Category Archives: AEC

เศรษฐกิจเวียดนามกลับมาขยายตัวหลัง Samsung ฟื้น

               รัฐบาลเวียดนามเผยว่าไตรมาส 2 ของปีนี้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง (Real GDP) อยู่ที่ 6.2% ขยับขึ้นจาก 5.1% ของไตรมาสแรกและเป็นครั้งแรกในรอบปีที่ตัวเลขบ่งชี้การเติบโตทางเศรษฐกิจดังกล่าวกลับมาอยู่เหนือกว่า 6% ได้อีกครั้ง โดยคาดกันว่าเหตุผลหลักมาจากยอดการส่งออก Smartphone ของ Samsung ที่มีโรงงานฐานการผลิตสำคัญในเวียดนามกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังพ้นวิกฤต Galaxy Note 7 ที่เกิดการลุกไหม้นำสู่การเรียกเก็บสินค้าทั่วโลกครั้งใหญ่จนต้องเลิกผลิตในที่สุดซึ่งแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจเวียดนามต้องพึ่งพาการลงทุนจากแบรนด์เทคโนโลยีเกาหลีใต้แบรนด์นี้ รวมถึงแบรนด์ร่วมชาติทั้งในกิจการเดียวกันและต่างกันอย่าง LG และ Lotte Group ที่เริ่มขึ้นอย่างจริงจังเมื่อปี 2014 เป็นอย่างมาก

                  แม้ภาคการผลิตในเวียดนามจะขยายตัวอย่างชัดเจนผ่านเงินลงทุนของบรรดาบริษัทเกาหลีใต้ชื่อดังและบริษัทต่างชาติประเทศอื่น แต่กลับไม่สามารถขึ้นเป็นผู้นำในการแข่งขันกับเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันเฉียงใต้ได้เนื่องจากโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่ด้านการขนส่งและคมนาคม ยังไม่พัฒนาเต็มที่หรืออาจไม่สามารถทำให้แล้วเสร็จได้ตามเป้า หลังรัฐบาลไม่สามารถโน้มน้าวให้บริษัท Infrastructure มาลงทุนได้ ประกอบกับรัฐบาลเองก็ยังขนาดงบประมาณ จนเป็นไปได้ว่ารถไฟใต้ดินสายแรกของนครโฮจิมินห์อาจเริ่มสร้างได้ช้ากว่ากำหนดการเดิมในปี 2020

ที่มา : asia.nikkei.com

สิงคโปร์เปิดหลักสูตร Internet of Things

          เพราะให้ความสำคัญด้านการศึกษาสิงคโปร์จึงก้าวหน้ากว่าเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล่าสุดความจริงข้อนี้ถูกตอกย้ำอีกครั้งด้วยการที่ Republic Polytechnic สถาบันอาชีวศึกษาในประเทศเปิดสอนหลักสูตรอนุปริญญาสาขา Internet of Things (IoT) เทคโนโลยีเบื้องหลังการสื่อสารกันเองของอุปกรณ์ต่างๆ ในยุคนี้ตั้งแต่ Smartphone ไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ซึ่งคณาจารย์ที่มาให้ความรู้ล้วนเป็นคนมากประสบการณ์ในวิทยาการด้านนี้ โดยความรู้ที่ผู้มาลงเรียนจะได้ไปพร้อมใบปริญญาคือการเขียน Program หลักสถิติ การวิเคราะห์ข้อมูล การเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ และองค์ประกอบทางสังคมและอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างระบบ พร้อมสัมผัสและสร้างอุปกรณ์ต้นแบบจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติด้วย

          ส่วนคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้มาลงเรียนหลักสูตรดังกล่าวที่ใช้เวลาเรียนรวม 300 ชั่วโมงต้องเป็นผู้ที่วุฒิอนุปริญญาหรือปริญญาตรี ด้านวิศวไฟฟ้าหรือวิทยาการคอมพิวเตอร์ ขณะเดียวกันต้องมาลงทะเบียนเรียนและชำระเงินก่อนภายในกรกฎาคมเพื่อให้ได้เตรียมตัวก่อนเริ่มเรียนตุลาคมที่จะถึงนี้ โดยคาดกันว่านี่เป็นโครงการต่อเนื่องของรัฐบาลสิงคโปร์เพื่อผลักดันให้ประเทศเป็น Smart Nation ตามแผนที่วางไว้หลังเริ่มต้นด้วยการก่อตั้งศูนย์พัฒนา Startup ด้านเทคโนโลยีเมื่อไม่นานมานี้

