Category Archives: AEC

Alphabet เตรียมปล่อยทัพ Balloon สู่น่านฟ้าอินโดฯ

เมื่อเป้าหมายคือการเข้าถึงผู้ใช้ให้ครอบคลุม สอดคล้องกับสถานะองค์กรของ Google หลังปรับโครงสร้าง ยกระดับจาก Search Engine กลายเป็นอาณาจักรเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ภายใต้ชายคาและชื่อใหม่ว่า Alphabet ลำพังแค่พัฒนา Feature เพิ่ม Function จึงไม่เพียงพออีกต่อไป โดย Alphabet ได้จับมือกับ Telkomsel ,XL Axiata และ Indosat สามบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ของอินโดนีเซีย เดินหน้า Project Loon การปล่อยบอลลูนสะท้อนสัญญานอินเตอร์เน็ตนับร้อยลูกขึ้นสู่ท้องฟ้า “แดนอิเหนา” ต้นปีหน้า ภายในรัศมีมากกว่า 12 ไมล์ (ราว 19.2 กิโลเมตร) และความเร็วในการ Down Load อยู่ที่ 10 Mbps ขึ้นไป

Loon 2

Alphabet หวังว่าทัพลูกโป่งยักษ์จะช่วยให้ชาวอินโดฯเข้าถึง Wi-Fi Internetผ่านโทรศัพท์มือถือได้มากขึ้นแม้ในมุมอับสัญญาน จากที่ปัจจุบันอัตราการเข้าถึงอยู่ที่เพียง 1ใน 3 ของจำนวนประชากรเท่านั้น ซึ่งข้อมูลผู้ใช้ที่ได้จะเป็นประโยชน์ทางธุรกิจและทำให้ประชากรในอินโดนีเซียมีโอกาสได้ใช้ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของบริษัท เช่น Google Search และระบบปฏิบัติการ Android บน Mobile Gadget ได้มากขึ้น

สำหรับ Project Loon อยู่ภายใต้การดูแลของ Mike Cassidy หัวเรือใหญ่ของ Google X ฝ่ายพัฒนานวัตกรรมของ Google เดิม (ปัจจุบันชื่อถูกตัดทอนเหลือแค่ X) เริ่มจากการปล่อย Balloon 30 ลูกขึ้นสู่ท้องฟ้านิวซีแลนด์ เมื่อปี 2011 ตามด้วย ออสเตรเลีย บราซิล และปีหน้าในอินโดนีเซีย โดย 3 ประเทศต่อไปคือชิลี อาร์เจนติน่า และ ศรีลังกา ทั้งนี้นอกจาก Alphabet แล้ว Facebook ก็มีแผนเดินหน้าโครงการลักษณะและจุดประสงค์เดียวกัน ในชื่อ Internet.org แต่ต่างกันตรงตัวกระจายสัญญานอินเตอร์เน็ตคือ Aquilaฝูงบินเครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์ไร้คนขับซึ่งจะลอยอยู่บนท้องฟ้าได้นาน 90 วัน

ที่มา : theverge.com

ชาวเวียดนามแห่เที่ยวต่างประเทศมากขึ้น

เมื่อชีวิตความเป็นอยู่สะดวกสบายขึ้น หน้าที่การงานเป็นไปดังหวัง และมีเงินเหลือเก็บ การท่องเที่ยวต่างแดนจึงเริ่มเข้ามีบทบาทในชีวิต โดย Viet Media Travel Corporation บริษัทนำเที่ยวของเวียดนามเผยว่า ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมาชาวเวียดนามไปท่องเที่ยวต่างประเทศกันมากขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่นซึ่งปัจจุบันค่าใช้จ่ายต่อทริปอยู่ที่ 20 ล้านดอง (ราว 31,185 บาท ) ลดลงจาก 40 ล้านดองเมื่อปี 2013 เป็นไปทิศทางเดียวกับข้อมูลของการท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่ว่า 9 เดือนแรกปีนี้มีชาวเวียดนาม 139,000 คนเดินทางเข้าญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 53% จากช่วงเดียวกันของปี 2014

