทยแลนด์ นำโดย ม.ล.ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้จัดการคนใหม่ จัดงานแถลงข่าวประจำปี 2560 ประกาศนโยบายทางการตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ รองรับการบริการหลังการขายสำหรับลูกค้าที่ส่งมอบรถไปกว่า 12,000 คัน รวมถึงลูกค้าใหม่ที่กำลังจะก้าวเข้ามาเป็นครอบครัวดูคาติในอนาคต

ม.ล.ณัฐสิทธิ์ กล่าวว่า “ดูคาติไทยแลนด์ดำเนินธุรกิจนำเข้ารถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์สัญชาติอิตาเลียนค่ายดูคาติมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 โดยในปัจจุบันมีผู้จำหน่ายครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองสำคัญต่างๆ ได้แก่ ดูคาติ พระราม 3, ดูคาติ ราชพฤกษ์, ดูคาติ วิภาวดี และต่างจังหวัดอีก 9 แห่ง ได้แก่ดูคาติ ภูเก็ต, ดูคาติ อุดรธานี, ดูคาติ พัทยา, ดูคาติ เชียงใหม่, ดูคาติ นครราชสีมา, ดูคาติ หาดใหญ่, ดูคาติ หัวหิน, ดูคาติ ขอนแก่น และดูคาติบุรีรัมย์ ซึ่งทางดูคาติไทยแลนด์ได้ทำการส่งมอบรถดูคาติคันที่ 12,000 ในประเทศไทยเมื่อต้นปี พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา ทำให้ดูคาติเป็นแบรนด์บิ๊กไบค์เกรดพรีเมียมที่มียอดจดทะเบียนสะสมมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเป็นตัวเลขที่พิสูจน์ความสำเร็จ ความเชื่อมั่น และความไว้วางใจในแบรนด์ดูคาติตลอดระยะเวลากว่า 14 ปีที่ผ่านมา”

และในปีนี้ ทางดูคาติไทยแลนด์ได้เปิด Ducati Concept Store หรือร้านขายเสื้อผ้า อุปกรณ์ และสินค้าไลฟ์สไตล์ต่างๆ ของดูคาติ ในสยามพารากอน โดยตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 โซน South ขนาดพื้นที่ 35 ตร.ม. ซึ่งถือเป็น Concept Store แห่งแรกของดูคาติในภูมิภาคเอเชีย ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงแบรนด์ดูคาติได้ง่ายขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้เป็นเจ้าของรถดูคาติในวันนี้

สำหรับผลงานทางด้านการแข่งขันของดูคาติในฤดูกาลที่ผ่านมา สามารถทำผลงานได้ดีทั้งในการแข่งขัน MotoGP และ World Superbike ที่สามารถคว้าชัยชนะมาได้ในหลายสนาม ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน MotoGP ที่สนามในประเทศออสเตรีย โดยอันเดรีย เอียนโนเน (Andrea Iannone) และสนามในประเทศมาเลเซีย โดยอันเดรีย โดวิซิโอโซ (Andrea Dovizioso) และในการแข่งขัน Wolrd Superbike ทีมดูคาติก็ทำผลได้อย่างดีเยี่ยม โดยแชส เดวี่ส์ (Chaz Davies) เป็นนักแข่งที่มีชัยชนะมากถึง 11 ครั้ง ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดมากกว่านักแข่งจากทีมอื่นๆ ทั้งหมด

และในปีนี้จะเป็นปีที่ีทีมดูคาติมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ทั้งทีม MotoGP ที่มีนักแข่งดีกรีแชมป์โลก 5 สมัยอย่าง ฮอร์เก้ ลอเรนโซ่ (Jorge Lorenzo) มาร่วมทีมกับอันเดรีย โดวิซิโอโซ (Andrea Dovizioso) และทีม World Superbike ที่แชส เดวี่ส์ (Chaz Davies) จะมาร่วมทีมกับมาร์โก้ มิแลนดรี้ (Marco Melandri) อดีตแชมป์โลกรุ่น 250 ซีซี ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นที่น่าจับตามองสำหรับฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะการแข่งขัน World Superbike ที่นักแข่งจะเดินทางมาแข่งขันที่ประเทศไทยในเดือนมีนาคมนี้

ทั้งนี้ เทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ทางดูคาติคิดค้นและพัฒนาถ่ายทอดออกมาสู่ความเร็วและความแรงในทุกสนาม ได้ถูกพัฒนาสู่รถซุปเปอร์ไบค์หลากหลายรุ่นสำหรับการใช้งานบนท้องถนน และแน่นอนว่ายังสามารถทำผลงานได้ดีในสนามแข่งขัน โดยซุปเปอร์ไบค์ที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ 1299 Superleggera รถลิมิเตด อิดิชั่นที่มีเพียง 500 คันทั่วโลก และในเมืองไทยมีเพียง 3 คันเท่านั้น ราคาอยู่ที่ 5.7 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีผู้ครอบครองเรียบร้อยแล้ว

 