ที่มา : techinasia.com

 

ญี่ปุ่น : แหล่งเรียนต่อต่างประเทศยอดฮิตชาวเวียดนาม

 

ในระดับบุคคลการศึกษาต่อต่างประเทศคือใบเบิกทางสู่ความก้าวหน้าทางอาชีพ ส่วนในระดับประเทศนี่คือสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่าง 2 ชาติที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจในอนาคต โดยตามข้อมูลขององค์การสนับสนุนนักศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่น (JASSO) เผยว่าปี 2016 ชาวเวียดนามไปศึกษาต่อในญี่ปุ่นรวมถึงแค่เรียนภาษา 54,000 คน เพิ่มขึ้นถึง 12 เท่าจากเมื่อ 6 ปีก่อนและครองสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของนักศึกษาต่างชาติในญี่ปุ่นเป็นรองแค่จีนเท่านั้น การขยายตัวดังกล่าวมีเหตุผลประกอบกันหลายด้าน ทั้งครอบครัวชนชั้นกลางชาวเวียดนามมีกำลังส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อต่างแดนมากขึ้นหลังเศรษฐกิจในประเทศโตมากกว่า 6% สองปีติด ค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงเกินไป ภาพลักษณ์ที่ดีของระบบการศึกษาญี่ปุ่นและที่สำคัญบรรดานักศึกษาส่วนใหญ่มองว่าเมื่อเรียนจบกลับมาจะได้โอกาสได้ทำงานพร้อมเงินเดือนเริ่มต้นที่สูงกับบริษัทญี่ปุ่นมากมายที่มาลงทุนในเวียดนาม

ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 3 ของเวียดนาม ถัดจากจีนและสหรัฐ ปี 2016 แล้วมูลค่าทางการค้าทั้งนำเข้าและส่งออกอยูที่ 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 1.05 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นเกือบ 2เท่าจากเมื่อปี 2010 ขณะเดียวกันญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่มาลงทุนในเวียดนามมากเป็นอันดับ 2 โดยข้อมูลล่าสุดเมื่อมีนาคมที่ผ่านมาระบุว่า มีเม็ดเงินจากบรรดาบริษัทจากแดนซากุระมาลงทุนโดยตรงในเวียดนามมากถึง 42,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 1.48 ล้านล้านบาท) ด้านบริษัทญี่ปุ่นเผยว่าในปัจจุบันชาวเวียดนามที่มีทักษะภาษาและความเข้าใจในวัฒนธรรมญี่ปุ่นกำลังเป็นที่ต้องการ ต่างจากอดีตที่ต้องการเพียงแรงงานค่าแรงถูกและไม่จำเป็นต้องรู้ภาษาญี่ปุ่นสำหรับทำงานฝ่ายผลิตในโรงงานเท่านั้น ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มโอกาสการคว้าตัวพนักงาน ท่ามกลางการแข่งขันกับบริษัทสัญชาติจีนที่มาลุงทุนในเวียดนามเช่นกัน

ที่มา : bloomberg.com

เปิดแล้ว Apple Store แห่งแรกใน ASEAN

วันเสาร์ที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ ยกเว้นเหล่าสาวก Apple ราว 2,000 คน ที่ต่างไปเป็นสักขีพยานการเปิด Apple Store แห่งแรกในภูมิภาคนี้ซึ่งเป็นร้านขนาด 2 ชั้นที่ Knightsbridge Mall ห้างสรรพค้าบนถนน Orchard ของสิงคโปร์ มีรายงานว่าบางคนเริ่มมาปักหลักผู้มารออยู่หน้าร้านตั้งแต่เย็นวันศุกร์ ส่วนผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกค้าคนแรกคือ Peter Xiang หนุ่มชาวจีนวัย 25 ปีซึ่งเคยไปวันประเดิมเปิดร้านที่กวางโจว นานกิง และมาเก๊า ที่เดินทางมาสิงคโปร์ตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม โดยเจ้าตัวเผยว่าแม้เหนื่อยที่ต้องอยู่หน้าร้านมากกว่า 10 ชั่วโมงแต่ยังตื่นเต้นที่ได้เข้าไปในร้าน และสินค้าที่เล็งไว้คือเสื้อยืดหรือสินค้าสักชิ้น