ด้าน Saigontourist บริษัทท่องเที่ยวร่วมชาติ ระบุ 10เดือนแรกปีนี้ ลูกค้าในประเทศที่มาซื้อทัวร์เพื่อเดินทางไปพักผ่อนต่างประเทศเพิ่มขึ้น 40% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว มีไทย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ยุโรป และสหรัฐฯ เป็นที่หมายยอดฮิต สำสรับความนิยมในการเดินทางไปต่างประเทศดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจาก แผนปฏิรูปเศรษฐกิจเมื่อปี 1986 ที่ทำให้เวียดนามยกระดับจากประเทศยากจน ประชากรมีรายได้ต่อหัวเพียง 100 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 3,500 บาท) มาเป็นชาติที่เติมไปด้วยคนชั้นกลางระดับล่างที่มีรายได้ต่อหัวเพิ่มเป็น 2,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 76,000 บาท)

Viet gogo 2

ชนชั้นกลางรุ่นใหม่เหล่านี้ ไม่ได้มีชีวิตอยู่แบบวันต่อวันอีกต่อไป แต่วางเป้าหมายเพื่ออนาคตว่าจะนำเงินก้อนโตที่หามาได้ไปกับอะไรดี ระหว่างบ้านหลังใหญ่ รถยนต์คันโตหรือพักผ่อนยังต่างประเทศ โดยที่ไม่ลืมใช้จ่ายไปกับเลี้ยงดูพ่อแม่และครอบครัวด้วย ทั้งนี้ความนิยมในการเดินทางท่องเที่ยวของชาวเวียดนามยังสะท้อนออกมาผ่านผลสำรวจล่าสุดจาก Nielsen ที่ว่ากลุ่มตัวอย่างชาวเวียดนาม 42% อยากใช้เงินเก็บไปกับการท่องเที่ยว สูงกว่าอัตราเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 38%

ที่มา : thanhniennews.com

เห็นกันชัดๆบนลานสเก็ตน้ำแข็ง

ข้อมูล ข่าวสารและความเป็นไปของโลกที่เข้าหาเราได้โดยตรงไม่ว่าอยู่ที่ใดก็ตามผ่านสัญญานอินเตอร์เน็ตและ Mobile Device ทำให้บริษัทโฆษณาและแบรนด์สินค้าต้องใช้พลังสร้างสรรค์มากขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคหยุด “ป้ายนิ้วไปมาและก้มมองแต่หน้าจอ” แล้วหันมาสนใจสื่อโฆษณาในตามพื้นที่สาธารณะ สำหรับ Grey Group Asia Pacific เลือกลานสเก็ตเป็น Out Of  Home Media รูปแบบใหม่ให้ Pantene เพื่อผ่าทางตันยุคสังคมก้มหน้า

เอเยนซี่โฆษณารายใหญ่ของเอเชีย ใช้เวลา 2 เดือนเตรียมการและติดตั้งภาพเรือนผมดำเงางามของหญิงสาวลงไปใต้พื้นผิวลานสเก็ตน้ำแข็งขนาด 61 X 30 ตารางเมตรใน SM Mall of Asia ห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่ในเขตอ่าวมะนิลาของฟิลิปปินส์ เพื่อให้ทุกร่องรอยการขีดข่วนบนผิวน้ำแข็งจากใบมีดรองเท้าเสก็ตของผู้มาใช้บริการมากมายปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น แต่ริ้วรอยทั้งหมดก็พลันหายไปในเวลาไม่นานด้วยรถปรับพื้นผิวติดโลโก้ครีมบำรุงเส้นผม Pantene Total Damage Care ที่จะปฏิบัติงานทุก 3 ถึง 4 ชั่วโมงเพื่อสื่อถึงประสิทธิภาพในการฟื้นฟูผมเสียให้เห็นอย่างชัดเจน

Campaign ภายใต้ชื่อ Pantene Hair On Ice ที่ทาง Javier Bonnilla ครีเอทีฟใหญ่ของ Grey Group Asia Pacific ชื่นชมว่าเป็นนวัตกรรม Out Of Home Media นี้ประสบผลสำเร็จอย่างงามทีเดียว โดยนอกจากสามารถเรียกความสนใจจากนักสเก็ตน้ำแข็งทั้งมือโปรและมือสมัครเล่นมากว่า 700 คนที่มาใช้บริการได้ทุกวัน ตลอดช่วงทำ Campaign แล้ว ยังโยงไปถึงความกล้าในการทำความรู้จัก (Break the Ice) ผู้บริโภคแบบคิดนอกกรอบด้วย เพราะนี่คือสื่อโฆษณาบนลานสเก็ตน้ำแข็งในประเทศเขตร้อนที่ขึ้นชื่อเรื่องชายหาดสวยงาม