และในวันนี้ ทางดูคาติไทยแลนด์ได้มีการนำรถดูคาติรุ่นใหม่ล่าสุดมาเปิดตัวในเมืองไทยที่นี่เป็นครั้งแรก นั่นคือ นิว มอนสเตอร์ 797 (New Monster 797) ซึ่งจะเป็น Urban Icon หรือเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มคนที่ชื่นชอบความเป็นอิตาเลียนสไตล์ ที่มีความโดดเด่น มีเอกลักษณ์ และสืบสานตำนานอันยิ่งใหญ่ของ Monster ที่มีมากว่า 20 ปี ด้วยเครื่องยนต์แบบ Air-Cool ขนาด 803 ซีซี มาพร้อมกับถังน้ำมันเหล็ก และ trellis frame ที่ออกแบบให้มีความปราดเปรียวเหมือนกับ Monster คันแรก ซึ่ง New Monster 797 จะมีทั้งหมด 3 สี คือ สีแดง Ducati Red, สีขาว Star White Silk และสีดำ Dark Stealth โดยราคาช่วงเปิดตัวสำหรับ Monster 797 Ducati Red อยู่ที่ 399,900 บาท (จากราคาปกติ 409,900 บาท) สำหรับราคาช่วงเปิดตัวของ Monster 797 Star White Silk และ Dark Stealth อยู่ที่ 409,900 บาท (จากราคาปกติ 419,900 บาท) โดยราคาพิเศษช่วงเปิดตัวมีผลถึง 30 เมษายนนี้ นอกจากนี้ ยังมีการจัดแคมเปญพิเศษจากทาง FPG ประกันภัย ที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และตอกย้ำการรณรงค์เรื่องการขับขี่ปลอดภัย ในการเป็นผู้มอบสิทธิพิเศษแก่ผู้ที่จองรถ New Monster 797 ในการลงเรียนหลักสูตร Ducati Riding Experience หรือ DRE Course ในราคาพิเศษเพียง 990 บาท จากราคาเต็ม 5,990 บาท และสำหรับลูกค้าท่านใดที่ผ่านการอบรมหลักสูตร DRE ดังกล่าวแล้ว จะได้รับส่วนลดค่าประกันภัยจาก 21,900 บาท เหลือเพียง 16,900 บาท และการจ่ายค่าความเสียหายส่วนแรกในอัตราที่ถูกกว่า จากเดิม 30,000 บาท เหลือเพียง 20,000 บาทเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Monster 797 Star White Silk                                                  Monster 797 Dark Stealth

                                            

                                  

 

 

 

 

 

 

 

         Monster 797 Ducati Red

 

ทั้งนี้ ทางดูคาติไทยแลนด์ได้มีการปรับกลยุทธ์ทางการตลาดครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้นไปที่การบริการหลังการขายรูปแบบใหม่ นั่นคือการมอบอภิสิทธิ์พิเศษของ Ducati Smart Service Package ให้แก่ลูกค้าดูคาติทุกท่าน ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างราคาอะไหล่และการตรวจเช็คตามระยะ ให้สอดคล้องกับราคาของรถ Ducati ที่จำหน่ายในประเทศไทย เพื่อการใช้งานในทุกเส้นทางได้อย่างมั่นใจแบบไร้กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา โดยรถทุกคันจะได้รับบริการจากช่างผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมตามมาตรฐานของบริษัทผู้ผลิตที่ประเทศอิตาลีอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมคุณภาพจากอะไหล่แท้ของ Ducati เท่านั้น เพียงนำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการจากผู้จำหน่ายดูคาติอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ในราคาแพ็คเกจพิเศษสุดที่มีการรวมค่าบริการ ค่าอะไหล่ และค่าแรงเรียบร้อยแล้ว โดยจะทำให้ค่าบำรุงรักษารถ Ducati ทุกรุ่นมีราคาลดลงโดยเฉลี่ยกว่า 42.5% อาทิเช่น จากเดิมที่ค่าซ่อมตามระยะ 1,000 กิโลเมตรหรือ 1 ปี ของ Ducati ที่อยู่ในราคาเกือบ 4,000 บาท ซึ่งในปีนี้ Ducati จะปรับราคาค่าซ่อมบำรุง 1,000 กิโลเมตร เหลือเพียง 1,990 บาท และสำหรับค่าซ่อมบำรุงในระยะอื่นๆ ได้มีการปรับราคาลดลงในอัตราเดียวกัน เช่น ระยะ 12,000 กิโลเมตร จากราคาเกือบ 12,000 บาท เหลือเพียง 5,990 บาท สำหรับระยะ 24,000 กิโล ซึ่งเป็นระยะการตรวจเช็คที่ใหญ่ที่สุดของ Ducati เพราะต้องมีการตรวจเช็ควาล์วระบบ Desmo จากเดิมที่ค่าใช้จ่ายอยู่ที่กว่า 20,000 บาท จะเหลือเพียง 10,900 บาท ทั้งนี้ ราคาแพ็คเกจดังกล่าว ไม่รวมผ้าเบรค โซ่และสเตอร์และแบตเตอรี่ โดยราคาผ้าเบรคหน้า เริ่มต้นที่ 1,950 บาทต่อชิ้น และราคาผ้าเบรคหลัง เริ่มต้นที่ 1,900 บาทต่อชิ้น สำหรับโซ่และสเตอร์ราคาเริ่มต้นที่ 5,900 บาท และแบตเตอรี่ของรถทุกรุ่นราคาจะอยู่ที่ 3,990 บาท ยกเว้นราคาแบตเตอรี่ของรถ Superbike อยู่ที่ 4,250 บาท สามารถติดตามรายละเอียด Smart Service Package รถดูคาติทุกรุ่นเพิ่มเติมได้ที่ www.ducatismartservice.com