Angela Ahrendts รองประธานอาวุโสฝ่ายค้าปลีกของ Apple (ขวาสุด)

วิเคราะห์กันว่า สาขาล่าสุดนี้ซึ่งใช้ชื่อว่า Apple Orchard Road และ Angela Ahrendts รองประธานอาวุโสฝ่ายค้าปลีกของ Apple มาในวันเปิดร้านด้วย มีความสำคัญต่อแบรนด์เทคโนโลยีดังเจ้าของ iPhone เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่มองข้ามประเทศแถบ ASEAN และยังเป็นสู้กับธุรกิจ E-Commerce ด้วยการกระตุ้นให้ผู้บริโภคออกมาสัมผัสประสบการณ์การซื้อสินค้า รวมถึงกิจกรรมพิเศษต่างๆ ที่มีประจำ ขณะเดียวกันยังช่วยให้ย่าน Shopping บนถนน Orchard กลับมาคึกคักอีกครั้งและตอกย้ำสถานะความเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสิงคโปร์ด้วย

ที่มา : channelnewsasia.com

FamilyMart ขอเดินหน้าแบบค่อยเป็นค่อยไปในเวียดนาม

หลังเคยพลาดมาแล้วการเดินต่อในก้าวถัดมาจึงควรเป็นอย่างรอบคอบ นี่เป็นบทเรียนที่ FamilyMart ได้รับจากการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม หลังเมื่อปี 2013 ต้องขายสาขาที่เพิ่งขยายได้ 42 แห่งในเวียดนามให้บริษัทผู้ถือครองลิขสิทธ์ (Franchisee) ในประเทศนี้ ส่งผลให้ในปัจจุบันการรุกเวียดนามของแบรนด์ร้านสะดวกซื้อสัญชาติญี่ปุ่นจึงมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เล็งเพิ่มสาขาจาก 130 เป็น 150 แห่งภายในสิ้นปีนี้ ท่ามกลางความท้าทายมากมาย ทั้งการกลับมาทำกำไรให้ได้ การขยายตัวในธุรกิจค้าปลีกเวียดนามและคู่แข่งที่จะเพิ่มขึ้นหลัง 7-Elven เปิดสาขาแรกที่เวียดนามในปีหน้า

ด้าน โคจิ ทาคายานางิ ประธานบริหาร (CEO) FamilyMart ยอมรับว่าจากภาวะขาดทุนในอินโดนีเซีย ไทยและเวียดนาม ทางบริษัทจึงไม่สามารถทุ่มเททรัพยากรให้ธุรกิจในกลุ่มประเทศ ASEAN ได้เต็มที่ ประกอบกับอยากหันมาให้ความสำคัญกับตลาดที่กิจการไปได้สวย อย่างจีนและไต้หวัน รวมถึงในญี่ปุ่นเองด้วย โดยคาดว่าหากเป็นไปตามแผนเมื่อถึงปี 2021 ผลประกอบการจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,000,000 ล้านเยน (ราว 307,650 ล้านบาท)

สำหรับอุตสาหกรรมค้าปลีกในเวียดนามตามข้อมูล A.T.Kearney บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการสัญชาติอเมริกัน ระบุว่าเมื่อปี 2016 มีอัตราการเติบโตสูง ติด 5 อันดับสูงสุดในแถบ ASEAN และเป็นอันดับที่ 11 ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ สอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวงการค้าเวียดนามที่ว่าตลาดค้าปลีกในประเทศยังสามารถขยายตัวได้อีกมากเพราะประชากรเกินครึ่งหนึ่งเป็นวัยรุ่นและมีรายเฉลี่ยต่อปีต่อคนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : reuters.com ,vnexpress.net