ที่มา : adobomagazine.com 

มาช้อปแบบ DIY กันเถอะ

ความรวดเร็วย่อมเกิดขึ้นกับกิจกรรมใดก็ตามที่เราสามารถทำด้วยตัวเองได้ สำหรับสิงคโปร์แนวคิดแบบ Do It Yourself ได้เริ่มถูกนำมาปรับใช้ในกิจการค้าปลีกแล้ว โดยเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา Lim Swee Say รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานสิงคโปร์พร้อมด้วย Low Yen Ling เลขาธิการรัฐสภาด้านการค้าและอุตสาหกรรม ได้ไปยังสาขาหนึ่งของ NTUC FairPrice แบรนด์ซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่สุดของประเทศเพื่อเปิดโครงการชำระสินค้าแบบอัตโนมัติด้วยตัวเองในชื่อ We Are InDIYdenpent

ทางการสิงค์โปร์เชื่อว่าประโยชน์ 3 ด้านของโครงการดังกล่าวอันได้แก่ ใช้ง่าย ,รวดเร็วและสะดวกคล่องตัวจะได้รับการตอบรับจากทั้งประชาชนและแบรนด์ค้าปลีก ช่วงที่ “แดนลอดช่อง” เผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานโดยเฉพาะในส่วนของ Cashier ซึ่งได้ค่าตอบแทนต่ำกว่าชั่วโมงละ 4 ดอลลาร์สิงคโปร์หรีอคิดเป็น 1,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน (ราว 100 บาทและ 25,000 ตามลำดับ) และการผลักดันกฏหมายแรงงานขั้นต่ำเดินหน้าต่อ หลังยังไม่สามารถตกลงกับสมาพันธ์ธุรกิจสิงคโปร์ได้

Modern self checkout machines in supermarket store

อย่างไรก็ตามแคมเปญ We Are InDIYdenpent อาจพบกับแรงเสียดทานจากประชาชนที่ไม่อยากให้ Cashier รายได้น้อยต้องตกงาน ส่วนแบรนด์ค้าปลีกเองก็อาจไม่ตอบสนองกับแคมเปญเพราะมองว่าติดตั้งระบบอัตโนมัติดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ

ที่มา : insideretail.asia ,statestimesreview.com

10 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนตะลุย CLMV

กัมพูชา(Cambodia) ลาว(Laos) เมียนมาร์(Myanmar) และเวียดนาม(Vietnam) หรือที่เรียกย่อๆ ว่า CLMV เป็นกลุ่มประเทศที่น่าจับตามองที่สุดในโลกขณะนี้ เพราะนอกจากการเจริญเติบโตเฉลี่ยที่มากถึง 8% และสามารถก้าวไปหลัก 10% ได้นั้น CLMV ยังมีทรัพยากรอีกมากทั้งแรงงาน และสิ่งแวดล้อม… แค่เหตุผลนี้ข้อเดียวก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้ทุกประเทศทั่วโลกจ้องตาเป็นมัน

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ประเทศไทยคือประเทศที่อยู่กลาง CLMV แต่เรากลับช้ามากในแง่ของการลงทุนในประเทศเหล่านี้ ซึ่งปัจจุบัน จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และสิงคโปร์ กำลังรุกมาอย่างต่อเนื่อง (รวมถึงประเทศอื่นๆ ในยุโรป) ฉะนั้นประเทศไทยจึงจำเป็นที่จะต้องเร่งสปีดให้เร็วที่สุด ฉะนั้นเรามาดูกันว่า 10 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนไปลงทุน และทำธุรกิจใน CLMV มีอะไรบ้าง

1.สินค้าไทยคือของดี

ในสายตาคนไทยอาจมองว่าของจากอเมริกา หรือยุโรป เป็นของคุณภาพสูง แต่ในสายตาประเทศเพื่อนบ้านเรา ของที่ทำในประเทศไทยคือของดี มีคุณภาพ สาเหตุก็มาจากความค้นเคยกับคนไทย วัฒนธรรมไทยมากกว่านั่นเอง ยกตัวอย่างแบรนด์ถังน้ำของไทยที่ครองส่วนแบ่งตลาดในลาวเกือบ 100% แบรนด์จีนอันอื่นถ้าอยากจะขายได้นั้น จำเป็นต้องเลียนแบบให้เหมือนแบรนด์ไทย

2.Infrastructure ที่มองไม่เห็น

ถ้าพูดถึงโครงสร้างพื้นฐานใน CLMV ต้องบอกว่ามีความพร้อมที่จะเดินทางเข้าหาไปมาหาสู่กันแล้ว แต่ สิ่งที่เราต้องระวังก็คือเรื่องกฏระเบียบที่เราอาจไม่รู้มาก่อน เช่น ภาษีการนำเข้าสินค้า ยานพาหนะ รวมไปถึงด่านยิบย่อย เป็นต้น ยกตัวอย่าง ประเทศกัมพูชาที่มักจะมีด่านตามชนบท ทำให้เราต้องเสียค่าผ่านทางหลายต่อ หรือ การขออณุญาติผ่านเขตในเมียนมาร์ เมื่อต้องข้ามเขตการปกครอง เป็นต้น ดังนั้นการลงพื้นที่จริง มีคนท้องถิ่นหรือคนไทยที่อยู่ที่นู่นเป็นพันธมิตรเป็นสิ่งสำคัญ

3.Activity Marketing

ในบางประเทศอย่างเมียนมาร์ ที่ไฟฟ้ายังไม่ครอบคลุม การทำการตลาดจึงจำเป็นต้องทำแบบ Below The Line ไม่ว่าจะเป็นการจัดอีเว้นท์ กิจกรรม หรือการทำการตลาด ณ จุดขาย จะได้ผลมากกว่า Above The Line

4.งานบริการยังไม่แข็งแรง

โอกาสที่ไทยได้เปรียบมากๆ คือ งานบริการ เพราะประเทศเหล่านี้ (ยกเว้นเวียดนาม) เพิ่งมีการลงทุนในด้านโรงแรม การท่องเที่ยว และการบริการอย่างจริงจัง ทำให้ยังไม่ชำนาญเท่าไทย ดังนั้นหากนักลงทุนที่มี Know How เหล่านี้อยู่แล้ว อย่าลังเลที่จะเข้าไปลงทุน เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นบริการจากไทยแล้ว ทั้งคนท้องถื่นและต่างชาติก็ให้การยอมรับ

5. การเริ่มต้นของ ตลาดเงินและตลาดทุน

ถึงแม้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของ 4 ประเทศนี้ จะก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว แต่ตลาดเงินยังถือว่าพึ่งเริ่มต้นเท่านั้น โดยประเทศที่เปิดตลาดหุ้นอย่าง กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ก็มีบริษัทที่จดทะเบียนไม่ถึงสิบบริษัทเท่านั้น ในขณะที่ไทยมีมากกว่า 600 บริษัทไปแล้ว นั่นหมายถึงว่าการเติบโตที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเกิดจากเม็ดเงินจากเศรษฐกิจจริงทั้งสิ้น และในอีก 5-10 ปีข้างหน้า วันที่ตลาดเงินมีกาารเติบโตมากกว่านี้ เราคงได้เห็นการเติบโตของ GDP แบบ Double Digit ได้ไม่ยาก

6. มองฐานการผลิตเป็นหลัก

การเข้ามาตั้งร้านค้าในกลุ่ม CLMV นั้นอาจทำได้ยาก เนื่องจากค่าที่ดิน ค่าเช่าในเขตเศรษฐกิจนั้นค่อนข้างสูง SMEs ทั้งหลายอาจพิจารณาจากการค้านะหว่างชายแดนก่อน แต่สำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ นี่คือโอกาสทองที่ห้ามพลาด เพราะด้วยทรัพยากรที่ยังสมบูรณ์ แรงงานที่ค่าแรงยังไม่มาก