โอนิกิริ : เมนูอิ่มด่วนขายดีใน C-Store สิงคโปร์และมาเลเซีย

ไม่ใช่เฉพาะไทยเท่านั้นที่เมนูอิ่มด่วนสัญชาติญี่ปุ่นกำลังเป็นสินค้าขายดีในร้านสะดวกซื้อ โดย 7-Eleven ในสิงคโปร์เผยว่าข้าวปั้นทรง 3 เหลี่ยมสอดไส้และห่อสาหร่ายหรือโอนิกิริ ที่เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่พฤศจิกายน 2015 มี แม้แพงกว่าอาหารประเภทนี้ในญี่ปุ่นเองเล็กน้อย ด้วยราคาชิ้นละ 2.50 เหรียญสิงคโปร์ (ราว 63 บาท) แต่ก็กระแสตอบรับดีจนต้องเพิ่มเป็น 6 ไส้ซึ่งนอกจากไส้ปลาทูน่าและปลาแซลม่อนแล้วยังมีการนำข้าวหุงน้ำกะทิสอดไส้น้ำพริกและไข่ต้ม (Nasi Lamak) มาปรับเป็นข้าวปั้นเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่อยากกินอาหารท้องถิ่นในรูปแบบแปลกใหม่และสะดวกรวดเร็วด้วย

ด้านประเทศเพื่อนบ้านของสิงคโปร์ก็ไม่น้อยหน้า โดย myNEWS.com ร้านสะดวกซื้อในมาเลเซียก็มีเมนูนี้วางขายอยู่ในกว่า 250 สาขา ในราคาชิ้นละ 4 ริงกิต (ราว 30 บาท) เท่านั้น และมีไส้ให้เลือกมากมาย ทั้งปลาทูน่า มานองเนสหรือไก่ย่าง (เทริยากิ) ส่วนสาเหตุที่ทำให้โอนิกิริได้รับความนิยมในสิงคโปร์และมาเลเซียคาดว่ามาจากการที่เป็นอาหารในกลุ่มอิ่มสะดวกสอดรับกับพฤติกรรมของประชากรวัยทำงานรุ่นใหม่ที่ยังอยู่โสดและอยากกินอะไรรองท้องก่อนเข้างานช่วงเช้า และถือเป็นเมนูที่ไม่ขัดหลักปฏิบัติหรือข้อห้ามทางศาสนาประกอบกับความนิยมอาหารญี่ปุ่นในทั้ง 2 ประเทศเห็นได้จาก ร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่นมากมาย และตำราทำอาหารญี่ปุ่นที่วางขายอยู่ตามร้านหนังสือโดยเฉพาะวิธีทำข้าวกล่องที่ตกแต่งอย่างสวยงาม (เบ็นโตะ)

ที่มา : nikkei.com

Grab ซื้อกิจการ Start-up ด้าน E-Commerce ในอินโดฯ

App เรียก Taxi ยอดฮิตใน ASEAN เดินหน้าเต็มที่เพื่อการขยับเข้าใกล้การเป็นศูนย์กลางการชำระแบบเงินแบบไร้เงินสดในภูมิภาคตามที่ Anthony Tan ผู้ก่อตั้งและ CEOวางไว้ โดย Grab ได้เข้าซื้อกิจการ Kudo – Startup ด้าน E-Commerce ในอินโดนีเซียซึ่งช่วยให้ผู้ที่ไม่มีบัญชีธนาคารสามารถทำธุรกรรมกับเว็บไซต์ขายสินค้า Online และบริการOnline อื่นๆได้ ผ่านสาขากว่า500แห่งทั่วประเทศด้วยจำนวนเงินไม่เปิดเผย เพื่อให้การชำระค่าโดยสารสะดวกยิ่งขึ้น ท่ามกลางอัตราการขยายตัวทางธุรกิจในประเทศนี้ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อปี 2016 ทั้งในส่วนTaxi และ จักรยานยนต์ที่เพิ่มขึ้นถึง 600%

นอกจากเพิ่มทางเลือกในการชำระเงินให้ผู้โดยสารแล้ว Grab ยังหวังว่าการได้ Kudo เข้ามาอยู่ใต้ชายคาอาจต่อยอดไปสู่บริการทางการเงินอื่นๆ เช่นสินเชื่อส่วนบุคคลและประกันชีวิตด้วย โดยมีความเป็นไปได้ว่าผู้ที่จะมาดูแลธุรกิจในดังกล่าวคือ Jason Thompson อดีตผู้บริหาร Euronet ซึ่งย้ายมาเป็นหัวเรือใหญ่ของ GrabPay ตั้งแต่ปีที่แล้ว ทั้งนี้เพื่อเตรียมพร้อมในการขยายธุรกิจในด้านต่างๆ รวมถึงการชำระเงิน Online ผ่าน Mobile Device ทาง Grab ได้ตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาขึ้นในหลายประเทศ เช่นอินโดนีเซีย เวียดนาม และอินเดีย