7. การแข่งขันด้านราคา

การปรับค่าแรงขั้นต่ำของไทยอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ต้นทุนการผลิตของสินค้าที่ผลิตในไทยสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ประเทศที่กำลังจะเข้ามาลงทุนก็หันไปยังประเทศที่ค่าแรงถูกกว่า ฉะนั้นแล้วหากประเทศไทยยังแข่งขันด้านราคาอยู่ เราก็จะแพ้ภัยตนเอง เพราะค่าแรงในประเทศ CLMV ถูกกว่าไทยหลายเท่านัก แรงงานไทยจึงต้องปรับตัวไปสู่แรงงานที่เน้นใช้ทักษะมากขึ้นเพื่อความอยู่รอด

8. กำลังซื้อที่ไม่ได้น้อยอย่างที่คิด

ถึงแม้ว่าประเทศ CLMV จะมีรายได้ต่อหัว (GDP Per Capita) น้อยกว่าไทยหลายเท่า แต่โอกาสในการจับจ่ายใช้สอยนั้นก็ไม่ได้มากเช่นกัน ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าเมื่อมีร้านอาหาร ร้านไอติม โรงหนัง และห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่ ประชาชนในประเทศเหล่านี้ก็พร้อมจับจ่ายใช้สอยเต็มที่ สังเกตได้จากโรงภาพยนตร์ที่ฝั่งลาวกับฝั่งไทยที่มีราคาตั๋วเท่ากัน แต่คนก็ยังคงมาหนาแน่น

9. ข้อมูลที่มี กับ สิ่งที่ต้องเจอ

ประเทศไทยเองก็มีหน่วยงานที่ช่วยนักลงทุนอย่าง BOI หรือ TBAM แต่ต้องบอกว่าข้อมูลที่องค์กรเหล่านี้ให้นั้น ไม่สามารถเทียบได้เลยกับการไปดูตลาดของจริง ทั้งพฤติกรรม ความเป็นอยู่ วิถิชีวิตของผู้คน เพราะฉะนั้นก่อนจะเข้าไปลงทุนในประเทศ CLMV อย่าเพิ่งเชื่อข้อมูลทั้งหลายที่ได้รับมา แต่ให้ลองไปศึกษา และทำตลาดซัก 1-3 เดือน แล้วคุณจะรู้ว่าธุรกิจของคุณจะไปรอดมั้ยในประเทศนั้นๆ

10. CLMV ป๊อปสุดในโรงเรียน

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว มั่นใจได้เลยว่า กลุ่มประเทศ CLMV เป็นกลุ่มประเทศที่ยังไม่มีคนสนใจมากนัก แต่หลังจากที่เวียดนามพัฒนาทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา ทำให้ภูมิภาคนี้เริ่มกลับมาอีกครั้ง ตามหลังด้วยลาว และกัมพูชา ที่เริ่มเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น สุดท้ายการเปิด AEC และ การเปิดประเทศของเมียนมาร์ คือจิ๊กซอว์สองชิ้นสุดท้าย ที่ทำให้ CLMV กลายเป็นกลุ่มที่ป๊อปที่สุดในโรงเรียน ทั้งด้านทรัพยากร เศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน

 

สุดท้ายแล้วถ้าพิจารณาจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ เราคงต้องยอมรับความจริงที่ว่า “CLMV ขาดไทยได้ แต่ไทยขาด CLMV ไม่ได้”

 

ติดตามบทความเจาะลึก AEC ได้ในนิตยสาร Marketeer ฉบับเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม 2558
ที่มา : สมาคมเศรษฐศาสตร์ “ยุทธศาสต์ไทย ก้าวไกลไปกับ CLMV”

 

 

ประเทศที่มีความยั่งยืนทางพลังงานมากสุดใน ASEAN

ASEAN-5-Most-Energy-Sustainability-Countries-2015---CONTENT
* คัดจากประเทศในกลุ่มASEAN 6 ประเทศ จากทั้งหมด 130 ประเทศที่ พลังงานโลกทำการประเมิน ,อันดับ 6 Vietnam

* ในวงเล็บคืออันดับเมื่อเทียบกับ 130 ประเทศทั่วโลก

* ประเมินโดย องค์การพลังงานโลก (World Energy Council- WEC) การรวมตัวกันของผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเพื่อให้มีพลังงานสำรองที่ยั่งยืนและการใช้  พลังงานอย่างเห็นคุณค่าเพื่อประโยชน์ของคนทุกกลุ่ม

*ความยั่งยืนทางพลังงานวัดจาก ดัชนี 3 สถานการณ์ทางเลือกด้านพลังงาน (Energy Trilemma Index) คือ 1.ความมั่นคงด้านพลังงาน (การบริหารจัดการแหล่งพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ) 2.ความชอบธรรมด้านพลังงาน (การให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและใช้แหล่งพลังงงานโดยเท่าเทียมกัน) 3.ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (ความสำเร็จในการสร้างสมดุลย์การหาแหล่งพลังงานสำรอง บริการจัดการความต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาแหล่งพลังงานทดแทนและแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำ) แล้วประเมินออกมาเป็นระดับคะแนนผ่านตัวอักษร

* Malaysia มีคะแนนทั้ง 3 ข้อรวมกันได้เป็นระดับ AAC

* Thailand มีคะแนนทั้ง 3 ข้อรวมกันได้เป็นระดับ CCD

 

Index Creative Village กับแผนการ “กินผลส้มในดินแดนหมื่นเจดีย์”

เมียนมาร์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เร็วที่สุดในโลก เพราะการที่เมียนมาร์ปิดประเทศนั้น ทรัพยากรต่างๆ ยังไม่ถูกใช้ การลงทุนจากต่างประเทศก็น้อยมาก กฏหมายทางการค้าต่างๆก็ยังเข้มงวด การเปิดประเทศนั้นจึงเปรียบได้จากการออกช่องฟรีซ ถึงแม้ว่าอาจจะยังชาๆอยู่บ้าง แต่ถ้าน้ำแข็งละลายเมื่อไหร่ ไฟก็พร้อมติด

และจากที่ไทยเคยเป็นประเทศที่ลงทุนในเมียนมาร์เป็นอันดับ 1 ตอนยังไม่เปิดประเทศ หลังจากนั้นก็โดนจีนแซงตกสู่อันดับ 2 และปัจจุบันร่วงลงสู่อันดับ 3 เรียบร้อยโรงเรียนสิงคโปร์ และต้องบอกว่าประเทศอย่างเกาลีใต้ ญี่ปุ่น มาเลเซีย กำลังรุกตลาดเมียนมาร์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศเหล่านี้ล้วนมองเห็นเมียนมาร์เป็นสวนส้มที่รอวันออกผล และคุณพิษณุฝากกล่าวถึงผู้ที่ยังนักธุรกิจไทยว่า “หากไม่มารอใต้ต้นส้ม วันที่ส้มใกล้ออกผล ที่ตรงนั้นก็ถูกจับจองไปเสียแล้ว”

Index_1

แต่สำหรับ Index Creative Village นั้น เลือกที่จะไม่รอเก็บผลส้มกินอย่างเดียว แต่ขอคว้าเอาผลไม้ชนิดอื่นๆ มาทานก่อนด้วย โดยผลไม้ชิ้นแรกที่อยากกล่าวถึงนั้น ก็คือ ธุรกิจอีเว้นท์ในเมียนมาร์ที่ Index เข้ามาลุยตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่การเปิดตัวสินค้า รถยนต์ จัดงานปีใหม่ จนไปถึงงาน Myanmar Build and Decor 2015 ที่จัดที่กรุงย่างกุ้งในวันที่ 22-24 ตุลาคมที่ผ่านมา

โดยจากการไปสำรวจ และชมงานในวันสุดท้ายต้องบอกว่า งานนี้ถือเป็นงานที่ประสบความสำเร็จทีเดียว แม้จะไม่มีคนล้นหลามเหมือนงานในไทย แต่ดีลที่เกิดในงานนั้นก็มีมูลค่าหลักล้านบาท และจะยิ่งเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ในวันที่ตึกราบ้านช่องของเมียนมาร์สร้างเสร็จ