ที่มา : insideretail.asia

แบรนด์ Fastfood ดังฟิลิปปินส์บุกอิตาลี

 

เมื่ออิ่มตัวกับความสำเร็จในบ้านเกิด เป้าหมายต่อไปของแบรนด์ Fastfood เบอร์หนึ่งของฟิลิปปินส์คือการชาติชั้นนำในยุโรป โดย Jollibee เผยว่า เตรียมขยายกิจการสู่ยุโรป ผ่านการลงทุนร่วมในสัดส่วน 75:25 ระหว่าง Golden Plate ซึ่งดูแลการขยายกิจการในต่างประเทศกับ Blackbird บริษัทลงทุนในหลายวงการสัญชาติสิงคโปร์ เบื้องต้นตั้งเป้าว่าสาขาแรกจะอยู่ที่อิตาลี ซึ่งคาดว่าจะเป็นการดำเนินธุรกิจที่ปลอดภัย เนื่องจากอิตาลีเป็นประเทศที่มีชาวฟิลิปปินส์ทำงานอยู่ 270,000 คน ครองสัดส่วนมากสุดของชาวฟิลิปปินส์ในยุโรปจากทั้งหมด 800,000 คน

สำหรับ Jollibee เริ่มต้นจากเป็นร้านไอศกรีมในกรุง Manila เมื่อช่วงยุค 70 และขยายสู่ธุรกิจเครือร้านอาหารจานด่วน เมนูเด็ดคือไก่ทอดและเบอร์เกอร์ จนปัจจุบันมีสาขาอยู่เกือบ 1,200 แห่ง แบ่งเป็นราว 900 แห่งในประเทศ และอีกเกือบ 160 แห่งในต่างประเทศ โดยประเภทหลังจะเน้นประเทศที่มีชาวฟิลิปินส์ไปทำงานอยู่ เช่นสหรัฐ แถบตะวันออกกลาง สำหรับชาติใน ASEAN โดยเฉพาะเวียดนามแบรนด์เจ้าของ Logo ผึ้งสีแดงได้รับความนิยมไม่น้อย มีสาขามากถึง 86 แห่ง

ที่มา : insideretail.asia ,nikkei.com ,wikipedia.com

ปั่นถึงสิงคโปร์แล้ว Ride Sharing Bike ดังจากจีน

 

อีกครั้งที่สิงคโปร์ได้เป็นประเทศแรกที่ได้สัมผัสสิ่งใหม่ก่อนเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเมื่อ 21 มีนาคมที่ผ่านมา Mobike บริษัทผู้ให้บริการจักรยานแบบปันกันขี่ (Ride Sharing Bike) รายใหญ่จากจีนได้ขยายธุรกิจเข้ามาในสิงคโปร์อย่างเป็นทางการแล้ว ผ่านจักรยานราว 200 คันตามมหาวิทยาลัยบางแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยแห่งชาติของสิงคโปร์ และมหาวิทยาลัยการจัดการของสิงคโปร์ ด้าน ฟลอเรียน โบห์เนิร์ต หัวหน้าฝ่ายขยายกิจการต่างประเทศ ระบุว่าได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากรัฐบาลที่อยากให้ประชาชนได้ใช้พาหนะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

การมาสิงคโปร์ถือเป็นการขยายกิจการสู่ต่างประเทศครั้งแรกของ Mobike หลังเป็นเบอร์หนึ่งในตลาด Ride Sharing Bike ของจีนด้วยจำนวนจักรยานกว่า 1 ล้านคันที่ให้บริการใน 33 เมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง และ เซี่ยงไฮ้ คิดเป็นส่วนแบ่งมากถึง 72.5% โดยมีความท้าทายหลายอย่างรออยู่ ทั้งเลนวิ่งของจักรยาน 700 กิโลเมตรและจุดจอดที่แล้วเสร็จไปเพียงครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ยังต้องเจอกับคู่แข่งอีก 2 บริษัทคือ Obike ของสิงคโปร์และ Ofo จากจีน