ผลไม้ชิ้นที่สองนั้นคือ ‘ดันดารี’การแสดงที่นำเอาความสวยงามทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม การแสดงพื้นบ้าน กีฬา และประวัติศาสตร์ความเจริญรุ่งเรืองของพม่า มาร้อยเรียง บอกเล่าเรื่องราวอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ผ่านนักแสดงกว่า 100 ชีวิต ณ พระราชวัง บากัน โกลเด้น พาเลซ (Bagan Golden Palace) ซึ่งต้องบอกว่าเป็นก้าวสำคัญของ Index ที่เริ่มลงมาจัดโชว์อย่างเป็นทางการ และเป็นแผนการในการสร้างรายได้ และความยั่งยืนให้กับบริษัทอีกด้วย

และเมื่อถามถึงผลไม้ชิ้นต่อไปในเมียนมาร์ คุณเกรียงไกร กาญจนะโภคิน หัวเรือใหญ่ของ Index กล่าวว่า Index พร้อมที่จะกระโดดเข้าไปแจมในทุกธุรกิจที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ งานอีเว้นท์ รายการทีวี ให้คำปรึกษา การวางแผน การประชาสัมพันธ์ งานวิจัย และอื่นๆอีกมาก แต่คงจะไม่กระโดดออกไปเล่นภาคที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง อย่าง อสังหาฯ เร็วๆนี้แน่

หากพิจารณาจากสองกิจกรรมใหญ่ที่กล่าวข้างต้น ผู้อ่านทุกท่านคงพอเห็นแนวทางของ Index Creative Village แล้วว่าพร้อมที่จะเข้าไปทำธุรกิจทุกอย่างที่เป็นไปได้ เช่น Infrastructure ในเมียนมาร์กำลังจะมา Index ก็จัดงานแฟร์ Build and Décor ซะเลย หรืออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ก็มีดันดารีที่สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ

 

การเปิดประเทศของเมียนมาร์นั้นเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ถนนหนทาง ไฟฟ้า หรือการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตก็ยังไม่ดีเหมือนประเทศอื่นๆ แต่การลงทุนจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ก็คงจะเป็นเครื่องยืนยันได้แล้วว่า อนาคตของเมียนมาร์สดใสเพียงใด

และก็อย่างที่ท่านฑูตว่า “ถ้ารอพร้อม ที่ตรงนั้นก็เต็มไปหมดแล้ว”

 

Dandaree_2 Dandaree_6

สิงคโปร์เตรียมทดสอบรถโดยสารแห่งอนาคต

สถานะศูนย์กลางทางเทคโนโลยีในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสิงคโปร์กำลังจะชัดเจนยิ่งขึ้น โดยกรมการขนส่งทางบกของสิงคโปร์ (LTA) ประกาศว่าครึ่งหลังของปี 2016 จะทำทดสอบรถขับเคลื่อนเองอัตโนมัติ ทางตอนเหนือของประเทศ ตามเส้นทางที่กำหนดไว้ ตอบสนองความต้องการใช้พาหนะร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวทั้งในและระหว่างเมือง พร้อมลดการพึ่งพารถส่วนตัว ลดการพึ่งพารถที่ต้องใช้กำลังคนและต่อยอดไปสู่การใช้ในรถโดยสารประจำทางต่อไป

โครงการดังกล่าวซึ่งตัวรถมีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจสอบความหนาแน่นของจราจรและถนนที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานเทคโนโลยีหลายแห่งของสิงคโปร์ คือ LTA สถาบันวิจัยสารสนเทศ (I2R) ศูนย์วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวิจัย (A*STAR) และองค์การความร่วมมือระหว่างสิงคโปร์และ MITทางการวิจัยและเทคโนโลยี (SMART) ซึ่งสำนักงานตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศบริเวณที่จะมีการทดสอบรถขับเคลื่อนเองอัตโนมัตินั่นเอง อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่การทดสอบ “ยานยนต์ไร้คนขับ” ของทางการสิงคโปร์ โดยเมื่อปีปลายปี 2014 มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) และ SMART ก็เคยทดสอบรถกอล์ฟขับเคลื่อนเองสำหรับนักท่องเที่ยวที่สวนจีนและสวนญี่ปุ่นในเขต Jurong East

ที่มา : techninasia.com