สำหรับ Mobikes ก่อตั้งเมื่อปี 2015 มีจุดเด่นอยู่ที่ ใช้ App บน Mobile Device เป็นหาพิกัดและปลดล็อกจักรยาน ค่าบริการเพียงชั่วโมงละ 1 หยวนหรือราว 5 บาท จ่ายผ่านบัญชี Alipay หรือ WeChatPay และเมื่อหลังถึงที่หมายก็สามารถจอดทิ้งได้เลยเพื่อให้คนอื่นได้ใช้ต่อ ซึ่งบริษัทจะทราบจุดที่จักรยานอยู่ได้ผ่าน GPS โดยจากการที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดทำบริษัททั้งในและต่างประเทศสนใจลงทุน ซึ่งในจำนวนนี้ มี Tencent บริษัทอินเตอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ของจีน Sequoia Capitalกองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital – VC) ด้านเทคโนโลยีชื่อดังของสหรัฐ และกองทุน Temasek ของสิงคโปร์รวมอยู่ด้วย

ที่มา : cnbc.com ,techinasia.com

Startup เทคโนโลยีเมียนมาร์เริ่มตั้งไข่

 

กลายเป็นหนึ่งในรูปแบบการดำเนินธุรกิจของคนรุ่นใหม่ในหลายประเทศไปแล้ว กับการเปิดบริษัทใหม่ที่มีแววรุ่ง (Start up) สำหรับเมียนมาร์ แม้ยังอยู่ในช่วงตั้งไข่ เช่นเดียวกับหลายประเทศ แต่ก็ได้รับความสนใจและมีโอกาสเติบโต โดยใน Demo Day งานรวมตัว Startup ครั้งแรกๆ ของเมียน์มาร์เมื่อต้นมีนาคมที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมประมาณ 200 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีทั้ง Startup และบรรดาธุรกิจร่วมลงทุน (Venture Capital -VC) จากประเทศอีกหลายแห่ง ด้าน เจส คาลิบี ปีเตอร์สัน ผู้อำนวยการของ Phandeeyar – บริษัทพัฒนาช่วยผลักดันศักยภาพของ Startup (Accelerator) ในฐานะผู้จัดงาน กล่าวว่า “Startup ประเทศนี้มีความต้องการเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะเป็นประเทศปิดมาก่อน”

ด้าน ฮันนี่ มา วิน อดีตวิศวกรระบบโทรคมนาคมวัย 26 ปี ซึ่งผันตัวเองมาตั้ง Startup ในชื่อ Chate Sat และเข้าร่วมงานนี้ด้วย ให้ทัศนะว่า ระบบโทรคมนาคมเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ Start Up ด้านเทคโนโลยีเติบโต โดยไม่กี่ปีก่อนหน้านี้มีผู้ให้บริการเครือข่ายการสื่อสารเคลื่อนที่ (Mobile Operator) เพียงรายเดียว แต่ปัจจุบันมีเพิ่มเป็น 3 ถึง 4 ราย อย่างไรก็ตามมีการวิเคราะห์กันว่า นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ความขัดแย้งทางการเมืองและไฟฟ้าที่ยังไม่ทั่วถึงอาจเป็นอาจฉุดรั้งการพัฒนาและเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2014 ที่รัฐบาลทหารลงจากอำนาจและเปลี่ยนมาใช้ระบอบประชาธิปไตยใตยในการปกครองประเทศ เมียนมาร์ก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะด้านโทรคมนาคม โดยปัจจุบันมีอัตราการเข้าถึง Smartphone ต่อจำนวนประชากร สูงถึง 80% ทั้งที่ 3 ปีก่อนมีแค่เพียง 3% เท่านั้น ขณะที่ 14 ล้านคนซึ่งคิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมดใช้ Facebook เป็นประจำ ต่างจากปี 2012 ที่ไม่มีใครรู้จักเลย ส่วน Startup ในเมียนมาร์ได้รับความสนใจจาก VC มากมายต่างประเทศมากมาย ซึ่งในนั้นมี VC จาก ปีเตอร์ โอมิดยาร์ ผู้ก่อตั้ง E-Bay และ อีริค ชมิดส์ ผู้บริหาร Google รวมอยู่ด้วย

ที่มา : cnbc.com